divorce ep71-80 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 71: พึ่งเมล็ดพันธุ์พิชิตแผ่นดินใหญ่ก็ได้...จู้เจียงเจียงเม้มปาก ยิ้มแบบถ่อมตัวพูดว่า “ทุกท่านชมเกินไปแล้ว งิ้ววันนี้แสดงได้ดั่งใจที่ทุกท่านหวังหรือไม่?”วันนี้เป็นการแสดงฉากที่จู้อิงไถตกม้า ปฏิกิริยาตอบสนองน่าจะดีกว่าสองรอบก่อนหน่อยกระมัง?“แม่นางจู้ ชาวบ้านในเมืองตื่นเต้นจนจะพลิกฟ้ากันอยู่แล้ว ไม่คิดว่าเจ้ายังจะสงบเช่นนี้อีก ข้านับถือ ข้านับถือ!”ถูจิ่งไม่ได้พูดเกินจริงงิ้ววันนี้เมื่อแสดงจบ หลังจากผู้คนแยกย้ายกันกลับไป เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ทั้งเมืองก็เริ่มแพร่กระจายข่าวแล้วยิ่งมีการแพร่กระจายไปเท่าไร พวกชาวบ้านในเมืองก็ยิ่งตื่นเต้นสติหลุดมากเท่านั้นไม่ว่าจะคนดื่มเหล้า จับจ่าย ค้าขาย หรือกำลังทำงานอะไรอยู่ ทั้งหมดต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องงิ้วในวันนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกผู้หญิงที่คอยจับกลุ่มพูดคุยเรื่องทั่วไปเลยทุกบ้านทุกครัวเรือน ถนนใหญ่ซอยเล็ก ขอแค่เป็นสถานที่ที่มีเสียง ทั้งหมดที่พูดคุยกันก็คือเนื้อหาเกี่ยวกับงิ้วของวันนี้ทำให้พวกคนที่ซื้อตั๋วไม่ทัน หรือคนที่ไม่อยากซื้อตั๋ว ตอนนี้ต่างก็กำลังคิดหาวิธีซื้อตั๋วเข้าชมงิ้วนี้ให้ทันความคึกคักในเมือง จู้เจียงเจียงไม่มีทางจินตนาการได้ แต่ดูจากปฏิกิริยาของคนเหล่านี้ ดูเหมือนผลลัพธ์จะไม่เลวโชคดีที่นางไม่ได้เปิดเผยฐานะตัวเองที่เป็นเถ้าแก่เบื้องหลังการแสดงงิ้วครั้งนี้ ไม่อย่างนั้นเวลานี้คนที่มาบ้านของนางคงไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาไม่กี่คนนี้แล้ว“พวกท่านดูแล้วสนุกก็ดีแล้ว”จู้เจียงเจียงตอบรับเรียบง่ายไปหนึ่งประโยค นั่งยองตัวเขียนหมายเหตุให้เมล็ดพันธุ์ต่อนางรู้ว่าทำแบบนี้เสียมารยาทมาก แต่ช่วยไม่ได้ สำหรับนางแล้วเมล็ดพันธุ์สำคัญกว่าอีกอย่าง พวกเขารู้ว่าฐานะของนางคือคนชนบทคนหนึ่ง คิดแล้วก็คงจะไม่ถือสาเรื่องพวกนี้หรอกกระมัง?“แม่นางจู้ สิ่งเหล่านี้คือ...”ทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามาในบ้านก็เริ่มอยากรู้เห็นเสียแล้ว พวกเขาสงสัยมากว่าทำไมในบ้านของนางถึงวางห่อยาอยู่เต็มพื้น?“หรือว่าในบ้านแม่นางจู้มีคนป่วยหนักอยู่?”“...นี่คือเมล็ดพันธุ์” จู้เจียงเจียงค่อยๆพูด “ใกล้จะต้องเพาะปลูกแล้ว ข้าเอาออกมาแยกประเภทไว้ จะได้ง่ายต่อการนำไปปลูก”“เมล็ดพันธุ์?”ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นก็หยิบเมล็ดพันธุ์ที่ห่อเรียบร้อยของนางขึ้นอย่างดูอย่างสงสัย “ฟักเขียว แตงโม ฟักทอง มะระ แตงหวาน ถั่วแขก ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตา...”“ทำไมถึงมีเมล็ดมากมายเช่นนี้ กินได้ทั้งหมดหรือไม่?” ฉินเฟิงหยิบเมล็ดพันธุ์ห่อหนึ่งขึ้นมาดู ก่อนเอ่ยถามจู้เจียงเจียงเมล็ดพันธุ์พวกนี้ มีที่เขารู้และก็มีที่เขาไม่รู้หลังพิจารณาดูห่ออื่นๆอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นของที่แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเมืองเจียงหนานที่เล็กมากเมืองหนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเมล็ดพันธุ์เยอะกว่าเมืองหลวงเช่นนี้ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วเหตุใดเมืองเจียงหนานถึงยังเสื่อมโทรมยากจนเช่นนี้?“ปลูกออกมาก็กินได้หมด” หากกินไม่ได้ นางจะเสียเวลาปลูกทำไม?ได้ยินฉินเฟิงพูดชื่อเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น เดิมนายท่านและฮูหยินผู้สูงศักดิ์ที่สำรวมกิริยาสร้างแรงกดดันให้แก่ผู้อื่นอยู่นั้น จู่ๆก็พลันมีปฏิกิริยาตอบสนอง นายท่านอาวุโสลุกขึ้นเดินไปเปิดดูเมล็ดพันธุ์ที่กองอยู่ ดูอย่างละเอียดแล้ววางกลับที่เดิมอย่างระมัดระวังหลังจากดูเมล็ดพันธุ์ที่กองอยู่บนโต๊ะเสร็จ เขามาถึงข้างกายจู้เจียงเจียง อ่านหมายเหตุที่นางเขียน“หลานเหมย ซู่เหมย นี่คือสิ่งใด?” นายท่านอาวุโสผู้นั้นเอ่ยถามเมื่อเขาพูดจบ จู้เจียงเจียงก็สัมผัสได้ถึงรัศมีที่ทั้งทรงพลัง อบอุ่น และเป็นเอกลักษณ์จากเขา แม้นางจะไม่อยากพูด แต่นางก็เอาแต่รู้สึกว่านายท่านอาวุโสตรงหน้านี้ ครั้งหนึ่งคงเคยเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่“นี่คือผลไม้” นางตอบไปอย่างเรียบง่ายเพราะถ้าพวกเขาไม่รู้จักมัน ก็ยากมากที่นางจะอธิบายว่านี่คืออะไรกับพวกเขาจู้เจียงเจียงตอบอย่างใจเย็น ทว่าฉินเฟิงที่อยู่ด้านข้างกลับเย็นไม่ไหว เขาสังเกตสีหน้าของนายท่านอาวุโสผู้นั้นอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าเขาไม่โกรธถึงถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา“เมล็ดมากมายขนาดนี้ เจ้าคิดจะปลูกอย่างไร?” นายท่านอาวุโสถามขึ้นอีกครั้งดูเหมือนเขาจะสนใจมาก?เมื่อเจอคนที่สนใจในการปลูกการเกษตรเช่นนี้ จู้เจียงเจียงก็มีกำลังฮึกเหิมจูลิ่นผู้นั้นไม่สนใจเรื่องการเกษตรเลย ถึงแม้นางจะมีความคิดเห็นมากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้คนผู้นี้ดูแล้วตำแหน่งคงไม่ต่ำ ไม่ว่าเขาจะยังดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ ถึงอย่างไรคำพูดของเขาก็คงมีประโยชน์อยู่บ้าง“เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ดูแล้วมีเยอะแยะหลากหลาย ผสมปนเปกันจนไม่สามารถปลูกในที่เดียวกันได้ ดังนั้นข้าจึงเลือกดินตามสภาพแวดล้อม สถานที่ แยกปลูกแบบกระจาย ตามที่เมล็ดต้องการ”“พูดถึงดินและสภาพแวดล้อม แน่นอนว่าขาดการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและสารอาหารไปไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ข้ากำลังศึกษาอยู่”จู้เจียงเจียงเมื่อพูดถึงสิ่งที่เชี่ยวชาญก็อดไม่ได้จะพูดจนน้ำไหลไฟดับ และอยากหาใครสักคนมาศึกษาพิจารณาร่วมกันกับนางแต่นางเหมือนจะลืมไป ในที่แห่งนี้ นอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครรู้เลยว่านางกำลังพูดอะไรอยู่ดังนั้นจู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกนายท่านอาวุโสผู้นั้นถามแทรกขึ้น “อะไรคือดินตามสภาพแวดล้อม ยังมีที่เจ้าว่าอุณหภูมิมันคืออะไร?”“เอ่อ...” จู้เจียงเจียงถูกถามจนพูดไม่ออก ตอนแรกนางอยากจะอธิบายอย่างละเอียดให้เขาฟัง ทว่าจู่ๆก็ล้มเลิกไปนี่คือความรู้ระดับมหาวิทยาลัยเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดินตามสภาพแวดล้อมคืออะไร เช่นนั้นจะต้องเริ่มพูดจากตรงไหนถึงจะอธิบายรู้เรื่อง?“นายท่านท่านนี้ ทำไร่ทำนาเป็นเรื่องของพวกเราชาวบ้าน นายท่านดูแล้วน่าจะไม่ใช่คนที่ทำงานแบบนี้ ถึงข้าจะพูดกับท่านมากกว่านี้ก็ไร้ประโยชน์ เชิญท่านดื่มชาเถิด”เผยเสี่ยวอวี๋ต้มชาเสร็จยกมาพอดี จู้เจียงเจียงจึงเชิญพวกเขาไปลิ้มรสชาอย่างสุภาพ ไม่คุยเรื่องนี้ต่อแต่คำนี้ของนาง ไม่รู้คำไหนไปยั่วโมโหนายท่านท่านนี้เข้าเขาลุกขึ้นอย่างอารมณ์เสีย สะบัดแขนเสื้อแรงๆ มือไพล่หลังพูดเสียงเข้ม “ข้าออกนั่งบัญชาการรักษาการณ์เพื่อราชวงศ์ต้าหลี่มาหลายปี มีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น แล้วเรื่องทำไร่จะยากเย็นอะไร!”“ข้าไม่เชื่อ ชาวบ้านทั่วไปล้วนทำไร่ได้ ทำไมข้าจะทำไม่ได้!”คำพูดภาคภูมิของเขา ทำให้พวกฉินเฟิงไม่กล้าหายใจ แต่ละคนยืดหลังตรงไม่กล้าเงยหน้าเผยจี้อยู่ชายแดนผ่านการฝึกอย่างยากลำบากมาห้าปี ตั้งแต่ทหารเล็กไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งจนกลายมาเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งในตอนนี้ ทว่ากลับไม่ค่อยมีประสบการณ์ใดๆกับสถานการณ์เช่นนี้เลย ดังนั้นเขาจึงยังดูสบายๆ หน้าไม่เปลี่ยนสีจู้เจียงเจียงก็ไม่ได้ตกใจเพราะนายท่านท่านนี้แต่อย่างใด กลับกันยังรู้สึกว่าสภาพจิตใจที่คนเราต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิตนั้น ควรค่าแก่การทำตาม“ทำไร่นั้นไม่ยาก โปรยเมล็ดออกไปก็จบ ที่เหลือก็แล้วแต่ฟ้าลิขิตใช่หรือไม่?”จู้เจียงเจียงค่อยๆพูดพร้อมรอยยิ้ม บอกวิธีการทำไร่ของประชาชนราชวงศ์ต้าหลี่ตอนนี้ให้นายท่านอาวุโสนั่นฟังจากนั้นน้ำเสียงของนางก็เปลี่ยนไป “แต่ว่าใครจะรู้ อันที่จริงทำไร่ก็คือวิชาความรู้วิชาหนึ่ง อยากให้ประชาชนร่ำรวย บ้านเมืองก้าวหน้ารวดเร็ว ต้องพิชิตแผ่นดินใหญ่ให้ได้เสียก่อน”“ข้าก็คิดจะพิชิตแผ่นดินใหญ่ของเมืองเจียงหนานผืนนี้เช่นกัน” นางพูดออกมาอย่างสบายๆหนึ่งประโยค ทว่ามีแต่นางเท่านั้นที่รู้ ภาระนี้หนักหนาแค่ไหนแต่นางมั่นใจ ขอแค่ราชสำนักให้โอกาสนาง ให้ความร่วมมือกับนาง“พิชิตแผ่นดินใหญ่?”เป็นครั้งแรกที่นายท่านอาวุโสได้ยินคนใช้คำว่า ‘พิชิต’ สองตัวอักษรนี้กับดินเหลืองใต้เท้าในความเข้าใจของพวกเขา แผ่นดินใหญ่ ดินเหลืองเป็นสิ่งที่ไม่ควรคู่แก่การพูดถึงที่สุด สิ่งนี้มีอยู่ทุกที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลหรือใส่ใจเลยแต่สาวน้อยตรงหน้าผู้นี้ คิดไม่ถึงว่าจะเห็นดินเหลืองผืนนี้สำคัญเช่นนี้ ทั้งยังนำมันมาอธิบายว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้อง ‘พิชิต’ อีกด้วยดินเหลืองใต้เท้า มีเสน่ห์มากขนาดนั้นจริงหรือ?“แปลกใหม่!” นายท่านอาวุโสยังคงสงสัยต่อคำพูดว่าจะพิชิตแผ่นดินใหญ่ของจู้เจียงเจียง ซึ่งวิธีพูดนี้เขาฟังแล้วรู้สึกว่าแปลกใหม่จริงๆ จู้เจียงเจียงใช้รอยยิ้มตอบรับเขาเงียบๆ ไม่ได้พูดมากความคิดไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแบ่งผิดถูกและแก้ตัวใดๆ ทั้งหมดยกให้ผลลัพธ์ไปพิสูจน์ ตอนที่ 72: หมู่บ้านซ่าเหอที่ตกหล่นมาหาถึงบ้าน“นี่ เพื่อนเหล่านี้ของท่าน พวกเขามีฐานะอะไรบ้าง?”จู้เจียงเจียงไปสวนผักหน้าประตูเพื่อเตรียมผักมาทำกับข้าวเย็นนี้ เผยจี้เข้ามาช่วย นางจึงถือโอกาสถาม“เพื่อนถูคือเพื่อนสนิทตอนข้าอยู่ชายแดน ตอนนี้ก็คือว่าเป็นรองแม่ทัพของข้า ตระกูลถูกอยู่เมืองหลวงถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ ตระกูลของเขาเคยเป็นคนที่ช่วยฮ่องเต้ดูแลเรื่องทางการค้า”เผยจี้ก้มหน้าเด็ดผักตามนาง แนะนำฐานะตัวตนของผู้คนในบ้านให้นางฟัง“เพื่อนฉินคือบุตรชายของราชครูในขณะนี้ ตอนเด็กเคยเป็นเพื่อนเรียนหนังสือของฮ่องเต้ ข้ากับเขาไม่ถือว่ารู้จักกัน”“งั้นนายท่านและฮูหยินคนนั้นเล่า? พวกเขามีฐานะอะไร?”ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงบอกว่าพวกเขาคือท่านปู่และท่านย่าของเขา แต่ดูจากปฏิกิริยาเคารพที่เขาแสดงออกมาหลายครั้งนั้น สองสามีภรรยาผู้เฒ่านี้ดูท่าน่าจะมีฐานะที่สูงส่งกว่านั้นพวกเขาหรือ...เผยจี้ไม่อยากให้จู้เจียงเจียงตกใจ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “พวกนี้พอหรือยัง?”เขาเด็ดผักกวางตุ้งกำใหญ่ยื่นมาตรงหน้านาง จู้เจียงเจียงที่ฉลาดจะมองไม่ออกว่าเขาตั้งใจไม่บอกนางได้อย่างไร?“ขอบคุณ” นางหยิบผักที่เขายื่นให้ใส่ในตะกร้าในมือที่เขา ก่อนจะกลับไปห้องครัวอีกครั้งพวกเขาเหล่านั้นในบ้าน คืนนี้ต้องการอยู่ร่วมรับประทานอาหารด้วย จู้เจียงเจียงจึงหยิบผักทั้งหมดในราวชั้นวางผักในห้องครัวออกมาทำอาหารง่ายๆโชคดีที่พวกเผยเสี่ยวอวี๋วันนี้ไปในเมืองและซื้อผักกลับมา ไม่เช่นนั้นคืนนี้เกรงว่าแม้แต่กับข้าวรับรองแขกก็คงไม่มีในขณะที่จู้เจียงเจียงกำลังทำกับข้าวให้พวกเขาอย่างเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว นายท่านอาวุโสนั่นก็พาถูจิ่งและฉินเฟิงสองคนเข้าไปในหมู่บ้าน ตอนกลับมาใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง“ใต้ฟ้ายังมีชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้นเพียงนี้ ทำให้ข้าเปิดโลกจริงๆ”นายท่านอาวุโสดูเหมือนจะรู้สึกตกใจมาก ไม้เท้าในมือเคาะบนพื้นหลายครั้ง เคาะจนไม้กระดานตรงระเบียงดัง *ตึกๆ*เขาไม่เคยเห็นมาก่อน คิดไม่ถึง ที่แท้ประชาชนของราชวงศ์ต้าหลี่ล้วนมีชีวิตกันแบบนี้เขานึกว่าสถานที่อยู่ของจู้เจียงเจียงก็เล็กมากแล้ว คิดไม่ถึงยังมีสถานที่เล็กและผุพังกว่านี้เช่นนั้น…หรือสมุดพับขี้อวดที่เล่าลือว่าบ้านเมืองสันติประชากรผาสุขพวกนั้นในราชสำนักจะเป็นเรื่องเท็จทั้งหมด?“กินข้าวได้แล้ว”จู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าพวกเขาไปเห็นอะไรมา หลังจากยกกับข้าวเข้ามาพร้อมกับเผยเสี่ยวอวี๋ จึงเรียกพวกเขาเหล่านั้นให้มานั่งบนโต๊ะอาหาร นอกจากผัดไข่ไก่และน้ำแกงผักลูกชิ้น ทุกอย่างที่เหลือบนโต๊ะล้วนเป็นมังสวิรัติ ทำให้นายท่านอาวุโสท่านนั้นยิ่งรู้สึกเศร้าโศกใจ“พลเมืองราชวงศ์ต้าหลี่ของข้า คิดไม่ถึงจะกินอาหารแบบนี้ ข้าละอายใจนัก!”“...” คำพูดนี้ของเขา ฟังอย่างไรก็ชอบกลแปลกๆ?จู้เจียงเจียงมองบนโต๊ะ มองกับข้าวอร่อยๆเต็มโต๊ะ แอบพูดในใจ นี่ก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เขาพูดซะหน่อยคนแก่นี่หมายความว่ายังไง!ดูแล้วคงเป็นเจ้านายที่ไม่กินอาหารเหมือนคนทั่วไป ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยพบเจอความลำบากมาก่อนกระมัง“ท่านผู้เฒ่า เงื่อนไขชนบทมีจำกัด หากท่านรับประทานแล้วไม่ถูกปาก โปรดให้อภัย” จู้เจียงเจียงปากพูดสุภาพ น้ำเสียงกลับไม่ได้จริงใจแบบนั้นนางลำบากทำกับข้าวโต๊ะหนึ่งให้พวกเขา ไม่ทันได้กินก็บ่นเสียแล้วพวกเขามากะทันหันแบบนี้ นางไม่ได้เตรียมตัวสักนิด นางยังไม่บ่น พวกเขามีอะไรน่าบ่นกันนายท่านอาวุโสยังคงจมอยู่ในภวังค์ในโลกของตัวเอง ฟังความหมายของจู้เจียงเจียงไม่ออกเขาจับตะเกียบขึ้นไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนหลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางกล่าวว่า “ช่างเถอะ ถือว่าข้ามาสัมผัสชีวิตพื้นบ้าน ร่วมสุขกับราษฎรเถิด”ร่วมสุขกับราษฎร...หรือเขาจะเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน?จู้เจียงเจียงมองสำรวจนายท่านอาวุโสผู้นั้นแวบหนึ่ง ไม่น่าจะใช่กระมัง ฮ่องเต้สูงอายุขนาดนี้เชียวหรือ?แต่ไม่ว่าเขาจะมีฐานะอะไร นางก็ไม่กล้าหาเรื่อง กินข้าวด้วยความสุขดีกว่า กินเสร็จก็ส่งพวกเขาจากไปเร็วหน่อยเพียงแต่คนคิดไม่สู้ฟ้าคิด อาหารมื้อนี้ยังกินไม่ทันเสร็จ ข้างนอกก็มีกลุ่มคนมาขอข้าวแล้ว“แม่นางจู้ได้โปรดให้ข้าวกินสักมื้อ แม่นางจู้ได้โปรดให้ข้าวกินสักมื้อ…”คนข้างนอกเรียกชื่อจู้เจียงเจียงโดยตรง ทำให้ผู้คนที่อยู่ในบ้านเข้าใจผิดทันที สายตาสงสัยมองมาทางนางอย่างพร้อมเพรียง ทำเหมือนนางทำอะไรบางอย่างกับคนข้างนอกอย่างไรอย่างนั้นแต่นางถูกปรักปรำจริงๆ นางก็มึนงงเหมือนกัน“ข้าออกไปดูก่อน พวกท่านกินกันก่อนเลย” จู้เจียงเจียงวางถ้วยตะเกียบรีบลุกออกไปแสงสว่างสุดท้ายของวันใกล้จะถูกม่านดำริมขอบฟ้าบดบังแล้ว หน้าประตูลานบ้านตระกูลเผยที่สลัวๆ มีคนสิบกว่าคนสวมชุดสกปรกหน้าตามอมแมมกำลังคุกเข่าอยู่ถึงแม้พวกเขาจะดูเหมือนขอทาน ทว่ากิริยากลับไม่เหมือนขอทานข้างถนน เหมือนเป็นชาวบ้านที่ขยันและเรียบง่ายมากกว่าจู้เจียงเจียงก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คุกเข่าข้างเดียวอยู่ตรงหน้าหลายคนเหล่านั้น ประคองแขนของคนคนหนึ่งพลางเอ่ยถาม “ท่านทั้งหลาย พวกท่านจะทำอะไร?”ชายชราร่างผอมบางที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุดที่ถูกนางประคอง ใช้มือแห้งกร้านของเขาพลิกกลับมากุมมือของจู้เจียงเจียงไว้ เอ่ยเสียงสั่นๆ “แม่นาง ท่านคือแม่นางจู้ใช่หรือไม่?”“ข้าเอง พวกท่านลุกขึ้นก่อนเถิด พวกเรามีอะไรคุยกันดีๆได้ไหม?”จู้เจียงเจียงออกแรงที่มือ แต่ชายชราผู้นั้นกลับปฏิเสธที่จะลุกแต่ยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิมชาวบ้านในหมู่บ้านที่กำลังกินข้าวอยู่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่หน้าประตูบ้านตระกูลเผย จึงยกถ้วยออกมาดูด้วยความสนุก เหล่าผู้คนในบ้านตระกูลเผยก็หยุดกินแล้วทยอยเดินออกมา“แม่นางจู้ ข้าไม่รู้ว่าหมู่บ้านซ่าเหอของพวกเราทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ ท่านถึงต่อต้าน แต่ข้าขอโทษได้ ข้าจะขอโทษเดี๋ยวนี้ ขอร้องท่านเมตตามีน้ำใจช่วยพวกเราด้วยเถิด”ชายชราร่างผอมบางนั้นร้องไห้ไปพูดไปจนจบ ก็พาคนด้านหลังโขกศีรษะคำนับให้จู้เจียงเจียงจู้เจียงเจียงตกใจมากจึงกอดตัวชายชราไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาโขกศีรษะคำนับ ขณะเดียวกันก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านผู้เฒ่า ท่านกำลังพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ หมู่บ้านซ่าเหอ? หมู่บ้านซ่าเหอคือที่ไหน? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน!”นางไม่รู้จริงๆ ว่าหมู่บ้านซ่าเหออยู่ที่ไหน“พวกท่านลุกขึ้นก่อนดีหรือไม่? เสี่ยวอวี๋รีบมาช่วยข้าประคองพวกท่านปู่ลุกขึ้น...”สวรรค์ ความเข้าใจผิดนี้ใหญ่เกินไปหรือไม่?!เผยเสี่ยวอวี๋เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งเข้ามาช่วย เผยจี้ก็มาด้วยพวกเขาสามคนช่วยกันประคองคนหนึ่งให้ลุกขึ้น อีกคนก็คุกเข่าลงอีกครั้ง มือเท้าวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ถึงจะจัดการประคองพวกเขาให้เข้าไปในบ้านจนเรียบร้อยทั้งหมดกับข้าวบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งบ้าน คนเหล่านั้นเมื่อเข้าประตูมาก็ถูกกับข้าวบนโต๊ะดึงดูดความสนใจทั้งหมดไปแต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น พวกเขาก็ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ เพียงแต่กลืนน้ำลายไม่หยุดเท่านั้น“ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ระหว่างพวกเรามีอะไรเข้าใจผิดกันหรือไม่? ข้าไม่รู้จักคนของหมู่บ้านซ่าเหอ และไม่เคยคิดจะกีดกันพวกท่านแต่อย่างใด นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”จู้เจียงเจียงอยากจะรู้ให้แน่ชัดเร็วๆว่าเกิดอะไรขึ้น นางแทบจะถูกสายตาของพวกฉินเฟิงจิกตายแล้วชายชราร่างผอมแห้งผู้นี้ทั้งเหนื่อยล้าและหิวโหย แทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว ร่างกายส่ายไปมาไม่หยุด จู้เจียงเจียงประคองเขานั่งลง ชายชรานั่งพักครู่หนึ่งถึงมีแรงพูด “แม่นางจู้ พวกเราได้ยินว่าท่านใจบุญ ให้ทุกคนยืมข้าวแลกข้าว แต่พวกเรารอมานานมาก ทำไมท่านไม่มาหมู่บ้านซ่าเหอของเรา คนในหมู่บ้านหิวจะตายแล้ว...”ผู้ที่บอกว่าตัวเองมาจากหมู่บ้านซ่าเหอหลั่งน้ำตาไปหนึ่งรอบ ร้องไห้จนจู้เจียงเจียงวุ่นวายใจ“ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย หมู่บ้านซ่าเหอของพวกท่านอยู่ที่ใด? ตอนข้ายืมข้าวแลกข้าว ไม่เคยได้ยินคนเอ่ยถึงหมู่บ้านของพวกท่านมาก่อน”ดูท่าก่อนหน้านี้คงตกหล่นหมู่บ้านซ่าเหอไป การช่วยเหลือของนางเป็นแบบส่วนตัว ไม่มีความช่วยเหลือจากราชสำนัก มีแค่ประสบการณ์ของโจวเหลียงเป็นหลักเท่านั้น ยากมากที่จะทำได้สมบูรณ์แบบเมื่อก่อนตอนไปหมู่บ้านที่ทุรกันดารมากพวกนั้น จู้เจียงเจียงก็เคยถามว่าใกล้ๆนี้ยังมีหมู่บ้านอื่นอีกไหม แต่ก็ไม่เคยได้ยินคนพูดถึงหมู่บ้านซ่าเหอมาก่อน ตอนที่ 73: คืนนี้ข้าจะกลับหมู่บ้านไปช่วยคนกับพวกท่านตามที่ชาวบ้านหมู่บ้านซ่าเหอที่มาหาได้อธิบาย หมู่บ้านซ่าเหอเป็นหมู่บ้านโดดเดี่ยวที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ตั้งลึกอยู่ในภูเขาแห่งหนึ่งทั้งหมู่บ้านมีชาวบ้านรวมเด็กและผู้ใหญ่แล้วก็ไม่ถึงร้อยคน ตอนนี้ คนที่ยังเดินเหินได้ในหมู่บ้านล้วนมาปรากฏตัวที่นี่กันทั้งหมดแล้วพวกเขาเร่งเดินทางออกจากในหมู่บ้านมาสี่วันสามคืน เดิมอยากหาโอกาสจะมีชีวิตต่อไป แต่หลังจากที่พวกเขาออกมาแล้วถึงรู้ มีคนชื่อจู้เจียงเจียงกำลังแจกข้าวช่วยกู้ภัยอยู่แต่ระยะเวลาแจกข้าวช่วยกู้ภัยผ่านไปเดือนกว่าแล้ว หมู่บ้านซ่าเหอพวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นพวกเขาจึงนึกว่าจู้เจียงเจียงกำลังกีดกันพวกเขาอยู่ดังนั้นจึงมีฉากดั่งตอนนี้เกิดขึ้น“แม่นางจู้ ท่านทำกุศลช่วยเหลือพวกเราเถิด พวกเราอยากกลับไปช่วยคนในหมู่บ้าน พวกเขายังไม่ตาย...”เสียงเศร้าโศกของชายชราร่างผอมจู่โจมตรงไปที่หัวใจของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะจู้เจียงเจียง นางรู้สึกแย่มากฟังเรื่องราวของพวกเขาจบ นางถึงรู้ ที่แท้พวกเขากอดหัวใจยอมแพ้หมู่บ้านนี้ออกมาหาทางรอด ทำให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปตอนนี้ได้รู้แล้วว่ามีโอกาสจะช่วยหมู่บ้านได้ พวกเขาจึงวิ่งโร่มาถึงที่นี่ดูแล้วในใจของพวกเขา การทิ้งคนในครอบครัวของตัวเองและเหล่าเพื่อนพ้องที่อยู่ในภูเขาลึกนั้นจะไม่ใช่เจตนาที่แท้จริง เป็นเรื่องที่จำใจต้องทำ“ท่านผู้เฒ่า พวกเรานั่งลงกินอะไรนิดหน่อยและพักผ่อนกันสักนิดเถิด ข้าจะไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้ คืนนี้ข้าจะกลับหมู่บ้านไปพร้อมกับพวกท่าน!”จู้เจียงเจียงทำการตัดสินใจทันทีถ้าในภูเขาลึกยังมีคน เช่นนั้นก็รออีกต่อไปไม่ได้แล้ว!“เสี่ยวอวี๋ตักข้าวให้พวกท่านลุงท่านปู่ทั้งหลาย แล้วรีบไปเรียกพี่รองมาเร็วเข้า”หลังสั่งเผยเสี่ยวอวี๋เสร็จ จู้เจียงเจียงก็หันหน้ามาพูดกับพวกเผยจี้ “แม่ทัพเผย ขอโทษจริงๆ ในบ้านมีเรื่องกะทันหัน ไม่สามารถรับรองทุกท่านได้แล้ว ครั้งหน้ามีโอกาสข้าค่อยขอโทษทุกท่าน เชิญเถิด”นางต้องการเชิญพวกเขาออกไป ถึงอย่างไรพวกเขาก็กินข้าวเสร็จแล้ว ควรต้องกลับไปอยู่แล้วเผยจี้เห็นด้วยกับวิธีการของนาง แต่พวกถูจิ่งจากไปได้ เขาไปไม่ได้!“แม่นาง ข้าอยู่ต่อ...”“แม่นางจู้ ข้าไปหมู่บ้านซ่าเหอพร้อมกับเจ้า!”“นะ...นายท่านไม่ได้!” ฉินเฟิงตกใจหน้าขาวซีดทันที เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนายท่านท่านนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาทั้งตระกูลฉินชดใช้ก็ไม่พอ“ไม่ต้องพูดมาก” นายท่านอาวุโสนั่นยกมือห้ามฉินเฟิง แล้วสั่งอีกหนึ่งประโยค “ฉินเฟิง เจ้าส่งฮูหยินผู้เฒ่าและแม่นางหย่าเอ๋อร์กลับไป ข้าและแม่ทัพเผยจะเดินทางไปหมู่บ้านซ่าเหอร่วมกับแม่นางจู้”คำพูดของเขาใช้ได้กว่าฮ่องเต้เสียอีกในเมื่อเขาพูดแบบนี้แล้ว ฉินเฟิงก็ได้แต่ต้องทำตามตอนมารถม้าสองคันรถ ตอนกลับฉินเฟิงพาฮูหยินผู้เฒ่าและถูหย่าขึ้นรถม้าคันหนึ่งกลับไปในเมือง เผยจี้และถูจิ่งอยู่ต่อรับผิดชอบปกป้องนายท่านอาวุโสจู้เจียงเจียงไม่มีเวลามาฟังพวกเขาว่าจะจัดการตัวเองอย่างไรหลังจากน้องรองมา นางสั่งพวกเขาง่ายๆ ต้องแสดงงิ้วสองรอบหลังให้ดีเรื่องงิ้ว โชคดีที่มีหมิงจี่ทำงานร่วมกับนาง มีหมิงจี่คอยบัญชาการอยู่ในเมือง นางไม่จำเป็นต้องกังวลใจมากเกินไป ถึงอย่างไรงิ้วสองบทหลัง น้องสามและน้องห้าก็เคยฝึกซ้อมจัดลำดับกันมาแล้วหลังจากสั่งน้องรองเสร็จ จู้เจียงเจียงยืมความมืดมิดของยามราตรี ย้ายข้าวในช่องว่างมิติออกมาไว้ที่หลังบ้านแต่ว่า มีแค่ข้าวอย่างเดียวคงไม่พอสถานการณ์ตอนนี้ของหมู่บ้านซ่าเหอไม่ค่อยดีนัก ที่ออกมาได้ก็มีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น คนที่ติดอยู่ในหมู่บ้านจะต้องมีทั้งคนป่วย คนตาย ดังนั้นจึงต้องการคนที่รู้วิชาการแพทย์คนหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วยถึงจะดีจริงด้วย!หมอเทวดาซิว!ผู้เฒ่านั่นได้ฉายาว่าหมอเทวดาช่วยโลกไม่ใช่หรือ? เรียกเขาไปด้วย เขาคงจะไม่ปฏิเสธ“แม่ทัพเผย ขอแรงท่านช่วยเหลือหน่อยจะได้หรือไม่?”จู้เจียงเจียงกลับเข้ามาในบ้านและวิ่งตรงไปหาเผยจี้ “ข้าอยากรบกวนท่านขี่ม้าเร็วกลับเมือง ช่วยข้าเชิญหมอเทวดาซิวร่วมเดินทางไปด้วย บอกว่าจู้เจียงเจียงจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงขอความช่วยเหลือ เขาต้องตอบตกลงแน่นอน”ฟังคำพูดนี้ของนางจบ เผยจี้ไม่ได้ถามเพิ่ม เขาแค่ตกตะลึงนิดหน่อยเท่านั้นภรรยาเขาคนนี้ ดูเหมือนสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่างไม่รู้ตัว คุยกับคนได้ทุกประเภทนางทำได้อย่างไร?“แค่กๆ แค่กๆแค่ก...อ้วก!”จู้เจียงเจียงกำลังเตรียมของที่ต้องใช้ในการเดินทางไปหมู่บ้านซ่าเหอ จู่ๆ คนที่กำลังกินข้าวอยู่คนหนึ่งก็ล้มลงบนพื้น ไอไม่หยุด ในปากมีฟองขาว“ท่านลุงเป็นอะไรไป?”เผยเสี่ยวอวี๋นึกว่าข้าวที่ตัวเองตักมีปัญหา ก้าวขาเล็กๆวิ่งไปข้างหน้า เขย่าแขนคนนั้นถามอย่างเป็นกังวลตอนจู้เจียงเจียงวิ่งมาใกล้ ได้กลิ่นเหม็นที่ผิดปกติหนึ่ง นางไม่รู้ว่านั่นคือกลิ่นอะไร แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าไม่ควรเข้าใกล้คนผู้นั้น!“เสี่ยวอวี๋ออกมาเร็ว!”นางฉุดลากเผยเสี่ยวอวี๋ขึ้นจากข้างกายคนผู้นั้น พูดเสียงจริงจัง “ไปล้างมือ เปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้”ถึงแม้เผยเสี่ยวอวี๋จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็วิ่งออกไปอย่างเชื่อฟัง เพราะนางไม่เคยเห็นท่าทางจริงจังแบบนี้ของพี่สะใภ้นางมาก่อน“แม่นางจู้เกิดอะไรขึ้น?” ถูจิ่งเข้ามาอยู่ข้างๆ แต่ไม่ได้เข้าใกล้คนที่ล้มอยู่บนพื้นผู้นั้นมีแค่คนจากหมู่บ้านซ่าเหอที่เข้าไปล้อมอยู่ข้างกายคนผู้นั้น ลูบหลังให้เขาหายใจโล่ง“เขาป่วยแล้ว และเป็นไปได้ว่าจะเป็นโรคติดต่อ” จู้เจียงเจียงพูดอย่างคาดคะเน“อะไรนะ?!”ถูจิ่งตกใจถอยหลังหลายก้าว ทั้งยังขวางนายท่านอาวุโสที่จะเดินไปข้างหน้าไว้จู้เจียงเจียงพลันลุกขึ้นและถอยหลังไปหลายก้าวเช่นกัน ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นที่นี่คือบ้านนาง นางจะมองดูเฉยๆไม่ได้จู้เจียงเจียงหันหลังกลับไปหยิบผ้าขาวสะอาดแห้งสี่เหลี่ยม ยังมีผ้าห่มผืนหนึ่งมา ผ้าขาวนำมาปิดอยู่บนใบหน้า ส่วนผ้าห่มก็โยนให้คนของหมู่บ้านซ่าเหอ“ท่านผู้เฒ่า ขอโทษเป็นอย่างยิ่ง เชิญพวกท่านยกเขาไปข้างนอก”“อะไร?” คนเหล่านั้นนิ่งงันไปนี่จะไล่พวกเขาไปหรือ?“หลังบ้านข้ามีบ้านหลังเล็กสำหรับเก็บของจิปาถะ เชิญพวกท่านย้ายไปทางโน้นก่อน ขณะเดียวกันก็ขอพวกท่านอย่าเดินไปไหนตามอำเภอใจ ข้าเรียกพวกท่านค่อยออกมา”ข้างหลังประตูบ้านตระกูลเผยมีบ้านหลังเล็กสำหรับเก็บกรงไก่ จอบ และของจิปาถะเป็นต้น ไม่ถือว่าใหญ่นักแต่ใหญ่กว่าห้องด้านข้างของหลายๆคนในหมู่บ้านพวกเขาสิบกว่าคนเบียดๆกันก็พักได้อยู่หมู่บ้านซ่าเหอหลายคนได้ยินแบบนี้ มองหน้ากัน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ต้องทำตามหลังพวกเขาออกมา จู้เจียงเจียงก็ให้ถูจิ่งและนายท่านอาวุโสออกไปรออยู่ในลานบ้าน จะมีคนอยู่ภายในบ้านไม่ได้ส่วนนางคลำทางวิ่งไปในนา เก็บหินปูนหลายแผ่นกลับมาเผา ในระหว่างนั้นนางยังพยายามใช้ผ้าปิดหน้า ส่งน้ำและผ้าขนหนูให้คนจากหมู่บ้านซ่าเหอเมื่อเห็นนางเจอปัญหาแล้วใจเย็นแบบนี้ จัดการได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นายท่านอาวุโสที่อยู่ในลานบ้านก็รู้สึกชื่นชมจู้เจียงเจียงมากขึ้นเรื่องแบบนี้ หากเปลี่ยนเป็นคุณหนูสักบ้านในเมืองหลวง เกรงว่าคงทำไม่ได้แบบนี้กระมัง?ฟ้าค่อยๆมืดลง ถูจิ่งและนายท่านอาวุโสกลับไปพักผ่อนบนรถม้าในบ้านตระกูลเผยอยู่ไม่ได้แล้ว จู้เจียงเจียงทำได้แค่ให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปนอนเบียดกับน้องเก้าหนึ่งคืน ส่วนตัวนางวิ่งไปกลับระหว่างห้องครัวและห้องเก็บของหินปูเผาอยู่นานมาก ในที่สุดก็เคาะแตกละลายน้ำได้จู้เจียงเจียงตักน้ำถังใหญ่ ปรับความเข้มข้นของน้ำปูนใส กลิ่นหินปูนฉุนเตะจมูก นางอดทนต่อความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในถัง ไปไล่ฆ่าเชื้อในบ้านทุกซอกทุกมุมเมื่อฆ่าเชื้อในบ้านเสร็จ นางก็เจือจางน้ำปูนใส ให้คนของหมู่บ้านซ่าเหอออกมาฆ่าเชื้อทีละคนยุ่งจนถึงดึกดื่น จนกระทั่งเผยจี้พาหมอเทวดาซิวและรถม้าที่เช่ากลับมา นางก็ยังยุ่งอยู่ ตอนที่ 74: โลกของผู้มีอำนาจนางไม่เข้าใจท้องฟ้ามืดมิดหมดแล้ว หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกลับคึกคักผิดปกติ พวกชาวบ้านส่วนใหญ่ร้อนจนนอนไม่หลับ ล้วนหยิบพัดที่ทำจากใบต้นปาล์มออกมาพัดพร้อมรอชมความสนุกตอนหมอเทวดาซิวไปตรวจรักษาคนป่วยจากหมู่บ้านซ่าเหอ จู้เจียงเจียงและเผยจี้ก็ช่วยกันขนเมล็ดข้าวขึ้นรถเมื่อเห็นหมอเทวดาซิวเดินออกมา จู้เจียงเจียงก็ยกถังน้ำปูนใสเดินไปทางหมอเทวดาซิว ก่อนจะตักน้ำรดบนตัวเขา“หมอเทวดาซิว ตรวจพบว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่?”“แค่กๆ โอ๊ย แม่นางจู้ กลิ่นของสิ่งนี้ช่างแรงจริงๆ พอแล้วพอแล้ว ไม่ต้องรดแล้ว...”หมอเทวดาซิวหลบไม่พ้นถูกรดจนจะเปียกไปทั้งตัวแล้วเขาสะบัดเสื้อสองสามครั้ง ถอดผ้าเช็ดหน้าออกจากใบหน้า ก่อนจะพูดกลับเข้าประเด็น “อาการนี้คือติดเชื้อโรคจากศพพิษทั่วไป ต้องไล่คนไป อยู่ต่อไม่ได้”“หา? ติดเชื้อศพพิษ!”“ถูกต้อง จะให้พวกเขาอยู่ต่อไม่ได้จริงๆ รีบไล่คนไปเถิด”“จริงด้วย สะใภ้เล็ก โยนคนออกไปเร็วเข้า อย่านำภัยมาให้หมู่บ้าน...”พวกชาวบ้านที่มามุ่งดูได้ยินสิ่งนี้เข้าก็พากันตกใจหน้าซีดเผือดทันที แค่ครู่เดียวก็กระจายกันออกไปไกล ในเวลาเดียวกันยังไม่ลืมบอกให้จู้เจียงเจียงไล่คนไปจู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่หมอเทวดาซิวเรียกว่า ‘ศพพิษ’ คืออะไรแต่นางคิดว่า นี่น่าจะเป็นชื่อเรียกรวมๆของเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น หลังพืชหรือสัตว์ตายและเน่าเปื่อยของคนยุคโบราณกระมัง?“หมอเทวดาซิวโรคนี้รักษาได้ไหม?”ถ้ายังช่วยได้ เช่นนั้นนางก็ไล่คนไปไม่ได้“เจ้าอย่าเพิ่งสนใจว่าพวกเขายังช่วยได้หรือไม่ เจ้าบอกข้าก่อน สิ่งที่เจ้าทำมีประโยชน์อะไร?” หมอเทวดาซิวชี้ถามถึงถังน้ำปูนใสในมือนางนางเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องวิชาแพทย์ ตอนพบว่าอาจจะเป็นโรคติดต่อ เรื่องแรกที่ทำก็คือสิ่งนี้ดูจากการกระทำที่เด็ดขาดของนาง ส่งนี้ต้องมีประโยชน์อะไรอย่างแน่นอนในฐานะที่เขาเป็นหมอคนหนึ่ง รู้สึกสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก“สิ่งนี้ใช้ฆ่าเชื้อโรค ป้องกันศพพิษที่ท่านบอกไม่ให้แพร่เชื้อ” จู้เจียงเจียงทำหน้าไร้เดียงสามองเขา หรือนางทำอะไรผิด?“น้ำนี้ แน่ใจหรือว่ามีประโยชน์?”“เอ่อ...ประสบการณ์บอกข้า น่าจะมีประโยชน์นะ” มันมาจากประสบการณ์ยุคปัจจุบันถึงอย่างไรในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่ออะไร วิธีตรงไปตรงมาและง่ายที่สุดก็คือการใช้หินปูนฆ่าเชื้อโรค นางทำตามนั้น ไม่ผิดแน่นอน!ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ในห้องครัวของนางยังมีหินปูนเผาอยู่อีกจำนวนมาก“งั้นข้าต้องศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังสักหน่อยแล้ว!”หมอเทวดาซิวยื่นมือเข้าไปในถังอย่างตื่นเต้น กลับถูกจู้เจียงเจียงห้ามไว้ “หมอเทวดาซิว สิ่งนี้วันหลังยังมีเวลาให้ศึกษาค้นคว้า ช่วยคนสำคัญกว่า!”“อ้อ ใช่ๆ...” หมอเทวดาซิวตบศีรษะตัวเอง ก้มเขียนใบยาหลายชุดบนโต๊ะน้ำชาในลานบ้าน “กินยาเหล่านี้เป็นเวลาสามวัน หากดีขึ้นก็กินต่ออีกเจ็ดวันถึงจะหายดี ”“ความหมายของท่านคือพวกเขายังมีทางรอด? ดีจริงๆ!”ได้ยินว่าช่วยพวกเขาเหล่านั้นได้ จู้เจียงเจียงดีใจเป็นที่สุด ขอแค่มีทางรักษาทุกอย่างก็คุยกันได้แต่หมอเทวดาซิวกลับไม่ดีใจเหมือนนาง “ที่ผ่านมาศพพิษมีทางรักษา แต่ว่าไม่รู้ว่าคนที่ติดเชื้อศพพิษจะอยู่จนถึงยาออกฤทธิ์ไหวหรือไม่”ส่วนใหญ่ล้วนรอไม่ไหว ก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ คนก็ตายเสียแล้วดังนั้นเมื่อพูดถึงศพพิษ คนส่วนใหญ่จึงได้กลัวเช่นนี้“ไม่มีปัญหา มีทางรักษาก็พอแล้ว!” จู้เจียงเจียงมั่นใจมากแต่ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ยังไม่เห็นด้วยที่จะให้คนของหมู่บ้านซ่าเหออยู่ในหมู่บ้านต่อพวกเขากลัวก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จู้เจียงเจียงก็ไม่อยากบังคับพวกเขาให้มายอมรับความน่ากลัวนี้ ดังนั้นนางจำเป็นต้องพาคนหมู่บ้านซ่าเหอเหล่านี้ออกเดินทางไปด้วยกันไม่ได้นอนทั้งคืนตอนจะออกเดินไปทางตรวจดูสถานการณ์หมู่บ้านซ่าเหอ ขอบฟ้าก็ใกล้สว่างแล้วก่อนไป ยังได้สั่งเผยเสี่ยวอวี๋ ในช่วงเวลานี้ห้ามกลับมาบ้านเด็ดขาด ให้รอหลังนางกลับมาทำความสะอาดในบ้านก่อน ในที่สุดคณะก็ถึงเวลาออกเดินทางคนที่เผยจี้เรียกมาขับรถเป็นชายหนุ่มแรงเยอะที่ราชสำนักส่งมาช่วยเขาซ่อมเขื่อน ดังนั้นจึงให้เขาร่วมเดินทางไปหมู่บ้านซ่าเหอด้วยกัน มีพวกเขาอยู่เส้นทางที่ลึกและอันตรายของหมู่บ้านซ่าเหอก็ง่ายขึ้นมากรถม้าที่จู้เจียงเจียงนั่งอยู่ในท้ายสุดของฝูงชน ห่างจากรถม้าข้างหน้าราวๆสามจั้ง เพราะคนที่นั่งรถม้าไปพร้อมกับนางคือคนของหมู่บ้านซ่าเหอในรถม้า หมอเทวดาซิวและนางช่วยกันดูแลคนป่วยของหมู่บ้านซ่าเหอ แต่ทั้งสองก็ใช้ผ้าขาวปิดหน้าอยู่ตลอดเวลาตอนออกมา นางได้ต้มยามาหลายขวด ดังนั้นในช่วงเวลาสามวันสองคืนที่เดินทางไปหมู่บ้านซ่าเหอ นอกจากชายผู้นั้นที่ล้มพับไปคนแรก คนอื่นๆล้วนยังร่างกายแข็งแรงดีอยู่“ด้านหน้าคือทางบนภูเขา รถม้าเข้าไปไม่ได้ เช่นนั้นก็พักอยู่ที่นี่สักครู่ค่อยเดินเข้าไปเถิด” เผยจี้เดินมาแจ้งให้ทราบ“ตกลง”ผ่านการอยู่ร่วมกันมาหลายวัน จู้เจียงเจียงรู้เรื่องที่ต้องเดินทางบนภูเขาจากคำบอกเล่าของคนหมู่บ้านซ่าเหอทั้งหลายแล้ว ดังนั้นจึงได้ทำการเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วทุกคนทยอยลงจากรถม้าและพักผ่อนอยู่ที่เดิม ขณะเดียวกันก็ขนเมล็ดข้าวและสมุนไพรยาที่นำมา เตรียมให้คนแบกเข้าไปสถานที่บริเวณนี้เริ่มวิเวกวังเวง เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า รอบข้างไม่มีที่ดินเพาะปลูก มีเพียงภูเขาสูงใหญ่เรียงรายกันในภูเขา ได้ยินเสียงร้องประหลาดจากนกไม่รู้ชื่ออยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นตอนกลางคืน คนที่ไม่ชำนาญทางที่นี่ คงจะกลัวจนขาสั่นและลงไปนอนอยู่กับพื้นแน่ๆอากาศบริสุทธิ์มาก!จู้เจียงเจียงชมวิวภูเขาไปด้วย ในเวลาเดียวกันก็เตรียมผ้าแพรสะอาดตัดเป็นชิ้นๆ แจกให้ทุกคน“อีกเดียวตอนเข้าใกล้หมู่บ้าน ทุกคนต้องปิดจมูกและปากป้องกันเผื่อเอาไว้”“แม่นาง พวกเราคงไม่ต้องใช้หรอกกระมัง” คนของหมู่บ้านซ่าเหอพูดปฏิเสธไม่กล้าสิ้นเปลืองของดีๆเช่นนี้ “ต้องทำ พวกท่านตอนนี้เหมือนกับพวกเราเป็นคนแข็งแรง ต้องป้องกันตัวเองให้ดี” จู้เจียงเจียงยืนกราน หลายคนได้ยินแบบนี้ก็จำใจรับผ้าแพรนั้นมาอีกด้านหนึ่งนายท่านอาวุโสจากเมืองหลวงที่ยืนกรานจะมาด้วยให้ได้ผู้นั้น นั่งโคลงเคลงอยู่ในรถม้าหลายวัน ตอนนี้สีหน้าซีดขาว ปวดร้าวไปทั้งตัวถูจิ่งที่รับผิดชอบในการดูแลเขาตอนนี้พยายามพูดเกลี้ยกล่อมเขาเป็นระยะระยะ “นายท่าน กระหม่อมว่านายท่านไม่ต้องเข้าไปดีกว่านะขอรับ หากเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นมา กระหม่อมจะทูลฝ่าบาทอย่างไร!”“กระมงกระหม่อมอะไร ระวังถูกคนอื่นได้ยิน!” นายท่านอาวุโสท่านนั้นมองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจถึงถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา“เจ้าเห็นแม่นางจู้นั่นไหม?” เขามองไปที่ตัวจู้เจียงเจียงที่กำลังแจกผ้าแพรให้ทุกคน“แม่นางผู้นั้น ถึงท่าทางดูเหมือนจะเคารพข้าและแม่ทัพเผย อันที่จริงค่อนข้างจะอิสระและมั่นใจในตัวเอง ที่ข้าทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการจะโจมตีความมั่นใจของนาง!”ไม่ว่าจะเป็นตอนคุยเรื่องปลูกข้าวก่อนหน้านี้หรือตอนนี้ จู้เจียงเจียงแสดงออกไม่มากก็น้อยว่าท่าทางของพวกเขาใช้ไม่ได้เพียงแค่ความมุ่งมั่นนี้ของนาง เขาก็อยากลองประลองฝีมือกับนางให้ถึงที่สุดอาจจะเพราะตอนที่อยู่ในเมืองหลวง ทุกคนต่างกลัวเขา ทำเรื่องอะไรก็ไม่กล้าเอาความสามารถที่แท้จริงของตัวเองออกมา เขาถึงขั้นที่รู้สึกว่าชีวิตช่างน่าเบื่อหน่ายนักเพื่อเรียกความรู้สึกฮึกเหิม กล้าหาญ ดึงความบ้าคลั่งครั้งก่อนกลับมา เขาถึงได้ไม่บ่นสักคำ แอบลงใต้มาที่นี่ อยากจะช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติแต่ใครจะรู้ ตอนที่เขามาถึง สถานการณ์ภัยพิบัติได้สิ้นสุดลงแล้ววีรบุรุษไม่มีสถานที่ให้ใช้ความสามารถ นี่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากในที่สุดก็มีเรื่องยากๆเกิดขึ้น แน่นอนว่าเขาต้องไป!ถ้าจู้เจียงเจียงรู้ว่าคนผู้นี้มาเพื่อพิสูจน์ฝีมือว่าเขายังเก่งกล้าเหมือนเดิมละก็ เกรงว่านางจะต้องโมโหจนบ้าแน่ๆโลกของคนมีอำนาจ นางไม่เข้าใจจริงๆ ตอนที่ 75: บางทีหมู่บ้านซ่าเหอจะเป็นสุดยอดทำเลทอง“ทุกคนเตรียมหรือยัง? เข้าภูเขากันเถอะ!” คนที่นำหน้าตะโกนมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คนก็ทยอยแบกของขึ้นหลังเดินตามไป โดยทิ้งคนไว้ดูแลม้า รถม้า และเมล็ดข้าวที่ขนไปไม่หมด คณะเดินทางมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซ่าเหออย่างเอิกเกริกจู้เจียงเจียงแบกของไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ที่นางแบกไม่ใช่เมล็ดข้าว ทว่าเป็นผงหินปูนด้านหน้าถุงผ้าหนึ่งใบ ด้านหลังแบกตะกร้าใส่ของจนเต็มไปหมด รวมกันแล้วเกือบจะหนักกว่าน้ำหนักตัวนางเองเสียอีกเริ่มตั้งแต่เกิดพายุฝนครั้งก่อน ฝนของฤดูร้อนก็ตกไม่เกินหนึ่งวันอีกเลย ด้วยเหตุนี้ การเดินบนเส้นทางภูเขาจึงค่อนข้างสะดวกทุกคนถูกนำทางโดยคนคนของหมู่บ้านซ่าเหอ พาฝูงชนเดินผ่านกองหญ้าสูงบ้างต่ำบ้าง ขึ้นเขาลงห้วยเพียงไม่นาน บนหน้าผากของทุกคนก็มีหยาดเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมดเผยจี้ที่เดินอย่างมั่นคงแบบทหารนำอยู่ด้านหน้าก็ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง หลังรอจู้เจียงเจียงตามมาถึง เขาก็ดึงตะกร้าบนหลังนางมาแขวนเอาไว้บนไหล่ตัวเอง“แม่ทัพเผย ที่จริงข้ายังไหว” จู้เจียงเจียงอยากจะแย่งของคืน ทว่าเผยจี้กลับไม่ยอม“เป็นผู้หญิง งานแบบนี้ให้ผู้ชายทำจะดีกว่า”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยน่ารำคาญจริงๆ ถูกเขาหยอดอีกแล้ว!จู่ๆ ในสมองของจู้เจียงเจียงก็โพล่งคำนี้ขึ้นมา นางตกใจจนรีบหนีห่างเขา วิ่งไปอยู่ด้านหน้าสุดหลังจากเข้าสู่เส้นทางภูเขาแล้ว ที่จริงหมู่บ้านซ่าเหอก็อยู่อีกไม่ไกลเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล *ซู่ซ่า* ข้างหน้า ก็แสดงให้รู้ว่าใกล้ถึงหมู่บ้านซ่าเหอแล้ว“นายท่าน ผ่านแม่น้ำนี้ไปก็คือหมู่บ้านซ่าเหอของพวกเราแล้ว” เห็นชัดว่าชายชราร่างผอมที่เป็นผู้นำดีใจเป็นอย่างมาก แทบทนรอที่จะกลับไปเจอทุกคนในหมู่บ้านไม่ไหว“เดี๋ยวก่อน!”จู้เจียงเจียงเรียกทุกคนไว้ “นำผ้าแพรขึ้นปิดปากปิดจมูกเดี๋ยวนี้ และอีกอย่าง ข้าจะเข้าไปฆ่าเชื้อโรคให้พวกท่านก่อน”นางเปิดถุงผ้าด้านหน้าออก เดินไปพลางโปรยหินปูนบนพื้นไปพลางเพิ่งผ่านสะพานผุๆ ที่ส่ายไปมานั้น หมู่บ้านซ่าเหอก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดแว่วดังออกมาจากในหมู่บ้าน“ยายแก่ ข้ากลับมาแล้ว!” ชายชราร่างผอมตะโกนเสียงดังแล้ววิ่งเข้าไปในหมู่บ้านพวกชาวบ้านของหมู่บ้านซ่าเหอคนอื่นๆก็เหมือนกัน ทุกคนวิ่งเข้าไปอย่างไม่สนใจอันตรายใดๆ จู้เจียงเจียงจะห้ามก็ห้ามไม่ทันหมู่บ้านซ่าเหอถูกภูเขาใหญ่โอบล้อมปิดตาย แค่พูดก็มีเสียงสะท้อนมากมาย ยิ่งยามนี้สีท้องฟ้าค่อยๆมืดสลัวลง เมื่อได้ยินแบบนี้ก็แอบน่ากลัวนิดๆ“พวกเราปักหลักตั้งค่ายอยู่ริมแม่น้ำ เว้นระยะห่างออกมาจากหมู่บ้าน” จู้เจียงเจียงหันไปพูดกับเหล่าคนที่ติดตามมาเผยจี้ก็รีบตามมาติดๆ ถูจิ่งยังคงอยู่ข้างหลังเดินเคียงคู่นายท่านอาวุโสมาอย่างช้าๆ“แม่ทัพเผย ให้คนไปก่อไฟเริ่มทำกับข้าว ต้มยาก่อน ข้าและหมอเทวดาซิวจะเข้าไปดูในหมู่บ้าน พวกท่านไม่ต้องตามเข้าไป”จู้เจียงเจียงเรียกหมอเทวดาซิวที่เหนื่อยหอบจะเป็นจะตาย เขาเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ โบกมือปฏิเสธคำเชิญเข้าหมู่บ้านกับนาง“ข้าเข้าไปพร้อมเจ้าดีกว่า” เผยจี้กางแขนทั้งสองมาทางนางจู้เจียงเจียงเห็นเช่นนี้ก็นิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง แม้ว่าจะรู้ความหมายของเขาคือให้นางปะแป้งบนตัวเขา แต่นางก็อดหน้าแดงไม่ได้ผู้ชายคนนี้จริงๆเลย!ทั้งสองคนทำการป้องกันแน่นหนาแล้ว บนตัวไม่เพียงแค่ตบแป้ง ยังสวมผ้ากันเปื้อนตัวใหญ่ ปิดปากปิดจมูก เดินโปรยผงปูนใสไปพลางเข้าหมู่บ้านไปพลางหมู่บ้านที่มีคนไม่ถึงร้อย มีหลุมฝังศพใหม่อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในหมู่บ้านบนถนนเห็นผักป่าและเปลือกไม้ได้ทุกพื้นที่ คนที่ไม่ออกหมู่บ้านเหล่านั้น ช่วงเวลาสุดท้ายที่รอความตาย ก็ไม่ได้ล้มเลิกความเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตรอด“หัวหน้าหมู่บ้านข่ง เรียกทุกบ้านที่ยังรอดชีวิตอยู่ออกมารวมตัวในที่โล่งกว้างที่สุดในหมู่บ้าน”จู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าชายชราร่างผอมคนนั้นไปไหนแล้ว ทำได้แค่ตะโกนไปในหมู่บ้านคนในหมู่บ้านได้ยินเสียงก็เหมือนเห็นถึงความหวัง ช่วยกันประคองกันและกัน เดินออกจากในบ้านมาอย่างยากลำบาก“หัวหน้าหมู่บ้านกลับมาแล้วหรือ? เป็นพวกเขาที่กลับมาช่วยพวกเราแล้วหรือ?”“พวกเขาเป็นใคร? ทำไมแต่งตัวแบบนี้ แค่กๆ…”คนออกมาตามหาร่างของหัวหน้าหมู่บ้านอย่างดีใจ กลับพบคนแปลกหน้าชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนอยู่แทน“คุณลุงไม่ต้องเป็นห่วง หัวหน้าหมู่บ้านข่งเรียกพวกเรามาช่วย พวกท่านออกมารวมตัวกันก่อน ให้พวกเราดูสถานการณ์ของพวกท่านก่อนดีไหม?”การกระทำในมือจู้เจียงเจียงไม่หยุดนิ่ง เดินไปถึงไหนก็โปรยผงหินปูนถึงตรงนั้นคนของหมู่บ้านซ่าเหอได้ยินว่ามาช่วยพวกเขา ก็ไม่สนว่าจริงหรือปลอม ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีไปถึงลานบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านตอนนี้ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้แค่เลือกจะเชื่อสองคนตรงหน้านี้เท่านั้นมีคนทยอยมาถึงในลานบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านบวกกับสิบกว่าคนที่ออกไปแล้วกลับมา คนรอดชีวิตทั้งหมู่บ้านซ่าเหอเหลือไม่ถึงครึ่งตอนจู้เจียงเจียงฆ่าเชื้อโรคให้หมู่บ้าน คนที่กลับมาเหล่านั้นก็บอกเรื่องของจู้เจียงเจียงให้คนในหมู่บ้านฟังแล้ว ดังนั้นตอนนางเข้ามา ทุกคนจึงมองนางราวกับพระผู้ช่วยให้รอดชีวิต“ผู้มีพระคุณ ขอแค่ท่านช่วยหมู่บ้านซ่าเหอพวกเรา ท่านจะให้ทำอะไรพวกเราล้วนฟังคำท่าน!” ทุกคนรีบแสดงท่าทีจู้เจียงเจียงเลิกคิ้วสูง นี่นับว่าลดภาระงานให้นางไม่น้อยเช่นนั้นนางก็ไม่ต้องพูดเยอะแล้ว “ได้ งั้นตอนนี้ทำตามที่ข้าบอกให้ทำ คนที่มีอาการไอมายืนทางซ้ายมือข้า หากไม่มีอาการก็ยืนอยู่ที่เดิม”“รีบไปเร็วเข้า...”ทุกคนใช้แรงเฮือกสุดท้ายของพวกเขาเร่งและกำกับกันและกัน ยืนแบ่งอยู่สองฝั่งของค่าย“ท่านแม่…” เด็กชายคนหนึ่งจับแขนของมารดาตัวเองไว้แน่น แม่ลูกสองคนท่าทางไม่อยากแยกจากกันพวกเขาคิดว่าหลบอยู่ในมุมเงียบๆ จู้เจียงเจียงก็คงจะไม่เห็นพวกเขาแล้วแต่ที่บังเอิญก็คือ จู้เจียงเจียงเห็นพวกเขาเข้าพอดี!“ข้าขอเตือนสติพวกท่านสักหนึ่งประโยค หมู่บ้านพวกท่านมีคนติดเชื้อศพพิษแล้ว ถ้าหากไม่แยกออกอย่างเคร่งครัดตามที่ข้าบอก สุดท้ายที่ทำร้ายก็คือตัวของพวกท่านเอง!”ตอนนางพูดคำนี้ สายตาจ้องเขม็งไปที่แม่ลูกคู่นั้น คนในหมู่บ้านเห็นก็เข้าใจในทันที ช่วยแยกคู่แม่ลูกคู่นี้ออกจากกัน“ยังมีที่จะข้ามไปอีกไหม?” จู้เจียงเจียงเตือนพวกเขาอีกครั้งรออยู่พักใหญ่ ไม่มีคนลุกขึ้นอีก นางถึงให้หัวหน้าหมู่บ้านข่งพาคนแข็งแรงไปหน้าหมู่บ้าน คนที่เหลือหลายวันต่อจากนี้ต้องอยู่ในลานบ้านนี้ ห้ามไปไหนเด็ดขาดหลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ในหมู่บ้านคร่าวๆ หมอเทวดาซิวยังไม่ได้เริ่มตรวจวินิจฉัยพวกเขา ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้วเร่งเดินทางมาโดยตลอด ทุกคนเหนื่อยล้าจากการเดินทางแทบทนไม่ไหวมานานแล้วเมื่อฆ่าเชื้อให้คนหน้าหมู่บ้าน และส่งของกินให้คนในหมู่บ้าน ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน มีเรื่องอะไรรอพรุ่งนี้ฟ้าสว่างค่อยว่ากันจู้เจียงเจียงก็เหนื่อยจนปวดไปทั้งตัวนานแล้ว เมื่อครู่ตอนที่อยู่ในหมู่บ้าน นางรู้สึกตึงเครียดจนไม่ได้รู้สึก ตอนนี้พอได้หยุดพักก็ทนไม่ไหวแล้ว“แม่นางจู้ พรุ่งนี้เจ้ามีแผนจะทำอย่างไร?”จู้เจียงเจียง เผยจี้ ถูจิ่งและนายท่านอาวุโสผู้ลึกลับ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงข้างกองไฟ ในที่สุดนายท่านอาวุโสก็อดไม่ได้ที่จะถามนางถึงแม้เขาจะไม่อยากยอมรับ แต่หลังจากมาถึงหมู่บ้านซ่าเหอ จังหวะทั้งหมดที่นี่ล้วนอยู่ในการควบคุมของจู้เจียงเจียง เขาอยากยื่นมือไปยุ่งก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน“ยังจะทำอะไรได้ นำคนป่วยแยกออกมา แล้วถมหลุมฝังศพใหม่ของหมู่บ้านให้เรียบร้อย”จู้เจียงเจียงหยิบพู่กันในมือขีดเขียนอะไรบางอย่าง แสงไฟสะท้อนใบหน้าของนางจนเป็นสีแดง“เท่านี้หรือ?”“แน่นอนว่าไม่ใช่!” จู้เจียงเจียงเงยหน้านวดลำคอ “เรื่องที่จะทำต่อไปนี้ยังมีอีกมากมาย พูดไม่หมด ค่อยๆทำไปทีละก้าวเถิด”“แต่ว่า...” นางมองภูเขาใหญ่รอบข้างแวบหนึ่ง คำพูดมีนัย “สถานที่แห่งดีดูไม่เลวเลย สามารถปลูกของที่ข้างนอกปลูกไม่ขึ้นได้!” ตอนที่ 76: แบ่งเสบียงให้ชาวบ้าน“แม่นางจู้ สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือชาวบ้านที่ประสบภัยในหมู่บ้านซ่าเหอ เรื่องทำไร่วันหลังค่อยคุย โธ่...”นายท่านอาวุโสผู้มาจากเมืองหลวงตำหนิจู้เจียงเจียงให้แยกแยะลำดับความสำคัญเร่งด่วน สั่งสอนอย่างปากเปียกปากแฉะเฮ้อ! หญิงสาวจากเมืองเล็กแบบนี้ ไม่รู้จักการมองสภาพการณ์โดยรวมเลยจริงๆถึงจู้เจียงเจียงจะเหนื่อยล้าจนมึนงง แต่นางก็ฟังออกว่าทำไมผู้เฒ่านั่นถึงทอดถอนใจเห็นแค่นางเก็บกระดาษพู่กันในมือ เตรียมลุกขึ้นไปเช็ดหน้าล้างเท้าที่ริมแม่น้ำก่อนเข้านอน แต่ก่อนนางจะจากไป คำพูดที่ควรพูดก็ยังต้องพูด“เกี่ยวกับเรื่องของหมู่บ้านซ่าเหอ ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือแก้ปัญหาโรคระบาดและภัยพิบัติ เรื่องรักษาโรคระบาดมีหมอเทวดาซิวอยู่ พวกเราแค่ต้องเป็นผู้ช่วยเขาก็พอ”“ส่วนภัยพิบัติ...” จู้เจียงเจียงยืดตัวบิดขี้เกียจ มองนายท่านท่านนั้น พูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ข้าวที่ราชสำนักไม่มีให้แจก ข้าก็ให้แล้ว ยังมีปัญหาอะไรอีกหรือ?”หมู่บ้านซ่าเหอเป็นเพราะไม่ได้กินข้าว และก็ออกจากภูเขาใหญ่แห่งนี้ไม่ได้ ดังนั้นทำได้แค่จำยอมรอความตายอยู่ที่นี่อยากแก้ปัญหาของหมู่บ้านซ่าเหอก็ง่ายมาก รักษาโรคให้พวกเขา ให้พวกเขามีอาหารกิน แค่นั้นก็จบแล้วสองเรื่องนี้ให้หมอเทวดาซิวและนางทำ พวกเขาทั้งหลายที่ตามมาเที่ยวชมสถานที่มีสิทธิ์อะไรมาบ่นเจี๊ยบๆอยู่ที่นี่นายท่านอาวุโสลึกลับถูกยั่วโมโหจนพูดไม่ออก เขาอยากแย่งความคิดริเริ่มจากในมือของจู้เจียงเจียง ดูท่าจะเป็นไปไม่ได้แล้วถูจิ่งและเผยจี้ที่อยู่ด้านข้างตระหนักดีถึงฐานะของนายท่านอาวุโส ได้ยินจู้เจียงเจียงพูดมีนัยพาดพิงถึงไท่ช่างหวงคนปัจจุบันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ทั้งคู่ก็ตัวเกร็งขึ้นทันที หวาดระแวงกลัวว่าจะเกิดอะไรวุ่นวายแต่ที่น่าแปลกก็คือ ไท่ช่างหวงหน้าบึ้งตึงด้วยความโกรธในจินตนาการไม่ได้เกิดขึ้น กลับมีท่าทีเหมือนกำลังครุ่นคิดทบทวนถึงแม้ครั้งนี้จู้เจียงเจียงจะโชคดีหลบพ้น แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงในสักวัน คำพูดตรงไปตรงมาบางอย่างของนางยั่วให้ไท่ช่างหวงโมโห ดังนั้นเผยจี้จึงเลือกจะพูดความจริงกับนางเขาตามหลังนางไป ทั้งสองเดินมาถึงริมแม่น้ำเมื่อเห็นว่ารอบๆไม่มีคน เผยจี้จึงเดินหน้ามานั่งยองอยู่ข้างนาง ยื่นมือเล่นผิวน้ำอย่างดูเหมือนตั้งใจแต่ก็ไม่ตั้งใจ “แม่นาง ท่านนั้นคือไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบัน ที่ร่วมทางมากับเขาก็คือหวังไท่เฟย”“ท่านพูดถึงใคร?” จู้เจียงเจียงนึกว่าเขาแค่มาล้างหน้าเหมือนกัน ใครจะรู้จู่ๆก็โยนข้อมูลที่ราวกับระเบิดออกมา “ผู้เฒ่าที่มาพร้อมกับถูจิ่งหรือ? เขาคือไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบัน?”ที่แท้ไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันก็ยังอยู่ นางนึกว่ามีจักรพรรดิใหม่ขึ้นครองราชย์ อดีตองค์นั้นก็สวรรคตไปแล้วเสียอีกนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จู้เจียงเจียงได้อยู่ร่วมกับราชวงศ์สูงศักดิ์ เมื่อลองทบทวนคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ ถึงแม้นางจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ผิด แต่ถึงอย่างไรก็ใจกล้าเกินไปหน่อยนี่ถ้ากระตุ้นให้คนผู้นั้นโกรธขึ้นมา แล้วใครจะเลี้ยงเผยเสี่ยวอวี๋“ทำไมท่านถึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้ เรื่องนี้มีอะไรต้องปิดบัง กลัวว่าข้าจะผูกสัมพันธ์ผู้สูงศักดิ์ไปเป็นไท่เฟยของเขาหรืออย่างไร”เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผยจี้ก็ดึงมือที่แตะเล่นบนผิวน้ำออก แล้วนำมาวางไว้บนหัวเข่า หันหน้ามาจ้องจู้เจียงเจียง พลางพูดอย่างไม่พอใจว่า “เจ้ากล้า!”“ข้าไม่ได้กล้า ข้าแค่ไม่อยากตั้งแต่แรก”จู้เจียงเจียงใช้ผ้าขนหนูแห้งที่พกติดตัวมาเช็ดหน้า เสียงที่เปล่งออกมาเปลี่ยนไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหวในการเช็ดหน้าของนาง“ก็ดีแล้ว” เผยจี้ยกมุมปากแอบยิ้มหมู่บ้านซ่าเหอตั้งอยู่ในภูเขาลึก ยามตกกลางคืนอุณหภูมิจึงลดต่ำลงมาก ตอนออกมานั้น เพื่อจะได้ขนข้าวมาได้เยอะๆ เสื้อผ้าจึงไม่ได้เอาติดตัวมาเลยพวกผู้ชายอย่างเผยจี้แม้แต่ชุดเปลี่ยนก็ไม่มี ทุกคนหนาวจนต้องกอดตัวเองให้แน่นมีแม้กระทั่งหันไปกอดคนข้างๆในกลุ่มคนนอกที่เดินทางมาหมู่บ้านซ่าเหอ นอกจากคนของหมู่บ้านที่กลับมาด้วยกัน มีผู้หญิงต่างถิ่นคนเดียวก็คือจู้เจียงเจียงกลางดึก ตอนที่จู้เจียงเจียงนอนหลับ นางรู้สึกหนาวจึงขยับเข้าใกล้ๆกองไฟ จนเส้นผมเกือบจะถูกเผาไหม้ไปเสียแล้วโชคดีที่เผยจี้มีกำลังกายที่แข็งแรง คุ้นเคยกับการนอนกลางแจ้ง เวลาที่เขานั่งหลับตาพักผ่อน ถ้าจูเจียงเจียงที่อยู่ข้างๆ ส่งเสียงออกมาเล็กน้อย เขาก็จะลืมตาขึ้นดูเมื่อรู้ว่านางหนาว เขาจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาคลุมให้นาง เหลือเพียงเสื้อซับในสีขาวไว้ตัวเดียววันรุ่งขึ้นจู้เจียงเจียงถูกปลุกด้วยเสียงของหมอเทวดาซิว ท่าทางเขาดูร้อนใจ นางจึงไม่ทันได้สังเกตสิ่งที่คลุมอยู่บนตัว วิ่งออกไปช่วยเหลือทันทีหมอเทวดาซิวเป็นหมออัจฉริยะอยากที่คิด ขอแค่มียาสมุนไพรเพียงพอ ควบคุมโรคภัยได้อย่างเหมาะสม ก็ไม่มีโรคอะไรที่เขารักษาไม่หายทั้งสองคนปิดหน้าเข้าหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ตรวจคนในหมู่บ้านซ่าเหอทีละคนหมอเทวดาซิวตรวจวินิจฉัย จู้เจียงเจียงหยิบพู่กันตามบันทึกอยู่ข้างหลัง ในเวลาเดียวกันก็ไม่ลืมกำชับพวกเขาห้ามเดินไปไหนตามอำเภอใจ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพวกเขาอย่างเคร่งครัด เมื่อวานท้องฟ้ามืดเร็ว จึงไม่มีเวลาแบ่งแยกคนในหมู่บ้านซ่าเหอโดยละเอียดดังนั้นวันนี้ ทั้งสองคนจึงแบ่งผู้คนในหมู่บ้านซ่าเหอออกเป็นสี่กลุ่ม ตามระดับความรุนแรงของอาการป่วยจู้เจียงเจียงไม่มีเวลาแม้แต่จะล้างหน้า ไม่ต้องพูดถึงการกินข้าวด้วยซ้ำนางยุ่งจนถึงบ่ายแก่ๆ ถึงได้ออกมาจากหมู่บ้าน เผยจี้ที่พาคนออกไปยกเสบียงก็ย้อนกลับมาหมู่บ้านซ่าเหอในเวลานี้ มีเสบียงเพิ่มขึ้น คนป่วยในหมู่บ้านก็ได้รับการดูแลที่ดียิ่งขึ้น“สิ่งของเหล่านี้ต้องแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านใช่หรือไม่? ข้าไปเอง!”อู่จิ้นผิง ไท่ช่างหวงผู้ดื้อรั้นเอาแต่ใจที่แอบหนีออกมาจากในวังหลวง ออกตัวช่วยเหลือด้วยตัวเองเมื่อวานและวันนี้เขาก็แค่ยืนเฉยๆอยู่ริมแม่น้ำนอกหมู่บ้าน มองดูคนทำงานเดินไปมา รู้สึกว่าตัวเองดูไร้ประโยชน์ เขาทนไม่ไหวแล้ว!จู้เจียงเจียงดื่มน้ำหนึ่งอึก ยังไม่ทันพักหายใจ กำลังจะเข้าหมู่บ้านไปส่งเสบียง พลันได้ยินไท่ช่างหวงเอ่ยปากนางมองเผยจี้และถูจิ่งอย่างลังเล เห็นสองคนไม่คัดค้าน นางถึงยินยอม“เช่นนั้นก็เชิญผู้อาวุโสใช้ผ้าปิดหน้า ผูกผ้ากันเปื้อนให้เรียบร้อย ส่งเสื้อผ้าเหล่านี้เข้าไปให้พวกชาวบ้านรีบเปลี่ยน แล้วยังต้องรวบรวมเสื้อผ้าชุดเดิมมาเผาและฝังกลบ”การกู้ภัยไม่ใช่แค่ส่งเสื้อผ้าง่ายๆแบบนั้น ยังต้องกำจัดเสื้อผ้าเดิมของพวกชาวบ้าน ป้องกันการติดเชื้อโรครอชาวบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ยังต้องปรับน้ำปูนใส ดำเนินการฆ่าเชื้อโรคสิ่งของในบ้านของพวกชาวบ้านทุกครัวเรือน ยังมีงานอีกมากมายไม่รู้ไท่ช่างหวงนั่นจะทนไหวไหม“พวกเจ้าสองสามคนติดตามผู้อาวุโสไป” ถูจิ่งหาคนมาสองสามคน และเรียกไท่ช่างหวงว่าผู้อาวุโสตามจู้เจียงเจียงจู่ๆ วันนี้นางก็เปลี่ยนคำเรียก คิดว่าคงรู้ฐานะของคนตรงหน้าแล้ว ดังนั้นเขาก็จะไม่เรียกท่านปู่แล้ว มีคนไปทำเรื่องการแจกจ่ายเสบียงแล้ว จู้เจียงเจียงและคนที่ออกไปยกของจึงได้หยุดพักผ่อนครู่หนึ่งเนื่องจากภูเขาสูงและถนนหนทางไกล สิ่งของที่ขนส่งมายังหมู่บ้านในครั้งนี้ล้วนเป็นเมล็ดข้าวและธัญพืชอย่างถั่วเหลือง ไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักนิดเดียวไม่เพียงแค่จู้เจียงเจียงที่กินได้ไม่อร่อย คนในหมู่บ้านซ่าเหอก็ต้องการสารอาหาร พวกเขาจึงคิดหาวิธีว่าจะไปหาพวกของป่ามาดีไหม?“แม่ทัพเผย เมื่อก่อนตอนท่านเดินทัพอยู่ข้างนอก ได้มีประสบการณ์ล่าสัตว์หรือไม่? ไก่ป่าหรือกระต่ายก็ได้” ดวงตาทั้งคู่ของจู้เจียงเจียงเป็นประกาย มองเผยจี้ตาปริบๆเผยจี้รู้ว่านางเปรี้ยวปากอยากกินของอร่อย“รอดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงหน่อย ข้าค่อยขึ้นเขาไปดู” คำขอที่นางพูดออกมา เขาก็อยากหาทุกวิธีตอบสนองให้นางพึงพอใจ“จริงหรือ? งั้นข้าจะไปด้วย!”จู้เจียงเจียงไม่มีทางพลาดโอกาสที่จะได้ผจญภัยบนภูเขาลึก เรื่องเกี่ยวกับอนาคตของหมู่บ้านซ่าเหอ นางต้องทำความรู้จักและเข้าใจสถานที่แห่งนี้ให้มากขึ้นไม่อย่างนั้นหมู่บ้านซ่าเหอ ช่วยได้แค่ครั้งคราว ไม่อาจช่วยได้ตลอดชีวิต ตอนที่ 77: ค้นพบต้นยางในภูเขาเผยจี้สู้ความมุ่งมั่นของจู้เจียงเจียงไม่ไหว ทำได้แค่พานางเข้าไปในภูเขาลึกด้วยกันทั้งสองเดินตามแม่น้ำลงไป การเข้าไปในภูเขาลึกจากริมฝั่งแม่น้ำเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าในภูเขาลึกมีสัตว์ป่าให้ล่า เช่นนั้นพวกมันก็จะต้องลงมาดื่มน้ำที่ริมแม่น้ำแน่นอนพวกเขาน่าจะสามารถจับสัตว์ป่าได้สักสองสามตัวในขณะที่พวกมันลงมาดื่มน้ำ ลงแรงน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ทวีคูณนอกจากนี้ แม่น้ำสายนี้ยังเป็นแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวในภูเขาลูกนี้ การตามหาพื้นที่เพาะปลูกตามแหล่งน้ำก็เป็นสิ่งที่สะดวกที่สุดเช่นกันแต่ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองจะไม่มีโชคเท่าไรนักใต้เชิงเขาริมแม่น้ำ เผยจี้ล่าสัตว์ไม่ได้ ส่วนจู้เจียงเจียงก็หาพื้นที่ที่ดินอุดมสมบูรณ์สักผืนไม่ได้เช่นกันมิน่าหมู่บ้านซ่าเหอถึงยากจน เมื่อเกิดภัยพิบัติเล็กๆน้อยๆ ก็เกือบจะทำลายหมู่บ้านให้ล่มสลายไปเลย เห็นทีจะมีสาเหตุอยู่เบื้องหลัง“จะเข้าไปดูในภูเขาสักหน่อยไหม?” เผยจี้หันไปถามจู้เจียงเจียงที่เดินตามหลังมาเมื่อเข้าไปแล้วก็จะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายเล็กใหญ่ต่างๆได้ตลอดเวลา นางจะกล้าหรือ?“ไปสิ!” จู้เจียงเจียงเริ่มอยากท้าทายภูเขาลูกใหญ่ผืนนี้ “ทำไมจะไม่ไป ข้าไม่เชื่อว่าใต้ผืนฟ้าเดียวกันนี้จะยังมีสถานที่ที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้อยู่!”ที่นี่ถึงแม้จะห่างไกล แต่อากาศดีมาก มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และหมู่บ้าน นางไม่เชื่อว่าที่นี่จะเพาะปลูกอะไรไม่ได้!จู้เจียงเจียงเดินนำหน้าเผยจี้ไปอย่างโกรธเคือง เดินพุ่งตรงเข้าไปในภูเขาลึกเผยจี้เป็นห่วงว่านางจะมีอันตราย รีบเดินตามไปติดๆ ไม่ปล่อยให้ห่างตัวบางทีจู้เจียงเจียงอาจรีบร้อนเกินไปในการหาที่ดินสำหรับเพาะปลูกพืชไร่ให้ได้สักผืน ทำให้นางมองข้ามทิวทัศน์เหนือศีรษะหลังจากที่พวกเขาสองคนเข้าไปในภูเขากว่าหนึ่งชั่วยาม ในมือเผยจี้ถือไก่ป่าสองตัวและกระต่ายป่าหนึ่งตัว ทว่านางกลับเสียแรงเปล่าไม่ได้อะไรเลย“พักสักเดี๋ยวเถิด ข้าเดินไม่ไหวแล้ว”จู้เจียงเจียงถอดใจก่อนหาต้นไม้สักต้นแล้วพิงลงไป วันนี้นางเดินรอบหมู่บ้านซ่าเหออยู่ค่อนวัน ตอนนี้ยังมาเดินไปมาเป็นเวลานานเช่นนี้อีก ฝ่าเท้าของนางจึงปวดจนทนไม่ไหวแล้วพื้นรองเท้าผ้าที่สวมใส่ไม่ทนทาน นางคิดถึงรองเท้ายางในชาติก่อนมากจริงๆ!บางทีอาจเพราะพระเจ้าได้ยินเสียงในใจของนางตอนจู้เจียงเจียงเพิ่งคิดถึงพื้นรองเท้ายางไป นางก็เห็นต้นยางที่มีน้ำยางไหลหยดลงมา!เป็นเผยจี้ที่ใช้ดาบสั้นเสียบบนลำต้นของต้นไม้ข้างกายแรงๆ แล้วมัดขาไก่ป่ากระต่ายป่าแขวนไว้บนนั้นที่เขาสนใจก็คือไก่ป่าและกระต่ายป่า ที่จู้เจียงเจียงสนใจกลับเป็นต้นไม้ที่มียางสีขาวขุ่นเหนียวข้นไหลออกมา“ต้นยาง? เป็นไปไม่ได้หรอก!”จู้เจียงเจียงผุดลุกขึ้นจากพื้น ปัดเผยจี้และไก่ป่าที่เขาล่ามาได้ออกไป จากนั้นก็สำรวจต้นไม้ตรงหน้าและสิ่งสีขาวบนมืออย่างตื่นเต้นเผยจี้เก็บไก่ป่าขึ้นมาจากบนพื้น เทียบกับนางแล้วเขาดูนิ่งสงบกว่ามาก“สิ่งนี้กินได้หรือไม่?”ตามความเข้าใจเขาที่มีต่อนาง สิ่งที่ทำให้นางตื่นเต้นแบบนี้ได้ ส่วนใหญ่เป็นของกินแต่ครั้งนี้เขาเดาผิด“ทำไมท่านคิดแต่เรื่องกินเล่า นี่คือยาง เป็นวัสดุสำหรับนำมาผลิตของใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย!” หลังจู้เจียงเจียงยืนยันเสร็จก็เดินวนรอบๆหนึ่งครั้งตอนนี้นางถึงค้นพบว่า ในภูเขาใหญ่ที่พวกเขายืนอยู่ตรงนี้ล้วนเต็มไปด้วยต้นยาง!ทำไมเมื่อครู่นางถึงไม่สังเกตเห็นของดีๆแบบนี้ เกือบปล่อยให้หลุดมือไปเสียแล้ว“โชคดีจริงๆ หมู่บ้านซ่าเหอมีทางรอดแล้ว!”ขอแค่มีต้นยางเหล่านี้ ชาวบ้านของหมู่บ้านซ่าเหอสามารถพึ่งพาการกรีดยาง ขายยางแลกข้าวและเงินทองได้แบบนี้แล้ว ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีที่ดินสำหรับเพาะปลูกพืชไร่ได้ ทว่าก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้“ท่านแม่ทัพ ข้ายืมดาบสั้นใช้หน่อย” จู้เจียงเจียงยื่นมือไปทางเผยจี้แต่เผยจี้ไม่ยอมเอาดาบสั้นให้นาง “เจ้าจะทำอะไร ข้าช่วยเจ้าทำ”ของอย่างดาบสั้นไม่เหมาะกับนาง“ช่วยข้ากรีดต้นไม้เหล่านี้ให้มีหลายๆแผล ข้าขอดูสภาพหน่อย” จู้เจียงเจียงชี้ต้นไม้สองสามต้นนั้น นางอยากรู้สภาพน้ำยางไหลของต้นไม้เหล่านี้ถ้าปริมาณน้ำยางไหลออกมาเยอะพอ ก็บ่งบอกว่าต้นยางนี้โตพอ สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวยางได้ทันทีผลลัพธ์เป็นไปตามที่นางคิดไว้จริงๆ ต้นยางทั้งหมดบนภูเขาของหมู่บ้านซ่าเหออายุแก่เกินสิบปี กรีดได้ทุกต้น!เมื่อค้นพบสิ่งนี้ ตอนกลับไปจู้เจียงเจียงก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ หัวใจมีแรงกระตุ้น ทั้งยังทำอาหารอร่อยๆให้พวกเขาหนึ่งมื้อ“แม่นางจู้ไปเจอเรื่องดีอะไรมา? ทำไมถึงได้ดีใจเช่นนี้” ถูจิ่งอดถามไม่ได้“ความลับ”จู้เจียงเจียงแสร้งทำเป็นลึกลับไม่บอกพวกเขา นางจะรอตอนไปในหมู่บ้านวันพรุ่งนี้ ไปบอกเรื่องดีนี้กับพวกชาวบ้านในหมู่บ้านซ่าเหอก่อนถูจิ่งไม่ได้คำตอบก็หันไปถามเผยจี้อีกครั้ง เผยจี้กลับแสดงออกมาว่าตัวเองก็ไม่รู้เช่นกันจู้เจียงเจียงไม่ได้อธิบายว่าต้นไม้บนภูเขาเหล่านั้นใช้สำหรับทำอะไรกับเขา “แต่ดูจากลักษณะของแม่นาง นางคงเจอทางรอดที่เหมาะสมกับอนาคตของหมู่บ้านซ่าเหอแล้วกระมัง”“โอ้?”ได้ยินคำนี้ อู่จิ้นผิงก็อดที่จะอยากรู้ขึ้นมาไม่ได้เขาก็เคยสำรวจภูเขาใหญ่ผืนนี้ นอกจากที่ดินเล็กๆหลายผืนใกล้หมู่บ้าน สถานที่อื่นๆ ล้วนไม่เหมาะที่จะเพาะปลูกพืชไร่ ทำไมจู้เจียงเจียงถึงกล้าพูดว่านางหาวิธีอยู่รอดที่เหมาะกับหมู่บ้านซ่าเหอได้แล้ว?เพราะว่าอยากรู้ ดังนั้นวันรุ่งขึ้น เขาจึงตามนางเข้าหมู่บ้านไปด้วย“พี่น้องทุกท่าน ดื่มยากันเถอะ”จู้เจียงเจียงแจกยาให้พวกชาวบ้านไปพลาง เป็นห่วงสภาพของพวกเขาไปพลาง “เป็นอย่างไรบ้าง ทุกคนรู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้นบ้างไหม?”นางไม่มีความรู้ทางการแพทย์ แต่ดูจากสีหน้าของพวกชาวบ้านวันนี้ ดูเหมือนจะดีขึ้นแล้ว“วางใจเถิด ศพพิษครั้งนี้เป็นครั้งที่รู้ความที่สุดที่ข้าเคยเจอมาแล้ว ศพพิษไม่ได้แพร่กระจายต่อ คงเป็นเพราะฤทธิ์ของสิ่งที่เจ้าโปรยเหล่านั้นใช่หรือไม่?”หมอเทวดาซิวรู้สึกแปลกประหลาดมากไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเจอโรคติดต่อแบบนี้ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ราบรื่นเหมือนดั่งตอนนี้คิดดูแล้ว น่าจะเป็นเพราะฝุ่นสีขาวที่จู้เจียงเจียงโปรยตอนเข้าหมู่บ้านออกฤทธิ์แล้ว หลังจากเขากลับไปต้องศึกษาค้นคว้าของสิ่งนี้แน่นอน!“น่าจะใช่กระมัง” จู้เจียงเจียงยิ้มแหยๆไร้สาระ!แน่นอนว่าปูนขาวมีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว ถ้าไม่มีประโยชน์ก็คงไม่ตกทอดสืบต่อกันมาหลายพันปีหรอกอาการคล้ายโรคระบาดแบบนี้ ต้องยับยั้งจากต้นเหตุ ไม่อย่างนั้นพึ่งแค่การกินยา เมื่อไรถึงจะหายอันที่จริงไม่ใช่แค่ผลจากการฆ่าเชื้อโรคของปูนขาวอย่างเดียว ยังเป็นผลลัพธ์จากที่จู้เจียงเจียงยืนกรานให้คนในหมู่บ้านซ่าเหอแยกกันตรวจรักษา และเปลี่ยนชุดเก่าออกอีกด้วยนอกจากคนที่ออกอาการแล้ว ไม่มีผู้ป่วยเกิดใหม่ ก็เพราะพวกเขาอดทนปิดหน้าเข้าหมู่บ้าน ไม่เช่นนั้นการดำเนินการในหมู่บ้านซ่าเหอ คงต้องใช้เวลามากกว่านี้“ถือโอกาสที่ทุกท่านอยู่กันครบ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากบอกทุกท่าน”ถือโอกาสตอนพวกชาวบ้านกำลังดื่มยา จู้เจียงเจียงบอกเรื่องยางกับพวกเขา“เมื่อวาน ข้าเข้าไปในภูเขามาหนึ่งเที่ยว พบเจอต้นไม้ชนิดนี้เติบโตอยู่ในภูเขาใกล้หมู่บ้านซ่าเหอของพวกท่านเต็มไปหมด” จู้เจียงเจียงหยิบกิ่งไม้ออกมา ตอนเช้านางไปตัดสิ่งนี้กลับมาโดยเฉพาะ“ต้นไม้ชนิดนี้เรียกว่าต้นยาง เมื่อกรีดลำต้นของมันก็จะมีของเหลวสีขาวไหลออกมา นี่คือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่ภูเขาใหญ่ทิ้งไว้ให้หมู่บ้านซ่าเหอของพวกท่าน และก็จะเป็นอนาคตของหมู่บ้านซ่าเหอของพวกท่านอีกด้วย”คำพูดนี้ของนางคลุมเครือเกินไป คนที่อยู่ที่นี่เหมือนไม่มีใครฟังรู้เรื่อง“หมายความว่าอย่างไร? แม่นางบอกให้พวกเรากินสิ่งนี้หรือ? สิ่งนี้กินไม่ได้!” ชาวบ้านหมู่บ้านซ่าเหอคนหนึ่งพูดจู้เจียงเจียง “ไม่ ความหมายของข้าคือ พวกท่านเก็บรวบรวมของเหลวสีขาวนี้ได้ เอาไปแลกข้าวและเงิน ทำให้ตัวเองมีชีวิตร่ำรวย”“สิ่งนี้สามารถแลกข้าวและเงินได้หรือ?” ชาวบ้านทุกคนรู้สึกว่านางกำลังล้อเล่น “แม่นางอย่าล้อเล่นเลย สิ่งนี้ใครจะต้องการ” “ข้าต้องการ!” จู้เจียงเจียงใช้เสียงดังลั่นส่งไปถึงในหูของทุกคน ตอนที่ 78: ชี้นำทั้งหมู่บ้านเต้นกว๋างฉางอู่“ขอแค่พวกท่านเก็บยางกลับมา เท่าไรข้าก็ต้องการ!”คำพูดของจู้เจียงเจียงในครั้งนี้ นำมาซึ่งความหวังใหม่ให้กับอนาคตของหมู่บ้านซ่าเหอ และยังชี้นำช่องทางให้ชาวบ้านในหมู่บ้านซ่าเหออีกด้วย“จริงหรือ? ของสิ่งนี้สามารถขายได้!”พวกชาวบ้านที่กำลังนอนรักษาตื่นเต้นจนถึงกับลุกขึ้น ไม่ง่ายที่โอกาสจะมาถึงตรงหน้า พวกเขาต้องคว้าไว้แน่นอน“งั้นพวกเราจะยังนิ่งอยู่ทำไม ไป พวกเราเข้าไปในภูเขากัน!”คนของหมู่บ้านซ่าเหอพูดแล้วก็ลงมือทันที ดื่มยาในมืออึกใหญ่จนหมด ลักษณะท่าทางดุดันเตรียมเข้าในไปภูเขาอย่างเร่งรีบเพียงแต่ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกจู้เจียงเจียงโจมตีกลับไป “ร่างกายพวกท่านยังป่วยอยู่ ข้าอยากรู้ใครกล้าออกไป”พวกเขาตอนนี้เป็นพาหะนำโรค นางปิดหมู่บ้าน พวกเขาคิดจะออกจากในหมู่บ้านภายใต้สายตาของนางหรือ? เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!คนในหมู่บ้านซ่าเหอคัดค้าน “แม่นาง พวกเราไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้พวกเราทำงานได้”พวกเขาไม่อยากกินข้าวที่จู้เจียงเจียงให้โดยไม่ทำอะไร หมู่บ้านอื่นใช้ข้าวแลกข้าวได้ หมู่บ้านพวกเขาไม่มีที่ดินปลูกพืชแลกข้าวไม่ได้ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะหางานที่ตัวเองสามารถทำเพื่อตอบแทนนางได้ พวกเขาเลยอยากจะรีบตอบแทนน้ำใจของเธอให้เร็วที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะจู้เจียงเจียงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เกรงว่าหมู่บ้านซ่าเหอของพวกเขาคงสูญสิ้นไปจากแผ่นดินนี้แล้ว“ไม่ได้!”จู้เจียงเจียงทำหน้าเข้มไม่เหมือนกำลังล้อเล่น และสั่งพวกเขาอย่างเคร่งครัดว่า “ก่อนที่หมอเทวดาซิวจะบอกว่าโรคของพวกท่านรักษาหายแล้ว ใครก็ออกไปไม่ได้!”ท่าทางเช่นนี้ของนาง ไม่เพียงแค่คนในหมู่บ้านซ่าเหอไม่กล้าเร่ง แม้แต่พวกอู่จิ้นผิงที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่กล้าพูดห้ามเด็กผู้หญิงคนนี้พอจริงจังขึ้นมา รัศมีก็มาเต็ม“แต่ว่าพวกเรานอนมานานแบบนี้ ไม่ขยับเส้นขยับสายบ้าง กระดูกกระเดี้ยวในร่างกายมันรู้สึกอึดอัด...” ชาวบ้านคนหนึ่งมองจู้เจียงเจียงด้วยสายตาอ้อนวอนเดิมทีหมู่บ้านก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก หากไม่ให้ออกไปเดินเล่นสักหน่อย พวกเขายังไม่ทันหายจากศพพิษ โรคอื่นๆก็คงถามหาแล้วคำพูดนี้กลับเตือนสตินาง คนป่วยควรเคลื่อนไหวยืดเส้นสายให้มากสักหน่อย“เกี่ยวกับเรื่องนี้...” ดวงตาทั้งคู่ของจู้เจียงเจียงกลอกไปมาหนึ่งรอบ “งั้นข้าสอนพวกท่านเต้นกว๋างฉางอู่”“เต้นกว๋างฉางอู่?”“มันคืออะไร?” พวกชาวบ้านมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ“พวกท่านดื่มยาก่อน ข้าจะไปเตรียมตัว ประเดี๋ยวมาสอนพวกท่านเต้น” จู้เจียงเจียงปลอบขวัญพวกชาวบ้านไม่กี่ประโยค หมุนตัวกลับไปทางนอกหมู่บ้านอู่จิ้นผิงรีบตามไปบางทีตัวเขาเองคงไม่ทันสังเกตเห็น ภายใต้ความไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาได้กลายเป็นแมลงตามก้นของจู้เจียงเจียงต้อยๆไปเสียแล้ว“แม่นางจู้ เจ้าบอกพวกชาวบ้านว่าต้องการของสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาโล่งอกสบายใจยอมรับการให้ทานของเจ้าจริงหรือ?” อู่จิ้นผิงถามพร้อมกับชี้ไปที่ต้นยางในมือจู้เจียงเจียงเขายังไม่เข้าใจ ต้นไม้ต้นหนึ่งนอกจากสร้างบ้านและใช้เป็นฟืน ยังใช้ทำประโยชน์อะไรได้อีก“ไม่ใช่แน่นอนอยู่แล้ว ยางสามารถนำมาทำพื้นรองเท้าได้ ทำเสื้อกันฝน และหลังคากันฝนได้ ผู้อาวุโสท่านไม่รู้หรือ ยามฝนตก การสวมเสื้อกันฝนฟางนั้นทรมานแค่ไหน ทั้งหนักทั้งหนา ยังรั่วซึม หากมีเสื้อกันฝน ยามฝนตก ออกบ้านใส่ไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายขึ้นเยอะ”จู้เจียงเจียงรีบเดินไปข้างหน้า ยังไม่ลืมวิจารณ์ให้ไท่ช่างหวงผู้นี้ฟังช่วงฤดูฝนก่อนหน้า เวลาออกบ้านไปทำงานนอกบ้านนางสิ้นหวังมากแค่ไหน เสื้อฝนจากฟางเป็นสิ่งที่ให้คนสวมใส่จริงหรือ?ดังนั้น นางจึงต้องกรีดยางให้ได้ อย่างน้อยก็ทำเสื้อกันฝนและรองเท้ากันฝนออกมาขายตลาดใหญ่ขนาดนี้นี้ หากปล่อยให้หลุดมือไปนางก็นับเป็นลูกหมาแล้วอู่จิ้นผิงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขารู้คร่าวๆ ว่าจู้เจียงเจียงต้องการใช้น้ำสีขาวบนต้นไม้เหล่านั้นมาทำเสื้อผ้าสวมใส่ตอนออกจากบ้านในฤดูฝนแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้สิ่งที่เหมือนน้ำนี้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าได้ก็ตาม“งั้นเต้นกว๋างฉางอู่ที่เจ้าพูดเมื่อครู่คืออะไร?”เขาอยู่กับจู้เจียงเจียงนานวันเข้า เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองเหมือนอะไรก็ไม่เป็น เอาแต่ต้องคอยถามถึงจะรู้ความรู้สึกกล้าถามอย่างไม่อาย เขาที่เป็นฮ่องเต้มาหลายปีล้วนลืมมันไปนานแล้ว“ก็คือเต้นรำไง” ความหมายตรงตัวอักษรแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างละเอียดกับเขาอย่างไร ดังนั้นจึงพูดเชื้อเชิญ “ผู้อาวุโส อีกประเดี๋ยวหากมีเวลาว่าง ก็ไปเต้นด้วยกันเถิด”“เหลวไหลไร้สาระ ข้าไม่ไป...”อู่จิ้นผิงยังมีมาดของฮ่องเต้อยู่ ได้ยินจู้เจียงเจียงให้เขาเต้นรำต่อหน้าสาธารณะชนด้วยกัน เขาไม่ต้องคิดก็ปฏิเสธออกไปแต่ยิ่งปฏิเสธเร็วแค่ไหน ก็โดนตบหน้าเร็วขึ้นเท่านั้นจู้เจียงเจียงกลับถึงริมแม่น้ำ ยกพู่กันจุ่มหมึกเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ ใช้เวลาเพียงครู่เดียวนางก็เขียนเสร็จหลังจากเปลี่ยนชุดสะอาด นางก็กลับไปในหมู่บ้านอีกครั้งทุกคนในหมู่บ้านดื่มยาเสร็จก็นั่งรอนาง ในภูเขาใหญ่นั้นแสนน่าเบื่อ หากใครมีความคิดใหม่ๆ ก็จะเป็นที่นิยม“เอาล่ะ ทุกคนหาตำแหน่งของตัวเอง กางแขนทั้งสองข้างออก มั่นใจว่าหน้าหลังซ้ายขวาของตัวเองจะไม่โดนคนข้างๆก็พอ”จู้เจียงเจียงยืนอยู่บนถนนดินโคลนของหมู่บ้าน ให้คนที่กักตัวทั้งสี่กลุ่มเห็นนางได้และตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เสียงอันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังที่พลุ่งพล่านของนางก็ดังก้องไปทั่วผืนป่า “ต่อไป ข้าร้องหนึ่งประโยค พวกท่านร้องหนึ่งประโยค และขณะที่ร้องเพลง การเคลื่อนไหวของข้าพวกท่านก็ต้องตามให้ทัน เอาล่ะ เริ่ม...♪ ความรักของข้าคือแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล เนินเขาเขียวชอุ่มทอดยาวปกคลุมด้วยมวลหมู่ดอกไม้บาน ♪ ร้อง!”เสียงสั่งของจู้เจียงเจียง ผลลัพธ์ตามที่คิดไว้ กลับแลกมาได้ก็แค่ความเงียบหนึ่งหลังเกิดความเงียบไปพักใหญ่ ก็เกิดเสียงพูดคุยอย่างแผ่วเบาดังขึ้นมา“เมื่อครู่แม่นางร้องอะไร คิดไม่ถึงว่าจะใจกล้าเช่นนี้”“ความรักอะไร นี่มันสอนให้เด็กเสียคนไม่ใช่หรือ?”“งั้นพวกเรายังจะทำตามไหม?”คนในหมู่บ้านซ่าเหอวิจารณ์ต่างๆนานา หลบสายตาอยากนินทากลับไม่กล้าพูดซุบซิบจู้เจียงเจียงอย่างเปิดเผย ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้สูงศักดิ์ในอนาคตของหมู่บ้านพวกเขาไม่เพียงแค่คนในหมู่บ้านซ่าเหอ แม้แต่ถูจิ่งและเหล่าทหารที่มาดูความสนุกก็รู้สึกว่านางใจกล้าเกินไป ไม่มีความสำรวมระมัดระวังตัวดั่งที่หญิงสาวที่ดีควรมีเลยแม้แต่นิด “เคอะเขินไปทำไม ชีวิตต้องการอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน โดยเฉพาะเวลาแบบนี้ เศร้าเพราะฤดูกาลมันไม่มีประโยชน์ ทุกคนมาสนุกกันเถอะ!”บางทีเพราะแก้ปัญหาความอยู่รอดในอนาคตของหมู่บ้านซ่าเหอได้แล้ว บวกกับอาการป่วยของพวกชาวบ้านดีขึ้นเรื่อยๆ หัวใจที่หดเกร็งของจู้เจียงเจียงจึงได้รับการผ่อนปรนเวลานี้ นางกดความหุนหันอยากสนุกภายในใจของตัวเองไว้ไม่อยู่ ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะแปลงร่างเป็นพวกบ้าไมค์ ร้องตะโกนให้พวกชาวบ้านฟัง“ปล่อยตัวหน่อยทำไปพร้อมกับข้า ♪ ความรักของข้าคือแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล เนินเขาเขียวชอุ่มทอดยาวปกคลุมด้วยมวลหมู่ดอกไม้บาน ♪ ท่วงทำนองแบบไหนกันที่แสนสนุกสุดเหวี่ยง เสียงเพลงแบบไหนกันที่ได้ยินแล้วสุขใจ!”จู้เจียงเจียงไม่สนสายตาแปลกๆของทุกคน ร้องไปพลางเต้นไปพลางเพลงนี้ชาติก่อน นาง มารดาและพวกผู้ใหญ่พากันออกไปเดินเล่น เต้นจนเกือบจะอ้วกออกมา ทุกท่วงท่าล้วนอยู่ในร่างกลายเป็นความทรงจำในกล้ามเนื้อไปแล้วเมื่อก่อนนางเกลียดมาก ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่นางชอบที่สุดเสียงร้องสนุกสนานและท่าเต้นของนางทำซ้ำอีกรอบและอีกรอบในหมู่บ้านซ่าเหอเล็กๆแห่งนี้ เพลงนี้จังหวะหนักแน่นและร้องติดปากได้ง่าย ภายใต้ความไม่รู้ตัว เสียงเพลงก็เริ่มล้างสมองของฝูงชนแล้วพวกเด็กๆในหมู่บ้านซ่าเหอควบคุมไม่อยู่เข้าร่วมนางไปก่อนเสียงใสๆและมือเท้าเล็กๆ ท่าเต้นรวดเร็วของพวกเด็กๆมีพลังชักจูงฝูงชนมากกว่าจู้เจียงเจียง เห็นพวกเด็กๆเริ่มเต้น พวกผู้ใหญ่ก็เริ่มแอบขยับร่างกายบิดนิดส่ายหน่อยเริ่มจากใช้มือตบเป็นจังหวะ ท่าเต้นเหมือนมือวักน้ำ ท้ายที่สุด พวกเขาก็ค่อยๆทำตามท่วงท่าของจู้เจียงเจียง เริ่มเต้นกว๋างฉางอู่ที่พร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียว ตอนที่ 79: ออกจากหมู่บ้านซ่าเหอ“แม่นางจู้คนนี้น่าสนใจจริงๆ เพื่อนเผยช่างโชคดีนัก”ไม่รู้ถูจิ่งมายืนอยู่ด้านหลังเผยจี้ตอนไหน ในน้ำเสียงหยอกล้อแฝงไปด้วยความอิจฉาและความจริงใจเขาไม่ได้แอบชอบจู้เจียงเจียง แต่รู้สึกนิสัยแบบนี้ของนางเป็นที่น่าชื่นชอบจริงๆเผยจี้มองจู้เจียงเจียงอย่างหลงใหล นางในตอนนี้ก็เหมือนดอกไม้ดอกหนึ่งที่เบ่งบานในสายลม เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทั้งโดดเด่นและงดงามนางสุกใสเป็นประกายแวววาว เหมือนไม่ว่าใครที่เดินผ่านมาเห็นดอกไม้เช่นนาง ก็จะถูกดึงดูดไปอย่างง่ายดายโชคดี คนที่เปล่งประกายอยู่ในฝูงชนคนนี้คือภรรยาของเขา“แม่ทัพเผย คุณชายถู พวกท่านก็มาเต้นด้วยกันเถอะ มันช่วยให้ผ่อนคลาย” จู้เจียงเจียงจากเริ่มต้นคนเดียวจนถึงตอนนี้พาคนทั้งหมู่บ้านเต้น เต้นไปแล้วสิบกว่ารอบถึงแม้นางจะเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว แก้มทั้งสองข้างแดงก่ำ แต่นางก็ยังไม่อยากจะหยุดลงเต้นยิ่งเหนื่อย ความกดดันที่มาจากการให้ความช่วยเหลือในใจก็ยิ่งเบาลง จนกระทั่งจางหายไป“ข้าก็ร่วมด้วย ข้าด้วยๆ...”เหล่าทหารที่เข้ามาในภูเขาด้วยกันต่างปลดเข็มขัดขยายเสื้อผ้า เพื่อให้สามารถทำท่วงท่าที่อยากทำตามอำเภอใจได้ “สนุกดี งั้นข้าทำด้วย”หมอเทวดาซิวทิ้งความแก่ของตัวเอง มือข้างหนึ่งถือหม้อยาหนึ่งกา มืออีกข้างถือพัดใบปาล์มที่ใช้พัดไฟ เข้าร่วมกลุ่มเต้นกว๋างฉางอู่อย่างสนุกสนานเพียงแต่หลายคนที่มาจากเมืองหลวงยังแสร้งทำตัวเคร่งขรึมแต่ช่างเถอะ ถึงอย่างไรพวกเขาเป็นผู้มีอำนาจสูงศักดิ์ พวกเขาไม่เข้าใจความสนุกของชาวบ้านประชาชนคนธรรมดา ตอนจู้เจียงเจียงกำลังคิดแบบนี้ อู่จิ้นผิงที่ฐานะสูงสุดในสถานที่แห่งนี้ก็ยิ้มกว้าง วิ่งเหยาะๆมาด้านหลังนาง เริ่มวาดลวดลายมือไม้พัลวันตามท่วงท่าของนางมันเป็นการวาดลวดลายจริงๆ เพราะท่าเต้นของเขานั้นงุ่มง่ามเกินไป เหมือนกำลังฝึกศิลปะการต่อสู้อยู่อย่างไรอย่างนั้น“ฮ่าๆ พี่ชาย ท่านเต้นผิดแล้ว!”พวกเด็กๆ ต่างขำกันและกัน ส่วนพวกชาวบ้านก็ช่วยกันและกันกำกับดูแลแก้ไขท่าทางให้ถูกต้องช่วงเวลาเพียงครึ่งวันเช้า ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างก็เต้นกันจนเหงื่อท่วมตัว เล่นกันอย่างสนุกสนาน รู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมากจู้เจียงเจียงร้องเพลงจนเสียงแหบแห้ง และเริ่มเต้นไม่ไหวแล้ว ยกมือค้ำเอวพลางเดินไปพักผ่อนอยู่ข้างๆขณะยังหายใจหอบอยู่ น้ำถ้วยหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้านางเป็นเผยจี้ที่ตักน้ำมาให้นาง “รีบดื่มเถิด ดูตัวเจ้า มีแต่เหงื่อ”“ให้เหงื่อออกมากๆ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง” จู้เจียงเจียงตอบโต้ไปหนึ่งประโยค และรับน้ำจากในมือเขามาดื่มอึกๆหมดแล้วในหลายวันต่อจากนี้ หมู่บ้านซ่าเหอก็จะเต้นกว๋างฉางอู่อย่างตรงเวลาทุกวัน วันหนึ่งเต้นสองครั้งอู่จิ้นผิง ผู้อาวุโสผู้สุขุมผู้นั้น เมื่ออยู่ที่นี่ก็เปลี่ยนกลายเป็นเด็กดื้อคนหนึ่งไปเสียแล้วในตอนที่อาการป่วยของพวกชาวบ้านค่อยๆดีขึ้น สามารถเข้าออกหมู่บ้านได้แล้ว จู้เจียงเจียงจึงพาพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเข้าภูเขาไปสอนพวกเขาเก็บยางเพราะทำแผ่นรองที่ใช้ในการเก็บน้ำยางไม่ทัน นางจึงใช้แผ่นไม้ไผ่ทดแทนไปก่อนชั่วคราว ถ้วยที่รองน้ำยางอยู่ข้างล่างก็เป็นถ้วยที่คนในหมู่บ้านใช้กินข้าวพวกเขายอมที่จะใช้ถ้วยกินข้าวถ้วยเดียวกันร่วมกับสมาชิกหลายคนในบ้าน แต่ก็ยังคงเก็บชามไว้สำหรับรองรับน้ำยางด้วยแผ่นไม้ไผ่ใช้งานไม่ค่อยดี หนึ่งวันต้องเปลี่ยนหนึ่งครั้งแต่ก็ไม่เป็นปัญหา คนในหมู่บ้านซ่าเหอว่างมานานแล้ว และงานกรีดยางก็เป็นเรื่องง่ายๆ พวกเขาย่อมมีเวลาไปตัดแผ่นไม้ไผ่ เพิ่งผ่านไปสามวัน หมู่บ้านซ่าเหอก็เก็บยางให้จู้เจียงเจียงได้สามร้อยกว่าจินแล้วน้ำยางทิ้งไว้นานไม่ได้ การช่วยเหลือหมู่บ้านซ่าเหอก็เสร็จพอดี ทุกคนได้เวลากลับแล้ว“จำไว้ว่าต้องกินยานี้อีกสามวัน หยุดไม่ได้แม้แต่วันเดียว รู้หรือไม่?”ตอนที่ทุกคนเก็บของเตรียมตัวจากไป หมอเทวดาซิวยังกำชับพวกชาวบ้านในหมู่บ้านซ่าเหอต้มยาดื่มให้ตรงเวลาเขาสั่งเสร็จ จู้เจียงเจียงก็หันมาสั่งอีกคน“หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าต้องไปก่อน ในบ้านยังมีเรื่องอีกมากมายรอข้ากลับไป พวกท่านดูแลตัวเองให้ดี อย่าลืม ทุกๆต้นเดือนพวกท่านส่งคนไปหาข้าแลกข้าว อย่าเกรงใจ รู้หรือไม่?”“ตกลง...”หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านซ่าเหอได้ยินคำนี้ อดถอนใจพลางน้ำตาไหลไม่ได้ เขารู้สึกขอบคุณจู้เจียงเจียงมากที่ช่วยหมู่บ้านของพวกเขาแต่ที่มากกว่านั้นก็คืออาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้พวกเขาจากไปสิบวันนี้ใช้ชีวิตเล่นสนุกด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดนับตั้งแต่มีหมู่บ้านซ่าเหอของพวกเขามา“ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณแม่นางมาก...”“แม่นาง ตอนเดินทางให้ระมัดระวัง รอพวกเรากรีดยางแล้วก็จะไปหาท่าน”“พี่หญิงจู้ พวกเรายังจะได้เต้นรำด้วยกันกับพี่อีกไหม?”ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านซ่าเหอล้อมจู้เจียงเจียงอย่างเบียดเสียด นางไม่เพียงแค่เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหมู่บ้านของพวกเขา แต่ยังเป็นคนนำความหวังมาให้พวกเขาด้วยเช่นกันตอนนี้นางจะจากไปแล้ว พวกเขาอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้นางไปจริงๆคนที่เผยจี้พามาเก็บของเสร็จแล้ว ทยอยเดินบนเส้นทางออกจากภูเขา มีแต่เผยจี้ที่ยังรอจู้เจียงเจียงอยู่ที่เดิม“ทุกท่านอย่าทำแบบนี้ พวกเราห่างกันไม่ไกล พวกท่านคิดถึงข้า หรือข้าคิดถึงพวกท่าน ก็แวะมาหากันได้ตลอดเวลา”จู้เจียงเจียงอดทนต่อความเสียใจ พยายามปลอบโยนทุกคนการมาหมู่บ้านซ่าเหอช่วงนี้ นางไม่เพียงค้นพบต้นยาง ยังรู้จักคนที่ยากลำบากขนาดนี้แต่กลับมีจิตใจดี นับว่าได้กำไรชีวิตมากมายแต่นางจำเป็นต้องจากไปแล้วจริงๆ เผยเสี่ยวอวี๋ยังรอนางอยู่ที่บ้าน หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ยังมีเรื่องมากมายรอให้นางไปจัดการ จะล่าช้าอีกไม่ได้แล้วล่าช้าอีกหลายวันก็จะพลาดช่วงหว่านฤดูไม้ใบร่วงแล้ว“พอแล้ว พอแล้ว ไม่ต้องร้องไห้ ข้าจะไปแล้ว” จู้เจียงเจียงแกล้งพูดล้อพวกเขา ใช้วิธีที่ผ่อนคลายทำลายบรรยากาศเศร้าเสียใจนี้“ไปเถอะ”จู้เจียงเจียงเดินผ่านเผยจี้ ดึงข้อมือของเขาเดินขึ้นสะพานอย่างไม่เหลียวหลังกลับเดินผ่านสะพานขึ้นเขา จนกระทั่งใกล้จะมองไม่เห็นหมู่บ้านซ่าเหอ นางถึงหันกลับไปโบกมือให้ชาวบ้านในหมู่บ้านซ่าเหอที่ไม่ยอมแยกย้ายพวกชาวบ้านเห็นนางโบกมือ ก็โบกมือตอบนาง ในเวลาเดียวกันก็ไม่ลืมตะโกนเสียงดัง “แม่นาง เดินทางให้ระมัดระวังด้วย”ช่วงเวลานี้ ความรู้สึกที่จู้เจียงเจียงอดทนมานาน สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่ พังทลายลงมาด้านหน้าด้านหลังนาง นอกจากเผยจี้ก็ไม่มีคนอื่น ดังนั้นนางจึงร้องไห้ปล่อยโฮออกมา“ฮือๆ วันหลังข้าจะไม่ช่วยใครอีกแล้ว ตอนจากกันต้องเสียใจแค่ไหน นี่มันหาเรื่องให้ตัวเองชัดๆ”ท่าทางร้องไห้ของจู้เจียงเจียงไม่ได้เหมือนผู้หญิงอ่อนแอน้ำตาไหลพรากดั่งดอกสาลี่ กลับเป็นการร้องไห้ไปพลางทบทวนไปพลาง เรียบง่ายเหมือนนางไม่ได้เสียใจขนาดนั้น แค่ระบายอารมณ์ออกมาเฉยๆเท่านั้นเผยจี้กลัวผู้หญิงร้องไห้ ดังนั้นตอนที่จู้เจียงเจียงร้องออกมา เขาจึงกระวนกระวายเขาที่ทำตัวไม่ถูกอยากปลอบใจ ทว่ากลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ทำได้แค่คล้อยตามคำพูดของนางไป “คนเป็นสิ่งที่เจ้าอาสาช่วยเองนะ”คำนี้ไม่พูดยังดี เมื่อพูดแล้วเขาก็ถูกจู้เจียงเจียงตอกกลับจนเป็นใบ้พูดไม่ออก“นั่นต้องโทษพวกท่าน โทษราชสำนัก หากพวกท่านทำเรื่องดีๆ เพื่อประชาชนมากหน่อย จะต้องให้ข้าที่ตัวเล็กแค่นี้มาเป็นกังวลใจไหม?”“....” ทำไมมาโทษเขาเสียได้ ไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อยเผยจี้แสดงออกว่าถูกปรักปรำ “พอแล้วพอแล้ว อย่าร้องเลย เป็นความผิดของพวกเราเอง ดีหรือไม่?”เฮ้อ! เขาไม่อยากแบกความผิดนี้แท้ๆ แต่ทำไมถึงพูดยอมรับผิดได้?ดูท่า เขาจะอยากโอ๋นาง ไม่อยากให้นางเสียใจเลยจริงๆ ตอนที่ 80: ไท่ช่างหวงจะมาเป็นเพื่อนบ้านกับนาง“อืม นอนบนเตียงสบายที่สุดแล้ว...”จู้เจียงเจียงที่ไม่ได้นอนบนเตียงมาสิบกว่าวัน เมื่อได้ตื่นขึ้นจากเตียงที่บ้านตัวเองอีกครั้ง ก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ดูท่าวันนี้จะเป็นวันที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกวันหนึ่งในตอนที่นางกำลังคิดเรื่องนี้ เหล่าผู้คนที่นางนึกว่าในเวลาสั้นๆ จะไม่ต้องเจอกันอีกก็กลับมาอีกแล้ว!ยิ่งไปกว่านั้น นางที่เพิ่งตื่นนอน ทว่าพวกเขากลับมาถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว มาทำไมแต่เช้า? จู้เจียงเจียงอยู่ชั้นบนมองเห็นรถม้าจอดอยู่ที่หน้าบ้านตัวเอง ความโชคดีเล็กๆในใจก็พลันหมดลงนางรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปชั้นล่าง ตอนเดินผ่านตัวพวกเขานางไม่ได้หยุดฝีเท้า แค่ทิ้งไว้หนึ่งประโยค “รอข้าล้างหน้าเดี๋ยวมา”หลายคนที่เข้าประตูมาเห็นแบบนี้ ก็เริ่มพูดแซวอย่างผ่อนคลาย “ดูท่าเมื่อคืนแม่นางจู้คงนอนหลับฝันดี”เพิ่งตื่นเอาตอนนี้นางจะตื่นเมื่อไรพวกเขายุ่งอะไรด้วย เดิมนางวางแผนว่าวันนี้จะพักผ่อนสักหนึ่งวัน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มทำงาน ใครบอกให้พวกเขามากัน!แต่ความหวังเพียงเล็กน้อยนี้ พระเจ้าก็ไม่ยอมทำให้นางพึงพอใจจู้เจียงเจียงล้างหน้าและเข้าไปในบ้านเพื่อทักทายพวกเขา ถือโอกาสหยิบแป้งหมี่เตรียมทำบะหมี่ บนเตาในครัวนางได้ต้มน้ำไว้แล้วเพียงแต่ไม่รอให้นางได้ไปถึงห้องครัว หนึ่งประโยคของอู่จิ้นผิงก็ทำให้จู้เจียงเจียงนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ถุงแป้งหมี่ในมือพลันร่วงหล่น“อะไรนะ? พวกท่านจะพักอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง? ล้อเล่นใช่ไหม?!” จู้เจียงเจียงถามสามคำถามต่อเนื่องนางไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง พวกเขารู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่?ที่นี่คือหมู่บ้านเสี่ยวฮวง หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนะ หมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในเมืองเจียงหนาน!แน่นอนว่านอกจากหมู่บ้านซ่าเหอที่ถูกมองข้ามไป“ไท่ช่างหวงผู้อาวุโส ข้าจะไม่เสแสร้งอีกต่อไป ข้าพูดกับท่านชัดเจนไปเลยแล้วกัน ข้ารู้ฐานะที่แท้จริงของท่านแล้ว ดังนั้น สถานที่แย่ๆของพวกเรานี้ไม่เหมาะสมกับแขกผู้ทรงเกียรติอย่างท่านหรอก”อย่ามาล้อเล่น หากตอนเขาอยู่ที่นี่ได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ใครจะมารับผิดชอบเรื่องนี้ไหว“หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะเล็กกว่านี้ ก็อยู่ใต้ฟ้าราชวงศ์ต้าหลี่ของข้า ทำไมข้าจะอยู่ที่นี่ไม่ได้?” อู่จิ้นผิงไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธเลย“...” คำพูดเช่นนี้ก็ช่างพูดออกมาได้ แต่ในฐานะอดีตฮ่องเต้ จะมาบุกรุกบ้านส่วนตัวของประชาชนได้หรือ?จู่ๆ สถานการณ์ก็เข้าสู่ทางตัน ด้านหนึ่งคือไท่ช่างหวงผู้สูงศักดิ์ อีกด้านหนึ่งคือจู้เจียงเจียงที่หัวแข็งไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจ คนที่อยู่ที่นี่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากพูดห้าม“แม่นางจู้ไม่ต้องเป็นกังวล พวกข้าแค่ขอพักอยู่บ้านแม่นางไม่กี่วัน รอบ้านทางทิศใต้สร้างเสร็จแล้ว พวกข้าก็จะย้ายออกไปพักที่นั่น” ฉินเฟิงเดินขึ้นหน้าไปทำลายสถานการณ์ชะงักงันนี้“ทิศใต้? ทิศใต้ตรงไหน?” จู้เจียงเจียงทำหน้างงฉินเฟิงพูดขึ้นอย่างช้าๆอีกครั้ง แต่คำพูดที่พูดออกมาสามารถทำให้ทุกคนในบ้านจู้เจียงเจียงตกตะลึงไปเลย“ก็คือทิศใต้ของบ้านแม่นางจู้ ก่อนพวกเราเข้าบ้านเมื่อครู่ ก็ได้ซื้อที่ดินของเพื่อนบ้านทางทิศใต้ของบ้านแม่นางจู้ไว้แล้ว”“เพื่อนบ้านทางทิศใต้ของบ้านข้า...” จู้เจียงเจียงนิ่งไปพักหนึ่งถึงได้สติกลับมา นั่นไม่ใช่บ้านของป้าสี่หวังที่อยู่ประตูหน้าหมู่บ้านด้วยกันหรอกหรือ?ตำแหน่งของบ้านตระกูลเผยและบ้านป้าสี่หวังอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเหมือนกัน มีถนนเดินเข้าหมู่บ้านสายหนึ่งคั่นกลางระหว่างบ้านสองหลัง รั้วลานบ้านของนางเปิดออกไปก็ตรงข้ามกับประตูใหญ่บ้านของป้าสี่หวังพอดี“พวกท่านซื้อที่ดินของป้าสี่หวังสร้างบ้าน งั้นพวกท่านให้ป้าสี่หวังไปอยู่ที่ไหน?!”จู้เจียงเจียงรู้สึกโกรธนิดหน่อย ป้าสี่หวังอาศัยอยู่คนเดียว ห้าปีก่อนหลังจากหลานชายของนางถูกจับไปค่ายทหาร ลูกชายลูกสะใภ้ของนางก็ล้มตายทั้งคู่ เหลือแค่นางคนเดียวตอนนี้นางไม่มีบ้านแล้ว นางตัวคนเดียวจะไปที่ไหนได้?คิดถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงก็ไม่รอให้พวกเขาอธิบายเพิ่มเติมวิ่งตรงออกไปทันที“ป้าสี่หวัง...”เพิ่งก้าวเข้าลานบ้านที่ไม่มีประตูของบ้านป้าสี่หวัง จู้เจียงเจียงยังไม่ทันปลอบโยนนาง ก็เห็นนางแบกห่อผ้าหนึ่ง ทำหน้าดีใจวิ่งออกมาจากในบ้าน“ป้าสี่หวัง นี่คือ?”“อุ๊ย สะใภ้เล็ก เจ้ามาได้เวลาพอดี”ป้าสี่หวังเดินขึ้นหน้ามาจับมือของจู้เจียงเจียง เริ่มพูดขอบคุณนาง “สะใภ้เล็ก ขอบคุณเจ้ามากที่ดูแลข้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้ข้ากำลังจะกลับบ้านเกิดและหลังจากนี้ก็คงไม่ได้กลับมาอีก เจ้ากับเสี่ยวอวี๋ต้องดูแลตัวเองให้มากนะ”“กลับบ้านเกิด?”ถึงป้าสี่หวังจะพูดแบบนี้ แต่จากที่จู้เจียงเจียงดู ป้าสี่หวังจะต้องถูกพวกฉินเฟิงนั่นบีบบังคับให้ไปอย่างแน่นอน “ป้าสี่หวัง อันที่จริงหากท่านไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ข้าไปปฏิเสธคนกลุ่มเมื่อครู่แทนท่านเอง!”“ไม่ๆ อย่า!”ป้าสี่หวังดึงนางไว้ รีบอธิบายว่า “สะใภ้เล็กเจ้าเข้าใจผิดแล้ว พวกคุณชายฉินเป็นคนดีมาก พวกเขาให้เงินกับข้า ยังบอกอีกว่าจะสร้างบ้านให้ข้าใหม่ เพียงแต่ข้าอยากกลับไปบ้านเกิด ดังนั้นจึงรับแค่เงินมา”ในบ้านเหลือแค่นางมาหลายปี นางอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงคนเดียวช่างโดดเดี่ยวเงียบเหงานัก และบังเอิญว่าพี่สาวที่บ้านเกิดของนางก็ไม่มีลูกหลานเช่นกัน มีเพียงแค่สาวใช้คนหนึ่งและลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านมาอยู่ด้วยเท่านั้นเพราะพวกนางไม่มีลูกหลาน จึงได้รับความลำบากไม่น้อย ชีวิตก็ไม่ค่อยเป็นดั่งหวังแต่ตอนนี้ เธอมีเงินแล้วนะ ถ้าไปหาพี่สาวที่บ้านเกิด ก็จะได้ช่วยให้บ้านของพี่สาวดูดีขึ้นบ้างแต่ตอนนี้ในมือนางมีเงินแล้ว ถ้าไปหาพี่สาวที่บ้านเกิด ก็จะได้ช่วยให้พี่สาวลืมตาอ้าปากได้บ้าง“แต่ว่า...”จู้เจียงเจียงเห็นป้าสี่หวังดีใจขนาดนั้น ก็พูดอะไรไม่ออกแล้ว ถามแค่หนึ่งประโยค “ป้าสี่หวัง เงินพอใช้ไหม? ท่านรอข้าเดี๋ยว ข้าไปเอาเงินให้ท่านเพิ่มสักหน่อย”นางพูดจบก็หันหลังจะเดินจากไป แต่ถูกป้าสี่หวังดึงกลับมาอีกครั้งป้าสี่หวังกระซิบตัวเลขหนึ่งข้างหูนางอย่างลับๆล่อๆ ยิ้มกว้างเดินออกจากบ้านไปบอกลาเพื่อนบ้านที่มีสัมพันธ์ที่ดีสองสามคนในหมู่บ้านจู้เจียงเจียงถึงขั้นไม่รู้ว่าป้าสี่หวังออกจากหมู่บ้านไปตั้งแต่เมื่อไรแต่มีเงินสามร้อยตำลึงที่ฉินเฟิงจ่ายให้นางนั้น ก็เพียงพอทำให้นางและครอบครัวของพี่สาวกินไปได้ครึ่งชีวิตหลังแล้ว นางไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงตอนป้าสี่หวังไปบอกลาคนในหมู่บ้าน ไม่ได้บอกพวกเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่พอเห็นบ้านตระกูลหวังถูกทุบทิ้ง แล้วสร้างบ้านหลังหนึ่งที่ลักษณะคล้ายบ้านตระกูลเผยขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ใหญ่กว่าบ้านตระกูลเผยถึงสองเท่า ทุกคนก็พอจะเดาได้ไม่มากก็น้อยบ้านเก่าๆทรุดโทรมของตัวเองวันหนึ่งถูกคนรวยมาสนใจ แล้วให้เงินก้อนโตให้ย้ายออกไป เรื่องดีๆแบบนี้ ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอิจฉากันสุดๆตระกูลเผยสร้างบ้านหลังใหม่แล้ว ทางตระกูลหวังก็สร้างบ้านหลังใหม่เช่นกันสองตระกูลหน้าหมู่บ้านสร้างบ้านใหม่ทั้งสูงและสวยงาม คนที่เข้ามาในหมู่บ้านแค่มองก็เห็น คนที่ไม่รู้จะนึกว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเขาเป็นบ้านแบบนี้กันหมด ดังนั้น เรื่องพัฒนาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงให้หลุดจากความยากจนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน!“สะใภ้เล็ก เจ้าดู เจ้ากลับมาหลายวันแล้ว เรื่องก่อนหน้านี้ที่พวกเราคุยกัน เจ้าคิดทบทวนไปถึงไหนแล้ว?”สวี่เหล่าเกินมาหาจู้เจียงเจียงอีกครั้ง ปรึกษาเรื่องที่คุยกันครั้งก่อนกับนาง“เรื่องอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงจำไม่ได้ว่านางรับปากอะไรไว้“ก็เรื่องที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านไง!”เอ่อ...นางลืมเรื่องนี้ไปหมดสิ้นแล้วจริงๆจู้เจียงเจียงหยุดงานในมือ ทำหน้าลำบากใจ ในสมองพยายามคิดว่าควรปฏิเสธเรื่องนี้อย่างไร“สะใภ้เล็ก เจ้าอย่าลังเลอีกเลย เรื่องนี้ถ้าไม่ใช่เจ้าก็ไม่มีใครอีกแล้ว!”สวี่เหล่าเกินชี้งานที่นางกำลังทำอยู่แล้วพูดต่อ “เจ้าดูสิ เจ้าจะปลูกสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือ? ขอแค่เจ้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าอยากจะปลูกอะไรก็ได้ ไม่มีใครมายุ่ง แบบนี้ไม่ดีหรือ?”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment