divorce ep81-90 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 81: ขึ้นตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านสำเร็จจู้เจียงเจียงเหลือบมองงานที่กำลังทำอยู่ครึ่งๆกลางๆแวบหนึ่งนางกำลังเตรียมหว่านเมล็ดในเดือนสิบฤดูใบไม้ร่วงนี้ ครั้งนี้เมล็ดพันธุ์ที่ต้องเพาะเลี้ยงมีหลายชนิดมาก ส่วนใหญ่เป็นผักผลไม้ ล้วนเตรียมปลูกต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าการเพาะปลูกต้นกล้าต้องการที่ดินจำนวนมาก ที่ดินตอนนี้ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงสามารถใช้ได้ส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับนาข้าวหากนางต้องการที่ดินรกร้างอื่นหรือที่ดินบนภูเขา ก็ต้องถามความคิดเห็นของคนในหมู่บ้าน ถ้าเกิดมีคนไม่เห็นด้วยก็คงยุ่งยากแล้วเว้นแต่นางจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน นางก็จะมีอำนาจในการพูดและตัดสินใจ“ปู่สวี่ เป็นหัวหน้าหมู่บ้านต้องเตรียมอะไรบ้างหรือ? อย่างเช่นต้องไปทำการติดต่อทำเรื่องที่ที่ว่าการ หรือให้ชาวบ้านเลือกอะไรทำนองนั้น?” สุดท้ายจู้เจียงเจียงก็เลือกที่จะตอบตกลงไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการดำเนินการเพื่อทะยานเข้าสู่การทำให้ครอบครัวร่ำรวยต่อไปนี้ของนางได้หากการเป็นหัวหน้าหมู่บ้านจะสามารถช่วยให้นางประหยัดความยุ่งยากลงได้บ้างละก็ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรนางทำไม่ได้ด้วยความรู้ที่นางสั่งสมมาตลอดหลายปี นางไม่เชื่อหรอกว่าจะบริหารจัดการหมู่บ้านเล็กๆ ที่ล้าหลังแห่งหนึ่งให้ได้ดีไม่ได้?“พูดแบบนี้คือเจ้ารับปากแล้วใช่หรือไม่?” สวี่เหล่าเกินตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพื่อป้องกันนางคืนคำ เขาหันหลังวิ่งไปถึงหน้ารั้ว ตะโกนร้องเรียกชาวบ้านที่อยู่รอบๆรั้ว “ทุกคนรีบมาเร็วเข้า สะใภ้เล็กจะมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว!”เสียงตะโกนดังลั่น ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เงียบสงบ พลุกพล่านขึ้นมาในชั่วพริบตา“อะไรนะ? สะใภ้เล็กตอบตกลงเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้วหรือ?”“ทุกคนไปดูกันเร็วเข้า!”“ดีจริงๆ ในที่สุดสะใภ้เล็กก็ใจอ่อน หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรามีความหวังแล้ว...”พวกชาวบ้านตื่นเต้นจนน้ำตาไหล ต่างวิ่งมาที่บ้านตระกูลเผยกันยกใหญ่แม้แต่พวกฉินเฟิงที่ยังไม่ได้เข้าพักในบ้านใหม่อย่างเป็นทางการ เพียงแค่ตกแต่งบ้าน ก็ออกมาดูความคึกคักนี้ด้วยเช่นกัน“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านตื่นเต้นดีใจแบบนี้?” อู่จิ้นผิงถามฉินเฟิงฉินเฟิงยิ้มตอบ “แม่นางจู้จะมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหญิงแล้ว ทุกคนต่างดีใจแทนนาง”ที่จริงแล้ว เขาก็พูดไม่ค่อยถูกซะทีเดียว ทุกคนในหมู่บ้านนอกจากจะรู้สึกดีใจแทนจู้เจียงเจียงแล้ว มากไปกว่านั้นก็คือรู้สึกดีใจเพื่อตัวเอง“โอ้? งั้นพวกเราก็ไปดูด้วย”อู่จิ้นผิงรู้สึกสนใจ เพราะพรุ่งนี้หลังจากเขาย้ายเข้าบ้านใหม่ เขาก็ถือว่าเป็นคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงคนหนึ่ง ในเมื่อจู้เจียงเจียงจะมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เช่นนั้นเขาก็ไปฟังก็สมควรอยู่จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึงว่าคำพูดตอบตกลงประโยคหนึ่งลอยๆของตัวเอง จะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงแบบนี้ขึ้นได้เดิมนางคิดแค่รับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านมาก่อน จากนั้นค่อยไปรับมอบทีละเรื่องกับสวี่เหล่าเกิน ไม่คิดจะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่แบบนี้ “พี่สะใภ้เกิดอะไรขึ้น?”เผยเสี่ยวอวี๋อยู่ริมแม่น้ำดูพวกพี่ห้าฝึกซ้อมละคร ได้ยินเสียงเอะอะจึงวิ่งมาพร้อมกับทุกคน“เสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้เจ้าจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหญิงแล้ว จะเป็นเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้าน...” พวกชาวบ้านหยอกล้อพวกนางพี่สะใภ้น้องสามีอย่างสนุกสนานครั้งนี้ พวกเขาจริงใจกันจริงๆมีคำว่า ‘เจ้าหน้าที่หมู่บ้าน’ ด้วยหรือ?...จู้เจียงเจียงบ่นพึมพำในใจ“ขอบคุณความรักความกรุณาจากลุงป้าน้าอาทุกท่าน หลังจากนี้ยังต้องขอให้ทุกท่านช่วยเหลือ”ในเมื่อถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว จู้เจียงเจียงก็ไม่กระมิดกระเมี้ยน รับภาระหน้าที่นี้ไว้อย่างเต็มใจนางพูดสองประโยคที่เกรงใจเรียบง่ายนี้ คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ยินก็รู้สึกว่านางเป็นคนรู้ความมาก ยิ่งครองความเชื่อมั่นของทุกคนไปได้อย่างไม่ยากเย็นพวกเขามั่นใจว่า ด้วยการที่นางเป็นคนที่ทั้งรู้หนังสือ รู้จักทำการเกษตร และรู้จักค้าขายมาเป็นผู้นำ จะต้องสามารถพัฒนาหมู่บ้านเล็กๆของพวกเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน“สะใภ้เล็กไม่ต้องเกรงใจพวกเรา วันหลังมีงานอะไรอย่าลืมเรียกพวกเราก็พอแล้ว”ในเมื่อพวกเขาพูดแบบนี้แล้ว อีกทั้งจู้เจียงเจียงก็มองออก พวกเขาอยากทำงานหาเงินไปพร้อมกับนางแต่ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ นางยังต้องพูดเป็นพิธีอีกครั้ง“ขอบคุณการสนับสนุนของทุกท่าน แต่ข้าเพิ่งรับตำแหน่ง จะขอให้ทุกคนทำงานเลยก็คงไม่ดีกระมัง”นางแสร้งทำท่าทางเหมือนลำบากใจ เกรงว่าคงมีแค่ชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่รีบร้อนอยากได้งานทำเท่านั้นที่มองไม่ออก พวกอู่จิ้นผิงต่างรู้ดีแก่ใจถอยก่อนบุก วิธีนี้เล่นได้ไม่เลวเลย!“มีอะไรไม่ดีที่ไหนกัน สะใภ้เล็กแค่สั่งมาก็พอแล้ว!”ปีนี้หมู่บ้านประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ ทุกคนสูญเสียอย่างหนัก ถึงแม้จะมีการสนับสนุนของจู้เจียงเจียง แต่ปลายปีก็ยังต้องแบ่งเมล็ดข้าวให้นางครึ่งหนึ่งตอนนี้พวกเขาไม่ทำงานหาเงินสะสมไว้สักหน่อย เกรงว่าชีวิตนับนี้คงจะยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆใครจะไปรู้ว่าปีนี้จะมีภัยพิบัติอื่นๆอีกหรือไม่ การระมัดระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ“ในเมื่อทุกคนพูดแบบนี้แล้ว ที่ข้ามีงานหนึ่งที่ต้องการคนจริงๆ วันหนึ่งค่าแรงยี่สิบห้าเหวิน!”เช่นนั้นจู้เจียงเจียงก็ไม่เกรงใจแล้ว เดิมทีนางก็คิดอยู่ว่าอีกสองวันจะไปหาคนมาช่วยฟื้นฟูดินบริเวณเชิงเขาหลายลูกใกล้ๆหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เพื่อใช้สำหรับปลูกต้นกล้าอยู่แล้ว ตอนนี้มีโอกาสวางอยู่ตรงหน้า นางก็ไม่ต้องเปลืองแรงพูดมากแล้วแน่นอนว่า หลังจากที่นางเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว จะเริ่มฟื้นฟูภูเขาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ไม่มีใครที่ไม่เห็นด้วย และไม่มีใครมาคิดวุ่นวายว่านางใช้ที่ดินบนเขาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จะต้องตอบแทนอะไรให้คนในหมู่บ้านอีกเมื่อพวกเขาได้ยินว่าหนึ่งวันค่าแรงยี่สิบห้าเหวินก็ไม่สนใจอะไรแล้วเกือบทุกคนในหมู่บ้านที่มีพละกำลังพอจะทำงานได้ ต่างก็แจ้งชื่อไปช่วยนางทำงานทั้งหมด ถึงขั้นยังมีเด็กที่อายุไม่มากพอก็อยากไปด้วย แต่ถูกจู้เจียงเจียงปฏิเสธไป“ชุ่ยฮวา เจ้าอายุยังน้อยแถมเป็นสตรี งานแบบนี้ไม่เหมาะกับเจ้า ครั้งนี้เจ้าอย่าเพิ่งไปเลย”“แต่ว่าข้าอยากได้เงิน...”ปีหน้าหลูชุ่ยฮวาก็อายุสิบสี่ถึงช่วงอายุที่ต้องพูดเรื่องแต่งงานแล้ว นางต้องเก็บเงินเพื่อเป็นสินเดิมของตัวเอง“ข้ารู้ เจ้าสบายใจได้ ใกล้จะถึงช่วงเก็บชาฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ถึงตอนนั้นย่อมมีงานให้เจ้าทำ”จู้เจียงเจียงจะไม่รู้ความคิดของนางได้อย่างไร พวกป้าๆในหมู่บ้านตอนคุยเรื่องผู้หญิงแต่งงานไม่เคยหลีกเลี่ยงชื่อนางเลย ฟังมากเข้าก็ย่อมเข้าใจเป็นธรรมดาเพียงแต่นางรู้สึกว่าอายุแค่สิบสี่ปี จะให้พูดถึงเรื่องแต่งงานนั้นยังเร็วเกินไปแต่เหมือนจู้เจียงเจียงจะลืมไปแล้ว นางที่อายุเพียงสิบห้าปีก็แต่งมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้วแต่เนื่องจากเพราะเผยจ้าวไม่อยู่ ดังนั้นนางจึงลืมความจริงเรื่องที่ตัวเองแต่งงานแล้วนี้อยู่บ่อยๆเด็กแบบหลูชุ่ยฮวาที่อายุไม่มากไม่น้อยช่วยนางเก็บชาได้ เช่นนั้นเด็กอายุเท่าเผยเสี่ยวอวี๋ควรทำอย่างไรดีเล่า?เมื่อเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ปัญหาเหล่านี้ก็ดูจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นบางทีนางควรคิดไตร่ตรองเรื่องสร้างสถานศึกษาในชนบทอย่างจริงจังเสียที ถึงแม้จะแนะนำพวกเด็กๆไปสอบให้มีชื่อเสียงไม่ได้ แต่ก็ทำให้พวกเขารู้หนังสืออ่านออกเขียนได้ก็ไม่เลว“แม่นางจู้ มีงานอะไรในหมู่บ้านที่พวกเราทำได้บ้างหรือไม่?”คนในหมู่บ้านจัดแจงเกือบหมดแล้ว อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงก็พากันเดินมาถามของานกับนาง“พวกท่านก็ต้องการทำงานหรือ?” จู้เจียงเจียงตกตะลึง การจ้างงานพวกเขาไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของนางเลย“ท่านทั้งสองอย่ามาล้อเล่น ข้าจะจ้างพวกท่านไหวที่ไหน”ปกปิดฐานะของพวกเขากับคนในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร นางก็จะไม่รู้ด้วยหรืออย่างไร?“แม่นางจู้ หากไม่ยอมสั่งการ งั้นพวกเราติดตามเจ้าก็พอ วันหลังเจ้าทำอะไรข้าก็ทำอย่างนั้น เจ้าไปไหนข้าก็ไปที่นั่น”อู่จิ้นผิงตัดสินใจแทนนางเสร็จสรรพหลังจากกลับจากหมู่บ้านซ่าเหอ เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าจู้เจียงเจียงเก่งกาจมากเพียงใด และก็รู้ว่าตัวเองขาดความรู้ด้านการเพาะปลูก และการทำงานร่วมกับประชาชนแค่ไหนตอนวัยเยาว์ไม่รู้ความลำบากของประชาชน ตอนนี้ถึงเข้าใจชีวิตของพวกเขา ได้แต่หวังว่ามันจะไม่สายเกินไป ตอนที่ 82: เถ้าแก่แต่ละภัตตาคารใหญ่มาหาถึงบ้านคำพูดที่อู่จิ้นผิงพูดออกไป เขาจะต้องทำมันให้ได้และยังต้องทำให้ถึงที่สุด!เพียงแต่…“ผู้อาวุโสอู่ ท่านช่วยอย่ามาตามติดข้าอีกจะได้หรือไม่ ถูกทุกคนเห็นเข้ามันจะไม่เหมาะสม” จู้เจียงเจียงรู้สึกหมดหนทางเป็นอย่างมากจู้เจียงเจียงเหลือบมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีคน นางถึงกล้าขอร้องเขาให้หยุดติดตาม“แม่นางจู้ มีตรงไหนที่ข้าทำไม่ถูกต้องหรือ?” อู่จิ้นผิงไม่เข้าใจ หลายวันนี้เขาน่าจะไม่ได้ทำอะไรรบกวนนางกระมัง?“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แต่เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ท่านเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?”นางที่เป็นหญิงม่ายคนหนึ่ง มีคนแก่วัยใกล้ฝั่งคนหนึ่งมาเดินตามหลังต้อยๆตลอดเวลา เช่นนั้นมันเหมาะสมแล้วหรือ?ยิ่งไปกว่านั้น เวลาพูดคุยเรื่องอะไรก็ตาม ล้วนเป็นจู้เจียงเจียงที่เป็นฝ่ายนำเสนอความคิดเห็นอยู่เสมอ ส่วนอู่จิ้นผิงก็ทำได้แค่ฟังเฉยๆ ผู้คนรอบข้างที่เห็นฉากนี้ทุกคนจะไม่หาว่านางอกตัญญูหรอกหรือนางถูกปรักปรำชัดๆ!อู่จิ้นผิงกลับไม่เห็นด้วย ก่อนเอ่ยปลอบใจนาง “แม่นางจู้ ไม่ต้องไปสนใจคำนินทาเหล่านั้นก็ได้”“...” นี่เป็นเรื่องที่นางไม่อยากสนใจก็ไม่สนใจได้หรือ?“ช่างเถอะ”จู้เจียงเจียงเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในหมู่บ้านจากไกลๆ จึงไม่โต้เถียงกับเขาอีก “ผู้อาวุโสอู่ อีกประเดี๋ยวรบกวนท่านอย่าถ่อมตนแบบนี้อีกจะได้หรือไม่?”เขาถ่อมตนจนทำให้คนอื่นกลัว คนที่ไม่รู้จะนึกว่านางกำลังสั่งคนเฒ่าคนแก่ทำงานก็ไม่รู้ว่าเขาโน้มน้าวตัวเองอย่างไร จากผู้มีอำนาจกลายมาเป็นเด็กติดตาม ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เปลี่ยนสำเร็จแล้วจู้เจียงเจียงนั่งชงชาอยู่ในลานบ้าน รรอคอยกลุ่มคนที่เดินมาจากหน้าหมู่บ้าน นางแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชเสริมให้เดินทางมาพูดคุยเรื่องการเพาะปลูกกันแต่ว่าดูเหมือนสถานการณ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินเข้าใกล้จู้เจียงเจียงถึงเห็นชัดเจน จากการแต่งตัวของพวกเขาดูเหมือนจะมาจากในตัวเมือง“แม่นาง เรียนถามเหลียงชานปั๋วและจู้อิงไถพักอยู่ที่ใด?” คนหนึ่งยื่นหน้าจากนอกรั้วเอ่ยถาม“เหลียงชานปั๋วและจู้อิงไถ?”จู้เจียงเจียงมึนงงไปหมด แต่นางก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ที่พวกเขาเรียกเหลียงชานปั๋วและจู้อิงไถ น่าจะหมายถึงน้องสามและน้องห้าแต่พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าน้องสามกับน้องห้าพักอยู่ที่นี่ ใครปล่อยข้อมูลให้รั่วไหล?“ข้าไม่รู้” จู้เจียงเจียงตอบกลับแบบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หวังให้พวกเขาอย่ามาวุ่นวายอีกคนกลุ่มนั้นก็ไม่เซ้าซี้นาง ทว่าพวกเขากลับไปถามคนในหมู่บ้านต่อคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงส่วนใหญ่กำลังทำงานอยู่หลังภูเขา ในหมู่บ้านจึงมีแต่คนแก่และเด็กเล็ก เด็กๆจริงใจปากไว กลับหักหน้าจู้เจียงเจียงเสียอย่างนั้น“เหลียงชานปั๋วก็คือพี่ชายคนที่ห้าของบ้านพี่หญิงจู้” เด็กๆชี้มาที่ลานบ้านของตระกูลเผย พูดอย่างไร้เดียงสาจู้เจียงเจียงเห็นแบบนั้นก็อุทานในใจ หมดกันคนกลุ่มนั้นหันกลับมาอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้ตำหนิจู้เจียงเจียงที่เมื่อครู่หลอกพวกเขา ยังคงสุภาพเหมือนเดิม“เรียนถามแม่นาง ใช่จู้อิงไถหรือไม่?”“เปล่า ไม่ใช่ข้า!”จู้เจียงเจียงรีบปฏิเสธ พร้อมกับเชิญพวกเขามานั่งบนระเบียงในลานบ้าน นำชาที่เดิมชงไว้ให้หัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านให้พวกเขาดื่มก่อน“พวกท่านมาหาเหลียงกับจู้มีธุระอะไรหรือ?” นางเปิดบทสนทนาก่อนต้องเข้าใจเรื่องตรงหน้าให้รวดเร็วถึงจะได้ ไม่อย่างนั้นอีกประเดี๋ยวหัวหน้าหมู่บ้านของแต่ละหมู่บ้านก็จะมาถึงแล้วผู้ชายรูปร่างอวบสวมผ้าที่มีรูปเหรียญกษาปณ์ทองแดงทั้งตัว ดวงตาเล็กหรี่ยิ้มพูดว่า “แม่นางจู้ ข้าชื่อหลิวท่งจากหอร้อยบุปผาที่เมืองเป่ยโจว ที่มาวันนี้ต้องการจะเรียนเชิญนักแสดงชื่อดังเหลียงชานปั๋วและจู้อิงไถเดินทางไปร้องงิ้วไม่กี่ตอน”หลิวท่งผู้นี้เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่พูดอ้อมค้อมแต่เรื่องนี้จู้เจียงเจียงรับปากเขาไม่ได้ “เถ้าแก่หลิว ต้องขอโทษจริงๆ เหลียงกับจู้ของพวกเราไม่ไปร้องงิ้วที่หอนางโลม”ทั้งน้องสามและน้องห้าเพิ่งจะอายุสิบห้าสิบหก เป็นช่วงวัยที่กำลังต้องการการอบรมสั่งสอนที่ดี เป็นเวลาที่ต้องการสร้างและปกป้องทัศนคติทั้งสามให้ดี การไปในสถานที่แบบนั้นอาจจะทำให้พวกเขาเสียคนได้ง่าย“แม่นางจู้เข้าใจผิดแล้ว” หลิวท่งรีบอธิบาย “หอร้อยบุปผาของข้าเป็นภัตตาคารที่ถูกกิจจะลักษณะ ไม่ใช่สถานที่แบบนั้น”“แม่นาง พวกเราทุกคนล้วนเปิดโรงเตี๊ยมและภัตตาคาร ที่มาที่นี่ก็เพื่อมาเชิญนักแสดงชื่อดังทั้งสองท่านไปร้องงิ้วไม่กี่ตอน ค่าตอบแทนของพวกเขาก็หารือกันแล้ว”คนอื่นๆก็ทยอยแจ้งชื่อโรงเตี๊ยมหรือภัตตาคารของตัวเองออกมา พวกเขาทุกคนมาเพื่อเชิญคนไปร้องงิ้วการเชิญให้ไปแสดงมากะทันหันเกินไป จู้เจียงเจียงไม่ได้เตรียมใจเลยสักนิดแต่เรื่องนี้ต้องไปถามความเห็นของน้องสามและน้องห้าก่อนถึงจะได้อันที่จริงนางก็ไม่คัดค้านหากพวกเขาจะรับงาน ถึงขนาดรู้สึกดีใจแทนพวกเขาเสียด้วยซ้ำพวกเขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง นอกจากที่ดินข้างล่างบ้านผืนนั้น ก็ไม่มีอะไรอีกเลย ปกติยังต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากจู้เจียงเจียง ถ้าพวกเขาสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง เชื่อว่าความกดดันในใจของพวกเขาก็จะเบาบางลงบ้างยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่การแสดงงิ้วในหอจ้าวเซิงจบลง พวกเขาก็ยังคงฝึกซ้อมการแสดงกันอยู่ที่ริมแม่น้ำทุกวัน สิ่งเหล่านี้จู้เจียงเจียงล้วนเห็นอยู่ในสายตา“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าจะลองไปถามพวกเขาให้ หากพวกเขาตกลง เช่นนั้นพวกเราค่อยคุยหารือลงรายละเอียดธุรกิจนี้อีกครั้ง”จู้เจียงเจียงมองตำแหน่งหน้าหมู่บ้านแวบหนึ่ง เห็นว่ามีแต่ความว่างเปล่า นางจึงลุกขึ้นไปหาพวกน้องรองที่บ้านริมแม่น้ำหลังจากพูดเรื่องนี้กับพวกเขาแล้ว ได้เห็นหลายคนแสดงสีหน้าดีใจออกมา ในเวลาเดียวกันก็ยังมีความลังเลอยู่บ้าง“พวกเจ้ามีเรื่องกังวลอะไรบอกข้าได้ ข้ารับปากโจวเหลียงจะดูแลพวกเจ้าให้ดี” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากเสียงเบา ให้กำลังใจพวกเขาลังเลอยู่พักหนึ่ง น้องรองที่เป็นพี่ใหญ่ชั่วคราวจึงพูดความกังวลในใจออกมา“พี่หญิงจู้ พวกเราก็อยากหาเลี้ยงชีพด้วยการอาศัยลำแข้งตนเอง แต่ทางพี่ใกล้จะเพาะปลูกแล้ว พวกเรา...”ที่แท้พวกเขาเป็นห่วงนางนี่เอง!“ทางข้าพวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง มีปู่สวี่และคนอื่นๆ ในหมู่บ้านคอยช่วยเหลือแล้ว ข้าทำเองได้ พวกเจ้าสนใจแค่ไปทำเรื่องที่อยากทำก็พอแล้ว!”เรื่องเพาะปลูกต้นกล้า จริงอยู่ที่นางต้องการแรงงานคนจริงๆ และเรื่องนี้จู้เจียงเจียงก็เคยบอกไว้นานแล้ว ว่าจะมอบหมายให้พวกเขาทำ พวกเขาจะได้ได้ค่าแรงส่วนนี้แต่นั่นเนื่องจากพวกเขาไม่มีงานทำ และอยู่ใต้สภาวะที่ไม่อยากมาขอกินข้าวของนางโดยไม่ทำอะไรเลย เพื่อปลอบโยนพวกเขานางถึงเสนอแนวทางนี้ออกมาแต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างออกไปแล้วมีคำพูดนี้ของจู้เจียงเจียง พวกเด็กๆก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ตอบตกลงไปร้องงิ้วที่ภัตตาคารเหล่านั้นถึงอย่างไรนี่ก็ถือว่าเป็นงานเดิมของพวกเขา อีกอย่างหนึ่งพวกลุงกงก็ต้องการหาเงินกับงานนี้ผ่านการหารืออย่างเรียบง่าย ตอนจู้เจียงเจียงกลับไปถึงบ้านตระกูลเผยอีกครั้ง ด้านหลังก็มีเด็กเก้าคนเดินตามมา นับรวมเผยเสี่ยวอวี๋ด้วยคนในลานบ้านไม่รู้จักนักแสดงงิ้วชื่อดังทั้งสองท่านนั้น แค่เคยได้ยินมาจู่ๆเห็นคนกลุ่มใหญ่แห่มาจึงมึนงงเล็กน้อย “นะ...นี่คือคนไหน?”“พวกท่านอย่าเพิ่งสนใจว่าเป็นคนไหน ทุกท่านเชิญไปรอในบ้านก่อนสักครู่ ทางข้ายังมีธุระเล็กน้อย หากเสร็จแล้วจะรีบไปหารือพร้อมกับพวกท่าน”จู้เจียงเจียงเห็นหัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านรออยู่นอกรั้วลานบ้านไม่กล้าเข้ามา ดังนั้นจึงรีบให้พวกหลิวท่งย้ายที่พวกหลิวท่งไม่เข้าใจ เหตุใดนางถึงรีบร้อนแบบนี้ ถึงขั้นจู้เจียงเจียงที่อยู่ตรงหน้านี้คือใครก็ยังไม่รู้ ทว่ากลับถูกเชิญให้เข้าไปรอในบ้านแต่โชคดี มีนักแสดงชื่อดังทั้งสองอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา พวกเขาจึงได้มีโอกาสทำความรู้จักกันและกัน ตอนที่ 83: คู่มือการทำเกษตรที่เขียนด้วยลายมือทำให้ไท่ช่างหวงตะลึงงัน“เสี่ยวอวี๋ ช่วยพี่สะใภ้ล้างถ้วยชาหน่อย”จู้เจียงเจียงเรียกเผยเสี่ยวอวี๋มาเก็บถ้วยชาที่เมื่อครู่พวกหลิวท่งใช้แล้วไปล้าง แขกมาบ้านมากเกินไป ถ้วยชาไม่พอใช้แล้วเป็นไปไม่ได้ที่อู่จิ้นผิงจะช่วยล้างถ้วย แต่เขาช่วยชงชาได้มีการช่วยเหลือของเขา จู้เจียงเจียงจึงเดินตรงไปต้อนรับหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายได้ทันที “หัวหน้าหมู่บ้านหลิว ท่านลุงจู้ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ให้พวกท่านรอนานแล้ว รีบเข้ามาเถิด”“เจียงเจียงเอ๊ย หากที่บ้านมีแขกละก็ พวกเรารออยู่ข้างนอกก่อนก็ได้ เจ้าไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก” จู้ต้าซู่เอ่ยปากอย่างไม่สบายใจเขาเป็นตัวแทนหมู่บ้านจู้เจีย ซึ่งก็คือหมู่บ้านฝั่งมารดาของจู้เจียงเจียงนั่นเองนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ได้เห็นบ้านที่จู้เจียงเจียงพักอยู่ทั้งใหญ่และสวยงามขนาดนี้ ยังมีแขกแต่งตัวหรูหรากลุ่มหนึ่งอยู่ด้วย เขาถึงกับตกใจก่อนหน้านี้หลังเกิดภัยพิบัติ นางไปที่หมู่บ้านจู้เจียแล้ว แต่นางไม่ได้เข้าไป ให้เพียงเด็กหนุ่มไม่กี่คนไปคุยเรื่องแลกเมล็ดข้าวกับพวกเขาต่อมาตอนคนในหมู่บ้านเดินทางมารับเมล็ดข้าว เขาป่วยมาไม่ได้พอดี ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เขามาที่นี่จู้ต้าซู่ตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของจู้เจียงเจียง ยิ่งไม่อยากจะเชื่อว่าเวลาแค่ครึ่งปีกว่า นางจะเปลี่ยนจากเด็กสาวที่ถูกผู้ใหญ่ในบ้านขายออกมาคนหนึ่ง เขย่าตัวไม่กี่ทีก็กลายเป็นคนมีเงินไปเสียแล้วไม่แปลกใจเลยที่คนบ้านตระกูลจู้จะเป็นบ้า ทั้งวันด่าจู้เจียงเจียงเป็นเด็กอกตัญญูอยู่ในหมู่บ้าน“ไม่เป็นไร ไม่ต้องสนใจพวกเขา พวกเรามาคุยเรื่องของพวกเราก่อน เชิญลุงจู้นั่ง” จู้เจียงเจียงมีความประทับใจต่อจู้ต้าซู่มากที่ยอมให้นางยืมกระดาษและพู่กันถึงแม้เขาจะเป็นคนขี้ขลาดกลัวความยุ่งยาก แต่ตัวตนเป็นคนจิตใจดีและซื่อสัตย์ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในหมู่บ้านจู้เจียที่ไม่ดูถูกนาง“ทุกท่านเชิญนั่งก่อน ข้าจะขึ้นชั้นบนไปเอาใบวางแผน ทุกท่านดื่มชารอข้าประเดี๋ยว”จู้เจียงเจียงวิ่งขึ้นชั้นบน ตอนเดินผ่านห้องโถงชั้นหนึ่ง พวกหลิวท่งอยากเรียกนางคุยธุระ กลับถูกนางมองข้ามไป“พี่สาวคนนี้ของพวกเจ้าทำไมถึงยุ่งแบบนี้?”พวกหลิวท่งรู้สึกสงสัย ทยอยเดินไปดูที่หน้าประตู เห็นจู้เจียงเจียงทำท่าเหมือนผู้นำ ภายใต้ฝูงชนที่โตกว่านางมากนัก รัศมีกลับไม่แพ้ใครคนไหนเลยจู้เจียงเจียงแจกกระดาษในมือให้ตรงกับหัวหน้าหมู่บ้าน ตามชื่อหมู่บ้านที่กำกับไว้ด้านบน“เหล่านี้คือรายงานการวิเคราะห์แยกแยะตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละหมู่บ้าน พืชเพาะปลูกทางการเกษตรที่เหมาะสมกับหมู่บ้านของพวกท่าน ทุกท่านเชิญดูกันก่อน”อู่จิ้นผิงไม่รู้ว่าจู้เจียงเจียงทำใบรายงานฉบับนี้ตอนไหน เขาวางกาน้ำชาในมือลง แล้วหันไปหาหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เขาที่สุด ร่วมดูไปพร้อมกันกับเขาหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นอ่านหนังสือไม่ออก จึงถือรายงานไว้ในมือด้วยท่าทางไม่รู้จะทำอย่างไร“พี่ชาย ท่านไม่รู้หนังสือใช่หรือไม่? ข้าช่วยท่านดูได้” อู่จิ้นผิงน้ำเสียงนุ่มนวล ขอใบรายงานจากหัวหน้าหมู่บ้านผู้นั้นหัวหน้าหมู่บ้านผู้นั้นอยากให้คนช่วยเขาดูมาก จึงรีบยื่นใบรายงานออกไปเขาไม่รู้คนที่นั่งข้างกายเขาอยู่ตอนนี้ คือไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบัน อีกทั้งเขายังเป็นคนแรกที่ถูกไท่ช่างหวงเรียกว่าพี่ชาย!อู่จิ้นผิงกวาดสายตามองเนื้อหาบนกระดาษครู่หนึ่งบทความทั้งหมดบนกระดาษเขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพของหมู่บ้านนี้ รวมถึงนาข้าว ที่ดินแห้งแล้ง ที่ดินบนภูเขา และยังมีแหล่งน้ำนอกจากนี้แล้ว ด้านหลังของกระดาษยังมีแผนที่ง่ายๆ แบ่งส่วนต่างๆของหมู่บ้านแห่งนี้ออกมาอย่างชัดเจน นำไปให้ใครดูก็เข้าใจได้ทันที หน้าที่สอง คือการวิเคราะห์พืชเพาะปลูกทางการเกษตรที่เหมาะสมกับหมู่บ้านนี้เนื้อหาในหน้าที่สองนี้ยิ่งทำให้อู่จิ้นผิงตกตะลึง นี่มันคือคู่มือการเพาะปลูกฉบับหนึ่ง!ตั้งแต่พลิกดินไปจนถึงการเพาะปลูก จากเก็บเกี่ยวไปจนถึงขายออกไป นอกจากนี้ยังมีวิธีการเก็บรักษา เงื่อนไขในการขนส่ง ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิต การแปรรูป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เขียนได้เรียบง่ายเป็นอย่างมากคนที่เขียนรายงานฉบับนี้เหมือนจงใจสงวนบางอย่างไว้แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น คนที่เขียนสิ่งนี้ออกมาได้ก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว!อู่จิ้นผิงไม่อยากจะเชื่อ เขาจึงยืมใบรายงานในมือของอีกคนหนึ่งไม่ดูไม่รู้ เมื่อดูแล้วก็ต้องตกใจ!ใบรายงานสองฉบับนี้นอกจากรูปแบบที่เหมือนกัน เนื้อหาล้วนต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีความเฉพาะเจาะจงมากนางทำได้อย่างไรกัน?อู่จิ้นผิงเงยหน้ามองจู้เจียงเจียงที่อยู่กลางฝูงชนด้วยความประหลาดใจนางให้สิ่งเหล่านี้กับทุกคน มันคือคู่มือการเกษตรฉบับสมบูรณ์เล่มหนึ่ง สิ่งนี้หากมีประโยชน์จริง เช่นนั้นผลลัพธ์ก็สามารถเทียบเท่ากับกรมคลังได้เลยแต่คนที่ทำสิ่งนี้ออกมาได้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง!จู้เจียงเจียงไม่ทันสังเกตเห็นว่าอู่จิ้นผิงมีอะไรผิดปกติ ความสนใจของนางวางอยู่ที่พวกหัวหน้าหมู่บ้านที่ไม่รู้หนังสือ“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ข้าไม่รู้หนังสือ เจ้าให้สิ่งนี้มาข้าดูไม่รู้เรื่อง”เพราะว่าจู้เจียงเจียงคือหัวหน้าหมู่บ้านที่อายุน้อยที่สุดในเมืองเจียงหนาน และเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหญิงเพียงคนเดียว ทุกคนจึงเรียกนางว่าหัวหน้าหมู่บ้านน้อย“ข้าก็อ่านไม่รู้เรื่อง ทำอย่างไรดี?”หัวหน้าหมู่บ้านหลายสิบหมู่บ้าน มีมากกว่าครึ่งที่ไม่รู้หนังสือ แต่จู้เจียงเจียงก็ยังทำใบรายงานออกมาให้พวกเขานี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดระเบียบข้อมูลขนาดใหญ่ และก็เพื่อความสะดวกในภายหลัง“อ่านไม่ออกก็ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวข้าจะชี้แจงให้พวกท่านฟังทีละเรื่อง” จู้เจียงเจียงปลอบขวัญอารมณ์ของพวกเขาอย่างอดทน เนื่องจากไม่รู้หนังสือทำให้พวกเขาเองร้อนใจไปก่อนได้ยินคำนี้ หัวหน้าหมู่บ้านทุกคนก็ค่อยๆสงบลง มีเพียงไม่กี่คนที่อ่านออกเท่านั้นที่โห่ร้องออกมาเสียงดังด้วยความดีใจ“ยอดเยี่ยม ดีจริงๆ! มีสิ่งนี้แล้ว หมู่บ้านหลิวเจียของเราก็สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้แล้ว!”หลิวเจียวั่งถือกระดาษสองใบนั้นในมืออย่างระมัดระวัง ตื่นเต้นจนมือทั้งสองสั่นไม่หยุด“อะไร? ในนั้นเขียนอะไรไว้กันแน่!”พวกหัวหน้าหมู่บ้านที่ไม่รู้หนังสือเพิ่งสงบลงเมื่อครู่ก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาอีกครั้ง ความมั่งคั่งอยู่ในมือแล้วแต่พวกเขากลับอ่านไม่ออก จะให้ไม่ร้อนใจได้หรือ?จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็รู้สึกหมดหนทาง นางหันหน้าตะโกนเรียกไปในบ้าน “น้องรองพาน้องชายน้องสาวออกมาหน่อย”ไม่เป็นไร บ้านนางมีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้หนังสือ“ไปช่วยท่านปู่ทั้งหลายอ่านสิ่งที่อยู่บนกระดาษหน่อย”หลังจากที่จู้เจียงเจียงสั่งการเสร็จแล้ว ก็หันกลับไปยิ้มให้พวกแขกทั้งหลายที่มาจากในตัวเมือง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงขอโทษขอโพย “เถ้าแก่ทุกท่าน ขอโทษด้วยจริงๆ พวกเราจะพยายามจบให้เร็วที่สุด”ช่วยไม่ได้ คนสองกลุ่มมาปะทะกันพอดี นางมีแค่ร่างเดียวทำไม่ทันจริงๆพวกหลิวท่งก็ไม่ได้รีบร้อน กลับดูอย่างเพลิดเพลิน “แม่นางจู้กล่าวหนักเกินไปแล้ว”ใต้หล้ามีเรื่องน่ามหัศจรรย์จริงๆ หัวหน้าหมู่บ้านอาวุโสกลุ่มหนึ่งฟังเด็กสาวคนหนึ่งพูดเรื่องการเกษตร นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วจะคืออะไร?เพราะมีการเข้ามาเพิ่มของเสี่ยววูและพวก ทำให้ลานบ้านของตระกูลไป๋ดูแออัดขึ้นมาก ทุกคนพูดจาพล่ามเพ้ออ่านบทความให้หัวหน้าหมู่บ้านที่ตนรับผิดชอบฟัง เสียงดังแข่งกัน เพื่อไม่ให้รบกวนกัน บางคนถึงกับออกไปฟังข้างนอก ในขณะนั้น จูเจียงเจียงแอบเล็ดลอดไปที่ห้องเก็บของหลังบ้าน แล้วนำเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้มา “หัวหน้าหมู่บ้านหลิว นี่คือเมล็ดพันธุ์บลูเบอร์รี ขอท่านรับไป”เพราะการเข้าร่วมของพวกน้องห้า ลานบ้านตระกูลเผยจึงดูแออัดไปเลยขึ้นมากทุกคนอ่านบทความจ้อกแจ้กจอแจให้หัวหน้าหมู่บ้านที่ตัวเองรับผิดชอบฟัง เสียงคนหนึ่งดังกว่าอีกคน เพื่อไม่รบกวนกันและกัน มีคนถึงขนาดออกไปฟังข้างนอกในเวลานี้ จู้เจียงเจียงแอบเดินไปที่ห้องเก็บของหลังประตู นำเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้แล้วออกมา“หัวหน้าหมู่บ้านหลิว นี่คือเมล็ดหลานเหมย ท่านเก็บไว้ให้ดี”ตามคุณสมบัติของดิน จู้เจียงเจียงแบ่งเมล็ดพันธุ์ให้กับหมู่บ้านที่เหมาะสมในการเพาะปลูกที่สุด ให้พวกเขานำเมล็ดพันธุ์ไปศึกษาควบคู่ไปกับเนื้อหาในกระดาษ เพื่อความสะดวกในการอธิบายทีละคนในภายหลังเมล็ดพันธุ์ที่นางให้กับพวกเขาตอนนี้ พวกเขาสามารถเพาะปลูกเองได้ ส่วนต้นกล้าที่นางเพาะไว้ด้านหลังภูเขานั้น ต้องทำการทาบกิ่งก่อนถึงจะสามารถเติบโตได้ดังนั้นนางจึงเก็บไว้เพาะปลูกเอง ตอนที่ 84: อภิปรายข้อได้เปรียบของเมืองเจียงหนานตอนจู้เจียงเจียงแบ่งเมล็ดพันธุ์หมดแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านทุกคนก็ฟังใบรายงานในมือตัวเองจบพอดีไม่ทันไรก็มีคนเอ่ยถาม “หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ทำไมมีแต่ผลไม้ พวกเราปลูกข้าวกันหน่อยเถิด ทุกคนยังกินกันไม่อิ่มท้องเลย”ผลไม้สำหรับคนสมัยนี้แล้ว นั่นถือเป็นอาหารว่าง ไม่ใช่ของที่ใช้กินในชีวิตประจำวันถ้าทำได้ พวกเขาก็อยากเลือกปลูกพืชผลหลายชนิดแต่จู้เจียงเจียงไม่คิดแบบนั้นเลยบางทีอาจเป็นเจตนารมณ์ของสวรรค์กระมัง ที่ทำให้นางข้ามมิติมาถึงสถานที่ที่ชื่อว่า ‘เมืองเจียงหนาน’ทิวทัศน์และสภาพอากาศของเมืองเจียงหนานก็เหมือนกับชื่อของมัน เป็นสถานที่ที่มีภูเขาและน้ำที่ดี เพียงแต่ใต้เท้าจูลิ่นนั่นทำให้นางผิดหวังมากจริงๆที่ดินอุดมสมบูรณ์ล้ำค่าผืนหนึ่งวางอยู่ตรงหน้าขนาดนี้เขากลับไม่เห็นค่า มัวแต่ไปศึกษาภูเขาแม่น้ำในกระดาษอยู่ได้ ช่างสิ้นเปลืองจริงๆแต่โชคยังดี นาง จู้เจียงเจียงมาแล้ว!จากการเยี่ยมเยียนและทำความเข้าใจต่อเมืองเจียงหนานในช่วงครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา นางคิดจะทำตามเจตนารมณ์ของสวรรค์ สร้างเมืองเจียงหนานให้เป็นเจียงหนานที่สวยงามและมีความสุขที่แท้จริงทุกสถานที่หากต้องการพัฒนาให้ก้าวหน้า เช่นนั้นก็จำเป็นต้องหาทิศทางที่เหมาะสม แล้วให้คนทั้งเมืองพยายามไปในทิศทางเดียวกัน ถึงจะเจริญรุ่งเรืองร่วมกันได้อย่างแท้จริงทิศทางพัฒนาหลักของเมืองเจียงหนาน จู้เจียงเจียงในฐานะตัวแทน ส่วนตัวนางเองได้ตัดสินใจไว้แล้ว นั่นก็คือพยายามพัฒนาเศรษฐกิจด้านผลไม้และการประมงให้เจริญเติบโตถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก แต่บ้านนางมีไท่ช่างหวงอยู่คนหนึ่ง ขอแค่ให้เขาเห็นผลลัพธ์ได้ เขาก็จะนำการสนับสนุนของราชสำนักมาให้เมืองเจียงหนานได้แน่นอน!หากไม่ไหวจริงๆ นางก็รอโจวเหลียง คงมีฝั่งหนึ่งที่พนันถูกข้างกระมัง?“หัวหน้าหมู่บ้านหวัง ท่านพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนัก”จู้เจียงเจียงยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ยิ้มแล้วพูดอย่างอดทนว่า “แน่นอนว่าข้าวนั้นสำคัญ แต่หากทั้งราชวงศ์ต้าหลี่ปลูกแต่ข้าว งั้นข้าขอถามหน่อย ข้าวของเมืองเจียงหนาน ข้อได้เปรียบคืออะไร?”“ข้อได้เปรียบ?”คำถามนี้ทุกคนตอบไม่ได้ พวกเขาไม่เคยคิดถึงคำถามเรื่องนี้มาก่อนแม้แต่อู่จิ้นผิงก็ยังเตือนสตินาง “แม่นางจู้ หัวหน้าหมู่บ้านทุกคนที่นี่ให้ความสำคัญที่สุดก็คือสามารถกินอิ่มท้อง ขอแค่กินอิ่มท้อง ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าข้าวจะมีข้อได้เปรียบอย่างไร?”คำเตือนสติของอู่จิ้นผิงไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ เมื่อครู่จู้เจียงเจียงคิดแค่สภาพแวดล้อมโดยรวม เกือบลืมไปว่าต้องทำให้ชาวบ้านพึงพอใจขั้นพื้นฐานก่อนถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ยังไม่ยอมแพ้“ผู้อาวุโสอู่พูดถูก แต่หากมองเมืองเจียงหนานเป็นราชวงศ์ต้าหลี่ขนาดย่อส่วน งั้นเมืองเจียงหนานก็จำเป็นต้องมีข้อได้เปรียบของตัวมันเองไม่ใช่หรือ?”การเปรียบเทียบนี้ของจู้เจียงเจียง ตัวนางนั้นไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจ ผู้ฟังกลับคิดไปไกลหลังจากที่นางพูดแบบนี้ออกไป ในใจของหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ในที่แห่งนี้ทั้งหมด ก็ค่อยๆเกิดความคิดใจกล้าหนึ่ง บางทีไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะทำได้จริงๆ“หากว่าทุกๆหมู่บ้าน มองตัวเองเป็นขนาดย่อส่วนของราชวงศ์ต้าหลี่ งั้นราชวงศ์ต้าหลี่ของเรายังต้องกังวลเรื่องไม่เจริญรุ่งเรืองอีกหรือ?”ราชวงศ์ต้าหลี่ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นหรือ?วิธีคิดแบบนี้ช่างใจกล้าจริงๆ!เป็นเมื่อก่อน หากคำพูดนี้ออกมาจากปากของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง อู่จิ้นผิงคงคิดว่าเขาอยากก่อกบฏเป็นแน่แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อคำพูดนี้ออกจากปากจู้เจียงเจียง เขากลับเริ่มคาดหวังแปลกๆ คาดหวังว่าเรื่องที่นางพูดจะกลายเป็นจริง“งั้นจากที่แม่นางจู้เห็น เมืองเจียงหนานมีข้อได้เปรียบอะไร?” อู่จิ้นผิงถามอย่างสนใจการพูดคุยกับนางเรื่องการพัฒนาของราชวงศ์ต้าหลี่ ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนที่อายุต่างกัน“เมืองเจียงหนานอากาศอบอุ่น ภูเขาล้อมรอบด้วยต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้บานสะพรั่ง น่าจะเป็นสถานที่ที่มีปลาและกุ้งสดใหม่ ผลไม้หวานชื่น และทิวทัศน์ที่สวยงาม ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่ แต่ในวันข้างหน้าย่อมเป็นได้อย่างแน่นอน!”“นี่ทำได้จริงหรือ?” พวกหัวหน้าหมู่บ้านต่างแสดงความสงสัยต่อเรื่องนี้พวกเขาเคยชินกับชีวิตที่ยากลำบากมานานเกินไป ไม่เคยเห็นความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน จู้เจียงเจียงพูดมากก็ไม่ช่วยอะไร ทำได้แค่ใช้ความสามารถมาพิสูจน์“อันที่จริงที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นคน คนเมืองเจียงหนานเฉิดฉาย มีความฉลาด ขอแค่ทุกท่านยอมช่วยข้างานนี้ ข้าเชื่อว่าพวกมันจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวัง!”จู้เจียงเจียงยกเมล็ดพันธุ์ในมือขึ้น ใช้พวกมันเป็นกำลังใจให้ทุกคน“หัวหน้าหมู่บ้านน้อยกล่าวหนักไปแล้ว ท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของพวกเรา ท่านบอกให้พวกเราปลูกอะไร พวกเราก็จะปลูกสิ่งนั้น ไม่โต้แย้งเด็ดขาด!”เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ที่จริงแล้วก็เป็นจู้เจียงเจียงที่ฝากพวกเขาปลูก นางแค่ยืมที่ดินที่พวกเขาครอบครองอยู่เท่านั้นถ้าปลูกแล้วได้ผล ทุกคนก็ย่อมดีใจไปด้วยกัน แต่ถ้าปลูกแล้วไม่ได้ผล พวกเขาก็แค่เสียแรงไปเท่านั้น ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายชาวไร่ชาวนาอย่างอื่นไม่มี มีก็แค่พละกำลัง!เอาเถอะ!นางพูดออกมาตั้งมากมาย ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็แค่เห็นว่านางเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ได้ใส่ใจกับคำที่นางพูดเลยนอกจากอู่จิ้นผิง“ดี งั้นต่อไปพวกเรามาพูดเรื่องข้อควรระวังในการเพาะปลูกของแต่ละหมู่บ้านกัน” จู้เจียงเจียงพูดยิ้มๆอย่างจนใจหัวหน้าหมู่บ้านทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ล้วนมีประสบการณ์ทางการเกษตรมานานหลายสิบปี พูดถึงเรื่องดิน แหล่งน้ำ หรือแม้แต่การดูแลรักษาความอบอุ่นในฤดูหนาว ขอแค่นางพูดให้เข้าใจง่ายหน่อย พวกเขาก็ฟังเข้าใจทั้งหมดคุยเรื่องการเกษตรกับพวกเขา ผ่อนคลายกว่าตอนคุยกับอู่จิ้นผิงมากๆดังนั้นตอนที่จู้เจียงเจียงพูดจ้อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหัวหน้าหมู่บ้านทุกคนอย่างออกรสออกชาติ อู่จิ้นผิงก็ทำได้แค่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ พูดแทรกสักคำก็ไม่ได้เลยอย่าว่าแต่พูดแทรกเลย แม้แต่จดบันทึกเขายังทำไม่ทัน ตกหล่นส่วนสำคัญอยู่บ่อยๆผ่านประสบการณ์ครั้งนี้ อู่จิ้นผิงก็ได้เข้าใจและซาบซึ้งเป็นอย่างดีว่า อะไรที่เรียกว่าต่างอาชีพกัน ความรู้ความเข้าใจก็แตกต่างกันดำรงตำแหน่งมาหลายปี เขาถูกพวกคนในราชสำนักยกยอปอปั้นจนหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่มีเรื่องที่ไม่รู้ ไม่มีเรื่องไหนที่ทำไม่ได้พอมาถึงที่นี่เขาถึงได้รู้อะไรที่เรียกว่า ‘อยู่จนแก่ เรียนจนแก่!’“วันนี้ก็พอแค่นี้แล้วกัน เชิญทุกท่านกลับบ้านกันก่อนเถิด ทำตามวิธีที่ข้าบอก ลองเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ข้าให้พวกท่านไป ปลูกออกมาก่อน รอข้าทำงานในมือเสร็จแล้วก็จะหาเวลาไปเยี่ยมเยียนทุกท่าน”จู้เจียงเจียงพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านทุกคนถึงบ่าย น้ำชาดื่มหมดกาแล้วกาเล่า ยังไม่ได้กินข้าว นางหิวทุกคนก็หิวแล้วเช่นกันในฐานะเจ้าของบ้าน จู้เจียงเจียงจึงเตรียมเล่าปิ่งให้พวกเขาไว้ก่อนแล้ว แต่เวลาในการพูดคุยนานเกินไป เล่าปิ่งสองชิ้นแทบไม่อยู่ท้อง“ตกลง หัวหน้าหมู่บ้านน้อยเจ้ายังมีแขก พวกเราไม่รบกวนแล้ว ขอตัวกลับก่อน”พวกหลิวท่งอยู่ทั้งกระบวนการ เข้าๆออกๆ รอจู้เจียงเจียงอยู่ตลอด ทุกคนเห็นอยู่ในสายตาเหล่าหัวหน้าหมู่บ้านกอดใบรายงานที่จู้เจียงเจียงให้พวกเขามาอย่างระมัดระวัง ดื่มชาคำสุดท้ายในถ้วยหมดก็ลุกขึ้นจากไปเห็นพวกเขานำใบรายงานกลับไป อู่จิ้นผิงร้อนใจแล้ว “แม่นางจู้ สิ่งสำคัญแบบนั้น เจ้าให้พวกเขาเอากลับไปได้อย่างไร!”พวกเขาอ่านไม่เข้าใจ นี่มันทำลายของล้ำค่าชัดๆไม่ใช่หรือ!“ผู้อาวุโสอู่ ท่านอยากดูสิ่งเหล่านั้นหรือ? ชั้นบนบ้านข้ายังมีสำเนาอีกหนึ่งฉบับ ท่านอยากดูก็มาดูได้ตลอดเวลา”จู้เจียงเจียงคัดลอกอีกหนึ่งฉบับไว้นานแล้ว ใช้ด้ายป่านผูกเป็นหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ในห้องหนังสือของนางหากเขาอยากดูก็มาดูได้ตลอดเวลา ถึงอย่างไรส่วนที่ลับที่สุดยอดนางก็เขียนเอาไว้ง่ายๆ ไม่กลัวถูกคนนำไปศึกษาค้นคว้า“ทำไมเจ้าไม่บอกตั้งแต่แรก!”อู่จิ้นผิงเหมือนเด็กดื้อคนหนึ่งที่เอาแต่โกรธนาง หากนางบอกเร็วกว่านี้ เมื่อครู่เขาก็ไม่ต้องเสียเวลาเปลืองแรงมานั่งจดบันทึกอย่างตั้งใจขนาดนั้น ตอนที่ 85: ถ่ายทอดสดทำกับข้าวต่อหน้าเถ้าแก่ทุกคนจู้เจียงเจียงส่งหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายกลับไปแล้ว เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ก็เห็นเถ้าแก่ทุกคนรอคอยอยู่อย่างอ่อนล้า จึงยิ้มแหยๆ แล้วถามเก้อเขิน “เถ้าแก่ทุกท่านอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน แล้วค่อยมาคุยกันต่อดีหรือไม่?”ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีคนที่นั่งรถม้ามา หากเวลาดึกมากแล้ว ถึงตอนนั้นคงต้องขอให้พวกเขานั่งรถกลับไปด้วยกันก็ได้“รบกวนแม่นางจู้แล้ว”หลายคนในบ้านต่างรอคอยจะกินข้าวกันอย่างใจจดใจจ่อตอนเที่ยงพวกเขากินแค่เล่าปิ่งแล้วก็ทนหิวมาจนถึงตอนนี้ บวกกับน้ำชาที่ส่งเสริมการย่อย พวกเขาหิวจนท้องร้องโครกครากมานานแล้วจู้เจียงเจียงตระหนักดีถึงความละเลยเถ้าแก่ทั้งหลาย แม้แต่น้ำชาอึกหนึ่งยังไม่ทันได้ดื่ม นางก็หมุนตัวเข้าห้องครัวไปโชคดีที่นางมีช่องว่างมิติ ช่วงเวลาสำคัญสามารถให้พลังงานกับนางได้ ไม่เช่นนั้นนางก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน“เสี่ยวอวี๋ไปแปลงผัก ดูว่ามีผักอะไรเก็บได้ก็เก็บกลับมา”“น้องรองช่วยไปจับไก่ที่เล้ามาฆ่าสักสองตัว”“น้องห้าช่วยข้าล้างข้าว ต้มข้าว ถือโอกาสทำในส่วนของพวกเจ้าด้วยเลย...”เสียงของจู้เจียงเจียงดังอยู่ในห้องครัวอย่างต่อเนื่อง ไม่นานห้องครัวก็มีควันไฟลอยออกมาในตอนที่พวกเด็กๆกำลังยุ่งอยู่กับงานเล็กๆน้อยๆ จู้เจียงเจียงก็เอาบันไดมา แล้วเอาเนื้อกระต่ายตากแห้งที่แขวนบนคานในห้องครัวลงมานี่คือเนื้อกระต่ายที่โจวเหลียงช่วยนางทำก่อนไปสอบที่เมืองหลวง พวกเขาไม่กล้ากินเลยสักนิด วันนี้นางถือว่าเลือดไหลซิบๆเลยทีเดียวจู้เจียงเจียงนำเนื้อกระต่ายตากแห้งที่เอาลงมาทั้งตัวโยนลงในหม้อ เติมน้ำเย็นให้ท่วมแล้วต้มจนเดือด เพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากเนื้อกระต่าย และทำให้เนื้อกระต่ายนิ่มลงของตากแห้งไม่ว่าอะไร ขอแค่ลงหม้อ กลิ่นหอมเค็มเข้มข้นก็จะฟุ้งกระจายไปทั่วครัวทันทีกลิ่นหอมนี้ลอยไปดึงดูดเถ้าแก่ทั้งหลายที่นั่งอยู่ในบ้านในฐานะที่พวกเขาเป็นเถ้าแก่ในภัตตาคาร ต่างมีข้อเรียกร้องต่ออาหารการกินและมีความคิดเห็นของตัวเองโดยเฉพาะ และกลิ่นอาหารที่ลอยออกมาจากในห้องครัวตระกูลเผยนี้ ก็ได้รับคำชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันจากเถ้าแก่ทั้งหลายหลายคนนั่งไม่อยู่แล้ว ทยอยลุกขึ้นเดินไปทางห้องครัวเพื่อดูจู้เจียงเจียงทำอาหารจู้เจียงเจียงรู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อได้รับความสนใจเช่นนี้ ยังดีที่นางสร้างห้องครัวใหญ่พอที่จะให้ทุกคนเข้ามาได้พวกเขาเห็นแค่จู้เจียงเจียงตักข้าวกึ่งสุกออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วนำเนื้อตากแห้งที่สับเป็นชิ้นเล็กๆโรยลงไปบนข้าว เมื่อโรยเนื้อกระต่ายเสร็จแล้วก็นำข้าวที่ตักออกมาเทกลับไป แล้วเกลี่ยให้เรียบ“แม่นางจู้ วิธีการทำนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน นี่คือวิธีอะไร?” เถ้าแก่คนหนึ่งถามเขาถามคำถามที่เถ้าแก่ที่อยู่ที่นี่ทุกคนอยากจะถาม“ถือว่าเป็นข้าวอบหม้อดินแบบหนึ่งกระมัง หรือท่านทั้งหลายไม่เคยกิน?” จู้เจียงเจียงเตรียมผักลงหม้อ ผัดไปพลางพูดโต้ตอบไปพลางเนื้อกระต่ายที่ตากแห้งมานั้นเนื้อจะแข็ง ต้องวางอยู่ใต้ข้าวถึงจะทำให้นิ่มละลายในปาก วิธีกินแบบนี้พวกเขาไม่เคยลองหรืออย่างไร?จู้เจียงเจียงยุ่งจนไม่มีเวลาตอบคำถาม นางเทน้ำมันลงในหม้อ ใส่ขิงกระเทียมลงไปผัดให้หอมแล้วนำเนื้อกระต่ายอีกครึ่งที่เหลือลงไปเนื้อกระต่ายตากแห้งสีเหลืองทองเมื่อโดนความร้อนก็เปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงน่ากิน ไม่จำเป็นต้องเติมสีเพิ่มทำแค่ผัดไม่กี่ครั้งลวกๆ จู้เจียงเจียงก็วางตะหลิว หมุนตัวไปอุ้มไหเหล้ามา แล้วเทลงไปในหม้ออย่างช้าๆปริมาณนี้ใช้ในการทำอาหารที่ไหนกัน นี่มันคือการอาบน้ำให้เนื้อกระต่ายชัดๆ เหมือนกับน้ำแกงผู้หญิงคนนี้กล้าให้จริงๆ!หลังจากผัดไปมาอีกไม่กี่ครั้ง จู้เจียงเจียงก็ตักเนื้อกระต่ายในหม้อนี้ย้ายไปในเครื่องดินเผาใบหนึ่ง แล้วตั้งไฟตุ๋นเบาๆน้องรองที่อยู่ข้างนอกฆ่าไก่เสร็จแล้ว ไก่สองตัว ตัวหนึ่งเอาไปตุ๋นน้ำแกง อีกตัวเอาไปอบเกลือโชคดีครั้งก่อนทำผงเกลือแล้วเหลืออยู่เล็กน้อย พอจะทำไก่ได้ตัวหนึ่งพอดี“แม่นางจู้ทาอะไรบนตัวไก่ ทำไมสีถึงเปลี่ยนเป็นแบบนี้?”พวกเขาเห็นนางทาอะไรบางอย่างที่ไม่รู้จักลงไปบนตัวไก่ หากไม่ใช่ว่าอีกเดี๋ยวนางก็จะกินด้วย พวกเขาคงคิดว่านางกำลังวางยาพิษกันอยู่“ถือว่าเป็นเครื่องเทศอย่างหนึ่งกระมัง ด้านในมีขิงสด ฮวาเจียว ใบกระวานและอีกหลายชนิด”จู้เจียงเจียงรู้สึกเหนื่อยมาก ทำกับข้าวยังต้องมาอธิบายไลฟ์สดหน้างานอีก นางไม่ได้กำลังออกรายการเรียลลิตี้โชว์อยู่ซะหน่อย!ช่างเถอะแค่ครั้งนี้เท่านั้น นางจะอดทนอีกนิดจู้เจียงเจียงมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ความเป็นจริงก็มาตอกย้ำให้นางรู้ว่า หลังจากกินข้าวเสร็จ นางจะถูกเถ้าแก่ทั้งหลายแย่งชิงขอสูตรอาหารของนางอย่างแน่นอนบรรยากาศแบบนั้น ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย“เสร็จแล้ว เถ้าแก่ทุกท่านเชิญไปที่ห้องโถง ใกล้จะกินข้าวได้แล้ว”จู้เจียงเจียงผัดผักกาดเขียวจานสุดท้าย ให้เผยเสี่ยวอวี๋ยกไปห้องโถง นางยังต้องตักเนื้อกระต่ายในหม้อดินออกมาก่อนค่อยออกไปเถ้าแก่ทั้งหลายหิวอยู่ค่อนวัน ทั้งยังได้ดูกระบวนการทำกับข้าวทั้งหมดของนาง จึงอยากลองชิมกันแทบทนไม่ไหวนานแล้ว มองกับข้าวสีกลิ่นรสครบครันบนโต๊ะ พวกเขาแอบรู้สึกว่า รางวัลที่ได้วันนี้บางทีอาจไม่เพียงแค่การแสดงงิ้วของเหลียงชานปั๋วและจู้อิงไถ แต่ยังมีกับข้าวโต๊ะนี้อีกด้วย!เถ้าแก่เจ็ดแปดท่าน รวมถึงจู้เจียงเจียง อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงสามคนก็ทำให้โต๊ะเต็มพอดีเผยเสี่ยวอวี๋จึงต้องไปนั่งโต๊ะเดียวกับพวกน้องเก้า ถึงอย่างไรนางนั่งกินกับพวกเขาย่อมรู้สึกสบายตัวกว่าหน่อยอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงมาขอกินข้าวบ้านนางจนชินแล้ว หวังไท่เฟยไม่เต็มใจพักอยู่ในชนบทจึงไม่ได้ตามมา พักอยู่ในโรงเตี๊ยมในเมืองมาโดยตลอดเผยจี้และถูจิ่งตอนนี้กำลังซ่อมเขื่อนอยู่ที่เมืองเจียงเป่ย ไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงดังนั้นปัญหาเรื่องอาหารการกินของพวกเขาทั้งสองคน จึงต้องมาแก้ไขที่บ้านตระกูลเผยเช่นนี้ถึงแม้จะกินฝีมือของจู้เจียงเจียงมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่รสชาติของกับข้าวในวันนี้ก็ทำให้พวกเขาประหลาดใจอีกครั้ง“แม่นางจู้ ในข้าวนี้ทำไมถึงมีกลิ่นเค็มของเนื้อตากแห้ง?”ข้าวเปล่าหนึ่งถ้วย นางคงไม่ได้ทำอะไรแปลกใหม่ขึ้นมาอีกกระมัง?“ในข้าวมีเนื้อตากแห้ง ผู้อาวุโสท่านลองแหวกดู” จู้เจียงเจียงทำหน้านิ่งหายากมากที่เถ้าแก่ทั้งหลายจะไม่ถามคำถามแบบนี้“แม่นางจู้ อาหารนี้ใช้เหล้าทำเนื้อกระต่ายอร่อยสุดๆ ข้าไม่เคยกินเนื้อที่มีทั้งกลิ่นหอมกรุ่นของเหล้าและเนื้อ แถมยังส่งเสริมกันและกันแบบนี้มาก่อนเลย!”เถ้าแก่ทั้งหลายไม่ถามปัญหาเกี่ยวกับข้าว แต่กลับสนใจเนื้อกระต่ายตุ๋นเหล้ากันยกใหญ่“...งั้นพวกท่านคงไม่เคยกินข้าวหมากหวานใช่หรือไม่?” เดิมจู้เจียงเจียงตั้งใจจะเหน็บแนม แต่ใครจะรู้ กลับถูกพวกเขาจับประเด็นอื่นไม่ปล่อย“อะไรคือข้าวหมากหวาน เป็นเหล้าใช่หรือไม่? กินได้หรือดื่มได้?”เถ้าแก่ทั้งหลายกวาดข้าวเข้าปากไปพลาง จี้ถามนางอย่างสงสัยไปพลางจู้เจียงเจียงตกใจกับความกระตือรือร้นของพวกเขาอย่างมาก พวกเขาเปิดโรงเตี๊ยมเปิดภัตตาคาร ขายเหล้ามากกว่าร้อยจินทุกวัน อย่าบอกนะว่าพวกเขาไม่รู้จักว่าอะไรคือเหล้าหมัก?!เพื่อยืนยันเรื่องนี้ จู้เจียงเจียงวางถ้วยตะเกียบในมือลง แล้วเดินไปห้องครัวอีกครั้งตอนกลับมา ในอ้อมกอดของนางมีเครื่องลายครามใบใหญ่ด้านในมีข้าวหมากทับทิมที่นางหมักไว้เมื่อสองวันก่อนทับทิมเหล่านี้ได้มาจากตอนที่นางขึ้นไปบนเขาเพื่อวางแผนฟื้นฟูดินทำไร่กับพวกชาวบ้าน ต้นทับทิมบนภูเขาพวกนั้นนางไม่เก็บไว้ ตัดทิ้งทั้งหมด และเก็บผลทับทิมมาเพียงเล็กน้อย เหตุผลที่นางไม่เก็บต้นทับทิมเหล่านั้นไว้ เป็นเพราะนางมีเมล็ดทับทิมที่เก็บไว้ในช่องว่างมิติจากชาติก่อน ใช้เมล็ดพันธุ์ในช่องว่างมิตินางปลูกออกมาจะผลที่ใหญ่กว่าและหวานกว่า!ทับทิมที่เก็บกลับมาเหล่านั้นมีขนาดเล็กและเนื้อน้อย จู้เจียงเจียงจึงคัดเอาเฉพาะเมล็ดออก นำไปหุงกับข้าวแล้วทำเป็นกากเหล้าทับทิมเหล้าหมักที่ได้จากข้าวหมากทับทิมจะมีสีแดงกุหลาบ น้ำที่ซึมออกมาใสสะอาดและน่ามอง ฤดูไม้ใบร่วงได้ดื่มสักถ้วย กลางคืนจะยิ่งนอนหลับฝันหวาน! ตอนที่ 86: บรรจุเรื่องสร้างสถานศึกษาในกำหนดการคุยงาน“แม่นางจู้ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว หนึ่งร้อยตำลึง!”หลิวท่งหน้าใหญ่ใจโตยื่นนิ้วอวบๆออกมา “หนึ่งร้อยตำลึง ขายเหล้าหมักและกับข้าวทั้งหมดบนโต๊ะนี้ให้ข้า!”“นี่...”จู้เจียงเจียงยังไม่ทันแสดงท่าทีก็ถูกเถ้าแก่คนอื่นพูดแทรก“เถ้าแก่หลิว ท่านทำแบบนี้มันจะเกินไปหน่อยแล้วนะ เหล้าหมักนี่ข้าก็อยากได้!”“เถ้าแก่ทั้งสองอย่าเพิ่งใจร้อน พวกเราหารือกันดีๆอย่าเพิ่งโมโห” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่มีท่าทางอ่อนโยนออกมาพูดแต่หลิวท่งกลับไม่ยอมคุยกันดีๆ “เถ้าแก่เฉิน ท่านเปิดโรงเตี๊ยมของท่านไปก็พอแล้ว จะแย่งเหล้าหมักกับข้าทำไม เหล้าหมักนี้เหมาะกับหอร้อยบุปผาของข้าที่สุด”“ใครบอกว่าโรงเตี๊ยมจะขายเหล้าไม่ได้ วันนี้ข้าจะขอแย่งชิงให้รู้ดำรู้แดงกับพี่หลิวที่นี่” เฉินซิ่งชางคนนั้นก็ไม่ยอมแพ้ทั้งสองคนนี้ทะเลาะกันอยู่ที่เมืองเจียงเป่ยมาเกือบสิบปี เป็นเพราะเรื่องธุรกิจจึงทั้งรักทั้งชังกันบ่อยๆ ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นกันสักที“ข้าให้หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง!” เฉินซิ่งชางเพิ่มราคาขึ้นยี่สิบตำลึงตั้งแต่หลิวท่งเสนอราคาร้อยตำลึงนั้นออกมา เถ้าแก่คนอื่นๆก็กลายเป็นตัวประกอบไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังประกาศราคาที่สูงกว่านี้อีก“หนึ่งร้อยสามสิบตำลึง!”“หนึ่งร้อยสี่สิบตำลึง!”“...”ทั้งสองคนยังคงเพิ่มเงินกันอย่างดุเดือด ดูท่าแล้วคงไม่มีใครยอมใคร“ไปๆ ไปกันเถอะ พวกเราไปตักเพิ่มกันอีกถ้วย” เถ้าแก่คนอื่นๆ เห็นแบบนี้จึงถอยออกไป กินข้าวกับเหล้าหมักนี้ให้เต็มอิ่มก่อนค่อยว่ากันจู้เจียงเจียงมองท่าทางของทั้งสองคนแล้ว ก็คิดว่าในเวลาสั้นๆ คงยากจะแบ่งแพ้ชนะ นางก็ขี้เกียจไปยุ่ง จึงหมุนตัวไปคุยกับเถ้าแก่คนอื่นๆไปพลาง กินไปพลางไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ทั้งสองคนที่ตะโกนเถียงกันจนเหนื่อย ดูเหมือนว่าจะยังตกลงกันไม่ได้หันกลับมามองอีกครั้ง กับข้าวบนโต๊ะก็เห็นก้นถ้วยแล้ว“พี่น้องทุกท่าน นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นเหล้าหมักที่ข้าใช้เงินซื้อนะ!” หลิวท่งกอดเครื่องลายครามที่ว่างเปล่า คร่ำครวญไม่หยุดเขาเพิ่งกินไปครึ่งถ้วยเอง!“เถ้าแก่หลิว พวกท่านหารือกันเสร็จหรือยัง? ทางพวกเราที่นี่คุยกันเสร็จแล้ว” จู้เจียงเจียงโบกพัดกระดาษในมือเห็นทีว่าการพูดคุยธุรกิจบนโต๊ะอาหารจะรวดเร็วจริงๆเวลากินข้าวหนึ่งมื้อสั้นๆ นางก็ตกลงการร่วมงานแทนพวกน้องห้ากับเถ้าแก่ทั้งหลายเสร็จ และคุยกันถึงลำดับการออกแสดงเรียบร้อยแล้ว“เร็วขนาดนี้เลยหรือ?!”หลิวท่งแย่งกระดาษใบนั้นมา กวาดตามองหนึ่งรอบ เอ่ยถาม “ทำไมหอร้อยบุปผาของข้าจัดลำดับอยู่หลังสุด?”“เหอะ! ท่านมีเหล้าหมักและอาหารโต๊ะนี้แล้วไม่ใช่หรือ? ก็สมควรจัดลำดับท่านอยู่หลังสุด” เฉินซิ่งชางแขวะแล้วนั่งลง เขาแพ้ให้หอร้อยบุปผาอีกแล้วฟังจากน้ำเสียงของทั้งสองคนแล้ว ดูเหมือนว่าจะได้ข้อสรุปแล้ว“ดังนั้นเถ้าแก่หลิวให้ราคาเท่าไร?” จู้เจียงเจียงยิ้มถาม“หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง รบกวนแม่นางจู้แล้ว” หลิวท่งบอกราคาสุดท้ายที่ได้ แต่การที่เขาต้องเสียเงินเพิ่มอีกเจ็ดสิบตำลึง เขาดีใจไม่ออกจริงๆ“ควรเป็นข้าที่ต้องขอบคุณเถ้าแก่หลิว ขอให้เราร่วมงานกันอย่างมีความสุข” จู้เจียงเจียงยื่นมือไปทางหลิวท่งยังไม่รอให้เขาตอบสนอง นางก็ดึงกลับมา นางเกือบลืมไปแล้วว่าที่นี่ไม่อนุญาตให้จับมือเป็นมารยาทโชคดีที่อาหารอร่อย การแสดงดีไม่มีอะไรแทนที่ได้ ทำให้การเจรจาความร่วมมือในวันนี้ราบรื่นเป็นอย่างยิ่งคุยเรื่องรายละเอียดกับเถ้าแก่ทั้งหลาย ยืนยันเสร็จ ประทับลายนิ้วมือ เรื่องนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น“ช่างดีจริงๆ พวกเราสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเองแล้ว หากพี่ใหญ่รู้จะต้องดีใจมากแน่ๆ!”พวกเด็กๆถือหนังสือสัญญาที่เพิ่งประทับตราเมื่อครู่ไว้แน่น ดีใจกันสุด ๆ ถึงแม้พี่ใหญ่ของพวกเขา โจวเหลียงจะสอบไม่ติด แต่ในมือพวกเขามีเงินส่งเขาไปสอบอีกครั้งได้จู้เจียงเจียงก็ดีใจมากเช่นกัน แต่รู้สึกดีใจแทนตัวนางเองเพราะต้องการพัฒนาการเกษตรอย่างครอบคลุม เงินเก็บเหล่านั้นที่นางขายชาและขายตั๋วแสดงงิ้วสามรอบก่อนหน้านี้จึงไม่พอจะให้นางหมุนเวียนตอนนี้จู่ๆ ในมือก็มีเงินเพิ่มมาหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง นางไม่เพียงใช้มาหมุนเวียนได้ ยังเหลือเงินเก็บอีกจำนวนมากเงินที่เหลือเก็บนั้น นางคิดจะสร้างสถานศึกษาในชนบทเล็กๆขึ้นมาแห่งหนึ่งในใจนางคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว เพียงแต่ในมือนางไม่มีเงิน ดังนั้นจึงผลักเรื่องนี้ออกไปเรื่อยๆวันนี้ตอนกลางวัน น้องเก้าที่อายุเท่ากับเผยเสี่ยวอวี๋ก็สามารถอ่านรายงานให้หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายฟังได้แล้ว มีแต่เผยเสี่ยวอวี๋ที่ยืนตาละห้อยมองดูอยู่ข้างๆ น้อยใจจนใกล้จะร้องไห้ออกมาสิ่งเหล่านี้จู้เจียงเจียงเห็นอยู่ในสายตาคนที่อยากอ่านออกเขียนได้มีแค่เผยเสี่ยวอวี๋คนเดียวเสียที่ไหน? เด็กๆที่อายุถึงวัยในแต่ละหมู่บ้านก็คงอยากเรียนรู้เหมือนกัน พวกเขาไม่ควรพลาดโอกาสนี้“เสี่ยวอวี๋ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พี่สะใภ้จะให้เจ้าได้เข้าสถานศึกษาอ่านเขียนเรียนหนังสือดีไหม?” จู้เจียงเจียงพูดเสียงนุ่มนวล นั่งลงตรงหน้าเผยเสี่ยวอวี๋ ฉากตอนนี้เหมือนกับเมื่อตอนกลางวัน พวกน้องเก้าล้อมดูตัวอักษรบนกระดาษและพูดคุยกันมีแต่เผยเสี่ยวอวี๋ที่ได้แต่ก้มหน้า กัดตะเกียบ เบ้าตาแดงๆ“จริงหรือเจ้าคะ?” ได้ยินคำนี้ของจู้เจียงเจียง เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนฟื้นคืนชีพอีกครั้งในทันที มองหน้าจู้เจียงเจียงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “ข้าก็เข้าสถานศึกษาได้หรือเจ้าคะ?”โธ่...เห็นท่าทางเผยเสี่ยวอวี๋ที่ตื่นเต้นขนาดนี้เพียงแค่ได้ยินว่าเข้าสถานศึกษาได้นั้น จู้เจียงเจียงก็พลันรู้สึกปวดใจนางกอดเผยเสี่ยวอวี๋อย่างเบามือ พูดอย่างแน่วแน่ “ได้ เสี่ยวอวี๋ของเราฉลาด ต่อไปต้องเป็นสตรีเก่งกาจคนหนึ่งแน่นอน”อ้อมกอดนี้ ทำให้เผยเสี่ยวอวี๋รับรู้ถึงความตั้งใจของจู้เจียงเจียง ราวกับว่าพี่สะใภ้สร้างสถานศึกษาเพื่อนางอย่างไรอย่างนั้น“ขอบคุณพี่สะใภ้”นางมีอะไรต้องขอบคุณ! ภายในใจจู้เจียงเจียงรู้สึกละอายใจต่อเผยเสี่ยวอวี๋ยิ่งนักนางเอาแต่ยุ่งเรื่องในทุ่งนา ทิ้งเผยเสี่ยวอวี๋เอาไว้คนเดียวเป็นประจำ ทำให้นางกลายเป็นเด็กเฝ้าบ้านไม่ว่า ไหนจะไม่มีผู้ใหญ่อยู่ใกล้บ่อยๆ ใกล้จะกลายเป็นเด็กกำพร้าไปแล้วแต่รอเรื่องในนามั่นคงแล้ว นางจะชดเชยให้อย่างแน่นอน! ช่วงทองเดือนสิบของฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปกว่าครึ่งแล้วอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว จู้เจียงเจียงสวมเสื้อคลุมให้เผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังจะไปเก็บชาบนภูเขา“พี่สะใภ้ วันนี้พี่ก็จะกลับดึกหรือ?” เผยเสี่ยวอวี๋ถาม“น่าจะนะ”จู้เจียงเจียงติดกระดุมให้นางเสร็จ ยื่นมือจัดเสื้อผ้า “พวกลุงๆป้าๆในหมู่บ้านอื่นกำลังรอพี่สะใภ้อยู่ พี่สะใภ้ไม่ไปไม่ได้ กลางคืนหากเจ้ากลัวก็ไปหาชุ่ยฮวา นอนด้วยกันกับนางดีไหม?”ตั้งแต่พวกน้องห้าออกเดินทางไปแสดงงิ้วที่เมืองเจียงเป่ยเมื่อหลายวันก่อน บ้านตระกูลเผยก็เหลือแค่เผยเสี่ยวอวี๋เฝ้าบ้านอยู่เพียงลำพังเนื่องจากนางต้องไปแนะนำเรื่องเพาะปลูกแก่ชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้าน ออกเช้ากลับค่ำ มีบางครั้งหลังยามจื่อแล้วถึงกลับถึงบ้าน ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลสาวน้อยคนนี้แล้ว“ก็ได้...” ถึงแม้เผยเสี่ยวอวี๋จะไม่เต็มใจนัก ทว่าก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว“แม่นางจู้ควรออกเดินทางแล้ว”อู่จิ้นผิงที่ยืนอยู่หน้าลานบ้านรอออกไปทำงานพร้อมนาง ตอนนี้เริ่มเร่งนางอีกครั้งแล้ว“มาแล้ว”จู้เจียงเจียงเอ่ยตอบ หันกลับมาคล้องประตูใหญ่ จูงมือเผยเสี่ยวอวี๋ออกไปพร้อมกันเผยเสี่ยวอวี๋และพวกหลูชุ่ยฮวาที่รอนางอยู่ไปเก็บชาบนภูเขาด้วยกัน ส่วนจู้เจียงเจียงหันไปขึ้นรถม้าของอู่จิ้นผิงโชคดีที่อู่จิ้นผิงมีรถม้า ให้พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาบนถนนมากนัก“แม่นางจู้ วันนี้พวกเราควรไปหมู่บ้านหวังเจียใช่หรือไม่?” อู่จิ้นผิงคุยกับนางอย่างกระตือรือร้น มีชีวิตชีวาสุดๆจู้เจียงเจียงนับถือเขามากจริงๆนางนึกว่าเขาติดตามนางสองสามวันก็คงจะเบื่อไปเอง ใครจะรู้เขายืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ อีกทั้งนับวันจะยิ่งมีแนวโน้มติดใจ ยิ่งแก่ก็ยิ่งแข็งแรงจริงๆ! ตอนที่ 87: รับสมัครนักเรียนให้สถานศึกษาก่อนหมู่บ้านหวังเจียหวังโหย่วเต๋อหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหวังเจียตั้งหน้าตั้งตารอคอยจู้เจียงเจียงมาเป็นเวลานาน เขานั่งรออยู่หน้าหมู่บ้านทุกวัน จนวันนี้ในที่สุดก็เห็นรถม้าเข้ามาในหมู่บ้านสักทีรถม้ายังไม่ทันหยุดสนิท หวังโหย่วเต๋อก็รีบเปิดม่านหน้าต่างรถ “หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ในที่สุดท่านก็มา ต้นไม้นั้นแตกหน่อแล้ว ข้าจะพาท่านไปดู”หวังโหย่วเต๋อใจร้อน รีบพาจู้เจียงเจียง อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงที่นั่งมาในรถเข้าไปในหมู่บ้านโดยไม่รีรอทันทีในมืออู่จิ้นผิงถือคู่มือการเกษตรเล่มใหญ่ที่เอามาจากห้องหนังสือของจู้เจียงเจียง พลิกไปถึงหน้าหนึ่งรออีกประเดี๋ยวจะได้ดูไปพลางเรียนรู้ไปพลางส่วนฉินเฟิงนั้น มาที่นี่เพื่อปกป้องอู่จิ้นผิงเพียงอย่างเดียว เขาไม่มีความสนใจต่อการทำไร่ทำสวนแต่อย่างใดเมล็ดพันธุ์ที่แบ่งให้หมู่บ้านหวังเจียคือขนุน ถือว่าเป็นผลิตผลที่ยุคสมัยนี้ไม่เคยมี คนในหมู่บ้านปลูกครั้งแรก หลีกเลี่ยงที่จะกังวลใจไม่ได้อีกอย่างตามในใบรายงานที่จู้เจียงเจียงให้พวกเขา ตอนอากาศหนาวเย็น ยังต้องดูแลใส่ใจต้นกล้าเป็นพิเศษถึงจะเติบโตได้อากาศเริ่มหนาวแล้ว หากจู้เจียงเจียงยังไม่มาอีก พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีแล้วหวังโหย่วเต๋อพาพวกเขามาถึงที่ดินเพาะปลูกด้านหลังหมู่บ้าน แบ่งที่ดินออกเป็นแปลงนาเล็กๆหลายผืน ภายในแบ่งเพาะปลูกเมล็ดขนุนตอนที่จู้เจียงเจียงให้เมล็ดพันธุ์กับหวังโหย่วเต๋อยังเป็นรูปร่างผลไม้ ตอนนี้กลับแตกหน่ออ่อนออกมาสูงคืบหนึ่งแล้วเห็นได้จากดินใต้เท้าที่ร่วนซุย และบ่อน้ำที่มีเศษใบไม้เน่าอยู่นอกพื้นที่เพาะปลูก คนของหมู่บ้านหวังเจียเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ด้วยความใส่ใจจริงๆ“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ท่านลองดูเป็นอย่างไรบ้าง?” หวังโหย่วเต๋อถาม ทำหน้าคาดหวังอู่จิ้นผิงหยิบรูปในคู่มือและของจริงมาเปรียบเทียบดู พลางเอ่ยปาก “หัวหน้าหมู่บ้านหวังใส่ใจมาก เมล็ดพันธุ์เพาะปลูกได้ไม่เลว ต้นกล้าแข็งแรงเจริญงอกงาม”เขาติดตามจู้เจียงเจียงไปมาเกือบสิบหมู่บ้าน ตอนนี้สามารถดูเองได้แล้ว“จริงหรือ?”“ผู้อาวุโสอู่พูดถูก หัวหน้าหมู่บ้านหวังลำบากแล้ว” จู้เจียงเจียงที่ถูกแย่งงานไป ทำได้แค่คล้อยตาม“งั้นฤดูหนาวต้องทำอย่างไร? ต้องนำอะไรมาคลุมต้นกล้าไว้หรือไม่?”คำถามนี้อู่จิ้นผิงตอบไม่ได้จึงมองไปทางจู้เจียงเจียงพร้อมกับหวังโหย่วเต๋อฉินเฟิงยื่นพู่กันและกระดาษให้อย่างชำนาญ ให้อู่จิ้นผิงจดบันทึกได้สะดวก“ตอนนี้ยังไม่ต้องหาอะไรมาคลุมเป็นพิเศษ ตอนอากาศหนาวก็แค่เอาปุ๋ยและใบไม้ในบ่อน้ำมาผสมกับขี้เถ้าแล้วโรยลงไป ก็จะช่วยให้ต้นกล้าอบอุ่นได้แล้ว”จู้เจียงเจียงนั่งยองลงบนพื้น สัมผัสต้นกล้าอ่อนที่ใบสีขาวซีด แล้วอธิบายอย่างใจเย็น“ถ้าโชคไม่ดีเกิดหิมะตกหรือว่าฝนตกนานเกินไป แล้วพบว่าใบม้วนงอ ถึงตอนนั้นก็ค่อยเอาฟางแห้งมาคลุมอีกชั้นก็ได้”ข้าวในนาอีกครึ่งเดือนกว่าก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว ถึงตอนนั้นฟางข้าวก็จะมีเท่าที่ต้องการ“อ้อ...” หวังโหย่วเต๋อพยักหน้าอย่างตั้งใจ แล้วหันไปบอกชาวบ้านที่อยู่ด้านหลัง “ทุกคนฟังให้ดีนะ คนเยอะจะได้ฟังไม่ผิด”นี่คือสิ่งล้ำค่าที่จะทำให้หมู่บ้านของพวกเขาเดินไปสู่เส้นทางร่ำรวยได้ จะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้คนในหมู่บ้านหวังเจียพยักหน้ารับกันอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนต่างฟังอย่างตั้งใจหลังจากที่จู้เจียงเจียงตอบคำถามเกี่ยวกับการปลูกขนุนทั้งหมดของพวกชาวบ้านของหมู่บ้านหวังเจียอย่างใจเย็นจนหมด หวังโหย่วเต๋อก็เชิญพวกเขากลับบ้านไปพักดื่มน้ำหลังจากนั่งลง นางถึงแจ้งเรื่องที่สองที่มาวันนี้กับชาวบ้านทุกคนเห็นแค่จู้เจียงเจียงหยิบกระดาษใบหนึ่งออกมา คลี่ออก พร้อมกับพูดอย่างไม่เร่งรีบ “หัวหน้าหมู่บ้านหวัง ตามข้อมูลลงทะเบียนครั้งก่อนของทุกคนตอนแลกข้าว เด็กอายุต่ำกว่าสิบปีในหมู่บ้านพวกท่าน ทั้งชายหญิงมีทั้งหมดยี่สิบสามคน ถูกต้องไหม?”“เหมือนจะใช่”หวังโหย่วเต๋อขมวดคิ้วนับง่ายๆ ประมาณจำนวนคร่าวๆ “หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ท่านถามเรื่องนี้ไปทำไมกัน?”“คือว่าแบบนี้…” จู้เจียงเจียงเก็บกระดาษกลับไป นั่นคือคลังข้อมูลขนาดใหญ่ของนาง ครั้งนี้จะให้พวกเขาไม่ได้อีก“ฤดูหนาวปีนี้ข้าจะสร้างสถานศึกษาชนบทขึ้นแห่งหนึ่ง เปิดเรียนประมาณช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าหวังว่าเด็กยี่สิบสามคนที่อายุต่ำกว่าสิบปีจะได้ไปเรียนหนังสือ”“หา?!”จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็โยนข่าวใหญ่หนึ่งออกไปให้ฝูงชน คนในหมู่บ้านหวังเจียตกใจกันหมดเรื่องเข้าเรียนในสถานศึกษา คนเมืองยังไม่กล้าคิดเลย พวกเขายิ่งไม่กล้าคิดเข้าไปใหญ่ จู้เจียงเจียงกลับกล้าพูดเรื่องนี้ออกมาง่ายๆ?“นะ...นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!”“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ที่ดินของสถานศึกษาข้าดูไว้แล้ว รอข้าทำธุระช่วงนี้เสร็จก็เริ่มก่อสร้างได้” จู้เจียงเจียงไม่ได้ตอบสนองรุนแรงแบบพวกเขา นางกับพวกอู่จิ้นผิงดูสงบมากอันที่จริงเริ่มแรกอู่จิ้นผิงก็ไม่ได้นิ่งเฉยแบบนี้ เขาถึงขนาดคัดค้านไม่เห็นด้วยแต่ฝีปากของจู้เจียงเจียงเก่งกาจมากจริงๆ เขาเถียงสู้นางไม่ได้ ยังถูกนางโน้มน้าวอีก ดังนั้นตอนนี้จึงเห็นเป็นเรื่องปกติแล้วคำว่า ‘ปลูกต้นไม้สิบปี ปลูกคนร้อยปี’ ประโยคนี้พูดได้ดีจริงๆ!“นะ...นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!”คนในหมู่บ้านหวังเจียยังคงไม่เชื่อ สิ่งนี้สำหรับพวกเขาแล้วมันคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คิดไม่ถึง โอกาสอ่านออกเขียนได้จะมาตกอยู่บนตัวพวกเขาง่ายๆแบบนี้ชาวบ้านทุกคนต่างมองหน้ากัน จากนั้นก็พูดคุยกันอย่างดุเดือด“หากมีโอกาสได้เรียนหนังสือจริงๆ ถึงต้องทุบหม้อข้าวขายเหล็กข้าก็จะให้ลูกชายได้ไปเรียน”“ใครจะไม่ต้องการล่ะ ข้าก็หวังให้ลูกข้าทำชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้เหมือนกัน”“พวกเจ้าโชคดีจริงๆ ในบ้านมีลูกชาย ไม่เหมือนข้า มีแต่ลูกสาวจะมีประโยชน์อะไร...”พูดได้ว่าการตอบสนองของพวกชาวบ้านมีแตกต่างกันไป แต่มีเรื่องหนึ่งที่จู้เจียงเจียงจำเป็นต้องเน้นอีกครั้ง“ท่านป้า เด็กผู้หญิงก็ไปได้!”เมื่อครู่นางบอกว่าชายหญิงทั้งหมดยี่สิบสามคนไม่ใช่หรือ? หรือพวกเขาไม่ได้ยิน?คนในหมู่บ้านหวังเจียได้ยินแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของนางเท่านั้น “หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ท่านอย่าล้อเล่นเลย เด็กผู้หญิงจะไปสถานที่แบบนั้นได้อย่างไร นี่มันสร้างปัญหาชัดๆ”“ทำไมจะไม่ได้? เสี่ยวอวี๋บ้านข้าก็เป็นเด็กผู้หญิง ข้าให้นางเข้าเรียน เด็กผู้หญิงคนอื่นก็ไปได้เหมือนกัน!” จู้เจียงเจียงมองฝูงชนแล้วพูดเรื่องนี้อย่างหนักแน่นพวกชาวบ้านตกใจกับท่าทางจริงจังของนางจนพูดเสียงเบาลง และไม่มีใครต่อต้านนางอีกแต่จากการตอบสนองของพวกเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังคงยืนกรานในความคิดของตัวเองจู้เจียงเจียงทำได้แค่นำวิธีนั้นออกมาใช้อีกครั้ง “หากพวกท่านไม่ให้เด็กผู้หญิงในหมู่บ้านไป งั้นข้าจะปฏิเสธเด็กในหมู่บ้านพวกท่าน ไม่เอาทั้งผู้ชายและผู้หญิง”มีประสบการณ์จากหลายหมู่บ้านก่อนหน้านี้ อย่างที่คิด ประโยคนี้ได้ผลดีที่สุดคำนี้พูดออกไป หัวหน้าหมู่บ้านหวังก็โดดก็ออกมาไกล่เกลี่ยทันที โดยแสดงออกว่าจะให้เด็กทุกคนไป!“เช่นนั้นต้องเสียเงินค่าเล่าเรียนเท่าไรหรือ?” ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา เหมือนกลัวจะได้ยินตัวเลขมหาศาลหลังจากนี้“ไม่คิดเงิน พวกท่านแค่เตรียมข้าวให้พวกเด็กๆก็พอแล้ว”ประโยคเดียวของจู้เจียงเจียงกระตุ้นให้เกิดคลื่นลมหลายพันระลอกได้จริงๆ เมื่อทุกคนในหมู่บ้านหวังเจียได้ยิน ก็เริ่มพูดคุยกันอย่างดุเดือดอีกครั้ง“หา? ไม่คิดเงิน? นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!”“จริงหรือ? ดีจังเลย!”การตัดสินใจให้เรียนโดยไม่คิดเงินของจู้เจียงเจียงนี้ ผ่านการใคร่ครวญครุ่นคิดมาอย่างหนักเด็กๆที่นางรับมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กในหมู่บ้านที่ปลูกผักผลไม้ให้นาง รอผักผลไม้สุก ถึงฤดูเก็บเกี่ยว นางก็คือคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ดังนั้นการเอาเงินเล็กน้อยมาสร้างสถานศึกษาจึงไม่เป็นปัญหาเลยสักนิดอีกอย่างพวกเด็กๆก็ต้องนำข้าวมาที่สถานศึกษาเอง คนในโรงอาหารรับผิดชอบแค่ต้มให้สุกและเตรียมกับข้าวให้เท่านั้นส่วนพู่กัน กระดาษ หมึกและจานฝนหมึก ครั้งก่อนที่ที่ว่าการรับบริจาคพู่กันหมึกสองคันรถจากตระกูลหมิง นางได้ขอกับจูลิ่นมาแล้ว แน่นอนว่าใช้เกียรติยศของอู่จิ้นผิงแบบนี้แล้ว ส่วนที่ต้องใช้เงินส่วนใหญ่ก็ไปกองอยู่ในการสร้างอาคารเรียนของสถานศึกษาและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาคารเป็นของนาง นางออกเงินก็สมควรแล้วส่วนอาจารย์ในสถานศึกษา...หมิงเหยาคือหนึ่งคนในนั้น เพื่อตอบแทนจู้เจียงเจียง และก็เพื่อความฝันของนางเองที่อยากให้ผู้หญิงเข้าเรียนในสถานศึกษาได้ ดังนั้นนางจึงตอบตกลงอย่างง่ายดายและหากไม่มีอะไรผิดพลาด อาจารย์ชายที่เหลือ ถ้าไม่ใช่จูชิงหรานก็โจวเหลียงก็ต้องดูก่อนว่าในพวกเขาสองคนใครที่สอบไม่ติด นางจะหาวิธีดึงพวกเขามาเป็นอาจารย์ที่สถานศึกษาให้ได้! ตอนที่ 88: จับคนขโมยข้าวตอนกลางคืนก็ไม่รู้ทำไม จู้เจียงเจียงช่วงนี้ท่าทางกระวนกระวาย ชอบวิ่งไปในทุ่งนาตอนกลางคืน เหมือนถูกผีเข้าอย่างไรอย่างนั้น...นี่คือความคิดเห็นที่ฉินเฟิงมีต่อท่าทางผิดปกติหลายวันมานี้ของจู้เจียงเจียงนั่นไง! ฉินเฟิงที่อยู่บนชั้นสองของหอจินชิวตรงข้ามบ้านตระกูลเผย เห็นเงาตะคุ่มๆของจู้เจียงเจียงแอบออกจากบ้านไปอีกครั้งแล้วลืมบอกไปหนึ่งประโยค หอจินชิวก็คือชื่อที่อู่จิ้นผิงตั้งให้บ้านหลังนี้ที่สร้างอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเดิมอู่จิ้นผิงตั้งใจจะตั้งชื่อว่าวังจินชิว เพื่อสะท้อนความบ้าอำนาจของเขา แต่ถูกจู้เจียงเจียงเตือนและแก้เป็นหอจินชิวแทน ไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะทำให้คนที่ไปมาหาสู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงตกใจเป็นแน่แท้ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงด้านนอกอากาศกำลังหนาวยะเยือก ลมเย็นทิ่มแทงกระดูก จู้เจียงเจียงแอบลุกจากเตียงออกจากบ้านไปอีกครั้ง โคมไฟก็ไม่ถือ คลำทางท่ามกลางความมืดออกไปลำพังหลายวันแล้ว นางคิดจะทำอะไรกันแน่?ฉินเฟิงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากและกำลังคิดจะตามไป แต่ก็ได้ยินเสียงอู่จิ้นผิงเรียกเขาให้เข้าไปในห้องข้างๆเสียก่อนช่วยไม่ได้ เขาทำได้แค่ละทิ้งความคิดที่จะสะกดรอยตามจู้เจียงเจียงแล้วไปปรนนิบัติผู้เป็นนายในห้องข้างๆแทนจู้เจียงเจียงสวมชุดสีดำทั้งตัว ทำให้ร่างที่ผอมบางของนางกลมกลืนไปกับความมืดมิด นางไม่กล้าเดินบนถนนใหญ่ ทำได้แค่เดินไปตามขอบคันนาอย่างระมัดระวังนางแต่งตัวราวกับโจรผู้ร้าย แต่ไม่ใช่เพื่อออกไปลักขโมย ทว่าออกมาจับขโมยต่างหากในความทรงจำ การขโมยข้าวในเมืองเจียงหนานเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เกือบทุกหมู่บ้านในเมืองเจียงหนานที่ปลูกข้าวล้วนถูกขโมยข้าวไปในเวลากลางคืนข้าวในนาในเมืองเจียงหนานยามนี้กำลังค่อยๆเปลี่ยนเป็นเหลืองอร่าม เว้นระยะไม่กี่วันก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว กลุ่มคนพวกนั้นไม่รู้โพล่มาจากที่ใด ตอนนี้เกรงว่าคงกำลังวางแผนจะลงมืออยู่กระมังจู้เจียงเจียงไม่สามารถประกาศแจ้งทุกคนให้ระวังคนขโมยข้าวได้ นางทำได้แค่ออกมาสืบหาข่าวด้วยตัวเองเนื่องจากไม่รู้ว่ากลุ่มคนพวกนั้นจะเริ่มขโมยจากหมู่บ้านไหนก่อน ดังนั้นนางจึงต้องออกมาเสี่ยงโชคทุกคืนแน่นอนว่า นางไม่ได้ต้องการจับกุมกลุ่มโจรเหล่านั้นด้วยตัวคนเดียว นางแค่อยากจะยืนยันร่องรอยของพวกเขา ถึงเวลาค่อยพาคนไปจับกลางคืนของฤดูใบไม้ร่วงหนาวเย็นเหมือนต้นฤดูหนาว ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเล็กจนแทบจะมองไม่เห็น รอบตัวมืดมิดไปหมด ถ้าไม่ถือโคมไฟก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยจู้เจียงเจียงใช้ความคุ้นเคยต่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ค่อยๆคลำทางมาจนถึงถนนหลักรกร้างตรงนี้ปกติแล้วจะไม่มีคนเดินผ่าน นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับโจรขโมยข้าว ไม่เดินทางนี้ พวกเขาก็อย่าหวังว่าจะขนส่งเมล็ดข้าวออกไปได้เลยจูเจียงเจียงซ่อนตัวอยู่ในร่องน้ำเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมาหลายปีข้างทาง พักผ่อนไปพลางฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบข้างไปพลางหวังว่าจะไม่เหมือนอย่างหลายวันก่อน ที่นอกจากเสียงลม เสียงนกและสัตว์ป่าน่ากลัวแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลยนางเพิ่งนอนลงได้ไม่นาน เพิ่งอธิษฐานในใจจบ ก็ได้ยินเสียงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ จังหวะแนบหูกับพื้นผิวยิ่งได้ยินชัดเจน นางแทบจะมั่นใจได้เลยว่านั่นคือเสียงเกือกม้าแต่ทำไมฟังแล้วได้ยินเสียงม้าแค่ตัวเดียว กลุ่มคนพวกนั้นเดินทางมาด้วยรถม้าเพียงคันเดียวหรือ?ขณะที่จูเจียงเจียงกำลังสงสัย เสียงเกือกม้าก็หยุดลงยังห่างจากแปลงนาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยู่อีกระยะหนึ่ง ทำไมถึงหยุดเร็วเสียแล้ว?“เจ้าเป็นใคร ออกมาเดี๋ยวนี้!”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการเตือนของชายหนุ่มดังขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อจู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นก็รู้สึกเย็นวาบที่คอถึงแม้จะอยู่ในความมืดมิดที่ยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า ทว่านางก็ยังมองเห็นแสงวาววับของดาบคมกริบที่สะท้อนออกมาตายแน่!ลักไก่ไม่สำเร็จกลับเสียข้าวสารไปหนึ่งกำมือ จับโจรไม่ได้ดันถูกโจรจับก่อนเสียแล้ว“ท่านจอมยุทธ์โปรดไว้ชีวิต ข้าคือชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้ๆ วันนี้ออกบ้านมาทำธุระกลับดึก ผ่านทางมาจึงคิดจะแวะพักเท้าสักครู่ค่อยกลับ อย่าฆ่าข้าเลย”จู้เจียงเจียงพูดคำแก้ตัวที่เตรียมไว้ทันที ซวยจริงๆ ก้าวเท้าผิด!หากคนผู้นั้นโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่สนใจแยแสอะไรก็จะฆ่านาง เช่นนั้นนางคงทำได้แค่หลบเข้าไปในช่องว่างมิติแล้วโชคดีที่คืนนี้มืดมาก ถึงแม้นางจะใช้ช่องว่างมิติ ก็ไม่กลัวจะถูกเปิดเผยตัวตน“จู้เจียงเจียงหรือ?”ชายหนุ่มที่จ่อดาบอยู่บนคอนางเอ่ยถามอย่างลังเลหรือคนคนนี้รู้จักนาง?เช่นนั้นก็สิ้นหวังจริงๆแล้ว หากรู้จักนางละก็ เมื่อนางหลบเข้าไปในช่องว่างมิติ วันนี้อาจรักษาชีวิตไว้ได้ พรุ่งนี้เกรงว่าจะถูกจับไปเผาเป็นเครื่องเซ่นไหว้“จู้เจียงเจียงอะไร? เป็นคนหรือสุนัข?” จู้เจียงเจียงทำได้แค่แกล้งโง่คำพูดนี้ของนางทำให้คนตรงหน้าหลุดหัวเราะออกมาชายผู้นั้นเก็บดาบในมือ หยิบตะบันไฟในอกเสื้อออกมา เป่าสองสามครั้ง เปลวไฟแหลมเล็กก็ปรากฏขึ้นแสงไฟเล็กๆภายใต้คืนมืดมิดนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย จู้เจียงเจียงยังคงมองคนตรงข้ามไม่ชัด“มีใครที่ไหนด่าตัวเองแบบนี้บ้างเล่า แม่นาง” จู่ๆ ใบหน้าของเผยจี้ก็เข้าใกล้แสงไฟ เล่นเอาจู้เจียงเจียงใจหายใจคว่ำ“แม่ทัพเผย ที่แท้เป็นท่านนั่นเอง!”จู้เจียงเจียงถอนหายใจโล่งอกแรงๆออกมา “ท่านซ่อมเขื่อนอยู่เมืองเจียงเป่ยไม่ใช่หรือ? ทำไมมาปรากฏตัวกลางดึกอยู่ตรงนี้?”“เรื่องซ่อมเขื่อนเพราะขาดแคลนวัสดุ หยุดงานสองสามวันชั่วคราว ข้าจึงกลับมา” เผยจี้อธิบายกับนางเสียงเบา“ท่านกลับมาแล้ว งั้นทำไมท่านไม่กลับไปรออยู่ที่จวนเผย มาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทำไม?”จู้เจียงเจียงปัดฝุ่นออกจากตัว “อ้อ! จริงด้วย หรือท่านจะไปเข้าเฝ้าไท่ช่างหวง? ตอนนี้เขานอนแล้ว ท่านมาผิดเวลาไปนะ”“ข้ามาพบเจ้า” เผยจี้เปิดเผยความในใจของตัวเองต่อนางอย่างสง่าผ่าเผยทำแบบนี้อีกแล้ว!จู้เจียงเจียงเบ้ปากใส่เขาในความมืด ไม่สนใจคำพูดของเขาเผยจี้รู้ว่านางแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เขาก็ไม่อยากสร้างความกดดันให้นาง จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอื่นเอง “กลางดึกแบบนี้ ทำไมแม่นางถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่?”อย่าบอกนะว่าเดินผ่านมาแล้วแวะพักเท้าอะไรทำนองนั้น เขาไม่เชื่อ“เอ่อ เรื่องนี้...” ในตอนที่จู้เจียงเจียงกำลังหาข้ออ้างหลอกเขา จู่ๆ เสียงคนและม้าผสมปนเปหนึ่งก็ดังขึ้นนางตาไวมือเร็ว เป่าตะบันไฟในมือเผยจี้ทิ้ง ดึงเขานั่งลงไปอีกครั้ง“ชู่ว~~”นางส่งสัญญาณให้เผยจี้เงียบถึงแม้เผยจี้จะไม่รู้ว่านางกำลังหลบใคร แต่ขอแค่เป็นเรื่องที่นางอยากทำ เขาย่อมให้ความร่วมมือกับนางอย่างไม่มีเงื่อนไขตามประสบการณ์ที่เขาได้มาจากสนามรบ แวบเดียวเขาก็แยกออกว่ามีจำนวนคนและม้าอย่างละเท่าไร“คนที่มามีเจ็ดคน เสียงฝีเท้าซับซ้อน ตัวลอย คนที่ฝึกฝนมีไม่ถึงสามคน และมีรถม้าสามคัน”เมื่อได้ยินการวิเคราะห์ของเขา จู้เจียงเจียงก็ยกนิ้วโป้งขึ้นมาให้เขาทันที “ท่านแม่ทัพเก่งจริงๆ!”ครั้งแรกที่ถูกนางชม ในใจเผยจี้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขอย่างมากก่อนหน้านี้ต่อหน้านาง ไม่ว่าเรื่องอะไรนางก็แก้ปัญหาเองได้หมด และหลายครั้งที่เขาถึงขนาดต้องฟังคำสั่งจากนาง ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามากตอนอยู่ต่อหน้านางในที่สุดวันนี้เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเอาชนะเธอได้เป็นครั้งแรกเขายังอยากจะชนะอีกครั้ง “ให้จับพวกเขาไว้ไหม? หนึ่งต่อเจ็ดข้าไม่มีปัญหา”“ไม่รีบร้อน ดูสถานการณ์ก่อนค่อยคุยกันทีหลัง”จู้เจียงเจียงรู้ว่าเขามีวิทยายุทธ์สูงส่ง แต่กลุ่มคนตรงหน้ายังไม่ยืนยันว่าใช่โจรขโมยข้าวหรือไม่ หากดำเนินการบุ่มบ่ามเกรงว่าจะตีหญ้าให้งูตื่นอีกอย่างนางเดาว่าโจรขโมยข้าวไม่ได้มีแค่เจ็ดคน คนเจ็ดคนไม่สามารถขโมยข้าวไปทั่วทั้งเมือง และทำให้เป็นคดีใหญ่ครึกโครมได้หรอกน่าจะยังมีพรรคพวกอยู่อีก! ตอนที่ 89: ข้าวในหมู่บ้านถูกขโมยทั้งสองคนรอจนกระทั่งถึงยามจื่อ การระวังตัวของเผยจี้เมื่อครู่ เวลานี้ล้วนหายไปหมดแล้ว เขานั่งลงบนพื้นอย่างเบื่อหน่าย ให้อาหารยุงชายทุ่งกลางดึกฤดูใบไม้ร่วงยุงในฤดูใบไม้ร่วงไม่ได้เก่งกาจเท่าฤดูร้อน แต่ก็น่ารำคาญ“แม่นาง เจ้ากำลังรออะไรอยู่กันแน่?” เขาอดไม่ได้ถามออกมาอีกครั้ง“รอยืนยันเรื่องหนึ่ง” จู้เจียงเจียงตอบเขาด้วยความง่วง หัวส่ายไปส่ายมานางอยากนอนเผยจี้รู้สึกได้ว่าหัวไหล่ตัวเองถูกศีรษะของนางแตะโดนอยู่นับครั้งไม่ถ้วน จึงเอื้อมมือไปกดศีรษะที่ส่ายไปมาของนางไว้ ให้นางพิงเขานอนเนื่องจากความง่วง จู้เจียงเจียงแยกไม่ออกว่าตัวเองกำลังพิงอะไรอยู่ ตราบใดที่มีที่ให้พิงที่สบาย นางก็เอนนอนลงไปก่อนจะนอนหลับไป นางยังไม่ลืมพึมพำสั่งเขา “รอคนกลุ่มนี้ไปแล้ว พวกเราก็กลับบ้าน...”พูดจบ นางก็นอนหลับไปอย่างไม่รู้ตัวเผยจี้ทำอะไรนางไม่ได้จริงๆ เขานำเอาผ้าคลุมไหล่ของตัวเองมาคลุมให้นาง โอบนางมาเข้ามาในอ้อมกอด ให้นางนอนหลับได้สบายหน่อยนี่คือครั้งแรกที่พวกเขาใกล้ชิดกันขนาดนี้ ได้เข้าใกล้เพราะกลุ่มคนที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนกลุ่มนั้นรออยู่พักหนึ่ง กลุ่มคนที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนกลุ่มนั้นก็เริ่มเดินทางกลับ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าค่อยๆไกลห่างออกไป เผยจี้จึงพยายามเรียกจู้เจียงเจียงให้ตื่น“แม่นาง พวกเขาไปแล้ว ตื่นเถอะ”จู้เจียงเจียงนิ่งไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง“แม่นาง?”นางยังคงไม่รู้สึกตัวเผยจี้รู้สึกว่านางคงปลุกไม่ตื่นแล้ว “ฮูหยินนะฮูหยิน เจ้ารู้ไหมว่าข้าคือสามีเจ้า?”ถือโอกาสตอนนางนอนอยู่ เผยจี้ถึงมีโอกาสเรียกนางแบบนี้ แต่แค่เรียกฮูหยินยังไม่พอ เขาเกิดความคิดหาญกล้ายิ่งกว่านั้นเขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ร่างกายตึงเครียดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นระเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ บิดหน้าแข็งทื่อเข้าใกล้นางอย่างเชื่องช้า จุมพิตลงบนหน้าผากกลมมนของนางเบาๆ“เหอะๆ”หนึ่งจูบแผ่วเบาที่ไม่รู้ว่าแตะโดนไหมก็ทำให้เผยจี้ดีใจเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาหัวเราะคิกคักอยู่ในความมืดหลังจากดีใจพอแล้ว เขาก็อุ้มนางขึ้น พานางกลับบ้านตลอดทาง เขาเดินอย่างมั่นคงและระมัดระวังมาก กลัวปลุกนางที่ฝันอยู่ตกใจตื่นเมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เผยจี้ไม่ได้เปิดประตูใหญ่ตระกูลเผย กลัวจะปลุกเผยเสี่ยวอวี๋จนตื่น เขาใช้วิชาตัวเบาพาจู้เจียงเจียงขึ้นไปบนชั้นสองโดยตรงอีกหนึ่งชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้ว ทว่าเขาไม่อยากปล่อยนางไปจริงๆมองดูนางที่นอนอย่างสงบอยู่ในอ้อมกอด เขาก็ใจร้อนอยากบอกความจริงกับนางไม่รู้ว่าฮ่องเต้เห็นฎีกาลับที่เขาถวายขึ้นไปหรือยัง หากว่าเห็นแล้ว เขาก็จะกลับมาเป็นเผยจ้าวได้แล้วเผยจี้ไม่รู้ว่าอยู่ในห้องของจู้เจียงเจียงมานานเท่าไรแล้ว จนกระทั่งค่อยๆได้ยินเสียงชาวบ้านในหมู่บ้านตื่นออกมาเปิดประตู เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยนางลงหลังคลุมผ้าห่มให้นางอย่างระวัง เขาก็ออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ และตรงไปยังห้องของเขาในหอจินชิวเมื่อคืนจู้เจียงเจียงง่วงนอนมากจริงๆ พอได้นอนก็นอนจนตะวันโด่งฟ้าหากไม่ใช่เพราะเสียงร้องไห้ด่าทอโวยวายแสบแก้วหูที่ดังก้องมาจากชั้นล่างปลุกนางให้ตื่น เกรงว่านางคงยังไม่ตื่น“โอ๊ย สมควรตาย ไอ้ผีหิวตัวไหนมาตัดพืชผลบ้านข้า ข้าขอสาปแช่งมันให้ท้องเน่าลำไส้ทะลุ แปดชาติไม่มีลูกชายให้สืบสกุล...”ดูท่าชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ถูกขโมยข้าวจะสังเกตเห็นแล้วว่าข้าวบ้านตัวเองถูกแอบตัดไป และกำลังเดินสาปแช่งคนที่ขโมยข้าวไปนั้นรอบหมู่บ้านแล้วทำไมถึงมาด่าคนในหมู่บ้านกัน?จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจ นางรีบเปลี่ยนชุดสีดำบนตัวออก วิ่งลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว อยากไปดูสถานการณ์ในแปลงนาว่าเป็นอย่างไรเพียงแต่ยังไม่ทันออกจากบ้านก็ถูกฉินเฟิงและอู่จิ้นผิงขวางเอาไว้“แม่นางจู้ หลายวันมานี้ตอนกลางคืนเจ้าออกไปข้างนอกบ่อยๆ วันนี้ต้นข้าวของชาวบ้านถูกขโมยตัด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าไหม?” ฉินเฟิงถามอย่างตรงไปตรงมาตอนเดินมา อู่จิ้นผิงก็เพิ่งได้ยินเรื่องที่จู้เจียงเจียงออกไปข้างนอกในยามวิกาลเช่นกัน ตอนนี้จึงอยากได้ยินคำอธิบายจากนางถึงแม้จะเป็นจู้เจียงเจียง เขาก็ไม่อนุญาตให้เกิดเรื่องขโมยเสบียงขึ้นตำตาเขา“หรือพวกท่านสงสัยข้า?”จู้เจียงเจียงเบิกตาโต เกือบโพล่งด่าพวกเขาว่าเพี้ยนแล้ว“ที่ดินและเมล็ดข้าวของข้ามีมากมายขนาดนี้ ยังต้องไปขโมยของเล็กๆน้อยๆ อย่างนั้นหรือ? ข้าจะทำไปทำไม!”“งั้นทำไมเจ้าต้องออกไปข้างนอกตอนกลางคืน?”แม้ฉินเฟิงจะรู้สึกว่านางไม่มีแรงจูงใจ แต่ความจริงวางอยู่ตรงหน้า การสงสัยที่สมเหตุสมผลก็น่าจะทำได้กระมัง?“ขะ...ข้า...” จู้เจียงเจียงอ้ำอึ้งอยู่นานก็พูดเหตุผลอะไรออกมาไม่ได้หากนางบอกว่าออกไปจับโจร พวกเขาจะต้องถามนาง ทำไมข้าวยังไม่ถูกขโมย นางก็รู้ว่ามีโจรก่อนแล้วแต่หากไม่บอก พวกเขาก็จะสงสัยในตัวนาง ไม่ว่าทางไหนก็ลำบากจริงๆจริงด้วย!“แม่ทัพเผยเล่า? เมื่อคืนแม่ทัพเผยอยู่ด้วยกันกับข้า เขาเป็นพยานให้ข้าได้!” จู้เจียงเจียงมองไปนอกประตู ค้นหาร่างของเผยจี้“แม่ทัพเผยรึ? เขากลับมาแล้วรึ?” อู่จิ้นผิงอุทานด้วยความประหลาดใจฉินเฟิงก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาสงสัยมากกว่าก็คือ “ดังนั้นแม่นางจู้หลายวันนี้ นัดพบแม่ทัพเผยตอนกลางคืนรึ?”เผยจี้ใช้ได้เลย ไม่ทันไรก็อดทนไม่ไหวแล้ว“พูดเหลวไหลอะไร เมื่อคืนพวกเขาแค่บังเอิญพบกัน!” จู้เจียงเจียงเอาจริงเอาจังแก้ต่างให้ตัวเอง หลีกเลี่ยงเผยเสี่ยวอวี๋ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วจะคิดเพ้อเจ้อ“ข้าจะไปเรียกแม่ทัพเผย!”เมื่อคืนเขามาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ดึกมากแล้ว คาดว่าคงจะเดินทางตรงมาจากเมืองเจียงเป่ยโดยไม่หยุดพักเป็นแน่แล้วยังต้องมาคอยให้อาหารยุงดึกดื่นอยู่ข้างนอกเป็นเพื่อนนาง ไหนจะพานางกลับมาบ้าน เขาต้องเหนื่อยมากจนตื่นไม่ไหวอย่างแน่นอนจู้เจียงเจียงเคาะประตูห้องของเผยจี้ นางคิดว่าเขาคงกำลังหลับลึกอยู่ น่าจะต้องเคาะนานสักหน่อยถึงจะตอบสนอง ทว่าจู่ๆ ประตูก็เปิดออกเผยจี้พาขอบตาดำๆทั้งสองข้าง มือที่กำลังติดกระดุมเสื้อคลุมไปพลาง ออกมายิ้มทักทายนาง “อรุณสวัสดิ์”“เมื่อคืนตอนคนกลุ่มนั้นจากไป เสียงล้อรถม้าหนักกว่าตอนขามาหรือไม่?” จู้เจียงเจียงถามเรื่องเมื่อคืนทันทีแม้แต่เรื่องที่นางกลับมาบ้านได้อย่างไรนางก็ไม่สนใจเผยจี้คิดทบทวนครู่หนึ่งตอบว่า “หนักกว่าตอนขามามากจริงๆ บนรถม้าน่าจะบรรทุกของเต็มคัน”“เกิดอะไรขึ้นหรือ? ได้ยินข้างนอกมีเสียงด่าทอกัน?” เขาก็ได้ยินเสียงสาปส่งจากในหมู่บ้าน“เมื่อคืนคนพวกนั้นมาขโมยข้าวของคนในหมู่บ้าน ข้าวในแปลงนาของคนในหมู่บ้านถูกตัดไป ข้ากำลังจะไปดูในนา” พูดจบ จู้เจียงเจียงก็หมุนตัวเดินออกไปเผยจี้ได้ยินดังนั้นก็รีบตามไปทันที ชนเข้ากับอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงที่ออกมาจากบ้านตระกูลเผย“แม่ทัพเผย ท่านกลับมาเมื่อไร ทำไม...” ฉินเฟิงทักทายเผยจี้ด้วยความดีใจ เผยจี้กลับไม่รอให้เขาพูดจบประโยค ก็วิ่งตามจู้เจียงเจียงไปทันทีเห็นสองคนรีบร้อนและตื่นตระหนกกว่าปกติ อู่จิ้นผิงกับฉินเฟิงจึงเดินตามไปด้วยไร่นาที่อยู่ปลายสุดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แปลงนาหลายผืนถูกเหยียบย้ำ รวงข้าวถูกตัดจากด้านบน เหลือทิ้งไว้แค่ฟางข้าวว่างเปล่าชาวบ้านหลายคนที่ถูกขโมยข้าวไปได้แต่ยืนร้องไห้เสียใจเกือบจะทรงตัวไม่ไหวอยู่กลางในทุ่งนา โทษดินฟ้าไม่เป็นธรรมพืชผลเมล็ดข้าวฤดูแรกถูกน้ำท่วมเสียหายหมดสิ้น ฤดูนี้ยังมาถูกขโมยไปอีก ไม่ว่าใครเจอเรื่องแบบนี้ไปก็ทนไม่ไหว“ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” เผยจี้ขมวดคิ้วแน่น คิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่จู้เจียงเจียงเฝ้าต้นไม้รอกระต่ายอยู่ที่นี่ คิดได้ก็หันไปมองนางแวบหนึ่งหรือเมื่อคืนนางกำลังรอกลุ่มคนที่จะมาขโมยข้าว?แต่...นางรู้ได้อย่างไรว่ามีคนจะมาขโมยข้าว? ตอนที่ 90: หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเกิดเรื่องแล้ว!“ปู่สวี่ พวกท่านกลับไปก่อนเถิด คืนนี้ข้าจะเฝ้าเอง”ผ่านมาหลายวันแล้วนับตั้งแต่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงถูกขโมยข้าว ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องขโมยข้าว พวกชาวบ้านก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเฝ้ายามมากขึ้นคืนนี้ถึงตาบ้านตระกูลเผยแล้วในบ้านตระกูลเผยมีเพียงแค่จู้เจียงเจียงคนเดียวที่เฝ้ายามตอนกลางคืนได้ เผยเสี่ยวอวี๋ยังเด็กเกินไปช่วยอะไรไม่ได้ จู้เจียงเจียงจึงให้นางนอนหลับอยู่ที่บ้านแต่คืนนี้นอกจากนางแล้ว ยังมีเผยจี้ขันอาสามาเฝ้ายามกลางคืนด้วยกันกับนางถึงแม้นางจะยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางทำคนเดียวได้ แต่เผยจี้ก็ยังคงยืนกรานจะมาเฝ้ายามกลางคืนกับนาง“ทุกคนกลับไปเถิด มีแม่ทัพเผยอยู่จะไม่เกิดเรื่องขึ้นแน่นอน” นางพูดเตือนอีกครั้งอันที่จริงคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงยังไม่ยอมเชื่อเรื่องโจรขโมยข้าวที่จู้เจียงเจียงพูดถึง เพราะหลังจากวันนั้น เรื่องขโมยข้าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยไม่เพียงแค่หมู่บ้านของพวกเขา หมู่บ้านอื่นๆก็ไม่มี ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อมั่นว่าคืนวันนั้นจะต้องเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้านต้องมีใครไม่พอใจที่ต้องแบ่งข้าวออกมาครึ่งหนึ่งแน่นอน ดังนั้นจึงคิดจะตัดข้าวของบ้านคนอื่นไปแทนแต่จู้เจียงเจียงยืนกรานอีกครั้งว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้านทำ พวกเขาก็ว่าอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ใส่ใจระมัดระวังกันเองเข้าสู่กลางคืนในที่สุดจู้เจียงเจียงก็สามารถถือโคมไฟเดินไปในทุ่งนาได้อย่างสง่าผ่าเผย เพื่อเป็นการเตือนคนที่คิดจะขโมยข้าวเหล่านั้น เผยจี้เองก็ค่อยๆเดินตามหลังนางมา“แม่นาง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีคนกำลังขโมยข้าวอยู่?” เผยจี้อดทนมาหลายวัน สุดท้ายก็ยังอดถามนางไม่ได้หลายวันนี้นางเอาแต่ไปมาแต่ละหมู่บ้าน แจ้งเรื่องขโมยข้าวให้ชาวบ้านในทุกหมู่บ้านทราบ เขาไม่มีโอกาสถามนางเมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของเขา จู้เจียงเจียงไม่ได้ประหม่า แสร้งพูดอย่างขึงขัง “ทุกเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น อันที่จริงมีลางบอกเหตุ ก็เหมือนอากาศ ก่อนฝนตกก้อนเมฆจะเตือนเจ้า”“...” อย่าคิดว่าเขาดูไม่ออกว่านางกำลังพูดเพ้อเจ้อถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมนางไม่อยากพูด แต่ก็ช่างเถอะ ใครใช้ให้นางเป็นภรรยาของเขาเล่า?“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าจะมีคนมา งั้นรู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร?”“เผยจี้” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็หยุดฝีเท้า หันกลับมาจ้องเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ผู้ชายพูดมากเกินไปไม่เป็นที่ชื่นชอบนะ”เป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อของเขาอย่างจริงจัง เผยจี้รับรู้ถึงความไม่พอใจของนาง กำลังจะพูดบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในนาข้าวเขาก้าวเดินอย่างรวดเร็วมาปกป้องนางไว้ด้านหลัง จ้องมองไปที่ความเคลื่อนไหวในนาข้าวใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตในนาข้าวแล้ว เสียง *แซกๆ* นับไม่ถ้วนดังขึ้น เป็นเสียงที่เกิดจากการเสียดสีของคนและต้นข้าวและจากทิศทางของเสียงที่ดังขึ้นมา ก็สามารถบอกได้เลยว่า พวกเขาสองคนถูกล้อมไว้แล้ว!“ท่านแม่ทัพ ฟังออกไหมว่ามากันกี่คน?” จู้เจียงเจียงจับแขนของเขาถามตอนนี้พวกเขาทั้งสองเดินมาถึงแปลงนาที่อยู่ปลายสุดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว ข้างๆ คือถนนหลักที่ถูกทิ้งร้างอยากจะร้องขอความช่วยเหลือจากที่นี่ เกรงว่าเสียงยังส่งไปไม่ถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็ถูกลมฤดูใบไม้ร่วงพัดหายไปแล้ว“ยี่สิบบบ...” เผยจี้ลากเสียงยาวอย่างไม่แน่ใจ เดิมทีคิดจะประเมินต่ำไว้ก่อน แต่ดูเหมือนจะประเมินต่ำเกินไปแล้ว “สามสิบกว่าคนและเป็นวรยุทธ์ทุกคน”เสียงของเขาทุ้มต่ำและดูตึงเครียดจนน่ากลัว ดูท่าศัตรูที่พวกเขาเผชิญหน้าคืนนี้จะแข็งแกร่งมาก“งั้นท่านสู้ไหวไหม?” จู้เจียงเจียงถามเสียงเบาพอถามออกไปแล้ว นางก็รู้สึกว่าไม่น่าถามคำถามนี้ออกไปเลย“ยากมาก”เป็นอย่างที่คิดไว้ เผยจี้ยังพูดถึงขนาดนี้ คืนนี้พวกเขาทั้งคู่เกรงว่าน่าจะกลับไปไม่ได้แล้วในเมื่อเป็นแบบนี้ จู้เจียงเจียงจะตายก็ต้องตายแบบนอนตายตาหลับทันใดนั้นนางก็ตะโกนเรียกกลุ่มคนที่ซ่อนอยู่ในนาข้าวอย่างใจกล้าว่า “เฮ้ย! ในเมื่อเป้าหมายของพวกเขาคือขโมยข้าว งั้นทำไมคืนนี้จึงพาคนมาเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนยังเป็นวรยุทธ์ด้วย คิดจะทำอะไร?”“หากต้องการตีกันละก็ อย่าเหยียบข้าวนะ!”ประโยคหลังของจู้เจียงเจียงคือประเด็นสำคัญ พวกเขาเหยียบข้าวเสียหายขนาดนี้ ถึงแม้คืนนี้นางจะโชคดีรอดไปได้ ทว่าพรุ่งนี้คงถูกพวกชาวบ้านด่าตายแน่ถึงนางจะรักษาชีวิตไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องปกป้องข้าวไว้ให้ได้“หรือเจ้าคือจู้เจียงเจียง?” คนหนึ่งในนาข้าวเอ่ยถาม“ข้าเอง!”“ดีเลย! ข้ากำลังตามหาเจ้าอยู่พอดี เอาชีวิตมา!”ผู้หญิงคนนี้ นางไปเตือนทุกหมู่บ้านที่พวกเราจะไปขโมยข้าว ทำให้พวกเราทำอะไรไม่ได้เลยมาหลายวันแล้ว คืนนี้ถ้าไม่จัดการนางให้สิ้นซาก ยากจะขจัดความแค้นในใจของพวกเขา!เผยจี้รู้แค่ว่าจะไม่ยอมให้พวกเขาลงมือกับจู้เจียงเจียงได้เขาค่อยๆเข้าใกล้ตัวจู้เจียงเจียง กระซิบอยู่ข้างหูนางเบาๆ “แม่นาง อีกเดี๋ยวเจ้าวิ่งไปทิศทางตรงกันข้ามกับข้า จำไว้อย่าหันหลังกลับมา”“แต่คนที่พวกเขามาหาคือข้า!” จู้เจียงเจียงพูดเสียงร้อนใจนางไม่อยากให้เผยจี้ต้องมาเดือดร้อนแทนนาง อันที่จริงนางแก้ปัญหาเองได้“มีข้าอยู่ ใครหน้าไหนก็อย่าคิดจะแตะต้องเจ้า!”เผยจี้พูดจบก็ผลักนางไปทางของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แล้วถือดาบพุ่งเข้าไปในกลุ่มคนพวกนั้นมีดดาบรำโบกในนาข้าว ฟางข้าวบินขึ้นกระจายตกเต็มพื้นจู้เจียงเจียงเห็นเผยจี้เริ่มต่อสู้กับคนพวกนั้นแล้ว เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นภาระของเขา นางจึงทำได้แค่วิ่งหนีตายไปในหมู่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ หวังลดภาระให้เผยจี้อีกฝั่งมีคนเยอะเกินไป ทุกคนพยายามวิ่งตามจู้เจียงเจียงไป เผยจี้ทำได้แค่ป้องกันไม่ให้พวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้า ไม่มีโอกาสจู่โจมเลยเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีแบบต่อเนื่องที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาสู้ของพวกเขา ถึงแม้เผยจี้จะเก่งกาจแค่ไหนก็ต้านไม่ไหวดาบเฉือนบนร่าง เลือดอุ่นๆ ไหลซึมเข้าเสื้อผ้า เหนียวติดตัว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมถอยแม้สักก้าวเดียวจู้เจียงเจียงวิ่งตรงไปเรื่อยๆ ไม่ได้หันกลับมามอง นางไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าถนนเส้นเข้าหมู่บ้านจะไกลแบบนี้“ทุกคน ช่วยด้วย...”เมื่อเข้าใกล้หมู่บ้านมากขึ้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือของจู้เจียงเจียงจึงดังกังวานไปทั่วความเงียบสงัดของยามค่ำคืน ฉินเฟิงและอู่จิ้นผิงที่อาศัยอยู่หน้าหมู่บ้านได้ยินเสียงก่อน องครักษ์ลับที่รับผิดชอบปกป้องพวกเขาสองคนจึงถูกอู่จิ้นผิงสั่งให้ออกไปดูเห็นร่างเงาหลายร่างวิ่งผ่านไป จู้เจียงเจียงถึงได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคนคอยคุ้มกัยอู่จิ้นผิงอยู่ในที่มืด!เหี้ย!!!มีผู้มากฝีมือจำนวนมากขนาดนี้อยู่แท้ๆ ทำไมไม่ยอมส่งออกมาให้เร็วกว่านี้!ในเมื่อผู้มากฝีมือออกโรง จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้วิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีแต่คนแก่ ผู้หญิงและเด็กที่อ่อนแอ เรียกมาก็ไม่มีประโยชน์ นางตามกลับไปดูดีกว่าจู้เจียงเจียงมองทางไม่ชัด ไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมานานแค่ไหน รู้แค่ว่าตอนนางได้กลิ่นคาวเลือดเต็มพื้น ทั้งสี่ทิศก็ว่างเปล่าไร้ผู้คนแล้วแม้แต่คนที่อู่จิ้นผิงส่งมาก็ไม่อยู่แล้วการต่อสู้จบลงเร็วเกินไปหน่อย ทำให้จู้เจียงเจียงเปลี่ยนมุมมองต่อศิลปะการต่อสู้ของคนสมัยโบราณอีกครั้งเพียงแต่...“เผยจี้ ท่านอยู่ที่ไหน?!”เท้าของจู้เจียงเจียงเหยียบไปโดนโคมไฟที่หล่นเมื่อครู่ เมื่อเก็บขึ้นมาจุดไฟใหม่อีกครั้ง ถึงเห็นฉากตรงหน้าอย่างชัดเจนเลือดอาบท้องนา!ดาบตกเต็มพื้น กลับไม่เห็นคนหรือศพจนกระทั่งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างด้านหลัง นางจึงหมุนตัวกลับไป เห็นแค่เงาดำๆ ลากศพศพหนึ่งหายไปต่อหน้าต่อตานางหรือจะเป็นองครักษ์ลับของอู่จิ้นผิงกำลังทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุ? เช่นนั้นเผยจี้เล่า?“แม่นางจู้ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ฉินเฟิงมาถึงล่าช้า หลังมองมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดว่า “คนของผู้อาวุโสได้พาแม่ทัพเผยกลับไปแล้ว เจ้าก็กลับไปเถิด”“เขาถูกคนพากลับไปแล้วหรือ?”ทำไมไม่รีบบอก!จู้เจียงเจียงยกขาวิ่งไปทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง คืนนี้นางวิ่งตลอดคืนเลยจริงๆจบตอน Comments
Comments
Post a Comment