divorce ep331-340

 ตอนที่ 331: รักษาบ่อกุ้งไว้ได้


ผ่านการต่อสู้อย่างหนักมาตลอดทั้งคืน ในที่สุดตอนฟ้าใกล้สาง บ่อกุ้งก็กลับสู่ความสงบแล้ว


ทุกคนอยู่ในน้ำมาทั้งคืน จู้เจียงเจียงก็เฝ้าอยู่ริมฝั่งมาทั้งคืนเช่นกัน


หลังจากติดตั้งกังหันน้ำเสร็จ ท่อน้ำก็ใช้งานได้แล้ว ถึงแม้ความพยายามเพียงเล็กน้อยนี้จะไม่สามารถทำให้บ่อกุ้งฟื้นฟูกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิมได้ แต่อย่างน้อยก็ลดความเสียหายของกุ้งลงได้บ้าง


ต่อไปเพียงแค่รักษาการเคลื่อนไหวของน้ำ เพิ่มสาหร่ายชนิดใหม่เข้าไป ปัญหาครั้งนี้ก็ถือว่าผ่านพ้นไปได้


“ลำบากทุกคนแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนและเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะ ที่พักทุกแห่งเตรียมน้ำร้อนไว้ให้แล้ว โรงอาหารก็เตรียมโจ๊กร้อนและยาต้มขับความเย็นไว้ให้ทุกคนแล้ว รีบกลับไปกินก่อนค่อยนอนกันนะ”


จู้เจียงเจียงกำชับทุกคนที่ผ่านตัวนางไปมาอย่างละเอียด


พวกเขามีแค่โคลนเต็มตัว กางเกงและแขนเสื้อเปียกไปหมด มือเท้าเย็นแข็งจนเดินลำบาก


ฉากนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกผิดมากๆ


เมื่อคืนตอนเซินหมิ่นมาหานาง นางก็ให้เซินหมิ่นไปปลุกคนในโรงอาหารทุกคนให้ตื่นมาเตรียมน้ำร้อนและของกินให้พวกเขาทั้งคืน


ในเรื่องนี้ นางจะไม่เอาเปรียบใครแน่นอน


“เถ้าแก่ แบบนี้บ่อกุ้งก็รอดแล้วใช่ไหม? ยังต้องการให้ทำเรื่องอื่นอีกไหม วันนี้พวกเรากลับไม่ได้แล้วก็เฝ้าอยู่ที่นี่เสียเลย”


จู้ต้าซานหนาวจนริมฝีปากม่วง กอดผ้าห่มของตัวเองไว้แน่นเดินเข้ามา


เขาไม่มีญาติพี่น้องอยู่หมู่บ้านจู้เจีย อยู่ที่นี่ก็อาศัยอยู่บ้านเฝ้าบ่อคนเดียวลำพัง เขาไม่มีอะไรให้คิดถึงและไม่จำเป็นต้องกลับบ้าน


“ไม่ต้อง วันนี้เจ้าก็พักผ่อนให้เพียงพอเถอะ เรื่องอื่นๆรอพรุ่งนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” จู้เจียงเจียงตบไหล่ของจู้ต้าซาน “กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”


คนงานที่มาร่วมช่วยเหลือทยอยกันกลับบ้าน วันนี้นับว่าหยุดงานแล้ว พวกเขานอนหลับได้อย่างสบายใจ


จู้เจียงเจียงยืนอยู่ริมฝั่ง มองทุกคนแยกย้ายกลับไป ตอนนี้สีท้องฟ้าสว่างจ้าแล้ว


ฟ้าสว่างแล้ว นางถึงมองเห็นสภาพน่าอนาถของบ่อกุ้งได้อย่างชัดเจน


ผิวน้ำบ่อกุ้ง ริมฝั่ง โคลนตม ยังมีวัชพืชลอยน้ำที่เลี้ยงไว้ ทั้งหมดเต็มไปด้วยกุ้งจำนวนมากที่ตายจากการขาดออกซิเจนเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลง


พวกที่โชคดีรอดชีวิตมาได้กำลังว่ายเข้าท่อน้ำ ยังมีรอบๆกังหันน้ำ ซ่อนตัวอยู่ในโคลนเพื่อเอาชีวิตรอด


“พี่หญิงจู้ พวกนี้จะจัดการอย่างไร?”


เซินหมิ่นมาถึงข้างตัวจู้เจียงเจียง มองกุ้งตายเป็นแพตรงหน้าแล้วถามนาง


จู้เจียงเจียงอ้าปากจะพูดแต่ก็เงียบลง ก้มหน้าแคะนิ้วมือของตัวเอง


ปรับอารมณ์ตัวเองแล้วพูดว่า “ให้ทุกคนพักผ่อนกันให้เต็มที่วันหนึ่งก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาคนลงน้ำไปช้อนกุ้งที่ลอยขึ้นมา ส่วนกุ้งที่ยังไม่ตายสนิทก็ให้คนที่อยากได้เอาไป ส่วนที่ตาย...สับเป็นอาหารให้ปลาในบ่อกินก็แล้วกัน”


กุ้งตายเพราะขาดออกซิเจน ไม่ได้ถูกคนวางยาพิษ ดังนั้นถ้ายังไม่ตายสนิทก็ยังกินได้


แต่ขายไม่ได้แล้ว ดังนั้นก็ดูว่าใครอยากได้ก็ให้เอาไป หากไม่มีคนเอา ก็สับเป็นอาหารให้ปลากิน


“จริงด้วย”


จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองเซินหมิ่น “เจ้าอย่าลืมบอกหัวหน้าเหวิน กังหันน้ำที่เอามาจากบ้านเฟิ่งหวง ให้เขาคิดวิธีปลอบโยนเจ้าบ้านในชุมชนใหม่ คิดว่าคงใช้เวลาอีกหลายวันถึงจะคืนกังหันน้ำกลับไปได้”


กังหันน้ำที่บ้านเฟิ่งหวงใช้สำหรับส่งน้ำให้เจ้าบ้านที่อาศัยอยู่บนเขา


แต่ตอนนี้เอากังหันน้ำออก พวกเขาต้องลงเขามาตักน้ำใช้กันเอง หากเป็นแบบนี้ต้องมีคนไม่พอใจแน่นอน


ในสถานการณ์แบบนี้ ก็ต้องให้เหวินอวู่ซวงออกหน้าไปอธิบายและชดเชยให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการส่งน้ำให้ถึงบ้าน หรือให้สิ่งของชดเชย ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นของพวกเจ้าบ้าน


เมื่อสถานการณ์ในบ่อกุ้งกลับมาเป็นปกติ ระดับน้ำในบ่อสูงขึ้น ใส่สาหร่ายชนิดใหม่ลงไป ออกซิเจนในน้ำเพียงพอแล้ว พวกเขาก็เอากังหันน้ำกลับไปติดตั้งที่เดิมได้


“เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว พี่หญิงจู้วางใจเถิด”


เซินหมิ่นจดเรื่องที่จู้เจียงเจียงมอบหมายให้ไว้ในใจ “พี่หญิงจู้ พี่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน รีบกลับไปพักเถิด ดูแลลูกในท้องให้ดี”


สำหรับนางแล้ว คนที่อดหลับอดนอนเมื่อคืนที่ทำให้นางเป็นห่วงที่สุดก็คือจู้เจียงเจียง


นางที่กำลังตั้งครรภ์ กลางคืนอยู่ริมน้ำและริมบ่อกุ้งวิ่งไปวิ่งมาท่ามกลางฝนตก เซินหมิ่นกลัวมากจริงๆ ว่านางจะไม่ทันระวังลื่นล้มลงไปในน้ำ


“คนงานที่มาช่วยเหลือเมื่อคืน ให้ค่าล่วงเวลาพวกเขาสามเท่าเป็นค่าชดเชย...”


จู้เจียงเจียงยังอยากพูดต่อ กลับถูกเซินหมิ่นตัดบท อีกทั้งผลักนางให้เดินไปตามถนนหลวง


“รู้แล้วเจ้าค่ะ รู้แล้วเจ้าค่ะ พี่หญิงจู้รีบกลับไปเถอะ เสี่ยวอวี๋รออยู่บนรถม้าจนนอนหลับไปแล้ว”


ติดตามข้างกายจู้เจียงเจียงมานานขนาดนี้ หากเรื่องเล็กๆแบบนี้ยังจัดการไม่ได้ละก็ เช่นนั้นปีกว่านี้ของนางก็เสียเปล่าแล้ว


จู้เจียงเจียงเถียงสู้เซินหมิ่นไม่ได้ ถูกนางบังคับพาขึ้นรถไป


ไม่เพียงเท่านี้ เซินหมิ่นยังเป็นคนขับรถม้าเอง ส่งพวกนางพี่สะใภ้น้องสามีกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


“งั้นเจ้าก็รีบกลับไปนอนด้วย เรื่องอื่นปล่อยไว้ก่อน ดึงดันไม่ได้ อย่าอวดดี”


เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน จู้เจียงเจียงก็กำชับเซินหมิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ด้วยนิสัยของเซินหมิ่น มีความเป็นไปได้มากว่าจะไม่ยอมกลับไปที่พัก แต่ตรงไปหาเก้าอี้หนึ่งในโรงงานแล้วหลับไป จากนั้นก็ตื่นมาทำงานต่อ


กระแสลมหนาวมาอย่างกะทันหัน เกรงว่าโรงงานวันนี้จะหยุดตามแผนเดิมไม่ได้ พวกเขาต้องรีบเอาฝ้ายที่เหลือผลิตออกมา


เซินหมิ่นเพิ่งไป พวกสวี่เหล่าเกินก็ล้อมเข้ามา


คนในหมู่บ้านมองจู้เจียงเจียงด้วยความเป็นห่วง บ่นนางว่า “สะใภ้น้อย พวกเราได้ยินว่าเมื่อคืนบ่อกุ้งเกิดเรื่องใช่ไหม?”


“ทำไมไม่ส่งคนกลับมาเรียกพวกเราล่ะ พวกเราจะได้ไปช่วยเหลือ”


“นั่นสิ ท่านก็เกรงใจเกินไปแล้ว กุ้งนั้นพวกเราก็กินไปไม่น้อย ช่วยเหลือแค่นี้ไม่ลำบาก...”


พวกชาวบ้านพูดกันยืดยาว จู้เจียงเจียงไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้พูดเลย


ยังไม่ทันที่พวกชาวบ้านจะพูดจบ หน้าประตูก็มีสองคนมา ‘สอบถาม’ นาง


“แม่นางจู้ ข้าได้ยินว่าเมื่อคืนบ่อกุ้งเกิดเรื่องใช่ไหม เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” สวี่กู้พลิกตัวลงจากหลังม้า วิ่งมาถึงตรงหน้าก็ถามทันที


หนานเฟิงเฉียนที่ตามหลังมา ก็ลงจากหลังม้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจ


บ่อกุ้งกับหมินซู่มีภูเขาชากั้นอยู่ แม้ความเคลื่อนไหวของบ่อกุ้งเมื่อคืนจะเสียงดังใหญ่โตแค่ไหน พวกเขาที่พักอยู่ในหมินซู่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย


เช้าวันนี้เห็นพวกคนงานของโรงเตี๊ยมตัวเปื้อนโคลนกลับมา พวกเขาถามไถ่จึงได้รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น


จู้เจียงเจียงง่วงนอนมาก แม้แต่ท่าทีก็แสดงไม่ออก


เพียงแต่อธิบายเสียงเบากับพวกเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง “ไม่เป็นไร แค่เกิดกระแสลมหนาวขึ้นมา ทำให้กุ้งในบ่อกุ้งแข็งตายไปไม่น้อย แต่เมื่อคืนก็ได้ทำการป้องกันไว้แล้ว ถือว่ารักษาไว้ได้แล้ว”


“กระแสลมหนาว?”


พอได้ยินแบบนั้น ทั้งสองคนจึงเพิ่งรู้สึกตัว “สองวันนี้เหมือนจะหนาวอยู่นิดๆ...”


พวกเขาก็เหมือนกับจู้เจียงเจียง เตรียมเครื่องกันหนาวมาอย่างพร้อมเพรียง ดังนั้นจึงไม่ทันสังเกตว่าอากาศหนาวเย็นลงมากขนาดนี้แล้ว


“แม่นางจู้ กระแสลมหนาวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงไหม? นอกจากบ่อกุ้ง จะยังมีผลกระทบกับสิ่งอื่นๆด้วยหรือไม่?” หนานเฟิงเฉียนคิดถึงที่นานาทดลองของตัวเอง


ถึงแม้ที่นาทดลองผืนนั้นตอนนี้จะยังไม่ได้ปลูกอะไรมากนัก และไม่นับว่าเสียหายอะไร


แต่โอกาสหาได้อยาก เขายังอยากจะเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาผลกระทบของภัยพิบัติจากสภาพอากาศต่อการเกษตร หากเขาเอาทักษะกลับไป เมื่อพบเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ควรทำอย่างไร?


ดังนั้นเขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป


“อืม...น่าจะส่งผลกระทบต่อต้นผลไม้ แปลงผัก และเห็ดไม่มากก็น้อย ข้ากำลังคิดจะบอกเรื่องนี้กับทุกคนอยู่”


จู้เจียงเจียงหันหน้ามองไปทางพวกสวี่เหล่าเกิน ใบหน้าอ้อนวอน “ปู่สวี่ รบกวนทุกคนได้ไหม ช่วยข้าใช้ฟางข้าวปิดรอบๆลำต้นผลไม้ ป้องกันความหนาวเย็น”


“พันหนึ่งต้น จ่ายเงินสองเหวิน…” นางยังบอกเงื่อนไขไม่หมด คนในหมู่บ้านต่างก็เสนอตัวกันใหญ่


“ข้าไป ข้าไป!”


“ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ว่างอยู่ ข้าก็ไปเหมือนกัน”


ปีนี้ทุกคนหาเงินได้มาไม่น้อย แต่ใกล้สิ้นปีแล้ว ถ้าได้เงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็จะมีอาหารบนโต๊ะมื้อค่ำส่งท้ายปีเพิ่มอีกหนึ่งจาน ใครจะไม่ยินดีทำ?


ตอนที่ 332: หิมะขวางปิดถนน พ่อค้าต่างถิ่นติดอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


จู้เจียงเจียงนอนหลับจนถึงตอนบ่าย


ตื่นมากินข้าวเสร็จ ก็ขับรถม้าออกบ้านไปตรวจตราธุรกิจคนเดียวลำพัง


นางเดินรอบๆโรงงาน โรงเตี๊ยม สวนชา และบ่อกุ้ง เพราะเรื่องเมื่อคืน วันนี้คนงานที่หยุดและกลับบ้านไปมีไม่เยอะ ทุกคนยืนกรานจะเข้าทำงานของตัวเอง


เพราะโรงงานต้องรีบผลิตฝ้ายไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อผ้านวมใหม่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลับไป จู้เจียงเจียงเข้าใจได้


เพียงแต่คนงานในโรงเตี๊ยมทำไมก็ไม่กลับสักคน?


“เซินเซี่ยว หน้าห้องโถงโรงเตี๊ยมทำไมยังมีคนรับแขก ไม่ใช่ให้พวกเจ้าทุกคนกลับบ้านไปเตรียมตัวฉลองปีใหม่กันแล้วหรือ?”


จู้เจียงเจียงมาถึงครัวหลัง เอ่ยถามเซินเซี่ยว


ตามที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ ครัวหลังจะให้คนงานอยู่แค่หนึ่งถึงสองคน เอาไว้ทำอาหารให้แขกที่พักอยู่ในหมินซู่โดยเฉพาะก็พอ ไม่ต้องเปิดโรงเตี๊ยม


แต่วันนี้ตอนนางมา พบว่าห้องโถงของโรงเตี๊ยมไม่เพียงแต่มีคนอยู่ แต่กลับมีคนอยู่เยอะมาก!


มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?


มือเซินเซี่ยวกำลังผัดผักอยู่ เขาหันหน้ามามองจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง


“เถ้าแก่ เรื่องนี้เมื่อครู่พวกเราก็เพิ่งถามไปเหมือนกัน ได้ยินว่าเพราะว่ากระแสลมหนาว เส้นทางไปทางเหนือเดินลำบาก พ่อค้าต่างถิ่นที่ผ่านทางไม่กล้าเสี่ยง ก็เลยย้อนกลับมาแวะพักที่นี่ก่อนสักสองสามวัน บอกว่าดูสถานการณ์ก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะเดินทางต่อหรือไม่”


“แม้แต่รถม้าก็เดินทางไม่ได้หรือ?”


จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ในใจนางมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง


ชาติก่อน เพราะกระแสลมหนาว พายุหิมะก่อตัว ทำให้มีข่าวการจราจรอัมพาตอยู่บ่อยๆ หรือว่าพวกเขาตอนนี้ก็ประสบปัญหาเดียวกัน?


เพื่อยืนยันความรุนแรงของกระแสลมหนาวครั้งนี้ นางหมุนตัวไปห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยม


คนที่นั่งอยู่ในห้องโถงดูแล้วแปลกหน้า สำเนียงก็แตกต่างกัน ดูออกว่าไม่ใช่คนท้องถิ่นเมืองเจียงหนาน


พวกเขานั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่นั่งยาว ถือชาร้อนอบอุ่นร่างกายที่ร้านเตรียมให้ รออาหารยกมา


มีบางคนเบียดอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน เพื่อแย่งจองห้องว่างในหมินซู่ ทั้งห้องโถงใหญ่จึงเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกวุ่นวาย


และสาเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์วุ่นวายและเสียงดังแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะถูกกระแสลมหนาวกักขังไว้ ทำให้ทุกคนรู้สึกวิตกกังวล


จู้เจียงเจียงมองหาแขกคนหนึ่ง นั่งลงเริ่มพูดคุยผูกสัมพันธ์กับพวกเขา


“ท่านป้า พวกท่านผ่านมาทางนี้ กำลังจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กันหรือ?”


ซ้ายขวาของผู้หญิงคนนั้นมีลูกชายลูกสาววัยเจ็ดแปดขวบนั่งอยู่ ตำแหน่งตรงข้ามยังมีลูกชายอายุสิบสามสิบสี่นั่งอยู่ แม่ลูกสี่คนสวมเสื้อผ้าบางๆ ในมือถือชาร้อนให้ความอบอุ่น


เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงนั่งลง ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ขับไล่ แต่กลับร้องทุกข์กับนางแทน


“เฮ้อ โชคไม่ดี ข้ากับสามีพาพวกเด็กๆกลับบ้านเกิด คิดว่าก่อนปีใหม่จะกลับมาฉลองปีใหม่ทัน ใครจะรู้กระแสลมหนาวมา พวกเรากลับไม่ได้แล้ว”


จู้เจียงเจียงถาม “ระหว่างทางกลับพวกท่านเจอกระแสลมหนาวบีบให้ย้อนกลับมา หรือว่าได้ยินคนอื่นเล่ากันเจ้าคะ?”


ผู้หญิงคนนั้นตอบ “ปีใหม่ หากกลับไปได้ พวกเราก็จะพยายามทุกวิถีทาง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พวกเราคงไม่ย้อนกลับมาหรอก”


ครอบครัวนี้เคยลองเดินทางกลับทางทิศเหนือ เพียงแต่ระหว่างทางเจอกระแสลมหนาวที่พัดมาทางใต้โจมตี


พายุหิมะปกคลุมเส้นทางกลับบ้าน บวกกับฝนตกปรอยๆ สองวันนี้ ถนนลื่นมาก เดินทางต่อไปไม่ได้ พวกเขาจึงต้องกลับมา


คนที่นั่งอยู่เก้าอี้ข้างๆพวกเขา ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนก็เข้าร่วมด้วย ร้องทุกข์ไปด้วยกัน


“ข้าไม่เหมือนกับพวกท่าน”


ชายคนหนึ่งพูดขึ้น “เส้นทางกลับบ้านของข้าไม่ผ่านทางนี้เลย เพียงแต่ระหว่างทางกลับบ้านได้ยินคนอื่นบอกว่าทางข้างหน้าไปไม่ได้ ถึงตามทุกคนมาถึงเมืองเจียงหนาน พวกเขาบอกว่าที่นี่มีอาหารสมบูรณ์ อย่างน้อยๆก็จะไม่หิวตาย ดังนั้นก็เลยมา”


นะ...นี่นับว่าเป็นคำชมเมืองเจียงหนานของพวกเราได้ใช่ไหมนะ? ถึงขนาดเดินอ้อมก็ต้องมาที่นี่


แต่ว่าจากคำร้องทุกข์ของพวกเขา จู้เจียงเจียงได้รับข่าวสารที่มีประโยชน์มากมาย


ตอนนี้ได้รู้แล้ว กระแสลมหนาวปีนี้รุนแรงกว่าปกติ


เส้นทางถูกน้ำแข็งปกคลุม ผู้คนติดอยู่ กลับบ้านไม่ได้อีกมากมาย


ไม่รู้ว่าเผยจี้จะกลับมาตามเวลาได้ไหม?


“แม่นาง ข้ารู้ว่าห้องพักของท่านมีจำกัด แต่ท่านจะช่วยเหลือสักหน่อยได้ไหม ถึงแม้จะต้องเบียดเสียดกันหลายครอบครัวก็ได้ ไม่งั้นละก็ พวกเราต้องแข็งตายอยู่ข้างนอกแน่”


ทางโต๊ะคิดเงินเหมือนเกิดการโต้เถียงขึ้น


ตู้กุ้ยเจวียนที่รับผิดชอบบัญชีของโรงเตี๊ยมทำหน้าลำบากใจ พยายามอธิบายกับทุกคน แต่ก็แข็งใจไม่ไหว


นางก็ไม่อยากเห็นพวกเขาแข็งตายอยู่ข้างนอก แต่เตียงของหมินซู่มีจำนวนจำกัด นางเองก็ทำอะไรไม่ได้


“กุ้ยเจวียน เปิดห้องให้พวกเขาเถอะ”


จู้เจียงเจียงเบียดเข้าไปในกลุ่มคนหน้าโต๊ะคิดเงิน “ทุกคนสบายใจได้ ขอแค่พวกท่านยินดีที่จะยอมเบียดกัน พวกเราก็จะจัดห้องให้พวกท่าน”


เดิมตู้กุ้ยเจวียนก็ตั้งใจแบบนี้ ตอนนี้ได้ยินจู้เจียงเจียงเห็นด้วยแล้ว นางก็จัดการให้ทุกคนทันที


เนื่องจากมีแขกเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ผ้านวมในห้องไม่พอใช้แน่นอน


ต่อมาจู้เจียงเจียงจึงไปที่แผนกห้องพักของหมินซู่ ให้คนงานนำผ้าห่มเก่าที่ใช้ก่อนหน้านี้ออกมา เก่าใหม่เอามาใช้ด้วยกัน


แต่ด้วยเหตุที่แขกมาโดยไม่คาดคิด คนงานของโรงเตี๊ยมและหมินซู่จึงต้องทำงานล่วงเวลา


เกี่ยวกับเรื่องทำงานล่วงเวลา หลังจากจัดการพวกแขกเสร็จ จู้เจียงเจียงก็เรียกทุกคนมาเปิดประชุมเป็นพิเศษ


ในห้องประชุม นางมีใบหน้าละอายใจ “ต้องขอโทษทุกคนจริงๆ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ปีใหม่ปีนี้ทุกคนอาจกลับบ้านไม่ได้แล้ว”


ตู้กุ้ยเจวียนที่วันนี้ยุ่งอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน ได้ยินความลำบากของพวกแขกมาทั้งวัน ก็เอ่ยปากขึ้นก่อน


“เถ้าแก่ ข้าได้ยินว่ากระแสลมหนาวครั้งนี้รุนแรงมาก แขกที่เข้ามาวันนี้ทุกคนล้วนแต่มาหลบหนาวทั้งนั้น หากพวกเราไม่ให้พวกเขาอยู่ ไม่แน่ว่าอาจมีคนตาย”


“หา? รุนแรงขนาดนั้นเลยหรือ?” คนอื่นๆต่างตกใจ


“เป็นเรื่องจริง ข้าได้ยินแขกบอกว่า วันก่อนรถม้าของพวกเขาตกหลุมในพายุหิมะ แค่ครึ่งวันก็แข็งเป็นน้ำแข็งแล้ว หากไม่ใช่ขบวนรถผ่านทางมาใช้เชือกช่วยดึงรถม้าของพวกเขาออกจากพายุหิมะ ไม่แน่ว่าพวกเขาคงตายไปแล้ว”


ตู้กุ้ยเจวียนแบ่งปันเรื่องราวที่ตัวเองได้ยินมากับทุกคนด้วยท่าทางจริงจัง


ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ แต่หลังจากเรื่องบ่อกุ้งเมื่อคืน ในใจทุกคนก็พอคาดคะเนได้


เมืองเจียงหนานที่เป็นเมืองทางใต้แห่งนี้ หิมะไม่ตกมาหลายปี แต่ปีนี้กลับหนาวจัดจนมีน้ำค้างแข็ง


สัญญาณผิดปกติแบบนี้ บ่งบอกว่าที่อื่นๆต้องลำบากกว่านี้แน่นอน


“ถึงอย่างไรขณะที่แขกยังอยู่ เราก็ต้องดูแลพวกเขา” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากอีกครั้ง “เพียงแต่ในช่วงวันปีใหม่ ทุกคนสามารถผลัดกันหยุดพักได้คนละวัน กลับบ้านไปกินข้าวกับครอบครัวสักหนึ่งมื้อ”


ตอนรับสมัครคนงานโรงเตี๊ยม คนส่วนใหญ่ที่มาสมัครเป็นคนในตัวเมือง


ไม่มีที่มาจากหมู่บ้านไกลๆ หนึ่งวันก็เพียงพอให้พวกเขากลับไปกินข้าวได้


จู้เจียงเจียงก็รู้ว่ามันไม่ยุติธรรม แต่นางไม่มีวิธีอื่นจริงๆ ทำได้แต่หลังปีใหม่ชดเชยวันหยุดให้พวกเขา


“เถ้าแก่ พวกเราไม่เป็นไร อย่างมากตอนปีใหม่ข้าเรียกท่านพ่อท่านแม่มาหาข้าก็ได้” ตู้กุ้ยเจวียนปลอบโยนจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงปฏิบัติกับพวกเขาแบบไหน ทุกคนล้วนเห็นอยู่ในตา จดจำไว้ในใจ


ตอนนี้โรงเตี๊ยมกำลังต้องการพวกเขา ขาดฉลองปีใหม่ปีเดียว สำหรับพวกเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไร อีกอย่างตอนปีใหม่ปีก่อน จู้เจียงเจียงก็ยุ่งตลอด ไม่ได้ฉลองปีใหม่อย่างสงบสุขเช่นกันไม่ใช่หรือ


เถ้าแก่สู้สุดตัวขนาดนี้ พวกเขาจะเรียกร้องมากได้อย่างไร?


“ขอบคุณทุกคน อาหารมื้อคืนสิ้นปีปีนี้ข้าเลี้ยงเอง พวกเจ้าอยากกินอะไรก็สั่ง อั่งเปาข้าให้สองเท่า” จู้เจียงเจียงไม่ต้องการให้ทุกคนลำบากใจ จึงตัดสินใจให้สิ่งตอบแทนที่เป็นรูปธรรม


“ดีเลย!”


เมื่อได้ยินว่ามีอั่งเปาสองเท่า ทุกคนก็ดีใจมากๆ


นอกจากนี้ การทำงานล่วงเวลาในช่วงวันหยุดยังได้รับค่าแรงสองเท่า ภายใต้เงินทองที่ยั่วใจ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่มีปัญหา


ตอนที่ 333: ส่งน้ำถึงบ้าน


“ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเจียงหนานอุดมสมบูรณ์ แต่คิดไม่ถึงจะอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ไก่ เป็ด ปลา ชา เหล้า ผลไม้ และข้าว มีมากมายนับไม่ถ้วน!”


นี่คือคำพูดของนักเดินทางต่างถิ่นคนหนึ่ง ที่ตัดสินใจพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกะทันหัน ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากที่ถูกพายุหิมะขวางเส้นทางมาพักรวมกัน


ภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ โรงเตี๊ยมยังสามารถทำให้แขกทุกคนนอนอุ่นและท้องอิ่มได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยจริงๆ


ตอนนี้ข้าวเช้าเพิ่งผ่านไป คนงานในโรงเตี๊ยมก็เข็นรถเข็นหลายคันมา นำเสื้อผ้าอบอุ่นมาให้พวกเขาเปลี่ยน


ถึงแม้จะคิดเงิน


ภายใต้สถานการณ์ที่สามารถรีดไถเงินก้อนโตจากพวกเขาได้แท้ๆ แต่เสื้อผ้าที่โรงเตี๊ยมขายก็ยังราคาเดิม


ไม่เพียงเท่านี้ เสื้อผ้าเหล่านี้ยังทำจากฝ้ายแท้!


เสื้อคลุมฝ้ายแท้ เสื้อคลุมกันลมฝ้ายแท้ ยังมีผ้าห่มฝ้ายแท้ สิ่งเหล่านี้สำหรับทุกคนในตอนนี้ คือสิ่งที่รักษาชีวิตได้


มีของเหล่านี้ พวกเขาก็กล้าที่จะออกเดินทางต่อ


“ทุกท่าน นี่คือคำสั่งพิเศษของเถ้าแก่เรา ชุดสิ่งของกันหนาวที่เร่งผลิตขึ้นใหม่นี้ นำมาให้ทุกท่านเลือกก่อน หากท่านใดต้องการ พวกเรายังสามารถทำให้ได้เป็นพิเศษ”


ตู้กุ้ยเจวียนยิ้มแล้วทักทายพ่อค้าต่างถิ่นที่กินข้าวเช้าอยู่ห้องโถงใหญ่ นำของไปวางไว้ที่โต๊ะคิดเงินด้านซ้ายใกล้ประตู


“สิ่งของกันหนาว?”


คนส่วนใหญ่ที่เดินอ้อมมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกสนใจมากๆ


“หรือจะเป็นของที่ใช้บนเตียงในโรงเตี๊ยมพวกนั้น? เถ้าแก่โรงเตี๊ยมของพวกเจ้ายังทำธุรกิจทอผ้าด้วยหรือ?”


“พี่ชายท่านนี้คงมาเมืองเจียงหนานเป็นครั้งแรกใช่ไหม?”


ผู้ชายอีกคนที่เคยผ่านถนนหลวงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงและกำลังเดินทางกลับ แต่ตอนนี้ติดอยู่ที่นี่ แสดงท่าทีเหมือนแขกประจำ เริ่มอธิบายกับทุกคน


“แม่นางจู้...คือเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมนี้ นางเป็นแม่ค้าที่รวยที่สุดของเมืองเจียงหนาน สถานศึกษา โรงเตี๊ยม สวนชา บ่อกุ้งและชุมชนใหม่ที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ ที่พวกเจ้าเห็นในตอนนี้ล้วนเป็นธุรกิจในมือของนาง”


บ่อกุ้งและชุมชนใหม่ที่ชายคนนั้นพูดถึง มีบางคนที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน


แต่เฉพาะแค่ข้างต้นเหล่านั้น ก็เพียงพอให้คนรู้สึกตกใจมากแล้ว


ผู้หญิงคนหนึ่ง มีความสามารถมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?


“เจียงหนานแสนงาม สมคำร่ำลือจริงๆ!” ผู้ชายอีกคนอุทานออกมา


“เอ๊ะ...พี่ชายเคยได้ยินบทเพลง《เจียงหนานแสนงาม》หรือ เพลงนี้ก็มาจากฝีมือของแม่นางจู้” ชายหนุ่มที่ออกตัวช่วยพูดให้กับจู้เจียงเจียงกล่าวขึ้นอีกครั้ง


คางเชิดที่ดูภาคภูมิใจของเขานั้น ทำเหมือนตัวเองสนิทกับจู้เจียงเจียงเป็นอย่างมาก


แต่ในความเป็นจริง จู้เจียงเจียงไม่ได้รู้จักชายผู้นี้เลย


แต่ก็ไม่เป็นไร มีคนช่วยตัวเองประชาสัมพันธ์ พูดชมตัวเอง ทำไมนางจะไม่ดีใจ?


“โอ้...แม่นางจู้คนนั้นเป็นเทพเจ้าที่ไหนกันแน่ อยากเห็นโฉมหน้าของนางด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ”


ไม่รู้ว่าเกิดจากความขอบคุณที่จู้เจียงเจียงมีน้ำใจให้ที่พัก หรือเพราะพวกเขานับถือชื่นชมในความสามารถของจริงๆ สรุปก็คือ นางกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คนไปไม่น้อย


“นี่...”


สีหน้าของแขกหนุ่มขาประจำคนนั้นดูลำบากใจเล็กน้อย เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นจู้เจียงเจียงเช่นกัน


น้อยมากที่จู้เจียงเจียงจะโผล่หน้ามาที่โรงเตี๊ยม ถึงแม้จะโผล่หน้ามาก็ตั้งใจไม่บอกว่าตัวเองคือเถ้าแก่


ดังนั้นพวกเขาคนที่เคยผ่านทางมาที่นี่ เคยกินอาหารของที่นี่เพียงหนึ่งถึงสองครั้ง แทบจะไม่มีโอกาสเจอนางเลย


จู้เจียงเจียงกลัวความยุ่งยาก เป็นธรรมดาที่ตู้กุ้ยเจวียนจะไม่บอกลักษณะเถ้าแก่ของพวกเขาให้ทุกคนฟัง เห็นเพียงนางยิ้มอย่างสุภาพ ชี้ไปที่กองผ้านวม “ทุกท่าน นี่คือสิ่งช่วยกันหนาว...”


ตอนนี้ทุกคนถึงได้สติ หันความสนใจกลับมาที่เรื่องเดิม


“ข้าซื้อ ข้าซื้อ ในรถข้าต้องการผ้าห่มหลายผืน...”


จู้เจียงเจียงตอนนี้ ยังไม่รู้เลยว่าในสายตาของคนภายนอก นางได้กลายเป็นแม่ค้าที่รวยที่สุดในเมืองเจียงหนานไปแล้ว


และแม่ค้าผู้ร่ำรวยคนนี้ ตอนนี้ก็กำลังถูกคนงานของตัวเองดุอยู่


“เดิมเรื่องของบ้านเฟิ่งหวงก็ทั้งยุ่งยากและเข้มงวด เรื่องรายวันที่ต้องจัดการในชุมชนใหม่ ทุกคนก็เหนื่อยกันมากพออยู่แล้ว ตอนนี้ดีจริงๆ มีเรื่องต้องทำเพิ่มอีกหนึ่งรายการ”


เหวินอวู่ซวงบ่นออกมาตรงๆ และไม่ใช่แค่บ่นลับหลังจู้เจียงเจียง แต่บ่นต่อหน้านางเลยทีเดียว


เหมือนกับครั้งที่แล้วที่เขาต้องไปโน้มน้าวพวกเจ้าบ้านให้ยอมรับการคัดแยกประเภทขยะ ทั้งลำบากและต้องรองรับอารมณ์


จู้เจียงเจียงรู้ว่าเขาแค่บ่นเล่นๆ ไม่ได้คิดจะโกรธนางจริงๆ จึงยิ้มให้ผ่านๆไป


“หัวหน้าเหวิน อีกไม่กี่วันก็วันเกิดของเซินหมิ่นแล้ว ท่านคิดไว้หรือยัง จะมอบของขวัญอะไรให้?” นางพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


วันเกิดปีนี้ของเซินหมิ่นก็คือวันที่นางถึงวัยปักปิ่น และหากไม่มีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นละก็ หลังปีใหม่อากาศจะดีขึ้นหน่อย พวกเขาสองคนก็ควรเตรียมเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงานได้แล้ว


แต่เหวินอวู่ซวงมีสติดี ไม่ถูกนางชักจูง


เรื่องการแต่งงานมีผู้ใหญ่ตระกูลเหวินและตระกูลเซินสองบ้านไปเตรียม ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาเป็นห่วงมาก


เหวินอวู่ซวงบ่นต่อ “แม่นางจู้ ป้าตระกูลจางมาตามน้ำสามรอบแล้ว ท่านไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะมานั่งดูเฉยๆ ก็หลบไปดูข้างๆได้หรือไม่?”


เพราะกังหันน้ำถูกปลดไป พวกเจ้าบ้านตักน้ำที่หน้าบ้านไม่ได้ พวกเขาทำได้แค่ใช้แรงคนส่งน้ำขึ้นบนเขาไป


รถม้าหนึ่งคันส่งน้ำได้หนึ่งถัง ถังนั้นมีขนาดใหญ่เหมือนอ่างอาบน้ำ แต่ถังเดียวก็พอใช้แค่สองครอบครัว


ปริมาณการทำงานนี้แค่คิดก็รู้ว่าหนักมากแค่ไหน


ในหนึ่งวัน พวกเขาสนใจแค่เรื่องส่งน้ำ เรื่องอื่นแทบจะทำไม่ไหวแล้ว


จู้เจียงเจียงแสดงออกว่าไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “ข้าก็แค่ไปทางเดียวกับท่าน ชวนคุยไม่กี่คำเท่านั้น ไม่ได้มาดูความสนุกของท่านหรอก”


พูดๆอยู่ ทั้งสองคนก็เดินมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลจู จู้เจียงเจียงจึงเลี้ยวเข้าไป


เหวินอวู่ซวงโมโหจนหน้าดำหน้าแดง หากไม่ใช่เห็นแก่นางที่เป็นเจ้านายของเขา และเซินหมิ่นก็ปกป้องนาง ไม่งั้นเขาคงจะบ่นนางมากกว่านี้แน่


“อาจารย์หมิง”


จู้เจียงเจียงทักทายเสร็จก็เข้าประตู นางมาดูเด็กน้อย พร้อมถือโอกาสถามสถานการณ์การเรียนของพวกเด็กๆในภาคการศึกษานี้กับอาจารย์ทั้งสองท่าน


ปีนี้นางไม่ได้อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาครึ่งปี สถานการณ์ของพวกเด็กนักเรียนในสถานศึกษานางจึงไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร


ถือโอกาสตอนนี้ไม่มีงาน นางจึงแวะมาดูสักหน่อย


“อาจารย์จู น้ำมาแล้ว...” เสียงของเหวินอวู่ซวงดังตามมาติดๆ


จูชิงหรานได้ยินว่าน้ำมาแล้ว เขารีบวิ่งออกไปทันที ตอนผ่านข้างตัวจู้เจียงเจียงก็ไม่แม้แต่จะทักทายนาง


ดูท่าน้ำจะสำคัญกว่านางเสียแล้ว


“ลำบากท่านทั้งหลายแล้ว” จูชิงหรานเปิดประตูห้องครัว ให้คนส่งน้ำยกน้ำเข้าไปเทลงในโอ่งบ้านตัวเองทีละถังจนเต็ม


โอ่งน้ำนี้พวกเขาพอใช้ได้สองวัน


“ผู้ดูแล ก้นโอ่งของบ้านอาจารย์จูก็เย็นจนมีน้ำแข็งบางๆ ขึ้นหนึ่งชั้นแล้ว” ตอนคนยกน้ำออกมา ก็รายงานกับเหวินอวู่ซวง


นี่เป็นบ้านที่เท่าไรแล้ว


ขอแค่อาศัยอยู่หลังภูเขา โอ่งน้ำในบ้านที่มีน้ำเก็บล้วนมีปรากฏการณ์น้ำแข็งปกคลุม


“ข้ารู้แล้ว” เหวินอวู่ซวงพยักหน้ารับทราบ ต่อมาก็หันหน้าไปกำชับกับจูชิงหราน “อาจารย์จู สองวันนี้โปรดสังเกตสภาพน้ำในโอ่งด้วย ถ้าแข็งตัวจนใช้ไม่ได้ หากต้องการความช่วยเหลือก็มาเรียกพวกเราได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”


“อีกอย่าง ในบ้านท่านมีเด็ก กลางคืนบนภูเขาหนาวเย็น หากต้องการเผาฟืนให้ความอบอุ่นละก็ อย่าลืมว่าหน้าบ้านหลังบ้านต้องระบายอากาศ”


เหวินอวู่ซวงอธิบายสิ่งต่างๆอย่างระมัดระวัง จริงจังและมีความรับผิดชอบมาก นิสัยเขาก็เป็นแบบนี้


ถึงแม้ปากจะบ่นไม่พอใจต่างๆต่อการทำงาน แต่พอถึงเวลาทำจริง กลับมีความรับผิดชอบมากกว่าใครๆ


หรือบางที นี่ก็คือตัวตนที่แท้จริงของเขากระมัง


จู้เจียงเจียงนั่งฟังอยู่ในบ้านมาตลอด ความละเอียดใส่ใจของเหวินอวู่ซวงเหนือความคาดหมายของนางจริงๆ


เรื่องที่นางคิดไม่ถึง เขาก็คิดไว้หมดแล้ว


ตอนที่ 334: คำสั่งของราชสำนัก คลื่นลูกก่อนยังไม่ทันสงบ คลื่นอีกลูกก็ม้วนเข้ามาอีกระลอก


เย็นย่ำค่ำคืน


บ้านเรือนในชุมชนใหม่ที่อยู่ตีนเขาต่างก็ก่อไฟกันทั่วหน้า ควันไฟที่ลอยฟุ้งช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับฤดูหนาวที่หนาวเย็นผิดปกติ


จู้เจียงเจียงออกจากบ้านตระกูลจูกลับบ้าน ตอนผ่านตีนเขาวัดอวี๋หลิน บังเอิญเจอกับชาวบ้านหลายคนที่แบกฟืนกลับมา แม้แต่ต้าซือน้อยในวัดบนเขาก็แบกกองฟืนเดินขึ้นเขาไปเช่นกัน


“ปู่สวี่ ขึ้นรถม้าของข้าเถอะ”


ในรถม้าคนนั่งได้ไม่มาก จู้เจียงเจียงจึงชวนแค่สองผู้เฒ่าตระกูลสวี่ขึ้นรถ รวมถึงกองฟืนที่ล้นตะกร้าสะพายหลังสองใบนั้นด้วย


“ปู่สวี่ อากาศหนาว ฟืนแค่นี้จะพอเผาตลอดคืนหรือ?” หลังจากสองผู้เฒ่าขึ้นรถม้าแล้ว จู้เจียงเจียงก็เริ่มชวนพวกเขาคุย


สวี่เหล่าเกินตอบ “สะใภ้เล็กล้อเล่นแล้ว ฟืนดีแบบนี้ พวกเราจะเผาได้อย่างไร”


จู้เจียงเจียงงุนงง “หา?”


นางไม่ค่อยเข้าใจ ฟืนที่ใช้เผาต้องแบ่งดีเลวด้วยหรืออย่างไร? ไม่ใช่เผาแล้วก็กลายเป็นขี้เถ้าทั้งหมดหรือ?


สวี่เหล่าเกินเห็นนางฟังไม่เข้าใจ จึงหัวเราะแล้วอธิบาย “สะใภ้เล็ก ฟืนพวกนี้พวกเราตัดกลับไปตากแห้ง ค่อยเอาไปขายในตัวเมือง ไม่งั้นพวกเราจะวิ่งมาตัดฟืนตีนเขาวัดอวี๋หลินที่ห่างไกลทำไมกันล่ะ”


เนื่องจากฟืนบนภูเขาใกล้หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ถูกทุกคนในหมู่บ้านตัดไปใช้หุงหาอาหารกันหมดแล้ว จึงไม่มีฟืนดีๆเหลืออยู่


ดังนั้นพวกเขาจึงมาฟืนที่วัดอวี๋หลิน ตัดฟืนที่ทั้งหนาและตรงเอาไปขายในตัวเมือง


ช่วงนี้อากาศหนาวมาก ฟืนในเมืองขาดตลาด ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านต่างก็ตัดฟืนไปขายในตัวเมืองกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในเมือง


สวี่หลิวซื่อเสริมว่า “สะใภ้เล็กยังไม่รู้ใช่ไหม? ตอนนี้ฟืนเป็นของหายาก บ้านไหนๆก็ต้องพึ่งฟืนในการใช้ชีวิตให้ผ่านหน้าหนาว”


โรงเรือนเห็ดและโรงเตี๊ยมก็ต้องใช้ฟืน แต่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้นางไม่เคยถาม ดังนั้นจึงไม่ทันสังเกตว่าหลายวันนี้มีปัญหาอะไร จนกระทั่งได้ยินสวี่เหล่าเกินพูดถึงได้เข้าใจ


จากคำพูดของสองผู้เฒ่า ไม้ฟืนในตอนนี้กลายเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับการเอาชีวิตรอดในหน้าหนาวของทุกคนไปแล้ว


เมืองเจียงหนานที่มีกินมีใช้ก็ยังต้องแย่งกันซื้อฟืนเพื่อให้ผ่านหน้าหนาวไปได้ เช่นนั้นสถานที่อื่นๆ ไม่ใช่ว่าจะยิ่งยากลำบากหรอกหรือ?


จู้เจียงเจียงมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง


วันรุ่งขึ้น นางจึงไปหาโจวเหลียงในเมือง


เมื่อเข้าไปในที่ว่าการ นางก็ถามอย่างตรงไปตรงมา “ใต้เท้าโจว เกี่ยวกับกระแสลมหนาว สถานการณ์ในแต่ละท้องที่เป็นอย่างไรบ้าง?”


หายากที่นางจะเป็นห่วงสถานที่อื่นนอกจากเมืองเจียงหนาน ทำให้โจวเหลียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย


แต่ได้ยินมาว่านางรับแขกมากมายที่ติดหิมะไปไหนไม่ได้ที่หมินซู่? เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรน่าแปลกแล้ว


“ตามข่าวสารติดต่อระหว่างที่ว่าการหลายแห่ง ตอนนี้ทุกแห่งในราชวงศ์ต้าหลี่ต่างประสบภัยจากกระแสลมหนาว โดยเฉพาะสถานที่ใกล้ๆหลี่จิง สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย”


โจวเหลียงพูดไปพลางหยิบจดหมายหลายฉบับในลิ้นชักไปพลาง ยื่นให้จู้เจียงเจียงอ่านเอง


“ชายแดนถือว่ายังดี กระแสลมหนาวไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่การที่แม่ทัพเผยจะกลับมาคงลำบากเล็กน้อย” เขาพูดตามความจริง


“แล้วเมืองเจียงหนานล่ะ? หลายวันนี้บนถนนทั้งหมดขายแต่ฟืน ท่านรู้ไหม?” จู้เจียงเจียงไม่ได้ตอบเขาเรื่องเกี่ยวกับเผยจี้


เผยจี้กลับมาได้หรือไม่ นางไม่ฝืน และสถานการณ์ตอนนี้ นางหวังว่าเขาจะไม่กลับมา มันเสี่ยงอันตรายเกินไป


เมื่อพูดถึงปัญหานี้ โจวเหลียงอดกุมขมับไม่ได้ ท่าทางเหมือนปวดหัว


“เพิ่งแก้ปัญหาเรื่องอาหารการกิน ปัญหาเรื่องเครื่องนุ่งห่มก็ตามมาติดๆ ถึงข้าเป็นเทวดาก็แบกรับภัยธรรมชาติแบบนี้ไม่ไหว ที่ว่าการทำได้เพียงให้กำลังใจเหล่าประชาชนในการช่วยเหลือตัวเองแล้ว”


จู้เจียงเจียงถาม “ทำไมทำท่าราวกับว่าสถานการณ์เลวร้ายมากนักกันล่ะ เมืองเจียงหนานมีข้าวมีอาหารเพียงพอ ไม่ถึงกับจะฝ่าหน้าหนาวนี้ไปไม่ได้กระมัง”


หากเป็นเมื่อก่อน กระแสลมหนาวครั้งนี้ถือเป็นหายนะของเมืองเจียงหนานเลยทีเดียว


แต่ตอนนี้ไม่เหมือนอดีตอีกแล้ว


เมืองเจียงหนานเป็นพื้นที่ทดลองที่ราชสำนักอนุญาตให้เป็นพิเศษ ปีนี้ชาวบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้เป็นอย่างดี และไม่ต้องจ่ายภาษีข้าว การผ่านพ้นหน้าหนาวนี้สำหรับเมืองเจียงหนานจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร


ชาวบ้านในฤดูหนาวไม่ได้ทำนา นอกจากอากาศที่หนาวเย็นแล้ว ก็แทบจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร


แต่หากพูดถึงความเสียหาย นางก็คือคนที่ซวยที่สุด


โจวเหลียงถอนหายใจส่ายหน้า แล้วหยิบของอีกอย่างออกมาให้นาง


มันคือผ้าขนสัตว์ที่ทำจากหนังวัว เนื้อสัมผัสนุ่มมาก ถือไว้ในมือจะให้ความรู้สึกนุ่มราวกับสัมผัสน้ำ


บนผ้าขนสัตว์มีตัวอักษร ยังมีตราประทับที่ดูมีน้ำหนักหลายอัน


จู้เจียงเจียงกวาดตาดูเนื้อหาในนั้น ตอนนี้สีหน้าของนางเคร่งขรึมเหมือนโจวเหลียงแล้ว


“ท่านคิดจะควักเท่าไร?” นางถามโจวเหลียง


ผ้าขนสัตว์ผืนนี้คือจดหมายที่ราชสำนักส่งมา


ด้านในนอกจากจะเรียกร้องให้ที่ว่าการทุกแห่งคิดหาวิธีรับมือกับกระแสลมหนาว ปกป้องคุ้มครองให้ประชาชนในท้องถิ่นสงบสุข ยังเรียกร้องให้ที่ว่าการที่มีกำลังความสามารถ สนับสนุนสถานที่อื่นๆที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นพิเศษ


จดหมายฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นราชโองการ ไม่ได้มีคำสั่งบังคับ เพราะลงนามโดยไท่ช่างหวง


แต่โจวเหลียงและจู้เจียงเจียงเข้าใจดี คำสั่งประเภทชี้นำแบบนี้ จากเหนือจรดใต้ ผ่านการประทับตราหลายแห่งจากที่ว่าการ สุดท้ายก็มาถึงในมือโจวเหลียง


มันมีความหมายว่าอะไร ทั้งสองคนเข้าใจดี


ฮ่องเต้อยากยืมกำลังของเมืองเจียงหนาน ช่วยเหลือราชสำนักในการสนับสนุนสถานที่ต่างๆที่ระบุไว้ในจดหมาย เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้


ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงเป็นจดหมายที่เขียนโดยไท่ช่างหวง ไม่ใช่พระราชโองการ


ก็เพราะฮ่องเต้ทราบดีว่า ถึงแม้เมืองเจียงหนานจะมีข้าวปลาอาหาร แต่ข้าวก็ล้วนอยู่ในมือของเหล่าครอบครัวเกษตรกร


ตั้งแต่ปลายปีก่อน ที่ว่าการก็ไม่ได้เก็บภาษีข้าว คลังข้าวของที่ว่าการเมืองเจียงหนานตอนนี้พูดได้ว่าไม่มีข้าวแม้แต่เม็ดเดียว


ถ้าจะให้สำเร็จตามภารกิจที่ราชสำนักมอบหมาย ก็ต้องมีการเกณฑ์ข้าว


เรื่องนี้ แน่นอนว่าตกอยู่บนบ่าของโจวเหลียงอย่างไม่ต้องสงสัย


เขาที่เป็นขุนนางใหม่เพิ่งรับตำแหน่งมาได้เพียงสองปี จะมีพลังอำนาจมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?


“ยังจะควักได้เท่าไร ตอนนี้ในคลังของที่ว่าการมีข้าวแค่ไหนข้าก็ควักได้แค่นั้นแหละ” โจวเหลียงแสร้งทำเหมือนสบายมาก


ท่าทางนี้ของเขาทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกว่า เขาได้เตรียมใจถูกราชสำนักถอดหมวกผ้าแพร เพราะตัวเองทำงานไม่สำเร็จเอาไว้แล้ว


“คลังของที่ว่าการ นอกจากข้าวปีนี้ที่ข้าขายให้ท่านถูกๆ ครอบครัวเกษตรกรคนอื่นๆคงไม่มีใครขายให้ท่านแล้วใช่ไหม?”


จู้เจียงเจียงนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดหวัง


บ้านนางมีที่นาในหมู่บ้านห้าสิบกว่าหมู่ และยังมีที่นาทดลองที่ได้รับจากที่ว่าการอีกห้าพันหมู่ใกล้ทุ่งดอกไม้ นอกจากจะเก็บข้าวไว้กินเองและเลี้ยงคนงานแล้ว ส่วนเกินนางไม่มีที่เก็บ จึงขายให้ที่ว่าการราคาถูกๆ


แต่ข้าวชุดนั้น ภายใต้สถานการณ์ปกติ เลี้ยงคนทั้งเมืองก็อยู่ได้แค่ประมาณสิบวัน


ตอนนี้ราชสำนักมอบหมายภารกิจมาให้พวกเขาถึงสามเมือง หน้าหนาวยาวนานขนาดนี้ กระแสลมหนาวก็ไม่รู้จะสงบลงเมื่อไร พวกเขาจะทำภารกิจนี้สำเร็จได้อย่างไร


“แม่นาง นี่คือหน้าที่รับผิดชอบของข้าในฐานะขุนนางของราชสำนัก ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านดูแลลูกค้าที่พักอยู่ของท่านก็พอ”


โจวเหลียงไม่อยากทำให้นางเดือดร้อนไปด้วย


นี่คือภารกิจที่ราชสำนักมอบหมายให้เขา ไม่เกี่ยวข้องกับจู้เจียงเจียงเลย หากไม่ว่าเรื่องอะไรก็พึ่งพานางตลอด เช่นนั้นเขาก็เป็นขุนนางที่ไม่มีความหมายใดๆ


จู้เจียงเจียงไม่มีอะไรจะพูด และก็ไม่กล้าพูด


เรื่องนี้ส่งผลกระทบวงกว้าง ไม่ใช่ว่านางใช้แค่ปากพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าในเมืองเจียงหนานได้ ทว่ามันเกี่ยวพันถึงความเป็นตายของประชาชนถึงสามเมือง


อีกทั้งตอนอยู่แคว้นเสี่ยวซี เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งแร่เหล็กกับแคว้นตงจ้าว นางเอาเสบียงนับแสนล้านในช่องว่างมิติของตัวเองเพิ่มเข้าไปด้วย


ตอนนี้ของทั้งหมดในช่องว่างมิติเหลือไม่มากแล้ว


ตอนที่ 335: กลับบ้านกะทันหัน


ปีใหม่มาถึงตามฤดูกาลแล้ว


เมืองเจียงหนานปีนี้มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ บรรยากาศการเฉลิมฉลองปีใหม่จึงคึกคักกว่าที่ผ่านมา


ข้าวในมือเหล่าครอบครัวเกษตรกรต่างมีเต็มยุ้งฉาง ขายตามท้องถนนเล็กน้อยก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ทั้งปี คนในเมืองก็ได้รับประโยชน์จากการเก็บเกี่ยวที่ดีนี้เช่นกัน ไก่ เป็ด ปลา เนื้อ มีครบทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร


ในตัวเมืองเจียงหนานมีแค่บ้านเถียนเหลียงที่จำหน่ายปลากุ้งจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง วันส่งท้ายปีเก่านี้ ค้าขายดีสุดๆ


แน่นอนว่าก็มีคนต่างถิ่น ต่างหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงด้วยตัวเอง รอปลากุ้งข้างบ่อออกขาย


วันสิ้นปีเก่าปีนี้ พูดได้ว่าในประวัติศาสตร์เมืองเจียงหนานที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ผลผลิตอุดมสมบูรณ์รุ่งเรืองที่สุดจริงๆ แม้แต่กระแสลมหนาวก็ต้านทานความคึกคักในการเฉลิมฉลองปีใหม่ของผู้คนไม่ได้


แขกที่ติดหิมะและมาพักอยู่หมินซู่ จู้เจียงเจียงได้จัดให้คนในโรงเตี๊ยม แขวนป้ายบทกลอนคู่และโคมไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของปีใหม่ทั้งในและนอกร้าน


มื้อค่ำส่งท้ายปีนางยังจัดเตรียมไว้ให้พวกเขาด้วย


นางต้องการให้คนต่างถิ่นเหล่านี้ได้สัมผัสบรรยากาศของการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่นี่เช่นกัน


หลายวันก่อนหลังจู้เจียงเจียงกลับจากที่ว่าการ นางก็เตรียมของสำหรับปีใหม่มาโดยตลอด ระหว่างนั้นยังไปอวยพรวันเกิดให้เซินหมิ่น


เกี่ยวกับเนื้อหาที่คุยกับโจวเหลียงในที่ว่าการ นางไม่เคยบอกกับใครอื่น มีใจแต่ไม่มีกำลังพอก็ช่วยใครไม่ได้


แต่เนื่องจากมีเรื่องใหญ่อยู่ในใจ ทำให้ปีใหม่นี้นางไม่ได้มีความสุขเหมือนที่แสดงออกมาให้เห็น


“พี่สะใภ้ ถอนขนไก่เสร็จแล้ว”


พวกน้องเจ็ดปีนี้เข้าเมืองไปฉลองปีใหม่ร่วมกับโจวเหลียงพี่ใหญ่ของพวกเขาเหมือนปกติ ในหมู่บ้านมีแค่เผยเสี่ยวอวี๋ที่อยู่ฉลองเป็นเพื่อนจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงฆ่าไก่หนึ่งตัว เตรียมทำเนื้อไก่ตุ๋นเห็ด มีเผยเสี่ยวอวี๋เป็นผู้ช่วย


ในปีนี้ต้องอยู่ห่างกันบ่อยครั้ง ทำให้เด็กน้อยรู้ความขึ้นไม่น้อย พอมีวันหยุดก็อยู่บ้านเป็นเพื่อนจู้เจียงเจียง ยังเรียนรู้ที่จะซักผ้า ทำอาหาร เป็นผู้ช่วยนางด้วย


“อืม”


ในมือจู้เจียงเจียงถือกะละมังกุ้งออกมา เปลี่ยนกะละมังตรงหน้าของเผยเสี่ยวอวี๋ “เจ้าเอาเส้นดำกุ้งออก ข้าไปหั่นไก่ตุ๋นน้ำแกงก่อน”


“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะพี่สะใภ้”


เผยเสี่ยวอวี๋ไม่บ่นสักคำ จู้เจียงเจียงทิ้งงานให้นางเท่าไร นางก็ก้มหน้าทำไป


น้ำในกะละมังเป็นน้ำอุ่น ทำให้ตอนนางล้างกุ้ง ล้างผัก มือจะไม่เย็นจนแข็ง ถึงแม้มือแข็ง ในห้องครัวก็มีเตาไฟให้ผิงจนอุ่น


ตอนพี่สะใภ้น้องสามีกำลังก้มหน้าทำมื้อค่ำสิ้นปี เสียงเกือกม้าหนึ่งก็ดังมาจากที่ไกล แล้วหยุดลงที่หน้ารั้วของบ้านตระกูลเผย


“พี่ชาย!”


เผยเสี่ยวอวี๋นั่งแกะเส้นดำกุ้งในลานบ้านเห็นคนที่เข้าประตูมาเป็นคนแรก นางตื่นเต้นพุ่งตรงไปทางเผยจี้โดยไม่สนกุ้งในมือเลย


วิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง “พี่สะใภ้ พี่ชายกลับมาแล้ว พี่ชายกลับมาแล้ว...”


จู้เจียงเจียงหั่นไก่อยู่ในห้องครัวได้ยินคำพูดนี้ วางมีดทำครัวลงก็วิ่งออกมา


ยังไม่ทันเห็นเหตุการณ์ในลานบ้าน ก็ชนเข้ากับเผยจี้เต็มหน้าอกที่หน้าประตูห้องครัวพอดี


“ฮูหยินระวัง!”


เผยจี้รั้งเอวของนางไว้ ไม่ให้นางล้มลง “ทำไมยังบุ่มบ่ามเช่นนี้”


“ท่านพี่ ทำไมท่านกลับมากะทันหันแบบนี้?” จู้เจียงเจียงสนใจเรื่องอื่นที่ไหน จับแขนเสื้อของเขากระโดดอย่างตื่นเต้น


เผยจี้กลับบ้านกะทะหัน ทำให้ความรู้สึกไม่ดีที่เก็บซ่อนไว้ในใจของนางระบายออกมา


“ระวังร่างกาย!”


เผยจี้เพิ่งถึงบ้าน ก็ถูกนางทำให้ตกใจถึงสองครั้ง หัวใจเกือบหยุดเต้นไปแล้ว


นางรู้ไหมว่าตอนนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่!


“ไม่เป็นไร ข้าสบายดี ไม่ต้องกังวล” จู้เจียงเจียงคุ้นชินกับเรื่องนี้แล้ว และท้องก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น สวมเสื้อกันหนาวอยู่แทบดูไม่ออก


ปฏิกิริยาของเผยจี้แตกต่างกับนางอย่างสิ้นเชิง


เขาเหล่มองไก่ที่วางอยู่บนเขียงในห้องครัว ขมวดคิ้วแน่น “ทำไมไม่หาคนมาดูแลเจ้า บ้านตระกูลเผยจ้างสาวใช้ได้อยู่”


สวรรค์รู้ว่าเขากังวลใจเป็นห่วงจู้เจียงเจียงมากแค่ไหน


ตั้งแต่นางบอกเขาในจดหมายว่านางตั้งท้องแล้ว เขาก็คิดถึงแต่เรื่องจะกลับบ้านให้เร็วที่สุด


แต่ชายแดนยังไม่มั่นคง เผยซังก็ยังรับผิดชอบไม่ไหว เขาปลีกออกมาไม่ได้ ทำได้แต่เลื่อนไปเรื่อยๆ


ตอนนี้เขาทนรอไม่ไหว บวกกับพายุกระแสลมหนาวพัดกระหน่ำทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหลี่ เขาเป็นห่วงจู้เจียงเจียง จึงตัดสินใจรับความเสี่ยงที่จะถูกขุนนางในราชสำนักทั้งหลายรายงานต่อฮ่องเต้ว่าเขากลับมาแล้ว


จู้เจียงเจียงเหมือนที่เขาเดาไว้จริงๆ ไม่ดูแลตนเองเลย ไม่รู้จักดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง


“ข้าไม่ได้ท้องโตจนเดินไม่ได้ ท่านกลัวอะไร” จู้เจียงเจียงถอยหลังไปหนึ่งก้าว เหมือนไม่ค่อยพอใจที่เขาเอาแต่อบรมนางตั้งแต่กลับมา


นางเดินไปหน้าเขียง มีดทำครัวยังไม่ทันได้หยิบขึ้นมาก็ถูกเผยจี้แย่งไปเสียแล้ว


“ข้าทำเอง”


เผยจี้พูดว่าเขาจะทำเอง แต่กลับวางมีดลง แล้วโอบกอดนางไว้แน่น


“ฮูหยิน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน...”


สิ่งแรกที่เขาอยากทำหลังจากกลับมาคือกอดนาง สี่เดือนกว่าที่ไม่เจอ ก็ถือว่าเกือบครึ่งปีแล้ว จะให้เขาไม่คิดถึงนางได้อย่างไร


ทันทีที่จู้เจียงเจียงถูกเขากอดไว้ น้ำตาก็ไหลออกมา


อารมณ์ของคนท้อง นางไม่เคยแสดงต่อหน้าใครเลย ในสายตาของทุกคน นางยังเป็นเจ้าตัวเล็กที่แข็งแกร่ง มองโลกในแง่ดี ตีแล้วไม่ล้มง่ายๆ


แต่มีแค่นางเองที่รู้ นั่นล้วนเป็นสิ่งที่นางแสร้งทำ


ถึงแม้ตอนเผยจี้ไม่อยู่ นางจะใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น แต่อารมณ์ช่วงตั้งครรภ์เดิมก็ไม่มั่นคง นิดๆหน่อยๆก็จะหงุดหงิดอารมณ์เสีย


นางอดทนแล้วอดทนอีก จนกระทั่งได้เห็นเขากลับมาในวันนี้ นางจึงอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป


“ท่านพี่ ตัวท่านเย็นมากๆ” จู้เจียงเจียงใช้เสื้อผ้าของเขาเช็ดน้ำตาบนแก้ม แต่ถูกอุณหภูมิของเสื้อผ้าเขาทำให้สะดุ้ง


ระหว่างทางที่กลับมา เสื้อผ้าของเขาถูกหิมะตกใส่จำนวนมาก


เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน อุณหภูมิร่างกายทำให้หิมะละลาย ปกคลุมบนเสื้อผ้า ลมหนาวก็พัดทำให้เสื้อผ้าแห้ง เป็นธรรมดาที่จะเย็นจัด


“ขอโทษที ลมหนาวจะส่งต่อให้เจ้าไม่ได้ ข้าจะไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้”


เผยจี้ลืมไปว่าบนตัวเขาตอนนี้หนาวเย็นแค่ไหน ตอนขี่ม้า เขาถูกลมพัดจนชาไร้ความรู้สึก


“ท่านพี่ ในหม้อมีน้ำร้อน ท่าน...” จู้เจียงเจียงดึงเอวเขาไว้ ตอนนี้ถึงรู้ว่าเสื้อผ้าบนของเขาบางแค่ไหน


“ทำไมท่านสวมเสื้อน้อยชิ้นแบบนี้?” นางโกรธจนหน้าบึ้งตึง สองมือลูบทั่วตัวเขา เสื้อผ้าถูกลมหนาวพัดจนแข็งทื่อราวกับไม้ ไม่มีเส้นใยไหนนุ่มนิ่มเลย


“รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าทำเสื้อฝ้ายใหม่ให้ท่านแล้ว อยู่ในตู้ชั้นบน” จู้เจียงเจียงไม่พูดพล่าม รีบไปตักน้ำให้เขา


เป็นไปไม่ได้ที่เผยจี้จะให้นางทำงานหนักแบบนี้ “ข้าทำเอง ฮูหยินล้างมือกลับไปนั่งก่อน ข้าอาบน้ำเสร็จแล้วจะลงมาทำอาหาร”


“แต่สีหน้าของท่านดูเหมือนง่วงนอนมากๆ”


ใบหน้าของเขาหนาวจนแดงก่ำ ใต้ตาดำเป็นแพนด้าอย่างเห็นได้ชัด แค่ดูก็รู้ว่านอนไม่พอมาหลายวัน


“ไม่เป็นไร คืนนี้พักผ่อนเร็วหน่อยก็ดีแล้ว” เผยจี้พยายามฝืนร่างกาย ยืนกรานไม่ให้จู้เจียงเจียงเข้าครัวอีก


ก็แบบนี้ มื้อค่ำสิ้นปีของปีนี้ ทั้งหมดฝากไว้ในมือของสองพี่น้องตระกูลเผย จู้เจียงเจียงเพียงแค่ผิงไฟอยู่ในบ้าน รอกินอย่างเดียว


จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เผยจี้ถึงทำมื้อค่ำสิ้นปีเสร็จ


“เสี่ยวอวี๋รีบกิน กินเสร็จก็รีบเข้านอน”


ยังไม่ทันขยับตะเกียบ เผยจี้ก็เร่งเผยเสี่ยวอวี๋แล้ว


“พี่ชาย ข้าไม่รีบ...”


เผยเสี่ยวอวี๋อยากจะเล่าอะไรบางอย่างเผยจี้ฟัง แต่เขากลับไม่ให้โอกาสนาง “ข้ารีบ”


“หา?”


จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา “เสี่ยวอวี๋ไม่ต้องเสียใจ พี่ชายเจ้าเหนื่อยแล้ว คืนนี้ให้เขานอนพักก่อน มีอะไรพวกเราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ดีไหม?”


ตอนที่ 336: กระแสลมหนาวทำให้เผาฝืนกลายเป็นหรูหรา


คืนส่งท้ายปีเก่า


ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกปรอยๆ ผสมกับหิมะตกลงมาอย่างฉับพลัน


เพิ่งกินมื้อเย็นเสร็จสิ้น ยังไม่ทันรับรู้ถึงบรรยากาศปีใหม่ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ทุกครัวเรือนก็เริ่มเผาฟืน แสงไฟลอดผ่านหน้าต่างและประตูที่ไม่ค่อยแน่นหนาออกมาด้านนอก


ภายใต้แสงไฟที่สลัวๆ ผสมกับสายฝนปรอยๆ ทำให้ทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเหมือนตกอยู่ในบรรยากาศชวนฝัน


หากไม่ใช่ว่าหนาวเย็นเกินไป ภาพนี้คงจะเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามทีเดียว


บ้านตระกูลเผยไม่ได้ก่อไฟ เพียงแค่จุดตะเกียงแขวนไว้ที่ประตูสองข้าง ก็ถือเป็นการฉลองปีใหม่แล้ว


จู้เจียงเจียงให้เผยเสี่ยวอวี๋ขึ้นไปนอนบนเตียง หลังจากเหน็บผ้าห่มให้นางเรียบร้อยถึงออกมาเดินขึ้นไปชั้นบน


ในห้องชั้นบน เผยจี้นอนหลับไปนานแล้ว


เมื่อครู่กินข้าวเสร็จ เพื่อปกป้องจินตนาการและความคาดหวังของเผยเสี่ยวอวี๋ที่มีต่อปีใหม่ จู้เจียงเจียงจึงเล่นเป็นเพื่อนนางอยู่พักหนึ่ง


ยังเล่านิทานสองเรื่องให้นางฟัง ก่อนจะไปส่งที่ห้องนอน


ในเวลานั้นเผยจี้ก็ฝืนไม่ไหวแล้ว จึงขึ้นข้างบนไปนอนก่อน


ถึงแม้จะหลับไปแล้ว แต่ด้วยทักษะฝีมือที่ฝึกฝนมาจากชายแดน ทำให้เผยจี้ตื่นขึ้นทันทีที่จู้เจียงเจียงเปิดประตู


นอนหลับไปแค่ครู่เดียว ดวงตายังรู้สึกเหนื่อยล้ามาก คนทั้งคนดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาสักเท่าไร


“ฮูหยิน หนาวไหม? รีบเข้ามา” เผยจี้ลุกขึ้นนั่ง เปิดผ้าห่มรอนาง


จู้เจียงเจียงถอนเสื้อนวมชั้นนอกบนตัวออก ปีนขึ้นเตียง ยึดตำแหน่งที่เขาอุ่นไว้แล้ว “ด้านนอกฝนตกอีกแล้ว หนาวจริงๆ”


เผยจี้ไม่ตอบ เพียงแต่กอดนางนอนลงและหลับตาไปอีกครั้ง


นางรู้ว่าเขาน่าจะเหนื่อยล้ามากๆ แต่เมื่อเขากลับมาอย่างกะทันหัน จู้เจียงเจียงก็อดดีใจจนนอนไม่หลับไม่ได้ ดังนั้นนางจึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้เขาฟัง


“ท่านพี่ พรุ่งนี้ข้าพาท่านไปดูบ้านเฟิ่งหวงแล้วกัน ตอนกลางคืนพวกเราก็พักอยู่ที่นั่นได้”


“จริงด้วย หมิงเหยาและอาจารย์จูคลอดได้ลูกชาย เด็กคนนั้นซนมากๆเหมือนหมิงเหยาเลย”


“เรื่องของเหวินอวู่ซวงและเซินหมิ่น ข้าเคยบอกท่านในจดหมายไหม?”


เผยจี้ที่หลับตาอยู่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาตอบอย่างเบลอๆ “เคยพูด”


ทุกครั้งที่นางเขียนจดหมายถึงเขา นางมักจะเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงให้เขาฟังเสมอ


และก็เพราะมีจดหมายของนาง ถึงทำให้เขายิ่งเชื่อมั่น ที่ตัวเองอยากได้ก็คือชีวิตชนบทที่สงบสุขร่าเริงแบบนี้ ไม่ใช่ชีวิตในราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี


รอความวุ่นวายในชายแดนครั้งนี้สงบลง เขาต้องลาออกจากขุนนางเน่าๆนี้ ใครก็ห้ามไม่ได้!


“เรื่องที่กระแสลมหนาวครั้งนี้ปกคลุมราชวงศ์ต้าหลี่ ระหว่างทางที่ท่านกลับมาคงเห็นแล้วใช่ไหม? สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”


จู้เจียงเจียงจำได้ตอนเผยจี้ไปชายแดน ในจดหมายฉบับแรกที่ตอบนางกลับมา นอกจากบอกว่าตัวเองปลอดภัยดี ยังพูดถึงเรื่องราวที่พบเจอระหว่างทาง


ในบรรดาสิ่งที่เห็นและได้ยินเหล่านั้น สถานที่ที่เขานำกองทัพเดินผ่าน ก็คือไม่กี่เมืองที่ราชสำนักมอบหมายให้โจวเหลียงดูแลด้วย


ในเมื่อเขากลับมา คิดว่าก็คงผ่านสถานที่พวกนั้น ดังนั้นนางจึงอยากจะถามสิ่งที่เขาเห็น


แต่เผยจี้ไม่อยากพูด หรืออาจจะพูดว่าเขาไม่มีแรงจะพูดแล้ว


จู้เจียงเจียงไม่รู้เลยว่าเขาหลับไปแล้ว ยังคงพูดคนเดียวต่อไปว่า “กระแสลมหนาวครั้งนี้มากะทันหัน บ่อกุ้งของเราได้รับความเดือดร้อนด้วย”


“…”


ในความสะลึมสะลือเผยจี้เหมือนได้ยินนางพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับบ้านที่ค่อนข้างหนักอยู่


เขาฝืนดึงสติที่ใกล้จะเข้าสู่ห้วงนิทรา ลืมตาขึ้นมาตอบสนองอย่างเชื่องช้า “ในบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”


จู่ๆเขาก็ตึงเครียด ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกละอายใจ


ไม่ได้นอนหลายคืนติดต่อกัน แม้แต่เทพเจ้ายังทนไม่ไหว


ไม่ง่ายเลยที่เผยจี้จะกลับมา นางกลับยังลากเขามาฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้ นางไม่ควรทำจริงๆ


“ไม่มีหรอก ในบ้านเรียบร้อยดี” จู้เจียงเจียงเขยิบเข้าใกล้เขาเล็กน้อย “นอนเถอะ”


จู้เจียงเจียงพูดคำนี้จบ ก็ไม่ได้ยินเสียงของเผยจี้อีกเลย เขานอนหลับสนิทไปแล้ว


เผยจี้นอนหลับไปเจ็ดชั่วยามเต็มๆ จนกระทั่งบ่ายวันรุ่งขึ้นจึงตื่นขึ้นมา


“เสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้เจ้าล่ะ?”


ตอนเผยจี้ตื่นนอนไม่เห็นจู้เจียงเจียงจึงลงมาชั้นล่าง แต่ก็ยังไม่เจอนาง จึงถามเผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังเขียนการบ้านอยู่


เผยเสี่ยวอวี๋เงยหน้าขึ้นมาตอบ “พี่สะใภ้ไปสวัสดีปีใหม่ในหมู่บ้านแล้ว”


เพิ่งพูดจบ จู้เจียงเจียงที่อยู่นอกประตูก็เดินเข้ามา ในมือถือร่มคันหนึ่ง


“ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือ เมื่อคืนนอนหลับดีไหม? ยังง่วงอยู่หรือเปล่า...” ใช้เวลาตอนจู้เจียงเจียงเก็บร่ม เผยจี้ก็เดินเข้าไปกอดนางจากด้านหลัง


เหมือนเด็กน้อยที่เอาศีรษะมาพิงบนไหล่นาง “ฮูหยิน อยู่บ้านช่างดีจริงๆ”


จู้เจียงเจียงให้เขากอดอยู่พักใหญ่ หากไม่ใช่ได้ยินเสียงหัวเราะของเผยเสี่ยวอวี๋ พวกเขาคงลืมไปแล้วว่านอกจากพวกเขาสองคน ในบ้านยังมีคนอื่นอยู่


“พอแล้ว รีบไปแต่งตัว พวกเราจะไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยม แล้วค่อยพาท่านไปดูบ้านใหม่”


ก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่บ้านได้นานแค่ไหน จู้เจียงเจียงอยากพาเขาไปดูความเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


สามคนนั่งรถม้าออกบ้านไปพร้อมกัน ครัวหลังเพื่อประหยัดเวลา อาหารหลักของโรงเตี๊ยมวันนี้จึงทำเป็นหม้อไฟ ตอนนี้ทั้งห้องโถงใหญ่มีกลิ่นพริกเผ็ดชากระจายไปทั่ว


“ท่านแม่ทัพ?!”


จู้เจียงเจียงเพิ่งเข้าประตู ทุกคนในร้านเห็นเผยจี้ ก็ร้องเสียงแปลกใจขึ้น


ปฏิกิริยาของพวกเขาเหมือนจู้เจียงเจียงเมื่อวาน เหลือเชื่อที่เผยจี้กลับมาแล้ว


“สวัสดีปีใหม่” เผยจี้ทักทายทุกคนอย่างสุภาพ จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก


“กุ้ยเจวียน ให้คนยกอาหารมาให้พวกเรารองท้องหน่อย” จู้เจียงเจียงเดินไปสั่งอาหาร ถือโอกาสถาม “เป็นอย่างไรบ้าง มื้อค่ำส่งท้ายปี ลูกค้ามีอะไรไม่พอใจบ้างไหม?”


“จะไม่พอใจได้อย่างไร เถ้าแก่ ท่านกังวลใจเกินไปแล้ว ทุกคนมีความสุขดี”


ตู้กุ้ยเจวียนจดรายการอาหารให้คนส่งไปครัวหลัง ก่อนดึงจู้เจียงเจียงไปข้างๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าลังเล “เพียงแต่เถ้าแก่ ช่วงนี้ฟืนแห้งราคาสูงขึ้น และหาซื้อยาก ฟืนแห้งหลังครัวไม่รู้จะใช้ได้นานแค่ไหน”


นางรับผิดชอบบัญชีเงินสดทั้งหมดของโรงเตี๊ยม รวมถึงเรื่องเล็กอย่างการซื้อไม้ฟืนด้วย


ช่วงนี้ในเมืองต่างก็แย่งกันซื้อฟืนแห้ง คนที่ส่งฟืนให้โรงเตี๊ยมของพวกเขาก็เลยขอขึ้นราคา


ขึ้นราคาไม่ว่า แต่ของก็ให้ไม่พออีกด้วย ห้องเก็บฟืนในครัวตอนนี้ไม่มีภาพที่เต็มเหมือนอย่างตอนแรกอีกแล้ว ใกล้จะไม่พอใช้แล้ว


กลางคืนแขกก็เรียกร้องให้เผาฝืนให้ความอบอุ่นในห้อง พวกเขาก็ไม่กล้ารับปาก กลัวว่าพรุ่งนี้ตื่นมา แม้แต่ฟืนให้ทำอาหารก็จะไม่มี


“ข้าดูสมุดบัญชีหน่อย”


จู้เจียงเจียงหยิบสมุดบัญชีของโรงเตี๊ยมมา ในส่วนของรายการเบิกจ่ายฟืนแห้ง รายจ่ายหลายวันนี้ จำนวนเงินที่จ่ายเพิ่มสูงขึ้น แต่ปริมาณกลับลดลง


บ่งบอกว่า ฟืนแพงกว่าเมื่อก่อน แต่ปริมาณที่ให้กลับไม่เพียงพอ


นางคิดไม่ถึง การจู่โจมครั้งนี้ของกระแสลมหนาว ไม่เพียงแต่จะขวางเส้นทางให้คนเดินทางกลับบ้านไม่ได้ ทำให้บ่อปลาของนางประสบความเสียหายอย่างหนัก


แม้แต่เรื่องเล็กอย่างฟืนไฟที่ไม่อยู่ในสายตาเวลาปกติ ก็ได้รับผลกระทบด้วย


ไม่มีฟืน การทำอาหารและการให้ความอบอุ่นก็เป็นปัญหา


พูดไว้ว่าภัยธรรมชาตินำมาซึ่งหายนะอย่างต่อเนื่อง ดูท่า นางจะต้องใส่ใจปัญหานี้เพิ่มมากขึ้นแล้วจริงๆ


“ในช่วงเวลานี้ หากคนส่งฟืนเพิ่มราคาอีก ขอแค่ไม่แพงจนเกินไปก็รับปากเขา” จู้เจียงเจียงคืนสมุดบัญชีให้ตู้กุ้ยเจวียน


ฟืนในเมืองกำลังขึ้นราคา หากฟืนในร้านของนางไม่เพิ่ม เกรงว่าคนส่งฟืนจะไม่พอใจ ถึงขนาดอาจจะจงใจลดปริมาณฟืนในร้าน แล้วเอาไปขายที่อื่นในราคาที่สูงกว่า


ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ จึงต้องยืดหยุ่นบ้าง ในร้านยังมีแขกมากมาย จะขาดไฟไม่ได้


“ฮูหยิน เจ้าเป็นอะไรไป?”


จู้เจียงเจียงออกจากโต๊ะคิดเงินเดินมาทางโต๊ะอาหาร เผยจี้พลันพบว่าสีหน้าของนางดูผิดปกติ


จู้เจียงเจียงมองเขาด้วยสายตาเศร้าๆ แล้วพูดเบาๆว่า “ท่านพี่ ถ้าหากแม้แต่เรื่องเผาฝืนก็กลายเป็นสิ่งหรูหรา เราควรจะทำอย่างไรดี?”


“หา?” เผยจี้ไม่เข้าใจความหมายของนาง


ตอนที่ 337: ขอบคุณโจรกักตุนข้าว


“ท่านพี่ ตอนท่านกลับมาเคยผ่านเมืองซั่วหลี่ กวนซาน และซู่หยางสามแห่งนี้ไหม? สถานการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง ประชาชนในท้องถิ่นประสบกระแสลมหนาวรุนแรงไหม?”


ระหว่างทางที่ไปบ้านเฟิ่งหวง จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็นึกถึงคำถามเมื่อคืนที่เขายังไม่ได้ตอบ


นางจึงถามอีกครั้ง


ถึงแม้เมื่อคืนเผยจี้สะลึมสะลืออยู่ แต่เขาก็ได้ยินนางเคยถามคำถามนี้


ตอนนั้นเพราะง่วงนอนมาก จึงไม่ได้พูดอะไรถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องในบ้าน


วันนี้นางถามขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกสงสัยขึ้นมา “ฮูหยิน ทำไมเจ้าถึงสนใจสามเมืองนี้เป็นพิเศษ?”


จู้เจียงเจียงบอกเรื่องที่ราชสำนักออกคำสั่งกับโจวเหลียงให้เขาฟัง


“ถึงแม้ในความประสงค์นั้นไม่ได้เอ่ยชื่อของข้า แต่ท่านคิดว่าฝ่าบาทจะอนุญาตให้ข้าถอนตัวเองออกไปได้จริงหรือ?”


จดหมายฉบับนั้นเป้าหมายชี้ตรงมาที่เมืองเจียงหนานอย่างชัดเจน


แต่เมืองเจียงหนานมีเงินแค่ไหน ราชสำนักรู้ดี ฮ่องเต้ก็เช่นกัน


โจวเหลียงเพื่อขวางเรื่องนี้แทนนาง คิดจะใช้หมวกผ้าแพรของตัวเองรับผิดชอบเรื่องนี้


แน่นอนว่านางทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ได้ ยอมรับเงียบๆ ราชสำนักก็ทำอะไรนางไม่ได้ แต่นางจะให้โจวเหลียงแบกรับแทนนางไม่ได้


หลายวันนี้ จู้เจียงเจียงพยายามคิดหาวิธีมาโดยตลอด สมุดรายชื่อเมืองเจียงหนานในมือถูกนางพลิกไปมาจนเน่าแล้ว ทว่าก็ยังหาทางออกเรื่องข้าวไม่ได้เลย


“ฮูหยิน เจ้ายังจำโจรขโมยข้าวก่อนหน้านี้ได้ไหม?” จู่ๆ เผยจี้ก็เอ่ยปากถามนางอย่างมีความหมายลึกซึ้ง


“หืมม?” เริ่มแรกจู้เจียงเจียงยังมึนอยู่เล็กน้อย “ข้าจำได้สิ แต่ท่านถามเรื่องนี้ทำไมกัน?”


“โจรขโมยข้าวในเมืองเจียงหนานก่อนหน้านี้ ที่จริงเป็นเพียงแค่คนกลุ่มเล็กที่เร่ร่อนมาที่นี่ คนส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาในกวนซาน ที่นั่นจึงจะเป็นที่มั่นภูเขาที่พวกเขาอาศัยอยู่”


เผยจี้พูดขึ้นช้าๆ ได้ยินถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงยังฟังไม่ค่อยเข้าใจ


แต่พอได้ฟังคำพูดต่อมาของเขา เธอก็เข้าใจขึ้นมาทันที


“ที่จริงแล้วหลังจากเกิดคดีขโมยข้าว ข้าก็สั่งให้คนไปตรวจสอบคนพวกนั้น ปีก่อนออกเดินทางไปชายแดน ตอนผ่านกวนซาน ข้าจึงถือโอกาสปราบโจรภูเขานั่น ดังนั้น...”


“ดังนั้นท่านก็มีข้าวอยู่ในมือใช่ไหม?!”


จู้เจียงเจียงตาเป็นประกาย จับมือเขาไว้อย่างตื่นเต้น “มากน้อยแค่ไหน?”


นั่นเป็นโจรขโมยข้าวโดยเฉพาะ ทั้งยังมีแหล่งกบดานของตัวเองบนภูเขา คิดว่าข้าวที่สะสมในนั้นคงมีไม่น้อย


เผยจี้เห็นนางยิ้ม เขาอยากจะแหย่นางเล่น ทำเป็นลึกลับกระซิบข้างหูนางว่า “เจ้าลองเดาดู”


“ท่านพี่!”


จู้เจียงเจียงโกรธเคือง ใช้แรงหยิกแขนของเขา เจ็บจนเขาต้องกัดฟัน “รีบบอกมาเร็วเข้า หากไม่บอกละก็ คืนนี้ห้ามขึ้นเตียงของข้า”


นางรู้วิธีควบคุมเขาดีจริงๆ


เผยจี้ได้ยินแบบนั้นก็ยอมแพ้ทันที ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าการไม่ได้นอนกอดภรรยา


“ปริมาณเท่าการเก็บเกี่ยวของบ้านเราสามปีกระมัง”


“รวมถึงปริมาณที่เก็บเกี่ยวที่ดินผืนข้างทุ่งดอกไม้ด้วยใช่ไหม?”


“อืม” เผยจี้พยักหน้ายืนยัน


“เยี่ยมไปเลย!”


จู้เจียงเจียงกอดเผยจี้เอาไว้ หากเป็นแบบนี้ นางก็สามารถให้คำตอบแก่ราชสำนักได้แล้ว “ท่านพี่เก่งจริงๆ ขอบคุณโจรกักตุนข้าว!”


“...คำพูดเจ้า แยกกันพูดไม่ได้หรือ?” เผยจี้ไม่ชอบที่นางชมเขาและโจรภูเขากลุ่มนั้นพร้อมกัน


หลังจากแก้ปัญหาความประสงค์ที่ราชสำนักแอบสั่งให้นางรีดเลือดออกได้สำเร็จ อารมณ์ของจู้เจียงเจียงก็ดีขึ้นมาก


ก้อนหินใหญ่ในใจนางหายไปแล้ว จะให้นางไม่ดีใจได้อย่างไร?


“ไป ท่านพี่ พวกเราไปดูบ้านใหม่กัน”


เมื่อมาถึงบ้านเฟิ่งหวง จู้เจียงเจียงตั้งใจไม่นั่งรถม้าขึ้นภูเขา แต่ลากเผยจี้และเผยเสี่ยวอวี๋ลงรถม้าเดินเท้าไปพร้อมกัน


นางต้องการให้พวกเจ้าบ้านที่นี่รู้ สามีของนางกลับมาแล้ว!


พวกเขาจะได้ไม่นินทาลับหลังนาง คำพูดแย่ๆอย่างนางตั้งครรภ์แล้ว แต่สามีไม่อยู่ข้างกายอะไรทำนองนั้น


“ท่านพี่ดู ทางนั้นคือที่พักคนงาน ทางนั้นคือตึกห้องชุดเล็ก”


จู้เจียงเจียงจูงมือของเผยจี้ ตั้งแต่เข้าประตูก็ชี้ให้เขาดูรอบๆตลอดทาง เผยเสี่ยวอวี๋ก็อยากแบ่งปันของดีที่นี่ให้พี่ชายตัวเอง แต่ก็ไม่มีโอกาสเลย


“ยังมีทางด้านนั้น ที่นั่นคือถนนร้านค้า โรงหมอของหมอเทวดาซิวก็ถูกข้างัดมาด้วย ข้าเก่งใช่ไหม?”


ท่าทางนางที่ขอให้ชื่นชมเขียนอยู่บนหน้า ชัดเจนจนชัดเจนกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว


แต่เผยจี้ผู้ชายตัวโตซื่อบื้อคนนี้กลับดูไม่ออก เพียงแต่ยิ้มแล้วตอบกลับหนึ่งประโยค “ข้ารู้ พวกนี้เจ้าเขียนในจดหมายหมดแล้ว”


“...ช่างเถอะ งั้นพวกเราไปเยี่ยมเด็กน้อยบ้านอาจารย์จูกันดีกว่า ท่านต้องไปดูว่าลูกของหมิงเหยาน่ารักแค่ไหน” จู้เจียงเจียงยังไม่ยอมแพ้


วันนี้นางต้องหาอะไรบางอย่างมาทำให้เขาตกใจให้ได้


เผยจี้ถูกจู้เจียงเจียงลากไปทั่ว เดินผ่านหน้าบ้านใครก็ตาม นางจะโบกมือทักทาย แล้วชี้ที่เขา “นี่คือสามีข้า”


ถึงแม้จะดูโอ้อวดเล็กน้อย แต่เผยจี้มีความสุขมาก


ยังมีอะไรจะดีไปกว่าการที่นางใช้เขาเป็นที่อวดอ้างอีกล่ะ?


ยังไม่ทันจะเดินชมชุมชนใหม่เสร็จ ข่าวที่เผยจี้กลับมาก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งบ้านเฟิ่งหวงแล้ว


แม้แต่สวี่กู้และหนานเฟิงเฉียนที่เบื่อแขกในหมินซู่ที่มีเยอะและสร้างความรบกวน เลยย้ายมาอยู่ที่บ้านเฟิ่งหวงก็ได้ยินข่าวนี้แล้วเช่นกัน


ทั้งสองคนรีบมาหาพวกเขาและลากเผยจี้ตรงไปยังบ้านของสวี่กู้ทันที ไม่ให้พวกเขาไปหาหมิงเหยา


“แม่ทัพเผย ไม่เจอกันนานเลย วันนี้ไปบ้านข้า พวกเรามาดื่มกันหน่อย ไม่เมาไม่กลับ!” สวี่กู้อยากฟังเขาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับชายแดน ดังนั้นจึงดึงเผยจี้ไว้ไม่ปล่อย


“ทำไมพวกท่านถึงอยู่ที่นี่?”


เมื่อเห็นพวกเขาสองคน สีหน้าเผยจี้ก็ไม่ค่อยดีนัก “พวกท่านไปขอกินข้าวบ้านข้าอีกแล้วใช่ไหม!”


เจอสวี่กู้ทีไร เขามักจะนึกถึงเรื่องนี้เป็นอย่างแรกเสมอ


ช่วยไม่ได้ถูกเขาฝากท้องจนกลัวไปหมดแล้ว


“แม่ทัพเผย ท่านนี่จะดูถูกคนเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้ไปขอกินข้าวบ้านท่านเสียหน่อย แม่นางจู้ยุ่งจะตาย พวกเรายังไม่ค่อยได้เจอนาง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขอกินข้าวด้วยแล้ว” สวี่กู้แสดงออกว่าถูกใส่ร้าย


ก่อนหน้านี้เขาไปขอกินข้าวเพราะเผยจี้อยู่ด้วย


ต่อมาเผยจี้ไม่อยู่แล้ว น้อยมากที่เขาจะไปรบกวนจู้เจียงเจียง ชายหญิงแตกต่าง เขารู้เรื่องนี้ดี


“ฮูหยิน ทุกๆวันเจ้ายุ่งมากหรือ?” เผยจี้มองจู้เจียงเจียงอย่างปวดใจ


ในจดหมาย นางบอกกับเขาแต่เรื่องความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ส่วนเรื่องนางต้องพยายามแค่ไหนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น นางไม่เคยเอ่ยถึงแม้แต่ตัวอักษรเดียว


“ท่านไปกับข้าเถอะ ข้าจะบอกให้ว่าแม่นางจู้นั้นยุ่งมากแค่ไหน!” สวี่กู้บังคับพาเผยจี้ไป


จู้เจียงเจียงรู้ ผู้ชายทุกคนจะต้องมี ‘เพื่อนกินดื่ม’ สักหนึ่งถึงสองคนที่ทำให้ตัวเองผ่อนคลายได้ ดังนั้นนางจึงไม่ได้พูดอะไร และยังรู้สึกดีใจแทนเขา


สวี่กู้และหนานเฟิงเฉียนไม่ใช่คนในราชวงศ์ต้าหลี่ ระหว่างพวกเขากับเผยจี้ไม่มีผลประโยชน์ต่อกัน เพื่อนแบบนี้หาได้ยากมาก


“ท่านพี่ งั้นพวกท่านไปดื่มก่อนเถอะ ข้ากับเสี่ยวอวี๋จะไปเยี่ยมหมิงเหยาแล้ว”


จู้เจียงเจียงหยุดฝีเท้า ผู้ชายตัวโตสามคนดื่มเหล้า นางไม่อยากไปร่วมวงด้ว


เวลานี้ ไม่สู้เรียกเซินหมิ่นไปหาหมิงเหยาเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกันดีกว่า


“ฮูหยิน...” เผยจี้หมุนตัวจะตามจู้เจียงเจียงไป กลับถูกสวี่กู้และหนานเฟิงเฉียนพาดคอลากไป


ตอนที่ 338: ความลึกลับต้นตระกูลของเผยจี้


“ท่านพี่ แม่ท่าน...เอ่อ หรือก็คือแม่สามีข้า ท่านเป็นคนที่ไหน ทำไมถึงได้แต่งมาอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ท่านพี่รู้ไหม?”


เมื่อคืนเผยจี้พักผ่อนเพียงพอแล้ว วันนี้ตอนไปกินข้าวกับสวี่กู้และหนานเฟิงเฉียนเขาไม่ได้ดื่มเหล้า บอกว่าเพื่อนาง


ดังนั้นตอนเย็นกลับมา เขาจึงยังมีสติครบถ้วนและกระฉับกระเฉง


อาศัยอยู่บ้านเฟิ่งหวง จู้เจียงเจียงก็อดคิดถึงอีกเรื่องที่เก็บซ่อนอยู่ในใจขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้


ลังเลอยู่พักใหญ่ นางถึงเอ่ยปากถามออกไป


“ทำไมจู่ๆถึงอยากถามเรื่องพวกนี้ ท่านแม่ของข้าไม่ใช่...” อารมณ์ของเผยจี้โศกเศร้าในชั่วพริบตา


ไม่ได้กตัญญูตอนที่มารดานอนติดเตียงอยู่ เขาน่าจะรู้สึกผิดมากแน่ๆ


“ไม่มีอะไร แค่อยากรู้เท่านั้น”


ก่อนที่จะแน่ใจ นางจะพูดเกี่ยวกับเรื่องภาพวาดเหมือนจริงของเหวินเฉิงหรูภาพนั้นที่หน้าตาคล้ายเผยเสี่ยวอวี๋ไม่ได้ หากผิดพลาดมาจะยิ่งทำให้เขาปวดใจ


เผยจี้ได้ยินก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ คิดไปว่าเพราะนางตั้งครรภ์ จึงอยากแบ่งปันเรื่องมงคลนี้เท่านั้น


“เกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่านแม่ข้า ข้าไม่เคยได้ยินท่านพ่อท่านแม่พูดเลย แต่ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็อาศัยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี้แล้ว มีปัญหาอะไรหรือ?”


ไม่เคยพูดถึงบ้านเกิดหรือ?


แบบนี้ก็จะมีกลิ่นดราม่าเกินไปแล้วกระมัง แม่สามีของนางคนนี้ เกรงว่าคงจะมีเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่ หรือนางเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลเหวินจริงๆ?


จู้เจียงเจียงเงียบ หากว่าเหวินอวู่ซวงฉลองปีใหม่ที่นี่ก็คงดี


ภาพวาดนั้นอยู่ในมือเหวินอวู่ซวง อยากจะเอามาให้เผยจี้ชี้ตัวคน ยังต้องรอเขากลับมาก่อนถึงจะได้


“ท่านพี่ ครั้งนี้มีแต่ท่านกลับมาเพียงลำพังหรือ? แม่ทัพถูและพี่ใหญ่เผย พวกเขากลับหลี่จิงไปแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนหัวข้อ


นางเปลี่ยนเรื่องของนางดูแข็งกระด้างเกินไป เป็นไปไม่ได้ที่เผยจี้จะดูไม่ออก


นางต้องมีเรื่องปิดบังเขาแน่นอน


“ฮูหยิน เจ้าข้าเป็นสามีภรรยากัน มีเรื่องอะไรเจ้าบอกข้าได้ ข้าพร้อมรับฟัง ถึงฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีข้าที่คอยค้ำอยู่ เจ้าไม่ต้องระมัดระวังตัวแบบนี้”


เป็นครั้งแรกที่เผยจี้ไม่ปล่อยนางไป


เมื่อก่อนเขาจะรอ รอนางยินยอมจะบอกเรื่องของนางให้เขาฟัง แต่ตอนนี้เขาไม่อยากเป็นแบบนั้นอีกแล้ว


สามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน วันหลังพวกเขายังต้องใช้ชีวิตร่วมกันไปชั่วชีวิต


ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ที่นางบอกเขาว่านางมาจากอีกโลกหนึ่ง เขาก็พะวงตลอดเวลา กลัวว่าวันหนึ่งนางจะหายไป


ดังนั้น ไม่ว่านางอยากจะบอกหรือไม่อยากจะบอก เขาก็อยากฟังทั้งนั้น


จู้เจียงเจียงแปลกใจกับท่าทีของเขาครั้งนี้ที่เด็ดขาดเช่นนี้ แต่ในเมื่อเขาพูดขนาดนี้แล้ว นางก็ไม่อยากปิดบังอีกต่อไป


“ท่านพี่ เรื่องนี้เป็นแค่การคาดเดาของพวกเรา ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง ท่านฟังไว้ก็พอ ก่อนจะแน่ใจ ไม่ต้องนำเรื่องนี้มาใส่ใจ”


นางให้เขาเตรียมใจเอาไว้มากๆ แล้วถึงกล้าเอาเรื่องภาพที่พบเจอในจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้บอกเขา


เผยจี้ฟังอย่างตั้งใจ


เขาฟังนางเล่าว่า พวกเขาพบจวนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปเจ็ดลี้ได้อย่างไร เรื่องของโฉนดที่ดิน ยังบังเอิญพบเรื่องความสัมพันธ์ตระกูลเหวินกับเจ้าของจวน นางเล่าให้เขาฟังทั้งหมด


แต่เรื่องราวเหล่านี้ ฟังดูก็ไม่ได้แปลกอะไรมากนัก นอกจากมีความสัมพันธ์กับตระกูลเหวิน


ทำไมตอนจู้เจียงเจียงพูดเรื่องนี้ ถึงบอกให้เขาอย่าใส่ใจเรื่องนี้นัก เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา?


จู้เจียงเจียงเล่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมดกับเขาแล้ว ต่อมาก็ควรพูดถึงผู้หญิงในภาพที่หน้าตาคล้ายคลึงกับเผยจี้


“ภาพวาดเหมือนจริงของเหวินเฉิงหรู เมื่อเปรียบเทียบแล้ว พวกเราพบว่า นางหน้าตาเหมือนเสี่ยวอวี๋มาก” จู้เจียงเจียงตื่นเต้นมากตอนพูดประโยคนี้


นางสังเกตปฏิกิริยาของเผยจี้ อย่างที่คิด ตอนได้ยินว่าหน้าตาของเหวินเฉิงหรูและเผยเสี่ยวอวี๋เหมือนกันมาก ม่านตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ


หลังตกใจก็คือสงสัย “แล้วภาพวาดเหมือนจริงนั้นอยู่ที่ไหน? ข้าอยากจะเห็น!”


การคาดเดาเรื่องนี้มันช่างกล้าหาญและเหลือเชื่อเกินไป


เผยจี้แน่ใจมากว่าตัวเองเติบโตในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และลุงป้าในหมู่บ้านก็ไม่เคยนินทาว่าร้ายมารดาของเขามาก่อน


เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่ามารดาของเขาจะเป็นคนที่ถูกผู้ชายแอบเลี้ยงไว้เป็นอย่างดี


ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงละก็ บิดาของเขาคืออะไร? เสี่ยวอวี๋เป็นลูกที่เกิดจากบิดามารดาของเขาอย่างจริงแท้แน่นอน เหล่านี้เขาเห็นมาด้วยตาตัวเอง


“ภาพวาดน่าจะอยู่ที่พักของหัวหน้าเหวิน แต่เขากลับบ้านไปฉลองปีใหม่แล้ว ต้องรอปีใหม่วันที่สามถึงกลับมา”


เรื่องภาพวาดนี้ พวกเขาคุยกันเอาไว้แล้วว่าจะไม่บอกเผยจี้จนกว่าจะยืนยันได้ และจะไม่ให้คนตระกูลเหวินรู้ ดังนั้นเหวินอวู่ซวงน่าจะไม่เอากลับไปด้วย


“ที่พักอยู่ไหน ข้าจะไปดู!” เผยจี้เปิดผ้าห่มอย่างหุนหัน ทำท่าเหมือนจะไปงัดห้องพักของเหวินอวู่ซวง


“ท่านพี่ อย่าไปเลย!”


จู้เจียงเจียงดึงเขาไว้ “เมื่อครู่ท่านเพิ่งรับปากข้า ก่อนจะยืนยันอะไรได้ จะไม่คิดมาก”


เป็นไปได้หรือ ที่จะไม่คิดมาก?!


ก่อนนางเอ่ยปาก เผยจี้คิดอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับประวัติชีวิตของตัวเอง เขานึกว่าธุรกิจของนางเจอเรื่องลำบาก ดังนั้นถึงแน่ใจว่าตัวเองจะไม่บุ่มบ่าม


แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขา


“ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ นั่นก็เป็นห้องพักของหัวหน้าเหวิน หากพวกเราบุกเข้าไปละก็ เช่นนั้นก็กลายเป็นโจรแล้ว” จู้เจียงเจียงพูดเตือนสติ


เผยจี้นำคำพูดนางฟังเข้าหู พยายามกดความใจร้อนภายในใจ


แต่ว่ามันล้มเหลว


ทันใดนั้น เขานึกถึงอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้ “ฮูหยิน พวกเรากลับหมู่บ้านไปหาปู่สวี่กัน”


สวี่เหล่าเกินได้รับการไหว้วานจากมารดาของเขาให้ดูแลเผยเสี่ยวอวี๋ บางทีก่อนที่มารดาของเขาจะเสียชีวิต อาจเคยบอกบางอย่างกับเขาก็ไม่แน่


จู้เจียงเจียงเถียงสู้เขาไม่ได้ และไม่อยากขัดใจเขา คืนนี้หากเขาไม่รู้เรื่องนี้อย่างกระจ่าง เกรงว่าคงจะทรมานมาก ไม่สู้กลับไปหาสักคนมาถาม


สองคนวางกระดาษใบหนึ่งไว้บนโต๊ะให้เผยเสี่ยวอวี๋ จากนั้นก็ขี่ม้ากลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในตอนกลางคืน


ก่อนไปบ้านสวี่เหล่าเกิน เผยจี้กลับบ้านไปหยิบของบางอย่าง แล้วจึงไปเคาะประตูบ้านของสวี่เหล่าเกินกับจูเจียงเจียงในยามวิกาล


“ใครน่ะ?”


เสียงของสวี่เหล่าเกินดังมาจากห้องข้าง ต่อมาก็ได้ยินเสียงเขาลงจากเตียง


“ปู่สวี่ ข้าเองเจียงเจียง” จู้เจียงเจียงตอบกลับเสียงเบา


หลังได้ยินว่าเป็นใคร สวี่เหล่าเกินก็เพิ่มความเร็วในลงจากเตียงขึ้นอีก พร้อมกับตอบรับอย่างต่อเนื่อง “มาแล้ว จะไปเดี๋ยวนี้ ยายแก่รีบตื่นเร็ว...”


รบกวนสองผู้เฒ่าให้ตกใจแบบนี้ เผยจี้และจู้เจียงเจียงรู้สึกเสียใจจริงๆ


แต่เพราะเป็นตอนกลางคืน พวกเขาจึงกล้ามาถาม หากเป็นตอนกลางวัน พวกเขาไม่กล้ามาถามเรื่องนี้เลย กลัวจะมีคนบังเอิญมาได้ยิน


ประตูเปิดออก และตะเกียงน้ำมันในบ้านก็สว่างขึ้น


“เสี่ยวจ้าว ทำไมพวกเจ้าถึงมากลางดึกแบบนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม?” คิดถึงเรื่องบ่อกุ้งก่อนหน้านี้ สวี่เหล่าเกินนึกว่าในไร่เกิดเรื่องอีกแล้ว


“ปู่สวี่ เกี่ยวกับเรื่องท่านแม่ของข้า ข้าอยากจะถามปู่หน่อย” เผยจี้ตรงไปตรงมาจนจู้เจียงเจียงจะกระอักเลือด ไม่มีความอ้อมค้อมเลยแม้แต่นิดเดียวจริงๆ


“หา?”


ท่าทางติดกระดุมเสื้อของสวี่เหล่าเกินหยุดลง มองเผยจี้อย่างตกใจ


ที่พวกเขามาไม่ใช่เพราะเรื่องในไร่หรอกหรือ?


“ปู่สวี่ พวกเราเข้าไปคุยกันเถิด” ท่าทางของเผยจี้ดูเคร่งเครียดและจริงจังเกินไป ทำสวี่เหล่าเกินตกใจมาก จู้เจียงเจียงทำได้แค่กระโดดออกมาไกล่เกลี่ย


“ใช่ๆ รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ ข้างนอกหนาวเกินไปแล้ว” สวี่เหล่าเกินถึงคิดได้ให้พวกเขาเข้าบ้าน “ยายแก่ ไปก่อไฟให้สะใภ้เล็กผิงไฟ”


ตอนที่ 339: ปริศนาของประวัติชีวิตถูกคลี่คลาย


จู้เจียงเจียงและเผยจี้เข้าไปนั่งในบ้านได้ไม่นาน สวี่หลิวซื่อก็จุดไฟขึ้นมา ทำให้ห้องที่มืดมิดสว่างไสวขึ้นมาทันที


สี่คนล้อมวงนั่งรอบกองไฟ เผยจี้เอ่ยปากก่อน “ปู่สวี่ ก่อนท่านแม่ข้าเสียชีวิต นอกจากจะกำชับปู่ให้ช่วยดูแลเสี่ยวอวี๋แล้ว ยังได้พูดอะไรอีกไหม?”


“เคยพูดสิ” สวี่เหล่าเกินชี้ไปที่จู้เจียงเจียง “นี่ไง ยังสั่งให้ข้าช่วยเจ้าขอภรรยา”


“…” เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานเข้ามาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จู้เจียงเจียงก็ทำได้แค่ยิ้มตอบตามมารยาท


นางยอมรับ ความคิดตอนแรกที่นางแต่งมาที่นี่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป


ตอนแรกที่นางแต่งเข้ามาที่นี่ เพียงเพื่อต้องการเป็นเจ้าของบ้าน และทำให้ครอบครัวร่ำรวย ไม่ได้รวมเผยจี้เข้ามาในแผนอนาคตของตัวเองด้วย


แต่คนเราเปลี่ยนกันได้ โดยเฉพาะหลังจากที่นางเกิดความรู้สึกต่อเผยจี้ นางก็ต่อต้านรูปแบบการแต่งงานที่ไม่เป็นทางการนั้นนิดๆ


ไม่ใช่เพื่อตัวนางเอง แต่เพื่อความรักนี้ของนางกับเผยจี้


มีแค่นางคนเดียวที่ไหว้ฟ้าดิน ทำให้จู้เจียงเจียงมีความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ


เผยจี้มองจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง เขาขอบคุณสวี่เหล่าเกินที่เลือกภรรยาที่ดีขนาดนี้ให้เขา แต่ที่เขาอยากจะถามจริงๆไม่ใช่เรื่องนี้


“ปู่สวี่ เกี่ยวกับภูมิหลังของท่านแม่ข้า ท่านรู้แค่ไหน? อย่างเช่น นางมาจากไหนก่อนแต่งมาที่นี่ แล้วรู้จักกับท่านพ่อข้าได้อย่างไร เรื่องพวกนี้ปู่รู้ไหม?”


คำถามนี้ทำให้สีหน้าของสวี่เหล่าเกินดูผิดปกติเล็กน้อย


โดยเฉพาะเมื่อแสงไฟส่องกระทบใบหน้าของเขา สีหน้าของเขายิ่งทำให้เผยจี้และจู้เจียงเจียงสองคนดูได้ชัดยิ่งขึ้น


“ตาเฒ่า...”


สวี่หลิวซื่อดึงแขนเสื้อของสวี่เหล่าเกิน เหมือนมีอะไรจะพูด


สองผู้เฒ่าใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายปี แค่สายตาเดียวของสวี่หลิวซื่อ สวี่เหล่าเกินก็รู้แล้วว่านางคิดจะพูดอะไร


เห็นแค่สองผู้เฒ่ามองหน้าสบตากัน ใช้สายตาสื่อสารอะไรบางอย่าง ครู่ต่อมา สวี่เหล่าเกินก็หลับตาพยักหน้า


“เสี่ยวจ้าว ตอนแม่เจ้าจะจากไป ยังมีเรื่องอื่นฝากไว้กับข้าจริงๆ”


เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สวี่เหล่าเกินก็ร้องไห้โฮออกมา “แม่เจ้าเคยสั่งไว้ หากเจ้าถามขึ้น ก็ให้บอกเจ้าตามความจริง หากเจ้าไม่ถาม ก็ให้ข้าเอาความลับนี้ลงหลุมไปกับข้า”


ภูมิหลังแม่สามีของนางยังมีเรื่องราวซ่อนอยู่จริงๆ!


จู้เจียงเจียงถูกสวี่เหล่าเกินกระตุ้นความอยากรู้มากขึ้นไปอีก สายตาจับจ้องเขาเขม็ง รอเขาพูดต่อ


“พวกเจ้ารู้ไหม ในมรดกที่แม่หรูเก็บไว้ให้พวกเจ้า ทำไมถึงมีโฉนดที่ดินมากมายขนาดนี้ ยังมีมุกสีเขียวหยกราคาแพงอีกหนึ่งเม็ดด้วย?” สวี่เหล่าเกินมองพวกเขาสองคน


เมื่อพูดถึงโฉนดที่ดิน จู้เจียงเจียงพลันคิดออก


ตอนนั้นนางเพิ่งมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง สวี่เหล่าเกินเคยถามนางแปลกๆ เรื่องจะปลูกอะไรในที่ดินห้าสิบหมู่ที่ว่างอยู่ในหมู่บ้านหรือเปล่า


ในตอนนั้นนางยังนึกว่านั่นเป็นที่ดินรกร้างทั่วไปผืนหนึ่ง


จนกระทั่งเผยจี้กลับมา ตอนเปิดเผยกับคนในหมู่บ้านว่าตัวเองก็คือเผยจ้าว สวี่เหล่าเกินนำมรดกของแม่เผยคืนให้เขา ในมรดกนั้นก็มีโฉนดที่ดินห้าสิบหมู่นั้นด้วย


ตอนนั้นนางยังเคยถามเผยจี้ แต่เขาแสดงออกว่าตัวเองก็ไม่รู้ว่าในบ้านมีที่ดินมากมายขนาดนี้


“ปู่สวี่ แต่ว่ามุกสีเขียวหยกนี้?”


เผยจี้หยิบมุกสีเขียวหยกขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาจากอกเสื้อ นี่คือสิ่งที่เขากลับบ้านไปหยิบมาเมื่อครู่


สวี่เหล่าเกินเห็นมุกสีเขียวหยกนั้นก็ตื่นเต้นสุดๆ “ใช่ มันนี่แหละ นี่คือของแทนใจที่พ่อเจ้าเก็บไว้ให้แม่เจ้า”


“มุกสีเขียวหยกเม็ดนี้...”


จู้เจียงเจียงรู้ถึงการมีอยู่ของมุกสีเขียวหยกนี้ แต่ไม่เคยดูอย่างละเอียด ถึงอย่างไรก็เป็นมรดกที่มารดาเขาเก็บไว้ให้ลูกชาย นางไม่กล้าไปขอมาดู ดังนั้นจึงไม่ได้ถามเผยจี้


ตอนนี้เมื่อได้เห็นมุกสีเขียวหยกเม็ดนี้อีกครั้ง นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ามันคุ้นตาอยู่หน่อยๆ


หากจำไม่ผิดละก็ ในภาพวาดเหมือนจริงของเหวินเฉิงหรู ที่เหน็บอยู่ตรงเอวของนางก็คือมุกสีเขียวหยกเม็ดนี้!


ถึงแม้การดูจากภาพวาดเก่าๆ อาจจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นมุกเม็ดเดียวกัน แต่วิธีการถักของเชือกที่ร้อยมุกและพู่ห้อยที่ปลายเชือก กลับเหมือนกับในภาพวาดราวพิมพ์เดียวกัน


เผยจี้เห็นนางกำลังคิดอะไรอยู่ จึงถามขึ้นมาว่า “ฮูหยินเป็นอะไรไป?”


จู้เจียงเจียงเข้าใกล้ข้างหูเขา ใช้มือบังปากแล้วกระซิบตอบเขาเบาๆ “ท่านพี่ ไข่มุกเม็ดนี้ปรากฏอยู่บนภาพวาดเหมือนกัน”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผยจี้กำไข่มุกในมือแน่น แม้ว่าสีหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ก็สามารถควบคุมได้ดีกว่าเมื่อก่อน


ที่จริงตอนได้ยินสวี่เหล่าเกินเรียกมารดาเขาว่าแม่หรู เขาก็เริ่มเชื่อแล้วว่า เหวินเฉิงหรูคือมารดาของเขา


เพียงแต่ เขายังอยากรู้ ในนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่


ในคำอธิบายของจู้เจียงเจียง เหวินเฉิงหรูตายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ว่าการก็บันทึกไว้ แต่ต่อมาทำไมนางถึงมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง และยังแต่งงานกับบิดาของเขาด้วย


เรื่องราวเหล่านี้ซับซ้อนเกินไป เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะรับไหวหรือเปล่า


“เสี่ยวจ้าว ที่จริงแล้วเจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆของเผยเหล่าตี้ แม่เจ้าตอนแต่งกับพ่อเจ้าก็อุ้มท้องเจ้าแล้ว”


สวี่เหล่าเกินไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนแอบกระซิบอะไรกัน เขาแค่ต้องการบอกความจริงให้พวกเขาทั้งคู่ฟังเท่านั้น


แต่ข้อมูลในประโยคนี้มันเยอะเกินไป ในเวลาสั้นๆ จู้เจียงเจียงรับไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเผยจี้


“ในตอนนั้น...” สวี่เหล่าเกินเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีต


เรื่องราวเริ่มต้นจากตอนที่เหวินเฉิงหรูตั้งท้องเผยจี้


ในตอนนั้น ผู้ชายที่ซ่อนนางไว้ไม่ต้องการให้มีลูก ดังนั้นเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำร้ายเหวินเฉิงหรู ทั้งด่าทอ ขู่เข็ญ และสุดท้ายถึงขนาดมีความคิดอยากจะฆ่านาง


แต่โชคดีเหวินเฉิงหรูดวงแข็ง ไม่ได้ตายไปจริงๆ ยังถูกพ่อเผยผ่านทางมาพบเข้า


พ่อเผยเป็นคนใจดี เก็บเหวินเฉิงหรูกลับมาด้วยความเต็มใจ ทั้งยังยอมรับเด็กในท้องของนาง และทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน


ส่วนคดีในที่ว่าการของเหวินเฉิงหรู น่าจะเป็นฝีมือของคนที่คิดว่าเหวินเฉิงหรูตายไปแล้ว จึงไปเก็บกวาดที่ที่ว่าการสักหน่อย


หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว สีหน้าของเผยจี้ไม่ค่อยดีนัก


บอกไม่ถูกว่าเศร้า เสียใจ โกรธ หรือเกลียด?


จู้เจียงเจียงวางมือลงบนกำปั้นที่กำแน่นของเขา ลูบปลอบเบาๆให้การสนับสนุนไร้เสียงกับเขา


“ปู่สวี่ งั้นเสี่ยวอวี๋…”


“เสี่ยวอวี๋เป็นลูกของเผยเหล่าตี้ ชาตินี้เขาก็ถือว่าตายตาหลับแล้ว” พูดถึงเผยเสี่ยวอวี๋ น้ำเสียงของสวี่เหล่าเกินดีกว่าเมื่อครู่ไม่น้อย


เขากำลังรู้สึกดีใจแทนพ่อเผย


หมายความว่า เผยจี้กับเผยเสี่ยวอวี๋คือพี่น้องแม่เดียวกันงั้นหรือ?


เรื่องนี้คดเคี้ยวซับซ้อนอย่างที่คิดจริงๆ


“ปู่สวี่ แล้วปู่รู้ไหมว่าผู้ชายคนนั้นคือใคร?” จู้เจียงเจียงหมายถึงผู้ชายที่ซ่อนเหวินเฉิงหรูไว้ หรือก็คือพ่อแท้ๆของเผยจี้


สวี่เหล่าเกินส่ายหน้า “ไม่รู้หรอก ตอนเผยเหล่าตี้พาแม่นางหรูกลับบ้านมา พวกเราไม่รู้ภูมิหลังของนาง ไม่รู้ว่านางเป็นคนที่ไหน หรือเคยทำอะไรมาก่อน พวกเรารู้เพียงนางถูกเผยเหล่าตี้พากลับมา”


จนกระทั่งเหวินเฉิงหรูใกล้ตาย พูดถึงแค่ภูมิหลังเกี่ยวกับเผยจี้เท่านั้น ส่วนเรื่องของตัวเองไม่เคยเอ่ยถึงสักตัวอักษรเดียว ดังนั้นสวี่เหล่าเกินก็ไม่รู้เหมือนกัน


หากไม่ใช่จู้เจียงเจียง เซินหมิ่นและเหวินอวู่ซวงพบจวนแห่งนั้นด้วยกัน แล้วเจอภาพวาดในจวนนั้น พวกเขาก็คงไม่รู้ว่าเรื่องราวสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน


“สะใภ้เล็ก พวกเจ้าสืบรู้ว่าแม่นางหรูเป็นใครแล้วหรือ?” สวี่เหล่าเกินถามทั้งสองคนด้วยความระมัดระวัง


พวกเขามาถามตนในคืนนี้ เขาแน่ใจมากว่าพวกเขาน่าจะรู้อะไรบางอย่าง ด้วยความอยากรู้เขาจึงถามออกไป


แต่เหมือนที่คิดไว้ จู้เจียงเจียงและเผยจี้ไม่ได้บอกอะไรกับเขาเลย


ตอนที่ 340: ผู้ลี้ภัยปะทุแล้ว


หลังกลับมาจากบ้านสวี่เหล่าเกิน อารมณ์ของเผยจี้ก็ตกต่ำมากมาโดยตลอด


เขากอดจู้เจียงเจียงนอนอยู่บนเตียง


ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงเขาถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วน ระหว่างนั้นยังได้ยินเสียงสูดน้ำมูกเบาๆ ก็ไม่รู้ว่านางรู้สึกไปเองหรือเปล่า?


นางไม่กล้าถาม เพียงแต่เฝ้าดูเขาอยู่ข้างๆ รอเขาปรับอารมณ์ตัวเองให้เรียบร้อย


นางสงสัย หรือบางทีนางไม่ควรบอกเรื่องนี้กับเขา? หรือว่าที่จริงแล้วนางควรพบเบาะแสเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว


นึกถึงตอนแรกที่นางแต่งเข้ามาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เป็นสวี่เหล่าเกินที่ใช้วัวตัวหนึ่งแลกนางกับป้าซ่ง ในตอนนั้น ทุกคนในหมู่บ้านไม่มีข้าวกิน แต่ละคนใบหน้าเหลืองและผอมแห้ง


แต่ในตอนนั้น ในหมู่บ้านกลับยังมีวัวตัวหนึ่งมาแลกกับนางได้


ตอนนี้ลองย้อนคิดกลับไป ที่จริงตอนนั้นก็มีเงื่อนงำแล้ว


“ท่านพี่ อีกวันเดียวหัวหน้าเหวินก็กลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นท่านค่อยดูภาพวาดแล้วค่อยยืนยันก็ยังไม่สาย ตอนนี้นอนหลับพักผ่อนเถอะ อย่าคิดมากเลย”


หลังจากที่เผยจี้ถอนหายใจอีกครั้ง ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็อดเอ่ยปากขึ้นไม่ได้


คำพูดของนางไม่สามารถทำให้เผยจี้รู้สึกดีขึ้นได้ “ฮูหยิน พรุ่งนี้ข้าจะนำทางที่ว่าการไปกวนซาน เรื่องภาพวาดค่อยว่ากันเถอะ”


เขากำลังหลบหนี


ทั้งๆที่รู้ว่าเหวินอวู่ซวงจะกลับมาทำงานแล้ว แต่เขาก็กลัวที่จะไปดูภาพวาดนั้น


อยากจะใช้การไปกวนซานเป็นข้ออ้าง เพื่อหลบหนีความจริง


หรือว่าเมื่อครู่ตอนอยู่บ้านสวี่เหล่าเกิน เขายังรับเรื่องนี้ไม่ได้?


ตอนนี้ถึงคราวจู้เจียงเจียงถอนหายใจบ้าง นางพลิกมือลูบศีรษะของเขา “ก็ดี ข้าไปกับท่านด้วย”


“ไม่ได้!”


เสียงของเผยจี้มีพลังในทันที “ข้างนอกอากาศหนาวเย็น ถนนลื่น ถ้าเจ้าไปด้วย หากระหว่างทางเจออันตรายจะทำอย่างไร เจ้าไปไม่ได้!”


“...แต่ข้าอยากไปดูที่มั่นบนภูเขาว่ามีลักษณะแบบไหน” จู้เจียงเจียงยู่ปาก ท่าทางน้อยใจ


นางอยากรู้จริงๆว่าซ่องโจรในสมัยโบราณเป็นแบบไหน เหมือนกับที่ในโทรทัศน์แสดงหรือเปล่า ที่แขวนกระดูกคนเต็มบ้าน?


“ฮูหยิน!”


เผยจี้ทำอะไรนางไม่ได้ นางมักจะมีความอยากรู้แบบแปลกประหลาด


ซ่องโจรบนภูเขาไม่ใช่สถานที่ที่ดีอะไร นางเป็นผู้หญิงคนหนึ่งจะไปทำอะไร ยิ่งไปกว่านั้นนางยังตั้งครรภ์ ขึ้นลงภูเขาอันตรายมาก


“ก็ได้ ก็ได้ ข้าไม่ไป ข้าไม่ไป”


หากไม่ใช่เห็นแก่เขาที่อารมณ์ไม่ดี จู้เจียงเจียงคงไม่ยอมง่ายๆ


“นำทางเสร็จแล้ว ท่านยังจะกลับมาไหม? จะถือโอกาสไปชายแดนเลยหรือเปล่า?”


เผยจี้ไม่ได้ตอบคำถามนี้ของนางทันที เขากลับมาก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องเหวินเฉิงหรู ไม่กลับมาเขาก็อาลัยอาวรณ์จู้เจียงเจียง


“กลับ” สุดท้ายเขาก็เลือกกลับมา


“ฮูหยิน เรื่องของเสี่ยวอวี๋ เจ้าไม่ต้องบอกนาง ข้ากลัวนาง...” จู่ๆ เผยจี้ก็กลืนน้ำลายลงคอ


ตั้งแต่เผยเสี่ยวอวี๋คลอดถึงเติบใหญ่ แม้เขาจะไม่ได้อยู่ข้างกายนาง แต่สำหรับน้องสาวคนนี้ เขาก็รักและเอ็นดูมาก


และความจริงก็คือ พวกเขาเป็นครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ซึ่งเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้


“ข้ารู้ ทั้งชาตินี้นางจะไม่รู้ความลับนี้”


ในเมื่อความลับนี้สามารถปกปิดคนทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ ปกปิดเผยเสี่ยวอวี๋คนเดียว จะยากตรงไหน?

......................


วันรุ่งขึ้น


ในเวลาหนึ่งคืน เผยจี้ก็ยังคงคิดไม่ออก ตามที่เขาได้บอกไว้เมื่อคืนนี้ เขาจึงไปในเมือง พาคนและรถม้าของที่ว่าการร่วมเดินทางไปกวนซาน


“แม่ทัพเผย ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”


เมื่อโจวเหลียงได้ยินว่ากวนซานมีโจรกักตุนข้าวที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องจวนตัวของเขาตอนนี้ได้ เขาจึงรีบจัดคนเดินทางไปกวนซานพร้อมเผยจี้ด้วยตัวเองทันที


เนื่องจากเมื่อคืนเผยจี้ไม่ได้นอนหลับพักผ่อน ระหว่างทางก็ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว โจวเหลียงพูดอะไรเขาก็ไม่ได้ยิน


โจวเหลียงเห็นเช่นนั้นก็ยักไหล่ไม่ได้สนใจต่อ


แม่ทัพใหญ่ท่านนี้แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ชอบเข้าใกล้คนอื่น เขาชินนานแล้ว


หลังจากเผยจี้และโจวเหลียงไปกวนซาน เมืองเจียงหนานก็เกิดเรื่องขึ้น


“พี่หญิงจู้ แย่แล้ว แย่แล้ว ไฟไหม้แล้ว เอ่อไม่ๆ ตีกันแล้ว...” เซินหมิ่นตะโกนเสียงดัง วิ่งมาที่บ้านตระกูลเผยด้วยความรีบร้อน


จู้เจียงเจียงกำลังนั่งวาดภาพตามคำกำชับของเผยจี้อย่างเชื่อฟัง รออยู่ในบ้านไม่ออกไปตากลมที่ไหน


แต่ใครจะรู้ เผยจี้เพิ่งไปเมื่อวาน วันนี้เซินหมิ่นก็เอาข่าวร้ายมาให้นางเสียแล้ว


“อะไรนะ ไฟไหม้ แล้วอะไรตีกันแล้ว? เจ้าค่อยๆพูด”


จู้เจียงเจียงในตอนนี้ยังคงจดจ่ออยู่กับภาพวาด ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องที่เซินหมิ่นพูดมากนัก


เรื่องโจวเหลียงต้องการข้าวแก้ปัญหาแล้ว ความลับของเผยจี้นางก็พูดออกไปแล้ว ในใจไม่มีเรื่องเก็บซ่อนไว้ เป็นธรรมดาที่นางจะสงบลงมาก


เซินหมิ่นเห็นนางยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ก็ร้อนใจจนต้องกระทืบเท้า


นางแย่งพู่กันในมือของจู้เจียงเจียงมา ทำให้หมึกเลอะเทอะไปทั่วมือของจู้เจียงเจียง “พี่หญิงจู้ วันนี้ข้าไปรับหัวหน้าเหวินในเมือง เห็นว่านอกประตูเมืองเกิดเรื่องใหญ่แล้ว”


“ได้ยินคนในเมืองบอกว่า เช้าวันนี้มีกลุ่มผู้ลี้ภัยหนีความอดอยากมาขอทานอยู่นอกประตูเมืองทางทิศเหนือ ไม่เพียงทำร้ายคน ยังเอารั้วประตูเมืองทางทิศเหนือมาเผาให้ความอบอุ่น ตอนนี้ทั้งในเมืองและนอกเมืองวุ่นวายไปหมดแล้ว!”


“เรื่องนี้เจ้าก็ให้คนในเมืองไปหาที่ว่าการสิ เจ้ามาหาข้าทำไม?”


จู้เจียงเจียงหยุดเช็ดมือลงกะทันหัน “อ๋อ จริงด้วย ใต้เท้าโจวไปกวนซานพร้อมกับท่านแม่ทัพใช่ไหม?”


“ใช่น่ะสิเจ้าคะ! ตอนนี้ในที่ว่าการมีแค่ที่ปรึกษาคนเดียว จะควบคุมเรื่องนี้ไหวได้อย่างไร”


เมื่อคิดถึงใบหน้าที่อ่อนแอโดนลมไม่ได้ รู้แต่บอกปัดประชาชน ไม่ว่าอะไรก็บอกรอใต้เท้าโจวกลับมาก่อนค่อยหารือ เซินหมิ่นก็โมโหสุดขีด


ที่ปรึกษาคนนี้ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย หลบอยู่แต่ในที่ว่าการไม่กล้าออกมาแก้ปัญหา


ตอนนี้คนที่ไปสกัดกั้นผู้ลี้ภัยหน้าประตูเมือง กลับเป็นคนคุ้มกันของครอบครัวมีเงินหลายครัวเรือนในเมือง


“พี่หญิงจู้ วันนี้ประตูเมืองทางทิศเหนือถูกปิดกั้น ผู้ลี้ภัยพบว่าประตูเมืองทิศเหนือเข้าไม่ได้ พรุ่งนี้พวกเขาก็จะอ้อมมาถึงประตูเมืองทางทิศใต้ ถึงตอนนั้นกลัวว่าพวกเราจะได้รับความเดือดร้อน”


ที่จริงเซินหมิ่นไม่ได้กังวลว่าผู้ลี้ภัยจะเข้าเมือง แต่กลัวว่าพวกเขาที่เข้าเมืองไม่ได้ จะเลี้ยวมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


หมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่ใช่เมืองปิด ถนนหลวงหน้าหลังก็เดินทางอิสระ หากผู้ลี้ภัยมาถึงที่นี่ เมื่อถึงตอนนั้นหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะต้องวุ่นวายแน่นอน


จู้เจียงเจียงก็คิดถึงปัญหานี้เช่นกัน


ถ้าจะป้องกันผู้ลี้ภัย ไม่ใช่พวกเขาไม่มีวิธี ถึงตอนนั้นบ้านเฟิ่งหวง โรงเตี๊ยม หมินซู่ทั้งหมดปิดประตูก็พอ พวกผู้ลี้ภัยก็เข้ามาไม่ได้


แต่ที่น่ากลัวคือ ผู้ลี้ภัยจะรออยู่ที่นี่ไม่ไปไหน แล้วมาสร้างความเดือดร้อนให้


“ผู้ลี้ภัยโดยรวมมีกี่คน พวกเขามาจากที่ไหน เจ้าสืบมาชัดเจนหรือยัง?” จู้เจียงเจียงถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด


“จากที่ข้าเห็นในตัวเมือง พวกเขาน่าจะมีประมาณสามร้อยคน ได้ยินพวกผู้คุ้มกันที่ปกป้องประตูเมืองบอก เหมือนมาจากกวนซาน” เซินหมิ่นบอกการคาดเดาของตัวเอง


กวนซานอีกแล้ว!


หลายวันนี้จู้เจียงเจียงได้ยินสองคำนี้ข้างหูอยู่ตลอด ทำไมกวนซานเรื่องเยอะมากมายแบบนี้


“งั้นเจ้าไปในเมือง บอกคนปกป้องประตูเมืองให้ไปบอกกับกลุ่มผู้ลี้ภัยว่า ใต้เท้าโจวของเมืองเจียงหนานไปสนับสนุนกวนซานแล้ว และจะนำเสบียงมาให้พวกเขาเร็วๆนี้ ให้พวกเขาใจเย็นๆ กลับไปรอรับเสบียงสำหรับใช้ชีวิตผ่านหน้าหนาวนี้เถอะ”


โชคดีที่ซ่องโจรอยู่ที่กวนซาน และพื้นที่ที่โจวเหลียงรับผิดชอบสนับสนุนก็อยู่ในกวนซานด้วย


ความบังเอิญนี้ กลับช่วยประชาชนทั้งหมดของกวนซานได้จริงๆ


ก่อนที่ผู้ลี้ภัยจะปะทุ ก็ยับยั้งเอาไว้ได้แล้ว



จบตอน

Comments