ตอนที่ 311: ให้ท้ายลูกตัวเอง
“นายน้อยลา อาหารของท่านมาถึงแล้ว”
เซินหมิ่นยกกำปั้นเล็กๆ เคาะประตูห้องของเหวินอวู่ซวงเบาๆ “สิ้นเดือนพอดี ข้าขอกินข้าวด้วยสักมื้อ ถือโอกาสตรวจสอบท่านทำ...”
นางพูดได้ครึ่งเดียว ประตูก็เปิดออก
สบตากับเหวินอวู่ซวง พร้อมกับเห็นร่างของคนอีกสี่คนที่อยู่ในห้อง เซินหมิ่นอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆพูดคำสุดท้ายออกมาอย่างช้าๆ “บัญชี”
“หัวหน้าเหวิน อาหารที่ท่านสั่งมาถึงแล้ว ขอให้มีความสุขกับมื้ออาหาร” เซินหมิ่นเปลี่ยนสีหน้าราวกับพลิกหนังสือ ยิ้มหวานพลางส่งกล่องอาหารด้วยสองมือ
หลังเขารับกล่องอาหารไปแล้ว นางก็หมุนตัวจะกลับ
โชคดีเหวินอวู่ซวงตาเร็วมือไว จับข้อมือของนางไว้ “บอกว่าจะขอฝากท้อง แล้วตรวจสอบบัญชีกับข้าไม่ใช่หรือ? เข้ามาเถอะ”
ชื่อเรียก ‘นายน้อยลา’ ทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มีเพียงเซินหมิ่นคนเดียวที่จะเรียกเขาเช่นนั้น
สองเดือนกว่าที่ผ่านมา นางเป็นคนที่ไปมาหาสู่กับเขาเยอะที่สุด เพราะเกี่ยวกับการซื้อขาย การค้าขายทั้งหมดในบ้านเฟิ่งหวง พวกเขาจำเป็นต้องพูดคุยกัน
อย่างเช่นเรื่องเชาซื่อ ร้านซักผ้า รวมถึงบัญชีรวมแยกประเภทของบ้านเฟิ่งหวง เซินหมิ่นเป็นตัวแทนจู้เจียงเจียงมาตรวจสอบบัญชีกับเขา
ด้วยการพบปะกันบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเข้ากันได้ไม่เลว
สำหรับความสัมพันธ์นี้ ไม่รู้ว่าเซินหมิ่นรู้สึกแบบไหน แต่เหวินอวู่ซวงแน่ใจมากว่าเขารู้สึกชอบผู้หญิงคนนี้เข้าแล้ว
วันนี้ครอบครัวเขามาพอดี จึงคิดจะพานางไปเจอสักหน่อย
“ไม่ต้องดีกว่า บ้านท่านมีแขก” เซินหมิ่นหัวเราะแห้งๆเพื่อปฏิเสธ
แต่เหวินอวู่ซวงไม่คิดจะปล่อยนางไป
ปกติแล้วนางมีนิสัยบ้าอำนาจ ดื้อรั้น ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน มักจะรังแกเขาอยู่บ่อยๆ
ตอนนี้เขากล้าแนะนำนางกับคนที่บ้าน กลับเป็นนางที่กลัวเสียอย่างนั้น?
“เข้ามา”
เหวินอวู่ซวงดึงนางเข้าประตู พานางไปที่ห้องนั่งเล่น แนะนำนางกับสี่คนตระกูลเหวิน “นี่คือเซินหมิ่น หัวหน้าควบคุมทั่วไปของเจ้านายข้า ตำแหน่งสูงกว่าข้า ถือว่าเป็นหัวหน้าของข้าด้วย”
ต่อมาเขาก็แนะนำสี่คนตระกูลเหวินให้เซินหมิ่นรู้จัก “แม่นางเซิน นี่เป็นท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อและพี่หญิงของข้า”
พอเซินหมิ่นได้ยินสถานะของคนที่มา นางก็รีบแสดงท่าทางเหมือนกำลังคุยธุรกิจ ไม่ต้อยต่ำ ไม่สูงส่ง ทำความเคารพผู้อาวุโสทั้งสี่ด้วยท่าทางของสตรี แล้วพูดว่า “ที่แท้คือเถ้าแก่เหวิน ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ”
นางได้ยินจู้เจียงเจียงเคยบอกเรื่องจะร่วมมือกับร้านปักผ้าตระกูลเหวิน และให้เหวินอวู่ซวงเชื้อเชิญคนตระกูลเหวินมา
คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาถึงเร็วขนาดนี้
เซินหมิ่นไปพบพันธมิตรแทนจู้เจียงเจียงมาไม่น้อย และเคยประสานงานเรื่องธุรกิจมากมาย เมื่อเห็นคนจากตระกูลเหวินมาถึง นางจึงเป็นธรรมชาติไม่หวั่นไหว ไม่ว่าอย่างไรมันก็คือการติดต่อทางธุรกิจ ไม่มีอะไรต้องกลัว
แต่คนตระกูลเหวินกลับไม่มองนางอย่างคนมาร่วมธุรกิจ
ทั้งสี่คนแอบประเมินสำรวจเซินหมิ่นเงียบๆ ก่อนมองหน้ากันราวกับกำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง
เห็นเพียงเหวินจือเซี่ยยืนขึ้น ขมวดคิ้วแน่น ใช้น้ำเสียงปกป้องน้องชายเอ่ยถามเซินหมิ่น “แม่นางเซิน เมื่อครู่เจ้าเรียกน้องชายข้าว่าอะไร นายน้อยลา?”
อยู่เมืองเจียงเป่ย ไม่มีใครกล้าหยอกล้อนายน้อยของตระกูลเหวินแบบนี้ ทำไมมาถึงที่นี่ น้องชายของนางจึงถูกกลั่นแกล้งแบบนี้?
ทำงานสกปรกสารพัด ยังถูกหญิงสาวขี่คอมาล้อเล่น จะไม่เห็นตระกูลเหวินของพวกเขาอยู่ในสายตาเกินไปแล้ว
เซินหมิ่นถูกถามจนพูดไม่ออก ไม่รู้ควรอธิบายอย่างไร
นางไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เพียงแค่ล้อเล่นระหว่างเพื่อนกันเท่านั้น
และทุกครั้งที่ตรวจสอบบัญชี เพราะเรื่องธุรกิจนางและเหวินอวู่ซวงมักจะทะเลาะกันเสมอ ตอนเหวินอวู่ซวงเถียงนางไม่ได้ เขาก็จะโกรธแล้วเรียกนางว่าผู้หญิงหัวแข็ง
เพียงแต่เขาไม่เคยเรียกนางแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น และนางก็ไม่ค่อยเรียกเขาว่านายน้อยลาต่อหน้าคนอื่นเช่นกัน
วันนี้ก็เหมือนกัน นางนึกว่ามีเขาอยู่แค่คนเดียว ดังนั้นถึงเรียกแบบนี้
ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นใจให้ตัวเองก่อนที่จะตรวจสอบบัญชีและเถียงกับเขา ใครจะรู้ว่าครอบครัวเขาจะบังเอิญอยู่ในห้องเล่า
“พี่หญิง นายน้อยลาคือข้าตั้งฉายาให้ตัวเอง เพราะที่นี่มีแค่ข้าคนเดียวที่ขี่ลาออกจากบ้าน” เหวินอวู่ซวงยืดอกยอมรับ
และเพื่อปิดปากพี่สาวคนโตที่ชอบพูดจาจิกกัด เขาจึงหยิบยกเรื่องในอดีตมาพูดอีกครั้ง “ใครใช้ให้ตอนเด็กพี่แกล้งข้า ทำให้ข้าถูกม้าเหยียบ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าขี่ม้ากัน”
เขาเคยถูกม้าเหยียบหรือ?
เซินหมิ่นบังเอิญได้ยินเรื่องน่าอายตอนเด็กของเขา อดไม่ได้ก้มหน้าแอบยิ้ม
เหวินอวู่ซวงเห็นนางแอบยิ้ม กลับไม่ได้รู้สึกขายหน้าอะไร เพียงแต่แอบถอนหายใจ มีเรื่องให้นางหัวเราะเยาะเขาเพิ่มอีกแล้ว
ความผิดพลาดที่ทำตอนเด็กถูกพูดขึ้นอีกครั้ง เหวินจือเซี่ยในฐานะผู้กระทำความผิดรู้สึกผิดจริงๆ
เพียงแต่ปากแข็งจึงพูดออกไปหนึ่งประโยค “เหวินอวู่ซวง เรื่องน่าอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายต่อคนนอก ไม่รู้หรือ?”
คนอื่นคิดหาวิธีซ่อนเรื่องน่าอายของตัวเอง แต่เขากลับพูดออกมาให้หญิงสาวคนนั้นฟัง แบบนี้แล้ววันหลังจะแต่งงานขอภรรยาได้อย่างไร
เดี๋ยวก่อน!
พูดถึงแต่งงานขอภรรยา จู่ๆ เหวินจือเซี่ยก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา
ตอนน้องชายของนางคนนี้อยู่เมืองเจียงเป่ย เพราะถูกคนในครอบครัวปกป้องดูแลเป็นอย่างดี ตลอดมาไม่รู้จักโลกภายนอก นิสัยซื่อสัตย์ จิตใจดี และไร้เดียงสาจนอาจจะดูโง่ๆไปบ้าง
แต่ครั้งนี้ เมื่อได้เห็นเขาอีกครั้ง ไม่รู้ทำไม เหวินจือเซี่ยมักจะรู้สึกว่าเขาดูเปลี่ยนไป
เสื้อผ้าไม่ขาว ร่างกายก็ไม่อ่อนแอโดนลมไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แม้แต่แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความมั่นใจและเฉลียวฉลาด ไม่ใช่บัณฑิตที่เคยสับสนและอ่อนแออีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะตั้งแต่เด็กจนโตเขาอยู่ท่ามกลางผู้หญิง จึงไม่สนใจผู้หญิง แต่เวลาที่เขามองแม่นางเซินคนนี้ มันกลับดูไม่ค่อยปกติ...
“เรื่องแบบนี้จะเรียกว่าเรื่องน่าอายในบ้านที่ไหนกัน” เหวินอวู่ซวงวางกล่องอาหารลง เปิดออก “กับข้าวยังร้อนๆอยู่ แม่นางเซินลำบากแล้ว นั่งลงกินด้วยกันเถอะ ข้าจะไปเอาถ้วยตะเกียบ”
“ข้าไปช่วย!”
เซินหมิ่นไม่อยากอยู่ที่นี่เพื่อมองหน้าสี่คนตระกูลเหวิน นางจึงรีบเดินตามฝีเท้าเหวินอวู่ซวงไป
ตู้ถ้วยชามก็อยู่ใกล้ๆ หมุนตัวไปก็หยิบได้เลย
แต่เซินหมิ่นอดไม่ได้จริงๆ พูดเสียงกระซิบกับเหวินอวู่ซวง “หัวหน้าเหวิน หรือข้าจะกลับไปก่อนดี ไม่อยู่รบกวนครอบครัวท่านกินข้าว”
เหวินอวู่ซวงยื่นตะเกียบให้นาง ตัวเองถือถ้วยชาม “เจ้าไปไม่ได้ กินข้าวเสร็จเจ้ายังต้องช่วยข้าจัดที่พักให้ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อและพี่หญิงข้าอีก”
ที่พักของเขานางก็เห็นอยู่ ห้องรับแขกห้องเดียว พักสี่คนไม่ได้
อีกทั้งตอนนี้เข้าหน้าหนาวแล้ว ยามค่ำคืนก็หนาวเย็น ปูพื้นนอนไม่ไหว
“ท่านไม่ได้จองห้องพักของหมินซู่หรือ?” เซินหมิ่นขมวดคิ้วแน่น “อ๋อ จริงด้วย อีกสองวันพันธมิตรแต่ละแห่งจะมาประชุมประจำปี ห้องถูกจองไปหมดแล้ว”
“ใช่น่ะสิ” เหวินอวู่ซวงจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
เพราะเรื่องของบ้านเฟิ่งหวง การประชุมพันธมิตรจึงถูกเลื่อนมาจนถึงตอนนี้ และกลายเป็นการประชุมประจำปีไป ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เหล่าเถ้าแก่ทยอยกันมาแล้ว
บวกกับคนของหนานเฟิงเฉียนก็ยังพักอยู่ตลอด ห้องพักในหมินซู่จึงขาดแคลนมาก
เซินหมิ่นถาม “แล้วจะทำอย่างไร? ให้คนที่บ้านท่านไปพักโรงเตี๊ยมในเมืองไหม?”
เหวินอวู่ซวงถามกลับ “โรงเตี๊ยมในเมืองคนอยู่ได้หรือ?”
โรงเตี๊ยมในเมืองถูกจู้เจียงเจียงแย่งลูกค้าไปจนถึงทุกวันนี้ ขาดการดูแล ชื่อเสียงเหม็นโฉ่นานแล้ว หากคนที่ช่างเลือกที่อยู่หน่อยก็จะไม่เข้าพักที่นั่น
เซินหมิ่นเริ่มร้อนใจ “งั้นท่านว่าทำอย่างไรดี?”
เหวินอวู่ซวงโยนเรื่องทั้งหมดให้นาง “เรื่องนี้ต้องถามหัวหน้าเซินแล้ว ครอบครัวของลูกน้องมา หัวหน้าเซินคงไม่นิ่งดูดายใช่ไหม?”
ตอนที่ 312: สร้างโรงงานแปรรูปเพิ่ม
“อาหารนี่ดูแล้วน่ากินมาก ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
เมื่อสี่คนตระกูลเหวินนั่งลง อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดึงดูดสายตาของทุกคนทันที
วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารบนโต๊ะนั้นพวกเขารู้จัก ถึงอย่างไรธุรกิจของจู้เจียงเจียงก็ขยายไปถึงเมืองเจียงเป่ยแล้ว ตระกูลเหวินของพวกเขาก็ซื้อของจากร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในเมืองเจียงเป่ยอยู่บ่อยๆ
เพียงแต่ของที่ซื้อกลับมา พ่อครัวในจวนใช้กรรมวิธีแบบเดิมๆในการปรุงอาหาร
รสชาติก็อร่อยดี แต่ไม่รู้ว่าทำได้ถูกต้องไหม
ตอนนี้ดูแล้ว วิธีการทำของพ่อครัวในจวนจะไม่ค่อยถูกต้องนัก
ยกตัวอย่างเช่น อาหารหลายจานที่ทำด้วยกุ้งนี้ หลังจากพ่อครัวของพวกเขาซื้อกลับมาแล้วก็ทำได้แต่ต้มน้ำเปล่าเท่านั้น วิธีนี้เป็นเถ้าแก่ร้านขายกุ้งบอกมา
กลับไม่รู้ว่านอกจากต้มน้ำเปล่าแล้ว ยังสามารถทำเป็นกุ้งผัดน้ำมะเขือเทศ กุ้งผัดชาหลงจิ่งได้
ถึงแม้คนที่กินข้าวด้วยจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ แต่เซินหมิ่นก็ถูกทางบ้านอบรมสั่งสอนมาดี ในฐานะผู้น้อย นางจึงตักน้ำแกงให้พวกผู้ใหญ่อย่างรู้ตัว
เหวินอวู่ซวงอาศัยบารมีผู้ใหญ่บ้านตัวเอง ได้ดื่มน้ำแกงที่เซินหมิ่นตักให้เป็นครั้งแรก
เฉพาะแค่เรื่องนี้ก็เพียงพอให้เขามีความสุขไปหลายวันแล้ว
“อืม...น้ำแกงนี้สดชื่นจริงๆ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินตกใจและชื่นชมน้ำแกงถ้วยนี้มาก “นี่คือน้ำแกงปลาใช่ไหม? ทำไมถึงสดแบบนี้?”
“เจ้าค่ะ นี่เป็นน้ำแกงปลา แต่ที่ใช้ต้มน้ำแกงไม่ใช่น้ำเปล่าธรรมดา แต่เป็นน้ำแกงที่ผัดจากหัวกุ้ง น้ำแกงที่ผัดแล้วก็จะนำไปต้มกับเนื้อปลาบด เติมเต้าหู้ เห็ด และหน่อไม้ฤดูหนาวลงไป น้ำแกงนี้ภายใต้ของสดห้าอย่างจึงมีรสชาติที่กลมกล่อมมาก”
เซินหมิ่นแนะนำน้ำแกงถ้วยนี้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ
นี่คืออาหารจานเด็ดของโรงเตี๊ยมของพวกเขา ทุกคนที่มากินข้าวที่โรงเตี๊ยม จะไม่ยอมพลาดน้ำแกงสดชื่นจานนี้
“แม่นางเซินเข้าใจวิธีการทำน้ำแกงขนาดนี้ คิดว่าฝีมือต้องดีมากแน่ๆ ใครขอแม่นางเซินแต่งได้ ช่างโชคดีนัก” ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินชื่นชมอย่างจริงใจ
นางรู้สึกว่าแม่นางเซินคนนี้ใช้ได้เลย
ถึงแม้เมื่อครู่จะพูดเสียงดังไปหน่อย แต่ดูแล้วก็เหมือนคนที่เคยเรียนหนังสือ อีกทั้งยังชำนาญดูแลทั้งในและนอกได้ ยังรู้เรื่องการทำอาหารอีกด้วย
ผู้หญิงแบบนี้หายากจริงๆ
“ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินล้อเล่นแล้ว ข้าทำอาหารไม่เป็น” เซินหมิ่นกลับเปิดเผยอย่างซื่อตรง
“อาหารพวกนี้พี่รองข้าเป็นคนทำ พี่รองเป็นหัวหน้าพ่อครัวของโรงเตี๊ยม ข้าอยู่ข้างกายเขาเห็นมาเยอะ ฟังมาบ่อย แค่พูดยังพอได้ หากให้ลงมือทำจริงๆ ข้าคงทำไม่ไหว”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง...”
ความผิดหวังของฮูหยินผู้เฒ่าเหวินเห็นได้อย่างชัดเจน
เดิมนางยังคิดอยู่ว่า หญิงสาวที่ดีขนาดนี้ จะลองจับคู่ให้หลานชายตัวเองดูสักหน่อย ใครจะรู้ว่าจะทำอาหารไม่เป็น
ช่างเถอะ ถือว่าไร้วาสนาต่อกัน
เพราะอาหารบนโต๊ะอร่อยมาก ตอนคนตระกูลเหวินกินข้าวจึงมุ่งความสนใจไปที่อาหาร ไม่ได้สนใจเซินหมิ่นมากเท่าไรนัก
ตลอดมื้ออาหารนับว่าผ่านไปด้วยดี
เพียงแต่หลังกินอาหารเย็นเสร็จ เกี่ยวกับปัญหาที่พักก็ทำให้เหวินอวู่ซวงและเซินหมิ่นลำบากใจขึ้นอีกครั้ง
เซินหมิ่นกล่าว “ถึงท่านจะสละห้องออกมาก็ไม่พอให้คนในครอบครัวท่านนอนอยู่ดี อีกอย่างกลางคืนอากาศเย็น ผ้าห่มห้องท่านไม่พอใช้แน่”
คนตระกูลเหวินมากันสี่คน อย่างน้อยๆก็ต้องใช้สามห้องถึงจะพอ นี่ยังไม่รวมเหวินอวู่ซวงเข้าไปอีกหนึ่งคน
“ข้าจะลองไปถามพี่หญิงจู้ดูว่าขอยืมที่พักได้ไหม”
“ข้าลงไปพร้อมเจ้าด้วย” เหวินอวู่ซวงยืนขึ้น “ถือโอกาสไปรับเสื้อผ้าที่ร้านซักผ้าด้วยเลย”
เซินหมิ่นฟังแล้ว คนตระกูลเหวินก็ไม่ได้พูดอะไร นางจึงไม่พูดอะไรต่อ เดินลงชั้นล่างไปพร้อมกับเหวินอวู่ซวง
แต่โชคร้ายก็คือ วันนี้จู้เจียงเจียงไม่พักที่บ้านเฟิ่งหวง ประตูบ้านของนางปิดสนิท ในบ้านมืดมิดไม่มีคนอยู่
“ดูท่าข้าจะต้องซื้อบ้านที่นี่สักหลังแล้วจริงๆ ไม่งั้นคนที่บ้านมาก็ไม่มีที่อยู่” เหวินอวู่ซวงรู้สึกเสียใจภายหลังที่ตัวเองไม่ได้ซื้อบ้านไว้
แต่เสียใจภายหลังก็ไม่มีประโยชน์ ภายใต้การไม่ใช้เงินทางบ้าน ด้วยเงินของเขาเอง ตอนนี้แม้แต่เงินมัดจำสินเชื่อเขาก็จ่ายไม่ไหว
ในขณะที่เขากำลังรู้สึกเสียใจอยู่นั้น เซินหมิ่นก็กำลังช่วยเขาคิดหาวิธีแก้ปัญหา
“งั้นเอาแบบนี้ ท่านไปเชาซื่อซื้อเครื่องนอนสักสองสามชุด แล้วกลับไปให้ท่านปู่ท่านย่าของท่านใช้ไปก่อน?”
เซินหมิ่นพูดจบ ตัวนางเองยังรู้สึกว่าเป็นไปไม่ค่อยได้
ให้ผู้ใหญ่นอนพื้น อาศัยห้องหนังสือ ไม่ว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้
“หรือไม่งั้นท่านหาคนเบียดหน่อย แล้วสละห้องให้ครอบครัวท่าน?”
“ข้าจะไปเบียดใครได้? คนที่พักคนเดียวอย่างข้า ไม่มีครอบครัวมาอยู่ด้วยจะมีสักกี่คนกัน” เหวินอวู่ซวงรู้สถานการณ์ของลูกน้องเขาดี
“หรือไม่ท่านไปพักบ้านข้า หรือให้ครอบครัวท่านไปพักบ้านข้า ส่วนข้าไปพักหอในสถานศึกษา”
เซินหมิ่นสละบ้านตัวเองออกมาอย่างใจกว้าง พูดๆอยู่ก็หยิบกุญแจออกมายื่นให้เขา
เหวินอวู่ซวงมองกุญแจในมือนาง คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับกุญแจมาแล้วพูดว่า “ยังต้องตรวจสอบบัญชีกันอยู่ไม่ใช่หรือ? ให้ที่บ้านข้าพักที่ห้องข้า ส่วนข้ากลับไปตรวจสอบบัญชีกับเจ้าแล้วกัน”
“หา?”
เซินหมิ่นเหมือนรู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ค่อยถูกต้อง แต่นางก็อธิบายออกมาไม่ได้
อยากถามเหวินอวู่ซวง กลับพบว่าเขาเอากุญแจบ้านนางเดินไปไกลแล้ว
“นายน้อยลา ท่านรอข้าก่อน...” นางเร่งฝีเท้าเดินตามไป
ครั้งนี้เซินหมิ่นยืนรออยู่ชั้นล่าง ไม่ได้ขึ้นชั้นบนไปกับเหวินอวู่ซวง นางไม่อยากถูกคนตระกูลเหวินสำรวจ
รออยู่เกือบสองก้านธูป ลมพัดจนนางจามออกมา เหวินอวู่ซวงถึงลงมาชั้นล่าง
ในมือเขากอดสมุดบัญชีปึกใหญ่ พอได้ยินเสียงนางจาม เขาก็หมุนตัวขึ้นชั้นบนไปหยิบเสื้อคลุมของตัวเองตัวหนึ่งลงมาให้นาง
“อันที่จริงไม่ต้องหรอก แค่ท่านทำให้เร็วขึ้นหน่อย ไม่อืดอาด ก็ดีกว่าเป็นไหนๆ”
เซินหมิ่นรับเสื้อคลุมของเขาไปอย่างไม่เกรงใจ ปากยังพูดตำหนิเขาไปด้วย ไม่ให้โอกาสเขาได้ทำความดีสักนิดจริงๆ
เหวินอวู่ซวงไม่เถียงกับนาง “ไปเถอะ ไปบ้านเจ้า”
คืนนี้พวกเขาต้องจุดตะเกียงยันสว่าง ตรวจสอบบัญชีของเดือนนี้ให้เสร็จ เซินหมิ่นยังต้องตรวจสอบบัญชีของพันธมิตรในปีนี้ด้วย ปริมาณงานของนางเยอะกว่าเขามาก
หากยังทะเลาะกันละก็ คืนนี้พวกเขาจะต้องเหนื่อยล้ามากแน่ๆ
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังยุ่งอยู่กับงาน จู้เจียงเจียงก็กำลังยุ่งอยู่เช่นกัน
เพื่อให้ตัวเองมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ นางเลือกกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงสองสามวัน อยู่ที่นี่นางไม่ต้องห่วงว่าจะถูกคนเห็น สามารถเข้าไปในช่องว่างมิติได้ตามต้องการ
เรื่องผ้าห่มของโรงงานกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ส่วนเรื่องความร่วมมือในการทำเสื้อนวมนั้น คนตระกูลเหวินยังมาไม่ถึง นางก็เริ่มไม่ได้
เรื่องที่นางยุ่งอยู่ตอนนี้ เกี่ยวกับโรงงานแปรรูปของสด
จู้เจียงเจียงคิดว่า การพึ่งพาแค่ชาวบ้านในหมู่บ้านในการแปรรูปผลไม้และผักแห้งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
สวนชาของทุกคนในหมู่บ้านกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม เฉพาะเรื่องเก็บชา คั่วชา ทุกคนก็ยุ่งมากๆ แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฤดูใบไม้ผลิเพาะปลูกฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว ทุกคนยิ่งไม่มีเวลา
เนื่องจากเวลามีจำกัด การอบและตากแห้งจึงมักจะถูกละเลย
อีกทั้งการอบและตากแห้งของแต่ละครอบครัวก็แตกต่างกันไป ทั้งไฟและระยะเวลาในการตากแห้งก็ไม่เท่ากัน คุณภาพจึงแตกต่างกันไปด้วย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากยังนั่งทำแบบกระจัดกระจายต่อไป สุดท้ายต้องทำลายชื่อเสียงของตัวเองเป็นแน่
ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงตัดสินใจจะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สำหรับแปรรูปของแห้ง แปรรูปผลไม้ ของแปรรูปต่างๆนานาโดยเฉพาะ
ผลไม้ของแต่ละหมู่บ้านเริ่มออกผลแล้ว ผลไม้ที่ล้ำค่าหายากอย่างเฉ่าเหมย และหลานเหมยไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน วิธีเดียวที่จะจำหน่ายไปยังร้านค้าแต่ละแห่งทั่วราชวงศ์ต้าหลี่ได้ก็คือการแปรรูป
ต้องสร้างโรงงานแปรรูปให้ได้!
ตอนที่ 313: ถ้าอยากร่วมมือกัน ท่านต้องไล่เขาออกก่อน
“พี่หญิงจู้อยู่บ้านไหม?”
เพราะว่าเมื่อวานคนตระกูลเหวินมา ทั้งเซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวงจึงไม่มีโอกาสมาเยี่ยมจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงตั้งท้องและไม่มีใครดูแล เซินหมิ่นจึงเป็นห่วงนางมากที่สุด ทุกวันต้องเห็นหน้านางสักครั้งถึงจะยอมวางใจ
เมื่อคืนตรวจสอบบัญชีกับเหวินอวู่ซวงจนดึกดื่น ต่อมาก็นอนหลับไปในห้องหนังสือ เช้าตรู่วันนี้นางตื่นเช้าจึงรีบมาหาจู้เจียงเจียงที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงทันที
พร้อมกับนำข้าวเช้ามาให้นาง
เมื่อคืนจู้เจียงเจียงก็นอนดึกมากเหมือนกัน พอได้ยินเสียงก็ลุกจากเตียงลงมาชั้นล่าง
เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของอีกฝ่าย ปฏิกิริยาของทั้งสองคนก็แตกต่างกันไป
“เมื่อคืนนี้เจ้า...”
ตอนจู้เจียงเจียงเพิ่งอ้าปากจะพูดหยอกล้อว่าเมื่อคืนเซินหมิ่นไปแอบยุ่งเรื่องชาวบ้านมา แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเซินหมิ่นดึงเข้าไปในบ้านอย่างรีบร้อน
“พี่หญิงจู้ ครอบครัวของหัวหน้าเหวินมาแล้ว พวกเขาใกล้จะมาถึงแล้ว ท่านรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ พวกเขาพูดด้วยลำบาก”
เหวินอวู่ซวงรู้ดีว่าการร่วมมือครั้งนี้สำคัญมากสำหรับจู้เจียงเจียง ดังนั้นเช้าวันนี้เขาจึงกลับไปที่หอพัก เชิญคนที่บ้านไปพบจู้เจียงเจียงที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ตอนนี้คนตระกูลเหวินนั่งรถม้าตามหลังมา ใกล้จะถึงแล้ว
เพราะเซินหมิ่นขี่ม้าเป็นประจำ จึงเดินทางมาได้เร็วกว่า และแจ้งข่าวให้จู้เจียงเจียงได้รู้ก่อน
จู้เจียงเจียงถูกเซินหมิ่นดันขึ้นชั้นบน ยืนหาเสื้อผ้าให้นางอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า
“คนตระกูลเหวินให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งกายมาก พี่หญิงจู้ พี่จะสวมชุดทำไร่ทำนาแบบปกติไม่ได้ เมื่อวานข้ากับหัวหน้าเหวินก็ถูกตำหนิเรื่องการแต่งตัวไม่เหมาะสมมาแล้ว”
เซินหมิ่นรีบค้นหาอย่างรวดเร็ว แล้วเลือกชุดกระโปรงที่ดูอ่อนหวานและสุภาพ แต่ก็ไม่เรียบง่ายเกินไปยื่นให้จู้เจียงเจียง
จากนั้นก็เลือกเสื้อคลุมสั้นมาให้ พร้อมกับกำชับว่า “ระวังอย่าเป็นหวัด”
จู้เจียงเจียงไปหลังม่านเปลี่ยนชุดอย่างจนใจ เมื่อถูกดูแลแบบนี้ นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องสาว ทั้งที่เซินหมิ่นอายุน้อยกว่านางแท้ๆ
ดูท่า ประสบการณ์จะทำให้คนเราเติบโตได้อย่างรวดเร็วจริงๆ
เซินหมิ่นติดตามนางมาหนึ่งปีกว่า สามารถเดินทางไปทำงานต่างถิ่นได้ เจรจาธุรกิจได้ ดูแลคนเก่งกว่านาง แบ่งแยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้อย่างชัดเจน คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกลัวนางทุกคน
เมื่อเทียบกันแล้ว นางกลับใจดีกับคนงานเกินไป อภัยให้พวกเขาง่าย ไม่ว่าอะไรก็ลงมือทำเอง
จู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ดี จะเสียการบริหารจัดการในระยะยาวได้
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่นางตั้งท้องในครั้งนี้ ปฏิกิริยาของพวกป้าๆในโรงงานก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด
แต่ว่ายังดีที่มีเซินหมิ่นอยู่ มีนางคอยช่วยทำหน้าที่เล่นบทโหด นางก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรแล้ว
เป็นอย่างที่คิด
จู้เจียงเจียงเพิ่งเปลี่ยนชุดลงมาชั้นล่าง อาหารเช้าที่เซินหมิ่นเอามาให้ยังกินไม่ทันเสร็จ ก็มีรถม้าคันหนึ่งมาจอดที่หน้าลานบ้านของบ้านตระกูลเผยแล้ว
“♫ สายลมพัดม่านขยับระยิบระยับ ต้นเหมยหอมเต็มลานบ้าน ♫”
เหวินเฉิงจื้อเพิ่งลงรถม้า ภาพแรกที่สะท้อนเข้าม่านสายตาก็คือต้นเหมยที่บานสะพรั่งเต็มกำแพงของบ้านตระกูลเผย
ต้นเหมยปีนอยู่บนรั้วลานบ้าน ทำให้ทั้งลานบ้านสะท้อนสีแดงสดใส นี่คือลักษณะลานบ้านของครอบครัวชนบทที่ดีที่สุดที่เขาเคยเห็น เขาชอบมาก!
ประตูลานบ้านเปิดแง้มอยู่ เหวินอวู่ซวงเดินหน้าผลักประตูออก แล้วพูดว่า “ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ พี่หญิง ที่นี่ก็คือบ้านของแม่นางจู้ พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
ทั้งห้าคนเดินเข้าบ้านไปพร้อมกัน
เหวินอวู่ซวงเคยมาที่นี่หลายครั้ง จึงคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี
ส่วนสมาชิกคนอื่นๆในตระกูลเหวินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก อีกทั้งพวกเขาคิดไม่ถึง นอกจากถนนหลวงที่ผ่านไปมา ยังมีหมู่บ้านเล็กๆแบบนี้อยู่ด้วย
ตอนเลี้ยวเข้ามาเมื่อครู่ เห็นทุ่งนาสีเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง พวกเขายังรู้สึกว่า ที่นี่ก็ธรรมดาเท่านี้
จนกระทั่งพวกเขาเข้ามาในหมู่บ้านถึงรู้ หมู่บ้านก็มีลักษณะเด่นของตัวมันเอง
เหวินอวู่ซวงพาทั้งสี่คนมาถึงห้องโถง จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นกำลังกินอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะกินข้าว เมื่อเห็นพวกเขามาก็หยุดตะเกียบแล้วลุกขึ้นต้อนรับ
“แม่นางจู้ ท่านนี้คือท่านพ่อข้า เป็นคนควบคุมดูแลร้านปักผ้าตระกูลเหวินของเรา”
เหวินอวู่ซวงทำตามหน้าที่ แนะนำคนสำคัญที่สุดให้จู้เจียงเจียงรู้จักก่อน “ท่านนี้คือพี่หญิงใหญ่ของข้า หัวหน้าเย็บปักของบ้านเรา”
จู้เจียงเจียงรู้สถานะของผู้ที่มาเยือนตรงหน้า และรู้ว่าพวกเขามาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เนื่องจากเมื่อครู่เซินหมิ่นได้บอกนางหมดแล้ว
นางทำตามคำแนะนำของเซินหมิ่น แสดงท่าทีที่มั่นใจในการเผชิญหน้ากับคนตระกูลเหวิน ไม่ได้วางตัวเป็นลูกน้อง แต่กลับวางตัวเป็นเถ้าแก่
“เถ้าแก่เหวิน ได้ยินชื่อเสียงมานาน เชิญทางนี้”
จู้เจียงเจียงยื่นมือให้สัญญาณเชิญพวกเขาไปนั่งในห้องรับแขก จากนั้นหันไปพูดกับเซินหมิ่น “เซินหมิ่น ไปชงชามาหนึ่งกา”
นี่เป็นความคิดของเซินหมิ่นเช่นกัน
ทั้งสองคนกำลังแสดงละครต่อหน้าคนตระกูลเหวิน ก็เพื่อให้พวกเขารู้ ข้างกายจู้เจียงเจียงมีผู้หญิงเก่งคนหนึ่งฟังคำสั่ง เป็นธรรมดาที่นางจะเก่งยิ่งกว่า
อย่างที่คิด ตอนเห็นเซินหมิ่นถูกเรียกใช้เหมือนสาวใช้ ท่าทีของคนตระกูลเหวินก็ไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป เริ่มเกร็งและไม่สบายใจขึ้นมาแปลกๆ
ตอนแรก เหวินอวู่ซวงเห็นฉากนี้ก็รู้สึกงงงวยไปเล็กน้อย จากนั้นก็เหมือนคิดออก ก้มหน้าแอบยิ้ม ไม่ได้เปิดโปงพวกนาง
“เถ้าแก่เหวิน คิดว่าคุณชายเหวินคงบอกจุดประสงค์ที่ข้าเชิญท่านทั้งหลายเดินทางมาในครั้งนี้แล้ว งั้นข้าก็ขอพูดตามตรงไม่ร่ำไร”
จู้เจียงเจียงตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม ต่อจากนี้นางยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ
“ในมือข้าตอนนี้มีดอกฝ้ายชุดหนึ่งที่เพิ่งเก็บมาปีนี้ ดอกฝ้ายชุดนี้ข้าจะใช้มาผลิตผ้าห่มและเสื้อนวม พยายามให้เข้าตลาดก่อนฤดูหนาวปีนี้จะมาถึง วัสดุของเสื้อนวมชุดนี้ต้องการงานเย็บปัก ข้าต้องการสั่งซื้อผ้าปักจากร้านของเถ้าแก่เหวิน”
คำขอในการร่วมงานของนางพูดได้อย่างชัดเจน เหวินเฉิงจื้อก็ฟังเข้าใจแล้ว
ในฐานะที่เขาเป็นคนควบคุมดูแลร้านปักผ้าของตระกูลเหวิน มีธุรกิจเข้ามาแน่นอนว่าเป็นเรื่องดี เขาจึงตอบตกลงทันที
“แม่นางจู้เกรงใจเกินไปแล้ว นี่ถือเป็นเกียรติของร้านปักผ้าตระกูลเหวินของพวกเรา แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ...”
ธุรกิจส่วนธุรกิจ แต่บางเรื่องก็ต้องพูดกันตรงๆ
เหวินเฉิงจื้อมองเหวินอวู่ซวงแวบหนึ่ง จู่ๆ เหวินอวู่ซวงก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง อยากจะห้ามบิดาไม่ให้พูด แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
“ถ้าต้องการวัสดุเย็บปักของร้านปักผ้าตระกูลเหวินย่อมไม่มีปัญหา แต่ข้าหวังว่าแม่นางจู้โปรดเข้าใจ ไล่ลูกชายข้าออกจากตำแหน่งผู้ดูแล”
“อะไรนะ?” เงื่อนไขนี้มาอย่างกะทันหัน จู้เจียงเจียงถึงกับมึนงง
นางชำเลืองมองเซินหมิ่น ใช้สายตาราวกับจะถามว่า เรื่องนี้ทำไมเจ้าไม่บอกให้ข้าฟัง?
เซินหมิ่นก็ตกใจไม่แพ้กัน นางไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เมื่อคืนเหวินอวู่ซวงไม่ได้พูดเรื่องนี้กับนาง
“ท่านพ่อ ข้าไม่กลับไป!”
เหวินอวู่ซวงเห็นว่าสายเกินไปแล้ว เขาตัดสินใจไม่ห้ามแต่ปฏิเสธออกมาโดยตรง
“ข้าทำงานอยู่ที่นี่ดีๆ ไม่ง่ายกว่าจะทำเรื่องทุกอย่างได้คล่องมือ รับภาระด้านหนึ่งแต่ผู้เดียวได้ ข้าจะไม่กลับไปเด็ดขาด!”
ความแตกต่างระหว่างอยู่ที่นี่กับที่บ้านมีมากแค่ไหน เขาย่อมรู้ดี
อยู่ในหมู่ผู้หญิงเป็นเวลานาน ถูกพวกผู้หญิงตามใจและดูแลราวกับเป็นบรรพบุรุษ หากเขาอยู่ที่บ้านต่อไป เขาได้พิการแน่ๆ
ดังนั้นเพื่อหนีให้พ้นจากชีวิตที่สุขสบายเกินไป และเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เขาจึงปลอมตัวเป็นบัณฑิตยากจนเดินทางมาของานที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเป็นชนบท สภาพแวดล้อมค่อนข้างลำบาก บวกกับฐานะบัณฑิตยากจนของเขา จู้เจียงเจียงไม่ได้ให้โอกาสเขาเพราะฐานะ ก็คือการยืนยันที่ดีที่สุด
ถึงแม้ทุกอย่างที่นี่จะไม่เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ตอนแรก ไม่ยากลำบากเหมือนที่เขาคิด แต่อยู่ที่นี่มาสองเดือน เป็นสองเดือนที่เต็มไปด้วยความหมายและมีความสุขที่สุดของเขา
เขาไม่อยากจากไป
ตอนที่ 314: หน้าที่รับผิดชอบของข้า ข้าแบกรับเอง
“อะไรเรียกว่าทำอยู่ดีๆ เจ้ากลับมาเนื้อตัวสกปรกเหม็นเน่าทุกวัน นั่นเรียกว่าดีหรือ? ตอนอยู่บ้าน มือเจ้าไม่ต้องหยิบแม้แต่เข็มปัก มาอยู่ที่นี่กลับต้องไปคุ้ยสิ่งสกปรก แบบนั้นเรียกว่าดีหรือ?”
เหวินจือเซี่ยยังคงใจร้อนเหมือนเดิม จู้เจียงเจียงยังไม่ทันได้แสดงท่าทีอะไร นางก็เสียงดังขึ้นก่อนแล้ว
ถึงแม้นางจะตะโกนเสียงดังใส่เหวินอวู่ซวง แต่ความหมายในคำพูดของนาง จู้เจียงเจียงกลับมีความรู้สึกว่านางกำลังพูดอ้อมๆมาด่านางอยู่?
การแยกประเภทขยะเป็นความคิดของนางเองก็จริง และนางยังสั่งให้คนงานของบ้านเฟิ่งหวงไปคัดแยกขยะตามบ้านเรือนและตรวจตราตามจุดรวมขยะต่างๆทุกวัน นี่ก็เป็นความคิดของนาง
แต่สิ่งเหล่านี้ ในตอนที่นางแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของบ้านเฟิ่งหวง รวมถึงตอนรับสมัครงาน นางก็ได้พูดอย่างชัดเจนแล้ว และถามความคิดเห็นของพวกคนงานด้วย
หากรับงานนี้ไม่ได้ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำ นางไม่ได้บีบบังคับ
เริ่มแรกเหวินอวู่ซวงอาจจะไม่ค่อยยอมรับ แต่หลังจากที่เขาเห็นผลลัพธ์ที่มาจากการคัดแยกขยะ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่สะอาดขึ้น เขาก็ไม่พูดอะไรอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง จริงๆงานคัดแยกขยะนี้ เหวินอวู่ซวงไม่จำเป็นต้องลงมือทำเอง มอบหมายให้ลูกน้องทำก็พอ
ตระกูลเหวินไม่จำเป็นต้องจับจุดนี้ไม่ปล่อย แล้วให้นางไล่คนออกกระมัง?
“พี่หญิง ข้าบอกพี่แล้ว เรื่องนี้ข้าเต็มใจทำเอง อีกทั้งการแยกประเภทขยะก็สำคัญมาก เมื่อแยกออกมาแล้วมันสามารถเอาไปให้ปลากุ้งกินได้ เอาไปจุดไฟได้ เอาไปทำปุ๋ยได้ ทั้งหมดนี้มีอะไรไม่ดี!”
เมื่อวานตอนคนตระกูลเหวินมาเห็นเขาตัวสกปรกกลับมา ตอนนั้นเหวินอวู่ซวงก็เคยอธิบายให้พวกเขาฟังแล้ว
ทำไมพวกเขายังไม่เข้าใจอีก!
“สิ่งสกปรกหมักหมมพวกนั้นเป็นงานของคนใช้ เจ้าเป็นคุณชายน้อยตระกูลเหวินผู้สง่างาม เป็นคนควบคุมดูแลร้านปักผ้าของตระกูลเหวินในอนาคต ทำไมเจ้าถึงไปทำเรื่องแบบนั้นได้!” ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินก็เข้ามาร่วมการจูงใจครั้งนี้ด้วย
พอได้ยินแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็เข้าใจทันที
ที่แท้ก็สนใจเรื่องฐานะและชนชั้นทางสังคมนี่เอง
ก็จริง ในยุคสมัยนี้ความแตกต่างระหว่างนายกับบ่าวไพร่นั้นสำคัญกว่าการเหยียดเชื้อชาติเสียอีก คนตระกูลเหวินจะคิดแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกไม่แปลกใจ
“ท่านย่า พวกเราต่างก็เกิดจากพ่อแม่เหมือนกัน ทำไมคนอื่นทำได้แต่ข้าทำไม่ได้? พวกท่านอย่ามายุ่งกับข้าเลย” เหวินอวู่ซวงพูดเสียงเข้ม
เขารู้สึกขายหน้ามากๆ เรื่องแบบนี้พวกเขาคุยกันส่วนตัวได้ ตอนนี้ยกออกมาพูด ทั้งยังใช้การร่วมมือมาข่มขู่จู้เจียงเจียง จะให้เขาจบสถานการณ์นี้อย่างไร
ที่จริงเหวินอวู่ซวงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะจบลงไม่ได้ เพราะจู้เจียงเจียงจะไม่เอาชีวิตหน้าที่ของลูกน้องมาแลกกับความร่วมมือ
เรื่องความร่วมมือเป็นเรื่องของนางเอง หน้าที่นี้นางแบกรับเอง ไม่จำเป็นต้องให้ลูกน้องมาเสียสละและแบกรับแทนนาง
“เถ้าแก่เหวิน โปรดอภัยที่ข้าต้องพูดตามตรง นอกจากคุณชายเหวินไม่พอใจจะทำงานที่นี่ เอ่ยปากขอลาออกด้วยตัวเอง ข้าจะไม่ไล่เขาออก”
ท่าทีของนางทำให้คนตระกูลเหวินรู้สึกตกใจ ทำให้เหวินอวู่ซวงรู้สึกซาบซึ้ง
มีเพียงเซินหมิ่นเท่านั้นที่รู้สึกภาคภูมิใจ ยังแอบวางมือบนไหล่ของจู้เจียงเจียงราวกับจะบอกว่า ทำได้ดีมาก!
นางรู้ดีว่าตัวเองติดตามคนไม่ผิด จู้เจียงเจียงเป็นเถ้าแก่ที่ดีคนหนึ่งจริงๆ
“แม่นางจู้ นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของตระกูลเหวิน ขอแม่นางจู้อย่าเข้ามายุ่ง” ผู้เฒ่าเหวินพูดอย่างสุภาพ
“ข้าไม่ได้ยุ่งเรื่องครอบครัวของพวกท่าน” จู้เจียงเจียงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “ข้าก็แค่ตอบเงื่อนไขที่เถ้าแก่เหวินเสนอออกมาเมื่อครู่ ข้าขอปฏิเสธ”
การตอบอย่างจริงจังมีหลักการของนาง ในสายตาคนตระกูลเหวิน ก็คือยุ่งเรื่องในครอบครัวตระกูลเหวินของพวกเขา
เหวินเฉิงจื้อยังนึกว่านางฟังความหมายของตัวเองไม่เข้าใจ เตือนนางอีกครั้ง “แม่นางจู้ ความหมายของข้าคือ หากเจ้าอยากคุยธุรกิจสำเร็จ จำเป็นต้องตอบรับเงื่อนไขของข้า ไม่ใช่แค่คุยปัญหาเรื่องเจ้าจะไล่คนออกหรือไม่เท่านั้น”
เขาสืบทอดร้านปักผ้าตระกูลเหวินมานานหลายปี ในเรื่องธุรกิจถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
โดยปกติแล้ว ขอแค่อีกฝ่ายได้ยินเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อการคุยธุรกิจให้สำเร็จ พวกเขาก็จะคิดหาวิธีเพื่อตอบตกลง
ก็แค่ไล่ลูกน้องคนหนึ่งออก เขาไม่ได้จะเอาชีวิตคนของนางเสียหน่อย จู้เจียงเจียงคนนี้จะไม่ยอมตกลงได้อย่างไร?
อายุยังน้อย มีกำไรไม่ไล่ตาม ช่างโง่เขลาจริงๆ
จู้เจียงเจียงยิ้มเล็กน้อย “ข้าเข้าใจความหมายของเถ้าแก่เหวิน แต่ข้ายอมรับเพียงว่าคู่ค้าไม่ให้ความร่วมมือกับข้าเนื่องจากปัญหาเรื่องทักษะ การจัดการ สินค้า และปัญหาทางวิชาชีพอื่นๆของข้าเท่านั้น ดังนั้นข้าถึงปฏิเสธ”
“ข้าไม่ยอมรับการที่ต้องยอมทำตามเงื่อนไขส่วนตัวเพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน ธุรกิจเป็นเรื่องของตัวข้าเอง สำเร็จหรือไม่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของข้า ไม่ควรให้คุณชายเหวินกลายมาเป็นเงื่อนไขในการร่วมมือของพวกเรา นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาไม่ควรได้รับความไม่ยุติธรรมเช่นนี้”
จู้เจียงเจียงพูดออกไป เหวินอวู่ซวงและเซินหมิ่นที่ได้ยินเกือบร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม
ถูกเจ้านายปกป้องแบบนี้ ถึงพวกเขาจะตายในหน้าที่ก็ไม่เสียดายแล้ว
คนจากตระกูลเหวินทั้งสี่เห็นว่าจู้เจียงเจียงเป็นคนดื้อรั้น คิดต่างจากคนอื่น พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง และยังชักจูงไม่ได้
ภายใต้ความโกรธ เหวินเฉิงจื้อก็ไม่อยากพูดอะไรต่อแล้ว เพียงแต่บอกนางว่า “แม่นางจู้ เงื่อนไขของข้าพูดออกมาแล้ว หากเจ้าอยากร่วมงานก็ปล่อยคน ไม่งั้นก็อย่าได้คิด!”
พูดจบ เหวินเฉิงจื้อก็ประคองฮูหยินผู้เฒ่ายืนขึ้น พาคนตระกูลเหวินออกประตูไป
เหวินอวู่ซวงมองไปที่ด้านหลังของคนที่เดินออกประตูไป ตกอยู่ในสภาวะลำบากใจลังเลอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ไล่ตามคนตระกูลเหวินไป
แต่ก่อนไป เขาประสานมือโค้งคำนับจู้เจียงเจียงด้วยความเคารพและพูดว่า “เถ้าแก่ ขอบคุณท่าน”
หากยากที่เขาจะเรียกนางว่าเถ้าแก่ แสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกเคารพและชื่นชมต่อนาง ทำงานให้นางด้วยความเต็มอกเต็มใจ
“ไปเถอะ พูดคุยกันดี ๆ อย่าทะเลาะกัน ดึงครอบครัวของท่านพักอยู่ที่นี่หลายๆวัน ถ่วงเวลาให้ข้าหน่อย” จู้เจียงเจียงโบกมือให้พร้อมกำชับเขา
ถึงแม้เงื่อนไขของเหวินเฉิงจื้อจะเผยออกมาแล้ว จู้เจียงเจียงก็ไม่มีทางตอบตกลง แต่นางก็อยากจะลองเจรจาอีกครั้ง
ให้คนตระกูลเหวินอยู่ต่ออีกสองสามวัน นางจะได้ลองใช้วิธีอื่นๆดู ว่าจะสามารถโน้มน้าวพวกเขาให้มาร่วมมือได้สำเร็จไหม
หลังจากที่คนตระกูลเหวินไป เซินหมิ่นก็เข้ามากอดจู้เจียงเจียงไว้ ออดอ้อนขึ้น “ฮือๆ พี่หญิงจู้ พี่ดีที่สุดเลย ข้าโชคดีมากๆที่ได้ติดตามข้างกายพี่ ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่อยากจะจากพี่ไปไหนเลย”
“อย่าประจบสอพลอ สิ้นเดือนแล้ว ตรวจสอบบัญชีเสร็จหรือยัง ข้าต้องการเงินก้อนหนึ่ง”
จู้เจียงเจียงไม่เล่นด้วย ยื่นมือถามหาสมุดบัญชีกับนาง
“ต้องการเงินอีกแล้ว?”
เซินหมิ่นได้ยินคำพูดนี้ก็ปล่อยนางออกทันที เป็นเหมือนกับคนที่มีอำนาจควบคุมเงินคนหนึ่ง พอพูดถึงเรื่องเงินก็จะตื่นตัวขึ้นมาทันที
“อืม อยากสร้างโรงงานเพิ่มอีกแห่ง เจ้ามาพอดี ออกไปข้างนอกเลือกสถานที่กับข้าเถอะ”
จู้เจียงเจียงหมุนตัวไปเอาร่มกับกุญแจ เพราะด้านนอกฝนกำลังตก
ฝนต้นฤดูหนาวไม่หนักมาก แต่พอตกก็ตกไม่หยุด ทำให้ทั่วทั้งพื้นดินเปียกชุ่ม ทั้งหนาวทั้งเหนียวเหนอะ
เพียงแต่ทั้งสองคนเพิ่งออกบ้าน ก็เจอหนานเฟิงเฉียนที่กำลังมาหาจู้เจียงเจียงพอดี
“คุณชายหนานเฟิง กลับจากการเดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้แล้วหรือ?”
หนานเฟิงเฉียนอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาโดยตลอดไม่ได้จากไป แต่ช่วงนี้จู้เจียงเจียงไม่เจอเขา เพราะเขาเอาหนังสือคู่มือการเกษตรของนางไปพิสูจน์ตรวจสอบแต่ละหมู่บ้าน
จู้เจียงเจียงไม่ได้ห้ามปรามอะไร เขาจะไปก็ไป เขาไม่มีเมล็ดพันธุ์ เอาทักษะไปก็ไม่มีประโยชน์
ตอนที่ 315: รับประกันยกเว้นภาษีให้ท่านเป็นเวลาสามปี
“แม่นางจู้ ท่าทางรีบร้อนจะไปไหนหรือ?”
หนานเฟิงเฉียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปรับตะกร้าผลไม้จากคนใช้เบื้องหลัง แล้วมอบให้นาง “ได้ยินว่าท่านตั้งครรภ์ ข้าผ่านมา จึงนำมาให้ท่านโดยเฉพาะ”
เขาส่งตะกร้าที่มีผลส้มจีนสีเขียวอมเหลืองมาให้ จู้เจียงเจียงก็เกิดเปรี้ยวปากขึ้นมาทันที
“นี่เป็นส้มจีนของบ้านข้าไม่ใช่หรือ ไหนๆก็ไหนๆ ท่านนี่รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์จริงๆ” ถึงแม้นางจะไม่ได้มีอาการแพ้ท้องอาเจียน แต่พอเห็นของเปรี้ยวก็อยากกินขึ้นมา จึงหยิบหนึ่งลูกมาปอกกินทันที
หนานเฟิงเฉียนถูกเปิดโปง ยิ้มหน้านิ่งพูดว่า “เรื่องแปลกใหม่ที่นี่มีเยอะมากมาย ของอร่อยก็เช่นกัน หนังสือคู่มือการเกษตรเล่มนี้ ข้าคงต้องขอยืมไปอีกสักระยะหนึ่ง ได้หรือไม่?”
“หืม?”
จู้เจียงเจียงมองหนานเฟิงเฉียนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย นางคิดไม่ถึงว่าหนานเฟิงเฉียนคนนี้จะชอบเรียนรู้ขนาดนี้
“คุณชายหนานเฟิง ใกล้จะปีใหม่แล้ว ท่านไม่กลับบ้านหรือ?”
เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะปีใหม่แล้ว ถ้าเขาเร่งเดินทางกลับไปเร็วๆ ตอนนี้ก็ยังทัน
หนานเฟิงเฉียนเห็นนางไม่ขอคืนหนังสือคู่มือการเกษตร เขาก็แอบกำหนังสือเล่มนั้นแน่นซ่อนไว้ด้านหลัง ของสิ่งนี้สำหรับเขาตอนนี้คือของล้ำค่า
“ข้าแจ้งกับเสด็จพ่อแล้ว ปีนี้จะฉลองปีใหม่ที่ราชวงศ์ต้าหลี่ เรียนรู้บางสิ่งได้แล้วค่อยกลับไป”
เรียนรู้บางสิ่งได้...
“คุณชายหนานเฟิง หรือองค์ชายสูงศักดิ์แบบพวกท่านจะรักการเรียนรู้กันหมด?” จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจจริงๆ
นอกจากอู่จิ้นผิงคนนั้นที่สละราชบัลลังก์แล้ว และว่างจนไม่มีอะไรทำ นางยังไม่เคยเห็นเชื้อพระวงศ์คนไหนรักการเรียนแบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้น การทำไร่ทำนาไม่ใช่การเขียนบทความ ไม่สูงส่งทั้งยังเปื้อนดินโคลนประจำ
คนอย่างพวกเขาซึ่งเป็นถึงองค์ชาย ไม่มีทางที่จะลดตัวมาเรียนรู้เรื่องพวกนี้
ก่อนหน้านี้ หนานเฟิงเฉียนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน
แต่หลังจากได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ อยู่กับจู้เจียงเจียงในแคว้นเสี่ยวซี เขาก็เปลี่ยนความคิดไป
เขาเห็นกษัตริย์ของแคว้นเสี่ยวซีขยันเรียนรู้และให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมมาก และภายในช่วงเวลาสั้นๆ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนในเมืองมู่โตวได้
และทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับจู้เจียงเจียง
ถึงแม้หนานเฟิงเฉียนจะเป็นองค์ชายสูงศักดิ์ แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในองค์ชายจำนวนมาก
ภายใต้เงื่อนไขระดับเดียวกัน เส้นสายในราชสำนักและเมืองหลวงก็มีจำกัด สิ่งที่เขามี องค์ชายองค์อื่นๆก็มีเช่นกัน
ดังนั้นเพื่อที่จะโดดเด่นกว่าองค์ชายองค์อื่นๆ เพื่อสร้างฐานะที่มั่นคงให้กับตัวเอง เขาจึงจำต้องพึ่งพาสิ่งที่คนอื่นไม่มี
การเกษตรคือรากฐานของประชาชน และเป็นรากฐานของแคว้นด้วย
เหล่าองค์ชายในแคว้นชิงหนาน ไม่มีใครให้ความสำคัญกับการเกษตร พวกเขาทั้งหมดหมกมุ่นอยู่กับการแย่งชิงอำนาจและควบคุมจิตใจผู้คน
หากเขากลับไปพร้อมกับความสามารถที่ได้เรียนรู้มานี้ ช่วยพระบิดาฟื้นฟูการเกษตร เช่นนั้นโอกาสที่เขาจะได้เป็นกษัตริย์ก็จะมากขึ้น
“แม่นางจู้ชมเกินไปแล้ว” หนานเฟิงเฉียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มเรียบๆ
ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะไม่รู้ว่าเขาพยายามอย่างหนักไปเพื่ออะไร แต่คนรักการเรียนมักเป็นที่ชื่นชอบ
“คุณชายหนานเฟิง ท่านมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ? หากไม่มีละก็ ข้าจะออกบ้านสักหน่อย ท่านกลับไปก่อนดีไหม?”
“มีธุระ”
หนานเฟิงเฉียนพูดอย่างไม่เกรงใจ “ข้าอยากขอที่ดินผืนหนึ่งกับแม่นางจู้”
“ท่านก็ต้องการที่ดิน?”
จู้เจียงเจียงกำลังจะออกบ้านไปหาที่ดินสักผืนมาสร้างโรงงาน ตัวนางยังหาไม่ได้เลย คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาขอที่ดินกับนาง
“คุณชายหนานเฟิงอยากได้ที่ดินแบบไหน ขนาดใหญ่เท่าไร จะเอาไปทำอะไร?”
“อย่าตื่นตกใจไปเลย”
หนานเฟิงเฉียนเห็นใบหน้าระแวงของนาง ก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ข้าแค่อยากได้ที่ดินเพาะปลูกผืนหนึ่ง คุณภาพดินเหมือนกับแปลงผักข้างสถานศึกษาก็ได้ ขนาดเท่ากับบ้านท่านก็พอ”
สำหรับคุณภาพดินและขนาดเล็กใหญ่ หนานเฟิงเฉียนยังไม่ได้เริ่มเรียนจึงไม่มีความรู้เรื่องนี้
หากจะให้เขาพูดว่าที่ดินหนึ่งแปลงกี่หมู่ ขนาดเท่าไหร่เขาบอกไม่ถูก ทำได้แค่อธิบายลักษณะแบบนี้
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “ท่านคงไม่ได้กำลังคิดจะทำการทดลองใช่ไหม?”
การดำเนินการแบบนี้นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในชาติก่อน นางและเพื่อนร่วมชั้นก็ได้รับมอบหมายให้ทำการทดลองในแปลงนาเช่นกัน
หนานเฟิงเฉียนพยักหน้า “ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของแม่นางจู้ได้จริงๆ”
องค์ชายต่างแคว้นคนหนึ่งอย่างเขา แอบมาเรียนเพาะปลูกในดินแดนของราชวงศ์ต้าหลี่ ถ้าไปขอที่ดินกับที่ว่าการ พวกเขาก็คงไม่ให้เขาแน่นอน
ตอนมาเขาไม่ได้ปกปิดฐานะของตัวเอง ถ้าชาวบ้านแถวนี้ขายที่ดินให้เขา นั้นก็เท่ากับกบฏ
ภายใต้สถานการณ์ทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้แต่มาขอร้องจู้เจียงเจียง หวังว่านางจะให้ยืมที่ดินสักแปลง
“เช่าที่ดินให้ท่าน ข้าได้ประโยชน์อะไร?” จู้เจียงเจียงเอียงหน้ารอเขาเสนอเงื่อนไข
เรื่องนี้มีความเสี่ยง หากใครที่เห็นนางขวางหูขวางตาแล้วไปไปฟ้องร้อง สร้างความวุ่นวาย อาจจะทำให้เรื่องบานปลายจนโจวเหลียงก็ช่วยนางปิดไม่ได้
หนานเฟิงเฉียนใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง พูดเสียงจริงจัง “เมื่อใดที่ธุรกิจของท่านเข้าสู่ดินแดนชิงหนาน ข้ารับประกันว่าจะยกเว้นภาษีให้ท่านเป็นเวลาสามปี”
“ตกลง!”
จู้เจียงเจียงตอบตกลงอย่างไม่ต้องคิด
เขาเสนอเงื่อนไขนี้ได้อย่างมีมโนธรรม นับว่าเป็นประโยชน์แก่นางด้วยซ้ำ นางยังต้องพิจารณาอะไรอีก?
อีกอย่าง ภาษีการค้าสำหรับคนที่ทำงานเกษตรกร ชาวนาและพ่อค้า แพงแค่ไหนไม่ใช่ว่านางจะไม่รู้
ยกเว้นภาษีสามปี ประหยัดเงินได้หลายพันตำลึง
จู้เจียงเจียงกล่าว “งั้นพวกเราออกไปด้วยกันเถอะ ข้ากับเซินหมิ่นก็จะออกไปหาที่ดินอยู่พอดี”
เพื่อความสะดวกของนาง เซินหมิ่นและหนานเฟิงเฉียนจึงทิ้งม้า และนั่งรถม้าไปกับนาง สามคนมุ่งหน้าไปนอกหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
จู้เจียงเจียงพกแผนที่เมืองเจียงหนานที่นางวาดเอง เดินสำรวจหมู่บ้านใกล้เคียง ภูเขา และแม่น้ำรอบๆหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหนึ่งรอบ
นางอยากให้โรงงานแปรรูปอยู่ใกล้ๆศูนย์กลางงานของนางมากที่สุด ดีที่สุดควรจะสามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยรถม้าสาธารณะ หรือเพิ่มจุดพักอีกสักสองสามจุดก็พอ
แต่เงื่อนไขที่โรงงานแปรรูปต้องการ เข้มงวดกว่าโรงงานยางมาก
การทำกั่วเจี้ยงต้องทำการเคี่ยว และต้องตากผลไม้ให้แห้ง ดังนั้นโรงงานจึงต้องอยู่ใกล้ภูเขาและแม่น้ำ ที่ดินต้องสูงและเรียบ
แบบนี้แล้วถึงจะสามารถเผาฟืน ใช้น้ำ และตากผลไม้ได้ อีกทั้งในฤดูฝนก็จะไม่เกิดน้ำท่วม
ทั้งสามคนเดินสำรวจอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พบที่ดินที่พอใจที่สุดแห่งหนึ่ง
เพียงแต่ที่ดินผืนนั้นมีเจ้าของแล้ว
“เซินหมิ่น พรุ่งนี้ไปที่ว่าการตรวจสอบว่าเจ้าของที่ดินผืนนั้นเป็นใคร แล้วรีบติดต่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ที่ดินผืนที่จู้เจียงเจียงถูกใจวันนี้ เหมือนไม่มีใครดูแลมาหลายปีแล้ว บนพื้นมีวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด ตรงกลางยังมีบ้านร้างตั้งอยู่ด้วย
ดูเหมือนจะเป็นบ้านพักตากอากาศของคนรวย
หลังจากสอบถามชาวบ้านแถวนั้นแล้วจึงได้รู้ว่าที่ดินแปลงนี้มีเจ้าของ ดังนั้นชาวบ้านแถวนั้นจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวและปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาโดยตลอด
“ข้ารู้แล้ว งั้นพี่หญิงจู้พักผ่อนมากๆนะเจ้าคะ ข้ากลับแล้ว” เซินหมิ่นเวียนหัวเล็กน้อย หลังจากส่งจู้เจียงเจียงถึงบ้าน นางบอกลาแล้วก็เดินออกไป
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม? นอนค้างบ้านข้าสักคืนไหม?” จู้เจียงเจียงถามอย่างเป็นห่วง
เซินหมิ่นโบกมือปฏิเสธ เดินออกจากลานบ้านเงียบๆ
ปีนขึ้นหลังม้าแบบเบลอๆ ตอนคิดจะกอดคอม้านอนไปตลอดทาง มือใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นมาประคองนางขึ้นหลังม้า
เซินหมิ่นตื่นตัวขึ้นมาทันที
ก้มหน้าดูคนที่เข้ามาช่วย แล้วถึงถอนหายใจโล่งอก “นายน้อยลา ดึกขนาดนี้แล้ว ท่านอย่าไปรบกวนพี่หญิงจู้เลย? วันนี้นางเหนื่อยพอแล้ว”
นางเข้าใจผิดว่าเหวินอวู่ซวงมาหาจู้เจียงเจียงเพื่อคุยเรื่องงาน จึงรีบปกป้อง
แต่เหวินอวู่ซวงไม่ได้มาหาจู้เจียงเจียง “ข้ามารับเจ้ากลับบ้าน ฟ้ามืดแล้ว”
พูดจบเขาก็พลิกตัวนั่งบนหลังลา ช่วยนางจับบังเหียน หนึ่งลาหนึ่งม้าค่อยๆเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป
ตอนที่ 316: บังเอิญได้กินแตงลูกใหญ่
“พี่หญิงจู้ สืบได้แล้วเจ้าค่ะว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้น!”
เซินหมิ่นตะโกนเสียงดัง วิ่งเข้ามาในบ้านอย่างรีบร้อน
จู้เจียงเจียงเพิ่งกินมื้อเที่ยงเสร็จและกำลังจะงีบหลับ แต่เสียงดังของเซินหมิ่นก็ทำให้นางตื่นตัวขึ้นมา
“ยังมีจดหมายจากพี่เขยด้วย” เซินหมิ่นไปที่ว่าการตั้งแต่เช้า เพื่อสืบข่าวของเจ้าของที่ดินผืนนั้น และถือโอกาสนำจดหมายที่ส่งมาจากชายแดนกลับมาด้วย
จู้เจียงเจียงคว้าจดหมายมาแล้วฉีกออกทันที
ในจดหมาย เผยจี้ได้ยืนยันเวลากลับบ้านแล้ว นั่นคือหลังปีใหม่
“พี่เขยว่าอย่างไรบ้าง?” เซินหมิ่นเห็นจู้เจียงเจียงยิ้ม ก็เลยถามด้วยความอยากรู้
“พี่เขยเจ้าบอกว่าหลังปีใหม่ก็กลับมาแล้ว” จู้เจียงเจียงเห็นเซินหมิ่นเป็นคนในครอบครัวนานแล้ว และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง
เซินหมิ่นตบมือ “ดีจริงๆ พี่เขยกลับมาแล้ว พี่หญิงจู้ก็จะได้ดูแลครรภ์ได้อย่างสบายใจ”
จู้เจียงเจียงเบ้ปาก “ดูแลครรภ์อะไรกันเล่า ข้าไม่ใช่ดูแลตัวเองไม่ได้ รีบพูดเรื่องที่ดินผืนนั้นเถอะ หาเจ้าของเจอแล้วใช่ไหม?”
พูดถึงเรื่องนี้ ท่าทางดีใจสุดขีดเมื่อครู่ของเซินหมิ่นพลันชะงักลงไปในทันที
นางกัดริมฝีปาก ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าลำบากใจ มือที่ล้วงเข้าไปหยิบจดหมายในอกเสื้อ ลังเลไม่ยอมหยิบออกมา
“เป็นอะไรไป เจ้าของที่ดินผืนนั้นคือคนใหญ่คนโตหรือ?”
มีบ้านหลังที่สองในเมืองเจียงหนานที่ติดภูเขาและมีแม่น้ำข้างๆ ยากมากที่จู้เจียงเจียงจะไม่คิดว่าเจ้าของที่ดินผืนนั้นคือคนใหญ่คนโตคนหนึ่ง
“ไม่ใช่คนใหญ่คนโตหรอก แต่จัดการยากกว่าคนใหญ่คนโตเสียอีก”
เซินหมิ่นพูดให้นางเตรียมใจไว้ ก่อนจะหยิบโฉนดที่ดินที่ยืมมาจากที่ว่าการออกมา “เจ้าของที่ดินผืนนี้ แซ่เหวิน”
จู้เจียงเจียงรับโฉนดที่ดินนั้นมา ยังไม่ทันดูก็พูดติดตลกไปว่า “แซ่เหวิน? คงจะไม่บังเอิญเป็นเหวินของร้านปักผ้าตระกูลเหวินใช่ไหม?”
เซินหมิ่นมีใบหน้าสิ้นหวังนอนพิงอยู่บนเก้าอี้กุหลาบ พูดออกมาคำหนึ่งนิ่งๆ “ใช่”
“…”
จู้เจียงเจียงเปิดโฉนดที่ดินแผ่นนั้นดู ด้านบนโฉนดที่ดินมีชื่อ ‘เหวินเฉิงหรู’ “ความสัมพันธ์ระหว่างเหวินเฉิงหรูคนนี้กับเหวินเฉิงจื้อเป็นอย่างไรกันแน่?”
“พี่ชาย-น้องสาว” เซินหมิ่นเด้งตัวขึ้นและเล่าเรื่องที่นางสืบมาได้
“เหวินเฉิงหรูคนนี้เป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลเหวิน ก่อนหน้านี้ขุ่นเคืองใจจึงแตกหักกับครอบครัวแล้วหนีมาอยู่ที่เมืองเจียงหนาน แม้จะบอกว่าแต่งงาน แต่ก็มีข่าวลือว่า เหวินเฉิงหรูเป็นน้อยถูกเลี้ยงดูเก็บซ่อนไว้ในเรือนทองหลังใหญ่แห่งนี้”
“แต่ว่าถูกใครซ่อนไว้ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด ที่ดินผืนนี้ก็จดทะเบียนในนามของเหวินเฉิงหรูด้วย ดังนั้นที่ว่าการจึงไม่รู้ว่าชายคนนั้นที่ซ่อนเหวินเฉิงหรูไว้เป็นใคร”
เล่าไปเรื่อยๆ อารมณ์ของเซินหมิ่นก็ดูจะไม่ค่อยปกตินัก
นางเม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้วแน่น เหมือนอยากพูดแต่ก็ชะงักไป เหมือนยังมีคำที่พูดไม่หมด
จู้เจียงเจียงเห็นนางลังเลสับสน ก็เกิดความอยากรู้มากขึ้น “หลังจากนั้นล่ะ เหวินเฉิงหรูไปไหนแล้ว?”
พูดถึงจุดจบของเหวินเฉิงหรู มีเพียงที่ว่าการเท่านั้นที่รู้
“ในบันทึกของเจ้าหน้าที่ชันสูตรของที่ว่าการ เหวินเฉิงหรูถูกทรมานจนตาย”
“ตายแล้ว?”
น้ำเสียงของจู้เจียงเจียงดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ต่อมาก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมจึงลดเสียงลง “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?!”
เซินหมิ่นส่ายหน้า “ใต้เท้าโจวบอกว่า เอกสารของเรื่องนี้ถูกประทับตราว่าไขคดีแล้ว แต่ในม้วนเอกสารไม่ได้เขียนชัดถึงความจริงของเรื่องนี้ อีกทั้งเขายังบอกว่า คดีนี้ถูกตั้งใจซ่อนไว้ ไม่อนุญาตให้คนมาตรวจสอบ”
“หากไม่ใช่เพราะใต้เท้าโจวเห็นแก่หน้าพี่หญิงจู้ ไม่งั้นละก็ วันนี้เขาคงไล่ข้าโดยตรงแล้ว”
ฟังคำพวกนี้แล้ว จู้เจียงเจียงก็เข้าสู่ความเงียบ
เรื่องนี้ดูเหมือนซับซ้อนมาก และเป็นไปได้ว่าจะพัวพันวงกว้าง
คดีแบบนี้ ที่คนมีอำนาจมีอิทธิพลกระทำความผิด สามารถลบความจริงในคดีได้ตามอำเภอใจ ในยุคสมัยนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยๆ
จู้เจียงเจียงไม่คิดจะไปถลำลึกว่าในนั้นเกิดอะไรขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของนาง นางแค่อยากได้ที่ดินผืนนั้น
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “แล้วที่ดินผืนนั้น โจวเหลียงพูดว่าอย่างไรบ้าง?”
เซินหมิ่นตอบ “ใต้เท้าโจวบอกว่าห้ามให้คนที่สามรู้เรื่องนี้ ถ้าพวกเราอยากได้ที่ดินผืนนี้ ก็ต้องทำเหมือนกับว่าเป็นที่ดินธรรมดา ธรรมดา แค่ต้องไปถามญาติของเจ้าของดู ขอแค่พวกเขาตกลงก็พอแล้ว”
“ญาติของเจ้าของ?”
จู้เจียงเจียงรู้สึกกลุ้มใจนิดๆ “หรือก็คือเหวินเฉิงจื้อ?”
ทำไมเรื่องถึงพัฒนากลายเป็นแบบนี้ได้?
เมื่อวานนางเพิ่งสร้างความไม่พอใจให้คนตระกูลเหวิน เจรจาธุรกิจล้มเหลว ตอนนี้จะไปขอร้องให้คนตระกูลเหวินเห็นแก่นางหน้า เป็นไปได้หรือ?
“ข้าว่าโชคชะตา...” จู้เจียงเจียงนอนลงบนเก้าอี้กุหลาบด้วยความสิ้นหวัง
เพราะคนตระกูลเหวิน ธุรกิจเสื้อนวมจึงล่าช้า โรงงานแปรรูปก็ต้องล่าช้าด้วยหรือ?
“พี่หญิงจู้ พวกเราไปปรึกษาหารือกับหัวหน้าเหวินก่อนดีไหม?” เซินหมิ่นเสนอ
เหวินอวู่ซวงคือคนเพียงคนเดียวในตอนนี้ที่สามารถช่วยพวกนางพูดกับคนตระกูลเหวินได้ อีกทั้งเขายังเป็นคนดูแลที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของจู้เจียงเจียงอีกด้วย
ธุรกิจเติบโตมั่นคงแข็งแกร่ง เขาก็ได้ผลประโยชน์
“ก็คงทำได้แค่นี้แล้ว” จู้เจียงเจียงเห็นด้วย
การกระทำของทั้งสองคนรวดเร็วมาก จู้เจียงเจียงอ้างว่าจะจัดการชุมนุมเล็กๆ ไปบ้านเฟิ่งหวงพร้อมกับเซินหมิ่น ซื้อผักมาทำกับข้าว แล้วให้เซินหมิ่นไปเรียกเหวินอวู่ซวงมา
วันนี้เหวินอวู่ซวงลาหยุด พาครอบครัวไปเที่ยวชมรอบๆ
เขาอยากให้ครอบครัวได้เดินดูหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ได้ชมสวนชา ทุ่งดอกไม้ และได้ชิมอาหารอร่อยๆของที่นี่ พยายามทำให้พวกเขาชอบที่นี่
เดิมทีเขาวางแผนจะไปไหว้พระที่วัดอวี๋หลิน แต่เวลาไม่พอก็เลยไม่ได้ไป
จู้เจียงเจียงกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ตอนออกมาตักน้ำก็บังเอิญเห็นเซินหมิ่นพาเหวินอวู่ซวงมาพอดี
เมื่อเห็นเหวินอวู่ซวงท่าทางเหนื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง ไม่มีชีวิตชีวา นางจึงพูดหยอกล้อ “วันนี้ไปไหนมา ทำไมถึงได้เหนื่อยล้าขนาดนี้?”
“อย่าให้พูดเลย วันนี้ไปเก็บชา ชมดอกไม้เป็นเพื่อนผู้เฒ่า ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปวัดอวี๋หลิน ข้าไม่อยากพูดอะไรแล้ว”
เหวินอวู่ซวงบ่น “แม่นางจู้ หากไม่มีเรื่องใหญ่โตอะไร พวกเราค่อยรวมตัวกันวันหลังได้ไหม ให้ข้ากลับไปนอนหลับพักผ่อนเถอะ”
คืนก่อนเขาตรวจสอบบัญชีกับเซินหมิ่นถึงดึกดื่น นอนไม่พอ
เมื่อวานตอนเย็น กลับไปเขาก็ถูกสี่คนตระกูลเหวินลากตัวไปด่าจู้เจียงเจียงให้ฟังทั้งคืน เขาที่พยายามพูดให้คนในครอบครัวเข้าใจทั้งคืน ก็นอนไม่พออีก
วันนี้ตอนกลางวันออกบ้านไปเป็นเพื่อนครอบครัว ตอนนี้สำหรับเหวินอวู่ซวงแล้ว สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือเตียงนอน
“ท่านไปนอนที่เก้าอี้นุ่มบ้านข้าก่อน รอพวกเราทำกับข้าวเสร็จแล้วจะเรียก” จู้เจียงเจียงไม่ให้เขากลับไป
เหวินอวู่ซวงรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้
เขาเดินไปที่ห้องนั่งเล่นโดยไม่พูดอะไร ศีรษะแตะเก้าอี้ยาวได้ก็นอนหลับไปทันที
ส่วนเซินหมิ่นก็ไปที่ห้องครัว เป็นผู้ช่วยให้จู้เจียงเจียง
สามคนมารวมตัวกัน อาหารทำออกมาเรียบง่าย ไม่นานก็ทำเสร็จแล้ว
“ไปเรียกหัวหน้าเหวินตื่นเถอะ” จู้เจียงเจียงดับไฟแล้วพูดกับเซินหมิ่น
เซินหมิ่นยกอาหารออกไปสองจาน ตอนเดินผ่านตัวเหวินอวู่ซวง ก็เตะเก้าอี้ใต้ร่างเขา ปลุกเขาให้ตื่น
สามคนนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร บรรยากาศแปลกๆเล็กน้อย
“ทำไมเงียบไม่พูด? ไม่ใช่ว่ามาชุมนุมกันหรอกหรือ?” เหวินอวู่ซวงหิวมาก หลังจากกินไปหลายคำ จึงสังเกตเห็นว่าจู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นไม่ขยับตะเกียบและก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย
หากเป็นเวลาปกติ เซินหมิ่นจะต้องพูดจ้อไม่หยุดไปแล้ว
จู้เจียงเจียงคิดอยู่นานก่อนจะเงยหน้าขึ้น แสร้งทำเป็นสบายๆ “หัวหน้าเหวิน ครอบครัวท่านมีอากี่คน?”
ตอนที่ 317: ในที่สุดครั้งนี้ก็ถึงตาข้าบ้างแล้ว
“อา?”
เหวินอวู่ซวงมองจู้เจียงเจียง จากนั้นก็มองเซินหมิ่นแวบหนึ่งด้วยความสงสัย ก่อนจะถามว่า “แม่นางจู้ถามเรื่องนี้ทำไม? ครั้งนี้ท่านอาของข้าไม่ได้มาด้วย”
เซินหมิ่นเห็นเขาตอบไม่ตรงประเด็น จึงเตะเขาใต้โต๊ะเบาๆ “ใครถามว่าอาท่านมาหรือไม่กัน พี่หญิงจู้ถามว่าท่านมีอากี่คน”
“สองคน พวกนางแต่งงานไปหมดแล้ว คนหนึ่งแต่งไปอำเภอเหรา อีกคนหนึ่งหลังแต่งงานไม่นานก็เสียชีวิตไป ทำไมหรือ?”
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทั้งสองคนมาถามเรื่องท่านอาของเขาไปทำไม แต่ด้วยความที่ไว้ใจพวกเขา เหวินอวู่ซวงจึงตอบทุกอย่างที่รู้
เมื่อได้ยินเหวินอวู่ซวงพูดถึงอาที่เสียชีวิตไปแล้ว สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย คิดว่าเรื่องนี้ในใจของเขาได้ยอมรับแล้ว
ถ้าอย่างนั้น นางก็จะไม่อ้อมค้อมแล้ว
“อาคนที่เสียชีวิตแล้วของท่านชื่อเหวินเฉิงหรูใช่ไหม?”
จู้เจียงเจียงวางถ้วยและตะเกียบลง นำโฉนดที่ดินฉบับที่ได้มาจากที่ว่าการวันนี้วางตรงหน้าเหวินอวู่ซวง
“ข้าถูกใจที่ดินผืนนี้ เจ้าของที่ดินผืนนี้บังเอิญเป็นอาของท่าน”
“ใต้เท้าโจวบอกว่า การจะซื้อที่ดินต้องผ่านการยินยอมของคนตระกูลเหวินก่อนถึงจะได้” เซินหมิ่นพูดเสริม
ที่ดินของท่านอา?
หัวข้อสนทนานี้กระตุ้นให้เหวินอวู่ซวงเกิดความสงสัยอย่างรุนแรง
เขารีบวางถ้วยและตะเกียบ แล้วหยิบโฉนดที่ดินมาอ่านอย่างละเอียด “คิดไม่ถึงว่าท่านอาของข้าจะมีที่ดินในเมืองเจียงหนาน? แต่ข้าจำได้ว่าท่านพ่อบอกว่า อาเล็กแต่งงานกับครอบครัวชาวนา ฐานะไม่ค่อยดี ทำไมถึง...”
เหวินอวู่ซวงไม่อยากจะเชื่อ แต่ในโฉนดที่ดินฉบับนี้เป็นของจริง เขียนชื่อและภูมิลำเนาของท่านอาได้อย่างชัดเจน ไม่มีทางผิดแน่ๆ
ครอบครัวชาวนา...
จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นสบตากัน นี่เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะเรื่องราวไหน เรื่องสำคัญคือตอนนี้
“หัวหน้าเหวิน ที่ดินต้องลงลายมือชื่อ ท่านช่วยข้าถามพ่อท่านได้ไหม ข้ารับรองจะให้ราคาที่สมเหตุสมผลที่สุด” จู้เจียงเจียงพูดรับประกัน
ถึงแม้เธอจะรู้ การรับรองนี้คงไม่ค่อยได้ผลอะไรมากนัก
อย่างที่คิด หลังจากเหวินอวู่ซวงได้สติหลังการตกใจ ก็ยิ้มอย่างขมขื่น “แม่นางจู้ ข้าช่วยท่านถามได้ แต่ท่านต้องเตรียมใจให้ดี พ่อข้าไม่ใช่คนที่โน้มน้าวได้ง่ายๆ”
“ขอแค่ท่านยอมช่วยข้าถามก็พอ เรื่องหลังจากนี้ข้าคิดหาวิธีเอง”
เหวินอวู่ซวงรับปากจะช่วยนางถามเรื่องนี้ ก็ถือว่าเห็นแก่หน้านางมากแล้ว
ภายใต้สถานการณ์ที่เหวินเฉิงจื้อใช้ธุรกิจมาบีบบังคับให้เขากลับบ้าน หากรู้อีกว่าจู้เจียงเจียงมีเรื่องขอร้อง เขาต้องกดดันให้นางไล่เหวินอวู่ซวงออกอีกครั้งแน่นอน
เหวินอวู่ซวงอยู่ภายใต้แรงกดดันหนักถึงสองเท่า ยังยอมช่วยนางถาม ก็ถือว่าทำเกินหน้าที่ไปแล้ว จู้เจียงเจียงจะเอาแรงกดดันทั้งหมดทิ้งไว้ให้เขาได้อย่างไร
คืนนั้น หลังจากกินข้าวเสร็จ เหวินอวู่ซวงก็กลับที่พักและพูดเรื่องนี้กับคนตระกูลเหวิน
ตลอดมาคนตระกูลเหวินปิดปากสนิทไม่เคยพูดถึงเหวินเฉิงหรู ลูกสาวที่อกตัญญูคนนี้มาก่อน
ตอนนี้พูดถึงนางอีกครั้ง สีหน้าของผู้ใหญ่สามคนตระกูลเหวินก็ดูไม่ค่อยดีนัก
“ท่านปู่ ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าพวกท่านไม่ชอบอาเล็ก แต่พวกท่านรู้ไหม นางยังมีจวนแห่งหนึ่งในเมืองเจียงหนาน อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้เพียงเจ็ดลี้”
เหวินอวู่ซวงแจ้งเรื่องจวนให้ทั้งสี่คนตระกูลเหวินฟัง
เขาคิดว่าพวกเขาจะต้องประหลาดใจมาก
แต่นอกจากเหวินจือเซี่ย ปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ทั้งสามคนดูเหมือนจะไม่แปลกใจเลย เหมือนรู้เรื่องจวนหลังนี้มานานแล้ว
ผู้เฒ่าเหวินพูดเสียงดัง “มีจวนแล้วอย่างไร ผู้หญิงอกตัญญูคนนั้นถูกข้าไล่ออกจากตระกูลเหวินไปนานแล้ว นางไม่ใช่ลูกสาวของข้า!”
สำหรับเหวินเฉิงหรูที่ไม่เชื่อฟังบิดามารดา ตั้งแต่ตอนที่ตัดขาดกับตระกูลเหวิน ผู้เฒ่าเหวินก็ไม่นับนางเป็นลูกอีก
และเขายังติดใจเรื่องที่นางแต่งงานมาจนถึงทุกวันนี้
กลับกันฮูหยินผู้เฒ่าสุภาพอ่อนโยนกว่า
ถึงอย่างไรเหวินเฉิงหรูก็คือชิ้นเนื้อที่ตกมาจากร่างกายตัวเอง ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินยังคงปวดร้าวใจอย่างยากจะหลีกเลี่ยง จึงถามด้วยความสงสัย “อวู่ซวง อยู่ดีๆ ทำไมจึงถามถึงอาเล็กของเจ้าขึ้นมา?”
“…ที่ดินใต้จวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้ เถ้าแก่ของพวกเราอยากได้ แต่ที่ว่าการบอกว่าต้องให้ท่านพ่อหรือท่านปู่ลงนามถึงจะได้” เหวินอวู่ซวงลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็พูดออกไป
“อ๋อ? ผู้หญิงบ้าคนนั้นอยากได้ที่ดิน?”
อย่างที่คิด เมื่อได้ยินว่าจู้เจียงเจียงมีเรื่องขอร้องเขา เหวินเฉิงจื้อก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ดีเลย ในที่สุดครั้งนี้ก็ถึงตาข้าบ้างแล้ว”
“เจ้ากลับไปบอกนาง หากอยากได้ที่ดิน นอกจากนางจะปล่อยเจ้าไป ไม่งั้นก็อย่าได้คิด!”
เหวินอวู่ซวงคิดไว้แล้วว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้
เงื่อนไขนี้ ตอนกินข้าวเมื่อครู่จู้เจียงเจียงก็คิดได้ นางก็ได้บอกเขาไว้ก่อนแล้ว
“แม่นางจู้รู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อจะพูดแบบนี้ แต่นางก็บอกแล้วเหมือนกัน ว่าจะไม่ไล่ข้าออก” เหวินอวู่ซวงรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย เชิดหน้าคางยื่นบอกคำตอบของจู้เจียงเจียงให้พวกเขาฟัง
“เจ้า!”
เหวินเฉิงจื้อถูกยั่วจนโมโหอีกครั้ง สะบัดแขนเสื้อ แล้วหันหน้าไปอีกทาง “งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องมาคุยกัน!”
ท่าทีของเขาไปถึงหูของจู้เจียงเจียงอย่างรวดเร็ว
คำตอบนี้เหมือนที่คาดไว้ นางไม่ได้ตกใจอะไร
“พี่หญิงจู้ งั้นต่อไปพวกเราควรทำอย่างไรดี?”
เซินหมิ่นก็รู้ว่าจะให้เหวินอวู่ซวงจัดการเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินข่าวก็ยังคงผิดหวังเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้
จู้เจียงเจียงยักไหล่อย่างผ่อนคลาย “ยังจะทำอะไรได้ ก็ต้องหาที่ดินแปลงอื่นน่ะสิ”
นางพูดจบเหมือนจะยังไม่ยอมแพ้ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “เอาแบบนี้ พรุ่งนี้เจ้าลองคิดหาวิธีหาเอาบ้านว่างหลังหนึ่งในหมินซู่ออกมาให้คนตระกูลเหวิน ให้คนงานในหมินซู่และโรงเตี๊ยมคอยบริการพวกเขาเป็นอย่างดี อย่าให้พวกเขาจากไปได้ เข้าใจไหม?”
นางคิดจะทำสองสิ่งพร้อมกัน
ด้านหนึ่งพยายามค้นหาที่ดินอื่นมาทดแทน อีกด้านหนึ่งพยายามโน้มน้าวคนตระกูลเหวิน
เซินหมิ่นเข้าใจความหมายของจู้เจียงเจียง นางมีความมั่นใจตบหน้าอกพูดว่า “พี่หญิงจู้วางใจเถอะ ข้ารับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่ปล่อยให้พวกเขาจากไป!”
จะให้คนตระกูลเหวินอยู่ที่นี่ไม่ยาก เพียงแค่หาเรื่องให้เหวินอวู่ซวงยุ่งๆ ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?
วันรุ่งขึ้น
จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นแยกกันไปทำงาน คนหนึ่งไปหาที่ดิน อีกคนไปหาเหวินอวู่ซวง
หมินซู่ที่จองเต็มแล้ว จะทำบ้านหลังหนึ่งให้ว่างก็ไม่ง่ายนัก
เซินหมิ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ให้สวี่กู้ย้ายออกจากบ้านพัก
“แม่นางเซิน เจ้าไม่ร้ายเกินไปหน่อยหรือ อย่างน้อยข้าก็เป็นแขกผู้มีเกียรติของพวกเจ้า ให้ข้าย้ายออกแบบนี้ แล้วจะให้ข้าไปพักที่ไหน” สวี่กู้โมโหมาขอคำอธิบายกับเซินหมิ่น
เขาพักอยู่ดีๆ ทำไมต้องให้เขาย้ายออกไป?
เห็นเซินหมิ่นยิ้มให้เขาอย่างเอาใจ “องค์ชายสามสวี่ ท่านวางใจ ข้าจัดการที่อยู่ใหม่ให้ท่านแล้ว อยู่ในสถานศึกษา”
บ้านพักอาจารย์ในสถานศึกษา ตอนนี้ใช้ไปแค่สามหลัง ยังมีห้องว่าง นางคิดจะให้สวี่กู้ย้ายไปอยู่ที่นั่น
“สถานศึกษา?”
สวี่กู้รู้สึกประหลาดใจและดีใจ “ก่อนหน้านี้แม่นางจู้บอกว่าถ้าไม่ใช่นักเรียนหรืออาจารย์ในสถานศึกษา ไม่อนุญาตให้พักที่สถานศึกษาไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน?”
ก่อนหน้านี้ตอนเขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง เคยบอกว่าอยากพักในสถานศึกษา แต่ถูกจู้เจียงเจียงปฏิเสธ
นางบอกว่าการดำรงอยู่ของเขาจะรบกวนพวกนักเรียนในชั้นเรียน
“เอ่อ...คงเป็นเพราะพี่หญิงจู้รู้สึกว่าท่านต้องการอ่านหนังสือเยอะๆกระมัง” เซินหมิ่นหาเหตุผลหนึ่งออกมาลวกๆ
คำนี้ฟังแล้ว ทำไมเหมือนกำลังบอกว่าเขาโง่ ว่าเขาไม่มีวิชาความรู้?
ตอนที่ 318: เจรจาล้มเหลวก็ต้องเป็นคู่แข่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสวี่กู้จะเต็มใจหรือไม่ เขาก็ต้องย้ายไปพักที่สถานศึกษาแล้ว
คนตระกูลเหวินถูกจัดให้ไปพักที่ห้องพักในหมินซู่ ไม่ต้องไปเบียดเสียดกันในห้องพักเล็กๆของเหวินอวู่ซวงอีกต่อไป พวกเขาจึงดีอกดีใจ
แต่ก็ยังคงปากแข็ง
“บอกผู้หญิงบ้าคนนั้น อย่าคิดว่านางทำแบบนี้แล้วเจ้าจะไม่ต้องกลับไปกับข้า ข้าไม่ยินยอมให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อหรอก”
ก่อนเหวินเฉิงจื้อจะเข้าพักที่ห้องพักในหมินซู่ ยังไม่ลืมให้เหวินอวู่ซวงไปถ่ายทอดคำพูดของตน
“เจ้าก็รีบตัดใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อเสีย เก็บข้าวของ กลับไปพร้อมกับปู่ย่าและพี่สาวของเจ้าเร็วๆนี้”
หากไม่ใช่เซินหมิ่นสั่งไว้ ว่าช่วงเวลานี้อย่าทะเลาะกับครอบครัวจะดีที่สุด ป้องกันไม่ให้พวกเขาโกรธจนกลับไป
ไม่อย่างนั้นละก็ เหวินอวู่ซวงตอกกลับไปนานแล้ว
เขาสูดหายใจลึกๆเฮือกหนึ่ง บังคับตัวเองให้ฉีกยิ้มออกมา “ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ พี่หญิง นี่คือตั๋วชมการแสดงละครที่แม่นางจู้มอบให้ ได้ยินว่าหอจ้าวเซิงจะมีการแสดงละครใหม่ พวกท่านลองไปดูเถิด”
จู้เจียงเจียงให้ตั๋วชมการแสดงกับพวกเขาสี่ใบ ให้เขาเชิญสี่คนตระกูลเหวินไปดู
การแสดงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ และเช่นเดียวกับเรื่องก่อนหน้านี้ เป็นการแสดงต่อเนื่อง
หนึ่งสัปดาห์สองรอบ เพียงพอที่จะให้พวกเขารออยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจนถึงปีใหม่
“การแสดงละครของหอจ้าวเซิงหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเหวินแย่งตั๋วในมือเหวินอวู่ซวงมาด้วยความตื่นเต้น “ละครของหอจ้าวเซิงที่เคยไปแสดงที่เมืองเจียงเป่ยใช่ไหม? อุ๊ย นี่มันของดีจริงๆ”
ก่อนหน้านี้ เพื่อเรื่องราวของหมิงเหยาและจูชิงหราน หอจ้าวเซิงเคยถูกเถ้าแก่ใหญ่ในเมืองเจียงเป่ยเชิญไปทำการแสดง
คนตระกูลเหวินในฐานะตระกูลที่มีชื่อเสียงของเมืองเจียงเป่ย เป็นธรรมดาที่เคยไปฟังมา
เพียงแต่ต่อมาอยากฟังอีกครั้ง กลับแย่งตั๋วไม่ได้มาโดยตลอด ตั๋วชมการแสดงถูกคนของเมืองเจียงหนานเหมาไปหมด
“ตั๋วละครนี้ สำหรับคนต่างถิ่นแล้วมันเป็นของหายาก แต่สำหรับคนเมืองเจียงหนานมันก็หาซื้อได้ง่ายๆไม่ใช่หรือ? มีอะไรน่าดีใจ” ผู้เฒ่าเหวินพูดดูถูก
ก็เหมือนกับกุ้ง ปลา ผักและผลไม้ของเมืองเจียงหนาน
อยู่ที่อื่นหาซื้อไม่ได้ แต่อยู่เมืองเจียงหนาน ขอแค่มาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหนึ่งเที่ยว ไม่ว่าอะไรก็หาซื้อได้
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกถึงความจริงใจของจู้เจียงเจียงเท่าไร
“ตั๋วชมการแสดงนี้ สำหรับแม่นางจู้แล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย นางต้องการเท่าไรก็มีเท่านั้น เพราะว่า...”
เหวินอวู่ซวงแสร้งลากเสียงยาว ดึงความสนใจของทั้งสี่คนให้อยากรู้ “เพราะแม่นางจู้ก็คือเถ้าแก่ของหอจ้าวเซิง ละครของหอจ้าวเซิงนางก็เป็นคนเขียน”
“อะไรนะ? นางเป็นคนเขียน!”
สี่คนตระกูลเหวินเบิกตาโต “นะ…นางก็แค่แม่ค้าตัวเหม็นกลิ่นสาบเงินคนหนึ่งไม่ใช่หรือ? ทำไมถึง...”
ตัวเหม็นกลิ่นสาบเงิน?
เหวินอวู่ซวงอยากหัวเราะออกมา พวกเขาตระกูลเหวินไม่ใช่ว่าตัวเหม็นกลิ่นสาบเงินหรือ? มีสิทธิ์อะไรไปว่าคนอื่น
“ท่านพ่อ แม่นางจู้ไม่ได้ทำธุรกิจเป็นเท่านั้น นางยังจัดตั้งสถานศึกษา” เขาบอกใบ้ภายใต้การเปรียบเทียบ พวกเขาตระกูลเหวินเหมือนพ่อค้าที่ตัวเหม็นกลิ่นสาบเงินมากกว่าจู้เจียงเจียงเสียอีก
“ถึงอย่างไร พวกท่านอยู่ที่นี่หลายวันก็จะเข้าใจแม่นางจู้เอง”
เหวินอวู่ซวงพาทั้งสี่คนไปส่งถึงหมินซู่ หลังจากกำชับสองสามประโยคก็หมุนตัวกลับไปทำงานต่อ
เรื่องละคร คนตระกูลเหวินลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ไปดู
อีกทั้งหลังจากดูจบ ก็ชื่นชมกันยกใหญ่ และยังตั้งหน้าตั้งตารอตอนต่อไปอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอชมการแสดง พวกเขาก็ยังคงเร่งเร้าให้เหวินอวู่ซวง รีบเก็บของตามพวกเขากลับไป
ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ เซินหมิ่นก็จะกระโดดออกมาสร้างเรื่องให้เขา
“หัวหน้าเหวิน มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว กังหันน้ำของสวนทิศตะวันตกเสีย ท่านรีบไปดูเร็ว!”
“หัวหน้าเหวิน มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว บ้านจางกับบ้านหวังทะเลาะกันแล้ว ท่านรีบไปห้ามเร็วเข้า”
“หัวหน้าเหวิน มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ที่สวนผลไม้หลังภูเขามีคนโดนผึ้งต่อย ท่านรีบไป ไม่งั้นผึ้งจะถูกคนอื่นแย่งไปหมดแล้ว...”
“โอ๊ย ไม่ใช่ ท่านรีบไป ไม่งั้นผึ้งนั่นจะทำร้ายคนแล้ว!”
ในบ้านเฟิ่งหวง ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก เซินหมิ่นก็จะวิ่งมาหาเหวินอวู่ซวง ให้เขาไปแก้ปัญหา
มีบางครั้งเขากินข้าวกับครอบครัวอยู่ที่โรงเตี๊ยม เซินหมิ่นก็ยังจะเร่งให้เขากลับไปแก้ปัญหาทันที
คนตระกูลเหวินรู้สึกโมโหมากกับเรื่องนี้ ยิ่งเร่งให้เหวินอวู่ซวงลาออกจากงานและกลับไปกับพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ยังไม่ทันได้พูดออกมา เหวินอวู่ซวงก็ถูกเซินหมิ่นพาตัวไปแล้ว
ผ่านไปนานมาก พวกเขาไม่แม้แต่จะมีโอกาสพูดกับเหวินอวู่ซวง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องให้เขากลับไป
เพราะแบบนี้ เรื่องจึงถูกผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อยๆ ทำให้จู้เจียงเจียงมีเวลาเพิ่มมากขึ้น
สามคนจัดชุมนุมเล็กอีกครั้ง
“พี่หญิงจู้เป็นอย่างไรบ้าง หาที่ดินอื่นที่เหมาะสมเจอไหม?” เซินหมิ่นถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจ หากเป็นแบบนี้ต่อไป นางจะต้องทะเลาะกับคนในตระกูลเหวินแน่ๆ
จู้เจียงเจียงส่ายหน้ามองเหวินอวู่ซวง “หัวหน้าเหวิน ดูท่าข้าจะถูกกำหนดให้ต้องต่อสู้กับคนในครอบครัวท่านแล้ว”
หลังจากใช้เวลาเกือบสิบวันในการสำรวจสถานที่ต่างๆ ในเมืองเจียงหนานอีกครั้ง นางยังรู้สึกว่าที่ดินของเหวินเฉิงหรูนั้นเหมาะสมที่สุด
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจที่จะลงมือกับคนตระกูลเหวิน
เหวินอวู่ซวงก็ไม่อยากเห็นผลลัพธ์นี้ “เถ้าแก่ ถ้าอย่างนั้นท่านจะ...”
เขาไม่กล้าถามออกไป กลัวจู้เจียงเจียงจะเปลี่ยนความคิดเอาเขาไปแลกที่ดิน
เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงพัวพันถึงธุรกิจเสื้อนวม ยังลามไปถึงโรงงานแปรรูปด้วย สองอย่างนี้รวมกัน ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็สำคัญกว่าเขา
“ข้าพูดได้แค่ หากเจรจาล้มเหลวละก็ ธุรกิจร้านปักผ้าของตระกูลเหวิน ข้าคงต้องแบ่งกำไรมาส่วนหนึ่งแล้ว ถึงตอนนั้นหวังว่าหัวหน้าเหวินจะไม่โทษข้า”
จู้เจียงเจียงไม่คิดจะปิดบังเขา
มันเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปของการแข่งขันทางธุรกิจ หากร่วมมือกันไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำได้แค่เป็นคู่แข่งแล้ว
ดอกฝ้ายของแคว้นเสี่ยวซี ในอนาคตจะถูกส่งมาให้นางอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะนำไปทำเสื้อนวมแล้ว ยังสามารถนำไปทอผ้าได้อีกด้วย
ด้วยเงื่อนไขที่ได้เปรียบเช่นนี้ จู้เจียงเจียงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยโอกาสนี้ไป
อีกอย่าง ฮ่องเต้ก็ไม่อนุญาตให้นางปล่อยโอกาสนี้ไปเช่นกัน
ก่อนนางไปแคว้นเสี่ยวซีได้รับปากอู่จิ้นผิงไว้แล้ว ต้องเติมเต็มความต้องการให้ประชาชนของราชวงศ์ต้าหลี่ก่อนร่วมมือกับแคว้นเสี่ยวซี
ดังนั้นนางไม่มีทางเลือก ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่ากบฏ
เหวินอวู่ซวงไม่รู้เหตุผลในนั้น ตอนนี้เขารู้จักธุรกิจในมือของจู้เจียงเจียง ยังจำกัดอยู่แค่บ้านเฟิ่งหวง
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโทษนาง
หรือจะพูดว่า เขามั่นใจในฝีมือของบ้านตัวเอง จึงคิดว่าถึงแม้จู้เจียงเจียงเป็นคู่แข่งกับตระกูลเหวินของพวกเขา ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะ
ดังนั้น เขาจึงแสดงออกอย่างใจกว้าง “แม่นางจู้ ความสำเร็จในธุรกิจไม่ใช่มาจากการที่คนอื่นให้มา ธุรกิจคือการแข่งขันกัน ข้าจะโทษท่านได้อย่างไร”
“ความเก่งของพี่หญิงจู้...”
เซินหมิ่นอยากจะสร้างพลังให้จู้เจียงเจียง นางไม่อนุญาตให้คนอื่นมาดูถูกจู้เจียงเจียง
แต่เพิ่งพูดออกไป จู่ๆ นางก็หยุดลงไม่พูดอะไรอีก
เพราะนางเหมือนจะตระหนักได้ว่า คนที่นางกำลังโต้ตอบอยู่นั้นคือเหวินอวู่ซวง
หากเป็นเมื่อก่อน นางจะยืนอยู่ข้างจู้เจียงเจียงอย่างไม่ลังเล แต่ตอนนี้นางกลับลังเล
ตระกูลเหวิน...
เหวินอวู่ซวง…
ไม่รู้ทำไม หากคนที่ต้องต่อกรคือเหวินอวู่ซวงละก็ ในใจนางกลับรู้สึกทรมาน นางไม่อยากเห็นพวกเขามีความสัมพันธ์แบบศัตรูและคู่แข่งกัน
จู้เจียงเจียงก็แปลกใจมาก คิดไม่ถึงว่าเซินหมิ่นจะเงียบไป
แต่ไม่นานนางก็เข้าใจเหตุผลจากสายตาสับสนของเซินหมิ่นที่มองเหวินอวู่ซวง
สาวน้อยคนนี้คงไม่ใช่ชอบเหวินอวู่ซวงหรอกนะ?
ก็จริง อีกไม่นานเซินหมิ่นก็จะถึงวัยปักปิ่นแล้ว ถึงอายุที่ควรจะคุยเรื่องแต่งงานได้แล้ว
“ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่แน่พวกเราอาจได้ร่วมมือกับตระกูลเหวิน” จู้เจียงเจียงมองทั้งสองคนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง
ตอนที่ 319: เจรจาธุรกิจแบบข่มขู่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
จู้เจียงเจียงตัดสินใจแล้วว่าจะไปเจรจาเรื่องความร่วมมือธุรกิจกับคนตระกูลเหวินอีกครั้ง
นางพาเซินหมิ่นไปเคาะประตูห้องพักที่คนตระกูลเหวินพักอยู่ด้วยกัน
คนที่เปิดประตูคือเหวินจือเซี่ย
เมื่อเห็นพวกนางสองคน เหวินจือเซี่ยขมวดคิ้วขึ้น ไม่ได้แสดงสีหน้าต้อนรับพวกนางแต่อย่างใด “ทำไมเป็นพวกเจ้า พวกเจ้ามาทำอะไร?”
จู้เจียงเจียงไม่ยินยอมปล่อยน้องชายนางไป และเซินหมิ่นคนนี้ก็เรียกใช้น้องชายของนางต่อหน้าพวกนางเป็นประจำ เหวินจือเซี่ยรู้สึกดีกับพวกนางนี่สิถึงแปลก
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น จู้เจียงเจียงก็ยังคงทักทายนางด้วยรอยยิ้ม
“แม่นางเหวิน อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆแล้ว ที่พักกำลังเปลี่ยนผ้าห่มใหม่ เรามาส่งผ้าห่มใหม่ให้ท่านและผู้อาวุโสทั้งสามท่าน” พูดจบ นางก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ
คนงานหญิงที่ตามหลังพวกนางมาจึงอุ้มผ้าห่มใหม่เข้าไปในห้อง
หลังจากทักทายคนในห้องแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปในห้องต่างๆ และลงมือเปลี่ยนผ้าห่มผืนใหม่ให้พวกเขาด้วยตัวเอง
ทุกวันจะมีคนงานหญิงของหมินซู่มาทำความสะอาดเก็บกวาดห้องให้พวกเขา เหวินจือเซี่ยจึงไม่ได้พูดอะไร
“นี่คือผ้านวมที่หมินซู่ของเราผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ ไส้ในทำจากฝ้ายขาวที่เก็บได้ในปีนี้ ผ้าปูที่นอนก็ใช้ฝ้ายเหมือนกัน ฝ้ายแท้ร้อยละร้อย เชื่อว่าคืนนี้พวกท่านทั้งหลายต้องนอนหลับฝันดี”
จู้เจียงเจียงจงใจพูดแบบนี้
ประการแรกเพื่อเอาใจคนตระกูลเหวิน ผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ประการที่สองก็เพื่อให้คนตระกูลเหวินได้เห็นฝีมือของนาง ผ่านการใช้ผ้านวมไม่กี่ผืนนี้
เรื่องการทอผ้าฝ้าย นางไม่มีทักษะด้านนี้ แต่ในบรรดาเถ้าแก่ที่ร่วมมือกับนางนั้น มีคนที่มีเส้นสายในแวดวงนี้อยู่
เชื่อว่าหากนางเอ่ยปาก เถ้าแก่ท่านนั้นจะต้องยินดีช่วยนางแนะนำติดต่อแน่นอน
หากไม่ใช่เพราะพวกเขาตระกูลเหวินยังเกี่ยวข้องกับจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้ วันนี้จู้เจียงเจียงก็คงไม่ต้องเปลืองแรงมหาศาลมาเอาใจพวกเขาขนาดนี้
“ฝ้ายแท้?”
สี่คนตระกูลเหวินได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาคุ้นเคยกับผ้าพับต่างๆเป็นอย่างดี เคยสัมผัสคุณภาพผ้ามาทุกระดับ รู้ว่าผ้าฝ้ายในราชวงศ์ต้าหลี่นั้นหากยากแค่ไหน แม้แต่ในเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองอย่างหลี่จิง ก็ไม่แน่ว่าทุกคนจะสามารถใช้ฝ้ายแท้ได้
ถึงจะมีเงินมากมาย แต่ถ้าไม่มีดอกฝ้ายก็เท่ากับไร้ประโยชน์
แต่จู้เจียงเจียงคนนี้ คิดไม่ถึงจะสามารถใช้ฝ้ายแท้ได้ อีกทั้งยังให้แขกในหมินซู่ใช้อีกด้วย?!
สี่คนตระกูลเหวินไม่เชื่อ ลุกขึ้นไปดูในห้อง
พวกเขารื้อผ้านวมที่เพิ่งปูเสร็จออก พลิกดูไส้ในและผ้าปูเตียงอย่างละเอียด หลังจากตรวจสอบหนึ่งรอบถึงได้แน่ใจ เป็นฝ้ายแท้เหมือนที่จู้เจียงเจียงบอกไว้จริงๆ
“เจ้ายังมีธุรกิจทอผ้าด้วยหรือ?!” เหวินจือเซี่ยพุ่งออกมาถามตรงๆ
ตั้งแต่แรกจนตอนนี้ จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นยืนอยู่นอกประตูไม่ได้เข้าไป
นางส่ายหน้า ยิ้มแล้วพูดว่า “ตอนนี้ยังไม่มีชั่วคราว ในมือข้ามีเพียงฝ้าย ดังนั้นจึงใช้เงินเล็กน้อย หาร้านผ้าหนึ่งมาช่วยข้าถักทอผ้านวมไม่กี่ผืนเท่านั้นเอง”
ท่าทางที่ดูไม่ใส่ใจของนาง สำหรับเหวินจือเซี่ยแล้วมันคือการโอ้อวดที่ชัดเจน
ในราชวงศ์ต้าหลี่ ฝ้ายเป็นสินค้าที่ขาดแคลน แม้แต่ผ้าพับที่อ้างว่าเป็นผ้าฝ้าย สัดส่วนของฝ้ายยังไม่ถึงร้อยละสิบ แต่ผ้าห่มของจู้เจียงเจียงแม้แต่ไส้ในยังใช้ฝ้ายทั้งหมด!
นี่ยังไม่เรียกว่าโอ้อวดหรือ?
เหวินเฉิงจื้อก็ตรวจสอบผ้านวมในห้องของตัวเองเรียบร้อยแล้ว จึงเดินออกมาจากด้านใน
เมื่อได้ยินคำพูดของจู้เจียงเจียง เขาจึงถามอย่างระมัดระวัง “เจ้าบอกว่ายังไม่มีชั่วคราว หมายความว่าอย่างไร?”
เขาคือคนควบคุมดูแลของร้านปักผ้าตระกูลเหวิน เรื่องเกี่ยวกับผ้าพับ เขาเชี่ยวชาญ และรู้ดีว่าสถานการณ์ของอุตสาหกรรมในตอนนี้เป็นอย่างไร
หากจู้เจียงเจียงเข้าร่วม ใช้ผลิตภัณฑ์ฝ้ายแท้เป็นหลักละก็ เช่นนั้นตลาดผ้าทางทิศใต้ของราชวงศ์ต้าหลี่ก็จะถูกโจมตีโดยตรง
ร้านปักผ้าตระกูลเหวินของพวกเขาก็จะเป็นเจ้าแรกที่ประสบภัย
สำหรับตระกูลเหวินของพวกเขา นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่
“เถ้าแก่เหวินไม่ต้องตื่นเต้น ตอนนี้ในมือข้ายังมีโครงการอื่นๆที่ต้องทำอีกมาก ธุรกิจทอผ้ายังไม่พิจารณาชั่วคราว”
ใบหน้าของจู้เจียงเจียงยังคงรักษารอยยิ้มอยู่ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางระลึกอยู่ตลอดเวลา วันนี้ตัวเองมาขอความร่วมมือ ไม่ใช่มาสร้างศัตรู
“แต่ข้าเชื่อว่าเถ้าแก่เหวินคงได้ยินมาบ้าง เรื่องที่ข้าซื้อขายฝ้ายกับแคว้นเสี่ยวซีในระยะยาว ฝ้ายปีนี้ข้ายังจัดการเองได้หมดชั่วคราว แต่ปีหน้าหลังจากที่แคว้นเสี่ยวซีผลักดันการปลูกดอกฝ้ายมากขึ้น ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองยังสามารถจัดการเองได้หมดไหม”
ความหมายในคำพูดของนาง คนตระกูลเหวินฟังเข้าใจแล้ว
ไม่ช้าก็เร็วนางจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจทอผ้า ส่วนวิธีการที่นางจะเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดหรือการร่วมมือกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพวกเขาตระกูลเหวินทั้งสิ้น
การตระหนักถึงเรื่องนี้ ทำให้คนตระกูลเหวินรู้สึกอึดอัดใจมาก
พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า การมาเยี่ยมลูกชายเพียงครั้งเดียว จะบังเอิญได้รับรู้ข่าวว่าธุรกิจของครอบครัวกำลังจะเข้าสู่วิกฤติ
เรื่องแบบนี้ ไม่ว่าใครพบเจอก็ต้องรู้สึกอึดอัดใจทั้งนั้น
ถ้าไม่มา พวกเขาก็แค่รอรับผลกระทบไป ไม่ต้องมาสับสนคิดหนักเหมือนในตอนนี้
หากตอบตกลง เหวินอวู่ซวงก็จะไม่กลับไป
หากไม่ตกลง ในระหว่างที่รอให้จู้เจียงเจียงเข้ามาในธุรกิจทอผ้า ในใจของพวกเขาคงทรมานอย่างที่สุด อีกทั้งเหวินอวู่ซวงก็ยังคงไม่กลับไป
สถานการณ์แบบนี้ไม่เรียกว่าขี่หลังเสือแล้วลงยาก แต่เป็นถูกคนควบคุมไว้อย่างแน่นหนา ตัวเองหาวิธีเอาคืนไม่ได้
หากไม่เรียกว่าอึดอัดใจจะเรียกว่าอะไรได้?!
จู้เจียงเจียงแสดงความจริงใจของตัวเองต่อคนตระกูลเหวิน หากร่วมมือ พวกเขาก็จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน
แต่คนตระกูลเหวินยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนกับนาง เพียงแต่ขอให้นางกลับไปก่อน
หลังจากพวกนางสองคนกลับไป มีคนเห็นคนตระกูลเหวินไปหาเหวินอวู่ซวงที่บ้านเฟิ่งหวง คงคิดจะโน้มน้าวให้เขากลับไปกระมัง
“พี่หญิงจู้ นี่มันเรียกว่าไปเจรจาธุรกิจที่ไหน พี่เขียนคำขู่ไว้บนหน้าแล้ว”
สำหรับการแสดงออกของจู้เจียงเจียง เซินหมิ่นทั้งชื่นชมและภาคภูมิใจ
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าอำนาจของผู้ว่าจ้างในตำนานใช่หรือไม่?
“ข้าทำหรือ?”
จู้เจียงเจียงสงสัย “ข้ารู้สึกว่าวันนี้ข้าค่อนข้างสุภาพนะ แม้แต่ประตูพวกเขาก็ยังไม่ยอมให้ข้าเข้า ข้าไม่ระบายออกมา ยังยิ้มอยู่ตลอดเวลา ข่มขู่ใครที่ไหนกัน”
เซินหมิ่นมองบนใส่ ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ตัวเลยหรือว่าตัวเองมีพลังที่น่ากลัวขนาดไหน
เซินหมิ่นพูด “สรุปก็คือ สีหน้าของเถ้าแก่เหวินเมื่อครู่แย่มาก พี่ไม่กลัวหัวหน้าเหวินจะโกรธหรือ?”
จู้เจียงเจียงตอบด้วยความมั่นใจ “มีเจ้าอยู่ หัวหน้าเหวินไม่โกรธข้าหรอก”
เซินหมิ่นสงสัย “ทำไมล่ะ?”
จู้เจียงเจียงเงียบไม่พูด เพียงแต่ยิ้มให้เซินหมิ่นอย่างมีเลศนัย ทำเอานางตกใจ
ทางด้านบ้านเฟิ่งหวง
คนตระกูลเหวินมาฟ้องเรื่องที่จู้เจียงเจียงมาหาถึงที่พักกับเหวินอวู่ซวงอย่างครบทุกรายละเอียด ไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว
พวกเขาไม่พอใจมากสำหรับ ‘การข่มขู่’ ของจู้เจียงเจียง “เจ้ายังบอกว่าเถ้าแก่ของเจ้าเป็นคนดีคนหนึ่ง ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะใจร้ายโหดเหี้ยมเท่านางแล้ว?”
หลังเหวินอวู่ซวงได้ยินเรื่องนี้ เมื่อเชื่อมรวมกับคำพูดที่จู้เจียงเจียงบอกเขาตอนชุมนุมเล็กๆ หลายวันก่อน เขาถึงรู้และเข้าใจแผนการของนาง
นางคิดจะแย่งธุรกิจตระกูลเหวินพวกเขาแล้วจริงๆ!
“ท่านพ่อ หากท่านกลัวแม่นางจู้ ทำไมไม่ตอบตกลงเรื่องร่วมมือกันโดยตรง มีการเข้าร่วมของนาง ธุรกิจตระกูลเหวินของเราต้องดียิ่งขึ้นแน่นอน”
เหวินอวู่ซวงรู้ว่าการร่วมมือกับจู้เจียงเจียง สอดคล้องไม่เสียเปรียบ ทำไมเหวินเฉิงจื้อไม่เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้กัน?
ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าเหวินเฉิงจื้อไม่เห็นประโยชน์ในนั้น เพียงแต่เขาไม่อยากเสียหน้าก็เท่านั้น
หลายวันก่อน เขายังเป็นฝ่ายกุมอำนาจ ยังพูดจาแรงๆกับจู้เจียงเจียงอยู่ วันนี้กลายเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกสาวน้อยคนหนึ่งควบคุม
เขาจะแบกหน้าแก่ๆนี้ได้อย่างไร?!
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเข้าใจได้ พูดกับเจ้าไปก็เสียเปล่า สรุปคือเจ้าไปบอกจู้เจียงเจียงคนนั้นเรื่องร่วมมืออย่าได้คิด!” เหวินเฉิงจื้อพูดอย่างแข็งกร้าว
ตอนที่ 320: บีบบังคับด้วยความเป็นความตายของร้านปักผ้าตระกูลเหวิน
“ไม่ตกลงหรือ? ตอบตรงไปตรงมาแบบนี้ ไม่คิดจะพิจารณาอีกครั้งเลยหรือ?”
เหวินอวู่ซวงแจ้งท่าทีของคนตระกูลเหวินกับจู้เจียงเจียง นางค่อนข้างแปลกใจที่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธการร่วมมือตั้งแต่วันแรกที่นางไปเสนอ
หรือว่าวันนี้นางไม่ได้พูดออกไปให้ชัดเจนพอ?
เซินหมิ่นที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกแปลกใจมากเช่นกัน “นายน้อยลา ท่านรู้ไหมหากพี่หญิงจู้ทำธุรกิจทอผ้า ตระกูลเหวินของพวกท่านจะแย่เอา?”
ร้านปักผ้าตระกูลเหวินใช้เลือดเนื้อและจิตใจของคนในตระกูลหลายชั่วอายุคนกว่าจะสร้างชื่อเสียงโด่งดังได้ขนาดนี้
พวกเขาจะยอมให้มีคนแทนที่ได้จริงๆหรือ?
เหวินอวู่ซวงถอนหายใจ ยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านพ่อข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร แต่เขาก็ไม่ยอมตกลง”
จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว ก้มหน้าคิดใคร่ครวญถึงเจตนาของเหวินเฉิงจื้อ
เรื่องการร่วมมือ หากเหวินเฉิงจื้อสมองไม่เลอะเลือน เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ และไม่กล้าเอาเลือดเนื้อและจิตใจของตระกูลหลายสิบปีมาเดิมพัน
แต่ว่าทำไมเขายังปฏิเสธอีก?
หรือเป็นเพราะเหวินอวู่ซวง?
จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้น มองเหวินอวู่ซวงตาไม่กระพริบ ในเรื่องนี้ เขามีบทบาทอย่างไรกันแน่?
เมื่อเห็นสายตาของจู้เจียงเจียง เซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวงก็สบตากันอย่างสงสัย แล้วถามออกไป “พี่หญิงจู้ พี่มองหัวหน้าเหวินทำไม?”
“ข้ากำลังคิด...” จู้เจียงเจียงเหมือนครุ่นคิดอยู่ “เถ้าแก่เหวินจะเอาความเป็นความตายของร้านปักผ้าตระกูลเหวินมาบีบบังคับให้ท่านกลับไปหรือเปล่า?”
ใช่แล้ว!
ที่เหวินเฉิงจื้อยังคงไม่ยอมตอบตกลงร่วมมือ คงมีความคิดนี้อยู่
เขารู้ดีว่าหากจู้เจียงเจียงเข้าร่วมธุรกิจทอผ้าด้วยตัวเอง ตระกูลเหวินจะเป็นคนแรกที่ประสบภัย ได้รับผลกระทบเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ในสถานการณ์แบบนี้ เขายังคงไม่ยอมรับปาก แน่นอนว่าต้องการเอาภาระความรับผิดชอบนี้ผลักไปบนตัวเหวินอวู่ซวง ให้เขาเป็นคนตัดสินใจนี้เอง
“ความหมายของแม่นางจู้คือ ท่านพ่อข้าจะใช้เงื่อนไขให้ข้ากลับบ้าน มาแลกเปลี่ยนการร่วมมือกับท่าน?” เหวินอวู่ซวงใบหน้าแข็งทื่อ ไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้งไปกว่านี้
“เถ้าแก่เหวินวางแผนได้ดีจริงๆ!”
หลังจากเซินหมิ่นเข้าใจความสัมพันธ์นี้แล้ว ก็อดที่จะส่ายหน้าชื่นชมนับถือไม่ได้
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเป็นความตายของตระกูลเหวินทั้งหมดก็อยู่บนตัวเจ้าแล้ว เจ้ายินยอมกลับไป เขาก็ตอบตกลงร่วมมือ ตระกูลเหวินของพวกเจ้าถึงรอดพ้น หากเจ้าไม่กลับไป ทั้งสองฝ่ายไม่อาจร่วมมือ ธุรกิจของตระกูลเหวินต้องประสบภัยอย่างหนัก ถึงเวลานั้นก็กลายเป็นความรับผิดชอบของเจ้า!”
การวางแผนแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวนี้ ช่างเป็นแผนการที่ดีจริงๆ
แต่หากเหวินเฉิงจื้อใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เหวินอวู่ซวงจริงละก็ เหวินอวู่ซวงต้องเสียใจและผิดหวังมากแน่นอน
คิดถึงตรงนี้ เซินหมิ่นและจู้เจียงเจียงก็มองไปที่เหวินอวู่ซวง เห็นเพียงใบหน้าของเขาเคร่งขรึม สีหน้าดูย่ำแย่มากๆ
พวกนางรู้ เขาในตอนนี้คงจะสับสนยุ่งเหยิงมากเป็นแน่
แต่คนที่สับสนมีแค่เขาคนเดียวที่ไหน?
ภายในใจจู้เจียงเจียงก็รู้สึกผิดเช่นกัน ในเรื่องธุรกิจ นางไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ในเรื่องความรู้สึก นางรู้สึกผิดต่อเหวินอวู่ซวงเล็กน้อย
เหวินเฉิงจื้อใช้เรื่องนี้มาบีบบังคับเหวินอวู่ซวง นางก็นับว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยกระมัง?
แต่ถ้ายอมนางถอยหนึ่งก้าวละก็ ความเสียหายไม่เพียงแค่ธุรกิจฝ้ายเท่านั้น แต่ยังมีโรงงานแปรรูปด้วย นางเองก็ตัดสินใจยากเช่นกัน
ในคืนนั้น
หลังจากเหวินอวู่ซวงออกจากบ้านตระกูลเผย เขาก็ตรงไปยังหมินซู่ด้วยความสงสัยในใจ
เอ่ยถามต่อหน้าเหวินเฉิงจื้อและอีกสามคนในครอบครัว “ท่านพ่อ สาเหตุที่ท่านปฏิเสธร่วมมือกับแม่นางจู้คืออะไร? หรือว่าข้าต้องจากที่นี่ไป ท่านถึงจะตอบตกลงใช่ไหม!”
เหวินเฉิงจื้อไม่พบจุดผิดปกติของเหวินอวู่ซวงในคืนนี้ เขายังแสดงท่าทางเหมือนเดิม
“ในเมื่อเจ้ารู้ เช่นนั้นก็รีบเก็บของเร็วๆ พรุ่งนี้ก็กลับไปกับพวกเรา”
“ท่านพ่อ!”
จู่ๆ เหวินอวู่ซวงก็ตะโกนเสียงดัง ทำเอาสี่คนตระกูลเหวินตกใจ “ท่านรู้ไหม ท่านปฏิเสธเถ้าแก่ พวกเราตระกูลเหวินจะมีจุดจบอย่างไร?”
เขาใช้คำว่า ‘จุดจบ’ นี้ กระตุ้นความโกรธของเหวินเฉิงจื้อขึ้นมาทันที
เขาไม่อยากถูกเด็กสาวอายุน้อยคนหนึ่งมาข่มขู่ “สารเลว! ตระกูลเหวินของเราจะมีจุดจบอะไร? หรือข้ายังต้องกลัวสาวน้อยคนนั้น!”
เหวินอวู่ซวงกล่าว “แต่ว่าท่านปฏิเสธ ธุรกิจของตระกูลเหวินต้องถูกโจมตีอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น...”
เหวินเฉิงจื้อตะคอกกลับ “ถึงตอนนั้นแล้วทำไม? ถึงแม้ตระกูลเหวินของเราจะล่มสลาย นั่นก็เพราะตอนนี้เจ้าไม่ยอมกลับบ้านกับข้า ถึงทำให้ตระกูลเหวินล่มสลาย!”
คำพูดที่เขาโพล่งออกมา เหมือนกับที่จู้เจียงเจียงคาดเดาไว้จริงๆ
เหวินเฉิงจื้อเอาภาระความรับผิดชอบทั้งหมดผลักไปบนตัวเขาแล้ว
ที่จริงเหวินเฉิงจื้อก็คงจะกลัวเช่นกันกระมัง? ไม่อย่างนั้นจะพูดคำเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร?
“ต่อหน้าเด็กๆ เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!” ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินเห็นสายตาเสียใจของเหวินอวู่ซวง นางรีบออกมาไกล่เกลี่ย
ปกป้องเหวินอวู่ซวงพร้อมพูดปลอบโยน “อวู่ซวง เจ้าอย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของพ่อเจ้า ธุรกิจตระกูลเหวิน ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าจะกลับไปหรือไม่”
“ท่านย่า จะไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร”
เหวินจือเซี่ยไม่เห็นด้วยกับที่ฮูหยินผู้เฒ่าเหวินพูด “หากน้องชายกลับไปกับพวกเราอย่างเชื่อฟัง เช่นนั้นตระกูลเหวินก็รักษาไว้ได้แล้วไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง เดิมที่นี่ก็ไม่มีอะไรน่าอยู่”
“ฮ่าๆๆ...”
จู่ๆ เหวินอวู่ซวงก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ในน้ำเสียงนั้นไม่ว่าใครก็ฟังออกว่าเต็มไปด้วยความขมขื่น
“นั่นสิ ข้ากลับไปแล้ว ตระกูลเหวินก็รักษาไว้ได้ ทุกคนก็ดีอกดีใจกันใช่ไหม?”
เขาส่ายหน้า หมุนตัวเดินไปทางหน้าประตู “ไม่ใช่ ข้าไม่ดีใจ...”
“อวู่ซวง…” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกเขา
แต่เหมือนเหวินอวู่ซวงไม่ได้ยินอะไรแล้ว ออกไปตามลำพัง หายเข้าไปในความมืด
เซินหมิ่นตามหาเขาอยู่นาน ก่อนจะเจอเหวินอวู่ซวงนอนอยู่บนพื้นข้างแปลงผักหลังห้องครัวของโรงเตี๊ยม
นางนั่งลงข้างตัวเขา กอดเสื้อผ้าบนตัวแน่น ลมหนาวพัดมาจนจมูกของนางเย็นและแดงไปหมด “ยังเสียใจอยู่อีกหรือ?”
เหวินอวู่ซวงนอนนิ่งๆไม่ขยับ น้ำเสียงราบเรียบ “อธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร มันค่อนข้างแปลกๆ เมื่อก่อนท่านพ่อท่านแม่ไม่ให้ข้ายุ่งเรื่องธุรกิจในบ้าน ข้าไม่พอใจ แต่ตอนนี้ข้าสามารถตัดสินความเป็นตายของตระกูลเหวินได้ ข้าก็ยังคงไม่ดีใจ”
เขาคิดมาตลอดคืนก็ยังคิดไม่ออก
“ถ้ามองในมุมของคนดูแลเหมือนกัน เรื่องธุรกิจมันไม่มีถูกผิด แต่ในมุมมองของเพื่อน ข้าค่อนข้างเห็นใจท่านนะ” เซินหมิ่นเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า
เหวินอวู่ซวงได้ยินแบบนี้ ก็ค่อยๆใช้มือพยุงตัวลุกขึ้น
“แล้วหากเป็นเจ้าล่ะ หากที่บ้านเจ้าบีบบังคับให้เจ้ากลับไปแต่งงาน แต่เจ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อ เจ้าจะเลือกแบบไหน?”
“สองเรื่องนี้ เหตุการณ์แตกต่างกันกระมัง?” เซินหมิ่นหันหน้ามองเขา รู้สึกว่ามีตรงไหนแปลกๆ
อันที่จริงเหวินอวู่ซวงจงใจทำแบบนี้
เขาแค่อยากจะลองถามนางแบบอ้อมๆ ดูว่าอยากแต่งงานหรือไม่เท่านั้น หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ เขาอยากรู้ว่านางมีความคิดแบบนั้นกับเขาหรือเปล่า
“เจ้าอยากปลอบโยนข้า มาชวนข้าคุย ก็แค่หาเรื่องคุยเรื่อยเปื่อย” เหวินอวู่ซวงยิ้มและพูดอย่างเล่นแง่
“ดูท่าท่านจะไม่เป็นอะไรแล้ว” จู่ๆ เซินหมิ่นก็รู้สึกว่าตัวเองยุ่งไม่เข้าเรื่อง “ในเมื่อท่านไม่เป็นอะไรแล้ งั้นข้าไปล่ะ หนาวจะตายอยู่แล้ว”
พูดจบ นางก็จะลุกขึ้น
แต่เหวินอวู่ซวงตาไวมือเร็ว จับข้อมือของนางไว้ ดึงให้นางนั่งลง “แม่นางเซิน เจ้าชอบข้าไหม?”
จบตอน
Comments
Post a Comment