ตอนที่ 321: รอข้าไปสู่ขอที่บ้าน
เจ้าชอบข้าไหม?!
ความตรงไปตรงมาของเหวินอวู่ซวงทำเซินหมิ่นตกใจ นางจ้องมองเขาเขม็ง โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน นางจึงสามารถปรับสีหน้าตัวเองได้ตามอำเภอใจ
การเปลี่ยนสีหน้าของนาง ก็เหมือนกับสายลมที่พัดผ่านข้างกายที่ผ่านไปเร็วมาก
เริ่มจากตกตะลึงไปสู่ความสงสัย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความลังเล อยากพูดแต่ก็หยุดชะงักไป อยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก นางอ้าปากหลายครั้งแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
“แม่นางเซิน เจ้าใกล้ถึงวัยปักปิ่นแล้วใช่หรือไม่ ข้าไปสู่ขอเจ้าได้ไหม?” เหวินอวู่ซวงพูดขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ตรงไปตรงมากว่าครั้งก่อน ตรงจนถึงขั้นขอแต่งงานเลยทีเดียว
ราวกับฟ้าดินจะรู้ว่าบทสนทนาของพวกเขานั้นน่าตกใจเพียงใด เมื่อเหวินอวู่ซวงพูดจบ โคมไฟเพียงดวงเดียวข้างกายของพวกเขาก็ถูกลมพัดดับ
ทันทีที่ทั้งสองคนเข้าสู่ความมืดมิดของคืนหน้าหนาวในชั่วพริบตา
เซินหมิ่นถอนหายใจโล่งอก
ดีจริงๆที่แสงดับไป นางจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะถูกเขาเห็นสีหน้าน้อยๆของนาง
นางพยายามดึงมือของนางที่ถูกเขาจับออก และกระแอมไอ
ก่อนพูดว่า “นายน้อยลา ท่านอยากใช้การแต่งงานมอบสินสอดให้ข้า มาช่วยพี่หญิงจู้ให้ได้ครอบครองจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้และส่วนแบ่งการค้าของร้านปักผ้าตระกูลเหวิน ความเสียสละนี้จะใหญ่เกินไปกระมัง?”
ติดตามอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงมานานวันเข้า การคิดพิจารณาของเซินหมิ่นจึงมักจะเริ่มต้นจากธุรกิจเสมอ
เมื่อมองจากมุมมองทางธุรกิจแล้ว มีความเป็นไปได้ที่เหวินอวู่ซวงจะมีเป้าหมายเช่นนี้
นางแสร้งทำเป็นสงบ ยังถือโอกาสหยอกล้อเขา เพื่อปกปิดความตื่นตระหนกภายในใจของตัวเอง
เขาเก่งเรื่องอ่านใจคนที่สุด หากเรื่องแค่นี้ยังดูไม่ออก เช่นนั้นเขาก็เกิดมาเสียเปล่าแล้ว
“แม่นางเซิน โปรดอดทนรอข้าสักหน่อยนะ ไม่นานข้าจะไปสู่ขอเจ้าที่บ้าน” เหวินอวู่ซวงทิ้งประโยคประหลาดๆไว้ แล้วลุกขึ้นยืนและเดินออกไปก่อน
ในคำพูดหยอกล้อของนางเมื่อครู่ นางรู้สึกเพียงว่าเขาเสียสละมากเกินไป กลับไม่มีซักประโยคที่พูดถึงตัวเองว่าต้องเสียสละหรือไม่ หรือไม่เต็มใจหรือเปล่า
เมื่อพิจารณาจากสิ่งนี้แล้ว ในความคิดความเข้าใจของนางคือยอมรับเขา
เซินหมิ่นกล้ารักกล้าเกลียด ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ถึงแม้นางจะมีนิสัยใจร้อน แต่สำหรับเรื่องการแต่งงาน นางก็มีความรู้สึกเฉกเช่นเด็กผู้หญิงในยุคนี้ควรมี
ยามถึงวัยปักปิ่น เมื่อถึงเวลาหารือเรื่องแต่งงาน นางก็ได้เตรียมใจไว้นานแล้ว
เมื่อเทียบกับการแต่งงานกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าตาสักครั้ง การแต่งงานกับคนที่นางคุ้นเคยและไม่รังเกียจจะยังดีเสียกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนี้ยังจะสนับสนุนให้นางอยู่ที่นี่ต่อไปด้วย
ทำไมนางจะไม่ยินดีที่จะทำล่ะ?
ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เหวินอวู่ซวงพูดเรื่องสู่ขอกับนาง นางจึงเรียกเซินถาน และเซินเซี่ยวกลับบ้านในตัวเมืองพร้อมกับนาง
แจ้งข่าวต่อหน้าพ่อแม่และพี่ชายทั้งสี่คน
“อะไรนะ?!”
เซินถาน เซินเซี่ยว เซินเฟิงและเซินเซิงต่างร้องออกมาด้วยความตกใจไม่อยากจะเชื่อ
จากนั้นก็ผลัดกันด่าเหวินอวู่ซวงคนนั้นว่าไม่มีค่าแม้แต่สตางค์แดงเดียว
“เจ้าหมายถึงคุณชายอ่อนแอคนนั้นหรือ? เขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้กล้ามาสู่ขอน้องสาวข้า?!”
“เจ้ายังไม่ทันถึงวัยปักปิ่นก็ถูกเขาจับจ้องคำนึงถึงแล้ว เขาต้องไม่ใช่คนดีอะไรแน่นอน หมิ่นเอ๋อร์จะตกหลุมพรางเขาไม่ได้เชียวนะ”
“พี่ใหญ่ พี่รอง เหวินอวู่ซวงคนนี้เป็นใครกัน?”
“เจ้าไม่ต้องสนใจว่าเขาเป็นใคร สรุปก็คือ มันเป็นหมูตัวหนึ่ง อยากมากินผักกาดขาวหนึ่งเดียวของตระกูลเซินของเรา!”
สี่พี่น้องผลัดกันพูดคนละประโยค เซินหมิ่นและพ่อแม่เซินที่อยู่ข้างๆ แทบจะไม่มีโอกาสได้พูดแทรกเลย ทั้งสามคนจึงหันหลังไปคุยกันเงียบๆ
“หมิ่นเอ๋อร์ แม่รู้สึกว่าคุณชายเหวินเป็นคนดีใช้ได้ หากเขาจริงใจอยากสู่ขอ เจ้าก็แต่งเถอะ” ฮูหยินเซินแนะนำด้วยความยินดี
นางเคยไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และบ้านเฟิ่งหวงหลายครั้ง เคยเจอเหวินอวู่ซวงคนนั้น
ภาพความประทับใจแรกของนางที่มีต่อเหวินอวู่ซวงค่อนข้างดี
เขาหน้าตาดี นิสัยดี ถึงแม้จะเป็นคุณชาย แต่ก็เรียบง่ายทำงานเก่ง ไม่วางท่าเหมือนคุณชายสักนิด
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตระกูลเหวินใสสะอาด เหวินอวู่ซวงคือลูกชายคนเดียวในบ้าน วันหลังจะไม่มีเรื่องกลุ้มใจอย่างเรื่องแย่งสมบัติให้ปวดหัว เหมาะกับลูกสาวบ้านพวกเขาที่สุด
“ข้าตามใจท่านพ่อท่านแม่” เซินหมิ่นทำหน้าจริงจังและเชื่อฟัง
นางไม่ได้แสร้งทำเป็นเด็กดีเชื่อฟัง แต่คิดอย่างนั้นจริงๆ หรือบางทีอาจเป็นเพราะนางยังไม่เข้าใจเรื่องระหว่างชายหญิงดีนัก
เพียงแต่เห็นว่าคนข้างกายเปลี่ยนสถานะมาอยู่เคียงข้างนางเท่านั้น ไปมาหาสู่กันระหว่างผู้ดูแลเหมือนเดิม
“งั้นก็ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม่จะเตรียมสินเดิมให้เจ้า!”
พ่อแม่เซินจมอยู่ในความดีใจที่ลูกสาวจะได้แต่งงาน ไม่สนใจท่าทีของลูกชายทั้งสี่คนว่าเป็นอย่างไร
พอเห็นแบบนั้น สี่พี่น้องตระกูลเซินก็โกรธจนตาแข็งกร้าว
“พี่ใหญ่ ไป พวกเราไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ไปจับไอ้คนไม่กลัวตายคนนั้นมาสอบสวนให้รู้เรื่อง!” สี่พี่น้องตระกูลเซินลุกพรวดจะออกบ้านไป
แต่โชคร้าย เหวินอวู่ซวงลางานไปแล้ว
“เขากลับไปแล้วหรือ?” เซินถานกัดฟันด้วยความแค้นใจ เสียใจที่ตัวเองมาช้าไปหนึ่งก้าว “งั้นเขาจะกลับมาเมื่อไร?”
จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจว่าสี่พี่น้องตระกูลเซินเป็นอะไรไป ทำท่าเหมือนจะมาคิดบัญชีกับเหวินอวู่ซวง หรือว่าเหวินอวู่ซวงไปทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจ?
“หัวหน้าเหวินลางานห้าวัน ก่อนปีใหม่ต้องกลับมาเข้าร่วมการประชุมใหญ่สิ้นปีแน่นอน” นางบอกตามตรง
“แล้วเซินหมิ่นล่ะ? เถ้าแก่ทุกท่านมากันครบแล้ว พวกเราใกล้จะเริ่มประชุมแล้ว”
ที่ผ่านมาเหวินอวู่ซวงดูแลแค่เรื่องบ้านเฟิ่งหวง ส่วนเรื่องของตัวแทนจำหน่ายต้องการแค่เซินหมิ่นไปรับผิดชอบร่วมกับนางก็พอ
การประชุมเลื่อนมาหลายวันแล้ว ต้องรีบจัดการ เพื่อให้เถ้าแก่ทุกท่านยังสามารถกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ได้
“พี่หญิงจู้ ข้าอยู่นี้”
จู้เจียงเจียงเพิ่งพูดจบ เสียงของเซินหมิ่นก็ดังขึ้นพร้อมเสียงเกือกม้า “พี่ใหญ่ ทำไมพวกพี่ไม่รอข้าก็มากันเอง”
“เหอะ! ในสายตาเจ้ายังมีพี่ชายอย่างพวกเราอยู่หรือ?”
เซินถานพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง สะบัดแขนเสื้อหมุนตัวกลับสถานศึกษาไป
อีกสามคนต่างก็แยกย้ายกันไป เพียงอย่างเดียวที่พวกเขามีเหมือนกันก็คือ ก่อนจากไป พวกเขาทั้งหมดถลึงตาให้เซินหมิ่นด้วยสายตาโกรธเคือง เหมือนนางทำเรื่องอะไรให้พวกเขาไม่พอใจอย่างไรอย่างนั้น
จู้เจียงเจียงมองตามหลังพวกเขาไปด้วยความไม่เข้าใจ “เซินหมิ่น พวกพี่ชายเจ้าเป็นอะไรไป?”
เซินหมิ่นทำหน้าไม่รู้เรื่อง “พวกเขาได้ยินว่าข้าจะแต่งงานแล้ว กำลังโกรธข้าอยู่”
“เจ้าจะแต่งงานแล้ว?!”
จู้เจียงเจียงเสียงสูง ตกใจจนจนปากอ้าค้าง “เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไร? ทำไมข้าไม่รู้เลย ? อีกฝ่ายเป็นใคร? ข้ารู้จักไหม?”
นางพรั่งพรูคำถามออกมาเป็นพรวน แสดงให้เห็นว่านางตกตะลึงมากแค่ไหน
“เรื่องเกิดเมื่อคืน หัวหน้าเหวินบอกจะมาสู่ขอข้า ข้าก็เลยไปบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อท่านแม่แล้ว” เซินหมิ่นยังคงทำหน้าไร้เดียงสา
นางไม่เข้าใจ ทำไมคนรอบข้างหลังได้ยินเรื่องนี้ถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้
ผิดหรือที่นางจะแต่งงาน?
บิดามารดาและพวกพี่ชายนางต่างก็พร่ำบอกข้างหูนางตั้งแต่เด็กจนโต ว่าอนาคตนางแต่งงานแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นนางจึงคิดว่าพวกเขาควรต้องดีใจมากถึงจะถูก
แต่ทำไมตอนถึงเวลาจริงๆ พวกเขาถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้?
“หัวหน้าเหวิน? เหวินอวู่ซวง!”
การรับรู้นี้ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง
แต่ว่าไม่นานนางก็ยอมรับเรื่องนี้ได้
ก็จริงอย่างที่คิด สายตาที่เหวินอวู่ซวงมองเซินหมิ่น นางมองออกว่าในนั้นมีความพิเศษซ่อนอยู่ นางเตรียมใจไว้นานแล้ว
เพียงแต่คิดไม่ถึง เหวินอวู่ซวงที่ดูแล้วสุภาพอ่อนแอ เมื่อลงมือแล้วจะตรงไปตรงมาแบบนี้
มันก็เหมือนกับวิธีการทำงานของเขา พูดว่าจะทำก็ลงมือทำ ไม่หาเหตุผล
“มิน่า วันนี้เขาถึงแจ้งลางานกับข้า บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องกลับบ้าน ดูท่าแล้วคงเป็นเรื่องของเจ้าแน่ๆ” จู้เจียงเจียงส่ายหน้าพูดยิ้มๆ
“หัวหน้าเหวินกลับบ้านแล้วหรือ?” เซินหมิ่นไม่รู้เรื่องนี้
“ไม่ต้องเป็นห่วง หัวหน้าเหวินแค่ลางานห้าวัน ภายในห้าวันนี้พวกเราต้องติดต่อกับเถ้าแก่ทั้งหลาย เจ้าไม่มีเวลาว่างไปคิดถึงเขาหรอก” จู้เจียงเจียงขยิบตาให้นางด้วยท่าทีหยอกล้ออย่างชัดเจน
ครั้งนี้ใบหน้าของเซินหมิ่นแดงก่ำ “ใครจะไปคิดถึงเขา”
ตอนที่ 322: ประชุมใหญ่สิ้นปี
ใกล้ถึงวันสิ้นปี
ปีนี้เป็นปีที่ธุรกิจของจู้เจียงเจียงเบ่งบานเต็มที่ถึงขั้นพุ่งพรวดพราด นอกจากนี้ยังเป็นปีที่สำคัญที่สุดสำหรับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมืองในราชวงศ์ต้าหลี่
ก่อนจะถึงวันสิ้นปี นางต้องสรุปยอดรวมทั้งหมดของปีนี้
ผู้ที่เริ่มสรุปยอดก่อนก็เป็นพันธมิตรแต่ละพื้นที่ใหญ่ รวมไปถึงสถานการณ์ทางธุรกิจของพวกเขาในปีนี้
ในห้องประชุมใหญ่ของบ้านเฟิ่งหวง เซินหมิ่นได้เตรียมเรื่องต่างๆในการประชุมแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยไหม?”
ท้องของจู้เจียงเจียงไม่ได้เด่นชัด นางกอดสมุดบัญชีส่วนตัวของตัวเองเข้ามาพร้อมกับทักทายกับเซินหมิ่น
“เตรียมเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ เชิญเถ้าแก่ทุกท่านเข้ามาได้เลย” เซินหมิ่นแจกบัญชีสรุปของปีนี้ให้ทุกที่นั่ง เพื่อให้พวกเขารู้สถานการณ์พื้นฐานของปีนี้
จู้เจียงเจียงนั่งลงในตำแหน่งแถวหน้า “งั้นก็เชิญเถ้าแก่ทุกท่านเข้ามาเถอะ”
เถ้าแก่ใหญ่แต่ละแห่งที่มาเข้าร่วมการประชุม ได้มานั่งรออยู่ที่พื้นที่พักผ่อนด้านนอกนานแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงบอกว่าจะเริ่มเปิดประชุม ทุกคนจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในห้องประชุมตามลำดับ
“เถ้าแก่จู้จัดได้ไม่เลวเลย”
“เถ้าแก่จู้ ไม่เจอกันนาน ได้ยินว่าท่านตั้งครรภ์แล้ว? ยินดีด้วยนะ...”
เถ้าแก่ทุกคนที่เข้ามาในห้องประชุมต่างเห็นว่าบนโต๊ะแต่ละที่นั่งมีการจัดเตรียมจานผลไม้ ของว่าง ชาร้อน ยังมีพู่กันและกระดาษไว้ให้ บนกำแพงยังแขวนกระดาษภาพที่พวกเขาอ่านแล้วไม่เข้าใจเอาไว้ด้วย
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างจริงใจ และทำให้พวกเขารู้สึกว่าการประชุมครั้งนี้ยิ่งใหญ่และจริงจัง
ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ร่วมงานกับจู้เจียงเจียง เถ้าแก่ที่นั่งอยู่ทุกคนต่างทำกำไรได้ทั้งหมด
ดังนั้นตอนเซินหมิ่นแจ้งพวกเขาให้มาร่วมการประชุม พวกเขาจึงกระตือรือร้นและมาด้วยความยินดี
หลังจากมาแล้วและเห็นการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง พวกเขายิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า การหาเงินไปพร้อมกับจู้เจียงเจียงนั้นไม่ผิดแน่
“พี่หญิงจู้ ทุกคนมากันครบแล้ว”
เซินหมิ่นนั่งอยู่ข้างตัวจู้เจียงเจียง ตรงหน้านางเตรียมพู่กันและกระดาษไว้พร้อม รอจดบันทึกและช่วยจู้เจียงเจียงประชุมในฐานะผู้ช่วย
“ดี” จู้เจียงเจียงตอบรับเสียงเบา
จากนั้นก็มองไปยังเถ้าแก่ทุกคนที่นั่งอยู่ ยิ้มและพูดว่า “ทุกท่าน หนึ่งปีแล้ว ยินดีต้อนรับทุกท่านกลับมายังหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง วันนี้พวกเราจะสรุปยอดสถานการณ์จัดจำหน่ายของปีนี้...”
หลังจากนางทักทายเถ้าแก่ใหญ่ทุกคนอย่างเรียบง่ายก็พูดตรงเข้าประเด็น เริ่มสรุปยอดสถานการณ์การซื้อขายของปีนี้
จู้เจียงเจียงลุกขึ้นยืน ในตำแหน่งด้านหลังของนางมีเสาไม้ไผ่คล้ายราวตากผ้าวางอยู่ ด้านบนไม่ได้แขวนเสื้อผ้าแต่เป็นรายงาน
พลิกเปิดแผ่นที่หนึ่ง ด้านบนนั้นปรากฏแกนกราฟ มีเส้นสายหลายเส้นที่มีสีสันต่างกัน
ทุกเส้นล้วนพุ่งขึ้นไป
“ทุกท่านเชิญดู นี่ก็คือผลรวมปริมาณสินค้าทุกรายการในปีนี้ที่ออกจากมือข้า ผลรวมมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกเดือน อีกด้านหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ความต้องการของตลาดก็กำลังพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน”
จู้เจียงเจียงเริ่มต้นอธิบายโดยใช้ปริมาณสินค้าที่ออกจากตัวเองเป็นหลัก
ด้านเถ้าแก่ทุกคนนั่งฟังอยู่เงียบๆ พวกเขารู้ว่าจู้เจียงเจียงถนัดการใช้ข้อมูลมาสนับสนุนการพูด แต่รูปภาพพวกนี้พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ในหนังสือที่พวกเขาได้รับก่อนหน้านี้ ตัวเลขข้อมูลที่นางให้ล้วนเป็นอักษรและตัวเลขที่อ่านง่าย ตอนนั้นพวกเขาดูรู้เรื่อง
ตอนนี้นางเลื่อนระดับขึ้นแล้ว ใช้เส้นสายมาพูดข้อมูล จะให้พวกเขาดูรู้เรื่องได้อย่างไร?
“เถ้าแก่จู้ เรียนถาม...”
เถ้าแก่คนหนึ่งยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกคนที่บุกเข้ามาในห้องประชุมขัดจังหวะ
คนที่เข้ามาคือหนานเฟิงเฉียนและสวี่กู้
พวกเขาสองคนตื่นมาตอนเช้า พบว่าเถ้าแก่ทุกท่านในหมินซู่ไม่อยู่ เมื่อสืบถึงรู้ว่าจู้เจียงเจียงเปิดประชุมที่นี่ ทั้งสองจึงรีบขี่ม้ามา
“เริ่มแล้วหรือ? พวกเรามาสาย? แม่นางจู้ ทำไมเจ้าเปิดประชุมไม่เรียกพวกเรา!” สวี่กู้เข้ามาถึงก็บ่นยาวเป็นพรวน
หนานเฟิงเฉียนกลับไม่พูดอะไร แต่เดินตรงไปด้านหลังหาที่ว่างหนึ่งแล้วนั่งลง
“พวกท่านมาได้อย่างไร?” จู้เจียงเจียงอยากถามพวกเขามากกว่าอีก
การประชุมนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขามาทำอะไร?
“พวกเรามาเรียนรู้อย่างไรล่ะ”
สวี่กู้แสดงท่าทีสมเหตุสมผลเดินไปถึงข้างตัวหนานเฟิงเฉียน แล้วลากเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งลง “แม่นางจู้เชิญพูดต่อ ก็ถือว่าพวกเราไม่อยู่”
สองทายาทของราชวงศ์นี้ช่างขยันเรียนรู้จริงๆ
เพื่อที่วันหนึ่งหลังจากตัวเองขึ้นครองราชย์ จะได้มีความสามารถและการจัดการเงินทองในการปกครองแว่นแคว้น พวกเขานับว่าไม่อายที่จะถาม สาบานว่าต้องเรียนรู้ธุรกิจของจู้เจียงเจียงเป็นแล้วถึงจะยอมหยุด
ก้าวที่หนึ่งของการเรียนรู้ ก็คือเรียนรู้ว่านางใช้ตัวเลขข้อมูลขนาดใหญ่อย่างไร
“แม่นางจู้ รูปบนรายงานนั้นคืออะไร?” สวี่กู้ยิ้มถามอย่างเอาใจ
เวลานี้ เขาต้องพยายามไม่ยั่วโมโหจู้เจียงเจียง ไม่ให้นางมีโอกาสจับเขาไล่ออกไป
“นั่นสิ เถ้าแก่จู้ พวกเราก็อยากจะถาม” พวกเถ้าแก่คนอื่นๆก็พูดคล้อยตาม
พวกเขาอยากรู้และอยากเรียนรู้มากๆ
จู้เจียงเจียงเห็นทุกคนสนอกสนใจ จนการประชุมกลายเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ขึ้นมา นางไม่มีเวลามาสนใจหนานเฟิงเฉียนและสวี่กู้แล้ว เริ่มพูดอธิบายให้พวกเขาฟังแทน
“นี่เรียกว่าแกนพิกัด เส้นลูกศรแนวนอนคือเวลา เส้นลูกศรแนวตั้งคือปริมาณสินค้าที่ส่งออก ในแกนนี้มีทั้งหมดสิบสองจุด แทนปริมาณสินค้าที่ส่งออกในสิบสองเดือนของปีนี้”
จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึงเลยว่าเปิดประชุมใหญ่สิ้นปีกลับยังต้องมาสอนคณิตศาสตร์
ลำบากไปหน่อยแต่ก็คุ้มค่า เพราะเมื่อพวกเขาเรียนรู้วิธีการดูกราฟเป็นแล้ว ต่อไปพวกเขาก็จะเข้าใจข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ที่แสดงบนกราฟได้
“อ๋อ ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง...”
“ว้าว...หลังดูรู้เรื่องแล้ว ภาพนี้แค่ดูก็เข้าใจแล้ว ดีจริงๆ!”
จู้เจียงเจียงหยิบยกข้อมูลกราฟหลายใบ หลังอธิบายให้พวกเขาฟังโดยละเอียด ทุกคนก็ค่อยๆดูรู้เรื่องขึ้นแล้ว
หลังจากดูรู้เรื่อง ทุกคนอดที่จะสูดปากชมไม่ได้ “ที่แท้ทำธุรกิจยังทำแบบนี้ได้ วิเศษมาก”
“ดังนั้นแม่นางจู้ถึงหาเงินก้อนโตได้ สิ่งที่นางเห็นกับสิ่งที่พวกเราเห็นมันแตกต่างกันจริงๆ”
เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่ทุกคนรู้สึกนับถือชื่นชมต่อจู้เจียงเจียงจนอยากก้มตัวลงกราบ จนลืมไปแล้วว่านางอายุน้อยกว่าพวกเขาและเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง
ในสายตาของพวกเขา ความสามารถของนางเหนือกว่าพวกเขามาก
ทำธุรกิจกับนาง ได้เรียนรู้มากมาย
“ทุกท่านชมเกินไปแล้ว”
จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างถ่อมตัวจากนั้นพลิกรายงานหน้าต่อไป “ต่อไปพวกเรามาดูปริมาณจัดจำหน่ายใบชานี้อย่างละเอียดกันเถิด”
พูดถึงใบชา พวกเถ้าแก่ที่เป็นตัวแทนขายชาก็สนใจเป็นพิเศษ จ้องรูปบนกระดาษอย่างไม่ละสายตา
รูปใบนี้แตกต่างจากรูปใบเมื่อครู่ เส้นไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่มีทั้งสูงและต่ำ
“เถ้าแก่จู้ ทำไมรูปใบนี้ดูแตกต่างอีกแล้ว?”
“เพราะว่าหน่วยของแกนเกิดการเปลี่ยนแปลง เส้นแนวนอนหมายถึงแต่ละพื้นที่ไม่ใช่เวลา” จู้เจียงเจียงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างใจเย็นอีกครั้ง
ทุกคนเข้าใจขึ้นโดยฉับพลัน
“ไม่มีใครแก่เกินเรียนจริงๆ” ร้านใบชาของเมืองซูหลี่ หวงเจวี้ยนชี้บนตารางแล้วพูดว่า “ใบชาในซูหลี่ขายได้ไม่เลว สูงเป็นอันดับสอง”
“เถ้าแก่หวงฉลาดหลักแหลม ดูเข้าใจแล้ว” จู้เจียงเจียงมองหวงเจวี้ยนด้วยสายตาชื่นชม
“เป็นความจริง ปริมาณการขายใบชาปีนี้ของซูหลี่เป็นรองเพียงหลี่จิง ภายใต้สถานการณ์แบบนี้สามารถได้อันดับสอง ล้วนเป็นความดีของเถ้าแก่หวง”
ตลาดของหลี่จิงนั้นใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ
ในเมื่ออันดับหนึ่งยากที่จะแย่งชิงได้ การได้อันดับสองจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับเมืองเล็กๆอย่างซูหลี่ หากนี่ไม่ใช่ความดีของเถ้าแก่หวงแล้วจะเรียกว่าอะไร?
“ถ้าเช่นนั้น ยังต้องขอให้เถ้าแก่หวงสั่งสอน ทำอย่างไรถึงขายใบชาได้เยอะแบบนี้?” เถ้าแก่คนอื่นๆ พูดอยู่ก็เริ่มขอความรู้จากหวงเจวี้ยน
จู้เจียงเจียงไม่ได้ตัดบทพวกเขา แต่ให้พวกเขาแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
นี่คือจุดประสงค์หลักของการจัดการประชุมครั้งนี้
ตอนที่ 323: เรื่องจิปาถะมากมายสิ้นปี
การประชุมใหญ่สิ้นปีจัดต่อเนื่องกันถึงสามวันเต็ม
จู้เจียงเจียงยึดตามเวลาการทำงานสี่ชั่วยามทุกวันมาดำเนินการประชุม ให้เวลาเถ้าแก่ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและไปทำความเข้าใจเนื้อหาในทุกๆวัน
ในวันแรก เพราะทุกคนยังดูตารางรายงานไม่เข้าใจ การประชุมจึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
แต่ในวันที่สองและสาม หลังจากที่ทุกคนคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงานของจู้เจียงเจียงแล้ว การประชุมก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก
หลังจบการประชุมในทุกๆวัน ตอนเย็นในหมินซู่ เหล่าเถ้าแก่ใหญ่ทุกคนมักจะมารวมตัวกันศึกษาเคล็ดในการค้าขายของแต่ละคนด้วยกันเป็นประจำ
พวกเขาล้วนเป็นตัวแทนของแต่ละพื้นที่ ทุกพื้นที่จำกัดร้านตัวแทนแค่ร้านเดียว ไม่เกิดการแข่งขัน ทุกคนจึงเข้ากันได้ดีอย่างเป็นธรรมชาติ
“พี่หญิงจู้ ของขวัญปีใหม่สำหรับให้เถ้าแก่ทุกคนข้าสั่งลงไปแล้ว พรุ่งนี้ทุกหมู่บ้านก็จะส่งสินค้าสดใหม่ที่สุดมา พี่สบายใจได้”
การประชุมใหญ่สิ้นปีเสร็จสิ้นแล้ว พรุ่งนี้เถ้าแก่ใหญ่ทุกคนก็จะทยอยออกเดินทางกลับบ้านไปฉลองปีใหม่
จู้เจียงเจียงสั่งให้เซินหมิ่นเตรียมของขวัญปีใหม่ให้เถ้าแก่ใหญ่ทุกคนแล้ว แจกให้ทุกคนพร้อมกันพรุ่งนี้
“ลำบากแล้ว”
หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น จู้เจียงเจียงยังคงยุ่งมาก ก้มหน้าจัดเรียงข้อมูลต่างๆนานาของปีนี้
ในที่สุดนางก็เข้าใจ ทำไมคนที่มีตำแหน่งสูงๆในโทรทัศน์ถึงได้ยุ่งวุ่นวายกับงานในห้องทำงานทุกวัน
นั่นเพราะมีเอกสารให้ตรวจสอบและลงนามมากมายนั่นเอง
เฉพาะแค่รายการนี้ในสมุดบัญชีอย่างเดียวก็ทำให้นางปวดหัวแล้ว
“ส่วนของขวัญสิ้นปีของพวกคนงานในโรงงาน บ่อกุ้ง ยังมีบ้านเฟิ่งหวง รอหัวหน้าเหวินกลับมาพรุ่งนี้ พวกเจ้าก็ไปช่วยกันหารือรวบรวมหน่อยแล้วกัน” จู้เจียงเจียงเงยหน้าสั่งอย่างรวดเร็ว
ในช่วงที่ประชุมหลายวันมานี้ คนที่ยุ่งที่สุดไม่มีใครเกินเซินหมิ่นแล้ว
นางต้องเตรียมห้องประชุม จดบันทึก ยังต้องจัดเรียงข้อมูลที่เกี่ยวข้องอีก
ทำงานยุ่งจนดึกดื่นทุกวัน กลับบ้านหัวถึงหมอนก็หลับ เกือบลืมเหวินอวู่ซวงไปแล้ว
เอ่ยถึงเขาอีกครั้ง นางถึงเพิ่งนึกถึงเขาขึ้นมาได้
“พี่หญิงจู้ ให้ข้าแจ้งพี่ใหญ่กับพี่รองตระกูลโจวมาสักเที่ยวไหม?” เซินหมิ่นถาม
“ตระกูลโจวหรือ?” จู้เจียงเจียงงงงวยไปชั่วขณะ “เจ้าพูดถึงโจวสือและโจวเซี่ยนหรือ? เรียกพวกเขามาทำอะไร?”
“หัวหน้าเหวินกลับมาแล้ว ที่ดินของจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้ก็จะได้มาไว้ในมือแล้ว พวกเราไม่รีบสร้างโรงงานหรือเจ้าคะ?” เซินหมิ่นถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
เหวินอวู่ซวงกลับไปครั้งนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาที่ดินของจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้ เขากลับมา ก็แสดงให้เห็นว่าเขาได้ที่ดินมาแล้วแน่นอน
แต่แนวความคิดนี้ จู้เจียงเจียงยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร “ทำไมหัวหน้าเหวินกลับมา ก็จะได้ที่ดินผืนนั้นมาไว้ในมือล่ะ?”
ระหว่างสองเรื่องนี้ มีความเชื่อมโยงอะไรอยู่?
เซินหมิ่นเอียงหน้า ทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “เพราะหัวหน้าเหวินบอกว่า จะใช้ที่ดินผืนนั้นเป็นสินสอดให้ข้า งั้นก็เป็นธรรมดาที่ข้าจะเอาที่ผืนนั้นให้พี่หญิงจู้ได้ใช้น่ะสิเจ้าคะ”
ที่แท้ตรงกลางยังมีคำพูดแบบนี้อยู่นี่เอง
จู้เจียงเจียงถึงกับเข้าใจขึ้นมา และพูดติดตลกขึ้นมาว่า “พวกเจ้าคงไม่ได้เพราะจะช่วยข้าให้ได้ที่ดินผืนนั้นมา ดังนั้นถึงแต่งงานกันใช่ไหม?”
เซินหมิ่นตอบ “ถูกต้อง”
จู้เจียงเจียง “...”
พู่กันในมือของจู้เจียงเจียงตกบนโต๊ะ อ้าปากค้างมองเซินหมิ่นนิ่งๆ
เด็กคนนี้สมองฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ คิดไม่ถึงว่าจะเสียสละเรื่องการแต่งงานของตัวเองมาช่วยให้นางได้ที่ดิน?!
“เซินหมิ่น จะ…เจ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงตกใจจนพูดติดอ่าง รีบลุกขึ้นจับแขนของเซินหมิ่นไว้ “ทำเรื่องโง่แบบนี้ไม่ได้นะ!”
นางเครียดมาก แต่ตัวเซินหมิ่นเองกลับไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ “พี่หญิงจู้ พี่พูดอะไร ข้ากับหัวหน้าเหวิน ทั้งสองฝ่ายต่างยินยอม”
“จริงหรือ?”
“จริงสิเจ้าคะ!”
จู้เจียงเจียงถอนหายใจโล่งอก ลูบหน้าอกของตัวเอง “ทำเอาข้าตกอกตกใจหมด ข้านึกว่าพวกเจ้าแอบทำเรื่องเสียสละตัวเองลับหลังข้า”
เซินหมิ่นปิดปากหัวเราะ “พี่หญิงจู้คิดอะไรอยู่ ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก”
“อาจเพราะมีลูกแล้วกระมัง” หายากที่จู้เจียงเจียงจะยอมจำนนต่อหน้าเซินหมิ่น “จริงด้วย พูดถึงคลอดลูก อาจารย์หมิงใกล้จะคลอดแล้วใช่ไหม?”
เมื่อครึ่งเดือนก่อน หมิงเหยาก็ขอลา พักผ่อนอยู่ในบ้านเฟิ่งหวงรอคลอดลูก
นางและจูชิงหรานแต่งงานต้นปี หลังแต่งงานหนึ่งเดือนก็ตั้งครรภ์ ตอนนี้สิ้นปีแล้ว ใกล้จะคลอดแล้ว ไม่รู้ว่านางเตรียมตัวเป็นอย่างไรบ้าง
“เอาแบบนี้ อีกเดี๋ยวตอนกลับไป เจ้าไปโรงงานฝ้ายสักเที่ยว ทำชุดเด็กด้วยฝ้ายแท้สองสามชุดให้อาจารย์หมิง ยังมีผ้าห่ม เสื้อนวมก็ทำให้นางด้วยสักสองสามชุด เพิ่มความหนาหน่อย แม่และเด็กที่เพิ่งคลอดขี้หนาว” จู้เจียงเจียงสั่งงาน
ตอนนี้ถึงช่วงที่หนาวที่สุดของปีแล้ว อากาศก็ครึ้มๆ มีทั้งน้ำค้างแข็งและฝนตก นางกลัวผ้าห่มของหมิงเหยาจะไม่อบอุ่นพอ
หลังจากทำงานยุ่งเหยิงมาหลายวัน เซินหมิ่นก็ได้สัมผัสถึงความวุ่นวายและเรื่องยิบย่อยในช่วงสิ้นปีอย่างแท้จริง
ทุกครั้งเมื่อถึงตอนสิ้นปี เรื่องจะมีเยอะมากเป็นพิเศษ
ไม่เพียงต้องสรุปผลที่ผ่านมา วางแผนอนาคต ยังต้องจัดการเรื่องในปัจจุบันอีกด้วย
ธุรกิจในมือจู้เจียงเจียงมีเยอะ เถ้าแก่ที่ไปมาหาสู่ หัวหน้าหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน คนงานและเพื่อนบ้านต้องจัดการให้เหมาะสม นางติดตามอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงจึงได้เรียนรู้มากมาย
บ้านเฟิ่งหวง
เซินหมิ่นใช้รถนำเสื้อผ้าและชุดเครื่องนอนที่ทำเสร็จไปส่งด้วยตัวเองถึงตระกูลจู ตามคำสั่งของจู้เจียงเจียง
วันนี้จูชิงหรานหยุดพักงาน จูลิ่น หมิงฮูหยิน และฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก็อยู่ด้วย
จูลิ่นมาพักที่นี่ชั่วคราว เพราะลูกสะใภ้ใกล้จะคลอดแล้ว ด้านหมิงฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก็ซื้อบ้านที่นี่แล้ว ดังนั้นจึงมาดูแลหมิงเหยาทุกวัน
พ่อลูกตระกูลจูเป็นผู้ชาย แม้จะมีสาวใช้และคนรับใช้ แต่ก็ดูแลใส่ใจไม่สู้คนในครอบครัว ดังนั้นพวกนางจึงอยู่ที่นี่ระยะยาว มาอยู่ที่บ้านตระกูลจูทุกวัน
“อาจารย์จู อาจารย์หมิง”
เซินหมิ่นยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ทักทายคนในบ้าน ก่อนจะเดินเข้าไป
ภายในบ้าน คนตระกูลจูและตระกูลหมิงสองบ้านกำลังดื่มชาพูดคุยกัน เมื่อเห็นเซินหมิ่นเข้ามา สองบ้านก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
“เป็นแม่นางเซินเองที่มา รีบเข้ามาดื่มชาร้อนสักแก้ว วันนี้หนาวเย็นมากจริงๆ” หมิงฮูหยินทักทายอย่างเป็นมิตร
ไม่เพียงเพราะเซินหมิ่นเป็นคนสนิทข้างกายจู้เจียงเจียง แต่เป็นเพราะความสามารถของนางเองด้วย
สาวน้อยคนหนึ่งที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น สามารถทำงานตั้งแต่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปจนถึงสถานศึกษา ลงไปถึงการทำงานในไร่นา จัดการได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ทั้งยังเข้ากันได้ดีกับทุกคนทุกฝ่าย
คนที่จิตใจงดงามและละเอียดอ่อน หมิงฮูหยินชื่นชอบมากๆ
คนตระกูลหมิงถึงขนาดคิดไว้ จะสู่ขอเซินหมิ่นให้หมิงจี่ แต่เขาไม่ยอม พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้
“ใต้เท้าจู หมิงฮูหยิน อีกเดี๋ยวข้ายังมีธุระจะต้องไปแล้ว”
เซินหมิ่นยืนอยู่ไม่ขยับ ยกมือส่งสัญญาณให้ด้านนอก ทันใดนั้นก็มีพวกป้าๆในโรงงานสองสามคนอุ้มของเข้ามา
“พี่หญิงจู้ของเราสั่งให้ส่งเสื้อผ้าและชุดเครื่องนอนมาให้อาจารย์หมิงเป็นพิเศษ เป็นฝ้ายแท้เพิ่มความหนา หลายวันนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว หวังว่าอาจารย์หมิงจะอบอุ่นไม่หนาว”
พวกเสื้อผ้าและชุดเครื่องนอนใหม่แต่ละชิ้นเพิ่มฝ้ายเข้าไปหนึ่งเท่าตัว พองตัวแต่อ่อนนุ่มดูแล้วอบอุ่นมาก
หมิงฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเป็นผู้หญิงทั้งคู่ รู้ดีถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ต่อการคลอดของบุตรสาว ทั้งสองรู้สึกซาบซึ้งใจจนตาแดงก่ำทันที
ดึงมือของเซินหมิ่นไว้พลางกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง “แม่นางเซิน ช่วยพวกเราขอบคุณแม่นางจู้ด้วย มีใจแล้ว”
ย้อนนึกถึงความไม่รื่นรมย์ตอนตระกูลหมิงเพิ่งรู้จักจู้เจียงเจียงก่อนหน้านี้ ทั้งสองรู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก
โชคดีที่จู้เจียงเจียงไม่ถือสาความแค้นในอดีต ยังให้โอกาสหมิงเหยาเป็นอาจารย์หญิง ตระกูลหมิงของพวกเขารู้สึกขอบคุณนางด้วยความจริงใจ
ตอนที่ 324: หารือเรื่องงานแต่ง
หลังจากที่เซินหมิ่นออกจากบ้านเฟิ่งหวง นางก็ตามพวกป้าๆในโรงงานกลับที่โรงงานไปพร้อมกัน
พวกนางเตรียมผ้านวมจำนวนหนึ่งแล้วไปหมินซู่ด้วยกันอีกครั้ง
ตอนพวกนางไปบ้านเฟิ่งหวง คนแต่ละหมู่บ้านก็นำผลไม้สดใหม่มาส่งแล้ว และคนงานในโรงเตี๊ยมก็กำลังบรรจุหีบห่ออยู่
นอกจากจู้เจียงเจียง เซินหมิ่นคือคนที่เถ้าแก่ใหญ่ทั้งหลายคุ้นเคยที่สุด ดังนั้นนางจำเป็นต้องรออยู่ที่หมินซู่เพื่อส่งพวกเขากลับด้วยตัวเอง
“แม่นางเซิน หลายวันนี้ขอบคุณมากที่ดูแล พวกเราต้องรีบกลับไปฉลองปีใหม่แล้ว พบกันใหม่ปีหน้า”
ไม่นาน เถ้าแก่จำนวนหนึ่งในหมินซู่ก็รวมกลุ่มกันมาคืนห้อง
เมื่อเห็นเซินหมิ่น พวกเขาก็ทักทายนางทันที
เซินหมิ่นเห็นก็ยกของเดินหน้าไปแจกหนังสือเล่มเล็กคนละหนึ่งเล่มให้พวกเขา
“เถ้าแก่ทุกท่าน นี่คือเนื้อหาสรุปการประชุมเมื่อหลายวันก่อนของพวกเรา ด้านในยังมีตารางรายงานฉบับย่อส่วนด้วย เถ้าแก่ข้าสั่งให้ข้านำมามอบให้ทุกท่าน ให้ได้ศึกษาและพัฒนาไปพร้อมกัน”
หนังสือเล่มนี้ จู้เจียงเจียงได้ไหว้วานหมิงจี่ให้หาคนมาบรรจงวาดตลอดคืน แล้วตีพิมพ์ออกมา
ภายในประกอบด้วยบันทึกการประชุมและยอดรวมหนึ่งปีที่ผ่านมา
จู้เจียงเจียงนำของพวกนี้แจกให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้ศึกษาและเรียนรู้ให้ละเอียด วิเคราะห์ตลาด เข้าใจตลาด และพยายามเพิ่มยอดขายในปีหน้าให้มากขึ้น
ของสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เถ้าแก่ใหญ่ทุกคนต้องการมากที่สุด
เมื่อได้รับมา พวกเขาอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นจนมือสั่น “ขอบคุณเถ้าแก่จู้ ขอบคุณแม่นางเซิน!”
สิ่งนี้ถือว่าเป็นเคล็ดลับธุรกิจของจู้เจียงเจียง นางกลับใจกว้างยอมมอบให้ พวกเขาคิดไม่ถึงจริงๆ
อันที่จริงตัวเลขข้อมูลพวกนี้สำหรับจู้เจียงเจียงแล้วไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก ในชาติก่อนของพวกนี้เป็นสิ่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
คนโบราณก็แบบนี้ พบเห็นน้อยจึงแปลกประหลาดกับเรื่องธรรมดา
“ยังมีพวกนี้” เซินหมิ่นชี้สิ่งของบนโต๊ะ
ในนั้นมีตะกร้าผลไม้ ถุงผ้า ยังมีผ้าห่มที่ผูกเชือกเอาไว้อย่างดี “นี่ก็เป็นสิ่งที่เถ้าแก่ข้าสั่งให้มอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ทุกท่าน หวังว่าเถ้าแก่ทุกท่านจะไม่รังเกียจ”
สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นสินค้าท้องถิ่นพิเศษที่มีเฉพาะหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
“แม่นางเซินล้อเล่นแล้ว พวกข้าขายสิ่งเหล่านี้ จะรังเกียจได้อย่างไร” หวงเจวี้ยนยิ้มแล้วพูด
เขาเดินไปถึงตรงหน้าสิ่งเหล่านั้น ชำเลืองมอง จากนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “นี่เถ้าแก่จู้มีสินค้าใหม่อีกแล้วสินะ แล้วจะหาตัวแทนจำหน่ายอีกหรือไม่?”
เขามองพวกสิ่งของบนโต๊ะ มีเห็ดแห้ง กุ้งแห้งและใบชา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยเห็นแล้ว ยังมีส้มจีน ลูกพลับแห้งและเหล้าแดง ที่พวกเขามาที่นี่ครั้งนี้ถึงพบเห็น
นอกจากนั้น ผ้านวมก็เป็นที่ถูกใจเป็นพิเศษ
หลายวันที่พักอยู่ในหมินซู่ ก็ตรงกับช่วงที่บ้านพักเปลี่ยนผ้าห่มใหม่พอดี เป็นผ้านวมฝ้ายแท้คลุมแล้วสบายตัวมาก พวกเขายังอยากจะขอซื้อ
ใครจะคิด จู้เจียงเจียงจะเอาผ้านวมมาเป็นของขวัญปีใหม่ มอบให้พวกเขานำกลับไป
เรื่องนี้ดีจริงๆ
“หากมีสินค้าใหม่ต้องการหาตัวแทนจำหน่าย เราจะไม่ลืมแจ้งเถ้าแก่ทุกท่านแน่นอน” เซินหมิ่นเลี่ยงคำถามอย่างฉลาด
ส้มจีน ลูกพลับแห้ง เหล้าแดงเหล่านี้สามารถนำไปแปรรูปได้
ขอแค่จู้เจียงเจียงเปิดโรงงานแปรรูป พวกนางสามารถผลิตและจำหน่ายเองได้ ถึงตอนนั้นจะต้องการร้านตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ยังไม่แน่ ดังนั้นเซินหมิ่นจึงไม่กล้าให้คำตอบกับพวกเขาโดยพลการ
“เถ้าแก่ทุกท่าน เดินทางปลอดภัย”
สิ่งของส่งถึงมือแล้ว เซินหมิ่นก็ไม่รั้งพวกเขาไว้
หลังให้คนช่วยพวกเขายกสิ่งของขึ้นรถม้า ก็ยิ้มส่งแขกแล้ว
ช่วงเช้าไปส่งของที่บ้านเฟิ่งหวง ตอนเที่ยงและตอนเย็นส่งแขกที่หมินซู่ เซินหมิ่นยุ่งตลอดทั้งวัน แม้แต่ข้าวสักมื้อก็ไม่ได้กินอย่างเต็มที่
ไม่ง่ายเลยที่จะส่งเถ้าแก่ทุกคนกลับไป บ้านเฟิ่งหวงก็ไกลเกินไป นางจึงคิดจะไปพักที่หอพักของสถานศึกษาสักหน่อย แล้วค่อยตื่นขึ้นมากินข้าวเย็น ดึกๆ เหวินอวู่ซวงก็กลับมาแล้ว
“หมิ่นเอ๋อร์”
หมิ่นเอ๋อร์?!
เซินหมิ่นได้ยินเสียงคนเรียกนาง อีกทั้งยังเรียกนางด้วยชื่อเล่น ทำให้นางขมวดคิ้วอย่างห้ามไม่ได้
คำเรียกนี้นอกจากบิดามารดาและพี่ชายแล้ว ก็ไม่มีใครเรียกนางแบบนี้อีก
และเสียงที่เรียกนางตอนนี้ เห็นชัดว่าไม่ใช่เสียงของบิดามารดาหรือพี่ชายของนาง แล้วจะเป็นใครกันล่ะ?
เซินหมิ่นหมุนตัวไปเห็นใบหน้ายิ้มแย้มราวกับดอกท้อของเหวินอวู่ซวง ก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าไปใหญ่ “นายน้อยลา เมื่อครู่ท่านเรียกข้า? แล้วทำไมท่านกลับมาคนเดียว?”
เขาไม่ใช่กลับบ้านตระกูลเหวินไปเตรียมเรื่องสู่ขอหรือ?
ทำไมเขาถึงกลับมาคนเดียว คนตระกูลเหวินไม่มาด้วย หรือว่าไม่ยอมรับการแต่งงานนี้?
เหวินอวู่ซวงยักคิ้วยิ้มให้นางอย่างเจ้าเล่ห์ “ทำไม หรือกลัวข้าไม่ขอเจ้าแต่งงาน?”
“ใครกลัวท่านไม่ขอแต่งงานกัน ข้าแค่ใจร้อนอยากได้ที่ดิน” เซินหมิ่นรีบก้าวเดินไปข้างหน้า แล้วถามด้วยความร้อนรน “ท่านพูดมาเร็วสิ ที่ดินล่ะ? ได้มาแล้วใช่ไหม?”
คำถามที่จริงใจของนาง ทำให้เหวินอวู่ซวงแน่ใจอีกครั้ง นางไม่เข้าใจเรื่องความรักระหว่างชายหญิงเลยแม้แต่น้อย
ทำให้เขามีความรู้สึกผิด ราวกับว่าตัวเองกำลังใช้ความไร้เดียงสาของนางมาล่อลวงสาวน้อยไม่ประสีประสา
“ท่านพ่อท่านแม่ข้าไปบ้านเจ้าแล้ว เกรงว่าตอนนี้คงกำลังหารือเรื่องการแต่งงานของพวกเราอยู่” เหวินอวู่ซวงยิ้มบาง ๆ พูดและมองนางอย่างอ่อนโยน
“เรื่องการแต่งงานของพวกเจ้า?”
จู้เจียงเจียงอยู่บ้านคนเดียวขี้เกียจทำอาหารจึงออกมากินที่โรงเตี๊ยม บังเอิญได้ยินทั้งสองคุยกัน ทำเอานางตกใจอย่างมาก “เร็วขนาดนี้เชียวหรือ?”
ได้ยินเสียงของนาง ทั้งสองจึงหันกลับมามองทันที
เผชิญหน้ากับความสงสัยของนาง เหวินอวู่ซวงและเซินหมิ่นมองหน้าสบตากัน แล้วแสดงสีหน้าเหมือนกับว่า ‘ไม่เช่นนั้นล่ะ’
เซินหมิ่นถาม “พี่หญิงจู้ การแต่งงานมันก็แค่นี้ไม่ใช่หรือ? คนหนึ่งสู่ขอ คนหนึ่งตกลง ก็เป็นอันเสร็จสิ้น”
เหวินอวู่ซวงรีบเสริม “นั่นสิ พวกเราถึงวัยที่ควรจะแต่งงานแล้ว หารือเรื่องงานแต่ง แต่งงาน ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปหรือ?”
จู้เจียงเจียงพูดได้เพียง “…ยินดีกับพวกเจ้าด้วย”
นางถือว่าเปิดโลกอย่างแท้จริง ความคิดเรื่องการแต่งงานของคนสมัยนี้ เมื่อถึงวัย ทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติ
ไม่จำเป็นต้องมีความรักก่อนแต่งงาน เพียงแค่ถูกตาต้องใจกัน ก็สามารถสู่ขอได้แล้ว
ส่วน ‘อุปสรรคในเส้นทางรัก’ คู่สามีภรรยาของหมิงเหยาและจูชิงหรานที่นางเห็นมาก่อนหน้านี้ก็นับว่าเป็นกรณีพิเศษ เพราะหมิงเหยาหาเรื่องหญิงแต่งชายไปเรียนหนังสือ
ตอนนั้นเนื่องจากการซุบซิบนินทาของคนในตัวเมือง ถึงแม้ตระกูลหมิงและตระกูลจูจะอยากทำแต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงตอบตกลง
กลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจผิด คิดว่าระหว่างหมิงเหยาและจูชิงหรานมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นถึงรีบแต่งงาน
ตอนนี้ถึงคราวเหวินอวู่ซวงและเซินหมิ่น เรื่องนั้นเรียบง่ายกว่ามาก
“แม่นางจู้ ท่านมาพอดี ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาหารือกับท่านสักหน่อย”
เหวินอวู่ซวงเริ่มปรึกษาหารือกับจู้เจียงเจียงต่อหน้าเซินหมิ่น “หลังแต่งงาน ข้ากับหมิ่นเอ๋อร์ก็จะเป็นสามีภรรยา ถึงเวลานั้นงานในมือนาง...”
“พี่หญิงจู้ ข้าไม่ไป!”
เหวินอวู่ซวงยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเซินหมิ่นตัดบทเสียก่อน ท่าทีนางเด็ดเดี่ยว จะไม่ยอมอยู่บ้านเพื่อดูแลสามีสั่งสอนบุตรเพราะแต่งงานแล้วเด็ดขาด
“ข้าจะทำเหมือนอาจารย์หมิง ถึงแม้แต่งงานแล้วก็จะอยู่ที่นี่ต่อไป”
หมิงเหยาคือตัวอย่างที่ดีมาก ถึงแม้จะตั้งครรภ์ ก็ยังยืนกรานจะสอนพวกนักเรียน ทำไมนางจะทำไม่ได้?
“เหวินอวู่ซวง หากท่านไม่รับปาก ข้าก็ไม่แต่ง!” เซินหมิ่นพูดข่มขู่เหวินอวู่ซวง หากเป็นแบบนี้ละก็ นางยอมรออีกสองสามปีค่อยแต่งงาน
แต่เหวินอวู่ซวงไม่ได้มีความคิดที่จะให้นางกลับไปดูแลสามีสั่งสอนบุตร
เขายื่นนิ้วไปแตะที่หน้าผากของเซินหมิ่นเบาๆ “สบายใจเถอะ ข้าแค่อยากบอกกับเถ้าแก่ว่า แบ่งงานในมือเจ้ามาให้ข้าบ้าง ให้เจ้าได้พักผ่อน ไม่ได้จะขังเจ้าไว้ในบ้านไม่ให้ออกมา”
จู้เจียงเจียง “…”
พวกเขาแสดงความรักต่อหน้านางแบบนี้มันดีแล้วหรือ?
ในที่สุดนางก็ได้สัมผัสความรู้สึกของทุกคนตอนที่เห็นนางและเผยจี้อยู่ด้วยกันแล้ว
เฮ้อ...ผู้ชายหยาบกระด้างคนนั้น จะกลับมาเมื่อไหร่กันนะ!
ตอนที่ 325: สำรวจจวนเก่าไร้คน
ไม่รู้ว่าเหวินอวู่ซวงโน้มน้าวคนในบ้านได้อย่างไร ถึงยอมยกที่ดินของจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้ให้เขาเป็นสินสอดมอบให้เซินหมิ่น
ไม่ว่าอย่างไรเมื่อที่ดินผืนนี้มาอยู่ในมือเซินหมิ่นแล้ว นางก็รีบนำโฉนดที่ดินมาให้จู้เจียงเจียง ให้นางใช้สร้างโรงงานในทันที
“เซินหมิ่น ข้าจะไม่รับที่ดินผืนนี้เปล่าๆ และไม่ซื้อ เจ้าจะให้เช่าก็ได้ หรือไม่เจ้าก็มาร่วมลงทุน เจ้าเลือกได้ตามสบาย” จู้เจียงเจียงดีใจมากที่ได้รับโฉนดที่ดิน
แต่นางไม่อยากเอาเปรียบเซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวง
ที่ดินผืนนี้ ไม่ว่าจะยกให้นางหรือขายให้นาง ล้วนเป็นนางที่ได้เปรียบ
แต่หากเป็นการเช่าละก็ หากโรงงานทำกำไรได้ดี พวกเขาก็สามารถเพิ่มค่าเช่าที่ได้ และถ้าหากโรงงานขาดทุน พวกเขาก็ได้ค่าเช่าพื้นฐานที่สุด จะไม่เสียเปรียบแน่นอน
แน่นอนว่าการร่วมลงทุนก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่เลวนัก
ติดตามข้างกายจู้เจียงเจียงมาเกือบสองปี เซินหมิ่นมีหรือที่จะไม่รู้ว่านี่คือจู้เจียงเจียงช่วยคิดแทนนาง ทางเลือกที่นางให้มาย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“งั้นข้าจะร่วมลงทุนก็แล้วกัน เหมือนกับโรงเรือนเห็ด” เซินหมิ่นไม่คิดอะไรมากก็ทำการเลือกโดยตรง
การร่วมลงทุนสำหรับนางหรือต่อจู้เจียงเจียงแล้ว ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
หากเป็นการเช่าที่ดินเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าพวกเขาจะสบายไปทั้งชาติ ไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ แต่นางก็ยังอยากจะทำการใหญ่ดูสักครั้ง ล่มหัวจมท้ายไปกับจู้เจียงเจียง
“เยี่ยม!”
จู้เจียงเจียงมองเซินหมิ่นด้วยดวงตาชื่นชม นิสัยทุ่มสุดตัวนี้ นางรักจริงๆ
“ไป น้องสาว พวกเราเก็บของไปดูที่ดินกัน!”
คำเรียก ‘น้องสาว’ ที่มาอย่างกะทันหันของนาง ทำเอาเซินหมิ่นนิ่งงันไปเล็กน้อย แต่แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “เจ้าค่ะ”
ช่วงเวลานี้ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวฉลองปีใหม่ รถม้าเที่ยวชมของบ้านเฟิ่งหวงว่างอยู่ไม่น้อย จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นจึงขอใช้รถม้าหนึ่งคันเพื่อไปดูจวนเก่าที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้
เมื่อเหวินอวู่ซวงทราบเรื่องนี้ก็ตามมาด้วย
“ผู้หญิงสองคนอย่างพวกท่าน แถมคนหนึ่งยังตั้งครรภ์ ข้าไม่วางใจ” เหวินอวู่ซวงพูดจาทำเป็นห่วงใย
อันที่จริง เขาไม่ได้ห่วงใยอะไรหรอก เขาก็แค่อยากอยู่ด้วยกันกับเซินหมิ่นเท่านั้น
เริ่มตั้งแต่สองบ้านคุยเรื่องหมั้นหมาย เขาก็เห็นเซินหมิ่นเป็นภรรยาตัวเองแล้ว นางไปไหนเขาก็ไปนั่น
หลังจากเลิกงานตอนเย็น เขายังวิ่งไปบ้านเซินหมิ่นร่วมกินข้าวเย็นกับนางเป็นประจำ กินเสร็จถึงกลับไป
จู้เจียงเจียงเท้าคางวางแขนบนพนักเก้าอี้ มองคู่รักตัวน้อยจีบกัน ถามว่า “พวกเจ้าวางแผนจะแต่งงานกันเมื่อไร? ข้าจะได้เตรียมของขวัญให้พวกเจ้า”
“รอหมิ่นเอ๋อร์ผ่านวัยปักปิ่น พวกเราก็จะแต่งงาน” เหวินอวู่ซวงไม่อยากรอแม้แต่เมี่ยวเดียว
ฉลองปีใหม่เสร็จ เซินหมิ่นก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว
ถึงตอนนั้น งานแต่งงานของพวกเขาก็จะจัดขึ้นพร้อมกับพิธีปักปิ่นของนาง
จู้เจียงเจียงถาม “แล้วหลังแต่งงานพวกเจ้าจะไปพักที่ไหน?”
เซินหมิ่นตอบ “ก็พักอยู่ที่บ้านเฟิ่งหวงนั่นล่ะเจ้าค่ะ ตระกูลเหวินซื้อบ้านหลังหนึ่งแล้ว ถือเป็นบ้านพักตากอากาศ พวกเราก็อยู่ที่นี่...”
ทั้งสามคุยเล่นกันไปตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเจ็ดลี้
ที่นี่ยังคงเหมือนที่พวกเขาเห็นก่อนหน้านี้ เต็มไปด้วยบรรยากาศโศกเศร้า น่าขนลุกและวังเวง
จู้เจียงเจียงเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางหรือพระเจ้า แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ นางก็อดที่จะไม่เชื่อไม่ได้เหมือนกัน
ถ้าไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติ เช่นนั้นนางจะข้ามมิติมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?
“เปิดประตูเถอะ” จู้เจียงเจียงส่งสัญญาณให้เหวินอวู่ซวงไปเปิดประตู
จวนแห่งนี้ก็เหมือนกับจวนตระกูลใหญ่ทั่วไป ประตูใหญ่ กำแพงสูง บดบังทุกสิ่งภายใน
เพราะว่าไม่มีคนอาศัยอยู่เป็นเวลานานและไม่มีคนทำความสะอาด ทำให้มีใยแมงมุมแขวนอยู่ทั้งจวน ป้ายบนประตูก็ตกลงมาครึ่งหนึ่ง ห้อยอยู่เหนือศีรษะ
ตอนเหวินอวู่ซวงผลักประตูออกไป ฝุ่นละอองก็ปลิวลงมาคละคลุ้งจนทั้งสามคนต้องเบือนหน้าหนี
หลังจากปรับสายตาได้สักพัก พวกเขาก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายในจวนได้ชัดเจนขึ้น
ต้นไม้ดอกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาตายไปหมดแล้ว ปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองและใยแมงมุม แต่ตัวบ้าน ศาลาพัก และทางเดินต่างๆ ยังคงสภาพดีอยู่ ไม่มีความเสียหาย
ประตูห้องข้างและห้องด้านในปิดสนิท มีเพียงประตูห้องโถงหน้าเท่านั้นที่เปิดอยู่
จู้เจียงเจียงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก เงยหน้าสำรวจจวนแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายรูปแบบโบราณ
ไม้ที่ใช้สร้างจวนหลังนี้เป็นวัสดุคุณภาพดี มีทั้งไม้หนานมู่ ไม้จื่อถาน และไม้หวงหยาง ซึ่งเป็นไม้ที่มีราคาแพงมาก
เข้ามาในห้องโถงหน้า ของใช้ในห้องโถงหน้าล้วนทำมาจากไม้แดงและไม้มะเกลือทั้งสิ้น
ไม่แปลกใจเลยที่จวนหลังนี้จะยังคงสภาพดีอยู่แม้จะไม่มีคนอยู่มานานหลายปี จวนหลังนี้แข็งแรงมาก!
“จวนดีๆแบบนี้ ถ้ารื้อทิ้งก็น่าเสียดาย” หลังจากเห็นลักษณะจวนแห่งนี้เต็มตา จู้เจียงเจียงก็สลัดความคิดที่จะรื้อจวนหลังนี้ออก
จวนที่พิถีพิถันแบบนี้ ถ้าดูแลรักษาให้ดี ไม่แน่ว่าหลังหลายแสนปีข้างหน้าจะสามารถกลายเป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ได้
“แต่หากไม่รื้อทิ้งละก็ พวกเราจะสร้างโรงงานได้อย่างไร?” หลังจากเซินหมิ่นชั่งน้ำหนักดูแล้ว ก็คิดว่าการสร้างโรงงานสำคัญกว่า
จู้เจียงเจียงก็กำลังกลัดกลุ้มปัญหานี้อยู่เหมือนกัน
นางเดินวนไปมาในลานบ้านกว้างใหญ่อย่างเชื่องช้าหนึ่งรอบ หากทุบกำแพงล้อมรอบออก ก็จะสามารถสร้างโรงงานได้ไม่มีปัญหา แต่นางไม่อยากทำแบบนั้น
กำแพงสูงนี้เป็นชุดเดียวกับจวน ถ้าไม่มีกำแพง เช่นนั้นจวนนี้ก็จะไม่สมบูรณ์
“ดูก่อนค่อยว่ากันเถอะ”
จู้เจียงเจียงคิดไม่ออก จึงตัดสินใจว่าจะมาสำรวจจวนหลังนี้อีกครั้ง
รอมีเวลาว่างค่อยไปเรียกสองพี่น้องตระกูลโจวมาด้วย ดูว่าพวกเขามีความคิดอะไรไหม ที่จะทั้งเก็บจวนไว้และสร้างโรงงานไปพร้อมกัน
ทั้งสามคนเดินผ่านห้องโถงหน้าเข้าไปในบริเวณด้านใน
เมื่อเปิดประตูห้องที่ดูเหมือนจะเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน
ในตัวบ้าน สิ่งที่สะท้อนเข้าม่านตาก็คือผ้าม่านที่แขวนอยู่เต็มห้อง หน้าต่าง เสาค้ำ โต๊ะเก้าอี้ หรือแม้แต่ฉากกั้นระหว่างห้องโถงเล็กกับเตียงนอน ทุกอย่างล้วนถูกคลุมด้วยผ้าม่าน
หากสังเกตให้ดีจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือผ้าม่านสีแดง
ภายในห้อง สิ่งของจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พิถีพิถัน ดูท่าคนที่พักอาศัยที่นี่ก่อนหน้านี้ จะต้องเป็นคนที่รักความสะอาดแน่นอน
“ว้าว ห้องนี้สวยงามจริงๆ...” เซินหมิ่นอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นปฏิกิริยาแรกของนางเมื่อเห็นห้องนี้ “พวกท่านดู บนโต๊ะเครื่องแป้งยังมีเครื่องประดับด้วย”
จู้เจียงเจียงยกเท้าก้าวไปทางโต๊ะเครื่องแป้ง บนโต๊ะที่มีฝุ่นหนาเป็นชั้น มีกล่องเครื่องประดับและแป้งชาดวางอยู่ละลานตา
นางหยิบกล่องหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ด้านในมีปิ่นทองชิ้นหนึ่งนอนนิ่งอยู่
“สิ่งเหล่านี้คิดไม่ถึงว่าจะไม่ถูกคนขโมยไป ยังเก็บรักษาไว้ได้ดีแบบนี้ เหลือเชื่อจริงๆ” ในภาพความทรงจำของจู้เจียงเจียง สมัยโบราณไม่ใช่ว่ามีโจรขโมยมากมายหรือ?
บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยมานานกว่าสิบปี คิดไม่ถึงว่าจะไม่เจอโจรบุกปล้นเลยสักครั้ง มันน่าแปลกนิดๆจริงๆ
เหวินอวู่ซวงไม่ได้ตามพวกนางสองคนมาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แต่เดินตรงไปค้นตู้และชั้นวางหนังสือม้วนในบ้าน
ที่นี่คือที่อยู่ของอาเล็กของเขา ถึงแม้คนในบ้านจะไม่ค่อยพูดถึงอาเล็กคนนี้ แต่ผ่านคำพูดไม่กี่คำที่เคยได้ยิน เขายังรู้ได้ว่าอาเล็กของเขาเป็นคนรักการอ่านหนังสือและชอบวาดภาพ
ดูได้จากหนังสือและม้วนภาพวาดที่วางอยู่เต็มชั้นในห้อง
บนกำแพงในห้องยังมีภาพวาดแขวนอยู่หลายภาพ และบนชั้นหนังสือก็ยังมีม้วนภาพวาดอยู่?
เหวินอวู่ซวงด้วยความสงสัย จึงคลายเชือกที่ผูกม้วนกระดาษนั้น ภาพวาดภาพเหมือนก็พลันปรากฏอยู่ตรงหน้า
จากความทรงจำของเขา ยังมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงบิดาของเขาหลายส่วน เขามั่นใจว่านี่คือภาพวาดของอาเล็กของเขา
ตอนที่ 326: หมิงเหยาจะคลอดแล้ว!
“คนคนนี้...ดูคุ้นหน้า”
เซินหมิ่นก็เดินไปดูภาพวาดนั้น คนในม้วนภาพทำให้นางมีความรู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เหวินอวู่ซวงรู้สึกว่านางพูดเกินจริงไป “ท่านอาข้าเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ถึงแม้เจ้าจะเคยเห็น แต่คงจำลักษณะของนางไม่ได้ จะบอกว่าคุ้นหน้าได้อย่างไร?”
“แต่ข้ารู้สึกคุ้นจริงๆนะ” เซินหมิ่นไม่ยอม
พูดเหมือนนางกำลังจงใจสร้างเรื่องราวอย่างไรอย่างนั้น
จู้เจียงเจียงเห็นสองคนกำลังเถียงกันก็เดินเข้ามา
ไม่พูดไม่ได้ นางก็รู้สึกว่าเหวินเฉิงหรูคนนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเช่นกัน
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “หัวหน้าเหวิน ก่อนอาเล็กท่านแต่งงาน เคยมาที่เมืองเจียงหนานไหม?”
เหวินอวู่ซวงขมวดคิ้ว “แม่นางจู้ ทำไมแม้แต่ท่านก็พูดแบบนี้? ก่อนอาเล็กของข้าแต่งงาน ไม่ออกนอกประตูใหญ่ไม่ล่วงข้ามประตูสอง ตอนแต่งงานมาเมืองเจียงหนาน เกรงว่าท่านจะยังไม่เกิด”
เหวินเฉิงหรูตัดขาดความสัมพันธ์กับที่บ้าน หลังจากแต่งงานมาเมืองเจียงหนาน พวกเขาตระกูลเหวินก็แทบจะไม่มีโอกาสได้พบนางอีกเลย แม้แต่ข่าวคราวก็ไม่เคยมี
ดังนั้น ไม่ว่าจากดูจากด้านเวลาหรือว่าด้านอื่นๆ ล้วนเป็นไปไม่ได้ที่จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นสองคนจะเคยเจอเหวินเฉิงหรู
“พูดแบบนี้ก็มีเหตุผล...” จู้เจียงเจียงบ่นพึมพำ
แต่น่าแปลกจริงๆ คนในภาพนี้ นางคุ้นหน้าคุ้นตาจริงๆ
สามคนยังคงโต้เถียงเรื่องนี้อยู่ จนกระทั่งเดินทางกลับจากจวนเก่าถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ตลอดทาง จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นต่างก็เงียบกันทั้งคู่ กำลังพยายามย้อนความทรงจำ ค้นหาใบหน้าที่ทำให้พวกนางรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา
รถม้าเพิ่งกลับถึงโรงเตี๊ยม ทั้งสามยังไม่ทันได้ลงรถแยกย้าย จู่ๆ เผยเสี่ยวอวี๋ก็โดดออกมา ตะโกนเรียกพวกเขาเสียงดัง “พี่สะใภ้ อาจารย์หมิงจะคลอดแล้ว!”
“อะไรนะ?!”
จู้เจียงเจียงดีอกดีใจ ยื่นมือไปทางเผยเสี่ยวอวี๋ “เสี่ยวอวี๋ขึ้นรถเร็ว พวกเราไปบ้านเฟิ่งหวง!”
เผยเสี่ยวอวี๋รีบปีนขึ้นรถ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เริ่มเล่าให้ทั้งสามคนฟัง “พี่สะใภ้ อาจารย์จูให้ข้ามารอพวกพี่อยู่ที่นี่ เขาบอกว่าอยากให้พี่มารับความโชคดี เกิดเด็กที่ตัวอ้วนสมบูรณ์”
“พี่สะใภ้ เด็กในท้องพี่เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงหรือเจ้าคะ? ในสถานศึกษาทุกคนบอกว่าพี่จะเกิดเด็กผู้ชาย เป็นเรื่องจริงไหม?”
ตั้งแต่รู้ว่าพี่สะใภ้ตัวเองตั้งครรภ์ เผยเสี่ยวอวี๋ก็โอ้อวดเพื่อนร่วมห้องในสถานศึกษาไม่หยุด
ทุกคนกำลังเดากัน ในท้องจู้เจียงเจียงคือเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย
ความไร้เดียงสาของเผยเสี่ยวอวี๋ ทำให้อีกสามคนบนรถหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“เสี่ยวอวี๋ เจ้าสบายใจได้ พี่สะใภ้เจ้าจะคลอดเด็กตัวเล็กๆกองใหญ่ให้มาเล่นกับเจ้า” เซินหมิ่นหยอกล้อเผยเสี่ยวอวี๋ขึ้น
สองคนเริ่มแกล้งจู้เจียงเจียงด้วยกัน
พูดไปพูดมา จู่ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเซินหมิ่นก็หายไป นางขมวดคิ้วแน่นจ้องเผยเสี่ยวอวี๋เขม็ง
นางหยุดพูดกะทันหัน จึงดึงดูดความสนใจของจู้เจียงเจียงและเหวินอวู่ซวง
เห็นนางไม่พูดเอาแต่จ้องมองเผยเสี่ยวอวี๋ ทำให้เผยเสี่ยวอวี๋ตกใจ จู้เจียงเจียงอดถามไม่ได้ “เซินหมิ่น เจ้ากำลังมองอะไรอยู่?”
เซินหมิ่นพูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างช้าๆ ทำให้ทั้งสองคนตกใจมาก
“พี่หญิงจู้ พี่รู้สึกไหมว่าเสี่ยวอวี๋มีหน้าตาคล้ายเหวินเฉิงหรูมาก?”
“หา?”
สายตาของจู้เจียงเจียงและเหวินอวู่ซวงหันไปมองบนใบหน้าของเผยเสี่ยวอวี๋ เมื่อนึกตามคำพูดของเซินหมิ่น ทั้งสองคนก็ตกใจเหมือนกัน
เหมือนมากจริงๆ!
เป็นไปได้อย่างไร?
ทั้งสามคนมองหน้าสบตากัน ต่างมีความคิดของตัวเอง ไม่มีใครอ้าปากปฏิเสธ
เผยเสี่ยวอวี๋ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางจับชายเสื้อแล้วหลบหลังจู้เจียงเจียงด้วยความกลัว “พี่สะใภ้...”
“ไม่มีอะไร”
จู้เจียงเจียงเก็บความสงสัยไว้ในใจ พูดปลอบขวัญเผยเสี่ยวอวี๋
เผยเสี่ยวอวี๋อายุยังน้อย ความจำมีจำกัด ถึงแม้จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ควรไปถามเด็กตัวเล็กๆคนนี้
เผยจี้อายุมากกว่า บางทีรอเขากลับมาแล้ว ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจจะกระจ่างขึ้นได้
….......
ทางด้านบ้านเฟิ่งหวง ลานหน้าประตูบ้านตระกูลจูและข้างถนน มีคนยืนอยู่เต็มไปหมด
ใกล้จะปีใหม่แล้ว ทุกคนต่างพากันมาฉลองปีใหม่ที่บ้านหลังใหม่ ในชุมชนใหม่มีเพื่อนและญาติของเจ้าของบ้านจำนวนมาก
เมื่อคนเยอะ คนที่มาดูความคึกคักก็เยอะตามไปด้วย
พวกแม่ๆป้าๆที่มีประสบการณ์ในการคลอดลูก เจ้าพูดคำ ข้าพูดคำ ชี้สั่งหมิงเหยาและหมอตำแยในบ้าน ทำให้บ้านตระกูลจูคึกคักสุดๆ
“หมอตำแยอย่าเอาแต่พูด เจ้าต้องลงมือด้วย ดูสาวน้อยร้องตะโกนขนาดนี้แล้ว”
“สาวน้อยคนนี้ผิวนุ่มเด้งละเอียด คงออกแรงไม่พอ ทำให้คลอดช้า เฮ้อ...น่าเสียดาย”
ตอนจู้เจียงเจียงมาถึงหน้าประตูก็บังเอิญได้ยินคำนี้
ฟังจากบทสนทนาของพวกนาง คนไม่รู้คงจะนึกว่าเหมิงเหยาคลอดยากและเกิดเรื่องขึ้นแล้วเสียอีก
คนกลุ่มนี้ ดูความสนุกคนอื่นไม่กลัวเรื่องใหญ่ ยังชอบมโนภาพ
จู้เจียงเจียงส่ายหน้า ก่อนจะเดินไปหาจูชิงหรานและหมอเทวดาซิวที่เฝ้าอยู่หน้าประตู ดึงพวกเขาสองคนมาถาม “หมอตำแยเข้าไปนานแค่ไหนแล้ว? หมิงเหยายังสบายดีใช่ไหม?”
ประโยคแรกนางถามจูชิงหราน ประโยคหลังนางถามหมอเทวดาซิว
ในตอนหมิงเหยาใกล้คลอด หมอเทวดาซิวจะมาตรวจชีพจรให้นางที่บ้านทุกวัน ดูแลสุขภาพร่างกายของนาง
เห็นหมอเทวดาซิวนิ่งสงบแบบนี้ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
“วางใจเถอะ ข้าอยู่รอที่นี่จะเกิดเรื่องอะไรได้?” หมอเทวดาซิวเหล่ตามองคนรอบข้างราวกับรำคาญใจที่พวกเขามาสร้างความวุ่นวาย ยังชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
“งั้นก็ดีแล้ว”
จู้เจียงเจียงไว้ใจเขา พร้อมลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงข้างตัวหมอเทวดาซิว ชิมชาพร้อมกับเขา “ชานี่เย็นหมดแล้ว”
“เจ้าดูท่าทางอาจารย์จูตอนนี้ จะมีเวลาว่างไปต้มชาร้อนให้เจ้าที่ไหน?” หมอเทวดาซิวแขวะ
ตระกูลจูและตระกูลหมิง คนสองตระกูลผลัดกันเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตู รอฟังข่าวจากในห้องอย่างตื่นเต้น ไม่มีใครสนใจพวกเขาเลย
จู้เจียงเจียงเข้าใจดี
นางยกถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นมาดื่ม แล้วชนแก้วกับหมอเทวดาซิว ทันใดนั้นแขนของนางก็ถูกหมอเทวดาซิวดึงไปตรวจชีพจร
หมอเทวดาซิวกล่าว “พื้นฐานไม่เลว แข็งแรงเหมือนวัว”
ร่างกายคนท้องสามเดือนเป็นช่วงที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด จู้เจียงเจียงกลับดูแข็งแรงสมบูรณ์ กินได้นอนหลับ กระฉับกระเฉง ดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนท้องคนหนึ่ง
จู้เจียงเจียงยักคิ้วอย่างได้ใจ “หมอเทวดาซิวอยากรู้ไหมว่าทำไม?”
หมอเทวดาซิวตอบด้วยความสงสัย “โอ้? ทำไม?”
เขาหลงกลจริงๆด้วย
“เพราะว่า...” ใบหน้าจู้เจียงเจียงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เข้าใกล้เขาใช้มือบังปากพูดว่า “กินผลไม้ ปลา กุ้ง ให้เยอะๆ สามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้”
นางพูดเรื่องจริง คนท้องต้องการสารอาหารที่เพียงพอ หากขาดสารอาหาร ร่างกายก็จะรู้สึกไม่สบาย และมีอาการต่างๆนานาตามมา
หมอเทวดาซิวเห็นท่าทางของนางเหมือนล้อเล่นกับเขา เขากลับไม่โต้แย้งนางเหมือนปกติ แต่ยอมรับคำพูดตลกนี้เงียบๆ
แทนที่จะพูดว่ายอมรับ ไม่สู้พูดว่าเขาเห็นด้วยกับแนวความคิดของจู้เจียงเจียงจะดีกว่า
อยู่บ้านเฟิ่งหวงมาหลายวัน ตรวจครรภ์มาไม่น้อย แต่อาการแพ้ท้องของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่นี่เจอน้อยกว่าตอนเขาเป็นหมออยู่ในเมืองมาก
ดีที่ข้างโรงหมอมีเชาซื่อเปิดอยู่ ผ่านการเฝ้าสังเกตของเขา ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องน้อย มีความเกี่ยวข้องกับอาหารที่พวกนางกินในทุกวัน
และอาหารที่บ้านเฟิ่งหวงไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือผลไม้ ปลาและกุ้งของบ้านจู้เจียงเจียง
ซึ่งจะมีให้บริการในทุกๆวัน ทั้งสดใหม่และมีปริมาณไม่จำกัด ใครๆก็กินได้
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ยากมากที่เขาจะไม่สงสัยว่านี่คือผลกระทบด้านอาหารที่มีต่อร่างกายของคนท้อง
ตอนที่ 327: นำธุรกิจเล็กๆที่กระจัดกระจายกลับมา
หมิงเหยาคลอดลูกด้วยความราบรื่น
ในขณะที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก เหล่าคนที่รออยู่หน้าประตูพลันเงียบลงไปชั่วขณะ หลังจากนั้นก็เกิดเสียงแสดงความยินดีดังสนั่น
“อาจารย์จู ยินดีด้วย ในที่สุดก็คลอดแล้ว”
“ใต้เท้าจู ตระกูลจูมีทายาทแล้ว ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย...”
ทุกคนแสดงความยินดีกับพ่อลูกตระกูลจู พวกคนที่รู้จักจูลิ่นยังคงเรียกเขาว่าใต้เท้าจู จูลิ่นก็ไม่พูดอะไรเพียงแต่ยิ้มรับเอาไว้ทั้งหมด
“ขอบคุณพี่น้องทุกท่าน”
จูลิ่นเพิ่งพูดจบ ประตูของบ้านตระกูลจูก็เปิดออก
ลักษณะเหมือนหมอตำแยคนหนึ่ง รอยเลือดบนมือยังล้างไม่สะอาด อุ้มผ้านวมสีแดงผืนหนึ่งออกมา ยิ้มกว้างบอกข่าวดีกับทุกคน
“ยินดีกับนายท่านจู นายน้อยจู เป็นเด็กผู้ชายเจ้าค่ะ”
พอได้ยินว่าเป็นเด็กผู้ชาย ผู้คนรอบข้างก็ส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีกันอีกครั้ง
อย่างที่คิด ในทัศนคติของพวกเขา การคลอดลูกจะเป็นชายหรือหญิงนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
อีกทั้งจู้เจียงเจียงพบว่า ตั้งแต่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก ทุกคนก็แสดงความยินดีกับจูลิ่นและจูชิงหราน สองพ่อลูกเท่านั้น
คนตระกูลหมิงก็อยู่ที่นี่ แต่กลับไม่มีใครพูดถึงตระกูลหมิงเลยแม้แต่คำเดียว
“หมอตำแย ลูกสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง นางสบายดีใช่ไหม?” หมิงฮูหยินรอจูชิงหรานอุ้มเด็กไปแล้ว ถึงเดินหน้าเข้าไปดึงหมอตำแยมาถาม
จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้นก็เบียดเข้าไปล้อมหมอตำแยพร้อมกับคนตระกูลหมิง
“แม่ลูกปลอดภัย ฮูหยินสบายใจได้”
เหมือนหมอตำแยจะเหนื่อยแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าไม่ได้สดใสเหมือนตอนบอกข่าวดีเมื่อครู่ เพียงแค่ปลอบขวัญทุกคนไม่กี่ประโยคก่อนจะเข้าบ้านไปอีกครั้ง
“ดี ดี แม่ลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว...” หมิงฮูหยินที่ตึงเครียดมานาน ในที่สุดก็ผ่อนคลายลง น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด
ในมือฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถือประคำเส้นหนึ่งพร้อมสวดมนต์อยู่ตลอด บางครั้งท่องบทสวดไหว้ฟ้าดิน บางครั้งก็ไหว้ภูเขาหลังบ้าน มีท่าทางดีอกดีใจ
ได้ยินสิ่งที่นางสวด จู้เจียงเจียงก็รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าต้องเคยไปจุดธูปไหว้พระที่วัดอวี๋หลินมา ตอนนี้กำลังขอบคุณพระพุทธเจ้าที่คุ้มครองทางวัดอวี๋หลินอยู่พอดี
“คุณชายหมิง ยินดีด้วยนะ”
ฮูหยินหมิงทั้งสองคนกำลังซาบซึ้งใจอยู่ จู้เจียงเจียงจึงไม่ไปรบกวนพวกนาง เพียงแต่แสร้งพูดยินดีกับหมิงจี่ข้างๆ
ที่จริงเมื่อครู่หมิงจี่ก็ตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ติดที่เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง แสดงออกมาไม่ได้เท่านั้นเอง
“ขอบคุณแม่นางจู้ ท่านก็เหมือนกัน” เขาหมายถึงท้องของจู้เจียงเจียง
“...” จู้เจียงเจียงริมฝีปากกระตุก
ไม่ว่าอะไรก็โยงมาที่ตัวนางได้หมด
“หมิงจี่ ยังยืนเฉยอยู่ทำไม รีบไปเอาลูกอมมงคลมาให้ทุกคนได้รับความโชคดีด้วย” ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เสียงตะโกนของผู้เฒ่าหมิงก็ดังขึ้น ตัดบทสนทนาของทั้งคู่ไป
หมิงจี่ถูกบังคับพาคนรับใช้และสาวใช้ยกลูกอมมงคลออกมา แจกให้ทุกคนที่มามุงดูความสนุกหน้าประตู
เมื่อได้รับลูกอมมงคล คนเหล่านั้นจึงเปลี่ยนมาแสดงความยินดีกับตระกูลหมิง พูดว่า “ยินดีด้วย ผู้อาวุโสหมิง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จู้เจียงเจียงไม่อยากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
นางยืนรอต่อไปเงียบๆ หลังจากหมอตำแยช่วยหมิงเหยาจัดการเรียบร้อย ถึงเข้าไปเยี่ยมนาง
…........
วันนี้คือวันที่ทุกคนทำงานวันสุดท้าย
ตามความต้องการของจู้เจียงเจียง เซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวงเริ่มยุ่งตั้งแต่เช้าตรู่ แจกของขวัญปีใหม่และเงินพิเศษให้ลูกน้องตัวเอง
ในขณะที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่ จู้เจียงเจียงก็อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเตรียมของให้คนในหมู่บ้าน
ในฐานะที่นางเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน และเป็นผู้นำทุกคนปลูกเห็ด ทำสินค้าอบแห้ง หากพูดตามความจริง ทุกคนในหมู่บ้านก็เป็นคนใต้อาณัติของนาง
ดังนั้นนางจึงได้เตรียมของให้ทุกคน
“เสี่ยวอวี๋ พวกเจ้าช่วยข้าแจกของ ข้าจะรับผิดชอบลงบันทึก” จู้เจียงเจียงเรียกเผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องเจ็ดมาช่วย
ของในลานบ้านมีเยอะเกินไป ทั้งผลไม้ ปลา กุ้ง ยังมีผ้าพับ ต้องแบ่งให้ทุกครัวเรือน นางคนเดียวทำไม่ไหว
เมื่อวานจู้เจียงเจียงแจ้งคนในหมู่บ้านแล้ว วันนี้ให้มารับของแจก พร้อมมารับเงินปันผลของเห็ดปีนี้ ดังนั้นหลังจากทุกคนในหมู่บ้านกินข้าวเช้าเสร็จ ก็มาถึงกันตั้งแต่เช้า
เห็นสิ่งของที่วางเต็มลานบ้าน คนในหมู่บ้านอดไม่ได้จะอุทานขึ้น “ชีวิตของพวกเราดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว”
“นั่นสิ” ชาวบ้านอีกคนพูดเสริม “ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้ว ชีวิตของพวกเรายิ่งสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้สะใภ้เล็ก”
คำพูดของพวกเขาจู้เจียงเจียงได้ยินหมดทุกคำ
นางก้มหน้ายิ้ม ยังคงมีความรู้สึกลึกซึ้งภายในใจ
ในตอนฤดูใบไม้ผลิมาถึงอีกครั้ง ก็จะเป็นปีที่สามที่นางมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนที่นางเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ คนในหมู่บ้านแม้แต่ข้าวก็ไม่มีกิน
ตอนนี้ หมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่เพียงได้กินข้าว แต่ทุกครัวเรือนยังสร้างบ้านใหม่ ไม่มีข้อยกเว้น
ถึงแม้จะมีล่าช้าไปบ้าง แต่ตอนนี้บ้านก็สร้างไปถึงครึ่งทางแล้ว ใกล้จะเข้าอาศัยได้แล้ว
จู้เจียงเจียงรู้สึกดีใจแทนพวกเขาจริงๆ แต่เรื่องที่ควรพูด นางก็ยังต้องพูด
“ลุง ป้า น้า อาทุกท่าน ปีนี้ลำบากทุกคนแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของอบแห้ง ปีหน้าข้าวางแผนจะเปิดโรงงานเพื่อทำการอบแห้งและควบคุมมาตรฐานเอง ดังนั้น ปีนี้ก็ขอร้องให้ทุกคนช่วยเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกไป ในลานบ้านก็เกิดเสียงต่างๆนานามากมาย
มีคนแสดงความเข้าใจ และก็มีคนแสดงความไม่เห็นด้วย
“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย คำพูดนี้ท่านหมายความว่าอย่างไร พวกเราทำได้ไม่ดีหรือ? ทำไมไม่ทำแล้วล่ะ”
“นั่นสิ หากไม่มีงานแล้ว พวกเราก็หาเงินได้น้อยลง แบบนี้ไม่ได้นะ...”
ตลอดทั้งปี คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอาศัยการเก็บชา ปลูกเห็ด ทำของอบแห้ง สามรายการนี้เพื่อหารายได้ หากขาดไปหนึ่งรายการสำหรับพวกเขาแล้วคือความเสียหาย
เป็นธรรมดาที่จะมีคนไม่ยินยอม
“หุบปากกันให้หมด!” สวี่เหล่าเกินตะคอกเสียงต่ำ ตักเตือนทุกคน “มันเป็นธุรกิจของหัวหน้าหมู่บ้านน้อย นางอยากทำอะไรก็ทำแบบนั้น หรือว่ายังต้องให้พวกเจ้าพยักหน้าเห็นด้วยเรอะ?!”
ในน้ำเสียงของสวี่เหล่าเกินมีความรู้สึกเหมือนไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของพวกเขาปนอยู่
จนถึงตอนนี้แล้ว พวกเขากลับยังใช้ปากไปว่าความคิดของจู้เจียงเจียง มองความเป็นจริงไม่ออกจริงๆ
จากประสบการณ์ในอดีตทำให้พวกเขารู้ดีว่า เป็นศัตรูต่อต้านจู้เจียงเจียงล้วนมีจุดจบที่ไม่ดี
ผ่านการเตือนสติของสวี่เหล่าเกิน จู่ๆทุกคนเหมือนกับฉุกคิดขึ้นมาได้ ทยอยหุบปากไม่กล้าบ่นแม้แต่ประโยคเดียว
ก็จริงอย่างที่ว่า ตั้งแต่ต้นปีที่จู้เจียงเจียงไปหาเงินที่แคว้นเสี่ยวซี หลังจากกลับมาก็ยุ่งเรื่องของบ้านเฟิ่งหวงต่อ เรื่องในหมู่บ้านนางยุ่งน้อยมาก ทำให้คนในหมู่บ้านลืมเรื่องความเด็ดขาดของนางก่อนหน้านี้ไปชั่วขณะ
โชคดีที่มีการเตือนสติของสวี่เหล่าเกิน พวกเขาถึงไม่ได้พูดคำพูดล่วงเกินไปมากกว่านี้
จู้เจียงเจียงเห็นพวกเขาหยุดพูดแล้ว นางจึงพูดต่อ “ข้าเข้าใจความคิดของทุกคนดี แต่ธุรกิจ หากอยากทำให้ใหญ่โตขึ้นก็ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่สามารถทำแบบเล็กๆน้อยๆอย่างที่เป็นอยู่ได้อีกต่อไป”
“แต่ว่าทุกท่านโปรดสบายใจ พวกท่านล้วนมีทักษะเชี่ยวชาญ หลังปีใหม่หากโรงงานเปิดแล้ว ยังหวังให้ทุกคนช่วยไปสมัครงานในโรงงาน ถึงตอนนั้นก็จะหาเงินได้เหมือนกัน”
ความเชี่ยวชาญในงานเป็นสิ่งล้ำค่ามาก
แทนที่จะใช้เวลาไปอบรมคนใหม่ ยังไม่สู้หาคนเชี่ยวชาญมาช่วย แบบนี้โรงงานก็เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น
เมื่อชาวบ้านได้ยินว่านางคิดจะรับสมัครคนงาน ก็เปลี่ยนท่าทีทันที แสดงความนับถือปนการประจบประแจงนิดๆ “ไป พวกเราไปกันหมด ขอแค่หัวหน้าหมู่บ้านน้อยต้องการ พวกเขาจะไปแน่นอน”
ตอนที่ 328: ฉุกเฉิน! กระแสลมหนาวโจมตี
“พี่เขย วันหลังจะพูดเหลวไหลไม่ได้นะ คนดีอย่างหัวหน้าหมู่บ้านน้อย พวกเราจะไปหาได้จากที่ไหนอีก”
หลังจากได้รับของขวัญปีใหม่และเงินปันผลจากการขายเห็ดที่จู้เจียงเจียงแจก ในหมู่บ้านก็เริ่มมีคนสั่งสอนคนที่พูดจาเหลวไหลเมื่อครู่
คนที่เอ่ยปากเมื่อครู่ มีบางส่วนที่เป็นญาติจากหมู่บ้านอื่นบากหน้ามาขออาศัย
พวกเขาได้ยินว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีโอกาสดีๆมากมาย จึงย้ายเข้ามา
แต่หลังจากมาถึง พวกเขาก็พบว่าจู้เจียงเจียงมีมาตรฐานในการรับคนของตัวเอง พวกเขาเลยเข้าไปไม่ได้
ให้ญาติช่วยพูดก็ไม่ได้ เลยตัดสินใจอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่อไป หาเงินจากการอบของแห้งด้วยกันกับญาติ
การอบของแห้งเป็นงานที่แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านจะทำตามความสามารถของตัวเอง ไปรับของสดมา จากนั้นก็แปรรูปแล้วส่งถึงมือจู้เจียงเจียง ทำมากได้มาก
ดังนั้น ตอนจู้เจียงเจียงบอกว่าจะรับสิทธิ์ในการอบของแห้งคืน จึงมีคนแสดงความไม่พอใจรุนแรงแบบนั้น
“อืมๆๆ”
คนที่ถูกสั่งสอนยอมรับผิดอย่างเอาใจไม่หยุด พลางจ้องมองของที่เพิ่งได้รับ “น้องเมีย งั้นของพวกนี้...ดูสิ เจ้าก็เห็นว่าข้ากับพี่สาวของเจ้าทำงานกันมาครึ่งปีกว่าแล้ว ถึงจะไม่มีความดีความชอบอะไรมากมาย แต่ก็มีความมุ่งมั่นทำงานหนัก เจ้าว่า...”
ความหมายของชายหนุ่มนั้นชัดเจนมาก ใครจะไม่เข้าใจ?
ช่วยไม่ได้ มีญาติมาช่วยในหมู่บ้าน พวกเขาจะไม่แบ่งของเล็กน้อยให้พวกญาติๆก็ไม่ได้ เพื่อให้วันนี้พวกเขามีของเอากลับบ้านไปฉลองปีใหม่
จู้เจียงเจียงยุ่งเรื่องการแจกของตลอด ไม่สนใจเรื่องอื่น
รอนางเสร็จงานก็ช่วงบ่ายแล้ว
จู้เจียงเจียงบอกเซินหมิ่นไว้แล้ว หากนางและเหวินอวู่ซวงทำงานเสร็จก็ให้มาหา นางยังมีของขวัญปีใหม่และเงินพิเศษชุดหนึ่งให้พวกเขาสองคน
แต่เวลานี้เซินหมิ่นยังไม่มาสักที น่าจะยังทำงานไม่เสร็จ นางจึงตัดสินใจรออีกหน่อย
แต่จนถึงตอนเย็น ยังไม่เห็นร่างของเซินหมิ่น
หรือว่าจะเกิดเรื่องแล้ว?
“เสี่ยวอวี๋ ไปเรียกพวกน้องเจ็ดมาด้วยกันเลย เย็นนี้พวกเราไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยม” จู้เจียงเจียงขึ้นชั้นบน เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมออกบ้าน
เผยเสี่ยวอวี๋เด็กซุกซนคนนั้น แม้แต่ตอบรับนางสักหน่อยก็ไม่ทำ ทว่ากลับวิ่งออกไปเรียกคนแล้ว
ทุกคนขึ้นรถม้าไปยังถนนสายหลัก จู้เจียงเจียงให้พวกเด็กๆไปสั่งอาหารที่โรงเตี๊ยมก่อน ส่วนตัวเองหมุนตัวไปโรงงานข้างๆ
ยังไม่ทันเข้าประตู ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากในโรงงาน
ไม่ใช่เสียงการทะเลาะวิวาท ไม่มีการปะทะ แต่เป็นเสียงกำลังแย่งสินค้ากัน
“พวกเจ้าจะเบียดทำไม ข้ามาก่อน แน่นอนว่าข้าต้องได้ซื้อก่อน!”
“เจ้ามาก่อนที่ไหน ข้ามาก่อนแท้ๆอันนี้ เจ้าเอามาให้ข้าซะ!”
“โอ๊ย พวกเจ้ายังอายุน้อย ร่างกายแข็งแรง ทำไมไม่รู้จักเสียสละให้ข้าที่เป็นคนแก่คนหนึ่ง สามีข้าใกล้จะหนาวตายอยู่ในบ้านแล้ว...”
การโต้เถียงประโยคแล้วประโยคเล่า เสียงสูงหนึ่งสูงกว่าอีกเสียงส่งมาถึงหูของจู้เจียงเจียงอย่างชัดเจน
นางรู้ มีคนมาสั่งซื้อผ้านวมของนางแล้ว
เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง จู้เจียงเจียงไม่ได้เข้าไปใกล้ศูนย์กลางการโต้เถียงนั้น เพียงแต่กำลังมองหาร่างของเซินหมิ่นอยู่ข้างๆ
นางเห็นเซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวงกำลังยุ่งอยู่กับการจดบันทึกยอดขาย มือหนึ่งจับพู่กันจดบันทึกบัญชี อีกมือกดโต๊ะไว้ ป้องกันพวกลูกค้าเร่าร้อนเกินไปผลักโต๊ะล้ม
พวกป้าๆในโรงงานรอบตัวพวกเขา ก็ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้
พับผ้านวม มัดผ้านวม ขายออกไปทีละผืนสองผืน ในวันที่อากาศหนาวจัดขนาดนี้ พวกเขาก็ยังเหงื่อออกจนเปียกโชกไปหมด
ฝ้ายจากแคว้นเสี่ยวซี ทำให้ได้ผ้านวมที่ทำจากฝ้ายแท้ ยิ่งอากาศหนาว ผ้าห่มประเภทนี้ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาด
บวกกับปีนี้ ไม่รู้ทำไมกลางฤดูหนาวถึงมีฝนตกมากกว่าปีที่ผ่านมา กระแสลมหนาวโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า หนาวจัดจนทุกคนทนไม่ไหว
ผ้าห่มที่บ้านหลายหลังมีก็ไม่รู้ว่าผสมเศษอะไรไปบ้าง ทั้งหนาวทั้งแข็ง คลุมกี่ผืนก็ไม่อบอุ่น
ในบ้านของจู้เจียงเจียงเปลี่ยนมาใช้ผ้านวมใหม่หนาๆหมดแล้ว ดังนั้นสำหรับคลื่นอากาศหนาวในฤดูหนาวปีนี้ นางจึงไม่รู้สึกอะไรเท่าไรนัก
จนกระทั่งการมาถึงของโจวเหลียง รวมไปถึงจู้ต้าซานที่มาหานางอย่างตะลีตะลาน นางถึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“แม่นาง ช่างดีจริงๆที่ท่านอยู่ที่นี่!”
โจวเหลียงคลุมเสื้อกันลมหนาๆ เร่งขี่ม้ามา ตอนกำลังจะเลี้ยวเข้าถนนเล็กของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็เห็นจู้เจียงเจียงยืนอยู่หน้าประตูโรงงาน
เขาพลิกตัวลงจากหลังม้า รีบร้อนเดินมาหานาง
เมื่อเห็นเขา จู้เจียงเจียงก็คิดไปเองว่า เขามาเรียกพวกน้องเจ็ดเข้าเมืองไปฉลองปีใหม่ แต่ทันใดนั้นนางก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา
“โจวเหลียง ดึกขนาดนี้ เจ้ามาทำอะไร?”
เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว สีของท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้จู้เจียงเจียงเพิ่งจะรู้สึกตัว ฟ้ามืดแล้ว แต่ลูกค้าในโรงงานยังไม่ยอมกลับ อีกทั้งโจวเหลียงก็มาด้วย น่าแปลกจริงๆ
“แม่นาง เมื่อครู่เพิ่งได้รับข่าวมา มีกระแสลมหนาวหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวจากเหนือลงใต้ กำลังโจมตีมาทางเมืองเจียงหนาน ที่ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” โจวเหลียงถามอย่างร้อนใจ
คำถามของเขา จู้เจียงเจียงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
“หา? กระแสลมหนาวหรือ?” นางขมวดคิ้วพลางกอดเสื้อผ้าบนตัวแน่น เพราะสวมเสื้อนวม ดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกหนาว “ข้ารู้สึกยังดีนะ...”
จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ ร่างของจู้ต้าซานก็วิ่งมาอย่างลนลานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมกับตะโกนเสียงดัง
“เถ้าแก่! เถ้าแก่แย่แล้ว บ่อกุ้งเป็นน้ำแข็งแล้ว!”
“อะไรนะ?!”
จู้เจียงเจียงและโจวเหลียงพูดพร้อมกัน
“เมื่อครู่ที่ข้าถามก็คือบ่อกุ้งและสวนชาของท่าน พวกมันได้รับผลกระทบจากกระแสลมหนาวไหม ตอนนี้ดูแล้ว สถานการณ์จะไม่ค่อยดีนัก!” โจวเหลียงทำหน้าเคร่งเครียด
จู้เจียงเจียงมึนงงไปเล็กน้อย
กระแสลมหนาวมาอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ทันเตรียมตั้งรับเลยสักนิด
ถ้าอุณหภูมิในบ่อกุ้งต่ำเกินไป กุ้งจำนวนมากมายก็จะตาย!
บ่อกุ้งปีนี้เป็นปีที่สอง เป็นช่วงที่กุ้งจะผลิตออกมาเยอะมาก หากเวลานี้เกิดเรื่องขึ้นละก็ เช่นนั้นความเสียหายก็ไม่อาจประเมินได้
“รีบพาข้าไปดูเร็ว!”
จู้เจียงเจียงยกชายกระโปรงได้ก็วิ่งทันที หลังวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงักลง และคิดได้ว่าเมื่อครู่ตัวเองนั่งรถม้าออกมากับเผยเสี่ยวอวี๋
นางหันกลับไป ชี้ที่รถม้าพูดว่า “โจวเหลียง ต้าซาน รีบขึ้นรถม้า ค่อยคุยกันระหว่างเดินทาง!”
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
จู้เจียงเจียงจุดโคมไฟหน้ารถม้า ให้จู้ต้าซานเป็นคนขับ นางไม่แม้แต่จะเอาม่านรถม้าลง จ้องทางข้างหน้าด้วยความกังวล
“โจวเหลียง เมื่อครู่เจ้าว่าได้รับข่าว มีกระแสลมหนาวใกล้เข้ามา ใครเป็นคนส่งข่าวให้เจ้า?”
นางอยากรู้มาก ในเวลาเดียวกันก็อยากรู้ว่าข่าวมาจากไหนกันแน่ คนที่ส่งข่าวได้บอกวิธีต้านทานกระแสลมหนาวนี้หรือไม่
“เป็นข่าวจากสำนักหอดูดาวหลวง ข่าวมาถึงที่ว่าการ ข้าก็รีบมาหาท่านเลย” โจวเหลียงบอกนางตามความจริง
สำนักหอดูดาวหลวงหรือ? หน่วยงานของราชสำนักที่คอยทำนายสภาพอากาศโดยเฉพาะน่ะหรือ?
“ในเมื่อเป็นคำทำนาย งั้นทำไมข่าวถึงส่งมาช้าแบบนี้ กระแสลมหนาวมาถึงแล้ว ข่าวเพิ่งถึง มันจะมีประโยชน์อะไร!” ในน้ำเสียงของจู้เจียงเจียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เมื่อกระแสลมหนาวเกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว ในเวลานี้ข่าวของสำนักหอดูดาวหลวงเพิ่งส่งมาถึง นี่ไม่ใช่การกระทำที่ไม่ทันกาลหรอกหรือ
โจวเหลียงยิ้มขมขื่น “แม่นาง ไม่ใช่ทุกคนจะใจกล้าทำนายอย่างท่าน สำนักหอดูดาวหลวงคงเพราะกลัวต้องรับผิดชอบ มีเพียงตอนสัญญาณของกระแสลมหนาวชัดเจนแล้ว พวกเขาถึงกล้ารายงานฝ่าบาท”
เขาหมายถึงเรื่องที่จู้เจียงเจียงคาดเดาหัวข้อการสอบขุนนาง ไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนนาง มีความมั่นใจต่อตัวเองขนาดนั้น
การทำนายสภาพอากาศมีความไม่แน่นอนสูง สำนักหอดูดาวหลวงจึงไม่กล้าพูดเพ้อเจ้อ
ทำได้เพียงรอจนเกิดสัญญาณที่ชัดเจน พวกเขาถึงกล้ารับรองกับฮ่องเต้
แต่ตอนที่ถึงเวลาจริงๆ ก็มักจะสายเกินไปแล้ว
ตอนที่ 329: กู้ภัยบ่อกุ้งกลางดึก (1)
บ่อกุ้ง
เดิมวันพรุ่งนี้ทุกคนควรเก็บของกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ ทว่าตอนนี้กลับสวมเสื้อผ้าครบชุด ในมือถือโคมไฟยืนอยู่ริมขอบบ่อกุ้ง รอจู้เจียงเจียงมาดูสถานการณ์
พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะลงน้ำแล้ว
พวกผู้ชายสวมกางเกงยางกันน้ำ เตรียมพร้อมที่จะลงน้ำตลอดเวลา
ด้านพวกผู้หญิงก็กองฟืนก่อไฟเอาไว้ เตรียมขจัดความหนาวให้พวกผู้ชายที่ลงไปในน้ำ
เห็นจู้เจียงเจียงมา ทุกคนรีบเข้ามาล้อมทันที
“เถ้าแก่แย่แล้ว เมื่อครู่ตอนฟ้ายังไม่มืด ในบ่อมีกุ้งลอยขึ้นมาตายบนผิวน้ำจำนวนมาก ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์รุนแรงแค่ไหน!”
“เถ้าแก่ มันเกิดอะไรขึ้นกันขอรับ ทำไมอยู่ดีๆกุ้งก็ตาย”
“นั่นสิเถ้าแก่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเราจริงๆ คนที่ให้อาหารวันนี้อยู่ที่นี่กันหมดแล้ว ท่านต้องเชื่อพวกเรานะ...”
เป็นครั้งแรกที่ทุกคนเจอปัญหาแบบนี้
ก่อนหน้านี้ทุกคนไม่เคยเห็นใครเลี้ยงกุ้งมาก่อน มีจู้เจียงเจียงเพียงผู้เดียว
วันนี้พวกเขาก็ทำตามวิธีการให้อาหารก่อนหน้านี้ ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมาก่อน มีแค่วันนี้ที่เกิดลักษณะนี้
ภายใต้ความไม่รู้จะทำอย่างไร ทำได้เพียงตามจู้เจียงเจียงมา
จู้เจียงเจียงเห็นทุกคนสับสนวุ่นวาย จึงรีบทำให้อารมณ์ของพวกเขามั่นคง แสดงออกว่ามันไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเขา
“ทุกคนไม่ต้องลนลาน มันเป็นเพราะอุณหภูมิลดลงกะทันหัน เกิดความเปลี่ยนแปลงในบ่อน้ำ ส่งผลให้กุ้งมีการตอบสนองต่อความเครียดอย่างรุนแรง ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า”
“อะไรคือการตอบสนองต่อความเครียด?” ทุกคนฟังไม่เข้าใจ
โจวเหลียงก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาเชื่อว่าในเมื่อจู้เจียงเจียงพูดสาเหตุออกมาได้ ก็ย่อมต้องมีวิธีแก้ปัญหาอย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงถามออกไปตรงๆ “แม่นาง ท่านบอกวิธีกู้ภัยมาโดยตรงเถอะ หากคนไม่พอละก็ ข้าจะเรียกเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการมาให้หมด”
พวกจู้ต้าซานก็ทยอยพยักหน้า รอคำสั่งจากจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้นก็ไม่พูดมากอีก
นางเดินไปที่ขอบบ่อกุ้ง ก้มตัวย่อนั่งพร้อมหยิบกุ้งที่ลอยตายขึ้นมาตัวหนึ่ง คนข้างๆเอาโคมไฟไปใกล้ๆทันที ให้นางดูอย่างละเอียด
แสงของโคมไฟมองสีตัวกุ้งไม่ออก แต่จากการสัมผัสก็รู้ได้ว่าตัวกุ้งนิ่มลง หัวกุ้งมีสีเข้มขึ้น
โดยพื้นฐานนางสรุปได้ว่าเพราะอุณหภูมิน้ำต่ำเกินไป พวกสาหร่ายใต้บ่อแข็งตาย ไม่สามารถสร้างออกซิเจนได้ ส่งผลให้กุ้งขาดอากาศหายใจและตายในที่สุด
เพื่อช่วยชีวิตกุ้งในบ่อ จำเป็นต้องเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งแข็งตาย
นอกจากนั้น ยังต้องเติมออกซิเจนลงไปในน้ำด้วย
แต่วิธีการแก้ปัญหาทั้งสองอย่างนี้ ตอนนี้ก็มีความยากของมันอยู่
ในฤดูหนาว ระดับน้ำของริมแม่น้ำลดลง สายน้ำไม่อาจไหลเข้าสู่บ่อกุ้งได้ การเปิดประตูน้ำก็จะทำให้น้ำในบ่อกุ้งไหลออกไป
ดังนั้น หากต้องการเพิ่มระดับน้ำในบ่อ ก็ต้องใช้วิธีสูบน้ำเข้าไปในบ่อ
พูดง่ายๆก็คือ ต้องหาคนมาช่วยกันตักน้ำใส่ถังแล้วเทลงไปในบ่อทีละถัง
ส่วนการเติมออกซิเจนลงไปในน้ำ นอกจากจะต้องเปลี่ยนสาหร่ายที่ก้นบ่อแล้ว ยังต้องใช้เครื่องมือตีกวนน้ำในบ่อเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการแรงงานคนจำนวนมาก
“แม่นาง ต้องทำเช่นไร ท่านรีบบอกมาเร็ว!” โจวเหลียงเห็นนางเงียบไม่พูดก็ร้อนใจมากๆ
โครงการเลี้ยงกุ้งนี้เป็นจุดเด่นหนึ่งของเมืองเจียงหนาน หากมันล้มเหลว เขาคงให้คำอธิบายที่ทางราชสำนักพึงพอใจไม่ได้
อีกทั้งเขาก็ไม่หวังให้จู้เจียงเจียงประสบความเสียหายด้านการเงิน
“ต้าซาน คืนนี้คงต้องลำบากพวกเจ้าแล้ว”
จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองทุกคนที่อยู่ในบ่อกุ้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วสั่งการว่า “ตอนนี้พวกเจ้าไปเตรียมถังน้ำและเครื่องมือตักน้ำ คิดหาวิธีเติมน้ำลงในบ่อ”
“โจวเหลียง ลำบากเจ้าวิ่งกลับโรงงานยางสักเที่ยว ให้คนงานของข้าทำท่อน้ำชุดหนึ่งคืนนี้ พรุ่งนี้ข้าจะใช้” นางหมุนตัวไปพูดกับโจวเหลียง
ใช้ถังน้ำเติมน้ำในบ่อ นี่เป็นบ่อกุ้งขนาดเกือบหนึ่งพันหมู่ ใช้แค่ถังน้ำจะเพียงพอได้อย่างไร?
ดังนั้นจึงต้องใช้ท่อน้ำช่วย
“ได้ งั้นท่านยืนอยู่ที่นี่อย่าไปไหน ข้าไปครู่เดี๋ยว เดี๋ยวก็มา”
โจวเหลียงกำชับจู้เจียงเจียงเสร็จ ก็สั่งพวกจู้ต้าซานจับตาดูนางให้ดี อย่าให้นางลงน้ำตามไปด้วย
ในวันที่อากาศหนาวจัดแบบนี้ นางตั้งท้องอยู่ ตามนิสัยของนาง ถ้าไม่มีคนเฝ้าละก็ ไม่แน่ว่านางจะแอบลงน้ำไปช่วยแน่นอน
แต่เขาคิดมากเกินไปแล้วจริงๆ
“เอารถม้าไว้ให้ข้าเถอะ ข้ายังต้องไปบ้านเฟิ่งหวงสักเที่ยว ให้คนปลดกังหันน้ำเอามาใช้” จู้เจียงเจียงยังมีเรื่องที่ตัวเองต้องไปทำ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้ยืนอยู่ที่นี่ไม่ขยับ?
โจวเหลียงฟังแล้วก็ตกใจ กลางดึกแบบนี้นางจะขับรถม้าไปบ้านเฟิ่งหวงคนเดียวลำพังหรือ?
มันจะทำได้อย่างไร!
“ต้าซาน เจ้าขับรถม้าพาแม่นางไป ระหว่างทางระมัดระวังความปลอดภัยด้วย” เขายังคงไม่วางใจให้นางไปคนเดียว
“ได้ขอรับ ใต้เท้าโจว!” จู้ต้าซานเข้าใจความกังวลใจของโจวเหลียง
หากไม่ใช่เรื่องนี้มีแค่จู้เจียงเจียงที่แก้ปัญหาได้ พวกเขาก็ไม่อยากรบกวนนางที่กำลังตั้งท้องอยู่หรอก
“โจวเหลียง อย่าลืมไปโรงเตี๊ยมสักเที่ยว บอกกับเสี่ยวอวี๋ หากนางกินข้าวเสร็จแล้วก็รีบกลับไปนอน... ”
รถม้าเริ่มวิ่งแล้ว จู้เจียงเจียงถึงนึกได้ ยังมีพวกเผยเสี่ยวอวี๋ที่รอนางกินข้าวเย็นอยู่ในโรงเตี๊ยม
กลางคืนหน้าหนาวไม่มีพระจันทร์ ลมหนาวผสมละอองฝนนำพากระแสลมเย็นเยียบมา
คนอยู่นอกบ้าน ไม่ว่าจะสวมเสื้อมากแค่ไหน อุณหภูมิร่างกายก็ยังคงต่ำลง
มือที่โผล่ออกมาจากเสื้อผ้า เพียงไม่นานก็แข็งทื่อ
ตลอดเส้นทางจากสถานศึกษาไปยังบ้านเฟิ่งหวง จู้เจียงเจียงได้ปลูกต้นไม้ผลไว้ ทุกๆหนึ่งช่วงจะมีโคมไฟดวงหนึ่ง แต่เพราะลมพัดและฝนตก โคมไฟคืนนี้จึงไม่ได้ส่องสว่าง
แต่ในบ้านเฟิ่งหวงมีโคมไฟติดอยู่ไม่น้อย
ส่วนใหญ่เป็นโคมไฟที่ติดนามสกุลบ้านตัวเองที่พวกเจ้าของบ้านจุดไว้ ส่วนโคมไฟที่ทางบ้านเฟิ่งหวงจัดเตรียมไว้นั้น ถูกลมพัดดับไปมากกว่าครึ่ง
โคมไฟที่ดับยังไม่มีใครมาจุดใหม่ คนเหล่านั้นก็ถูกจู้เจียงเจียงเกณฑ์ไปทำงานแล้ว
รถม้าของจู้เจียงเจียงจอดอยู่ใต้ตึกที่พักคนงานโดยตรง เนื่องจากอากาศหนาวเย็นมาก ทุกคนจึงซุกตัวในผ้าห่มแล้วเข้านอน
นอกจากคนที่ต้องเข้าเวรพรุ่งนี้ คนอื่นๆก็รอที่จะกลับบ้านในวันหยุด
ถึงกระนั้น เมื่อได้ยินเสียงจู้เจียงเจียง ไม่ว่าชายหญิงคนแก่เด็กต่างก็ตื่นขึ้นมาทันที
“เถ้าแก่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ทุกคนสวมเสื้อผ้าไปพลางวิ่งลงตึกไปพลาง
“ขออภัยที่ต้องให้ทุกคนทำงานล่วงเวลาในคืนนี้” ในน้ำเสียงของจู้เจียงเจียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องปลุกทุกคนให้มาทำงานในคืนที่หนาวเย็นเช่นนี้
เมื่อทุกคนได้ยินว่าบ่อกุ้งประสบภัย พวกเขาก็ไม่พูดพล่าม สวมเสื้อผ้ารองเท้าเรียบร้อยก็ตามจู้เจียงเจียงไปปลดกังหันน้ำ
“เถ้าแก่ งั้นข้าจะไปส่งพวกผู้หญิงไปตักน้ำที่บ่อกุ้งก่อน พวกท่านไปปลดกังหันน้ำ ข้าจะรีบกลับมา” คนขับรถบ้านเฟิ่งหวงคนหนึ่งพูด
ปลดกังหันน้ำต้องใช้เวลา เวลานี้พวกเขายังส่งคนไปช่วยบ่อกุ้งก่อนได้ แล้วค่อยกลับมาขนส่งกังหันน้ำ
จู้เจียงเจียงพยักหน้าให้พวกเขาไปก่อน “ระหว่างทางระวังความปลอดภัยด้วย”
การเคลื่อนไหวของพวกเขาดังเกินไป เหล่าครอบครัวที่เพิ่งเข้านอนได้ยินเสียงฝีเท้ารีบเร่งของพวกเขาจึงตื่นขึ้นมา
“ข้างนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ไม่รู้สิ เดี๋ยวข้าออกไปดู...”
ขณะที่พวกจู้เจียงเจียงกำลังเดินไปปลดกังหันน้ำ ผ่านหน้าบ้านของทุกคน ก็เรียกความสนใจของคนในบ้านได้ทันที
แต่ตอนที่พวกเขาเปิดประตูออกมาดู พวกจู้เจียงเจียงก็เดินไปไกลแล้ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...” ทุกคนยังไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ตอนที่ 330: กู้ภัยบ่อกุ้งกลางดึก (2)
เพราะเสียงร้องไห้ของลูกน้อย ทำให้จูชิงหรานและหมิงเหยาที่ยังไม่ได้เข้านอน ถูกความเคลื่อนไหวข้างนอกทำให้ตกใจ
“ท่านพี่ ข้างนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
หมิงเหยาอุ้มลูกน้อยให้นมอยู่ในอ้อมแขน ตระกูลจูในตอนนี้มีเพียงพวกเขาสามีภรรยาและลูกน้อยที่เพิ่งคลอดเท่านั้น
จูชิงหรานลาพักร้อน มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนนางได้เต็มที่ ส่วนคนอื่นๆในตระกูลหมิงก็กลับตัวเมืองไปเตรียมฉลองปีใหม่ ตอนนี้จึงไม่มีใครอยู่ในบ้านเฟิ่งหวง
“ไม่รู้เหมือนกัน” จูชิงหรานพูดพลางลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้า “น้องหญิง เจ้ารออยู่ในบ้านเถิด ข้าจะออกไปดูสักหน่อย”
พวกเขาคุ้นเคยกับความเงียบสงบของบ้านเฟิ่งหวง เมื่อจู่ๆ เกิดเสียงความเคลื่อนไหวใหญ่ขึ้นด้านนอก ไม่ว่าใครก็คงไม่คิดมากไม่ได้
แต่ว่าประตูใหญ่ของบ้านเฟิ่งหวงมีคนเฝ้าอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพวกโจรเข้ามา
ดังนั้น มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ต้องออกไปดูด้วยตาตัวเองถึงจะรู้
จูชิงหรานเพิ่งเปิดประตูใหญ่ออกมา ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งบนถนนหน้าบ้านทำให้ตกใจ
ในมือของพวกเขาถือโคมไฟ ยืนเบียดเสียดกันอยู่ทางซ้ายของลานบ้าน พูดคุยกันเสียงดังเป็นระยะระยะ บางคนก็ตะโกนว่า “ระวัง ระวัง ใช้แรงหน่อย”
ในกลุ่มคนเหล่านั้น เขาเห็นจู้เจียงเจียง
“อาจารย์จู้ กลางดึกแบบนี้ พวกท่านกำลังทำอะไรกัน?” จูชิงหรานยืนอยู่ในลานบ้านของตัวเอง มองลงไปหาจู้เจียงเจียงที่ยืนอยู่บนถนนด้านล่าง
เมื่อเห็นเขา จู้เจียงเจียงก็เดินเข้ามาหา “อาจารย์จู้ เสียงดังรบกวนพวกท่านใช่ไหม ขอโทษด้วย บ่อกุ้งเกิดเรื่องนิดหน่อย พวกเรากำลังปลดกังหันน้ำจะส่งไปติดตั้งที่บ่อกุ้ง”
บ้านเฟิ่งหวงมีกังหันน้ำหลายแห่ง มีแห่งหนึ่งอยู่ข้างบ้านจูชิงหรานพอดี
เดิมนางไม่อยากเสียงดังปลุกพวกเขาและลูกน้อย แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ
“บ่อกุ้งเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ต้องการให้ข้าช่วยเหลือไหม?” จูชิงหรานถามอย่างเป็นห่วง
หมิงเหยาที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงของจู้เจียงเจียง ก็อุ้มลูกน้อยออกมา “อาจารย์จู้ บ่อกุ้งไม่เป็นไรมากใช่ไหม พวกเราพอช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่?”
ทั้งสองคนรู้นิสัยของจู้เจียงเจียงเป็นอย่างดี
หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน นางคงไม่ฝ่าฝนออกมาทำงานกลางดึกแน่
“อาจารย์จู ไม่ง่ายเลยที่จะมีวันหยุด หมิงเหยาก็ยังอยู่ในช่วงอยู่เดือน ข้าไม่รบกวนพวกท่านหรอก แม่นางหมิงรีบเข้าไปในบ้านเถอะ ระวังอย่าเป็นหวัด”
จู้เจียงเจียงโบกมือไล่พวกเขา และเร่งให้หมิงเหยาเข้าไปในบ้าน
“จริงด้วยแม่นางหมิง ท่านเอาเสื้อกันฝนให้ข้ายืมสักคืน ตอนข้าออกบ้านมาฝนยังไม่ตกเลย” ยืนอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง จู้เจียงเจียงก็เริ่มหนาวสั่นแล้ว
พวกคนงานก็ไม่ให้นางลงไปช่วยปลดกังหันน้ำ นางเลยไม่มีอะไรทำ กลับยิ่งรู้สึกหนาวมากขึ้นไปอีก
“ท่านพี่รีบไปหยิบเสื้อกันฝนมา”
หมิงเหยาใช้ผ้าอ้อมบังหน้าของลูกน้อยในอ้อมกอด เดินฝ่าละอองฝนออกมา “เจียงเจียง ที่หมอเทวดามียารักษาอาการหนาวสั่น ข้าจะให้เขาต้มหนึ่งกาเตรียมให้เจ้าดีไหม? ค่ำคืนนี้หนาวมากจริงๆ”
แม้แต่ตัวนางที่นอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน ยังรู้สึกว่าคืนนี้หนาวกว่าที่ผ่านมาไม่น้อย
ตื่นมาพรุ่งนี้ เกรงว่าคงจะมีคนไม่น้อยที่ป่วยเพราะอากาศหนาว ดังนั้นพวกเขาควรไปให้หมอเทวดาซิวเขียนใบสั่งยาเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
“อีกเดี๋ยวข้าค่อยไป ท่านรีบเข้าบ้านเถอะ ท่านต้องคิดถึงตัวเองและลูกน้อยด้วยนะ” จู้เจียงเจียงร้อนใจมาก หากไม่ใช่ว่าตัวนางมีไอเย็น นางคงผลักหมิงเหยาเข้าไปในบ้านแล้ว
จูชิงหรานหยิบเสื้อกันฝนมาให้จู้เจียงเจียง จากนั้นก็บังคับดึงหมิงเหยาเข้าไปในบ้าน
ผ่านความทรมานมาหนึ่งชั่วยามกว่า ในที่สุดกังหันน้ำก็เอาออกมาได้สำเร็จ คนกลุ่มหนึ่งแบกท่อนไม้หนักๆ ลงเขาไปทางบ่อกุ้ง
เหตุการณ์นี้จึงทำให้พวกเจ้าของบ้านที่บ้านเฟิ่งหวงรู้ว่าบ่อกุ้งจู้เจียงเจียงเกิดเรื่องกันหมดแล้ว
แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ทุกคนจึงไม่ได้ออกบ้านมาช่วยเหลือ หลังจากแอบออกมาดูความวุ่นวายเล็กน้อยก็กลับห้องไปนอนต่อ
ทางด้านเซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวงนั้น
พวกเขาถูกลูกค้าที่แห่กันมาซื้อผ้านวมตื๊ออยู่ จนกระทั่งฟ้ามืดถึงได้เลิกงาน
พอลูกค้ากลับไปหมดแล้ว ตอนที่ทั้งสองคนกำลังจะกลับบ้านเฟิ่งหวง ก็เจอโจวเหลียงที่กลับมาเพื่อสั่งให้โรงงานเร่งทำงานคืนนี้ พวกเขาถึงรู้เรื่องบ่อกุ้ง
“ใต้เท้าโจว หัวหน้าเหวิน ข้าอยู่คุมงานในโรงงานเอง พวกท่านไปบ่อกุ้งช่วยเหลือพี่หญิงจู้ก่อน ที่นี่มีข้าอยู่วางใจเถอะ”
เซินหมิ่นคือผู้มีอำนาจอันดับสองของโรงงาน คุ้นเคยกับคนงานและการทำงานในโรงงาน นางจะไปไม่ได้
สำหรับการจัดการของนาง เหวินอวู่ซวงอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
เพียงแต่กำชับนางหนึ่งประโยค “งั้นเจ้าก็อยากลืมสวมเสื้อผ้าเยอะๆ ระวังอย่าให้เป็นหวัด”
ดึกขนาดนี้แล้ว วันนี้พวกเขาสองคนก็เหนื่อยมาทั้งวัน
เดิมเหวินอวู่ซวงอยากแนะนำให้เซินหมิ่นกลับไปพักผ่อน แต่คิดดูแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่นางจะทิ้งงานเหล่านี้โดยไม่สนใจกลับไปนอนหลับคนเดียว ดังนั้นเขาถึงไม่พูดอะไร
ให้นางอยู่ในโรงงานเป็นการดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องตากฝน
หากไปบ่อกุ้ง นางต้องไม่สนใจอะไรแล้วตามทุกคนลงน้ำไปแน่ๆ ดังนั้นอยู่ที่นี่ดีที่สุดแล้ว
เหวินอวู่ซวงขี่ลาของตัวเอง โจวเหลียงก็ขี่ม้าของตัวเอง สองคนเดินทางพร้อมกัน
คนหนึ่งไปทางบ่อกุ้ง อีกคนไปทางตัวเมือง เรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกู้ภัย
แต่ก่อนไปบ่อกุ้ง เหวินอวู่ซวงแวะไปที่โรงเตี๊ยมก่อน ให้คนทำอาหารส่งไปให้เซินหมิ่น วันนี้นางยังไม่ได้กินข้าวเย็น
เรื่องที่เกิดขึ้นกับบ่อกุ้ง แทบจะทำให้ทุกคนที่ทำงานใต้อาณัติของจู้เจียงเจียงตื่นตระหนกไปหมด
คนงานในโรงงาน คนงานในบ้านเฟิ่งหวง ยังมีคนเฝ้าบ่อกุ้ง รวมถึงเซินเซี่ยวและพวกคนงานในโรงเตี๊ยมต่างก็รู้เรื่องนี้กันหมด
หลังจากโรงเตี๊ยมปิดแล้ว พวกเซินเซี่ยวไม่ได้กลับไปนอน แต่อยู่หลังครัวต่อ เตรียมน้ำแกงร้อนๆให้คนที่ไปกู้ภัยบ่อกุ้ง
เห็นคนรอบข้างกำลังเป็นห่วงบ่อกุ้ง เป็นไปไม่ได้ที่เผยเสี่ยวอวี๋จะสามารถกลับไปนอนหลับได้
นางตัวเล็กช่วยอะไรไม่ได้ แต่ช่วยยกโคมไฟยังทำได้อยู่
คิดได้ดังนั้น นางจึงพาพวกน้องเจ็ดไปบ่อกุ้งด้วยกัน ปะปนอยู่ในกลุ่มคน ช่วยทุกคนถือโคมไฟส่องแสงสว่าง
จู้เจียงเจียงยุ่งอยู่กับการสั่งงานเรื่องติดตั้งกังหันน้ำที่ขอบบ่อ ไม่ทันสังเกตว่าพวกเด็กซนก็มาด้วย ยังคงมุ่งมั่นกับงานของตัวเอง
กังหันน้ำที่ปลดมาจากบ้านเฟิ่งหวงต้องติดตั้งลงในบ่อน้ำ ใช้แรงหมุนเวียนน้ำของกังหันน้ำสร้างออกซิเจนในน้ำ
ระดับความลึกของน้ำในบ่อถึงต้นขา หนองเลนทั้งลึกทั้งดูด หลังจากเข้าไปก็จะเดินเหินลำบาก
เหล่าคนที่ยกกังหันน้ำเข้าบ่อ ล้มในน้ำอยู่หลายครั้ง เปียกปอนไปทั้งตัวก็ยังไม่ยอมขึ้นฝั่ง
“เร็ว! พวกเจ้าไปช่วยติดตั้งแทน ให้พวกเขารีบออกมา ไม่งั้นจะแข็งตายแล้ว!” จู้เจียงเจียงทั้งโกรธทั้งเป็นห่วง
พวกคนที่น้ำเข้ากางเกง เปียกไปทั้งตัวก็ยังไม่ยอมขึ้นฝั่ง จะไม่ให้นางโกรธได้อย่างไร ต้องให้หนาวจนแข็งตายไปก่อนถึงจะยอมขึ้นฝั่งหรืออย่างไรกัน?!
“ต้มน้ำร้อนเสร็จหรือยัง? เสื้อผ้าแห้งล่ะ? รีบเอามา!”
จู้เจียงเจียงตะโกนเรียกคนเฝ้าบ่อที่อยู่ใกล้ที่สุด
ผู้หญิงในบ้านได้ยินคำนี้ รีบอุ้มผ้าห่มวิ่งมา สีหน้าร้อนใจเร่งคนในบ่อพร้อมกับจู้เจียงเจียง
“ท่านพี่ ท่านตัวเปียกหมดแล้วรีบขึ้นมาเร็วเข้า”
“มะ…มาแล้ว...” ผู้ชายสองสามคนกลับมาหลังถูกแทนที่ กอดแขนตัวเองตัวสั่น เดินโซเซกลับมาที่ริมฝั่ง
สีหน้าของพวกเขาซีดเซียวจนเขียวคล้ำ หากสังเกตเส้นผมที่โดนน้ำ ยังมีเกล็ดน้ำแข็งชั้นหนึ่ง
สีหน้าของจู้เจียงเจียงยิ่งเข้มขึ้น
คลื่นลมหนาวครั้งนี้ รุนแรงกว่าที่นางจินตนาการไว้มาก
บางทีนางควรยอมแพ้เรื่องกู้ภัยบ่อกุ้ง ไม่เช่นนั้นทุกคนต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อนางและบ่อกุ้ง
จบตอน
Comments
Post a Comment