ตอนที่ 41: ภัยพิบัติทำลายล้างที่กำลังจะมาถึง
“เก็บรักษารสชาติของวัตถุดิบนั้นสำคัญมาก แต่ดึงรสชาติที่ซ่อนอยู่ของวัตถุดิบออกมาก็สำคัญเช่นกัน การผสมผสานเครื่องปรุงรสจึงเป็นวิธีการหนึ่งในนั้น”
จู้เจียงเจียงเห็นด้วยและเคารพความพยายามในวิธีการเก็บรักษารสชาติเดิมของวัตถุดิบของพวกเขามาก แต่ก็จะไม่ละทิ้งวิธีอื่นการอื่นๆเพราะเหตุผลนี้
การทำอาหารก็คือทักษะอย่างหนึ่ง ต้องกล้าที่จะลอง
ยิ่งไปกว่านั้น อาหารพวกนี้บรรพบุรุษกินกันมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าวิธีการเหล่านี้ล้วนถูกต้อง
“ข้าว่าข้ารู้แล้ว ทำไมพี่หมิงยืนกรานว่าจะต้องมาให้ได้” จูชิงหรานพูดแล้วคีบอาหารเต็มตะเกียบให้หมิงเหยา
หมิงเหยาขัดเขินใบหน้าเริ่มแดงเรื่ออย่างช้าๆ ต่างกับนิสัยใจกล้าเปิดเผยก่อนหน้านี้ของนางอย่างสิ้นเชิง
ความรักทำให้คนมีจริตจริงๆ
“แต่พูดตามความจริง ด้วยฝีมือการทำอาหารของแม่นางแล้ว สามารถเปิดร้านอาหารในเมืองได้เลย”
“คุณชายจูอย่าชมข้าเลย เรื่องภูเขาชาและไร่นาข้าก็ยุ่งพอตัวแล้ว ตอนนี้แม้แต่เปิดร้านข้ายังไปไม่ได้ จะยังมีเวลาไปเปิดร้านอาหารที่ไหนได้อีก”
ตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านใหม่ จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้เปิดร้านชาอีกเลย
ข้อแรกเพราะยุ่งทำไม่ทัน ข้อสองก็เพราะชาฤดูใบไม้ผลิจบลงแล้ว ใบชาในมือนางตอนนี้เกือบไม่พอขาย ดังนั้นยังมีความจำเป็นอะไรต้องไปเปิดร้าน
“พูดถึงเรื่องไร่นา…คุณชายจู ข้าอยากจะเรียนถาม ช่วงนี้ใต้เท้าจูกำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่ งานหลวงในที่ว่าการมีมากมายใช่หรือไม่?”
ปีนี้ต้นข้าวครั้งที่หนึ่งเหลืองแล้ว ช้าสุดต้นเดือนแปดก็เก็บเกี่ยวได้ แต่จู้เจียงเจียงรอถึงเวลานั้นไม่ได้
อุทกภัยครั้งที่เพียงพอจะทำให้ชาวบ้านทั้งเมืองไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ใกล้มาถึงแล้ว นางได้สั่งทำเครื่องกะเทาะข้าวเปลือกกับช่างที่มาช่วยนางทำเครื่องเรือนแล้ว
ต้องเร่งเก็บพืชผลในไร่นาก่อนพายุฝนนั้นจะมา
เรื่องนี้เดิมจู้เจียงเจียงคิดว่าหลังจากกินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่เสร็จ นางจะค่อยๆบอกเป็นนัย โน้มน้าวคนในหมู่บ้านให้เร่งเก็บเกี่ยวข้าวพร้อมกับนาง
ตอนนี้ดูแล้ว ถึงแม้นางจะพูดจนปากฉีด เกรงว่าคงจะไม่มีใครเชื่อ
ดังนั้น ถ้าทำได้ละก็ นางจึงคิดจะเตือนจูลิ่นล่วงหน้าสักหน่อย ประกาศแจ้งชาวบ้านทั้งเมืองให้เร่งเก็บข้าวล่วงหน้าผ่านเขา
“เจ้าถามถึงท่านพ่อข้าทำไม? หรือแม่นางมีเรื่องคับข้องใจอะไร?” จูชิงหรานเงยหน้าถามนางอย่างตกใจ
เขาเคยได้ยินบิดาบอกว่า ภูเขาชาผืนนี้ในมือจู้เจียงเจียงตอนนี้เมื่อก่อนก็คือของบ้านพวกเขา แต่นางคงไม่คิดว่าด้วยเหตุนี้แล้วนางจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลจูของพวกเขาใช่ไหม?
ตอนนี้ นางกำลังคิดจะผูกความสัมพันธ์หรือ?
“ไม่ ข้าไม่มีเรื่องคับข้องใจอะไร” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วกัดตะเกียบหาคำพูด “ข้าก็แค่มีเรื่องส่วนตัวอยากคุยกับใต้เท้าจูเล็กน้อย”
เรื่องนี้นางไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรจริงๆ ถึงแม้จะพบจูลิ่นแล้ว นางก็เกรงว่าจะหาข้ออ้างที่เหมาะสมไม่เจอ
“เฮ้อ...” จู้เจียงเจียงอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ทั้งสามคนเห็นดังนั้นก็มองหน้ากันไปมา
“แม่นางกำลังกังวลใจเรื่องใด? ลองพูดออกมา” หมิงจี่ไม่ได้รู้สึกว่าจู้เจียงเจียงเข้าหาจูลิ่นเพราะอยากผูกความสัมพันธ์ เห็นชัดว่านางกังวลใจอะไรอยู่
“เรื่องนี้...เอาเถอะ!”
จู้เจียงเจียงเดิมไม่คิดบอกพวกเขา แต่เห็นสายตาเป็นห่วงของพวกเขาทั้งสาม อีกทั้งพวกเขายังเป็นแขกเพียงกลุ่มเดียวที่มาร่วมแสดงความยินดีกับการเข้าบ้านใหม่ของนางในวันนี้ นางก็อดไม่ได้
“ข้ากำลังขบคิดปัญหาหนึ่ง ถ้าจู่ๆมีซินแสคนหนึ่งมาบอกกับข้าว่า อีกไม่กี่วันจะมีฝนตกหนัก น้ำท่วมสูง มีความเป็นไปได้ว่านาข้าวของข้าจะจมน้ำ พวกท่านคิดว่าข้าควรบอกคนอื่นเรื่องนี้ไหม?”
“อะไรนะ?”
หัวข้อนี้เหนือความคาดหมายไปหน่อย อีกทั้งยังไม่ใช่ความชำนาญของพวกเขาทั้งสามคน
ตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนถูกถามจนมึนงง “เรื่องนี้ พวกเราก็ไม่รู้”
จู้เจียงเจียงก็คิดไว้แล้ว บอกกับพวกเขาก็เสียเปล่า “ช่างเถอะ ข้าก็แค่ลองถามดูเท่านั้น พวกท่านไม่ต้องใส่ใจ”
“เรื่องนี้ ถ้าเจ้าบอกกับท่านพ่อข้า ข้าคิดว่าเขาก็คงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ถึงอย่างไรเรื่องที่ยังไม่เกิด ใครก็บอกไม่ได้” จูชิงหรานพูด
เอาเถอะ ตอนนี้จู้เจียงเจียงยอมแพ้แล้ว
การมีอยู่ของนายอำเภอคือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่มาฟังคำทำนายไร้สาระของนาง
เห็นทีภายใต้สภาวะเช่นนี้ นางต้องคิดหาวิธีปกป้องต้นข้าวของบ้านตัวเองก็พอแล้ว
ทั้งสามกินข้าวเสร็จ จู้เจียงเจียงเชิญพวกเขาเข้าบ้านเดินชม หนึ่งถ้วยชาต่อมา ก็เห็นพระอาทิตย์ใกล้ลับภูเขาแล้ว ทั้งสามจึงยอมยืนขึ้นและลากลับไป
“แม่นาง บ้านเจ้าช่างน่าอยู่ วันหลังข้ายังมาอีกได้หรือไม่?” จูชิงหรานหลงรักที่นี่เข้าแล้ว
นั่งบนระเบียงหน้าประตู รับลมและกลิ่นหอมของต้นข้าวที่พัดจากในทุ่งนา ลิ้มรสชาชั้นเลิศหนึ่งกา อบอุ่นสบายมากจนเขาไม่อยากกลับ
“ได้แน่นอน รอข้าจัดระเบียงบ่อน้ำและสวนผักหน้าบ้านเสร็จ ถึงเวลาค่อยเชิญคุณชายจูมา”
จู้เจียงเจียงมาส่งทั้งสามคนขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง มองส่งพวกเขาจากไป
เกี่ยวกับการวางแผนทั้งบ้าน ทั้งหมดกำลังดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
สร้างบ้านเสร็จแล้ว ต่อไปก็ควรจัดระเบียบลานบ้านเสียที
จู้เจียงเจียงคิดจะล้อมรั้ว ในรั้วยังปลูกต้นไม้และผืนหญ้า นอกจากนั้นหน้าประตูก็จะขุดบ่อน้ำล้อมสวนผักและกรงไก่
ต้นกล้าผักในช่องว่างพวกนั้น หากนางยังไม่ปลูกก็เสียเปล่าแล้ว
ชีวิตเกษตรกร เมื่อต้องใช้ชีวิตก็ต้องทำให้สุด ของพวกนี้ล้วนจำเป็นจะขาดสิ่งใดไปไม่ได้
เพียงแต่พึ่งพาแค่แรงกายของนางคนเดียว เกรงว่าแม้แต่รั้วก็ล้อมไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขุดบ่อน้ำเลย
จะไปขอคนในหมู่บ้านให้ช่วยก็ไม่ได้แล้ว หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขามากล่าวหาว่านางเรียกใช้พวกเขาเหมือนคนใช้
ตอนนี้เหลือเพียงแค่วิธีเดียวคือ ไปหาคนจากในเมือง!
หลังจากหาคนได้ ใช้เวลาไม่กี่วันก็แก้ปัญหาเรื่องรั้วและบ่อน้ำได้แล้ว ทั้งยังสามารถขอพวกเขาให้ช่วยเก็บเกี่ยวต้นข้าว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว วันที่สองจู้เจียงเจียงก็พกใบชาเข้าไปในเมือง
ขายชาในตลาดอยู่ครึ่งวัน ตอนใกล้เก็บร้าน นางถึงถามจากหนิวต้ง ไปหาคนใช้แรงงานได้จากที่ไหน
“โธ่เอ๋ย บังเอิญมากจริงๆ ข้าได้ยินว่ามีนายท่านทางทิศเหนือของเมืองกำลังสร้างจวน คนที่ใช้แรงงานในเมืองล้วนไปกันหมด เจ้าอยากหาคนหรือ คงต้องรอไปก่อน”
หนิวต้งทำหน้าเสียดายที่ต้องบอกความจริงอันโชคร้ายนี้กับนาง
“หา? เช่นนั้นต้องรอนานแค่ไหนกัน?” นางคงรอได้แค่ไม่กี่วันแล้ว
ถึงแม้จะล้อมรั้ว ขุดบ่อน้ำไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้นางได้เก็บต้นข้าวได้ด้วยเถอะ ไม่อย่างนั้นได้จบสิ้นจริงๆเป็นแน่!
หนิวต้งกล่าว “ประมาณครึ่งเดือนกว่ากระมัง ได้ยินว่าจวนของนายท่านทางทิศเหนือของเมืองนั้นใหญ่ใช้ได้”
“ครึ่งเดือนกว่า?!”
จู้เจียงเจียงอดร้องเสียงสูงขึ้นไม่ได้ “แบบนั้นจะใช้ได้ยังไง ข้ารอนานขนาดนั้นไม่ไหว!”
หนิวต้งงุนงง “แม่นางเจียงเจียง เจ้ามีเรื่องสำคัญอะไรถึงหาคนทำงาน ให้ข้าไปช่วยเจ้าสองสามวันดีไหม?”
“เปล่า ขอบคุณความหวังดีของเถ้าแก่หนิว เชิญท่านตามสบาย ข้ากลับไปเก็บร้านแล้ว” นางกล้ารบกวนเขาที่ไหน
อีกอย่างเขาคนเดียวก็เร่งเก็บข้าวห้าสิบกว่าหมู่ไม่ได้ด้วย
จู้เจียงเจียงพูดจบก็โบกมือ หันหลังเดินกลับไปทางร้านชา
แต่คิดไม่ถึงในร้านชา มีคนคนหนึ่งรอช่วยนางทำงานอยู่นานแล้ว
หน้าร้านชา มีผู้ชายรูปร่างบางสูงคนหนึ่ง ถึงแม้เสื้อผ้าจะขาด แต่กลับสุภาพมีมารยาทคารวะให้นาง “แม่นาง พวกเราเจอกันอีกแล้ว?”
ตอนที่ 42: ขอทานกลุ่มหนึ่งมาหาถึงที่
“พวกเรารู้จักกันหรือ?” จู้เจียงเจียงค่อยๆเอ่ยปากถามอย่างสงสัย
ในความทรงจำ เหมือนนางจะไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน
“หลายวันก่อน คืนที่แม่นางจากในเมืองกลับบ้าน เคยเจอข้า...”
ชายผู้นั้นทำหน้าเจียมตัว น้ำเสียงเบาลงเรื่อยๆ ถึงสุดท้ายก็ทำท่าสำนึกผิดออกมา
“หลายวันก่อน...” จู้เจียงเจียงย้อนคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน เหมือนคิดอะไรได้ จู่ๆก็ตะโกนออกมาเสียงดัง “เจ้าคือโจรคนนั้น!”
“ไม่คิดเลยว่าเจ้ายังกล้ามาปรากฏตัว?” เขาใจกล้าเกินไปกระมัง นี่ท้าทายนาง?
จู้เจียงเจียงโกรธจนจะเรียกคน ผู้ชายคนนั้นกลับรีบยกมือแสดงท่าที “แม่นางอย่าเข้าใจผิด ข้ามาเพื่อขอบคุณท่าน”
“ขอบคุณ?”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินแม่นางอยากหาคนทำงาน ถ้าหากท่านไม่รังเกียจ ข้ายอมใช้แรงกายเพื่อชดใช้ความผิดกับแม่นาง” ชายผู้นั้นรีบพูดให้จบ กลัวจู้เจียงเจียงจะเรียกคนมา
ข้อเสนอนี้สามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนของจู้เจียงเจียงได้ แต่ว่า…
“บ้านข้ามีงานเยอะ แค่เจ้าคนเดียว?”
“ไม่เพียงแต่ข้า ในวัดที่ข้าอยู่ยังมีพี่น้องอีกแปดคน” ชายร่างสูงพูดพร้อมชี้ไปยังทิศทางนอกเมือง
ผ่านการคิดทบทวนครู่หนึ่ง เหมือนจู้เจียงเจียงก็มีแค่ตัวเลือกนี้ ดังนั้นนางจึงยอมรับข้อเสนอของผู้ชายคนนี้ ให้เขาพาคนไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงวันพรุ่ง
“พวกเจ้ารู้ทางไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไหม? ถึงหน้าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยู่บ้านหลังแรก”
“ข้ารู้ คืนวันนั้นข้าตามหลังพวกท่านไปตลอด” ชายร่างสูงก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม
“เจ้า!” จู้เจียงเจียงชี้เขา หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
“ช่างเถอะ อย่าลืมพรุ่งนี้มาเช้าหน่อย ห้ามมาสาย!”
วันรุ่งขึ้น
เมื่อตื่นนอน จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็เริ่มเสียใจ เมื่อวานนางเสียสติไปหรือเปล่า คิดไม่ถึงว่าจะกล้าให้คนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาบ้านนาง?
นางวู่วามเกินไปไหม?
ตอนนี้นางกำลังเสียใจภายหลัง อธิษฐานผู้ชายเมื่อวานคนนั้นพูดจากลับกลอก ไม่ต้องปรากฏตัวออกมา ทว่าเมื่อเปิดประตูออกไปก็เห็นคนสวมชุดมอมแมมกลุ่มหนึ่ง กลับล้างหน้าอย่างสะอาดสะอ้านยืนอยู่หน้าลานบ้านของนาง
ผู้ชายหน้าสุดคนนั้น คือโจรคนเมื่อวานชื่อว่าโจวเหลียง
“ทำไมพวกเจ้ามาเช้าแบบนี้?” จู้เจียงเจียงตกใจมาก
เพราะนางมีเรื่องในใจ วันนี้เลยตื่นเร็ว มองท้องฟ้าตอนนี้ฟ้ายังไม่ทันสาง พวกเขาก็มาถึงแล้ว!
“พวกเจ้าคงไม่ได้ตื่นนอนตั้งแต่หลังเที่ยงคืนใช่ไหม?”
จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกกดดัน ได้แต่มองพวกเขาใหม่อีกครั้ง
พวกเขารับปากว่าจะมาทำงานตอบแทนบุญคุณก็ทำให้นางรู้สึกตกใจมากแล้ว ตอนนี้เพื่อไม่ให้มาสาย ฟ้ายังไม่สว่างก็รีบมา นี่ทำให้นางซาบซึ้งใจมาก
และทำให้นางรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยก็บ่งบอกว่าเนื้อแท้ของพวกเขาดีและบริสุทธิ์
“แม่นางมีงานอะไร ท่านสั่งได้เลย พวกเราจะไปทำเดี๋ยวนี้” โจวเหลียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวก็หยุดลง
เขากลัวทำบ้านที่นางสร้างใหม่เปื้อน
จู้เจียงเจียงขยี้ตา ถึงเห็นคนยืนอยู่หน้าลานบ้านของนางอย่างชัดเจน
คนกลุ่มนี้ดูแล้วหนึ่งคนผอมบางกว่าอีกคน ไม่มีใครสักคนที่อายุเกินยี่สิบ
ยังมีเด็กตัวเล็กสูงพอๆกับเผยเสี่ยวอวี๋หลบอยู่ด้านหลังโจวเหลียง ยื่นหน้าออกมามองนางอย่างตื่นกลัวระคนระวังตัว
ดูแบบนี้แล้ว โจวเหลียงเหมือนเป็นหัวหน้าในหมู่พวกเขา
“งานไม่รีบ พวกเจ้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่หรือไม่?” มาเช้าขนาดนี้ พวกเขาคงยังไม่ได้กินแน่ๆ “ข้าไปล้างหน้าแล้วจะทำกับข้าว พวกเจ้าไปนั่งในบ้านสักพักก่อนเถอะ”
จู้เจียงเจียงเปิดประตูกว้างสุด ให้พวกเขาเข้ามาแต่พวกเขาไม่มีใครขยับ
“ทำกับข้าว?”
ขอทานกลุ่มนั้นมองหน้ากัน กระซิบคุยกัน สุดท้ายสายตาทั้งหมดล้วนมองไปที่โจวเหลียง เหมือนกำลังถามเขาว่าควรทำอย่างไรดี?
โจวเหลียงก็ไม่รู้ควรทำอย่างไร ทำได้แค่พาพวกเขายืนรออยู่ในลานบ้านต่อไป
จู้เจียงเจียงเปิดประตูก็เข้าไปในห้องครัว หลังตักน้ำล้างหน้าเสร็จ ก็เริ่มก่อไฟต้มโจ๊กในครัว ยังมีกับข้าวที่กินไม่หมดเมื่อวาน เพิ่มของใหม่ ผัดใหม่อีกหนึ่งจาน
นางไม่ทันสังเกตข้างนอก สุดท้ายเป็นเผยเสี่ยวอวี๋ที่ตกใจวิ่งเข้ามา นางถึงรู้ว่าพวกโจวเหลียงยังยืนอยู่ที่เดิม
“พี่สะใภ้ ข้างนอกมีคนมาเยอะแยะเลย”
จู้เจียงเจียงไม่แม้แต่จะเงยหน้าผัดผักต่อ “ข้ารู้ พวกเขาคือคนที่พี่สะใภ้หามาทำงาน ไม่ต้องกลัว”
“งั้นทำไมพวกเขาไม่เข้าบ้านล่ะ?” เผยเสี่ยวอวี๋ไม่มีปฏิกิริยายาอะไรกับการสวมใส่ของกลุ่มคนข้างนอก เพราะหลายเดือนก่อน นางก็สวมใส่แบบนั้น
นางแค่สงสัย ในเมื่อเป็นคนที่พี่สะใภ้นางหามา ทำไมไม่เข้าบ้าน?
“พวกเขาไม่ได้เข้าบ้านหรือ?” จู้เจียงเจียงได้ยินเช่นนั้นก็ถือตะหลิววิ่งออกไป
เห็นพวกโจวเหลียงยังคงยืนอยู่อย่างที่คิด จึงพูดแบบไม่พอใจ “โจวเหลียง ข้าให้เจ้าพาพวกเขาเข้าบ้านไม่ใช่หรือ? ทำไมยังยืนอยู่!”
ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มตื่นนอนและออกจากบ้านกันแล้ว หากให้พวกเขาเห็นเข้า ก็ไม่รู้จะนึกว่านางไปสร้างปัญหายุ่งยากอะไรมา ถูกคนตามทวงหนี้ถึงบ้าน
“รีบเข้ามา!”
ผักที่ต้มอยู่ในหม้อกำลังรออยู่ จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาไปพูดมากกับพวกเขา พูดเร่งเสร็จก็หมุนตัวกลับเข้าห้องครัวไป
เพียงไม่นาน โจ๊กในหม้อก็เดือดเป็นฟองปุดๆ ปิดฝาอบต่ออีกหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
ยกกับข้าวพร้อมเผยเสี่ยวอวี๋ออกมาจากห้องครัว เห็นพวกโจวเหลียงนั่งอยู่กระดานหน้าระเบียง เห็นนางมาถึง พวกเขายังลุกขึ้นมาต้อนรับนาง
จู้เจียงเจียงยอมแพ้กับพวกเขาจริงๆ “ข้าถาม พวกเจ้าจะให้ข้าเชิญกี่ครั้งกันแน่ถึงจะยอมเข้าบ้าน?”
“มะ ไม่ใช่” โจวเหลียงเรียกจู้เจียงเจียงที่กำลังยกเท้าเข้าบ้านไว้ “แม่นาง ตัวพวกเราสกปรกดังนั้นจึงไม่ควรเข้าบ้าน แค่ท่านบอกมาว่าพวกเราควรทำอะไรก็พอ”
ท่าทางดูถูกตัวเอง และระมัดระวังของพวกเขา ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกอึดอัดใจแปลกๆ
นางดูออก นิสัยของโจวเหลียงไม่ใช่แบบนี้ อย่างน้อยภาพจำที่เคารพ มีมารยาท ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง เมื่อวานที่เขามอบให้นาง ถ้าหากไม่ใช่เพื่ออาหาร เพื่อคนที่อายุน้อยกว่าเขาด้านหลังกลุ่มนั้น เขาจะไม่แสดงออกมาต่ำต้อยแบบนี้
“เสี่ยวอวี๋ไปยกถ้วยตะเกียบมาสิบเอ็ดชุด” จู้เจียงเจียงก้มหน้าบอกกับเผยเสี่ยวอวี๋
พูดจบ นางยิ้มให้พวกเขา “งั้นก็กินข้าวข้างนอกกันเถอะ”
จู้เจียงเจียงไม่อยากสร้างความกดดันให้พวกเขา ย้ายโต๊ะไปหน้าระเบียง แล้วยกเก้าอี้เล็กใหญ่ในบ้านออกมาด้วย
สุดท้าย ตักโจ๊กใส่ถ้วยกระเบื้องใหญ่วางบนโต๊ะ เผยเสี่ยวอวี๋ก็วางถ้วยตะเกียบเสร็จแล้ว
ภายใต้สายตาไม่เข้าใจของพวกโจวเหลียง จู้เจียงเจียงตักโจ๊กร้อนๆหนึ่งถ้วยให้ทีละคน
“งานวันนี้คือทำรั้วล้อมลานบ้าน อีกเดี๋ยวกินข้าวเช้าเสร็จ โจวเหลียงเจ้าพาเด็กผู้ชายที่มีแรงสองสามคนขึ้นภูเขาไปตัดไม้ไผ่กับข้า เด็กผู้หญิงสองคนนั้นก็อยู่ที่บ้าน เสี่ยวอวี๋จะดูแลพวกเขาให้”
นางไม่ให้โอกาสโจวเหลียงได้พูดเลย พูดต่อในฐานะเจ้าของบ้าน “ส่วนอาหาร ทำงานให้ข้าหนึ่งวันรวมอาหารสามมื้อ ไม่มีค่าแรง เจ้ามีความคิดเห็นไหม?”
โจวเหลียงตกใจกับลักษณะท่าทางของนางจนไม่กล้าพูด ดูนางอ่อนแอแบบนั้น การทำงานกลับเด็ดขาดได้ขนาดนี้?
แต่เหมือนเขาลืมไป ตอนครั้งก่อนที่เขาไปปล้นข้าวของของนาง ตัวเองถูกตีไปกี่ไม้
นี่ราวกับกำลังฝัน พวกเขากลายเป็นคนใช้แรงงานแลกข้าวกินจริงๆ ไม่ใช่ขอทานขอกินตามตลาดอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่?
ตอนที่ 43: ภัยธรรมชาติจะมาแล้ว ต้องเร่งเก็บพืชผลล่วงหน้า
“เจ้าดู ข้าก็บอกแล้วว่านางใจดำ คิดไม่ถึงจะไปหลอกขอทานข้างถนนมาทำงาน ก็ไม่รู้ว่าหัวใจของนางทำจากเลือดเนื้อหรือเปล่า บาปกรรม.บาปกรรม”
เรื่องที่จู้เจียงเจียงพาคนขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ทำรั้ว ไม่ได้หลบสายตาทุกคน ตอนนี้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างรู้กันหมดแล้ว
พวกชาวบ้านต่างพากันมานั่งอยู่ในลานบ้านของเพื่อนบ้านของตระกูลเผย พลางชี้ด่าว่าร้ายอย่างโจ่งแจ้ง
ไม่รู้เพราะอิจฉา หรือเพราะจู้เจียงเจียงไม่มาขอให้พวกเขาช่วยทำงานจริงๆ จึงทำให้พวกเขาขาดค่าแรงส่วนนี้ไป
ความคิดขัดแย้งกันแบบนี้ของพวกเขา คาดว่าพวกเขาเองก็คงยังไม่สังเกตเห็น สรุปก็คือดูถูกจู้เจียงเจียงต่างๆนานา
“แม่นาง พวกเขากำลังพูดถึงใครหรือ?” หลังจากโจวเหลียงเลื่อยไม้ไผ่ท่อนนี้เสร็จ จึงถือโอกาสเข้าไปถามใกล้ๆ
จู้เจียงเจียงเก็บไม้ไผ่ท่อนนั้นตั้งขึ้น ยกมีดตัดฟืนในมือขึ้นฟันฉับผ่าลงไป ไม้ไผ่กลายเป็นสองท่อน
“พวกเขาพูดถึงข้าเอง บอกว่าข้ากดขี่พวกเจ้า หลอกพวกเจ้ามาช่วยข้าทำงาน” นางพูดอย่างหยอกล้อ
มนุษย์ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
ชาวบ้านที่ซื่อสัตย์เรียบง่ายก่อนหน้านี้ ทำไมเวลาแค่คืนเดียวกลับเปลี่ยนเป็นคนโหดร้ายใจดำได้ขนาดนี้ ไม่ว่านางจะทำอะไรก็เหมือนผิดไปหมด
โจวเหลียงเห็นจู้เจียงเจียงถูกพวกชาวบ้านเข้าใจผิด จึงจะช่วยเอ่ยปากแก้ต่างแทนนาง “แม่นางไม่เหมือนแบบที่พวกเจ้าพูด พวกเราไม่ใช่...”
“โจวเหลียง!”
จู้เจียงเจียงดึงแขนเขาไว้ ไม่ให้เขาพูดต่อ “รีบทำงาน อย่าถือโอกาสแอบขี้เกียจ”
ลานหน้าบ้านตระกูลเผยรวมๆ แล้วก็มีพื้นที่ประมาณสามหมู่ นอกจากบ่อน้ำหน้าบ้าน พื้นที่อื่นๆ ต่างก็ล้อมรั้วไว้หมดแล้ว
ท่อนไม้หนาเท่าแขนปักลงในดิน ใช้แผ่นไม้ไผ่ปักไขว้กันเป็นรูปร่างตารางรั้วกำแพง ความสูงของรั้วเท่าหน้าอก ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ล้อมเสร็จแล้ว
เวลายังไม่ถึงช่วงเย็น โจวเหลียงจึงใช้เศษไม้ไผ่ที่เหลือทำรั้วล้อมกรงไก่ให้จู้เจียงเจียงด้วยเลย
ไก่ที่เลี้ยงอยู่ในกรงใกล้จะขาดหายใจตายแล้ว เมื่อได้รับการปลดปล่อยก็กระโดดขึ้นลงบินออกไปทันที
พวกเด็กที่มากับโจวเหลียงยืนอยู่หน้ากรงไก่ มองไก่กระโดดขึ้นลงในกรงพลางหัวเราะไม่หยุด
“พี่ใหญ่ พี่ดูสิ...” เด็กผู้หญิงตัวพอๆกับเผยเสี่ยวอวี๋เขย่ามือของโจวเหลียง ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะความตื่นเต้น
ความอิจฉาในดวงตาทำอย่างไรก็เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
จู้เจียงเจียงทำมื้อเย็นวันนี้ให้พวกเขาอยู่ในครัว ตอนออกมาเทน้ำเห็นฉากนี้โดยบังเอิญ
กลางวันตอนทำงาน นางเคยถามโจวเหลียงเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขา แต่โจวเหลียงปิดปากเงียบ ถึงขั้นแม้แต่ชื่อของน้องชายน้องสาวกลุ่มนี้ เขาก็ไม่ยินยอมบอกนาง
นางไม่รู้ในนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่ แต่ผ่านการอยู่ร่วมกันมาหนึ่งวัน นางแน่ใจได้ว่าถึงแม้ตัวพวกเขาจะสกปรกมอมแมม แต่นิสัยยังไม่ถูกปนเปื้อน
น่าเสียดาย ความสามารถของนางในตอนนี้ยังมีไม่พอ ช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้
ที่นางทำได้ก็คือรับประกันว่า ไม่กี่วันที่พวกเขาทำงานอยู่บ้านนาง ให้พวกเขาได้กินข้าวอิ่มท้องก็เท่านั้น
“โจวเหลียงพาพวกเขาไปล้างมือเตรียมกินข้าว”
ใกล้มืดแล้ว รีบให้พวกเขากินให้เสร็จ พวกเขาจะได้กลับเร็วขึ้นหน่อย
เป็นเวลาต่อเนื่องถึงสามวัน ทุกๆวันฟ้ายังไม่ทันสว่าง โจวเหลียงก็พาพวกน้องชายน้องสาวกลุ่มนั้นของเขามาปรากฏตัวอยู่หน้าลานบ้านของจู้เจียงเจียงอย่างตรงเวลา
ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะเคยบอกว่าไม่ต้องให้พวกเขามาเช้าแบบนี้ แต่ฟ้ายังไม่ทันสางพวกเขาก็มาแล้ว
เพราะเป็นบ่อน้ำที่เลี้ยงปลาไว้กินเองปกติ ไม่ต้องขุดลึกจนเกินไป ขุดดินออกมาเล็กน้อย ขอแค่ให้คลองน้ำในคันนาไหลเข้ามาก็พอแล้ว
ดังนั้นไม่ต้องใช้แรงมากเท่าไร
ดินที่ขุดออกมาจากบ่อน้ำก็เอาไปถมในแปลงผัก แปลงผักและบ่อน้ำแบ่งที่ดินหน้าบ้านเท่ากัน เพียงพอจะรับประกันความต้องการในชีวิตประจำวันต่อจากนี้ของตระกูลเผยได้
“โจวเหลียง หลายวันนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว พรุ่งนี้พวกเจ้าพักสักหนึ่งวัน หยุดชั่วคราวไม่ต้อง...”
ตอนจู้เจียงเจียงเพิ่งจะให้วันหยุดกับโจวเหลียง เสียงฟ้าร้องเสียงหนึ่งก็ดังมาจากเหนือศีรษะ
คงไม่เร็วแบบนี้กระมัง?!
ในความทรงจำ ฝนตกหนักทำให้ต้นน้ำแห่งหนึ่งทรุดจนเกิดน้ำท่วมในครั้งนั้น เกิดปลายเดือนเจ็ดไม่ผิดแน่ ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งหกเจ็ดวันกว่าจะถึงปลายเดือนเจ็ด
“ลมมาแล้ว” โจวเหลียงยื่นมือไปรับสัมผัส
ลมโหมกระหน่ำขึ้นจากศูนย์กลางพื้นโลก พัดเสื้อผ้าที่จู้เจียงเจียงตากในลานตกลงพื้น
เสื้อผ้าพวกนั้นคือเสื้อผ้าเก่าของสองผู้เฒ่าตระกูลเผยและจู้เจียงเจียง วันนี้นางซักหมดแล้ว ซักจนสะอาด คิดว่าจะให้พวกโจวเหลียงเปลี่ยนใส่
“แม่นางไม่ต้องห่วง แค่เสียงฟ้าร้องเท่านั้น ฝนไม่ตกหรอก พรุ่งนี้พวกเรายังมาได้”
โจวเหลียงเหมือนเชี่ยวชาญมาก ยื่นมือรับสัมผัสทิศทางลมที่พัดมากับระดับความชื้นก็รู้ว่าฝนจะตกหรือไม่
จู้เจียงเจียงมองทุ่งนาที่อยู่ห่างไกล ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
หลังจากนั้นพักใหญ่ นางถึงตัดสินใจ “ได้ พรุ่งนี้ตอนพวกเจ้ามา ถือโอกาสไปร้านช่างทางทิศตะวันตกของเมืองเอาของที่ข้าสั่งไว้มาด้วย”
จู้เจียงเจียงควักเงินตำลึงออกมาจากหน้าอกยัดไปในมือโจวเหลียง “นี่คือเงินค้างงวดสุดท้าย อีกเดี๋ยวตอนพวกเจ้ากลับก็เอารถเข็นไปด้วย แบบนี้พรุ่งนี้ข้าก็ไม่ต้องยกเองแล้ว”
รอต่อไปไม่ได้แล้ว
เสียงฟ้าร้องและลมพัดครั้งนี้คือสิ่งที่พระเจ้าบอกนางเป็นนัย นางต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนพายุฝนครั้งนี้จะลง
“แม่นาง เงินนี้...” นานเท่าไรไม่รู้ที่โจวเหลียงไม่ได้จับเงิน ถืออยู่ในมือเหมือนเป็นของร้อน
นางไม่กลัวว่าเขาได้เงินแล้วจะหายตัวไปหรืออย่างไร?
“ไม่ต้องพูดมาก พาน้องชายน้องสาวกลับไปพักผ่อนเร็วๆเถอะ พรุ่งนี้ต้องเกี่ยวข้าวแล้ว”
จู้เจียงเจียงทั้งเร่งทั้งผลักไล่คนไป
หลังโจวเหลียงกลับไป จู้เจียงเจียงก็คิดด้วยความสับสนอยู่นาน สุดท้ายก็ออกบ้านไป
หลายวันนี้นางแค่พูดคุยกับคนในหมู่บ้านตอนอยู่ลานบ้านตัวเองมาตลอด ไม่เข้าหมู่บ้านเพียงไม่กี่วัน จู้เจียงเจียงก็รู้สึกไม่คุ้นเคยแล้ว
นางตรงมาที่บ้านของสวี่เหล่าเกิน สองผู้เฒ่าตระกูลสวี่กำลังกินข้าวเย็นกันอยู่
บนโต๊ะเก่าๆ วางข้าวต้มหนึ่งหม้อที่แทบจะนับเม็ดข้าวได้ ในมือสองผู้เฒ่าถือผัดผักป่าสีดำๆ แทนการกินข้าวอยู่
“สะใภ้เล็ก เจ้ามามีธุระอะไร?”
ครั้นเห็นจู้เจียงเจียง สวี่เหล่าเกินก็ค่อนข้างแปลกใจ เขานึกว่านางจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
“รีบมานั่งเร็วเข้า ยายแก่ไปเอาถ้วยตะเกียบมาเร็ว”
“ปู่สวี่ไม่ต้อง ข้ากินมาแล้ว”
จู้เจียงเจียงเรียกสองผู้เฒ่าที่จะตักโจ๊กให้นางไว้ บอกจุดประสงค์ที่มาออกไปตรงๆ “ปู่สวี่ ข้ามาเพราะอยากพูดเรื่องเกี่ยวกับต้นข้าวในไร่นากับท่าน”
“ไร่นา? มีเรื่องอะไรหรือ?” สวี่เหล่าเกินไม่เข้าใจ
ยังมีเวลาอีกเกือบครึ่งเดือนจึงจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ เวลานี้ยังมีเรื่องอะไรอีก?
จู้เจียงเจียงกล่าว “ข้าวางแผนจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวพรุ่งนี้ ข้าแนะนำให้ปู่สวี่รีบไปเก็บพร้อมกันเถอะ”
สวี่เหล่าเกินงุนงง “พรุ่งนี้? ไร่นาเพิ่งหยุดน้ำ โคลนยังไม่ทันแห้งเลย ทำไมรีบร้อนแบบนี้?”
นี่มันไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งยังเร่งเก็บเกี่ยวล่วงหน้า ต้นข้าวยังเขียวอยู่เลย ถึงเวลาตากข้าวเปลือกจะแห้งยาก
จู้เจียงเจียงไม่รู้ควรอธิบายกับสองผู้เฒ่าอย่างไร ได้เพียงแค่เน้นย้ำให้พวกเขาทำล่วงหน้า
“ปู่สวี่ ท่านเชื่อข้าสักครั้ง พรุ่งนี้หาโอกาสเรียกทุกคนในหมู่บ้านมา ให้พวกเขาเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้า แต่อย่าบอกพวกเขาว่าเป็นความคิดเห็นของข้า”
สุดท้ายนางก็แข็งใจทนเห็นท่าทางผิดหวังหลังจากจบภัยพิบัติของทุกคนไม่ได้จึงพูดเตือนไป
ส่วนพวกเขาจะฟังหรือไม่ฟังก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้ว นางไม่มีอะไรต้องเสียใจภายหลังแล้ว
ตอนที่ 44: เที่ยงคืนบังเอิญเจอคนเกี่ยวข้าวอยู่ในทุ่งนา
ก็ไม่รู้ว่าสวี่เหล่าเกินได้บอกเรื่องเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้ากับคนในหมู่บ้านไหม ถึงอย่างไรวันเกี่ยวข้าววันแรกก็มีแค่จู้เจียงเจียงอยู่ในทุ่งนา
“แม่นาง งานนี้ท่านยกให้พวกเราก็พอ ในนามีแต่โคลน ทำเสื้อผ้าท่านสกปรกเปล่าๆ”
เพิ่งหยุดน้ำในนาได้ไม่ถึงสองวัน น้ำแห้งแล้ว แต่โคลนในนาเหยียบลงไปยังนุ่มอยู่ ต้องพับขากางเกงสูงมากถึงจะไม่ทำให้เสื้อผ้าสกปรก
จู้เจียงเจียงไม่สนเรื่องเล็กน้อยพวกนี้อยู่แล้ว “โจวเหลียง บ้านข้ามีต้นข้าวห้าสิบหมู่ จำเป็นต้องเก็บให้หมดในสี่ห้าวัน วันหนึ่งเก็บสิบหมู่ เจ้าคิดว่าแค่พึ่งเจ้ากับพวกน้องชายน้องสาวเจ้าจะไหวไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋และเด็กผู้หญิงอายุพอๆกันสองคนนั้น นางยังให้พวกเขาลงดินทำงานเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวเอง
อีกทั้งในกลุ่มคนของโจวเหลียง มีแค่ครึ่งเดียวที่มีกำลังเหมือนผู้ใหญ่ คนอื่นยังเป็นเด็ก หากนางไม่มาด้วย ต้นข้าวในทุ่งนาก็เก็บไม่ทันแน่
“รีบร้อนขนาดนั้นเลยหรือ?” โจวเหลียงยืนตัวตรงมองรวงข้าวบนผืนนาแห่งนี้แวบหนึ่ง
ถึงแม้ไม่รู้ว่าทำไมจู้เจียงเจียงจึงรีบร้อนเช่นนี้ แต่เขาก็เร่งการกระทำให้เร็วขึ้น ทุ่มแรงเกี่ยวข้าวสุดกำลัง
ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่มาปิดน้ำขับไล่นกในนา ครั้นเห็นพวกนางก็ล้วนบอกว่านางไม่เข้าใจการเพาะปลูก หัวเราะเยาะว่านางกังวลราวกับกระต่ายตื่นตูม
จากคำพูดของพวกชาวบ้านที่บอกว่านางราวกับกระต่ายตื่นตูม จู้เจียงเจียงก็รู้แล้วว่า สวี่เหล่าเกินน่าจะไปหาพวกเขามาแล้ว แต่พวกเขาไม่ฟัง
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ สวี่เหล่าเกินก็ไม่มาเช่นกัน
จู้เจียงเจียงพาขอทานน้อยกลุ่มหนึ่งมาช่วยเหลือ ทำงานในนาอย่างขยันขันแข็งทั้งวัน ก็เก็บได้แค่หกเจ็ดหมู่ ห่างจากเป้าหมายวันละสิบหมู่อยู่อีกไกล
อีกทั้งนางยังประหยัดเวลาทำกับข้าว กินข้าว นอนกลางวันแล้ว แต่ก็ยังทำไม่เสร็จ
ตอนข้าวเย็นเหมือนกับมื้อตอนเที่ยง ทำแค่ต้มข้าวกับน้ำแกงผักเต้าหู้หม้อใหญ่ให้พวกโจวเหลียงราดข้าวกินจนอิ่ม
“ต้องขอโทษจริงๆ งานวันนี้ทำจนดึก พวกเจ้ากลับไปก็ระวังตัวด้วย”
กินข้าวเสร็จฟ้าก็มืดพอดี จู้เจียงเจียงรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย วันนี้ก้มหน้าทำงานทั้งวันจนลืมเวลาไป
โจวเหลียงรู้สึกไม่พอใจกับความขี้เกรงใจของนาง
นางคือนายจ้าง คือเจ้าของบ้าน ที่จริงแล้วไม่ต้องเกรงใจพวกเขาขนาดนี้ก็ได้
เทียบกับงานและคนเมื่อก่อนที่เขาเจอ ทำงานหนึ่งวันเหนื่อยแทบตาย ไปรับข้าวกินยังถูกด่าทอ ถูกเยาะเย้ย ถึงจะยอมให้พวกเขากินข้าวเหลือเพียงน้อยนิด จู้เจียงเจียงนับว่าเป็นคนดีมากแล้ว
นางไม่เพียงให้พวกเขากินอิ่ม ยังให้เกียรติพวกเขามาก ไม่เคยมองและปฏิบัติพวกเขาเหมือนขอทาน นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดก็ยังไม่กล้าคิด
ทำงานอยู่ตระกูลเผยหลายวันมานี้ พวกน้องชายน้องสาวเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้น ทุกวันตื่นนอนมาตระกูลเผยกลายเป็นเรื่องที่พวกเขาคาดหวังที่สุด
บุญคุณใหญ่หลวงของจู้เจียงเจียง โจวเหลียงไม่รู้ควรตอบแทนอย่างไร ทำได้แค่ทุ่มเททำงานสุดกำลังทุกวัน
แต่ถึงเขาจะไม่เคยหยุดพักแม้สักเค่อเดียว แม้แต่กินข้าวก็กินในทุ่งนา พวกเขาก็ยังทำเป้าหมายหนึ่งวันสิบหมู่ไม่สำเร็จ
ทุกครั้งที่จู้เจียงเจียงยืดตัวขึ้นพัก ตอนทำงาน นางจะมองต้นข้าวที่ยังเก็บเกี่ยวไม่หมดตรงหน้า
ในดวงตาแสดงความรีบร้อน โจวเหลียงเห็นอยู่ในสายตา
ตอนเกี่ยวข้าวถึงวันที่สาม โคลนในนาก็แห้งแล้ว เมื่อเหยียบลงไปก็แข็งแรงเหมือนกับพื้นราบ
จู้เจียงเจียงให้พวกเขากลับก่อนฟ้ามืดเหมือนปกติ โจวเหลียงไม่พูดอะไร พาพวกน้องชายน้องสาวหันหลังกลับ
แต่ว่าพวกเขาไม่ได้เดินไปไหนไกล ยังอยู่ข้างถนนหลักร้างๆเก่าๆจนฟ้ามืด
หลังฟ้ามืดลงแล้ว แสงจันทร์ในฤดูร้อนสว่างไสว พวกเขาใช้แสงสว่างของพระจันทร์บนท้องฟ้า กลับไปในนา ก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบๆอีกครั้ง
จู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าพวกเขาไปแล้วย้อนกลับมา เช้าวันรุ่งขึ้นนางพกข้าวเช้ามาถึงในนา ก็เจอพวกของโจวเหลียงเกี่ยวข้าวไปแล้วหลายหมู่
“วันนี้พวกเจ้ามากันเมื่อไร ทำไมทำงานได้เยอะแบบนี้”
นางวางโจ๊กลง พวกเด็กๆลุกไปล้างมือ ล้อมวงมากินข้าวเช้า
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขากินกันเงียบๆแบบนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกเหมือนพวกเขาเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออก
“ไม่ พวกเรามาได้ไม่นาน”
โจวเหลียงตักโจ๊กให้ตัวเองหนึ่งถ้วย แนบขอบถ้วยที่ริมฝีปาก ตักกวาดเข้าไปในปากรวดเร็วเหมือนกับดื่มน้ำ
หลังจากรีบกินจนหมด ล้างถ้วยในคลองน้ำในคันนาจนสะอาด วางลงแล้วหันกลับไปเกี่ยวข้าวต่อ
กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ จู้เจียงเจียงอึ้งไปเลย
ก้มหน้าเกี่ยวข้าวหลายวันต่อเนื่อง เข่าและเอวเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
หลังจากกวาดสายตามองไปแวบหนึ่ง จู้เจียงเจียงก็พบว่า พวกเด็กๆอายุน้อยๆไม่กี่คน ตอนนี้คุกเข่านั่งทำงานในนาแล้ว
ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ พวกเขากลับไม่มีใครบ่นลำบากออกมาสักคำ
นางทำเกินไปหน่อยหรือเปล่า? จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะสงสัยตัวเอง
แต่ว่าท้องฟ้าก็แย่ลงเรื่อยๆ อากาศอึดอัดเหมือนไม่เคยหมุนเวียน เสียงร้องของจักจั่นบนภูเขายิ่งร้องลั่นท้องฟ้า วนเวียนอยู่เหนือศีรษะ รบกวนจนหงุดหงิดหัวใจ
ทั้งหมดนี้ล้วนกำลังส่อเค้าว่า ฝนกำลังจะตกในอีกไม่ช้า
สองสามีสวี่เหล่าเกิน ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะลงนาเกี่ยวข้าวแล้วเหมือนกัน
แต่เทียบกับจู้เจียงเจียงแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขานิ่งสงบไม่รีบเร่งเท่าไร
ที่วันนี้สวี่เหล่าเกินมาลงนา เป็นเพราะเขาเห็นการกระทำหลายวันมานี้ของจู้เจียงเจียงอยู่ในสายตา เขาพบว่านางเหมือนวิตกกังวลเป็นพิเศษ
ความวิตกกังวลนี้ทำให้เขารู้สึกเครียดไปด้วยแปลกๆ เอาแต่รู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านต่อไป เขาตัดสินใจลงนาทำงาน ต้นข้าวไม่ว่าดีหรือร้าย เก็บเข้าไปไว้ในบ้านก็โล่งใจแล้ว
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงฟ้าครั้งร้องนี้ทำให้จู้เจียงเจียงลนลานขึ้นมาทันที
นางมีลางสังหรณ์ เวลาที่พระเจ้าให้นางมีไม่มากแล้ว นางจำเป็นต้องเร่งการกระทำ เร่งเก็บเกี่ยวข้าวช่วงสุดท้าย
“เสี่ยวอวี๋พักผ่อนก่อน คืนนี้พวกเราค่อยไปเกี่ยวข้าวอีกหน่อยดีไหม?”
ให้พวกโจวเหลียงกลับไปก่อน จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนนอนอยู่บนกระดานระเบียงหน้าบ้าน พูดเสียงเบากับเผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังเตรียมไปตักน้ำอาบ
กลางคืนในสมัยโบราณยาวนานเกินไป นางอยากทำงานล่วงเวลา เก็บเพิ่มได้หนึ่งหมู่ก็เก็บเพิ่มเท่านั้น
เผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังตักน้ำหยุดการกระทำลง หลังหันหน้ามามองจู้เจียงเจียงพักหนึ่ง จึงวางขันน้ำในมือ แล้ววิ่งไปนอนพักด้วยกันกับจู้เจียงเจียง
พวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีใช้เวลาพักแค่ธูปสองดอก ตอนที่คนในหมู่บ้านเพิ่งเข้านอน พวกนางก็ถือชาหนึ่งกา ถือเคียวออกบ้านไปอีกครั้ง
ไปครั้งนี้กลับชนเข้ากับพวกโจวเหลียงที่ไปแล้วย้อนกลับมาทำงานในนาพอดี
“ใครกำลังเกี่ยวข้าวบ้านข้ากัน!”
จู้เจียงเจียงเห็นเงาดำหลายเงากำลังขยับอยู่ในนาไกล นึกว่ามีคนขโมยต้นข้าว รีบก้าวเท้าวิ่งไปดู
พวกโจวเหลียงได้ยินดังนั้นก็หันกลับไปมอง ยังไม่รอให้ตั้งตัว จู้เจียงเจียงก็มาถึงข้างหน้าแล้ว
“โจวเหลียง?” จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ “ทำไมเป็นพวกเจ้า!”
ครั้งนี้ นางไม่ได้เห็นโจวเหลียงเป็นหัวขโมยโดยปริยาย “ดังนั้นตอนเช้าสองวันนี้ ข้ามาแล้วเห็นพวกเจ้าเกี่ยวข้าวได้เป็นจำนวนมาก ก็คือพวกเขาทำงานตอนกลางคืนหรือ?!”
“พวกเจ้าไม่ได้กลับไป ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้านอนที่ไหน!” จู้เจียงเจียงเริ่มตื่นตระหนก
โจวเหลียง เขาทำอะไรลงไป ตัวเองไม่พักผ่อนก็ช่างเถอะ แต่พวกน้องชายน้องสาวของเขาล้วนยังเด็ก จะทนลำบากแบบนี้ได้ที่ไหนกัน!
“นอนในนา หนุนคันนาก็นอนได้...” โจวเหลียงที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาทำหน้าสำนึกผิด
เหมือนเขาจะยอมรับผิดต่อหน้านางบ่อย?
ตอนที่ 45: ประวัติชีวิตของพวกขอทานน้อย บางคนไม่เศรษฐีก็เป็นผู้สูงศักดิ์
“งี่เง่าจริงๆเลย ใครใช้ให้พวกเจ้าทำแบบนี้กัน!”
จู้เจียงเจียงโกรธมาก นี่พวกเขาวางนางในสถานะที่ไม่มีความชอบธรรมและไร้ความเมตตาหรือ?
นี่หากให้คนในหมู่บ้านรู้เข้า นางคงมีความผิดติดตัวเพิ่มอีกเรื่องแล้ว
อีกทั้งเด็กกลุ่มนี้ก็ยังเล็กเพียงนี้ จะทนทำงานหนึ่งวันแปดเก้าชั่วยามได้ที่ไหน?
โจวเหลียงคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ใหญ่โตแบบนี้ พวกเขาช่วยนางทำงานไม่ดีหรือ?
“แม่นาง...”
“กลับไปเลย!”
จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสโจวเหลียงพูด แย่งเคียวในมือเขามา เหมือนเป็นการสั่งให้พวกเขาหยุดแล้วกลับไปพักผ่อน
คนในทุ่งนารวมถึงเผยเสี่ยวอวี๋ล้วนตกใจกับท่าทางโกรธขึ้งของนาง
พวกเขาไม่เคยเห็นจู้เจียงเจียงโมโหขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ถูกคนในหมู่บ้านนินทาต่อหน้า หรือถูกคนตระกูลจู้มาหาเรื่อง นางก็ไม่เคยเสียงดังแบบนี้มาก่อน
“น้องรอง พวกเรากลับ” พักใหญ่ โจวเหลียงถึงเอ่ยปากด้วยเสียงเศร้า
พวกเด็กๆที่มากับเขาวางต้นข้าวในมือลงอย่างระมัดระวัง ค่อยเขยิบไปหลบด้านหลังโจวเหลียง ก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียง
ในตอนที่โจวเหลียงกำลังหมุนตัวพาคนจากไป จู้เจียงเจียงถึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“ใครให้พวกเจ้ากลับไปในเมือง ดึกแบบนี้กลับบ้านข้า!”
ฟ้ามืดหมดแล้ว แสงพระจันทร์คืนนี้ก็สู้สองวันก่อนไม่ได้ แม้แต่ถนนก็มองไม่ชัดจะกลับไปยังไง?
ภายใต้ใบหน้าบูดบึ้งและข่มขู่ของจู้เจียงเจียง โจวเหลียงแม้แต่ปฏิเสธยังไม่กล้า ทุกคนทำได้เดินตามหลังนางกลับตระกูลเผยเงียบๆ
“ตัวเจ้าพาเด็กซนสองสามคนนี้ไปอาบน้ำริมแม่น้ำ ส่วนเด็กผู้หญิงสามคนรออยู่ในบ้าน ข้าดูแลเอง”
ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาแอบทำงานล่วงเวลาแบบนี้มากี่วัน เอาเป็นว่าคืนนี้ให้ทำต่อไม่ได้แล้ว พวกเขาต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
หลังจู้เจียงเจียงไล่โจวเหลียงและเด็กผู้ชายไม่กี่คนนั้นไปริมแม่น้ำ นางก็ยืนขึ้น กลับห้องไปหาเสื้อผ้าของตัวเองและเผยเสี่ยวอวี๋ นำมาให้เด็กผู้หญิงสามคนโตหนึ่งเล็กสองที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จได้ผลัดเปลี่ยน
โจวเหลียงดูแลเด็กผู้หญิงไม่เป็น เส้นผมของเด็กผู้หญิงสามคนทั้งเหม็นและสกปรก หวีอยู่หลายรอบถึงจะเรียบลื่น
จู้เจียงเจียงจุดเชิงเทียน สระผมให้พวกนางจนสะอาดสะอ้านทีละคนในตอนกลางดึก
ตอนสระให้คนสุดท้าย พวกโจวเหลียงก็กลับมาจากริมแม่น้ำแล้ว
เมื่อรวมเผยเสี่ยวอวี๋เข้าไป ก็เป็นเก้าคนนั่งเรียงอยู่บนกระดานระเบียง มองจู้เจียงเจียงสระผมให้น้องเก้าคนเล็กสุด
ฉากนี้ ทำให้โจวเหลียงทั้งซาบซึ้งใจและละอายใจอย่างมาก
เขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์จริงๆ แม้แต่น้องสาวยังดูแลไม่ดี ยังต้องพึ่งผู้มีพระคุณของพวกเขามาช่วยเหลือ
“เสร็จแล้ว อยู่ในลานบ้านให้ลมพัดสักหน่อย พรุ่งนี้ข้าถักเปียให้พวกเจ้า”
จู้เจียงเจียงนับได้ว่ายุ่งเสร็จแล้ว สระผมให้คนช่างเหนื่อยจริงๆ หนักไม่ต่างกับการที่นางไปเกี่ยวข้าว
พวกเด็กอาบเสร็จแล้ว ต่อไปก็ควรถึงตาตัวเองแล้ว
นางให้โจวเหลียงพาพวกเขารออยู่ที่ชั้นหนึ่งห้ามไปไหน ส่วนตัวเองก็ยกน้ำสามถังขึ้นชั้นสองกลับไปอาบห้องตัวเอง
ไม่รู้ว่าดึกแค่ไหนแล้ว
ตอนจู้เจียงเจียงลงมาอีกครั้ง พวกเขานอนพิงกันหลับไปหมดแล้ว
ได้ยินเสียงนางลงมา โจวเหลียงก็ตื่นทันที เขาตื่นแล้วพวกน้องชายน้องสาวแปดคนที่พิงเขาอยู่ก็ตื่นด้วยเช่นกัน
“นี่คือผ้าห่มทั้งหมดที่บ้านข้าหาได้ คืนนี้พวกเจ้าก็ใช้ชั้นหนึ่งนอนกันสักคืนเถอะ” จู้เจียงเจียงยัดของในอ้อมกอดออกไป
โจวเหลียงลังเลอยู่พักหนึ่ง จึงพยักหน้าแล้วเอาผ้าห่มยัดให้น้องรอง
หลังจากดูแลเด็กกลุ่มนั้นและเผยเสี่ยวอวี๋กลับห้อง เขาถึงมีโอกาสพูดคุยส่วนตัวกับจู้เจียงเจียง
“แม่นาง ครั้งก่อนท่านถามข้าว่าพวกเขาเป็นใคร ข้าไม่ได้บอกท่าน เพราะกลัวท่านจะดูถูกพวกเรา...”
แปลกที่โจวเหลียงไม่ได้พูดคำพูดขอบคุณอะไรกับจู้เจียงเจียง แต่เป็นการเปิดบทสนทนาคุยเรื่องเกี่ยวกับเด็กข้างกายเขากลุ่มนั้นขึ้นด้วยตัวเอง
ที่แท้รวมเขาอยู่ด้วย เด็กกลุ่มนี้ล้วนเคยถูกคนขายไปในหอ เพียงแต่ปีก่อนเจ้าของหอป่วยตายอย่างไม่คาดฝัน เวลาคืนหนึ่งในหอก็แยกย้ายกันไปหมด
คนแบบพวกเขา ไม่เพิ่งถูกขายมา ก็เป็นคนระดับล่างสุดในหอ ยังไม่ทันที่ตัวเองจะเก็บเงินได้เจ้าของหอก็ตายไปเสียแล้ว
ดังนั้น ในตอนที่คนในหอล้วนมีสถานที่ให้แยกย้ายกันไป พวกเขาเก้าคนนี้ไม่มีที่ไป และไม่รู้ว่าสมาชิกครอบครัวของตัวเองอยู่ที่ไหน จึงทำได้เพียงอาศัยอยู่ในวัดร้างนอกเมืองแห่งหนึ่ง
การอยู่นี้ก็คือสองปี
“ที่เจ้าบอกว่าในหอก็คือหอนางโลมหรือ?” จู้เจียงเจียงถาม
“ถูกต้อง ออกมาจากหอนางโลม ขออาหารยังถูกคนรังเกียจ” โจวเหลียงก้มหน้าเยาะเย้ยตัวเอง
“แต่พวกเจ้าล้วนรู้หนังสือไม่ใช่หรือ?”
จากการอยู่ร่วมกันหลายวันนี้ จู้เจียงเจียงบังเอิญพบว่ากลุ่มของพวกเขา รวมถึงเด็กผู้หญิงที่เด็กที่สุดคนนั้นต่างก็รู้หนังสือ
ในเมื่อรู้หนังสือ ทำไมถึงได้ตกอับถึงเพียงนี้?
จุดยืนคนรู้หนังสือที่นี่อยู่สูงกันมิใช่หรือ?
โจวเหลียงอธิบายว่า “นั่นคือกฎในหอของพวกเรา ระดับสูงอย่างเถ้าแก่ร้าน ระดับล่างอย่างขัดล้างถังน้ำล้วนต้องรู้หนังสือ พวกเราถูกขายมาในหอวันแรกก็ต้องเริ่มเรียนหนังสือแล้ว ”
“นับว่าเจ้านายของพวกเจ้ายังมีวิสัยทัศน์ที่ดี” จู้เจียงเจียงอดไม่ได้จะชื่นชมเจ้านายที่เล่าถึงนั้นเล็กน้อย
คนคนนั้นมีหรือไม่มีวิสัยทัศน์ โจวเหลียงมิได้ใส่ใจ เขาสนใจแต่จู้เจียงเจียงจะไล่พวกเขาไป เพราะสถานะเก่าของพวกเขาหรือไม่
“แม่นาง พวกน้องเก้าและคนอื่นๆล้วนเป็นเด็กดี พวกเขามีบางคนยังไม่รู้อะไร ท่าน...”
เขาอยากแก้ต่างบางอย่าง กลับไม่กล้าขอร้อง
เด็กอายุน้อยไม่กี่คนนั้นเพิ่งถูกขายเข้ามาในหอได้ไม่นานเจ้าของก็ตายจากไปเสียแล้ว พวกเขามีบางคนถึงกลับยังไม่รู้ว่าตัวเองถูกขายเข้าไปในสถานที่อย่างหอนางโลมที่น่าอายแบบนี้
โจวเหลียงก็ไม่เคยบอกพวกเขาว่านั่นเป็นสถานที่อะไร ดังนั้นพวกเขายังคงไร้เดียงสา
“เช่นนั้นพวกเจ้าไม่คิดจะลองกลับบ้านหรือ?”
“บ้าน?”
โจวเหลียงเหมือนได้ยินคำพูดน่าขันบางอย่าง “บ้านข้าถูกยึดแล้ว พวกน้องเก้าส่วนใหญ่ก็ถูกลักพาตัวมา พวกเขาไม่รู้เลยว่าบ้านตัวเองไปทางไหน จะกลับบ้านได้อย่างไร?”
พวกเขาต้องอนาถขนาดนี้เลย!
หลังรู้ประวัติชีวิตอันน่าสลดใจของพวกเขา จู้เจียงเจียงก็พูดอะไรต่อไม่ได้อีก ความโชคร้ายในใต้หล้าของแต่ละคนแตกต่างกันไปจริงๆ “รีบพักผ่อนเถอะ”
นางไม่ได้ถามต่อ สิ่งนี้ทำให้โจวเหลียงงงงวย
นางไม่อยากรู้ชีวประวัติของเขารึอย่างไร?
เขาบอกใบ้ว่าบ้านเขาถูกยึดแล้ว และการยึดทรัพย์ ก็มีแค่ราชสำนักถึงจะมีอำนาจนั้น ครอบครัวที่ถูกยึดหากไม่ใช่เศรษฐีก็เป็นผู้สูงศักดิ์ นางไม่รู้หรือ?
ก็จริงลักษณะของเขาในตอนนี้ ฐานะก่อนหน้านี้จะสูงศักดิ์แค่ไหน ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
คืนนี้ มีสองคนในบ้านเผยนอนไม่หลับ
คนหนึ่งคือโจวเหลียงที่กังวลใจว่าพรุ่งนี้จะโดนไล่ อีกคนคือจู้เจียงเจียง
หลังจากรู้เรื่องคนกลุ่มชั้นล่างนี้ จู้เจียงเจียงก็ยากที่จะมองพวกเขาเป็นแค่ขอทานธรรมดา
ถ้าเห็นเป็นขอทานธรรมดา หลังทำงานเสร็จ ชะตาของพวกเขาก็คือต้องกลับไปขอทานและเร่ร่อนต่อ
แต่ตอนนี้ พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กหลงทาง ยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้กลับบ้าน ถ้าทำได้นางหวังเป็นอย่างยิ่งให้พวกเขาได้กลับไปอยู่ข้างกายคนที่ตัวเองรัก
แต่นางจะช่วยให้พวกเขากลับบ้านได้อย่างไร?
ตอนที่ 46: ภัยธรรมชาติที่จะเกิด ในที่สุดก็มาแล้ว
ลมพัดแล้ว
ในตอนเที่ยงตรง ท้องฟ้าเหมือนเข้าสู่ความมืด เมฆขาวเปลี่ยนกลายเป็นสีดำพร้อมกับลมที่โหมพัดอย่างบ้าคลั่ง
ชายเสื้อของจู้เจียงเจียงถูกพัดจนเกิดเสียงดัง ขากางเกงแนบติดลำตัว มือข้างหนึ่งกดหมวกฟางบนศีรษะ อีกข้างหนึ่งบังลมผสมฝุ่นกรวดที่พัดมาตรงหน้า
ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ต้นข้าวที่ยังไม่ทันเก็บเกี่ยวตรงหน้าก็ถูกลมพัดจนล้มครืนหมดแล้ว พื้นดินราวกับถูกผ้าห่มสีเหลืองทองปกคลุมอยู่หนึ่งชั้น
ฝนเม็ดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วตกลงมาทันที กระทบลงบนตัวทั้งเจ็บทั้งหนาว
“โจวเหลียงกลับไป!”
จู้เจียงเจียงตะโกนบอกโจวเหลียง ปกป้องเด็กสองสามคนที่อยู่ใกล้นางที่สุดให้วิ่งไปทางบ้านตระกูลเผยด้วยกัน
ยังเหลือต้นข้าวอีกสี่ห้าหมู่ หากให้เวลาพวกเขาอีกครึ่งวันก็จะเก็บได้ทั้งหมด
แต่น่าเสียดาย พระเจ้าไม่มีความเมตตา
ฝนตกลงมาเร็วและกะทันหันเกินไป คนในหมู่บ้านที่ขุดผักป่า ตัดฟืนอยู่ข้างนอกต่างก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้าน ระยะสั้นๆแค่ไม่กี่ก้าว ทั้งเนื้อทั้งตัวล้วนเปียกปอนไปหมด
“ฝนครั้งนี้ตกเสร็จ พืชผลก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว”
เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามตระกูลเผยหน้าหมู่บ้านยืนอยู่ใต้ชายคา มองฝนที่ตกหนัก พลางพยักหน้าด้วยความพอใจ
ฝนครั้งนี้ตกเสร็จ ข้าวก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ในนามีฝนหล่อเลี้ยง ดำนาครั้งต่อไปก็สะดวกมากขึ้น
แต่จู้เจียงเจียงไม่ได้อารมณ์ดีเหมือนกับพวกเขา
นางเอาต้นข้าวที่ยังไม่ได้กะเทาะเปลือกอุ้มกลับมาวางตากแห้งในบ้าน ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็วิ่งฝ่าสายฝนเข้าห้องครัวไป
ถึงแม้บ้านใหม่จะสร้างสูงกว่าบ้านเก่า แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน นางได้เตรียมไม้กระดานกั้นน้ำไว้แล้ว
นำไม้กระดานคาดอยู่หน้าธรณีประตูใหญ่หนึ่งชั้น แล้วใส่ดินสองถุงยึดเอาไว้ ต้องก้าวข้ามถึงจะเข้าออกประตูได้
ในบ้าน พวกโจวเหลียงได้จัดการถอดเสื้อผ้าที่เปียกฝน จากนั้นก็บิดจนหมาดแล้วจึงนำกลับมาสวมต่อ
หากออกนอกประตูไป ยืนตรงระเบียงใต้ชายคา ใช้แรงลมพัดก็จะช่วยให้แห้งเร็วขึ้น
“นี่ไม่เหมือนฝนตอนหน้าร้อน ไม่รู้ว่าจะตกนานแค่ไหน...”
ฝนครั้งคราวในฤดูร้อน ทุกคนล้วนนึกว่าฝนครั้งนี้ก็เหมือนฝนครั้งนั้น ไม่นานก็หยุดลง
แต่ที่ไม่คาดฝันก็คือ หลังจากฝนครั้งนี้ตกลงมาตั้งแต่ตอนเที่ยง จนถึงวันที่สองก็ไม่มีสัญญาณว่าจะหยุด
บ่อน้ำหน้าบ้านตระกูลเผยจุน้ำเต็มแล้ว ทุ่งนาที่ห่างไกลก็เหมือนกัน เชื่อมต่อกลายเป็นดินโคลนสีเหลืองขุ่นผืนหนึ่ง
ในลานบ้านที่สูงกว่าบ่อน้ำ น้ำไหลเหมือนกับลำธาร ไหลไปทางบ่อน้ำไม่หยุด ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นน้ำท่วมขังเสียแล้ว
“ทำไมฝนนี้ยังไม่หยุดอีก?” พวกชาวบ้านยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง มองทุ่งนาแล้วก็บ่นพึมพำกับตัวเอง
พืชผลจมน้ำหมดแล้ว หากปริมาณน้ำยังไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นข้าวแช่น้ำนานก็จะแตกหน่อใช้ไม่ได้แล้ว
“ไม่ต้องดูแล้วมากินข้าวเถอะ”
สภาพจิตใจของจู้เจียงเจียงที่เตรียมใจลงมือทำล่วงหน้านั้นสงบมั่นคงมาก แม้ยังมีที่ดินหลายหมู่ที่ยังเก็บเกี่ยวไม่หมด แต่มุมมองของนางก็ไม่มีผลกระทบมากนัก
เก็บเกี่ยวข้าวกลับมาได้สี่สิบกว่าหมู่ มีน้ำหนักประมาณสามสี่พันจินวางไว้ในช่องว่าง ตัวนางตอนนี้ก็อุ้ยอ้ายแล้ว
“แม่นาง ที่ท่านกังวลใจนั้นถูกต้อง โชคดีที่ท่านเก็บเกี่ยวล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะเสียหายเท่าไร” โจวเหลียงนับถือการมองการณ์ไกลของจู้เจียงเจียงมาก
ฝนตกครั้งนี้เกรงว่าช่วงเวลาสั้นๆคงไม่หยุดตก แม้ว่าจะหยุด น้ำก็ยังไม่ลด ข้าวในนาคงเก็บเกี่ยวไม่ได้แล้ว
ถึงตอนนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดความเสียหาย แต่คำถามคือเสียหายมากน้อยเพียงใด
เสียหายหรือ?
จู้เจียงเจียงรู้สึกว่าวิธีพูดนี้อ้อมค้อมเกินไป ตอนนี้แค่ฝนตกปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น รอเขื่อนดินต้นน้ำพังลง ทั้งเมืองเจียงหนานก็ไม่ใช่แค่เสียหายง่ายๆแบบนั้นแล้ว
เฮ้อ!
บางทีตั้งแต่เริ่มต้น นางควรไปเตือนเมืองโจวที่อยู่ต้นน้ำสักหน่อย
แต่คงไม่มีใครเชื่อคำพูดของนางกระมัง? ไม่แน่ว่าไม่รอให้ถึงน้ำท่วม นางก็ถูกกล่าวหาว่าปล่อยข่าวลือให้คนเข้าใจผิด ตัดหัวประจานตามถนนแล้ว
จู้เจียงเจียงยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องชั้นสอง จ้องมองทิศทางชายฝั่งแม่น้ำนิ่งไม่ขยับ
ฝนตกหนักต่อเนื่องสองวันแล้ว ระหว่างนั้นไม่เคยหยุดแม้แต่เค่อเดียว
ทุ่งนาห่างไกล แม่น้ำ หมู่บ้านทั้งหมดเหมือนลอยอยู่บนน้ำ มองไม่เห็นถนนและคนเลย
“ยายแก่ไปไม่ได้ อย่าไปนะ...”
“เจ้าปล่อยข้า ข้าต้องไปเก็บพืชผลของข้า!”
เพิ่งพูดเมื่อครู่ว่าในสายฝนไม่เห็นผู้คน จู่ๆก็โผล่ออกมาสองสามคน
คือสองสามีภรรยาสวีเหล่าซาน!
ภรรยาของสวีเหล่าซานบนศีรษะสวมหมวกฟาง มือถือเคียว พยายามเดินฝ่าน้ำประมาณเข่าไปทางนอกหมู่บ้าน ด้านหลังของนางมีสวีเหล่าซานพยายามดึงนางไว้ตลอด
การปรากฏตัวของพวกเขาสองสามีเหมือนให้กำลังใจคนในหมู่บ้าน
ในสายฝนมีชาวบ้านปรากฏตัวขึ้นมากเรื่อยๆ แต่ละคนบ่นพึมพำฝ่าฝนไปในทุ่งนา
ตำแหน่งนาข้าวเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว ตอนเดินบนคันนาน้ำขังไม่ถึงเข่า พอลงทุ่งนาไปน้ำสูงถึงต้นขาแล้ว
ต้นข้าวแช่อยู่ในน้ำ มองไม่เห็น ทำได้แต่ใช้การคลำ
รวงข้าวที่ตัดลงมาใส่ในตะกร้าสะพายหลังเต็มไปด้วยน้ำฝน กดทับเสียจนยืนตัวตรงไม่ได้
จู้เจียงเจียงมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า จิตใจสงบ นางห้ามพวกเขาไม่ได้และก็ไม่อยากทำด้วย
พวกเขามีแค่ทำแบบนี้ ถึงทำให้ตัวเองใจสงบลงได้บ้าง นางจะหาเรื่องใส่ตัวเองทำไมกัน?
“พี่สะใภ้ น้ำเข้ามาในบ้านแล้ว”
เผยเสี่ยวอวี๋วิ่งขึ้นมาชั้นบนด้วยท่าทางร้อนรน
พวกโจวเหลียงยังคงอยู่ชั้นหนึ่ง ไม่เคยกล้าขึ้นชั้นบน ดังนั้นมีเรื่องอะไรก็มีแต่เผยเสี่ยวอวี๋ที่วิ่งมาบอกนาง
จู้เจียงเจียงได้ยินแล้วหมุนตัวลงชั้นล่าง
ชั้นล่างมองเห็นพวกโจวเหลียงกำลังเอาถังและขันน้ำตักน้ำสาดออกไปข้างนอก เพราะถุงดินหน้าประตูอิ่มน้ำแล้ว เมื่อไม้กระดานหลุด น้ำก็ทะลักเข้ามา
ในบ้านล้วนเป็นไม้กระดาน แช่น้ำไม่ได้ จู้เจียงเจียงหมุนตัววิ่งไปอุ้มผ้าห่มสองผืนมา ผืนหนึ่งอุดทางเข้าน้ำ อีกผืนวางซับน้ำตรงประตู
ทำทุกอย่างเสร็จ ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเช็ดไม้กระดานในบ้านให้แห้ง ภูเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปก็ส่งเสียงทั้งทุ้มต่ำและเสียงคลื่นซัดสาด
เขื่อนแตกแล้วหรือ?
จู้เจียงเจียงพับขากางเกงวิ่งออกไปดู แค่ชั่วพริบตานางก็รู้สึกน้ำที่หน้าแข้งสูงขึ้นไม่น้อย
“ที่จะเกิดสุดท้ายก็มาแล้ว...”
“รีบกลับ รีบกลับไป ไม่งั้นก็ไม่ทันแล้ว!”
“ทุกคนรีบกลับมา น้ำสูงขึ้นแล้ว...”
เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนต่างๆ ตรงหน้าหมู่บ้านดังขึ้นไม่หยุด คนในทุ่งนาก็เริ่มกลับมาแล้ว
เพียงแต่น้ำในต้นน้ำนั้นมารวดเร็วมาก เมื่อน้ำตอนไหลหลากลงสู่แม่น้ำตอนล่าง ชาวบ้านที่รีบเร่งกลับมาก็ถูกปะทะหลายครั้งเซไปเซมา แรงหน่อยก็ถูกน้ำซัดจนล้มลง เปียกปอนไปทั้งตัวดูทุลักทุเลมาก
มีคำกล่าวว่าน้ำท่วมเหมือนสัตว์ร้าย ที่ประสบภัยไม่เพียงแค่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง หมู่บ้านทั้งหมดในเมืองเจียงหนานล้วนถูกน้ำพัดพาไม่มากก็น้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในที่ว่าการอำเภอ
ตอนจูลิ่นรู้ข่าวว่าเขื่อนต้นน้ำแตก ก่อให้ทั้งเมืองเจียงหนานประสบภัย เขาก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ ทำหน้าแห้งเหมือนขี้เถ้า
เขาดำรงตำแหน่งอยู่เมืองเจียงหนานมานานหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องใหญ่แบบนี้
หลังจากรีบเขียนฎีกาหนึ่งฉบับ จูลิ่นก็ทำอะไรไม่ถูก เดินกลับไปมาอยู่หน้าศาล ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ควรทำอย่างไร
สุดท้ายก็เป็นจูชิงหรานที่เตือนสติทันเวลา จูลิ่นถึงส่งคนไปตรวจสอบสถานการณ์การประสบภัยของพวกชาวบ้าน
เพียงแต่ฝนตกหนักมาก น้ำในแม่น้ำในตัวเมืองก็เพิ่มขึ้น คนที่ส่งไปออกนอกเมืองไม่ได้เลย ไม่มีวิธีรู้ถึงสถานการณ์ชาวบ้านนอกเมืองได้
ตอนที่ 47: ในยามคับขัน มีแค่นางที่ก้าวออกมา!
หกวันแล้ว
ตั้งแต่ฝนตกครั้งแรกจนถึงตอนนี้ หกวันแล้ว!
แม้ว่าฝนตกหนักวันก่อนจะหยุดลงแล้ว แต่น้ำขังกลับยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย คนในหมู่บ้านก่อไฟตั้งเตาไม่ได้ เตียงในบ้านล้วนจมน้ำหมด ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำได้แต่ยืนแช่อยู่ในน้ำและหิวโหยแบบนี้มาหลายวันหลายคืน
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีแค่บ้านจู้เจียงเจียงที่มีสองชั้น แต่ก็ไม่มีใครหน้าด้านกล้ามาก้มหัวขอร้องนาง
โจวเหลียงเดินไปในทุ่งนาหนึ่งเที่ยว ตอนกลับมองเห็นแค่ใบหน้าเสียดายของเขา “แม่นาง พืชผลในนาเสียหายหมดแล้ว”
“อืม” จู้เจียงเจียงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อะไร แค่เรื่องที่คิดเอาไว้แล้วเท่านั้น
นางเปิดใจกว้างยอมรับได้แบบนี้ แต่โจวเหลียงกลับรับไม่ได้
เพราะไม่มีงานในนาแล้ว ก็หมายความว่าพวกเขาต้องจากไปแล้ว
ให้พวกน้องชายน้องสาวเก็บของเงียบๆ พับขากางเกงให้พวกเขา เก้าคนยืนอยู่ในลานบ้านที่ถูกน้ำแช่จนเป็นโคลนเฉอะแฉะ เงยหน้ามองตำแหน่งของชั้นสอง
หลายวันนี้จู้เจียงเจียงอยู่ชั้นสองเป็นประจำ มองหมู่บ้านห่างไกล มองสภาพท้องนา น้อยครั้งนักที่จะลงมา
“แม่นาง หลายวันนี้ขอบคุณท่านมากที่รับพวกเราเอาไว้...” โจวเหลียงสะอึกสะอื้น
ก้มน้ำกลืนน้ำลาย หลังจากนั้นก็ค่อยๆหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าอีกครั้ง “พวกเราขอตัวก่อน ยังไม่รู้ว่าในวัดจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ได้แต่ต้องกลับไปดู วันหลังหากท่านมีงานอะไรก็ไปหาข้าได้ตลอดเวลา”
พูดจบ หลายคนในลานบ้านก็จูงมือช่วยกันประคองกันฝ่าน้ำจากไป
เพียงแต่เดินยังไม่ถึงประตูลานบ้านก็ถูกจู้เจียงเจียงเรียกเอาไว้ “หยุด”
เมื่อมองดูความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่หลังพายุฝนทิ้งเอาไว้ในระยะไกล นางก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดว่า “อย่าเพิ่งกลับไปเลย ออกไปดูสถานการณ์กับข้าเถอะ”
หลังฝนหยุดตก จู้เจียงเจียงก็รอคนของที่ว่าการ กลับไม่เห็นแม้แต่นกสักตัว
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงตั้งแต่พืชผลในไร่นาเจอภัยพิบัติก็ร้องไห้คร่ำครวญ มาถึงตอนนี้ก็กลับกลายเป็นหมดหนทาง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
คนในหมู่บ้านเข้าสู่ความสิ้นหวังระดับสูงสุด
คิดแล้วก็คงไม่ได้มีแค่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง หมู่บ้านอื่นก็คงพอๆกัน มองไม่เห็นความหวังได้แต่นั่งรอความตายอยู่เช่นกัน
การสื่อสารคมนาคมสมัยโบราณพื้นฐานใช้คน ข่าวคราวใช้เวลานานล่าช้า และเป็นไปได้ยากที่หากฝ่ายหนึ่งตกทุกข์ได้ยาก แล้วจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย
สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิตและกำลังคนเป็นไปได้มากว่าช่วยได้แค่ผู้ประสบภัยพิบัติในตัวเมืองเท่านั้น ตอนรอให้ความช่วยเหลือมาถึงพวกเขาที่อยู่ไกลหน่อย กลัวว่าทั้งหมู่บ้านจะหมดเนื้อหมดตัวไปนานแล้ว
จู้เจียงเจียงรออยู่ไม่ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้พวกเขาต้องช่วยตัวเอง!
นางไม่ใช่พระเจ้า นางแค่ไม่อยากให้หลังผ่านภัยพิบัติ รอบข้างรายล้อมไปด้วยศพและโครงกระดูก ถ้าเกิดมีโรคระบาดอะไรขึ้นอีกครั้ง นางก็คงไม่รอดด้วย
จู้เจียงเจียงแค่พาโจวเหลียงออกจากบ้านไปด้วย สถานที่แรกที่จะไปก็คือบ้านของสวี่เหล่าเกินหัวหน้าหมู่บ้าน
แม้ว่าสวี่เหล่าเกินจะเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้ามาสองวัน ในบ้านเหลือข้าวอยู่บ้าง แต่ก็เสียหายไปไม่น้อย
ตอนนี้เขากำลังยืนกังวลทุกข์ใจอยู่ในน้ำ พึ่งพิงข้างธรณีประตู เฝ้ารวงข้าวที่แขวนใต้คานในบ้านไม่กล้าจากไปแม้แต่ก้าวเดียว
ต่อหน้าภัยพิบัติ คนในหมู่บ้านไม่รู้จะมาขโมยกินตอนไหน เขาจำเป็นต้องเฝ้าความมั่นใจสุดท้ายด้วยตัวเอง
เห็นหน้าประตูมีคนมา สวี่เหล่าเกินแปลกใจมาก “สะใภ้เล็ก เจ้ามาได้ไง?”
การมาของจู้เจียงเจียงเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง
เวลาแบบนี้ ตัวเองมีชีวิตรอดสำคัญที่สุด นางไม่เฝ้าบ้านตัวเองมาที่นี่ทำไมกัน?
จู้เจียงเจียงยังมาทำอะไรได้ แน่นอนว่ามาปรึกษาหารือกับสวี่เหล่าเกินเรื่องช่วยกู้ภัย
“ปู่สวี่ ข้ามาเพราะอยากถาม หมู่บ้านประสบภัย ปู่มีวิธีรับมืออะไรไหม?”
เขาในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งในหมู่บ้าน ในเวลานี้คงไม่ใช่ว่าไม่มีแผนอะไรกระมัง?
แต่สวี่เหล่าเกินไม่มีแผนอะไรจริงๆ!
“สะใภ้เล็ก หมู่บ้านประสบภัยนั่นเพราะพระเจ้าไม่ให้พวกเราอยู่ดี ราชสำนักก็จนปัญญา ข้าจะมีวิธีอะไรได้...”
กำลังพูดอยู่ดวงตาทั้งสองของสวี่เหล่าเกินก็หลุดลอย สติค่อยๆเลือนราง
เพิ่งพูดเสร็จ คนทั้งคนล้มลงไปในน้ำ
จู้เจียงเจียงกับโจวเหลียงสองคนรีบวิ่งเข้าใกล้ไปดึงเขาขึ้นจากน้ำ อยากจะประคองเขาเข้าบ้านพักผ่อน กลับพบว่ามีแค่โต๊ะตัวหนึ่งในบ้านที่ยังไม่จมน้ำ ด้านบนยังมีสวี่หลิวซื่อนอนอยู่
“แม่นางไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาหมดสติไป น่าจะเพราะหลายวันนี้ไม่ได้กินไม่ได้นอน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” โจวเหลียงยื่นไปแตะลมหายใจที่จมูกของสองผู้เฒ่า แล้วมองสีหน้าของพวกเขาจึงได้ข้อสรุปออกมา
“เจ้ายังรู้เรื่องการแพทย์?” จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างตื่นเต้น
ตอนนี้พวกเขาต้องการที่สุดคือคนที่รู้เรื่องการแพทย์!
“ไม่รู้” โจวเหลียงทำลายความเพ้อฝันสวยงามของนาง “ข้าแค่หิวจนชิน เจ็บป่วยเรื้อรังก็กลายเป็นหมอ”
“…” เอาเถอะ นางควรคิดได้นานแล้ว
“ไว้ค่อยคุยกัน เจ้าแบกปู่สวี่ ข้าแบกย่าหลิว ให้พวกเขาไปพักผ่อนบ้านข้าก่อนเถอะ”
จู้เจียงเจียงฝากสวี่เหล่าเกินกับโจวเหลียง ตัวเองเดินไปถึงหน้าโต๊ะ แบกสวี่หลิวซื่อขึ้นอย่างยากลำบาก
โศกนาฏกรรมของสองผู้เฒ่าตระกูลสวี่ไม่ได้เกิดแค่ตระกูลสวี่ เดิมทีในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยคนแก่ผู้หญิงและเด็กอ่อนแออาศัยอยู่ จู้เจียงเจียงไปสำรวจแต่ละบ้านหลัง ก็ช่วยคนหมดสติสิบกว่าคนไว้อย่างไม่ตั้งใจ
“สะใภ้เล็กเป็นคนดีจริงๆ เมื่อก่อนพวกเรากล่าวโทษเจ้า วันหน้าคงไม่...”
ตอนจู้เจียงเจียงพาพวกโจวเหลียงไปช่วยคน พวกชาวบ้านที่ยังไม่หมดสติก็ตามมาที่บ้านตระกูลเผยด้วย
ตอนพวกเขายกเท้าที่เต็มไปด้วยดินโคลนก้าวเข้าบ้านตระกูลเผย ก็ถูกจู้เจียงเจียงขวางไว้ “ท่านป้า ข้าไม่ใช่คนดีอะไร ท่านยายของท่านป้าอาศัยกินข้าวบ้านข้า หลายวันนี้ข้าจดบัญชีไว้หมดแล้ว”
ขณะที่พูดๆอยู่ นางก็ชี้ไปที่เด็กผู้ชายที่อยู่ลำดับที่ห้าในกลุ่มขอทานน้อยในบ้านที่รับผิดชอบช่วยจดบัญชี
โชคดีพวกโจวเหลียงรู้หนังสือทุกคนช่วยเหลือนางได้ไม่น้อย
“หา? ยังต้องจดบัญชี!”
ป้าคนนั้นตกใจจนต้องหดขาเก็บกลับไป พลางจ้องจู้เจียงเจียงเขม็ง
เห็นท่าทางไม่เหมือนพูดเล่น ถึงพูดขึ้นอย่างน่าเวทนา “สะใภ้เล็ก เจ้าก็รู้ พืชผลในนาบ้านข้าเสียหายหมด ไม่มีอะไรหักลบกลบหนี้ได้จริงๆ เจ้าช่วยหน่อยได้ไหม? น้ำใจของเจ้าข้าจะจำไว้ในใจไปจนวันตาย”
เหอะ! บอกว่าจะจำไว้ในใจก็จบเรื่องแล้วหรือ?
ถึงแม้นางบอกว่าวันหลังจะคืนน้ำใจนี้ แต่จู้เจียงเจียงก็จะคิดเล็กคิดน้อยกับนางตอนนี้
ถ้าบอกว่าคนในหมู่บ้านกันนางออกนอกกลุ่มเพราะคล้อยตามข่าวลือ ถูกคนที่ไม่ชอบนางที่แท้จริงล้างสมอง
ถ้างั้นครั้งนี้ นางก็ถือว่ารู้จักเห็นนิสัยของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหมดแล้ว
“โจวเหลียงยกคนกลับไปเถอะ” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากแสดงท่าทีไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าป้าคนนั้นจะแก้ต่างขอโทษ ขัดขวางถึงขั้นด่านาง โจวเหลียงกับน้องรองก็พาคนไปส่งที่เดิมอย่างแข็งขัน ให้คนบ้านนั้นเป็นไปตามยถากรรม
พวกชาวบ้านที่อยู่ในบ้านตระกูลเผยถูกดูแลอย่างดี เห็นแบบนี้ล้วนเลือกที่จะเงียบไม่พูดจา ทำเหมือนมองไม่เห็น
ผ่านเรื่องครั้งนี้ พวกเขาถือว่ารู้นิสัยของจู้เจียงเจียงแล้ว
แบ่งแยกความรักและความเกลียดไว้อย่างชัดเจน!
นางช่วยพวกเขาไว้จริง แต่กลับไม่ได้ทุ่มเทอย่างเสียสละ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม
จะว่านางแล้งน้ำใจ แต่ในช่วงเวลาเป็นตายแบบนี้ ก็มีแค่นางที่ก้าวออกมา
จะว่านางมีน้ำใจ นางพูดว่าไม่ช่วยคือไม่ช่วย ใครห้ามก็ไม่มีประโยชน์
จู้เจียงเจียงเป็นคนแบบไหนกันแน่ คนในหมู่บ้านมองไม่ออก แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกเขาแน่ใจนั่นก็คือ อย่าทำให้นางโกรธอีกเด็ดขาด!
ตอนที่ 48: เสบียงนับแสนล้านให้ความมั่นใจกับข้า
ชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวฮวงถูกจู้เจียงเจียงยกกลับมาจากน้ำ ส่วนใหญ่หลังตื่นขึ้นมาได้ยินว่าตอนอยู่กินในบ้านตระกูลเผยต้องจดบัญชี จึงเลือกรีบที่จะจากไปโดยเร็ว
อยู่บ้านตระกูลเผยมีกินมาสองมื้อ ร่างกายพอมีเรี่ยวแรงแล้ว แต่เมื่อจากบ้านตระกูลเผยมา พวกเขาก็ต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีข้าวกินอีกครั้ง
พืชผลในนาเสียหาย เมล็ดข้าวไม่ได้เก็บ ผักป่าถูกน้ำพัดพาไปจนหมด ตอนนี้กลัวว่าจะเหลือแค่เปลือกไม้ที่กินได้แล้ว
“พวกเจ้าจะช่วยข้าทำไม หมดสิ้นทุกอย่างแล้วให้ข้าตายเร็วหน่อยยังดีเสียกว่า...” ป้าสี่หวังร้องไห้โศกเศร้าเข่าทรุด เอาแต่โทษจู้เจียงเจียง ถามว่าทำไมต้องช่วยนาง
ยังดีตอนนี้จู้เจียงเจียงไม่อยู่ในบ้าน หากนางได้ยินคำนี้ ไม่แน่ว่าจะผิดหวังเจ็บปวดใจแค่ไหน
“ป้าสี่ไม่ต้องพูดแล้ว สะใภ้เล็กก็ไม่ง่าย” สวี่เหล่าเกินพูดปลอบใจหนึ่งประโยค
เขาอาศัยอยู่บ้านตระกูลเผยมาสองวันแล้ว แม้จะได้สติแล้วแต่ก็ยังไม่กลับ เขาอยู่ที่นี่ก็เพื่อเป็นพยานให้จู้เจียงเจียง กลัวว่าวันหลังพวกชาวบ้านจะไม่ยอมจ่ายหนี้
ในเวลาเดียวกันเขาก็อยากหาโอกาสถามจู้เจียงเจียง ก่อนหน้านี้นางไปเตือนคนในหมู่บ้านให้เก็บเกี่ยวข้าวเร็วหน่อย เพราะรู้ว่าจะเกิดพายุฝนอยู่แล้วใช่หรือไม่
น่าเสียดายนางยุ่งอยู่ข้างนอกตลอด เขาหาโอกาสไปถามไม่ได้เลย
เขื่อนต้นน้ำแตก น้ำท่วมไม่ลดหนึ่งวัน หมู่บ้านก็ทำกับข้าว ดื่มน้ำไม่ได้หนึ่งวัน จู้เจียงเจียงพยายามเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งในบ้านได้ดื่มน้ำสะอาดมาโดยตลอด
ตั้งแท่นอยู่ในลานบ้านชั่วคราว เตาดินเหลืองต้มข้าว แกะผ้าห่มในบ้านเอาสำลีออกมากรองน้ำ ทำมาสองวันถึงพอนำมาใช้ได้
ทำเตาเสร็จแล้ว ฟืนแห้งก็หมดอีกแล้ว
ดีที่คนในหมู่บ้านยังถือว่ามีน้ำใจ ออกตัวขึ้นเขาไปตัดฟืนส่งมาให้นาง ถึงรับประกันว่าจะพอใช้ในชีวิตประจำวันพื้นฐาน
หลังจากมีเตามีน้ำใช้ จู้เจียงเจียงก็เรียกทุกคนในหมู่บ้านมา รวมถึงชาวบ้านก่อนหน้าที่ถูกนางไล่กลับไป
“วันนี้ที่เรียกทุกคนมา เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากบอกกับทุกคน”
จู้เจียงเจียงยกเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งอยู่บนระเบียงหน้าบ้าน โจวเหลียงและน้องรองยืนอยู่ด้านหลังนางเสริมอำนาจความแข็งแกร่ง
“เกี่ยวกับปัญหาการอยู่รอดหลังภัยพิบัติของทุกคน ข้ารู้ว่าที่นาของทุกคนเสียหายหมด พืชผลเมล็ดข้าวเก็บเกี่ยวไม่ได้ ยากลำบากที่จะมีชีวิตต่อ แต่ข้าอยากให้พวกท่านรู้ ข้ามีเมล็ดข้าวอยู่”
พวกชาวบ้านได้ฟังถึงตรงนี้ ต่างก็หูตั้งทำหน้าตรงมองนางอย่างคาดหวัง
“ข้าให้เมล็ดข้าวกับพวกท่านได้ แต่ข้ามีเงื่อนไข...”
จู้เจียงเจียงนั่งไขว่ห้าง สิบนิ้วประสานกัน การกระทำแสดงลักษณะของผู้มีอิทธิพล
เปลือกตายกขึ้นเบาๆ แจ้งเงื่อนไขของนางด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะยึดเวลาหนึ่งเดือนให้เมล็ดข้าวกับพวกท่าน และรับประกันว่าพวกท่านจะมีชีวิตอยู่ถึงปลายปีการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง แต่พืชผลที่พวกท่านปลูกได้ ปลายปีต้องแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง!”
“หา? ครึ่งหนึ่ง!”
“นะ...นี่ก็มากเกินไปมั้ง...”
ในลานบ้านเกิดความโกลาหลขึ้นทันที ทุกคนกำลังกระซิบกระซาบคุยกันเอง ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่กล้าเถียงนางต่อหน้า
ทุกคนต่างรู้สึกว่าคำขอแบ่งครึ่งหนึ่งของจู้เจียงเจียงทำเกินไป ทำนาจากไถนา ดำนาถึงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง นางแทบไม่ต้องทำอะไร ก็จะแบ่งเสบียงพวกเขาไปครึ่งหนึ่ง?
นี่มันปล้นกันชัดๆ!
“อ้อจริงด้วย ที่ข้าบอกครึ่งหนึ่ง คือครึ่งหนึ่งก่อนที่พวกท่านจะส่งส่วย” จู้เจียงเจียงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
นางไม่พูดยังดีแต่เมื่อพูดก็ยิ่งทำเกินไปแล้ว
แม้แต่โจวเหลียงยังทนดูต่อไม่ได้ แอบกระซิบข้างหูนางว่า “แม่นาง แบบนี้จะเกินไปหรือเปล่า?”
จู้เจียงเจียงถลึงตาใส่เขาแล้วไม่สนใจเขาอีก
ทำเกินไปหรือ?
นางไม่ใช่คนทำเพื่อการกุศล ถึงแม้นางจะเป็นนักใจบุญ ก่อนทำทานก็คือต้องมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านก่อนค่อยว่ากัน
ผ่านการอยู่ร่วมกันหลายเดือนมานี้ จู้เจียงเจียงถือว่าเข้าใจทุกการกระทำและตรรกะของคนสมัยโบราณแล้ว
พวกเขาไม่มีกฎตายตัวในสังคม แนวคิดกฎหมายค่อนข้างต่ำ ขาดการควบคุมพฤติกรรมที่สังคมอารยะควรมี ถ้าวิธีการของนางไม่เด็ดขาด ถึงตอนนั้นคนที่เสียเปรียบก็คือนางเอง
ดังนั้น ‘ครึ่งหนึ่ง’ ห้ามต่อรอง!
“ข้าขอเตือนสติทุกคน ตอนนี้พวกท่านไม่มีทางเลือก ยอมรับเงื่อนไขของข้า ข้าให้เมล็ดพันธุ์พวกท่านไปเพาะปลูก รับประกันปลายปีพวกท่านราบรื่น ไม่ก็...รอความตาย”
ตอนนี้พวกเขานอกจากผนังสี่ด้านของบ้านหลังที่น้ำท่วมก็ไม่เหลืออะไรเลย
แม้แต่เมล็ดพันธุ์ปลายปีก็ไม่มี นอกจากยอมรับเงื่อนไขของนางแล้ว พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
คำนี้ของจู้เจียงเจียงพูดได้ว่าโจมตีทำร้ายทะลุถึงในใจทุกคน
สถานการณ์ของพวกเขาตอนนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ
“พอแล้ว ให้เวลาพวกท่านคิดทบทวนครึ่งวัน พรุ่งนี้ข้ายังต้องไปดูสถานการณ์หมู่บ้านอื่น ในเวลาเดียวกันข้าก็จะเสนอเงื่อนไขเดียวกันกับคนของหมู่บ้านอื่น เสบียงที่ข้ามีไม่มากนัก มาก่อนได้ก่อน”
การช่วยเหลือตัวเองของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมั่นคงแล้ว ต่อไปก็คือหมู่บ้านอื่นแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านอื่นสถานการณ์เป็นอย่างไร คนของราชสำนักไปมาแล้วหรือยัง?
ช่วงรอพวกชาวบ้านคิดทบทวน โจวเหลียงทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จ ก็รวบรวมความกล้าขึ้นไปชั้นบน
มีหนึ่งคำถาม เขาคิดอยู่นานมากและรู้สึกว่าอย่างไรก็ต้องเตือนจู้เจียงเจียงสักหน่อย
จู้เจียงเจียงอยู่ในห้องหนังสือชั้นสอง ก้มหน้าเขียนหนังสือสัญญาที่ต้องใช้ตอนไปหมู่บ้านอื่นวันพรุ่งนี้ ยังมีหนึ่งส่วนเตือนเรื่องที่ตัวเองต้องระวัง
ตอนโจวเหลียงเคาะประตู นางถึงรู้สึกได้ว่าชั้นสองมีคนเพิ่มมาหนึ่งคน
“มีอะไร? ชั้นล่างเกิดเรื่องอีกแล้วหรือ?”
สองวันนี้พวกชาวบ้านเข้าๆออกๆ มีเรื่องค่อนข้างเยอะ นางเข้าใจนึกว่าชั้นล่างเกิดเรื่องอีกแล้ว
“ไม่มี” โจวเหลียงส่ายหน้า
มองนางอย่างลังเลอยู่นานถึงเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “แม่นาง เกี่ยวกับเรื่องพรุ่งนี้ไปหมู่บ้านอื่น ท่านทบทวนอีกครั้งเถอะ?”
เขากลัวนางจะโกรธที่ตัวเองยื่นมือเข้ามายุ่งกับการตัดสินใจของนาง ดังนั้นจึงรีบอธิบายหนึ่งประโยค “ความหมายของข้าคือ ในมือท่านถึงแม้มีเมล็ดข้าว แต่เสบียงท่านไม่พอรองรับคนจำนวนมากขนาดนี้”
ตอนจู้เจียงเจียงเก็บเกี่ยวพืชผล เขาก็มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน เขารู้ว่านางมีเมล็ดข้าวอยู่เท่าไร
แต่เมล็ดข้าว แม้จะมีมากกว่านี้ก็ไม่พอให้นางถลุงแบบนี้ อีกทั้งตอนเที่ยงนางยังรับปากคนในหมู่บ้าน จะช่วยพวกเขาให้ผ่านพ้นไปถึงปลายปี
เห็นโจวเหลียงกำลังเป็นห่วงนาง จู้เจียงเจียงจะหาว่าเขายุ่งไม่เข้าเรื่องได้อย่างไร?
“ข้ารู้เจ้ากำลังเป็นห่วงเรื่องอะไร แต่เจ้าวางใจ ข้ารู้ดี อีกทั้งเรื่องนี้ข้าจำเป็นต้องทำ” นางยิ้มและพูดกับเขา
นางไม่ได้บอกเขา อันที่จริงนอกจากพืชผลที่เก็บเกี่ยวกลับมาก่อนพายุฝน ยังมีเสบียงนับแสนล้านที่นางเก็บไว้ในช่องว่างมิติก่อนหน้านี้
มีเสบียงนับแสนล้านในมือ ช่วยเหลือชาวบ้านทั้งเมืองเจียงหนานเป็นเรื่องกล้วยๆ
“ทำไม? ที่จริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ท่านไม่ใช่ผู้ว่าการสักหน่อย” โจวเหลียงไม่เข้าใจเลย ทำไมนางต้องทำเรื่องนี้ให้ได้?
“อืม...” จู้เจียงเจียงแสร้งทำเป็นกำลังตั้งใจครุ่นคิดอยู่ “ข้าคงอยากให้ชาวบ้านทั้งเมืองติดค้างน้ำใจข้ากระมัง”
นางอยากให้คนติดค้างน้ำใจ?
ไม่จริง!
สาเหตุที่จู้เจียงเจียงจำเป็นต้องทำแบบนี้ เพราะนางอยากใช้เวลาที่สั้นที่สุด ควบคุมเศรษฐกิจสำคัญของเมืองเจียงหนาน
ใช้เสบียงช่วยชาวบ้านทั้งเมือง รับผลผลิตปลายปีครึ่งหนึ่งของเมืองเจียงหนาน นางก็จะก้าวกระโดดกลายเป็นคนที่มีเมล็ดข้าวมากที่สุดในเมืองเจียงหนาน
ถึงตอนนั้นเกรงว่าแม้แต่ที่ว่าการอำเภอยังต้องมองสีหน้าของนาง
เสบียงนับแสนล้านในช่องว่างมิติจะเอาออกมาปรากฏอย่างสง่าผ่าเผยไม่ได้ นางจำเป็นต้องคิดหาวิธีเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนเห็นได้
ครอบครองเมล็ดข้าว ปลายปีครึ่งหนึ่งของเมืองเจียงหนานก็คือแผนการของนาง
หลังเป็นราชาเมล็ดข้าว นางก็พัฒนาขยายงานได้ราบรื่นมากขึ้น ในช่วงเวลาสั้นๆ กลายเป็นคนเหนือคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งเมือง!
ตอนที่ 49: ปฏิบัติการกู้ภัยหมู่บ้านหลิวเจีย
หลังจากผ่านการคิดทบทวนตอนบ่าย ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงล้วนยอมรับเงื่อนไขของจู้เจียงเจียง
เหมือนกับที่นางบอก ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
ถ้าไม่อยากรอความตาย ให้พวกเขาฆ่าคนวางเพลิงยังได้ ยิ่งไปกว่านั้นจู้เจียงเจียงแค่ขอเมล็ดข้าวปลายปีของพวกเขาครึ่งเดียวเท่านั้น
การจ่ายครึ่งปีแลกโอกาสมีชีวิตรอด คุ้มค่า!
จู้เจียงเจียงหยิบหนังสือสัญญาที่เตรียมไว้ออกมา ให้โจวเหลียงหาคนสองคนช่วยนางทำการลงทะเบียน จดบันทึกสถานการณ์เบื้องต้นของทุกครัวเรือนเอาไว้ ถึงกำหนดแจกเมล็ดข้าว ตามจำนวนคน
ผู้ใหญ่หนึ่งเดือนสิบห้าจิน เด็กหนึ่งเดือนสิบจิน จนถึงหมดการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง
เห็นเมล็ดข้าวในมือที่ได้รับ พวกชาวบ้านเดิมทีที่ไม่พอใจต่างก็เงียบลง
เมล็ดข้าวสิบห้าจินต่อหนึ่งคน นี่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก อย่างน้อยพวกเขาก็ได้กินข้าวทุกๆวัน
“ภรรยาของเสี่ยวจ้าวคนนี้เก่งจริงๆ!”
สวี่เหล่าเกินจ้องด้านหลังของจู้เจียงเจียง อุทานออกมาจากก้นบึ้งหัวใจหนึ่งประโยค
หากนางไม่ก้าวออกมาทันเวลา เกรงว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงคงจบลงนานแล้ว นางมีความกล้าหาญและกำลังกว่าหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเขามาก
ดูท่าก่อนการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ความคิดที่เขาจะยกตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านให้จู้เจียงเจียง จะสามารถทำได้จริงแล้ว
หลังจากจัดการภัยพิบัติของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเสร็จ จู้เจียงเจียงก็พาพวกโจวเหลียงออกเดินไปทางหมู่บ้านอื่นอย่างไม่หยุดพัก
สถานีที่หนึ่งก็คือหมู่บ้านหลิวเจียที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่สุด
บ้านเรือนสมาชิกหมู่บ้านหลิวเจียทั้งหมดสร้างอยู่เชิงเขาแห่งหนึ่ง กระจุกรวมตัวกันอยู่ตำแหน่งเชิงเขานารูปขั้นบันได
ดังนั้นหมู่บ้านหลิวเจียไม่ได้อยู่ในพื้นราบ ครอบครัวที่จมน้ำป่าก็มีแค่ไม่กี่ครัวเรือนที่อยู่ต่ำสุด บ้านอื่นยังแห้งสบายดี
ในบ้านไม่จมน้ำ แต่ในนาเชิงเขากลับโชคร้ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวได้
ตอนจู้เจียงเจียงเหยียบดินโคลนมาถึงอย่างยากลำบาก หมู่บ้านหลิวเจียเหมือนที่นางจินตนาการไว้ หมดอาลัยตายอยาก
ในเวลาเดียวกันนางยังพบว่า ทุกคนในหมู่บ้านตอนนี้ พวกเขามีท่าทางลักษณะเดียวกันหมด
นั่นก็คือ นั่งบนธรณีประตูบ้านตัวเอง มองทุ่งนาเชิงเขาถูกโคลนปกคลุมอย่างเหม่อลอย
ถึงแม้จะเห็นว่ามีคนมา คนของหมู่บ้านหลิวเจียก็นั่งนิ่งไม่ขยับ
หนุ่มสาวหลายคนสวมผ้าป่านหยาบ ทั้งตัวเต็มไปด้วยโคลน มาถึงหมู่บ้านพวกเขาจะมีประโยชน์อะไร? ไม่ใช่คนของที่ว่าการมาช่วยพวกเขาสักหน่อย
“ชาวบ้านทุกท่าน ข้ามาจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มีเรื่องอยากคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านของพวกท่านสักหน่อย เรียนถามบ้านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่หลังไหน?” จู้เจียงเจียงถือโอกาสถามคนที่เจอหน้าหมู่บ้าน
คนเหล่านั้นแววตาดูเหม่อลอย เหมือนไร้เรี่ยวแรง เนิ่นนานถึงจะมีปฏิกิริยา
“ทางนั้น” คนหนึ่งพูดพลางชี้บ้านชั้นบนข้างหลังหลังหนึ่ง
“ขอบคุณมาก”
จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองไป ปีนขึ้นไปบนเนินเขาเล็กที่ถูกน้ำชะล้างจนลื่น
ชั้นตำแหน่งนี้มีแค่ครัวเรือนเดียว ดังนั้นลานบ้านนี้จึงกว้างใหญ่มาก
ภายในลานบ้านกว้างใหญ่นี้ มีหนุ่มสาวคนแก่เด็กนั่งอยู่เจ็ดแปดคน ดูแล้วเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง
จู้เจียงเจียงหยุดสายตาบนตัวผู้ชายที่ดูอายุมากสุดในหลายคนนั้น เอ่ยปากลองถาม “หัวหน้าหมู่บ้านหลิว?”
“เจ้าเป็นใคร? หาข้ามีเรื่องอะไร?”
เหนือความคาดหมาย คนที่ตอบคำถามไม่ใช่คนที่ดูแก่ที่สุด แต่เป็นผู้ชายอายุประมาณสามสิบ ในอ้อมกอดอุ้มเด็กอยู่
จู้เจียงเจียงไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่ตัวเองเดาผิดคน นางหันเหสายตาไปบนตัวผู้ชายที่อุ้มเด็กอย่างสงบ
“สวัสดีหัวหน้าหมู่บ้านหลิว ข้าชื่อจู้เจียงเจียงจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ข้าอยากมาถามสถานการณ์ประสบภัยในหมู่บ้านของพวกท่าน ดูว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม?”
“ช่วยเหลือ?”
ชายคนนั้นแสดงท่าทีตกใจ มองสำรวจนางอย่างไม่ปิดบัง “เจ้า?”
คนอื่นในบ้านเห็นแบบนี้เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง รีบมาล้อมรอบนางกับพวกโจวเหลียงสองสามคนทันที
“เจ้าว่าเจ้ามาจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง งั้นเจ้าจะช่วยพวกเราอย่างไร?”
“หมู่บ้านเสี่ยวฮวง...หรือก็คือหมู่บ้านที่มีเฟิ่งหวงสีทองบินออกมาจากภูเขาชานั้น?”
“เจ้าคงไม่ใช่แม่นางที่ขายชาจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงคนนั้นกระมัง...”
ทั้งบ้านแย่งกันพูดจนฟังไม่รู้เรื่องราวกับอยู่ในหมู่บ้านหนึ่ง ถามจู้เจียงเจียงหลายคำถามไม่หยุดพัก
โชคดีที่มีพวกโจวเหลียงอยู่ ถึงได้ขวางพวกเขาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นนางคงถูกดึงทึ้งถามไปมาไม่หยุดแน่ๆ
“หัวหน้าหมู่บ้านหลิว พวกเรานั่งลงพูดคุยกันก่อนดีไหม?!” จู้เจียงเจียงพูดเสียงดังขึ้น
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ แม่นางรีบเข้าบ้าน” ชายผู้นั้นเหมือนรู้สึกได้แล้วว่าตัวเองตื่นเต้นเกินไป รีบโบกมือส่งสัญญาณให้คนในบ้านหยุดพูด ให้แขกเข้าบ้าน
บ้านของหมู่บ้านหลิวเจียเป็นบ้านดินทั้งหมด ด้านในก็เป็นดิน แต่เป็นดินที่แห้ง
สิบกว่าวันที่ไม่ได้เหยียบพื้นดินแห้งแบบนี้ จู้เจียงเจียงซาบซึ้งจนเกือบจะร้อง
“ขอโทษด้วยจริงๆ ในบ้านไม่มีน้ำสะอาด ก็เลย...” ชายคนนั้นมือว่างเปล่า รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร” จู้เจียงเจียงแสดงความเข้าใจ “เวลาแบบนี้ทุกคนต่างก็ลำบาก”
“แม่นาง เมื่อครู่เจ้าว่าอยากรู้สถานการณ์ประสบภัยของหมู่บ้านพวกเรา ยังบอกว่าจะช่วยเหลืออีก จริงหรือ?” ชายผู้นั้นถามอย่างร้อนใจ
เขาจะไม่ร้อนใจได้หรือ?
เดิมนึกว่าใกล้จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว แต่กลับต้องประสบภัยแบบนี้ นี่ทำให้พวกชาวบ้านที่ถังข้าวในบ้านเห็นก้นจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร!
ดังนั้นเมื่อได้ยินคนบอกจะช่วยพวกเขา เป็นธรรมดาที่เขาจะตื่นเต้นสุดๆ
แต่หลังจากฟังวิธีช่วยเหลือของจู้เจียงเจียงจบ คนตระกูลหลิวก็เข้าสู่ความเงียบงันทันที
จู้เจียงเจียงก็ไม่รีบร้อน รอพวกเขาคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่เงียบๆ ไม่เอ่ยปากพูดเร่งรัด
เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป ผู้ชายคนนั้นถึงเอ่ยปากอีกครั้ง “แม่นางจู้ เจ้ารับประกันว่าทุกเดือนพวกเราจะมีเมล็ดข้าวกินจริงหรือ?”
เป็นชาวไร่เพาะปลูกเหมือนกัน ทุกคนต่างประสบภัย เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแค่นางที่โชคดี
เขาอดใจไม่ถามเพิ่มอีกหนึ่งประโยคไม่ได้ “เจ้าไปเอาเมล็ดข้าวมากมายมาจากไหน?”
“ข้าชิงเก็บพืชผลก่อนฝนตกหนักลงมา ไม่เชื่อท่านไปถามคนในหมู่บ้านข้าได้” จู้เจียงเจียงเตรียมถ้อยคำไว้แล้ว
นี่ล้วนเป็นเรื่องจริง นางไม่กลัวพวกเขาสงสัย
ส่วนนางชิงเก็บพืชผลได้เท่าไร เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกพวกเขาอย่างชัดเจน
“นี่...” ตระกูลหลิวหลายคนมองหน้ากันพลางใช้สายตาในการสื่อสาร
“พี่ใหญ่ พวกเราเรียกทุกคนมาถามดูเถอะ” ผู้ชายอายุยี่สิบกว่าคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น
“ตกลง!”
ผู้ชายคนนั้นออกไปยืนอยู่ในลานบ้าน ตะโกนเรียกรอบๆบ้านหลายครั้ง ไม่นานนักทุกคนในหมู่บ้านก็มารวมตัวกัน
เขานำเรื่องเมื่อครู่ที่จู้เจียงเจียงบอกเขา ถ่ายทอดให้กับคนในหมู่บ้านทั้งหมดฟังอย่างไม่ขาดตกไปแม้แต่คำเดียว
ที่น่าแปลกคือ ตอนคนในหมู่บ้านหลิวเจียได้ยินเงื่อนไขนี้ ปฏิกิริยาตอบสนองไม่แย่เหมือนหมู่บ้านเสี่ยวฮวง กลับค่อนข้างดีใจ
คิดแล้วที่คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีปฏิกิริยาตอบสนองแย่แบบนั้น น่าจะเป็นเพราะพวกเขารู้ว่าในมือจู้เจียงเจียงมีอาหาร ดังนั้นก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่พวกเขาจะขอมัน
“คนใจดีคนนั้นจะเอาแค่ข้าวครึ่งปีเท่านั้นหรือ?”
ทุกคนยังไม่อยากจะเชื่อ เงื่อนไขนี้พวกเขายอมรับได้
คนคนนั้นให้เมล็ดพันธุ์พวกเขา และให้อาหารกิน ช่วยเหลือยามพวกเขาลำบาก คนที่มีบุญคุณยิ่งใหญ่แบบนี้ถึงตอนสุดท้ายกลับขอแค่ข้าวครึ่งหนึ่ง ไม่ถือว่าเอาเปรียบอะไร
“เป็นเรื่องจริง! อีกทั้งแม่นางจู้ยังพูดแล้ว นำเมล็ดนางไปปลูก รับประกันหนึ่งหมู่มีผลผลิตแปดร้อยจินขึ้นไป!”
“โห...แปดร้อนจิน!”
พวกชาวบ้านต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ที่ดินหนึ่งหมู่ผลผลิตแปดร้อยจิน นี่เป็นเท่าตัวจากที่พวกเขาเคยปลูกได้ก่อนหน้านี้เสียอีก
ตอนที่ 50: สิทธิ์ที่เงื่อนไขของข้าสามารถมารับเมล็ดข้าวได้
“เจียวั่ง หรือคนใจดีที่เจ้าบอกคนนั้นก็คือแม่นางคนนี้?”
จู้เจียงเจียงปรากฏตัวกลางฝูงชน ทุกคนเห็นนางแล้วพบว่าไม่ค่อยเหมือนกับที่ตัวเองจินตนาการไว้ ถึงขั้นพูดได้ว่าตรงข้ามกับลักษณะเศรษฐีที่มาช่วยเหลือความทุกข์ยากในใจพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
ผู้หญิงตรงหน้าอายุยังน้อย สวมใส่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเขาเท่าไรนัก มาช่วยพวกเขาจริงๆหรือ?
ความรู้สึกของพวกเขา หลิวเจียวั่งหัวหน้าหมู่บ้านหลิวเจียเข้าใจได้ ถึงอย่างไรเมื่อครู่ตัวเองก็ไม่เชื่อเช่นกันว่า จู้เจียงเจียงจะมาช่วยพวกเขา
“ลุงรองเป็นความจริง นี่คือแม่นางจู้ นางเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้า ในบ้านนางมีเมล็ดข้าว!”
หลิวเจียวั่งก็ไม่รู้ทำไม ยังไม่ได้เห็นเมล็ดข้าวแต่กลับรู้สึกไว้ใจจู้เจียงเจียงมาก
หรือบางทีอาจเป็นเพราะว่า นี่คือวิธีเดียวที่จะสามารถช่วยหมู่บ้านหลิวเจียของพวกเขาในตอนนี้ได้กระมัง
เขานอกจากเชื่อจู้เจียงเจียงแล้ว ยังมีวิธีการอะไรได้อีก?
“พี่น้องทุกท่าน คำพูดที่หัวหน้าหมู่บ้านหลิวเพิ่งพูดกับพวกท่านเป็นความจริงทั้งหมด ข้ายินดีนำเมล็ดข้าวออกมาช่วยพวกท่าน แต่เวลาเดียวกันพวกท่านก็ต้องตอบรับเงื่อนไขของข้า”
“ข้อตกลงระหว่างพวกเรา มีหนังสือสัญญาเป็นหลักฐาน” จู้เจียงเจียงยื่นมือ โจวเหลียงก็ยื่นหนังสือสัญญามาให้
นางเปิดหนังสือสัญญายื่นให้หลิวเจียวั่งดู
หลิวเจียวั่งไม่รู้หนังสือ เขาหาเด็กในหมู่บ้านที่รู้หนังสือมา ชาวบ้านทุกคนล้อมรอบเข้าไป ฟังเด็กคนนั้นอ่านตัวหนังสือบนกระดาษอย่างติดๆขัดๆ
อักษรที่เด็กอ่านได้มีแค่บางส่วนไม่ทั้งหมด แต่ก็อ่านคร่าวๆออกมาได้
“ในเมื่อมีหนังสือสัญญาเป็นหลักฐาน อีกทั้งพวกเราก็รู้ว่าบ้านของแม่นางอยู่ที่ไหน ดังนั้นก็ยินยอมไปดีกว่า” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ผู้เฒ่าคนนั้นคือคนแก่ที่มีชื่อเสียง เรื่องที่เขาพูด แม้แต่หลิวเจียวั่งก็พูดอะไรมากไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีหลิวเจียวั่งก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้
“ตกลง!”
เสียงดังทรงพลังของหลิวเจียวั่ง ช่วยคนในหมู่บ้านตอบตกลงเรื่องนี้ “พวกเราลงนาม ขอแค่พวกเรามีชีวิตรอดต่อไปได้ พูดอะไรก็ยอม!”
ต่อหน้าภัยพิบัติ เขาที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านต้องรับความกดดันมากกว่า เขาทนดูคนในหมู่บ้านรอความตายเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรไม่ได้
ตอนนี้มีคนหนึ่งยื่นโอกาสช่วยเหลือตัวเองมาตรงหน้า ให้ตายเขาก็จะไม่ปล่อยไป!
โจวเหลียงได้ยินดังนั้น เขาจึงนำพู่กันหมึกที่พกติดตัวออกมา เขียนข้อมูลหมู่บ้านหลิวเจียเพิ่มบนหนังสือสัญญา แล้วนำโคลนสีแดง ให้ทุกครัวเรือนของหมู่บ้านหลิวเจียส่งตัวแทนมาพิมพ์ลายนิ้วมือ
ในเวลาเดียวกันนี้ จู้เจียงเจียงกับอีกสองคนขอโต๊ะตัวหนึ่งกับหลิวเจียวั่ง จากนั้นก็วางกระดาษและพู่กันลงทะเบียนจำนวนคนของหมู่บ้านหลิวเจีย
“แม่นาง เช่นนั้นพวกเราจะได้เมล็ดข้าวตอนไหน? พวกเด็กๆหิวมาหลายวันแล้ว” ผู้หญิงอุ้มเด็กคนหนึ่งเอ่ยถาม
หญิงสาวผู้นี้อายุไม่มาก ระหว่างคิ้วกลับดูเหมือนคนแก่ ทั้งหมดเพราะมีชีวิตที่ยากลำบากทำให้เกิดขึ้น
จู้เจียงเจียงยิ้มและพูดว่า “พี่สาว จดบันทึกจำนวนคนในหมู่บ้านเสร็จ ข้าจะเขียนหนังสืออีกใบให้หัวหน้าหมู่บ้านหลิว ถึงเวลานั้นพวกท่านก็ใช้ใบกระดาษนั้นไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงรับเมล็ดข้าวได้”
“พวกเราไปรับเมล็ดข้าวด้วยตัวเองหรือ?”
หลิวเจียวั่งได้ยินคำนี้ก็วิ่งเข้ามาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “แม่นางจู้ เจ้าไม่ตามพวกเรากลับไป พวกเราจะไปรับเมล็ดข้าวได้หรือ?”
มีเรื่องแบบนี้ที่ไหน เรื่องสำคัญแบบนี้ นางกลับไม่กลับไปเอง?
“เวลาเร่งด่วน อีกเดี๋ยวพวกข้ายังต้องไปดูสถานการณ์ของหมู่บ้านอื่นอีก ไม่มีเวลากลับไปพร้อมพวกท่าน แต่หัวหน้าหมู่บ้านหลิววางใจ ในบ้านข้าเตรียมการไว้แล้ว ท่านแค่นำใบกระดาษของข้าไปก็จะได้รับเมล็ดข้าวกลับมา”
ตามที่โจวเหลียงเคยบอก มีผู้คนอาศัยอยู่ในทุกมุมของเมืองเจียงหนาน นอกเมืองเจียงหนานยังมีหมู่บ้านเล็กใหญ่อีกเกือบยี่สิบหมู่บ้าน
เกิดอุทกภัยมาสิบกว่าวันแล้ว หากพวกนางไม่เร่งหน่อย ผลลัพธ์ไม่อยากจะคิด
ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า จู้เจียงเจียงได้ย้ายเมล็ดข้าวสามพันจินออกจากช่องว่างมิติกองไว้ชั้นสอง ให้สวี่เหล่าเกินกับเหลียงเหวินโจวพาคนมาเฝ้าเอาไว้
ถึงเวลานั้นใช้แค่ใบกระดาษที่นางเขียนเองไปยื่น ก็รับเมล็ดข้าวตามปริมาณได้
ระหว่างที่พูด ข้อมูลของหมู่บ้านหลิวเจียก็ลงทะเบียนเสร็จแล้ว
จู้เจียงเจียงและน้องรองต่างนำลูกคิดออกมา คำนวณจำนวนคนของหมู่บ้านหลิวเจียก๊อกๆแก๊กๆอย่างรวดเร็ว พวกชาวบ้านที่อยู่ด้านข้างมองจนเวียนหัวตาลาย
มืออาชีพจริงๆ!
การดำเนินการช่วงนี้ ทำให้คนของหมู่บ้านหลิวเจียลบความกังวลในใจไป และยิ่งเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อจู้เจียงเจียง
ได้ยอดรวมจำนวนคนของผู้ใหญ่และเด็ก จู้เจียงเจียงนำใบกระดาษรูปทรงยาวใบหนึ่งที่ทำสัญลักษณ์พิเศษไว้ เขียนยอดรวมเมล็ดข้าวลงไปบนนั้น
จู้เจียงเจียงนำใบกระดาษยื่นให้กับหลิวเจียวั่ง “หัวหน้าหมู่บ้านหลิว อันนี้ให้ท่าน ตอนนี้ท่านหาสองสามคนไปที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเพื่อรับเมล็ดข้าวได้แล้ว บ้านไม้สองชั้นหน้าประตูหมู่บ้านหลังนั้นคือบ้านข้า ท่านไปก็จะเห็นเอง”
หลิวเจียวั่งรับใบกระดาษเบาๆนั้นมา ก้มดูใบกระดาษแล้วมองหน้านางอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แบบนี้ก็รับเมล็ดข้าวได้แล้ว?
ไปแจ้งคดีที่ที่ว่าการอำเภอยังไม่ได้ประสิทธิภาพเท่านี้เลย!
จู้เจียงเจียงไม่มีเวลามาพูดมากกับพวกเขาอีก ทางโจวเหลียงก็กำลังเก็บของเตรียมเดินทางไปหมู่บ้านถัดไปแล้ว
“พี่น้องทุกท่าน หัวหน้าหมู่บ้านหลิว ข้อมูลของพวกท่านตอนนี้อยู่ในมือข้าทั้งหมด พวกเรายึดความซื่อสัตย์เป็นบรรทัดฐาน หวังว่าในครึ่งปีต่อจากนี้ พวกเราจะร่วมงานกันราบรื่น”
นางไม่ได้กำลังข่มขู่พวกเขา แต่กำลังเตือนพวกเขา นางจดบันทึกที่อยู่ ครอบครัว จำนวนคนของพวกเขาไว้แล้ว ใครก็อย่าคิดหนีหนี้
“ตกลง ร่วมงานกันราบรื่น...”
หลิวเจียวั่งตกใจนิ่งอึ้งกับอำนาจทรงพลังของนาง
เห็นพวกเขาเก็บข้าวของลุกขึ้นเตรียมจะจากไป เขาจึงมองหาผู้ชายสองสามคนที่มีพละกำลังให้ตามพวกนางลงเขาไปทันที
“แม่นางจู้ลงไปด้วยกันเถอะ พวกเราไปส่ง”
“ได้”
ดังนั้น จู้เจียงเจียงและพวกหลิวเจียวั่งจึงเดินทางลงเขาไปพร้อมกัน ภายใต้สายตาของทุกคนในหมู่บ้านหลิวเจีย
มาถึงทางแยกหนึ่งหน้าประตูหมู่บ้าน คนของทั้งสองฝ่ายต่างก็หยุดลง หลังจากบอกลากันและกันก็แยกย้ายจากไป
รวมจู้เจียงเจียงทั้งหมดสี่คนเดินไปไกลแล้ว ทว่าหลิวเจียวั่งกลับยังหยุดอยู่ที่เดิม
“เจียวั่งคิดอะไรอยู่ ยังไม่รีบไปแลกเมล็ดข้าวอีก ไปๆ...”
คนหมู่บ้านเดียวกันดึงแขนของหลิวเจียวั่ง หันหลังเดินไปทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
หมู่บ้านหลิวเจียและหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยู่ใกล้กันมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มาถึงแล้ว
อยู่หน้าหมู่บ้าน พวกเขาก็มองเห็นบ้านสองชั้นหลังที่จู้เจียงเจียงพูดไว้ตั้งแต่ไกลๆ
“บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร?!” พวกเขาตกตะลึง ครั้งก่อนพวกเขามาร่วมสนุกงานภูเขาชา บ้านหลังนั้นยังไม่ได้สร้างเลย
เวลาไม่ถึงสองเดือนนี้ บ้านที่ทั้งดูดีและกว้างใหญ่แบบนี้ก็สร้างขึ้นมาได้แล้ว?
ผู้หญิงขายชาคนนั้น ในเวลาสั้นๆ แค่สองเดือนกลับหาเงินได้มากขนาดนี้!
“พวกท่านมารับเมล็ดข้าวกันหรือ?”
เห็นพวกหลิวเจียวั่งไม่ได้เข้ามาแต่ยืนวนอยู่หน้าประตูลานบ้าน เผยเสี่ยวอวี๋จึงเดินเข้าไปถามด้วยตัวเอง
“ใช่ พวกเรามา...นี่คือใบกระดาษที่แม่นางจู้ให้ข้า แม่นางน้อยดู...”
ต่อหน้าลานบ้านที่ดูดีแบบนี้ ยังมีเสียงคึกคักดังมาจากภายในบ้าน หลิวเจียวั่งตื่นเต้นจนพูดติดขัด
“อ้อ เชิญเข้ามานั่งก่อน ข้าจะไปเรียกปู่สวี่มาชั่งเมล็ดข้าวให้พวกท่าน”
อยู่ร่วมกับจู้เจียงเจียงมาหลายเดือน เผยเสี่ยวอวี๋เปลี่ยนเป็นเด็กแก่แดดทำงานมีระบบระเบียบขึ้นแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment