divorce ep31-40

ตอนที่ 31: อยู่เงียบๆในงานเลี้ยงชาก็โดนหาเรื่อง


ถึงระหว่างทางหมิงจี่จะเร่งคนขับให้เร็วหน่อย แต่สุดท้ายก็มาถึงสมาคมผู้รู้สายจนได้

สามคนผ่านเมืองทางทิศใต้ไปถึงเมืองทางทิศเหนือ ที่นี่คฤหาสน์จวนผู้ดีมีมาก บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนในเมือง แต่ข้างตัวส่วนใหญ่มีคนใช้ประกบไปด้วย

รถม้าหยุดลง จู้เจียงเจียงลงจากรถ เห็นที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ครั้งก่อนนางมาส่งชา จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “คุณชายหมิง บ้านของท่านไม่ได้อยู่ถนนทางทิศตะวันตกหรือ?”

“ที่นี่คือบ้านเก่าตระกูลหมิงของเรา ถนนทางทิศตะวันตกคือบ้านรองของพวกเรา”

หมิงจี่ก็สงสัยเหมือนกัน ทอดสายตามองเผยจี้แวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “แม่นางเคยมาที่นี่หรือไม่? ฝั่งตรงข้ามก็คือบ้านที่แม่ทัพเผยพักอยู่”

“เขา?”

จู้เจียงเจียงหันไปมองประตูฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง เห็นแค่ประตูใหญ่ของบ้านปิดสนิท หน้าประตูมีแค่โคมไฟสองดวง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย

บ้านเป็นระเบียนจนดูอุดอู้ หากไม่รู้ยังคิดว่าในนี้ไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้ว

เผยจี้เหมือนจะเข้าใจความคิดของนาง อธิบายเรียบๆหนึ่งประโยค “ที่ผ่านมาในบ้านยังไม่ทันได้เก็บกวาดให้ดี”

นี่เป็นบ้านที่ทางศาลาว่าการจัดให้เขาชั่วคราว ให้เขาอยู่ที่นี่สักพัก รอฮ่องเต้เรียกเขากลับเมืองหลวงไปรายงานตัว เขาก็ไม่พักที่นี่แล้ว

“...” ทำไมเขาต้องอธิบาย?

พวกเขามีความสัมพันธ์กันแค่การค้าขายเท่านั้น นางรู้ตัวเองดีว่าเป็นแม่ม่ายคนหนึ่งเข้าใจไหม?

จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างขอไปทีให้เผยจี้ แล้วหันมาถามหมิงจี่อย่างไร้เยื่อใย “คุณชายหมิง ห้องครัวอยู่ที่ใด?”

หมิงจี่ให้คนใช้ในจวนพาเผยจี้ไปยังสถานที่จัดงานสมาคมผู้รู้ตรงสวนดอกไม้ก่อน ส่วนตัวเองก็พาจู้เจียงเจียงไปยังห้องครัวที่อยู่ด้านหลังจวน

คนครัวได้จัดเตรียมเครื่องปรุงรายการอาหารที่รับปากนางเมื่อสามวันก่อนไว้แล้ว ตอนนี้รอใบชาของนางมาถึงก็ทำได้เลย

“ให้เวลาข้าครึ่งชั่วยาม” จู้เจียงเจียงกวาดตามองเครื่องปรุงบนโต๊ะในห้องครัวที่เตรียมไว้แวบหนึ่ง ความมั่นใจเต็มเปี่ยม

นางเปิดกล่องอาหารที่ตัวเองเอามา ด้านในมีชาสด ใบชา ชาที่บดเป็นผงก็มี นางเป็นคนเตรียมเองทั้งหมด

ขอผ้ากันเปื้อนกับคนในครัวมาเรียบร้อย จู้เจียงเจียงก็ลงมือทำอาหารเกี่ยวกับใบชาทันที

นี่เป็นโอกาสเผยแพร่ใบชาบ้านนางอย่างหนึ่ง นางต้องตั้งสติให้เกินร้อย

ชาฤดูใบไม้ผลิและเต้าฮวยง่ายที่สุด เต้าหู้สำนักศึกษาตระกูลหมิงเตรียมไว้แล้ว นางก็แค่ต้องต้มน้ำชาเพิ่มน้ำผึ้งทำน้ำแกงหวาน เท่านี้เต้าฮวยก็ยกขึ้นโต๊ะได้แล้ว

ดังนั้นนางจึงเก็บของว่างนี้ไว้ทำทีหลัง จู้เจียงเจียงทำขนมชาเขียวที่ทำยากที่สุดก่อน

หยิบแป้งข้าวเหนียวมาบดในเครื่องโม่หินหนึ่งกะละมัง แป้งข้าวเหนียวละเอียดมาก แต่ก็ยังให้สัมผัสที่เป็นเม็ดๆ

ใช้กระทะสะอาดหนึ่งใบ หลังรอจนร้อนก็เอาฟืนในเตาออก ใช้ความร้อนที่เหลือผัดแป้งข้าวเหนียว จนกระทั่งสีขาวหิมะของแป้งข้าวเหนียวกลายเป็นสีเหลืองอ่อนๆ

หลังผัดแป้งข้าวเหนียวเสร็จ ก็ยกออกมาแล้วปล่อยให้เย็น ช่วงที่รอ จู้เจียงเจียงก็ทำไปน้ำแกงหวานที่เต้าฮวยต้องใช้ออกมา

ต้มชาเข้มข้นหนึ่งกา ใช้ผ้ากรองไม่ให้มีเศษใบชาตกลงไปแม้แต่น้อย

เพิ่มน้ำผึ้ง เคี้ยวไฟอ่อนๆ เคี้ยวจนในหม้อเกิดฟองแล้วเอาลง ตอนเคี้ยวห้ามใช้เวลานานเกินไป ไม่เช่นนั้นน้ำเชื่อมก็อาจจะไม่ใสดั่งผลึกเอาได้

แป้งข้าวเหนียวภายใต้ความช่วยเหลือของเด็กสำนักศึกษาตระกูลหมิงด้านนั้น พัดความร้อนออกไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากวางแป้งข้าวเหนียวสุกให้เย็น ก็เอาผงชาบดใส่เข้าไป บวกกับผงน้ำตาล ผสมให้เข้ากันแล้วกดลงไปในเครื่องมือ ก็จะกลายเป็นขนมชาเขียว

งานถกเถียงความรู้ มีของว่างสองอย่างกับน้ำชาหนึ่งกาก็เพียงพอแล้ว

จู้เจียงเจียงเตรียมของเสร็จก็ปลดผ้ากันเปื้อนออก จัดระเบียบตัวเองใหม่ จึงค่อยเดินทางไปยังสวนดอกไม้สถานที่จัดงานสมาคมผู้รู้ พร้อมกับเด็กรักใช้ 

เพิ่งเข้าใกล้สวนดอกไม้ก็ได้ยินเสียงอ่านกวี อ่านบทความ ยังมีเสียงชมเชยกันและกันในหอหนังสือดังขึ้น

“เชิญแม่นางสู่ที่นั่ง”

เด็กรับใช้พาจู้เจียงเจียงไปนั่งลงตรงตำแหน่งท้ายสุดของสวนดอกไม้

ข้างที่นั่งของนางยังมีเตาเล็กวางอยู่ บนเตาต้มน้ำร้อนจนเดือดอยู่ตลอดเวลาคนอื่นในสมาคมผู้รู้ ทุกคนล้วนหนึ่งโต๊ะหนึ่งเก้าอี้

โต๊ะเก้าอี้ต่ำมาก วางเรียงรายอยู่สองข้างทางสวนดอกไม้ ตำแหน่งตรงกลางเว้นว่างไว้ คนในสมาคมผู้รู้เดินได้ตามสบาย

ผู้ที่นั่งอยู่บนสุดก็คือท่านผู้เฒ่าหมิง ตำแหน่งที่ใกล้โต๊ะหลักทั้งสองด้าน หนึ่งคือเผยจี้ อีกด้านคือนายอำเภอจูลิ่นแห่งเมืองเจียงหนาน

หมิงจี่กับหมิงเหยาแทรกอยู่ตรงกลาง ทักทายพวกคุณหนูคุณชายที่มาเข้าร่วมงานเหล่านั้น

หน้าที่หลักของจู้เจียงเจียงมีเพียงชงชา ตอนเด็กรับใช้ทยอยยกของว่างออกมาวางให้ทุกคนทีละโต๊ะ นางก็เริ่มชงชาแล้ว

จูลิ่นกับท่านผู้เฒ่าหมิงที่นั่งใกล้เขาเอาแต่ชวนเขาคุยตลอดเวลา เผยจี้จึงไม่ได้เข้าไป แต่สายตากลับมองนางอยู่บ่อยๆ

จริงๆเลย ผู้หญิงคนนั้นก้มหน้าสนใจแต่ชงชา ไม่มองเขาแม้แต่หางตา เสียดาย เขายังเข้าร่วมงานสมาคมผู้รู้ที่ไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิดแบบนี้ก็เพื่อนางโดยเฉพาะ

จู้เจียงเจียงชงชาเสร็จหนึ่งกาแล้วก็ให้เด็กรับใช้ยกชาไป

หมิงจี่เห็นดังนั้นก็รีบยืนขึ้นแนะนำ “ทุกท่าน สำนักศึกษาตระกูลหมิงเตรียมชาฤดูใบไม้ผลิและของว่าง เชิญทุกท่านคุยไปพลางกินไปพลาง”

อันที่จริงตอนของว่างขึ้นมา ทุกคนก็สังเกตเห็นแล้ว เพียงแต่เจ้าบ้านยังไม่พูด พวกเขาก็ไม่กล้าแสดงออก

ตอนนี้พวกเขาสามารถคุยเรื่องของว่างบนโต๊ะได้อย่างเปิดเผยแล้ว

“รบกวนคุณชายหมิงแล้ว ไม่แปลกที่สำนักศึกษาตระกูลหมิงเป็นผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมอันดี แม้แต่ของว่างก็มีความหมายลึกซึ้งเพียงนี้”

ผู้ชายในมือถือหนังสือไม่คำนึงถึงบทกวีคนอื่น เอ่ยคำชมของหวานสองอย่างบนโต๊ะทันที

เขาก็คือจูชิงหรานลูกชายของนายอำเภอจู เพื่อนสนิทหมิงจี่

เขารู้ว่าสมาคมผู้รู้ครั้งนี้มีความหมายกับหมิงจี่ เวลาเดียวกันเขาก็แอบชอบหมิงเหยา ดังนั้นจึงเป็นคนแรกที่ออกมาช่วยพูดให้บ้านรองตระกูลหมิง

จูชิงหรานเพิ่งพูดจบ เสียงพูดที่แฝงนัยหนึ่งก็ดังขึ้นทันที “คุณชายจูพูดเกินไปแล้ว น้องรองของข้าแค่เตรียมพวกอาหารป่า ขายหน้าทุกคนแล้ว”

คนคนนี้คือพี่ชายคนโตหมิงเจี้ยงของตระกูลหมิง

เขาเป็นลูกชายของเรือนใหญ่ และเป็นคู่แข่งเพียงคนเดียวในการแย่งสิทธิ์ในสำนักศึกษาส่วนตัวกับหมิงจี่

ดังนั้นคำพูดที่ออกจากปากเขาเมื่อครู่ถึงไม่ค่อยน่าฟังเท่าไรนัก

“คำพูดนี้ของพี่ใหญ่ดูจะคลาดเคลื่อนไป”

หมิงจี่ก็ไม่ยอมถูกรังแก โต้กลับไป “ขนมชาเขียวและน้ำชาถึงแม้จะมาจากป่า แต่พี่ใหญ่อย่าลืม ในป่านี้เคยมีคู่เฟิงหวงสีทองบินออกมา”

นั่นเป็นโชคที่ชาวบ้านเมืองเจียงหนานให้การยอมรับ เขากล้าสงสัยหรือ?

“น้องรองพูดถูก”

หมิงเจี้ยงไม่กล้าสงสัยเฟิงหวงสีทอง แต่เขากล้าสงสัยคนทำของสิ่งนี้

“เพียงแต่ บุรุษทุกท่านที่มานั่งคุยเพื่อความรู้ ส่วนคนที่น้องรองเชิญมา เวลานี้เกรงว่าไม่ควรมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่กระมัง?”

พูดจบเขากันเหล่สายตาไปบนตัวจู้เจียงเจียงที่นั่งอยู่ท้ายภาพวาด

ตำหนิหมิงจี่ที่ให้จู้เจียงเจียงนั่งอยู่ที่นี่ ดึงระดับของสมาคมผู้รู้ให้ต่ำลง ดูถูกแขกที่มาในวันนี้

จู้เจียงเจียงที่อยู่เฉยๆ เมื่อได้ยินคำนี้ก็หยุดการชงชาในมือลงทันที พลางเงยหน้าสบตาทุกสายตาที่มองมาที่นาง

“น้ำชาไม่อร่อยหรือเต้าหู้ไม่น่ากิน?” นางยิ้มกว้าง ไม่ตอบรับทำเอาหมิงเจี้ยงมึนงงไปครู่ใหญ่

นางควรหลบหน้าหนีความอาย ให้เขาหัวเราะเยาะการรับรองแขกของหมิงจี่ออกมาไม่ใช่หรือ?


ตอนที่ 32: ต่อสู้เดี่ยวๆกับวีรชน


“แม่นางอย่าใจร้อน พี่ใหญ่ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้า น้ำชาและของว่างอร่อยทั้งคู่” หมิงจี่อธิบายอย่างแฝงความนัย

หมิงเจี้ยงตำหนิเขา เพียงแต่อยากหาข้ออ้างเท่านั้น

ดึงจู้เจียงเจียงเข้ามาเกี่ยวข้อง เขารู้สึกเกรงใจมาก

“จริงด้วย เมื่อของว่างนี้ยกมาข้าก็รับรู้ถึงเจตนาในนี้ได้”

จูชิงหรานรีบดึงหัวข้อเรื่องของว่างกลับมา ไม่อย่างนั้นสองพี่น้องตระกูลหมิงต้องทะเลาะกันแน่

“น้ำแกงเต้าหู้นี้ เต้าหู้ขาวนุ่มชุ่มด้วยสีเขียวใส ค่อยๆกระจายบนเต้าหู้ ราวกับฤดูใบไม้ผลิค่อยๆสลายความหนาวเย็น เต็มไปด้วยฤดูใบไม้ผลิ”

“มาดูขนมอบนี้อีกครั้ง” จูชิงหรานคีบขนมชาเขียวหนึ่งชิ้นขึ้นมาแล้วดื่มคู่กับน้ำชา ส่ายหน้าพลางอุทาน “กลิ่นหอมคู่กับชาหอม ทำให้ฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วงมาพบพานกันในขนมอบนี้ เยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ!”

สมกับเป็นปัญญาชน!

ได้ยินคนบรรยายสิ่งที่นางถามแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกขอบคุณในเวลาเดียวกัน ทั้งยังรู้สึกเสแสร้งขึ้นมาเล็กน้อย

แน่นอนว่าจูชิงหรานรู้ว่านี่เสแสร้งแค่ไหน เขาเองพูดจบก็ขนลุกไปทั้งตัว

แต่ถ้าหากไม่ทำแบบนี้ จะดึงดูดความสนใจของทุกคนได้อย่างไร?

ถึงแม้สมาคมผู้รู้วันนี้จะมาพูดคุยถึงความสามารถของกันและกัน แต่ก็มีหัวข้อหลัก หัวข้อหลักนั้นก็คือทิวทัศน์ที่เห็นทั้งหมดตรงหน้า

“ในเมื่อคุณชายจูพูดถึงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง พวกเราใช้บทกวีเป็นพื้นฐาน ใช้ฤดูทั้งสี่เป็นหัวข้อ มาเล่นเกมต่อท้ายคำดีหรือไม่?” หมิงจี่พูดเสนอ

ข้อเสนอนี้ได้รับความชื่นชมจากท่านผู้เฒ่าหมิงกับจู่ลิ่นเป็นอย่างดี

“ก็ดี บทกวีแบบทันด่วนตรวจสอบความรู้ได้ดีที่สุด ไม่รู้ว่าแม่ทัพเผยคิดเห็นเช่นไร?” ท่านผู้เฒ่าหมิงมองเผยจี้ ถามความคิดเห็นของเขา

เผยจี้คือแขกผู้มีเกียรติของเมืองเจียงหนาน ระดับตำแหน่งสูงกว่าจูลิ่นไม่รู้กี่เท่า

ในที่นี้เผยจี้จึงเป็นบุคคลสำคัญที่แท้จริง เป็นธรรมดาที่เขาต้องถามก่อนถึงจะถูกต้อง

เผยจี้ ผู้ชายหยาบกระด้างคนหนึ่ง รู้หนังสือไม่มากนัก เกมแบบนี้เขาเล่นไม่ไหว แต่ที่นี่ถึงอย่างไรก็เป็นสนามของเจ้าบ้าน ถึงแม้จะไม่ชอบเขาก็พูดอะไรไม่ได้

“ท่านผู้เฒ่าหมิงไม่ต้องสนใจข้า เชิญตามสบาย”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็เริ่มเถอะ”

คนที่มาเข้าร่วมสมาคมผู้รู้วันนี้ ไม่ว่าอายุมากน้อย ล้วนเป็นบัณฑิตที่ท่านผู้เฒ่าหมิงเคยสอนสั่ง แม้กระทั่งจูลิ่นก็ไม่เว้น

ดังนั้นแค่เขาเอ่ยปาก ก็ไม่มีใครกล้าขัดแล้ว

“งั้นเริ่มจากข้าเถิด เรียงตามลำดับ” ตำแหน่งของจูชิงหรานติดกับจูลิ่น จัดลำดับอยู่หน้าสุด เริ่มจากเขาก็ปกติ

เห็นแค่เขามองภาพวาดข้างสวนดอกไม้ ในปากเอื้อนเอ่ยเป็นคำ ครู่เดียวก็พูดกวีหนึ่งบทออกมา

“คนหนึ่งใช้ชีวิตสันโดษ มองเห็นวิวเมือง สีเหลืองของฤดูใบไม้ผลิลาลับ กลับคงเหลือฤดูร้อนที่ยังสดใส”

“ดี!”

จูชิงหรานเพิ่งอ่านกลอนเสร็จ ทุกคนในระเบียงภาพวาดก็ทยอยชมว่าดี ไม่รู้เพราะเขาดีจริง หรือว่าเพราะเขาเป็นลูกชายของนายอำเภอ

ในท้องยังมีความรู้อยู่บ้าง! จู้เจียงเจียงแอบพูดในใจ

ถึงแม้นางไม่ได้เข้าร่วม แต่แค่ฟังๆก็ไม่เป็นไร

จริงด้วย!

นางรับปากเหลียงเหวินโจว จะช่วยคัดของที่อยู่ในสมาคมผู้รู้กลับไปให้เขา “แม่นาง ช่วยข้าเตรียมกระดาษ พู่กัน และหมึกให้ข้าสักชุดได้ไหม?”

จู้เจียงเจียงขอพู่กันและหมึกกับเด็กรับใช้ข้างกายนาง ตอนที่คนอื่นไม่ได้สนใจ นางก็ขีดๆเขียนๆหนังสือ พลางจดบันทึกกวีที่ทุกคนอ่าน

ตั้งแต่นางมาถึงระเบียงภาพ เผยจี้ก็เฝ้ามองนางอยู่ตลอด

เห็นนางก้มหน้าเขียนหนังสือ เขาวางถ้วยชาในมือลง ลุกขึ้นไปแอบยืนอยู่ด้านหลังนาง

ครั้งก่อนที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง เขาเคยเห็นนางลงทะเบียนข้อมูลแขกที่มาเก็บชา ดังนั้นนางรู้หนังสืออยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่นึกว่าของที่อยู่ในหนังสือแบบนี้ นางก็สามารถเข้าใจ

“เจ้าฟังรู้เรื่องหรือ?” จู่ๆ เผยจี้ก็ถามออกมา 

จู้เจียงเจียงกำลังก้มหน้าตั้งใจจดอยู่ถูกเขาทำให้ตกใจ ลูบหน้าอกบอกว่า “แม่ทัพเผย ท่านนี่เอง”

“คำพูดของปัญญาชนพวกนี้ เจ้าฟังรู้เรื่องหรือ?” เขาถามออกมาอีกครั้ง

เขาคิดไปเองว่านางฟังไม่เข้าใจ ท่าทีทำเหมือนนางไม่รู้หนังสือ จู้เจียงเจียงรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

“ล้อเล่นน่า ก็แค่บทกวี มีอะไรยาก!”

เดิมนางอยากบอกเผยจี้ นางก็เคยเรียนหนังสือมา แต่ใครจะรู้ ตอนนางพูด คนแต่งกวีของทางสมาคมผู้รู้กำลังพูดติดขัดอยู่

ในตอนที่ทั้งสนามเงียบสงบ คำพูดจู้เจียงเจียงนี้จึงดังขึ้นเป็นพิเศษ ดึงดูดสายตาคนเล่นเกมทั้งหมด

“พูดโอ้อวดเก่งจริง!”

ในที่สุดหมิงเจี้ยงก็หาข้ออ้างได้อีกครั้ง บนใบหน้าตื่นเต้นอย่างห้ามไม่ได้ โยนหัวหอกไปทางจู้เจียงเจียงโดยตรง

“ในเมื่อแม่นางท่านนี้บอกแต่งบทกวีนั้นไม่ยาก เช่นนั้นท่านมารับต่อประโยคนี้ดีหรือไม่?”

เรื่องยุ่งยากเข้ามากะทันหัน จู้เจียงเจียงยังไม่ทันโต้ตอบก็ถูกบีบให้ขึ้นเหลียงซาน

“พี่ใหญ่...”

หมิงจี่คิดจะเอ่ยปากห้าม หมิงเจี้ยงกลับไม่ให้โอกาสเขา “น้องรอง ที่นั่งอยู่ที่นี่คือศิษย์ของสำนักศึกษาตระกูลหมิง คือคนเก่งมีความรู้ที่สุดของเมืองเจียนหนาน”

“ข้าไม่เชื่อ ศิษย์ตระกูลหมิงยังต่อประโยคนี้ไม่ได้ สาวชาวไร่อย่างนางกล้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร!”

หมิงเจี้ยงตั้งใจจะให้จู้เจียงเจียงขายหน้า แล้วยืมโอกาสนั้นโยนบนหัวของหมิงจี่ บอกว่าเขาใช้คนไม่เหมาะสม ทำให้สมาคมผู้รู้ล้มครืน

แบบนี้แล้ว สำนักศึกษาตระกูลหมิงก็เป็นของเขาแล้ว!

นางไม่รู้เรื่องของตระกูลหมิง แต่นางรู้ว่าหมิงเจี้ยงคนนี้เอาแต่หาเรื่องนางตลอดๆ เรื่องนี้ทำให้นางหงุดหงิดมาก

ไม่ว่าเขาจะมีเหตุผลอะไร นางก็ไม่อยากทนแล้ว

จู้เจียงเจียงเอาพู่กันในมือตบลงบนโต๊ะแรงๆ ก่อนจะลุกขึ้นเชิดหน้า สบสายตากับหมิงเจี้ยง “ตกลง ให้ข้าต่อก็ต่อ ตอนนี้ต่อถึงประโยคไหนแล้ว?”

“แม่นางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้าออกหน้าแทนเจ้าได้” เผยจี้ลุกขึ้นยืนอยู่ข้างๆนาง พยายามใช้ฐานะของตัวเองแก้ปัญหายากข้อนี้

เห็นเพียงจู้เจียงเจียงยกมือปฏิเสธเขา “แม่ทัพเผย ขอบคุณความหวังดีของท่าน เชื่อข้า พวกเขาสำหรับข้าแล้วไม่เป็นปัญหา”

“สาวชาวไร่จองหอง!”

หมิงเจี้ยงโกรธจนบีบถ้วยชาในมือเกือบแตก “งั้นเจ้ามาต่อ ‘ฤดูหนาว’!”

“นิสัยแย่จริงๆ”

จู้เจียงเจียงแขวะเขาหนึ่งประโยคเบาๆ แล้วหยิบสมุดบันทึกกวีที่ตัวเองจดเมื่อครู่มาดู ประโยคที่มีแล้วนางจะซ้ำไม่ได้

“หนานหลิงยิ่งชวนคิดถึง ผ้าขาดฤดูหนาวกลับยังไม่ได้ซื้อ”

“นางกลับต่อได้จริงๆ?”

“แม่นาง เจ้าเคยเรียนหนังสือ? เรียนที่ไหน? หรือเมืองเจียงหนานยังมีสำนักศึกษาส่วนตัวที่อื่น?”

ทุกคนเห็นนางต่อคำได้ อีกทั้งยังรวดเร็วเช่นนี้ แต่ละคนแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา

ยิ่งกว่านั้น ยังมีคนเดินเข้าไปถามยาวๆ

เมืองเจียงหนานมีสำนักศึกษาส่วนตัวแค่แห่งเดียว ในเมืองไม่ว่าคนไหนที่เรียนหนังสือ ส่วนใหญ่ก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาตระกูลหมิง แต่ที่นี่ไม่เคยมีคนอย่างนางมาก่อน

“พูดให้ถูกต้อง ไม่เคยเรียน แต่พวกเรามีนักท่องเที่ยวหาความรู้ห้าปีคนหนึ่ง คนเคยเรียนหนังสือที่เพิ่งกลับมาช่วงก่อน”

จู้เจียงเจียงพูดเสียงเบา ใบหน้าเฉยเมยไม่แยแส ทำเอาพวกปัญญาชนกลุ่มนี้โมโหใช้ได้

หมิงเจี้ยงได้ยินจู้เจียงเจียงไม่เคยเรียนหนังสือ ความเครียดในใจเล็กน้อยหายไปแล้ว เริ่มพูดเหน็บแนมอีกครั้ง “เจ้าไม่เคยเรียนหนังสือ? งั้นเจ้าแสร้งทำทำไม ก็แค่แมวตาบอดชนหนูตายเท่านั้น!”


ตอนที่ 33: รุกฆาตคู่ต่อสู้


“แมวตาบอดชนหนูตาย? เหอะ!”

จู้เจียงเจียงโกรธจนเลือดขึ้นหัว เดินหน้าสู้แบบตัวต่อตัวกับหมิงเจี้ยงโดยไม่คิด “ก็ได้ งั้นแมวตาบอดอย่างข้าวันนี้จะชนกับหนูตายอย่างเจ้า ประโยคถัดไป เจ้ากล้าแข่งกับข้าหรือไม่?”

เชี่ย!

นางไม่เสแสร้งแล้ว!

นางก็แค่มาชงชาหาเงิน ได้ไม่มาก ยังต้องมาเป็นตัวรับกระสุนถูกทุกคนหยามเหยียดอีก มีสิทธิ์อะไร!

“จะ...เจ้ากล้าว่าข้าหรือ?” หมิงเจี้ยงทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ

ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าใคร ขอแค่อยากเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาตระกูลหมิงของพวกเขา ล้วนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องประจบสอพลอ และสุภาพต่อเขาเป็นอย่างมาก

แต่สาวชนบทคนนี้ คิดไม่ถึงว่าจะกล้าด่าเขาเป็นหนูตาย!

“ข้า!” หมิงเจี้ยงโกรธจนจะเขวี้ยงถ้วยไปทางนาง

แต่เผยจี้ที่ยืนขวางอยู่ด้านหน้าจู้เจียงเจียงเร็วกว่าก้าวหนึ่ง “คุณชายใหญ่หมิง หากไม่ทัดเทียม ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดโทสะต่อแม่นางคนหนึ่ง นี่เป็นการทำร้ายจิตใจของคุณชายใหญ่หมิงจริงๆ ท่านว่าจริงหรือไม่?”

สีหน้าของเผยจี้เข้มดูแย่มาก ถึงขั้นแสดงกิริยาที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูป่าเถื่อนออกมา ทำให้บัณฑิตผู้เล่าหนังสือในสถานที่แห่งนี้ตกใจกันไม่น้อย

เผชิญหน้ากับคนไม่มีเหตุผล พวกเขาถึงคนมากกว่านี้ก็สู้แม่ทัพใหญ่เผยคนเดียวไม่ไหว

“แม่ทัพเผยโปรดระงับโทสะ”

ท่านผู้เฒ่าหมิงเห็นเช่นนี้จะไม่ออกตัวก็ไม่ได้ “เป็นเด็กน้อยตระกูลหมิงของข้าไม่รู้ความ ล่วงเกินท่านแม่ทัพ ให้ข้าใช้ชาแทนสุราขออภัยแก่ท่าน”

เห็นเด็กรับใช้ยกชามา เผยจี้จึงเลี่ยง แสดงท่าทีให้จู้เจียงเจียงดื่ม ถือเสียว่าตระกูลหมิงขอโทษนางแล้ว

แต่จู้เจียงเจียงไม่เห็นด้วยที่จบแค่นี้

ชาถ้วยนี้ ตระกูลหมิงพูดชัดเจนแล้ว พวกเขาขอโทษเผยจี้ ไม่ได้ขอโทษนาง

หากนางดื่มแล้ว นั่นถึงได้รับความเสียหายแต่ก็พูดไม่ออก หลังจากสมาคมผู้รู้จบลงแล้ว คนที่ถูกหัวเราะเยาะยังคงมีแค่นาง

“ทำไม คุณชายใหญ่ผู้สง่างามของสำนักศึกษาตระกูลหมิง หรือไม่กล้ารับคำท้าของข้าสาวชนบทคนหนึ่ง?”

จู้เจียงเจียงกัดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อย ไม่ได้ไปทางที่เผยจี้ปูให้ ไม่เพียงแค่เผยจี้ ทุกคนในสถานที่นี้ล้วนรู้สึกตกตะลึง

นี่นางแกว่งเท้าหาเสี้ยนเองไม่ใช่หรือ?

ประโยคเมื่อครู่นั้น ไม่ใช่นางพยายามพูดความรู้ที่เคยได้ยินมา ถึงโชคดีต่อได้พอดีหรือ?

ทุกคนเริ่มคาดหวังแล้ว

หมิงจี่กับจูชิงหรานทั้งสองคนแสดงสีหน้าว่ามีเรื่องสนุกให้ดูออกมาชัดเจน ถ้าจู้เจียงเจียงชนะหมิงเจี้ยงได้ ทำให้เขาเสียหน้าในสำนักศึกษาบ้านตัวเอง เช่นนั้นสำนักศึกษาตระกูลหมิงก็ไม่มีความสัมพันธ์กับเขาอีกตลอดไป

“น่าขัน! คุณชายอย่างข้าหรือจะกลัวเจ้า?”

หมิงเจี้ยงยกย่องตัวเองจิตใจงดงามมีคุณธรรมสูงส่ง เขาเติบโตในสำนักศึกษาส่วนตัว พูดถึงชาติตระกูล สิ่งแวดล้อม เขาย่อมไม่มีทางแพ้ให้กับผู้หญิงที่มาจากชนบท ไม่เคยอ่านหนังสือคนหนึ่ง

เห็นแค่เขาแสร้งกระแอม แล้วแสร้งพูดออกมาหนึ่งประโยค “เขตเจียงฮั่นลมฤดูใบไม้ผลิเริ่มพัด หิมะเลือนหายในยามค่ำคืน”

“ถึงตาเจ้าแล้ว...”

“หินถล่มพ่นฟ้าโปร่งราวห่าฝน ต้นจื่อเถิงฮวาในป่าบดบังพระอาทิตย์ กลายเป็นร่มเงาแน่นหนา สายลมเย็นพัดโชยมา ไหนเลยจะมีอานุภาพของกลางฤดูร้อน”

จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสหมิงเจี้ยงได้โอ้อวด พูดต่อทันที ทำให้หมิงเจี้ยงและทุกคนรับมือไม่ทัน

“เร็วมาก นางแทบไม่คิดเลย”

“ใช่ ดูท่าคุณชายใหญ่หมิงจะเจอคนที่ต่อกรได้ยากแล้ว...”

ทุกคนในระเบียงภาพวาดแอบกระซิบกระซาบ ในมือถือถ้วยชา ยืนล้อมคุมเชิงจู้เจียงเจียงกับหมิงเจี้ยงดูความสนุกเป็นวงกลม

“ตะ...ตอนหน้าลานบ้านมีใบไม้ร่วงจำนวนมาก รู้สึกเค้าลางฤดูใบไม้ร่วงใกล้มาถึงแล้ว” หมิงเจี้ยงเริ่มติดอ่าง ท่าทางเคร่งเครียด ทว่าก็ยังคงต่อไปได้

เขาเพิ่งพูดจบ สายตาของทุกคนยังไม่ทันหันไปทางจู้เจียงเจียง นางก็ตอบเสร็จแล้ว อีกทั้งยังต่อด้วย ‘ฤดูใบไม้ผลิ’

“ไม่รู้ว่าดอกเหมยริมแม่น้ำออกดอกล่วงหน้า นึกว่าหิมะขาวบนกิ่งไม้ผ่านฤดูหนาวยังไม่ทันละลาย ใครก็สามารถดูออกถึงรูปร่างของฤดูใบไม้ผลิ ลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่ง เต็มไปด้วยสีสันหลายหลากละลานตา นับว่าเป็นทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ผลิ”

“ทำไมเจ้าต่อด้วย ‘ฤดูใบไม้ผลิ’ นั่นเป็นของข้า!” ไม่ง่ายเลยที่หมิงเจี้ยงจะบีบเค้นสมองออกมาหนึ่งประโยคที่ต่อได้ คิดไม่ถึงนางว่ากลับไม่ให้โอกาสเขาได้แสดงมันออกมา

“ในเมื่อแข่งกันแค่พวกเราสองคน เช่นนั้นก็ควรผลัดเปลี่ยนกัน แบบนี้จึงจะมีระดับความยากกว่า ไม่อย่างนั้นเกรงว่าทุกคนจะนึกว่าคุณชายใหญ่หมิงต่อเป็นแต่ฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง”

ตั้งแต่แรกจู้เจียงเจียงคิดจะควบคุมอำนาจไว้ในมือตัวเอง ก็ไม่ยอมให้ตัวเองถูกคนอื่นนำพา

ถ้าเกิดบทกวีของนางสู้เขาได้ จะทำยังไงหากเสียสติในการแข่งกับเจ้าบ้าน?

หมิงเจี้ยงถูกนางชิงทำความคิดให้วุ่นวายอย่างกะทันหัน ในสมองคิดแต่เรื่องประโยคเกี่ยวกับ ‘ฤดูใบไม้ผลิ’ กับ ‘ฤดูใบไม้ร่วง’ ตอนนี้ให้เขาคิดเรื่องอื่น ยิ่งรีบร้อนเขาก็ยิ่งคิดไม่ออก

คนในระเบียงภาพวาดให้เวลาเขาเพียงพอ ทุกคนกำลังรอเขาต่อบทกวี

จู้เจียงเจียงยิ่งสงบและผ่อนคลายอารมณ์ ตอนนี้เดินไปตรงหน้าเด็กรับใช้ที่ยกชาให้นาง ยกถ้วยชาถ้วยนั้นขึ้น ค่อยๆลิ้มรส

เผยจี้เห็นท่าทางนั้นของนาง อดที่จะแขวะในใจไม่ได้ นางยั่วโมโหเก่งจริงๆ

แต่ว่าพูดกลับมา เขาเหมือนแต่งกับภรรยาที่เก่งกาจมากคนหนึ่ง

ทำนา ทำกับข้าว ชงชา ตอนนี้ยังท่องบทกวีรู้หนังสือ ดูแบบนี้แล้วกลับเป็นเขาที่ไม่คู่ควรกับนาง

“คุณชายใหญ่หมิงคิดได้หรือยัง? ใกล้มืดแล้ว”

หนึ่งก้านธูปผ่านไป หมิงเจี้ยงยังคงเงียบงัน จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะเร่งไปหนึ่งประโยค

เดิมทีวันนี้นางก็มาสายแล้ว รอแบบนี้ต่อไป วันนี้นางคงไม่ได้กลับบ้าน

“เจ้าอย่ากำเริบให้มากนัก!” หมิงเจี้ยงโกรธจนตาแดงก่ำ สองมือกำมัดแน่นจ้องจู้เจียงเจียงเขม็ง

ความโกรธนี้กลับทำให้เขานึกบางประโยคออก

ไม่พูดไม่ได้ว่า ในฐานะหลานของผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามมาสี่สมัย ในตัวหมิงเจี้ยงยังมีความรู้อยู่นิดหน่อย ทั้งสองคนเข้าสู้การผลัดกันตอบ

เพียงแต่ตอนออกหนึ่งประโยคนั้นมา จู้เจียงเจียงยังคงรุกฆาตคู่ต่อสู้ หมิงเจี้ยงแค่ถูกกระตุ้นให้รับ พยายามต่อบทให้ได้เท่านั้น

ถึงสุดท้าย หน้าผากของทั้งสองต่างมีเหงื่อซึม 

เด็กรับใช้สองคนข้างหลังหมิงเจี้ยงกำลังพัดวี อีกด้านยังมีเด็กรับใช้รินชาแก้กระหายให้เขา

ในทางกลับกัน จู้เจียงเจียงทำได้แค่ยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่อให้ตัวเอง น้ำชาในถ้วยหมดไปนานแล้ว

คนที่มุงดูความสนุกส่วนใหญ่ล้วนกลับไปนั่งในตำแหน่งของตัวเอง ดื่มชาไปพลางกินของว่างไปพลาง นั่งดูอย่างเบิกบาน ก็ใครให้หมิงเจี้ยงทุกครั้งที่ต่อหนึ่งคำใช้เวลามากถึงขนาดนั้นกัน

อันที่จริงทุกคนต่างก็ดูออก การแข่งขันครั้งนี้ หมิงเจี้ยงแพ้แน่แล้ว

แต่ในฐานะคุณชายใหญ่ของสำนักศึกษาตระกูลหมิง ตระกูลหมิงไม่อนุญาตให้เขาแพ้ ไม่อย่างนั้นสำนักศึกษาตระกูลหมิงไม่กลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมือง โดยมีสาเหตุจากเขาหรือ

หมิงจี่ดูถึงตอนนี้ จิตใจที่ดูด้วยความสนุกก็เริ่มเปลี่ยนไป

เขาแค่คิดยืมมือของจู้เจียงเจียงทำให้พี่ใหญ่ขายหน้า ให้ปู่เขาเห็นได้ชัดเจนว่าใครที่คู่ควรรับช่วงสำนักศึกษาตระกูลหมิงต่อ

ตอนนี้หมิงเจี้ยงขายหน้าแล้ว ในใจท่านผู้เฒ่าหมิงก็รู้แล้ว แต่ตระกูลหมิงของพวกเขาเพราะเหตุนี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์อับอายยิ่ง แบบนี้ควรทำอย่างไรดี?

เวลาล่าช้ามามากแล้ว สีของท้องฟ้าค่อยๆมืดลง สมาคมผู้รู้ควรจบไปนานแล้ว ทุกคนกลับถูกลากไว้ ใครก็กลับไม่ได้

ท่านผู้เฒ่าหมิงทำได้แค่ยอมก้มหน้า ใช้ความคิดสื่อสารกันไปมา สงบทรงพลัง พลางยิ้มแล้วพูดว่า “หมิงจี่กับหมิงเหยา เจ้าสองคนมีประโยคที่ช่วยพี่ชายเจ้าไหม?”

จู้เจียงเจียงดูออก ท่านผู้เฒ่าหมิงพูดออกมาคำนี้แสดงให้เห็นว่าตระกูลหมิงอยากจบการแข่งขันนี้

“ท่านปู่ เหยาเอ๋อร์มีหนึ่งประโยค”

หมิงเหยายืนขึ้น พยักหน้ายิ้มอ้อนวอนจู้เจียงเจียงเล็กน้อย เหมือนกำลังขอร้องนาง หลังจากประโยคนี้ก็ไม่ต้องพูดประโยคอื่นอีก

“ดอกไม้สวยงามร่วงโรยเหตุใดต้องรู้สึกคับแค้น ต้นไม้ในฤดูร้อน สีเขียวขจีเป็นที่พึงพอใจคน”

จู้เจียงเจียงรับทราบคำขอร้องจากหมิงเหยา พี่น้องบ้านรองตระกูลหมิงปฏิบัติกับนางดี นางก็ไม่อยากทำให้พวกเขาลำบาก

แต่ว่า นางกลับพูดมันออกไปแล้ว

“แสงเทียนฤดูใบไม้ผลิสะท้อนความเงียบงันของระเบียงภาพวาด พัดขนาดเล็กในมือ...”

ท่องกวีถึงตรงนี้ จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็หยุดลง แล้วยิ้มเบาๆ พูดว่า “ด้านหลังสามอักษรไม่ทันคิด ถือว่าข้าแพ้ คุณหนูตระกูลหมิงฉลาดเหนือคนจริงๆ”

ในบทกวีที่ท่องไม่จบ หัวข้อ ‘ฤดูใบไม้ร่วง’ ได้ชี้ให้เห็น แสดงว่าเดิมนางแข่งต่อได้ แต่นางไม่ทำ

เพื่อให้เกียรติหมิงเหยา นางจงใจทำ

คนในที่นี้ก็ดูออกว่านางจงใจอ่อนข้อไว้หน้าตระกูลหมิง ถึงให้ตระกูลหมิงไม่ต้องกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมือง


ตอนที่ 34: ข้าจำหัวข้อระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ได้ รับประกันว่าเจ้าสอบติด


สมาคมผู้รู้จบ สีท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว

วันนี้ตระกูลหมิงถูกโจมตีอย่างหนักแม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่กิน คนอื่นๆยังดีหลังจากจบสมาคมผู้รู้นี้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงบ้าน แต่จู้เจียงเจียงอนาถแล้ว

สองพี่น้องตระกูลหมิงเดิมรับปากว่าจะไปส่งนางกลับหมู่บ้าน ตอนนี้คงถูกท่านผู้เฒ่าหมิงลงโทษอยู่หอบรรพบุรุษไปไหนไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครไปส่งนางกลับ

“แม่นาง ฟ้ามืดแล้ว พักในจวนข้าหนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับดีหรือไม่”

เผยจี้ก้าวมาจากด้านหลัง ชี้ประตูจวนของตัวเอง เชิญจู้เจียงเจียงเข้าไป

“ไม่ดีกว่า เสี่ยวอวี๋ยังรอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าขอตัวกลับก่อน” จู้เจียงเจียงโบกมืออย่างสง่า ก้าวเท้าลงบันไดเดินไปทางทิศใต้ของเมือง

ท้องฟ้าเวลานี้เพิ่งมืดลง สำหรับนางในชาติก่อน ถือว่าเป็นเวลาเลิกงานปกติ ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว

เผยจี้เกลียดจุดนี้ของนาง เป็นตัวของตัวเองเด็ดเดี่ยวเกินไป ดูเหมือนชั่วชีวิตนี้นางจะไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายเคียงข้างอย่างไรอย่างนั้น

ถึงแม้จะคับอกคับใจ เขาก็ยังกลับจวนไปจูงม้าเดินตามไป

ยื่นโคมไฟในมือให้นาง “ข้าไปส่ง”

จู้เจียงเจียงค่อนข้างแปลกใจ ในสมาคมผู้รู้เขาออกหน้าแทนนาง ตอนนี้ยังไปส่งนางกลับบ้าน “ท่านแม่ทัพ ท่านชอบข้าใช่ไหม?”

นางคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ตามสถานะของนางตอนนี้ต้องรักษาระยะห่างกับผู้ชาย

เผยจี้คิดไม่ถึงว่านางจะถามแบบนี้ อีกทั้งยังตรงไปตรงมา ในเวลาสั้นๆ เขาประหม่าเล็กน้อย

เกี่ยวกับความรักชายหญิง เขาไม่มีประสบการณ์และคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะพูดถึงหัวข้อนี้กับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นเขาจึงประหม่า

เขาก็แค่เห็นนางเป็นภรรยาของตัวเอง ดังนั้นจึงอยากทำดีต่อนางอย่างบริสุทธิ์ใจ

จู้เจียงเจียงเห็นเผยจี้เงียบ ก็พูดอีกว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าแต่งงานแล้ว ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าตอนนี้สามีของข้าอยู่ที่ไหน แต่ขอแค่เขาไม่ตาย รอเขากลับมา พวกเราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วชีวิต ดังนั้น...”

นางบอกเป็นนัยชัดเจนพอหรือไม่?

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่นางจะทำให้ครอบครัวเกิดความร่ำรวย ผู้ชายมีผลกระทบต่อการหาเงิน ดังนั้นนางไม่อยากให้ใครมีอิทธิพลต่อนาง

ได้ยินนางปฏิเสธผู้ชายคนอื่นอย่างจริงใจเพื่อเขา เผยจี้แอบโล่งใจ ในค่ำคืนนี้ มุมปากของเผยจี้ไม่ว่าอย่างไรก็หุบไม่ลง

ภรรยาของเขาดีจริงๆ!

“ข้าเชื่อ อีกไม่นานสามีของแม่นางคงกลับมา” จู่ๆ เผยจี้ก็ไม่อยากรอแบบนี้ต่อไปอีกแล้ว เขาต้องถวายฎีกากลับเมืองหลวงเพื่อรายงานด้วยตัวเอง

ส่วนฐานะบุตรนอกสมรสตระกูลเผยนี้ เขาได้ทำแทนเผยจี้ตัวจริงที่นั่งในตำแหน่งนี้แล้ว ก็ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต

รอถึงเมืองหลวง เขาจะไปขอรับโทษที่บ้านตระกูลเผย

“งั้นก็ช่างมันเถอะ...” จู้เจียงเจียงพูดพึมพำ นางไม่หวังให้เผยจ้าวกลับมา

“อะไรนะ?” เผยจี้ได้ยินไม่ชัด

“ไม่มีอะไร ท่านแม่ทัพกลับไปเถิด ยืมโคมไฟให้ข้าก็พอแล้ว” จู้เจียงเจียงเริ่มไล่คน แต่เผยจี้ยืนกรานจะไปส่งนาง

หมดปัญญา ทั้งสองทำได้แค่เดินร่วมทาง ชมแสงจันทร์คืนเดือนร้อนไปพลาง เดินไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปพลาง

หลังกลับถึงในหมู่บ้าน ท้องฟ้าก็มืดมิดหมดแล้ว

เผยจี้ไม่ได้เข้าบ้าน เพียงแค่รอจู้เจียงเจียงไปรับเผยเสี่ยวอวี๋กลับอยู่ด้านนอก หลังจากเห็นพวกเขาทั้งสองปิดประตูเข้านอน ถึงหันหลังกลับขึ้นม้าหายลับไปในความมืด

ได้ยินเสียงเกือกม้านอกบ้านค่อยๆห่างออกไป จู้เจียงเจียงถึงเปิดประตูอีกครั้ง ถอนหายใจพลางมองไปทางหน้าประตูหมู่บ้าน

เฮ้อ! ผู้ชายเหมือนอัศวินแบบนี้ ยากที่นางจะไม่ใจเต้น เพียงแต่...

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

จู้เจียงเจียงเดิมคิดไว้หลังกลับจากตระกูลหมิง ก็เริ่มงานสร้างบ้านใหม่ ดังนั้นเช้าตรู่เช่นนี้จึงออกจากบ้านเข้าไปในหมู่บ้านทันที

“อรุณสวัสดิ์ หนอนหนังสือ”

จู้เจียงเจียงไปตระกูลเหลียงก่อน นำสิ่งที่คัดได้ในสมาคมผู้รู้เมื่อวานไปให้เหลียงเหวินโจว

ในเวลานี้ในมือเหลียงเหวินโจวถือหนังสือเล่มหนึ่งยืนอยู่ในลานบ้านพอดี เงยหน้าไปยังทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น ส่ายหน้าหมุนศีรษะอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

เปิดพลิกสิ่งที่จู้เจียงเจียงให้เขามา เหลียงเหวินโจวก็อดไม่ได้จะอุทานขึ้น “ขอบคุณสะใภ้เล็ก เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า ชาตินี้เกรงว่าข้าจะสอบไม่ติดไม่มีลาภยศแล้ว ของสิ่งนี้ ข้าเอามาจะมีประโยชน์อันใด”

เขาไม่เคยเรียนในสำนักศึกษาส่วนตัวเลยสักวัน ท่องเที่ยวหาความรู้ห้าปีนั้น ก็แค่อยู่ข้างถนนแต่ละแห่ง ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยกับคนเรียนหนังสือพวกนั้น

ส่วนเข้าร่วมระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ เขาไม่กล้าที่จะคิด

“อย่าพูดเช่นนี้ เจ้าคือปัญญาชนคนเดียวในหมู่บ้านพวกเรา” จู้เจียงเจียงตบไหล่อย่างเย้าแหย่และปลอบใจเขา

ในมือเขายังถือหนังสืออยู่ ถึงแม้ปากบอกจะยอมแพ้และดูถูกตัวเอง แต่การกระทำแท้จริงกลับบอกนาง เขาไม่อยากยอมแพ้

เหลียงเหวินโจวฝืนยิ้ม “สะใภ้เล็ก ไม่ต้องปลอบใจข้า ตัวข้าเป็นคนแบบไหนข้ารู้ตัวเองดี”

“ระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ปีนี้อยู่ในเดือนเก้าใช่ไหม?”

จู้เจียงเจียงยิ้มให้เขาอย่างมีเลศนัย “ถ้าหากข้าบอก ข้ามีวิธีให้เจ้าสอบติดอันดับ เจ้าอยากไปสอบไหม?”

เมื่อวานในสมาคมผู้รู้ตอนถูกหมิงเจี้ยงยั่วโมโหจนความดันขึ้น นางก็พูดโดยไม่ยั้งคิดไปหนึ่งประโยค “ไม่แปลกที่ปีนี้สำนักศึกษาตระกูลหมิงไม่มีผู้สอบติดซิ่วไฉระดับท้องถิ่นสักคน”

ตอนนั้นนางไม่รู้ทำไมตัวเองถึงมั่นใจเห็นเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้นางรู้แล้วเพราะอะไร 

ความทรงจำในสมองเกี่ยวกับระบบการสอบขุนนางเคอจวี่เลือนรางมาก นั่นเพราะเจ้าของร่างเดิมไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น นางมีความจำส่วนนี้อยู่

ตอนนี้จู้เจียงเจียงคิดออกแล้ว!

“เจ้ามีวิธี?” ปฏิกิริยาแรกของเหลียงเหวินโจวคือตื่นเต้น แต่เมื่อคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกเป็นไปไม่ได้

“สะใภ้เล็ก เจ้าอย่ามาล้อเล่น ระบบการสอบขุนนางเคอจวี่เป็นเรื่องใหญ่ของราชสำนัก หัวข้อก็มีฮ่องเต้เป็นคนออก เจ้าจะมีวิธีอะไร”

“เจ้าไม่ต้องสนว่าข้ามีวิธีอะไร เจ้าแค่บอกเจ้าอยากสอบติดเป็นขุนนางไหม!” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนหัวข้อ แสร้งถามอย่างหงุดหงิด

เหลียงเหวินโจวตกใจกับท่าทางดุๆของนาง ห่อไหล่ “ใต้หล้ามีบัณฑิตคนไหนไม่อยากสอบติดเป็นขุนนาง เป็นธรรมดาที่ข้าก็อยากเทิดเกียรติให้บรรพบุรุษ เพียงแต่…”

“ไม่ต้องเพียงแต่แล้ว ขอแค่เจ้ายอมรับเงื่อนไขข้อหนึ่งกับข้า ข้ารับประกันปีนี้เจ้าจะสอบติด!”

“เงื่อนไขอะไร?”

“เงื่อนไขของข้าคือ หลังเจ้าสอบติดต้องกลับมาเป็นขุนนางที่เมืองเจียงหนาน!”

จะทำให้ครอบครัวร่ำรวยเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากขุนนาง จู้เจียงเจียงอยากทำธุรกิจให้ใหญ่โต เผยแพร่ใบชาให้ไกลกว่านี้ ย่อมต้องการความช่วยเหลือของนายอำเภอท้องถิ่น

ถึงแม้จูลิ่นจะซื้อชาอุดหนุนนาง แต่นางมองออกเขาไม่มีหัวใจธุรกิจ

ปกติเอาแต่ทำท่าสะอาดแต่ผอมบาง ผู้รู้อ่อนแอ รู้แค่แต่งกลอนวาดรูป เป็นนายอำเภอในเมืองเจียงหนานสิบกว่าปียังไม่เลื่อนขั้น ขอร้องเขาไปก็เปล่าประโยชน์

ดังนั้น นางเอาความหวังฝากไว้บนตัวเหลียงเหวินโจวดีกว่า

“เรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก หากข้าสามารถอุทิศตัวเองเพื่อเมืองเจียงหนาน เพื่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรา ข้าจะทุ่มเทสุดตัว ถึงตายก็ยอม!”

ให้คนในบ้านเกิดมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นความฝันทั้งชีวิตของเหลียงเหวินโจว เขาแทบรอไม่ไหวให้ตัวเองได้มีโอกาสแบบนี้

“งั้นก็ตกลงตามนี้!” จู้เจียงเจียงพอใจมาก

“แต่ว่าก่อนหน้านั้น เจ้าช่วยข้าสร้างบ้านก่อนเถิด ถือโอกาสหลายวันนี้อากาศดี ข้าไม่อยากให้ในบ้านรั่วฝนอีกแล้ว”

เหลียงเหวินโจวได้ยิน จู่ๆ รู้สึกว่าตัวเองไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ชั่วพริบตาเมื่อครู่เขากลับเชื่อคำพูดของนาง

นางจะเก่งมีความสามารถแบบนั้นที่ไหนกัน!


ตอนที่ 35: โค่นบ้านเก่าล้มสร้างบ้านใหม่


“มา หนึ่ง สอง ออกแรง...”

พวกผู้ชายร้องเสียงพร้อมเพรียงทะลุท้องฟ้าของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ต่อมาเห็นแค่เศษฝุ่นบินขึ้นตามลม บ้านเก่าตระกูลเผยภายใต้ความพยายามของทุกคน กลายเป็นกองดินเหลือง

วันนี้เป็นวันที่จู้เจียงเจียงรื้อบ้านเก่าสร้างบ้านใหม่ นางขอคนในหมู่บ้านมาช่วย หนึ่งวันสิบเหวินยังรวมข้าวสองมื้อ

เงื่อนไขนี้ได้มากกว่าแรงงานในเมืองเสียอีก ดังนั้นเมื่อวานแค่นางเอ่ยปาก คนในหมู่บ้านที่มาได้ล้วนมากันหมด

“เสร็จแล้ว ดินนี้ก็ให้พวกผู้หญิงเกลี่ยถมให้เรียบ พวกผู้ชายไม่กี่คนขึ้นเขาเถอะ”

สวีเหล่าซานใช้มือปัดฝุ่นชวนสำลักตรงหน้า เมื่อโบกมือใหญ่ พาพวกผู้ชายพกมีดตัดฟืน เดินไปทางด้านหลังภูเขาของหมู่บ้าน

สร้างบ้านใหม่ต้องการไม้จำนวนมาก นอกจากนั้นจู้เจียงเจียงพูดไว้ บ้านใหม่ที่นางจะสร้างหลังนี้ไม่ต้องการอิฐโคลน ใช้ท่อนไม้ทั้งหมดนี่ยิ่งต้องการมากขึ้น

จู้เจียงเจียงก็จนปัญญา นางไม่ชอบบ้านที่สร้างออกมาจากอิฐโคลนจริงๆ เวลานอนมีแต่กลิ่นดินโคลนเต็มห้อง ทั้งยังติดเสื้อผ้าเปื้อนไปหมด

ถึงอย่างไรบ้านเกิดชาติก่อน เอกลักษณ์ของพวกเขาก็คือถู่โหลวจากท่อนไม้ นางตัดสินใจทำตามแบบถู่โหลวของบ้านเก่า สร้างแบบเดียวกันที่นี่

ถู่โหลวมีสองชั้น ด้านล่างครึ่งหนึ่งสถานะกลวงรับลม ดังนั้นต้องการท่อนไม้ค่อนข้างแข็งแรงมาค้ำยันไว้

จู้เจียงเจียงใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อท่อนไม้มาเป็นเสาค้ำยันหลายสิบท่อนจากเมือง หนึ่งท่อนหนักถึงร้อยจิน ครอบครัวใหญ่ในเมืองใช้สร้างจวนโดยเฉพาะ

ตอนนางที่เป็นสาวชนบทไปซื้อ เถ้าแก่ขายไม้ผู้นั้นยังยืนยันที่อยู่กับนางอยู่หลายครั้ง เกรงว่าตัวเองจะฟังผิด

รถม้าส่งไม้พูดอยู่ก็มาถึงแล้ว

“เถ้าแก่หลิว ทำไมท่านถึงมาด้วยตัวเองได้?”

จู้เจียงเจียงเห็นรถม้ามาถึงหน้าหมู่บ้านอยู่ไกลๆ รู้ว่าคนส่งไม้มาแล้วจึงวิ่งเหยาะๆมานำทาง

เห็นคนที่เดินนำหน้ามา ปรากฏว่าเป็นเถ้าแก่หลิวที่ขายไม้ นี่ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจนิดๆ

ที่หลิวเชิงมา เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองล้วนๆ

เขาก็แค่อยากมาดูว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในคำเล่าลือนี้มีลักษณะอย่างไร ถึงอย่างไรทั้งเมืองเจียงหนานล้วนดื่มชาของที่นี่อยู่

แต่ความเป็นจริงทำให้เขารู้สึกผิดหวังมาก

หมู่บ้านนี้ถึงขั้นแร้นแค้น นอกจากจู้เจียงเจียง คนอื่นๆ ดูแล้วท่าทางจนไม่มีข้าวกิน แม้แต่เสื้อผ้าสวยๆ ไม่มีรอยปะเย็บยังไม่มี

หมู่บ้านแบบนี้ มีจุดไหนควรค่าแก่การสร้างบ้านดีๆหนึ่งหลังที่นี่กัน?

ถึงแม้ในใจจะรู้สึกผิดหวังมาก แต่หลิวเชิงไม่มีทางแสดงความคิดในใจออกมาภายนอก ถึงอย่างไรจู้เจียงเจียงก็จ่ายเงินที่ควรจ่ายแล้ว

“แม่นางจู้พูดเล่นแล้ว ข้าได้ยินว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีทิวทัศน์ภูเขาชาสวยงาม จึงตามมาดู แม่นางคงไม่ถือสากระมัง?” หลิวเชิงยิ้มพลางเอ่ยคำพูดอย่างเกรงใจ

“แน่นอนว่าไม่ เถ้าแก่หลิวมาได้เวลาพอดี ที่ข้ามีชาใหม่ อีกประเดี๋ยวให้ท่านหนึ่งขวดกลับไปลองชิม”

จู้เจียงเจียงไม่สนว่าเขาจะมาเพราะสาเหตุอะไร ขอแค่มีโอกาส นางก็จะใช้ชาเป็นสินน้ำใจ

แบบนี้ ในเวลาเดียวกับที่สร้างสัมพันธ์อันดีกับพ่อค้าในเมืองพวกนี้ ยังสามารถนำเสนอใบชาของตัวเอง ให้พวกเขาดื่มจนเคยชิน ก็กลายเป็นธุรกิจยืนยาว

เที่ยวนี้รถม้ามาทั้งหมดสามคัน คันแรกลากไม้สามท่อน ช่วงสายๆยังต้องมาอีกเที่ยว

จู้เจียงเจียงนับท่อนไม้เอง หลังจากส่งหลิวเชิงกลับด้วยความสุภาพ พวกผู้หญิงที่ทำงานก็ล้อมวงเข้ามา ชื่นชมอิจฉา ทั้งลูบทั้งคลำ

“อุ๊ย ไม้นี้แข็งแรงจริงๆ หนึ่งท่อนคงเสียเงินไปไม่น้อยกระมัง?”

“เห็นด้วย ไม้แบบนี้ พวกเราเคยเห็นแค่ประตูที่ว่าการอำเภอ สะใภ้เล็กยังตัดใจได้ลง”

ไม้นี้ทาน้ำมันสนแล้ว ป้องกันน้ำ ปลวก พูดได้ว่าเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ สามารถส่งต่อรุ่นต่อไป เป็นธรรมดาที่คนในหมู่บ้านจะอิจฉาสุดๆ

ผู้หญิงสองสามคนกำลังพูดสอบถามราคาไม้อย่างอ้อมๆ จู้เจียงเจียงยิ้มเล็กน้อยไม่พูดแต่เดินหนีออกไปทำงาน

หากให้พวกนางรู้ว่าจู้เจียงเจียงซื้อไม้หนึ่งท่อนใช้เงินหนึ่งตำลึง ไม่แน่ว่าคนในหมู่บ้านคงต้องพูดอะไรลับหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

จู้เจียงเจียงกับคนที่มาช่วยเหลือ ใช้เวลาทั้งหมดหนึ่งวันเต็มถึงทำความสะอาดดินในบ้านเก่าหมด ทั้งหมดนำไปเติมบริเวณหน้าประตูลาน ขยายลานบ้านให้ใหญ่ขึ้น

ส่วนดินที่ขุดเกินออกมา จู้เจียงเจียงตัดสินใจเด็ดขาด ถมส่วนแปลงนาครึ่งหนึ่งที่แตกร่วงแล้วหน้าประตู เก็บไว้ปลูกผักกิน

คนในหมู่บ้านเห็นแล้วต่างก็ปวดใจแทน แต่จู้เจียงเจียงดำเนินงานอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด พูดคำไหนคำนั้น ใครเตือนก็ไม่มีประโยชน์

เพราะแบบนี้เอง ในช่วงเวลาที่สร้างบ้าน ทุกคนฟังคำสั่งนางทุกอย่าง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ถึงสร้างบ้านได้อย่างราบรื่นเป็นพิเศษ

โครงร่างแบบบ้าน ตอนสร้างถึงชั้นที่สอง หมิงเหยาและหมิงจี่สองพี่น้องก็มาอย่างกะทันหัน

“ขออภัยจริงๆ ทำได้แค่รับรองพวกท่านอยู่ข้างทางแล้ว”

หลายวันที่สร้างบ้านนี้ จู้เจียงเจียงกับเผยเสี่ยวอวี๋ก็นอนอยู่ใต้เพิงในลานบ้าน ส่วนทำกับข้าวต่างๆ เพื่อไม่ให้โดนฝุ่นจึงย้ายไปข้างถนน

ดังนั้นสองพี่น้องตระกูลหมิงมาก็ทำได้แค่รับรองพวกเขาอยู่ข้างถนนแล้ว

“แม่นางเกรงใจแล้ว”

หมิงจี่ถือถ้วยชายืนอยู่หน้าลานบ้าน มองบ้านที่จู้เจียงเจียงกำลังสร้างอย่างสนใจ “แม่นาง ที่เจ้าสร้างเป็นศาลาหรือบ้านกันแน่?”

ชั้นล่างผืนใหญ่แบบนั้นไม่มีกำแพง มีแค่เสาไม่กี่ต้นค้ำยันอยู่ ดูเหมือนศาลาแต่ก็ไม่ใช่ เพราะด้านบนมีบ้านคลุมอยู่

บ้านใครบนศาลายังมีบ้านคลุมอยู่กัน

“นี่เป็นแบบบ้านแบบหนึ่ง คุณชายหมิง แม่นางหมิง วันนี้พวกท่านเดินทางมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนหัวข้อ

นางนึกว่าครั้งก่อนในสำนักศึกษาตระกูลหมิง นางสร้างความไม่พอใจให้ตระกูลหมิงของพวกเขาไปแล้ว

คิดไม่ถึงพวกเขายังจะมาหานางอีก!

“แม่นาง ตั้งแต่โบราณผู้หญิงเข้าสำนักศึกษาส่วนตัวไม่ได้ แม้แต่ข้ายังต้องแต่งกายเป็นชายถึงเข้าเรียนในสำนักศึกษาบ้านของตัวเองได้ เจ้าเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาไหน? กลับให้ผู้หญิงเข้าได้”

หมิงเหยาอยากรู้มาก ดึงจู้เจียงเจียงมาถามอย่างรวดเดียว นัยน์ตาเผยแสงแห่งความอิจฉาเจิดจ้าออกมาเสียจนทำให้คนข้างๆ เกือบตาบอดแล้ว

“ท่านอยู่สำนักศึกษาส่วนตัวของบ้านตัวเองยังต้องแต่งเป็นชายไปเรียนหนังสืออีกหรือ?!”

จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ แบบนี้ละก็ เรื่องที่นางจะส่งเผยเสี่ยวอวี๋ไปสำนักศึกษาส่วนตัวคงจะหมดหวังแล้วกระมัง?

“ยังคิดว่าตัวเองแต่งเป็นชายเข้าห้องเรียนขายหน้าไม่พอหรือ?”

หมิงจี่นั่งลงอีกครั้ง น้ำเสียงเอ็นดูสุดๆ แค่ฟังก็รู้ว่าไม่ได้กำลังตำหนิน้องสาวเขาคนนี้จริงๆ “เหยาเอ๋อร์ซุกซน แม่นางอย่าถือสา”

“เราสองคนมาวันนี้ อยากทำการค้าที่ยาวนานหนึ่งกับเจ้า หลังจากวันนั้นน้ำแกงหวานของสำนักศึกษาตระกูลหมิงของเราจะเปลี่ยนเป็นน้ำชา ฉะนั้นต้องรบกวนแม่นางแล้ว”

มีการร่วมมือระยะยาวมาถึงบ้าน เป็นธรรมดาที่จู้เจียงเจียงแทบทนรอไม่ไหว

แต่ว่า ที่สองพี่น้องตระกูลหมิงรออยู่กลับไม่ใช่ท่าทางดีอกดีใจของนาง แต่เป็นคำพูดแทงใจดำของนาง ที่ทำให้สองพี่น้องตระกูลหมิงตกใจนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก

“ดังนั้นจูชิงหราน คุณชายจูกับท่านรู้จักกันในสำนักศึกษาส่วนตัว อีกทั้งเขายังมองออกว่าท่านคือผู้หญิง ดังนั้นเขาชอบท่านถูกไหม?”

เรื่องราวเหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถในชีวิตจริง!

จู้เจียงเจียงสอดรู้จนรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ใบหน้าอยากรู้จ้องมองไปที่หมิงเหยา แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากรู้มากกว่านี้


ตอนที่ 36: ถูกใครบางคนอิจฉาริษยาเข้าแล้ว


“เจ้ารู้ได้อย่างไร?!”

สองพี่น้องตระกูลหมิงพูดออกมาพร้อมกันอย่างไม่อยากจะเชื่อ

เรื่องนี้นอกจากพวกเขาสองพี่น้อง ก็มีแค่บิดามารดาและท่านปู่พวกเขาที่รู้ ด้านจูชิงหรานแม้แต่จูลิ่นยังปิดปากเงียบ

จู้เจียงเจียงรู้ได้อย่างไรกัน?

“…เป็นจริงเสียด้วย” จู้เจียงเจียงก็แค่เดาเล่นๆ คิดไม่ถึงนางกลับเดาได้ถูกต้อง

“แต่ก็เดาได้ไม่ยาก สมาคมผู้รู้ในวันนั้นคุณชายจูมองคุณหนูหมิงไม่ต่ำกว่าสามสิบครั้ง ข้าไม่อยากรู้ยังยากเลย”

หมิงเหยาได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเล็กพลันแดงก่ำขึ้นทันที ก้มหน้าแสดงรอยยิ้มทั้งเขินอายและอึดอัดใจออกมา

เขามองนางหลายครั้งขนาดนั้นจริงหรือ?

หมิงจี่ในฐานะพี่ชายของหมิงเหยา เรื่องอับอายขายหน้าแบบนี้ เป็นเรื่องที่ตระกูลหมิงของพวกเขาอายจนยากจะเอ่ยถึง ทั้งยังต้องพึ่งเขาออกหน้าไปจัดการให้เรียบร้อย

“แม่นาง เรื่องนี้เป็นเรื่องในใจที่พูดยากของพวกเราตระกูลหมิง หวังว่าแม่นางจะช่วยรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของน้องสาวข้า ปิดปากเงียบ ไม่บอกให้คนอื่นทราบ”

“ทำไม?” ครั้งนี้จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจจริงๆ “คุณชายจูกับคุณหนูหมิงทั้งสองใจตรงกันไม่ใช่หรือ?”

หรือนางมองผิดไป?

“เรื่องนี้พูดแล้วก็ยาว...”

หมิงจี่เอ่ยปากช้าๆ พูดสั้นกะทัดรัดแต่กินเนื้อความครอบคลุม ร่ายยาวความเป็นมาเป็นไปของเรื่องนี้ให้จู้เจียงเจียงฟังรวดเดียวจบ

ที่แท้ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากจูชิงหรานสอบไม่ติด

หลังจากที่จูชิงหรานค้นพบว่าเพื่อนที่มีความรู้ทำให้เขาชื่นชม นิสัยเปิดเผยสดใสดั่งผู้หญิง เขาจึงหลงรักนางอย่างหัวปักหัวปำ

เขาร้องขอบิดาไปสำนักศึกษาตระกูลหมิง สู่ขออยู่หลายครั้ง กลับถูกปฏิเสธอยู่เรื่อยไป

จูชิงหรานไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหมิงจี่แน่นแฟ้น จึงได้รู้สาเหตุที่ตัวเองถูกปฏิเสธจากปากหมิงจี่

เพราะตัวเขาไม่มีลาภยศ!

ท่านผู้เฒ่าหมิงพูดแล้ว ตระกูลหมิงมีหมิงเหยาเป็นหลานสาวที่รักแค่คนเดียว เขาไม่ยินยอมให้หมิงเหยาแต่งกับคนที่ไร้ลาภยศ

ไม่มีลาภยศ นั่นก็แค่คนธรรมดา

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง...” จู้เจียงเจียงเหมือนกำลังคิดบางอย่างอยู่

ตอนนี้ที่ทำให้นางว้าวุ่นอยู่ก็คือ นางรู้หัวข้อระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ปีนี้ แต่นางรับปากช่วยเหลียงเหวินโจวแล้ว จะกลับคำไม่ได้

ถึงแม้ระบบการสอบขุนนางเคอจวี่จะแยกเป็นสามลำดับ แต่หากนางช่วยจูชิงหราน ตามความสามารถของเหลียงเหวินโจว พอถึงการสอบหน้าพระที่นั่ง ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะถูกปัดตกลงมา

นางจะยื่นมือช่วยเรื่องนี้ดีหรือไม่นะ?

“ดังนั้น หวังว่าแม่นางจะทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ พวกเราสองพี่น้องจะรู้สึกซาบซึ้งจนหาที่สุดมิได้อย่างแน่นอน!” สองพี่น้องตระกูลหมิงกลับไม่รู้สึกว่าจู้เจียงเจียงมีอะไรผิดปกติ

“พวกท่านก็พูดเกินไปแล้ว เรื่องนี้ข้าจะไม่พูดส่งเดช” จู้เจียงเจียงรีบแสดงท่าที

คำพูดนี้ของหมิงจี่ ทำไมดูเหมือนนางกำลังใช้เรื่องนี้ข่มขู่พวกเขาสองพี่น้องอย่างไรอย่างนั้น นางเป็นคนนิสัยแย่แบบนั้นหรือ?

แต่ตอนสองพี่น้องตระกูลหมิงมาซื้อชา พฤติกรรมที่จงใจให้ราคาสูงกับนางก็คือกำลังบอกนาง พวกเขาอยากปิดปากนาง

จู้เจียงเจียงไม่พูดมาก ปฏิเสธราคาสูงที่พวกเขาให้มาต่อหน้า

“คุณชายหมิง ข้าเป็นคนขายชา ราคาขายเท่าไรข้าเป็นคนตัดสินใจ เงินจำนวนมากที่เกินมานี้ข้ารับไว้ไม่ได้”

“แม่นาง...” หมิงจี่พยายามโน้มน้าวนาง

“พวกท่านวางใจ หลังจากนี้ทุกๆครึ่งเดือน ข้าจะส่งชาชุดใหม่ให้ถึงจวน นอกจากนี้ ระหว่างพวกเราไม่มีธุรกิจอื่นต้องทำ”

ท่าทางของจู้เจียงเจียงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ให้ตายก็จะรักษาบรรทัดฐานของตัวเองไว้

ถึงแม้นางรู้ว่าพวกเขาไม่ได้หมายความอย่างนั้น

ท่าทางไม่ยอมฟังของนาง ทำให้สองพี่น้องตระกูลหมิงแอบรู้สึกกังวลใจ ใครจะปฏิเสธเงินที่ส่งถึงมือ?

“ช่างเถิด พวกเราเชื่อแม่นาง” คำนี้ของหมิงจี่พูดให้จู้เจียงเจียง และก็บอกปลอบใจตัวเอง

“…” ท่าทางนี้ของเขา จู้เจียงเจียงถึงกับกลอกตามองบน

อะไรกัน นางดูควรค่าแก่การเชื่อถือแบบนั้นเลย?!

ช่างเถอะ ช่างเถอะ นานวันเห็นใจคน วันหลังพวกเขาคงรู้ว่านางเป็นคนน่าเชื่อถือมากแค่ไหน

เรื่องที่จู้เจียงเจียงปฏิเสธเงินจำนวนมากที่ตระกูลหมิงมอบให้ ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของพวกชาวบ้านที่มาช่วยงานอยู่ข้างๆ

ถึงแม้พวกเขาจะฟังไม่ชัดว่าทั้งสองคนพูดอะไรกัน แต่เรื่องเงินๆทองๆ พวกเขาเห็นกันเต็มสองตา

การกระทำนี้ ทำให้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่ค่อยพอใจจู้เจียงเจียง

ธุรกิจใบชายิ่งทำยิ่งดี ตอนนี้ยิ่งมีลูกค้าระยะยาวรายใหญ่อย่างสำนักศึกษาตระกูลหมิง คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่อิจฉาตาร้อนสิแปลก

ตอนแรกจู้เจียงเจียงพูดว่าขายชาไม่มั่นคง บอกว่าไม่มีหลักประกัน ตอนนี้ดูแล้วหลอกลวงพวกเขาทั้งนั้น นางก็แค่อยากยึดภูเขาชาผืนนี้เอาไว้เอง!

จู้เจียงเจียงที่จดจ่ออยู่กับเรื่องสร้างบ้านใหม่ ไม่ทันสังเกตเห็นว่าพวกชาวบ้านมีอะไรแปลกไป

ถึงอย่างไรในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่มีใครอิจฉาริษยา รังแกนางมาก่อน ในทางกลับกันกลับดูแลนางเป็นอย่างดี

แต่เหมือนนางจะมองข้ามไปจุดหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมในชาติก่อนเป็นคนยากจน แต่นางตอนนี้เป็นคนมีเงินที่สุดในหมู่บ้าน

มัวแต่กังวลว่าจะแบ่งกำไรไม่เท่ากัน เลยทำให้ละเลยคนส่วนน้อยไป

“เสี่ยวอวี๋ ทำไมวันนี้ไม่ออกไปเล่นล่ะ?”

บ้านปิดหลังคาเสร็จ อีกสองวันก็จบงานแล้ว

ช่วงเวลาที่สร้างบ้าน เผยเสี่ยวอวี๋ว่างไม่มีงานทำ ทุกวันจะเข้าไปในหมู่บ้านเล่นกับพวกเพื่อนๆ บางครั้งถึงขั้นจนฟ้ามืดถึงกลับมา

แต่วันนี้จู้เจียงเจียงพบว่า เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนไม่มีความดีใจที่จะออกบ้านไปวิ่งเล่นเหมือนปกติ ทั้งยังทำหน้าไม่พอใจคอตกแบบนั้น

ได้ยินพี่สะใภ้ถาม เผยเสี่ยวอวี๋ทำก็แค่มองนางแวบหนึ่ง อ้ำๆอึ้งๆ สุดท้ายก็ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา

เพราะตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างพากันพูดว่า พวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีอกตัญญู ทั้งยังไม่ให้พวกพี่ชุ่ยฮวามาเล่นกับนาง

ตอนนี้นางไม่กล้าออกบ้านแล้ว

“เจ้าเป็นอะไรกันแน่? มีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็บอกกับพี่สะใภ้ พี่คิดวิธีให้” จู้เจียงเจียงลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู

เด็กน้อยยังรู้จักแสร้งคิดลึก

เผยเสี่ยวอวี๋ส่ายหน้า พูดมาประโยคหนึ่ง “ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายแล้ว”

ก็ได้ เรื่องนี้จู้เจียงเจียงทำให้นางพอใจไม่ได้จริงๆ นางตบไหล่ของเผยเสี่ยวอวี๋เป็นการปลอบใจ แล้วหมุนตัวไปทำงานต่อ

อยู่ต่อหน้าจู้เจียงเจียง คนในหมู่บ้านแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไร ควรทำงาน ควรคุยเล่นก็ทำไป ไม่ได้พูดถึงคำพูดที่พวกเขาคุยกันเองลับหลัง

ดังนั้นจู้เจียงเจียงไม่รู้เลย เสียงวิจารณ์ตัวเองจากคำพูดของคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงดิ่งลงฮวบฮาบจึงถึงก้นหุบเขาแล้ว
 
เดือนเจ็ดตามเวลานัด

อากาศร้อนอบอ้าว ในภูเขา บนต้นไม้ เสียงจักจั่นร้องก่อกวนจนสร้างความปวดหัว

ต้นข้าวในนาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อีกไม่ถึงเดือนก็เก็บเกี่ยวต้นข้าวได้แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น หมู่บ้านเสี่ยวฮวงต้องต้อนรับวันขึ้นบ้านใหม่ของตระกูลเผยก่อน

“ป้าเหลียง ท่านย่าสี่ พวกท่านอยู่ที่นี่กันเอง”

จู้เจียงเจียงกำลังจะไปในหมู่บ้านเพื่อแจ้งทุกคนเกี่ยวกับเรื่องขึ้นบ้านใหม่ของนาง เพิ่งเข้าหมู่บ้าน นางก็เห็นป้าๆหลายคนกำลังเพลิดเพลินกับอากาศเย็นสบายอยู่ใต้ร่มเงาของกำแพงริมถนน

“พวกป้าๆอยู่กันพอดี บ้านใหม่ของข้าสร้างเสร็จแล้ว คิดว่ามะรืนนี้จะจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ถึงตอนนั้นทุกคนอย่าลืมมานะ”

นางเชิญอย่างจริงใจ กลับแลกมาด้วยหนึ่งประโยค “อุ๊ย สะใภ้เล็กร่ำรวยเสียจริง”


ตอนที่ 37: ซื้อของครั้งใหญ่กลับหมู่บ้านกลับถูกปล้น


นี่...

จู้เจียงเจียงไม่อยากใช้ความคิดเห็นที่เลวไปคาดเดาคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง แต่นางฟังยังไงคำนี้ก็มีความรู้สึกแบบมืดดำแปลกๆ?

หรือนางคิดมากเกินไป?

“ป้าสามสวี คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร? ข้าเชิญทุกคนมากินข้าวขึ้นบ้านใหม่ด้วยกันมีปัญหาอะไรหรือ?” แต่ไหนแต่ไรนางไม่ชอบไปเดาความคิดของคนอื่น

“สะใภ้เล็กอย่าคิดมาก ป้าสามสวีของเจ้าดีใจแทนเจ้า เจ้าดู เจ้าสร้างบ้านใหญ่โต สวยงามขนาดนี้ใช่ไหม ทุกคนต่างก็อิจฉา”

ผู้หญิงด้านข้างคนหนึ่งรีบออกมาประนีประนอม “วันมะรืนดื่มสุราใช่ไหม? ถึงเวลานั้นพวกเราไปกันหมด เจ้าสบายใจได้”

ผู้หญิงคนนั้นยิ้มแห้งๆให้จู้เจียงเจียง แล้วหันกลับไปยิ้มให้พวกผู้หญิงที่นั่งรับลมอยู่ เอาใจทั้งสองฝั่ง

ป้าสามสวีที่พูดเมื่อครู่ ตอนนี้กลับเงียบสนิท จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้ขุดคุ้ยต่อ

คงเป็นนางที่คิดมากไปจริงๆ

หลังแจ้งคนในหมู่บ้านเรียบร้อย จู้เจียงเจียงยังไปในเมืองเชิญหนิวต้งกับพี่น้องตระกูลหมิง พร้อมซื้อผักไว้ใช้ในงานเลี้ยง

เผยเสี่ยวอวี๋ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยตามนางเข้าเมือง วันนี้กลับเสนอขอไปพร้อมกับนาง นับว่าเป็นประวัติการณ์

“ก็ดี พี่สะใภ้เคยรับปากเจ้า รอพวกเราสร้างบ้านเสร็จจะซื้อกระโปรงใหม่ให้เจ้า วันนี้พวกเราไปซื้อกัน”

เพราะต้องการซื้อของเพิ่มเติมจำนวนมาก ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนอน ถ้วยชามหม้อไหกะละมัง ยังมีเครื่องมือการเกษตรที่ต้องใช้เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ถึงอย่างไรก็เข้าบ้านใหม่แล้ว ตัดสินใจซื้อมันให้หมด!

ดังนั้นจู้เจียงเจียงจำเป็นต้องลากรถเข็นที่นางใช้ตั้งร้านเข้าเมืองไปด้วย

เผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่บนกระดานบนรถ ภายในใจที่หดหู่มาหลายวันนี้พลันได้คลายลงเล็กน้อย ฮัมเพลงพื้นบ้านตลอดทางอย่างมีความสุข

“พี่สะใภ้ อีกเดี๋ยวพวกเราไปบ้านพี่ชายแม่ทัพไหม?”

เผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่บนกระดานรถ คว้าใบไม้ข้างทางมาหนึ่งกำฉีกเป็นชิ้นๆ จู่ๆเงยหน้าขึ้นถามจู้เจียงเจียง

จู้เจียงเจียงลากรถอยู่ ร้อนจนทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ได้ยินนางถามแบบนี้ พลันชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยถามว่า “เจ้าอยากเรียกเขามาหรือ?”

เหมือนเผยจี้จะไม่ได้โผล่หน้ามานานมากแล้ว

แต่ก็ปกติระหว่างพวกนาง นอกจากดื่มชาซื้อชาก็ไม่มีความสัมพันธ์อื่น

“อืม ข้าอยากให้พี่ชายแม่ทัพมาเห็นบ้านใหม่ของพวกเรา!” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าเอาจริงเอาจัง

ก็ได้ในเมื่อน้องสามีเอ่ยปากแล้ว งั้นอีกเดี๋ยวก็ถือโอกาสไปลองถามที่จวนเผยแล้วกัน

แต่สวรรค์ไม่เป็นดั่งใจ

“แม่นางไม่ต้องเคาะแล้ว แม่ทัพเผยจากไปเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่ออน” หมิงจี่ได้ยินคนสวนบอกว่ามีคนมาหาเขาจึงออกมาจากในจวน

เห็นจู้เจียงเจียงกำลังเคาะประตูฝั่งตรงข้าม จึงถือโอกาสเตือนหนึ่งประโยค

“แม่นางมาหาข้า?”

“ใช่ ข้ามาเพื่อเชิญพวกท่านคุณชายหมิงกับแม่นางหมิง วันมะรืนไปบ้านข้ากินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ไม่รู้ทั้งสองท่านจะให้เกียรติได้หรือไม่?”

จู้เจียงเจียงแค่ถือโอกาสช่วงรอคนใช้สำนักศึกษาตระกูลหมิงไปแจ้ง จึงไปเคาะประตูจวนฝั่งตรงข้าม

ใครจะรู้หมิงจี่จะออกมาเร็วขนาดนี้ นางถูกจับได้คาหนังคาเขา ใบหน้าเลี่ยงไม่ได้จะมีความอายเล็กน้อย

“เช่นนี้ ข้าแสดงความยินดีกับแม่นางก่อน”

หมิงจี่คารวะพูดอวยพร “แต่ว่า เรื่องนี้ข้ายังต้องกลับไปถามท่านปู่ถึงคาบเรียนของวันมะรืนก่อน จึงรู้ว่าจะไปได้ไหม แม่นางเอาบัตรเชิญให้ข้าก่อน มีเวลาว่างพวกเราต้องไปแน่”

“บัตรเชิญ...ไม่มี”

ไปกินเลี้ยงในชนบท ใครยังทำบัตรเชิญกัน แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงไม่ได้เตรียมมา “ข้าเขียนให้ท่านตอนนี้หนึ่งใบดีไหม?”

“ไม่ต้องลำบากแล้ว ข้าก็แค่พูดไปเท่านั้น” หมิงจี่รู้สึกเขินอายมาก

ก็เป็นเช่นนี้ ทั้งสองคนจึงจบบทสนทนาครั้งนี้ลงภายใต้ความเขินอาย

จากนั้นจู้เจียงเจียงก็ลากเผยเสี่ยวอวี๋กลับที่ย่านการค้า และพากันสนุกสนานไปกับการจับจ่ายซื้อของ

คิดอยู่ทุกคนในหมู่บ้านช่วยนางมากมายขนาดนี้ จู้เจียงเจียงจึงสั่งจองหมูตัวใหญ่หนึ่งตัวกับหนิวต้ง ตัวละประมาณสามสี่ร้อยจิน สามารถให้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคนกินอิ่มได้

“เสี่ยวอวี๋ เสื้อผ้าพวกเราก็ซื้อเสื้อกันหนาวกันสักสองตัว เสื้อซับในสักสองตัว ยังมีรองเท้าอีกสองคู่คิดว่าไง?”

จู้เจียงเจียงรีบไปซื้อผักก่อน หากสายหน่อยตลาดก็วายแล้ว

เมื่อซื้อผักเสร็จแล้ว นางถึงพาเผยเสี่ยวอวี๋ไปซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดผ้า

“พี่สะใภ้ ชุดเดียวก็พอแล้ว ข้ายังมีเสื้อผ้าเก่า” เผยเสี่ยวอวี๋ไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้มาก่อน ในช่วงเวลาสั้นๆ จึงรู้สึกรับมือไม่ค่อยทัน

แต่จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสนางปฏิเสธ หยิบเสื้อผ้าเทียบบนตัวนางอย่างแข็งขัน

ขอแค่เห็นว่าเหมาะสมก็ยื่นให้คนขาย

นอกจากซื้อเสื้อผ้า นางยังซื้อผ้าหลายพับ คิดจะกลับไปทำผ้าห่ม

ถ้วยชามหม้อขันกะละมัง เครื่องมือการเกษตรผ้าแพร ผักผลไม้ วางเต็มรถเข็น ไม่ว่าใครเห็นก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นครอบครัวใหญ่

เดินรอบในเมืองทั้งวัน ตอนออกจากเมืองมา พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลับลับภูเขาแล้ว

“เสี่ยวอวี๋ เจ้าอยู่ด้านหลังเห็นบนพื้นมีหลุมบ่อก็ช่วยข้าเข็น ต้องตามพี่สะใภ้อย่าให้ห่างรู้ไหม?”

จู้เจียงเจียงกังวลว่าอีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว ผู้หญิงตัวเล็กๆให้อยู่ด้านหลัง หากไม่ทันระวังจะทิ้งเด็กน้อยออกห่าง ดังนั้นจึงกำชับหนักแน่น

“เข้าใจแล้ว พี่สะใภ้”

เผยเสี่ยวอวี๋เห็นซื้อของดีมามากมายแบบนี้ ธรรมชาติของเด็กก็ปรากฏออกมาทันที จับรถไว้ไม่ยอมปล่อยมือ

ใต้พระอาทิตย์ตก เงาของพวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีถูกลากยาวขึ้นเรื่อยๆ

ผ่านสันเขา ผ่านแม่น้ำ ระหว่างทุ่งนามากมายมีเพียงร่างของพวกเขาทั้งสองคนที่กำลังพยายามเดินทางกลับบ้าน

แต่ของบนรถพวกนางโอ้อวดเกินไป ไม่ยากที่จะดึงดูดสายตาผู้คน

ท้องฟ้าเพิ่งมืดลง จู้เจียงเจียงที่กำลังใช้แรงลากรถกึกๆ ไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติด้านหลัง กลับเป็นเผยเสี่ยวอวี๋ที่รู้สึกก่อน

เห็นแค่เด็กน้อยวิ่งมาข้างหน้านาง กอดเอวแล้วมุดหน้าลงที่เอวนาง กล่าวเสียงสั่นๆ “พี่สะใภ้ ด้านหลังมีคน”

“เจ้าว่าอะไรนะ?” จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนปฏิกิริยาตอบสนองช้า

นางหยุดฝีเท้า คลายเชือกรถบนไหล่ ปกป้องเผยเสี่ยวอวี๋อยู่ด้านหน้า เหลียวมองไปด้านหลัง “ด้านหลังไม่มีใครนะ”

ยังพูดไม่ทันจบ ด้านหลังรถเข็นก็มีเสียงคนขยับของบนรถ

ตอนนี้ทำให้จู้เจียงเจียงตกใจจนใจสั่น

นางยกคราดเหล็กบนรถที่ซื้อมาใหม่ขึ้น วิ่งสองสามก้าวก็ถึงด้านหลังรถ เผชิญหน้ากับคนสองคนที่กำลังขโมยของอยู่หลังรถเข็นพอดี

“พวกเจ้าเป็นใคร วางสิ่งของของข้าลง!” จู้เจียงเจียงตะคอก แสดงท่าทางดุร้ายที่สุดของนางออกมา พยายามข่มขวัญโจรชิงทรัพย์ทั้งสองคนนี้

แต่สองคนนั้นเห็นชัดว่าตามพวกนางมาช่วงถนนหนึ่งแล้ว ดูก็รู้ว่าพวกนางมีแค่ผู้หญิงสองคน ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่งดังนั้นจึงไม่หวาดกลัวสักนิด

ผู้ชายตัวสูงปานกลางสองคนยืนตัวตรง ยื่นหน้าสองมือสองเท้าทำท่าอบอุ่นร่างกาย

ก่อนจะมองจู้เจียงเจียงอย่างยั่วยุ “สาวน้อย ไม่อยากตายก็อยู่นิ่งๆ อย่าขยับ พวกเราเอาของเล็กน้อยก็จะจากไป”

ท้องฟ้ามืดสลัว จู้เจียงเจียงมองลักษณะพวกเขาไม่ชัด แต่รู้ได้ว่า บนตัวของพวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดเหมือนกระสอบ ทั้งยังมีกลิ่นเหงื่อฉุนมาก

แค่ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่ค่อยได้อาบน้ำ

นอกจากนี้ พวกเขายังพยายามค้นหาของที่กินได้ในรถ จู้เจียงเจียงจึงคาดเดา เป็นไปได้มากว่าพวกเขาคือขอทานที่ตามหลังพวกนางมาจากในเมือง

ลงมือตรงถนนก่อนถึงหมู่บ้านทั้งยังห่างจากร้านค้า ดูก็รู้ว่าพวกเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วจะปล้นของของพวกนาง

ในเมื่อไม่ใช่โจรปล้นสะดมมืออาชีพ เช่นนั้นจู้เจียงเจียงก็สบายใจ

“ข้าพูดว่า วางสิ่งของของข้าลง!” นางใช้คราดเหล็กในมือชี้ไปที่สองคนนั้น “อย่าบีบให้ข้าต้องลงมือ”

สองคนนั้นเห็นชัดว่าคิดไม่ถึงว่านางจะใจกล้าแบบนี้ ดวงตาเบิกกว้าง จ้องนางอยู่นาน การกระทำที่มือก็พลันหยุดลง


ตอนที่ 38: หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่จิตใจดีเรียบง่ายไม่มีอีกต่อไปแล้ว


จู้เจียงเจียงทุ่มสุดตัว นางอยากรักษาของทั้งคันรถของตัวเองเอาไว้ ของทั้งคันรถนี้เป็นชะตาชีวิตและอนาคตในอีกหลายเดือนข้างหน้าของครอบครัวนาง

นางตีเหล็กฝนคราดจนเกิดแสงสว่าง ภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังขึ้นอย่างช้าๆ แสงเย็นเยือกสะท้อนออกมา

สองคนนั้นในมือไร้ซึ่งอาวุธมีคม เห็นคราดก็อดหวั่นใจไม่ได้

“พี่ชาย พวกเราไปเถอะ...”

ผู้ชายตัวเตี้ยที่แกะของอยู่ด้านหลังเอ่ยปากอย่างตัวสั่น พลางดึงเสื้อผู้ชายตัวสูงเบาๆ

ผู้ชายตัวสูงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่หลังจากคิดอะไรได้ก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที

“ไปไหน ไม่ได้ของ จะมีหน้ากลับไปเจอพวกพี่น้องในวัดได้อย่างไร!”

ผู้ชายตัวสูงพูดออกมาอย่างห้าวหาญมุ่งมั่น หากไม่รู้ยังนึกว่าเขากำลังทำเรื่องอะไรที่ชอบธรรมอยู่เสียอีก

“แม่นาง พวกเราขอแค่ข้าวมื้อหนึ่ง ไม่ต้องการสิ่งอื่น ข้าล่วงเกินแล้ว!” ผู้ชายตัวสูงคารวะจู้เจียงเจียง ก้าวเท้ายาวไปข้างหน้าแย่งคราดเล็กในมือจู้เจียงเจียงไป

ความเร็วและกำลังของเขาจู้เจียงเจียงไม่มีทางสู้ไม่ได้ นางถึงขั้นไม่ทันรู้ตัวของในมือก็หายไปเสียแล้ว

เชี่ย!

จู้เจียงเจียงก็ไม่ยอมถูกเล่นงานได้ง่ายๆ ของในมือไม่มีแล้ว ทว่าก็ไม่อาจขัดขวางความโกรธในตัวได้ ยกเท้าเตะออกไป

ผู้ชายตัวสูงใช้ร่างกายของเขา รับความโกรธที่มาจากตัวของจู้เจียงเจียง

“พี่ชาย!”

“รีบหยิบ!”

ผู้ชายตัวสูงเก็บคราดไว้ด้านหลัง อ้าแขนหนึ่งข้างใช้ด้านหลังบังปกป้องผู้ชายตัวเล็กไว้

จู้เจียงเจียงทั้งเตะทั้งตี พยายามผ่านผู้ชายตัวสูงหยุดพวกเขาไม่ให้หยิบของไป แต่ให้ตายเขาก็ไม่ยอมหลีก ปกป้องดูแลผู้ชายตัวเล็กข้างหลังไว้อย่างดี

“พอแล้ว เจ้าไปก่อน!”

ผู้ชายตัวสูงหันหลังไปมอง รู้สึกว่าพอสมควรแล้วก็เอ่ยปากห้าม

จู้เจียงเจียงเห็นคนนั้นวิ่งหนี อยากตามไป แต่กลับถูกผู้ชายตัวสูงขวางอยู่ข้างหน้า “ไอ้พวกผู้ชายไร้ประโยชน์ พึ่งพาการแย่งของมันถือเป็นความสามารถอะไร!”

ผู้ชายตัวสูงได้ยินคำนี้เห็นชัดว่านิ่งอึ้งไป

เขายืนอยู่กับที่ไม่ขยับ จ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของจู้เจียงเจียง หลังจากจำลักษณะของนางได้แล้ว ก็วางคราดไว้ด้านหลังรถเข็น ก่อนจะหมุนตัววิ่งจากไป ไม่พูดอะไรสักคำ

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

จู้เจียงเจียงชี้ด่าตามหลังของชายทั้งสองไป ตอนยกเท้าจะตามไป เสียงร้องไห้ของเผยเสี่ยวอวี๋กลับทำให้ความคิดของนางหายไป

“พี่สะใภ้ ข้ากลัว...”

เมื่อครู่ผู้ชายสองคนยังอยู่ เผยเสี่ยวอวี๋ไม่กล้าส่งเสียง ตอนนี้ผู้ชายทั้งสองคนจากไปแล้ว ในที่สุดนางก็ควบคุมความกลัวในใจไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ออกมาเสียงดัง

จู้เจียงเจียงรีบหันกลับมากอดนางไว้ ปลอบขวัญเบาๆ “พอแล้ว พอแล้ว เสี่ยวอวี๋ไม่ต้องกลัว มีพี่สะใภ้อยู่”

จะว่าอย่างไรเผยเสี่ยวอวี๋ก็เป็นแค่เด็กอายุหกขวบคนหนึ่ง จะรู้ความแค่ไหนก็ไม่อาจสงบเหมือนผู้ชาย ก็แม้แต่นางยังกลัวจนหัวใจเต้นรัวเร็ว ขาทั้งสองอ่อนปวกเปียก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเผยเสี่ยวอวี๋แล้ว

“มา พี่สะใภ้จูงมือเจ้า พวกเรากลับบ้านกันก่อน”

ฟ้ามืดแล้ว เมื่อครู่ให้เด็กคนหนึ่งอย่างนางเดินอยู่ด้านหลังเป็นความสะเพร่าของจู้เจียงเจียงเอง

นางแบกเชือกรถเข็นไว้บนไหล่อีกครั้ง มือข้างหนึ่งจับราวรถ มืออีกข้างจูงเผยเสี่ยวอวี๋ ทุกๆย่างก้าวที่เดินไปยังหมู่บ้านเสี่ยวฮวงช่างยากลำบากยิ่งนัก

กลับถึงบ้าน หลังจากนับของบนรถเสร็จเรียบร้อย จู้เจียงเจียงก็พบว่า สองคนเมื่อครู่นี้เอาไปแค่อาหารประมาณสามวันของพวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีเท่านั้น

“เป็นโจรที่แปลกจริงๆ”

จู้เจียงเจียงเห็นเสียหายไม่มาก ก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ ตั้งใจเตรียมอาหารในงานเลี้ยง

บางทีชีวิตนี้นางอาจคิดไม่ถึง เรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในคืนนี้ หลังจากนี้ไม่นานจะช่วยนางครั้งใหญ่!
 
วันรุ่งขึ้น

ก่อนหนิวต้งจะส่งหมูมา จู้เจียงเจียงไปในหมู่บ้านอีกครั้ง อยากหาคนช่วยกันทำโต๊ะอาหารเลี้ยงพรุ่งนี้

เรื่องนี้ นางคิดถึงคนแรกก็คือสองผู้เฒ่าสวี่เหล่าเกินกับสวี่หลิวซื่อ

เมื่อมาถึงบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน นางก็เห็นกลุ่มคนยืนอยู่เต็มลานบ้าน จู้เจียงเจียงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย

ในหมู่บ้านกำลังประชุมอะไรอยู่? ทำไมไม่มีใครแจ้งนาง?

ทุกคนในลานบ้านก็เห็นนางแล้วเช่นกัน นัยน์ตาทุกคนมีความไม่เป็นมิตรปรากฏอยู่ไม่มากก็น้อย เห็นนางมาแล้ว บรรยากาศหารืออย่างคึกคักเมื่อครู่เงียบสงบลงทันตา

“อยู่ที่นี่กันทุกคนเลย” จู้เจียงเจียงรู้สึกกดดันแปลกๆ สายตาไม่รู้ควรมองไปไหน

สองผู้เฒ่าสวี่เหล่าเกินที่อยู่กลางกลุ่มชาวบ้าน เป็นสองคนที่ยิ้มให้นาง “สะใภ้เล็กมาแล้ว มาหาข้ามีธุระอะไร?”

เห็นสวี่เหล่าเกินยังเหมือนปกติ จู้เจียงเจียงจึงรู้สึกว่าตัวเองคิดมากไปเอง เอ่ยปากอย่างเป็นมิตรเหมือนที่ผ่านมา “ปู่สวี่ ข้ามา อยากจะถามปู่ว่าวันนี้ว่างไหม ข้าทำโต๊ะอาหารขาดคนช่วย”

“ได้ อีกเดี๋ยวข้าไปช่วยเจ้า...”

“ทำโต๊ะอาหารอะไร? พวกเราไม่กินเครื่องในนะ” สวี่เหล่าเกินยังพูดไม่จบ คนหนึ่งในหมู่บ้านก็พูดแทรกขึ้น

พวกเขาแสดงท่าทางมืดมนแปลกๆกับนางหลายครั้ง จู้เจียงเจียงปลอบใจตัวเองอย่างยากลำบาก

“ป้าสามสวี ข้าทำอะไรให้ป้าไม่พอใจหรือ? หรือข้าจ่ายค่าแรงให้ป้าขาดไป?” นางเผชิญหน้าปะทะกับภรรยาสวีเหล่าซานที่แสดงทีท่าแปลกๆกับนางสองครั้ง

หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าของสวีเหล่าซาน ครั้งก่อนนางก็เริ่มด่าแล้ว

พูดถึงเงินค่าแรง ภรรยาสวีเหล่าซานยิ่งโมโห พูดเสียงสูงราวกับด่าคน ชี้ไปที่จู้เจียงเจียง “ก็แค่สร้างบ้านพังๆหลังหนึ่ง เจ้าทะนงตัวอะไร อ้าปากก็เงินค่าแรง ปิดปากก็เงินค่าแรง เจ้าเห็นพวกเราเป็นคนใช้บ้านเจ้ารึยังไง!”

คนหมู่บ้านเดียวกัน จู้เจียงเจียงมีสิทธิ์อะไรจ่ายเงินค่าแรงให้พวกเขา นางก็แค่คนโง่ที่ตระกูลเผยหามาดูแลเผยเสี่ยวอวี๋เท่านั้นเอง

“ป้าสามสวี คำพูดนี้ป้าพูดออกมาให้ชัดเจนเลย ข้าเห็นทุกคนเป็นคนใช้บ้านข้าตอนไหน!”

จู้เจียงเจียงก็เริ่มขึ้นเสียงสูง นางไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน นางจะไม่ยอมรับคำครหานี้เด็ดขาด 

“ยังต้องพูดอีกหรือ? มีเรื่องไหนที่เจ้าไม่ใช่กำลังสั่งพวกเขาทำ เก็บชา เพาะปลูก สร้างบ้าน มีเรื่องไหนที่เจ้าลงมือด้วยตัวเอง ยังไม่ใช่เรียกพวกเราไปทำ!”

“ยายแก่ หยุดพูดได้แล้ว!” สวีเหล่าซานทนดูต่อไปไม่ได้ เอ่ยเสียงห้ามอย่างลำบากใจ

จู้เจียงเจียงเกือบหลุดขำ หลังจากรู้สึกขำก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ของพวกเขาช่างทำให้คนเจ็บจริงๆ นางถูกทำร้ายเข้าแล้ว

“ที่แท้ป้าสามสวีก็คิดกับข้าแบบนี้เองหรือ?” ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความผิดหวัง กวาดดูรอบๆ “ทุกคนก็คิดแบบนี้เหมือนกันสินะ?”

ชาวบ้านในลานบ้านเงียบกริบ เริ่มหลบสายตา

สวี่เหล่าเกินเห็นเหตุการณ์ก็รีบเดินหน้าคลี่คลายบรรยากาศ “สะใภ้เล็ก เจ้าอย่าเพิ่งโกรธ ทุกคนไม่ได้คิดแบบนั้น เจ้ากลับไปก่อน อีกเดี๋ยวข้าไปหาคนมาช่วยเจ้าทำโต๊ะอาหารนะ?”

จู้เจียงเจียงโกรธจนหน้าแดง สีหน้าเข้มจนน่ากลัว

นางไว้หน้าสวี่เหล่าเกิน ไม่ได้ปะทะกับภรรยาสวี่ในบ้านสวี่ หันหลังกลับไปด้วยความโกรธ 

กลับถึงบ้าน เห็นเผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่ประตูหน้าบ้าน มองเด็กในหมู่บ้านที่เล่นกันสนุกสนานอย่างตาละห้อย จู้เจียงเจียงเข้าใจแล้ว ทำไมช่วงนี้เผยเสี่ยวอวี๋ไม่ออกบ้านไปวิ่งเล่น

ดูแล้วคนในหมู่บ้านไม่เพียงแค่เห็นนางเป็นศัตรู ยังขับไล่เผยเสี่ยวอวี๋ด้วย

จู้เจียงเจียงรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางมีเงินแล้ว ชาวบ้านที่จิตใจดีเรียบง่ายพวกนั้นในความทรงจำ ตอนนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นโต๊ะอาหารมื้อพรุ่งนี้ ก็ถือว่าเป็นความใจดีสุดท้ายที่นางมีต่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็แล้วกัน


ตอนที่ 39: แบ่งเนื้อตัดมิตรภาพ


คนที่มาช่วยเตรียมโต๊ะอาหารงานเลี้ยงของบ้านนาง มีแค่หัวหน้าหมู่บ้านสองสามีภรรยากับเหลียงเหวินโจว

การปรากฏตัวของเหลียงเหวินโจวทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกใจและซาบซึ้งเล็กน้อย เพราะการปรากฏตัวของเขาแบกแรงกดดันมาด้วย

“คนบางคนมีความสามารถจริง ไม่ว่าใครก็ต้องจับไว้ให้มั่น เจ้าดู อนาคตขุนนางบ้านข้าที่อ่านหนังสือนักปราชญ์มาหลายปียังถูกเรียกใช้ง่ายๆ ก็ไม่รู้ว่าคนเขาใช้คาถาอะไร”

แม่เหลียงเดินวนไปมาหน้าลานบ้านตระกูลเผย ด่าเหน็บแนมร่วมกับคนอื่นในหมู่บ้าน

นางเหมือนอยากใช้วิธีนี้พิสูจน์ตระกูลเหลียงของนางว่าเป็นพวกเดียวกับคนในหมู่บ้าน ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องเหมือนจู้เจียงเจียง ถูกคนในหมู่บ้านเห็นเป็นศัตรู

เริ่มแรกเหลียงเหวินโจวพยายามจูงใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไร้ประโยชน์จึงปล่อยมันไป เพียงแค่พยายามหาโอกาสอธิบายกับจู้เจียงเจียง

“สะใภ้เล็กอย่าได้ใส่ใจ แม่ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น...”

มารดาเขาอยู่ข้างนอกก็ขาดแค่ด่าชื่อตรงๆ ดังนั้นเวลาอธิบาย เขาไม่ค่อยมีความมั่นใจเลย

“ข้ารู้ เจ้าคือเจ้า แม่เจ้าคือแม่เจ้า ข้าไม่โทษเจ้า”

จู้เจียงเจียงแสดงท่าทีไปหลายครั้ง พูดจนนางยังรำคาญ

โชคดีในตอนนี้หนิวต้งส่งหมูมาแล้ว ถึงได้หันเหความสนใจของทุกคน ทำให้นางได้หายใจโล่งขึ้นบ้าง

“มาดูเร็ว มาดูเร็ว เป็นหมูตัวโต!”

พวกแม่ๆป้าๆในหมู่บ้านล้อมอยู่หน้าลานบ้านตระกูลเผย จึงเห็นรถเข็นของหนิวต้งก่อน บนรถเข็นหมูตัวโตชำแหละแล้วนั้นเป็นที่สะดุดตามาก

“หมูตัวโตจริงๆหรือ ไม่ใช่เครื่องใน?”

คนในหมู่บ้านมองหน้ากัน พวกเขานึกว่าโต๊ะอาหารพรุ่งนี้ของจู้เจียงเจียงจะเป็นเครื่องในเหมือนเมื่อครั้งก่อน ดังนั้นถึงพูดตรงไปตรงมา เหน็บแนมนางรุนแรง

ตอนนี้เห็นหมูตัวนี้ ส่วนลึกในใจทุกคนอดเสียใจภายหลังไม่ได้

พวกเขาควรกินโต๊ะอาหารให้เสร็จก่อน แล้วค่อยแสดงท่าทีที่แท้จริงกับนาง

การปรากฏตัวของหมูตัวนี้ ปิดเสียงแปลกๆทั้งหมดไว้ หน้าประตูบ้านตระกูลเผยเข้าสู่ความสงบเงียบทันที

หนิวต้งทำการค้าอยู่ในเมืองมาตลอด จู้เจียงเจียงสร้างบ้านเขาก็แค่ได้ยินมา

เดิมนึกว่าบ้านที่นางสร้างก็แค่เสริมความแข็งแรงของหลังคา อย่างมากก็สร้างบ้านที่ใช้ตากชาเท่านั้น ใครจะรู้ นางกลับโค่นบ้านเก่าสร้างใหม่

อีกทั้งยังสร้างบ้านหลังหนึ่งที่ทั้งสวยและใหญ่ขนาดนี้!

หนิวต้งตะลึงงัน “แม่นางเจียงเจียง นิ...นี่บ้านเจ้าหรือ?”

ทำเขาตกใจจนไม่กล้าเข้าบ้าน

จู้เจียงเจียงออกมาช่วยเขาเข็นรถเข้าบ้าน พลางส่งยิ้มให้ “เถ้าแก่หนิว ส่งหมูมาให้ข้าจัดการ ท่านเข้าไปนั่งในบ้านดื่มชาก่อนเถอะ”

หนิวต้งอยากรู้อยากเห็นมาก หยุดรถทันที แทบจะทนรอเข้าไปสำรวจบ้านใหม่ของนางไม่ไหวแล้ว

“เสี่ยวอวี๋ไปคันนาตัดหญ้าสดกลับมาให้อาหารวัวของพี่หนิว”

หลังจู้เจียงเจียงสั่งงานเผยเสี่ยวอวี๋เสร็จ นางกับสวี่เหล่าเกินก็ช่วยกันเอาหมูลงมาจากรถเข็น ลงมือหั่นแยกชิ้นส่วน

ตามรายการอาหารที่กำหนดเอาไว้ เคาหยก หมูสันใน ซี่โครงหมู...ทั้งหมดจัดการตามแต่ละรายการอาหาร

มองแต่ละกะละมังที่มีเนื้อกองพะเนินเป็นภูเขา คนด้านนอกค่อยๆเขยิบเข้าใกล้ ตาละห้อยอย่างไม่ทันรู้ตัว 

ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังเรียกร้องสิ่งที่เกินไปหนึ่งเรื่อง

“จู้เจียงเจียง เอาแบบนี้ไหม เจ้าเอาเนื้อพวกนี้แบ่งให้พวกเราดีกว่า ประหยัดแรงให้ทุกคนทำกับข้าว เจ้าว่าจริงไหม?” แม่ของชุ่ยฮวาพูดทำหน้ายิ้มเอาใจ

ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ แต่นางเรียกชื่อ ‘จู้เจียงเจียง’ ตรงๆจุดนี้จู้เจียงเจียงก็รู้แล้วว่า พวกเขาไม่คิดจะยอมรับนางเลย พวกเขาแค่ต้องการเนื้อ

จู้เจียงเจียงได้ยินแบบนี้ พลันยืดตัวตรง เอาเนื้อชิ้นหนึ่งที่เพิ่งหั่นเสร็จยื่นออกไป หลุดขำพูดว่า “ป้ารีบร้อนขนาดนี้ ป้ากินดิบไปเลยไหม”

เชี่ย!

นิสัยโคตรพ่อโคตรแม่จริง!

ถึงแม้พวกเขาจะไม่พอใจนาง แต่ก็ไม่ต้องเกลียดนางถึงขั้นนี้ก็ได้มั้ง แม้แต่งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ก็ไม่ให้นางทำให้สำเร็จ

นางทำอะไรผิดไป?!

“เหอะ! เจ้า...” แม่ของชุ่ยฮวาโกรธจนอยากด่าบางอย่าง กลับถูกป้าสามสวีข้างๆกดเอาไว้

ป้าสามสวีทำท่าเหมือนคนกลาง “พี่สะใภ้ของเสี่ยวอวี๋อย่าเพิ่งโกรธ แม่ของชุ่ยฮวาพูดเพราะหวังดีกับเจ้า เจ้าดูพวกเราคนเยอะแบบนี้ เจ้าทำกับข้าวคนเดียว ทุกคนกลัวเจ้าจะเหนื่อย”

ให้ตาย! พวกนางทำอย่างไรถึงได้หน้าหนากันได้ขนาดนี้?

จู้เจียงเจียงเท้าสะเอว อ้าปากอยากถากถางหลายครั้ง สุดท้ายก็ยังคงเงียบไม่เอ่ยปาก

นางไม่อยากเปลี่ยนไปเหมือนพวกนาง เสียเวลาพูดกับพวกนางหนึ่งประโยค นางก็รู้สึกว่าระดับตัวเองถูกดึงต่ำลง

“ได้” จู้เจียงเจียงหลับตา หายใจเข้าลึกๆ ตอนลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความผิดหวังแล้ว “งั้นก็แบ่งเถอะ”

ได้ยินนางเห็นด้วยที่จะแบ่งเนื้อ ทุกคนดีใจกันถ้วนหน้า ดีอกดีใจกระโดดโลดเต้นวิ่งไปบอกต่อ กลับบ้านไปเอาถ้วยชามมาใส่เนื้อ

สวี่เหล่าเกินเพิ่งตักน้ำกลับมา ได้ยินว่าจู้เจียงเจียงจะแบ่งเนื้อ รีบห้าม “สะใภ้เล็ก แบ่งเนื้อไม่ได้ นี่เป็นงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของเจ้า ทุกคนยังรอร่วมสนุกกับเจ้า”

“พวกเขาอยากอวยพรข้าย้ายบ้านใหม่จริงๆหรือ?” จู้เจียงเจียงเอ่ยถามอย่างสัตย์จริง

เพิ่งพูดจบ ตัวนางเองยังรู้สึกว่าคำถามนี้น่าขันแค่ไหน

“แต่ว่า...ถึงอย่างไรเจ้าก็คือลูกสะใภ้ของตระกูลเผย เวลานานไปทุกคนจะเห็นความดีของเจ้า เจ้ารออีกหน่อยดีไหม?” สวี่เหล่าเกินพูดอ้อนวอน

ตอนเช้าทุกคนในหมู่บ้านมาหาเขา เรียกเขาออกหน้าให้จู้เจียงเจียงเอาภูเขาชาออกมาให้ทุกคนเก็บและขายด้วยกัน

เขาพูดจนเหนื่อยถึงปัดเรื่องนี้ลงไปได้

แต่อีกด้านคือชาวบ้านที่รู้จักกันมาหลายปี อีกด้านแม่บ้านเผยก็กำชับเขาให้หาลูกสะใภ้ ไม่ว่าฝั่งไหนเขาก็ไม่อยากทำให้ไม่พอใจ อยู่ตรงกลาง สวรรค์ย่อมรู้ดีว่าเขาลำบากยากเย็นแค่ไหน

ดังนั้นสวี่เหล่าเกินจึงคิดว่า ให้เวลาทั้งสองฝ่ายอีกหน่อย รอพวกเขายอมรับกันและกันได้เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง

เพียงแต่ในกระบวนการนี้ จู้เจียงเจียงคงต้องลำบากหน่อย

จู้เจียงเจียงไม่ยินยอมรับความลำบากนี้ “ปู่สวี่ ข้ารู้ความหวังดีของปู่ วันหลังหากปู่ต้องการข้า ข้าจะไม่ปฏิเสธ ส่วนคนอื่น ข้าก็ไม่พูดแล้ว”

นางได้ตัดสินใจแล้ว วันหลังสนใจแค่ชีวิตของตัวเองก็พอ

คนอื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนาง

คนในหมู่บ้านเอาถ้วยชามมาแล้ว เหลียงเหวินโจวกับสวี่เหล่าเกินห้ามจู้เจียงเจียงไม่ได้ ทำได้แค่เห็นนางแบ่งเนื้อให้ทุกคน

ทุกครั้งที่แบ่งหนึ่งส่วน พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดหวังของนาง แต่ทุกคนที่แบ่งเนื้อกลับไม่สนใจสักนิด ยังยิ้มหน้าบานราวดอกไม้ที่ตัวเองได้เนื้อ

ชาวบ้านยี่สิบกว่าครัวเรือน หลังแบ่งเสร็จแล้ว หมูตัวนั้นก็เหลือแค่ไม่ถึงสิบจิน

จู้เจียงเจียงมองกะละมังไม้หลายใบที่ว่างเปล่า หย่อนก้นนั่งลงหมดอาลัยตายอยาก

“หลังจากนี้ไม่ติดค้างกันแล้ว”

การแบ่งเนื้อครั้งนี้ เดิมนางไม่ให้ก็ได้ แต่ไถดิน เพาะปลูก เก็บชา ทุกคนช่วยเหลือนางมากมาย นางจำความกรุณานี้ได้เสมอ

ตอนนี้คืนบุญคุณส่วนนี้หมดแล้ว จู้เจียงเจียงก็จะไม่พะว้าพะวังอีกแล้ว

ตั้งแต่วันนี้ นางจะก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องคิดพาคนทั้งหมู่บ้านขึ้นไปเป็นภาระตัวเองอีก ไม่เห็นมีอะไรดี

“จบแล้ว หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจบแล้ว...” สายตาสวี่เหล่าเกินจ้องที่ด้านหลังของจู้เจียงเจียง ส่ายหน้าถอนหายใจ


ตอนที่ 40: ไม่มีใครยินดีกับบ้านใหม่ของนาง


“พี่สะใภ้ วันนี้พวกเรายังกินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ไหม?” เผยเสี่ยวอวี๋ถาม

วันนี้เป็นวันที่จู้เจียงเจียงกำหนดจะย้ายเข้าบ้านใหม่ เดิมควรจะสนุกสนานคึกคัก ตอนนี้กลับเงียบสงบผิดปกติ

คนในหมู่บ้านตัดสินใจไม่มาเข้าร่วมแล้ว เมื่อวานตอนหนิวต้งกลับไป ก็บอกล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้มีธุระมาไม่ได้

แขกที่เหลือที่ยังมาได้ สองพี่น้องตระกูลหมิงก็เงียบไม่มีข่าวคราว

“กินสิ ทำไมจะไม่กิน?”

ผ่านการคิดจัดการตัวเองหนึ่งคืน จู้เจียงเจียงเปลี่ยนท่าทางหดหู่เมื่อวาน กลายเป็นเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา “พวกเราไม่เพียงแค่กิน ยังต้องกินดี ดื่มอร่อย!”

นางจะต้องทำอาหารโต๊ะใหญ่ให้ได้ แล้ววางอยู่ในศาลาชั้นหนึ่ง ยั่วโมโหคนในหมู่บ้านพวกนั้น

“เสี่ยวอวี๋ไปเปลี่ยนชุดกระโปรงใหม่ พี่สะใภ้จะไปทำของอร่อยให้เจ้า!”

“ได้!”

เผยเสี่ยวอวี๋วิ่งขึ้นชั้นบนอย่างดีใจ ไปเปลี่ยนชุดใหม่ของนาง

จู้เจียงเจียงผูกผ้ากันเปื้อน ไปห้องครัวที่สร้างแยกออกมา เป็นห้องครัวหลังหนึ่งที่เรียบง่าย มีเตา มีตู้เก็บถ้วย มีที่เก็บเครื่องมือการเกษตร ทั้งยังมีที่วางฟืนไว้อย่างเป็นระเบียบ

เห็นของทุกอย่างวางในห้องเดี่ยว กลับจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย

ตอนออกแบบบ้าน จู้เจียงเจียงก็วางเครื่องเรือนเข้าไปแล้ว ในเมื่อสมัยนี้เป็นไปไม่ได้จะมีอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่นางก็เว้นตำแหน่งที่ควรเก็บไว้

เช่นตู้ไม้ไผ่เปิดได้สองด้านข้างตู้เก็บชาม ด้านในทำช่องอยู่หลายชั้น ใช้สำหรับเก็บวัตถุดิบทำกับข้าวโดยเฉพาะ

ชั้นบนล่างแยกของแห้งของเปียก ถึงแม้จะไม่ได้มีประโยชน์ถึงขั้นตู้เย็น แต่ก็อยู่ในสภาวะระบายลมได้ดี เก็บรักษาวัตถุดิบไว้อย่างดี

ในถังน้ำสองใบใหญ่หนึ่งเล็กหนึ่ง ด้านในใบเล็กมีปลาเฉาดิ้นอยู่

นี่คือของขวัญที่หนิวต้งเอามาแสดงความยินดีกับนางเมื่อวาน

จู้เจียงเจียงพับเก็บแขนเสื้อ ยื่นมือคว้าปลา ใช้ไม้ตีลงไป ปลาดิ้นอยู่สองทีก็แน่นิ่ง

ในกรงไก่ข้างห้องครัวมีไก่สิบกว่าตัวที่นางซื้อกลับมา เดิมทีจะใช้พวกมันสำหรับงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ตอนนี้ทำได้แค่เลี้ยงไว้

ตอนไปจับไก่ จู้เจียงเจียงบังเอิญเจอไก่ฟักไข่ออกมาแล้ว!

หยิบไข่ที่มีเพียงสี่ใบในกรงไก่ แล้วจับไก่อ้วนมาตัวหนึ่ง จู้เจียงเจียงหมุนตัวกลับเข้าห้องครัว

หลังจากเผยเสี่ยวอวี๋เปลี่ยนเสื้อผ้าสวมกระโปรงแล้ว ก็แบกตะกร้าออกไปเก็บชา

ชาฤดูใบไม้ผลิเก็บเสร็จแล้ว บางครั้งยังไปเก็บแค่หนึ่งตะกร้า วันนี้เผยเสี่ยวอวี๋ไปเก็บชากลับมา ก็เพื่อให้จู้เจียงเจียงใช้ทำอาหาร

สภาพห้องครัวของตระกูลเผยตั้งแต่เช้าตรู่ก็มีควันลอยโขมงอยู่ตลอด

คนในหมู่บ้านกินข้าวเช้าข้าวเที่ยวเสร็จแล้ว ไปปิดน้ำในนากลับมา ตอนผ่านหน้าหมู่บ้าน เห็นจู้เจียงเจียงยกกับข้าวหนึ่งชามออกมา

ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไป

นางยังทำอาหารเลี้ยง? ให้ใครกิน?

จู้เจียงเจียงยุ่งอยู่ในครัวตลอดจนถึงเย็น ถึงทำอาหารโต๊ะนี้เสร็จ

เนื้อหกอย่าง ผักสาม หนึ่งน้ำแกง สิบรายการอาหาร งดงามสมบูรณ์แบบ!

เพียงแต่ คนที่ร่วมกินข้าวมื้อนี้มีแค่จู้เจียงเจียงกับเผยเสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้และน้องสามีเท่านั้น

“พี่สะใภ้ กับข้าวเยอะแยะแบบนี้ พวกเรากินไม่หมด” เผยเสี่ยวอวี๋ยกตะเกียบ ลังเลตัดสินใจไม่ได้

ถึงแม้นางจะดีใจพวกนางได้กินมื้อที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ แต่ปริมาณนี้ก็เยอะจนน่ากลัวไปสักหน่อย

“ไม่เป็นไร พวกเราค่อยๆกิน”

ทำอาหารโต๊ะนี้เสร็จ จู้เจียงเจียงรู้สึกเหนื่อยจริงๆ น้ำเสียงจึงดูไร้เรี่ยวแรง

“แม่นาง”

ทั้งสองคนเพิ่งขยับตะเกียบ ทิศทางหน้าประตูหมู่บ้านก็มีเสียงของหมิงจี่ลอยมา “เอ๊ะ? ไม่ใช่บอกว่าจะจัดโต๊ะเลี้ยงหรือ? ทำไมไม่เห็นแขก หรือว่าพวกเรามาช้า?”

เห็นรถม้าที่จอดอยู่หน้าลานบ้าน จู้เจียงเจียงซาบซึ้งจนเกือบน้ำตาแตก

ถือว่ามีแขกมาร่วมแสดงความยินดีกับพวกนางแล้ว

“คุณชายหมิง แม่นางหมิง พวกท่านมาได้เวลาพอดี ข้าเพิ่งทำกับข้าวเสร็จ รีบเข้ามา...”

จู้เจียงเจียงวางตะเกียบและถ้วย ลุกขึ้นวิ่งไปต้อนรับสองพี่น้องตระกูลหมิง

แต่ในรถม้าไม่ได้มีเพียงแค่สองพี่น้องตระกูลหมิง ยังมีอีกคนที่มาโดยไม่ได้เชื้อเชิญ “คุณชายจู ทำไมท่านถึงมาด้วยได้?”

นางกับจูชิงหรานเคยเจอกันในสมาคมผู้รู้ตระกูลหมิงเท่านั้น ไม่ถือว่ารู้จัก คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาด้วย

“เขาถือโอกาสออกมาอยู่กับน้องสาวข้าส่วนตัว” ตอนหมิงจี่ผ่านตัวจู้เจียงเจียง โน้มตัวพูดข้างหูนางอย่างรวดเร็ว

พูดจบก็ตรงไปโต๊ะกับข้าวเลย

ที่แท้จูชิงหรานไม่ใช่มาแสดงความยินดีที่นางย้ายเข้าบ้านใหม่โดยเฉพาะ

คิดไปก็จริง

“แม่นางยังจำข้าได้หรือ?” จูชิงหรานเดินเข้ามาอย่างไม่รีบไม่ร้อน ยื่นของในมือให้นาง “น้ำใจเล็กน้อย ยินดีกับแม่นางที่เข้าอยู่บ้านใหม่”

 ขณะพูด ก็เงยหน้ามองบ้านด้านหลังจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง

“แม่นาง นี่คือบ้านที่เจ้าสร้างใหม่หรือ?” นัยน์ตาจูชิงหรานแสดงความประหลาดใจและคาดไม่ถึง

ตอนมาเขายังขำหมิงจี่ สาวชนบทคนหนึ่งย้ายเข้าบ้านใหม่มีอะไรควรค่าให้เขาไปร่วมแสดงความยินดี ตอนนี้เขาแค่อยากพูด โชคดีที่เขามา

บ้านไม้สองชั้น แม้ไม่ได้เหมือนจวนในเมืองที่มีศาลากลางน้ำ กลับสร้างได้สวยงามกว่าจวนในเมืองหลายเท่า

ประตูหน้าต่างชั้นบนเปิดออก หน้าบ้านหลังบ้านทะลุผ่าน ลมในทุ่งนาพัดกระดิ่งที่แขวนอยู่ใต้ชายคาจนสั่นไหว แต่ดูไปดูมาก็เหมือนไม่ใช่กระดิ่ง

ของสิ่งนั้นแบ่งชั้นชัดเจน มีหลอด มีถ้วยชา ด้านล่างยังแขวนสายผ้าไหม ดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

ชั้นล่างก็มีห้องด้วย แต่ใหญ่เพียงแค่ครึ่งเดียวของด้านบนเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งก็เชื่อมต่อกับลานบ้าน เดินไปเดินมารับลมเย็นๆได้

จู้เจียงเจียงต้อนรับพลางเชิญพวกเขานั่ง จูชิงหรานไม่มีโอกาสเข้าไปดูในบ้าน เขาคิดว่าลักษณะการตกแต่งในบ้านก็คงไม่ทำให้เขาผิดหวังเช่นกัน

หมิงเหยานั่งลง หันซ้ายหันขวาไม่เห็นใครสักคน จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “แม่นาง แขกบ้านเจ้าเล่า? ทำไมถึงมีแค่พวกเราสองคน?”

“นี่….มีปัญหานิดหน่อย พวกแขกทั้งหลายไม่มาแล้ว”

จู้เจียงเจียงแสดงสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนหัวข้อ “แต่โชคดีที่พวกท่านมา กับข้าวโต๊ะนี้ของข้าก็ไม่เตรียมสูญเปล่า พวกท่านลองชิมเร็ว”

ในตอนที่นางลุกไปต้อนรับพวกเขาทั้งสาม เผยเสี่ยวอวี๋ก็ไปห้องครัวหยิบถ้วยตะเกียบใหม่มาให้พวกเขาแล้ว จู้เจียงเจียงดึงความสนใจของพวกเขามาอยู่ที่กับข้าวบนโต๊ะอาหาร

“เหล่านี้คืออาหารอะไร ถึงดูน่ากินเช่นนี้!”

เป็นอย่างที่คิด เห็นกับข้าวบนโต๊ะที่จู้เจียงเจียงเสียแรงตั้งใจอยู่ค่อนวันเหล่านั้น ทั้งสามคนก็ถูกดึงดูดไว้แล้ว 

ไก่ ปลา เนื้อ ก็ยังเหมือนเดิม แต่ทำไมจู้เจียงเจียงทำออกมาถึงดูน่ารับประทานมาก ทำให้รู้สึกอยากอาหารแบบนี้

“พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นกับข้าวบ้านเกิดของข้า ไม่รู้เมื่อก่อนพวกท่านเคยกินไหม”

จู้เจียงเจียงไม่แน่ใจว่ากับข้าวพวกนี้ที่นางทำ ที่นี่เคยมีใครทำมาก่อนหรือไม่ เแต่นางก็แค่พยายามทำอย่างเต็มที่เพื่อทำอาหารเหล่านี้โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่

“ไก่น้ำมันต้นหอม ปลาเปรี้ยวหวาน ซี่โครงผัดกระเทียม ข้อตุ๋น หมูผัดพริก พวกนี้พวกท่านคงเคยกิน แต่น้ำแกงลูกชิ้นบ่อมังกรนี้ข้าเป็นคนคิดขึ้นเอง พวกท่านคงไม่เคยกินกระมัง?”

นอกจากกับข้าวประเภทเนื้อพวกนี้ ยังมีผัดไข่ เต้าหู้ยัดไส้ หมาผัวโต้วฟูกับผัดผัก

อย่างน้อยพวกเขาก็คือตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองเจียงหนาน น่าจะคงเคยกินมาก่อนกระมัง?

แต่โชคร้าย พวกเขาไม่เคยกินมาก่อน

พูดให้ถูกก็คือ ทักษะการทำอาหารแบบนี้ของจู้เจียงเจียงซับซ้อนเกินไป ปรุงรสหลายวิธี สำหรับคนโบราณที่คิดแต่จะทำอาหารให้ร้อน ไม่ได้ไปค้นคว้าจับคู่อาหารกับเครื่องปรุงอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์สำหรับพวกเขาจริงๆ

“น้ำมันต้นหอม เต้าหู้ ใบชากับเนื้อรวมกัน คิดไม่ถึงว่า...จะทำออกมาเป็นแบบนี้ได้?”

น้ำมันต้นหอมไม่ใช่น้ำมันต้นหอมธรรมดา เต้าหู้ก็เหมือนจะผ่านการทอด น้ำชาที่สดชื่นคิดไม่ถึงว่าจะใช้มาต้มทำน้ำแกงเนื้อได้ การจับคู่นี้ของนางจะใจกล้าเกินไปปล้วกระมัง!


จบตอน

Comments