divorce ep341-344

 ตอนที่ 341: ทั้งหมู่บ้านต่อต้านการบุกรุกของผู้ลี้ภัย


แต่จู้เจียงเจียงเพ้อฝันเกินไป


นางคิดว่าเพียงแค่บอกให้ผู้ลี้ภัยรู้ กวนซานจะมีเสบียงช่วยเหลือไปส่งถึงที่ พวกเขาก็จะจากไป


แต่ใครจะรู้ กลุ่มผู้ลี้ภัยไม่เชื่อคำพูดเหล่านี้เลยสักนิด


“พวกเจ้าอย่ามาหลอกเลย! พวกเราเพิ่งมาจากกวนซาน มีเสบียงช่วยเหลือไหมทำไมพวกเราจะไม่รู้? พวกเจ้าก็แค่อยากไล่พวกเราไป!”


“พูดได้ดี!”


“เมืองเจียงหนานแล้งน้ำใจจริงๆ ตัวเองมีกิน มีดื่ม ทั้งยังไม่ต้องส่งส่วยข้าว เอาเปรียบขนาดนี้ พวกเราขอกินหน่อยก็ไม่ให้ เห็นแก่ตัวจริงๆ!”


ในบรรดาผู้ลี้ภัยมีสองสามคนที่ด่าอย่างสนุกปาก แค่ดูการออกท่าทางของพวกเขาก็รู้ได้ว่าเป็นพวกที่อยู่เพื่อกินและรอความตาย


คนอื่นๆ ตัวสั่นด้วยความหนาวและความหิว กอดกันเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แม้แต่ขยับปากพูดพวกเขายังไม่กล้า กลัวว่าตัวเองจะหนาวตาย


รั้วไม้หน้าประตูเมืองถูกพวกที่ด่ามากที่สุดไม่กี่คนนั้นเผาจนเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว


หากไม่ใช่เพราะกลุ่มผู้คุ้มกันถือดาบขวางไว้ เกรงว่าพวกเขาคงบุกเข้ามานานแล้ว


“ข้าได้ยินว่าประตูเมืองทางทิศใต้มีถนนหลวงเส้นหนึ่ง ถ้าเดินตามถนนหลวงไปก็จะถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง พวกเราจะลองไปดูไหม?” คนหนึ่งในผู้ลี้ภัยพูดเสนอ


ชื่อเสียงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงโด่งดังขนาดนี้ แม้แต่คนที่ไม่เคยไปก็รู้ว่าอยู่ข้างถนนหลวง และเป็นหมู่บ้านที่ร่ำรวยมาก


พวกเขาอยากไปดูนานแล้ว


ก่อนหน้านี้เพราะเส้นทางไกลและไม่มีเงิน ดังนั้นพวกเขาเลยไม่เคยไป แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นผู้ลี้ภัย ก็ไม่ต้องสนใจอะไรมากแล้ว รักษาชีวิตสำคัญกว่า


“ไป พวกเราอ้อมเมือง ไปดูทางใต้กันเถอะ!”


พวกที่ด่ามากที่สุดโบกมือใหญ่ จากนั้นกลุ่มผู้ลี้ภัยก็ยืนขึ้นตามพวกเขาไป


ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้ลี้ภัยต้องการคนที่เด็ดเดี่ยวหลายคนออกหน้าแทนพวกเขา แต่ว่าจะเกิดจากเจตนาดีหรือร้าย พวกเขาหิวจนไม่มีแรงไปคิดแล้ว


“แย่แล้ว รีบหาคนไปแจ้งแม่นางจู้!”


ในบรรดาผู้คุ้มกันปกป้องประตูเมือง ก็มีคนของตระกูลหมิงอยู่ด้วย


เมื่อพวกเขาได้ยินว่าผู้ลี้ภัยจะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็รีบไปแจ้งหมิงจี่ทันที


หมิงจี่เร่งขี่ม้าเร็ว ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


“แม่นางจู้ ผู้ลี้ภัยมาทางพวกท่านแล้ว!” หมิงจี่พูดสั้นๆได้ใจความ


หลังแจ้งจู้เจียงเจียงเสร็จ เขายังต้องไปบ้านเฟิ่งหวงพาหมิงเหยากลับเมืองไปหลบภัย


“อะไรนะ?!” จู้เจียงเจียงตกใจลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พวกเขาไม่ได้กลับไปรับเสบียงที่กวนซานหรือ?”


“พวกเขาไม่เชื่อว่าที่กวนซานจะมีเสบียงช่วยเหลือ ตามความเร็วการเดินเท้าของพวกเขา ก่อนพรุ่งนี้เที่ยงพวกเขาก็มาถึงแล้ว ท่านรีบคิดหาวิธีรับมือเถอะ ข้าไปแล้ว”


หมิงจี่พูดทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค แม้แต่ประตูก็ไม่เข้าและจากไปทันที


หมิงจี่คิดว่าผู้ลี้ภัยร่างกายอ่อนแอ บวกกับข้างนอกอากาศหนาวเย็น พวกเขาอ้อมครึ่งเมือง แล้วเดินต่อมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงคงจะใช้เวลานาน จู้เจียงเจียงยังมีเวลาเพียงพอจะไปจัดการเรื่องนี้


แต่จู้เจียงเจียงไม่ได้มองโลกในแง่ดีเหมือนเขา


หมู่บ้าน โรงงาน โรงเตี๊ยม...สถานที่หลายแห่ง คนงานมากมาย แขกที่ติดค้างจำนวนมาก นางต้องรับประกันความปลอดภัยของพวกเขาทั้งหมด


เวลาคืนเดียว เป็นไปได้อย่างไรที่จะจัดการได้ครบถ้วนสมบูรณ์!


“เสี่ยวอวี๋!”


จู้เจียงเจียงบังคับให้ตัวเองสงบลง ตะโกนเรียกเสียงดัง


เผยเสี่ยวอวี๋อยู่ในห้องครัว ได้ยินเสียงก็วิ่งมา “พี่สะใภ้ มีอะไรหรือเจ้าคะ?”


“เสี่ยวอวี๋ เจ้ารีบวิ่งไปบอกพวกลุงป้าน้าอาในหมู่บ้าน ผู้ลี้ภัยต่างถิ่นจะมาทางพวกเรา ให้คืนนี้พวกเขาปิดประตูหน้าต่างให้ดี รออยู่ในบ้านห้ามออกบ้านเด็ดขาด ระวังคนแปลกหน้าทุกคนที่เข้ามาในหมู่บ้าน เข้าใจไหม? รีบไป!”


จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาอธิบายอะไรเพิ่มเติม พูดจบก็ผลักเผยเสี่ยวอวี๋ให้รีบไป


เผยเสี่ยวอวี๋ก็ไม่ถามอะไรมาก รู้แค่เพียงส่งต่อคำพูดของจู้เจียงเจียง


ตอนนี้เป็นช่วงเวลาปีใหม่ คนในหมู่บ้านย่อมมีคนเดินทางไปเยี่ยมญาติหรือไปในเมืองอย่างห้ามไม่ได้ แต่เชื่อว่าไม่นาน คนในหมู่บ้านก็จะได้รับการยืนยันและเชื่อในสิ่งที่นางพูด


ในหมู่บ้านมีเผยเสี่ยวอวี๋ช่วยแพร่กระจายข่าว จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีก


นางหยิบกุญแจแล้วออกจากบ้าน ขี่ม้าตัวที่ไม่ได้ขี่มานานพุ่งออกไป


ขณะผ่านโรงงาน ก็บังเอิญเจอเซินหมิ่นเข้าพอดี ทั้งสองคนจึงแยกย้ายกันไปบอกข่าวนี้


“เซินหมิ่น เจ้าไปบ้านเฟิ่งหวง นำเรื่องนี้แจ้งกับหัวหน้าเหวิน ต้องแน่ใจว่าข่าวส่งถึงทุกครัวเรือน และเพิ่มการรักษาความปลอดภัยที่ประตูให้มากขึ้น บอกให้ทุกคนระวังตัว เข้าใจไหม?”


“ข้าทราบแล้วพี่หญิงจู้ ตัวพี่ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ” เซินหมิ่นมองม้าใต้ร่างนางแวบหนึ่ง


บ้านเฟิ่งหวงไกลเกินไป นางจะให้จู้เจียงเจียงไปไม่ได้


เซินหมิ่นไปแล้ว จู้เจียงเจียงก็ไปที่โรงเตี๊ยมก่อน


ที่นั่นเป็นสถานที่สำคัญที่สุด เมื่อผู้ลี้ภัยมา โรงเตี๊ยมและหมินซู่มีแนวโน้มที่จะถูกคุกคามมากที่สุด


“กุ้ยเจวียน เรียกทุกคนมารวมตัวที่ห้องโถงใหญ่เร็ว!”


จู้เจียงเจียงเข้าไปในโรงเตี๊ยม ไม่สนว่าจะมีแขกกินข้าวอยู่ในห้องโถงหรือไม่ สั่งให้ตู้กุ้ยเจวียนไปเรียกคนโดยตรง


ตู้กุ้ยเจวียนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็วางพู่กันวิ่งไปด้านหลังบอกคนอื่นๆให้มาที่ห้องโถงทันที


ผ่านไปไม่นาน คนในร้านก็มาครบหมดแล้ว รวมถึงพวกเซินเซี่ยวที่อยู่ในครัวด้วย


“ทุกคน ข้ามีข่าวร้ายจะแจ้งให้ทุกคนทราบ!” จู้เจียงเจียงบอกข่าวที่หมิงจี่ส่งมาให้ทุกคนฟัง และเน้นย้ำถึงความอันตรายในนั้นเป็นพิเศษ


ทุกคนฟังจบก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา


“เถ้าแก่ งั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี กลุ่มผู้ลี้ภัยจะมาเผาโรงเตี๊ยมของพวกเราไหม?” ตู้กุ้ยเจวียนขวัญเสีย กลัวว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นกับพวกเขา


ระหว่างทางที่มาจู้เจียงเจียงก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาเอาไว้แล้ว


ถึงอย่างไรผู้ลี้ภัยก็คือผู้ลี้ภัย ก่อนที่จะแน่ใจว่าพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหรือไม่ พวกเขาจะไปกระตุ้นความโกรธของพวกผู้ลี้ภัยก่อนไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน


แต่การสังเกตการณ์ก็ต้องมีวิธีการ และต้องเตรียมตัวล่วงหน้าด้วย


“เอาแบบนี้ อีกเดี๋ยวหลังจากแยกย้าย แผนกห้องพักรับผิดชอบไปอธิบายกับแขกทุกคนในร้าน พยายามให้พวกเขาเข้าใจ และพรุ่งนี้ให้พวกเขาอยู่ในห้อง อย่าออกมาเดินเล่นตามอำเภอใจ”


“ครัวหลังคืนนี้ก็เตรียมหมั่นโถวและของพวกผักดองไว้ ยิ่งเยอะยิ่งดี เพื่อให้แน่ใจว่าแขกและทุกคนมีอาหารกิน พรุ่งนี้ห้ามก่อไฟ”


ไม่ก่อไฟ เพียงเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ลี้ภัยก่อเรื่อง


หากในกลุ่มผู้ลี้ภัยมีคนที่เชี่ยวชาญการลักเล็กขโมยน้อย หรือมีคนเก่งๆที่สามารถเข้าออกครัวได้อย่างอิสระ ถึงตอนนั้นพวกเขาอาจจะเผาบ้านได้โดยที่เราไม่รู้ตัว


จู้เจียงเจียงจะเป็นห่วงปัญหาเรื่องไฟก็ไม่ใช่ไม่มีมูล มีรั้วประตูเมืองเป็นตัวอย่าง นางไม่ระวังไม่ได้


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กระแสลมหนาวปกคลุมทุกพื้นที่ กลุ่มผู้ลี้ภัยต้องหนาวเย็นมาก ขอแค่มีไฟ พวกเขาก็จะจุดไฟแน่นอน ดังนั้นจะปล่อยโอกาสให้พวกเขาวางเพลิงไม่ได้


“คนหน้าร้าน อีกเดี๋ยวยกโต๊ะเก้าอี้นอกโรงเตี๊ยมทั้งหมดเข้ามาในร้าน ห้ามทิ้งฟืนแห้งแม้แต่ท่อนเดียวไว้ให้พวกเขา เข้าใจไหม?!”


จู้เจียงเจียงสั่งเรื่องต่างๆเสร็จ ทุกคนก็รู้สึกตื่นตระหนก


แขกคนอื่นที่นั่งกินข้าวอยู่ในห้องโถงใหญ่ได้ยินเรื่องที่จู้เจียงเจียงพูดหมดแล้ว พวกเขาก็ตกใจเช่นกัน


“ท่านพ่อ พวกเรารีบหนีดีไหม?”


ผู้ลี้ภัยจะมาปล้นสะดมหมู่บ้านเสี่ยวฮวง พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสี่ยงไปกับโรงเตี๊ยมด้วย


“หนีไป? หนีไปไหนได้ อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ พูดว่าจะไปแล้วไปเลยได้ที่ไหน?!” ชายคนที่ถูกถามตบหัวลูกชายตัวเอง เริ่มดุด่าว่ากล่าวสั่งสอนขึ้น


ตอนที่ 342: เรียกรวมคนปะทะกับพวกเขาโดยตรง


“แม่นาง!”


ชายที่เพิ่งสั่งสอนลูกชายคนนั้นลุกขึ้น เดินไปทางพวกจู้เจียงเจียง “ท่านเป็นเถ้าแก่ของที่ใช่หรือไม่?”


จู้เจียงเจียงเห็นว่ายังประชุมกันไม่ทันจบก็มีคนมาขัดจังหวะ ทั้งยังเป็นแขกในร้าน นางจึงเปลี่ยนมาใช้สีหน้ายิ้มแย้มให้บริการทันที “ข้าเอง เรียนถามลูกค้าต้องการให้ช่วยเหลือด้านใด?”


ผู้ชายตรงหน้ารูปร่างสูงใหญ่กว่าจู้เจียงเจียงครึ่งศีรษะ และสูงกว่าคนอื่นๆในร้าน


จากหางตาของนางเมื่อครู่ ผู้ชายคนนี้ยังมีลูกชายอีกหนึ่งคน


ลูกชายของเขาค่อนข้างเป็นคนเก็บตัว ไม่กล้าเงยหน้ามองคนอื่น ตรงกันข้ามกับบุคลิกของบิดาอย่างสิ้นเชิง


“ท่านดูพวกท่าน เกรงใจกันเกินไปแล้ว ในเวลาแบบนี้พวกท่านยังยิ้มตอบข้าอีก”


เสียงของชายคนนั้นดังมาก แต่ฟังดูแล้วเขาก็แค่เป็นคนหยาบกระด้าง ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี


“เห็นแก่ที่คนในโรงเตี๊ยมนี้เป็นคนไม่เลว กลุ่มของพวกเราเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากท่านมาบ้าง วันนี้ข้าจะสอนให้ท่านหนึ่งวิธี ช่วยท่านปกป้องโรงเตี๊ยมแห่งนี้!”


“ลูกค้าท่านนี้ ท่านมีวิธีการอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงดวงตาเปล่งประกาย ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว


“อย่าเอาแต่เรียกลูกคงลูกค้าเลย ข้าแซ่จาง ชื่ออักษรเดี่ยวตัว เฟย ท่านเรียกข้าว่า พี่ใหญ่จางก็พอแล้ว” ชายคนนั้นเรียกตัวเองว่าจางเฟยพูดแนะนำตัว


“จางเฟย?!”


เมื่อได้ยินชื่อของชายคนนั้น จู้เจียงเจียงดูตกใจมากที่สุดในบรรดาคนที่อยู่ในห้องโถง คนอื่นๆไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงตกใจขนาดนั้น


หรือว่าชื่อนี้จะมีปัญหา?


จางเฟยก็ถูกจู้เจียงเจียงทำให้ตกใจเช่นกัน “ทำไม ในคนที่แม่นางรู้จักก็มีคนชื่อจางเฟยหรือ?”


เขาเดาถูกเสียด้วย


“พี่ใหญ่จาง ชื่อของท่านตัว ‘เฟย’ คือเฟยที่หมายถึงบินขึ้นไปบนท้องฟ้าใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงตื่นเต้นมาก คนตรงหน้านี้มีนิสัยเหมือนจางเฟยจริงๆ


สูงใหญ่ กำยำแข็งแรง ใบหน้ามีหมวดเครา ยังชอบต่อสู้กับความอยุติธรรม นี่มันราวกับพิมพ์เดียวกันชัดๆ


จางเฟยตอบ “น่าเสียดาย แม่นาง ‘เฟย’ ของข้าคือพิเศษ ไม่ธรรมดา”


“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง...”


จู้เจียงเจียงผิดหวังเล็กน้อย นางยังนึกว่าเป็นคนชื่อแซ่เดียวกันเสียอีก


แต่ไม่ว่าจะเฟยไหนก็ช่างเถอะ ขอแค่ช่วยได้เป็นพอ “พี่ใหญ่จาง เมื่อครู่ท่านบอกมีวิธี มันคือวิธีการอะไรหรือ?”


หัวข้อสนทนากลับมาที่เรื่องหลักอีกครั้ง จางเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิญจู้เจียงเจียงนั่งลง เริ่มสอบถามกับนาง


จางเฟยถาม “เรียนถามแม่นาง รู้ไหมว่าผู้ลี้ภัยมีกี่คน?”


จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจความหมายของเขา “หากข่าวสารไม่ผิดพลาดละก็ ประมาณสามร้อยคน ทำไมหรือ?”


“หา?” จางเฟยทำหน้าเบื่อหน่าย “แค่สามร้อยคน งั้นพวกท่านยังจะกลัวอะไร ปะทะกับพวกเขาโดยตรงไปเลยสิ!”


เมื่อครู่เห็นพวกเขาประชุมกันดูเคร่งเครียดและกังวล เขาก็นึกว่าผู้ลี้ภัยจะเยอะแยะมากมาย คิดไม่ถึงว่ามีแค่สามร้อยคนเท่านั้นเอง


“พวกเรา...จะปะทะกับพวกเขาอย่างไร?”


จู้เจียงเจียงมองพนักงานในร้าน ในพวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง คงจะให้ไปทะเลาะกับผู้ลี้ภัยไม่ได้หรอกกระมัง?


จางเฟยเห็นนางยังไม่เข้าใจก็ยิ่งใจร้อน นิสัยนี้เหมือนกับลูกชายที่ไม่เอาไหนของเขาไม่มีผิด วิตกกังวลจนไม่กล้าทำอะไรเลย หากนางไม่ใช่คนนอก เขาต้องสั่งสอนนางเหมือนที่สั่งสอนลูกชายเมื่อครู่แน่ๆ


“แม่นาง ข้าถามหน่อย ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี้มีกี่คนที่ช่วยท่านทำงาน ข้าหมายถึงผู้ชาย”


จู้เจียงเจียงแอบนับเงียบๆในใจ โรงงาน บ่อกุ้ง ยังมีคนงานของบ้านเฟิ่งหวง รวมแล้วก็มีผู้ชายประมาณครึ่งหนึ่งของคนงานทั้งหมด


“ประมาณสองร้อยคนกระมัง”


“ท่านมีคนงานผู้ชายสองร้อย ยังจะไปกลัวผู้ลี้ภัยสามร้อยคนที่กินข้าวไม่อิ่มอีกหรือ?!” จางเฟยตบโต๊ะพูดเสียงดัง


ท่าทางเหมือนหงุดหงิดที่เห็นคนไม่เอาไหน


พวกพนักงานในร้านได้ยินแบบนี้ ก็รู้สึกว่าจางเฟยพูดมีเหตุผล


“นั่นสิเถ้าแก่ พวกเราไม่ต้องกลัวกลุ่มผู้ลี้ภัยพวกนั้นหรอก คนของพวกเราก็ไล่พวกเขาออกไปได้แล้ว” จู่ๆ เซินเซี่ยวก็เท้าสะเอวยืดตัวตรง


“...” จู้เจียงเจียงอึ้งไปชั่วขณะ เหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดจะมีเหตุผล


หรือว่านางจะคิดมากเกินไป?


หรือว่านางจะตกใจมากเกินไปเพราะเหตุการณ์ที่ผู้ลี้ภัยจุดไฟประตูเมือง และถูกท่าทางรีบร้อนของหมิงจี่ที่พาหมิงเหยาไป?


“หากต่อมายังมีผู้ลี้ภัยมาเพิ่มอีกจะทำอย่างไร?” จู้เจียงเจียงรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังมีความเป็นไปได้อยู่ ข้าวของโจวเหลียงก็ไม่รู้จะได้มาเมื่อไร


ในเวลาหลายวันที่รอข้าวขนลงเขามา มีตัวแปรมากมาย นางไม่แน่ใจว่าจะมีผู้ลี้ภัยแค่สามร้อยคน


“แม่นาง ท่านโง่หรือเปล่า!”


จางเฟยเอ่ยปากอีกครั้ง “ท่านจะสนว่าต่อไปจะมีคนมาเพิ่มอีกหรือเปล่าทำไม ท่านสนแค่ต้องรับมือกับกลุ่มคนพรุ่งนี้ก็พอ สั่งสอนพวกเขาหนักๆ ภายหลังหากยังมีคนมาเพิ่มอีก พวกเขาก็ต้องชั่งน้ำหนักแล้วล่ะ”


เชือดไก่ให้ลิงดู เคาะภูเขาให้เสือกลัว นางเข้าใจหรือไม่?


“จริงด้วย!”


แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงเข้าใจแล้ว เมื่อครู่นางก็แค่เครียดเกินไป ดังนั้นถึงได้คิดแต่จะหลบเลี่ยง แต่ไม่ได้คิดจะต่อสู้


“พี่ใหญ่จาง ขอบคุณมากที่แนะนำ”


“อย่าเพิ่งขอบคุณเลย” จางเฟยยกมือตัดบทนาง “จะขอบคุณก็ต้องรอให้พวกเราขับไล่กลุ่มผู้ลี้ภัยพวกนั้นไปได้ก่อน”


“พวกเราหรือ?”


“แม่นาง ข้ามีพี่น้องหลายคน พวกเขาเป็นคนในยุทธภพ พอมีวรยุทธ์ใช้หมัดมวยเตะต่อยได้เล็กน้อย พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเขาไปร่วมขับไล่ผู้ลี้ภัยกับพวกท่าน!”


อย่างที่คิด ‘จางเฟย’ ชอบออกหน้าช่วยเหลือผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม


จู้เจียงเจียงก็ไม่เกรงใจ มีคนเพิ่มหนึ่งคนก็มีพลังเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน นางรับความหวังดีนี้ของจางเฟยเอาไว้


“เถ้าแก่ งั้นหมั่นโถว...ยังทำอยู่หรือไม่?” เซินเซี่ยวเอ่ยถามเสียงเบา


จู้เจียงเจียงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ “ทำออกมาก่อนเถอะ”


สถานการณ์พรุ่งนี้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรเลย?


ควรระวังก็ยังต้องระวัง ควรทำการเตรียมการก็ยังต้องทำ หากพวกผู้ลี้ภัยแค่อยากขอข้าวกินจริงๆล่ะ?


ตกกลางคืน


เพราะคำแนะนำของจางเฟย จู้เจียงเจียงจึงเรียกพวกคนงานชายของโรงงาน บ่อกุ้งและบ้านเฟิ่งหวงมากันจนหมด


นางบอกคำแนะนำของจางเฟยให้พวกเขา คิดจะเผชิญหน้าปะทะกับกลุ่มผู้ลี้ภัยเหล่านั้น


“พวกเจ้าวางใจ พวกเราพยายามที่จะพูดคุยเหตุผลกับกลุ่มผู้ลี้ภัยดีๆก่อน ถ้าพวกเขาไม่ทำอะไรเกินเลย เราก็จะไม่ทำอะไรพวกเขา แค่ไปคุมสถานการณ์เท่านั้น” จู้เจียงเจียงพูดจบ ก็พูดเสริมอีกประโยค


ประโยคนี้ หลักๆเพื่อให้ทุกคนผ่อนคลาย อย่าเคร่งเครียดเกินไป


พวกเขาไม่ได้ไปปล้นสะดม ยิ่งไม่ต้องทำสงคราม จะไม่มีคนตาย


“เถ้าแก่ ท่านวางใจเถอะ พวกเราไม่กลัว!” จู้ต้าซานยืนออกมาแสดงท่าทีเป็นคนแรก


เขากระฉับกระเฉง ทรงพลังและโสด ตอนนี้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเป็นสถานที่ที่เขาอยู่ได้เพียงแห่งเดียว เขาจะไม่อนุญาตให้ใครมาก่อเรื่องเด็ดขาด


อีกอย่างสามารถต่อสู้เคียงบ่าทุกคนได้ แค่คิดก็รู้สึกถึงเลือดอันเร่าร้อน


คนอื่นๆก็มีความคิดเช่นเดียวกับจู้ต้าซาน โดยเฉพาะคนที่อายุไล่เลี่ยกับเขา ล้วนเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนจิตใจฮึกเหิม ใครจะไม่กล้าต่อสู้กัน!


ขอแค่ต่อสู้เสร็จกลับบ้านแล้วไม่โดนด่า พวกเขาถึงโดนต่อยสักสองสามหมัดก็มีความสุข


“ดี!”


จางเฟยพอใจกับกลุ่มคนงานในมือจู้เจียงเจียงมาก เขาลากลูกชายตัวเองไปข้างๆ ชี้ไปที่ทุกคนแล้วพูดว่า “ไอ้ลูกชาย เจ้าควรเรียนรู้จากคนอื่นเขาบ้าง เด็กที่อายุพอๆกัน ทำไมคนอื่นกล้าหาญ แต่เจ้ากลับไม่เอาไหน?”


“...” วิธีสอนลูกของจางเฟย จู้เจียงเจียงไม่กล้าเห็นด้วยจริงๆ


เพื่อช่วยชีวิตเด็กที่เป็นคนเก็บตัว นางจึงรีบเลิกประชุม ป้องกันไม่ให้จางเฟยหาข้ออ้างสั่งสอนบทเรียนให้ลูกชายต่อ


“ทุกคนกลับไปนอนเถอะ อย่าลืมปิดประตูหน้าต่างให้ดี ระมัดระวังตัวให้มาก”


ถึงแม้หมิงจี่จะบอกว่าผู้ลี้ภัยอาจมาถึงพรุ่งนี้เที่ยง แต่ก็ได้หมายความว่าจะไม่มีคนเร่งเดินเท้าให้ถึงก่อนเวลา ดังนั้นคืนนี้ยังต้องระมัดระวังตัวไว้


ตอนที่ 343: เอาชนะผู้ลี้ภัยด้วยแรงตัวเอง


ในสถานที่ที่ห่างจากสถานศึกษาสองลี้ หมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้จัดตั้งกลุ่มป้องกันผู้ลี้ภัยขึ้นชั่วคราว กำลังหลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้สองข้างทางถนนหลวง รอการมาถึงของพวกเขา


กลางถนนหลวง มีรั้วไม้กั้นขวางอยู่


“พี่หญิงจู้ กลุ่มผู้ลี้ภัยทำไมยังไม่มาอีก?”


เซินหมิ่นคอยปกป้องอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงตลอดเวลา กลัวนางบุ่มบ่ามวิ่งเข้าไปข้างหน้า แต่อันที่จริงคนที่อยากจะวิ่งไปข้างหน้ามากที่สุดคือตัวนางเองมากกว่า


เห็นนางที่พร้อมจะบวกอย่างกระตือรือร้นกว่าพวกเด็กผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าการต่อสู้มันมีอะไรให้ตื่นเต้นขนาดนั้น


“ไม่มาถึงจะดี นี่ไม่ใช่เรื่องดีอะไรสักหน่อย”


ถ้าหากทำได้ จู้เจียงเจียงก็หวังว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น


“มีคนมาแล้ว!”


จางเฟยใช้กำลังภายใน ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากที่ไกลๆ “ทำไมมีเสียงเกือกม้า?!”


ไม่ใช่บอกว่ามีแค่ผู้ลี้ภัยเท่านั้นหรือ?


แต่ทำไมเสียงความเคลื่อนไหวที่เขาได้ยินถึงมีเสียงเกือกม้าได้


“อะไรนะ? ผู้ลี้ภัยยังขี่ม้าด้วยหรือ!”


ทุกคนได้ยินคำนี้ ใบหน้าเดิมที่เต็มไปด้วยความมั่นใจพลันกลายเป็นสับสนเล็กน้อยทันที


หรือว่าคนที่มาไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่เป็นโจรที่ฉวยโอกาสผสมโรงด้วย?


ตอนนี้ที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้ อาหารการกินหายาก หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเขายิ่งตกเป็นเป้าหมาย เรียกผู้ลี้ภัยมาได้ เช่นนั้นโจรก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน


คิดถึงความเป็นไปได้นี้ ทุกคนในตอนนี้ต่างก็รู้สึกว่าผิดแผนไปหมดแล้ว


“เถ้าแก่ ท่านกลับไปก่อนเถอะ ไม่งั้นอีกเดี๋ยวเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา ก็ไม่ว่างดูแลท่านแล้ว” จู้ต้าซานพูดแนะนำ


เขาเหมือนคนอื่นๆ จับท่อนไม้ที่เอามาป้องกันตัวในมือแน่น เตรียมพุ่งออกไปต่อสู้ตลอดเวลา


จู้เจียงเจียงรู้ ตัวเองอยู่ที่นี่จะทำให้พวกเขาพะว้าพะวัง หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง นางจึงตัดสินใจถอยห่างไปหน่อย


“งั้นข้าถอยหลังไปหน่อย พวกเจ้าระวังตัวด้วย อย่าให้ได้รับบาดเจ็บ”


นางพูดจบก็ลุกขึ้นจะเดินไปทางสถานศึกษา ให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอให้พวกเขาแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่


เพิ่งเดินไปไม่ถึงสองก้าว ก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลัง “ฮูหยิน!”


เผยจี้?!


จู้เจียงเจียงหยุดฝีเท้า หันกลับไปอย่างตกใจนึกว่าตัวเองหูฝาดไป


เผยจี้ใช้แรงดึงบังเหียนม้าให้หยุดตรงหน้ารั้วไม้


เมื่อเห็นคนมา ทุกคนก็มึนงงไปทันที


“แม่ทัพเผย ทำไมเป็นท่านได้?” ทุกคนเดินออกจากหลังพุ่มหญ้าสองข้างถนนมาทางเผยจี้


เผยจี้มองทุกคนที่ถือท่อนไม้ไว้ในมือและเตรียมตัวต่อสู้ ก็เข้าใจสถานการณ์ทันที


เผยจี้เอ่ยปาก “ทุกท่านกลับไปเถอะ ผู้ลี้ภัยจะไม่มาอีกแล้ว”


ทุกคนต่างก็งงงวย “หา? จะไม่มาอีกแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร?”


เซินหมิ่นวิ่งเข้ามา “พี่เขย พี่เจอผู้ลี้ภัยแล้วใช่ไหม?”


เซินหมิ่นเห็นชายเสื้อตรงหัวเข่าของเผยจี้เปื้อนโคลน ยังมีรอยเลือด ด้วยฝีมือของเขาแล้ว เท้าเปื้อนโคลนนางเข้าใจได้ แต่หัวเข่าเปื้อนโคลนนี่มันเกิดอะไรขึ้น?


“อืม เจอแล้ว จัดการแล้ว”


เสียงของเผยจี้ไม่ได้ดังมาก เจอผู้ลี้ภัยก็เหมือนเจอคนผ่านทางอย่างไรอย่างนั้น ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา


“จัดการแล้วหรือ?”


ทุกคนมองเผยจี้ ต่างคาดเดาวิธีที่เขาจัดการผู้ลี้ภัย


รวมกับรอยเลือดบนตัวเขา หรือว่า...ฆ่าทิ้งหมดแล้ว?


เผยจี้ไม่ได้เล่ารายละเอียดว่าจัดการอย่างไร เพียงแต่ลงจากหลังม้า เดินไปถึงตรงหน้าจู้เจียงเจียงแล้วยิ้มออกมา “ระหว่างทางที่ไปข้าเจอถูจิ่ง จึงให้เขาพาใต้เท้าโจวไปขนข้าวแทนข้าแล้ว”


“ตอนกลับมาได้ยินว่ามีผู้ลี้ภัย ข้าก็ขวางทางไว้ ให้พวกเขากลับไปแล้ว”


เขาไม่อยากพูดกับพวกชาวบ้านมากนัก แต่อธิบายอย่างละเอียดกับจู้เจียงเจียง เพราะกลัวนางจะคิดฟุ้งซ่าน


แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังปิดบังความจริงเรื่องที่ว่าชาวบ้านที่ก่อเรื่องไม่กี่คนถูกเขากำจัดไป


“ดังนั้นผู้ลี้ภัยจะไม่มาอีกแล้วใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงถามเขา


เผยจี้พยักหน้าเป็นการตอบกลับ


จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอกแรงๆ นางอ้อมผ่านเผยจี้ หันหน้าไปบอกกับทุกคน “พวกเราแยกย้าย ผู้ลี้ภัยจะไม่มาอีกแล้ว กลับไปกินข้าวกัน!”


เมื่อจู้เจียงเจียงโบกมือ ทุกคนก็ผ่อนคลายลงทันที


ไม่เจอผู้ลี้ภัย คนที่ไม่ได้ต่อสู้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ


“น่าเสียดายจริงๆ กำปั้นข้าแข็งไปหมดแล้ว พวกเขากลับไม่มา!”


“กำปั้นแข็งอะไรกัน เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าเกือบจะฉี่ราดกางเกงอยู่แล้ว”


ยังไม่ทันต่อสู้ก็ชนะเสียก่อน เวลาแบบนี้ทุกคนเหลือเพียงการหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน


ระหว่างทางกลับบ้าน ทุกคนถือไม้ แสร้งทำท่าแลกเปลี่ยนศิลปะการต่อสู้กัน ลืมไปเลยว่าตอนนี้าอากาศหนาวเย็น


จู้เจียงเจียงถูกเผยจี้อุ้มขึ้นหลังม้า ขี่ม้ากลับบ้านอย่างช้าๆ


“ฮูหยิน เรื่องท่านแม่ของข้า ใต้เท้าโจวตรวจสอบชัดเจนหมดแล้ว” อยู่บนม้า จู่ๆ เผยจี้ก็พูดขึ้นขณะมองไปทางบ้านตระกูลเผย


“ท่านแม่ข้าเหมือนที่ปู่สวี่พูดไว้จริงๆ ถูกท่านพ่อข้าเก็บกลับมา ส่วนชายคนนั้นที่ทิ้งท่านแม่ข้าไป พวกเราก็ถือเสียว่าเขาตายไปแล้วเถอะ”


หลังจากความลับของจวนชานเมืองถูกค้นเจอ โจวเหลียงก็พลิกหาม้วนคดีปีนั้นในที่ว่าการทั้งหมด ยังไปขอคำแนะนำจากจูลิ่น ในที่สุดก็ตรวจสอบความลับนี้ได้กระจ่างแล้ว


เขาใช้โอกาสเดินทางไปกวนซานร่วมกับเผยจี้ แอบบอกเรื่องนี้กับเผยจี้คนเดียว ให้เขาตัดสินใจเอง ว่าจะเดินทางไปพบเขาที่ได้ชื่อว่าบิดาแท้ๆหรือไม่


เผยจี้คิดมาตลอดทาง ตอนกลับมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ทันทีที่เห็นจู้เจียงเจียง เขาก็ตัดสินใจได้ รักษาความลับนี้ไปตลอดชีวิต ไม่ให้ใครรู้


เดิมเขาก็พอใจกับชีวิตในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แล้วจะไปหาเรื่องขุนนางชั้นสูงที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ไปทำไม


อย่างไรก็ตาม ก่อนลาออกจากขุนนางกลับบ้านเกิด เขาก็ได้โบกชายคนนั้นไปหนึ่งที


หนึ่งทีนี้ เพียงพอให้ผู้ชายคนนั้นบาดเจ็บสาหัส และตระกูลผู้ดีเก่าแก่ของเขา ภายในสิบปีนี้ พวกเขาจะฟื้นฟูกลับมารุ่งโรจน์เหมือนตอนนี้ไม่ได้อีก


ถือว่าเขาได้แก้แค้นให้ท่านแม่ของเขาที่ทุกข์ทรมานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทวงคืนความยุติธรรมให้นาง


จู้เจียงเจียงรู้สึกถึงความผ่อนคลายและสับสนบนตัวเผยจี้ ขณะที่เขาปล่อยวางสิ่งที่อยู่ในใจ ความสับสนนี้อาจเพราะเขาไม่รู้ว่าต่อไปจะเสียใจภายหลังหรือไม่ที่ปล่อยไปในขณะนี้


เรื่องนี้ต้องการเวลา นางไม่ฝืนบังคับ เพียงแต่อยู่เป็นเพื่อนเขาเงียบๆ


ตอนที่ 344: ข้าเลี้ยงเจ้า (จบบริบูรณ์)


หลังเขาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง หน้าหลุมฝังศพสองผู้เฒ่าตระกูลเผย เผยจี้พาคนตระกูลเหวินมาเยี่ยมเหวินเฉิงหรู


คนตระกูลเหวินรู้เรื่องที่มารดาของเผยจี้คือเหวินเฉิงหรูแล้ว ลูกสาวที่ถูกคนตระกูลเหวินรังเกียจมาทั้งชีวิต ผู้เฒ่าตระกูลเหวินและฮูหยินผู้เฒ่าทั้งรู้สึกเสียใจและผิดหวังที่เคยปฏิบัติต่อลูกสาวคนนี้ไม่ดี


แต่ดีที่ภายหลังนางมีชีวิตไม่เลวนัก ยังมีลูกชายลูกสาวสองคนที่ดีเช่นนี้


“ไปเถอะ กลับกัน...”


ก่อนน้ำตาไหลจะจนเสื้อเปียก ผู้เฒ่าเหวินก็หมุนตัวกลับ


ความรู้สึกที่หัวหงอกส่งหัวดำ เขาไม่อยากจะมองนานนักและไม่อยากจะคิดมาก


บ้านตระกูลเผย


จู้เจียงเจียงเตรียมอาหารเย็นต้อนรับทุกคน


กระแสลมหนาวของฤดูหนาวที่ยาวนานในที่สุดก็ผ่านพ้นไปแล้ว ตระกูลเหวินเพราะความสัมพันธ์ของเผยจี้ จึงยอมร่วมงานกับจู้เจียงเจียง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านปักผ้าหรือจวนชานเมือง ตระกูลเหวินล้วนสนับสนุนนางอย่างไร้เงื่อนไข


“พี่หญิงจู้ โรงงานกั่วเจี้ยงเริ่มงานแล้ว พวกเราจะเก็บผลไม้เมื่อไร?”


เซินหมิ่นอยู่บ้านทำกับข้าวกับจู้เจียงเจียง สองคนทำอาหารไปยังไม่ลืมคุยเรื่องงาน นี่กระตุ้นให้เหวินอวู่ซวงอดแขวะไม่ได้


“น้องหญิง ควรเรียกว่าพี่สะใภ้แล้ว ทำไมยังแก้คำเรียกไม่ได้อีก”


พวกเขาสองคนหลังปีใหม่ก็แต่งงานกันแล้ว เหวินอวู่ซวงและเผยจี้เป็นลูกพี่ลูกน้องที่แท้จริง ตามประเพณี เซินหมิ่นเรียกควรจู้เจียงเจียงว่าเป็นพี่สะใภ้


แต่เซินหมิ่นก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนคำเรียกของนางได้ “ข้าคุยเรื่องธุรกิจกับพี่หญิงจู้ เรียกพี่สาวชินไปแล้ว”


จะโทษก็ต้องโทษที่ความสัมพันธ์นี้มากะทันหันเกินไป นางยังปรับตัวไม่ทัน


“เรียกอะไรก็ได้” จู้เจียงเจียงและเผยเสี่ยวอวี๋ยกอาหารออกมา


เผยเสี่ยวอวี๋ตอนนี้มีความสุขมากๆ ในบ้านไม่เคยมีญาติเยอะแบบนี้มาก่อน สมาชิกครอบครัวมากขนาดนี้ ตอนนี้นางอยู่ในสถานศึกษาหรือเล่นในหมู่บ้าน ก็รู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น


ใช่แล้ว สาวน้อยคนนี้ตั้งแต่เด็กก็โดดเดี่ยวและลำบากยากแค้น ในที่สุดตอนนี้ก็มีญาติแล้ว นางจะไม่ดีใจได้อย่างไร


จู้เจียงเจียงจัดวางถ้วยตะเกียบเสร็จ หันไปพูดกับเผยเสี่ยวอวี๋ว่า “เสี่ยวอวี๋ ไปเรียกพี่เจ้าให้รีบกลับมากินข้าวเร็ว”


สาวน้อยรับคำ วิ่งกระโดดออกไปทันใด


มองแผ่นหลังเผยเสี่ยวอวี๋ที่วิ่งออกไป จู้เจียงเจียงก็รู้สึกเหมือนว่าผ่านเวลามานานมากแล้ว


สามปีแล้ว…


นางข้ามมิติมาถึงที่นี่ครบสามปีเต็มแล้ว


ในวันเกิดที่ร่างเดิมครบสิบแปดปี จู้เจียงเจียงเครียดจนไม่กล้าออกไปไหน จับมือของเผยจี้ไว้แน่น ถึงตายก็ไม่ยอมปล่อย


เพราะวันนั้นเป็นวันที่เจ้าของร่างเดิมตายแล้วไปเกิดใหม่


นางหวาดกลัว กลัวเจ้าของร่างเดิมจะกลับมา แล้วนางจะต้องย้อนกลับไปในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอีกครั้ง


แต่ว่าโชคดี วันนั้นไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น นางรู้ว่าโชคชะตาของนางถูกกำหนดไว้แล้ว และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอีก


“พี่หญิงจู้ พวกพี่ใหญ่จางส่งจดหมายมาแล้ว...”


ขณะที่จู้เจียงเจียงมองหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในฤดูใบไม้ผลิอย่างเหม่อลอย เสียงของเซินหมิ่นก็ดังขึ้นอีกครั้ง นางถึงดึงสติกลับมา


เป็นจางเฟยที่ส่งจดหมายมา


ตอนเกิดเรื่องกระแสลมหนาว หมินซู่รับคนต่างถิ่นที่ถูกกระแสลมหนาวปิดขวางเส้นทาง ตอนนี้พวกเขากลับถึงบ้านอย่างราบรื่นแล้ว จึงทยอยส่งจดหมายแจ้งความปลอดภัยกับจู้เจียงเจียง


นอกจากแจ้งความปลอดภัย พวกเขายังช่วยประชาสัมพันธ์ให้จู้เจียงเจียงอย่างหนักอีกด้วย


ตอนพวกเขาจากไป จู้เจียงเจียงให้สินค้าพิเศษของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกับพวกเขาจำนวนมาก ทั้งของกิน เครื่องนุ่งห่ม ของใช้ ทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น


ทุกอย่างที่นำออกมา ต่างเพียงพอจะกระตุ้นแนวโน้มของสังคม


บวกกับพวกเขาสามีภรรยาช่วยเหลือที่ว่าการเมืองเจียงหนาน ทำภารกิจที่ราชสำนักมอบหมายให้โจวเหลียงช่วยประชาชนสามเมืองสำเร็จ


ฮ่องเต้มีราชโองการ ให้เขียนชื่อของนางไว้ในประกาศราชวงศ์ แจ้งการกระทำของนางให้รู้ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหลี่


จู้เจียงเจียงในตอนนี้เป็นคนที่โดดเด่นที่สุด ทั้งราชวงศ์ทั่วทุกย่อมหญ้าไม่มีใครสู้ได้


เพราะเรื่องนี้ บ้านเฟิ่งหวงก็มีชื่อเสียงขึ้นมาก ไม่เหลือบ้านว่างสักหลัง ขายออกไปหมดแล้ว


ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้สร้างบ้านเฟิ่งหวงแห่งที่สองและสามเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำให้จู้เจียงเจียงกลายเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คนแรก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ราชวงศ์ต้าหลี่


ทางด้านแคว้นชิงหนานและแคว้นเสี่ยวซี ปีนี้ก็เริ่มมีการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้า จู้เจียงเจียงในตอนนี้ เกรงว่าแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสถานะสูงแค่ไหนกระมัง


แต่สถานะจะสูงแค่ไหน ก็ไม่สู้ประโยคเดียวของเผยจี้


“ฮูหยิน ธุรกิจในมือเจ้าข้าเรียนรู้เข้าใจหมดแล้ว หลังจากวันนี้ไปข้าจะเลี้ยงดูเจ้าเอง เจ้าเพียงแค่เป็นคนเก็บเงิน ใช้เงินก็พอ”


นี่นางถือว่าถูกสามีตัวเองชิงราชบัลลังก์ไปหรือไม่?


จู้เจียงเจียงกอดสมุดบัญชีไว้แน่น มองสำรวจประเมินเผยจี้ด้วยความสนใจ


เผยจี้ที่ลาออกจากขุนนางกลับบ้านเกิด ไอสังหารบนตัวของแม่ทัพใหญ่หายไป แทนที่ด้วยกลิ่นควันไฟของผู้ชายที่ดูแลบ้านเพิ่มมากขึ้น ดีจริงๆ ดียิ่งนัก


เรื่องของธุรกิจ เขารับช่วงต่อมาทั้งหมดแล้ว แต่จู้เจียงเจียงไม่กังวลว่าตำแหน่งตัวเองจะถูกเขาแทนที่ เพราะสมุดบัญชีอยู่ในมือนาง


“ท่านพี่ พูดออกมาท่านคงไม่เชื่อ ที่จริงเริ่มแรกข้าหวังให้ท่านตายในสนามรบ ไม่ต้องกลับมา ใครจะรู้ว่าท่านจะกลับมาทีหลัง”


จู้เจียงเจียงวางมือเรื่องเจ้าของร่างเดิมและธุรกิจไปแล้ว ทำหน้าผ่อนคลายเริ่มหยอกล้อเผยจี้


“กลับก็กลับมาเถอะ ข้าคิดไว้ว่าเรื่องแต่งงานข้าปฏิเสธก็ได้ หรือไม่ก็ใช้เงินเล็กน้อยตัดสินใจเลี้ยงท่านไปเลย แต่โชคดี...”


เผยจี้เก็บพู่กันและหมึกบนโต๊ะ จากนั้นใช้มือเท้าคาง ยกคิ้วขึ้นมองนาง “โชคดีอะไร?”


นางหวังให้เขาตายในสนามรบ ความคิดที่อยากใช้ชีวิตเป็นม่าย เขาไม่ใช่เพิ่งรู้วันแรก ดังนั้นเขาจึงคุ้นชินกับมันแล้ว


“โชคดีที่ท่านปากแข็ง ไม่กินข้าวนิ่มเกาะผู้หญิง อีกทั้งหน้าตายังหล่อเหลา ทำให้ข้ารู้สึกว่าแต่งงานกับท่านก็ไม่เสียหาย” จู้เจียงเจียงกล่าวโดยไม่ละอายใจ


เผยจี้ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มรับคำพูดหยอกล้อของภรรยา หากไม่ใช่นางอุ้มท้องอยู่ แตะต้องไม่ได้ ไม่แน่ว่าวันนี้เขาคงไม่ปล่อยให้นางอวดดีแบบนี้แน่


“นั่นอาจไม่แน่ ข้ายังอยากกินข้าวนิ่มของฮูหยินอยู่”


เขาลุกขึ้นเข้าใกล้นาง คว้านางมากอดไว้แน่น


เนิ่นนานถึงเอ่ยปากขึ้นช้าๆ “ฮูหยิน ขอบคุณเจ้าที่แต่งงานกับข้า”


เขาดีใจมากที่โชคชะตาเลือกนางให้เขา มีแค่ตัวเขาที่รู้ ชั่วชีวิตนี้สามารถพบเจอนางได้ นับเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของเขา


จู้เจียงเจียงก็ดีใจมากเช่นกัน ดีใจที่ตัวเองข้ามมิติมาอยู่ในโลกใบนี้ และได้พบเจอกับเผยจี้


“ท่านควรขอบคุณวัวที่แลกข้ามาตัวนั้น” นางตาแดง แต่ยังไม่ลืมพูดเล่น


“อืม ต้องขอบคุณ ต้องขอบคุณแน่นอน พรุ่งนี้ข้าจะเลือกที่ดินผืนหนึ่งออกมา ซื้อวัวทั่วทั้งเมืองมาขอบคุณทีละตัว คงจะต้องขอบคุณไปถึงญาติและเพื่อนสนิทของวัวที่แลกเจ้ามาตัวนั้นด้วย”


เผยจี้ให้ความร่วมมือกับคำพูดล้อเล่นของนางสุดๆ


“ไสหัวไป!”


จู้เจียงเจียงผลักเขาออกอย่างแง่งอน เริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันไปมา แสดงชีวิตประจำวันของสามีภรรยาทั่วไป


นี่คือชีวิตประจำวันที่พวกเขาอยากได้



...จบบริบูรณ์

Comments