divorce ep51-60

ตอนที่ 51: ตระกูลหมิงมอบหินหนึ่งคันรถเป็นสิ่งช่วยชีวิต?

หลังออกจากหมู่บ้านหลิวเจีย จู้เจียงเจียงกับอีกสี่คนก็ไปแก้ปัญหาอีกสองหมู่บ้านอย่างไม่หยุดพัก

ในที่สุดก็มาถึงช่วงเย็น หนึ่งวันไปสามหมู่บ้านคือขีดจำกัดของพวกเขาแล้ว แม้แต่ข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กิน แต่ยังดีที่พวกเขาต้มไข่มาหลายใบใช้มารองท้องได้

เดินต่อไปอีกหน่อยก็คือหมู่บ้านจู้เจีย จู้เจียงเจียงมองท้องฟ้าที่ขมุกขมัวตรงหน้าและแม่น้ำที่โหมซัดสาด ตัดสินใจไม่ไปแล้ว

“ไป กลับกันเถอะ”

จะว่านางผูกพยาบาทก็ดี เห็นแก่ตัวก็ช่าง การเผชิญหน้ากับหมู่บ้านจู้เจีย จู้เจียงเจียงทำไม่ได้ที่จะไม่คิดถึงความแค้นในอดีต

ปล่อยพวกเขาให้อดอยากปากแห้งไปสองสามวัน พรุ่งนี้ไปหมู่บ้านอื่นก่อนก็แล้วกัน

โคลนบนถนนยังไม่ทันแห้งดี ตอนที่คนทั้งสี่กลับถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ท้องฟ้าก็มืดมิดลงแล้ว

ล้างมือเท้าที่เปื้อนโคลนข้างนอกจนสะอาด พอเข้าประตูไปจู้เจียงเจียงก็ได้กินหอมของกับข้าวลอยมา

น้องห้าเป็นคนทำเอง

“น้องห้าดีจริงๆ ข้าไม่อยากปล่อยเจ้าไปแล้ว” จู้เจียงเจียงเพิ่งนั่งลง น้องห้าก็ตักข้าวมาวางตรงหน้านาง

กับข้าวยังร้อนๆอยู่ ยุ่งทั้งวันกลับมามีข้าววางอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแบบนี้ช่างสะกิดหัวใจจริงๆ

จู้เจียงเจียงเหมือนเริ่มรู้สึกชินที่ในบ้านมีพวกเขาคอยช่วยเหลือ

ประโยคที่นางพูดไม่ทันคิด โจวเหลียงกลับถือเป็นจริง “แม่นาง หากท่านชอบน้องห้าก็ให้นางอยู่ต่อคอยรับใช้ท่านเถอะ”

น้องชายน้องสาวติดตามเขามีแต่ความลำบาก ต้องเร่ร่อนขออาหาร ภายในใจเขารู้สึกผิดมาก

ถ้าทำได้ เขาหวังว่าจะมีใครรับพวกเขาไป แม้จะแยกพวกเขาก็ได้ ไปได้ดีคนหนึ่งก็คือคนหนึ่ง 

เมื่อโจวเหลียงพูดออกไป เด็กเจ็ดคนที่เหลือก็หันเหสายตาไปมองนางอย่างพร้อมเพรียง

ในแววตานั้นมีความคาดหวัง ตื่นเต้นเครียดและอาลัยอาวรณ์

พวกเขาทุกคนหวังให้อีกฝ่ายถูกคนดีรับไป แต่ก็ไม่อยากจากอีกฝ่าย เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันจริงๆ

จู้เจียงเจียงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “โจวเหลียงพูดแบบนี้ได้อย่างไร ข้าไม่เคยเห็นพวกเจ้าเป็นคนใช้ แล้วอีกอย่าง น้องห้าอ่อนโยนและสวยแบบนี้ เจ้าห้ามขายนางไปเป็นคนใช้เด็ดขาดไม่งั้นข้าสู้สุดชีวิตกับเจ้าแน่”

ก่อนหน้านี้พวกเขาถูกขายไปในสถานที่แบบนั้น และสถานที่แบบนั้นก็ถูกใจแต่เด็กๆที่บุคลิกดี 

เด็กขอทานกลุ่มนี้แม้ตอนนี้จะเป็นขอทาน แต่หากจับแต่งตัว จะต้องดูดีอย่างแน่นอน

จะให้เด็กผู้หญิงที่สวยและอ่อนโยนแบบนี้ไปเป็นเด็กรับใช้คนอื่น? จู้เจียงเจียงคนนี้ย่อมเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน!

“ข้าแค่พูดเล่น...” โจวเหลียงเห็นจู้เจียงเจียงโกรธแล้วจึงแก้ตัวเสียงแผ่ว

“พอแล้ว กินข้าวเถอะ กินเสร็จก็รีบพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องไปหมู่บ้านอื่นอีก” จู้เจียงเจียงไม่ได้โทษเขาจริงๆ แค่แสร้งทำเป็นโกรธเท่านั้น

ไม่ทำแบบนี้ ยากที่จะขจัดความคิดของเขาที่จะส่งน้องชายน้องสาวออกไป

ในตอนนี้ กู้ภัยเป็นภารกิจเร่งด่วน ส่วนปัญหาการจัดการวันข้างหน้าของพวกเขาเก้าคน จู้เจียงเจียงกำลังคิดไตร่ตรองอยู่

สรุปคือ นางจะไม่ให้พวกเขาไปเป็นขอทานอีกแล้วก็เท่านั้น

ตอนที่จู้เจียงเจียงพยายามใช้วิธีของตัวเองช่วยชาวบ้านนอกเมืองที่ประสบภัย จูลิ่นที่อยู่ในเมืองก็กำลังกู้ภัยอยู่เช่นกัน เพียงแต่วิธีการช่วยของเขามันไม่ค่อยตรงจุดก็เท่านั้นเอง!

หลังจากจูลิ่นสั่งคนของที่ว่าการไปสำรวจสถานการณ์ภัยพิบัติ ตัวเองก็ไม่ได้ติดตามผลรายงานต่ออีก ทว่าทิ้งปัญหาทั้งหมดไว้ให้ลูกชายของตัวเอง

จูชิงหรานนั้นโชคร้ายจริงๆ ที่มีบิดาเป็นคนแบบนี้

เขาไม่มียศและไม่ได้สอบแท้ๆ เรื่องของที่ว่าการอำเภอไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องเข้ามายุ่ง ตอนนี้กลับถูกบีบให้เป็นนายอำเภอช่วยบิดาของเขาทำงานราชการชั่วคราว

ส่วนบิดาของเขาคนนั้นก็พูดไม่ได้ว่าเขาไม่พยายามช่วยชาวบ้านที่ประสบภัย ตรงกันข้ามเขากำลังพยายามใช้สติปัญญาอย่างสุดความสามารถ

หลายวันแล้ว ทั้งนัดพวกตระกูลใหญ่ในเมือง ให้มาต่อบทกวี อ่านกลอน ฟังเพลง และชื่นชมภาพวาดอยู่ทุกวี่วันนี่อย่างไรเล่า เพื่อให้พวกเขาสมทบทุนจากกำลังของตัวเอง สนับสนุนเขาให้เขาไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย

แต่ผลลัพธ์แค่คิดก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์

มีแค่ตระกูลหมิงผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่รักษาเกียรติยศมาช้านาน ที่ยอมยื่นมือออกมาช่วยอย่างเอิกเกริกในเวลาแบบนี้ ใช้เรื่องนี้สะท้อนภาพลักษณ์ปัญญาชนสูงศักดิ์ของตัวเอง

แต่สิ่งของที่พวกเขาส่งมานั้น...

“น้องจู สิ่งของต่างๆ นี้เป็นท่านปู่ข้าที่มอบให้ หวังว่าจะเป็นพลังเล็กน้อยเพื่อชาวบ้านและราชสำนัก”

หมิงจี่นำสิ่งของมาสองคันรถ เดินวางมาดทั่วตรอกซอกซอย ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูที่ว่าการ ส่งมอบถึงมือจูชิงหรานต่อหน้าชาวบ้านที่ผ่านทางด้วยตัวเอง

จูชิงหรานแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างซาบซึ้งและขอบคุณ หลังจากใช้ถ้อยคำชื่นชมแล้ว เมื่อเปิดผ้าบนรถออกดู คิดไม่ถึงว่าคันหนึ่งจะเป็นจานฝนหมึกจีน อีกคันเป็นกระดาษและพู่กัน

“นี่...” จูชิงหรานนิ่งอึ้งไปทันที พักใหญ่กว่าจะพยายามฝืนยิ้มออกมาได้ “ข้าขอขอบคุณท่านผู้เฒ่าหมิงไว้ ณ ที่นี้ก็แล้วกัน”

สิ่งของเป็นของดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่สิ่งของที่ทางที่ว่าการต้องการที่สุดในตอนนี้

บิดาของเขาไม่ง่ายเลยจริงๆ อยู่เป็นเพื่อนพวกคนรวยและผู้มีการศึกษา สุดท้ายได้กลับมาแค่หินและกระดาษพู่กันอย่างละหนึ่งคันรถ

“คุณชาย จดหมายจากราชสำนักมาแล้ว!” เจ้าหน้าที่ที่ว่าการคนหนึ่งวิ่งมาอย่างรีบร้อน ยื่นจดหมายที่เสียบขนไก่ในมือให้จูชิงหราน

จูชิงหรานทำหน้าดีใจเมื่อได้ยินว่าทางราชสำนักส่งจดหมายมา หรือเสบียงอาหารและพืชพันธุ์สำหรับช่วยบรรเทาทุกข์ของราชสำนักจะมาถึงแล้ว?

เขาถือจดหมาย แม้แต่สิ่งของสองคันรถนอกประตูยังไม่ทันได้จัดการให้เรียบร้อย ก็หันหลังกลับไปแล้ว

ภายในห้องหนังสือของตระกูลจู

จูลิ่นและจูชิงหรานทั้งสองกำลังแกะจดหมายอย่างระมัดระวัง ทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจนึกว่ามันเป็นข่าวดีนั้น ทว่าไม่นานนักรอยยิ้มบนใบหน้าของคนทั้งสองก็ค่อยๆค้างไป สุดท้ายจึงเปลี่ยนกลายเป็นสงสัย

“เหตุใดราชสำนักถึงส่งแม่ทัพเผยมา?” จูลิ่นไม่เข้าใจ

“ท่านพ่อ รีบดูในจดหมายมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่”

สองพ่อลูกพลิกอ่านจดหมาย ถึงขั้นฉีกออกมาก็ไม่เจอจดหมายฉบับอื่น

ตอนนี้ทั้งสองได้แต่เงียบงันไป

ในจดหมายที่ราชสำนักส่งมา พูดถึงแค่เผยจี้จะพาคนมาซ่อมตลิ่ง ช่วยที่ว่าการเมืองเจียงหนานแก้ปัญหาประชาชนที่ประสบภัย แต่กลับไม่เอ่ยถึงเรื่องเกี่ยวกับการแจกเสบียงแม้แต่ประโยคเดียว

แต่ว่าการจะแก้ปัญหาชาวบ้านที่ประสบภัย วิธีที่ตรงจุดที่สุดก็คือการแจกเสบียง ไม่มีเสบียงแล้วจะช่วยอย่างไร?

“ลูกชาย พ่อเจ้า ข้าหลวงคนนี้เกรงว่าจะถึงปลายทางแล้ว” จูลิ่นอดฝืนยิ้มและดูถูกตัวเองไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง

เผยจี้ที่กลับเมืองหลวงกำลังเดินทางย้อนกลับมา ตัวเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้กลับเมืองเจียงหนานเร็วขนาดนี้

กลับเมืองหลวงไปรายงานครั้งนี้ หลังจากรายงานในโถงประชุมเกี่ยวกับสงครามและถามเรื่องการวางกำลังทหาร ยังไม่ทันถวายหนังสือเลือดของเผยจี้ลูกนอกสมรสตระกูลเผยให้ฮ่องเต้ ก็ถูกสั่งให้ออกจากเมืองหลวงอีกครั้ง

เขารู้ว่าคำพูดที่เขาพูดในโถงประชุม ทำให้ขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นทั้งหลายรู้สึกว่าเขาอำนาจสูงกลบนาย กลัวว่าเขาจะกลับมาปั่นป่วนความสมดุลเดิมในเมืองหลวง

บังเอิญในเวลานี้เมืองเจียงหนานเกิดภัยพิบัติ เขาจึงถูกเหล่าขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นต่อต้าน ร่วมมือกันไล่เขาออกมา

ให้เขามาแก้ปัญหาเรื่องภัยพิบัติ คลังหลวงก็ไม่แจกจ่ายเสบียง เรื่องนี้ยกให้ใคร หมวกผ้าแพรบนหัวก็เก็บรักษาไม่ได้แล้ว

ถึงแม้สถานะตอนนี้ของเผยจี้จะไม่ถึงกับต้องทิ้งตำแหน่งขุนนาง แต่ก็มีผลกระทบต่อจุดยืนในราชสำนักวันข้างหน้าอย่างใหญ่หลวง

เผยจี้หงุดหงิดมาก!

เขาใช้ชีวิตรักษาความสงบของชายแดน ถึงตอนสุดท้ายกลับให้คนแก่กลุ่มหนึ่งที่กินนอนไม่ทำอะไรเลยเอาเปรียบได้

พูดตรงๆ เขาเสียเปรียบเพราะเขาเรียนมาน้อย สู้กลอุบายลึกล้ำของบัณฑิตพวกนั้นไม่ได้

หากเขามีโอกาสได้เรียนหนังสือใหม่อีกครั้ง เขาต้องล้มล้างโถงประชุมตอนนี้แน่!

ตอนที่ 52: เรื่องที่นางช่วยกู้ภัยกระจายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

เวลาชาวบ้านประสบภัยยิ่งนาน การมาถึงของจู้เจียงเจียงยิ่งมีความหมาย เงื่อนไขที่นางเสนอก็ยิ่งถูกสมาชิกแต่ละหมู่บ้านยอมรับง่ายขึ้น

ดำเนินการกู้ภัยเริ่มได้สี่วันแล้ว นับวันยิ่งมีหมู่บ้านรู้จักว่ามีคนชื่อจู้เจียงเจียงกำลังช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยแต่ละหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น นางยังไม่ทันไปปรากฏตัวในหมู่บ้านด้วยตัวเอง ก็มีคนมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านเช่นนี่อย่างไรล่ะ

“มีคนอยู่หรือไม่?”

ดึกดื่นค่อนคืน จู้เจียงเจียงกลับห้องมาก็อาบน้ำเตรียมนอน จู่ๆ พลันได้ยินเสียงคนดังมาจากในลานบ้าน

ในความสะลึมสะลือกลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

โจวเหลียงลุกออกประตูไปถามไถ่ก่อนแล้ว “พวกเจ้ามาหาใคร?”

มีผู้ชายหลายคนยืนอยู่ในลานบ้าน ส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโส ลักษณะของพวกเขาเหมือนชาวไร่ชาวนา แขนเสื้อและขากางเกงพับขึ้น ใต้รองเท้าใต้เต็มไปด้วยดินโคลน

อากาศร้อนอบอ้าวในคืนฤดูร้อน หลังจากพายุฝนครั้งนั้นฝนก็ไม่ตกอีก ถนนข้างนอกตอนนี้แห้งหมดแล้ว ไม่นึกว่าพวกเขากลับเปื้อนโคลนเต็มขา

หรือพวกเขาหาทางลัดผ่านภูเขาฝ่าแม่น้ำที่ไหนมา?

ความเป็นจริงเหมือนกับที่โจวเหลียงคาดเดาเอาไว้จริงๆ

“พ่อหนุ่ม เรียนถามว่าที่นี่ใช่บ้านของแม่นางจู้ จู้เจียงเจียงหรือไม่?” ชายคนหนึ่งถามอย่างสุภาพ ขณะที่พูดยังคงหายใจหอบอยู่

โจวเหลียง “ขอรับ”

“ดีจริงๆ!”

พวกเขาแสดงสีหน้าดีใจ เดินหน้าไม่กี่ก้าวดึงมือของโจวเหลียงไปปุมไว้ พลางพูดว่า “พวกเรามาจากหมู่บ้านทางทิศเหนือของเมือง ได้ยินว่าแม่นางจู้ใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าวได้จริงไหม?”

“เป็นความจริง” จู้เจียงเจียงกำลังลงชั้นล่างมาพอดี เอ่ยถามพวกเขาด้วยตนเอง “พวกท่านก็คิดอยากใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าวหรือ?”

ได้ยินคนที่ช่วยกู้ภัยเป็นหญิงสาวอายุสิบห้าสิบหกคนหนึ่ง พวกเขาเห็นจู้เจียงเจียง ในใจก็เดาฐานะของนางได้แล้ว

“แม่นางจู้ ขอร้องท่านช่วยหมู่บ้านของพวกเราด้วยเถิด ทุกคนใกล้หิวตายแล้ว...”

จู่ๆ พวกเขาก็คุกเข่าให้จู้เจียงเจียง ทำเอาจู้เจียงเจียงตกใจมาก “อย่าๆ ทุกท่านรีบลุกขึ้นเร็ว อย่าทำแบบนี้”

ถูกผู้ใหญ่หลายคนคุกเข่าให้ นางกลัวอายุสั้นจริงๆ

“เข้าบ้านมาคุยกันก่อนเถิด” จู้เจียงเจียงประคองพวกเขาขึ้น เชิญพวกเขาเข้าบ้าน “โจวเหลียง รีบไปชงน้ำชาให้แขกเร็ว”

โจวเหลียงพยักหน้าหมุนตัวไปห้องครัวทันที ไม่นานในห้องครัวมืดๆก็มีเปลวแสงเทียนเล็กๆขึ้น

พวกเด็กๆในบ้านถูกเสียงรบกวนปลุกจนตื่น นอนต่อก็ไม่หลับ พวกเขาเลยตัดสินใจออกมาจับหิ่งห้อยเล่นในลานบ้าน

นี่คือช่วงเวลาสวยงามที่หาได้ยากของพวกเขา รอวันไหนจากไปก็ไม่สามารถมีอิสรเสรีแบบนี้ได้แล้ว

“แม่นางจู้ ทุกคนเป็นน้องชายน้องสาวจริงๆของท่านหรือ?”

น่าแปลกมาก ตระกูลจู้ไม่มีผู้ใหญ่สักคน กลับมีพี่น้องชายหญิงมากมายขนาดนี้

“ถือว่าใช่กระมัง”

จู้เจียงเจียงยิ้มแล้วเปลี่ยนเข้าประเด็น “ท่านทั้งหลายมาจากหมู่บ้านไหนกัน? ทำไมถึงมากันดึกแบบนี้?”

พูดถึงเรื่องนี้ บนใบหน้าพวกเขาเหล่านั้นก็ปกคลุมไปด้วยความมืดมน

“เฮ้อ หมู่บ้านประสบภัยคนใกล้จะหิวตายแล้ว ที่ว่าการก็ชักช้าไม่ยอมแจกจ่ายเสบียงช่วยเหลือ พวกเราลำบาก...”

“ใช่ๆ ทุกคนได้ยินว่ามีแม่นางที่อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงคนหนึ่งกำลังใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว พวกเราหลายคนจึงหารือกัน และบากหน้ามาที่นี่”

“แม่นาง หมู่บ้านที่ข้ากับผู้อาวุโสท่านนี้อยู่ไม่ได้อยู่ในเขตเมืองเจียงหนาน พวกเรามาจากเมืองเจียงเป่ย พวกเราจะสามารถแลกเมล็ดข้าวสักเล็กน้อยกับท่านได้หรือไม่?”

พวกเขาถามคำถามออกมาอย่างต่อเนื่อง มีบางคนที่มาจากเมืองเจียงเป่ย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะมาถึงดึกเช่นนี้

ท่าทีของพวกเขาจริงใจมาก สองคนที่มาจากเมืองเจียงเป่ยยิ่งถ่อมตนมากอย่างเห็นได้ชัด พูดจาระมัดระวังทุกคำ กลัวว่าจู้เจียงเจียงจะไม่รับปากพวกเขา

“ท่านทั้งสองมาจากเมืองเจียงเป่ยหรือ? เช่นนั้นตอนนี้สถานการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง?” จู้เจียงเจียงเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

เมืองเจียงเป่ยโจวคือเมืองหลวงของมณฑลที่เขื่อนต้นน้ำพังทลายลงมา ดูแล้วสถานการณ์คงไม่หนีกับเมืองเจียงหนานเท่าไรนัก อาจจะเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำ

เป็นอย่างที่คิด

พูดถึงสถานการณ์ของเมืองเจียงเป่ย ทั้งสองคนก็ไม่กลัวว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ พวกเขาเริ่มร้องไห้เช็ดน้ำตาทันที

“ชาวบ้านนอกเมืองเจียงเป่ยนั้นน่าอนาถมาก ตอนน้ำป่าไหลลงมา มีบางคนถูกน้ำพัดพาไป จนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอ บ้านเรือนก็ถูกมวลน้ำซัดสาดจนพังทลาย ไม่มีอะไรให้ดื่มกิน ทุกคนใกล้ตายแล้ว”

หมู่บ้านปลายน้ำข้างตลิ่งเป็นที่ที่รองรับการจู่โจมของน้ำป่ามากที่สุด ชั่วพริบตาพวกชาวบ้านที่ประสบภัยเกรงว่าแม้แต่วิ่งหนีก็คงหนีไม่ทันกระมัง

สถานการณ์เหมือนจะรุนแรงกว่าที่จู้เจียงเจียงจินตนาการไว้

เมืองเจียงหนานแค่พืชไร่ถูกน้ำขังจนเสียหาย บ้านเรือนพังเสียหายไม่มากนัก เมืองเจียงเป่ยไม่เพียงแค่เก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวไม่ได้ ยังมีจำนวนคนสูญหายอีกด้วย

สถานการณ์ย่ำแย่มาก!

“ท่านลุง ที่ว่าการของเมืองเจียงเป่ยว่าอย่างไรบ้าง?”

ที่ว่าการของเมืองเจียงหนานถึงวันนี้ก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว หรือว่าไม่มีการดำเนินการเรื่องกู้ภัยเหมือนเมืองใหญ่อย่างเมืองเจียงเป่ย

“ได้ยินมาว่าราชสำนักส่งคนลงมาซ่อมเสริมตลิ่งแล้ว แต่ว่ายังไม่เห็นที่ว่าการแจกเสบียงบรรเทาทุกข์ภัย”

“...” จู้เจียงเจียงโมโหจะตายเพราะราชสำนักยุคนี้อยู่แล้ว

พวกขุนนางทุกคนกินข้าวแห้งกันหรืออย่างไร?! ไร้ประสิทธิภาพ มิน่าถึงล้าหลังแบบนี้

ช่างเถอะ หากพึ่งพาที่ว่าการได้ แม่หมูคงปืนขึ้นต้นไม้ได้!

“ทุกท่าน ลองบอกสถานการณ์คร่าวๆ ของหมู่บ้านพวกท่านให้ข้าฟังสักหน่อย รอพรุ่งนี้ฟ้าสว่าง ข้าจะจัดแจงเมล็ดข้าวกลับไปพร้อมกับพวกท่าน” จู้เจียงเจียงทำหน้าจริงจัง ลุกไปหยิบกระดาษและพู่กัน

ยามจื่อที่เงียบสงัด ในตอนที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกำลังหลับลึก แสงไฟของบ้านตระกูลเผยกลับยังคงสว่างไสวอยู่

โจวเหลียงและพวกน้องรองทำการลงทะเบียนข้อมูลของหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลาย น้องห้าพาเด็กผู้หญิงอีกสองคนเข้าไปในครัวทำกับข้าวมื้อดึก ให้เหล่าหัวหน้าหมู่บ้านที่เร่งเดินทางคลุกฝุ่นมาทั้งหลายได้รับประทานกัน

จู้เจียงเจียงใช้ความมืดในตอนกลางคืน ย้ายเมล็ดข้าวในช่องว่างออกมา วางไว้ในห้องลับชั้นหนึ่ง

พวกหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากจะเชื่อว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าแค่ประทับลายมือก็รับเมล็ดข้าวได้แล้ว!

ในคำเล่าลือ แม่นางจู้ยังต้องไปดูสถานการณ์ของแต่ละหมู่บ้านก่อน ทำสัญญาอะไรหลายขั้นตอน ได้ยินมาว่ามีบางหมู่บ้านยังต้องเช่าที่ดินบนภูเขาให้นางถึงจะได้

ทำไมพอเป็นพวกเขาอะไรก็ไม่ต้องทำ?

“พวกท่านว่า พรุ่งนี้พวกเราจะได้เห็นเมล็ดข้าวหรือไม่?”

ในห้องโถงชั้นหนึ่ง จู้เจียงเจียงได้จัดเสื่อปูที่นอนบนพื้นให้พวกหัวหน้าหมู่บ้าน

ถึงแม้พวกเขาจะเร่งเดินทางตลอดทั้งวัน ร่างกายเหนื่อยล้าทว่ากลับนอนไม่หลับ

ความรู้สึกนี้เกินความจริงไปมาก พวกเขาไม่อยากจะเชื่อ อีกทั้งยังกังวลว่าเมื่อนอนตื่นขึ้นมาแล้ว จะพบว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง ถ้าอย่างนั้นพวกเขาจะกลับไปบอกกับคนในหมู่บ้านอย่างไรดี

“ไม่รู้” อีกคนหนึ่งตอบรับ “แม่นางคนนี้เด็กเกินไป ในบ้านมีแต่พวกเด็กๆ นางเก่งมาจากไหนถึงมีเมล็ดข้าวจำนวนมากแบบนี้?”

ความสงสัยนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ปกติไปแล้ว

หลายวันนี้จู้เจียงเจียงเมื่อถึงแต่ละหมู่บ้าน ตอนเสนอว่าจะใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว ช่วยเหลือชาวบ้านผ่านความยากลำบาก ทั้งหมดเป็นเพราะรูปลักษณ์และอายุของนาง ทำให้พวกชาวบ้านต่างก็แคลงใจ

หลังผ่านการดูแลตัวเองมาหลายเดือน ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็กลับมามีลักษณะเหมือนดั่งหญิงสาวอายุสิบห้าสิบหกพึงมีได้แล้ว

ผิวนุ่มละเอียดเหมือนสาวแรกแย้ม ถึงแม้บนตัวจะสวมผ้าป่านหยาบสมบุกสมบันที่สะดวกแก่การออกจากบ้าน แต่กลับยังสามารถเห็นท่าทางมีชีวิตชีวาของวัยสาวบนตัวนางได้

และเพราะลักษณะนี้ของนาง ทำให้นางเสียแรงไปไม่น้อย หลายครั้งที่พูดจนปากฉีกถึงทำให้พวกชาวบ้านเชื่อถือว่านางมีกำลังนี้จริง
 
“นอนเถอะ นอนเถอะ มีหรือไม่มีเมล็ดข้าว พรุ่งนี้ก็รู้เอง” คนหนึ่งพูดไล่

ตอนที่ 53: การเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

เมืองเจียงเป่ย

พายุฝนทำให้เขื่อนแตก สาเหตุของน้ำป่าไหลหลาก ตะกอนหลังจากน้ำท่วมที่ยาวนานถึงครึ่งเดือน ทิ้งไว้เพียงดินโคลนสีเหลือง กิ่งต้นไม้และหินระเกะระกะ รวมถึงความสิ้นหวังของชาวบ้าน

เผยจี้พาคนและม้าที่ราชสำนักให้ เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนในที่สุดก็มาถึง

ที่สะท้อนเข้ามาในสายตาของเขาก็คือซากปรักหักพังหลังน้ำท่วมลด ข้างกายยังมีเฉินซินหมิงผู้ว่าราชการของเมืองเจียงเป่ยที่เขาต้องขอความคิดเห็น

“แม่ทัพเผย ท่านต้องช่วยชาวบ้านของเมืองเจียงเป่ยนะ เจ้าหน้าที่รักษาการณ์ประตูเมืองจะทนไม่ไหวแล้ว”

ชาวบ้านที่ประสบภัยนอกเมืองมีจำนวนมาก ทั้งหมดล้วนมากระจุกกันอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกร้องให้ที่ว่าการแจกเสบียงบรรเทาทุกข์ภัย แต่ปีนี้ที่ว่าการไม่ได้รับส่วยข้าว จะไปเอาเมล็ดข้าวที่ไหนมาช่วยเหลือกัน!

ภายใต้ความหมดหนทาง เฉินซินหมิงทำได้แค่ปิดประตูเมือง กันชาวบ้านที่ประสบภัยอยู่ด้านนอก รักษาความสงบให้ชาวบ้านในเมือง ดีกว่าวุ่นวายทั้งในและนอกเมือง

ช่วย?

ไม่มีสิ่งจำเป็นในการจะทำสิ่งต่างๆ ราชสำนักให้เพียงกำลังคนกับเขา ไม่ได้ให้เมล็ดข้าวมาด้วย แล้วเขาจะช่วยได้อย่างไร!

พวกจิ้งจอกเฒ่าเพื่อหาเรื่องเขา คิดไม่ถึงว่าจะเอาชีวิตชาวบ้านทั้งสองแห่งอย่างเมืองเจียงเป่ยและเมืองเจียงหนานมาล้อเล่น

ตอนนี้เผยจี้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ทำไมถึงบอกว่าเจ้านายวงการขุนนางถึงกินคนไม่คายกระดูก เพื่อให้จุดยืนตัวเองมั่นคง พวกเขากล้าจะเสียสละชีวิตของคนทั้งเมือง

“ใต้เท้าเฉิน เมล็ดข้าวในคลังของที่ว่าการยังเหลืออยู่อีกเท่าไร เอามันออกมาให้หมด!”

ช่วยคนสำคัญกว่า ไม่สนอะไรทั้งสิ้นแล้ว

“แม่ทัพเผยทำแบบนี้ไม่ได้!”

เฉินซินหมิงไม่กล้าเสี่ยงเหมือนเขา “คลังเสบียงของที่ว่าการเหลือเมล็ดข้าวไม่มาก หากเวลานี้ใช้มัน อย่างนั้นท่านและเหล่าทหารคงต้องเพาะปลูกกันเองแล้ว”

นี่ล้อเล่นอะไรกัน เมืองหลวงใจกว้างเพียงนั้น ถึงขนาดส่งเผยจี้และทหารกว่าสองพันนายมา ก็เพื่อช่วยแบ่งเบาแรงกดดันของที่ว่าการเมืองเจียงเป่ยโดยเฉพาะมิใช่หรือ

ทหารสองพันกว่านายต้องพึ่งพาการหล่อเลี้ยงจากที่ว่าการเมืองเจียงเป่ย คลังเสบียงเล็กๆนี่จะให้พวกเขากินหมดไม่ได้

“ข้าจะพูดอีกครั้ง เปิดคลังเสบียง!” เผยจี้ใช้ดาบชี้ที่เฉินซินหมิง ไม่ให้โอกาสเขาได้ลังเล

“ขะ...ขอรับ”

เฉินซินหมิงตกใจจนขาทั้งสองข้างสั่นระรัว เสียงเล่าอ้าง แม่ทัพเผยคนนี้ฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตา จากคนส่งจดหมายกระโดดกลายเป็นเทพแห่งสงคราในสนามรบ วิธีการและพละกำลังแค่คิดก็รู้

เขาต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน

เมืองเจียงเป่ยเปิดคลังเสบียง ที่ว่าการตั้งซุ้มแจกจ่ายโจ๊กอยู่นอกเมือง แจกจ่ายโจ๊กแค่สามวันก็ใช้คลังเสบียงของที่ว่าการหมดแล้ว

“ไปขอยืมข้าวสารมา ไม่ว่าจะเป็นเมืองใกล้ๆ หรือเจ้าของที่ดินต่างๆ ขอแค่ในมือมีข้าวสาร เชิญมาให้หมด!” เผยจี้ออกคำสั่ง

เขาเป็นเรียบง่ายตรงไปตรงมา ไม่รู้จักอ้อมค้อม ขอแค่เอาเมล็ดข้าวมาได้ ใช้วิธีการอะไรก็ย่อมได้

นายทหารคนหนึ่งได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้น

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยได้ยินว่าเมืองเจียงหนานมีสตรีคนหนึ่งกำลังใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว ใช้กำลังตัวเองช่วยชาวบ้านทั้งเมือง เมื่อวานสตรีผู้นี้ได้นำเมล็ดข้าวมาปรากฏตัวขึ้นที่สองหมู่บ้านในเมืองเจียงเป่ย...”

“สตรี? ใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว?”

เผยจี้หันไปมองนายทหารคนนั้น ทำหน้าตกใจ “ใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าวหมายความว่าอะไร?”

มีการแจ้งมาว่าสถานที่ทั้งเมืองเจียงหนานและเมืองเจียงเป่ย เพราะถูกพายุฝนกระหน่ำซ้ำยังมีน้ำป่าไหลหลากจนเก็บเกี่ยวข้าวไม่ได้ไม่ใช่หรือ?

ใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว หากชาวบ้านมีเมล็ดข้าว ทำไมต้องเบียดเสียดอยู่หน้าประตูเมืองให้ราชสำนักแจกเสบียง?

นายทหารคนนั้นรีบตอบ “เรียนท่านแม่ทัพ ได้ยินว่าสตรีผู้นั้นยื่นข้อเสนอวิธีใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว คือใช้เมล็ดข้าวที่นางมีอยู่ในมือ แลกเมล็ดข้าวที่พวกชาวบ้านจะเก็บเกี่ยวปลายปี นี่คือการแลกเปลี่ยน”

ฉลาดจริงๆ!

เผยจี้เมื่อได้ยินวิธีแลกเปลี่ยนนี้ ก็แอบชื่นชมอยู่ในใจ

วิธีการนี้เยี่ยมจริงๆ ทั้งแก้ปัญหาการดำรงชีพของชาวบ้านที่ประสบภัย ทั้งบรรเทาภาระของราชสำนักด้วยได้ ฉลาดหลักแหลมจริงๆ!

“ทราบหรือไม่ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร?” เผยจี้เก็บงำความตื่นเต้นไว้ในใจ แต่เก็บความรู้สึกที่อยากพบผู้หญิงคนนั้นไว้ไม่อยู่แล้ว

บางทีนางอาจเป็นทางรอดในเรื่องภัยพิบัตินี้ และเป็นช่องทางให้เขาได้ย้อนกลับไปยังเมืองหลวงอีกครา

“ได้ยินว่าเป็นสตรีแซ่จู้คนหนึ่งของเมืองเจียงหนาน บ้านอาศัยยะ...อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง!” นายทหารคนนั้นพยายามนึก “ถูกต้อง ก็คือหมู่บ้านเสี่ยวฮวง!”

หมู่บ้านเสี่ยวฮวง?!

แซ่จู้!!!

ในสมองของเผยจี้ภาพใบหน้าคุ้นเคยหนึ่งลอยขึ้นมาทันที หรือว่าจะเป็นนาง?

เผยจี้เดิมคิดแค่ว่าเรียกคนมาเป็นแขก หลังจากได้ยินว่าผู้หญิงกู้ภัยคนนั้นแซ่จู้อีกทั้งยังมาจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เขาจึงละวางฐานะแล้วไปหานางถึงบ้านด้วยตัวเอง

ตอนเขาพาลูกน้องและผู้ว่าราชการของเมืองเจียงเป่ยไปถึงบ้าน จู้เจียงเจียงกลับไม่อยู่บ้านพอดี ทำให้พวกเขามาเสียเที่ยว

เผยจี้กลับไม่แปลกใจ แต่ที่ทำให้เขารู้สึกตกใจกว่าก็คือ บ้านเก่าตระกูลเผยของเขากลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร!

บ้านหลังใหญ่สองชั้นกับหนึ่งลานกว้าง ทั้งสวยงามโอ่อ่าและกว้างขวาง

รูปแบบบ้านนี้ เขาเคยไปมาหลายที่ก็ยังไม่เคยพบเห็น ดูเต็มไปด้วยลักษณะแปลกใหม่ กลับมีเอกลักษณ์ท้องถิ่นของเมืองเจียงหนานอยู่

ใต้มุมกำแพงของรั้ว มีต้นอ่อนไม้เถาที่ไม่ทราบชื่อปีนอยู่ ต้นอ่อนเขียวสดบนตารางรั้วไม้ไผ่สีเหลืองเหี่ยวแห้งกลับมีพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นของพวกมันออกมา

ในผืนแผ่นดินที่เคยถูกน้ำป่าไหลหลากจนขาดแคลน การดำรงอยู่นั้นช่างสะดุดตาและทำให้ใจคนสงบ

หน้าประตูไม้ไม่ไกล ด้านหนึ่งมีบ่อน้ำอีกด้านปลูกผัก

น้ำขุ่นในบ่อน้ำตกตะกอนจนใสสะอาด มองเห็นปลาเล่นโคลน พ่นฟองเล็กๆอยู่ใต้บ่อน้ำได้อย่างชัดเจน

แปลงผักด้านข้างถูกจัดระเบียบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บนแปลงผักแต่ละแปลงปลูกผักแตกต่างกันไป มีทั้งต้นอ่อนของผักที่งอกสูงแล้ว และที่เพิ่งโผล่พ้นดิน

ไม่รู้ว่านางปลูกผักอะไรไว้?

สัมผัสความสบายใจในลานบ้านแล้ว เผยจี้จึงพาคนเข้าไปใกล้บ้านไม้หลังนั้น

พวกเขาหยุดลงหน้าระเบียง เงยหน้ามองโครงสร้างบนระเบียง ด้านบนคือห้องที่คนอาศัย ด้านล่างเป็นแค่เสาไม้ค้ำยันไม่กี่ต้น จะไม่พังลงมาหรือ?

เฉินซินหมิงลูบคลำเสาค้ำระเบียงประตู อดไม่ได้ที่จะอุทานประโยคหนึ่งออกมา “ไม้เนื้อดีแบบนี้ใช้มาสร้างบ้านในชนบท ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

คำพูดนี้เผยจี้ได้ยินก็อารมณ์เสีย “ชนบทแล้วทำไม พวกเราทุกคนก็มาถึงชนบทเพื่อขอความช่วยเหลือมิใช่หรือ”

เขาจงใจใช้คำว่า ‘ขอ’ ยกระดับความสำคัญของจู้เจียงเจียงให้สูงขึ้นโดยปริยาย ในเวลาเดียวกันก็ลดระดับพวกเขาตัวอะไรก็ไม่ใช่

“พวกท่านมารับเมล็ดข้าวหรือ?” น้องเก้าได้ยินเสียงจึงออกมา เห็นหลายคนยืนอยู่หน้าประตู เอ่ยถามอย่างเป็นธรรมชาติ

เพราะว่าช่วงนี้มีคนมารับเมล็ดข้าวเยอะมาก

เผยจี้ยังไม่ทันเอ่ยถึงจุดประสงค์ของการมาก็ถูกเผยเสี่ยวอวี๋ที่อยู่ชั้นล่างพูดแทรกขึ้น

“พี่ชายแม่ทัพ!” นางวิ่งมาถึงหน้าประตูด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ “พี่ชายแม่ทัพ พี่ไปไหนมา? ข้ากับพี่สะใภ้ไปหาพี่ที่บ้าน พี่ก็ไม่อยู่”

นางพูดถึงตอนครั้งก่อนที่พวกนางพี่สะใภ้และน้องสามีไปเชิญเขามากินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่

ได้เจอน้องสาว เผยจี้ลดมาดบนตัวลงไม่น้อย

เขานั่งยองๆเท่าระดับสายตาของนาง ยิ้มแล้วเอ่ยถาม “เสี่ยวอวี๋เคยไปหาข้าหรือ?”

“อืม” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าแรงๆ “บ้านข้าสร้างบ้านหลังใหม่แล้ว พี่สะใภ้ว่าจะไปเชิญพี่มางานเลี้ยง พี่ดูสิ บ้านใหม่ข้าสวยหรือไม่?”

เผยเสี่ยวอวี๋รีบโอ้อวด ดึงมือของเผยจี้ลากเขาเข้าบ้าน

ถึงแม้บ้านจะสร้างใหม่ แต่สิ่งของภายในบ้านกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการใช้ชีวิต

โต๊ะเก้าอี้ กาน้ำชา ยังมีเสื้อผ้าที่ตากอยู่ในลานบ้าน ที่กำลังแสดงออกว่าคนในบ้านหลังนี้ใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็ง กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวา

ตอนที่ 54: เมล็ดข้าวในมือข้าใช้แลกเปลี่ยน ไม่ให้ยืม

“เสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้เจ้าเล่า?”

เผยจี้เข้าบ้านมาสักพักแล้ว ในบ้านนอกจากเผยเสี่ยวอวี๋กับเด็กผู้หญิงอายุใกล้เคียงกับนางก็ไม่เห็นคนอื่นอีก

“พี่สะใภ้ไปแลกเมล็ดข้าวที่หมู่บ้านอื่น พวกพี่ชายสามและพี่สาวห้ากำลังไถดินหว่านเมล็ดข้าวในนา ในบ้านมีแค่ข้ากับน้องเก้าอยู่”

เผยเสี่ยวอวี๋ยื่นฝ่ามือข้างหนึ่ง บอกเล่าว่าคนทั้งหมดในบ้านไปไหนกันบ้างให้เผยจี้ฟังอย่างช้าๆแต่ชัดเจน

แม้ว่านางจะนับได้อย่างชัดเจน แต่เผยจี้ที่ได้ยินกลับทำหน้ามึนงง

ในบ้านมีพี่ชายพี่สาวเพิ่มมามากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

แต่เมื่อเห็นท่าทางแก่นแก้วและไร้เดียงสาของเผยเสี่ยวอวี๋ นางคงจะให้คำอธิบายได้ไม่ชัดเจนนัก พวกเขาคงต้องรอให้จู้เจียงเจียงกลับมาก่อนค่อยว่ากัน

โชคดีก็คือ การดำเนินการช่วยเหลือของจู้เจียงเจียงใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ที่ไปวันนี้คือหมู่บ้านสุดท้ายของเมืองเจียงหนาน ไปหมดก็เป็นอันจบ

ดังนั้นตอนนางกลับบ้าน พระอาทิตย์จึงยังไม่ทันลาลับสันเขา นับเป็นวันหนึ่งที่กลับมาเร็วที่สุดในช่วงนี้

ยังไม่ทันเข้าหมู่บ้าน นางก็เลี้ยวเข้าคันนาไปดูพวกน้องสามว่าหว่านเมล็ดไปถึงไหน

“น้องห้าทำในมือหมดก็ขึ้นมา วันนี้พวกเรากลับบ้านเร็วหน่อย ข้าจะทำกับข้าวให้พวกเจ้ากิน” จู้เจียงเจียงเขย่าเนื้อปลาในมือ ตะโกนเรียกเด็กๆเหล่านั้นในท้องนาอย่างดีใจ

นางกับโจวเหลียงสองคนวันนี้ไปหมู่บ้านทางทิศเหนือของเมืองเจียงหนาน ตอนขากลับผ่านในเมืองจึงถือโอกาสซื้อเนื้อกับปลามาจะทำมื้อใหญ่สักมื้อ ให้รางวัลตัวเอง

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”

เด็กเหล่านั้นที่ก้มหน้าก้มตาทำงานในนารีบจบงานในมือ ออกมาล้างมือล้างเท้าในร่องน้ำบนคันนา ถือถังน้ำตะกร้าเดินไปทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวง

“พี่หญิงจู้ พรุ่งนี้ก็หว่านเมล็ดทั้งหมดเสร็จแล้ว หลังจากหว่านเสร็จพวกเราก็ไปไถดิน หลังจากไถดินเสร็จ คิดว่าต้นกล้าคงงอกพอดี ถึงตอนนั้นก็ดำนาได้...”

พวกเขาพูดไปยิ้มไป แบ่งปันความขยันหน้างานในนา

จู้เจียงเจียงยอมมอบอำนาจให้พวกเขาจัดการ ดังนั้นพวกเขาจะต้องตั้งใจทำงานแทนนางให้ดี!

กำลังคุยอยู่ยังไม่ทันเข้าใกล้ลานบ้าน พวกนางก็ตกใจกับผู้ชายสองคนที่ยืนสะพายดาบอยู่หน้าลานบ้าน

ลักษณะของผู้ชายสองคนนั้นยืนตัวตรง สำรวมกิริยา มือที่จับดาบมีเส้นเลือดดำนูนออกมา เมื่อเห็นคนเข้ามาใกล้ คนทั้งสองก็ระแวดระวังระวังตัวขึ้นทันที

เมื่อมองกิริยาของพวกเขา  จู้เจียงเจียงก็พอจะเดาฐานะของพวกเขาได้ หากไม่ใช่คนของที่ว่าการก็คือคนในค่ายทหาร

สรุปก็คือข้าราชการ และที่พวกเขามาก็มีแค่เป้าหมายเดียวเท่านั้น

ขอเมล็ดข้าวกับนาง!

“ข้ากลับมาแล้ว” จู้เจียงเจียงเดินเข้าบ้านอย่างวางมาด ไม่หวั่นไหวกับสายตาของสองคนนั้น

“พี่สะใภ้ พี่ชายแม่ทัพมาแล้ว!”

เผยเสี่ยวอวี๋ได้ยินเสียงจึงวิ่งออกมาต้อนรับพวกนาง ด้านหลังนางยังมีผู้ชายคุ้นตาคนหนึ่งตามออกมาด้วย

“แม่ทัพเผย?!”

เห็นคนตรงหน้า จู้เจียงเจียงก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป “ทำไมถึงเป็นท่าน?”

หมิงจี่บอกว่าเขาไปเป็นขุนนางใหญ่ที่เมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงกลับมาสถานที่แย่ๆนี้เร็วนัก?

“แค่ไม่นาน ท่านก็ถูกลดตำแหน่งแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงพูดโพล่งออกมา ยากที่นางจะไม่คิดแบบนี้

“บังอาจ!”

เผยจี้ยังไม่โกรธเพราะนางพูดพล่อยๆ ทว่าชายอีกคนในบ้านกลับเดินออกมาติเตียนนางเสียก่อนแล้ว

“สตรีชนบทเล็กๆ ไม่นึกเลยว่าจะกล้าใช้ถ้อยคำแบบนี้กับแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ ยังไม่รีบคุกเข่าขอรับโทษกับท่านแม่ทัพอีก!”

คนที่พูดก็คือเฉินซินหมิง เขาในฐานะข้าหลวงขั้นที่เจ็ดเล็กๆคนหนึ่ง แน่นอนว่าต้องปกป้องและประจบขุนนางที่ระดับขั้นสูงกว่าเขาแน่นอนอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เผยจี้คือขั้นหนึ่งระดับสูง ระดับขั้นสูงที่สุดในฝ่ายบู้ เป็นตำแหน่งที่ชาตินี้เขาก็ไปไม่ถึง

จู้เจียงเจียงชำเลืองมองปัญญาชนวัยกลางคนผู้อ่อนแอที่กำลังเดินมาทางนางคนนั้นแวบหนึ่ง ยกมุมปากแล้วทำความเคารพเผยจี้อย่างรังเกียจและทำแบบส่งๆ

“ขอโทษด้วยแม่ทัพเผย สวัสดีแม่ทัพเผย แม่ทัพเผยลาก่อน ไม่ส่ง!”

มาบ้านนางเพื่อแสดงความน่าเกรงขาม?

ขอโทษด้วย นางไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ไม่กลัวคนของราชสำนักหรอก

“อย่า แม่นางไม่จำเป็นต้องมากพิธี...” เผยจี้ตกใจกำลังจะยื่นมือไปประคองนาง ทว่านางกลับยืนตัวตรงทำความเคารพเสร็จแล้ว

“พี่หญิงจู้เอาของมาให้ข้าเถอะ” น้องห้ารู้สึกว่าจู้เจียงเจียงคงปลีกตัวออกไปไม่ได้อีกพักใหญ่ จึงขอของในมือนางจะเอาไปห้องครัว

จู้เจียงเจียงเอาของในมือให้น้องห้า ก่อนจะหันมาส่งสายตาไปให้เผยจี้ บอกใบ้ว่าขอเวลาคุยกับเขาส่วนตัว

ทั้งสองคนเดินมาถึงแปลงผัก เห็นในแปลงผักมีหญ้าขึ้น จู้เจียงเจียงจึงนั่งลงถอนหญ้าไปพลาง ถามไปพลาง “ท่านแม่ทัพ คนนั้นคือใคร แสดงอำนาจยิ่งใหญ่กว่าท่านเสียอีก”

เผยจี้เห็นนางถอนหญ้าอย่างเป็นธรรมชาติและเชี่ยวชาญเช่นนี้ ก็กระตุ้นนิสัยชาวนาแต่เดิมของเขาออกมา มือของเขาคันยิกๆ ตัดสินใจนั่งลงถอนหญ้าไปกับนาง

“นั่นคือใต้เท้าเฉิน ผู้ว่าราชการของเมืองเจียงเป่ย พวกเราสองคนมาในวันนี้ คิดอยากจะยืมเมล็ดข้าวกับเจ้า ได้ยินว่าเจ้ากำลังใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว ช่วยชาวบ้านทั้งเมือง มีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”

“ช่วยชาวบ้านทั้งเมืองข้าไม่กล้ารับ แต่เป็นเรื่องจริงที่ข้ากำลังใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว ดังนั้นท่านพูดว่าจะยืมเมล็ดข้าว ข้าไม่ให้ยืม ข้าแลกเท่านั้น” จู้เจียงเจียงพูดด้วยใบหน้าจริงจัง

ตอนเงยหน้า สายตาชำเลืองเห็นมือที่กระทำอย่างชำนาญของเขาก็นิ่งอึ้งไปทันที
 
เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ไม่ใช่หรือ? ทำไมทำการเกษตรถึงคล่องมือเยี่ยงนี้

“ทำไมเจ้าถึงคิดแต่แลกเมล็ดข้าว หากเจ้าขาย โอกาสนี้หาได้ยากยิ่ง” ไม่รู้ทำไม จู่ๆเผยจี้ก็อยากถามคำถามนี้กับนาง

“ท่านกำลังหยั่งเชิงข้า?”

จู้เจียงเจียงไม่โง่ แค่ได้ยินคำถามนี้ของเขาก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

เขาอยากหยั่งเชิงนิสัยแท้จริง และขีดความอดทนของนาง

ตอนนี้ราคาข้าวในเมืองสูงแค่ไหน ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ แต่นางไม่ได้เลือกเอาออกมาขาย

นางทำให้เผยจี้รู้สึกละอายใจต่อนางในทันที แต่ที่มากกว่าคือความปลง “แม่นาง เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว แบบนี้จะทำให้สามีในอนาคตของเจ้ารู้สึกกดดันมาก”

และตอนนี้เขาก็รู้สึกกดดันมากจริงๆ

“ไร้สาระ” จู้เจียงเจียงกลอกตาให้เขา ดึงกลับเข้าเรื่องหลัก “ว่าอย่างไร เมล็ดข้าวพวกนี้ ท่านจะแลกหรือไม่แลก อย่าทำข้าเสียเวลา ข้ายังต้องไปทำกับข้าวอีก”

ตั้งแต่เร่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงตอนนี้ ออกเช้ากลับดึก ทำงานเอาเป็นเอาตายเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ไม่มีโอกาสกินดีๆสักมื้อ นางไม่อยากเสียเวลากับพวกเขามากนัก

“แลก!”

“งั้นให้คนของท่านกลับก่อนเถอะ ยังมีใต้เท้าอะไรนั่นด้วย ทำให้น้องชายน้องสาวข้าตกใจเสียเปล่า” จู้เจียงเจียงมองไปข้างหลังแวบหนึ่ง

เขาไม่ชอบใต้เท้าอะไรนั่นมาก หากเผยจี้ตัดสินใจเองได้ เช่นนัันคนอื่นก็จากไปได้

เผยจี้ยิ้มนิดๆ นางชอบผูกพยาบาทจริงๆ “ได้ ข้าจะให้ใต้เท้าเฉินกลับไปก่อน”

ตอนเฉินซินหมิงถูกเชิญกลับ เขาถึงขั้นฉุนเฉียวและไม่พอใจ ผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกลับกล้าสั่งขุนนางของราชสำนัก น่าโมโหจริงเชียว!

แต่เนื่องจากเผยจี้สร้างแรงกดดัน เขาจึงไม่กล้าพูดมาก ทำได้แค่จากไปอย่างเงียบๆ

จู้เจียงเจียงไม่สนว่าเขาจะอารมณ์เสียแค่ไหน ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็มีความสุขมาก ตอนทำกับข้าวยังฮัมเพลงพื้นบ้านคลอไปอีกด้วย

ไม่รู้เพราะไม่ได้กินอาหารดีๆมานาน หรือว่าเผยจี้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ทำให้นางรู้สึกมีความสุข

“แม่นาง คนในบ้านพวกนั้นคือใคร ทำไมดึกขนาดนี้พวกเขายังไม่กลับ?”

เผยจี้มาถึงห้องครัว ถือโอกาสตอนจู้เจียงเจียงอยู่ในห้องครัวคนเดียว เอ่ยถามสิ่งที่สงสัยอยู่ในใจออกมา

เขานึกว่าคนพวกนั้นคือคนงานที่จู้เจียงเจียงจ้างมาทำงาน เหมือนกับตอนเก็บชาตอนนั้น ที่พวกเขาเก็บเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้านตัวเองไป

แต่ใครจะรู้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเขากลับไม่มีท่าทีจะจากไป

ตอนที่ 55: เรื่องกู้ภัยกลายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ในมือของนาง

“เรื่องนี้พูดแล้วเรื่องยาว แต่พวกเขาจะไม่กลับไปวันนี้ พวกเขาพักอยู่บ้านข้ามาระยะหนึ่งแล้ว”

จู้เจียงเจียงนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถามเขากลับ “ว่าแต่ท่านแม่ทัพ ทำไมกลับมากะทันหัน?”

จู่ๆ เผยจี้ก็รู้สึกว่าช่วงเวลาที่พวกเขาไม่เจอกัน เหมือนมีเรื่องมากมายเกินขึ้น ตอนพบกันอีกครา ความรู้สึกก่อนหน้านี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริงๆ

“เรื่องนี้พูดไปก็ยาว จะเล่าโดยละเอียดกับแม่นางภายหลัง”

“ช่วยหน่อย” จู้เจียงเจียงเอากับข้าวที่ผัดเสร็จแล้วหนึ่งจานยื่นให้เขา “เอาแต่กินดื่มเปล่าๆคงไม่ได้”

การรับรองแขกของนางนี้...เผยจี้กลับไม่รู้ว่าควรใช้คำไหนมาอธิบายนางดี 

…เปิดเผย? 

…แปลกประหลาด 

…หรือว่า ใจกล้าบ้าระห่ำ?

ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ เขาก็ยังรับจานกับข้าวนั้นมา

หน้าโต๊ะอาหาร แม้จู้เจียงเจียงจะสั่งทำโต๊ะอาหารที่ใหญ่มากมาแล้ว แต่หลังจากที่คนสิบเอ็ดคนนั่งลงก็เบียดเสียดกันมากอยู่ดี

จู้เจียงเจียงยกจานกับข้าวสุดท้ายมา เห็นสภาพตรงหน้าก็อดตกใจไม่ได้ “บ้านข้าไม่เคยมีคนนั่งเยอะขนาดนี้มาก่อนจริงๆ”

เผยจี้รูปร่างสูงใหญ่ หนึ่งคนเทียบเท่าสามคน

หลังจากจู้เจียงเจียงหาที่นั่งหนึ่งได้ก็เริ่มขยับตะเกียบ แต่คนอื่นๆกลับขยับแต่อย่างใด

“ทำไม ข้าทำอาหารแย่ลงหรือ?”

ช่วงเวลานี้มีแค่น้องห้าที่ทำกับข้าว หรือว่าพวกเขาไม่ชินกับกับข้าวที่นางทำเสียแล้ว?

พวกเด็กๆได้ยินก็รีบส่ายหน้า ยกถ้วยข้าวกวาดข้าวเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว

เผยจี้เหมือนรู้ว่าเป็นเพราะการมีอยู่ของเขาทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด ดังนั้นเขาจึงหาข้ออ้างออกไป

“แม่นาง ข้าเหนื่อยจากการเดินทางต่อเนื่องมาหลายวัน บวกกับอากาศร้อนอบอ้าว ข้าไม่ค่อยอยากอาหาร เกรงว่าคงต้องปฏิเสธความหวังดีของแม่นางเสียแล้ว ข้าออกไปดื่มชาสักแก้วดับร้อนก่อนดีกว่า พวกเจ้าเชิญตามสบาย”

“นี่...”

ไม่รอให้จู้เจียงเจียงพูด เขาก็ลุกขึ้นออกไปแล้ว

ไม่อยากอาหาร? เมื่อครู่ตอนอยู่ห้องครัวยังบอกว่าหิวอยู่เลยไม่ใช่หรือ? จู้เจียงเจียงมองตามแผ่นหลังของเขาที่เดินออกประตูไป พลางบ่นพึมพำในใจ

แต่ว่าหลังจากเขาไป บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับผ่อนคลายลงมากอย่างเห็นได้ชัด

“เสี่ยวอวี๋ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ เจ้าไม่ต้องเฝ้าอยู่บ้านรอคนมารับเมล็ดข้าวแล้ว ออกไปเล่นกับทุกคนได้แล้ว”

“ดีจังเลย!”

เผยเสี่ยวอวี๋เฝ้าอยู่ในบ้านทุกวัน เบื่อจะตายอยู่แล้ว เมื่อได้ยินว่าออกบ้านได้ ก็ดีใจยกใหญ่ยกมือยกไม้ชูเหนือศีรษะ “งั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปในนา ทำนากับพี่ชายพี่สาว”

“ตามใจเจ้า” จู้เจียงเจียงไม่สนใจ ถึงอย่างไรพรุ่งนี้นางก็อยู่บ้าน

ครึ่งเดือนกว่ามานี้ นางยืมใช้นามของการรับเมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว รวบรวมข้อมูลของแต่ละหมู่บ้านทั้งเมืองเจียงหนานมาได้

หลังจากเข้าใจหมู่บ้านเหล่านี้พอสังเขป ที่นางต้องทำต่อไปก็คือวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาเหล่านี้

ยี่สิบกว่าหมู่บ้านนั้น มีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของแต่ละที่ นางจะช่วยพวกเขาวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาที่เหมาะสมของแต่ละหมู่บ้านออกมา ส่งเสริมจุดเด่น หลบเลี่ยงจุดด้อย

พยายามใช้เวลาให้สั้นที่สุด ช่วยเหลือเมืองเจียงหนานไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

แน่นอน ข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ในกำมือนาง เรื่องที่นางอยากทำต้องเปลืองแรงน้อยแต่ได้ผลงานมาก

เข้าสู่ช่วงกลางคืน หลังพวกเด็กๆอาบน้ำเสร็จและเข้านอน เผยจี้ถึงยุติบรรยากาศเศร้าๆ จากการเงยหน้ามองดูดวงดาวบนท้องฟ้าลง

ตอนที่เขาอยากเข้าไปคุยกับจู้เจียงเจียง นางก็เดินมาทางเขาพอดี ในมือยังถือบะหมี่มาหนึ่งถ้วย “กินเถอะ”

ตอนมื้อเย็นทำไมเขาถึงออกมา หลังจากเห็นเขาดื่มชาใต้ดวงจันทร์คนเดียว จู้เจียงเจียงถึงเข้าใจ ดังนั้นนางจึงไปห้องครัวทำบะหมี่มาให้เขา

จู้เจียงเจียงดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงข้างๆเขา เงยหน้ามองดาวบนท้องฟ้าตามเขา หลังจากก็ค่อยๆหายใจเข้า พลางพูดปลงๆ “นานมากจริงๆ ที่ไม่ได้ผ่อนคลายแบบนี้ ช่วงเวลานี้ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”

พูดๆ อยู่จู้เจียงเจียงก็วางเท้าลงบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง หาท่าที่สบายเอนกายไปข้างหลัง

เดิมนางยังคิดถอดรองเท้าทิ้ง แต่เมื่อคิดว่าผู้หญิงสมัยโบราณเหมือนจะถอดรองเท้าตามอำเภอใจไม่ได้ก็เลยล้มเลิกไป

และเผยจี้ก็ผุดความคิดหนึ่งหลังจากที่นางทำตัวสบายๆขึ้นอีกครั้ง เหมือนกฎเกณฑ์ทั้งหมดบนโลกใบนี้จะไม่มีผลตอนอยู่กับนาง

ผู้หญิงคนไหนจะเหมือนอย่างนาง คิดจะทำอะไรก็ทำ

แต่ที่น่าแปลกคือ เขาไม่เคยคิดจะปรับแก้วิธีคิดของนางเลย 

“เจ้าคิดจะทำอะไร?” เผยจี้กินบะหมี่ในถ้วยอย่างไม่รีบร้อน นี่เขาทำเพื่อแสดงเป็นคุณชายตระกูลเผยที่ดีจึงตั้งใจเรียนมาโดยเฉพาะ

“อะไร?” จู้เจียงเจียงหันหน้าไป

“ใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าว เจ้าคงจะไม่เพียงแค่ใจดีกระมัง เจ้าคิดจะทำอะไร?” ถามจบ เขาก็เป่าบะหมี่บนตะเกียบ แล้วกินอีกคำ

พูดประโยคลอยๆ นั่งดูลมชมวิวแบบนี้ ฟังแล้วน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่ากลับมีนัย เห็นชัดว่าในคำพูดมีความหมายแฝง นางตกตะลึงเมื่อได้ยิน

เขามองนางออก แต่กลับไม่ได้ใช้น้ำเสียงสอบสวนพูดกับนาง ดูท่าเขายอมรับเป็นนัยว่านางไม่มีความคิดชั่วร้ายอะไร

“ท่านแม่ทัพ ท่านคิดว่าเมืองเจียงหนานกับเมืองหลวง สิ่งที่แตกต่างกันที่สุดคืออะไร?” จู้เจียงเจียงชมดาวบนท้องฟ้าต่อ

เผยจี้นิ่งไปครู่หนึ่ง วางถ้วยในมือลง คิดคำถามนี้อย่างตั้งใจ

เมืองเจียงหนานและเมืองหลวงมีอะไรแตกต่างกัน?

หากไม่ใช่ว่าช่วงก่อนเข้าไปเมืองหลวงมา คำถามนี้เกรงว่าเขาจะตอบไม่ได้แล้ว

“เมืองหลวง...กว้างใหญ่ คึกคัก ทำให้คนรู้สึกไม่คุ้นเคย”

ห้าปีกว่ามานี้ เขาอยู่บนสนามรบที่ชายแดนมาโดยตลอด หลังจากกลับมาก็อยู่ที่เมืองเจียงหนาน บอกตามตรงเขาไม่รู้จักเมืองหลวงเลย

“คำตอบนี้ของท่าน ฟังแล้วเหมือนท่านไม่ค่อยรู้จักเมืองหลวงสักเท่าไร ท่านคือคุณชายสามของตระกูลเผยแห่งเมืองหลวงไม่ใช่หรือ?”

ข้าคือเผยจ้าว สามีของเจ้า!

เผยจี้ไม่ค่อยอยากพูดถึงตระกูลเผยแห่งเมืองหลวง “กินหมดแล้ว ขอบคุณแม่นางมาก”

เขาเอาถ้วยเปล่าที่กินเสร็จวางบนโต๊ะ แล้วพูดว่า “ดึกมากแล้ว คืนนี้ข้าเกรงว่าต้องรบกวนแม่นางสักคืน ข้านอนห้องไหน?”

บ้านเก่าตระกูลเผยก่อนหน้านี้เล็ก ห้องของเขานางพักแล้ว เขาไม่สะดวกจะนอนค้าง

บ้านตอนนี้ใหญ่โตพอ และยังมีคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งอยู่ในบ้าน เขาค้างแรมน่าจะไม่มีปัญหา

เขาไม่มีความเกรงใจเอาเสียเลย!

“ห้องชั้นล่างพวกโจวเหลียงนอนหมดแล้ว ท่านนอนชั้นบนเถอะ ข้าไปเก็บห้องให้ท่านก่อน” จู้เจียงเจียงเหล่มองเขาแวบหนึ่ง บิดขี้เกียจพักหนึ่งถึงค่อยๆขยับ

เผยจี้ถูกจู้เจียงเจียงจัดให้นอนให้ห้องหนังสือ เพราะห้องอื่นไม่ได้เตรียมผ้าปูและหมอนมุ้งเอาไว้

อีกหนึ่งสาเหตุที่จัดให้เขาอยู่ห้องหนังสือ ก็เพราะช่วงนี้นางอยู่ห้องหนังสือถึงยามจื่อบ่อยๆ มีบางครั้งก็นอนอยู่ที่นั่น ดังนั้นห้องหนังสือไม่ต้องเก็บกวาดก็นอนได้ 

วันรุ่งขึ้น

จู้เจียงเจียงที่ไม่ต้องรีบไปกู้ภัยจึงตื่นสายอย่างสดใส ตอนนางลงมาชั้นล่าง ทั้งบ้านก็ไม่มีใครอยู่แล้ว

พวกเผยเสี่ยวอวี๋ไม่อยู่ เผยจี้ก็ไม่อยู่

มองไปทางทุ่งนาหน้าหมู่บ้าน เผยเสี่ยวอวี๋และพวกโจวเหลียงทุกคนอยู่ในนา อีกทั้งยังร้องเพลงดำนาที่นางเคยสอนพวกเด็กในหมู่บ้านก่อนหน้านี้

เผยจี้เหมือนรอนางตื่นนอนโดยเฉพาะ นั่งรับลมอยู่บนระเบียง

เห็นนางตื่นแล้ว เขาก็เปิดฝาตะกร้าไม้ไผ่บนโต๊ะออก ส่งสัญญาณให้นาง “เสี่ยวอวี๋เก็บข้าวเช้าไว้ให้เจ้าแล้ว ไปล้างหน้า กินเสร็จแล้วพวกเรามาคุยเรื่องยืมเมล็ดข้าว”

พูดจบ เขาก็หันหน้าไปมองทุ่งนาที่อยู่ห่างไกล มือที่วางบนเข่าเคาะตามจังหวะเสียงเพลงที่ไม่ค่อยชัดนักอย่างไม่ต่อเนื่อง

ตอนที่ 56: ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด

จู้เจียงเจียงสังเกตพฤติกรรมการเคาะจังหวะเขาอยู่นานมาก ตั้งแต่นางลงชั้นล่างจนถึงกินข้าวเช้าเสร็จ ยังไม่เห็นเขาจะหยุดลง

“ดูเหมือนท่านจะชอบฟังเพลงนี้มาก?” นางอดไม่ได้ที่จะถามเขา

ทำนองเพลงทำนานี้กระฉับกระเฉงไม่ผิด แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เขามึนเมาได้แบบนี้กระมัง?

เผยจี้ได้ยินก็ลืมตา ยิ้มแล้วไม่พูดอะไร 

เขาก็แค่เสพสุขกับชีวิตแบบนี้ นี่คือชีวิตที่เขาคุ้นเคยและอยากมี เมื่อก่อนยากจนไม่ได้สัมผัส ตอนนี้มีทั้งอำนาจและศักยภาพ กลับไม่สามารถเพลิดเพลินกับมันอย่างเที่ยงตรงโปร่งใสได้

ทำได้แค่ใช้เวลาตอนนางกินข้าว สนุกไปกับมันเพียงลำพังครู่หนึ่ง

จู้เจียงเจียงกินข้าวเช้าเสร็จ ขึ้นชั้นบนหยิบพู่กันและกระดาษกลับมาข้างเผยจี้อีกครั้ง “ว่ามา จะยืมเมล็ดข้าวข้าเท่าไร แต่บอกเอาไว้ก่อน ถึงเวลาต้องคืนข้าสองเท่า!”

หากราชสำนักยืมเมล็ดข้าวละก็ ย่อมไม่สามารถยึดตามจำนวนคนหรือจำนวนที่ดินไปแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนวิธี

ตอนนี้นางช่วยชาวบ้านของเมืองเจียงเป่ย สิ้นปีนางได้กลับมาสองเท่า นี่คงไม่นับว่าทำเกินไปใช่หรือไม่?

ท่าทางมั่นอกมั่นใจของนาง หันเหความสนใจของเผยจี้มาที่ตัวนางสำเร็จ

เขาจ้องนางอยู่นาน ในแววตาเผยแววขี้เล่น “แม่นางมั่นใจในตัวเองแบบนี้ ไม่กลัวว่าที่ข้าต้องการ เจ้าจะไม่มีให้หรือ?”

เขาแบกรับความเป็นตายของชาวบ้านทั้งเมืองเจียงเป่ยมายืมเมล็ดข้าวกับนาง ปริมาณที่ต้องการแค่คิดก็รู้

แล้วจู้เจียงเจียงเล่า?

นางยืมเมล็ดข้าวให้หมู่บ้านเมืองเจียงหนานจำนวนมาก ในมือยังเหลืออยู่เท่าไร?

ถูกเขาดูถูกต่อหน้า จู้เจียงเจียงยิ้มแล้วคุยโวโอ้อวดว่า “แม่ทัพเผย ไม่ใช่ข้าพูดเกินจริง ท่านต้องการเท่าไร ข้าก็ให้ได้เท่านั้น!”

เสบียงนับแสนล้านในช่องว่างมิติของนางตอนนี้ลดลงไม่ถึงครึ่ง จะช่วยทั้งเมืองเจียงเป่ยจะยากตรงไหน?

เผยจี้อึ้งไปเล็กน้อย ไม่อยากจะเชื่อ “จริงหรือ?”

หากนางเก่งขนาดนั้น เช่นนั้นการทำงานของเขายามนี้ก็จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อจุดยืนของเขาในโถงประชุม และอาจถึงขั้นรักษาตำแหน่งของเขาตอนนี้ให้มั่นคงได้

“สองเท่า!” จู้เจียงเจียงไม่ได้ตอบคำถามเขาโดยตรง แต่ยื่นมือชูสองนิ้ว เน้นกำชับความสำคัญในการแลกเปลี่ยน

“ตกลง!”

ในเมื่อนางเป็นแบบนี้แล้ว เขายังมีอะไรต้องพูดอีก ตอบตกลงแบบตรงไปตรงมาก็จบ

“กล้าหาญ ไม่เสียชื่อที่เป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์!”

ความตรงไปตรงมาของเผยจี้ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกพอใจมาก นี่ถือว่าเป็นธุรกิจทั้งยิ่งใหญ่และเร็วที่สุดที่นางเคยทำมาแล้ว

ต่อมาทั้งสองคนก็เริ่มหารือถึงปัญหาว่าต้องการเมล็ดข้าวเท่าไร จะขนส่งแบบไหน และแบ่งขนส่งกี่รอบเป็นต้น

ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเช้า ปัญหาเหล่านี้ก็แก้ไขเรียบร้อยทั้งหมด

“แม่นาง เช่นนั้นข้าจะกลับไปจัดรถม้ามาขนเมล็ดข้าวเดี๋ยวนี้ เจ้าต้องเตรียมให้พร้อม อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวัง” เผยจี้มองบ้านสวยงามด้านหลังแวบหนึ่ง ลึกซึ้งตราตรึงนาน

เมล็ดข้าวของนางซ่อนอยู่ไหนกันแน่ ช่างทำให้คนอยากรู้จริงๆ

“จะไม่ทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังแน่นอน!”

ในเวลาสิบกว่าวันต่อจากนี้ กลุ่มคนสวมชุดเกราะในมือจับดาบเริ่มเข้าออกหมู่บ้านเสี่ยวฮวงบ่อยๆ

พวกเขามามือเปล่า แต่กลับบรรทุกเต็มอัตรากลับไปทุกครั้ง เดินจนถนนหลักรกร้างเส้นใกล้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกลายเป็นถนนใหญ่หรูหราไปเลย

เวลาเดินผ่าน ชาวบ้านทุกหมู่บ้านกำลังอยู่ในทุ่งนา ใช้วิธีการที่จู้เจียงเจียงบอก นำต้นกล้าที่ดูแลอย่างดีปลูกในดินที่ไถแล้วอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ดังนั้นเรื่องที่ที่ว่าการเมืองเจียงเป่ยมายืมข้าวกับจู้เจียงเจียง หนึ่งคนพูดต่อสิบคน สิบคนบอกต่อร้อยคน ทำเอาทุกคนในเมืองเจียงหนานรู้หมดแล้ว

นางก้าวกระโดดกลายเป็นบุคคลที่ชาวบ้านเมืองเจียงหนานพูดคุยกันสนุกปาก อิทธิพลนั้นมากกว่าท่านนายอำเภอเสียอีก

“ทำไมหมู่บ้านเสี่ยวฮวงถึงมีสตรีพิลึกแบบนี้ออกมาได้ล่ะ? ได้ยินมาว่ายังเป็นแม่ม่ายคนหนึ่ง เหมือนเทพจริงๆ”

“ก็เทพนั่นแหละ พวกเจ้าอย่าได้ลืม หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเป็นสถานที่โชคดีแห่งหนึ่ง มีเฟิ่งหวงสีทองเคยออกมาด้วย!”

“พวกเจ้าไม่พูดข้าก็ลืมไปเลย นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้ดื่มใบชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มิน่าช่วงนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยราบรื่น น่าจะเป็นเพราะไม่ได้ดื่มชา...”

ชาวบ้านในเมืองประสบภัยพิบัติไม่น้อย ทว่ามีที่ว่าการเข้ามาดูแล มือของจู้เจียงเจียงไม่ได้ยื่นมาถึงในเมือง แต่ใบชายังคงเล่าต่อกันอยู่ในเมืองมาโดยตลอด

ชาฤดูใบไม้ร่วงยังไม่เริ่มเก็บ ใบชาในมือนางก็เริ่มเหลือน้อย ราคาเมื่อน้ำขึ้นเรือย่อมลอยสูงขึ้นตาม

ตอนจู้เจียงเจียงไม่ทันสังเกต สถานะของใบชาของนางก็จัดอยู่ในสิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือทั้งสี่ไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นใบชาของนางเริ่มมีการแย่งกันซื้อ เพื่อนำไปเป็นสิ่งแทนไมตรีของตัวเองแล้ว

“แม่นาง ยังขายชาอยู่หรือไม่?”

จู้เจียงเจียงกำลังคัดกรองข้อมูลที่รวบรวมมาในห้องหนังสือชั้นสอง ทำสำเนาป้องกันเผื่อไว้ จู่ๆก็ได้ยินเสียงไม่คุ้นเคยดังมาจากชั้นล่าง

ตอนนี้ในบ้านไม่มีใครนอกจากนาง คนอื่นไปดำนาในนากันหมด นางทำได้เพียงวางพู่กันในมือแล้วลงไปชั้นล่าง

“พวกท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”

คนพวกนั้นกำลังเดินไปรอบๆในลานบ้าน ยังเปิดดูชั้นวางไม้ไผ่อีกด้วย

ถึงแม้จะสวมชุดยาวพัดพับเหมือนบัณฑิต ทว่าการกระทำกลับไร้มารยาท จู้เจียงเจียงยากมากที่จะรักษารอยยิ้มตอนแรกไว้ได้

หลายคนเห็นมีคนออกมาจากในบ้านก็จำนางได้ เดินหน้าส่งของขวัญให้นาง “แม่นาง ข้าคือเจ้าของสำนักหนังสือ ข้าแซ่โจว นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆของข้า หวังว่าแม่นางจะไม่รังเกียจ”

ผู้ชายแซ่โจวพูดๆอยู่ก็ยัดของใส่มือนาง

จู้เจียงเจียงกลัวในตอนผลักกันสิ่งของจะตกจึงรีบรับเอาไว้

ผ้าที่ห่อสิ่งของไม่ได้ผูกมัดไว้ไม่ทันไรก็ไหลลง เผยให้เห็นสิ่งของภายใน

“กระดาษ หมึก พู่กันและจานฝนหมึกครบชุด?”

“เถ้าแก่โจวนี่หมายความว่าอย่างไร?” จู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจนัก จู่ๆทำไมพวกเขามอบของขวัญให้นาง หรือว่าจะมาแลกข้าวเหมือนกัน?

ไม่รอให้เถ้าแก่โจวคนนั้นตอบ คนอื่นที่ร่วมทางมาก็เบียดเขาออก ทยอยนำห่อของขวัญที่ตัวเองเอามาวางทับชุดเครื่องเขียนสี่อย่าง

“ข้ามาจากร้านอาหารเค่อไหล แม่นางโปรดรับไว้”

“ข้าเป็นพ่อบ้านจวนม่อ นี่คือน้ำใจเล็กน้อยจากนายท่านของข้า...”

สองสามคนนั้นแย่งกัน ภูมิหลังคนหนึ่งดีกว่าอีกคน ท่าทางนี้ทำให้จู้เจียงเจียงมึนงงไปหมด

“หรือพวกท่านทุกคนมายืมข้าวกัน?”

“ยืมข้าว? อ้อ ไม่ๆ...” หลายคนนั้นรีบปฏิเสธ “พวกเรามาซื้อชา”

ที่แท้ก็มาซื้อชานี่เอง!

“ในเมื่อทุกท่านมาซื้อชา แค่ซื้อขายกันก็พอ ทำแบบนี้เพื่ออะไร?” จู้เจียงเจียงชี้สิ่งของในอ้อมกอดเหล่านั้น

“พวกเราทำแบบนี้ยิ่งดูจริงใจไม่ใช่หรือ ชาของแม่นางทุกวันนี้ไม่ใช่ราคาเดิมอีกแล้ว พวกเราต้องการได้มายิ่งต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ” คนหนึ่งพูดอย่างเกรงใจสุดๆ

“ไม่ใช่ราคาเดิม? หมายความว่าอย่างไรกัน ด้านนอกตอนนี้ราคาเท่าไร?” จู้เจียงเจียงฟังไม่รู้เรื่องอีกครั้ง

พวกเขาทั้งหลายเห็นแบบนี้ ล้วนแสดงสีหน้าต่างจากนางออกมา

“แม่นาง ท่านไม่รู้หรือ? ชาของท่านตอนนี้ในตลาดหนึ่งกระปุกขายหนึ่งตำลึงแล้ว!”

“หนึ่งตำลึง?!”

จู้เจียงเจียงพูดเสียงสูงทำหน้าตกใจ

เป็นไปได้อย่างไร นางขายหนึ่งกระปุกสิบเหวินมาโดยตลอด ขายได้ราคาสูงแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

สูงขึ้นมาหนึ่งร้อยเท่า!

“แม่นาง ท่านไม่รู้หรือ?” คนที่บอกราคาตอนนี้ของใบชากับนาง ถึงขนาดเสียใจภายหลัง หากรู้ว่านางไม่รู้เรื่องนี้ เขารอซื้อได้ค่อยคุยดีกว่า

ตอนนี้จบกัน เกรงว่านางจะใช้โอกาสนี้ขึ้นราคา

จู้เจียงเจียงตกใจจมอยู่ในภวังค์ใบชาขายได้ราคาสูง เนิ่นนานก็ยังตั้งสติไม่ได้

ในแผนการของนาง ใบชาไม่น่าราคาขึ้นเร็วแบบนี้ นางยังทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันไม่ได้เลย อนาคตข้างหน้ายังมีตลาดที่ใหญ่กว่านี้รอนางอยู่ ราคาของใบชาจะขึ้นแบบนี้ไม่ได้!?

ตอนที่ 57: จับผีบนภูเขาชาได้แล้ว

จู้เจียงเจียงยอมให้พวกเขาหนึ่งคนจำกัดการซื้อที่สองกระปุกเหมือนเดิม ของขวัญที่พวกเขาให้มา นางก็ไม่รับทั้งยังเอาคืนกลับไปทั้งหมด

หลังจากไม่กี่คนเหล่านั้นกลับไปไม่นาน จู้เจียงเจียงก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนกำลังจะออกจากบ้านเพื่อเข้าเมืองไปตรวจสอบเรื่องใบชาขึ้นราคานั้น ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาถึงพอดี

“คุณชายหมิง ท่านมีธุระอะไร?” ในรถม้าเห็นแค่หมิงจี่ลงมาคนเดียว

อีกทั้งเมื่อลงรถม้าได้ เขาก็รีบเดินพุ่งตรงมาคว้าแขนนาง ทว่าไม่ทันไรเขาก็วางมันลง

“แม่นาง ใบชารอบใหม่ที่เจ้าส่งมา ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ดื่มแล้วรู้สึกแปลกๆ!” หมิงจี่ทั้งร้อนใจและกรุ่นโกรธ แต่เขาควบคุมมันได้ดี ไม่ได้โมโหใส่จู้เจียงเจียง

“ชาใหม่ที่ข้าส่ง?”

จู้เจียงเจียงยกกระปุกชาในมือขึ้นดูแวบหนึ่ง ในตะกร้าวางใบชาสองสามกระปุกที่กำลังจะส่งไปให้เขา “ข้ายังไม่ได้ไปส่งชาให้ท่านเลย”

“อะไรนะ?” หมิงจี่นิ่งอึ้งไป

เขามองจู้เจียงเจียงแล้วมองใบชาในตะกร้า ทั้งสองคนเต็มไปด้วยความสงสัย

สุดท้ายเป็นจู้เจียงเจียงที่พูดออกมาก่อน “คุณชายหมิง ตามสัญญาระหว่างพวกเรา พรุ่งนี้ถึงเป็นวันที่ข้าต้องไปส่งชาถึงบ้าน ทว่าตอนนี้กำลังจะเข้าไปในเมือง ดังนั้นจึงถือโอกาสไปส่งให้ท่านเสียเลย”

“แต่ฟังจากคำพูดท่าน เหมือนท่านได้รับชาหนึ่งชุดแล้ว เกิดอะไรขึ้น?!” จู่ๆ นางก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

มีของปลอมแล้ว!

โชคดีที่หมิงจี่หยิบใบชากระปุกที่เขาบอกว่าไม่อร่อยติดมือมาด้วย เพื่อความสะดวกในการเผชิญหน้ากับนางโดยตรง

จู้เจียงเจียงสังเกตใบชาบนมือของเขาอย่างละเอียด

กระปุกไม้ไผ่ที่ใช้บรรจุชาเหมือนกับของนางทุกประการ ด้านล่างมีสัญลักษณ์ที่ตั้งใจทำไว้ แต่นี่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นสินค้าของนาง

เมื่อเปิดฝากระปุกชาออก กลิ่นร้อนชื้น กลิ่นเน่าของใบไม้ผสมกลิ่นเชื้อราแสบจมูกพุ่งขึ้นมาทันที จู้เจียงเจียงรีบใช้นิ้วมือปิดจมูก แล้วนำกระปุกใบชาไปวางไว้ไกลๆ

“คุณชายหมิง นี่มันอะไรกัน!”

“แม่นางข้าก็อยากถามเจ้า นี่ไม่ใช่ใบชาบ้านของเจ้าหรือ?” หมิงจี่โบกมือพัดกลิ่น ขณะพูดก็ขมวดคิ้วไปด้วย

“นี่...” มองจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว นี่เป็นกระปุกใบชาของบ้านนางจริงๆ แต่สิ่งของด้านใน…ให้ตายนางก็ไม่ยอมรับ “คุณชายหมิง ใบชานี้ใครเป็นคนส่งให้ท่าน?”

คนที่ส่งใบชาให้สำนักศึกษาตระกูลหมิงเป็นไปได้ว่าจะรู้เรื่องการซื้อขายระหว่างนางกับสำนักศึกษาตระกูลหมิง และยังรู้เวลาในการส่งชาทุกเดือนอีกด้วย

ดังนั้นตัวเองถึงส่งชาไปก่อนหน้านาง

คิดถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงจึงกวาดตามองบ้านอื่นๆในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงด้านหลังแวบหนึ่ง

หมิงจี่มองตามสายตาของนางไปก็เข้าใจในทันที “ตามที่คนรับใช้ในจวนบอก คนที่มาส่งชาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นบอกว่าตัวเองเป็นคนในหมู่บ้าน มาช่วยเจ้าส่งชา”

จากคำพูดหมิงจี่ ยิ่งช่วยสนับสนุนการคาดเดาของนาง 

เฮ้อ ขอร้องอย่าให้เป็นอย่างที่นางคิดไว้เลย...

“คุณชายหมิง ชาพวกนี้ท่านนำกลับไปดื่มก่อน ให้เวลาข้าสักหน่อย เรื่องในวันนี้ข้าจะให้คำตอบที่น่าพึงพอใจแก่ท่านแน่นอน!”

จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก ทำไมรอบข้างนางถึงมีเรื่องชาวนากับงูเห่ามากมายขนาดนี้ “จริงด้วย ยังมีอีกเรื่องข้าอยากรบกวนคุณชายหมิงช่วยข้าตรวจสอบสักหน่อย”

เรื่องเกี่ยวกับใบชาขึ้นราคาคิดว่าคงเกี่ยวข้องกับใบชาปลอมชุดนี้ หมิงจี่อยู่ในเมืองรู้จักคนเยอะ ย่อมตรวจสอบสะดวกกว่านาง ดังนั้นนางจึงอยากขอให้เขาช่วยเหลือ

สองคนตรวจสอบด้วยกัน ความคืบหน้าจะได้เร็วขึ้น

หลังส่งหมิงจี่ขึ้นรถม้าหน้าลานบ้าน จนกระทั่งรถม้าจากไปแต่จู้เจียงเจียงก็ยังไม่ได้เข้าบ้าน

นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจทำเป็นเดินเล่นๆเข้าไปในหมู่บ้าน

คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านตอนนี้ทำงานอยู่ในทุ่งนา นอกจากเด็กไม่กี่คนที่คลานเล่นอยู่บนพื้น ก็มีแค่คนแก่ที่เดินไม่ไหวนั่งอยู่ในบ้าน

จู้เจียงเจียงก้าวเดินเบาๆ พลางก้มหน้าฟังเสียงในลานบ้านของทุกครอบครัวที่เดินผ่านอย่างละเอียด ในเวลาเดียวกันก็ใช้จมูกดมกลิ่นไปด้วย

หากเจอคนมาทักทาย นางก็แสร้งทำตัวเหมือนปกติถามสารทุกข์สุกดิบกับพวกเขาเล็กน้อย

หลังจากเดินวนหนึ่งรอบ ดูแล้วในหมู่บ้านก็แทบไม่มีอะไรผิดปกติ

วัวสันหลังหวะ บางทีกลางวันพวกเขาอาจซ่อนได้มิดชิด ทว่าตอนกลางคืนก็ไม่แน่

จู้เจียงเจียงจึงเดินกลับบ้าน ตอนกำลังก้าวขาเข้าประตู จู่ๆก็คิดเรื่องหนึ่งออก นางรีบวิ่งไปทางภูเขาชาอย่างรวดเร็ว

เป็นอย่างที่คิด ภูเขาชาเจอมือดีเก็บไปหมดแล้ว!

ใบชาแก่ตกเต็มพื้น กิ่งยอดอ่อนหักโค่น ล้านเลี่ยนเตียนโล่งสภาพเหมือนถูกทำลาย

ดีจริงๆ!

รอจับคนได้เมื่อไร นางจะหักมือของเขาทิ้งอย่างแน่นอน!

จู้เจียงเจียงเดินบนภูเขาชาด้วยความปวดใจหนึ่งรอบ ตอนกลับไปยังแสร้งทำเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราว เดินผ่านทุ่งนาก็ทักทายพวกโจวเหลียง

ในสายตาคนในหมู่บ้าน นางไม่ต่างอะไรกับตอนปกติ

เพียงแต่เมื่อถึงตอนกลางคืน...

“โจวเหลียงเรียกน้องสอง สาม และสี่ มาด้วย คืนนี้ออกไปกับข้าสักเที่ยว”

หลังกินข้าวเสร็จ ไม่บ่อยนักที่จู้เจียงเจียงจะเรียกพวกเขาที่กำลังจะไปอาบน้ำและพักผ่อนเอาไว้เช่นนี้ แถมยังทำหน้าเหมือนจะไปฆ่าใคร

“เกิดอะไรขึ้น?” โจวเหลียงตกใจ สีหน้าของนางดูน่ากลัวเล็กน้อย

นอกจากตอนไปบรรเทาภัยพิบัติก่อนหน้านี้ นางถูกเข้าใจผิด ตอนให้พวกเขาพาคนออกไปนางถึงได้แสดงสีหน้าน่ากลัวแบบนี้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เห็นอีกเลย

ตอนนี้ได้เห็นนางทำสีหน้าแบบนั้นอีกครั้ง เขาก็รู้ทันทีมีคนทำให้นางไม่พอใจอีกแล้ว

“ไปจับผี” จู้เจียงเจียงยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย “จริงด้วย อย่าลืมพกอุปกรณ์ในบ้าน ไม้คานไม้กระบองอะไรก็ได้ ยกเว้นแค่มีด”

“...ขอรับ” พวกเขากลืนน้ำลายลงคอ หมุนตัวไปหาอุปกรณ์ในบ้านอย่างฉับไว
 
เข้าสู่กลางคืน

บ้านตระกูลเผยดับไฟทุกดวง แต่คนในบ้านกลับยังไม่นอนทว่านั่งอยู่ตรงทางเดินชั้นสอง ซ่อนตัวเองเอาไว้รอความเคลื่อนไหวหน้าหมู่บ้าน

พวกเขารอจนถึงหลังยามจื่อก็ไม่เห็นใครออกจากหมู่บ้าน ในตอนที่จู้เจียงเจียงคิดว่าคืนนี้คงไม่เจอผีแล้ว และกำลังจะเรียกพวกโจวเหลียงให้ลงชั้นล่างไปพักผ่อน จู่ๆ หน้าหมู่บ้านก็มีความเคลื่อนไหว

เห็นแค่เงาดำๆสองสามร่างวิ่งจากในหมู่บ้านไปด้านนอก ไม่นานนักก็หายไปในความมืด

จู้เจียงเจียงตื่นตัวในทันที มือเล็กโบกไปมาและพูดว่า “ไปภูเขาชา”

นางพาพวกโจวเหลียงสี่คนเดินไปทางภูเขาชาอย่างระวัง ไม่ได้ตามติดมากเกินไป กลัวว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่น

ในเวลาเดียวกัน นางคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้บนภูเขาชาอย่างเงียบๆ ไม่อยากรบกวนถึงคนในหมู่บ้าน

แต่ใครจะรู้ นางที่อยากแก้ปัญหาเงียบๆ ขโมยเหล่านั้นกลับไม่รับน้ำใจของนาง

“ถุย! ภูเขาชาลูกนี้เดิมทีก็เป็นของทุกคน จู้เจียงเจียงก็แค่แม่ม่ายนอกหมู่บ้านคนหนึ่ง นางมีสิทธิ์์อะไรมายึดครองทั้งหมดนี้กัน!”

“จริงด้วย ยังมีอีนังหนูตระกูลเผยนั่น รอพวกเราขายชาได้เงินแล้ว ก็ไล่พวกนางพี่สะใภ้และน้องสามีออกจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปเสีย ถึงตอนนั้นนางยังจะกล้าจองหองแบบนี้อยู่ไหม...”

บนภูเขาชามีต้นชาเต็มไปหมด ถึงแม้จะมีแสงจันทร์ แต่ก็ยากที่จะหาขโมยเหล่านั้นเจอ

ตอนจู้เจียงเจียงคิดอยู่ว่าการหาคนนั้นยากจริงๆ ก็ได้ยินคำพูดพวกเขาที่กำลังแย่งกันวิจารณ์นาง ทำให้นางหาตำแหน่งเจอ

“รอก่อน”

พวกโจวเหลียงก็ได้ยินเหมือนกัน ขณะที่พวกเขาก้มตัวจะตามไปพลันถูกจู้เจียงเจียงดึงแขนเสื้อไว้ “เข้าไปก็ลงมือตีก่อนเลย อะไรก็ไม่ต้องพูด”

หากไม่ตีพวกเขาสักครั้ง ก็ยากจะคลายความโกรธของนางจริงๆ ส่วนเรื่องราคาขายชา หรือเรื่องทำลายชื่อเสียงของนางยังมีเวลาอีกเยอะ

“ขอรับ”

คนทั้งสี่พยักหน้า แม้จะอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ทว่ากลับปกปิดความตื่นเต้นในแววตาของพวกเขาไว้ไม่ได้ เห็นทีคำพูดเมื่อครู่นี้จะทำให้พวกเขารู้สึกโมโหขึ้นมาจริงๆ

ไม่นาน บนภูเขาชาที่เงียบสงบก็มีเสียงร้องอู้อี้หลายเสียงดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเตะต่อยอีกพักใหญ่

จู้เจียงเจียงควักหินเหล็กไฟจากในเสื้อออกมาจุดเทียนไขที่พกมาด้วยอย่างผ่อนคลาย หลังจากนั้นจึงลุกเดินเข้าไปอย่างช้าๆ

“พอแล้ว ปล่อยพวกเขาเถอะ” นางถือเทียนไขเข้าไปใกล้และนั่งยองๆลง

นางอยากจะเห็นหน้าเหลือเกินว่าใครกันที่กล้าขโมยชาของนาง!

ตอนที่ 58: ข้าช่วยพวกเจ้า ไม่ใช่คนโง่ให้พวกเจ้าหลอก

“เจ้าหนอนหนังสือ?!”

เมื่อเห็นคนที่นอนบนพื้นอย่างชัดเจน จู้เจียงเจียงตกตะลึงจนเบิกตากว้าง ก่อนจะมองไปยังสองคนที่เหลือ เป็นอย่างที่คิด สองสามีภรรยาตระกูลเหลียงจริงๆ “ทำไมถึงเป็นพวกเจ้า!”

ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึง คนที่ขโมยใบชาลอบทำชาปลอมจะเป็นเหลียงเหวินโจว

เขาเป็นคนจำนวนไม่มากในหมู่บ้านที่นางเชื่อถือและไว้ใจ!

เหลียงเหวินโจวที่ถูกนางจับได้คาหนังคาเขาหน้าซีดขาวในทันที เขาก้มหน้าลงต่ำทำท่าเหมือนยอมให้ลงโทษ และไม่อยากอธิบายใดๆ

แต่สองสามีภรรยาตระกูลเหลียงที่อยู่ข้างๆ กลับไม่ยอมสงบปากสงบคำ โวยวายดิ้นรนจนเกรงว่าแม้แต่อีกฟากของหมู่บ้านก็ยังได้ยินเสียง

“จู้เจียงเจียง เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาจับพวกเรา พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าไม่มีสิทธิ์มาจับพวกเราแบบนี้ รีบปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!” แม่เหลียงทั้งกรีดร้องทั้งตะโกน สายตาที่จ้องจู้เจียงเจียงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อนาง

“สิทธิ์อะไร?” โจวเหลียงยิ้มอย่างดูถูก “เจ้าขโมยของของคนอื่น ยังถามเขาว่ามีสิทธิ์อะไรมาจับเจ้าอย่างนั้นรึ น่าขันเสียจริง”

“ไอ้ขอทานปากเสีย เรื่องของหมู่บ้านพวกเราเกี่ยวอะไรกับแก ใครใช้ให้แกมายุ่ง” แม่เหลียงด่ากราด ยามค่ำคืนบนภูเขาชาเช่นนี้เสียงของนางดูน่ากลัวเป็นพิเศษ

โจวเหลียงถูกด่าว่าขอทาน คำคำนี้ทำลายศักดิ์ศรีเขาอย่างรุนแรงจนเขาไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกไปอีก

“ปิดปากพวกเขาสองคนเดี๋ยวนี้”

จู้เจียงเจียงไม่มีแรงจะด่าทอกับพวกเขา ตอนนี้นางแค่อยากถามเหลียงเหวินโจว

โจวเหลียงและน้องๆอีกสามคนรีบปิดปากสองสามีภรรยาตระกูลเหลียงทันที หลังจากทิ้งพวกเขาไว้ด้านข้าง ก็ดึงเหลียงเหวินโจวขึ้นมา ให้เขาเผชิญหน้ากับจู้เจียงเจียง

เหลียงเหวินโจวไม่ได้ถูกมัด แต่ด้วยรูปร่างของเขาแม้ไม่มัดก็วิ่งหนีไปไหนไม่รอด

จู้เจียงเจียงจ้องเขาอยู่นานมาก ถึงตอนนี้นางก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง “เจ้าหนอนหนังสือ ข้าไม่เข้าใจ ข้าทำอะไรให้เจ้าขุ่นเคืองตรงไหนกัน?”

นางรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยทำอะไรผิดต่อเหลียงเหวินโจว อีกทั้งยังเคยรับปากว่าจะช่วยเขาในการสอบจอหงวน เพื่อกลับมาพัฒนาเมืองเจียงหนานด้วยกัน

ทำไมในชั่วพริบตากลับกลายเป็นแบบตอนนี้ไปเสียได้?

เหลียงเหวินโจวยังคงนิ่งเงียบและไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา

จู้เจียงเจียงทนดูสภาพนี้ของเขาไม่ได้ ขยี้ผมตัวเองก่อนเอ่ยถามเขาอีกครั้งอย่างหงุดหงิด “หนอนหนังสือ เจ้าไม่มีเงินใช่ไหม? เจ้าอยากได้เงินพูดกับข้าดีก็ได้ ทำไมต้องเป็นขโมย!”

บางทีคำว่า ‘ขโมย’ คงสะท้อนความรู้สึกของเหลียงเหวินโจว ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น ขยับริมฝีปากเล็กน้อย จากนั้นจึงก้มหน้าลงอีกครั้ง

“ท่านแม่ข้าบอก...เจ้าไม่ควรยึดครองภูเขาชาเพียงคนเดียว...” ในที่สุดเขาก็พูดแล้ว

ได้ยิน ‘ท่านแม่ข้าบอก’ สี่ตัวอักษรนี้ จู้เจียงเจียงก็เข้าใจ

ดูท่าบิดามารดาคงมีอิทธิพลกับพวกเด็กๆมาก พวกเขาว่าอะไรก็คือแบบนั้น

“ดังนั้นเจ้าจึงเห็นด้วยว่าแม่เจ้าพูดถูกอย่างนั้นหรือ? เจ้าที่เป็นผู้ชายอายุยี่สิบกว่าคนหนึ่ง ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเองเลยหรือ?”

น่าขันเสียจริง ก่อนหน้านี้นางยังนึกว่าเขาเป็นคนมีปณิธานคนหนึ่ง คนที่มีจุดมุ่งหมายเช่นนี้ ย่อมสามารถสอบติดเป็นขุนนางได้

ตอนนี้ดูแล้วเป็นนางที่ไร้เดียงสา

เมื่อเผชิญหน้ากับคำเหน็บแนมของจู้เจียงเจียง เหลียงเหวินโจวไม่มีอะไรจะพูด

เขาเคยคิดว่าทั้งหมดที่จู้เจียงเจียงพูดและทำคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่เขาทนบิดามารดาพูดกรอกหูล้างสมองอยู่ทุกวันไม่ไหวจริงๆ บวกกับห้าปีก่อนบิดามารดาของเขาถึงขั้นทุบหม้อข้าวส่งเขาออกไปท่องเที่ยวเรียนรู้

บุญคุณที่เลี้ยงดูสั่งสอน ทำให้เขาไม่อาจฝ่าฝืนความตั้งใจของบิดามารดาไม่ได้

ดังนั้นตอนถูกจู้เจียงเจียงจับได้คาหนังคาเขา เขาถึงได้มีสภาพไม่กล้าพูด และยอมให้ลงโทษแบบนี้

“เงินล่ะ?”

แววตาของจู้เจียงเจียงฉายความเย็นชาออกมา ไม่นานนักก็คิดได้ว่าควรรีบตัดความสัมพันธ์กับพวกเหลียงเหวินโจว ในเมื่อมองผิดไปเช่นนั้นแก้ให้ถูกก็จบ

“อยู่ใต้หัวเตียงนอนของท่านแม่ข้าในบ้าน”

เหลียงเหวินโจวยอมให้ความร่วมมือ บอกสถานที่ซ่อนเงินของมารดาเขาออกมาตรงๆ ทำเอาแม่เหลียงโกรธจนกัดฟันกรอด

“พาเขากลับไปเอาเงิน” จู้เจียงเจียงให้คนหิ้วเหลียงเหวินโจวกลับไป ทิ้งสองสามีภรรยาตระกูลเหลียงไว้บนเขาไม่สนใจ

เอาเงินที่พวกเขาขายชาได้กลับคืน รวมๆแล้วเจ็ดถึงแปดตำลึง

ช่างเป็นคนเก่งจริงๆ หาเงินได้มากกว่านางที่ขายชาและเปิดร้านค้าแผงลอยมาสองเดือนเสียอีก เห็นทีที่ใบชาราคาขึ้นสูงก็เป็นเพราะการกระทำของพวกเขาเหมือนกัน

เหลียงเหวินโจวก็นับว่าค่อนข้างมีความสามารถ

“สะใภ้เล็ก...”

ตอนที่จู้เจียงเจียงหยิบเงินและหันหลังเตรียมจะจากไป จู่ๆ เหลียงเหวินโจวก็เรียกนางเอาไว้ เหมือนอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป

สุดท้ายเขาก็พูดเพียงว่า “ขอโทษด้วย วันข้างหน้าข้าไม่อาจดูแลเจ้าแทนเพื่อนตระกูลเผยได้อีกแล้ว”

จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังจากไปโดยไม่พูดอะไร

นางไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองถูกใครดูแลมาก่อน และนางก็ไม่ต้องการให้ใครมาดูแลด้วย!

สุดท้าย นางก็นอนไม่หลับทั้งคืน

จู้เจียงเจียงลืมตาจนเกือบจะรุ่งสาง มีเรื่องมากมายหลายอย่างที่นางคิดไม่ตก แต่มีเรื่องหนึ่งที่นางแน่ใจ

ดังนั้นในตอนเช้าตรู่ นางไม่ได้อยู่ชั้นบนคนเดียวอีกต่อไป ทว่าตามพวกโจวเหลียงไปทำนาด้วยกัน

ครั้นถึงทุ่งนา พวกเขาไม่ได้ไปทำงานในที่ดินของบ้านตระกูลเผย แต่หมุนตัวตรงไปในทุ่งนาของบ้านตระกูลเหลียง ถอนต้นกล้าที่ตระกูลเหลียงเพิ่งลงทิ้งทีละต้น!

การกระทำนี้ เรียกความสนใจของชาวบ้านทั้งหมดที่ทำนาอยู่ในทุ่งนา

“สะใภ้เล็ก เจ้ากำลังทำอะไร นี่คือที่ดินของบ้านบัณฑิตเหลียงนะ” ชาวบ้านคนหนึ่งเตือนนางด้วยความหวังดี

“ข้ารู้” จู้เจียงเจียงตอบรับเสียงเย็น “ที่ข้าจะถอนก็คือที่ดินของบ้านเหลียงเหวินโจว”

ปลูกเมล็ดพันธุ์และกินข้าวที่นางให้ ยังกล้ามาหน้าไหว้หลังหลอกขโมยของบ้านนาง คนแบบนี้หากนางยังช่วยพวกเขาอยู่ นางก็โง่เต็มทีแล้ว!

จู้เจียงเจียงยิ่งคิดยิ่งโมโห สุดท้ายเขวี้ยงต้นกล้าที่เพิ่งถอนในมือทิ้งไปข้างทาง พร้อมพูดด้วยความโกรธ “ข้าให้เมล็ดพันธุ์ ให้ข้าว ก็เพื่อให้พวกเจ้ามีชีวิตรอด ไม่ใช่คนโง่ให้พวกเจ้าหลอก!”

“วันหลังใครยังกล้าทำเรื่องที่ผิดต่อข้าอีก ข้าขอเตือนให้พวกเจ้าคิดทบทวนให้ดี ทำข้าโมโห พวกเจ้ารับผลที่จะตามมาไหวหรือไม่!”

จู้เจียงเจียงพูดไม่มีหัวไม่มีท้าย พวกชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ แต่พวกเขารู้ว่านางโกรธแล้ว

พวกชาวบ้านกลัวนางจะนำภัยมาให้ตัวเอง รีบแยกย้ายกันจากไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ตระกูลเหลียงทำให้จู้เจียงเจียงโกรธแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว

หลังกลับจากทำนา คนในหมู่บ้านไม่น้อยไปชวนตระกูลเหลียงพูดคุยถึงบ้าน แต่คนตระกูลเหลียงรักหน้าตา ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ ทำได้แต่ยอมรับผลที่ตามมานี้อย่างเงียบๆ

ในนาไม่มีพืชผล จู้เจียงเจียงยังตัดข้าวของบ้านพวกเขา ต่อไปนี้พวกเขาจะใช้ชีวิตรอดได้อย่างไรก็ยังไม่รู้

แม่เหลียงเริ่มเสียใจภายหลังแล้ว นางคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะตัดขาดพวกนางเพราะเรื่องนี้

ชาวบ้านทุกคนถึงแม้จะว่าไม่รู้ว่าตระกูลเหลียงทำเรื่องอะไรที่ผิดต่อจู้เจียงเจียง แต่เมื่อเห็นผลที่ตามมาแบบนี้ ก็ถือว่าได้ให้บทเรียนที่ลึกซึ้งหนึ่งกับพวกเขา

หลังจากนั้นเป็นต้นมา หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับจู้เจียงเจียงอีก

ถึงแม้จะไม่ชอบนาง พวกเขาก็ต้องทน จนสุดท้ายพวกเขาก็พบว่า ที่จริงแล้วจู้เจียงเจียงหวังดีกับพวกเขามาโดยตลอด

ตั้งแต่วันนั้นที่นางแต่งเข้าหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะทำเรื่องผิดต่อพวกเขา

ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นพวกเขาเองที่ทำให้นางลำบากใจ บีบให้นางต้องต่อต้าน 

“โจวเหลียง ต่อจากนี้พวกเจ้ามีแผนอะไรไหม?”

ทำนาเสร็จ เรื่องบรรเทาภัยพิบัติก็จบสิ้นไปพักใหญ่แล้ว จู้เจียงเจียงเหมือนไม่มีเรื่องอะไรต้องให้พวกโจวเหลียงช่วยเหลืออีก

หายากมากที่ทุกคนจะว่าง ดังนั้นนางจึงคุยเรื่องที่พวกเขาไม่อยากจะพูดถึง

พวกโจวเหลียงได้ยินเช่นนี้ก็ใจหายวาบ เรื่องที่ต้องเกิดในที่สุดก็มา

ช่วงเวลาที่อยู่บ้านตระกูลเผย เป็นวันที่พวกเขาเต็มอิ่มและมีความสุขที่สุด เมื่อถึงวันที่ต้องไป พวกเขารู้สึกไม่อยากจะจากไปเลยจริงๆ

“แม่นางจู้ ในช่วงเวลานี้ลำบากท่านกับเสี่ยวอวี๋แล้ว” ไม่บ่อยที่โจวเหลียงจะเรียกนางแบบนี้ ฟังดูเกรงใจอย่างมาก “พวกเราจะไปเก็บของเดี๋ยวนี้”

ตอนที่ 59: ไปช่วยข้าสอบ เอาจอหงวนกลับมา

“รอเดี๋ยว” จู้เจียงเจียงเรียกพวกเขาเอาไว้

พวกเขาทั้งเก้าคนหันกลับไป รอนางพูดต่อ

“พวกเจ้ารังเกียจที่จะสร้างบ้านอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไหม?” นางพูดโพล่งออกมา

ประโยคไม่มีหัวท้ายแบบนี้ ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจความหมายและไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี

สร้างบ้านหรือ?

ตั้งแต่หอเลิกกิจการ พวกเขาถูกบีบให้เร่ร่อนจนถึงตอนนี้ ‘บ้าน’ อักษรตัวนี้ได้หายสาบสูญไปจากชีวิตพวกเขานานแล้ว

ส่วน ‘สร้างบ้าน’ แค่คิดพวกเขาก็ยังไม่กล้าคิด

“ความหมายของข้าคือพวกเจ้าเลือกที่ดินสักผืน ข้าสร้างบ้านให้พวกเจ้า ให้พวกเจ้าอาศัยอยู่ที่นี่ ต่อไปพวกเจ้าก็คือเพื่อนบ้าน ถ้าหากทำได้ ข้าจะพยายามช่วยพวกเจ้าตามหาครอบครัว ให้พวกเจ้าได้กลับบ้านที่แท้จริง”

จู้เจียงเจียงไม่อยากทำให้บรรยากาศเศร้าเสียใจ ก็แค่สร้างบ้านเพิ่มเท่านั้น อยู่ที่นี่ไม่ถือว่าเรื่องใหญ่อะไร

ไม่ต้องซื้อที่ดิน และไม่ต้องรายงานอะไร อยากสร้างก็สร้าง

อีกทั้งหนึ่งเดือนกว่ามานี้ พวกเขาทั้งช่วยนางเก็บเกี่ยวข้าว ขึ้นเขาลงห้วยไปบรรเทาภัยพิบัติพร้อมกับนาง ตอนนี้ยังช่วยนางเพาะปลูกข้าวในทุ่งนาทั้งหมดอีก

พวกเขาช่วยงานนางมากขนาดนี้ นางกลับดูแลแค่เรื่องข้าวปลาอาหาร เรื่องนี้ตัวนางเองยังรู้สึกว่าเอาเปรียบพวกเขาเกินไป

ดังนั้น จู้เจียงเจียงจึงคิดจะจ่ายค่าแรงตามราคาตลาดให้พวกเขาส่วนหนึ่ง ที่เหลืออีกส่วน ตัวนางออกเพิ่มอีกหน่อยก็สร้างบ้านหลังหนึ่งให้พวกเขาได้แล้ว

“แม่นาง...” โจวเหลียงซาบซึ้งจนสะอึกสะอื้นเล็กน้อยจะพูดก็พูดไม่ออก

จู้เจียงเจียงก็ไม่ให้โอกาสเขาพูด คนโบราณเรื่องเยอะแถมยุ่งยากเกินไป นางช่วยพวกเขาตัดสินใจดีกว่า

“ไม่ต้องพูดแล้ว เรื่องนี้ก็เอาตามนี้ วันนี้พวกเราพักผ่อนกันสักหนึ่งวัน ไปหาที่ดินสักผืนในหมู่บ้าน พรุ่งนี้ถือโอกาสก็ที่ว่างๆ อยู่ขุดฐานรากสร้างบ้านให้พวกเจ้า”

นางพูดจบก็ชี้ไปที่ริมแม่น้ำเล็กที่นางตักน้ำประจำพลางถามว่า “พวกเจ้าคิดว่าที่ดินผืนนั้นเป็นอย่างไร?”

แม่น้ำสายนั้นไม่ใช่แม่น้ำที่จ่ายน้ำให้กับทุ่งนาของหมู่บ้าน แต่เป็นน้ำพุเย็นที่ไหลลงมาจากบนเขา พวกชาวบ้านตักเพื่อบริโภค

น้ำทั้งหมดในบ้านที่จู้เจียงเจียงใช้ก็ไปตักจากที่นั่นกลับมา ห่างจากบ้านตระกูลเผยอยู่หลายสิบเมตร

สร้างบ้านให้พวกเขาอยู่ตรงนั้น หนึ่งคือกลัวพวกเขาอาศัยอยู่ใกล้นางเกินไปจะเห็นตัวเองเป็นคนงานบ้านของนาง สองคือที่ตรงนั้นตักน้ำสะดวก

“แม่นาง พวกเราไม่ต้องการให้ท่านทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพวกเรา!”

ในที่สุดโจวเหลียงก็ปรับความรู้สึกของตัวเองได้ เอ่ยปากปฏิเสธความหวังดีของนาง

เขารู้จู้เจียงเจียงสงสารพวกเขา ถึงยอมทำทั้งหมดนี้เพื่อพวกเขา

“แต่ถ้าพวกเจ้าไม่อาศัยอยู่ใกล้หน่อย เช่นนั้นต่อไปยามเก็บชา ทำนาเก็บเกี่ยวข้าว แล้วยังมีเมล็ดข้าวของแต่ละหมู่บ้านอีก ใครจะช่วยข้าเก็บ?” จู้เจียงเจียงแสร้งทำท่าลำบากใจ

ไม่ใช่เพราะนางสงสารพวกเขาหรือ?

เพราะคิดว่าตัวเองเข้าใจผิด โจวเหลียงจึงรู้สึกละอายใจต่อนาง บนใบหน้าพลันมีสีของความอายปีนขึ้นมาเป็นริ้วๆ

“พี่ชาย เพื่อนย่อมต้องติดค้างน้ำใจซึ่งกันและกัน ไม่อย่างนั้นเอาอะไรมารักษาความรู้สึกให้คงอยู่นาน” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ยิ้มออกมา

คนผู้นี้ช่างหลอกง่ายจริงๆ

แต่คำพูดของนางไม่ได้โกหก วันหลังนางยังต้องรบกวนพวกเขาช่วยงานนางบ่อยๆ แต่ไม่ใช่ใช้แรงงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทว่าเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายได้เลือก ยื่นหมูยื่นแมวอย่างเป็นทางการ 

“เอาละ เช่นนั้นก็เริ่มจากเจ้าติดค้างน้ำใจข้า เปิดมิตรภาพของพวกเราอย่างเป็นทางการ ไม่แน่วันข้างหน้าอาจมีตอนที่ข้าต้องขอให้เจ้ามาช่วยงาน”

ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าๆ ถึงจะเริ่มการสอบขุนนาง เหลียงเหวินโจวหมดหวังแล้ว เป็นธรรมดาที่จู้เจียงเจียงจะนำเป้าหมายย้ายไปบนตัวของโจวเหลียง

ก่อนที่เขาจะจากไปเข้าร่วมการสอบขุนนาง นางต้องช่วยเขาจัดการน้องชายน้องสาวให้เรียบร้อย ให้เขาไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ภายใต้คำขอที่เอาแต่ใจของจู้เจียงเจียง แม้แต่ปฏิเสธโจวเหลียงก็ไม่มีโอกาสจริงๆ

ทุกครั้งที่เขาอยากจะพูดอะไรบ้าง ล้วนถูกนางเปลี่ยนหัวข้อพาไปเรื่องอื่นแบบไม่ทันรู้ตัวทุกครั้ง สุดท้ายก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ทั้งยังต้องไปขุดฐานรากสร้างบ้านพร้อมกับนาง

“ดีมากเลย พวกเราจะมีบ้านแล้ว”

เหล่าเด็กๆดีใจสุดๆ พอทำงานก็มีทั้งพลังและชีวิตชีวา

ถึงแม้บ้านจะไม่ใหญ่ไม่สวยเท่าบ้านตระกูลเผย แต่ก็ดีกว่าอาศัยอยู่ในวัดร้าง ทนหนาวทนหิว

“เสี่ยวอวี๋ ต่อไปพวกเราก็ได้เล่นด้วยกันทุกวันแล้ว”

“ข้าก็อยากเล่นกับพวกเจ้า และข้ายังมีตัวหนังสือมากมายที่ไม่รู้” ไม่ต้องสงสัยเผยเสี่ยวอวี๋ก็คือคนที่ตื่นเต้นที่สุด

หลังจากชื่อเสียงความกล้าหาญของจู้เจียงเจียงกระจายออกไป คนในหมู่บ้านไม่กล้าหาเรื่องนาง แม้แต่เพื่อนที่จะมาเล่นกับนางก็ไม่มี

โชคดีที่ช่วงเวลานี้มีพวกน้องเก้าอยู่ จึงไม่ทำให้นางถึงกับรู้สึกเงียบเหงา

“เสี่ยวอวี๋ เจ้าได้เรียนหนังสืออยู่ตลอดหรือ?”

จู้เจียงเจียงบังเอิญได้ยินบทสนทนาโต้ตอบของเด็กผู้หญิงสองคนนี้ นางตกใจมาก หรือในตอนที่นางไม่รู้เผยเสี่ยวอวี๋ได้เริ่มเรียนหนังสือแล้ว?

ความจริงเหมือนที่จู้เจียงเจียงคิด

เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าวิ่งลิ่วมาทางนางอย่างตื่นเต้น ใช้ไม้เขียนชื่อตัวเองบนพื้น “พี่สะใภ้ดูสิ นี่คือตัวหนังสือที่พวกพี่ชายพี่สาวสอนข้าเขียน คือชื่อของข้าเอง”

มองอักษรสามตัวที่เป็นระเบียบบนพื้น จู้เจียงเจียงตกตะลึงไปทันที

ช่วงนี้นางยุ่งมากจริงๆ ละเลยไปว่าที่จริงแล้วเผยเสี่ยวอวี๋ถึงวัยที่จะเข้าโรงเรียนแล้ว

เห็นคนรอบข้างรู้หนังสือกันหมด รวมถึงตัวนางและพวกโจวเหลียง มีแต่เผยเสี่ยวอวี๋คนเดียวที่ไม่เป็น นางต้องเสียใจมากแน่ๆ

ดังนั้นเมื่อนางเรียนจนเขียนหนังสือได้ ถึงดีใจมากอย่างเห็นได้ชัดเจน

ส่วนสำนักศึกษาตระกูลหมิง ถ้าแม้แต่หลานสาวตระกูลหมิงยังต้องแต่งชายไปเรียนหนังสือ เช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เผยเสี่ยวอวี๋จะเข้าไปได้

ไม่สู้...

ความคิดบ้าบิ่นหนึ่งวิ่งออกมาจากในสมองของจู้เจียงเจียง ในเมื่อไม่มีปัจจัย ถ้าอย่างนั้นนางก็จะสร้างมันขึ้นมาเอง!

“โจวเหลียง ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากให้เจ้าช่วย” สายตานางไปหยุดที่ตัวโจวเหลียง ยิ้มอย่างเจิดจ้าสว่างไสวจนทำให้คนรู้สึกกลัว

แต่ถึงจะน่ากลัว โจวเหลียงก็ยังรับปากในคำเดียว

“แม่นางเชิญพูด บุกน้ำลุยไฟ ข้าก็จะทำทุกอย่าง!”

“สอบขุนนางปีนี้ เจ้าไปเข้าร่วม เอาจอหงวนกลับมาให้ข้า!”

“ฮะ?!” โจวเหลียงนึกว่าตัวเองหูฝาด หรือไม่นางก็กำลังล้อเล่น

จอหงวนบอกติดก็ติดได้เสียที่ไหน ถึงขนาดการสอบขุนนางก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าร่วมกันได้ง่ายๆ ตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร เกรงว่าหนังสือเข้าสอบ ที่ว่าการก็ให้เขาไม่ได้ 

“แม่นาง เรื่องนี้ข้าเกรงว่าจะไม่มีกำลังที่จะช่วยเหลือ...”

“มีเรื่องลำบากอะไรก็พูดมาตามตรง ข้าไปแก้ไขปัญหาให้ เจ้าแค่ต้องเตรียมตัวให้ดีก็พอ!” หากไม่ใช่เข้าร่วมได้แค่ผู้ชายเท่านั้น นางยังต้องวางเดิมพันไปทั่วหรือ?

กับเหลียงเหวินโจวนั้นล้มเหลวไปหนึ่งครั้งแล้ว ที่โจวเหลียงนี่จะล้มเหลวอีกครั้งไม่ได้

เพื่อให้นางเลิกล้มความคิดนี้ โจวเหลียงยกเงื่อนไขการเข้าสอบขุนนางออกมาพูดทีละข้อ บอกกับนางว่าเรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้

แต่เงื่อนไขเหล่านี้สำหรับจู้เจียงเจียงแล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

“ส่วนที่อยู่บ้านก็คือที่นี่ไม่ใช่หรือ? รอสร้างบ้านเสร็จก็ไปที่ว่าการเพื่อลงทะเบียน ส่วนจดหมายแนะนำและหนังสือเข้าสอบ ข้าจะไปช่วยถามพวกเขาให้”

ต้องการจดหมายแนะนำของสำนักศึกษาส่วนตัวและหนังสือเข้าสอบของที่ว่าการ สองเรื่องนี้นางไปหาหมิงจี่กับเผยจี้ก็ได้

เผยจี้ติดค้างน้ำใจใหญ่หลวงกับนาง ทำหนังสือเข้าสอบไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่ทางด้านหมิงจี่นางต้องคิดหาวิธีดีๆ

ถึงแม้นางและเขาอาจจะมีความสนิทกันอยู่บ้าง แต่เป็นมิตรภาพแบบซื้อขาย ภายนอก ดูดีแต่ใช้อะไรไม่ได้

นางต้องคิดหาเหตุผลสักข้อหนึ่งให้ตระกูลหมิงปฏิเสธไม่ได้ถึงจะดี

ตอนที่ 60: คุณหนูจวนหมิงผูกคอตาย?!

จู้เจียงเจียงเข้าเมืองเพื่อไปจองเสาค้ำสร้างบ้าน เลยถือโอกาสนี้ไปหาหมิงจี่เพื่อถามเกี่ยวกับเรื่องจดหมายแนะนำของสำนักศึกษาด้วยเลย

เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนหมิง จู้เจียงเจียงก็ชำเลืองมองจวนเผยที่อยู่ตรงข้ามแวบหนึ่ง ประตูใหญ่จวนเผยยังคงปิดแนบสนิทเช่นเดิม

ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ภัยพิบัติของเมืองเจียงเป่ยแก้ไขไปถึงไหนแล้ว แต่คงไม่น่าจะแก้ปัญหาได้เสร็จเร็วขนาดนั้น ดังนั้นเผยจี้คงไม่อยู่กระมัง?
 
เห็นแบบนี้แล้ว นางคงต้องไปเมืองเจียงเป่ยสักครั้ง

ขณะที่กำลังคิดอยู่ จวนหมิงเดิมที่เงียบสงบ จู่ๆก็มีเสียงร้องวุ่นวายต่างๆ ดังมาอย่างไม่ขาดสาย

“คุณหนูเหยาผูกคอตายแล้ว รีบไปเชิญท่านหมอมาเร็ว...”

“นายท่าน ฮูหยิน คุณหนูเหยาเกิดเรื่องแล้ว...”

ถึงแม้เสียงที่ส่งมาจากจวนหมิงจะผสมปนเป ทว่าจู้เจียงเจียงก็ยังได้ข้อมูลสำคัญสองอย่างมาจากในเสียงที่วุ่นวายนั้น

หมิงเหยาผูกคอตาย?!

เป็นไปได้อย่างไร!

นางที่เป็นหญิงสาวร่าเริงสดใสมีชีวิตชีวา ไม่ยี่หระ คนเห็นคนรัก ทำไมถึงคิดไม่ตกจนต้องผูกคอตาย?

จู้เจียงเจียงเป็นกังวลจนต้องรีบเข้าจวนไปถามเหตุผลทันที สองเท้าเพิ่งเหยียบบนบันได คนกลุ่มหนึ่งก็เดินมาตรงหน้า

หนึ่งในนั้นมีเจ้านายเล็กใหญ่ของเรือนหลายหลัง เด็กรับใช้ชายหญิงนับไม่ถ้วน แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือสาวใช้อวบอ้วนคนหนึ่งบนหลังแบกหมิงเหยาวิ่งออกมา

ใบหน้าหมิงเหยาซีดขาว ตาทั้งสองดวงใกล้จะปิด สวมชุดสีขาว ขับเน้นให้เห็นรอยบนคอเด่นชัดดูน่ากลัวมาก

“เตรียมรถม้าเร็ว!”

หมิงจี่ตะโกนอย่างรีบร้อน ต่างกับภาพลักษณ์สุภาพแบบผู้ดีก่อนหน้านี้ของเขาโดยสิ้นเชิง

หมิงจี่ไม่เห็นจู้เจียงเจียงที่ยืนขวางหน้าประตูอยู่และต้องการเข้าไป เพราะจู้เจียงเจียงถูกคนรับใช้จวนหมิงผลักออกจนโดนเบียดไปอยู่ในมุม

จนกระทั่งรถม้าพาหมิงเหยาออกไป เกิดความเงียบงันที่ประตูหน้าจวนหมิงไปชั่วขณะ เมื่อจู้เจียงเจียงตั้งสติได้ก็รีบตามคนรับใช้กับรถม้าไป

รถม้าของจวนหมิงขับตรงเข้าไปในเมืองชนดะไปตลอดทาง เบียดหาบเร่แผงลอยข้างทางล้มคว่ำไปจำนวนมาก ดังนั้นถึงแม้นางจะตามไม่ทันก็รู้ว่ารถม้าของจวนหมิงไปที่ใด

ในซอยเล็กๆซอยหนึ่งทางทิศใต้ของเมือง หน้าโรงหมอที่ดูธรรมดาไม่สะดุดตา รถม้าของจวนหมิงจอดอยู่ที่นั่น

ภายในโรงหมอมีผู้ป่วยที่ถูกไล่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ทำได้แค่รออยู่หน้าประตู ยืดคอยาวมองเข้าไปข้างใน

“เกิดอะไรขึ้นกับโรงหมอของท่านหมอเทวดาซิวกัน?” ชาวบ้านที่ผ่านทางมาเอ่ยถามคนที่ออกมาจากโรงหมอ

“ได้ยินมาว่าคุณหนูของจวนหมิงเกิดเรื่อง ข้ายังเห็นไม่ชัดก็ถูกไล่ออกมาแล้ว”

ตระกูลใหญ่ในเมืองเกิดเรื่องระดับนี้ ไม่ว่าใครก็ยากจะเอ่ยปาก ดังนั้นมาหาหมอย่อมต้องไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

จู้เจียงเจียงเบียดตัวแทรกฝูงชนอยากจะเข้าไป ทว่ากลับถูกคนใช้ของจวนหมิงยื่นมือออกมาขวาง

“พี่ชาย ข้าเป็นเพื่อนกับคุณหนูของพวกเจ้า พวกเจ้าก็เคยเจอ ให้ข้าเข้าไปหน่อย...”

“ท่านหมอเทวดาซิว ข้าขอร้องท่านได้โปรดช่วยหลานสาวของข้าด้วย...”

จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ ด้านในก็มีเสียงอ้อนวอนของท่านผู้เฒ่าหมิงดังออกมา

ต่อมาก็ได้ยินเสียงคุกเข่าลงบนพื้นดัง *ตุบ!* คนตระกูลหมิงที่อยู่ด้านในทั้งเจ้านายและลูกน้องต่างก็คุกเข่าลงหมดทุกคน ปากก็ร้องขอให้ท่านหมอเทวดาซิวช่วยคน

“คุณหนูตระกูลใหญ่ฆ่าตัวตาย คนไม่รักชีวิตแบบนี้ ข้าไม่ช่วย!” เสียงบางเบาของชายชราที่ได้ยินแล้วให้ความรู้สึกราวกับผู้บำเพ็ญเพียรดังขึ้น

เสียงของชายชรานั้นฟังแล้วดูมีคุณธรรมและบารมีสูงส่ง ทว่าคำพูดที่พูดออกมากลับไร้น้ำใจเป็นอย่างยิ่ง

“ท่านป้า หมอเทวดาซิวคนนี้คือใครหรือ?”

จู้เจียงเจียงไม่เคยได้ยินว่ามีคนชื่อนี้ในเมืองเจียงหนานมาก่อน จึงจับท่านป้าที่มุงดูอยู่ข้างๆคนหนึ่งมาถาม

ท่านป้าคนนั้นเห็นว่ายังมีคนไม่รู้จักฉายานี้ของหมอเทวดาซิว จึงใช้สายตาแปลกใจมองไปทางจู้เจียงเจียงพร้อมกับคนรอบข้าง สื่อความนัยประมาณว่า คิดไม่ถึงว่าในเมืองเจียงหนานจะยังมีคนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างเช่นนี้อยู่ด้วย?

“แม่นาง เจ้าไม่รู้จักท่านหมอเทวดาซิวหรือ?”

“ท่านหมอเทวดาซิวเป็นหมอเทวดาที่ช่วยโลก ฝีมือการรักษาราวกับเทพ ปลุกคนตายให้ฟื้นได้”

“ในเมื่อเขามีฝีมือเก่งกาจเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงไม่ช่วยคุณหนูของตระกูลหมิง?” จู้เจียงเจียงอดแขวะไม่ได้

ฝีมือการรักษาปลุกคนตายให้ฟื้นได้ กรณีแบบนี้ในยุคปัจจุบันมีไม่มากนัก 

“แม่นางคงมาจากต่างถิ่นใช่หรือไม่? หรือเจ้าไม่รู้ว่าท่านหมอเทวดาซิวไม่เคยช่วยคนที่ไม่รักชีวิต? เมื่อครู่ท่านหมอเทวดาซิวก็พูดแล้ว คุณหนูตระกูลหมิงฆ่าตัวตาย ดังนั้นเขาจึงไม่ช่วย”

ชาวบ้านรอบข้างเหมือนกำลังช่วยพูดแทนคนที่ถูกเรียกว่าหมอเทวดาคนนั้น

แต่ในมุมมองของจู้เจียงเจียง คนเป็นหมอมีคุณธรรม ช่วยคนไม่ต้องมีเหตุผล

“น่าแปลกจริงๆ หมอตั้งแต่โบราณ ชีวิตคนนั้นสำคัญมากกว่าทองพันชั่ง มียารักษาเขาคือคุณธรรม ดังนั้นนี่คือที่มาของทองพันชั่ง หมอเทวดาซิวหากมีหลักการไม่ช่วย เช่นนั้นก็ไม่ควรเรียกตัวเองว่าเป็นหมอเทวดาช่วยโลก”

จู้เจียงเจียงจงใจพูดเสียงสูง กระตุ้นหมอเทวดาในคำเล่าลือท่านนั้นในโรงหมอ

หมอมีลักษณะเฉพาะนางเข้าใจ แต่หากเห็นคนตายไม่ช่วยได้จริง เช่นนั้นก็อย่าใช้ชื่อว่าช่วยโลกเลย ตั้งว่าหมอพิสดารจะเข้ากับตัวเขามากกว่า

เป็นอย่างที่คิด หมอเทวดาในโรงหมอท่านนั้นได้ยินคำนี้ของจู้เจียงเจียง ก็โกรธจนรีบพุ่งตัวออกมา

“ใครที่นี่กล้าว่าข้า!”

หมอเทวดาคนนั้นกวาดตามอง สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดบนตัวจู้เจียงเจียง เพราะมีแค่นางที่ดูแล้วท่าทางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“แม่นาง หรือเจ้าเป็นคนพูดเมื่อครู่?”

“ข้าเอง” จู้เจียงเจียงมองตรงไปที่เขาอย่างไม่มีความกลัว “ท่านหมอซิว ในเมื่อท่านไม่ยอมช่วยทุกคน เช่นนั้นท่านยังกล้าใช้ชื่อว่าหมอเทวดาช่วยโลกอยู่อีกหรือ?”

หมิงจี่ได้ยินเสียงคุ้นเคยข้างนอกก็ตามออกมาด้วย

เห็นจู้เจียงเจียงกำลังท้าทายท่านหมอเทวดา เขากลัวนางทำท่านหมอเทวดาโกรธจึงรีบห้ามไม่ให้นางพูดต่อ “จู้เจียงเจียง จะไม่เคารพต่อท่านหมอเทวดาไม่ได้!”

ภายใต้ความร้อนใจ เพื่อแสดงว่าเขาจริงจัง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาใช้น้ำเสียงสุภาพแบบนี้กับจู้เจียงเจียง อีกทั้งยังเรียกชื่อนางโดยตรง

“จู้เจียงเจียง?”

หมอเทวดาซิวคนนั้นมองหมิงจี่และมองจู้เจียงเจียงไปมาด้วยความตกใจ “หรือเจ้าก็คือสตรีขายชาจู้เจียงเจียงคนนั้น?”

ทำไมหลังจากทุกคนได้ยินชื่อของนาง ต่างก็ใช้ ‘สตรีขายชา’ สามตัวอักษรนี้มายืนยันสถานะของนาง?

“ข้าเอง” คำตอบครั้งนี้ดูออกว่าจู้เจียงเจียงไม่ค่อยพอใจ

หลังจากหมอเทวดารู้สถานะของนางแล้ว สำรวจมองนางเงียบๆอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงปัดชายเสื้อแล้วพูดว่า “เห็นแก่หน้าของแม่นางจู้ ข้าจะช่วยคุณหนูตระกูลหมิงก็แล้วกัน!”

“หา?”

ทุกคนที่ยืนอยู่หน้าประตูโรงหมอส่งเสียงฮือฮาทันที แม้แต่จู้เจียงเจียงกับหมิงจี่ก็รู้สึกตกตะลึงไปเช่นกัน

เกิดเรื่องอะไรขึ้น?

จู่ๆ ทำไมเขาบอกว่าจะช่วยคนก็ช่วย แล้วยังบอกว่าเห็นแก่หน้าของนาง เกียรติยศหน้าตาอะไรกัน?

นางยังไม่รู้ว่าเกียรติยศของตัวเองกลายเป็นยิ่งใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร คิดไม่ถึงว่าจะทำให้หมอเทวดาแก่ๆ ที่หัวแข็งคนหนึ่งเปลี่ยนความคิดฉับพลันอย่างนี้ นี่นางทำอะไรไป?

นางไม่เห็นได้ทำอะไรเลย!

ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น ทว่าการที่หมิงเหยาถูกช่วยแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องดี

คนตระกูลหมิงที่ถูกไล่ออกมารอข้างนอกต่างล้อมรอบจู้เจียงเจียงไว้ ยิ่งกว่านั้นคือฮูหยินหมิงยังมาจับมือนางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เอาแต่ร้องไห้ขอบคุณนางไม่หยุด

“แม่นางจู้ เมื่อก่อนมีเรื่องล่วงเกินมากมาย ข้าขอโทษแม่นางตรงนี้ วันหน้ายังอยากขอเชิญแม่นางให้เกียรติไปนั่งเล่นที่จวน” ท่านผู้เฒ่าหมิงเกรงใจและสุภาพมาก

หยิบขึ้นได้ก็วางลงได้ ยังกล้าขอโทษนางต่อหน้าชาวบ้านทั้งเมือง

นี่ยิ่งทำให้จู้เจียงเจียงตกใจมาก “ท่านผู้เฒ่าหมิงวาจาหนักไปแล้ว เรื่องอื่นรอให้คุณหนูหมิงตื่นค่อยว่ากันเถิด”

นางยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และก็ไม่กล้าลำพองตนที่ได้ทำดี ถ้าเกิดหมอเทวดาคนนั้นพลาด...

ถุยๆ!

นางแอบถุยในใจเงียบๆหลายครั้ง เอาความคิดไม่ดีนี้ทิ้งไป หมิงเหยาต้องปลอดภัย ไม่เป็นอะไรแน่ๆ!

จบตอน

Comments