ตอนที่ 61: เขียนแก้ตอนจบชีวิตอาภัพของคู่รักยวนยาง
หน้าโรงหมอ ชาวบ้านรอบข้างมาแล้วก็ไป มีแค่จู้เจียงเจียงกับคนตระกูลหมิงที่ยังคงรออยู่ที่เดิมมาโดยตลอด
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดข้างในก็มีความเคลื่อนไหวแล้ว
เห็นหมอเทวดาซิวเปิดประตูมา ทุกคนเดินหน้าไปล้อมถามทันที “ท่านหมอเทวดา หลานสาวของข้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หมอเทวดาซิวหลังจากพยักหน้าให้จู้เจียงเจียงเงียบๆ จึงค่อยพูดตอบคำถามของคนตระกูลหมิง “คุณหนูหมิงฟื้นแล้ว แต่นางอยู่ในสภาวะซึมเศร้ามานาน ร่างกายและหัวใจอ่อนแอต้องค่อยๆรักษา”
“ข้าเขียนใบสั่งยาสำหรับกินไว้ให้หลายตัว ตอนพวกเจ้าพาคนกลับ ก็ถือโอกาสไปให้ร้านขายยาจัดยาให้เสียเลย” หมอเทวดาคนนั้นพูดๆอยู่ก็นำใบสั่งยายัดใส่มือคนคนคนหนึ่ง
“ตื่นมาก็ดี ตื่นแล้วก็ดี...”
ผลลัพธ์นี้ทำให้คนตระกูลหมิงที่ตึงเครียดมาทั้งบ่ายถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขาทุกคนต่างกำลังยินดี
มีแค่จู้เจียงเจียงรู้สึกสงสัยมาก ด้วยนิสัยของหมิงเหยา ทำไมจึงอยู่ในสภาวะซึมเศร้ามานานมากได้?
จวนหมิงรับหมิงเหยากลับไปแล้ว จู้เจียงเจียงไม่ได้ตามไปแต่กลับเดินเข้าประตูของโรงหมอไป
นางยังมีบางเรื่องที่ต้องการขอคำชี้แนะจากหมอเทวดาซิว
“ท่านหมอซิว เหตุใดท่านถึงเห็นแก่หน้าของข้าเลือกช่วยเหลือคุณหนูหมิง หรือเราเคยเจอกันมาก่อน?” นางถามออกไปตามตรงไม่อ้อมค้อม
หมอเทวดาคนนั้นก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้าได้ยินเรื่องแม่นางจู้ใช้เมล็ดข้าวแลกเมล็ดข้าวมาก่อน แม่นางถึงเป็นคนช่วยโลกที่แท้จริง”
ที่แท้เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง!
โธ่! ทำเอานางนึกว่าเจ้าของร่างเดิมเคยมีอะไรต้องชะตากับหมอเทวดาคนนี้ เมื่อครู่ยังกังวลอยู่ว่า หากเขาพูดคุยถึงเรื่องอดีตแล้วนางกลับคิดไม่ออกจะทำอย่างไร
ตอนนี้นางสบายใจได้แล้ว
“ท่านหมอซิวชมเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่ช่วยโลกอะไร ข้าแลกข้าวก็เพื่อให้ตัวเองได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น”
“หมอทำได้เพียงพยายามรักษาคนให้หายเท่านั้น หมอไม่สามารถช่วยชาวบ้านนับพันนับหมื่นได้ แต่เจ้าทำได้” หมอเทวดาซิวไม่สนเป้าหมายในการแลกข้าวของนาง เขาเห็นแค่เรื่องที่นางเคยทำ
ถ้าไม่มีการแลกข้าวของนางมาช่วยบรรเทาภัยพิบัติ เช่นนั้นตอนนี้คงเป็นเขาที่ดิ้นรนวิ่งตรวจผู้ป่วยทุกวัน เฝ้าดูผู้ป่วยคนแล้วคนเหล่านั้นตายอยู่ในเงื้อมมือของเขา
ดังนั้นบนกฎเกณฑ์บางอย่าง จู้เจียงเจียงนับว่าได้ช่วยเขา ช่วยชื่อเสียงหมอที่มีคุณธรรมของเขา
“ไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องขอบคุณท่านหมอซิวที่วันนี้ช่วยคุณหนูตระกูลหมิงเอาไว้ นางคือเพื่อนข้า ข้าเป็นตัวแทนนางกล่าวขอบคุณท่านอีกครั้ง”
หัวข้อเมื่อครู่ลึกซึ้งเกินไป คุยจริงจังมาหากไม่มีเวลาหลายวันหลายก็คงคุยกันไม่จบ ดังนั้นนางรีบจบและหมุนตัวเตรียมจะกลับ
“รอเดี๋ยว” หมอเทวดาซิวเรียกนางไว้ “หากแม่นางอยากขอบคุณข้าจริงๆ ช่วยมอบชาให้ข้าสักกระปุกจะได้ไหม?”
ในฐานะคนที่รู้เกี่ยวกับการแพทย์และยา เขารู้ดีว่าการดื่มชามีประโยชน์ต่อร่างกายมากแค่ไหน
เพียงแต่ตอนนี้นางมาขายชาในเมืองน้อยครั้งมาก เขาจึงไม่มีโอกาสได้ดื่ม
“ได้แน่นอน พรุ่งนี้ข้าให้คนเอามาให้ท่านหมอเทวดาซิว” ทั้งสองคนยิ้มให้กันและกัน พูดคุยกันถูกคอ
ด้านนอกประตู
หมิงจี่ที่คิดว่าไปแล้วยังคงยืนรออยู่หน้าประตูโรงหมอ จู้เจียงเจียงออกมาเห็นเขาจึงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “คุณชายหมิง ท่านไม่ต้องกลับไปดูแลคุณหนูหมิงหรือ?”
“เหยาเอ๋อร์มีท่านพ่อท่านแม่ข้าดูแลก็พอแล้ว ข้ากำลังรอเจ้า”
รถม้าของจวนหมิงกลับไปแล้ว หมิงจี่กับจู้เจียงเจียงทำได้เพียงเดินเคียงบ่าบนถนน เดินไปพลางคุยไปพลาง
“วันนี้ที่หน้าประตูจวนหมิง ข้าเห็นแม่นางแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นร้อนใจไม่ทันได้ถาม แม่นางมาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”
หลังจากหมิงจี่ถามคำถามนี้ จู้เจียงเจียงถึงจำจุดประสงค์ที่เข้าเมืองมาในวันนี้ได้
“ข้าไปหาท่านมีธุระจริงๆ ข้าอยากขอให้ท่านช่วยเขียนจดหมายแนะนำสอบขุนนางหนึ่งฉบับ ข้ามีเพื่อนคนหนึ่งอยากเข้าสอบปีนี้ แต่ไม่มีทางเลือกเขาไม่เคยเข้าเรียนที่สำนักศึกษาใดมาก่อน”
“เป็นความบังเอิญโดยแท้ หากไม่มีเรื่องเหยาเอ๋อร์วันนี้ เกรงว่าท่านปู่ข้าคงไม่เต็มใจช่วยธุระนี้ของเจ้า แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าทำได้”
หมิงจี่ตอนพูดคำนี้ น้ำเสียงดูมีความซับซ้อนมาก
ด้านหนึ่งเหมือนเขาดีใจที่หมิงเหยาปลอดภัย แต่อีกด้านท่าทางเขาดูทุกข์ทรมาน หมิงเหยาไม่เป็นอะไรแล้วไม่ใช่หรือ?
“เกิดเรื่องอะไรกับคุณหนูหมิง? ทำไมนางถึงซึมเศร้ามานาน?” จู้เจียงเจียงอดไม่ได้จริงๆ ถามไปพลางสังเกตปฏิกิริยาตอบโต้ของหมิงจี่อย่างระมัดระวังไปพลาง
พูดถึงเรื่องนี้ หมิงจี่หยุดฝีเท้ามองร้านเหล้าข้างตัว พูดชวนว่า “แม่นาง ดื่มสักแก้วไหม?”
บางทีเพราะหลังตึงเครียดอยากจะผ่อนคลายลงสักหน่อย หรือบางทีเขาอาจอยากหาใครสักคนมาพูดคุย
สรุปคือ จู้เจียงเจียงนั่งลงตรงข้ามหมิงจี่ ยกแก้วดื่มกับเขา
หลังดื่มไปสองแก้ว หมิงจี่ถึงค่อยๆพูดเรื่องของหมิงเหยาออกมา
ที่แท้หมิงเหยาซึมเศร้าถึงขนาดฆ่าตัวตาย ก็เพราะเรื่องนางแต่งชายไปเรียนที่สำนักศึกษา และยังมีเรื่องคลุมเครือกับจูชิงหรานที่ถูกคนรู้เข้าอีกด้วย
ตามศักดินาทางความคิดของคนยุคโบราณ เรื่องนี้ขัดต่อศีลธรรมจริยธรรม
ข่าวลือข้างนอกมีมาพักหนึ่งแล้ว หมิงเหยาทนฟังคำซุบซิบนินทาไม่ไหว ดังนั้นจึงทำให้นางคิดไม่ตกฆ่าตัวตาย
“แล้วจูชิงหรานเล่า?”
หากผู้ชายคนนั้นไม่มีความรับผิดชอบ ทิ้งให้หมิงเหยายอมรับคำซุบซิบนินทาเหล่านี้เพียงลำพัง จู้เจียงเจียงจะดูแคลนเขาแน่!
“น้องจูคุกเข่าอยู่หน้าจวนหมิงเพื่อเหยาเอ๋อร์มาหลายวันหลายคืนแล้ว หลังจากล้มหมดสติไปสองวันนี้ก็ไม่เห็นมา น่าจะถูกใต้เท้าจูขังอยู่ในจวนกระมัง” หมิงจี่ฝืนยิ้ม
ด้านหนึ่งเป็นน้องสาวของเขา อีกด้านหนึ่งคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา คู่รักยวนยางชีวิตอาภัพเดินมาถึงวันนี้ เขาช่วยอะไรไม่ได้เลย รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจริงๆ
“เฮ้อ...”
จู้เจียงเจียงถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่จูชิงหรานไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ
“คุณชายหมิง ท่านอยากจะช่วยพวกเขาถูกไหม?”
หมิงจี่ส่ายหน้า เงยหน้าดื่มหนึ่งแก้ว “เรื่องของเหยาเอ๋อร์ ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่พลิกกลับไม่ได้แล้ว ข้าอยากจะช่วยพวกเขาก็ช่วยไม่ได้”
ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งชายเข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้ชาย ถึงแม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในมุมมองคนข้างนอกย่อมไม่บริสุทธิ์แล้ว
สถานการณ์แบบนี้แม้แต่เทวดามาก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้
“นั่นก็ไม่แน่”
จู้เจียงเจียงไม่เห็นด้วย ตำนานของเหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถถึงแม้ฉากจบจะทุกข์ตรมโศกเศร้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องราวที่ดีที่เล่าสืบกันมาจนถึงปัจจุบัน
ถ้าให้นางเขียนเรื่องราวที่ดีตอนหนึ่งใหม่ นางจะเขียนหนึ่งตอนจบที่ดีให้เหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถแน่นอน
ตอนนี้มีโอกาสนี้แล้ว!
หมิงจี่ฟังคำนี้ของนาง นัยน์ตาเปล่งแสงวาววับออกมาทันที “หรือแม่นางมีวิธี?”
“อืม...วิธีน่ะมี ก็แค่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่” ถึงแม้จู้เจียงเจียงมั่นใจว่าจะแก้ตอนจบได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่จะออกมาจะเหมือนตามที่นางคาดหวังไว้หรือไม่
“ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ลองก่อนถึงจะรู้ แม่นางต้องการให้ข้าทำอะไรบอกมาได้เลย ข้าชื่อเจ้า!” หมิงจี่แสดงท่าทีออกมาก่อน
คนนอกเห็นชัดกว่า เวลาแบบนี้ก็ยกสิ่งที่เรียกว่า ‘เรื่องในบ้าน’ ให้คนนอกคนหนึ่งมาช่วยแก้ปัญหา ถือเป็นการลองทำครั้งสุดท้าย
จู้เจียงเจียงตกใจถอยหลังเพราะความตื่นเต้นกะทันหันของเขา “เอ่อ ตอนนี้ข้าต้องการจดหมายแนะนำจากสำนักศึกษาหนึ่งฉบับ...”
“ข้ารับผิดชอบเอง!” หมิงจี่ตบโต๊ะรับประกัน “ยังมีเงื่อนไขอะไรอีก แม่นางเอ่ยมาได้เลย!”
จู้เจียงเจียงกลอกตาลองเอ่ยปาก “ถ้าทำได้ ข้ายังอยากได้หนังสือเข้าสอบหนึ่งฉบับจากที่ว่าการ”
จากความสัมพันธ์ของหมิงจี่กับจูชิงหราน ถ้าถือโอกาสได้หนังสือเข้าสอบมาด้วย เช่นนั้นนางก็ไม่ต้องไปเมืองเจียงเป่ยเพื่อขอร้องเผยจี้แล้ว
“ข้าจะไปขอร้องใต้เท้าจูแทนเจ้า!”
หมิงจี่สู้ตาย ขอแค่ช่วยคู่รักยวนยางที่ชีวิตอาภัพนี้ได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็จะทำ!
ตอนที่ 62: เหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถฉบับไหน
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็นับว่าจู้เจียงเจียงและหมิงจี่ได้ตกลงทำสัญญาลับร่วมกัน
คนหนึ่งกลับไปเตรียมเปลี่ยนตอนจบ ส่วนอีกคนกลับไปขอจดหมายแนะนำและหนังสือเข้าสอบ
ตอนที่หมิงจี่พกจดหมายแนะนำและหนังสือเข้าสอบมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง กลับพบว่าจู้เจียงเจียงไม่ได้สนใจคิดหาวิธีแทนเขาเลย นางกำลังยุ่งกับเรื่องสร้างบ้านอยู่!
“แม่นาง เจ้าบอกว่าจะช่วยข้าหาวิธีไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เล่า!” หมิงจี่ใช้นำเสียงสงสัยถามนาง
“คุณชายหมิงท่านมาแล้ว หรือได้จดหมายแนะนำและหนังสือเข้าสอบทั้งสองมาแล้ว?”
จู้เจียงเจียงไม่รู้สึกโกรธเพราะท่าทีของเขา กลับยิ้มกว้างให้
“เรื่องที่เจ้าวานข้าไปทำ ข้าทำเสร็จหมดแล้ว แต่เจ้า...” หมิงจี่หยิบของสองสิ่งนั้นออกมา ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกจู้เจียงเจียงคว้าไป
หลังเปิดออกยืนยันแล้ว นางก็ตบแขนของเขาเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ “คุณชายหมิงใช้ได้ ขอบคุณมาก”
จู้เจียงเจียงพูดอยู่พลางนำของสิ่งนั้นเก็บเข้าชายเสื้อ
หมิงจี่มือเร็วจับข้อมือของนางไว้ ก่อนพูดคำที่เต็มไปด้วยเหตุผลความถูกต้อง “แม่นาง เจ้าและข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรื่องของเจ้า ข้าช่วยเจ้าแล้ว เจ้าเล่า!”
“ท่านฟัง” จู้เจียงเจียงชี้พวกน้องห้าที่กำลังสร้างบ้านอยู่ด้านหลัง
“ฟังอะไร?”
“ฟังเพลงที่พวกเขาร้อง”
พวกน้องห้าด้านหลังกำลังสร้างบ้านไปพลาง อีกด้านพวกเขาก็กำลังร้องเพลงงิ้วหวงเหมยที่จู้เจียงเจียงสอนไปพลาง
แน่นอนว่าบทเพลงที่ร้องนี้เป็นตำนานของเหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถ ตอนนี้พวกเขาใช้เวลาในการทำงานฝึกร้อง รอตอนเย็นตอนพักผ่อน ยังต้องซ้อมการแสดงงิ้ว
โชคดีที่พวกน้องห้าเคยอยู่ในหอ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเรียนรู้ได้ดี แค่สอนก็ทำได้
“♪ ไปหาอิงไถที่หมู่บ้าน ทั้งหมดตรงหน้านั้นยังคงเหมือนเดิม ย้อนรำลึกถึงวันวานแล้วใจวาบหวิว น่าขันกลับไม่รู้ว่านางคือสตรี…♫”
หมิงจี่ฟังบทเพลงที่หลายคนนั้นร้องแบบมึนงง “เกี่ยวข้องอะไรกับบทเพลงนี้?”
“ทำไมจะไม่เกี่ยวข้อง!”
จู้เจียงเจียงไม่พอใจที่เขาสงสัยในความคิดของนาง “ข้าถามท่าน ท่านคิดว่าวิธีของข้าควรจะเขียนหนังสือชี้แจงสักฉบับหนึ่ง อธิบายเรื่องราวของคุณชายจูและคุณหนูหมิงก็พอแล้ว?”
หมิงจี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้า
“แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า ถึงแม้หนังสือชี้แจงของท่านจะเขียนได้ซาบซึ้งประทับใจ ทำให้คนหลั่งน้ำตาแค่ไหน แต่ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าพวกชาวบ้านจะอ่านรู้เรื่อง?”
อัตราคนรู้หนังสือของเมืองเจียงหนานต่ำขนาดนั้น ระดับที่ได้รับการศึกษาพูดได้ว่าดีกว่าไม่มี
มุมมองความคิดเรื่องต่างๆ ที่ทุกคนยอมรับล้วนฟังมาจากคนรุ่นก่อน ไม่เคยได้รับการศึกษาเหมือนกัน ทัศนคติต่างกัน วิสัยทัศน์ในการมองสิ่งต่างๆ ย่อมต่างกันโดยสิ้นเชิง
คิดอยากแก้ปัญหาพิสูจน์ด้วยหนังสือชี้แจงหนึ่งฉบับไปเปลี่ยนความคิดของคนบนโลก นับว่าหมดหวังโดยสิ้นเชิง
“แต่เกี่ยวอะไรกับบทเพลงนี้?” หมิงจี่ยังคงไม่เข้าใจ
พวกชาวบ้านไม่รู้หนังสือ หรือร้องเพลงจะมีประโยชน์?
“ท่านต้องฟังเรื่องราวในบทเพลงนี้จนจบแล้วค่อยตัดสิน นี่เป็นละครต่อเนื่องเป็นเรื่องราวที่ดีที่เล่าลือมาถึงตอนนี้!” จู้เจียงเจียงจะโมโหตายเพราะเขาจริงๆ
“ช่างเถิด ข้าไปชงชาหนึ่งกาให้ท่าน วันนี้ท่านก็นั่งฟังบทเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ หลายๆครั้งจนกว่าจะเข้าใจ!”
ไม่พูดพล่ามให้เสียเวลา ร้องเพลงให้เขาฟังก็จบ
ถ้าหากเขาคิดว่าเรื่องราวนี้รับได้ สามารถกลายเป็นคำพูดที่ดีท่อนหนึ่ง เช่นนั้นก็บ่งบอกว่าวิธีนี้มีประโยชน์ จู้เจียงเจียงก็จะยิ่งมีความมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังดำเนินการปรับแก้ตามเรื่องราวเฉพาะของจูชิงหรานและหมิงเหยาสองคนได้ แบบนี้ก็ดูเป็นเรื่องจริงแล้ว
หมิงจี่ในมือถือถ้วยชาใบใหญ่ที่จู้เจียงเจียงเทให้ นั่งอยู่ริมแม่น้ำฟังการขับร้องตั้งแต่ต้นจนจบอยู่หลายครั้งด้วยความสงสัย
จนกระทั่งสีท้องฟ้าค่อยๆมืดลง เสียงเพลงจบลง เขาถึงได้สติกลับมา
ตอนนี้ในสมองของเขาได้มีเรื่องราวที่สมบูรณ์แล้วเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เหมือนกับที่น้องสาวของเขาได้ประสบมา ทว่าตอนจบไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
“แม่นาง ถึงแม้เหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถทั้งสองคนกลายเป็นผีเสื้อจะน่าซึ้งใจ แต่เหยาเอ๋อร์จะตายไม่ได้ นางกลายเป็นผีเสื้อไม่ได้!”
หมิงจี่เดินตามหลังจู้เจียงเจียงต้อยๆพูดความคิดของตัวเองออกมาอย่างร้อนใจ เดินไปทางบ้านตระกูลเผยด้วยกันกับนาง
จู้เจียงเจียงเพิ่งย้ายอิฐเสร็จเหนื่อยมาทั้งวัน คำพูดยังขาดช่วงหายใจหอบ “ข้ารู้เรื่องเล่าค่อนข้างจะเหมือนบทละคร ถ้าหากท่านคิดว่าตอนจบนี้ใช้ไม่ได้ พวกเราก็เปลี่ยนได้”
“ต้องเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว!”
หากน้องสาวเขาทำตามคนอื่นกลายเป็นผีเสื้อ เขาไม่เอาด้วยหรอก
“แต่ถ้าเปลี่ยนตอนจบก็ไม่พอทำให้คนซาบซึ้งใจ ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ท่านยังจะเปลี่ยนหรือไม่?” จู้เจียงเจียงย้อนถามเขา
นี่คือคำถามที่จริงจังคำถามหนึ่ง
เป้าหมายที่พวกเขาทำการแสดงงิ้วฉบับนี้ก็เพื่อเปลี่ยนท่าทีมุมมองความคิดของทุกคนต่อเรื่องหญิงแต่งชายไปเข้าสำนักศึกษา ถ้าเปลี่ยนตอนจบแบบมีความสุข พลังโจมตีของเรื่องราวก็จะได้รับผลกระทบ
“นี่...” หมิงจี่พูดไม่ออกในทันที
แต่ท้ายที่สุด เขายังคงตัดสินใจจะเปลี่ยน!
“แม่นางเปลี่ยนเถอะ เรื่องราวนี้เดิมก็สั่นไหวพอแล้ว”
กินข้าวเย็นเสร็จ หลังจากผ่านการคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ หมิงจี่ไปหาจู้เจียงเจียงอีกครั้ง บอกการตัดสินใจสุดท้ายกับนาง
จู้เจียงเจียงที่ได้พักผ่อนครู่หนึ่ง สมองก็เริ่มหมุนแล้ว “ข้าเห็นด้วยกับคำแนะนำของท่าน เปลี่ยนตอนจบให้มีความสุข”
ที่นางตอบรับเป็นเพราะเรื่องราวครึ่งแรกนี้สำหรับคนยุคโบราณที่รากฐานมั่นคงก็ใจกล้ามากแล้ว
ไม่ว่าตอนจบจะกลายเป็นผีเสื้อหรือไม่ ก็เพียงพอให้ในใจของพวกชาวบ้านหลังฟังเรื่องราวนี้ประทับใจแล้ว
บวกกับยุคสมัยนี้ไม่มีโอกาสอะไรให้ได้รับการกล่อมเกลาของวัฒนธรรมและศิลปะ เมื่อเรื่องราวนี้ถูกโยนออกสู่โลกภายนอกก็จะพัดกระพือราวพายุที่โดดเด่น พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเรื่องผลลัพธ์ของละคร
“ดีจริงๆ เช่นนั้นเจ้ารีบเปลี่ยนเถิด” หมิงจี่ทำหน้าดีใจพูดเร่งนางอย่างเป็นธรรมชาติ
จู้เจียงเจียงเหล่มองเขาอย่างไม่พอใจ “พี่ชาย ดวงอาทิตย์วันนี้ค่อนข้างแรง ข้าขนย้ายอิฐร้อนจนเจ็บมือ ตอนนี้ยกแขนไม่ได้แล้ว จะเปลี่ยนแก้เรื่องราวให้ท่านได้อย่างไร”
เพื่อเร่งการดำเนินการ และเพื่อโจวเหลียงสามารถเข้าเมืองหลวงไปเข้าร่วมสอบขุนนางได้อย่างราบรื่น สองวันนี้มานางทุ่มเทแทบตาย จะมีแรงแก้อักษรแทนเขาที่ไหนกัน
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าค่อยแก้ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ เรื่องสร้างบ้านของเจ้าก็มอบให้ข้า ข้าเรียกคนมาช่วยเจ้าสร้างเอง!” หมิงจี่โบกมือใหญ่ๆ รับเหมางานสร้างบ้านของนางทั้งหมด
ในความมืด เห็นเพียงจู้เจียงเจียงแสดงรอยยิ้มได้ใจหนึ่งออกมา “ตกลง!”
ที่นางรออยู่ก็คือประโยคนี้ของเขา!
จ้างแรงงานคนสร้างบ้านก็คือสบาย ในที่สุดจู้เจียงเจียงและพวกโจวเหลียงก็ได้พักสักหน่อย ทุ่มเทหัวสมองและความตั้งใจไปกับเรื่องฝึกซ้อมและความคิดสร้างสรรค์
“โจวเหลียง หัวข้อและบทความเหล่านี้เจ้าลองอ่านดู มีคำถามหรือความคิดเห็นอะไรมาหาข้าได้ตลอดเวลา”
จู้เจียงเจียงเรียกหาโจวเหลียงโดยลำพัง ยื่นกระดาษปึกหนึ่งให้เขา
ในกระดาษเขียนหลายหัวข้อสอบการขุนนางปีนี้ในความทรงจำนาง ยังมีคำตอบที่นางทำขึ้นเพื่อหัวข้อเหล่านั้น ยึดตามความคิดนางที่เป็นคนยุคปัจจุบัน น่าจะทำให้เขาโดดเด่นในหมู่บัณฑิตจำนวนมาก
“นี่คือรูปแบบหัวข้อของการสอบขุนนาง ทำไมท่านถึงมีสิ่งนี้?” โจวเหลียงมองไม่กี่ใบด้านบนคร่าวๆ เขาก็รู้ว่านี่คือรูปแบบหัวข้อของการสอบขุนนางในทันที
ถ้าไม่เคยเข้าร่วมการสอบขุนนาง บัณฑิตทั่วไปยากมากจะได้รู้ข้อมูลประเภทนี้ ต้องเข้าสนามสอบแล้วถึงจะรู้ว่าสอบเรื่องอะไร
นางรู้ได้อย่างไร?
“เจ้ารู้จักสิ่งนี้?” จู้เจียงเจียงก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดว่าเขาแค่ดูก็มองออกแล้ว
หมิงจี่บอกว่านี่คือสิ่งล้ำค่าของพวกเขาตระกูลหมิง แม้แต่ศิษย์ของสำนักศึกษาตระกูลหมิงยังไม่รู้เรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?
ทำไมโจวเหลียงถึงมองออกในทันที? หรือฐานะก่อนหน้านี้ของเขา จะได้อยู่กับสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ?
จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจเขา แต่ไม่ได้ถามเรื่องทุกข์ใจของคนอื่น
ไม่ถามน่าจะดีกว่า…
ตอนที่ 63: ส่งไปสอบ
หลังจากเผยจี้นำข้าวไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านผู้ประสบภัยพิบัติ และแก้ปัญหาเรื่องการดำรงชีพขั้นพื้นฐานของพวกเขาได้แล้ว เขาจึงถือโอกาสที่ยังไม่ได้เริ่มซ่อมแซมเขื่อนต้นน้ำ เริ่มดำเนินการก่อนจะยุ่งมากกว่านี้ทันที
เขาถือของขวัญขอบคุณที่จะให้จู้เจียงเจียง ปรากฏตัวในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง
การมาครั้งนี้ของเขา ทุกอย่างที่ได้เห็นทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อจู้เจียงเจียงใหม่
มองดูผู้คนบนระเบียงที่กำลังเพลิดเพลินกับสายลมเย็นๆ เมื่อมองไปที่หน้าประตูบ้านตระกูลเผย มีหลายคนรวมกลุ่มกันอ่านหนังสืออยู่ บ้างก็หัดขีดเขียน และมีบางคนกำลังฝึกซ้อมร้องเพลง ตอนนี้เผยจี้สงสัยว่าตัวเองเข้าผิดบ้านหรือไม่?
แต่จู้เจียงเจียงก็นั่งอยู่ตรงนั้น กำลังพูดอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างใกล้ชิด
ภาพฉากนี้ทำให้เผยจี้รู้สึกอึดอัดมาก
เขาทำหน้าขรึม ก้าวใหญ่ไปข้างหน้า นำตะกร้าในมือกระแทกลงบนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าจู้เจียงเจียง ทำเอานางตกอกตกใจ
“แม่ทัพเผย ทำไมท่านถึงมาอีกแล้ว?”
อีกแล้ว?
จู้เจียงเจียงใช้คำว่า ‘อีกแล้ว’ คำนี้ยิ่งทำให้เผยจี้ไม่พอใจ “ทำไมคุณชายหมิงมาได้ข้าถึงมาไม่ได้?”
“ทำไมท่านถึงโมโหขนาดนี้ มีใครทำให้ท่านไม่พอใจหรือ?” จู้เจียงเจียงทำหน้าไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
แต่หมิงจี่ที่อยู่ข้างๆ กลับมองออกว่าเผยจี้หึงแล้ว ถึงอย่างไรความรู้สึกที่เผยจี้มีต่อจู้เจียงเจียงล้วนอยู่ในสายตาของเขามานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงขยับเก้าอี้ของตัวเองและรักษาระยะห่างกับจู้เจียงเจียงโดยไม่รู้ตัว
“แม่ทัพเผย ไม่พบกันนาน วันนี้ข้ามาเพราะมีเรื่องสำคัญจะหารือกับแม่นางจู้” หมิงจี่อธิบายเรียบๆ
พูดจบก็ทิ้งโต๊ะนี้ให้พวกเขาสองคน ส่วนตัวเองลุกเดินไปผ่อนคลายอารมณ์ริมบ่อน้ำ
คนที่ขวางตาไปแล้ว ท่าทางของเผยจี้ถึงผ่อนปรนลงเล็กน้อย เขาชี้ตะกร้าบนโต๊ะ พูดว่า “นี่คือของที่ข้าให้เจ้า ถือเป็นของขวัญขอบคุณแก่เจ้า”
“ให้ข้า?” ตั้งแต่ทะลุมิติมาในยุคโบราณนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงได้รับของขวัญเพื่อนางโดยเฉพาะ
ของขวัญอวยพรที่ได้รับในงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ก่อนหน้านี้ล้วนมอบให้นางและเผยเสี่ยวอวี๋
นางหยิบกล่องไม้ยาวอันหนึ่งขึ้นมา หลังหาสลักที่ใช้เปิดเจอก็ดึงออกดู ด้านในมีปิ่นปักผมหยกวางนิ่งๆอยู่หนึ่งเล่ม ดูก็รู้ว่าราคาไม่ถูก
“แม่ทัพเผย เรื่องข้าว พวกเราต่างก็ได้ประโยชน์ที่ต้องการ ของขวัญนี้ของท่านล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้” จู้เจียงเจียงพูดพลางปิดกล่องไม้ผลักไปตรงหน้าเขา
แต่เผยจี้ผลักกลับมาให้นางอีกครั้ง ใช้น้ำเสียงเหมือนบังคับ “รับไว้!”
“...” ชายคนนี้ช่างเผด็จการเสียจริง “ขอบคุณ”
ก่อนที่คนอื่นจะมองมา จู้เจียงเจียงรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ แล้วลุกยืนขึ้นก่อนนำกลับไปเก็บไว้ในห้อง
เมื่อของขวัญส่งถึงมือได้สำเร็จ เผยจี้ก็รู้สึกอารมณ์ดีมาก เขาอยากเข้าร่วมกลิ่นอายความสุขที่เต็มไปด้วยหนังสือเหล่านี้ด้วย พลันกลับพบว่าตัวเองนั้นแก่และหยาบกระด้างไร้การศึกษาเกินกว่าจะไปกลมกลืนด้วยได้
ก็แม้แต่เผยเสี่ยวอวี๋ก็กำลังฝึกเขียนตัวอักษรอย่างตั้งใจ ไม่มีเวลามาสนใจเขา
ช่างเถอะ เขานั่งดื่มชาอยู่ข้างๆก็ได้
แต่เผยจี้อิจฉาพวกเขามากจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากจะอ่านและเขียนหนังสือร่วมกับพวกเขาอยู่ที่นี่ด้วย
…..
รวงข้าวในทุ่งนาจากสีเขียวอ่อนเปลี่ยนเป็นเขียวเข้มแล้ว ต้นข้าวที่เรียงเป็นระเบียบทำให้คนรู้สึกดี และทำให้พวกชาวบ้านรู้สึกพอใจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
ถึงเวลาที่จู้เจียงเจียงจะแจกข้าวเดือนที่สองแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านพาคนมารับเสบียงอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านเสี่ยวฮวงคึกคักขึ้นอีกครั้ง
“แม่นางตระกูลจู้ ข้าตักนี่มาจากในภูเขา เจ้าลองชิมดู”
คนส่วนใหญ่ที่มารับข้าวไม่ได้มามือเปล่า หากไม่เอาเนื้อสัตว์ป่ามา ก็เอาไข่ไก่ที่รวบรวมจากในหมู่บ้านมา ขอแค่เป็นของมีค่า พวกเขาทุกคนล้วนนำมาให้จู้เจียงเจียง
นี่คือความหวังดีหนึ่งของพวกชาวบ้านแต่ละหมู่บ้าน จู้เจียงเจียงปฏิเสธไม่ได้ทำได้แค่รับไว้
เวลาสั้นๆแค่หนึ่งวัน ชั้นวางของในห้องครัวก็มีวัตถุดิบต่างๆ เต็มไปหมด
ของเหล่านี้เก็บไว้นานไม่ได้ จู้เจียงเจียงจึงต้องเอาพวกมันไปดองบ้าง แช่บ้าง และยังมีบางส่วนที่นำไปปลูกโดยตรงในลานบ้าน
“แล้วจะทำอย่างไรกับไข่ไก่เหล่านี้?”
โจวเหลียงช่วยจู้เจียงเจียงจัดการกับกระต่ายป่าที่พวกชาวบ้านนำมาให้ ทว่ายังเหลือไข่ไก่หนึ่งตะกร้าที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
จู้เจียงเจียงเอาไข่ไก่ขึ้นมามองใต้แสงยามเย็น ไม่เห็นมีจุดดำด้านใน บ่งบอกว่ายังเก็บไว้ได้อีกหลายวัน
“ไข่ไก่เก็บไว้ก่อนเถิด รออีกไม่กี่วันต้มสุกแล้วก็เอาไว้กินระหว่างทาง”
‘ระหว่างทาง’ ที่นางพูด แน่นอนว่าย่อมหมายถึงเรื่องที่โจวเหลียงต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการสอบขุนนาง เมื่อคำนวณเวลาแล้ว โจวเหลียงก็ใกล้จะต้องออกเดินทางแล้ว
โจวเหลียงไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของจู้เจียงเจียง แค่พอคิดว่าอีกเดี๋ยวก็ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงแล้ว ความคิดของเขาก็เริ่มล่องลอยไปไกล เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงต้องกลับไปยังสถานที่แห่งนั้น
ในวันออกเดินทาง
โจวเหลียงตื่นขึ้นในบ้านหลังที่จู้เจียงเจียงสร้างให้พวกเขา เมื่อหลายวันก่อนเขาและพวกน้องชายน้องสาวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่แล้ว
บ้านของพวกเขาถึงแม้จะตกแต่งเรียบง่าย แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นของพวกเขาเอง
“เก็บของกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงมาหาตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมตะกร้าสองใบในมือ เผยเสี่ยวอวี๋ที่ตามหลังนางมาก็ถือของเต็มสองมือเช่นกัน
“นี่คือของที่ข้าตื่นเช้ามาทำให้เจ้า น่าจะเก็บไว้กินได้สักระยะหนึ่ง”
นางทำขนมชุยปิ่ง เนื้อวัวที่เมื่อคืนตุ๋นจนถึงเช้า หั่นเสร็จแล้วก็ห่อไว้ในกระดาษน้ำมัน ให้โจวเหลียงนำไปกินระหว่างทาง
“พี่โจว นี่คือเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่ที่พี่สะใภ้ซื้อมาให้เปลี่ยน โปรดรับไว้” เผยเสี่ยวอวี๋เดินขึ้นหน้าเอาของมาให้เขาอย่างทุลักทุเล
ภายใต้การได้ยินได้เห็นพี่สะใภ้นางและพวกพี่ชายพี่สาว เผยเสี่ยวอวี๋จึงรู้ว่าการสอบขุนนางสำคัญมาก ทุกคนต่างคาดหวังให้เขาสอบได้จอหงวน
โจวเหลียงมองตะกร้าสะพายหลังที่ยัดใส่จนเต็ม อดไม่ได้ที่จะเบ้าตาแดงก่ำ
“แม่นาง โจวเหลียงจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ต้องสอบผ่านได้ระดับจวี่เหรินกลับมาแน่นอน!”
เขาจะต้องสอบให้ผ่าน ไม่เพียงเพื่อตัวเขาเอง ยิ่งกว่านั้นก็คือเพื่อจู้เจียงเจียง!
“อย่าสร้างแรงกดดันให้ตัวเองมากนัก คำพูดก่อนหน้านี้ที่ให้เจ้าช่วยสอบให้ติดจอหงวนกลับมานั้น ข้าแค่ล้อเล่น” จู้เจียงเจียงจงใจพูดถึง
ครั้งนี้เขาเดินทางเข้าเมืองหลวงเพียงลำพัง ไม่แน่ว่าระหว่างทางอาจเจอเรื่องมากมาย แค่เขากลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องจะสอบได้หรือไม่ นางไม่ได้บีบบังคับ
“เจ้าไปอย่างวางใจเถิด ข้ารับประกันจะดูแลพวกน้องชายน้องสาวของเจ้าอย่างดี”
นางยิ่งพูดแบบนี้ โจวเหลียงก็ยิ่งทนไม่ไหว แม้ผู้ชายจะไม่เสียน้ำตาง่ายๆ แต่สุดท้ายเขาก็ร้องไห้ออกมา
“พี่ชาย...”
พวกเด็กๆล้อมวงกอดเขาไว้ แม้แต่เผยเสี่ยวอวี๋ก็ยังไม่อยากจากเขาไป จึงทั้งกอดและร้องไห้เสียใจไปด้วยกัน
“พอ หยุดได้แล้ว พี่ชายของพวกเจ้าต้องออกเดินทาง พวกเราไปส่งเขาถึงในเมืองดีหรือไม่?” จู้เจียงเจียงตัดสินใจไปส่งโจวเหลียงถึงในตัวเมืองอย่างปุบปับ
เห็นเขานั่งบนรถม้ากับตาตัวเองก่อนถึงจะสบายใจ
พวกเขาทุกคนเปลี่ยนชุดใหม่ หลังจากลั่นดาลประตูเสร็จ ก็พากันออกจากบ้านอย่างสนุกสนานและดีอกดีใจ
คนในหมู่บ้านทุกคนรู้เรื่องที่โจวเหลียงต้องรีบเข้าเมืองหลวงไปให้ทันสอบ ดังนั้นตอนผ่านพวกชาวบ้าน ทุกคนจึงอวยพรเขา หวังให้เขาสอบติด
ในหมู่บ้าน เหลียงเหวินโจวมองแผ่นหลังของโจวเหลียง ทั้งอิจฉาทั้งนึกย้อนเสียใจ
หากไม่มีเรื่องนั้น เช่นนั้นตอนนี้คนที่ต้องไปเมืองหลวงให้ทันสอบก็คงเป็นเขา
จากเมืองเจียงหนานเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อให้ทันสอบไม่ได้มีเพียงแค่โจวเหลียงคนเดียว ยังมีศิษย์ของสำนักศึกษาตระกูลหมิงอีกหลายคน จู้เจียงเจียงคุยกับหมิงจี่เพื่อความสะดวก ขอให้โจวเหลียงร่วมเดินทางไปพร้อมกับศิษย์ของสำนักศึกษาตระกูลหมิงด้วย
แน่นอนในคนกลุ่มนี้ยังรวมไปถึงจูชิงหราน
นับตั้งแต่มีข่าวลือเรื่องเขากับหมิงเหยาถูกซุบซิบนินทาไปทั่ว สภาพของจูชิงหรานก็ย่ำแย่มาโดยตลอด จนกระทั่งถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ฟื้นฟูกลับมา
ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ จูลิ่นก็ยังช่วยเขาเตรียมเรื่องต่างๆ เพื่อไปเมืองหลวงให้ทันสอบ
จูชิงหรานรู้ดีถึงความสำคัญการสอบให้ได้รับชื่อเสียง ไม่เพื่อตัวเขาเองก็ต้องไปสู้สักตั้งเพื่อหมิงเหยา
จู้เจียงเจียงเห็นจูชิงหรานที่ดวงตาทั้งสองเหม่อลอยนั่งอยู่ด้านในสุดของรถม้า ก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนมาก
เรื่องสอบขุนนาง นางช่วยเขาไม่ได้ นางทำได้แค่พยายามขึ้นแสดงบทละครดีๆ ให้ชาวบ้านทั้งเมืองได้เห็นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ หวังว่าเมื่อเขากลับมา นางจะสามารถกู้สถานการณ์ตอนนี้ให้พลิกกลับมาแทนเขาและหมิงเหยาได้
“พี่ชายสู้ๆ”
“ลูกชาย พยายามสอบระดับซิ่วไฉกลับมาให้พ่อนะ”
“เพื่อนจูรักษาตัวด้วย ข้าจะดูแลเหยาเอ๋อร์แทนเจ้าอย่างดี รอเจ้ากลับมา”
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว คนไปส่งคนเข้าสอบทยอยตามไปส่งคำอวยพรของตัวเองออกไป
จู้เจียงเจียงเดินอยู่ด้านหลังช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรแค่ดูแลพวกเผยเสี่ยวอวี๋ให้ดี
ตอนรถม้าออกจากเมือง รถม้าหรูหราหลายคันกำลังเข้าเมืองพอดี แต่เนื่องจากมีคนไปส่งคนเข้าสอบอยู่หน้าประตูเมืองจำนวนมาก คนภายในรถม้าจึงเปิดผ้าม่านออกมาดูอย่างสนใจ
ภายในรถม้าเห็นแค่คุณชายสูงศักดิ์ พวกคุณหนูไม่กี่คน และคนแก่ผมขาวอีกคู่หนึ่ง
ตอนที่ 64: นางคือเจ้าของเบื้องหลังที่ซื้อหอจ้าวเซิง
“สามวันให้หลัง หอจ้าวเซิงเปิดแสดง ‘คุณชายข้าคือสตรี’ ไม่มีค่าใช้จ่าย อะไรคือคุณชายข้าคือสตรีกัน?”
เช้าวันนี้ จู่ๆ พวกชาวบ้านเมืองเจียงหนานก็พบว่า บนสะพานเชื่อมแม่น้ำชิงสุ่ยทั้งสามของเมืองเจียงหนาน ในทุกสะพานล้วนมีป้ายหนึ่งตั้งเพิ่มขึ้นมา
บนป้ายตั้งติดใบประกาศไว้หนึ่งฉบับ เนื้อหาในนั้น ‘สามวันให้หลัง หอจ้าวเซิง คุณชายข้าคือสตรี’
คำไม่กี่คำนี้ปรากฏอยู่ด้วยกัน ทำให้ทั้งเมืองเจียงหนานครึกโครมขึ้นทันที
“หอจ้าวเซิง คือหอนางโลมที่กระจัดกระจายไปเมื่อสองปีก่อนไม่ใช่หรือ เปิดอีกครั้งตั้งแต่เมื่อใด?”
“ด้านในหอจ้าวเซิงมีคน!”
ชายคนหนึ่งเบียดขึ้นหน้าฝูงชนอย่างตื่นเต้น บอกเรื่องที่ตัวเองเห็นเมื่อครู่กับทุกคนอย่างสมจริง
“เมื่อเช้าข้าตื่นมาเห็นใบประกาศฉบับนี้ จากนั้นก็วิ่งไปที่หอจ้าวเซิง พบว่าไม่เพียงแค่ที่นั่นเปิดประตูอยู่ แต่ยังมีคนเข้าไปส่งของไม่ขาดสาย!”
“โอ๋? พวกเขาเป็นใครกัน พี่ชายเห็นชัดไหม?” อีกคนเอ่ยถาม
“ไม่รู้” ชายผู้นั้นส่ายหน้า
“นี่มันยังไงกัน...”
“‘คุณชายข้าคือสตรี’ นี่คืออะไร?” มีอีกคนถามขึ้น
คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครสามารถตอบได้ เพราะพวกเขาก็ไม่เคยได้ยินสิ่งนี้มาก่อนเช่นกัน ถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าอีกสามวันให้หลัง ในหอจ้าวเซิงจะเกิดอะไรขึ้น
“ด้านบนนี้เขียนอยู่ไม่ใช่หรือ สามวันให้หลัง จะเปิดการแสดงแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ในเมื่อไม่เก็บเงิน ถึงตอนนั้นทุกคนไปดูก็จะรู้เองไม่ใช่หรือ?”
“พี่ชายท่านนี้พูดถูกต้อง” ทุกคนต่างคล้อยตาม
ไม่ว่าอย่างไร นี่ถือว่าเป็นข่าวแปลกใหม่ที่เมืองเจียงหนานไม่ได้พบเห็นมานานมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่หอจ้าวเซิงแยกย้ายกันไป ทุกคนในเมืองก็ไม่มีสถานที่ผ่อนคลายอารมณ์ ใช้ชีวิตเก็บกดใกล้จะตายกันอยู่แล้ว
ตอนนี้หอจ้าวเซิงเปิดทำการอีกครั้ง สำหรับพวกผู้ชายในตัวเมืองแล้ว นี่ย่อมเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
จู้เจียงเจียงสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองทุกคนอยู่ด้านหลัง หลังจากเห็นพวกผู้ชายตรงหน้าส่งสายตารู้กันอยู่ให้กันและกัน นางก็อดยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
ไอ้พวกตัณหาไร้ค่า!
พวกเขาตาบอดหรือ?
ใบประกาศบรรทัดสุดท้าย นางตั้งใจเขียนตัวใหญ่ๆ ทำไมพวกเขาถึงยังมองไม่เห็นอีก?
“อะแฮ่ม” จู้เจียงเจียงล้างคอ พูดเสียงสูงว่า “ทุกคนรีบมาดู บนใบประกาศนี้ สามวันให้หลัง หอจ้าวเซิงสามารถเข้าด้านในได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง!”
ไร้สาระ นางซื้อหอจ้าวเซิงไม่ใช่เพื่อช่วยเจ้าของเก่าฟื้นฟูกิจการเสียหน่อย นางแค่คิดอยากจะยืมหอเพื่อแสดงให้เต็มที่เท่านั้น
ชื่อเสียงของหอจ้าวเซิงอาจจะไม่ได้ดีนัก คนต่างถิ่นเป็นไปได้ว่าแม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน แต่สำหรับชาวบ้านของเมืองเจียงหนานแล้ว พูดได้ว่ารู้จักกันหมดทุกคน
ส่วนหอจ้าวเซิงนั้นมีทั้งคนรักและคนเกลียด แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็มีชื่อเสียงที่สุดในท้องถิ่นแล้ว
อีกทั้งพื้นที่ของหอจ้าวเซิงนั้นกว้างใหญ่มาก สิ่งของที่หอนางโลมควรมีล้วนไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่อย่างเดียว ใช้เปิดการแสดงฉบับยิ่งใหญ่นี้เหมาะสมที่สุดแล้ว
เสียงเตือนดังๆ ของจู้เจียงเจียงได้ดึงดูดบรรดาหญิงสาวที่ผ่านทางมา เมื่อได้ยิน ‘หอจ้าวเซิง’ สามคำนี้ก็เดินกลับมาทันที
พวกผู้หญิงเบียดผู้ชายที่ล้อมอยู่หน้าป้ายประกาศออก ยึดครองตำแหน่งสำคัญและเริ่มถกประเด็นสำคัญกันอย่างสนุกสนาน
แม้ว่าพวกนางจะไม่รู้หนังสือเลยก็ตาม
“แม่นาง เมื่อครู่เจ้าบอกด้านบนเขียนว่าอะไรนะ บอกว่าสตรีก็เข้าไปผ่อนคลายในหอจ้าวเซิงได้ใช่หรือไม่?”
พวกผู้หญิงจับแขนของจู้เจียงเจียงไว้ ชี้ตัวหนังสือบนป้ายตั้ง ต้องการให้จู้เจียงเจียงอ่านให้พวกนางฟังอีกครั้ง
จู้เจียงเจียงทนการ ‘เชื้อเชิญ’ แบบกระตือรือร้นของพวกนางไม่ไหว ใช้นิ้วชี้ใบประกาศ อ่านให้พวกนางฟังทีละคำ
“อะไรคือคุณชายข้าคือสตรี มันมีความหมายว่าอย่างไร?” พวกผู้หญิงถามอีกครั้ง
“เรื่องนี้...” จู้เจียงเจียงลังเลครู่หนึ่ง แต่เพื่อดึงดูดความอยากรู้ของทุกคนให้มากยิ่งขึ้น เช่นนั้นนางเปิดเผยเค้าโครงบทละครให้พวกนางรู้สักหน่อยก็แล้วกัน
“มองจากความหมายตามตัวหนังสือแล้ว ที่หอจ้าวเซิงอีกสามวันข้างหน้าน่าจะมีการแสดงงิ้วที่เกี่ยวกับสตรีแต่งชายแล้วถูกจับได้กระมัง?”
“สตรีแต่งชายหรือ?”
พวกผู้หญิงนิ่งไปเล็กน้อย เหมือนนึกอะไรออก ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายในทันที จับเพื่อนข้างกายที่มาด้วยกันกระซิบว่า “ที่พูดถึงก็คือคุณหนูจวนหมิงคนนั้นไม่ใช่หรือ...”
เรื่องของจวนหมิงแม้ว่าถูกลือจนรู้กันไปทั่วนานแล้ว แต่เมื่อจะพูดคุยถึงเรื่องนี้ภายนอก ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันเงียบๆ ไม่กล้าถกเถียงกันในที่สาธารณะ
ถ้าเกิดถูกคนในจวนหมิงหรือจวนจูได้ยินเข้า พวกเขาต้องรับผลที่ตามมาแม้จะรับไม่ไหวก็ตาม
แต่ว่า...
“หอจ้าวเซิงนี้ช่างใจกล้ามาก แม้แต่เรื่องนี้ก็กล้าพูด!”
ในที่สุดก็มีคนพูดถึงใจความสำคัญนี้
ทันทีที่คำคำนี้พูดออกมา คนที่อยู่ในบริเวณนี้ต่างก็ทยอยสูดลมหายใจเย็นเข้าปอด พร้อมกับชื่นชมความใจกล้าของเจ้าของคนใหม่ของหอจ้าวเซิงไม่ขาดปาก
แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ชาวบ้านของเมืองเจียงหนานยิ่งสนใจต่อหอจ้าวเซิงในอีกสามวันข้างหน้าเป็นอย่างมาก
แค่ช่วงเวลากลางวันสั้นๆ ชาวบ้านทั้งเมืองเจียงหนาน ตั้งแต่คนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบขึ้นไป จนถึงเด็กทารกอายุสองขวบล้วนแต่รู้เรื่องหอจ้าวเซิงเปิดกิจการใหม่อีกครั้ง
จู้เจียงเจียงสอดแนมปฏิกิริยาตอบสนองของฝูงชนเสร็จ ก็หมุนตัวเดินไปบนถนนเพื่อกลับไปที่ประตูหลังของหอจ้าวเซิง ระหว่างทางนั้นก็ได้ยินหัวข้อเกี่ยวกับหอจ้าวเซิงไม่ขาดหู
ดูแล้วความสามารถในการนินทาของคนสมัยโบราณจะไม่ด้อยไปว่าสมัยปัจจุบันเลย ทำเอานางที่ตอนแรกยังเป็นห่วงว่าจะเผยแพร่ไม่พอ ดังนั้นจึงแขวนใบประกาศล่วงหน้าถึงสามวัน
ภายในหอจ้าวเซิง
สถานที่แห่งนี้สำหรับพวกน้องห้าที่ผ่านมาแล้วมันคือฝันร้าย
แต่สำหรับพวกเขาในตอนนี้ ที่นี่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นอีกต่อไป
เทียบกับตอนที่ต้องขออาหารข้างถนน ทนหนาวทนหิว ที่นี่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขามีกินและมีที่อยู่อาศัย ดังนั้นสำหรับทุกอย่างที่นี่ พวกเขาล้วนปล่อยวางแล้ว
ตอนนี้ยิ่งทำเพื่อจู้เจียงเจียง พวกเขายิ่งต้องทุ่มสุดตัวในการเตรียมการแสดงในอีกสามวันข้างหน้าให้ดี
“น้องรอง คุณชายหมิงมาหรือยัง?” จู้เจียงเจียงที่เข้ามาจากประตูหลังก็ถามถึงหมิงจี่ทันที
หมิงจี่รับผิดชอบเตรียมพวกอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการแสดง รวมถึงช่วยนางหาคนเล่นดนตรีประกอบ ถ้าเขาไม่มา พวกเขาก็จะไม่สามารถฝึกซ้อมตามลำดับได้เลย
“ยังไม่มา” น้องรองส่ายหน้าพูดตอบ
พวกเขาเก็บกวาดของอยู่ในหอตลอด เริ่มตั้งแต่วันนั้นที่โจวเหลียงเดินทางไปเมืองหลวงให้ทันสอบ พวกเขาก็มาเก็บกวาดของที่นี่ทุกวัน
ถึงอย่างไรหอจ้าวเซิงก็ปล่อยร้างมากว่าสองปี มีของจำนวนมากพังไปแล้ว ต้องซ่อมแซมปรับปรุงใหม่
ใช้เวลาสามสี่วัน ในที่สุดพวกเขาถึงฟื้นฟูกลับไปเหมือนเมื่อก่อนได้ ขาดก็แต่หมิงจี่ที่รับผิดชอบออกเงินซื้อพับผ้าที่ยังมาไม่ถึง
จู้เจียงเจียงยืนอยู่ตรงกลางห้องโถงของหอจ้าวเซิง เงยหน้ามองชั้นบนชั้นล่างหนึ่งรอบ
ไม่รู้ทำไม หอจ้าวเซิงที่ร้างในสายตาของนาง กลับเห็นถึงฉากคนเดินขวักไขว่ โคมแดงเหล้าเขียว พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ทั้งที่นางวางแผนว่าหลังจากเปิดการแสดงงิ้วนี้เสร็จสิ้น ก็จะไม่สนใจหอจ้าวเซิงอีกแล้วแท้ๆ
“ไม่เป็นไร พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อน ไปหากอะไรกินข้างนอกกันสักหน่อยเถิด ข้าจะไปลองถามความเคลื่อนไหวกับจวนหมิง”
เที่ยงกว่าแล้ว พวกเด็กๆหิวกันมานานแล้ว จู้เจียงเจียงให้เงินกับพวกเขาพาเผยเสี่ยวอวี๋ออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน จากนั้นนางก็หมุนตัวเดินไปทางทิศเหนือของเมือง
ตอนเพิ่งหมุนตัวเข้าซอยที่จวนหมิงตั้งอยู่ สายตาของจู้เจียงเจียงก็ถูกจวนเผยฝั่งตรงข้ามจวนหมิงดึงดูดไป
เห็นรถม้าหรูหราหลายครั้งจอดอยู่หน้าประตูจวนเผย ทั้งยังมีคนเฝ้าอยู่หน้าประตูอีก
เผยจี้กลับมาแล้วหรือ?
นอกจากนี้เขายังรู้จักแสดงความยิ่งใหญ่ให้ตัวเอง มีทั้งรถทั้งม้า ยังมีคนรับใช้ ดูแล้วค่อยมีลักษณะของแม่ทัพใหญ่หน่อย?
ตอนที่ 65: หัวเข่าของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?
จู้เจียงเจียงยื่นหน้าเข้าไปมองในจวนเผย นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นจวนเผยเปิดประตูอยู่
เพียงแต่ หลังประตูใหญ่จวนเผยตรงกลางลานบ้านมีภูเขาปลอมลูกหนึ่ง บดบังสายตาของคนนอกที่มองเข้าไปทั้งหมดได้พอดี นอกจากภูเขาปลอมลูกนั้นก็มองไม่เห็นอะไรเลย
“เสียแรง” จู้เจียงเจียงแขวะออกมาหนึ่งประโยค นางไปจวนหมิงเล่นดีกว่า
เพราะเรื่องหมอเทวดาซิว ตอนนี้จวนหมิงเกรงใจนางเป็นพิเศษ แค่นางแจ้งชื่อ คนรับใช้หน้าประตูก็ให้นางเข้าไปเลย
“ซิ่งเอ๋อร์ ไปช่วยข้าเรียกคุณชายรองของพวกเจ้าหน่อย บอกว่าข้ามาหาเขาเพราะมีเรื่องด่วน”
“คุณชายรองของเรา...” ซิ่งเอ๋อร์ คนรับใช้ที่ให้นางเข้าจวนได้ยินดังนั้นก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน ก่อนมองจู้เจียงเจียงด้วยความอึดอัดใจ “คุณชายรองของเรากำลังถูกนายท่านผู้เฒ่าลงโทษให้คุกเข่าอยู่หอบรรพบุรุษ”
“ลงโทษคุกเข่าอีกแล้ว?”
จู้เจียงเจียงเท้าสะเอว กลอกตามองไปที่ด้านบนสุดของทางเดิน
แค่ที่นางเคยได้ยินมา หมิงจี่ถูกลงโทษให้คุกเข่าเกินสามครั้ง ตอนนี้โดนอีกแล้ว!
พวกเขาตระกูลหมิงชอบลงโทษทางร่างกายแบบนี้มากหรือ? เอะอะก็ลงโทษคุกเข่า
“ครั้งนี้เป็นเพราะสาเหตุอะไรอีก?”
คนรับใช้เห็นว่าจู้เจียงเจียงถือเป็นแขกประจำคนหนึ่งของจวนหมิง จึงดึงนางชิดมุมกำแพงและเริ่มนินทากับนางทันที
“ได้ยินมาว่าเพราะวันนี้ในเมืองมีใบประกาศอย่างหนึ่งออกมา คุยกันถึงเรื่องของคุณหนูของเรา นายท่านผู้เฒ่าโกรธจึงลงโทษคุณชายรองให้นั่งคุกเข่าขังอยู่ในหอบรรพบุรุษ”
“...นี่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณชายรองของพวกเจ้า?”
จู้เจียงเจียงจำได้ว่าหมิงจี่เคยบอกกับนาง เรื่องซ้อมละครเขาไม่เคยบอกกับคนในบ้าน แม้แต่หมิงเหยาก็ไม่เคยเปิดเผย มีแค่เขาที่รู้
ในเมื่อพวกเขาทุกคนไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับหมิงจี่ ถ้าอย่างนั้นทำไมท่านผู้เฒ่าหมิงถึงพาลโกรธหมิงจี่ ‘ผู้บริสุทธิ์’ เพราะใบประกาศเช้าวันนี้กัน?
“เพราะหลังจากรับรู้เรื่องนี้ คุณชายรองก็พูดขึ้นมาหนึ่งประโยคว่า ‘อาจไม่ใช่เรื่องไม่ดี’”
“...” แม่งเอ๊ย! นี่มันคุณชายไร้สมองอย่างแท้จริง!
จู้เจียงเจียงจะโมโหตายเพราะความเลอะเทอะบางครั้งบางคราวของหมิงจี่ “งั้นนายท่านผู้เฒ่าของพวกเจ้าได้พูดหรือไม่ว่าจะให้เขาคุกเข่าไปถึงเมื่อไร?”
ซิ่งเอ๋อร์ส่ายหน้า เรื่องนี้นางไม่รู้จริงๆ
ช่างเถอะ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ไปเจอหมิงจี่ไม่ได้แล้ว จู้เจียงเจียงจึงไม่ต้องไปที่โถงกลางของตระกูลหมิงเพื่อเผชิญกับความอึดอัดและความรู้สึกผิดที่ทำให้นางต้องจัดเสื้อผ้านั่งตัวตรงอย่างสุภาพเรียบร้อยแล้ว
จู้เจียงเจียงออกจากจวนหมิง ตอนยกเท้าจะจากไป เผยจี้ก็ออกมาจากจวนเผยพอดี
“แม่นางตามข้าเข้ามาสักเที่ยว”
พูดจบเขาก็หันหลังกลับเข้าจวนไปอีกครั้ง
เป็นบ้าอะไร?! นี่มันท่าทีการเชิญแขกเข้าบ้านแบบไหนกัน!?
จู้เจียงเจียงเพิ่งโกรธหมิงจี่ไป ตอนนี้ยังมาถูกเผยจี้ยั่วโมโหอีกครั้ง หรือสองตระกูลนี้จะมีความแค้นกับนาง?
แต่สามารถเข้าไปสำรวจจวนเผยได้ มันก็ไม่แย่เท่าไรนัก
จู้เจียงเจียงวิ่งเข้าประตูตามไป หลังจากอ้อมภูเขาปลอม ลานบ้านขนาดใหญ่ก็สะท้อนเข้ามาในม่านตา แต่เป็นลานบ้านที่ไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก
นอกจากลานบ้านทั้งสี่มุมที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่หนึ่งต้น ส่วนอื่นก็มีแต่แผ่นหินเงาเปลือยเปล่า
แสงแดดตอนเที่ยงสาดส่องลงมา หากนำน้ำมาขันหนึ่งตักราดลงไปโดยตรง คงได้ยินเสียง *ฉ่าๆ* จากแผ่นหินเป็นแน่
ร้อนเท้า
“แม่ทัพ ท่านอยู่ตรงไหน?” เพิ่งทิ้งห่างแค่ไม่กี่ก้าว ร่างของเผยจี้ก็หายไป
“มานี่...อยู่ตรงนี้”
เผยจี้ยื่นครึ่งศีรษะออกมาจากในห้องด้านข้างปีกฝั่งทิศตะวันตกหลังหนึ่ง โบกมือเรียกนาง
ภายในห้องด้านข้าง เห็นแค่สิ่งของกองอยู่บนพื้น มีคลุมผ้าไว้ มองไม่ชัดว่าด้านในคืออะไร
“นี่คือ?” จู้เจียงเจียงสงสัย
“หมิงจี่ให้ข้ามอบให้เจ้า บอกว่านี่คือสิ่งของที่รับปากเจ้าไว้ เจ้าจะรับไปตอนนี้หรือไม่?” เผยจี้พูดอย่างรวดเร็วและมีความหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย
เริ่มตั้งแต่ที่เขาเรียกนางเข้าบ้านมา จู้เจียงเจียงก็รู้สึกถึงความแปลกไปของเขา “หรือท่านอารมณ์ไม่ดีอยู่?”
นางยังคงตรงไปตรงมา อยากรู้อะไรก็ถามออกมาตรงๆ
เผยจี้ได้ยินแบบนี้ นัยน์ตาตกใจพลันฉายชัดออกมาแวบหนึ่ง เขาปรับอารมณ์ เอ่ยปากพูดใหม่อีกครั้ง “ขอโทษ เพราะเรื่องการสร้างเขื่อนที่เมืองเจียงเป่ยไม่มีอะไรคืบหน้า ข้าจึงร้อนใจไปบ้าง ไม่ได้เป็นเพราะเจ้า”
“เจออุปสรรคอะไรหรือ?” นางถาม
เผยจี้ขยับรอยยิ้มที่ดูหมดแรง ทว่าก็ไม่ได้บอกอะไรนาง
นี่คือเรื่องของตัวเขาเอง ไม่จำเป็นต้องดึงนางมาเดือดร้อนด้วย นางแค่ต้องใช้ชีวิตอย่างสงบ ดูแลเสี่ยวอวี๋และตัวเองให้ดีก็พอแล้ว
“ของเหล่านี้ ข้าสั่งคนให้ไปส่งถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ไม่ ช่วยข้าส่งไปถึงหอจ้าวเซิงก็พอ”
ในเมื่อหมิงจี่เป็นคนให้นาง เช่นนั้นก็น่าจะเป็นของจำเป็นที่ใช้ในการตกแต่งหอจ้าวเซิง จู้เจียงเจียงจึงให้ไปส่งที่หอจ้าวเซิงโดยตรง
“หอจ้าวเซิง!” เผยจี้เสียงเข้มมากขึ้น จ้องนางเขม็ง “เจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับหอจ้าวเซิง!”
ถึงแม้ห้าปีก่อนเขาจะไปที่ชายแดนแล้ว แต่เขาก็รู้ว่าหอจ้าวเซิงที่เคยเป็นที่นิยมช่วงหนึ่งคือสถานที่อะไร เหตุใดนางถึงเกี่ยวข้องกับสถานที่แบบนี้?
จู้เจียงเจียงตกใจจนต้องถอยหลังเพราะความจริงจังแบบกะทันหันของเขา “หรือท่านไม่รู้ เรื่องใหญ่อย่างสามวันให้หลังที่หอจ้าวเซิง?”
แม้แต่ท่านป้าตาบอดที่อาศัยอยู่ลำพังในเมืองยังได้ยิน ไม่นึกเลยว่าเผยจี้จะไม่รู้?
“สามวันให้หลังมีเรื่องอะไร?” เผยจี้ทำหน้ามึนงง
“...” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว ปากขมุบขมิบอยากจะแขวะเขา สุดท้ายก็อดทนไว้ได้ “ท่านให้คนช่วยข้าส่งของไปถึงหอจ้าวเซิง สามวันให้หลังท่านไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง”
“อ้อ จริงสิ อย่าลืมพาคุณหนูท่านนั้นในจวนท่านไปด้วย”
ตอนจะจากไป จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็นึกออก เมื่อครู่ตอนชำเลืองมองพลันเห็นเงาสีชมพูในห้องด้านข้างปีกฝั่งทิศตะวันออก น่าจะเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง
“นางไม่ใช่...” เผยจี้กำลังจะอธิบาย จู้เจียงเจียงก็หนีไปเสียแล้ว
มองด้านหลังนางที่วิ่งหนี มือที่ยื่นออกมาของเผยจี้ค้างอยู่กลางอากาศ สุดท้ายก็ทำได้แค่ขยี้ศีรษะของตัวเองอย่างหงุดหงิด
ช่วงนี้ทำไมเรื่องวุ่นวายถึงเยอะขนาดนี้!
จู้เจียงเจียงอยู่บนถนนถือโอกาสซื้อขนมเปี๊ยะไส้เนื้อชิ้นหนึ่ง กลับถึงหอจ้าวเซิงได้ไม่นาน คนที่เผยจี้ใช้มาส่งของก็มาถึงแล้ว
นางรีบยัดขนมเปี๊ยะไส้เนื้อคำสุดท้ายเข้าปาก ปัดเศษในมือ แล้วเริ่มตกแต่งด้วยกันกับพวกน้องรอง
สถานที่อย่างหอจ้าวเซิงนี้เหมาะกับความอ่อนละมุน ต้องการผ้าพับจำนวนมากไปตกแต่งบ้านไม้อันแข็งแกร่งนี้ ดังนั้นหนึ่งในสิ่งของที่หมิงจี่รับผิดชอบจัดเตรียมก็คือผ้าพับ
ม่าน ริบบิ้นและช่อดอกไม้ เหล่านี้ไม่ได้ทำมาจากผ้า
จู้เจียงเจียงพาเด็กๆเริ่มทำการตกแต่งที่ทั้งยาวนานและยากลำบาก ตามรูปแบบของสิ่งต่างๆ
เวลาเหลือน้อย พวกเขายุ่งจนถึงตอนท้ายสุด ดังนั้นจึงตัดสินใจนอนที่หอจ้าวเซิง ไม่กลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ด้านในหอมีห้องอยู่จำนวนมาก พวกเขาหาผ้าไม่กี่ผืน ปูบนพื้นสักหน่อยก็นอนหลับกันได้แล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
หมิงจี่ลากขาทั้งสองที่เป๋จากการคุกเข่า มือดันประตูแล้วเดินเข้าไป “แม่นาง ข้ามาช้าไป...”
จู้เจียงเจียงเห็นวิธีการดันประตูที่ทั้งน่าเวทนาและตลกของเขา นางจึงเดินหน้าไปต้อนรับและยังลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้เขา “คุณชายหมิง เมื่อวานคุกเข่านานแค่ไหน หัวเข่าของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
ท่าทางเห็นเป็นเรื่องตลกของนางชัดเจนเกินไปมาก หมิงจี่นวดหัวเข่าของตัวเอง พลางส่ายหน้าถอนหายใจ “ไม่พูดอะไรแล้ว นี่คือชะตา!”
เขาพูดจบก็โบกมือไปทางประตู จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งที่ในมือถือเครื่องดนตรีแต่ละประเภทก็ทยอยกันเข้ามาจากประตูหลัง
“ลุงกง!”
น้องรองเห็นคนที่มาถึงก็เรียกออกไปทันที
“หรือพวกเจ้ารู้จักกัน?” จู้เจียงเจียงมองไปที่คนเหล่านั้นอย่างสงสัย
“พวกเขาเป็นนักดนตรีเดิมของหอจ้าวเซิง ไม่ง่ายเลยที่ข้าจะตามพวกเขากลับมาได้” หมิงจี่แย่งตอบก่อน
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนเก่าแก่เดิมของหอจ้าวเซิง พวกเขารู้ใจกัน เรียกพวกเขาดีกว่าสร้างวงดนตรีใหม่วงหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ใช้ได้เลย!” จู้เจียงเจียงตบบ่าของหมิงจี่อย่างพึงพอใจ เขาทำเรื่องนี้ได้ไม่เลว
ตอนที่ 66: เริ่มเปิดการแสดงแล้ว
“น้องหญิง งิ้ววันนี้เป็นแม่นางของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจัดขึ้นเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ เจ้าต้องตั้งใจดูให้ดี ข้าขอออกไปก่อนสักเดี๋ยว”
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ตัวเองพยายามฆ่าตัวตาย จนกระทั่งถึงตอนนี้ หมิงเหยาเซื่องซึมมาโดยตลอด ไม่รู้สึกสนใจเรื่องภายนอก หลบลี้หนีหน้าไม่พบปะผู้คน
วันนี้หมิงจี่พยายามใช้ทุกวิธี ทั้งลากทั้งจูงนางถึงยอมออกจากห้องนอนมาถึงที่นี่ได้
“พวกเจ้าดูแลคุณหนูให้ดี ห้ามนางออกไปไหน เข้าใจไหม?!”
หลังจากสั่งคนรับใช้เสร็จ หมิงจี่ก็ออกไปแท่นชมการแสดงที่อยู่ถัดไป
แท่นชมการแสดงถัดไปคือนายท่านผู้เฒ่า และคนบ้านใหญ่บ้านรองของตระกูลหมิง
งิ้ววันนี้ พวกเขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนจัด แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คือตบหน้าพวกเขาตระกูลหมิงอย่างเปิดเผย
เดิมวันนี้คนตระกูลหมิงไม่อยากจะมา แต่ทนความสงสัยในใจไม่ไหว บวกกับสองวันมานี้ในตัวเมืองต่างลือกันทั่วแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้แล้วที่พวกเขาจะปิดเรื่องนี้เอาไว้
ตัดสินใจแต่งตัวธรรมดาหน่อยเข้ามาดู
ยังมีเวลาเล็กน้อยก่อนเปิดการแสดง ทว่าชั้นบนชั้นล่างของหอจ้าวเซิงกลับเต็มไปด้วยผู้คน ดูแล้วทุกคนล้วนคาดหวังกับงิ้วของวันนี้กันอย่างมาก
จู้เจียงเจียงอยู่หลังเวทีชั้นหนึ่งมาโดยตลอด เพราะรายการแสดงละครนี้ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องจำกัดเวลาการเข้าออกหอจ้าวเซิง นางแค่ต้องยืมคนสักสองสามคนกับหมิงจี่ให้มายืนเฝ้าอยู่หน้าประตู ป้องกันการก่อกวนความสงบ
ส่วนภายในห้องโถง โต๊ะเก้าอี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว คนที่มาเร็วก็มีที่ให้นั่ง มาสายก็ยืนไป
แท่นชมการแสดงเฉพาะชั้นสอง ใช้สิทธิ์บัตรเชิญเข้าออก
“น้องห้า พวกเจ้าไม่ต้องตื่นเต้น แค่แสดงออกมาตามการจัดลำดับฝึกซ้อมปกติเมื่อวานก็พอแล้ว”
งิ้วรอบแรกง่ายมาก ขึ้นเวทีแค่สี่คน ที่มีบทพูดก็แค่สองตัวละครหลักเท่านั้น
“พี่หญิงจู้โปรดวางใจ พวกเราจะตั้งใจแสดง!”
ก่อนพี่ใหญ่ไปเมืองหลวงเคยสั่งพวกเขาไว้ ต้องเชื่อฟังคำพูดของจู้เจียงเจียง ดังนั้นไม่ว่านางให้พวกเขาทำอะไร พวกเขาก็จะทำตามทุกอย่าง
อีกอย่าง เรื่องขึ้นเวทีแสดงละครเพลงสำหรับพวกเขาแล้วไม่ยาก เมื่อก่อนพวกเขาเคยเรียนมาโดยเฉพาะ
จู้เจียงเจียงรู้พวกเขาจะไม่เกิดปัญหาอะไร หากจะพูดว่าตื่นเต้น นางน่าจะตื่นเต้นกว่ากระมัง
“งั้นพวกเจ้าก็รออยู่เงียบๆ ถึงเวลาก็ขึ้นเวที ไม่จำเป็นต้องรอให้ข้ามา ข้าออกไปดูก่อน”
ด้านนอกน่าจะต้องการนางมากกว่า นางไปข้างนอกต้อนรับแขกดีกว่า
จู้เจียงเจียงเพิ่งออกมาจากด้านหลัง ก็ชนเข้ากับกลุ่มของจูลิ่นและเผยจี้ที่มาสาย
ถึงอย่างไรสองคนนี้ก็คือคนของราชสำนัก มาถึงที่นี่ต้องพิถีพิถัน พวกชาวบ้านที่ขวางอยู่หน้าประตูเพื่อรอดูงิ้วพลันถูกเจ้าหน้าที่ว่าการผลักออก เว้นถนนเป็นเส้นยาวเส้นหนึ่ง
“แม่นางจู้ เจ้าก็มาด้วยหรือ?” จูลิ่นมองจู้เจียงเจียงอย่างตกตะลึง
“คารวะใต้เท้าจู แม่ทัพเผย”
จู้เจียงเจียงหลบไม่ทัน ทำได้แต่กัดฟันเดินหน้าไป “ข้ามาดูความสนุก”
คำพูดนี้ก็มีแค่จูลิ่นที่เชื่อ เผยจี้ที่อยู่ข้างๆ กลับไม่เชื่อแม้แต่น้อย
การแสดงงิ้ววันนี้ มีความเกี่ยวข้องกับนางถึงแปดส่วน แต่เขาแค่คิดไม่ออก ทำไมนางไม่ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะอย่างเปิดเผย?
“แม่นางมาคนเดียวหรือ? ขึ้นชั้นบนไปดูงิ้วกับพวกข้าดีกว่าไหม ข้างล่างเบียดเสียดกันแน่นเกินไป” จูลิ่นช่วยเชิญนางแทนเผยจี้ พูดจบเขายังตั้งใจมองเผยจี้แวบหนึ่ง รอยยิ้มมีความหมายลึกซึ้ง
“ไม่...” คำพูดปฏิเสธของจู้เจียงเจียงยังไม่ทันพูดออกไป ก็ถูกคนด้านหลังชนเสียก่อน
“แม่นางขออภัย ขออภัย...”
คนชนนางเดิมไม่อยากจะขอโทษคนที่แต่งตัวเหมือนสาวชนบท แต่เนื่องจากแรงกดดันของชายสองคนที่ยืนอยู่หน้านาง สุดท้ายก็พูดขอโทษออกไป
ความผิดพลาดเล็กน้อยนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงไม่อาจปฏิเสธคำชวนของทั้งสองได้อีก ทำได้แต่ตามขึ้นไปชั้นบน
ตอนขึ้นไปชั้นบน นางใช้สายตามองหาคนของตัวเองที่อยู่ชั้นล่าง หลังส่งสายตาหนึ่งกับพวกเขา ก็หายไปในหัวโค้งหนึ่งในชั้นสอง
จูลิ่นและเผยจี้มาเพราะถูกเชิญ ตำแหน่งดูละครก็คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของหอจ้าวเซิง อยู่ตรงกับเวทีในชั้นล่างพอดี
ถึงชั้นบน ตอนมองจากที่สูงลงล่าง พวกเขาถึงได้รู้ว่ามีคนมาเท่าไรในวันนี้
โต๊ะเก้าอี้ในหอที่จัดเตรียมไว้ล้วนมีคนนั่งจนเต็มไปหมด ที่ว่างด้านหลังก็มีคนยืนเต็มแล้วเช่นกัน มีบางส่วนที่มองไม่เห็นแต่ละคนก็คิดคิดหาวิธีถมตำแหน่งตัวเองให้สูงขึ้น ยื่นคอยาวมองไป
ช่องว่างระหว่างโต๊ะเก้าอี้ด้านหน้าก็มีเด็กยืนอยู่นับไม่ถ้วน เสียงคนเซ็งแซ่
ยิ่งใกล้ถึงเวลาเปิดการแสดง เสียงเอะอะโวยวายชั้นล่างก็ยิ่งดัง แทบจะพังหลังคาของหอจ้าวเซิงลงมา
“ทำไมไม่เห็นมีคนยกน้ำชาและของว่าง?”
จูลิ่นรออยู่พักใหญ่ ไม่เห็นคนเข้ามาปรนนิบัติก็เอ่ยปากถามอย่างสงสัย
แต่เสียงชั้นล่างดังมากจริงๆ ไม่มีใครได้ยินเขากำลังพูดอะไร เขาจำเป็นต้องถามเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้จู้เจียงเจียงได้ยินแล้ว แต่นางเงียบไม่ส่งเสียง
ล้อกันเล่นใช่ไหม นางเชิญพวกเขามาดูงิ้วโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีให้ดูก็ดีมากแล้ว ยังต้องการน้ำชาของว่างมาปรนนิบัติอีก? ฝันไปเถอะ
หากการแสดงงิ้วรอบวันนี้ผลตอบรับไม่เลวละก็ งิ้วรอบหลังๆ นางถึงจะเก็บค่าใช้จ่ายในการแสดง
ถึงอย่างไรก็ซื้อหอจ้าวเซิง ตกแต่งใหม่ และทำอุปกรณ์จำนวนมากเพื่อทำการแสดงมาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่เก็บค่าใช้จ่ายตลอดการดำเนินการ
จูลิ่นถามสองครั้งก็ไร้ผล ทำได้แค่ให้คนรับใช้ข้างกายลงชั้นล่างไปซื้อพวกของกินบนถนนมา
“เด็กๆ!”
บนเวทีละครชั้นล่างเริ่มมีคนยกของขึ้นไป ดึงดูดสายตาของพวกแขก เพราะเหตุนี้เสียงวุ่นวายจึงเงียบลงบ้าง
“เพื่อนเผย ที่นี่เสียงดังแบบนี้ ไม่รู้จริงๆ ทำไมเจ้าถึงต้องมา อยู่รอที่เมืองเจียงเป่ยไม่ดีหรือ?”
สองชายหนึ่งหญิงที่ตามเผยจี้มาด้วยกัน ผู้ชายหนึ่งคนในนั้นค่อยๆ พูดออกมา
“หากไม่ชอบ กลับไปก็ได้” เผยจี้ตอบกลับอย่างไม่พอใจ
“เจ้า...” ชายผู้นั้นปัดพัดพับที่เก็บขึ้นจากพื้นในมือชี้ไปที่เผยจี้ เนื่องด้วยเถียงไม่ได้ “ช่างเถอะ ช่างเถอะ ถึงจะเสียงดัง แต่จะดังกว่าสนามรบได้หรือ?”
ชายผู้นั้นคลี่คลายความเก้อเขินของตัวเอง ด้วยการใช้สายตามองไปบนเวทีละครชั้นล่างอีกครั้ง
หรือพวกเขาคือเพื่อนที่อยู่ชายแดนของเผยจี้?
จู้เจียงเจียงอยู่ด้านข้างตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ นั่งสังเกตหลายคนอยู่เงียบๆ ไม่ส่งเสียง
กลับเป็นเผยจี้ ถือโอกาสตอนนางใช้ความคิดจนเหม่อลอย จู่ๆ เข้ามาใกล้ “แม่นาง เมื่อไรงิ้วถึงจะเริ่ม?”
“ทะ ท่านถามข้าทำไม ข้าไม่รู้” จู้เจียงเจียงตกใจเล็กน้อย ร้อนตัวจนสายตาเลิ่กลั่กมองไปทั่ว
“ไม่รู้แน่หรือ?” เผยจี้ก้มหน้ายิ้ม ใช้เสียงที่ทุ่มต่ำเรียกนาง “เถ้าแก่จู้”
ได้ยินเขาเรียกนางแบบนี้ จู้เจียงเจียงรู้เลยว่าหมิงจี่ต้องเคยพูดอะไรกับเขาแน่นอน
อะไรกันเล่า ที่แท้เขาก็รู้หมดแล้ว!
จู้เจียงเจียงกลอกตาใส่เขา ชำเลืองสายตามองสถานที่แห่งหนึ่งของชั้นสองแวบหนึ่ง แล้วยิ้มตอบว่า “ใกล้จะเริ่มแล้ว”
เพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงฆ้องแขวนดังมาจากชั้นล่าง
บนเวทีแสดง กลุ่มนักดนตรีอยู่ในตำแหน่งแล้ว เสียงฆ้องแขวนดังบ่งบอกว่าใกล้จะเปิดการแสดงแล้ว
พวกแขกที่มาชมทั้งชั้นบนชั้นล่างต่างเงียบอย่างมีจิตสำนึก มีแค่เสียงฝีเท้าที่ขยับเดินและเสียงเสียดสีของเสื้อผ้าที่ทำให้เเกิดเสียง *แซกๆ* เท่านั้น
นี่กลับทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกใจ นางยังนึกว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยถึงทำให้พวกผู้ชมเงียบและสงบลง
นี่คือความรู้กันของคนสมัยโบราณ หรือว่าพวกเขาไม่ได้ดูงิ้วมานานเกินไป จนทนรอไม่ไหวแล้ว?
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร สถานการณ์ได้เงียบลงแล้ว เสียงดนตรีบนเวทีดังขึ้น การแสดงงิ้วดีๆ กำลังจะเริ่มแล้ว!
ตอนที่ 67: จุดชนวนทั้งเมืองอย่างรวดเร็ว
“‘คุณชายข้าคือสตรี’ ตอนที่หนึ่ง รอบที่หนึ่ง ‘สาบานเป็นพี่น้อง’ เริ่ม!”
คนที่ตีฆ้องแขวนป่าวประกาศหลังม่านเสร็จก็รีบลงไปทันที
หลังจากเขาหลีกทาง ก็เห็นหนึ่งนายหนึ่งบ่าวสองคนจากฝั่งขวาข้างเวที เดินไปยังสะพานไม้ปลอมที่วางอยู่บนเวที
บัณฑิตหน้าหล่อบนตัวสวมชุดยาวสีฟ้า บริเวณสะเอวมีพู่หยกแผ่นหนึ่งประดับอยู่ ในมือถือพัดพับ ท่วงท่าสง่างามค่อยๆก้าวขึ้นสะพาน
ร้องว่า “♬ เทือกเขาอันไกลโพ้นแย้มยิ้ม น้ำพุฤดูใบไม้ผลิสะท้อนภาพสะพานเล็ก ผู้คนเดินผ่านถนนยามแดดจ้า ผ้าม่านหน้าร้านเหล้าแขวนบนยอดซิ่งฮวาสีแดง… ♬”
พวกผู้ชมด้านล่างเวที เดิมยังไม่รู้ว่าทำไมบนเวทีละครต้องวางอุปกรณ์จำนวนมากอย่างสะพานเล็ก ร่มเงาต้นไม้ และอื่นๆอีกไว้เยอะแยะ
ตอนได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็ถูกดึงดูดเข้าสู่พรมแดนความหมายในเพลงนี้ทันที เหมือนได้ประสบไปพร้อมกับที่ตัวนายเอกได้ประสบ
“คนบนเวทีทำไมแต่งตัวปกติ ทำไมไม่วาดหน้างิ้ว?”
ชายคนที่มาจากเมืองหลวงพร้อมกับเผยจี้คนนั้นตกใจ ยืนขึ้นแล้ววิ่งไปที่ราวบันได มองบนเวทีอย่างใกล้ชิด หันกลับมาถามไม่กี่คนข้างหลังด้วยความประหลาดใจ
พวกเขาอยู่เมืองหลวงดูงิ้วเป็นประจำ แต่งิ้วที่นี่กับเมืองหลวงต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
คำถามนี้ของเขา คนที่อยู่ในเหตุการณ์นอกจากจู้เจียงเจียงแล้ว คนอื่นๆล้วนแสดงออกว่าตัวเองก็ไม่รู้เช่นกัน ชายคนนั้นจึงทำได้แค่ดูต่อไป
บัณฑิตชุดฟ้าคนนั้นเดินลงจากสะพานเล็ก และมาพักผ่อนในศาลาอีกฝั่งของเวที บนสะพานเล็กเมื่อครู่ก็มีหนึ่งนายหนึ่งบ่าวมาถึง
ได้ยินเพียงเสียงคนรับใช้ที่แบกสัมภาระวิ่งตามบัณฑิตหน้าสวยสวมชุดยาวสีขาว บริเวณสะเอวมีถุงหอมแขวนอยู่ พูดเสียงหอบว่า “คุณหนู พวกเราพักผ่อนที่นี่สักครู่เถิดเจ้าค่ะ?”
บัณฑิตหน้าสวยชุดขาวคนนั้นได้ยินคำนี้ ก็รีบห้ามคนรับใช้ทันที “อยากถูกตีหรือ ตอนนี้ข้าคือบุรุษ อย่าเรียกผิดอีก”
“โอ๊ะ...หรือนี่คือสตรีนางหนึ่ง?!” ทุกคนต่างฮือฮา
นางเอกปรากฏตัวขึ้นแล้ว บทสนทนาสั้นๆของหนึ่งนายหนึ่งบ่าว ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
พวกเขารู้ว่าชื่อของงิ้วเรื่องนี้คือ ‘คุณชายข้าคือสตรี’ แต่สำหรับคนที่หัวโบราณอย่างพวกเขาแล้ว การได้เห็นภาพนี้ต่อหน้าต่อตา ก็ได้สร้างความตกตะลึงให้ไม่น้อย
จู้เจียงเจียงพึงพอใจมากกับผลตอบรับตอนนี้ เพิ่งเริ่มต้นก็มีปฏิกิริยาตอบโต้แบบนี้แล้ว ดูท่าว่าตลาดต่อจากนี้คงไม่ต้องกังวลแล้ว
ต่อมาสองนายบ่าวก็มีบทสนทนาโต้ตอบสั้นๆกันหนึ่งบท อีกด้านหนึ่งของเวที บัณฑิตหน้าหล่อผู้นั้นก็พูดขึ้นอีกครั้ง “♬ ไร้พี่ไร้น้องรู้สึกโดดเดี่ยว สายน้ำไหลยาว ภูเขาสูง คนเดินทางยากลำบาก ♬”
เมื่อคำพูดนี้พูดออกมา บัณฑิตหน้าสวยคนนั้นก็เดินลงมาจากสะพานเล็ก ขับร้องต่อว่า “♬ หากพี่ชายไม่รังเกียจ สาบานเป็นพี่น้องกับข้าเถิด ♬”
บัณฑิตทั้งสองพูดตอบโต้กันไปมา อธิบายถึงกระบวนการที่ทั้งคู่ได้รู้จักกัน นำเสนอต่อหน้าฝูงชน ทำให้พวกผู้ชมรู้ที่มาที่ไปในนั้น
เห็นพวกแขกดูเพลิน บวกกับการตกแต่งทิวทัศน์เสมือนจริงบนเวที ราวกับข้ามไปยังพรมแดนนั้นได้สัมผัสด้วยตัวเอง ทำให้พวกเขาลืมไปแล้วว่า เดิมทีพวกเขามาเพื่อดูเรื่องตลกของคุณหนูตระกูลหมิง
ตั้งแต่เข้ามาจนถึงเมื่อครู่ หมิงเหยาที่อยู่ชั้นบนก็ท่าทางป่วยไข้ ลมหายใจไร้เรี่ยวแรงตลอดเวลา ตอนเห็นชั้นล่างแสดงละครเหมือนกันกับที่นางประสบมา
แรกเริ่ม นางตกใจและกลัว กลัวว่าผู้ชมจะคิดถึงเรื่องราวของนางและจูชิงหรานอย่างไม่รู้ตัว
ถึงขนาดที่นางคิดอยากจะวิ่งหนี
แต่เมื่อบทละครบนเวทีชั้นล่างเริ่มดำเนินเรื่องต่อ ทั้งสองสาบานเป็นพี่น้องกัน สัญญาว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นในสำนักศึกษาเดียวกัน และตั้งใจเรียน
หมิงเหยาก็หันกลับมา เกาะที่ราวบันไดเพื่อดูละครเช่นเดียวกับผู้ชมทุกคน
นางก็เหมือนกับทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ นำตัวเองเข้าสู่บทละคร รับรู้ความรู้สึกขึ้นลงไปพร้อมกัน
ตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนถึงเพื่อนร่วมชั้นเรียน การพูดโต้ตอบทั้งหมด และฉากเหตุการณ์ล้วนทำให้คนตกตะลึง
สาเหตุที่ทุกคนรู้สึกตกตะลึง เพราะบัณฑิตหน้าสวยผู้หญิงที่แต่งเป็นชายคนนั้น ดันเข้าเรียนที่สำนักศึกษาส่วนตัวจริงๆ แถมยังเรียนได้ดีกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ
จู้เจียงเจียงที่อยู่เป็นคู่ชมละครร่วมกับสองใต้เท้าบนชั้นสองตื่นเต้นอย่างไม่ต้องสงสัย ความสนใจของนางทั้งหมดอยู่บนเวทีการแสดง กลัวน้องสามและน้องห้าสองคนที่อยู่บนเวทีจะทำผิดพลาด
แต่โชคดีที่พวกเขาแสดงได้ยอดเยี่ยมมาก
“สตรีเข้าเรียนในสำนักศึกษา สนุก น่าสนใจ!”
เพื่อนสามคนของเผยจี้ทุกคนต่างออกจากตำแหน่งของตัวเอง วิ่งไปหน้าราวบันไดรับชมอย่างตั้งใจ ดูไปพลางชื่นชมไปพลาง งิ้วนี้แปลกใหม่และใจกล้ายิ่งนัก
อันที่จริงไม่เพียงแค่พวกเขาที่เป็นแบบนี้ คนอื่นที่แท่นชมการแสดงก็ไม่มีคนไหนนั่งติดที่นั่ง หน้าราวบันไดชั้นสองล้อมเต็มไปด้วยคนตั้งนานแล้ว
หมิงจี่ไม่รู้กลับมาอยู่ข้างกายหมิงเหยาตอนไหน เห็นนางร้องไห้อยู่เงียบๆ เขากลับรู้สึกโชคดีและดีใจนิดๆ
หลายวันมานี้ นางราวกับศพเดินได้ ไม่ร้อง ไม่โวยวาย และไม่คุยไม่ว่ากับใคร คนในบ้านเป็นห่วงว่านางจะเกิดเรื่องอีก
วันนี้นางร้องไห้ออกมาได้ นี่ก็นับว่าดีแล้ว
งิ้วรอบที่หนึ่ง ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จบลง
หลังจากเสียง ‘เพื่อนตาย’ ผ้าม่านค่อยๆโรยตัวลงมา เสียงดนตรียิ่งเบาลงเรื่อยๆ สุดท้ายบนเวทีก็กลับสู่ความเงียบสงบ
พวกผู้ชมที่ยังดื่มด่ำอยู่กับความรู้สึกในละครแทบตั้งตัวไม่ทัน จนกระทั่งฆ้องแขวนส่งเสียงว่าการแสดงถึงจุดสิ้นสุดดังขึ้น ทุกคนถึงตกใจตื่นขึ้นจากความเคลิบเคลิ้ม
“ว้า...”
“นี่ก็จบแล้วหรือ? ภายหลังยังมีอีกไหม?”
“สุดท้ายจู้อิงไถนั้นเป็นอย่างไร เหลียงชานปั๋วจะจำนางได้หรือไม่?”
“ทำไมถึงจบแล้วเล่า แสดงต่อไปสิ...”
ในฝูงชนทั้งชั้นบนชั้นล่างมีเสียงต่างๆนานาดังขึ้น เห็นชัดว่าพวกเขายังอยากจะดูอีก รีบร้อนอยากรู้เค้าโครงละครต่อไป แต่บนเวทีกลับปิดม่านแล้ว
“‘คุณชายข้าคือสตรี’ ตอนที่หนึ่งรอบที่หนึ่ง จบลงแล้ว”
คนตีฆ้องแขวนร้องเสียงดัง เสียงเพิ่งหยุด คนด้านล่างเวทีต่างตะโกนถามเมื่อไรจะแสดงตอนที่สอง
ตามที่จู้เจียงเจียงได้สั่งไว้ คนตีฆ้องแขวนจึงให้คำตอบหนึ่งกับพวกผู้ชม “รอบที่สองจะขึ้นแสดงในสามวันให้หลัง โปรดติดตามต่อไป”
จู้เจียงเจียงจัดแสดงงิ้วนี้เพื่อหมิงเหยา นางต้องการพลิกกลับชื่อเสียงหมิงเหยาในตัวเมือง ดังนั้นละครจะล่าช้าไม่ได้ ไม่งั้นก็ไม่มีผลลัพธ์แล้ว
อีกอย่าง นางยังมีเรื่องในนา ยิ่งปล่อยล่าช้าไม่ได้
นางทำการวิเคราะห์ให้แต่ละหมู่บ้านที่รวบรวมข้อมูลมาก่อนหน้านี้ รอการแสดงนี้จบลง นางก็ต้องเริ่มดำเนินการเกษตรกรรมแผนการใหญ่ของนาง ไม่ว่าจะเป็นข้าวผักผลไม้ เพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ นางจะทำทุกอย่าง เบ่งบานสี่ทิศ!
“ทำไมยังต้องรออีกสามวัน ตอนนี้ก็แสดงต่อเลยไม่ได้หรือ?”
“แสดงอีกรอบเถิด แสดงอีกรอบ...”
ตัวหลักบนเวทีและกลุ่มนักดนตรีลงไปหมดแล้ว ไม่ว่าพวกผู้ชมด้านล่างเวทีจะโห่ร้องอะไร บนเวทีก็ไม่มีใครแล้ว
“ยังต้องรออีกสามวัน? เถ้าแก่เบื้องหลังหอจ้าวเซิงนี่ยั่วน้ำลายเก่งจริงๆ มิน่าพี่เผยถึงไม่ยอมไปเมืองเจียงเป่ย ที่แท้ซ่อนการแสดงดีๆเอาไว้นี่เอง”
“ละครนี้ใจกล้ามากจริงๆ แต่ก็น่าสนใจมาก ข้ากลับอยากเจอเจ้าของของหอจ้าวเซิง ไม่ทราบว่าใต้เท้าจูจะแนะนำได้หรือไม่?”
เพื่อนสนิทสองคนของเผยจี้หยุดสายตาบนตัวจูลิ่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
จูลิ่นที่ถูกเรียกชื่อยืนอึดอัดอยู่ที่เดิม ประสานมือขอโทษทั้งสอง “เกรงว่าจะต้องทำให้คุณชายทั้งสองผิดหวังแล้ว ข้าก็ไม่รู้ว่าหอจ้าวเซิงนี่ถูกใครซื้อไป”
ตอนหอจ้าวเซิงกระจัดกระจายก็ไม่รู้ขายให้ใคร วันนี้เปิดกิจการอีกครั้ง เขาก็ไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคือใคร
จูลิ่นหัวใจอยู่บนอักษรพู่กันกับภาพวาด น้อยมากที่จะสนใจเรื่องพวกนี้
“โอ้? งั้นข้าก็ยิ่งสนใจคนผู้นี้แล้ว” คุณชายสองคนนั้นไม่เพียงไม่โกรธ กลับยิ่งรู้สึกอยากรู้
ถึงอย่างไรงิ้วนี้ก็ยังแสดงไม่จบ ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่เมืองเจียงหนานต่อเพื่อดูงิ้วนี้ให้จบ ในขณะเดียวกันก็ให้คนไปสืบ คนที่เขียนงิ้วนี้เป็นใครกันแน่!
เกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังของหอจ้าวเซิง ในใจเผยจี้มีคำตอบแล้ว
ในตอนที่พวกเขาคุยถึงคนคนนั้น สายตาของเผยจี้ก็หยุดอยู่บนตัวจู้เจียงเจียงโดยตลอด นางถูกเขามองจนรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกที่ถูกมองทะลุ มันแย่มาก!
แต่เมื่อวกกลับมาที่หัวข้อนี้อีกครั้ง มองจากชั้นบนลงมาเห็นท่าทีไม่ยอมจากไปของพวกผู้ชม และการคุยกันอย่างล้นหลามว่าต้องการมาดูอีก การแสดงงิ้ววันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ
ดูท่าหอจ้าวเซิงจะโด่งดังไปทั่วทิศเหนือใต้ของเมืองด้วยการแสดงงิ้วนี้ในอีกไม่ช้า
ตอนที่ 68: บนตั๋วผ่านประตูต้องประทับลายน้ำ
งิ้วที่จัดแสดงในหอจ้าวเซิง รอบที่สองได้ขึ้นแสดงเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เมื่องิ้วตอนที่สองแสดง ก็ดึงความคาดหวังของชาวบ้านทั้งเมืองเจียงหนานเพิ่มขึ้นทันที ข่าวถึงขั้นแพร่กระจายไปยังเมืองใกล้เคียงหลายแห่ง
พวกชาวบ้านของเมืองเหล่านั้นต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะชมการแสดงนี้ มีบางคนวางแผนที่จะมาค้างคืนเพื่อหาจับจองตำแหน่งดูงิ้วให้ทันก่อนเริ่มรอบที่สาม
แต่น่าเสียดาย จู้เจียงเจียงคิดจะเก็บค่าใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่สามเป็นต้นไป ต้องใช้ตั๋วในการเข้าสถานที่
เมื่อวานหลังจากแสดงเสร็จ นางก็พาพวกน้องรองน้องเก้า รีบกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในคืนนั้นทันที วันนี้ตั้งแต่เช้า ตื่นมาก็เตรียมตั๋วเพื่อเข้าชมการแสดงมาโดยตลอด
งิ้วเรื่องนี้มีทั้งหมดห้ารอบ รอบครั้งก่อนได้แสดงถึงตอนที่จู้อิงไถถูกจดหมายที่ทางบ้านส่งมาเรียกตัวกลับ เหลียงชานปั๋วก็ใกล้จะรู้ว่านางเป็นผู้หญิงแล้ว
ช่วงเวลาใกล้จะถูกเปิดโปงตัวตนที่สำคัญแบบนี้ พวกชาวบ้านรอจนกระวนกระวายใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง ดินสีแดงและกระดาษเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่?”
จู้เจียงเจียงถือถ้วยอยู่ในมือ ในถ้วยมีของเหลวใสๆ ประมาณครึ่งถ้วย
ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็กำลังจับตะเกียบไม้ไว้ พร้อมทั้งตีกวนของเหลวโปร่งใสในถ้วยใบนั้น
เมื่อคืนนางบอกวันนี้มีเรื่องต้องทำ น้องรองจึงพาพวกน้องชายน้องสาวมาช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่
ทำตามที่จู้เจียงเจียงบอกกับพวกเขา ให้นำกระดาษตัดขนาดเล็กใหญ่เท่ากันสองร้อยชุด อีกเดี๋ยวยังต้องเขียนเนื้อหาบนนั้น
“พี่หญิงจู้ เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว กระบอกไม้ไผ่ก็เช็ดจนแห้งแล้วด้วย”
โต๊ะอาหารในบ้าน โต๊ะชาในห้องโถง ล้วนปูเต็มไปด้วยกระดาษและพวกเครื่องมือที่อีกประเดี๋ยวต้องใช้
“งั้นเอากระดาษสองสามใบมาลองดูผลลัพธ์เถิด”
จู้เจียงเจียงนำถ้วยในมือวางลงบนโต๊ะ หาที่นั่ง ยกพู่กันขึ้น พร้อมกับหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาและเขียนเนื้อหาลงไปบนนั้น
เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับการแสดงงิ้วทั้งนั้น หลักๆมีสามข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ชื่อของงิ้ว จำนวนรอบ หมายเลขที่นั่ง
เขียนเสร็จก็เป่าเล็กน้อย เร่งให้น้ำหมึกซึมและแห้งเร็วขึ้น
จากนั้น จู้เจียงเจียงก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ที่สลักสัญลักษณ์ไว้ขึ้น ก่อนจะนำกระบอกไม้ไผ่นั้นกลิ้งไปบนดินสีแดงสองสามรอบ
เมื่อสัญลักษณ์อักษรบนกระบอกไม้ไผ่ติดดินสีแดงทั้งหมดแล้ว ก็นำมันไปกลิ้งอีกสองสามรอบบนกระดาษที่เขียนเลขที่นั่ง
ด้วยวิธีนี้ ลายน้ำทำมือก็เสร็จสมบูรณ์
นอกจากลายน้ำทำมือแล้ว ยังต้องประทับตราบนตั๋วอีกด้วย ซึ่งบนตราประทับนั้นได้สลักตัวอักษรไว้สี่ตัวว่า ‘ตราหอจ้าวเซิง’
นี่ก็คือเนื้อหาทั้งหมดที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าบนตั๋วผ่านประตู
“ลองดูสิ คิดว่าเป็นอย่างไร?” จู้เจียงเจียงจับตั๋วผ่านประตูที่ประทับตราเสร็จแล้วใบนั้นถามพวกเขา
“รู้สึกน่าสนุกมากเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ ข้าก็อยากจะช่วย!”
เผยเสี่ยวอวี๋เห็นกระดาษเปล่าใบหนึ่งเปลี่ยนเป็นหรูหราสวยงาม นางยกมือส่งเสียงว่าอยากลองทำ
เขียนหนังสือนางทำไม่ได้ แต่นางช่วยประทับตราได้!
พวกน้องรองก็ชมความคิดของจู้เจียงเจียงว่ายอดเยี่ยม “ข้าไม่เคยเห็นตั๋วผ่านประตูที่พิถีพิถันแบบนี้มาก่อนเลย มันดูเหมือนตั๋วเงิน”
“...” พวกเขาพูดเกินจริงไปแล้ว ตั๋วเงินนางไม่กล้าลอกเลียนเล่นๆหรอก ก็แค่ทำลายน้ำเพื่อความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งก็เท่านั้น
“เช่นนั้นตอนนี้ พวกเราก็ใช้ตั๋วผ่านประตูใบนี้เป็นต้นแบบ ทุกคนลงมือทำงานเถิด ข้ากับน้องห้ารับผิดชอบเขียนหนังสือ พวกน้องรองสองสามคนที่โตหน่อยก็รับผิดชอบทำลายน้ำ ส่วนน้องเล็กที่เหลือก็รับผิดชอบตรวจดูและเก็บรวบรวม”
น้องห้าเหมือนกับตัวของนาง เขียนหนังสือดี สะอาดสวยงาม ไม่เหมือนกับพวกเด็กผู้ชายเหล่านั้น
ดังนั้นจึงให้น้องห้ารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยกันกับนาง
ตั๋วผ่านประตูสองร้อยใบ ห้าสิบใบในนั้นคือที่นั่งชั้นบน ยังมีอีกห้าสิบใบคือที่นั่งแถวหน้าชั้นล่าง
อีกหนึ่งร้อยใบที่เหลือคือแถวหลัง
หลังเก็บค่าใช้จ่าย จู้เจียงเจียงก็สามารถยกน้ำชามาให้พวกแขกที่ซื้อตั๋วเข้าชมได้ ทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์การชมงิ้วที่ดียิ่งขึ้น
หมิงจี่รู้เรื่องเก็บเงินค่าเข้าชมงิ้ว เริ่มแรกเขาก็แนะนำให้จู้เจียงเจียงเก็บเงินแล้ว เป็นนางที่ยืนกรานจะไม่เก็บเงินสองรอบแรก
แต่เมื่อดูจากผลตอบรับตอนนี้ ที่นางยืนกรานตอนแรกนั่นถูกต้องแล้ว
ตอนนี้ ยามเขาตื่นนอน ไม่ว่าจะอยู่ในจวนหรือนอกจวน ล้วนได้ยินคนรอบข้างกำลังพูดถึงเนื้อหาต่อไปของงิ้วเรื่องนี้กันทั้งนั้น
หลายครั้งตอนได้ยินน้องสาวเขาและบิดามารดาคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาก็อยากจะเปิดเผยเนื้อหาตอนต่อไปให้พวกเขาฟัง แต่เขาต้องอดทนเอาไว้
เวลาขึ้นแสดงของงิ้วแค่สั้นๆ ก็หันเหความสนใจของชาวบ้านทั้งเมืองไปได้แล้ว
ตอนนี้แทบไม่มีใครกำลังพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับน้องสาวของเขาอีกแล้ว ท่าทางของหมิงเหยาก็ค่อยๆกลับมาร่าเริงเพราะเหตุนี้
ไม่เพียงเท่านั้น คนส่วนใหญ่เหมือนในชั่วข้ามคืนก็ยอมรับเรื่องที่หมิงเหยาแต่งชายไปเรียนสำนักศึกษาแล้ว เหมือนรู้สึกว่า เรื่องนี้ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณจู้เจียงเจียง!
รองิ้วนี้แสดงเสร็จทั้งหมด พวกเขาตระกูลหมิงจะต้องเชิญจู้เจียงเจียงและพรรคพวกมาเป็นแขกผู้มีเกียรติที่จวนของพวกเขาแน่นอน
ทว่าเรื่องจะได้เป็นแขกผู้มีเกียรติหรือไม่ จู้เจียงเจียงไม่สนใจ ตอนนี้นางแค่อยากแสดงให้จบเร็วๆ แล้วไปทำนา ทำนา และทำนา!
“พี่หญิงจู้ นี่พี่กำลังทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
จู้เจียงเจียงเขียนจนเมื่อยแล้วจึงหยุดพักข้อมือ แม้จะวางพู่กันแล้วก็ยังไม่หยุดทำงาน นางจับตราประทับของหอจ้าวเซิงอีกชิ้นจุ่มลงในถ้วยที่นางยกมาเมื่อครู่
หลังจุ่มจนเปียกน้ำก็กดลงบนตั๋วผ่านประตูที่ทำเสร็จแล้ว
บนกระดาษ นอกจากมีจุดหนึ่งที่เปียกแล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลย ไม่รู้ทำไมนางต้องทำเรื่องเกินจำเป็น?
“นี่คือลายน้ำล่องหน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ใครทำตั๋วเลียนแบบ และมาทำลายชื่อเสียงหอจ้าวเซิงของพวกเรา หลังจากที่เราเริ่มขายตั๋วผ่านประตูวันพรุ่งนี้”
จู้เจียงเจียงใช้ลูกไม้ค่าความเป็นกรดด่างและปฏิกิริยาทางเคมีเผื่อเอาไว้
ถึงแม้นางจะไม่อยากมองคนในแง่ร้ายนัก แต่หอจ้าวเซิงเพิ่งถูกนางซื้อมา นางไม่อยากให้มีอุบัติเหตุสิ่งที่ไม่คาดฝันใดๆ
ดังนั้นเพื่อความรอบคอบ ของสิ่งนี้จะตรวจสอบยืนยันอย่างไร นางไม่ได้บอกเผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องรอง มีแค่นางคนเดียวที่รู้
ขณะกำลังยุ่งอยู่ จู่ๆ ในลานบ้านมีเสียงของสวี่เหล่าเกินดังขึ้น จู้เจียงเจียงรีบนำถ้วยใส่น้ำนั้นไปไว้ข้างๆทันที แสร้งทำท่าทีเหมือนไม่มีอะไรสำคัญ
นางเพิ่งวางเรียบร้อย สวี่เหล่าเกินก็เข้าประตูมาแล้ว
“ปู่สวี่มาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงยืนขึ้นไปทักทายต้อนรับ
ช่วงเวลานี้ หากในหมู่บ้านไม่มีเรื่องใหญ่อะไร น้อยมากที่สวี่เหล่าเกินจะมา เขาก็เกรงกลัวจู้เจียงเจียงเหมือนคนอื่นๆ
วันนี้เขามากะทันหัน หรือว่ามีเรื่องใหญ่อะไร?
สวี่เหล่าเกินมองพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกที่กองเต็มบ้าน นั่งก็ไม่มีที่ให้นั่ง เขาจึงชี้กระดาษที่กองเต็มพื้นถามว่า “สะใภ้เล็ก นี่เจ้ากำลังจะทำอะไรอีก?”
“ก็แค่ของเล่นเล็กๆน้อยๆ พวกเด็กๆชอบเล่น แล้วปู่สวี่มีธุระอะไรหรือ?”
คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่รู้เลยว่าหลายวันมานี้หอจ้าวเซิงที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองเกิดจากการกระทำของนาง ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงไม่ได้พูดให้เขาเข้าใจชัดเจน
กลับยกเก้าอี้สองตัว เชิญสวี่เหล่าเกินไปที่ระเบียงหน้าประตู นั่งคุยธุระไปพลางรับลมไปพลาง
แต่ถึงแม้ว่านางจะพยายามปกปิดสุดใจเช่นนี้ เรื่องของหอจ้าวเซิงก็ยังถูกรู้อยู่ดี
“สะใภ้เล็ก เรื่องหอจ้าวเซิงนั่น เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่?”
คำพูดของสวี่เหล่าเกินนั้นน่าตกตะลึงมาก จู้เจียงเจียงนิ่งอึ้งไปทันที “ปู่สวี่ ปู่รู้ได้อย่างไร?!”
“เมื่อวานข้าไปดูมาแล้ว สองคนที่ร้องงิ้วอยู่บนเวทีคือเด็กสองคนที่อยู่บ้านเจ้าไม่ใช่หรือ?” สวี่เหล่าเกินหันกลับไปมองและยิ้มให้น้องสามและน้องห้า
เรื่องนี้ดังขนาดนี้ ไม่เพียงแต่คนในเมืองรู้ คนชนบทส่วนใหญ่ก็รู้
ถึงแม้เมื่อวานเขาจะไม่ได้เบียดเข้าไปในหอจ้าวเซิง แค่ยืนอยู่หน้าประตูฟังเสียงร้อง แม้แต่คนก็มองไม่เห็น
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังสามารถชำเลืองเห็นคนบนเวทีจากช่องว่างระหว่างฝูงชนได้
คนบนเวทีไม่ได้วาดหน้างิ้ว ถึงแม้จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แต่สำหรับคนที่รู้จักพวกเขาแล้ว การจะจำพวกเขาได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
ตอนที่ 69: อยากให้ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหญิงคนแรก
“ปู่สวี่ ต้องขอโทษด้วย เรื่องนี้ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพวกท่านทุกคน ถึงอย่างไรเรื่องนี้สำหรับพวกท่านแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร” จู้เจียงเจียงเกาศีรษะอย่างเขินอาย พูดอธิบายกับเขา
หอจ้าวเซิงคือสถานที่อะไรทุกคนต่างรู้ดี เพื่อไม่ให้ถูกคนในหมู่บ้านนินทาอีกครั้ง นางเลือกที่จะไม่บอกพวกเขา
“ไม่ใช่ไม่ใช่” สวี่เหล่าเกินเห็นนางเข้าใจผิดแล้วจึงรีบแสดงท่าที “เจ้าทำให้คนในเมืองชอบได้ นั่นคือความสามารถของเจ้าเอง เจ้าอย่าได้พูดแบบนี้”
“และที่ข้ามาหาเจ้าวันนี้ ไม่ใช่จะคุยเรื่องนี้กับเจ้า”
สวี่เหล่าเกินอ้าปากหลายครั้ง แค่ขยับปากเท่านั้น ไม่มีอะไรพูดออกมา ดูแล้วท่าทางยากจะเอ่ยปาก
จู้เจียงเจียงรอไม่ไหวเร่งเขาหน่อยๆ “ปู่สวี่ ปู่เจอเรื่องลำบากอะไรใช่ไหม ปู่บอกข้า ช่วยได้ข้าก็จะช่วย”
สวี่เหล่าเกินปฏิบัติกับนางถือว่าดีมาโดยตลอด
กอปรกับตระกูลสวี่มีคนแก่อยู่แค่สองคน ข้างกายไม่มีลูกหลาน หากมีเรื่องอะไร ภายใต้กำลังของนางก็จะพยายามช่วยอย่างเต็มความสามารถที่ตัวเองมี
ได้ยินคำนี้ สวี่เหล่าเกินพลันหายใจลึกๆ เหมือนให้กำลังใจตัวเอง
“สะใภ้เล็ก ข้าอายุเยอะแล้ว หมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยู่ในมือข้าคงไม่มีอะไรพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นข้าคิดเอาตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านนี่ให้เจ้า!”
“อะไรนะ?!”
จู้เจียงเจียงพูดเสียงสูง เด้งตัวจากเก้าอี้ทันที มองสวี่เหล่าเกินอย่างตกตะลึง “ท่านให้ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน!”
นี่ก็กะทันหันเกินไปแล้วกระมัง ไม่มีสัญญาณอะไรเลย นางไม่ได้เตรียมใจไว้เลยสักนิด
อีกอย่างทำไมถึงเป็นนาง?!
นางไม่ถือว่าเป็นคนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เป็นแค่คนหนึ่งที่แต่งเข้ามาครองความเป็นม่าย
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากวันหนึ่งเผยจ้าวกลับมาแล้ว นางจะยังอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่อได้ไหม ดังนั้นเรื่องหัวหน้าหมู่บ้านนี้จะเป็นไปได้อย่างไร!
เสียงของจู้เจียงเจียงดึงความสนใจของพวกเด็กๆในบ้านให้ออกมา ยังมีพวกชาวไร่ชาวนาเพื่อนบ้านระแวกใกล้เคียงที่พากันมาล้อมอยู่นอกรั้ว มองเข้ามาในลานบ้าน
“ปู่สวี่ ปู่อย่าล้อเล่นกับข้าเลย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ บอกจะแต่งตั้งก็แต่งตั้งไม่ได้” จู้เจียงเจียงตื่นตกใจ
นางชำเลืองมองชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนอกรั้ว กลัวพวกเขาจะทนไม่ไหวพุ่งเข้ามาถามนาง
แต่ความเป็นจริงดูเหมือนพวกเขาจะสามัคคีกันกว่าที่นางคิดอยู่มาก
พวกชาวบ้านไม่เพียงไม่ได้พุ่งเข้ามาฉีกทึ้งนาง แต่ยังทำหน้าตาคาดหวังมองมาเหมือนอยากให้นางตอบตกลงข้อเสนอนี้ของสวี่เหล่าเกิน
จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว จู่ๆ นางก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง
“สะใภ้เล็ก เรื่องนี้ข้าเคยปรึกษาหารือกับทุกคนในหมู่บ้านแล้ว พวกเขาไม่ต่อต้าน ขอแค่เจ้าพยักหน้า เจ้าก็เป็นหัวหน้าหมู่บ้านคนถัดไปของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา!”
สวี่เหล่าเกินใช้เสียงที่ดูภาคภูมิใจเป็นพิเศษ ทั้งยังตบไหล่ของนางเบาๆ ท่าทางเหมือนยกภารกิจอันสำคัญให้นาง
หัวหน้าหมู่บ้านหญิง...
นี่ถือว่าร่างโดยราชสำนักหรือไม่? ทำไมทำเหมือนนางต้องเข้ารับตำแหน่งเป็นขุนนางมีระดับอย่างไรอย่างนั้น
“ปู่สวี่ เรื่องนี่ข้าพยักหน้าตกลงไม่ได้เด็ดขาด มันไร้เหตุผลเกินไป ทำไมถึงเป็นข้า!”
จู้เจียงเจียงยังคงไม่เข้าใจ ทำไมเรื่องหน้าที่ราชการแบบนี้ถึงตกมาอยู่บนหัวนางที่เป็นคนนอกได้?
ก่อนที่จะสืบให้แน่ชัดว่ามีความเกี่ยวข้องอะไร เป็นไปไม่ได้ที่นางจะยอมรับแบบสับสนมึนงงเช่นนี้
“พี่สะใภ้ พี่จะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้วหรือ?” เผยเสี่ยวอวี๋ดึงชายเสื้อของนางแล้วถาม
จู้เจียงเจียง “ไม่ใช่ เสี่ยวอวี๋อย่าพูดเลอะเทอะ”
สวี่เหล่าเกินเห็นนางต่อต้านมาก ก็พูดเกลี้ยกล่อมไม่ยอมหยุด “สะใภ้เล็ก ความสามารถของเจ้า ครึ่งปีนี้ทุกคนล้วนเห็นอยู่ในสายตา พวกเราเชื่อว่าเจ้าต้องพาพวกเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้”
“ปู่สวี่...”
จู้เจียงเจียงปฏิเสธอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกสวี่เหล่าเกินพูดแทรก
“สะใภ้เล็ก เมื่อก่อนเป็นพวกเราทุกคนที่ผิดเอง ข้าต้องขอโทษเจ้าแทนพวกเขาด้วย ขอแค่เจ้ายอมยกโทษให้พวกเรา ต่อไปเจ้าพูดอะไรพวกเราก็จะทำตาม จะไม่ต่อรองเด็ดขาด ได้ไหม?”
สวี่เหล่าเกินยิ่งพูดท่าทางก็ยิ่งต่ำต้อยลงเรื่อยๆ พูดจนถึงตอนสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นถ่อมตนและขอร้องอ้อนวอนแล้ว
นี่ทำให้จู้เจียงเจียงจนใจ ทำเอานางไม่กล้าปฏิเสธไปตรงๆ
“สะใภ้เล็ก เจ้าก็ตอบตกลงเถิด เมื่อก่อนพวกเราผิดเอง เจ้าจิตใจดีมีน้ำใจ อย่าถือสาพวกเราเลย” ด้านนอกรั้ว มีเสียงขอโทษขอโพย และโน้มน้าวนางดังมาอย่างต่อเนื่อง
ถึงขนาดยังมีคนร้องไห้ตะโกนขอร้องให้นางเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน
“...” ฉากนี้ จู้เจียงเจียงนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือจะเป็นกับดัก?
“พวกป้าๆ เรื่องก่อนหน้านี้พวกท่านขอโทษแล้ว ข้าไม่ถือสาพวกท่านก็ได้ แต่เรื่องจะให้ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าทำไม่ได้จริงๆ”
คงจะไม่ใช่เพื่อให้นางรับผิดอะไรแทน ดังนั้นพวกเขาถึงเลือกนางเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหรอกใช่หรือไม่?
จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วแน่น ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลานี้ในหมู่บ้านว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น
ขณะกำลังคิดอยู่ ประโยคหนึ่งของสวี่เหล่าเกินก็ทำให้นางเปลี่ยนความคิดในทันที
“สะใภ้เล็ก เป็นหัวหน้าหมู่บ้านไม่ต้องส่งส่วยข้าว เจ้าดูตอนนี้ เจ้าปลูกที่ดินไปห้าสิบกว่าหมู่ ส่งส่วยมากขนาดนี้น่าเสียดาย...”
“เป็นหัวหน้าหมู่บ้านไม่ต้องส่งส่วยข้าว?!” จู้เจียงเจียงจับจุดสำคัญไว้ทันที มองยืนยันกับสวี่เหล่าเกินอย่างตื่นเต้น
สวี่เหล่าเกินตกใจ หัวใจหยุดเต้นไปแวบหนึ่งจากการจ้องเขม็งของนาง “ใช่ ถูกต้อง เจ้าดู เจ้าปลูกข้าวไปแล้วห้าสิบกว่าหมู่ มากมายขนาดนี้...”
“ไม่มาก!” จู้เจียงเจียงยกมือหยุดสวี่เหล่าเกินอีกครั้ง ดวงตาทั้งสองกลอกไปมาไม่หยุด
ห้าสิบหมู่ถือว่าเยอะที่ไหน ถ้าไม่ต้องส่งส่วยข้าวได้ ที่ดินที่นางต้องปลูกย่อมไม่มีแค่ห้าสิบหมู่แล้ว
“งั้นเจ้าเห็นด้วยแล้ว?”
สวี่เหล่าเกินเห็นนางเหมือนไม่ได้ต่อต้านขนาดนั้นแล้ว ดังนั้นจึงคิดอยากรีบกำหนดโดยไว
“ปู่สวี่ ปู่ก็เห็นแล้ว ช่วงนี้ข้าค่อนข้างยุ่ง รอทำงานช่วงนี้ให้จบก่อนค่อยให้คำตอบปู่ได้หรือไม่?”
ถึงแม้เงื่อนไขการไม่ส่งส่วยข้าวจะยั่วใจคนมาก แต่จู้เจียงเจียงก็ยังต้องจับตาดูให้ดี ดูว่าพวกเขามีเป้าหมายอะไรก่อนค่อยว่ากัน
“ได้ ยังไงก็ได้ขอแค่เจ้ายอมรับปาก!” สวี่เหล่าเกินตอบรับคำขอร้องของนางอย่างง่ายดาย
ขอแค่นางยอมพิจารณา ต้องใช้เวลาเท่าไรก็ย่อมได้
หลังส่งสวี่เหล่าเกิน จู้เจียงเจียงพาพวกเด็กๆเข้าบ้าน ไปยุ่งกับเรื่องตั๋วผ่านประตูต่อ
ยุ่งจนถึงดึกดื่น ตั๋วผ่านประตูสองร้อยใบถึงทำเสร็จ
“น้องรอง พรุ่งนี้เจ้าเอาตั๋วผ่านประตูพวกนี้เข้าเมืองไปหาคุณชายหมิงสักเที่ยว ให้เขารับผิดชอบขายแทน เจ้าไม่ต้องปรากฏตัว หลังจากเอาตั๋วให้เขาก็ถือโอกาสซื้อชากลับมาเล็กน้อย”
ในตัวเมือง หมิงจี่ทำงานสะดวกกว่า อีกทั้งเมื่อข่าวหอจ้าวเซิงจำเป็นต้องซื้อตั๋วดูงิ้วออกไป จะต้องกระตุ้นให้ชาวบ้านบางส่วนไม่พอใจเป็นแน่
หากให้พวกน้องรองไปขายตั๋ว จะต้องถูกเสียงแห่งความไม่พอใจสาดถมจนจมน้ำลายตาย ไม่แน่ว่ายังจะถูกทุบตีประทุษร้าย
หมิงจี่ในมือมีคนมาก เขาไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวก็สามารถนำข่าวการขายแพร่ออกไปได้ ให้เขารับผิดชอบ จู้เจียงเจียงก็วางใจ
“พี่หญิงจู้ เรื่องเมื่อกลางวันที่ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านบอก พี่คิดทบทวนไปถึงไหนแล้ว?” พวกน้องรองล้อมเข้ามาถามนางอย่างสนอกสนใจ
อันที่จริงพวกเขาหวังให้จู้เจียงเจียงจะตอบรับ หากเป็นเช่นนี้ละก็ พวกเขาก็ไม่ต้องมองสีหน้าของคนในหมู่บ้าน และถูกคนในหมู่บ้านมองว่าเป็นคนต่างถิ่นที่มาขออาศัยอยู่อีกต่อไป
วันข้างหน้า หลักๆ เมื่อจู้เจียงเจียงยอมรับ พวกเขาก็คือคนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว!
จู้เจียงเจียง “ข้ากำลังคิดทบทวนอยู่ เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล เก็บของแล้วกลับไปนอนเถอะ”
ตอนที่ 70: แขกผู้มีเกียรติมาถึงบ้าน
“♫ เหงื่อหนึ่งหยด ข้าวหนึ่งเมล็ด ขยับมือเท้าทั้งสี่ไถดินทำนา ลำบากยากเข็ญไหนเลยจะกล้าพัก หวังแค่ลมฤดูใบไม้ร่วงจะรีบพัดมา… ♪”
วันนี้เป็นวันแรกที่หอจ้าวเซิงเก็บค่าเข้าชมงิ้ว พวกเด็กซุกซนในบ้านทุกคนตามไปเล่นในเมือง มีแค่จู้เจียงเจียงที่อยู่บ้านคนเดียว
ทุกคนในหมู่บ้านไม่มีตั๋วก็ยังไปร่วมสนุกในตัวเมืองเช่นกัน พวกเขาแค่ฟังอยู่นอกประตูแค่นี้ก็พอใจแล้ว
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงในวันนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ แต่ไม่เป็นปัญหาในการสร้างความสุขคนเดียวของจู้เจียงเจียง
ไม่ง่ายเลยที่ในบ้านจะไม่มีพวกเด็กซนอยู่ นางปิดประตูลานบ้าน ย้ายโต๊ะเก้าอี้ในห้องโถงทั้งหมดออก เหลือที่ว่างขนาดใหญ่ไว้
จากนั้น...หยิบเอาเมล็ดทั้งหมดที่ค้นเจอในช่องว่างมิติออกมา
แค่ชั่วพริบตาก็เอาสิ่งของออกมาได้อย่างมากมาย ทว่าความรู้สึกอ่อนแอที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้พลันกลับมาจู่โจมอีกครั้ง
จู้เจียงเจียงจึงดื่มน้ำแกงหวานไปอึกหนึ่งเพื่อเติมพลัง จากนั้นก็ไม่ได้สนใจมันอีก และหันไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องเมล็ดพันธุ์ต่อไป
ครั้งก่อนที่นางนำเมล็ดพันธุ์ออกมาจากในช่องว่างมิติจำนวนมากให้เผยจี้ในครั้งเดียว นางก็แค่หลับเป็นตายไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น ครั้งนี้น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
เมล็ดพันธุ์ถูกแบ่งตามตระกูลและสายพันธุ์วางอยู่บนพื้นอย่างเป็นระเบียบ จากเมล็ดข้าวไปจนถึงผักและผลไม้ จากไม้พุ่มไปจนถึงไม้ดอกยึดครองพื้นที่ทั้งบ้าน บนโต๊ะและหัวบันไดก็ไม่ปล่อยให้ว่างเว้น
นับอย่างละเอียดหนึ่งรอบ มีเมล็ดพันธุ์ประมาณสองร้อยกว่าชนิด
ช่องว่างมิตินี้ไม่รู้ว่ามาปรากฏอยู่บนตัวนางตั้งแต่เมื่อไร จู้เจียงเจียงจำได้แค่ตอนนางเด็กๆ มันก็มีอยู่แล้ว
และเพื่อเป็นการป้องกันเผื่อไว้ ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าของอะไรนางก็โยนเข้าไปในนั้น
หลังโตขึ้นมาหน่อย นางก็ตระหนักได้ว่านางมีจิตใต้สำนึกของการเกิดใหม่และการข้ามมิติก็ยิ่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนช่องว่างมิตินี้นับวันก็ยิ่งหนักขึ้นเป็นเหมือนโกดังของขนาดใหญ่เข้าไปทุกวัน
แต่โชคดีตอนนี้ถึงคราวนำมาใช้สอยแล้ว
จู้เจียงเจียงแกะห่อพลาสติกของเมล็ดพันธุ์ออก แล้วใช้ถุงกระดาษน้ำมันห่อไว้เช่นเดียวกับห่อยาจีน จากนั้นก็เขียนชื่อเมล็ดพันธุ์ไว้ด้านบนเตรียมเก็บไว้ใช้ในภายหลัง
หากไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ประเภทผล อย่างต้นองุ่นและอ้อย หรือพืชที่ใช้การปักชำ จู้เจียงเจียงจะยังไม่ยุ่งกับพวกมันชั่วคราว รอผ่านไปอีกสักสองสามวัน มีเวลาว่างแล้วค่อยขุดดินทรายกลับมาเพาะปลูกพวกมัน
แค่แกะห่อพลาสติกของเมล็ดพันธุ์ จู้เจียงเจียงที่มีตัวคนเดียวจึงใช้เวลาแกะไปถึงครึ่งค่อนวัน เมื่อเห็นว่าจะยามเว่ยแล้ว พวกเผยเสี่ยวอวี๋น่าจะใกล้กลับมาแล้ว นางจึงเร่งความเร็ว
นางเพิ่งแกะห่อพลาสติกทั้งหมดเสร็จ ก็ได้ยินเสียง *แอ๊ด* ของประตูลานบ้านที่ถูกผลักออก
เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเผยเสี่ยวอวี๋และน้องเก้าดังขึ้นที่หน้าประตูลานบ้าน จากนั้นพวกนางก็มาวิ่งเข้ามาหาจู้เจียงเจียงพร้อมกัน
ทว่าเมื่อเห็นของมากมายก่ายกองที่วางอยู่บนพื้นเต็มบ้านในตอนนี้ เท้าที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูของทั้งสองก็พลันหยุดชะงักลง ไม่กล้าเข้าประตูไป
“พี่สะใภ้ พี่กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
“ทำไมพวกเจ้ากลับมาเร็วเช่นนี้?” จู้เจียงเจียงเห็นพวกนางก็ตกใจมากเช่นกัน
คำนวณตามเวลาการแสดง น่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับถึงบ้าน
แต่ตอนเห็นร่างใหญ่ด้านหลังเด็กทั้งสองคนนั้น จู้เจียงเจียงก็เข้าใจ “ทำไมถึงรบกวนแม่ทัพเผยส่งพวกเจ้ากลับมาเล่า”
เผยจี้ต้องมีเวลาว่างมากแค่ไหนกัน ทำไมถึงมาอีกแล้ว?
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ว่าเขานั้นว่าง ทว่าเขามาในฐานะคนนำทางให้กับบรรดาเพื่อนทั้งหลายที่อยู่ข้างหลังนี้
“พี่เผย ทำไมไม่เข้าประตูล่ะ?” เสียงสงสัยของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น
อึดใจต่อมาก็เห็นที่หน้าประตูมีคนเพิ่มมาอีกหลายคน
หนึ่งในนั้นมีวัยรุ่นสองชายหนึ่งหญิง จู้เจียงเจียงเคยเจอพวกเขาอยู่ที่ชั้นสองหอจ้าวเซิงมาก่อน อีกทั้งยังมีนายท่านและฮูหยินสูงศักดิ์ผมขาวคู่หนึ่งที่นางไม่เคยเจออีกด้วย
“พวกท่านเหล่านี้คือ...” จู้เจียงเจียงกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นเตรียมเขียนหมายเหตุลงบนกระดาษน้ำมันที่ห่อเมล็ดพันธุ์ ครั้นเห็นคนเยอะแยะเช่นนี้นางก็มึนงงไปหมด
ตอนนี้นางสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายมาก ทั้งยังใช้ตะเกียบมาม้วนผม หมอบอยู่บนพื้นอย่างไม่สุภาพ
ฉากนี้น่าขายหน้าที่สุด
“หรือนี่คือแม่นางจู้ที่เขียนบทงิ้วให้หอจ้าวเซิง” ผู้ชายชุดเขียวเห็นท่าทางนี้ของจู้เจียงเจียง พัดในมือก็หยุดลง ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
พูดถึงงิ้ว จู้เจียงเจียงจึงลุกขึ้นจากพื้น เดินไปถึงหน้าประตู มองคนเหล่านั้นที่อยู่ข้างหลัง
เมื่อเห็นพวกน้องรอง ก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “น้องรอง การแสดงงิ้ววันนี้ราบรื่นดีหรือไม่? ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรใช่ไหม?”
หน้าประตูถูกคนสูงศักดิ์หลายคนขวางอยู่ พวกน้องรองไม่กล้าเข้าใกล้ทำได้แต่ตอบกลับนางอยู่ไกลๆ “พี่หญิงจู้โปรดวางใจ ราบรื่นดีขอรับ”
น้องรองพูดๆอยู่ก็ตะโกนเรียกน้องเก้า “ในเมื่อบ้านพี่หญิงจู้มีแขก เช่นนั้นพวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
“เฮ้...” จู้เจียงเจียงอยากจะถามอะไรต่อ พวกเด็กซุกซนเหล่านั้นก็ออกประตูรั้วเล็กจากด้านหลังลานบ้านไปเสียแล้ว เหลือแค่คนแปลกหน้ากลุ่มนี้
เห็นพวกเขาคนหนึ่งดูสูงศักดิ์กว่าอีกคน ท่าทางเหมือนราวกับว่านางควรเชิญพวกเขาเข้าบ้าน จู้เจียงเจียงเกาศีรษะอย่างอึดอัดใจ ลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็หลีกทางให้
“ท่านทั้งหลายเข้ามาก่อนเถิด ข้าจะไปเก็บกวาดเดี๋ยวนี้”
จู้เจียงเจียงรีบหันกลับไปเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ห่อเสร็จแล้วรวมเป็นหนึ่งกอง เว้นตำแหน่งของเก้าอี้สองตัวยกออกมาให้พวกเขา
“ท่านทั้งหลายเชิญนั่ง เสี่ยวอวี๋ไปห้องครัวต้มน้ำชงชาให้แขก”
ทำไมต้องมากันเวลานี้ ในตัวเมืองดีๆไม่อยู่ ทว่ากลับมารบกวนคนอื่น
จู้เจียงเจียงแอบแขวะอยู่ในใจ ทั้งยังถลึงตาใส่เผยจี้ เหมือนกำลังต่อว่าที่เขาพาคนมา
เผยจี้รู้สึกได้ถึงการตำหนิที่มาจากจู้เจียงเจียง เขายิ้มแล้วเดินไปข้างหน้านางพลางยกมือขึ้น
“ทำอะไร?” จู้เจียงเจียงเอียงหน้าหลบ มองเขาอย่างระวังตัว
“บนหน้าเจ้ามีน้ำหมึก”
เผยจี้ไม่สนการหลบของนาง ใช้นิ้วเช็ดน้ำหมึกบนหน้าของนางออก
คนอื่นที่อยู่ในบ้านเห็นแบบนี้ ต่างมองอย่างสนใจพร้อมทำหน้าเหมือนเห็นเรื่องสนุก และยิ้มอย่างมีเลศนัย
จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว “ท่านแม่ทัพโปรดให้ความเคารพตนเองด้วย หยอกล้อสตรีที่ดีไม่ใช่การกระทำของสุภาพบุรุษ!”
นางพูดจบก็ยื่นมือเรียวใช้แรงตบมือหนาที่ลูบไล้อย่างใส่ใจและไม่เต็มอิ่มของเผยจี้ให้หยุดอยู่กลางอากาศ
โรคจิต!
“แม่นางจู้เป็นคนพูดเร็วทำเร็วจริงๆ พี่เผย วันหลังพี่ต้องลำบากแน่” ผู้ชายชุดเขียวหยอกล้อทั้งสองคน คำพูดมีนัย
จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร และก็ไม่อยากเข้าใจด้วย
“คุณหนูคุณชาย ยังมีนายท่านและฮูหยินทุกท่าน วันนี้เดินทางมาหาข้ามีเรื่องอันใด?”
เรื่องของเมล็ดพันธุ์จะหยุดกลางคันไม่ได้ ไม่เช่นนั้นนางก็จะลืมพวกที่ยังไม่ได้ลงหมายเหตุเอาไว้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ของอะไร
ผู้ชายชุดเขียวทำตัวตีสนิทเหมือนครั้งก่อนตอนอยู่หอจ้าวเซิง “แม่นางจู้ ข้าแซ่ถูชื่อจิ่ง นี่คือน้องสาวของข้าถูหย่า พวกเรามา พูดได้ว่ามาเพราะเลื่อมใส”
ตอนผู้ชายชุดเขียวแนะนำตัวเอง ยังถือโอกาสแนะนำหญิงสาวชุดสีชมพูกระโปรงผ้าโปร่งที่เดิมตามอยู่ข้างๆ ผู้อาวุโสคู่นั้นอีกด้วย
หลังถูจิ่งแนะนำตัวเองและน้องสาวเสร็จ ผู้ชายอีกคนก็เริ่มแนะนำตัวเองต่อ
“ข้าชื่อฉินเฟิง สองท่านนี้คือ...” ฉินเฟิงมองผู้อาวุโสทั้งสองแวบหนึ่ง เหมือนกำลังเรียกความกล้าให้ตัวเอง “นี่คือท่านปู่ท่านย่าของข้า พวกข้ามาเพราะเลื่อมใสเช่นกัน”
“มาเพราะเลื่อมใส? เลื่อมใสอะไร งิ้วไหนหรือ? พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นคนเขียน?”
จู้เจียงเจียงถามต่อเนื่องหลายคำถาม ถามเสร็จก็มองไปยังตัวเผยจี้อีกครั้ง นึกว่าเป็นเขาที่ปากมาก
นอกจากเขาแล้ว ไม่มีใครรู้ว่างิ้วนี้เป็นฝีมือของนาง
เผยจี้รู้สึกถูกปรักปรำ แก้ต่างแทนตัวเองหนึ่งประโยค “ตอนคุณชายหมิงส่งบัตรให้พวกเรา ถูจิ่งตามไปถามด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้บอก”
จบตอน
Comments
Post a Comment