divorce ep301-310

 ตอนที่ 301: ปรากฏซูเปอร์มาร์เก็ตที่คาดไม่ถึง


“อุ๊ย พวกเจ้าดูสิ ต้นไม้หน้าบ้านล้วนเป็นต้นที่ออกผลแล้ว”


รถม้าจอดหน้าประตูบ้านใหม่ของจูชิงหรานและหมิงเหยา เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลงจากรถม้า สายตาก็ถูกต้นไม้หน้าบ้านดึงดูดไป “นี่คือผลไม้อะไรกัน?”


“ท่านย่า นั่นคือต้นลิ้นจี่ รสชาติอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”


หมิงเหยามีจูชิงหรานประคองขึ้นบันไดมาถึงลานบ้าน ก่อนจะหันหน้าไปบอกจูชิงหราน “ท่านพี่ ไปเก็บมาให้ท่านปู่ท่านย่าและท่านพ่อท่านแม่ลองชิมหน่อยเถิด”


ต้นลิ้นจี่นี้คือต้นกล้าที่จู้เจียงเจียงเพาะเลี้ยงเมื่อปีก่อน แล้วจึงย้ายมันมาปลูกที่นี่ ถือว่าเป็นต้นไม้ใหม่


ต้นไม้ใหม่ปีแรกออกผลไม่มากและสุกช้า แต่หมิงเหยาเคยชิมแล้ว ผลไม้ลูกสีแดงสามารถกินได้


“ได้สิ”


จูชิงหรานปล่อยมือจากนาง เดินไปหยิบกรรไกรและเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งในห้องครัวข้างๆ เพื่อเตรียมเก็บผลไม้


ทางด้านคนตระกูลหมิงรีบเอาของที่ซื้อมาแสดงความยินดีกับหมิงเหยาในการย้ายเข้าบ้านใหม่ออกมา และยกเข้าไปไว้ในบ้าน


หมิงเหยายืนอยู่หน้าราวกั้นในลานบ้าน ชี้ไปยังสถานที่จอดรถม้าที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านนัก ให้พวกเขาขับรถม้าไปจอดที่นั่น


“ยังมีที่จอดรถม้าโดยเฉพาะหรือ?” หมิงฮูหยินเดินเข้ามาดูใกล้ๆ


บ้านไม้หลังเดี่ยวที่หมิงเหยาและจูชิงหรานซื้อมานั้น เมื่อยืนหน้าลานบ้านแล้วมองลงไป ก็จะสามารถเห็นทิวทัศน์ส่วนใหญ่ของบ้านเฟิ่งหวงได้


หมิงฮูหยินพูดขึ้น “นั่นคือเส้นทางที่พวกเราขึ้นมาเมื่อครู่หรือ? ทั้งกว้างทั้งราบเรียบจริงๆ พูดก็พูด พักอาศัยอยู่ที่นี่สบายจริงๆ”


เพียงแค่เห็นทิวทัศน์ของบ้านเฟิ่งหวงแวบเดียว หมิงฮูหยินก็หลงใหลในที่นี่เข้าให้แล้ว


ความพึงพอใจและความสุขบนใบหน้าของนาง ซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไม่มิด


ยิ่งได้ลิ้มลองลิ้นจี่ที่จูชิงหรานส่งมาให้นั้น รสชาตินั้นช่างอร่อยเหลือเกิน


แต่ว่า พูดถึงเรื่องอาหารการกิน...


“จริงด้วยเหยาเอ๋อร์ เวลานี้ก็เที่ยงแล้ว เจ้ากินข้าวอย่างไร?” หมิงฮูหยินมองไปรอบทิศ แต่ไม่เห็นหมิงเหยาจ้างสาวใช้


หรือว่าพวกเขาจะต้องทำอาหารกินเอง?


คนตระกูลหมิงเดาได้ถูกต้องแล้ว หมิงเหยาทำอาหารกินเองจริงๆ!


หมิงเหยาตอบ “ท่านแม่ อีกเดี๋ยวข้าจะทำอาหารเองเจ้าค่ะ ข้าเรียนทักษะจากในสถานศึกษามาบ้าง ให้ท่านปู่ท่านย่าและท่านพ่อท่านแม่ลองชิมดู”


เวลาปกติพวกเขาสองคนอยู่สถานศึกษา มีเพียงตอนวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้นถึงกลับบ้านไปเยี่ยมผู้หลักผู้ใหญ่ ตอนนี้ย้ายมาที่บ้านเฟิ่งหวง พวกเขาก็กลับมาบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เหมือนเดิม


คิดว่าถึงอย่างไรเวลาที่อยู่บ้านก็ไม่มาก พวกเขาจึงไม่ได้จ้างคนใช้


ยิ่งไปกว่านั้น นางสอนหนังสือในสถานศึกษามาหนึ่งปีกว่า นางไปสวนผักและโรงอาหารเป็นประจำ ดังนั้นจึงได้เรียนรู้การทำอาหารง่ายๆบ้าง นางทำเองได้


หมิงฮูหยินได้ยินลูกสาวตัวเองตกอับถึงขั้นก่อไฟทำอาหารด้วยตัวเอง นางก็อดเช็ดน้ำตาไม่ได้ “ลูกสาวของข้า ลำบากเจ้าจริงๆ”


จูชิงหรานที่กำลังเก็บผลไม้อยู่ เมื่อเห็นดังนั้นก็จำเป็นต้องพูดอะไรออกไปบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาก็จะกลายเป็นเป้าสายตาของคนตระกูลหมิงแล้ว


“น้องหญิง ร่างกายเจ้าไม่สะดวก วันนี้ก็ให้ข้าทำอาหารเองเถอะ เจ้านั่งพักผ่อนกับครอบครัวไป”


หมิงเหยาอยู่สถานศึกษาวิ่งไปโรงอาหารบ่อยๆ ไหนเลยเขาจะไม่ไป?


เพื่อสามารถให้นางได้กินอาหารที่เปรี้ยวปากอยากกิน เขาไปโรงอาหารบ่อยกว่านางมาก


“ชิงหรานก็ทำอาหารเป็นหรือ?”


หมิงฮูหยินหันหน้าไปด้วยความตกใจ เห็นจูชิงหรานกำลังลงมาจากเก้าอี้ ในมือถือพวงลิ้นจี่ พลางขอให้หมิงเหยาช่วยเช็ดเหงื่อให้


ไม่รู้ทำไม นางถึงกับรู้สึกซาบซึ้งใจกับภาพตรงหน้า


บางที การใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบบที่ทั้งคู่เป็นอยู่นี้อาจจะดีกว่าก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกสาวเหมือนกับนาง แต่งเข้าไปในตระกูลใหญ่โต แต่กลับไม่เป็นตัวของตัวเองในทุกๆเรื่อง


“ข้าจะเอาของไปเก็บ แล้วค่อยไปซื้อผัก”


จูชิงหรานเอาของกลับไปวางที่เดิมอย่างว่องไว ตอนออกมาจากครัวอีกครั้ง ลิ้นจี่ก็ถูกเขาวางในตะกร้าเอาไปวางไว้ที่ห้องโถงของบ้าน


เมื่อคนในตระกูลหมิงที่กำลังเดินชมในบ้านได้ยินว่าเขาจะไปซื้อผัก ต่างก็รู้สึกโมโหกันยกใหญ่


“เจ้าดู พวกเรามาจากเมืองหลวงแท้ๆ กลับซื้อแต่ของจิปาถะมา ดันลืมซื้อผักไปเลย” ท่านผู้เฒ่าหมิงใช้น้ำเสียงตำหนิคนในบ้าน


พวกเขาซื้อของแสดงความยินดีกับการเข้าบ้านใหม่ให้หมิงเหยา มีแต่พวกที่หลับที่นอนหมอนมุ้ง เสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆอย่างเดียวที่ลืมซื้อคืออาหารเครื่องดื่ม


ตอนนี้ให้จูชิงหรานออกไปซื้อ พวกเขาก็ไม่ต้องกินข้าวเที่ยงแล้ว เปลี่ยนเป็นกินข้าวเย็นแทน


“ท่านผู้เฒ่าหมิงอย่าได้ใจร้อน ชิงหรานไปซื้อผักที่ร้านข้างประตูบ้านเท่านั้น ไม่ไกลขอรับ ประเดี๋ยวก็กลับแล้ว” จูชิงหรานรีบอธิบาย


พอเห็นว่าเขาถือเงินจะออกไป คนในตระกูลหมิงก็เกิดความสนใจขึ้นมา


“จริงด้วย เมื่อครู่ตอนเข้ามาก็เห็นมีร้านหนึ่งอยู่ใกล้ๆไป พวกเราไปดูกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นอยากจะไปซื้อของด้วย


นางเคร่งครัดในคุณธรรมของสตรี ไม่ค่อยออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง มีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวตลาดเมื่อใด นางจะไม่ยอมให้ตัวเองพลาดอย่างแน่นอน


ไม่เพียงแค่นาง หมิงฮูหยินก็กระตือรือร้นที่จะไปดูเช่นกัน


“เหอะ ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมพวกผู้หญิงถึงชอบซื้อของขนาดนี้!”


หมิงเหยาตั้งท้องอยู่จึงไม่ได้ไป แต่ยังคงอยู่บ้านชงชาให้ท่านปู่และท่านพ่อของตัวเอง พร้อมกับฟังพวกท่านบ่น


ส่วนหมิงจี่ที่มีนิสัยอยู่นิ่งไม่ได้ ก็ตามไปด้วย


สี่คนออกจากในบ้าน เดินไปทางลงเขาครู่หนึ่ง สักพักก็พบแถวของบ้านเรือนอยู่ข้างสนามออกกำลังกายใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้าและโรงหมอ


“โรงหมอตระกูลซิว...โรงหมอของหมอเทวดาซิวก็มาเปิดที่นี่แล้วหรือ?!”


สองฮูหยินตระกูลหมิงตกใจสุดๆ พวกนางคิดไม่ถึง หมอเทวดาซิวก็ย้ายโรงหมอมาอยู่ที่นี่ด้วย


หมอเทวดาซิวเป็นหมอที่ชาวเมืองเจียงหนานให้ความเคารพนับถือ หากเขาย้ายมาที่นี่ เช่นนั้นพวกเขาชาวเมืองจะทำอย่างไร?


นี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวเมืองอย่างพวกเขาเลย!


จูชิงหรานก็ไม่รู้ว่าจู้เจียงเจียงไปยื่นข้อเสนออะไรให้หมอเทวดาซิว ทำให้เขาย้ายโรงหมอมาที่นี่อย่างเต็มใจ


แต่ไม่ว่าอย่างไร การที่มีหมอเทวดาซิวอยู่ที่นี่ ก็ทำให้พวกเขาที่เป็นคนอาศัยรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่ใกล้จะคลอดแล้ว ก่อนหน้านี้เขากังวลมากว่าอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะเชิญหมอมาไม่ได้


แต่ตอนนี้ดีแล้ว มีหมอเทวดาซิวอยู่ เขาก็ไม่ต้องเป็นห่วงปัญหาเรื่องนี้อีกแล้ว


“วันนี้หมอเทวดาซิวเพิ่งย้ายบ้านมา โรงหมอยังไม่ได้ย้ายมาด้วย แต่คงจะเปิดทำการได้ภายในอีกสองวัน” จูชิงหรานอธิบายให้ทั้งสามคนฟัง


พูดจบเขาก็ชี้ไปที่ร้านที่ใหญ่ที่สุดข้างๆโรงหมอ แล้วพูดว่า “ไปเถอะ ที่นี่ก็คือเชาซื่อที่อาจารย์จู้เปิด พวกเขาเข้าไปกันเถอะ”


“เชาซื่อ?”


สามคนตระกูลหมิงฟังไม่เข้าใจอีกครั้ง


แต่ถึงแม้จะไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นอุปสรรคให้พวกเขาได้ตกใจกับเชาซื่อแห่งนี้


เมื่อเปิดม่านหน้าประตูเชาซื่อออกไป สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือห้องขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง นอกจากเสาหลักหลายต้น พวกเขาก็มองไม่เห็นห้องกั้นใดๆ เห็นเพียงที่ราบผืนหนึ่ง


บนพื้นราบนี้ มีชั้นวางสินค้าอยู่จำนวนมาก ตั้งเรียงรายเป็นแถวๆอย่างเป็นระเบียบ


ด้านบนสุดของชั้นวางสินค้ามีป้ายไม้แขวนอยู่ ด้านบนป้ายไม้เขียนว่า แผนกของใช้ประจำวัน แผนกของสด แผนกผัก แผนกน้ำมันพืช แผนกของแห้ง ยังมีแผนกผ้าพับเป็นต้น


สินค้าหลากหลายชนิดถูกจัดวางอยู่ในร้านเดียว พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน


แต่ว่ามีร้านนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็คงจะไม่ลำบากอีกต่อไป


ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากดูอย่างละเอียด จะเห็นว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่ขายที่นี่ มาจากสายการผลิตของจู้เจียงเจียงทั้งนั้น ดังนั้นของพวกนี้ต้องสดใหม่มากแน่นอน


เพราะว่าส่งตรงจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคนั่นเอง


ตอนที่ 302: นางเหมือนคนปล่อยกู้


“ท่านย่า ท่านแม่ มื้อเที่ยงวันนี้พวกท่านกินปลากินกุ้งดีหรือไม่?”


จูชิงหรานเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สองวัน เมื่อวานเขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว จึงพาทั้งสามคนไปยังแผนกของสดได้อย่างคล่องแคล่ว


วันนี้เป็นวันเปิดขายบ้านเฟิ่งหวงวันแรก ช่วงเวลาใกล้เที่ยง คนในเชาซื่อก็เยอะขึ้น ไม่เหมือนตอนที่เขามาเมื่อวาน มีลูกค้าแค่เจ็ดแปดคน


คนที่มาดูบ้านและดูความคึกคักของที่นี่ พอเข้ามาในเชาซื่อแห่งนี้ ปฏิกิริยาของพวกเขาก็เหมือนกับฮูหยินทั้งสองของตระกูลหมิง นั่นคือตกตะลึงอ้าปากค้าง


ถึงอย่างนั้น ฮูหยินทั้งสองคนของตระกูลหมิงก็เคยเห็นโลกกว้างมามากกว่า พวกนางจึงไม่เปล่งเสียงร้องตกใจเหมือนคนอื่นๆ


“ซื้อเลย! หลานเขยอยากกินอะไรก็ซื้อ ไม่ต้องถามพวกเรา”


ความกระตือรือร้นในการเที่ยวตลาดของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถูกจุดประกายขึ้น นางไม่พอใจที่จะอยู่แค่แผนกของสด สายตาเลื่อนไปยังสถานที่อื่นๆแล้ว


“โอ้ นี่คือเห็ดใช่หรือไม่? ซื้อเห็ดทำไมยังต้องซื้อกองหญ้าด้วย?” ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงมองเห็ดบนชั้นวาง แล้วถามด้วยความสงสัย 


จูชิงหรานรู้ว่าวันนี้เขาคงไม่ได้กลับบ้านง่ายๆแน่


“ท่านย่า เห็ดพวกนี้ปลูกบนกองหญ้าแบบนี้แหล่ะขอรับ ซื้อพร้อมกันบ่งบอกว่าพวกมันยังสดใหม่”


“แบบนี้นี่เอง...”


ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงพยักหน้า สีหน้าที่แสดงออกถึงความเข้าใจนั้นดูน่ารักมาก “งั้นพวกเราซื้อไปสักกองหนึ่งเถอะ กลับไปตุ๋นน้ำแกงไก่ให้เหยาเอ๋อร์ดื่ม”


“อันนี้...”


จูชิงหรานแสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “ท่านย่า กองหญ้านี้คนเขาไม่ขายหรอกขอรับ แม่นางจู้บอกว่ากองหญ้าต้องเก็บกลับไปปลูกเห็ดต่อ”


“อีกทั้งตอนนี้ในเชาซื่อยังไม่มีไก่หรือเป็ดขาย มีเพียงปลา กุ้งและเนื้อหมูเท่านั้น”


เนื้อหมูเป็นหนิวต้งฆ่าเสร็จแล้วส่งมาให้ทุกวัน ส่วนพวกเป็ดไก่ ในมือจู้เจียงเจียงยังไม่มีแหล่งทรัพยากรประเภทนี้ นางไม่อยากซื้อของคนอื่น นางอยากเลี้ยงเองมากกว่า


เพียงแต่ตอนนี้เวลาคับขันเกินไป คนเข้าอาศัยบ้านเฟิ่งหวงยังไม่มาก เรื่องพื้นที่เลี้ยงสัตว์นางเลยปล่อยไว้ก่อนชั่วคราว


“แล้วเห็ดพวกนี้ยังเอาไปทำอะไรได้อีก? ข้าอยากซื้อจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงทำหน้าบึ้งทันที


นางชอบที่นี่มากๆ พอเห็นของอร่อย ของสวยงาม นางก็อดใจไม่ได้อยากจะซื้อไปหมด


“เห็ดสามารถนำไปผัดกับผักกวางตุ้งได้” จูชิงหรานเอื้อมมือไปหยิบกองหญ้ากองหนึ่ง แล้วเด็ดเห็ดออกจากกองหญ้า เตรียมเอากลับไปผัดผักกวางตุ้ง


“งั้นข้าจะไปดูผักกวางตุ้ง!”


ความสนใจของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเพิ่มสูงขึ้น ปกติมักทำหน้านิ่งๆ วันนี้กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส


“โอ้โห มีผักเยอะแยะมากมายเลย”


ปกติการซื้อผักต่างๆในจวนหมิงจะมีคนใช้ไปซื้อ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลืมไปแล้วว่าครั้งล่าสุดที่ตัวเองไปซื้อผักด้วยตัวเองคือเมื่อไร


แต่อย่างหนึ่งที่นางจำได้ก็คือ นางไม่เคยเห็นประเภทผักที่มีเยอะมากมายขนาดนี้ที่ไหนมาก่อน!


ชั้นวางผักแต่ละชนิดจะมีป้ายชื่อผักติดอยู่ นางไม่ต้องถามจูชิงหราน เลือกเองได้ตามอำเภอใจ


เลือกไปพลางชมไปพลาง “ดีจริงๆ ผักนี้ดี เป็นผักที่สดใหม่...”


ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกำลังซื้อผัก


หมิงฮูหยินกำลังซื้อครีมบำรุงผิว


ส่วนหมิงจี่ก็ไปดูใบชาแล้ว


สามคนตระกูลหมิงมาเชาซื่อ ต่างคนต่างมีที่ที่อยากไป มีเพียงจูชิงหรานคนเดียวที่กำลังกลุ้มใจเรื่องอาหารกลางวันในวันนี้


หลังจากซื้อผักเสร็จแล้ว จูชิงหรานก็รีบกลับไปทำอาหาร ตอนเขาไปหาทั้งสามคนก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ต้องสงสัย


ช่วยไม่ได้ เขาทำได้เพียงกลับไปก่อนคนเดียว


ได้ยินว่าท่านย่าและมารดาตัวเองหลงใหลอยู่ในเชาซื่อ หมิงเหยายิ้มอย่างจนใจแล้วกล่าวว่า “ความคิดของแม่นางจู้ไม่เคยผิดพลาด นางช่างรู้ใจว่าพวกเราชอบอะไร”


ขณะที่คนตระกูลหมิงกำลังพูดถึงจู้เจียงเจียง นางในตอนนี้ก็กำลังยุ่งอยู่ที่สำนักงานขายจนปลีกตัวไม่ได้


“นายท่านท่านนี้ คิดว่าบ้านหลังนี้เป็นอย่างไร ด้านข้างมีโรงม้า มีกังหันน้ำ สะดวกสบายสุดๆ”


จู้เจียงเจียงชี้ไปที่แผนผังจำลองที่ทำด้วยทรายกึ่งสำเร็จรูปบนโต๊ะใหญ่ พยายามแนะนำบ้านที่เหมาะสมตามข้อเรียกร้องของลูกค้าให้พวกเขา


แผนผังจำลองทำด้วยทรายเป็นแค่ลักษณะภายนอกของบ้านเท่านั้น ส่วนโครงสร้างภายในของบ้าน เพราะเวลากระชั้นชิดจึงยังทำไม่เสร็จ


หากว่าสนใจละก็ นางก็จะให้คนพาลูกค้าที่อยากซื้อไปดูด้วยตาตัวเอง


“เถ้าแก่จู้ ข้าก็ไม่อยากพูดพร่ำทำเพลงอะไรมากแล้ว ข้าแค่อยากถาม บ้านหลังนี้ หากข้าซื้อแล้วคือของท่านหรือของข้า?” ชายคนนั้นถามอย่างตรงไปตรงมา


ทุกคนที่นี่สนใจคำถามนี้ที่สุด


ก่อนมา พวกเขามาด้วยความสงสัยเรื่องซื้อบ้าน ก็เหมือนที่พวกเขาพูดกัน นั่นคือ นอกจากเจ้าของบ้านย้ายออก ถึงจะมีคนซื้อบ้านเก่าหลังนี้


ซื้อบ้านใหม่ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน


ถ้าหากจะอาศัยอยู่บ้านใหม่ ถ้าอย่างนั้นทำไมพวกเขาไม่ไปเชิญคนมาสร้างโดยตรง? แบบนี้ พวกเขาอยากได้บ้านแบบไหนก็สร้างตามนั้น มันไม่ดีกว่าหรอกหรือ?


แต่พอมาถึงที่นี่ ได้เห็นทิวทัศน์ของบ้านเฟิ่งหวงแล้ว ความคิดในใจของทุกคนก็ค่อยๆเปลี่ยนไป


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินว่า อาศัยอยู่บ้านเฟิ่งหวงจะมีคนคอยให้บริการในชีวิตประจำวัน ทำความสะอาด รักษาความปลอดภัย ออกบ้านยังมีรถรับส่ง แค่นี้พวกเขาก็ถูกพิชิตแล้ว


ความสะดวกสบายของบ้านเฟิ่งหวง นั่นคือจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของที่นี่


สะดวกกว่าอาศัยอยู่ในเมืองเสียอีก!


คำถามเรื่องเจ้าของบ้าน เป็นคำถามที่แขกที่มาวันนี้ถามเยอะที่สุด


จู้เจียงเจียงรักษารอยยิ้ม หยิบกระดาษสองแผ่นออกมา “บ้านอิฐสีน้ำเงินเรียงแถวด้านล่าง พวกเราให้กรรมสิทธิ์บ้าน บ้านไม้เดี่ยวหลังใหญ่ด้านบน พวกเราให้โฉนดที่ดิน”


“บ้านด้านล่างราคาถูกกว่า แต่พักอาศัยจำกัดที่หนึ่งร้อยปี บ้านด้านบนแพงกว่าหน่อย แต่ทั้งบ้านและที่ดินกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของผู้ซื้อ”


คนผู้นั้นเมื่อเห็นโฉนดที่ดิน ด้านบนยังมีตราประทับของที่ว่าการ เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้น


“ตกลง ข้าซื้อบ้านหลังนี้!” ชายคนนั้นโบกมือใหญ่ แล้วซื้อบ้านไปหนึ่งหลัง


ขายออกไปอีกหนึ่งหลัง


จู้เจียงเจียงรู้สึกดีใจในใจ ช่วงเช้าวันนี้มีการทำสัญญาซื้อขายไปแล้วมากกว่ายี่สิบหลัง มันค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายของนาง


ในตัวเมืองเจียงหนาน ผู้ที่สามารถเรียกว่าเศรษฐีได้มีเพียงแค่สี่สิบหรือห้าสิบครัวเรือน การขายบ้านไปได้มากกว่ายี่สิบหลังในเช้าวันเดียว ถึงแม้เจ้าของบ้านจะไม่ใช่คนเมืองเจียงหนานทั้งหมด แต่ก็ถือว่ายอดขายดีมากแล้ว


“ที่นี่ดีจริงๆเลย!”


“เห็นด้วย ข้าก็อยากอยู่ที่นี่เหมือนกัน”


เมื่อเห็นว่ามีคนจ่ายเงินซื้อบ้านไปอย่างกล้าได้กล้าเสีย พวกคนที่เพิ่งมาเดินชมบ้านเฟิ่งหวงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา


ฟังจากน้ำเสียงของพวกเขา พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับบ้านเฟิ่งหวงมาก แต่ด้วยเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงทำได้แต่แหงนหน้าขึ้นเพื่อมองด้านบนอย่างทอดถอนใจ


จู้เจียงเจียงได้ยินคำพูดนี้ นางจึงเดินเข้าไปหาคนกลุ่มนั้น “ท่านทั้งหลายต้องการซื้อบ้านใช่หรือไม่?”


คนพวกนั้นเมื่อเห็นนางเดินมา สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที แสดงความอึดอัดและลำบากใจ “ชะ…ใช่แล้ว แต่เงินในมือพวกเขามีไม่มาก...”


“ไม่เป็นไร”


จู้เจียงเจียงพูดตัดบทคนผู้นั้นแล้วพูดต่อ “ถ้าหากท่านทั้งหลายสนใจละก็ ที่นี่เราสามารถให้ซื้อบ้านแบบสินเชื่อได้”


“สินเชื่อ?”


หลายคนมองหน้ากัน “มันหมายความว่าอย่างไร?”


“สินเชื่อก็คือการจ่ายเงินเป็นงวดๆ...” จู้เจียงเจียงนั่งลงตรงหน้าพวกเขา เริ่มอธิบายเกี่ยวกับการซื้อบ้านแบบแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ


นางได้แจ้งโจวเหลียงก่อนแล้ว ให้ที่ว่าการออกหนังสือเกี่ยวข้อง เพื่อใช้ควบคุมผู้ที่จะซื้อบ้านแบบสินเชื่อ รับประกันว่าพวกเขาจะจ่ายเงินตามเวลาที่กำหนด


ส่วนเงินที่ใช้ในส่วนของสินเชื่อนั้น มีนางเป็นคนออก นางก็เหมือนเป็นคนปล่อยกู้


แน่นอนว่าเรื่องที่นางเป็นคนปล่อยกู้ มีเพียงนางและโจวเหลียงเท่านั้นที่รู้ คนอื่นไม่รู้ว่านางเป็นคนออกเงิน พวกเขาจะนึกว่าเป็นที่ว่าการออก


มีที่ว่าการออกหน้าจึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ นางจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินคืน


ตอนที่ 303: บ้านเฟิ่งหวงหาเงินก้อนโต


“อ้อ...ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้ว!”


หลังฟังคำอธิบายการซื้อบ้านแบบสินเชื่อจากจู้เจียงเจียงจบ คนหนึ่งในนั้นก็แสดงท่าทางเข้าใจทันที


“ความหมายที่ท่านพูดก็คือ ที่ว่าการจะช่วยเราคุยกับคนปล่อยกู้ ยืมเงินให้พวกเราสามารถซื้อบ้านได้ เพียงแต่พวกเราต้องคืนเงินให้ที่ว่าการทุกๆเดือนใช่หรือไม่?”


“หา?”


คนที่อยู่รอบๆเพราะมีเงินไม่พอ หรือแม้กระทั่งคนที่สามารถซื้อบ้านได้ด้วยการใช้เงินทั้งหมดที่มี แต่ก็กลัวว่าหลังจากที่ซื้อบ้านแล้วชีวิตจะไม่มีความมั่นคง


พอได้ยินว่าสามารถยืนเงินที่ว่าการซื้อบ้านได้ ก็ทยอยเดินเข้ามาใกล้


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อยพูดเรื่องจริงหรือ?”


ได้ยินคนเรียกนางว่าหัวหน้าหมู่บ้านน้อย จู้เจียงเจียงก็รู้ว่าคนผู้นั้นต้องมาจากหมู่บ้านในเมืองเจียงหนานสักแห่งเป็นแน่


ดูจากเสื้อผ้าการแต่งกายของทั้งครอบครัว ยังมีกลิ่นหอมสับปะรดจางๆบนตัว นางก็มั่นใจว่าพวกเขาต้องมาจากหมู่บ้านเฉิงเจีย ยิ่งมองก็ยิ่งคุ้นตา


สับปะรดของหมู่บ้านเฉิงเจียเริ่มออกผลเข้าตลาดตั้งแต่ต้นฤดูร้อนปีก่อนแล้ว ผ่านการปลูกมาเกือบสองปี สภาพความเป็นอยู่ของหมู่บ้านเฉิงเจียก็ดีขึ้นเรื่อยๆ


ถ้าหาจ่ายแค่เงินมัดจำ พวกเขากัดฟันสักหน่อยก็ซื้อบ้านหลังหนึ่งได้แล้ว


“ลุงเฉิง เป็นเรื่องจริง จ่ายมัดจำหนึ่งในสามส่วนก็ซื้อบ้านหลังหนึ่งได้แล้ว” จู้เจียงเจียงไม่รู้ชื่อคนตรงหน้า แต่คนในหมู่บ้านเฉิงเจียทุกคนแซ่เฉิง เรียกลุงเฉิงคงไม่ผิด


ชายคนนั้นได้ยินนางเรียกลุงเฉิง ความเชื่อใจที่มีต่อนางก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน


ใช่แล้ว หมู่บ้านเฉิงเจียของพวกเขาเลือกที่จะเชื่อใจจู้เจียงเจียง ถึงได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างในวันนี้ เขาจะลองเชื่อนางอีกสักครั้ง!


“ดี!”


ชายคนนั้นหันไปมองภรรยา ลูกชายและลูกสาวของตัวเอง ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญ “งั้นพวกเราก็ซื้อบ้านอิฐสีน้ำเงินสักหลัง ถือเอาไว้ใช้ตอนพวกเด็กๆแต่งงานแล้วกัน”


บ้านอิฐสีน้ำเงินนั้น พวกเขาทั้งครอบครัวเพิ่งไปดูมาเมื่อครู่ ถึงแม้จะไม่มีลานบ้านเดี่ยว แต่ก็เป็นบ้านหลังใหญ่ทีเดียว ตามที่คนแนะนำเมื่อครู่บอก หลังเล็กสุดก็มีสามห้องนอนสองห้องรับแขกแล้ว


ครอบครัวของพวกเขามีเจ็ดคน จึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังที่มีสี่ห้องนอนสองห้องรับแขก


คนแก่ยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ถ้ามีเวลาว่างก็มาพักที่นี่สักสองสามวัน บ้านนี้ก็ให้พวกลูกๆอยู่


“ถ้าพวกเรามาอยู่ที่นี่ ไม่แน่ว่าลูกสาวสองคนของเรา ยังสามารถหาคนดีๆได้ ถึงตอนนั้นครอบครัวเราก็จะได้อยู่ใกล้กัน”


ตอนครอบครัวนี้กำลังใคร่ครวญวางแผนอยู่ ก็ไม่คิดจะเลี่ยงคนนอกเลยแม้แต่น้อย และจู้เจียงเจียงก็ได้ยินอย่างชัดเจน


ตอนที่พวกเขาพูดว่าบ้านนี้ให้ลูกชายอยู่ แต่ไม่พูดถึงลูกสาวในบ้านสักนิด ในใจจู้เจียงเจียงก็รู้สึกปวดร้าวมาก


แต่นี่ก็คือความจริงในตอนนี้ นางไม่มีพลังปรับเปลี่ยน ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนได้ก็เป็นอะไรที่ยากลำบากมาก


“จริงด้วย คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนเป็นคนมีเงิน...” มีคนพูดประโยคหนึ่งออกมาเสียงเบา


ประโยคนี้สะท้อน ‘ความจริง’ ในใจคนส่วนใหญ่ที่นี่ออกมา


มันเหมือนจู่ๆ มีหินก้อนหนึ่งตกลงบนผิวทะเลสาบที่เงียบสงบ กระตุ้นให้เกิดคลื่นน้ำเป็นชั้นๆกระเพื่อม และสะท้อนความคิดของทุกคน


“แม่นาง พาข้าไปดูบ้านที่นี่สักหน่อยเถิด”


คนที่ลังเล กังวลใจ และตัดสินใจไม่ลง ล้วนแต่ร้องขอที่จะไปดูบ้าน ทำให้จุดที่ตั้งสำนักงานขายคึกคักขึ้นมาทันที


จู้เจียงเจียงไม่อยากยอมรับเลยว่า จุดประสงค์ที่พวกเขาซื้อบ้านไม่ใช่สิ่งที่นางอยากเห็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าบ้านของนางขายออกไปได้ไม่น้อย


ตลอดทั้งวันนางแช่อยู่แต่ในสำนักงานขาย


หมดไปหนึ่งวัน บ้านอิฐสีน้ำเงินก็ขายไปได้เกือบครึ่ง และบ้านไม้เดี่ยวด้านบนก็ขายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อย


เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมธุรกิจใหญ่ขนาดนี้ เหวินอวู่ซวงจึงดูเคร่งเครียดมาก


ความเคร่งเครียดของเขาไม่ใช่เพราะขายได้น้อยเกินไป แต่เพราะมันมากเกินไปแล้ว!


เงินรายได้ของจู้เจียงเจียงหนึ่งวัน ยังมากกว่ารายได้ของตระกูลเหวินในหนึ่งปีเสียอีก!


ตอนมาเขายังรู้สึก ก็แค่ชนบท ถึงจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไรก็สู้ในตัวเมืองไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาถูกความจริงตบหน้าอย่างจัง


“แม่นางจู้ ท่านจะไม่จ้างคนคุ้มกันสักสองสามคนมาเฝ้าเงินทองพวกนี้จริงๆหรือ?”


ตอนเหวินอวู่ซวงทำบัญชี เขารู้สึกตกใจมาก อารมณ์ของเขาสลับไปมาระหว่างตกใจ ไม่อยากจะเชื่อ นิ่งอึ้ง สุดท้ายคือตื่นเต้น จนเขาใกล้จะเป็นบ้าแล้ว


เขาเป็นลูกพ่อค้ามาตั้งแต่เกิด เคยเห็นเงินทองมามากมาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจกับเงินหลายหีบใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้า แล้วบอกกับเขาว่านี่คือเงินที่พวกเขาหาได้ในหนึ่งวันจริงๆ


เมื่อเทียบกับจู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นแล้ว ทั้งสองดูนิ่งกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด


พวกนางรู้ดีว่าเพื่อสร้างชุมชนใหม่นี้ บัญชีของจู้เจียงเจียงหมดเงินไปเท่าไร เงินเหล่านั้นแทบจะเป็นทั้งหมดของนางแล้ว


หากเงินแค่นี้ยังหากลับมาไม่ได้ งั้นนางก็ล้มเหลวเกินไปแล้ว


“ไม่ต้องหรอก เงินนี้จดเข้าบัญชีหรือยัง? ถ้าเข้าบัญชีแล้ว ก็หาคนขับรถคนหนึ่งมาลากเงินไปไว้บ้านใหม่ของข้า คืนนี้ข้าจะพักอยู่ที่นี่” จู้เจียงเจียงใช้น้ำเสียงพูดปกติราวกับเรื่องธรรมดา


จะมีสถานที่ไหนปลอดภัยไปกว่าในช่องว่างมิติของนางอีก?


“...” เหวินอวู่ซวงรู้สึกเหมือนโดนโจมตี


เขาเป็นห่วงนางขนาดนี้ แต่นางกลับทำท่าทางไม่แยแส หรือว่าคนที่ทำธุรกิจใหญ่ๆ ตัวจริงเขาจะไม่สะทกสะท้านแบบนี้?


เขาควรให้บิดามารดาของเขามาดูกันจริงๆ ว่าหัวหน้าที่เขาเลือกมานั้นเก่งกาจแค่ไหน


ทำบัญชีวันนี้เสร็จฟ้าก็มืดแล้ว


ในชุมชนใหม่บ้านเฟิ่งหวง ไฟตรงถนนเพิ่งแขวน


ตอนจู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นเดินไปยังบ้านเดี่ยวบนเนินเขา ก็พบกับคนงานที่กำลังใช้ไม้ยาวสอยโคมไฟลงมา หลังจากจุดเทียนด้านในแล้วก็แขวนกลับขึ้นไป


คนย้ายเข้ามาอยู่ยังมีไม่มาก มีเพียงไม่กี่หลังที่แขวนโคมไฟประดับหน้าบ้านตัวเอง 


หนึ่งในนั้นก็คือบ้านตระกูลจู


ตอนเดินผ่านหน้าบ้านจูชิงหรานและหมิงเหยา คนตระกูลหมิงที่นั่งชมดาวชมจันทร์อยู่ใต้ต้นไม้ในลานบ้านก็เรียกนางไว้


“แม่นางจู้ วันนี้เจ้าก็พักอยู่ที่นี่หรือ?”


คนที่พูดคือหมิงฮูหยิน มารดาของสองพี่น้องตระกูลหมิง


นางยังไม่กลับหรือ?


จู้เจียงเจียงหันกลับมา หมุนเท้าก้าวขึ้นบันไดของบ้านตระกูลจูไป


เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ในลานบ้าน ยังมีคนที่นั่งดื่มชาอยู่ในบ้าน นางถึงรู้ ไม่เพียงแค่หมิงฮูหยินเท่านั้นที่ยังไม่กลับ แต่คนตระกูลหมิงยังไม่มีใครกลับเลย


“ท่านผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่า พวกท่านอยู่ด้วยหรือ?”


จู้เจียงเจียงทักทายเรียบง่าย ไม่คิดจะนั่งลง “เป็นอย่างไรบ้าง อยู่บ้านเฟิ่งหวงชินไหม?”


พูดถึงเรื่องนี้ ท่าทางของคนตระกูลหมิงต่างจากตอนเพิ่งมาถึงอย่างสิ้นเชิง ท่าทางเปลี่ยนไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศา เอ่ยชมบ้านเฟิ่งหวงไม่หยุดปาก


“โอ๊ย ที่นี่ดีมากจริงๆ เงียบสงบ เย็นสบาย ยังมีผลไม้อร่อยๆให้กินมากมาย ข้าไม่อยากกลับแล้ว”


หายากที่ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจะไม่รักษาท่าทีของสตรีในตระกูลใหญ่ ทำตัวเหมือนคนแก่ทั่วไปยามพูดคุยกับเพื่อนบ้าน


จากท่าทางที่กระตือรือร้นและรอยยิ้มของนาง เห็นได้ชัดว่านางชอบที่นี่มากจริงๆ


“ฮูหยินผู้เฒ่าชอบก็ดีแล้ว” จู้เจียงเจียงยิ้มตอบ


หมิงเหยารินน้ำชาถ้วยหนึ่งให้จู้เจียงเจียงนานแล้ว แต่เห็นนางไม่ยอมนั่งลง จึงพูดขึ้นว่า “อาจารย์จู้ ดึกขนาดนี้แล้วยังมีเรื่องต้องไปทำหรือ?”


“เปล่า เพียงแต่เสี่ยวอวี๋ยังรอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าต้องกลับไปแล้ว”


จู้เจียงเจียงหันไปมองทิศทางบ้านของตัวเองแวบหนึ่ง เซินหมิ่นก็ยังรออยู่ที่ข้างถนนด้านล่าง นางจึงไม่นั่งลง


“งั้นก็ต้องรีบกลับ เสี่ยวอวี๋ยังเด็ก อย่าทิ้งนางอยู่บ้านลำพัง” หมิงเหยาพูดพลางเดินไปข้างหน้าสองก้าว เหมือนกำลังจะไปส่งจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงก็ไม่เกรงใจ หลังจากพยักหน้าให้คนตระกูลหมิงก็หมุนตัวจากไป


มองด้านหลังนางจากไป คนตระกูลหมิงก็อดทอดถอนใจไม่ได้ “แม่นางคนนี้ไม่ง่ายเลย สามีก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน ตัวเองต้องดูแลน้องสามี ยังต้องประกอบธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ”


หลังจากจู้เจียงเจียงออกมาจากบ้านตระกูลจู นางก็ไปส่งเซินหมิ่นกลับบ้าน


ตระกูลเซินก็เหมือนคนตระกูลหมิง วันนี้ปิดร้านมา กลางคืนไม่กลับ พักอยู่ที่นี่เลย


ตอนที่ 304: ดอกฝ้ายของแคว้นเสี่ยวซีส่งมาถึงแล้ว


วันรุ่งขึ้น


หลังคนตระกูลหมิงค้างแรมอยู่บ้านเฟิ่งหวงมาหนึ่งคืน และได้สัมผัสกับสายลมเย็นสบายบนภูเขาในหน้าร้อน วันนี้เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นส่องแสงเจิดจ้า อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็ยิ่งไม่อยากกลับ


ผลของการไม่อยากกลับก็คือ…


“แม่นางจู้ บ้านที่ว่างบนเขายังมีอีกกี่หลัง? ท่านย่าข้าอยากจะซื้อสักหลังไว้อยู่ชั่วคราว” หมิงจี่พาฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเดินมาถึงสำนักงานขาย


สำนักงานขายในวันนี้คึกคักกว่าเมื่อวานมาก พวกที่จองบ้านเมื่อวาน วันนี้ก็นำเงินมาจ่าย ทั้งยังถือโอกาสพาญาติพี่น้องมาด้วย


ผ่านการพูดปากต่อปากเมื่อวาน วันนี้จู้เจียงเจียงถือว่าไม่ต้องเสียแรงประชาสัมพันธ์เองแล้ว ทุกคนต่างรีบมาจ่ายเงินให้นาง


“คุณชาย หลีกทางหน่อย”


หมิงจี่ยังไม่ทันได้ยินคำตอบจากจู้เจียงเจียง ก็ถูกกลุ่มคนที่เดินมาผลักออก


เป็นพวกคนที่เคยมาเมื่อวานนี้ หลังจากถามเรื่องซื้อบ้านแบบสินเชื่อ พวกเขาก็กลับบ้านไปเอาเงินมา


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย จ่ายเงินซื้อบ้านที่ไหน? พวกเราเตรียมเงินมาแล้ว”


จู้เจียงเจียงรู้ว่าวันนี้จะมีฉากแบบนี้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว


“สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านแบบสินเชื่อ โปรดนำเอกสารไปต่อแถวหน้าบ้านหลังเล็กๆ ด้านหน้าที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ จ่ายเงินทางนั้น” นางชี้ไปที่ประตูบ้านหลังหนึ่ง


ด้านในนั้นมีเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการที่โจวเหลียงส่งมาเพื่อออกหนังสือและประทับตรา เหวินอวู่ซวงก็อยู่ด้านในนั้นด้วย


เมื่อพวกชาวบ้านไปต่อแถวแล้ว ในที่สุดหมิงจี่ก็เบียดเข้ามาได้


“คุณชายหมิง เป็นอย่างไรบ้าง ถูกใจบ้านหลังไหน?” จู้เจียงเจียงยุ่งจนเหงื่อซึม พาคนทั้งสองไปที่แผนผังจำลองบ้านที่ทำด้วยทราย


ในรายชื่อบ้านที่อยู่อาศัย ถูกขีดฆ่าบ้านไปหลายหลัง นางเอาที่เหลือเรียงกันง่ายๆ แล้วชี้ให้ทั้งสองดู


“แม่นาง ธุรกิจไม่เลวเลย สามารถขายบ้านเหมือนผลิตภัณฑ์หนึ่ง ใต้หล้านี้ก็มีแค่เจ้าแล้ว” หมิงจี่พูดหยอกล้อ ในน้ำเสียงซ่อนความชื่นชมไว้ไม่มิด


จู้เจียงเจียงเพียงแค่ยิ้มไม่ได้ตอบกลับใดๆ


ใช่แล้ว ในยุคนี้เองบ้านยังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสินค้ามาก่อน แต่หากในอีกพันปีข้างหน้า บ้านก็คือสินค้าบริโภคอุปโภคหลักที่จำเป็น


“ท่านย่า พวกเราซื้อบ้านที่อยู่ใกล้น้องหญิงหน่อยดีไหมขอรับ?” หมิงจี่พูดเสนอ


“ดีเลย เหยาเอ๋อร์ใกล้จะคลอดแล้ว พวกเราอยู่ใกล้หน่อย วันหลังจะได้ไปเยี่ยมนางบ่อยๆ”


เมื่อนึกถึงว่าตัวเองจะมีหลานตัวน้อยๆในเร็ววันนี้ คนแก่ก็ดีใจฟังอะไรก็เข้าหู ดังนั้นจึงเริ่มเลือกกับหมิงจี่อย่างมีความสุข


ในฐานะที่จู้เจียงเจียงเป็นเพื่อนที่ดีของตระกูลหมิง จึงอยู่คอยดูแลทั้งสองคนตลอดงาน


หลังจากดูแผนผังจำลองทรายและเลือกไว้หลายที่ในสำนักงานขายเรียบร้อยแล้ว จู้เจียงเจียงก็พาพวกเขาทั้งสองไปยังภูเขาด้านหลัง เพื่อดูบ้านที่เลือกไว้แต่ละหลัง


ยุ่งมาตลอดทั้งช่วงเช้า ตระกูลหมิงก็ซื้อบ้านไปสองหลัง


ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงซื้อบ้านไว้พักชั่วคราวหลังหนึ่ง หมิงจี่ก็ซื้ออีกหลังหนึ่ง บอกว่าป้องกันเผื่อปีหน้าตัวเองสอบขุนนางไม่ติดอีก ตอนถูกตระกูลหมิงไล่ออกมาก็จะได้มีที่พักอาศัย


วันที่สามของการเปิดขายบ้านเฟิ่งหวง คนซื้อบ้าน คนย้ายบ้าน และคนที่มามุงดูความสนุก เยอะจนเกือบทำให้บ้านเฟิ่งหวงแออัด


และในวันนี้เอง ชื่อเสียงของบ้านเฟิ่งหวงก็โด่งดังไปทั่ว


ไม่เพียงแค่คนในเมืองเจียงหนานเท่านั้น ผู้คนจากเมืองต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงก็มาดูความคึกคักนี้ด้วย


หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแห่งนี้ก็กลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง และยังส่งเสริมการขับเคลื่อนธุรกิจในหมู่บ้านให้พัฒนา


ตอนนี้ทั้งราชวงศ์ต้าหลี่ ไม่มีใครไม่รู้จักเมืองเจียงหนาน และไม่มีใครไม่รู้ว่าในเมืองเจียงหนานยังมีบ้านเฟิ่งหวงและหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


เพราะนี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ต้าหลี่ ที่ชนบทเจริญรุ่งเรืองกว่าในตัวเมือง


ตอนการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงใกล้มาถึง ทหารที่พักอยู่ในทุ่งดอกไม้ไม่อยู่แล้ว จู้เจียงเจียงจึงต้องการคนช่วยเก็บเกี่ยวข้าวในไร่นา


ดังนั้นนางจึงให้เหวินอวู่ซวงติดประกาศรับสมัครแรงงานที่หน้าประตูทางเข้าบ้านเฟิ่งหวง


“แม่นางจู้จะรับคนเก็บเกี่ยวข้าวหรือ? หนึ่งวันจ่ายสี่สิบเหวิน!”


เห็นเงินค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงปกติ พวกที่ซื้อบ้านแบบสินเชื่อและกลัวว่าตัวเองคืนเงินไม่ได้ เมื่อเห็นประกาศก็หมุนตัวตรงไปสมัครทันที


“อยู่ที่นี่ดีจริงๆ บ้านใหม่และสวย เพื่อนบ้านทุกคนสุภาพและเป็นมิตร ทั้งยังหาเงินได้อีกต่างหาก ชาตินี้ก็พอใจแล้ว”


“นั่นน่ะสิ พวกเจ้าสังเกตไหม ช่วงนี้ชุมชนใหม่ของพวกเขามีคนเร่มาขายของเยอะแยะมากมาย ด้านนอกประตูใหญ่กลายเป็นตลาดไปแล้ว”


“ตลาดไหนจะสู้เชาซื่อในชุมชนของพวกเราได้ แม่นางจู้จัดหาผักสดใหม่ให้พวกเราทุกวัน สดใหม่กว่าซื้อตลาดเยอะเลย”


“…”


เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว บ้านที่เก็บเกี่ยวได้เร็วก็ไม่มีอะไรให้ทำในไร่นาอีกแล้ว ทำให้มีผู้คนย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ


เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเล็กน้อย ผู้คนก็จะชอบมารวมตัวกันคุยเรื่องสัพเพเหระ


ในช่วงเย็น สวนดอกไม้ของชุมชนใหม่จะมีการจัดกิจกรรมเต้นกว๋างฉางอู่ ชีวิตในชุมชนใหม่กำลังเดินเข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องอย่างช้าๆ


“ทุกท่าน เรียนถามว่าบ้านของแม่นางจู้อยู่หลังไหน?”


ใบหน้าที่คุ้นเคยหนึ่ง ปรากฏขึ้นในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง


แต่เพราะคนที่ย้ายมาอยู่ชุมชนใหม่ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนในเมืองหรือคนต่างถิ่น จึงเป็นเรื่องปกติที่จะไม่รู้จักคนตรงหน้า


“คุณชาย ฟังจากสำเนียงแล้วไม่น่าใช่คนท้องถิ่นใช่หรือไม่ มาหาแม่นางเพื่อซื้อบ้านเหมือนกันหรือ?” ป้าคนหนึ่งพูดคุยกับผู้ชายตรงหน้าอย่างกระตือรือร้น


สวี่กู้ยังคงรักษาท่าทีที่เป็นมิตรเหมือนคนธรรมดาทั่วไป นั่งลงพูดคุยกับนาง “ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าที่นี่ของแม่นางจู้ยังมีบ้านขายอีกหรือไม่”


จู้เจียงเจียงเพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ไม่ถึงสองเดือน สวี่กู้ก็มาแล้ว


เขามาเพราะแคว้นเสี่ยวซีเก็บเกี่ยวดอกฝ้ายเรียบร้อยแล้ว เขาจึงนำฝ้ายมาส่ง


“คุณชายมาถูกที่แล้ว ที่นี่อยู่สบายมาก ท่านซื้อบ้านที่นี่ รับรองว่าท่านจะอยู่อย่างสบายและมีความสุข!”


ป้าคนนั้นเริ่มประชาสัมพันธ์ชุมชนของตัวเองอย่างสุดความสามารถ


สวี่กู้อดขำไม่ได้ แน่นอนว่าเขารู้ดีอยู่แล้วว่าการได้อยู่ที่นี่สบายแค่ไหน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รีบวิ่งแจ้นกลับมา


“ท่านป้า แล้วบ้านแม่นางจู้อยู่...”


เมื่อครู่เขาไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมา และพบกว่าจู้เจียงเจียงไม่อยู่ที่บ้านตระกูลเผยในหมู่บ้าน ไปถามคนที่โรงเตี๊ยมก็บอกว่านางไม่อยู่เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงมาที่นี่


บ้านเฟิ่งหวงตอนนี้กำลังเข้าอยู่ในช่วงที่ผู้คนย้ายเข้ามาอยู่มากที่สุด เหวินอวู่ซวงทำคนเดียวไม่ไหว จู้เจียงเจียงจึงมักจะมาช่วยที่นี่บ่อยๆ


ดังนั้นตอนนี้นางจึงอยู่ที่บ้านหลังใหม่ของนางจริงๆ


ตอนสวี่กู้เคาะประตู นางกำลังก้มหน้าจัดระเบียบข้อมูลของผู้ซื้อบ้านแบบสินเชื่อ และรายละเอียดการแบ่งจ่ายเป็นงวดของพวกเขาอยู่


สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นางต้องรวบรวมข้อมูลไว้ในสมุดบัญชีแยก เพราะนี่ถือเป็นธุรกิจที่ ‘เปิดเผยไม่ได้’ ของนาง ต้องแอบทำอย่างลับๆ


สวี่กู้เดินเข้ามาในบ้านโดยพลการ เดินหาในบ้านหนึ่งรอบจนพบจู้เจียงเจียงที่กำลังยุ่งอยู่กับหนังสือในห้องทำงาน ก่อนจะยิ้มแล้วทักทายนาง


“แม่นางจู้ ไม่เจอกันนาน”


จู้เจียงเจียงเมื่อได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นสวี่กู้ นางก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที พร้อมกันนั้นก็รีบปิดสมุดบัญชีที่อยู่บนโต๊ะและเก็บมันไปอย่างไม่มีพิรุธ


“องค์ชายสามสวี่ ทำไมเป็นท่านได้?!”


“ข้ามาส่งดอกฝ้ายให้ท่าน นี่ก็ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้วไม่ใช่หรือ ข้าไม่อยากถ่วงเวลาท่านหาเงิน” สวี่กู้พูดล้อเล่น “แต่ดูเหมือนว่าสองเดือนที่ผ่านมา ท่านจะหาเงินได้ไม่น้อยเลย”


ต้องยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เขาเห็นเพียงภาพวาด เขาจินตนาการไม่ออกว่าบ้านเฟิ่งหวงจะมีลักษณะเป็นอย่างไร


ตอนนี้ได้เห็นของจริงแล้ว เขารู้สึกประหลาดใจมาก


สถานที่แห่งนี้ราวกับธารดอกท้อในโลกมนุษย์!


ตอนที่ 305: ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้ว ท่านยังเป็นโรคลมแดดได้?


“ข้าหาเงินได้เยอะแค่ไหน ก็เทียบแคว้นเสี่ยวซีของพวกท่านที่มีเหมืองแร่ไม่ได้หรอก”


จู้เจียงเจียงรู้สึกดีใจมากที่ได้เจอสวี่กู้


เพราะในจดหมายของเผยจี้ เมื่อแร่เหล็กส่วนที่เพิ่มให้ของแคว้นเสี่ยวซีมาถึง แคว้นตงจ้าวก็ตกใจไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ความยุ่งเหยิงในชายแดนจึงหยุดลงทันที


เรื่องนี้ต้องขอบคุณความช่วยเหลือของแคว้นเสี่ยวซีอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่ใช่พวกเขายอมยื่นมือมาช่วยสนับสนุนเผยจี้อีกหนึ่งแรง เรื่องที่ชายแดนก็คงไม่สงบมั่นคงเร็วขนาดนี้


“ท่านเพิ่งมาถึงวันนี้หรือ? ดอกฝ้ายล่ะ?”


จู้เจียงเจียงมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เห็นมีใครตามหลังเขามา มีเพียงเขาคนเดียว


สวี่กู้เพิ่งมาถึงวันนี้ เขาเหนื่อยล้าจากการเดินทาง จึงหย่อนก้นนั่งลงในห้องรับแขกอย่างไม่เกรงใจ รินน้ำชาดื่มด้วยตัวเอง “ดอกฝ้ายอยู่ที่โรงงานยางของท่าน แม่นางเซินกำลังรับผิดชอบจัดสรรคนให้ขนสินค้าลงอยู่”


“กลับเป็นท่าน ทำไมไม่อยู่ในหมู่บ้าน วิ่งมาที่นี่ทำไม?” เขาดื่มชาเย็นสองถ้วยใหญ่ รู้สึกสบายขึ้นมาก


จู้เจียงเจียงดูสมุดบัญชีหลายเล่มจนตาลายนิดๆ จึงเดินไปนอกประตู มองไปที่สวนเล็กๆด้านล่าง ผ่อนคลายสายตาตัวเอง


สำหรับสวี่กู้ นางไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรมากมาย


“ข้าอยู่บ้านคนเดียว จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ข้ามีบ้านหลายหลังกันเล่า?” นางหันหน้ามาพร้อมรอยยิ้ม พิงรั้วกั้นและทำท่าโอ้อวด


อีกทั้งการโอ้อวดของนางก็เป็นเรื่องจริง ตั้งแต่ที่นางเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นางก็รู้สึกว่าตัวเองมีบ้านอยู่ทุกที่


หมู่บ้านเสี่ยวฮวง โฮมสเตย์ บ้านเฟิ่งหวง อยากพักอยู่ที่ไหนก็ได้ ใครใช้ให้ตอนนี้ในบ้านมีแค่นางคนเดียวล่ะ?


เมื่อพูดแบบนี้แล้ว นางกลับรู้สึกปวดใจนิดๆ


เมื่อเจอกับคำพูดโอ้อวดของนาง สวี่กู้ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนัก ถึงอย่างไรทั้งแคว้นเสี่ยวซีก็เป็นของบ้านเขา


ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ของที่ควรเป็นของเขา เขาก็จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไป


สวี่กู้ลุกขึ้น เดินไปด้านนอกและยืนเคียงไหล่กับนาง


เมื่อมองดูบ้านเฟิ่งหวงที่แปลกใหม่และพิเศษเกินบรรยายตรงหน้า เขาจึงพูดว่า “ในเมื่อท่านรู้สึกว่ามีบ้านเยอะเกินไป เช่นนั้นคำสัญญาเรื่องที่จะเก็บบ้านไว้ให้ข้าหนึ่งหลังก่อนหน้านี้ ควรบรรลุผลให้กลายเป็นจริงหรือยัง?”


จู้เจียงเจียงไม่ลืมเรื่องที่เคยรับปากเขา


นางหันกลับไปอีกครั้ง ชื่นชมชุมชนใหม่ที่นางเคยเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามเขาด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งล้อเล่น “ท่านชอบที่นี่ไหม?”


นางยังรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจริงเท่าไร


มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง อยู่ๆก็ข้ามมิติมายังราชวงศ์หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง เหลือเชื่อมากจริงๆ


สวี่กู้ก็จริงจังขึ้นมา เขาพยายามค้นหาคำในสมอง สุดท้ายก็พบคำที่อาจจะใช้บรรยายความรู้สึกที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้


“ที่นี่ มันให้ความรู้สึกเหมือนอนาคต”


หลังจากพูดจบ เขาก็รู้สึกว่าคำอธิบายของเขายังไม่ครอบคลุมพอ จึงเสริมอีกว่า “ความหมายของข้าคือ บ้านของท่านที่นี่เหมือนไม่ควรปรากฏอยู่ในตอนนี้ มันดูเหมือนเป็นสิ่งที่ควรจะมีอยู่ในอนาคตมากกว่า”


เห็นท่าทางที่เขาพยายามอธิบายให้นางเข้าใจ จู้เจียงเจียงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา


“ข้าเข้าใจความหมายของท่าน ความรู้สึกก้าวหน้าล้ำสมัย ความรู้สึกของอนาคต ไซเบอร์พังก์อะไรพวกนั้นใช่ไหม” นางตบไหล่เรียกเขา “ไปเถอะ ข้าจะพาท่านไปดูบ้านที่เหลือ ตามสัญญาที่บอกว่าจะยกให้ท่านหนึ่งหลัง”


“ความรู้สึกของอนาคตน่ะถูกแล้ว แต่อะไรคือไซเบอร์…” คำที่ออกเสียงยากนี้ ทำให้สวี่กู้ลืมว่าต้องพูดอย่างไรไปในทันที


“ไม่มีอะไร ไปดูบ้านกันเถอะ”


จู้เจียงเจียงไม่อยากอธิบายและไม่รู้จะอธิบายอย่างไร นางจึงพาเขาออกไปเดินเล่นในชุมชน


บ้านเฟิ่งครอบคลุมพื้นที่ตีนเขาสองลูกกว่า และสวนผลไม้หลังเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเฟิ่งหวงด้วย


ทั้งสองเดินสำรวจจากทางใต้ไปทางเหนือ เพียงแค่ดูบ้านก็ทำให้ทั้งคู่เหนื่อยหอบแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปยังหลังเขา


“ในที่สุดข้าก็รู้ว่าทำไมท่านต้องสร้างถนนและสร้างคอกม้าที่นี่ เดินเท้าแบบนี้ไกลมากจริงๆ” สวี่กู้โบกมืออย่างเหนื่อยล้า ถือโอกาสนั่งลงบนเก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง


ก่อนหน้านี้ เขาเคยมองบ้านเฟิ่งหวงนี้เป็นเพียงคฤหาสน์ของชนชั้นสูง ไม่ว่าสถานที่จะใหญ่แค่ไหน เขาก็เคยพักมาหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเห็นที่นี่อยู่ในสายตา


แต่พอได้มาเดินสำรวจจริงๆ ที่นี่กว้างขวางใหญ่โตมาก


จู้เจียงเจียงเห็นว่าฟ้าใกล้มืดแล้ว จึงไม่ได้บังคับเขาให้ไปดูบ้านต่อ “องค์ชายสามสวี่ วันนี้ก็เย็นแล้ว ท่านไปพักที่หมินซูู่สักสองสามวันเถอะ”


“แล้วท่านไม่กลับไปหรือ?” สวี่กู้ยังคิดจะฝากท้องกับนางสักมื้อ


“ในมือข้ายังมีงานค้างอยู่นิดหน่อย พรุ่งนี้ค่อยไปดูในโรงงาน”


พูดจบ จู้เจียงเจียงก็ไม่คิดจะคุยกับเขาต่ออีก “ท่านกลับไปก่อนเถอะ ข้าจะไปเอากุ้งสองสามตัวในเชาซื่อกลับไปต้มบะหมี่”


“เชาซื่อ!”


สวี่กู้ตาเป็นประกาย เมื่อครู่ตอนดูบ้านก็ได้ยินนางพูดถึงร้านค้าขนาดใหญ่ที่นี่ ด้านในมีของทุกอย่าง เขารู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก “ข้าก็จะไปดูด้วย”


“แล้วแต่ท่านเถอะ”


เนื่องจากทั้งคู่อยู่ใกล้เชาซื่อพอดี และเขาก็เป็นชายหนุ่มร่างโตที่มีวรยุทธ์คนหนึ่ง กลับดึกแค่ไหนก็ได้ จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้ปฏิเสธที่เขาจะไปด้วย


เพียงแต่นางเพิ่งถึงหน้าประตูเชาซื่อ ก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรจากโรงหมอตระกูลซิวที่อยู่ข้างๆ ลอยเข้ามาในจมูก


จู้เจียงเจียงเหมือนจะวิงเวียน ในกระเพาะปั่นป่วน นางรีบหันหลังวิ่งหนีไปทันที


นางทนกลิ่นยาสมุนไพรนี้ไม่ได้


“แม่นางจู้ ท่านเป็นอะไรไป?” สวี่กู้ก้าวเท้าใหญ่ตามนางมา


เขาไม่เข้าใจ ทำไมจู่ๆนางถึงวิ่งหนีไปแบบนั้น หรือว่ากลัวเขาจะใช้เงินของนางซื้อของ?


จู้เจียงเจียงวิ่งห่างจากโรงหมอมาไกล หลังจากไม่ได้กลิ่นยาสมุนไพรแล้ว นางก็รู้สึกดีขึ้นมาก “ข้าไม่เป็นอะไร แค่ได้กลิ่นยาสมุนไพรในโรงหมอแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบาย”


เซินหมิ่นเพิ่งทำงานเสร็จและกำลังเดินกลับบ้าน ตอนผ่านเชาซื่อ ก็เห็นจู้เจียงเจียงวิ่งออกจากประตูเชาซื่อด้วยท่าทางที่ทรมานมาก


นางรีบวิ่งไปหาและประคองจู้เจียงเจียงไว้ พร้อมกับถามด้วยความเป็นห่วง “พี่หญิงจู้ พี่เป็นอะไร? ไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ?”


“องค์ชายสามสวี่ พี่สาวข้าเป็นอะไรไป?” ไม่รอให้จู้เจียงเจียงพูด นางก็หันไปถามสวี่กู้


ท่าทางและน้ำเสียงนั้นเหมือนกำลังตำหนิสวี่กู้ที่ดูแลจู้เจียงเจียงไม่ดี


สวี่กู้แสดงออกว่าถูกปรักปรำ “แม่นางเซิน ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย ข้าถูกปรักปรำ ตั้งแต่เจอแม่นางจู้ ข้าก็ไม่เคยแตะต้องนางเลย และไม่ได้ให้นางกินของอะไรใดๆ”


“ไม่เกี่ยวกับองค์ชายสามสวี่หรอก”


จู้เจียงเจียงสูดหายใจเข้าลึกๆหลายครั้ง พยายามควบคุมความปั่นป่วนในกระเพาะ “คงเพราะข้าตากแดดนาน เป็นลมแดดกระมัง”


เป็นลมแดดก็จะเวียนหัว คลื่นไส้ ไร้เรี่ยวแรง


“เป็นลมแดดหรือ?”


เซินหมิ่นและสวี่กู้เงยหน้ามองแสงอาทิตย์สีแดงก่ำที่ขอบฟ้าพร้อมกัน แล้วขมวดคิ้ว


“พี่หญิงจู้ ตอนนี้เดือนสิบเอ็ดแล้ว ปลายฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ท่านจะเป็นลมแดดได้อย่างไร?”


อากาศเย็นแบบนี้ แสงแดดก็ไม่แรงเท่าแต่ก่อน เดินเล่นใต้แสงแดดครึ่งวันก็ไม่ค่อยมีเหงื่อ จะเป็นลมแดดได้อย่างไร?


“พูดแบบนี้ก็เหมือนจะจริง” จู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่าคำอธิบายเรื่องเป็นลมแดดมันฟังไม่ขึ้นเหมือนกัน “โอ๊ย ถึงอย่างไรข้าก็ไม่เป็นอะไรแล้ว อาจเพราะวันนี้ไม่ได้กินข้าว ท้องเลยประท้วงก็ได้”


นางทำเป็นไม่ใส่ใจ นางรู้อยู่แก่ใจว่าร่างกายของตัวเองเป็นอย่างไร


ร่างกายไม่ได้เจ็บปวดอะไร และช่วงนี้ก็กินได้นอนหลับดี ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ


แต่เซินหมิ่นกลับไม่ผ่อนคลายเหมือนนาง


ช่วงนี้จู้เจียงเจียงเหน็ดเหนื่อยเกินไป เพราะเรื่องของบ้านเฟิ่งหวง ทั้งวันไม่หยุดพัก อีกทั้งจู้เจียงเจียงไม่เหมือนนาง ที่ข้างกายยังมีพี่ชายสี่คนและบิดามารดาคอยห่วงใยใส่ใจดูแล


จู้เจียงเจียงมีแค่ตัวเองลำพัง


หากนางไม่ใส่ใจเป็นห่วงอีก ก็ไม่มีใครมาสนใจสุขภาพจู้เจียงเจียงแล้ว


“ไม่ได้ พี่หญิงจู้ พี่ต้องไปโรงหมอกับข้า ข้าจะให้หมอเทวดาซิวพูดว่าพี่ไม่เป็นไรก่อน ข้าถึงจะสบายใจ” โรงหมอก็อยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าอย่างไรเซินหมิ่นก็จะลากนางไปตรวจ


ตอนที่ 306: ชีพจรตั้งครรภ์


จู้เจียงเจียงขัดเซินหมิ่นไม่ได้ บวกกับสวี่กู้ที่อยากยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์จึงช่วยเสริมอยู่ข้าง ๆ นางทำได้แค่เดินไปโรงหมอกับทั้งสองคน


“ไม่ไหว!”


อยู่ห่างจากโรงหมออีกแค่ไม่กี่ก้าว จู้เจียงเจียงก็ได้กลิ่นยาอีกแล้ว


นางจึงวิ่งหนีไปอีกครั้ง


สวี่กู้มองเซินหมิ่นแล้วแบมือทั้งสองข้างออก “เจ้าดู ข้าบอกแล้วว่าไม่เกี่ยวกับข้า”


เซินหมิ่นขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม มองโรงหมอแล้วก็มองสวี่กู้ จากนั้นก็วิ่งตามจู้เจียงเจียงไป


“พี่หญิงจู้ พี่เจ็บตรงไหนกันแน่?”


“ไม่ใช่ ข้าได้กลิ่นยาของโรงหมอก็รู้สึกอยากอาเจียน”


จู้เจียงเจียงอ้าปากสูดอากาศสดชื่นของสวนดอกไม้ แล้วบ่นว่า “ไม่รู้หมอเทวดาซิวกำลังทำยาแปลกประหลาดอะไร ทำไมเหม็นขนาดนี้ พวกเจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือ?”


“หา?”


สวี่กู้ไม่เห็นด้วยกับที่นางพูด “กลิ่นยาในโรงหมอ คือยารักษาไข้หวัดซางหานธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่กลิ่นยาแปลกประหลาดอะไร”


ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว ในโรงหมอจำเป็นต้องเตรียมยารักษาไข้หวัดซางหานไว้ตลอด


สวี่กู้อยู่แคว้นเสี่ยวซีมาโดยตลอด ตอนหน้าหนาวจะหนาวเย็นกว่าราชวงศ์ต้าหลี่มาก ยาชนิดนี้เขาต้องดื่มทุกปี ดังนั้นจึงคุ้นเคยเป็นที่สุด


“จริงหรือ?”


จู้เจียงเจียงก็มึนงง “งั้นทำไมข้า...”


“ช่างมัน ไม่ต้องสนใจ เรียกหมอเทวดาซิวมาตรวจดูก็รู้แล้ว!” นิสัยใจร้อนของเซินหมิ่นในตอนนี้แสดงออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ “พี่หญิงจู้รอที่นี่ ข้าจะไปเรียกหมอเทวดาซิวมา”


นางพูดจบก็ก้าวเท้าวิ่งไป


จู้เจียงเจียงก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ จึงไม่ได้หนีไปไหน แต่หาเก้าอี้ยาวนั่งรอหมอเทวดาซิวอย่างเชื่อฟัง


ข้อดีของการที่หมอเทวดาซิวย้ายมาอยู่ที่บ้านเฟิ่งหวงก็คือ เมื่อมีอาการปวดเล็กน้อยก็เรียกเขามาตรวจชีพจรได้เลย


“ชีพจรแบบนี้...”


มือของหมอเทวดาซิวเพิ่งวางลงไป เขาก็วินิจฉัยออกมาแล้ว แต่ยังไม่กล้ามั่นใจนัก


ปล่อยออกแล้วจับใหม่ ครั้งนี้ถึงกล้ามั่นใจ “ที่ผ่านมาข้าแค่สนใจแต่โรคหายาก วันหลังหากเป็นเรื่องเล็กแบบนี้ แม่นางเซินไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนี้ก็ได้”


หมอเทวดาซิวปิดกระเป๋ายาของตัวเองอย่างใจเย็น ไม่จำเป็นต้องใช้เลย แล้วก็พูดออกมาเบาๆสองคำ “ตั้งครรภ์”


“หา?”


อีกสามคนที่อยู่ที่นี่เปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน ใบหน้าตื่นตกใจ


“อายุครรภ์เดือนครึ่งถึงสองเดือนได้ ยังเร็วเกินไปไม่อาจคำนวณอย่างแม่นยำได้” หมอเทวดาซิวพูดทิ้งท้าย แล้วลุกขึ้นเดินออกไปอย่างหัวเสีย


เหอะ! หากไม่ใช่อยู่ที่นี่ทั้งสะดวกสบาย เขาก็ไม่อยากจะย้ายมาหรอก


หลายวันมานี้ ตรวจแต่โรคเล็กๆน้อยๆ เป็นหมอเทวดานับวันยิ่งน่าเบื่อจริงๆ...


“เมื่อครู่ตาแก่นั่นพูดว่าอะไรนะ?” จู้เจียงเจียงหันหน้าไปอย่างแข็งทื่อ จากนั้นก็ตะโกนด่าตามหลังหมอเทวดาซิวไป “ตาแก่! ตรวจโรคประสาอะไร บอกว่าใครตั้งครรภ์ฮะ!”


“...ท่าน” สวี่กู้ยื่นนิ้วหนึ่งออกมาชี้ตัวนาง


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนถูกตรวจว่าตั้งครรภ์ แล้วปฏิกิริยาแรกคือด่าหมอ


หรือนางจะไม่ดีใจ?


จู้เจียงเจียงดีใจหรือไม่ไม่รู้ แต่เซินหมิ่นดีใจสุดๆ


“พี่หญิงจู้ได้ยินไหม? ท่านตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์แล้ว!” นางจับหัวไหล่ทั้งสองของจู้เจียงเจียง ดีใจจนเกือบกระโดดขึ้นมา


ปฏิกิริยานี้ เดิมควรเป็นปฏิกิริยาของคนเป็นพ่อเด็กกระมัง? ถูกเซินหมิ่นทำไปหมดแล้ว


“อ้อ”


จู้เจียงเจียงยืนเอ๋ออยู่นาน ถึงพูดออกคำหนึ่ง “อ้อ” ปฏิกิริยานี้ทำให้สวี่กู้และเซินหมิ่นทำตัวไม่ถูก


“พี่หญิงจู้เป็นอะไรไป ไม่ดีใจหรือ?” จู่ๆ เซินหมิ่นก็เครียดขึ้นมา


หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างจู้เจียงเจียงและเผยจี้จะมีปัญหา?


จู้เจียงเจียงหัวเราะเบาๆ ลูบท้องของตัวเองที่ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ เอียงหน้าพูดอย่างสงสัย “อืม...เหมือนว่าจะดีใจนิดๆกระมัง?”


“...” เหมือน?


เซินหมิ่นไม่เข้าใจ


สวี่กู้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


พวกเขาไม่เข้าใจก็ไม่แปลก เพราะแม้แต่ตัวของจู้เจียงเจียงเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร


ตอนกลางคืน


จู้เจียงเจียงนอนหงายอยู่บนเตียง ดึกมากแล้วนางก็ยังนอนไม่หลับ เอาแต่คิดเรื่องตัวเองท้องอยู่ตลอดเวลา


นางรู้ว่าเพราะเผยจี้ถูกเรียกไปชายแดนกะทันหัน นางจึงกลัวว่าเขาจะไม่กลับมา ดังนั้นนางจึงมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง


เพียงแต่ไม่คิดว่าจะตั้งท้องจริงๆ


ตอนเผยจี้อยู่ เขาเคยแสดงออกเป็นนัยๆว่าเขาอยากมีลูก ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงมั่นใจว่าหากเขารู้เรื่องนี้ เขาจะต้องดีใจมากแน่นอน


แต่ทำไมนางถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้ล่ะ?


จู้เจียงเจียงก็ไม่เข้าใจตัวเอง


และไม่ต้องรอให้นางเข้าใจ เซินหมิ่นก็ช่วยนางนำเรื่องน่ายินดีนี้เผยแพร่ไปทั่วหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว


วันรุ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่จู้เจียงเจียงก้าวออกจากบ้านตัวเอง ตลอดทางเจอใคร ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักต่างก็พูดแสดงความยินดีกับนาง


“แม่นางจู้ ยินดียินดี”


“ฮูหยินเผย ได้ยินว่าท่านตั้งครรภ์แล้ว ยินดีด้วยนะ”


คนที่เรียกนางว่าฮูหยินเผย ส่วนใหญ่เป็นคนมาจากเมืองอื่น ความสัมพันธ์ค่อนข้างห่างเหิน รู้เพียงนางคือเจ้าของบ้านเฟิ่งหวง และเป็นฮูหยินแม่ทัพ


สำหรับเรื่องที่นางแต่งเข้าตระกูลเผยแล้วต้องเป็นม่ายก่อนค่อยมีสามี ไม่มีใครล่วงรู้


จู้เจียงเจียงก็แบบนี้ ฟังคำพูดยินดีไปตลอดทางจนถึงโรงงาน รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า


แต่ปรากฏว่าพอถึงโรงงาน คนงานในโรงงานยังคงไม่ยอมปล่อยนางไป ล้มรอบมาแสดงความยินดี แถมยังดูแลนางต่างๆนานา


“อุ๊ย แม่นาง ทำไมยังขี่ม้าอีก รีบลงมาพักผ่อนก่อน”


คนที่ทำรองเท้าและเสื้อกันฝนในโรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อีกทั้งเป็นผู้หญิงที่ผ่านการคลอดลูกมาแล้ว


เมื่อเห็นว่าจู้เจียงเจียงไม่ดูแลร่างกายของตัวเอง พวกนางจึงอดที่จะแสดงความคิดเห็นไม่ได้ “ดูสิ ไม่มีใครคอยดูแลที่บ้านจะไหวได้อย่างไร”


“เอาแบบนี้ไหม แม่สามีของข้าเพิ่งดูแลลูกสาวที่คลอดลูกเสร็จ นางมีประสบการณ์ ข้าให้แม่สามีมาปรนนิบัติแม่นางสักสองสามเดือนดีไหม?”


ผู้คนมากมายแย่งกันแสดงความคิดของตัวเองให้จู้เจียงเจียง


พวกนางเองคงไม่ทันสังเกตว่า สรรพนามที่เรียกขานจู้เจียงเจียงเปลี่ยนไปจาก ‘เถ้าแก่จู้’ กลายเป็น ‘แม่นาง’


ดูเหมือนว่าในสายตาของพวกนาง เมื่อจู้เจียงเจียงท้อง นางก็เปลี่ยนจากเถ้าแก่ใหญ่กลายมาเป็นสาวน้อยตัวเล็กๆไปแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น การจะให้แม่สามีที่เพิ่งดูแลลูกสาวอยู่เดือนมาดูแลนาง?


แม่สามีอยู่ในวัยที่มีเหลนแล้วยังต้องมาดูแลนาง นางยังมีความเป็นคนอยู่ไหม? บีบคั้นผู้หญิงทั้งครอบครัวให้มาทำงานให้นาง


“ไม่ๆ ท่านป้าไม่ต้อง ข้าไม่ต้องการคนดูแล” จู้เจียงเจียงโบกมือปฏิเสธไม่หยุด


นางไม่อยากกลายเป็นนายจ้างใจร้ายที่บีบคั้นหยาดเหงื่อจนหยดสุดท้ายจากคนงาน


แต่ป้าคนนั้นไม่ยอม ยืนกรานที่จะดูแลนาง “แบบนั้นไม่ได้ แม่นางตั้งท้องแล้ว จะเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้ ข้างกายจะไม่มีใครดูแลได้อย่างไร”


พวกป้าๆที่อยู่ข้างๆ ก็พูดสนับสนุน “นั่นสิ ในบ้านท่านแม้แต่ผู้ใหญ่สักคนก็ไม่มี มีเพียงน้องสามีตัวน้อยที่ยังเรียนหนังสืออยู่สถานศึกษา พวกเราไม่ร้อนใจแล้วใครจะมาร้อนใจ”


จู้เจียงเจียงใจดีกับคนงานมาก เงินค่าแรงก็สูง เทศกาลทุกปียังมีของขวัญให้


มันทำให้พวกเขาเห็นนางเป็นญาติ หวังดีกับนางจากใจ


เมื่อก่อนนางแข็งแกร่งเกินไป ทุกคนหาโอกาสดูแลนางไม่ได้ ตอนนี้พวกนางมีโอกาสแล้ว พวกนางจะปล่อยไปง่ายๆได้อย่างไร?


จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึง ความสุภาพเกรงใจปกติของตัวเองจะแลกมาซึ่งผลตอบแทนมากมายขนาดนี้


ผลตอบแทนแบบนี้ นางรับไม่ไหวจริงๆ!


ตอนที่ 307: เริ่มต้นธุรกิจใหม่


“เหล่าพี่สาวของข้าทั้งหลาย ข้าแค่ท้องไม่ได้พิการ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงข้า พวกเราไปทำงานกันเถอะ”


จู้เจียงเจียงรีบตัดบทกลุ่มพวกป้าๆที่เป็นห่วงใยนางเหล่านั้น ไม่ให้พวกนางพูดเรื่องนี้ต่ออีก ไม่อย่างนั้นละก็ เกรงว่าวันนี้คงพูดกันไม่จบไม่สิ้น


ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อที่จะแย่งชิงกันไปดูแลนางที่บ้าน พวกนางเกือบจะตีกันขึ้นมาแล้ว


“จะให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ไม่มีคนดูแลท่าน พวกเราไม่วางใจจริงๆ”


เหล่าป้าๆ เหมือนไม่คิดจะปล่อยนางไป แต่จู้เจียงเจียงพูดออกไปแล้ว พวกนางก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อมากนัก


“หากแม่นางมีเรื่องต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็มาหาพวกเราได้ ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราเคยคลอดลูกมาก่อนย่อมเข้าใจดี”


จู้เจียงเจียงยิ้มแล้วพยักหน้า “ได้สิ”


หลังจากรับมือพวกป้าๆเสร็จ นางถึงได้เป็นอิสระ


จู้เจียงเจียงรวบรวมคนงานจากแผนกที่ค่อนข้างว่างในโรงงาน พาพวกเขาไปเริ่มงานใหม่


อากาศนับวันยิ่งหนาวเย็นขึ้น ปริมาณยางที่หมู่บ้านซ่าเหอส่งมาก็ลดน้อยลง โรงงานจึงมีพื้นที่ว่างพอสมควร โรงงานเดียวสามารถทำได้สองอย่างพร้อมกัน


ในช่วงครึ่งปีที่อยู่แคว้นเสี่ยวซี จู้เจียงเจียงนอกจากการเพาะปลูก ก็มีเวลาว่างมากมาย


นางใช้ช่วงเวลาว่างเหล่านั้นรวบรวมวิธีการต่างๆ เช่น การเก็บเกี่ยวฝ้าย การปั่นฝ้าย การเย็บผ้าห่ม และการทำเสื้อผ้า จัดทำเป็นหนังสืองานฝีมือออกมา


เพราะในโรงงานก่อนหน้านี้ทำรองเท้ากันน้ำให้พวกเด็กๆ ซื้อเชือกป่านและผ้าพับมาจำนวนมาก ตอนนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้เลย


ดอกฝ้ายที่สวี่กู้ส่งมากองอยู่ในลานของโรงงาน ใช้ผ้ายางคลุมเอาไว้


จู้เจียงเจียงให้คนไปเอาถุงฝ้ายออกมาหลายถุง เทลงบนพื้นที่ปูด้วยผ้า


ดอกฝ้ายที่อัดแน่นอยู่ในถุง หลังเทออกมาก็คืนสภาพกลับมาอ่อนนุ่มเหมือนเดิม ดอกฝ้ายสีขาวหิมะราวกับก้อนเมฆสีขาว เห็นแล้วทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น


“ทุกคนไปหาเก้าอี้มา คัดเลือกใบไม้และกิ่งไม้แห้งที่ปะปนอยู่ในดอกฝ้ายเหล่านี้ออก พวกเราต้องการแค่ปุยสีขาวของดอกฝ้าย”


จู้เจียงเจียงหยิบปุยฝ้ายสะอาดก้อนหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดกับทุกคน


พวกคนงานพยักหน้า บางคนก็ไปเอาเก้าอี้มา บางคนก็ถอดรองเท้าแล้วนั่งลงบนผ้าปูทันที แล้วเริ่มทำงาน


ขณะที่พวกเขากำลังทำงาน จู้เจียงเจียงก็เน้นย้ำกฎใหม่ๆให้พวกเขาฟังอยู่ข้างๆ


“งานยางและงานฝ้าย ข้าให้คนแยกออกจากกันแล้ว ทางฝ้ายข้าเพิ่มระเบียบข้อบังคับใหม่เข้ามาหนึ่งข้อ และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ห้ามนำไฟเข้ามาในบริเวณนี้ ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น!”


“ทุกวันก่อนเริ่มงาน ก่อนเข้าโรงงาน ทุกคนต้องตรวจสอบของที่พกติดตัวมาอย่างละเอียด ห้ามนำตะบันไฟหรือหินไฟเข้ามาในโรงงานเด็ดขาด”


คนที่นี่มีนิสัยชอบพกตะบันไฟติดตัว จู้เจียงเจียงข้ามมิติมานานแล้ว นางก็เคยมีนิสัยแบบนี้


แต่นิสัยนี้ต้องล้มเลิกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ดอกฝ้ายติดประกายไฟ นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น


หากเกิดอะไรขึ้นจริง ดอกฝ้ายถูกเผาเป็นเรื่องเล็ก ที่สำคัญคือชีวิตของคนในโรงงานเกือบร้อยชีวิตนั่นต่างหาก!


“พวกเราเข้าใจแล้ว แม่นางโปรดวางใจเถิด”


ทุกคนตั้งใจฟังคำกำชับของนางจบ แล้วพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ให้นางกังวลมาก ป้องกันไม่ให้เสียสุขภาพ


หลังจากสั่งงานเรื่องคัดดอกฝ้ายเสร็จ จู้เจียงเจียงก็ไปหาพวกช่างฝีมือในโรงงาน ซึ่งเคยเย็บเสื้อกันฝนมาก่อน และมีฝีมือค่อนข้างดี


ครั้งนี้การเย็บเสื้อนวมก็ให้พวกเขาทำเช่นกัน


“ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว พวกเรามีเวลาไม่มาก ปีนี้ทำแบบง่ายๆไม่กี่แบบก็แล้วกัน”


จู้เจียงเจียงนำกระดาษภาพออกแบบหลายแผ่นแขวนบนกำแพง “นอกจากเพิ่มดอกฝ้ายในชั้นในของแบบเสื้อผ้าเดิมของพวกเราแล้ว พวกเรายังมีวิธีทำเสื้อนวมแบบสั้น กลาง และยาวอีกสามแบบ”


ในเมื่อเทคโนโลยียังไม่ได้พัฒนา จู้เจียงเจียงจึงไม่อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบเสื้อผ้าเดิมของที่นี่มากนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ผลลัพธ์ออกมาแปลกๆ


นางจึงเพิ่มดอกฝ้ายชั้นบางๆ ในเสื้อชั้นในของเสื้อผ้าเดิมของคนในสมัยก่อน แล้วเพิ่มเสื้อคลุมด้านนอกที่เรียบง่ายและทันสมัย


แบบนี้พอทุกคนออกบ้านตอนหน้าหนาว ก็ไม่ต้องเอาเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้านมาซ้อนทับกันหลายชั้นจนดูอึดอัดและหนักตัวอีกต่อไป


แบบนั้นทั้งไม่สะดวกยังดูใหญ่และบวม ไม่ค่อยสวยงาม


“เถ้าแก่ ความหมายของท่านคือ พวกเราจะทำเสื้อผ้ากันใช่หรือไม่?” มีคนหนึ่งถามขึ้น


ใบหน้าของเขามีความลังเลและลำบากใจเล็กน้อย “แต่ว่า ก่อนหน้านี้พวกเราแค่เย็บเสื้อกันฝน เสื้อกันฝนก็ไม่ได้มีการปักหรือสลักลวดลายอะไร พวกเราไม่เคยทำมาก่อน”


เสื้อกันฝนแค่ตัดและเย็บ รูปแบบก็ง่าย ไม่ต้องคำนึงถึงความกว้างของไหล่ เอว หรือลวดลายต่างๆ จึงทำได้ง่าย


แต่หากจะทำเสื้อนวมละก็ เช่นนั้นก็ไม่เหมือนกันแล้ว


“ปัญหานี้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง ในช่วงนี้ทุกคนก็ทำผ้าห่มกันไปก่อน ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ข้ามีวิธีของข้า” จู้เจียงเจียงจะไม่พิจารณาปัญหานี้ได้อย่างไร


ในโรงงานของพวกเขาไม่มีช่างฝีมือในการทำเสื้อผ้า แต่ในบ้านเหวินอวู่ซวงมี


พูดถึงเหวินอวู่ซวง ช่วงนี้เขาคงยุ่งมากแน่ๆ หลายวันมานี้ไม่เห็นเขาขี่ลาเดินบนท้องถนนเลย เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านเฟิ่งหวงมาโดยตลอด


ก็แน่ล่ะ มีคนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเฟิ่งหวงมากขึ้น ปริมาณงานของเขาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย


แค่การอธิบายกับผู้อยู่อาศัยเรื่องการคัดแยกขยะเขาก็ยุ่งพอแล้ว


จู้เจียงเจียงยุ่งอยู่ในโรงงานทั้งวัน ตอนเย็นกลับถึงบ้านเฟิ่งหวง เหวินอวู่ซวงก็ยังคงวุ่นวายอยู่กับเรื่อง ‘ขยะ’


“หัวหน้าเหวินเป็นอย่างไรบ้าง ยังทนไหวไหม?”


จู้เจียงเจียงเดินอยู่บนถนนในชุมชน เห็นเหวินอวู่ซวงอยู่ข้างหน้าจึงเอ่ยหยอกเย้ากับเขาจากข้างหลัง


เหวินอวู่ซวงได้ยินเสียง เมื่อหันหน้ากลับมาเห็นนาง อย่างแรกคือถลึงตาเหี้ยมโหดให้นาง จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรออกจึงยิ้มให้นาง


“เผยฮูหยิน ได้ยินว่าท่านตั้งครรภ์แล้ว ยินดีด้วย” เขาก็ใช้น้ำเสียงหยอกเย้าเหมือนกัน


มุมปากของจู้เจียงเจียงกระตุกเล็กน้อย แล้วทำหน้าเบ้ “วันนี้ได้ยินคนยินดีเยอะแล้ว แต่ว่าแม้แต่ของขวัญชิ้นหนึ่งก็ไม่มี แค่พูดปากเปล่าใครก็ทำได้”


“ของขวัญ?”


เหวินอวู่ซวงหันกลับไปมองกองขยะที่อยู่ข้างเท้า แล้วหยิบกลองป๋องแป๋งพังๆอันหนึ่งยื่นให้นาง “เอาไป”


“…” จู้เจียงเจียงเบ้ปากใส่เขาแรงขึ้นไปอีก คุณชายที่มีการศึกษาคนหนึ่ง ทำไมถึงเปลี่ยนกลายเป็นนักเลงหัวไม้ไปได้?


“ท่านเก็บเอาไว้เล่นเองเถอะ จริงด้วย ข้ามีเรื่องอยากขอให้ท่านช่วย”


จู้เจียงเจียงบอกความตั้งใจที่อยากจะร่วมงานกับร้านปักผ้าตระกูลเหวินกับเหวินอวู่ซวง ให้เขาเขียนจดหมายกลับบ้าน เชิญเถ้าแก่ตระกูลเหวินมาคุยกัน


“ท่านยังจะทำธุรกิจเสื้อผ้าด้วยหรือ?” เหวินอวู่ซวงจ้องมองนางด้วยสีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย “จะให้คนอื่นดำรงชีวิตอย่างไร?”


บ้านของพวกเขาเปิดร้านปักผ้าก็จริง แต่ก็ทำธุรกิจผ้าสำเร็จรูปร่วมด้วย เพราะงานเย็บปักจำเป็นต้องอาศัยเสื้อผ้ามาเสริม


จู้เจียงเจียงทำแบบนี้ ไม่ใช่แสดงว่าจะแย่งธุรกิจกันหรอกหรือ


“เสื้อผ้าสำเร็จรูปแบ่งได้หลายประเภท ข้าจะทำแค่เสื้อนวม ส่วนเสื้อผ้าไหม เสื้อคลุมบ้านพวกท่านก็ทำต่อไป ข้าไม่ยุ่ง!”


เหวินอวู่ซวงฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง


เขามองสภาพตัวเองตอนนี้ ถอนหายใจเฮือกหนึ่งพูดว่า “หากท่านพ่อท่านแม่เห็นสภาพข้าตอนนี้ พวกเขาต้องหัวเราะเยาะข้าแน่ๆ”


“งั้นแสดงว่าท่านรับปากจะเรียกพวกเขามาแล้วใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงยิ้มแย้มราวกับดอกไม้เบ่งบาน “ขอบใจมาก”


“พูดขอบคงขอบคุณอะไรกันนักหนา ไปช่วยข้าเทขยะก็ถือว่าขอบคุณข้าแล้ว ท่านนี่ก็แปลก ของสกปรกพวกนี้จะคัดแยกประเภทไปทำไม...” เหวินอวู่ซวงบ่นขึ้นอีกครั้ง


จู้เจียงเจียงบอกไปพวกเขาก็ไม่เข้าใจ “คุณชายเหวิน ท่านเชื่อข้า ของเหล่านี้ล้วนเป็นเงิน!”


ตอนที่ 308: สถานที่แห่งนี้เหมือนติดคุก


เหวินอวู่ซวงดำเนินการรวดเร็วมาก เมื่อคนตระกูลเหวินได้รับจดหมายก็รีบจัดการธุรกิจในบ้าน เก็บของและออกเดินทางจากเมืองเจียงเป่ยทันที


พวกเขาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในเมืองเจียงหนานมาบ้างแล้ว


กุ้ง ปลา ผัก ผลไม้และใบชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง พวกเขาก็เคยลิ้มลองมาแล้ว


แต่พวกเขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักมาหลายชั่วอายุคน จึงสามารถเปิดร้านปักผ้าตระกูลเหวินขึ้นมา และพัฒนาจนกลายเป็น ‘ธุรกิจใหญ่’ ได้อย่างทุกวันนี้


ในนั้นมีความลำบากยากเข็ญเพียงใด มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ดี


ดังนั้นในความเข้าใจของคนตระกูลเหวิน พวกเขาไม่คิดและไม่เชื่อข่าวลือเกี่ยวกับจู้เจียงเจียง


หญิงสาวชนบทอายุน้อยคนหนึ่ง เริ่มต้นมือเปล่า ในเวลาสองปีกว่าสามารถทำธุรกิจให้ใหญ่โตไปทั่วราชวงศ์ต้าหลี่ ข่าวลือนี้ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็รู้สึกว่าปลอมมากๆ


หากธุรกิจทำได้ง่ายดายขนาดนี้ละก็ ชื่อเสียงของตระกูลเหวินคงจะโด่งดังไปทั่วแผ่นดินตั้งนานแล้ว


ก่อนคนตระกูลเหวินจะถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เมืองเจียงหนาน พวกเขาก็มีความคิดเช่นนี้มาโดยตลอด


แต่หลังจากพวกเขามาถึงที่นี่แล้ว พวกเขาถึงได้รู้ว่า ที่แท้ข่าวลือเกี่ยวกับจู้เจียงเจียงเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง


“ท่านพ่อ ด้านหน้าก็ถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้วใช่หรือไม่ น้องชายอยู่ในที่แบบนี้จริงๆหรือ?”


คนที่พูดคือเหวินจือเซี่ย พี่สาวคนโตของเหวินอวู่ซวง


เหวินจือเซี่ยรักและตามใจน้องชายมาก ในฐานะพี่สาวคนโต นางแบกรับตำแหน่งคนปักผ้ารุ่นใหม่ของตระกูลอย่างเด็ดเดี่ยว ก็เพื่อต่อไปจะได้กลายเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดให้เขา


แต่ใครจะรู้ น้องชายที่ไม่เอาไหนของนาง เป็นคุณชายดีๆไม่เอา คิดไม่ถึงว่าจะแอบหนีออกมาเป็นคนทำบัญชีให้หญิงสาวชาวชนบทคนหนึ่ง


ตอนที่ได้รับจดหมายที่บอกว่าตัวเองสบายดีของเหวินอวู่ซวง เหวินจือเซี่ยก็เกือบจะโมโหตาย


เนื่องจากในจดหมายเขาไม่ได้บอกคนในบ้านว่าเขาทำบัญชีอยู่ที่ไหน ดังนั้นพวกเขาจึงหาเหวินอวู่ซวงไม่เจอ


แต่การได้รับจดหมายครั้งนี้ ในที่สุดก็รู้ที่อยู่ของเขาเสียที คนตระกูลเหวินมาครั้งนี้ เป้าหมายใหญ่ที่สุดก็คือมาซักไซ้เอาความ ไม่ได้มาพูดคุยธุรกิจ


“เอาเถอะ อย่างน้อยแม่นางจู้คนนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย น้องชายเจ้าทำงานบัญชีกับนาง ไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าอะไร” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเหวินเตือน


“ท่านย่า ธุรกิจของพวกเราใหญ่โตขนาดนี้ เขาไปทำบัญชีที่ไหนก็ขายหน้าตระกูลเหวินทั้งนั้น!” เหวินจือเซี่ยไม่เห็นด้วยกับความคิดของฮูหยินผู้เฒ่า


“ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้ข้าจะต้องพาน้องชายกลับไปให้ได้”


ขณะที่พวกเขากำลังโต้แย้งกัน รถม้าของตระกูลเหวินก็แล่นเข้าไปในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


หลังเข้ามาในเขตของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็แตกต่างจากก่อนหน้านี้มาก เมื่อครู่เห็นเพียงถนนทอดยาวมีต้นไม้เรียงรายสองข้างทาง แต่หลังจากถนนสายนี้ไป มีทั้งสวนชาและบ้านเรือนที่สร้างอย่างมีเอกลักษณ์


ได้ยินเสียงพวกเด็กๆอ่านหนังสือ รวมถึงกลิ่นหอมของการทำอาหารต่างๆ ที่ลอยในอากาศ ทำให้รู้สึกได้ถึงชีวิตชีวาที่เปี่ยมล้นและกลิ่นควันไฟ


“ทะ…ที่นี่คือชนบท?”


คนตระกูลเหวินต่างไม่กล้าเชื่อสายตาของตัวเอง หรือว่าถนนที่พวกเขาผ่านเมื่อครู่ไม่ใช่เมืองเจียงหนาน ที่นี่ต่างหากที่เป็นเมืองเจียงหนาน?


“รีบไปถาม หลานชายข้าอยู่ที่ไหน?” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเหวินสั่งอย่างร้อนใจ


ไม่เจอกันหนึ่งเดือนกว่า หญิงชราคิดถึงหลานชายตัวเองแล้ว


ส่วนที่นี่คือที่ไหน ดีหรือไม่ดี รอให้พวกเขาเจอเหวินอวู่ซวงก่อนค่อยว่ากัน


“เจ้าค่ะ”


เหวินจือเซี่ยลุกขึ้นยื่นหน้าออกไป นั่งอยู่ข้างคนขับรถม้า


ขณะที่รถม้าแล่นผ่านไป มีคนผ่านทางและพ่อค้าที่มาหยุดพักดื่มชากินข้าวที่นี่ เมื่อรถม้าเดินหน้าไปอีกหน่อย ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งกำลังเรียกคนให้ขึ้นรถ นางถึงให้คนขับรถม้าจอดรถ


รถม้าที่พี่ชายคนนั้นขับแปลกประหลาดมาก เรียกชาวบ้านที่อยู่หน้าโรงเตี๊ยมให้ขึ้นรถ ดูเหมือนจะไปที่ไหนสักแห่ง อีกทั้งท่าทางของเขาก็เหมือนจะสนิทกับทุกคน


เหวินจือเซี่ยคิดว่าถามเขาคงจะได้คำตอบ


“พี่ชายท่านนี้ เรียนถามหน่อยว่า ท่านรู้จักชายหนุ่มแซ่เหวิน นามอวู่ซวงคนหนึ่งว่าอยู่ที่ไหนหรือไม่?”


ชายคนขับรถม้าคนนั้นก็คือคนขับรถม้าของบ้านเฟิ่งหวง เขาจะไม่รู้จักเหวินอวู่ซวงได้อย่างไร


เมื่อได้ยินว่ามีคนมาถามหาเขา จึงรีบตอบด้วยความกระตือรือร้น “แม่นางมาตามหาหัวหน้าเหวินหรอกหรือ บังเอิญจริงๆ เขาอยู่ที่ชุมชนใหม่น่ะ”


“หัวหน้าเหวิน? ชุมชนใหม่?”


เหวินจือเซี่ยมึนงงเล็กน้อย ในจดหมายที่น้องชายส่งมาบอกว่าสบายดีก่อนหน้านี้ บอกว่าได้งานเป็นคนบัญชี ทำไมมาที่นี่ถึงกลายเป็นคนดูแลไปเสียแล้ว?


“แม่นางเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหม? พอดีเลย รถของข้าตอนนี้กำลังจะไปชุมชนใหม่ ท่านตามมา ข้าจะนำทางท่านเอง” พี่ชายคนนั้นตอบอย่างเป็นมิตร


คนตระกูลเหวินไม่คุ้นเคยกับที่นี่ ร้อนใจอยากเจอเหวินอวู่ซวง ดังนั้นแทนที่จะมัวตามหาเอง จึงยอมตามรถม้าคันนั้นไป


เพียงแต่รถม้าคันนั้น ทำไมแล่นๆหยุดๆ?


ทุกครั้งที่ถึงศาลาเล็กๆก็จะหยุด มีคนขึ้นๆลงๆ สลับกันไปมา ทำให้เสียเวลามาก


คนตระกูลเหวินไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ไม่กล้าเร่ง เพราะกลัวว่าจะทำให้คนขับรถไม่พอใจ


“ท่านย่า ท่านดู!”


เหวินจือเซี่ยนั่งอยู่หน้ารถม้ามาตลอด เห็นทุ่งดอกไม้เบ่งบานตรงหน้า จึงรีบเปิดม่านรถม้าแล้วชี้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าดูอย่างตื่นเต้น


ต้นหน้าหนาวลมแรง ผ้าม่านรถม้าของตระกูลเหวินปิดไว้สนิท หากไม่ใช่เหวินจือเซี่ยไปนั่งอยู่ข้างหน้า นางก็คงไม่เห็นทุ่งดอกไม้ที่สวยงามขนาดนี้


รถม้าด้านหน้าหยุดลงอีกครั้ง พี่ชายคนขับก็ตะโกนเสียงดังกว่าเดิม “ถึงทุ่งดอกไม้แล้ว ผู้โดยสารที่มาชมดอกไม้โปรดลงจากรถ”


หลังจากที่เขาตะโกนเสร็จ ผู้โดยสารบนรถม้าก็ลงไปกว่าครึ่ง ทำให้รถว่างเปล่าในชั่วพริบตา


“ช่างสวยงามจริงๆ!”


“ท่านแม่ พวกเรารีบเข้าไปเถิด...”


ผู้โดยสารที่ลงจากรถม้า ต่างรีบวิ่งเข้าไปในทุ่งดอกไม้กันอย่างตื่นเต้น


หน้าหนาวปีนี้ จู้เจียงเจียงวางแผนพัฒนาทุ่งดอกไม้อีกหนึ่งก้าว ไม่ได้รีบร้อนเหมือนปีก่อน แต่ปฏิบัติอย่างมีขั้นตอน ปลูกดอกไม้ต่างชนิดกัน


ดอกไม้เหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้ทุ่งดอกไม้ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี


และก็เพราะเหตุนี้ จึงรับประกันได้ว่าธุรกิจแป้งชาดของนางจะไม่ขาดตอน


ตอนนี้ถึงช่วงต้นเหมยและชากุหลาบแดงเบ่งบานแล้ว ดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งหลังการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ทำให้รู้สึกเหมือนฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว


“เดิมคิดว่าสวนชาก็สวยมากอยู่แล้ว คิดไม่ถึงจะมีที่ที่สวยกว่าอยู่” เหวินจือเซี่ยเริ่มจะชอบที่นี่ขึ้นมาบ้างแล้ว


แต่เรื่องเกี่ยวกับน้องชาย นางยังคงยืนยันในจุดยืนเดิม


รถม้าแล่นต่อไป แต่ผ้าม่านรถม้าของตระกูลเหวินกลับไม่ได้ปิดลง ทว่าพับอยู่บนหลังคา เพื่อให้คนในรถสามารถมองทิวทัศน์ด้านนอกได้


“แม่นาง ที่นี่ก็คือชุมชนใหม่” พี่ชายที่นำทางด้านหน้าจอดรถ แล้วบอกว่าหลังจากพักเสร็จก็จะต้องรีบไปขับรถต่อ ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าไป


“พวกท่านขับรถม้าเข้าไปได้ แจ้งชื่อที่หน้าประตู ลงบันทึกไว้ก็พอแล้ว”


“เจ้าค่ะ ขอบคุณพี่ชายมาก” เหวินจือเซี่ยมองทิศทางประตูใหญ่ที่พี่ชายคนนั้นชี้ไปแวบหนึ่ง


หน้าประตูใหญ่มีราวกั้นอันหนึ่ง ยังมีศาลาเล็กๆอยู่ด้านหลัง ด้านในศาลานั้นมีคนอยู่


ดูท่าต้องแจ้งคนในศาลาก่อน พวกเขาถึงจะย้ายราวกั้นออกให้พวกตนเข้าไป


ที่นี่มันเป็นที่แบบไหนกันแน่ ทำไมเข้าออกต้องเข้มงวดขนาดนี้?


เหวินจือเซี่ยเก็บความสงสัยไว้ในใจ เมื่อรถม้าแล่นไปถึง นางจึงกระโดดลงจากรถ แล้วไปแจ้งชื่อกับคนในศาลา


ในศาลามีคนหนึ่งรับผิดชอบบันทึกข้อมูลเข้าออก ส่วนอีกคนเดินออกมาตรวจสอบรถม้าของตระกูลเหวินเรียบง่ายหนึ่งรอบ


เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้ว ถึงให้พวกเขาเข้าไปได้


“ทำไมน้องชายมาอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ เหมือนติดคุกเลย!” เหวินจือเซี่ยพูดอย่างไม่พอใจ เหมือนนางจะไม่ค่อยชอบการจัดการที่เข้มงวดเกินไปแบบนี้


ตอนที่ 309: คนตระกูลเหวินเปิดโลกทัศน์


เหวินอวู่ซวงคิดไม่ถึงว่าครอบครัวเขาจะมาเร็วขนาดนี้ เขานึกว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องห้าหกวันถึงจะเจอหน้าพวกเขา


ใครจะรู้ ส่งจดหมายออกไปได้แค่สามวัน คนตระกูลเหวินก็มาถึงแล้ว


ทำเอาเขาเตรียมตัวไม่ทัน ยังทำงานอยู่ข้างนอกก็มีคนมาแจ้งว่าคนที่บ้านมาหาแล้ว


ช่วยไม่ได้ เหวินอวู่ซวงทำได้แค่สวมเสื้อผ้าที่สกปรก กลับที่พักไปเจอคนที่บ้าน


ที่พักของคนงานบ้านเฟิ่งหวงอยู่ตีนเขา


สมาชิกของตระกูลเหวินทั้งสี่ตอนนี้ลงรถม้ามารออยู่ตีนเขาแล้ว ถือโอกาสชมทิวทัศน์ที่นี่อีกครั้ง


“ที่แห่งนี้ภูเขาเขียวแม่น้ำใส สะอาดสะอ้านจริงๆ”


ผู้เฒ่าตระกูลเหวินตั้งแต่เดินเข้ามาก็ชมที่นี่ไม่ขาดปาก ถึงกับไม่ใช้ไม้เท้าค้ำแล้ว อยากจะเล่นเครื่องออกกำลังกายสาธารณะที่อยู่ด้านล่างของที่พัก


เครื่องออกกำลังกายพวกนั้นเรียบง่ายมาก ก็ราวเดี่ยว ราวคู่ จานหมุน เครื่องโยกเป็นต้น


เครื่องออกกำลังกายที่เห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันนั้น แต่เมื่ออยู่ในยุคโบราณกลับเป็นของเล่นหายาก


“ท่านพี่ จานหมุนนี้ช่วยผ่อนคลายแขนได้ดี หมุนแล้วรู้สึกสบายมาก” ถึงอย่างไรก็รอจนเบื่อ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเล่นอย่างเพลิดเพลิน


“จริงหรือ ขอข้าลองเล่นดูหน่อย”


สองผู้เฒ่าทำตัวเหมือนเด็กๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน ทำงานปักมาทั้งชีวิต แขนและมือแข็งทื่อไปหมด การหมุนเครื่องเล่นนี้สามารถช่วยให้พวกเขายืดกล้ามเนื้อแขนได้


เหวินจือเซี่ยและเหวินเฉิงจื้อที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็รู้สึกจนใจมากๆ


เหวินจือเซี่ยบ่น “ท่านปู่ ท่านย่า! พวกเรามาจูงใจให้น้องชายกลับบ้าน พวกท่านอย่าทำเหมือนชอบที่นี่มาก ถ้าน้องชายเห็นเข้า เขาจะยิ่งภาคภูมิใจและไม่อยากกลับบ้านเข้าไปใหญ่?”


“แต่ที่นี่ไม่เลวจริงๆนะ เจ้าดู ที่นี่สวยงามมากแค่ไหน”


ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปรอบๆ


ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้คือที่พักคนงานซึ่งห่างจากเขตอาศัยของเจ้าของบ้านพอสมควร สิ่งแวดล้อมนับว่าปกติทั่วไป


ที่นี่พวกเขายังชมว่าไม่เลว แล้วถ้าได้เห็นพื้นที่บ้านเดี่ยวหลังเขา พวกเขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบไหนกัน


เหวินจือเซี่ยไม่เห็นด้วย สองมือกอดอก บ่นพึมพำว่า “ถึงจะดีแค่ไหนตอนทำงานก็ต้องดูสีหน้าคน จะสบายเหมือนอยู่บ้านได้อย่างไร”


เพิ่งพูดจบ เหวินอวู่ซวงก็ขี่ลาปรากฏออกมาตรงทางเลี้ยวที่พักแล้ว


“ข้าอยู่ที่นี่ไม่เคยดูสีหน้าอารมณ์ใคร มีแต่คนอื่นที่ต้องดูสีหน้าของข้า”


เขาตอกกลับหนึ่งประโยคอย่างไม่พอใจ แล้วจึงทักทายทุกคน “ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ พี่หญิง พวกท่านมาแล้วหรือ เมื่อครู่ข้ากำลังทำงาน ทำให้พวกท่านต้องรอนานแล้ว?”


ตอนพูดอยู่ เหวินอวู่ซวงก็ลงจากหลังลา


จูงลาไปผูกไว้ที่โรงม้าใต้ตึก เขาปัดฝุ่นดินบนตัวแล้วเดินไปทางทั้งสี่คน “ไปเถอะ ข้าพักอยู่ชั้นสอง”


เหวินอวู่ซวงเชื้อเชิญพวกเขาขึ้นชั้นบนไปดูห้องพักของตัวเอง แต่สิ่งที่ทุกคนสนใจเป็นอันดับแรกกลับเป็นสภาพของเขาตอนนี้


“เดี๋ยวก่อน!”


เหวินจือเซี่ยปิดจมูกมองเขาอย่างรังเกียจ “น้องชาย กลิ่นบนตัวเจ้าคืออะไร แล้วทำไมเจ้าถึงแต่งตัวแบบนี้ นี่คือถุงผ้าไม่ใช่หรือ?”


ตอนอยู่เมืองเจียงเป่ย ไม่ว่าเหวินอวู่ซวงจะออกบ้านหรืออยู่ในบ้าน บนตัวเขาคือเสื้อผ้าที่ดีที่สุด ทั้งแบบ ทั้งลาย ทั้งเครื่องประดับ ล้วนเป็นหนึ่งเดียวไม่มีสองของเมืองเจียงเป่ย


เพราะเสื้อผ้าพวกนั้นเป็นสิ่งที่ตระกูลเหวินวัดตัวทำขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ


ทำไมมาถึงที่นี่ เขากลับสวมผ้าป่านเนื้อหยาบ ทั้งกว้างทั้งหลวมเหมือนสวมถุงผ้าอย่างไรอย่างนั้น


เหวินอวู่ซวงก้มตัวมองเสื้อผ้าของตัวเอง เขาไม่รู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ดี


“เมื่อครู่ข้ากำลังสอนเจ้าของที่ย้ายมาใหม่ให้แยกประเภทขยะ บนตัวจึงเปื้อนสิ่งสกปรกนิดหน่อย ไม่เป็นไร เปลี่ยนเสื้อผ้าก็จบแล้ว”


เพราะระเบียบข้อบังคับการคัดแยกประเภทขยะของจู้เจียงเจียง ทำให้เขาต้องยุ่งเกี่ยวกับขยะทุกวัน


ทุกครอบครัวใหม่ที่ย้ายเข้ามา เริ่มต้นจะไม่มีนิสัยในการแยกขยะเลย


หรือจะพูดว่า พวกเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องทิ้งขยะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแยกประเภทขยะเลย


ดังนั้นทุกครั้งที่เขาไปพูดเรื่องนี้กับเจ้าของบ้านทุกคน พวกเจ้าของบ้านก็จะรำคาญเขาที่เรื่องมาก ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎ ทำให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง


เมื่อปะทะกัน ขยะก็กลายเป็นอาวุธที่หยิบจับได้ง่าย จึงทำให้ตัวเขาเปื้อนสิ่งสกปรกเป็นประจำ


จู้เจียงเจียงเคยบอกเขามาตั้งแต่ต้นแล้วว่า การบริหารจัดการส่วนกลางไม่ใช่เรื่องง่าย


เขาได้เตรียมใจพร้อมแล้ว แต่พอบัณฑิตเจอทหาร ใช้แค่ปากพูดมันไม่มีประโยชน์ เขาต้องลงมือทำด้วยตัวเอง สอนพวกเจ้าของบ้านว่าต้องทิ้งขยะอย่างไร


ถึงแม้การทำงานจะยาก แต่เหวินอวู่ซวงก็ต้องยอมรับว่า ระเบียบข้อบังคับนี้ของจู้เจียงเจียงนั้นถูกต้อง


ดูความสะอาดสะอ้านสวยงามของบ้านเฟิ่งหวงตอนนี้ก็รู้แล้ว


“ขยะ? ที่เจ้าพูดถึงคือสิ่งของหมักหมม ของสกปรกที่ต้องทิ้งพวกนั้นใช่ไหม?”


ฮูหยินผู้เฒ่าทำหน้าสงสาร “โธ่ หลานชายของข้า เจ้าไปยุ่งกับของสกปรกพวกนั้นได้อย่างไร ของพวกนั้นเจ้าให้คนใช้ไปทำก็พอแล้ว ทำไมยังต้องลงมือทำด้วยตัวเองเล่า”


“…” เหวินอวู่ซวงถอนหายใจ พูดล้อเล่นว่า “ท่านย่า ตอนนี้ข้าก็คือคนใช้คนหนึ่งนะขอรับ”


“อย่ายืนคุยกันอยู่ตรงนี้เลย ขึ้นไปดูที่อยู่อาศัยของข้าเถิด”


เขาพาทั้งสี่คนขึ้นไปชั้นสอง ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าคุมงาน เป็นธรรมดาที่จะได้พักในห้องเดี่ยว


ถึงแม้จะเป็นห้องเดี่ยว แต่ก็เป็นห้องใหญ่ที่มีสามห้องนอนสองห้องนั่งเล่น กว้างขวางกว่าที่พักของคนอื่นๆมาก


เปิดประตูเข้าไป เหวินอวู่ซวงก็แนะนำห้องให้ทุกคนฟังอย่างง่ายๆ “ห้องนั้นคือห้องนอนของข้า ด้านข้างคือห้องหนังสือ ส่วนนี่คือห้องรับแขก”


พูดจบ เขาก็เดินไปที่ระเบียงห้องนั่งเล่น เปิดประตูระเบียงแล้วชี้ไปข้างนอก “นี่คือระเบียง ทำอาหารข้างนอกได้ แต่ปกติข้าจะกินข้าวในโรงอาหาร ไม่ได้ทำกับข้าวเอง”


“ห้องนอนอะไร ระเบียงอะไร?”


สมาชิกตระกูลเหวินทั้งสี่คนฟังแล้วก็งุนงง คำเหล่านี้พวกเขาต่างก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน


จวนที่พวกเขาอาศัยอยู่ หากไม่ใช่บ้านเดี่ยวก็ห้องข้าง ไม่มีสองชั้น มีแค่ลานบ้าน ไม่มีระเบียง


สถานที่ที่มีสองชั้น สามชั้น ส่วนใหญ่คือโรงเตี๊ยม แต่โรงเตี๊ยมก็ไม่มีระเบียง มีแค่หน้าต่าง


มาถึงที่นี่พวกเขาถึงรู้ ที่แท้หน้าต่างสามารถเหมือนประตู เปิดแล้วเดินออกไปได้


“ท่านปู่ ท่านย่า พวกท่านดูไปก่อน ข้าเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”


เหวินอวู่ซวงปล่อยพวกเขาเดินสำรวจกันเอง ส่วนตัวเองกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เพราะอีกเดี๋ยวยังต้องพาพวกเขาไปเดินดูรอบๆ ตอนเย็นยังต้องแนะนำให้พวกเขารู้จักกับจู้เจียงเจียง


สี่คนตระกูลเหวินกวาดตามองห้องหนังสือและห้องรับแขกแวบหนึ่ง แต่สิ่งที่สงสัยอยากรู้ที่สุดก็คือระเบียงขนาดใหญ่


ระเบียงกว้างใหญ่มากจริงๆ ราวกับลานบ้านเลย


บนระเบียงนี้มีห้องครัวกลางแจ้งแบบง่ายๆ มีเตาไฟสองเตา เตาใหญ่ใช้เผาฟืน เตาเล็กใช้ทำอาหาร


ด้านข้างยังมีชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับกินข้าว หนึ่งโต๊ะ สี่เก้าอี้


นอกจากนี้ บนราวของระเบียงยังมีกระถางดอกไม้หลายใบ ด้านบนมีดอกไม้เล็กๆ สีสันสวยงามบานสะพรั่ง


“ที่ผ่านมาน้องชายไม่ชอบดอกไม้ ทำไมในบ้านถึงมีดอกไม้?” เหวินจือเซี่ยรู้สึกสงสัยมาก


แต่พูดตามความจริง อยู่บนระเบียงนี้รู้สึกสบายกายและใจมาก


ชั้นสามก็มีระเบียงเช่นกัน ระเบียงชั้นสามบังระเบียงชั้นสองไปเกินครึ่ง สามารถบังแดดบังฝนได้ และยังดูทิวทัศน์รอบข้างได้อย่างชัดเจน สะดวกสบายจริงๆ


ด้านหลังระเบียงก็คือบ้านเฟิ่งหวง


เงยหน้ามองจากตีนเขาถึงยอดเขา จะสามารถมองเห็นได้หมด


แน่นอนว่า บ้านที่อยู่ตีนเขาและกลางเขา ก็สามารถมองเห็นที่นี่ได้เช่นกัน


ตอนที่ 310: บริการจัดส่งอาหาร


“ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อเดินทางมาคงเหนื่อยกันแล้วใช่หรือไม่? ข้าชงชาให้พวกท่านก่อน พวกท่านพักผ่อนกันสักครู่ รออาหารมาส่งแล้วพวกเราค่อยกินข้าวกัน”


เหวินอวู่ซวงเอาเสื้อผ้าสกปรกที่ตัวเองถอดเปลี่ยนออกมาจากห้อง พร้อมกับจัดการเรื่องวันนี้ให้พวกเขาตามอำเภอใจ


ตอนนี้เป็นช่วงบ่าย ยังมีเวลาอีกช่วงหนึ่งถึงจะเป็นเวลากินข้าวเย็นของโรงอาหาร


เขาไม่อยากจะรอ และไม่อยากให้คนที่บ้านมาครั้งแรกก็กินข้าวในโรงอาหารพร้อมกับเขา ดังนั้นเขาจึงสั่งอาหารจากโรงเตี๊ยมของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงให้มาส่ง


“อวู่ซวง ทำไมเจ้าจะออกไปอีกแล้ว ย่ายังไม่ทันได้ดูเจ้าให้เต็มตาเลย”


ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินเห็นเหวินอวู่ซวงจะออกที่พัก นางรีบเรียกเขาเอาไว้


“เจ้าจะไปซักผ้าใช่ไหม ย่าจะช่วยเจ้าซักเอง”


นางรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่ตระกูลเหวิน เหวินอวู่ซวงก็ไม่ใช่คุณชายน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าสงสารหลานชายตัวเอง แย่งเสื้อผ้าเปื้อนไปจากมือของเขา จะช่วยเขาซัก


แต่หลังจากลูบเนื้อผ้าในมือ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่จะอยากซักแล้ว “โธ่ เนื้อผ้าหยาบกระด้างแบบนี้จะซักไปทำไม ไม่เอาแล้ว ไม่ใช้แล้ว”


“ท่านย่า จะทิ้งเสื้อผ้าไม่ได้นะขอรับ”


เหวินอวู่ซวงรีบคว้าเสื้อผ้ากลับมาอีกครั้ง แล้วโยนลงตะกร้าไม้ไผ่ที่วางไว้บนตู้รองเท้าหน้าประตู “ข้าดองเสื้อผ้าเปื้อนไว้ได้เยอะแล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะเอาไปที่ร้านซัก มีคนอื่นช่วยซักให้”


บ้านเฟิ่งหวงนอกจากมีโรงหมอ และเชาซื่อแล้ว ก็ยังมีร้านซักผ้าด้วย


แน่นอนว่า ร้านซักผ้าที่นี่ไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีเพียงคนงานซักล้างด้วยมือ


คนงานในร้านซักผ้าก็รับสมัครเข้ามา รับผิดชอบซักผ้าโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าของคนงานหรือเจ้าของบ้าน ขอแค่จ่ายเงินก็ซักให้หมด


หลังซักเสร็จยังรับผิดชอบตากแดดและพับให้เรียบร้อย ขอแค่เอากระดาษใบเสร็จไปรับก็ได้แล้ว


“ที่แห่งนี้ยังมีร้านซักผ้าด้วย?” คนตระกูลเหวินนับว่าเปิดโลกทัศน์แล้ว “แล้วเมื่อครู่เจ้าพูดว่ารออาหารมาส่งหมายความว่าอย่างไร ใครทำอาหาร ใครมาส่ง?”


เหวินอวู่ซวงเห็นพวกเขาค่อยๆสนใจที่นี่ขึ้นมา ก็รู้สึกดีใจมาก จึงเล่าจุดเด่นของบ้านเฟิ่งหวงให้พวกเขาฟัง


“เรื่องส่งอาหารนี้ ระหว่างทางที่พวกท่านผ่านมาเมื่อครู่ เห็นโรงเตี๊ยมข้างทางของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงใช่ไหม โรงเตี๊ยมนั้นสามารถสั่งอาหารมาส่งได้ สั่งตอนนี้อีกเดี๋ยวก็จะส่งมาถึงแล้ว”


“พวกท่านก็รู้ ข้าทำกับข้าวไม่เป็น ทำได้แต่ต้มน้ำชงชา ไม่อย่างนั้น พวกเราก็ต้องลงชั้นล่างไปซื้อผักที่เชาซื่อกลับมาทำกินเอง”


เหวินอวู่ซวงประคองหญิงชราไปที่ระเบียง แล้วชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “ท่านย่า ท่านดู ตรงนั้นก็คือเชาซื่อ ด้านในมีของขายทุกอย่าง สะดวกสบายมากๆ”


ทุกประโยคของเขาเป็นการยืนยันกับตระกูลเหวินว่า การที่เขาทำงานเป็นผู้จัดการและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นั้นสะดวกสบายมาก


มีอาหาร มีที่พักและมีที่เที่ยว ให้พวกเขาไม่ต้องเป็นห่วง


คนตระกูลเหวินยืนอยู่บนระเบียง ฟังเหวินอวู่ซวงแนะนำบ้านเฟิ่งหวงกับพวกเขา


ตรงไหนคือเชาซื่อ ร้านซักผ้า โรงอาหาร ยังมีสวนดอกไม้ ลานเต้นกว๋างฉางอู่ ผลไม้ที่หลังเขาจะสุกตอนไหน จะเก็บอย่างไรและแยกแบบไหน เขาบอกเล่าให้ฟังอย่างละเอียด


ผ่านการอธิบายของเขา คนตระกูลเหวินนับว่าพอเข้าใจภาพรวมของบ้านเฟิ่งหวงขึ้นแล้ว


“หากพูดอย่างนี้ละก็ อาศัยอยู่ที่นี่ก็ค่อนข้างสะดวกจริงๆ สามารถอาศัยยามแก่เฒ่าได้เลย” ผู้เฒ่าเหวินเหมือนกำลังใช้ความคิด


ประตูใหญ่ที่นี่มีคนยืนเฝ้ายาม ด้านในมีคนรับผิดชอบดูแลท้องถนนและบริเวณใกล้เคียง ยังมีเชาซื่อที่สามารถซื้ออะไรก็ได้ มีโรงหมอ ร้านซักผ้า ยังมีอาหารส่งถึงที่…


อาศัยอยู่ที่นี่ แทบจะไม่ต้องทำอะไรเองเลย ไม่ต้องลงมือทำอะไรเองด้วยซ้ำ


สถานที่แห่งนี้เหมือนสวรรค์ เหมาะแก่การใช้ชีวิตบั้นปลายที่สุดแล้ว


ก็แค่ต้องจ่ายเงินเท่านั้น


แต่เงินจำนวนนี้สำหรับตระกูลเหวินของพวกเขาแล้วก็ไม่เท่าไร


“หากท่านปู่ชอบ ก็มาพักที่นี่ระยะสั้นๆบ่อยๆได้นะขอรับ บ้านเฟิ่งหวงของเรายังมีบ้านไม้ว่างอยู่หลายหลัง ท่านปู่อยากซื้อสักหลังไหมขอรับ?”


เหวินอวู่ซวงทำตัวเป็นนักขายโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ปู่ย่าของตัวเองก็ไม่ปล่อย พยายามชักชวน


“อืม เป็นความคิดที่ดีเลย” ผู้เฒ่าเหวินยิ้มพูดอย่างถูกใจ


เหวินจือเซี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มไม่พอใจขึ้นแล้ว


“ท่านปู่ ลืมเป้าหมายที่พวกเรามาครั้งนี้ไปแล้วหรือเจ้าคะ? พวกเราจะพาน้องชายกลับบ้าน ไม่ใช่ให้ท่านปู่อยู่ที่นี่ต่อ”


พี่สาวคนโตของเขาคนนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน มักจะคิดอยากผูกเขาไว้ในบ้าน ให้เขารับช่วงต่อร้านปักผ้าของตระกูล


แต่ตอนนี้บิดาเขายังไม่ถึงสี่สิบ ดูแลธุรกิจอีกยี่สิบปีถึงจะวางมือ หากเขารออยู่เฉยๆไม่ทำอะไร เหวินอวู่ซวงกลัวว่าตัวเองจะพิการไป


เหวินอวู่ซวงแสดงเจตนาออกมาอย่างตรงไปตรงมา “พี่หญิง ข้าไม่ได้บอกว่าข้าจะกลับ ถ้าจะกลับพี่ก็กลับไปเองเถอะ”


เหวินจือเซี่ยเห็นว่าเขายังดื้อรั้นจึงโกรธมาก “เหวินอวู่ซวง เจ้าปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม กล้าใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับข้า เชื่อไหมว่าข้ากล้าตีเจ้า!”


นางพูดพร้อมกับทำท่ายกกำปั้นขึ้น


ตั้งแต่เด็กจนโต พวกเขาพี่น้องทะเลาะกันมาโดยตลอด เจอหน้ากันทีไรก็จะต้องทุบตีกัน แต่สุดท้ายก็จะเป็นเหวินอวู่ซวงที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทุกครั้ง


เพราะนางคือผู้สืบทอดของร้านปักผ้าตระกูลเหวิน มือมีค่าดั่งทอง เขาจึงไม่กล้าทะเลาะตบตีกับนางอย่างจริงจัง หากทำมือของนางบาดเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไร? ดังนั้นทุกครั้งเหวินอวู่ซวงก็จะยอมแพ้ก่อนเอง


แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน


เหวินอวู่ซวงแย้ง “พี่หญิง พี่ก็ให้ข้าลองอยู่ที่นี่เถิด ข้ากลับบ้านไปก็ว่างไม่มีอะไรทำ อยู่ที่นี่ถึงแม้จะยุ่งมาก แต่ก็รู้สึกมีชีวิตชีวาดี ไม่เชื่อพรุ่งนี้พี่หญิงออกบ้านพร้อมกัน ไปดูข้าทำงานดีไหม”


เหวินจือเซี่ยยิ้มเย็น ในน้ำเสียงมีความดูถูกนิดๆ “มีชีวิตชีวาเนี่ยนะ ก็คือการที่เจ้าเนื้อตัวสกปรกกลับบ้านทุกวันหรือ?”


“พี่หญิง!”


เหวินอวู่ซวงเริ่มโกรธจริงๆแล้ว


พวกเขาไม่เข้าใจที่นี่ก็ไม่เป็นไร แต่นางจะมาดูถูกงานของเขาไม่ได้ เขาใช้สองมือทำงานเลี้ยงตัวเอง ผิดตรงไหน?


“โธ่ๆ พอได้แล้ว สองพี่น้องอย่าทะเลาะกันเลย”


ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ย หากทะเลาะกันต่อไปก็จะทำร้ายความรู้สึกกันเสียเปล่าๆ


“อวู่ซวง เจ้าบอกมีอาหารกินไม่ใช่หรือ? ข้าหิวแล้ว เมื่อไรพวกเราจะได้กินข้าว?”


“ท่านย่า ข้าจะไปสั่งอาหารเดี๋ยวนี้”


ก่อนออกจากที่พัก เหวินอวู่ซวงยังนำเสื้อผ้าเปื้อนหน้าประตูเอาไปส่งร้านซักผ้าชั้นล่างด้วย


จุดสั่งอาหารก็อยู่ข้างร้านค้า เขาสั่งอาหารเสร็จ ก็จะมีคนเอาใบสั่งอาหารผูกขานกพิราบ แล้วปล่อยให้มันบินไปส่งที่โรงเตี๊ยม


โรงเตี๊ยมไม่ค่อยได้รับรายการส่งอาหารข้างนอกเท่าไรนัก


ถึงแม้จะมีคนเข้ามาอยู่ที่บ้านเฟิ่งหวงมากขึ้น แต่เพราะเพิ่งซื้อบ้านไป ทุกคนจึงตัวแห้งกรอบ ตอนนี้ก็เป็นฤดูหนาว บางทีอาจต้องรอฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ทุกคนถึงจะมีเงินกันมากขึ้น


หายากที่จะมีใบสั่งอาหารเข้ามา เมื่อเห็นคนมาสั่งอาหาร เซินเซี่ยวจึงลงครัวด้วยตัวเอง ทำอาหารออกมาอย่างรวดเร็ว


“น้องหญิง มาทางนี้”


เมื่อนำอาหารใส่ลงในกล่องอาหารเสร็จ ก็เห็นเซินหมิ่นเดินหาของกินไปมาอยู่หลังครัว


นางเป็นแบบนี้ประจำ


เซินหมิ่นขี่ม้าวิ่งไปทั่วหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทุกวัน บวกกับตอนนี้จู้เจียงเจียงตั้งท้อง เรื่องที่นางต้องรับผิดชอบจึงมีเพิ่มมากขึ้น


วิ่งไปวิ่งมามากก็หิวง่าย มีบางครั้งทนไม่ไหวก็จะวิ่งมากินอะไรรองท้องที่ห้องครัวของโรงเตี๊ยม


เซินหมิ่นถาม “พี่รองมีอะไรหรือ?”


เซินเซี่ยวตอบ “หิวแล้วใช่ไหม?”


เขายื่นกล่องอาหารในมือให้นาง “เอ้า หัวหน้าเหวินสั่งอาหารให้ไปส่ง เขาสั่งอาหารดีๆมากมาย เจ้าเอาไปส่งให้เขา ก็ถือโอกาสกินด้วยเสียเลย”


เวลานี้โรงอาหารของสถานศึกษาและโรงอาหารของบ้านเฟิ่งหวงกำลังทำอาหาร คนที่มากินข้าวในโรงเตี๊ยมก็เริ่มเยอะขึ้น เขาไม่มีเวลาทำอาหารให้นาง


ถึงอย่างไรคืนนี้เซินหมิ่นก็จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเฟิ่งหวง เช่นนั้นก็ให้นางไปส่งอาหารเสียเลย นางขี่ม้าเร็วมาก รับประกันได้ว่าตอนถึงที่หมายอาหารจะยังร้อนๆอยู่



จบตอน

Comments