divorce ep281-290

 ตอนที่ 281: ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนทำไร่?


เผยจี้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบนั้นที่จู้เจียงเจียงเล่าให้ฟังทั้งคืน


ทัศนคติต่อโลกของเขาถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง


แต่ก็เหมือนกับที่จู้เจียงเจียงบอกกับเขา มีพื้นดินใต้เท้าพวกเขาก็ต้องมีพื้นที่อื่นอีก


หลังจากรับเรื่องนี้ได้ เขาก็รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่รับไม่ได้อีกแล้ว


ทางด้านสวี่กู้


ตั้งแต่เมื่อคืนที่เขาคาดเดาว่าซ่างหวานหว่านจะหนี จึงสามารถสกัดจับเจ้านายและบ่าวของตระกูลซ่างในตัวเมืองได้สำเร็จ 


เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็รีบมาอวดความดีความชอบ


เพียงแต่เขายังไม่ทันได้เข้าประตู พวกหนานเฟิงเฉียนก็มาถึงก่อนแล้ว


พวกเขาพักอยู่ที่พักของทางการเหมือนกัน แค่เลี้ยวก็ถึงแล้ว


หนานเฟิงเฉียนเอ่ยถาม “แม่นางจู้ การประชุมต๋ามู่จบแล้ว ท่านมีแผนอย่างไร?”


จู้เจียงเจียงเห็นว่าอีกสามแคว้นที่ชนะการประมูลปีนี้มากันครบแล้ว นางก็พอจะเดาได้ว่าวัตถุประสงค์ที่พวกเขามาวันนี้คืออะไร


การประชุมต๋ามู่จบลง ซื้อแร่เหล็กได้แล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาซื้อสิ่งที่บังเอิญเจอในการเดินทางครั้งนี้


“หลังจากนี้ข้ายังต้องอยู่แคว้นเสี่ยวซีอีกหลายวัน ข้ารับปากโยวชินอ๋องว่าจะช่วยพัฒนาเรื่องการเกษตรของแคว้นเสี่ยวซี” จู้เจียงเจียงรินชาร้อนให้ทุกคน


เวลาแค่ไม่กี่วัน พวกเขาก็ชินกับการดื่มชาแล้ว


อยู่แคว้นเสี่ยวซีที่เต็มไปด้วยฝุ่นสีเหลือง อากาศแห้งแล้งและหนาวเย็น มีเพียงการดื่มชาที่จู้เจียงเจียงนำมาให้ทุกวันเท่านั้น พวกเขาถึงรู้สึกสบายตัว


“ท่านจะช่วยแคว้นเสี่ยวซีพัฒนาเรื่องการเกษตรหรือ?”


สายตาของพวกเขาหันจากถ้วยชาในมือย้ายไปที่จู้เจียงเจียงด้วยความประหลาดใจ


ความสัมพันธ์ของราชวงศ์ต้าหลี่และแคว้นเสี่ยวซีดีถึงระดับนี้เลยหรือ?


พวกเขาสองแคว้นเป็นมิตรกัน จะส่งผลกระทบต่อแคว้นอื่นๆหรือไม่?


ความคิดของพวกหนานเฟิงเฉียน ทำให้บรรยากาศในห้องแปลกประหลาดไป ทำไมจู้เจียงเจียงจะมองไม่ออก “นี่เป็นแค่ธุรกิจเล็กๆที่ข้าทำกับแคว้นเสี่ยวซีเท่านั้น ข้าก็แค่คนทำการค้าคนหนึ่ง”


นางอธิบายเป็นนัยๆ ว่านางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชสำนักราชวงศ์ต้าหลี่


ร่วมงานกับแคว้นเสี่ยวซี มีเพียงนางคนเดียว อีกทั้งนางก็ไม่ได้เอาข้าวมาแลกแร่เหล็ก นางแค่อยากหาเงินเท่านั้น


ธุรกิจ?


หลายคนมองหน้ากัน เหมือนกำลังพิจารณาคำพูดของจู้เจียงเจียงว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน


“ทุกท่านอยากจะเติมอีกสักถ้วยไหม? ชานี้ข้ากับสามีไปเก็บมาจากสวนชาด้วยตัวเอง”


จู้เจียงเจียงรู้พวกเขาคงไม่คลายความระแวดระวังง่ายขนาดนั้น


จึงพูดต่อว่า “พูดถึงสวนชาบ้านข้า ทิวทัศน์นั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง หากทุกท่านมีเวลาว่างก็ไปเที่ยวเล่นสวนชาบ้านข้าได้ อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงในเมืองเจียงหนานของราชวงศ์ต้าหลี่ บ้านข้าอยู่บ้านหลังแรกของหมู่บ้าน”


“หลังแรกของหมู่บ้าน?”


หนานเฟิงเฉียนถึงมีการตอบสนองอีกครั้ง “แม่นางจู้ ท่านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือ?”


“ใช่แล้ว” จู้เจียงเจียงมองเผยจี้แล้วชี้ไปที่เขา “ข้ากับสามีอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มาแคว้นเสี่ยวซีครั้งนี้เป็นการออกบ้านทางไกลของข้าครั้งแรก และมู่โตวก็เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ข้าเคยเห็นมา”


ที่แท้พวกเขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับราชสำนักของราชวงศ์ต้าหลี่จริงๆ


พวกหนานเฟิงเฉียนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก


“ในเมื่อแม่นางจู้เชื้อเชิญ หลังข้าเดินทางกลับไป ต้องหาโอกาสไปดูสวนชาของบ้านท่านแน่” หนานเฟิงเฉียนเปลี่ยนความคิด ดูเหมือนจะตั้งใจจะไปเยี่ยมชมจริงๆ


“น่าเสียดาย แคว้นไห่ไท่ของเราอยู่ไกลจากราชวงศ์ต้าหลี่มาก ข้าไปสวนชาเองไม่ได้ แต่แม่นางจู้ ใบชาที่ท่านนำมาในครั้งนี้ยังเหลืออีกเท่าไร ข้าอยากซื้อกลับไปดื่มบ้าง” ปาซ่งถามด้วยความคาดหวัง


จู้เจียงเจียงรู้ว่าการมาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ที่แคว้นเสี่ยวซี จะต้องได้รู้จักคนจากต่างแคว้น


ดังนั้นตอนออกมา นางจึงพกสินค้าในคลังแทบทั้งหมดที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีมาด้วย


การเปิดตลาดต่างแคว้นยังต้องใช้เวลา แต่ไม่มีปัญหาหากนางจะขายสินค้าก่อนหนึ่งชุด สร้างชื่อเสียงเล็กๆให้กับตัวเอง


รอจนมีความพร้อมทุกด้านแล้ว สินค้าสามารถส่งออกต่างแคว้นได้ นางก็สามารถนำสินค้าออกตลาดได้โดยตรง


“แม่ทัพปาซ่ง ปริมาณพอดื่มสองปี เพียงพอหรือไม่?” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากก็เริ่มต้นขายที่ปริมาณสองปี


ในเวลาเดียวกันนางก็ไม่ลืมเสนอขายสินค้าอื่นๆ “หากไม่พอละก็ ที่ข้ายังมีเหล้าแดง กุ้งแห้งและเห็ดแห้ง ท่านต้องการไหม?”


“ข้าต้องการ!”


คนของสามแคว้นที่มาหานางดื่มชาพูดพร้อมกัน เหมือนกลัวตัวเองจะแย่งไม่ได้


“แม่นางจู้ เมื่อวานท่านเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า ทำไมในมือยังมีสินค้าเยอะขนาดนี้?” หนานเฟิงเฉียนรู้สึกสงสัยและอยากรู้มาก


พวกเขาติดตามเรื่องของราชวงศ์ต้าหลี่มาโดยตลอด หลังจากผ่านสงครามมาหลายปี ตอนนี้คลังหลวงของราชวงศ์ต้าหลี่อ่อนแอที่สุด แต่ทำไมในมือจู้เจียงเจียงยังมีเสบียงมากมายขนาดนี้?


จู้เจียงเจียงยิ้มพูดสบายๆ “เพราะข้าคือเกษตรกรที่ทำไร่คนหนึ่ง ข้าวปลูกปีละสองครั้ง บ่อกุ้งและเห็ดก็เก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ถือว่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”


“ท่านคือชาวไร่?”


พวกเขาตกใจอีกครั้ง


พวกเขานึกว่าคนที่สามารถเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ได้ คนที่นั่งร่วมกับทูตแต่ละแคว้นได้ หากไม่เป็นเศรษฐีก็เป็นคนสูงศักดิ์


ใครจะรู้ ผู้หญิงที่ใจกว้างเก่งการเจรจาคนนี้ กลับเป็นเกษตรกรทำไร่คนหนึ่ง!


การรับรู้เรื่องนี้ ทำให้หลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับราชวงศ์ต้าหลี่ จู้เจียงเจียงและหมู่บ้านเล็กๆนั้นมากขึ้น


พวกเขาอยากจะเห็นว่าหมู่บ้านแบบไหนกันแน่ ถึงได้มีคนแปลกอีกทั้งยังเป็นผู้หญิงคนหนึ่งออกมา


“ทำไร่หรือไม่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือพวกท่านห้าม...”


สวี่กู้ได้ยินประโยคนั้นจากนอกห้อง นึกว่าพวกหนานเฟิงเฉียนกำลังรังแกจู้เจียงเจียงก็พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิด อยากออกหน้าแทนนาง


แต่เมื่อเข้ามา ก็พบว่าบรรยากาศไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้สักนิดเดียว


“...เมื่อครู่พวกท่านกำลังคุยอะไรกันอยู่?”


“พวกเรากำลังคุยเรื่องสวนชาบ้านข้า ทำไมหรือ?” จู้เจียงเจียงเห็นท่าทางดุร้ายของเขาก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย 


“...”


สวี่กู้เห็นว่าตัวเองเข้าใจผิดไป เขาลูบจมูกของตัวเองเบาๆอย่างเก้อเขิน “ไม่มีอะไร ข้าอยากจะมาบอกกับท่าน เมื่อคืนซ่างหวานหว่านพยายามหลบหนี แต่ถูกข้าจับไว้แล้ว”


จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “ตีตายหรือยัง?”


สวี่กู้รีบตอบ “พิการแล้ว”


จู้เจียงเจียงถอนหายใจ “งั้นก็ปล่อยนางเจ็บแบบนั้นไปสักสองสามวัน ปล่อยแผลไว้แบบนั้น วันหลังก็ฟื้นฟูได้ยากแล้ว”


เหล่าคนที่นั่งในห้อง “...”


คนผู้นั้นที่พวกเขาพูดถึง คือหญิงสาวอ่อนเยาว์คนเมื่อคืนนั้นใช่หรือไม่?


จุๆ อายุยังน้อยแต่กลับถูกทำร้ายจนพิการ อีกทั้งยังไม่ให้คนมารักษาบาดแผลอีก จะรอให้คนเขาพิการก่อนถึงปล่อยคน


วิธีการช่างโหดเหี้ยมนัก!


สวี่กู้ก็รู้สึกว่าซ่างหวานหว่านรับการทำร้ายเมื่อคืนไม่ไหว ดังนั้นเขามาวันนี้ นอกจากแจ้งจู้เจียงเจียงเรื่องนี้ เขายังมีเรื่องอื่นด้วย


เขามอบสิ่งของในมือให้จู้เจียงเจียง จากนั้นก็ใช้ร่างกายตัวเองบังสายตาอยากรู้ของคนอื่นที่เหลือ


“นี่คือข้อมูลตัวเลขที่ท่านอยากได้ก่อนหน้านี้ ท่านดูก่อน หากไม่มีปัญหาอะไรละก็ พรุ่งนี้พวกเราก็ออกไปดูด้วยตัวเองดีไหม?”


ตัวเลขข้อมูลที่เขาพูดถึง ก็คือจำนวนตัวเลขและสถานการณ์ที่ดินทำไร่รอบเมืองมู่โตวที่จู้เจียงเจียงขอพวกเขาก่อนหน้านี้ นางคิดจะใช้ที่ดินมาปลูกดอกฝ้าย ผักและผลไม้


จู้เจียงเจียงพลิกดูของที่สวี่กู้เอามาคร่าวๆ


จากข้อมูลสามารถดูได้ว่าประชาชนของแคว้นเสี่ยวซีนั้นขยันขันแข็งกันอย่างมาก


ถึงแม้พวกเขาจะปลูกอะไรไม่ได้มากนัก แต่ก็ขยันขันแข็งในการไถพรวนที่ดินรกร้างเพื่อเพาะปลูก หมู่บ้านมีที่ดินปลูกใหญ่เพียงพอ


จู้เจียงเจียงจึงกล่าวว่า “งั้นพรุ่งนี้ก็ลองไปดูกันเถอะ”


ตอนที่ 282: ข้าพกจอบมาด้วย


“ไม่ใช่ว่าพวกเราออกมาทำไร่หรือ แล้วพวกท่านตามมาทำไมกัน?”


จู้เจียงเจียงและอาหลานตระกูลสวี่ของแคว้นเสี่ยวซีนัดกันไว้แล้ว วันนี้จะเจอกันที่นอกประตูเมืองทางทิศเหนือ จากนั้นก็ไปดูหมู่บ้านใกล้เคียงด้วยกัน


แต่พอนางและเผยจี้มาถึง ก็ถึงกับอึ้ง


วันนี้ที่จะออกเมืองไปด้วยกัน ไม่ได้มีเพียงแค่สวี่โยวและสวี่กู้สองอาหลาน ยังมีทูตอีกสามแคว้นตามมาด้วย


หนานเฟิงเฉียนขี่ม้าพามาแค่องครักษ์คนสนิทคนหนึ่งเท่านั้น “แม่นางจู้ พวกข้าไม่เคยเห็นคนทำไร่ จึงสงสัยใคร่รู้ ท่านคงจะไม่ถือสาหากพวกเราเดินทางไปด้วยใช่ไหม?”


ไม่เคยเห็นคนทำไร่...


คำนี้พูดได้เหมาะสมกับฐานะของพวกเขาดีเหลือเกิน ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ!


จู้เจียงเจียงตอบว่า “แคว้นเสี่ยวซียังไม่คัดค้าน ข้ามีอะไรต้องถือสากัน”


นี่ไม่ควรเป็นความลับหรือ? สวี่โยวช่างใจกว้างจริงๆ


เดิมแคว้นเสี่ยวซีก็ไม่อยากให้พวกเขาทั้งหลายตามมาด้วย


แต่เมื่อวานนี้ตอนที่พวกเขาส่งคนไปแจ้งสวี่ยวน เนื่องจากในการประชุมต๋ามู่เขาเห็นด้วยเรื่องเพิ่มจำนวน จึงรู้สึกผิดต่อแคว้นอื่นๆเล็กน้อย ดังนั้นจำต้องยอมให้พวกเขาตามมาดูด้วย


ดูก็ดูไปเถอะ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์


จู้เจียงเจียงและคณะต่างขี่ม้าคนละตัว เดินทางไปยังหมู่บ้านต๋าเสินที่ใกล้มู่โตวที่สุด


หมู่บ้านต๋าเสินตั้งอยู่บนที่ราบ ทั้งสี่ทิศมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มีเพียงถนนดินเหลืองเส้นหนึ่งตัดผ่านหมู่บ้านเท่านั้น


จากข้อมูลตัวเลขที่สวี่กู้ให้นางมา รอบหมู่บ้านต๋าเสินแห่งนี้มีที่ดินประมาณห้าลี้ แต่ทั้งหมู่บ้านกลับมีคนอยู่เพียงแค่สองร้อยกว่าคนเท่านั้น


“หมู่บ้านข้างหน้าคือหมู่บ้านใหญ่ ทุกคนอยู่ในหมู่บ้านไม่มีใครออกไปขุดแร่ พวกเขาเหมาะจะทำไร่ที่สุด” สวี่กู้พูดแนะนำ


คำแนะนำของเขา ทำให้ความเข้าใจของจู้เจียงเจียงเปลี่ยนไป


นางคิดว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เพราะทั้งหมู่บ้านมีแค่สองร้อยคน แต่ในมุมมองของสวี่กู้ ที่นี่กลับเป็นหมู่บ้านใหญ่


เอาเถอะ นี่คงเรียกกันว่าพื้นที่กว้างใหญ่แต่ผู้คนเบาบางสินะ?


สวี่กู้พูดอย่างตื่นเต้น “หัวหน้าหมู่บ้านรอพวกเราอยู่แล้ว เข้าไปในหมู่บ้านกันเถอะ”


พวกเขาขี่ม้าผ่านทุ่งหญ้าโดยตรง ไม่ได้ใช้เส้นทางถนนดินเหลืองนั้น


จู้เจียงเจียงขี่ม้าอ้อมไปดูหลังหมู่บ้านคร่าวๆ ก่อนจะเข้าหมู่บ้านไปพร้อมพวกสวี่กู้


เพราะสวี่กู้สั่งคนมาแจ้งหมู่บ้านล่วงหน้า ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงเตรียมตัวรออยู่ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อรอฟังคำสั่งขององค์ชายสาม


บ้านเรือนของหมู่บ้านนี้คล้ายกับบ้านในเมืองมู่โตว ใช้ดินทำทั้งกำแพงและพื้นบ้าน มีเพียงหลังคาที่ใช้หญ้าคาเท่านั้น


อีกทั้งไม่มีภาพวาดสีสันสดใสกำแพงเลย มีแค่ดินเหลืองซึ่งตัดกับสีเขียวของทุ่งหญ้าโดยรอบอย่างชัดเจน


คนในหมู่บ้านเห็นพวกเขามาแล้ว ก้มตัวทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงให้สวี่โยวและสวี่กู้


“ทุกท่าน ท่านนี้คือแม่นางจู้ ผู้ที่จะมาสอนทุกท่านปลูกดอกฝ้าย ยังไม่รับทำความเคารพแม่นางจู้กันอีก” สวี่กู้ออกคำสั่ง พวกชาวบ้านก็หมุนตัวไปและทำความเคารพนางอย่างยิ่งใหญ่


จู้เจียงเจียงตกใจมาก


พวกเขามาดูที่ดิน ดูคุณภาพดิน ที่จริงไม่จำเป็นต้องพบหน้าชาวบ้าน ไม่ได้ปลูกวันนี้สักหน่อย


นางกระชากสวี่กู้มากระซิบเบาๆ “องค์ชายสามสวี่ นี่มันเรื่องอะไร พวกเราแค่มาดูที่ดินไม่ใช่หรือ?!”


สวี่กู้ได้ยินแบบนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก “ความหมายของท่านคือ จะเข้ามาดูหมู่บ้านเงียบๆไม่บอกชาวบ้าน เหมือนขโมยอย่างนั้นหรือ?”


“...” จู้เจียงเจียงนึกเสียใจทีหลังจริงๆ ต้องโทษที่นางไม่ได้บอกเขาให้ชัดเจน “พวกเราไม่ใช่ขโมย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำการยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้ ข้าก็แค่อยากมาดูที่ดินเท่านั้น”


“ท่านดู ข้าเอาจอบมาด้วย” นางพูดพร้อมชี้ไปที่จอบในมือของเผยจี้


สวี่กู้มองเผยจี้ แล้วมองนางอีกครั้ง แต่ก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจ


สองเรื่องนี้มันมีอะไรขัดแย้งกันที่ตรงไหน?


“ช่างเถอะ บอกท่านไปก็ไม่รู้เรื่อง ข้าไปบอกโยวชินอ๋องเอง!” จู้เจียงเจียงยอมแพ้แล้ว นางควรสื่อสารกับสวี่โยวโดยตรงตั้งแต่แรก


“โยวชินอ๋อง ขอคุยเป็นการส่วนตัวสักหน่อยนะเจ้าคะ”


จู้เจียงเจียงและสวี่โยวเดินไปข้างหลัง เผยจี้เห็นดังนั้นก็กระโดดลงจากหลังม้าตามไป


“ท่านอ๋อง พวกเราเดินทางมาที่นี่ครั้งนี้ เป้าหมายหลักคือขุดดิน ไม่ใช่มาแสดงอำนาจในหมู่บ้าน ข้าแค่อยากเข้าใจคุณภาพดินของที่นี่ ดูว่าต้องการปรับปรุงไหม”


นางแบมือทั้งสองข้าง พยายามอธิบายความต้องการของตัวเอง “และนอกจากนั้น พวกเราก็แค่จะมาดูพื้นที่ด้วยตาตัวเองให้พอรู้คร่าวๆเท่านั้น จะพบพวกชาวบ้านไหมไม่สำคัญ อีกทั้งมันจะเสียเวลาเปล่าๆ”


ตอนนี้กลางเดือนสามแล้ว หลังจากดูที่ดินเสร็จก็ต้องเริ่มวางแผน จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าที่ไหนจะปลูกดอกฝ้าย ปลูกผักหรือผลไม้ แล้วค่อยให้พวกชาวบ้านเริ่มไถพรวน


เวลากระชั้นชิดมากแล้ว สวี่กู้ยังมาทำอะไรที่ไร้ประโยชน์พวกนี้อีก


สวี่โยวดูจะเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงกว่าสวี่กู้จริงๆ


พอได้ยินดังนั้น เขาก็เข้าใจความหมายของจู้เจียงเจียงทันที  “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วันหลังพวกเราก็ไม่เข้าหมู่บ้าน รอเจ้าสั่งการ พวกเราค่อยจัดการลงไป”


จู้เจียงเจียงดีดนิ้วให้เขา “ท่านอ๋องพึ่งพาได้จริงๆ!”


“ถ้าอย่างนั้น ท่านอ๋อง รบกวนท่านกลับไปช่วยพวกเราจูงม้าออกมาได้หรือไม่ ข้ากับสามีจะออกไปขุดดินแล้ว” นางพูดจบก็ไม่รอให้สวี่โยวตอบรับ ลากเผยจี้วิ่งออกไปที่ทุ่งหญ้ากว้างด้านนอกทันที


ตอนพวกสวี่กู้ออกมาจากในหมู่บ้านก็เห็นฉากแบบนี้


เผยจี้และจู้เจียงเจียง คนหนึ่งยกจอบขุดดินออกมา อีกคนนั่งอยู่บนพื้นในมือจับดินที่ขุดได้มาดูแล้วก็ดม


จู้เจียงเจียงไม่เพียงแค่ดู ยังหยิบกระดาษพู่กันมาทำการจดบันทึกอีกด้วย


พวกหนานเฟิงเฉียนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการทำไร่จะต้องมานั่งดมดินและจดบันทึกแบบนี้ เป็นครั้งแรกที่พวกเขารู้ว่ามีการทำการเกษตรแบบนี้


พวกเขาเข้าใจมาโดยตลอด การเพาะปลูกก็คือชาวไร่แบกเครื่องมือไปทำงานในนา หว่านเมล็ดก็จบแล้ว


ใครจะไปรู้ว่าก่อนการเพาะปลูก ยังต้องทำเรื่องพวกนี้ด้วย


ด้านสองคนอาหลานตระกูลสวี่เห็นจนชินแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจ


เห็นจู้เจียงเจียงจริงจังใส่ใจเพื่อเรื่องการเกษตรของแคว้นเสี่ยวซีขนาดนี้ เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง


“เป็นอย่างไร ที่ดินตรงนี้ปลูกได้ไหม ปลูกอะไรได้บ้าง? ดอกฝ้ายหรือผักและผลไม้?” สวี่กู้วิ่งมาข้างๆจู้เจียงเจียงด้วยความอยากรู้ผลลัพธ์


จู้เจียงเจียงขยี้ดินในฝ่ามือเบาๆ พูดโดยใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา “จากที่ดูตอนนี้ ที่นี่เหมาะกับการปลูกผลไม้มากกว่า”


นางเงยหน้ามองไปที่ไกลๆ “พวกท่านดู ตรงนี้คือที่ราบทุ่งหญ้าผืนใหญ่ มีแสงอาทิตย์เพียงพอ แต่คุณภาพดินค่อนข้างแข็ง และไม่ลึกพอ เหมาะกับการปลูกประเภทฮามี่กวาและแตงโม ผลไม้ชนิดพืชล้มลุกเป็นเถา”


“ดอกฝ้ายและองุ่น ล้วนเป็นพืชที่พัฒนาการทางราก สามารถหยั่งรากลึกลงไปได้ถึงหนึ่งจั้ง ดังนั้นต้องการชั้นดินหนาๆถึงจะปลูกได้”


พอพูดถึงการเพาะปลูก จู้เจียงเจียงก็พูดน้ำไหลไฟดับ ไม่สนว่าคนอื่นที่ฟังจะเข้าใจหรือไม่


สำหรับการวิเคราะห์ของนางเมื่อครู่ สวี่กู้และสวี่โยวเข้าใจครึ่งหนึ่ง แต่พวกหนานเฟิงเฉียนมึนงงไปเลย


อะไรคือแสงอาทิตย์? อะไรคือรากฐาน? แล้วแตงโมนั้นคือแตงอะไร? พวกเขาฟังไม่เข้าใจ


ถึงแม้พวกเขาจะฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคให้พวกเขารู้สึกว่าจู้เจียงเจียงเก่งกาจมาก!


ตอนที่ 283: ซ่างชิงซานร้องขอความเมตตา


บนดาดฟ้าชั้นสองของที่พักทางการ


“ท่านว่าจะให้ข้าใช้เงินซื้ออะไรนะ?”


สวี่กู้นึกว่าตัวเองหูฝาด ไม่คิดว่าจู้เจียงเจียงจะบอกให้เขาใช้เงินซื้อมูลม้า?!


“แม่นางจู้ รสนิยมของท่านค่อนข้างหนักไปหน่อยนะ”


จู้เจียงเจียงเห็นเขาตอบสนองยิ่งใหญ่ขนาดนั้น จึงมองบนใส่เขาอย่างไม่เกรงใจ “ท่านไม่ซื้อก็ได้นะ ถึงอย่างไรผลไม้ที่ปลูกออกมาพวกท่านก็กินกันเอง จะกินรสเปรี้ยวหรือรสหวาน ท่านก็เลือกเอาเอง”


พวกเขาเดินทางไปหมู่บ้านต่างๆรอบๆมู่โตวต่อเนื่องกันหลายวัน เก็บตัวอย่างคุณภาพดินใกล้ๆกลับมาหมด


จากการสังเกตเบื้องต้น จู้เจียงเจียงจึงรู้ว่าคุณภาพดินพวกนี้มีปัญหาเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ขาดปุ๋ย


เนื่องจากไม่ได้ปลูกพืชผลมาเป็นเวลานาน บวกกับปริมาณแร่ธาตุในดินแต่ละแห่งก็แตกต่างกัน คุณภาพของดินเหล่านี้จึงต้องปรับปรุงให้เหมาะสม


ไม่ว่าคุณภาพดินเหล่านี้สุดท้ายต้องปรับปรุงอย่างไร แต่ปุ๋ยหมักชีวภาพก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้


ดังนั้นเมื่อกลับมาถึง จู้เจียงเจียงจึงให้สวี่กู้ไปจัดหารวบรวมปุ๋ยทันที


“...งั้นก็กินรสหวานเถอะ” สวี่กู้ลูบจมูกเก้อเขิน สั่งการให้ลูกน้องไปทำ


ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ไปเข้าร่วมหรือยุ่งกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


“แม่นางจู้ งั้นตอนนี้ท่านจะใช้สิ่งเหล่านี้ทำอะไร?” หนานเฟิงเฉียนชี้กระถางต้นไม้ที่เรียงเป็นระเบียบอยู่บนพื้นอย่างไม่เข้าใจ


ดินในกระถางเหล่านี้ เป็นดินที่จู้เจียงเจียงเก็บกลับมาจากแต่ละหมู่บ้าน


แต่ละกระถางมีสัญลักษณ์ประหลาดติดอยู่ และจากที่ได้ยินเนื้อหาการสนทนาก่อนหน้านี้ของสวี่กู้กับจู้เจียงเจียง สัญลักษณ์เหล่านั้นน่าจะเป็นตัวเลข


“นี่คือการทดลองของข้า”


พูดจบ จู้เจียงเจียงก็เปิดกล่องเล็กๆใบหนึ่งออกมา ด้านในคือไส้เดือนที่นางให้เผยจี้ไปขุดมาเมื่อเช้านี้


“อี๋!~ ~”


พวกเขาเห็นไส้เดือนตัวยาวที่กำลังเลื้อยขยุกขยิกในกล่อง ก็พลันถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความรังเกียจ “การเกษตรตอนนี้ต้องทำถึงขั้นนี้แล้วหรือ?”


พวกเขาไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกประทับใจอย่างมาก


“การตอบสนองของไส้เดือนสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของดินว่าดีหรือแย่ได้ นี่เป็นวิธีที่ข้าทำได้ดีที่สุดแล้ว พวกท่านก็ทนดูไปเถอะ” จู้เจียงเจียงใช้ตะเกียบคีบไส้เดือนออกมา แล้วฝังลงไปในแต่ละกระถางตามจำนวนที่กำหนด


หากมีกล้องจุลทรรศน์ละก็ นางจะสามารถสังเกตได้โดยตรงว่าดินขาดธาตุอะไรไป ไหนเลยจะต้องใช้วิธีที่ทั้งสกปรกและเหนื่อยแบบนี้


หนานเฟิงเฉียนรู้สึกแปลกใหม่และอยากรู้ต่อทุกอย่างที่จู้เจียงเจียงทำ


วิธีการเพาะปลูกของนาง ล้มล้างความเข้าใจเดิมของเขาไปหมด เขาอยากจะรู้มากว่ากระถางเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่เขาไม่มีเวลาแล้ว


การประชุมต๋ามู่จบลงหลายวันแล้ว เขาจะอยู่นานไม่ได้ จำเป็นต้องกลับไปรายงานตัว


ดังนั้น เขาจึงต้องเดินทางกลับก่อน


จู้เจียงเจียงและเผยจี้ส่งพวกเขาถึงแค่ประตูใหญ่ทางเข้าที่พักของทางการ ก็ไม่ได้คิดจะไปส่งต่อ


“แม่นางจู้ แม่ทัพเผย เชื่อว่าหลังจากนี้ไม่นาน พวกเราจะได้เจอกันอีกครั้ง” หนานเฟิงเฉียนยื่นหน้าออกจากหน้าต่างรถม้า หลังจากทิ้งประโยคที่มีความหมายลึกซึ้งก็จากไป


มองด้านหลังรถม้าแคว้นชิงหนานจากไป จู้เจียงเจียงเก็บรอยยิ้มมารยาทไว้ หันหน้าไปถามเผยจี้ “เมื่อครู่เขาหมายความว่าอย่างไร?”


เผยจี้ไม่สนว่าเขาหมายความว่าอย่างไร จูงมือนางแล้วหันกลับไปยังที่พัก


ยังไม่ทันขึ้นไปถึงชั้นบน ซ่างชิงซานก็มาขวางไว้


“แม่ทัพเผย ข้าขอร้องแม่ทัพเผย โปรดปล่อยหวานหว่านเถอะ นางถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ทนความลำบากไม่ไหว...” ซ่างชิงซานมาถึงก็คุกเข่าให้ทั้งสองคน


ตั้งแต่คืนที่การประชุมต๋ามู่สิ้นสุดลงจนถึงตอนนี้ เขายังไม่ได้พบลูกสาวตัวเองเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่มีข่าวคราวใดๆเลยสักนิด


ตอนนี้แคว้นอื่นทยอยกลับไปรายงานตัวกันหมดแล้ว เขาเองก็ควรจะกลับไปรายงานตัวเช่นกัน


แต่ถ้าซ่างหวานหว่านไม่กลับมาวันหนึ่ง เขาก็ล่าช้าไปหนึ่งวัน


หมดสิ้นหนทาง ซ่างชิงซานทำได้แค่มาขอร้องเผยจี้ให้ปล่อยซ่างหวานหว่านโดยไม่สนใจเกียรติ


เขารู้ดีว่าเรื่องที่ซ่างหวานหว่านสมคบคิดกับแคว้นตงจ้าวถูกเปิดโปงแล้ว ดังนั้นเผยจี้ถึงโกรธมากจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมปล่อยตัวคน


ซ่างชิงซานโมโหต่อความไม่เอาถ่านของลูกสาวตัวเองที่ทำอะไรไม่รู้จักคิด


วิธีการเหล่านั้นของนางใช้ได้กับหลังบ้านในเรือน แต่หากนำไปใช้ในราชสำนักแล้ว ก็เปรียบเสมือนเด็กเล่นของเล่น ถูกเปิดโปงมองออกได้ง่ายมาก


“ซ่างหวานหว่านไม่ได้อยู่ในมือข้า”


เผยจี้ไม่แม้แต่จะมองซ่างชิงซาน ดึงจู้เจียงเจียงเดินไปต่อ


ซ่างชิงซานที่คุกเข่าคลานไปขวางหน้าทั้งสองที่กำลังจะเดินหนี “แม่ทัพเผย เห็นแก่ที่ท่านข้าเป็นขุนนางเหมือนกัน ข้าขอร้องท่านล่ะ”


จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็แอบพูดในใจ จุๆ ซ่างชิงซานคนนี้ เพื่อลูกสาวแล้ว แม้แต่หน้าก็ไม่สนเลยจริงๆ 


เห็นท่าทางที่เขาไปขอร้องคนอื่นเพื่อลูกสาว วิ่งเต้นจนผมขาวแล้ว เขาก็ดูเป็นพ่อที่ดีคนหนึ่ง


แต่เพียงแค่นึกถึงสิ่งที่ซ่างหวานหว่านทำลงไป รวมถึงผลพวงที่ประเมินค่าไม่ได้ จู้เจียงเจียงก็ยากที่จะกล่อมตัวเองให้ยกโทษให้คนโง่อย่างซ่างหวานหว่านได้


“ใต้เท้าซ่าง ท่านเข้าใจเป้าหมายของการเดินทางมาครั้งนี้หรือไม่? ท่านรู้หรือไม่ ว่าการกระทำของลูกสาวท่านจะก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงขนาดไหน?!”


ซ่างชิงซานเดิมไม่อยากสนใจจู้เจียงเจียง คนที่ยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็น ‘ฮูหยินแม่ทัพ’ แต่เพราะเขาต้องขอร้องเผยจี้ เขาจึงต้องแสร้งทำท่าทางนอบน้อมถ่อมตน


เขาเอ่ยแก้ตัวว่า “เรื่องนี้หวานหว่านของข้าทำผิด เมื่อข้ากลับหลี่จิงแล้ว จะไปลาออกจากตำแหน่งขุนนาง รับโทษกับฝ่าบาทด้วยตัวเอง ส่วนหวานหว่าน ตอนนี้ก็ยังไม่ได้สร้างผลพวงอะไร พวกท่านจะกักขังนางไม่ให้นางกลับบ้านโดยพลการไม่ได้!”


คำพูดท้ายๆเหมือนซ่างชิงซานจะใช้น้ำเสียงตำหนิ กล่าวโทษพวกเขาว่าไม่ควรลงมือต่อซ่างหวานหว่านโดยพลการ


ท่าทางนี้ของเขาจุดฉนวนความโกรธของจู้เจียงเจียงให้ระเบิดออกมา


“ไม่ได้สร้างผลพวงอย่างนั้นหรือ? ใต้เท้าซ่าง ท่านพูดคำนี้ออกมาได้อย่างไร! ท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะความโง่เขลาของซ่างหวานหว่าน เกือบทำให้ราชวงศ์ต้าหลี่ตกอยู่ในอันตราย ถึงตอนนั้นมันคือผลพวงชีวิตนับหมื่นของทหารที่จะต้องสูญสิ้นไป และประชาชนจำนวนมากจะต้องพลัดพรากจากครอบครัว”


นางตะคอกออกมา “ผลพวงทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความเอาแต่ใจของลูกสาวท่านคนนั้น เอ่อ ไม่สิ นางไม่ได้เอาแต่ใจ นางเป็นกบฏ!”


เดิมเพราะช่วงนี้กำลังยุ่งเรื่องการเกษตร ความโกรธที่จู้เจียงเจียงมีต่อซ่างหวานหว่านจึงลดลงไปบ้างแล้ว


ทว่าตอนนี้ นางจะไม่ปล่อยซ่างหวานหว่านไปง่ายๆแล้ว


“ท่านพี่ ช่วยข้าฝากคำพูดให้คนที่เฝ้าซ่างหวานหว่านสักหน่อย อย่าให้นางได้สงบสุข!”


จู้เจียงเจียงเปิดเผยความจริงออกมาต่อหน้าซ่างชิงซาน ยอมรับว่าพวกเขาขังคนไว้ และตอนนี้ซ่างหวานหว่านก็อยู่ในมือพวกเขา


อีกทั้งนางยังจะให้ซ่างหวานหว่านได้รับบทเรียนอีกสักครั้ง!


“ได้” ตั้งแต่ต้นสีหน้าของเผยจี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก


เขาชอบยืนอยู่ข้างๆจู้เจียงเจียง มองนางแสดงอำนาจหรือใช้ฐานะของเขาไปโอ้อวดแสนยานุภาพกับคนอื่น


หากในเรื่องนี้เขายังทำให้ภรรยาตัวเองพึงพอใจไม่ได้ เช่นนั้นฐานะแม่ทัพใหญ่นี้ของเขาจะมีประโยชน์อะไร?


“ไม่! อย่า...!”


ซ่างชิงซานเห็นแบบนั้นก็ตกใจมาก รีบร้องขอไม่หยุด “แม่ทัพเผย เอ่อ ไม่สิ ไม่สิ ฮูหยินเผย เมื่อครู่เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบเอง หวังว่าฮูหยินเผยจะเมตตา!”


สำหรับการร้องขอของซ่างชิงซาน จู้เจียงเจียงและเผยจี้ไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง ก่อนจะเดินอ้อมเขาขึ้นไปชั้นบน


ตอนที่ 284: ฮ่องเต้หว่านเมล็ดลงดินในแปลงด้วยตัวเอง


ครั้งก่อนซ่างหวานหว่านถูกสวี่กู้สั่งสอน ในครั้งนี้ถูกจู้เจียงเจียงสั่งสอน


นางขาพิการไปข้างหนึ่ง บนใบหน้ามีบาดแผลที่ถูกหวดจากแส้อยู่ ก่อนจะถูกส่งกลับไปถึงมือซ่างชิงซานด้วยสภาพปางตาย


ถึงแม้ซ่างชิงซานจะเกลียดแค้นจนกัดฟันกรอด แต่เขาก็ทำอะไรจู้เจียงเจียงไม่ได้


ข้างกายนางมีเผยจี้ ภายใต้อำนาจเขามีทหารนับร้อยนาย แต่ละนายเป็นทหารระดับสูงที่แข็งแกร่งกล้าหาญผ่านสนามรบมาแล้วทั้งนั้น กองกำลังทหารทางการทูตที่เขาพามาแคว้นเสี่ยวซีด้วยไม่อาจสู้ได้เลย


ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ไม่ใช่หลี่จิง องค์ชายสามของแคว้นเสี่ยวซีแสดงตัวอย่างชัดเจนว่ายืนอยู่ข้างจู้เจียงเจียง เขายิ่งแตะนางไม่ได้


สุดท้าย เขาจึงทำได้แค่พาซ่างหวานหว่านที่พิการ จากที่นี่กลับไปยังหลี่จิงด้วยความอับอาย


เมื่อกลับถึงหลี่จิง เขาจะร่วมมือกับขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหมด ถวายรายงานเรื่องเผยจี้ต่อเบื้องสูง!


แต่ที่ซ่างชิงซานไม่รู้ก็คือ จู้เจียงเจียงได้รบกวนทูตแคว้นอื่นๆ เขียนจดหมายส่งไปยังหลี่จิงล่วงหน้า ชี้แจงเรื่องของแคว้นเสี่ยวซีให้อู่จิ้นรับทราบก่อนหนึ่งก้าวแล้ว


ไม่อย่างนั้นนางคงจะไม่กักขังซ่างหวานหว่านจนตอนนี้ แล้วถึงปล่อยให้พวกเขาเดินทางกลับ


เพื่อรับประกันว่าจดหมายของแต่ละแคว้นจะถึงหลี่จิงก่อนซ่างชิงซาน!


หลังซ่างชิงซานจากไป ที่พักของทางการก็เงียบสงบลง


ตอนนี้เหลือเพียงจู้เจียงเจียงและเผยจี้ที่ยังพักอยู่ในที่พักทางการ เมื่อเผชิญกับที่พักที่ว่างเปล่า จู้เจียงเจียงยิ่งดำเนินการทดลองของนางอย่างเปิดเผยมากขึ้น


“แม่นางจู้...”


สวี่กู้ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของที่พัก ห่างจากห้องพักหนึ่งแถว โบกมือตะโกนเรียกจู้เจียงเจียงที่อยู่บนดาดฟ้าชั้นสอง


จู้เจียงเจียงโบกมือส่งสัญญาณให้เขาเข้ามา


แต่ตีให้ตายสวี่กู้ก็ไม่ยอมก้าวเข้าที่พักแม้เพียงหนึ่งก้าว ยืนกรานจะให้นางออกมาคุยกันข้างนอก


จนปัญญา จู้เจียงเจียงทำได้แค่ต้องลงไป


ด้านนอกที่พัก


จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “องค์ชายสามมาหาข้ามีเรื่องอะไร? ทำไมไม่เข้าไป?”


สวี่กู้ย่นจมูก “การทดลองของท่านมันเหม็นมากเกินไป พวกเราคุยกันข้างนอกดีกว่า”


เขามาครั้งนี้เพื่อมาบอกจู้เจียงเจียงว่า มูลม้า และสิ่งต่างๆที่นางให้เขารวบรวมได้เตรียมพร้อมแล้ว และกำลังหมักอยู่ในหลุมดินของแต่ละหมู่บ้าน


ถามนางว่าจะเริ่มปลูกเมื่อไร


ใกล้จะเข้าเดือนสี่แล้ว ในเวลานี้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็คงกำลังยุ่งกับการเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิอยู่กระมัง


จู้เจียงเจียงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง พูดว่า “วันมะรืนท่านให้คนมาที่นี่ ข้าจะเอาเมล็ดพันธุ์ที่ห่อเสร็จแล้วให้ และจะไปปลูกลงดินพร้อมพวกท่าน”


เมล็ดพันธุ์ต้องใช้น้ำปูนใสปริมาณต่ำฆ่าเชื้อ รับประกันอัตราการงอกของเมล็ด ดังนั้นเวลาแค่คืนเดียวก็เพียงพอแล้ว


แต่คืนนี้นางยังต้องจัดเรียงข้อมูลตัวเลขการทดลอง ฉะนั้นสวี่กู้ยังต้องรออีกหนึ่งวัน


“ได้ งั้นตอนนี้ข้าจะกลับไปบอกเสด็จพ่อ ให้เขาเตรียมตัวให้พร้อม” สวี่กู้พูดอยู่ก็หมุนตัวจากไป


โชคดีที่จู้เจียงเจียงมือไว ดึงเขาไว้ได้ทัน “ท่านหมายความว่าอย่างไร? เสด็จพ่อ เอ่อ ไม่สิ ความหมายของท่านคือฝ่าบาทก็จะไปปลูกพืชด้วยกันหรือ?”


สวี่กู้ยิ้มแย้ม “ถูกต้อง เสด็จพ่อบอก เขาอยากจะไปดูด้วย”


จู้เจียงเจียง “...”


ฮ่องเต้ยุคสมัยนี้เป็นบ้ากันไปหมดหรืออย่างไร? ทำไมแต่ละคนชอบดูคนเพาะปลูกขนาดนั้น?


แต่หากคิดให้ดีก็ไม่แปลกอะไร เพราะข้าวคือรากฐานสำคัญของแว่นแคว้น


ตอนนี้มีคนที่มีทักษะสูงส่งคนหนึ่งมาชี้นำ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของแคว้น คนที่เป็นฮ่องเต้จึงอยากจะมาเป็นประจักษ์พยานในประวัติศาสตร์ครั้งนี้อย่างช่วยไม่ได้

…....................


การที่ฮ่องเต้เสด็จลงมาทำงานกับพวกชาวบ้านด้วยพระองค์เองนั้น ทำให้เกิดความอึดอัดและไม่เป็นธรรมชาติ


เมื่อมองไปที่พวกชาวบ้านที่อยู่ห่างออกไป จู้เจียงเจียงก็ถอนหายใจออกมานับครั้งไม่ถ้วน


นี่มันไม่ใช่การเพาะปลูกแล้ว แต่มันคือการถ่วงแข้งถ่วงขาชัดๆ


“ฝ่าบาท ปุ๋ยพร้อมแล้ว อีกประเดี๋ยวก็ปลูกได้แล้วเพคะ”


พื้นที่แคว้นเสี่ยวซีกว้างใหญ่มาก ถ้าจะโรยปุ๋ยทั่วทั้งผืนคงมีไม่พอใจแน่นอน ตอนนี้จึงทำได้แค่โรยปุ๋ยไปทีละหลุม


ขอแค่ให้เมล็ดพันธุ์ได้รับปุ๋ย ก็สามารถเจริญเติบโตได้  ภายหลังต้นกล้าโตแล้วก็ค่อยคิดหาวิธีเพิ่มปุ๋ยให้มากขึ้น


สวี่ยวนสวมเสื้อขนสัตว์บาง ดูเหมือนจะเป็นขนหมาป่า ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ช่างดูแตกต่างจากเหล่าชาวบ้านที่สวมผ้าป่านหยาบๆ


“ข้าต้องทำอะไร?” สวี่ยวนอยากลงมือเข้าร่วมด้วยตัวเอง จึงเอ่ยถามขึ้น


จู้เจียงเจียงกวาดตาดูงานต่างๆที่กำลังดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการพรวนดิน ขุดหลุม ทำปุ๋ย สร้างราว งานหนักเหล่านี้จะให้ฮ่องเต้คนหนึ่งไปทำไม่ได้


จนปัญญา นางยื่นตะกร้าใบหนึ่งให้เขา “ฝ่าบาท หนึ่งเม็ดพันธุ์เพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ เก็บหลายหมื่นในฤดูใบไม้ร่วง พระองค์ก็รับผิดชอบปลูกเมล็ดพันธุ์ที่สำคัญนี้เพื่อประชาชนแคว้นเสี่ยวซีเถิด”


“ได้!”


สวี่ยวนเหมือนจะชอบวิธีการพูดนี้ของจู้เจียงเจียงมาก รับตะกร้ามาแล้วหยิบเมล็ดพันธุ์ขึ้นหนึ่งกำเตรียมจะหว่านออกไป


“ช้าก่อน! ฝ่าบาท”


โชคดีที่จู้เจียงเจียงขวางไว้ได้ทันมิฉะนั้นคงจะเขินอาย “ฝ่าบาท ขออภัยที่ข้าพูดไม่ชัดเจน เมล็ดแตงโมนี้ หนึ่งหลุมใช้เพียงสองเมล็ด”


นางชี้ไปที่พื้นดินใต้เท้าของพวกเขา


ที่ดินบริเวณนี้ไถพรวนเรียบร้อยแล้ว จัดเรียงเป็นแถวยาว หลุมก็ขุดไว้แล้ว เหลือเพียงแค่รอลงเมล็ดพันธุ์ ใส่ปุ๋ย จากนั้นก็เอาดินกลบก็เป็นอันเสร็จ


สวี่ยวนพยักหน้าเงียบๆ ทำตามที่จู้เจียงเจียงบอก


เขาตั้งใจมากๆ สองเมล็ดหนึ่งหลุม ไม่มากไม่น้อย ไม่ขาดไม่เกิน ท่าทางระมัดระวังนั้นดูไม่ออกเลยว่าเป็นฮ่องเต้คนหนึ่ง


จู้เจียงเจียงมองร่างของสวี่ยวน แล้วหันไปกระซิบกับสวี่กู้ “วันนี้เที่ยง ฝ่าบาทจะเสด็จกลับวังหรือจะเสวยอาหารที่นี่?”


สวี่กู้รู้สึกแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด “คำถามนี้...”


ดูจากท่าทางของบิดาเขาแล้ว คาดว่าคงจะติดใจการเพาะปลูกแล้วอย่างแน่นอน อย่างน้อยๆก็วันนี้!


“วันนี้ก็กินที่นี่เถอะ ให้ฝ่าบาทได้สัมผัสความลำบากของเหล่าประชาชน” จู้เจียงเจียงช่วยตัดสินใจแทนเขาตามอำเภอใจ


ทำงานตลอดครึ่งเช้า ก้มหน้ายกถ้วยกินข้าวอยู่ในไร่นา นั่นถึงเรียกว่าการสัมผัสประสบการณ์


สวี่กู้ไม่ได้คัดค้าน


ไท่ช่างหวงของราชวงศ์ต้าหลี่อายุมากขนาดนั้นแล้ว ยังไปช่วยทำงานในไร่นาทุกวัน ทำไมกษัตริย์ของแคว้นเสี่ยวซีจะทำไม่ได้เล่า?


“แม่นางจู้” เหมือนสวี่ยวนจะนึกอะไรออก หันไปเรียกจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงเดินเข้าไปแทนตำแหน่งคนที่กลบดินด้านหลังเขา “ฝ่าบาท มีอะไรจะชี้แนะหรือเพคะ?”


สวี่ยวนยิ้ม “ไม่มีอะไร เพียงแค่อยากถามแม่นางจู้ เมล็ดพันธุ์นี้จะงอกเมื่อไร?”


จู้เจียงเจียงรับรู้ถึงความคาดหวังของเขาได้ ไม่ว่าจะต่อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้หรือว่าอนาคตของแคว้นเสี่ยวซี นางก็รู้สึกได้ถึงความปรารถนาดีที่มาจากสวี่ยวนได้อย่างชัดเจน


แคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาใกล้จะไม่ต้องพึ่งพาความใจดีให้ข้าวให้อาหารจากแคว้นอื่นเพื่อดำรงชีวิตแล้ว


“หาสองวันนี้มีอากาศที่ดีแบบนี้ละก็ อย่างช้าที่สุดสองวันก็จะมีหน่ออ่อนทะลุออกจากดินแล้ว”


“อากาศดี...”


สวี่ยวนเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นแสงแดดที่อบอุ่น เขาก็รู้สึกร้อนนิดๆทันที


เห็นเพียงเขายื่นเมล็ดพันธุ์ในมือให้ข้าหลวงข้างกาย ถอดเสื้อขนสัตว์บางบนตัวออก เหลือเพียงเสื้อคลุมยาวเบาๆ แล้วกลับไปหยอดเมล็ดต่อ


จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำขันนิดๆ


หลังหยุดหัวเราะ นางก็รู้สึกชื่นชมสวี่ยวนพอสมควร อย่างน้อยๆ เขาก็ทำงานตลอดทั้งช่วงกลางวัน ไม่มีเวลาแม้แต่ดื่มน้ำสักหนึ่งอึก


มีเขาที่อยู่เป็น ‘แบบอย่าง’ ทุกคนที่ทำงานในไร่ก็ยิ่งทุ่มเทสุดความสามารถ ไม่มีใครกล้าแอบอู้ ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ตอนที่ 285: ช่วยชีวิตต้นกล้าแตงโมท่ามกลางฝนตก


คนแคว้นเสี่ยวซีชอบเรียนรู้


จู้เจียงเจียงเดินตามชาวบ้านของแคว้นเสี่ยวซีไปช่วยปลูกอยู่สิบกว่าวัน เดินเข้าออกเมืองมู่โตวทุกวัน  ชาวเมืองทั้งในตัวเมืองและนอกเมืองต่างรู้จักนางกันหมดแล้ว


ไร่นามากกว่าห้าสิบแห่งทำการเพาะปลูกไปพร้อมกัน ตอนนี้นอกเมืองมู่โตว ได้กลายเป็นผืนต้นกล้าสีเขียวอ่อนอันกว้างใหญ่ไปแล้ว


รวมถึงพื้นที่ทะเลทรายทางทิศใต้ด้วย


ที่ดินทะเลทรายผืนนั้นเพื่อปลูกดอกฝ้าย ได้มีการไถพรวนดินทรายออกไปถึงห้าถึงหกลี้ ก็เพื่อนำทรายไปผสมกับดิน ทำให้เกิดดินทรายสำหรับปลูกดอกฝ้าย


ภายใต้ความพยายามร่วมกันของชาวบ้านทั้งเมือง เวลาสิบกว่าวันการเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิก็เสร็จสิ้นลง


ตอนจู้เจียงเจียงนึกว่าในที่สุดตัวเองก็จะได้พักผ่อนดีๆเสียที สวี่กู้ก็ส่งคนมาตามนาง


“แม่นางจู้รีบไปดูเถอะ น้ำท่วมไร่แล้ว องค์ชายสามร้อนใจสุดๆ!”


คนที่สวี่กู้ส่งมา ไม่พูดพล่ามก็ลากจู้เจียงเจียงออกไปข้างนอก


ฝนตกต่อเนื่องมาสองวันแล้ว ด้านนอกตอนนี้ก็ยังมีฝนปรอยๆ ตกพรำๆอยู่ตลอด จู้เจียงเจียงเห็นคนที่มาตามร้อนใจขนาดนี้ นางไม่ได้หยิบแม้แต่เสื้อกันฝนก็ขึ้นหลังม้าตามไป


เรื่องปลูกดอกฝ้ายและผลไม้เป็นสวี่กู้ที่นำกลับมายังแคว้นเสี่ยวซี ดังนั้นสวี่ยวนจึงยกอำนาจทั้งหมดของเรื่องนี้ให้เขาจัดการ


เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้ไร้ความสามารถ สวี่กู้จึงตั้งใจจริงกับที่ดินผืนนี้เป็นอย่างมาก ทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่างเขาก็จะรีบวิ่งออกไปนอกเมือง


คราวนี้ฝนตกติดต่อกันสองวัน เขาก็ยิ่งไม่สบายใจ เกือบจะไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านในไร่เลยทีเดียว


เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงมาถึง สวี่กู้ก็กางร่มเดินไปหาทันที ยังไม่ทันจะทักทายก็ชี้ไปที่ต้นกล้าแตงโมที่แช่น้ำฝนจนเสียหายตรงหน้า พลางถามว่า “แม่นางจู้ ต้นกล้าแตงโมจมน้ำตายแล้ว ควรทำอย่างไรดี?”


จู้เจียงเจียงเห็นพวกเขายืนอยู่ท่ามกลางสายฝน ท่าทางตื่นตระหนก ก็พูดด้วยความโกรธ “จะยืนนิ่งอยู่ทำไมเล่า รีบใช้จอบขุดร่องระบายน้ำเร็วเข้า!”


พูดจบนางก็ปัดร่มของสวี่กู้ออก รีบวิ่งเข้าไปในไร่ ชี้นิ้วสั่งให้ขุดร่องระบายน้ำ


ถึงอย่างไรตัวนางก็เปียกปอนไปหมดแล้ว จึงไม่สนใจหากจะเปียกเพิ่มอีกสักนิดหน่อย


สวี่กู้เห็นดังนั้นจึงโยนร่มทิ้งแล้วตามไป “แม่นางจู้ ต้นกล้าแตงโมเป็นแบบนี้แล้วยังช่วยได้หรือไม่?”


เช้าวันนี้เมื่อเขาออกไปดูไร่ ก็พบว่าต้นกล้าแตงโมที่เพิ่งงอกออกมาในสวนถูกน้ำท่วมหมดแล้ว ใบอ่อนบางใบถูกน้ำฝนทำจนพัง บางใบก็ถูกโคลนเหลืองกลบ


เขาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบส่งคนไปตามจู้เจียงเจียงมา


ก่อนที่จู้เจียงเจียงจะมาถึง ทุกคนก็ไม่รู้ควรทำอย่างไร เมื่อเห็นต้นกล้าแตงโมถูกน้ำท่วม ทุกคนคิดว่าคงไม่รอดแล้ว


“เซลล์ของพืชสามารถสร้างใหม่ได้ ไม่ได้ตายง่ายๆขนาดนั้น อย่าพูดมาก รีบมาช่วยเร็วเข้า!” จู้เจียงเจียงหันไปตะโกนใส่สวี่กู้


“หา?” สวี่กู้ฟังไม่เข้าใจ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการลงมือทำงานของเขา “ได้!”


“เร็วเข้า รีบพาทุกคนมาช่วยกันขุดร่องน้ำ!”


สวี่กู้โบกมือสั่ง คนหนุ่มคนแก่ในหมู่บ้านก็เริ่มขยับตัว


บนตัวพวกเขาไม่มีอะไรกันฝน ทุกคนต่างทำงานกันอย่างขะมักเขม้นท่ามกลางสายฝนเพื่อช่วยชีวิตต้นกล้าแตงโม


ตอนเผยจี้และสวี่ยวนได้ยินข่าว เมื่อมาถึงที่ไร่ก็พบว่าที่นี่เต็มไปด้วยผู้คน พวกเขาทุกคนกำลังทำงานอย่างเป็นระเบียบตามคำสั่งของจู้เจียงเจียง 


ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่กลายเป็นผืนม่านหมอก


“ฮูหยิน!”


เผยจี้ถือเสื้อกันฝนตามหาร่างของจู้เจียงเจียงในฝูงชน


เป็นครั้งแรกที่สวี่ยวนได้เห็นสถานการณ์แบบนี้ เขาเหมือนพวกชาวบ้านก่อนหน้านี้ที่ยืนอยู่ขอบแปลงทำอะไรไม่ถูก


ที่แท้ในหนังสือที่บอกว่า ชาวนามองฟ้ากินข้าว คือหมายความแบบนี้นี่เอง 


เพื่อข้าวเพียงหนึ่งคำ เหล่าประชาชนถึงกับต้องทุ่มเทมากมายขนาดนี้


ในฐานะกษัตริย์ สวี่ยวนรู้สึกว่าความรับผิดชอบบนบ่าของตนหนักขึ้นกว่าเดิมมาก


“ข้าอยู่ที่นี่...”


จู้เจียงเจียงยังไม่ทันเห็นร่างของเผยจี้ ได้ยินแค่เสียงของเขา แต่นางก็ยังตอบรับ โบกมือโบกไป


เผยจี้หานางเจอก็รีบเดินไปหานางทันที


จู้เจียงเจียงรู้สึกเพียงมือตัวเองเพิ่งว่าง เสื้อกันฝนของเขาก็อยู่บนตัวนางแล้ว “ท่านพี่ มีอะไรกลับไปค่อยคุย อย่าดุข้าที่นี่เลย”


นางชิงพูดก่อน ปิดปากคำตำหนิของเขาไว้


เผยจี้ทำหน้าขรึมแย่งจอบในมือนางมา ไม่พูดจา ผลักนางออกแล้วทำงานแทนนาง

…..............


ผ่านการช่วยชีวิตมาครึ่งวัน ในที่สุดต้นกล้าแตงโมนับพันหมู่ก็รอดแล้ว


ถึงแม้จะช่วยต้นกล้าแตงโมได้แล้ว แต่เนื่องจากสวนแตงโมมีลักษณะลาดเอียงลงมา และหมู่บ้านตั้งอยู่ด้านล่าง น้ำฝนที่ระบายออกจากสวนแตงโมจึงไหลเข้าท่วมหมู่บ้านทั้งหมด


บ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมหมด


“องค์ชายสามสวี่ ท่านได้สั่งคนไปดูสถานการณ์หมู่บ้านอื่นไหม?” จู้เจียงเจียงเหนื่อยจะตายแล้ว มือทั้งสองถูกแช่น้ำจนเหี่ยวย่น ทั้งเปื่อยทั้งซีดขาว


นางหย่อนก้นนั่งลงบนคันนา ใต้เท้าน้ำฝนไหลผ่าน นางเลยถือโอกาสล้างมือไปด้วย


หลังจากต่อสู้กับสวรรค์มาทั้งวัน เมื่อรับรู้ว่าต้นกล้าแตงโมรอดแล้ว สวี่กู้ดูเหมือนจะดีใจมาก นอนราบลงไปบนพื้น ปล่อยให้น้ำฝนเย็นๆสาดกระทบใบหน้า


“ตอนท่านบอกว่าถ้าระบายน้ำแล้วต้นกล้าแตงโมก็จะมีทางรอด ข้าก็ได้สั่งคนไปแต่ละหมู่บ้านแล้ว สบายใจได้”


สวี่ยวนไม่ได้เข้าร่วมการช่วยชีวิตสวนแตงโมครั้งนี้ แต่ยืนดูอยู่ข้างๆ


เขาคือคนในที่นี้เพียงคนเดียวที่บนตัวไม่มีน้ำฝนแม้เพียงครึ่งหยด


“แม่นางจู้ ลำบากแล้ว”


สวี่ยวนเดินมาทางพวกเขา มองจู้เจียงเจียงอด้วยสายตาซาบซึ้งใจ


นางที่เกิดเป็นคนราชวงศ์ต้าหลี่ ถูกเชิญมาแคว้นเสี่ยวซีเพื่อช่วยเพาะปลูก พัฒนาเรื่องการเกษตรที่แคว้นเสี่ยวซีไม่ถนัด เดิมนางควรเป็นแขกผู้มีเกียรติ แต่วันนี้กลับให้นางตากฝนช่วยชีวิตต้นกล้าแตงโม


พูดตามตรง สวี่ยวนรู้สึกเกรงใจนางมากๆ


จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นสวี่ยวน ก็พยายามฉีกยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้แสดงความเคารพ


“ฝ่าบาทเกรงใจแล้ว เป็นเรื่องที่ข้าควรทำ”


พวกเขามีการร่วมมือกัน นางช่วยพวกเขาทำงานไม่คิดค่าใช้จ่าย ก็เพื่อธุรกิจในวันข้างหน้าของตัวเอง ถึงจะเหนื่อยก็คุ้มค่า “แต่ฝ่าบาท พระองค์เสด็จมาที่นี่ได้อย่างไร?”


ก็แค่ภัยน้ำท่วมเล็กๆ ถึงกับทำให้ฮ่องเต้ตื่นตระหนกเชียวหรือ?


“เป็นข้าที่ให้เสด็จพ่อมาเอง”


สวี่กู้ลุกขึ้นจากพื้น เช็ดน้ำฝนบนใบหน้าแล้วพูดต่อ “เสด็จพ่อ ตอนนี้ท่านเชื่อแล้วใช่หรือไม่ว่าลูกทนความยากลำบากได้?”


จู้เจียงเจียง “...”


พ่อลูกคู่นี้ช่างแปลกจริงๆ งอนและโมโหกันถึงในสวน นอกจากพวกเขาก็ไม่มีใครทำได้แล้ว


“ทั้งสองท่าน ขอรบกวนหน่อย”


จู้เจียงเจียงฉวยโอกาสก่อนพวกเขาสองพ่อลูกจะเริ่มทะเลาะกันรีบพูดแทรกขึ้น


“เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ในวันข้างหน้า พวกท่านต้องเลือกสองสามคนมาที่ที่พักทางการ ข้าจะพูดอธิบายปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตของสวนแตงโมให้พวกท่านฟัง แบบนี้พวกท่านจะได้ไม่ยืนเฉยเหมือนอย่างวันนี้”


นางรู้ว่าแคว้นเสี่ยวซีเก่งเรื่องเลี้ยงสัตว์ ไม่ถนัดเรื่องทำสวนทำไร่ ทว่าพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวงุ่มง่ามขนาดไม่รู้จักวิธีระบายน้ำหรอกกระมัง?


นี่มันจะต่างอะไรจากยุคหิน ที่รู้จักแต่การล่าสัตว์ กลับเพาะปลูกไม่เป็น?


“เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมเลย!”


สวี่ยวนรับปากทันที “พรุ่งนี้ข้าจะให้ต้าซือหนงพาคนไปหาแม่นางจู้ถึงที่พักเพื่อเรียนรู้และฟังคำชี้แนะ”


ต้าซือหนงของแคว้นเสี่ยวซีว่างงานมานานมากแล้ว ก็เพราะทำการเกษตรไม่เป็น


ในที่สุดตอนนี้ก็มีเรื่องให้พวกเขาทำ พวกเขาจะได้ไม่ว่างงานอีกต่อไป


“ถ้าเป็นไปได้ หาหัวหน้าหมู่บ้านสองสามคนที่รู้หนังสือมาด้วยเถอะ” จู้เจียงเจียงเสนอความคิดเห็น


หากมีแค่พวกขุนนางไป นางรู้สึกว่าจะใช้งานจริงไม่ค่อยได้ พวกขุนนางเหล่านั้นตอนสวนเกิดเรื่องก็ไม่อาจมาถึงได้ทันเวลา หัวหน้าหมู่บ้านดูจะมีประโยชน์มากกว่า


สวี่ยวนตอบรับ “เอาตามที่แม่นางจู้พูดเลย!” 


ตอนที่ 286: ผู้ชายห่ามๆ ก็งอนเป็น


“ไม่ใช่บอกว่าจะมีแค่แกนหลักอย่างต้าซือหนงและหัวหน้าหมู่บ้านไม่กี่คนหรือ? ทำไมถึงมีคนมาเยอะขนาดนี้!”


วันนี้จู้เจียงเจียงจะสอนเรื่องการทำการเกษตรอยู่ที่ที่พักทางการ นางจึงตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้าตรู่


ตอนลงชั้นล่างไปยังห้องโถงใหญ่ของที่พัก นางรู้สึกตกใจกับผู้คนที่รวมตัวเบียดเสียดกันอยู่เยอะมากมายเป็นเงาดำทะมึน จึงรีบไปหาสวี่กู้เพื่อถามสถานการณ์


สวี่กู้พึงพอใจมากที่วันนี้ตัวเองหาคนมาให้นางได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ พูดว่า “แม่นางจู้ เป็นอย่างไรบ้าง? ดูสิว่าข้าให้เกียรติท่านมากแค่ไหน ท่านดู งานนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่มาก!”


ถึงอย่างไร นางสอนสิบคนหรือห้าสิบคนก็เหมือนๆกัน แล้วทำไมจะไม่หาคนมาฟังเพิ่มเล่า?


ดังนั้น นอกจากต้าซือหนงและหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว สวี่กู้ก็ไปติดประกาศทั่วเมือง หากคนที่รู้หนังสือมีความสนใจก็มาฟังได้


เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่คิดเองเออเองและตัดสินใจเองโดยพลการ จู้เจียงเจียงสูดลมหายใจลึกๆหลายครั้ง พยายามกดข่มอารมณ์โกรธของตัวเอง ยิ้มแห้งๆแล้วพูดว่า “ข้าขอบคุณท่านทั้งตระกูลจริงๆ!”


คนยุคโบราณพวกนี้ รู้หรือไม่ว่าเรียนหนังสือก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย


นางสอนสิบคน แคว้นเสี่ยวซีก็ให้เงินนางแค่นี้ สอนห้าสิบคนก็ยังได้เงินเท่าเดิม แน่นอนว่านางไม่อยากให้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นเลย


“ไม่ต้องเกรงใจ” สวี่กู้ยิ้มหวานอย่างอารมณ์ดี นึกว่าจู้เจียงเจียงกำลังขอบคุณเขาอยู่จริงๆ


ช่วยไม่ได้ จู้เจียงเจียงทำได้แค่กัดฟันทำไป


ในวันนี้


ในห้องโถงใหญ่ของที่พักทางการ เกิดเสียงร้องอุทานแบบเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งนับครั้งไม่ถ้วน ดึงดูดให้ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น


พวกเขาอยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ที่ประตูมีองครักษ์ของวังหลวงเฝ้าอยู่ ใครก็ไม่กล้าเข้าใกล้


“ด้านในกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ? วันนี้ที่พักทางการไม่เปิดให้บริการหรือ?”


ชาวบ้านที่มายืนมุงอยู่หน้าประตูที่พักเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ คนที่มาทีหลังมองไม่เห็นสถานการณ์ด้านใน จึงถามคนที่อยู่ด้านหน้า


“จะทำธุรกิจอะไรกันเล่า ด้านในกำลังเปิดห้องเรียนอยู่”


“หา?” คนนั้นเหมือนจะสงสัยในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน “ที่พักทางการเปิดห้องเรียน? นี่มันแปลกใหม่จริงๆ”


“ด้านในกำลังสอนอะไรกันอยู่ พวกเจ้าฟังรู้เรื่องไหม?” อีกคนหนึ่งถาม


ดูเหมือนว่าชาวบ้านรอบข้างจะส่ายหัวกันหมด


“ไม่รู้สิ สิ่งที่พูดด้านใน ไม่ใช่ทั้งบทความและบทกวี แต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”


“ไม่สอนบทความและบทกวี? งั้นจะนับว่าเป็นห้องเรียนได้อย่างไร?”


ผู้คนด้านนอกกำลังวิจารณ์กันอย่างคึกคัก เสียงดังขึ้นเล็กน้อยก็จะถูกองครักษ์ที่เฝ้าประตูดุ “เบาเสียงหน่อย อย่ารบกวนต้าซือหนงฟังบรรยาย”


“โห...ด้านในคือต้าซือหนง...”


เมื่อได้ยินว่ามีขุนนางใหญ่แบบนี้อยู่ด้านใน ทุกคนจึงไม่กล้าพูดเสียงดัง ทำได้เพียงกระซิบกระซาบกันเบาๆ


จู้เจียงเจียงต้องตะโกนสุดเสียงเพื่อสอนคนกว่าห้าสิบคนในห้องโถงใหญ่ตลอดครึ่งเช้า ในที่สุดนางก็สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแสงแดดและดินให้พวกเขาเข้าใจได้


สำหรับประชาชนแคว้นเสี่ยวซีที่เพาะปลูกไม่เป็น ในตัวเมืองไม่มีแม้แต่กระถางดอกไม้ มีเพียงทุ่งหญ้าและต้นไม้ตามธรรมชาติ การเริ่มต้นจากศูนย์นั้นยากมากจริงๆ


จู้เจียงเจียงไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่ายุคสมัยนี้จะล้าหลังได้ถึงเพียงนี้


มิน่า สวี่กู้มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงวันแรก ตอนเห็นแปลงผักของนาง ถึงได้อยากรู้อยากเห็นและตกใจมากขนาดนั้น


จู้เจียงเจียงเริ่มเสียใจภายหลังแล้ว ที่เมื่อวานตัวเองเสนอให้สวี่ยวนจัดการเรียนการสอนนี้ขึ้น


ไม่แปลกใจเลยที่พอนางเสนอข้อคิดเห็นออกมา สวี่ยวนก็รับปากทันทีอย่างไม่คิด ที่แท้ก็รอนางอยู่


พูดสอนมาทั้งวัน บ่ายวันนั้นพวกเขาก็ลืมเรื่องที่สอนไปทุกอย่างหมดแล้ว


“องค์ชายสามสวี่ แคว้นเสี่ยวซีไม่เพาะปลูกมาหลายปีขนาดนี้ พวกท่านไม่เคยคิดจะส่งคนออกไปท่องเที่ยวเรียนรู้จากต่างแคว้น ว่าพวกเขามีวิธีการเพาะปลูกกันอย่างไรบ้างเลยหรือ?”


ระหว่างกินข้าวเย็น จู้เจียงเจียงบ่นจู้จี้กับสวี่กู้ไม่หยุด


นางรู้สึกเปิดโลกจริงๆ ที่แท้การสอนเด็กที่เรียนไม่เก่งนั้นเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดขนาดนี้


สวี่กู้ก็ฟังอยู่ในห้องโถงใหญ่มาทั้งวันเช่นกัน เขาหิวสุดๆ


เขากวาดข้าวเข้าปากไปพลาง อธิบายไปพลาง “เสด็จปู่ก็เคยส่งคนออกไปท่องเที่ยวเรียนรู้เช่นกัน แต่ท่านก็เห็นแล้ว ที่ดินของราชวงศ์ต้าหลี่แตกต่างกับแคว้นเสี่ยวซีของเรามาก พวกเราเรียนรู้ไม่ได้หรอก”


ในฐานะที่เป็นคนในราชวงศ์ พวกเขาต้องคิดถึงประชาชนของตนอยู่แล้ว


เหล่ากษัตริย์แม้ว่าจะปรารถนาอำนาจ แต่พวกเขาก็หวังว่าประชาชนใต้ฟ้าทั่วทั้งแผ่นดิน ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเองจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


ดังนั้นพวกเขาจึงเคยพยายามมาแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าทุกความพยายามจะได้รับผลตอบแทนเสมอไป


“ไม่ใช่ทุกคนที่ออกไปท่องเที่ยวเรียนรู้จะโชคดีเหมือนข้า ได้พบกับคนที่มีความรู้รอบด้านอย่างแม่นางจู้แบบนี้” สวี่กู้ถือโอกาสประจบประแจง


อันที่จริง นี่เป็นคำพูดจากใจของเขา จู้เจียงเจียงมีความรู้รอบด้านจริงๆ


คำพูดของเขาทำให้จู้เจียงเจียงเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างชัดเจน


นางยังคงคุ้นชินกับการมองโลกด้วยมุมมองของยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารเจริญก้าวหน้า จึงทำให้นางมักคิดว่าข้อมูลและความรู้ของโลกใบนี้สามารถสื่อสารกันได้


นางนึกว่าพวกเขาก็เหมือนกับนางเมื่อก่อน ไม่ต้องออกจากบ้านก็สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทั่วโลกได้


“องค์ชายสามสวี่ พรุ่งนี้หากยังมีคนเยอะขนาดนี้ ข้าจะขอเพิ่มเงิน!” จู้เจียงเจียงถือโอกาสบอกเงื่อนไข


แต่เงื่อนไขนี้สำหรับสวี่กู้ มันไม่มีค่าใดๆ “ไม่มีปัญหา เพิ่มเท่าไรก็ได้ แคว้นเสี่ยวซีของเราที่มีไม่ขาดก็คือเงิน!”


“ท่านพี่ฟังสิ นี่มันคำพูดอะไรกัน?”


จู้เจียงเจียงพูดล้อเล่นถือโอกาสแหย่เผยจี้ให้อารมณ์ดี


เพราะเรื่องที่นางจริงจังกับแคว้นเสี่ยวซีมากเกินไป ตอนนี้เผยจี้กำลังงอนนางอยู่


ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เขาไม่คุยกับนางเลยแม้แต่ประโยคเดียว


ถึงตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ยอมพูดกับนางเสียที


เผยจี้ใช้ตะเกียบคีบอาหารให้นาง พร้อมกับยังคงแสดงอารมณ์ขุ่นเคืองของตัวเองออกมาเล็กน้อย “กินข้าว!”


“ขอบคุณท่านพี่” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนท่าทางเป็นนกน้อยตัวเล็กๆ ยิ้มหวานให้เผยจี้


ที่จริงนางไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองนำแรงกดดันมาให้เผยจี้มากแค่ไหน หากทำได้ นางก็หวังอยากเป็นภรรยาตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ปล่อยให้เขาคอยปกป้องดูแล


แต่สถานการณ์ตอนนี้ นางยากที่จะทำเป็นมองไม่เห็นจริงๆ


นางมีความสามารถและทักษะที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ตอนนี้ของผู้คนได้มากมาย ทำให้ชาวบ้านนับไม่ถ้วนได้กินอิ่มท้อง ดังนั้นนางจึงต้องทำ


ไม่ได้หมายความว่าการที่นางทำเช่นนี้เป็นการยิ่งใหญ่ นางแค่ไม่อยากผิดต่อความรู้ที่เรียนมาจากชาติก่อนเท่านั้นเอง


หากนางทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในยุคนี้ได้ นางก็ไม่อยากนั่งเฉยๆและรอความตาย


แต่ก็เพราะแบบนี้ ทำให้เผยจี้ที่อยู่ข้างกายนางรู้สึกมีแรงกดดันไม่น้อย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทำการเกษตรมาครึ่งเดือน ทุกคนรู้ว่านางคือผู้เชี่ยวชาญที่แคว้นเสี่ยวซีเชิญมา และเผยจี้เป็นเพียงคนที่มาด้วยเท่านั้น เขาคงรู้สึกเสียใจไม่น้อย


เผยจี้ยังพูดประโยคเดิม เขาเกลียดตัวเองที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือ จึงช่วยแบ่งเบางานนางไม่ได้


ตอนกลางคืน


จู้เจียงเจียงและเผยจี้เพิ่งนอนลง นางก็เข้าไปใกล้เขา “ท่านพี่ ขอบคุณท่านที่มาแคว้นเสี่ยวซีกับข้า ท่านคือที่พึ่งพิงหนึ่งเดียวของข้าในแคว้นเสี่ยวซีนี้ โชคดีที่มีท่านอยู่”


“ฮูหยินกำลังเอาใจข้าอยู่หรือ?” เผยจี้กอดนางไว้แน่น พร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม


กลางคืนในแคว้นเสี่ยวซียังคงหนาวเย็น


“ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามภรรยาเอาใจสามีนี่ ข้าอยากเอาใจให้สามีอารมณ์ดี ไม่ได้หรือ?” จู้เจียงเจียงตามใจเขา ล้อให้เขาอารมณ์ดีต่อ


เผยจี้หัวเราะให้กับความตรงไปตรงมาของนาง “ที่โลกของเจ้า ผู้หญิงทุกคนกล้าแสดงความรักแบบนี้เหมือนเจ้าไหม?”


จู้เจียงเจียงตอบ “ใช่แล้ว ที่โลกของเรา ผู้ชายก็สามารถออดอ้อน งอน และแสดงความอ่อนแอกับผู้หญิงได้ ผู้ชายก็ต้องการความเอาใจใส่เช่นกัน”


เผยจี้สงสัย “อ้อนอย่างไร?”


จู้เจียงเจียงตอบอีกครั้ง “อืม..เช่น จูบ กอด อุ้มก็ได้ แต่ข้าอุ้มท่านไม่ไหว แต่ข้าสามารถจูบท่านได้”


เมื่อพูดจบ นางก็พลิกตัวจะทับร่างของเผยจี้ แต่ถูกเขากดลงเตียงก่อนหนึ่งก้าว...


ตอนที่ 287: จดหมายจากหลี่จิงให้รีบกลับ


เดือนแปด ไฟลามทุ่ง


“ฝ่าบาทส่งจดหมายมาอีกแล้วหรือ?”


จู้เจียงเจียงเพิ่งกลับมาจากข้างนอก เพิ่งถึงที่พักก็เห็นเผยจี้กำลังอ่านจดหมายอยู่


เมื่อเห็นกระดาษโปร่งบางที่สามารถสะท้อนแสงในห้องได้ นางก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นจดหมายที่ส่งมาจากหลี่จิงแน่นอน


ตั้งแต่สองเดือนก่อน อู่จิ้นก็มักจะส่งจดหมายมาให้พวกเขาอยู่ตลอด เนื้อหาในจดหมายมีเพียงคำถามเดียวว่า พวกเขาจะกลับบ้านเมื่อไร?


พวกเขาอยู่แคว้นเสี่ยวซีมาเกือบห้าเดือนแล้ว 


เกือบครึ่งปีแล้ว


อู่จิ้นกลัวว่าพวกเขาจะคุ้นชินกับแคว้นเสี่ยวซีและไม่ยอมกลับราชวงศ์ต้าหลี่ ถึงตอนนั้นเขาอาจจะสูญเสียคนสำคัญที่มีความสามารถไป


แต่ช่วยไม่ได้ จู้เจียงเจียงตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะอยู่ที่แคว้นเสี่ยวซี รอจนกว่าต้นฝ้ายออกดอกแล้วถึงจะกลับไป


ตอนนี้ระยะเวลาที่ต้นฝ้ายจะออกดอกเหลืออีกเพียงหนึ่งเดือน อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้กลับบ้านแล้ว


เผยจี้พับจดหมายเก็บอย่างเรียบร้อย สีหน้าดูหนักใจ


เนิ่นนานเขาถึงพูดออกมาด้วยความลังเล “ฮูหยิน ฝ่าบาทส่งจดหมายมาครั้งนี้ แจ้งว่าช่วงนี้แคว้นตงจ้าวมีท่าทีขบถ ให้ข้ารีบกลับไป”


“อะไรนะ?”


จู้เจียงเจียงหยุดดื่มน้ำทันที เมื่อได้ยินชื่อแคว้นตงจ้าว นางก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว “งั้นยังรออะไรอยู่เล่า ไปเก็บของกลับบ้านกันเถอะ!”


การไร้ซึ่งความลังเลของนางตรงข้ามกับเผยจี้อย่างมาก


เผยจี้เอ่ยถาม “เจ้าจะอยู่ที่นี่ถึงเดือนเก้าไม่ใช่หรือ?”


จู้เจียงเจียงกำลังค้นหาห่อสัมภาระที่ใช้เมื่อก่อนในห้อง “จะมีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่าการปกป้องแคว้น? พรุ่งนี้มีงานชิมผลไม้ของแคว้นเสี่ยวซีพอดี พวกเรากินเสร็จก็ลากลับต่อฝ่าบาทแคว้นเสี่ยวซีกันเถอะ”


แตงโม องุ่น และผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ปลูกในแคว้นเสี่ยวซีเมื่อต้นปี เพราะแสงอาทิตย์แคว้นเสี่ยวซีมีเวลายาวเพียงพอ ตอนนี้จึงสุกแล้ว


สวี่ยวนจึงตัดสินใจจัดงานชิมผลไม้ในตัวเมืองมู่โตวพรุ่งนี้ ถึงตอนนั้นพวกเขาสองคนจะเข้าวังร่วมชิมพร้อมกับองค์ชายแคว้นเสี่ยวซีและขุนนางใหญ่ทั้งหลาย


เผยจี้เห็นจู้เจียงเจียงกำลังยุ่งกับการเก็บของ เขาเดินไปหานางแล้วพูดว่า “ฮูหยิน ข้ากลับไปเองได้ เจ้าอยู่ที่นี่ต่อก็ได้”


ถึงแม้เขาจะอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไปนัก แต่เขาดูออก จู้เจียงเจียงให้ความสำคัญกับดอกฝ้ายปีนี้ของแคว้นเสี่ยวซีมาก


เรื่องนี้สำหรับนางสำคัญมากๆ


อีกทั้งเรื่องรบเป็นงานของเขาเอง เขาไม่อยากให้นางเป็นห่วง นางแค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุข รอเขากลับบ้านก็พอแล้ว


“ท่านพูดอะไรอย่างนั้น” จู้เจียงเจียงปัดมือเขาออก “มาด้วยกันก็กลับด้วยกัน อีกทั้งข้าไม่ได้บอกจะไปชายแดนกับท่าน ข้าแค่อยากกลับบ้าน”


ดอกฝ้ายเติบโตแข็งแรง ตอนนี้แค่รอออกดอกก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ขอแค่ไม่มีคนมาทำลาย ก็จะไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆขึ้น


นางสามารถเอาความรับผิดชอบทั้งหมดนี้ยกให้สวี่กู้ได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ


ภรรยาของเขารู้ความและมีเหตุผลมากเกินไป ถึงขนาดทำให้เผยจี้รู้สึกติดค้างนาง


หากชายแดนมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปนานแค่ไหน แต่นางกลับไม่แสดงความไม่พอใจใดๆ ทำให้เขารู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก


“ก็ดีเหมือนกัน พวกเรากลับไปดูก่อนค่อยว่ากันทีหลัง บางทีเรื่องอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พวกเราคิด” เผยจี้ปลอบขวัญนางและตัวเอง


วันรุ่งขึ้น


ฟ้ายังไม่ทันสาง ทว่าทุกตรอกใหญ่ซอยเล็กของมู่โตวก็เริ่มคึกคักแล้ว ระดับความคึกคักดูจะมากกว่าการประชุมต๋ามู่ก่อนหน้านี้เสียอีก


ใช่แล้ว ตั้งแต่แคว้นเสี่ยวซีมีประวัติศาสตร์มา นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาปลูกพืชผลออกมาจากพื้นดินของตัวเองได้ ฮ่องเต้ทรงมีความสุข ประชาชนก็มีความสุขยิ่งกว่า


แตงโม องุ่น ฮามี่กวาที่เก็บกลับมาเมื่อวาน ถูกส่งไปยังโรงเตี๊ยมเล็กใหญ่ในตัวเมืองมู่โตวแล้ว


วันนี้ขอแค่ชาวบ้านในเมืองมู่โตวออกจากบ้าน ก็สามารถชิมผลไม้ในร้านอาหารและโรงเตี๊ยมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


นอกจากนี้ หากอยากกินเยอะแค่ไหน ก็สามารถไปซื้อที่ร้านขายผลไม้ของวังหลวงได้ ที่นั่นมีผลไม้กองสูงเท่าภูเขา รอเหล่าชาวบ้านกระเป๋าหนักซื้อกลับไป


งานชิมผลไม้ในวังก็จัดได้อย่างเรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก


ภายในและภายนอกห้องโถง ผลไม้ถูกจัดเรียงตั้งแต่ด้านนอกห้องโถงจนถึงหน้าบัลลังก์มังกรของสวี่ยวน


บนโต๊ะนอกจากผลไม้ที่หั่นแล้ว ยังมีเนื้อแกะย่าง ซี่โครงแกะ และแป้งนาน รวมถึงของหวานอย่างน้ำค้างป่ายเหอ


น้ำค้างป่ายเหอก็เป็นวิธีกินหนึ่งที่จู้เจียงเจียงมอบให้กับแคว้นเสี่ยวซี


ตอนเช้าของเดือนเจ็ด ต้นป่ายเหอป่าบนทุ่งหญ้านอกเมืองมู่โตวมีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ตอนนั้นนางให้สวี่กู้พาคนไปเก็บต้นป่ายเหอป่ามา


ส่วนใหญ่พวกเขาเก็บไว้เอง จู้เจียงเจียงขอพวกเขาไว้เล็กน้อย ตอนนี้ก็เก็บไว้ในช่องว่างมิติของนาง รอนางเอากลับไปยังราชวงศ์ต้าหลี่


จู้เจียงเจียงและเผยจี้ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งแขกผู้มีเกียรติ


ตามนิสัยของคนแคว้นเสี่ยวซีที่กล้าหาญภาคภูมิ งานชิมผลไม้วันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกิน ไม่พูดถึงเรื่องอื่น ดังนั้นทั้งสองคนนั่งลงได้ก็เริ่มกินทันที


เดิมจู้เจียงเจียงคิดจะกินของเงียบๆสงบๆ แล้วหาโอกาสบอกลาเพื่อเดินทางกลับ


แต่ชื่อเสียของนางในแคว้นเสี่ยวซีโด่งดังมากๆ ขุนนางที่นางเคยเจอและไม่เคยเจอต่างยกจอกเหล้ามาเคารพนางกันทั้งหมด ทำให้นางหนีไปไหนไม่ได้


“แม่นางจู้ ราชวงศ์ต้าหลี่ยอมส่งท่านมาแคว้นเสี่ยวซี สร้างความเจริญให้ราษฎรของแคว้นเสี่ยวซี เป็นความโชคดีของพวกเราอย่างมาก มา ข้าขอดื่มให้แม่นางและท่านแม่ทัพหนึ่งจอก!”


อีกคนหนึ่งมือหนึ่งถือจอกเหล้า อีกมือถือแตงโม เดินมาหาพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง และต้องการดื่มกับพวกเขา


เผยจี้ไม่ยอมให้จู้เจียงเจียงแตะเหล้าแม้แต่หยดเดียว ช่วยนางขวางทุกคนที่เข้ามา


เขามอมเหล้าตัวเองแบบนี้ คิดว่าน่าจะเพราะจดหมายเมื่อวานที่ทำให้เขารู้สึกกลุ้มใจ


ไม่รู้ว่าสวี่กู้กำลังยุ่งกับอะไร งานชิมผลไม้วันนี้ เขาถึงมาสายผิดปกติ


“แม่นางจู้ ทำไมพวกท่านไม่รอข้าก็ดื่มกันแล้ว? ไม่มีสัจจะเลย”


เมื่อเห็นบนโต๊ะของพวกเขาสองคนมีเปลือกแตงโมอยู่หลายชิ้น อีกทั้งใบหน้าของเผยจี้ก็แดงก่ำเพราะดื่มเหล้า สวี่กู้ก็อดไม่ได้ที่จะไม่พอใจ


ครึ่งปีที่ผ่านมา อย่างน้อยพวกเขาก็มีความสัมพันธ์อยู่ในไร่ ทุ่มเทชีวิตเพื่อสวนแตงโมมาด้วยกัน ตอนนี้เก็บผลผลิตได้มากมาย พวกเขากลับฉลองกันโดยไม่รอเขา!


จู้เจียงเจียงเห็นสวี่กู้ ก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต รีบเข้าไปใกล้และกระซิบกับเขาว่า “องค์ชายสามสวี่ ช่วยขัดขวางพวกเขาให้หน่อย สามีข้าดื่มไม่ไหวแล้ว”


สวี่กู้มองเผยจี้แล้วโบกมือ ขุนนางเล็กใหญ่ทั้งหลายที่ล้อมพวกเขาอยู่จึงแยกย้ายสลายไป


จู้เจียงเจียงถึงได้นั่งลงอย่างโล่งใจ หันไปบอกให้ข้าหลวงไปต้มชาร้อนมาให้เผยจี้


“แม่นางจู้ ความสามารถในการดื่มของแม่ทัพเผยไม่ใช่แค่ไม่กี่จอกนี้ ท่านคิดมากไปแล้ว” พวกขุนนางเพิ่งจากไป สวี่กู้ก็ยกจอกเหล้าขึ้น ดูท่าจะดึงเผยจี้ดื่มด้วยกัน


เพียงแต่ไม่รอให้เขาเอ่ยปาก จู้เจียงเจียงก็ขวางไว้ก่อน


“องค์ชายสามสวี่ พวกเราคิดจะออกเดินทางกลับพรุ่งนี้ ดังนั้นสามีข้าจะดื่มอีกไม่ได้แล้ว”


เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะจากไป จอกเหล้าในมือสวี่กู้ก็ตกลงบนโต๊ะแตกกระจายทันที


“พวกเจ้าจะกลับ?” เขาพูดเสียงดัง “ทำไม? เจ้าบอกว่าจะอยู่แคว้นเสี่ยวซีจนถึงตอนเก็บดอกฝ้ายไม่ใช่หรือ? ทำไมจะกลับกะทันหันแบบนี้?!”


ข่าวนี้กะทันหันมากจริงๆ สวี่กู้ตกใจจนถามสามคำถามรวด


โชคดีที่ความสนใจของทุกคนในห้องโถงใหญ่อยู่ที่ความปีติยินดีจากการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ เสียงกินผลไม้ ร้องอุทานตกใจ จึงไม่มีใครสนใจทางนี้มากนัก


จู้เจียงเจียงก็ไม่อยากก่อให้เรื่องใหญ่โต ดึงสวี่กู้ให้เขาพูดเสียงเบาหน่อย


“เรื่องนี้พูดแล้วมันยาว พวกเราไปคุยกันที่อื่น”


ตอนที่ 288: จากกัน


“หากเป็นเช่นนี้ พวกเราคงจะรั้งพวกท่านไว้ไม่ได้อีก”


เมื่อรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของสวี่กู้ก็ขรึมลงอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งยังเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและโกรธแค้น


เขาต่อยกำแพงที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับกัดฟันแน่น “แคว้นตงจ้าวช่างรังเกียจยิ่งนัก!”


พวกเขามีกำลังทหารสู้ราชวงศ์ต้าหลี่ไม่ได้ อีกทั้งปีนี้ยังไม่ได้การสนับสนุนแร่เหล็กจากแคว้นเสี่ยวซี ไม่มีอาวุธดีๆใช้ ไม่คิดเลยว่าจะยังกล้ามาท้าทาย ช่างน่าขันจริงๆ!


“แม่ทัพเผย ข้า แคว้นเสี่ยวซียินดีส่งแร่เหล็กให้พวกท่านเพิ่มอีกห้าหมื่น ช่วยเหลือพวกท่านอีกแรง” สวี่ยวนและสวี่โยวไม่รู้ออกมาตอนไหน ทั้งคู่เดินมาส่งข่าวดีนี้ให้จู้เจียงเจียงและเผยจี้


แร่เหล็กห้าหมื่นนี้ คือจำนวนหนึ่งในสามของปริมาณแร่เหล็กทั้งหมดที่ราชวงศ์ต้าหลี่ใช้ข้าวและอาหารแลกมาได้ในการประชุมต๋ามู่


แคว้นเสี่ยวซีใจกว้างขนาดนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเห็นแก่จู้เจียงเจียงที่มาช่วยพวกเขาทำการเพาะปลูก อีกทั้งผลผลิตก็อุดมสมบูรณ์มาก จึงมอบให้เป็นของขวัญ


เผยจี้และอีกสองคนหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียง


จู้เจียงเจียงได้ยินว่ายกแร่เหล็กให้ นางจึงรับไว้อย่างไม่ลังเลสักนิด “ฝ่าบาท พระองค์พูดแล้วนะเพคะ งั้นข้าขอไม่เกรงใจแล้ว!”


ยิ่งมีแร่เหล็กมากเท่าไร ทหารของราชวงศ์ต้าหลี่ก็จะมีอาวุธมากขึ้นเท่านั้น


ตราบใดที่เป็นประโยชน์ต่อราชวงศ์ต้าหลี่และชายแดน นางจะรับไว้ทั้งหมด จะไม่ปฏิเสธเพียงเพราะแค่เรื่องหน้าตาเล็กๆเด็ดขาด


เพราะว่า มันคือความมั่นใจและรับประกันความปลอดภัยของสามีนาง


สวี่ยวนกล่าว “คำพูดข้าดั่งหยก จะไม่คืนคำเด็ดขาด”


สวี่โยวกล่าวเสริม “แม่ทัพเผย แม่นางจู้ พวกท่านสนใจแค่เรื่องเดินทาง ส่วนแร่เหล็กข้าจะจัดหาคนส่งไปให้พวกท่านด้วยตัวเอง ไม่ต้องเป็นห่วง”


มิตรภาพของแคว้นเสี่ยวซี ทำให้จู้เจียงเจียงถึงกับตาบวมแดง


แต่นางจะไม่ร้องไห้


“องค์ชายสามสวี่ ถ้าอย่างนั้นคงต้องลำบากท่านกลับที่พักกับพวกเราสักเที่ยว อย่าลืมนำกระดาษพู่กันมาด้วย ข้าจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลฝ้ายให้ท่านฟัง” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนเรื่องพลางตบลงบนไหล่ของสวี่กู้


หายากที่สวี่กู้จะดูจริงจังผิดปกติ ถึงแม้จะถูกใช้งานหนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพียงแต่พยักหน้าตอบว่า “ได้”


เพราะเรื่องเกิดขึ้นกะทันหันมาก สองอาหลานตระกูลสวี่ไม่รอให้งานชิมผลไม้จบ ก็ออกวังไปพร้อมกับจู้เจียงเจียงและเผยจี้ ทิ้งสวี่ยวนให้อยู่เป็นประธานงานเลี้ยงชิมผลไม้ในวังคนเดียว


หลังทั้งสี่คนออกวังแล้ว ทหารก็แบ่งออกเป็นสามเส้นทาง ไปทำงานของแต่ละคน


จู้เจียงเจียงและสวี่กู้หาที่นั่งในที่พัก จากนั้นก็ก้มหน้าส่งมอบงานกันอยู่สองคน จู้เจียงเจียงบอกเรื่องที่ต้องระวังในการเก็บดอกฝ้ายทั้งหมดให้เขาฟัง


อีกทั้งยังบอกเขาถึงวิธีการเก็บรักษา การขนส่ง และการใช้ฝ้ายหลังจากเก็บเกี่ยวอีกด้วย


ตลอดทั้งคืนนี้ พวกเขาแทบจะทำงานจนฟ้าใกล้สาง ถึงพูดเรื่องพวกนี้หมด


ทางด้านเผยจี้ก็กำลังประสานงานทหารหลายร้อยนายที่เดินทางมาร่วมกัน ให้พวกเขาเตรียมของที่จะกลับให้พร้อม รวมถึงจัดเตรียมรถม้า เสบียงอาหารและหญ้าสำหรับใช้เลี้ยงม้าด้วย


เขาก็ยุ่งตลอดทั้งคืน ดึกมากถึงกลับไป


ด้านสวี่โยว เมื่อกลับไปยังจวนอ๋องของตัวเอง ก็เขียนจดหมายหลายฉบับ แล้วรีบส่งคนไปยังเหมืองแร่แต่ละที่ในคืนนั้น ให้พวกเขาเตรียมแร่ไว้


ใช้เวลาที่มีเพื่อการงาน การงานก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง


จู้เจียงเจียงและเผยจี้ยังมีทหารหลายร้อยนายในที่พักทางการ หลังจากเตรียมของเสร็จก็ไม่ได้ออกเดินทางทันที แต่พักผ่อนอีกครึ่งวัน


ใกล้เวลาพลบค่ำ พวกเขาถึงออกเดินทางจากที่พัก เตรียมออกจากมู่โตว


เมื่อผู้คนบนท้องถนนเห็นคนสวมชุดของราชวงศ์ต้าหลี่ออกมาจากที่พักทางการเป็นขบวน ทุกคนต่างรู้สึกตกใจนิดๆ


ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พวกจู้เจียงเจียงอยู่แคว้นเสี่ยวซี มักจะสวมชุดของแคว้นเสี่ยวซีออกไปข้างนอกอยู่เสมอ


ตอนนี้เห็นพวกเขาสวมชุดของตัวเอง ชาวเมืองมู่โตวก็รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไร


แต่ว่า...


“นี่ไม่ใช่แม่นางจู้จากราชวงศ์ต้าหลี่หรือ? พวกเขา…กำลังจะกลับไปแล้วหรือ?”


“ทำไมกะทันหันขนาดนี้ ไม่ได้ยินข่าวว่าแม่นางจู้จะกลับเลย”


ชาวเมืองต่างพากันหยุดยืนมองขบวนคณะของจู้เจียงเจียงค่อยๆเดินผ่านไปทางนอกเมืองอย่างช้าๆ พวกเขาก็เดินตามไปโดยไม่รู้ตัว


ถึงขนาดมีบางคนตะโกนเรียกจู้เจียงเจียงเสียงดัง “แม่นางจู้ ท่านจะกลับแล้วหรือ?”


จู้เจียงเจียงที่นั่งอยู่บนหลังม้า พยักหน้าตอบคนที่เดินตามหลังมาคนนั้น


ชาวเมืองที่อยู่ข้างทางเมื่อเห็นดังนั้น ต่างก็รีบเดินตามไปเร็วขึ้น “แม่นางจู้ ทำไมถึงกลับกะทันหันแบบนี้เล่า ท่านยังไม่ได้เห็นพวกเราเก็บดอกฝ้ายด้วยตาตัวเองเลย”


งานชิมผลไม้เมื่อวาน ทำให้ชาวสวนชาวไร่นอกเมืองมากมายมาที่มู่โตว วันนี้พวกเขาจึงยังไม่ได้กลับไป


ดังนั้นในฝูงชนในนี้ จึงมีครอบครัวที่ปลูกดอกฝ้ายอยู่ไม่น้อย


จู้เจียงเจียงจำชาวไร่ที่ปลูกดอกฝ้ายคนหนึ่งได้ โบกมือพูดกับคนนั้นว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน ดอกฝ้ายในไร่ก็รบกวนพวกท่านดูแลใส่ใจหน่อย ข้ามีธุระจำเป็นต้องกลับก่อน ขอโทษด้วยจริงๆ...”


ชาวเมืองรอบข้างวิ่งตามมา ส่งเสียงดังจนทำให้ม้าตกใจ


ม้าไม่ฟังคำสั่งของนาง วิ่งเร็วขึ้น ความเร็วของทั้งคณะก็เร็วขึ้น เสียงของจู้เจียงเจียงก็ไกลขึ้นเรื่อยๆ


ถึงตอนสุดท้ายกลายเป็นภาพฉากม้าวิ่ง คนตาม คนทั้งเมืองต่างกำลังเคลื่อนไหว


“แม่นางจู้ แม่นางจู้...”


ชาวบ้านที่ตามหลังมาค่อยๆตามไม่ทัน สิ่งที่อยากจะพูดก็ไม่มีโอกาสได้พูด


พูดได้แค่หนึ่งประโยค “แม่นางจู้ แม่ทัพเผย เดินทางปลอดภัย...”


นอกเมืองมู่โตว


สวี่โยวและสวี่กู้สองอาหลานมารออยู่ที่นี่นานแล้ว เมื่อเห็นฝุ่นตลบออกมาจากในเมือง พวกเขาก็ได้ทันทีว่าจู้เจียงเจียงออกมาแล้ว


“ทำไมเร่งรีบขนาดนี้ มีคนไล่ตามพวกท่านหรือ?”


เห็นจู้เจียงเจียงเหงื่อออกเต็มหน้า สวี่กู้อดล้อเลียนขึ้นไม่ได้


จู้เจียงเจียงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ว่าไม่ได้ เมื่อครู่มีคนตามพวกเรามาจริงๆ”


สวี่กู้มองทิศทางในเมืองอย่างสงสัย นอกจากฝุ่นที่เกิดจากเกือกม้าก็มองไม่เห็นอะไรอีก “หมายความว่าอย่างไร?”


จู้เจียงเจียงตอบ “ไม่มีอะไร”


สวี่โยวกล่าวขึ้น “แม่ทัพเผย แม่นางจู้ ฟ้าใกล้มืดแล้ว เดินทางระมัดระวัง”


พวกเขาตั้งใจจะออกเดินทางในช่วงเย็น แม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่ทันได้กิน


สวี่โยวกวักมือเรียกองครักษ์ข้างกาย ยื่นอาหารที่ให้พ่อครัวในจวนเตรียมไว้ให้พวกเขา “น้ำใจเล็กน้อยนำไปกินระหว่างทางเถอะ”


เผยจี้รับอาหารที่ยังร้อนอยู่ห่อนั้นมา “ขอบคุณสำหรับม้าและเสบียงของโยวชินอ๋อง”


ตลอดการเดินทางกลับครั้งนี้ กองกำลังทั้งหมดของพวกเขาได้รับม้ากันคนละตัว ซึ่งทั้งหมดเป็นการจัดการของสวี่โยว เพื่อให้พวกเขาสามารถเดินทางกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้เร็วที่สุด


“โยวชินอ๋อง องค์ชายสามสวี่ กลับไปแล้วข้าจะจัดการแสดงละครใหม่ พวกท่านว่างเมื่อไร ต้องมาดูที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนะ”


ไม่รู้ว่าเมื่อไรพวกเขาถึงจะเจอกันอีก จู้เจียงเจียงทำได้แค่พยายามเชื้อเชิญพวกเขา


“แม่นางจู้ ข้าต้องไปแน่นอน!”


สวี่กู้ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด “ก็แค่ระยะทางเดือนกว่า ข้าไม่ลืมที่จะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเพื่อดูชุมชนที่ท่านสร้างใหม่แน่นอน”


เขาไม่พูด จู้เจียงเจียงก็เกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว “ได้สิ งั้นข้าจะเก็บบ้านหลังหนึ่งในชุมชนไว้ให้ท่าน ตอนท่านส่งสินค้ามาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็สามารถมาพักได้ตลอดเวลา”


สวี่กู้รีบตอบรับ “คำไหนคำนั้น!”


จู้เจียงเจียงเอ่ยอย่างจำใจ “งั้น...พวกเรากลับก่อนนะ ลาแล้ว”


เดิมพวกเขาไม่อยากทำให้เศร้าแบบนี้ แต่ความรู้สึกจากลาเกิดขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว ใครก็ควบคุมไม่ได้


สวี่โยวพยายามอดกลั้น กัดฟันแน่นเผยความอาลัยอาวรณ์ภายในใจเขา


แต่เขาต้องรักษาท่วงท่าของชินอ๋อง จึงเฝ้ามองดูพวกจู้เจียงเจียงจากไปเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรเลย


ตอนที่ 289: กลับหมู่บ้านพบว่าบ้านถูกคนยึดครองแล้ว


ผ่านการเดินทางไกลที่ยากลำบาก ม้าเหยียบข้ามภูเขาพันกว่าลูกเป็นเวลายี่สิบกว่าวัน 


ในที่สุดขบวนของเผยจี้และจู้เจียงเจียงก็กลับมาถึงเมืองเจียงหนานในต้นเดือนเก้า


ระหว่างทางกลับ เผยจี้ได้ให้นกพิราบส่งจดหมายกลับไป ทำให้ตอนนี้เซินหมิ่น โจวเหลียง และคนอื่นๆได้รออยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงหลายวันแล้ว


เพื่อที่จะได้ต้อนรับจู้เจียงเจียงและเผยจี้ได้ทันเวลา


“ทุกคนดูเร็ว นั่นใช่แม่ทัพเผยและหัวหน้าหมู่บ้านน้อยหรือไม่ พวกเขากลับมาแล้ว!”


กลางเดือนเก้า ต้นข้าวรุ่นที่สองกำลังเข้าสู่การกำจัดวัชพืชครั้งแรก โดยการถอนวัชพืชออกจากแปลงนา และบางส่วนก็กำลังฆ่าแมลงให้ต้นข้าว


ตอนทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในนา ก็เห็นสองคนขี่ม้าเลี้ยวเข้ามาตรงทางแยกไกลๆ


ม้าก่อให้เกิดฝุ่นตลบอบอวน


เงาของคนสองคนอยู่ภายใต้แสงแดดที่แผดเผา ทำให้ภาพของพวกเขาบิดเบี้ยวและคล้ายจะลอยไปลอยมา แต่ก็พอจะมองเห็นได้ว่าเป็นชายหญิงหนึ่งคู่ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้าน


คนในหมู่บ้านได้ข่าวว่าจู้เจียงเจียงและเผยจี้จะกลับมานานแล้ว หลายวันนี้ใต้เท้าโจวก็อยู่รอในหมู่บ้าน ดังนั้นทุกคนจึงเดาได้ว่าสองคนนั้นก็คือเผยจี้และจู้เจียงเจียง


แต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ คนที่กำลังทำงานในนาต่างก็ขึ้นมาจากแปลงนา มองคนที่อยู่ห่างไกลไปพลางก้มตัวล้างมือไปพลาง เตรียมกลับบ้าน


“ใช่! ใช่ เสี่ยวจ้าวกับสะใภ้เล็กกลับมาแล้ว!”


สวี่เหล่าเกินตบขาตัวเองด้วยความตื่นเต้น วิ่งเข้าหมู่บ้านเท้าเปล่า


วิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง บอกให้คนอื่นๆออกมาต้อนรับ “ทุกคนมาเร็ว สะใภ้เล็กกับเสี่ยวจ้าวกลับมาแล้ว...”


“กลับมาแล้วหรือ?!”


เสียงของสวี่เหล่าเกินดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน แข่งกับเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่หลังเขา คนที่อยู่ในบ้านเมื่อได้ยินเสียงดังก็รีบวิ่งออกมา


บางคนในมือถือตะหลิว บางคนกำลังเย็บผ้า ยังมีคนที่ไม่แม้แต่จะสวมกางเกงให้ดีก็วิ่งออกมาจากห้องน้ำแล้ว


“กลับมาแล้วจริงหรือ? อยู่ไหน? เข้าบ้านไปหรือยัง?”


“ยังไม่เข้าบ้านหรอก อยู่ถนนตรงหน้าหมู่บ้านน่ะ” สวี่เหล่าเกินช่วยเด็กชายดึงกางเกงสวมให้เรียบร้อย “ทุกคนอย่าเพิ่งรีบร้อน ดูสิ ตอนนี้พวกเจ้ากลายเป็นแบบไหนไปแล้ว”


ถึงปากจะว่าคนอื่น แต่กลับลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองก็ดีใจจนลืมสวมรองเท้าก็วิ่งจากในนากลับมาบอกข่าวดีกับทุกคนเช่นกัน


โจวเหลียงที่พักชั่วคราวอยู่ในหอจินชิว และเซินหมิ่นที่หลายวันนี้รออยู่ในหมู่บ้านตลอดก็วิ่งออกมา ยืดคอยาวมองไปทางหน้าประตูหมู่บ้านเช่นกัน


“ในที่สุดก็กลับมาแล้ว” โจวเหลียงอุทานเบาๆ


เซินหมิ่นไม่ได้สุขุมเหมือนเขา เมื่อเห็นม้าของจู้เจียงเจียงนางก็รีบวิ่งไปหา พร้อมกับโบกมือไปมา กระโดดโลดเต้น “พี่หญิงจู้...”


จู้เจียงเจียงและเผยจี้กลับมาจากทางทุ่งดอกไม้ ทหารคนอื่นๆ เมื่อกลับถึงทุ่งดอกไม้แล้ว ก็เลี้ยวไปพักผ่อนที่ค่ายพักข้างๆ


มีแค่พวกเขาสองคนที่กลับมาในหมู่บ้าน


ผ่านการเดินทางยี่สิบกว่าวัน ขี่ม้าวันละสี่ห้าชั่วยาม กินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ จู้เจียงเจียงที่คิดแต่เรื่องเร่งเดินทางตอนนี้ก็ซูบผอมลงไปมาก 


เผยจี้ก็ไม่ดีกว่ากันเท่าไร ระหว่างเดินทางไม่มีเวลาจัดการตัวเอง เขาตอนนี้มีหนวดเคราขึ้นเต็มหน้าไปหมด


“เซินหมิ่น โจวเหลียง? พวกเจ้าอยู่กันครบเลย”


เมื่อเห็นเซินหมิ่น จู้เจียงเจียงยังไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่พอเห็นโจวเหลียงก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย


เขาคำนวณแม่นยำขนาดนี้เลยหรือ? รู้ได้อย่างไรว่าวันนี้พวกเขาจะกลับถึงหมู่บ้าน?


จู้เจียงเจียงไปตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่ จนถึงตอนนี้ก็เกือบเก้าเดือนเต็มๆ พอเซินหมิ่นเห็นนางก็ทนไม่ไหว กอดนางแล้วร้องไห้ออกมาทันที


“พี่หญิงจู้ ในที่สุดพี่ก็กลับมาแล้ว ข้าทรมานเหลือเกิน คิดถึงพี่มากๆเลย...”


จู่ๆ เซินหมิ่นก็ร้องไห้โฮ ทำเอาจู้เจียงเจียงตกใจ


เด็กสาวคนนี้แต่ไหนแต่ไรร่าเริงแจ่มใส ไม่เคยคิดมาก ทั้งยังมีพี่ชายอีกสี่คนคอยตามใจ นางเก่งถึงขนาดนั้น ทำไมพอเห็นนางกลับมากลับร้องไห้หนักขนาดนี้?


เหมือนว่าถูกรังแกเอาเปรียบอย่างไม่ยุติธรรม รอจนนางกลับมา ในที่สุดก็ได้เวลาที่จะปลดปล่อยความรู้สึกออกมาแล้ว


เซินหมิ่นถูกรังแกเอาเปรียบจริงๆ


แต่เรื่องถูกรังแกเอาเปรียบก็เรื่องหนึ่ง จู้เจียงเจียงกลับมาแล้ว นางรู้สึกดีใจมากจริงๆ


“แม่ทัพเผย แม่นางจู้ พวกท่านคงเหนื่อยกันมากแล้ว? เข้ามาพักผ่อนกันก่อนเถอะ ข้ามีข่าวที่ส่งมาจากหลี่จิงให้แม่ทัพเผยอ่าน” โจวเหลียงพูดเตือนอ้อมๆ


เกี่ยวกับข่าวคราวของหลี่จิง ตอนนี้มีแค่เขาคนเดียวที่รู้ คนในหมู่บ้านและเซินหมิ่นยังไม่รู้เรื่อง พวกเขาแค่ดีใจที่เห็นจู้เจียงเจียงกลับมาเท่านั้น


เมื่อได้รับสัญญาณจากโจวเหลียง จู้เจียงเจียงมองทุกคนในหมู่บ้านแวบหนึ่งแล้วหันกลับมาพูดกับเผยจี้ว่า “ท่านพี่ไปดูสถานการณ์กับใต้เท้าโจวเถอะ ข้าคุยกับพวกปู่สวี่ก่อน”


เพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้าน แม้แต่บ้านตัวเองยังไม่ทันได้เข้าเลยด้วยซ้ำ เดิมไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น แต่เรื่องเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชาวบ้านที่ชายแดน พวกเขาพักไปพลางหารือการจัดการเกี่ยวกับหลี่จิงไปพลางได้


เผยจี้เห็นคนในหมู่บ้านมากันทุกคน และเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของพวกเขา เขารู้ ในเวลาสั้นๆ จู้เจียงเจียงคงปลีกตัวออกมาไม่ได้


ดังนั้นจึงไม่ได้รอนาง หมุนตัวเข้าหอจินชิวกับโจวเหลียง


“ใต้เท้าโจวเป็นอะไรกันแน่ พักอยู่ในหมู่บ้านมาหลายวันแล้ว กลับมาถึงก็เรียกเสี่ยวจ้าวไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”


คนในหมู่บ้านอยากรู้ทั้งสองด้าน สนใจเรื่องของเผยจี้ ในเวลาเดียวกันก็สนใจจู้เจียงเจียงด้วย


“จริงด้วยสะใภ้เล็ก แคว้นเสี่ยวซีสนุกไหม? ที่นั่นมีอะไรอร่อยบ้าง ผู้คนหน้าตาดีกันหรือไม่...”


ทุกคนล้อมจู้เจียงเจียงไว้ ส่งเสียงถามกันเซ็งแซ่


จู้เจียงเจียงรู้สึกปวดหัวกับความกระตือรือร้นของพวกเขา จึงยิ้มอย่างอ่อนล้าและพูดว่า “ปู่สวี่ ป้าหก ข้าเพิ่งกลับมา ทุกคนเข้าไปนั่งในบ้านกันก่อนเถอะ ข้าดื่มน้ำสักอึกก่อนค่อยคุยกับพวกท่าน”


นางพูดอยู่ก็เชิญทุกคนเข้าบ้าน


เพียงแต่มือของนางยังไม่ทันแตะประตูรั้วก็ถูกเซินหมิ่นขวางไว้ อีกทั้งนางยังพบว่า ทุกคนในหมู่บ้านยืนอยู่หลังนาง ไม่มีท่าทางจะเข้าบ้านไปกับนาง


“พี่หญิงจู้ มีเรื่องหนึ่งที่ข้ารู้สึกว่าต้องบอกพี่ก่อน”


เซินหมิ่นรู้สึกผิดและลังเลใจอยู่นานก่อนจะชี้ไปที่บ้านตระกูลเผยว่า “ในบ้านพี่มีคนมาพักอยู่”


จู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของนาง “หมายความว่าอย่างไร? เจ้าหมายถึงเสี่ยวอวี๋กลับมาพักที่บ้านแล้วหรือ?”


ตอนนางจากไปแคว้นเสี่ยวซี เผยเสี่ยวอวี๋มีโจวเหลียงดูแล นางไม่พักที่สถานศึกษาก็พักที่ที่ว่าการ


ตอนนี้ในบ้านนางมีคนอยู่ ก็คือเผยเสี่ยวอวี๋กลับมาพักแล้วไม่ใช่หรือ?


“ไม่ใช่” เซินหมิ่นส่ายหน้า กัดริมฝีปาก และตัดสินใจพูดออกมา “เป็นปู่ย่าพี่และครอบครัวอารอง ยังมีอาสาวคนเล็กของพี่ด้วย”


คนตระกูลจู้?!


จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนไม่มีแรงแล้วกลับยังพยายามฝืนยิ้มให้ทุกคน รอยยิ้มที่เหนื่อยล้าบนใบหน้าในเวลานี้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว


นางขมวดคิ้วแน่น จ้องประตูใหญ่ที่ปิดไม่สนิท แล้วถามว่า “ใครให้พวกเขามาอยู่? พวกเขามาอาศัยที่บ้านของข้านานแค่ไหนแล้ว!”


หลังจากจู้เจียงเจียงไป เซินหมิ่นคือคนที่ถูกมอบหมายให้ดูแลกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะโรงเตี๊ยม บ่อกุ้ง ภูเขาชา ยังมีสถานศึกษา นางล้วนมีอำนาจในการตัดสินใจ


แต่มีเพียงบ้านตระกูลเผยหลังเดียวที่นางปกป้องไว้ไม่ได้


“พี่หญิงจู้ พวกเขามาหลังจากที่พี่ไปได้ไม่ถึงสองเดือน พวกเขาอยู่ที่นี่มาครึ่งปีแล้ว”


ย้อนนึกถึงตอนที่คนตระกูลจู้เพิ่งมา เซินหมิ่นก็โกรธจนอยากร้องไห้ นางอธิบายให้จู้เจียงเจียงฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่ดีเอง ขวางพวกเขาไว้ไม่ได้”


คนในหมู่บ้านเห็นเซินหมิ่นร้องไห้ ต่างก็ออกมาช่วยพูดแทนนาง


“สะใภ้เล็ก เรื่องนี้อย่าโทษแม่นางเซินเลย ปู่ย่าเจ้าเก่งกาจมาก พวกเราเคยคิดจะช่วยเจ้าขวาง แต่ขวางไม่ได้...”


ตอนที่ 290: สั่งสอนเด็กเปรตและบิดามารดาของเขา


ชาวบ้านต่างพากันเล่าเรื่องที่ตระกูลจู้ตอนนั้นมายึดครองบ้านนางไปอย่างไร รังแกเซินหมิ่นอย่างไร รวมถึงเหตุการณ์ด่าทอคนในหมู่บ้านว่าอะไรบ้าง


ถึงแม้คนมากมายจะกำลังพูดอยู่และจู้เจียงเจียงก็ฟังได้ไม่ครบทุกประโยค แต่นางก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดจากคำพูดกระจัดกระจายของทุกคน


ที่แท้ หลังจากที่นางไปแคว้นเสี่ยวซีได้สองเดือน คนตระกูลจู้ก็ขนข้าวของทั้งหมดวิ่งมายึดบ้านของนาง 


ตอนนั้นเซินหมิ่นไม่อยู่ในหมู่บ้านและกำลังยุ่งเรื่องธุรกิจ เผยเสี่ยวอวี๋ก็เปิดเรียนแล้ว จึงกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่สถานศึกษา


ตอนคนตระกูลจู้มาถึง มีคนแก่คนหนึ่งในหมู่บ้านเห็นเข้า


คนแก่คนนั้นพยายามขัดขวาง แต่คนตระกูลจู้กลับตอบอย่างมั่นใจว่า พวกเขามาที่นี่เพื่อดูแลธุรกิจบ้านตัวเอง และบอกให้คนแก่คนนั้นอย่ามายุ่ง


เมื่อคนในหมู่บ้านเห็นคนตระกูลจู้ไม่มีเหตุผล จึงไปตามเซินหมิ่นมา


ตอนเซินหมิ่นมาถึง คนตระกูลจู้ก็กำลังทุบประตูกุญแจ นางไม่พูดพล่ามพุ่งเข้าไปขวาง แต่กลับถูกจู้ซูเฟินและสะใภ้รองกดตัวไว้จนขยับตัวไม่ได้


ตอนนั้นเป็นช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิพอดี ชาวบ้านต่างกำลังทำนาปลูกข้าว ในหมู่บ้านจึงเหลือแต่คนแก่และเด็กที่ยังไม่เข้าเรียนอยู่แค่ไม่กี่คน ไม่มีใครขวางครอบครัวตระกูลจู้ได้


ในเวลาต่อมา เซินหมิ่นไปขอความช่วยเหลือจากโจวเหลียง เมื่อโจวเหลียงพาคนมาถึง คนตระกูลจู้ก็งัดประตูเข้าไปอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว


โจวเหลียงสั่งให้พวกเขาย้ายออก แต่ปู่จู้และหวังซื่อ รวมถึงคนในครอบครัวทั้งหมดต่างนอนลงบนพื้น หน้าด้านหน้าทนไม่ยอมจากไป


ซ้ำยังตะโกนโหวกเหวกโวยวาย “ฆ่าคนแล้ว ขุนนางรังแกคน” 


โจวเหลียงไม่ได้สนใจ พวกเขายังขู่ว่า หากใครมาจับ พวกเขาก็จะชนกำแพงตายอยู่หน้าบ้านตระกูลเผย 


คราวนี้แม้แต่โจวเหลียงก็หมดปัญญา


ต่อมา หลังจากที่คนตระกูลจู้เข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเผย พวกเขาก็เริ่มคิดที่จะยึดธุรกิจของจู้เจียงเจียงที่อยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


พวกเขากดดันเซินหมิ่นนับครั้งไม่ถ้วน ให้นางส่งมอบธุรกิจของจู้เจียงเจียงมา


แต่เซินหมิ่นซ่อนสมุดบัญชีไว้อย่างดี ถึงแม้ที่พักที่นางอยู่จะถูกคนตระกูลจู้บุกเข้าไปค้นหาบ่อยแค่ไหน นางก็สู้ทนมาได้ และไม่ยอมให้พวกเขาหาเจอ


แต่เพราะเหตุนี้ เซินหมิ่นจึงถูกคนตระกูลจู้ด่าสาดเสียเทเสีย แม้แต่เซินถาน และเซินเซี่ยวก็โดนด่าด้วย


ฟังคนนอกกำลังฟ้องจู้เจียงเจียงอยู่ คนตระกูลจู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านและได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวมานานแล้ว ก็เกลียดรู้สึกหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจนกัดฟันแน่น


“ไอ้พวกคนจน ข้าว่าพวกเขาถือโอกาสเอาคืน ทนดูครอบครัวพวกเราใช้ชีวิตสุขสบายไม่ได้ ข้าอยู่กินบ้านหลานสาวตัวเอง มันผิดตรงไหน!”


หวังซื่อหมอบอยู่หลังบานประตู ฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกไปพลางด่าไปพลาง ทั้งยังหาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตัวเอง


“จริงด้วยท่านแม่ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ของบ้านใหญ่ก็ตายไปนานขนาดนั้นแล้ว ทั้งไม่เคยทำเรื่องกตัญญูอะไรเลย ตอนนี้พวกเรากำลังให้โอกาสบ้านใหญ่อยู่ พวกเขามาว่าเราเสียๆหายๆได้อย่างไรกัน”


เสี่ยวหวังซื่อ ลูกสะใภ้ของบ้านรองก็ช่วยพูดเสริมอีกแรง


นางแค่ต้องการพูดเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้หวังซื่อมากขึ้น ในตอนที่จู้เจียงเจียงเข้ามาถามหาเรื่อง นางจะได้ให้หวังซื่อออกไปเผชิญหน้า ส่วนนางก็แค่หลบดูอยู่ข้างๆ


ขณะที่ผู้หญิงสามคนตระกูลจู้กำลังรู้สึกโกรธแค้นอยู่ภายในลานบ้าน ประตูใหญ่ของบ้านก็ถูกเตะออกอย่างแรง


จู้เจียงเจียงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ในมือยังถือกระบี่อ่อนที่เผยจี้พกติดตัวเข้ามาด้วย


เมื่อคนตระกูลจู้เห็นก็ตกใจจนตัวสั่นกอดกันกลม นางใช้กระบี่ชี้ไปที่พวกเขาโดยที่ยังไม่ทันได้พูดอะไร หวังซื่อก็ถามนางก่อนด้วยเสียงสั่นๆ “เจ้า!…เจ้ากล้าขัดคำสอนหรือ คิดไม่ถึงว่าจะกล้าใช้กระบี่ชี้ใส่ปู่ย่าของเจ้า ยังไม่รีบวางลงอีก!”


ถึงแม้จะปากดี แต่การกระทำของหวังซื่อกลับดูอ่อนแอมาก นางจับเด็กห้าหกขวบคนหนึ่งของบ้านรองมาบังอยู่หน้าตัวเอง


นางนึกว่า ถึงจู้เจียงเจียงจะเก่งแค่ไหนก็คงไม่กล้าลงมือกับเด็กคนหนึ่ง ดังนั้นเด็กคนนี้เป็นโล่ป้องกันที่ดีที่สุดของนาง


จู้เจียงเจียงเห็นฉากนี้ สิ่งแรกที่นางนึกถึงคือคำว่า “ไร้ยางอาย!”


ขณะที่นางกำลังรู้สึกสงสารเด็กชายที่ถูกจับออกมาเป็นโล่ป้องกันอยู่นั้น เด็กคนนั้นก็ยืนขึ้น


เขาชี้ที่นาง แล้วใช้เสียงอ้อแอ้ของเด็กตะโกนด่าว่า “นังสารเลว! แกมันสารเลว ไร้น้ำใจ มีของอร่อยก็ไม่ให้น้องชาย”


“จ้วงจ้วง!”


เสี่ยวหวังซื่อตกใจหน้าซีดขาว ดึงเด็กคนนั้นไปปิดปากเขาไว้ ไม่ให้เขาพูดเหลวไหลอะไรออกมาอีก


แต่เด็กเปรตเหมือนจะถูกตามใจจนนิสัยเสียไปแล้ว อ้าปากกัดมือของเสี่ยวหวังซื่อแล้วดิ้นหลุดออกมา ตะโกนต่อไปว่า“แม่จับข้าทำไม แม่พูดว่าต่อไปทุกอย่างของนังสารเลวนี่จะเป็นของข้าไม่ใช่หรือ? กระบี่นี้ก็เป็นของข้า...”


พูดจบ เด็กเปรตคนนั้นก็ยื่นมือไปหา ‘ของเล่นใหม่’ ที่เขาถูกใจ


คำพูดเมื่อครู่นี้ เด็กอายุห้าขวบคนหนึ่งคงคิดออกมาเองไม่ได้แน่ แน่นอนว่าต้องได้รับอิทธิพลมาจากคนรอบข้าง


และคนที่ว่านั่น ก็คือคนในตระกูลจู้ที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้!


เห็นเด็กเปรตเดินเข้ามาและพยายามแกะนิ้วมือของนางหวังจะแย่งกระบี่ในมือไป สีหน้าของจู้เจียงเจียงก็ยิ่งดำทะมึนลงเรื่อยๆ


นางเตะเด็กเปรตนั้นออกไปอย่างไม่คิดอะไรมากนัก


เด็กเปรตถูกเตะล้มก้นจ้ำเบ้า เจ็บจนร้องไห้โฮ


เสียงร้องทั้งแหลมและแสบแก้วหู น่ารำคาญจนทำให้จู้เจียงเจียงปวดหัว นางทนไม่ได้ที่สุดก็คือเด็กขี้แงที่ไม่ว่าอะไรก็ร้องไห้โวยวาย!


“หุบปาก!”


จู้เจียงเจียงนั่งย่อลงตรงหน้าเขา ยกฝ่ามือตบปากของเด็กเปรตไปหนึ่งที พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าร้องทำไม เจ้านึกว่าที่นี่เป็นบ้านของเจ้าหรืออย่างไร? อยากร้องก็ร้อง อยากโวยวายก็โวยวาย!”


“เจ้าตีเด็กทำไม...”


หวังซื่อเห็นหลานรักของตัวเองถูกตบ ก็รีบพุ่งเข้าไปผลักจู้เจียงเจียงออก “เด็กยังเล็กขนาดนี้จะรู้เรื่องอะไร เจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้วจะไปตีเขาได้อย่างไร เจ้ามันหน้าไม่อายจริงๆ!”


โอ้โห!


นี่มันคำพูดคลาสสิกของผู้ปกครองเด็กเปรตชัดๆ


“ข้าไม่ตีเขา ตีเจ้าแทนดีไหมล่ะ?” จู้เจียงเจียงเอากระบี่ชี้ไปทางหวังซื่อ มองนางด้วยสายตาเย็นชา


หวังซื่อพูดประโยคคลาสสิกออกมาอีกประโยคหนึ่ง นั่นคือนอกจากเด็กยังเล็กแล้ว ยังอาศัยเรื่องที่ตนอายุมากและเป็นผู้อาวุโส “จู้เจียงเจียง ข้าเป็นย่า เจ้ากล้าลงมือหรือ ข้าจะให้ทุกคนได้รู้ว่าเจ้าลืมบรรพบุรุษ ไม่เชื่อฟัง อกตัญญู สวรรค์จะต้องลงโทษ!”


ความเคลื่อนไหวในบ้าน คนในหมู่บ้านยืนดูอยู่นอกประตู


พวกเขายืนอยู่ข้างจู้เจียงเจียง แต่เนื่องจากมันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของตระกูลจู้ พวกเขาไม่เหมาะจะไปยุ่ง ดังนั้นทุกคนจึงเงียบ


เซินหมิ่นเดินเข้าไปในบ้าน นางอยากช่วยจู้เจียงเจียง แต่เหมือนนางยังไม่มีโอกาสได้ลงมือ


“หวังซื่อ เจ้าลืมไปแล้วใช่ไหม สองปีก่อนข้ากล้าลงมือกับเจ้า วันนี้ข้าก็ยังกล้าอยู่!” จู้เจียงเจียงไม่เคยถูกการอ้างหลักศีลธรรมมาบังคับให้คนคนหนึ่งทำตามที่ตนเองเห็นว่าดีอย่างไร้เหตุผลแบบนี้


กระบี่ในมือแทงตรงไปที่หวังซื่อ


“โอ้...” ทุกคนนอกประตูตกใจสูดลมหายใจเย็นๆเข้าไปเฮือกใหญ่ หวังซื่อตกใจจนทรุดตัวลงกับพื้น ตัวสั่นไปหมด


ตอนที่ทุกคนนึกว่ากระบี่ของจู้เจียงเจียงแทงโดนหวังซื่อ เห็นแค่นางตวัดแขน ดึงผมสีขาวดำของหวังซื่อออกมากองกับพื้น


เหมือนนางรู้สึกว่ายังไม่พอ จู้เจียงเจียงเดินเข้าไปใกล้ จับเส้นผมของหวังซื่ออีกครั้งแล้วใช้กระบี่ตัดไปมั่วๆ


“เอ่อ นี่...” ทุกคนเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ


ตัดเส้นผมง่ายๆแค่นี้หรือ?


หวังซื่อตกใจจนมึนงง ดังนั้นจึงไม่ได้ต่อต้าน จู้ซูเฟินเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัว นางกอดผมร้องโวยวายวิ่งหนีไปทั่วบ้าน


อยากวิ่งออกไป แต่เซินหมิ่นกางแขนทั้งสองขวางปิดประตูไว้ ไม่ให้นางหนีออกไปได้


“เจ้าอย่าตัดเส้นผมของข้า ข้ายังต้องแต่งงานนะ...”



จบตอน

Comments