divorce ep91-100 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 91: ท่านเรียกใครว่าฮูหยิน?!“รีบไปเชิญหมอเทวดาซิวมาเร็ว!”จู้เจียงเจียงเพิ่งวิ่งมาถึงหน้าประตูหอจินชิวก็ได้ยินเสียงตะคอกของอู่จิ้นผิง พวกชาวบ้านในหมู่บ้านก็ถูกความเคลื่อนไหวคืนนี้ปลุกให้ตื่น ตอนนี้ทยอยมาล้อมอยู่หน้าประตูหอจินชิวแล้วเขาคงไม่ได้บาดเจ็บใช่หรือไม่?จู้เจียงเจียงไม่กล้าคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องของเผยจี้ นางกำลังอธิษฐานขอร้องอย่าให้เขาบาดเจ็บอยู่แต่เมื่อเห็นเผยจี้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ในมือยังจับด้ามดาบไว้แน่น นางลนลานทันที“เขาเป็นอย่างไรบ้าง?” นางถามเสียงสั่นๆภายในห้อง มีแค่อู่จิ้นผิงและชายชุดดำคนหนึ่งที่ช่วยห้ามเลือดให้เผยจี้อยู่ ชายชุดดำไม่ได้สนใจนางเลย การเคลื่อนไหวรวดเร็วแต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึก“บาดแผลของแม่ทัพเผยยังต้องรอหมอเทวดาซิวมาดูถึงจะรู้ ข้าได้ให้คนไปเอาโสมแผ่นมาให้เขากินแล้ว เขาจะไม่เป็นอะไร” อู่จิ้นผิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“โสมแผ่นหรือ?”ได้ยินคำว่า ‘โสมแผ่น’ สองคำนี้ จู้เจียงเจียงไม่ต้องถามก็รู้ได้ทันทีว่าบาดแผลของเผยจี้ร้ายแรงแค่ไหน ถึงระดับที่ต้องใช้โสมแผ่นมายื้อชีวิต ยังจะบอกว่าเขาจะไม่เป็นอะไรอีกหรือ?“ให้เขากินโสมแผ่นก็ได้แล้วหรือ? ยังต้องทำอะไรอย่างอื่นอีกหรือไม่?” นางพยายามบังคับให้ตัวเองสงบนางรู้ ตอนนี้นางจะตื่นตระหนกไม่ได้ นางมีช่องว่างมิติ ถ้าเผยจี้เกิดปัญหาอะไร นางมีประโยชน์กว่าโสมแผ่น ดังนั้นนางจะลนลานไม่ได้!“ไปต้มน้ำให้แม่ทัพเผยสักหนึ่งหม้อ แล้วเช็ดรอยเลือดออกให้เขาหน่อยเถิด”อู่จิ้นผิงรู้ว่าจู้เจียงเจียงเป็นห่วงเผยจี้ และก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเผยจี้กับนาง ตอนนี้ควรให้พวกเขาอยู่ด้วยกันมากหน่อยถึงจะถูก ถ้าเกิดอะไรขึ้น...“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”จู้เจียงเจียงรู้ดีว่าตอนนี้นางต้องหาอะไรอย่างอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ดังนั้นไม่พูดพล่ามก็ออกไปทันทีห้องครัวของหอจินชิวไม่มีอะไรเลย นางทำได้แค่กลับไปใช้ห้องครัวบ้านตัวเองต้มน้ำให้เผยจี้หลังจากผ่านไปสักพัก นางรู้สึกสงบขึ้นมาก ตอนนางปรากฏตัวอีกครั้งในห้องของเผยจี้ก็เปลี่ยนเป็นมั่นคงขึ้น“ผู้อาวุโสอู่ พวกท่านออกไปก่อนสักครู่ได้หรือไม่? ข้าจะเช็ดตัวให้แม่ทัพเผย” จู้เจียงเจียงหันหน้ากลับมาพูดกับอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงที่รออยู่ในห้องชายชุดดำคนที่ช่วยทำความสะอาดบาดแผลของเผยจี้ก่อนหน้านี้ไม่อยู่แล้ว“เจ้าจะเช็ดตัวให้แม่ทัพเผยหรือ?” ฉินเฟิงทำหน้าตกใจมองไปที่นาง บนใบหน้ามีความลังเลนิดๆจู้เจียงเจียงเพียงแค่จ้องเขา เงียบไม่พูดจานี่มันเวลาอะไรแล้ว ยังคิดเรื่องหญิงชายแตกต่างกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกนางมอง เนื้อจะหลุดออกมารึอย่างไร?“ได้ๆ พวกเราออกไป ลำบากแม่นางจู้แล้ว” ฉินเฟิงถูกนางมองจนละอายใจ ลูบจมูกประคองอู่จิ้นผิงออกไปด้วยกันตอนออกไป เขายังช่วยปิดประตูให้พวกเขา“ผู้อาวุโส ท่านว่าถ้าพี่เผยฟื้นขึ้นมา เขาจะให้แม่นางจู้รับผิดชอบไหม ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ”นอกห้อง ฉินเฟิงทนไม่ไหวเริ่มแซวสองคนที่อยู่ในห้องแล้วเมื่อครู่เขาดูบาดแผลของเผยจี้แล้ว บาดแผลดูแล้วน่ากลัว อันที่จริงไม่บาดเจ็บถึงตาย ขอแค่ห้ามเลือดได้ ภายหลังกินของดีบำรุงสักหน่อยก็หายแล้วเพียงแต่จู้เจียงเจียงกลับกลัวจนตัวสั่น เข้าใจผิดคิดว่าเผยจี้จะตายแล้วภายในห้องจู้เจียงเจียงวางอ่างน้ำในมือลง มองเสื้อผ้าขาดที่ห้อยอยู่บนตัวเผยจี้แล้วขมวดคิ้วแน่นชายชุดดำคนนั้นฝีมือจะแย่เกินไปแล้ว สนใจแค่ฉีกเสื้อผ้าเปิดแผล ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลย ปล่อยเศษผ้าให้ห้อยติดอยู่บนตัวเผยจี้ ดูแล้วเหมือนขอทานคนหนึ่งนางเอื้อมมือหยิบกรรไกรจากในช่องว่างมิติ เดินไปนั่งคุกเข่าข้างเตียง ค่อยๆใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าที่ติดอยู่บนตัวของเขาทีละนิดเสื้อคลุมตัวนอกถูกนางตัดจนกลายเป็นเศษผ้า แล้วโยนทิ้งลงบนพื้นบนตัวเผยจี้ทั้งท่อนบนท่อนล่างตอนนี้เหลือแค่กางเกงในตัวเดียว กางเกงในสีขาวก็เปื้อนเลือด ดูแล้วน่ากลัว จู้เจียงเจียงไม่สนว่าบนขาของเขาจะมีแผลหรือไม่ ช่วยเขาตัดขากางเกงออกไปให้ด้วยตอนนี้เผยจี้แทบจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอะไรเลย นอนแผ่หลาอยู่อย่างนั้นนิ่งๆจู้เจียงเจียงในชาติก่อนเคยเห็นนายแบบมาเยอะแยะ เลยไม่รู้สึกอะไร นางยกน้ำอุ่นมาเริ่มเช็ดตัวให้เขาเมื่อใกล้จะเช็ดเสร็จ เป่ยเจี๋ยนก็ลืมตาตื่นขึ้นมา "ภรรยา..." เขาพึมพำเบาๆ ด้วยความที่เสียเลือดมาก ภรรยา? แน่ใจนะว่าไม่ใช่เรียกว่า น้องสาว?ผ้าขนหนูซักแล้วซักอีก น้ำอุ่นกลายเป็นสีแดง ตอนใกล้จะเช็ดเสร็จ จู่ๆ เผยจี้ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา“ฮูหยิน...” เขาที่เสียเลือดมาก ในความมึนงงเรียกออกมาเสียงเบาฮูหยินหรือ?แน่ใจนะว่าไม่ได้เรียกแม่นาง?จู้เจียงเจียงหันหน้ามามองเขา เห็นแค่เขายกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ค่อยๆเอื้อมมือมาแตะใบหน้าของนาง “ฮูหยิน”ครั้งนี้จู้เจียงเจียงแน่ใจว่าตัวเองได้ยินไม่ผิด ที่เขาเรียกคือ ‘ฮูหยิน’ ไม่ใช่ ‘แม่นาง’เขาแต่งงานเมื่อไรกัน? ทำไมนางไม่เคยได้ยินมาก่อน?“ฮูหยิน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เผยจี้เป็นห่วงความปลอดภัยของจู้เจียงเจียงมาก แต่ร่างกายเขาอ่อนแรงจนพูดไม่ค่อยออก พูดจบก็หายใจหอบจู่ๆ รู้เรื่องว่าเขาแต่งงานแล้ว ไม่รู้ทำไมจู้เจียงเจียงรู้สึกโกรธมากในเมื่อเขาแต่งงานแล้ว เช่นนั้นทำไมยังมาวนเวียนอยู่ใกล้นาง ทำให้นางเข้าใจผิด นึกว่าเขาสนใจนาง?ยิ่งคิดจู้เจียงเจียงก็ยิ่งโกรธนางโยนผ้าขนหนูในมือทิ้งลงในอ่างน้ำอย่างแรง น้ำในอ่างสาดกระเซ็นออกเป็นวงกล้างทันทีจากนั้นนางก็เดินไปที่โต๊ะชาในห้อง หลังจากเทน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในช่องว่างมิติลงในกาน้ำ นางก็ถือมาข้างเตียง บีบปากเขาไว้แล้วกรอกลงไปท่าทางนั้น เหมือนกับที่พานจินเหลียนกรอกยาให้อู่ต้าหลางไม่มีผิดเผยจี้ในเวลานี้สำลักน้ำที่ไหลเข้าคอจนสะดุ้งตื่น ไอต่อเนื่องอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม “แม่นาง นี่เจ้ากำลังทำอะไร?”เขาไปทำอะไรให้นางโมโหกัน?“ข้ากำลังช่วยท่าน ตอนนี้ช่วยเสร็จแล้ว ท่านก็ดูแลตัวเองต่อไปเถอะ!” จู้เจียงเจียงพูดอย่างอารมณ์เสียสุดๆดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในช่องว่างมิติของนางไปแล้ว คืนนี้เขาอยากตายก็ตายไม่ได้แล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ นางก็ไม่ต้องสนใจเขาอีก ที่เหลือก็ยกให้หมอเทวดาซิวดูแลต่อก็แล้วกันจู้เจียงเจียงเดินออกมาจากในห้องด้วยความโมโห ฉินเฟิงเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหา อยากพูดอะไรบางอย่าง ปากยังไม่ทันได้อ้า นางก็เดินจากไปเสียแล้ว“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”ฉินเฟิงทำหน้ามึนงงเดินเข้าห้องไปดูเผยจี้ เห็นเขาก็ทำหน้างงเหมือนกัน “แม่นางจู้เป็นอะไรไป? หรือท่านไปยั่วโมโหนาง?”เผยจี้ส่ายหน้า ปวดหัวจนล้มตัวลงนอนอีกครั้ง รอบาดแผลดีขึ้นแล้ว เขาค่อยไปถามนางใหม่แล้วกันจู้เจียงเจียงโมโหสุดๆ เมื่อกลับมาถึงห้องตัวเองก็ด่าเผยจี้ไม่หยุด ด่าต่อเนื่องครึ่งชั่วยามยังไม่มีคำซ้ำ“พี่สะใภ้” เผยเสี่ยวอวี๋กลัวจนต้องหลบอยู่ข้างประตู ยื่นหน้ามาในห้องเหมือนมีเรื่องอะไรอยากพูดกับนาง“เสี่ยวอวี๋มีอะไรหรือ?”“พี่สะใภ้ หมอเทวดาซิวมาแล้ว” นางแค่อยากบอกจู้เจียงเจียงว่า เผยจี้ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะบอกต่ออีกหนึ่งประโยคว่า “ปู่สวี่รอพี่อยู่ชั้นล่าง”เรื่องราวคืนนี้ ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตื่นตระหนกกันทั้งคืน ใครก็นอนไม่หลับตอนนี้ใกล้รุ่งสางแล้ว คนในหมู่บ้านไปดูข้าวในนาของตัวเองมาแล้ว ครั้งนี้เสียหายอย่างหนัก สวี่เหล่าเกินถูกพวกชาวบ้านส่งมาเป็นตัวแทน ให้เขาช่วยขอความเมตตาจากจู้เจียงเจียงแทนพวกเขาเห็นสภาพในท้องนาด้วยตาตัวเอง คนในหมู่บ้านถึงยอมเชื่อที่จู้เจียงเจียงพูด ว่ามีโจรขโมยข้าวจริงๆเพียงแต่เพราะนางเตือนได้ทันเวลา หมู่บ้านอื่นๆ จึงไม่ได้รับความเสียหายอะไร มีแต่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ได้รับความเดือดร้อนหลายบ้านที่ต้นข้าวในนาถูกเหยียบย่ำเสียหาย คิดอยากจะมาขอความเมตตา ให้พวกเขาคืนข้าวกับจู้เจียงเจียงในปีหน้า ตอนที่ 92: แสดงฐานะที่แท้จริงกับนาง“ข้ารู้ถึงความลำบากของพวกท่านดี เอาแบบนี้แล้วกัน เมล็ดข้าวส่วนที่เสียหายของพวกท่านนั้นมาคิดที่ข้า ข้าจะถือว่าพวกท่านได้คืนข้ามาส่วนหนึ่งแล้ว แบบนี้เป็นไง?”จู้เจียงเจียงในฐานะที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่ เรื่องของทุกคนในหมู่บ้านก็คือเรื่องของนางเมล็ดข้าวส่วนนั้นสำหรับนางแล้วมันน้อยมากๆ นางจึงตัดสินใจรับผิดชอบแทนพวกเขา หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาต้องมานั่งเสียใจอยู่ทุกวันจนนอนไม่หลับ“จริงหรือ?”ชาวบ้านหลายคนที่มาขอร้องนัยน์ตาเปล่งแสงทันที แต่ก็รู้สึกเกรงใจไม่กล้ายอมรับความหวังดีของจู้เจียงเจียงโดยตรง “พวกเราเกรงใจจะทำแบบนี้...”“หมู่บ้านของเราประสบภัยครั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับข้าไม่มากก็น้อย ในฐานะที่ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน สมควรรับผิดชอบเรื่องนี้ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงไป กลับไปเตรียมตัวสำหรับการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงเถิด”นี่ก็คือความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของหัวหน้าหมู่บ้านที่มีเงินและอำนาหากเป็นสวี่เหล่าเกิน นอกจากเขาจะกอดคอร้องไห้ไปกับทุกคนแล้ว ก็คงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลยกระมัง?อีกอย่าง เรื่องนี้จู้เจียงเจียงก็เป็นต้นเหตุจริงๆหากไม่ใช่นางไปแจ้งเตือนทั้งเมืองทุกหมู่บ้านให้ระวังขโมย กลุ่มโจรพวกนี้ก็คงไม่โกรธแค้นจนต้องมาเอาชีวิตของนาง และก็จะไม่มาเหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้านจู้เจียงเจียงพูดปลอบขวัญชาวบ้านอีกเล็กน้อย หลังจากส่งพวกเขาออกไปแล้ว เดิมนางคิดจะขึ้นชั้นบนไปพักผ่อน แต่สุดท้ายก็หมุนตัวไปหอจินชิวเผยจี้บาดเจ็บเพราะปกป้องนางจากขโมย ถึงแม้เขาจะแต่งงานแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของนางเอาไว้ นางไปเยี่ยมเขาถือว่าไม่ผิดอะไรตอนนางมาถึงหอจินชิว หมอเทวดาซิวก็บังเอิญออกมาจากในห้องพอดีจู้เจียงเจียงเดินเข้าไปหาแล้วถามว่า “หมอเทวดาซิว บาดแผลของแม่ทัพเผยเป็นอย่างไรบ้าง คงไม่ถึงตายใช่ไหม?”การที่นางพูดคำว่า ‘ตาย’ ออกมาอย่างไม่เกรงใจแบบนี้ ไม่ว่าใครก็มองออกว่านางมีความโกรธแค้นกับเผยจี้หมอเทวดาซิวใช้สายตาถามฉินเฟิงที่อยู่ข้างๆ ฉินเฟิงจึงตอบไปตามตรง “อย่าถามข้าเลย ข้าก็ไม่รู้พวกเขาเป็นอะไรไป”“...” พวกเขาสองคนซุบซิบเรื่องของนางต่อหน้านาง แบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือ?“แม่นางจู้โปรดวางใจ แม่ทัพเผยปลอดภัยแล้ว เพียงแต่เสียเลือดมากเกินไปยังนอนหมดสติอยู่ รอเขาตื่นแล้ว ต้องรบกวนแม่นางจู้ทำน้ำแกงบำรุงเลือดให้แม่ทัพเผยมากหน่อย” หมอเทวดาซิวค่อยๆพูดออกมา“ข้าไม่ทำให้เขาหรอก!”จู้เจียงเจียงสองมือกอดอก เชิดหน้าอย่างหยิ่งยโสก็ให้ฮูหยินคนนั้นของเขาไปทำเองสิ!ถึงแม้ปากจู้เจียงเจียงจะพูดแบบนั้น แต่ร่างกายกลับซื่อตรงมาก พอกลับถึงบ้านก็พุ่งตัวตรงเข้าครัวทันที ทั้งยังจับไก่ตัวสุดท้ายในบ้านมาฆ่า“ถือเสียว่าตอบแทนบุญคุณที่เขาช่วยชีวิต มีแค่ครั้งนี้เท่านั้น ไม่มีครั้งต่อไป!”จู้เจียงเจียงยกมือลงมีด *โป๊กๆ* หั่นไก่ตัวนั้นออกเป็นแปดชิ้นใหญ่ๆอย่างรวดเร็ว โยนลงในหม้อต้มเตรียมตุ๋นน้ำแกงตอนเที่ยงเผยจี้ก็ตื่นแล้ว เผยเสี่ยวอวี๋เฝ้าอยู่ในห้องเขาแทนจู้เจียงเจียงมาโดยตลอด เมื่อเขาตื่น เผยเสี่ยวอวี๋ก็วิ่งไปบอกจู้เจียงเจียงอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงยังเฝ้าอยู่ในห้องเผยจี้ ตอนเห็นจู้เจียงเจียงยกน้ำแกงไก่ถ้วยใหญ่เข้ามา ทั้งสองคนก็ตกใจจนอ้าปากค้างไปเลย“แม่นางจู้ นี่เจ้าอยากจะให้พี่เผยกินจนท้องแตกตายหรืออย่างไร?”นั่นคือถ้วยใส่น้ำแกงหรือ? นั่นมันอ่างล้างหน้าชัดๆ!“ไก่และน้ำแกงไก่อยู่ในนี้หมดแล้ว ให้เขาค่อยๆดื่ม ข้าไปแล้ว” จู้เจียงเจียงวางน้ำแกงไก่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย หมุนตัวจะจากไป“จู้เจียงเจียง!”เผยจี้ร้อนใจจนเรียกชื่อเต็มของนาง และเพราะรีบร้อนน้ำเสียงจึงหนักไปนิด จากการได้ยินของจู้เจียงเจียง เหมือนเขากำลังจะมาคิดบัญชีกับนางอย่างไรอย่างนั้น“ท่านแม่ทัพเผยยังมีเรื่องอะไรหรือ?!” จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้เล่นงานง่ายๆ หันหน้ากลับไปสบตาเขาระหว่างทั้งสองคน จู่ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปมีความตึงเครียดอยู่เล็กน้อยอีกสามคนที่เหลือในห้องเห็นเหตุการณ์ หลังจากส่งสายตาให้กันและกันก็ถอยออกไปเงียบๆเรื่องระหว่างพวกเขาสองสามีภรรยา คนอื่นยุ่งให้น้อยหน่อยจะดีกว่า“เสี่ยวอวี๋ ได้ยินว่าเจ้ายังมีพี่ชายคนหนึ่งใช่ไหม เจ้าอยากให้เขากลับมาไหม?” ฉินเฟิงลูบหัวของเผยเสี่ยวอวี๋ ถามนางอย่างมีนัยสัญชาตญาณของเขาบอกเขาว่า ฐานะของเผยจี้ใกล้จะถูกเปิดโปงแล้ว“แม่ทัพเผย ตอนนี้เหลือแค่พวกเราสองคน ข้าขอพูดตรงๆแล้วกัน”จู้เจียงเจียงเห็นในห้องเหลือแค่พวกเขาสองคน นางใช้เท้าดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งอยู่ข้างเตียงเขา แล้วเอ่ยถาม “ท่านแต่งงานแล้วใช่หรือไม่?”จู่ๆ นางถามแบบนี้ เผยจี้ตั้งตัวไม่ทัน นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนพูดว่า “ทำไมจู่ๆจึงถามเช่นนี้?”“เมื่อคืนท่านเรียกหาฮูหยินของท่าน ท่านจำไม่ได้หรือ?”อย่างที่คิด ผู้ชายเจ้าชู้เหมือนกันหมด!“ข้าเรียกชื่อนางไปหรือเปล่า?” เผยจี้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ “งั้นนางเห็นข้าบาดเจ็บ นางเสียใจมากหรือไม่?”เห็นท่าทางตอนเขาพูดถึงภรรยานัยน์ตาพลันเปล่งประกาย จู้เจียงเจียงก็ยิ่งรู้สึกโมโห “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านางเสียใจไหม นางไม่ได้อยู่ที่นี่!”ถ้าอยากจะรู้ภรรยาของเขาเสียใจไหม ก็กลับไปดูเองสิ!จู้เจียงเจียงโกรธจนจะลุกเดินหนี แต่เผยจี้ตาไวมือเร็ว ดึงมือของนางไว้ได้ทัน“นางอยู่ นางอยู่ตรงนี้”“อะไรนะ?”จู้เจียงเจียงได้ยินก็กวาดตามองภายในห้องรอบหนึ่ง แม้แต่หลังคาก็ไม่มองข้าม “นางอยู่ที่ไหน?”ให้ตาย!ภรรยาคนอื่นเขาอยู่ที่นี่ พวกเขายังอยู่ในห้องด้วยกัน นี่มันจะน่าอายเกินไปแล้ว“ก็คือเจ้า” เผยจี้ยิ้มให้นางอย่างจนใจ พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ฮูหยิน”“...ท่านเรียกข้าหรือ?” จู้เจียงเจียงชี้นิ้วไปที่หน้าของตัวเองจากนั้น นางก็ยื่นมือไปแตะหน้าผากของเผยจี้ “ไม่มีไข้นะ ทำไมถึงได้เลอะเทอะแบบนี้?”“ฮูหยิน ข้าคือเผยจ้าว”หนึ่งประโยคเบาๆของเผยจี้ กลับกระตุ้นเกลียวคลื่นในใจของจู้เจียงเจียงจนสั่นสะท้าน นางตกใจจนอ้าปากค้าง เนิ่นนานก็พูดไม่ออกสักประโยค“ห้าปีก่อน เอ่อ ไม่สิ ตอนนี้คงจะหกปีแล้วกระมัง หกปีก่อน ข้าและคนอื่นในหมู่บ้าน ถูกจับไปชายแดนด้วยกันโดยไม่ตั้งใจ...”ในตอนที่จู้เจียงเจียงตกตะลึงจนพูดไม่ออกนั้น เผยจี้ก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เขาถูกจับตัวไปเป็นทหารเมื่อหกปีก่อน และเรื่องที่เขาเปลี่ยนสถานะตัวตนให้เป็นคนอื่นอย่างละเอียดโดยไม่ขาดตกไปแม้แต่ตัวเดียวให้นางฟังที่แท้ ในปีที่สองที่เขาถูกจับไปค่ายทหาร ผ่านการต่อสู้หนึ่งครั้ง เขาและเผยจี้บุตรนอกสมรสตัวจริงของตระกูลเผยที่เมืองหลวง ติดอยู่ในกับดักค่ายของศัตรูด้วยกันเผยจี้ซึ่งเป็นรองแม่ทัพในขณะนั้น ร่างกายบาดเจ็บสาหัส ก่อนตายได้เขียนจดหมายเลือดฉบับหนึ่ง พยายามใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายให้เผยจ้าวใช้ฐานะของเขาทะลวงวงล้อมกลับไป ส่วนตัวเขาเองนั้นก็จากไปยังสถานที่แห่งนั้นตลอดกาลเผยจ้าวที่หนีรอดมาได้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำตามคำขอร้องของเผยจี้ จึงตั้งใจที่จะเป็นแม่ทัพเพื่อให้ตระกูลเผยในเมืองหลวงได้ภาคภูมิใจต่อมา เผยจ้าวที่รอดชีวิตมาได้ด้วยการเสียสละของเผยจี้ ก็ได้ใช้ชีวิตในฐานะเผยจี้ สู้รบกับศัตรูอย่างกล้าหาญอยู่ที่ชายแดน ใช้เวลาสามปี ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งหลังจากได้เป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว เขาก็พยายามคิดหาวิธีคืนสถานะของตัวเองอยู่ตลอดเวลาจดหมายเลือดที่เผยจี้ให้เขาก่อนตายนั้น เขาได้ถวายขึ้นไปแล้ว รอแค่ฮ่องเต้อ่านแล้วให้คำตอบหนึ่งแก่เขาแน่นอนว่าก่อนที่จดหมายเลือดจะถูกนำถวายขึ้นไป ไท่ช่างหวงก็ได้ทราบเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ฉินเฟิงเองก็เช่นกัน พวกเขารู้ก่อนนานแล้วว่าเขาคือเผยจ้าวไม่ใช่เผยจี้ ตอนที่ 93: สามีที่ไม่เคยเห็นหน้ากลับมาแล้ว!“ฮูหยิน ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?” เผยจี้ยิ้มถามนางถึงแม้ระหว่างทางจู้เจียงเจียงจะงงงันอยู่บ้าง แต่นางก็เข้าใจในที่สุดคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ก็คือสามีที่นางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน!ความจริงนี้มากะทันหันเกินไป ในชั่วพริบตาจู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่ายากเกินจะรับได้ นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่เขากลับมาจริงๆ!“ท่านให้ข้าได้ตั้งสติก่อน เรื่องนี้…พวกเราแค่…แค่พักเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วกัน”ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะแต่งงานแล้ว เผยเสี่ยวอวี๋ก็เรียกนางว่าพี่สะใภ้มาครึ่งปีกว่า แต่ตลอดมาข้างกายนางไม่มี ‘สามี’ ตัวเป็นๆแบบนี้ดังนั้นนางคุ้นเคยกับชีวิตประจำวันที่ตัวเองดูแลเผยเสี่ยวอวี๋ตามลำพังมานานแล้วตอนนี้จู่ๆมีคนมาบอกนางว่าสามีนางกลับมาแล้ว พลังโจมตีนี้ยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย นางรับไม่ไหว“ท่านแม่ทัพพักผ่อนก่อนเถิด ข้าขอตัวกลับก่อน เรื่องนี้ท่านอย่าเพิ่งบอกกับคนอื่น!”ก่อนจากไป จู้เจียงเจียงยังไม่ลืมเตือนเผยจี้เรื่องนี้ก่อนที่นางจะเตรียมใจเสร็จสิ้น ไม่อนุญาตให้บอกคนอื่นเด็ดขาดแต่ดูเหมือนเผยจี้จะฟังคำพูดของนางแล้วทำหูทวนลม ในเมื่อเขาแสดงสถานะกับนางแล้ว เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไปเขายังอยากจะเข้าพักในบ้านตระกูลเผยอย่างเปิดเผย และเรียกนางว่าฮูหยินอีกด้วย!ไม่รอช้า เผยจี้ดื่มน้ำแกงไก่จนหมด จากนั้นก็ไปนำของที่มารดาเขาทิ้งไว้ให้ที่บ้านสวี่เหล่าเกินเพราะเผยเสี่ยวอวี๋เคยบอกว่า ก่อนที่มารดาของเขาจะเสียชีวิต ได้นำสิ่งของทั้งหมดในบ้านไปฝากสวี่เหล่าเกินไว้ หลังจากที่เขากลับมา ให้เขาไปเอาของที่สวี่เหล่าเกินก่อนสวี่เหล่าเกินเองก็ไม่คิดไม่ฝัน แม่ทัพใหญ่ที่มีอำนาจตรงหน้าผู้นี้จะเป็นเผยจ้าวเด็กกะโปโลตอนนั้น!“มิน่า ข้าเห็นเจ้าแวบแรกก็รู้สึกว่าเจ้าหน้าตาเหมือนเสี่ยวจ้าว แต่เวลานั้นเห็นเจ้ามีอำนาจแบบนั้น ข้าจึงไม่กล้าทำเป็นรู้จัก”สวี่เหล่าเกินดีใจสุดๆ เด็กตอนนั้นที่เห็นจนโต ตอนนี้กลายมาเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งแล้ว เขายิ่งดูก็ยิ่งดีใจ“นับว่าฟ้าดินยังเห็นใจตระกูลเผยของพวกเจ้า ไม่ทำให้เจ้าเกิดเรื่อง ไม่อย่างนั้นเชื้อสายตระกูลเผยก็คงขาดตอนไปแล้ว” สวี่เหล่าเกินพูดไปพลางก็เช็ดน้ำตาไปพลาง“ปู่สวี่ ก่อนหน้านี้ไม่อาจเปิดเผยสถานะกับปู่ได้ เพราะมีเหตุจำเป็นจริงๆ ตอนนี้เรื่องที่ข้าคือเผยจ้าวบอกกับทุกคนได้แล้ว ยังหวังว่าทุกคนจะไม่ตำหนิข้า”ถึงอย่างไรหนังสือเลือดก็ถวายขึ้นไปแล้ว เรื่องการคืนฐานะของเขาก็ขึ้นอยู่กับเวลา เผยจี้จึงตัดสินใจไม่ปิดบังคนในหมู่บ้านอีกต่อไป“ไม่เลย ไม่เลย เจ้าช่วงชิงเกียรติยศมาให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรา พวกเราจะไปตำหนิเจ้าได้อย่างไร”สวี่เหล่าเกินแทบอยากจะบอกทั้งเมืองเจียงหนานให้รู้ว่า หมู่บ้านของพวกเขามีลูกหลานเป็นถึงแม่ทัพใหญ่คนหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่มีทางตำหนิเขาเผยจี้เห็นแบบนี้ก็สบายใจ “ปู้สวี่ ของที่แม่ข้าฝากไว้ ปู่ยังเก็บไว้ให้ข้าอยู่หรือไม่?”พูดถึงเรื่องนี้ สวี่เหล่าเกินตบท้ายทอย รีบเดินกลับเข้าไปในบ้าน หยิบของที่แม่เผยทิ้งไว้ออกมาเป็นจี้หยกหนึ่งชิ้น และโฉนดที่ดินหลายฉบับ“ของอยู่ที่นี่หมดแล้ว เจ้าดูสิ” สวี่เหล่าเกินยื่นของให้เผยจี้อย่างระมัดระวัง ทั้งยังบอกคำพูดก่อนตายของมารดาเขาให้ฟัง“จริงด้วย เรื่องที่เจ้ากลับมา สะใภ้เล็กรู้หรือไม่? นางเป็นเจ้าสาวที่แม่เจ้าขอมา ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ นางก็เป็นพี่สะใภ้ของเสี่ยวอวี๋”สวี่เหล่าเกินกังวลใจแทนจู้เจียงเจียงอยู่บ้างด้วยฐานะของเผยจี้ตอนนี้ กลัวว่าเขาจะไม่ชอบหญิงสาวชาวบ้านอย่างจู้เจียงเจียง วันหลังอยู่บ้านตระกูลเผย นางคงต้องลำบากแล้ว“ปู่สวี่ เรื่องนี้ยังต้องให้ปู่ออกหน้าพูดกับฮูหยินให้ข้าสักหน่อย”ตอนนี้จู้เจียงเจียงไม่อยากยอมรับเขาในฐานะสามี เผยจี้จึงทำได้แค่เชิญสวี่เหล่าเกินร่วมเดินทางมาสร้างแรงกดดันให้จู้เจียงเจียงหน่อยบ้านตระกูลเผยตั้งแต่จู้เจียงเจียงรู้ว่าเผยจี้ก็คือสามีที่นางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พอกลับมาถึงบ้าน นางก็เริ่มคิดคำนวณทรัพย์สินในบ้านทันที คิดอยู่ว่าหลังถูกหย่านางจะได้ทรัพย์สินติดตัวไปมากน้อยแค่ไหนตอนที่ลูกคิดกำลังตีกันเสียง *ติกๆ* สวี่เหล่าเกินก็วิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น“สะใภ้เล็ก ข่าวดีๆ สามีเจ้ากลับมาแล้ว!”“อะไรนะ?!”จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้ ก็โกรธจนเกือบจะบีบพู่กันในมือหัก นางบอกไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกคนอื่นไม่ใช่หรืออย่างไร? ทำไมแค่หมุนตัวเผยจี้ก็บอกออกไปแล้ว!เผยจี้ที่ได้รับบาดเจ็บ พลังชีวิตอ่อนแอ เดินตามหลังมาอย่างช้าๆตอนเข้าบ้านเห็นจู้เจียงเจียงมองมาอย่างดุร้าย เขาก็รู้ทันทีว่านางกำลังโกรธอีกแล้ว“ฮูหยิน”เขาทำหน้ายิ้ม เผชิญกับสายตาอันดุร้ายของนาง ใช้รอยยิ้มตอบรับทุกอารมณ์ของนาง“ห้ามเรียกข้าว่าฮูหยิน!” จู้เจียงเจียงตะโกนห้ามเขาเผยจี้ยังไม่ทันตั้งตัว สวี่เหล่าเกินที่อยู่ข้างๆ ก็ทนดูต่อไปไม่ได้ เอ่ยปากเตือน “สะใภ้เล็ก นี่เจ้าก็ทำไม่ถูก เสี่ยวจ้าวเป็นสามีเจ้า เจ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร”“แต่ว่า...”จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ สวี่เหล่าเกินก็พูดแทรกนาง “สะใภ้เล็ก เจ้าเชื่อปู่ เมื่อครู่ข้ายืนยันกับเสี่ยวจ้าวแล้ว นี่คือเสี่ยวจ้าวจริงๆ เสี่ยวจ้าวกลับมาแล้ว” สวี่เหล่าเกินรู้สึกดีใจแทนพวกเขาจริงๆ เขาดึงจู้เจียงเจียงให้เข้ามาใกล้ พยายามเร่งให้นางเรียกสามี“สะใภ้เล็ก เรียกเร็วเข้า นี่คือสามีของเจ้านะ”“...” นี่จะให้นางเรียกออกมาได้อย่างไร?อีกอย่างนางไม่ได้ต้องการสามีคนนี้“ปู่สวี่ เรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันวันหลังดีไหม?” จู้เจียงเจียงคิดจะใช้กลยุทธ์ถ่วงเวลา ลากได้นานแค่ไหนก็ลากไปเท่านั้น ดีที่สุดชั่วชีวิตนี้ก็อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยแต่สวี่เหล่าเกินไม่ให้โอกาสนี้กับนาง“นี่จะค่อยคุยกันวันหลังได้อย่างไร? สะใภ้เล็กเจ้าอย่าลืม ตอนนั้นเจ้าเป็นคนอาสามาเป็นเจ้าสาวแต่งกับเสี่ยวจ้าวเอง” สวี่เหล่าเกินพูดถึงเรื่องในอดีตคำพูดนี้ทำให้จู้เจียงเจียงโต้แย้งไม่ได้ตอนนั้นนางอาสาเสนอตัวแต่งเข้าตระกูลเผยเองจริงๆ แต่ตอนนั้นนางไม่รู้ว่าเผยจ้าวจะกลับมาเร็วขนาดนี้!นี่ทำไมไม่ค่อยเหมือนในความทรงจำ?“ที่แท้ฮูหยินก็อาสาแต่งกับข้าเอง ข้าซาบซึ้งใจจริงๆ” เผยจี้เหมือนจะจับจุดนางได้ทันทีในเมื่อนางอาสาแต่งมาด้วยตัวเอง งั้นก็ง่ายแล้ว ชาตินี้นางอย่าคิดหนี“สะใภ้เล็กยังนิ่งอยู่ทำไม เรียกสิ” สวี่เหล่าเกินเห็นจู้เจียงเจียงพูดอะไรไม่ออก ก็เร่งอีกรอบจู้เจียงเจียงเถียงสู้พวกเขาสองคนไม่ได้ หลังจากสูดลมหายใจลึกๆหลายครั้ง มองเผยจี้อ้าปากแต่คำว่า ‘ท่านพี่’ ฟังอย่างไรมันก็น่าอายจริงๆ ไม่ว่าอย่างไรนางก็เรียกไม่ออก!สุดท้าย คำพูดเกาะอยู่ริมฝีปากหมุนนางหนึ่งรอบ ก่อนนางจะเปลี่ยนคำเรียกเขาเป็น ‘อาจ้าว’ แทนได้ยินคำเรียกนี้ เผยจี้นิ่งอึ้งอยู่กับที่ไปทันทีกลับเป็นสวี่เหล่าเกินที่ไม่เข้าใจความรักหนุ่มสาว ยังคิดจะให้จู้เจียงเจียงเปลี่ยนคำเรียกเป็นสามี“ปู่สวี่ ฮูหยินคงต้องการเวลาเพื่อให้คุ้นชิน ก็ให้นางเรียกแบบนี้ไปก่อนเถิด” เผยจี้ออกมาพูดแทนจู้เจียงเจียงสวี่เหล่าเกินเห็นคนต้นเรื่องไม่สนใจ งั้นเขาก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก ปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่กันตามลำพัง ส่วนเขาก็ขอตัวกลับบ้านก่อนภายในบ้านไม่มีคนอื่น เผยจี้ดึงมือของจู้เจียงเจียงมากุมอย่างใจกล้า “ฮูหยิน เรียกข้าอีกสักครั้ง”เขาชอบเมื่อครู่ที่นางเรียกเขาแบบนั้นถึงแม้เรื่องที่เขาเป็นเผยจ้าวทุกคนจะรู้แล้ว แต่ก่อนที่ฮ่องเต้จะมีพระราชโองการลงมาให้เขา เขายังต้องแบกชื่อเผยจี้ เป็นแม่ทัพใหญ่นี้ไปก่อนดังนั้น อาจ้าวเหมือนจะเหมาะสมกับเขามากกว่าท่านพี่ ตอนที่ 94: หาผู้รับเหมาเผชิญหน้าการเปลี่ยนหน้าหลายครั้ง“เรียกปู่เจ้าสิ!”จู้เจียงเจียงเหยียบเท้าของเผยจี้แรงๆ แล้วบิดไปบิดมา เพื่อระบายความโกรธเผยจี้เจ็บจนหน้าตาบิดเบี้ยว บวกกับบนตัวยังบาดเจ็บอยู่ จึงล้มลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น ภรรยาเขาคนนี้ช่างดุร้ายจริงๆแต่จะทำอย่างไรได้ ถึงอย่างไรเขาก็กลับมาแล้ว นางย่อมต้องยอมรับความจริงเรื่องที่ว่เขาคือสามีของนางจู้เจียงเจียงไม่สนเผยจี้ที่นั่งกองอยู่ที่พื้น หลังเก็บของบนโต๊ะเสร็จ ก็เดินออกจากบ้านไปอย่างโมโหเพราะเรื่องขโมยข้าว คนในหมู่บ้านจึงรีบเก็บเกี่ยวพืชผลกันล่วงหน้า ฉากการเก็บเกี่ยวนาข้าวก็เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์มีแต่จู้เจียงเจียงที่ไม่ร้อนใจสักนิด ในความทรงจำของนาง หลังเรื่องขโมยข้าวจบลง เมืองเจียงหนานก็เข้าสู่สถานะคลื่นสงัดลมสงบไม่มีภัยธรรมชาติ ไม่มีคนก่อเหตุ พืชผลของนางก็ค่อยๆเก็บได้ไม่มีปัญหาตอนนี้นางออกบ้านไปในเมืองเพื่อหาช่างไม้เรื่องฟื้นฟูที่ดินหลังเขาเสร็จแล้ว ต้นกล้าก็อยู่ในการเพาะเลี้ยง เรื่องสร้างสถานศึกษาก็ขึ้นมาอยู่ในกำหนดการได้แล้วถึงแม้เผยจี้จะกลับบ้านมาอย่างกะทันหัน ทำให้จู้เจียงเจียงเกิดความคิดอยากบินหนีไปให้ไกลจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแต่ข่าวการรับสมัครนักเรียนของนางกระจายออกไปแล้ว ทำไงได้ก่อนจากไป นางต้องทำเรื่องสถานศึกษาให้สำเร็จก่อนค่อยว่ากันสร้างสถานศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจและละเอียดรอบคอบ จู้เจียงเจียงคิดจะหาช่างมืออาชีพมาทำหลังจากคนในหมู่บ้านเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จ ยังต้องช่วยนางซ่อมแซมถนน เรื่องสร้างบ้านพวกเขายังไม่มีเวลาว่างตอนออกจากบ้านก็เที่ยงตรง พอถึงในเมืองก็บ่ายแล้วด้วยคำแนะนำของหลิวเชิงคนขายไม้ จู้เจียงเจียงมาถึงบ้านหนึ่งในเมืองที่มีอาชีพสร้างบ้านโดยเฉพาะแต่ประตูบานนี้ดูแล้ว...ทำไมเหมือนยากจนอย่างนั้น?ไม่ใช่ว่าการสร้างบ้านให้คนอื่นทำเงินได้เยอะไม่ใช่หรือ?จู้เจียงเจียงเคาะประตู ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านในในขณะที่ประตูถูกเปิดออก ใบหน้าของชายหนุ่มที่วิ่งออกมาจากด้านในก็เปลี่ยนจากตื่นเต้นและคาดหวังเป็นผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดถึงแม้นางจะแต่งกายไม่ค่อยดีมากนัก แต่เห็นนางแล้วก็ไม่จำเป็นต้องผิดหวังมากขนาดนั้นก็ได้กระมัง?จู้เจียงเจียงบ่นพึมพำในใจ บนใบหน้ากลับยังฝืนยิ้มออกมา ถามอย่างมีมารยาทว่า “ไม่ทราบว่าที่นี่ใช่บ้านช่างไม้สองพี่น้องโจวสือและโจวเซี่ยนหรือไม่?”“ข้าคือโจวเซี่ยน แม่นางหาข้ากับพี่ชายมีธุระอะไรหรือ?” คนในบ้านเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้ง กลายเป็นสุภาพเกรงใจต่อนางได้ยินว่าคนตรงหน้าก็คือโจวเซี่ยน ช่างไม้ฝีมืออันดับหนึ่ง จู้เจียงเจียงอดมองสำรวจด้วยความสงสัยไม่ได้คนนี้ดูอายุประมาณยี่สิบต้นๆ สูงกว่านางประมาณหนึ่งศีรษะ ในวันที่อากาศหนาวจัดขนาดนี้ นางยังต้องสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายออกจากบ้าน ทว่าชายตรงหน้าคนนี้กลับสวมเพียงเสื้อที่ไม่มีแขนตัวหนึ่งแขนทั้งสองข้างที่โผล่ออกมาแข็งแรงมาก แค่ดูก็รู้ว่าใช้แขนทำงานหนักอยู่เป็นประจำ ส่วนหน้าตา...ก็ดูเป็นคนซื่อสัตย์!ซื่อสัตย์ซื่อตรง!น่าจะเป็นคนที่เชื่อถือได้จู้เจียงเจียงพึงพอใจกับคนที่อยู่ตรงหน้ามาก ยิ้มแล้วพูดถึงเป้าหมายการมากับเขา “พี่ชายโจว หลิวเชิง เถ้าแก่หลิวแนะนำข้ามา อยากจะขอพวกท่านสองคนพี่น้องไปในหมู่บ้านช่วยข้าสร้างบ้านสองสามหลัง”“สร้างบ้านหรือ?” โจวเซี่ยนได้ยินคำนี้ก็ทำหน้าบึ้งตึงทันที “ไม่รับ!”การปฏิเสธตรงๆแบบนี้ของเขา ทำให้จู้เจียงเจียงมึนงงเล็กน้อย มีงานให้พวกเขาทำ พวกเขากลับไม่รับ?“ทำไมล่ะ? เถ้าแก่หลิวบอกว่าช่วงนี้ตอนนี้พวกท่านว่างอยู่ มีเวลาสร้างบ้านได้”“ไม่รับก็คือไม่รับ แม่นางกลับไปเถิด” โจวเซี่ยนโบกมือให้จู้เจียงเจียงอย่างไม่พอใจ พูดๆอยู่ก็ปิดประตูลงทันทีจู้เจียงเจียงโกรธจนขนพองขึ้นแล้วกับท่าทางของเขา กำลังจะออกฤทธิ์ก็ได้ยินเสียงคนหนึ่งดังมาจากในลานบ้าน“โจวเซี่ยน เจ้าไล่แขกออกไปอีกแล้วหรือ เจ้ายังอยากมีชีวิตต่อไปหรือไม่!”คนที่พูดก็เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุพอๆกับโจวเซี่ยน ลักษณะก็ไม่ต่างกันมาก แต่มีความสุขุมกว่าโจวเซี่ยนมากเห็นคนนั้นเดินมา โจวเซี่ยนทำหน้าซื่อทันที ลักษณะเหมือนรอโดนอบรมอย่างไรอย่างนั้น“แม่นาง น้องชายข้าไม่รู้ความ ก่อปัญหาให้แม่นางแล้ว” โจวสือขอโทษกับนางก่อนคนที่มาเรียกตัวเองว่าโจวสือ เขาดูสุภาพมีมารยาท มีท่าทีปฏิบัติที่ควรมีกับแขกที่มาถึงบ้าน “แม่นางมีธุระเข้าบ้านไปคุยกันก่อนเถิด เชิญ”จู้เจียงเจียงถูกเชิญเข้าบ้าน ตอนเดินผ่านลานบ้านของตระกูลโจว นางกวาดตามองการออกแบบภายในลานแวบหนึ่งคร่าวๆที่วางอยู่ภายในลานบ้านล้วนเป็นเครื่องมือเกี่ยวกับงานไม้ ท่อนไม้ ขี้เลื่อยเกลื่อนเต็มพื้นในเมื่อมีฝีมือขนาดนี้ ทำไมบ้านของตระกูลโจวถึงดูแล้วยากจนเหมือนประตูลานบ้าน? หลิวเชิงบอก ตอนกลางปีพวกเขาเพิ่งสร้างบ้านให้กับนายท่านที่มีเงินคนหนึ่งไปไม่ใช่หรือ?โจวสือเดินนำนางเข้าไปในบ้าน ภายในยังมีเด็กอีกสามคน สองชายหนึ่งหญิง รูปร่างประมาณเด็กอายุห้าหกขวบ กำลังนั่งเล่นอยู่บนม้าโยกแต่นอกจากพวกเขาสองคนพี่น้องและเด็กสามคนแล้ว ก็ไม่เห็นมีผู้หญิงอยู่สักคน“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เมื่อครู่โจวเซี่ยนล่วงเกินแม่นางแล้ว”โจวสือยกน้ำถ้วยหนึ่งให้นาง ในน้ำยังเห็นใบชาหลายใบลอยอยู่ในถ้วยหรือพวกเขาก็ดื่มใบชาบ้านนาง?“แม่นางมาวันนี้ ต้องการจะสร้างบ้านหรือ? สร้างกี่ห้อง? เริ่มงานเมื่อไร?” โจวสือถามต่อเนื่องหลายคำถาม เห็นชัดว่ารีบร้อนหน่อยๆเพราะว่าหลิวเชิงเป็นคนแนะนำ จู้เจียงเจียงจึงไม่สงสัยเขา พูดความต้องการของตัวเองออกมา“ข้าต้องการสร้างเรือนสี่ประสาน กลางลานมีอาคารไม้สองชั้นหรือสามชั้น อีกอย่างข้าค่อนข้างรีบร้อน หากวันนี้พวกเราคุยตกลงกันได้ ข้าหวังให้เริ่มงานยิ่งเร็วยิ่งดี”“สร้างบ้านอีกแล้ว?” โจวเซี่ยนได้ยินงานใหญ่แบบนี้ ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมรับ “พี่ รับไม่ได้ พี่ลืม…”โจวเซี่ยนยังพูดไม่ทันจบ โจวสือก็ยกมือห้ามเขาเขาหันหน้ากลับไปถามจู้เจียงเจียง “แม่นาง พวกเราสร้างบ้าน ก่อนเริ่มงานต้องเก็บเงินค่าวัสดุก่อน ยังต้องเก็บเงินค่าแรงครึ่งหนึ่งด้วย เงื่อนไขนี้หากเจ้าตกลง พวกเราก็คุยรายละเอียดกันต่อ”โจวสือนึกว่า อย่างไรจู้เจียงเจียงก็จะต้องต่อรองกับเขาก่อนแต่ใครจะรู้ คิดไม่ถึงว่านางไม่คิดสักนิดก็ตอบตกลงแล้ว “ได้แน่นอน นี่เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำไม่ใช่หรือ?”“หา?”สองพี่น้องตระกูลโจวเห็นนางตอบตกลงแล้ว ก็มองหน้ากันและกัน ตกใจนิ่งอึ้งอยู่กับที่ไปครู่หนึ่ง“เป็นอะไรไป?” ปฏิกิริยาตอบสนองนี้ของพวกเขา กลับทำให้จู้เจียงเจียงมึนงงเกิดอะไรขึ้น?“ช่างดีจริงๆ ขอเสียมารยาทถามชื่อแซ่แม่นาง ตอนนี้พวกเราก็คุยเรื่องรายละเอียดสร้างบ้านกันได้เลย!” โจวเซี่ยนแสดงการเปลี่ยนหน้าอีกครั้ง เดินขึ้นหน้ามาอย่างตื่นเต้น มองจู้เจียงเจียงด้วยสายตาคาดหวังจู้เจียงเจียงก็เพิ่งรู้ตอนนี้ ที่แท้ตอนกลางปีพวกเขาสองพี่น้องตระกูลโจว ช่วยนายท่านในเมืองท่านนั้นสร้างบ้านใหญ่หลังหนึ่ง สำรองเงินตัวเองออกไปก่อนไม่น้อย แต่ถึงตอนหลัง บ้านสร้างเสร็จแล้วนายท่านผู้นั้นกลับไม่ยอมจ่ายเงินสองพี่น้องสำรองเงินทั้งหมดในบ้าน จนถึงตอนนี้ก็ยังค้างเงินค่าแรงของลูกน้องเมื่อถูกหลอกลวง ทั้งสองคนพยายามทวงถามเงินค่าจ้างหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ภรรยาโกรธจนกลับบ้านเกิดไปแล้วดังนั้นเมื่อโจวเซี่ยนได้ยินว่ามีคนต้องการให้พวกเขาสร้างบ้าน โดยเฉพาะงานใหญ่ เขาก็จะรู้สึกรังเกียจ เพราะแบบนี้เมื่อครู่เขาถึงทำเรื่องชักสีหน้าหลายครั้งใส่นาง“พวกท่านไม่ได้ลงนามหนังสือสัญญากับคนผู้นั้นหรือ? ใต้เท้าจูล่ะ ทำไมไม่ไปที่ที่ว่าการ ขอใต้เท้าจูช่วยทวงความยุติธรรมให้?”จู้เจียงเจียงก็รู้สึกโกรธแทนพวกเขา ดูท่าเรื่องการติดค้างหรือจ่ายเงินค่าแรงล่าช้า ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็มี ตอนที่ 95: ฮูหยิน ข้ามาต้อนรับเจ้ากลับบ้าน“ไม่มีหนังสือสัญญา ดังนั้นเรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างบอกว่าตัวเองมีเหตุผล ใต้เท้าจูก็ประวิงเวลาไปเรื่อยๆ พวกเรามีความทุกข์ใจแต่ยากจะพูดได้!”ดูท่าทางของโจวสือเหมือนเขาอยากจะยอมรับชะตากรรมแล้วเรื่องนี้ของตระกูลโจว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของลูกค้าคนหนึ่งอย่างนางที่เพิ่งมาวันนี้จะเข้าไปยุ่ง ถึงจู้เจียงเจียงจะมีใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ“พี่ชายโจว ท่านวางใจได้ ท่านช่วยข้าสร้างบ้าน ข้าลงนามหนังสือสัญญากับท่าน หลังจากทำงานเสร็จ รับประกันจะไม่จ่ายค่าแรงพวกท่านล่าช้า” จู้เจียงเจียงพูดอยู่ก็หยิบกระดาษสองแผ่นจากแขนเสื้อออกมาก่อนนางจะทำเรื่องอะไร ก็จะเตรียมการมาอย่างละเอียดรอบคอบเสมอ ดังนั้น ตอนนี้นางจึงมีหนังสือสัญญาที่เขียนเสร็จไว้แล้ว “นี่คือหนังสือสัญญา พวกท่านดูก่อน ยังต้องการเพิ่มข้อกำหนดอะไรอีกไหม พวกเราสามารถเพิ่มตอนนี้ หลังลงนามเสร็จ พวกเราต่างฝ่ายต่างเก็บไว้คนละหนึ่งฉบับ”“เพียงไม่นานก็เขียนหนังสือสัญญาเสร็จแล้วหรือ?”สองคนพี่น้องตระกูลโจวรับหนังสือสัญญามาอย่างระมัดระวัง ยังนึกว่าคนมีเงินทำของหลอกลวงพวกเขาอีกแล้วแต่ตอนที่พวกเขาเห็นเนื้อหาบนหนังสือสัญญาแล้ว ชั่วพริบตาก็รู้สึกว่าความคิดเมื่อครู่ของตัวเองช่างสกปรกยิ่งนักนี่มันคือหนังสือสัญญาที่ไหน มันเป็นเรื่องดีที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าต่างหาก!ที่เขียนทั้งหมดข้างบนนั้นชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นค่าบาดเจ็บจากการทำงาน ค่าอาหารเพิ่มเติม วิธีการชำระค่าแรงเป็นต้น!เมื่อก่อน หากพวกเขามีของสิ่งนี้ ยังต้องกลัวจะถูกคนรวยผู้นั้นหลอก จนต้องมาตกอับเหมือนอย่างวันนี้อีกหรือ?“แม่นางจู้ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะลงนามหนังสือสัญญาฉบับนี้กับพวกเราจริงๆ?” โจวสือถามอย่างไม่แน่ใจจู้เจียงเจียงพยักหน้าอย่างมั่นใจ นี่ยังต้องสงสัยอีกหรือ?“ลงนาม! พี่ รีบลงนามเร็ว!” โจวเซี่ยนวางหนังสือสัญญาในมือ หมุนตัวไปหากระดาษและพู่กันในบ้านมาให้โจวสือลงนามโจวสือยกพู่กันค้าง มองสำรวจจู้เจียงเจียงอีกครั้ง ลังเลอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเขียนชื่อของตัวเองลงไปเขาเชื่อว่าหญิงสาวที่หน้าตาสวยหวานและมีรอยยิ้มจริงใจที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้จะไม่หลอกลวงพวกเขาแน่นอน!ในความเป็นจริง จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงพวกเขาอยู่แล้วไม่เพียงแค่นั้น ในระหว่างการสร้างบ้านอยู่นั้น นางยังจะช่วยพวกเขาทวงคืนเงินค่าแรงที่คนรวยผู้นั้นติดค้างพวกเขาอยู่กลับมาด้วยเพราะว่าการสร้างบ้านจำเป็นต้องคุยเรื่องรายละเอียดมากมาย จู้เจียงเจียงอยู่ในเมืองจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าถึงลุกขึ้นกลับบ้านตอนออกประตูเมือง ท้องฟ้าก็มืดมิดแล้วลมหนาวพัดกระโชกแรงกว่าตอนกลางวันถึงสองเท่า จู้เจียงเจียงกอดเสื้อคลุมบนตัวแน่น มุ่งหน้าเดินทางกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอย่างช้าๆเผยจี้ใช้เวลาทั้งช่วงบ่าย ขนของทั้งหมดของตัวเองที่วางอยู่ในหอจินชิวย้ายมาไว้ในห้องของจู้เจียงเจียง หลังจากขนย้ายเสร็จก็คุยกับพวกชาวบ้านที่มาทักทายเขาตลอดช่วงบ่ายทุกคนกำลังรอจู้เจียงเจียงกลับมาอยู่ เพื่อเอ่ยแสดงความยินดีกับนางแต่ใครจะรู้ พวกเขารอตั้งแต่ตอนบ่ายถึงฟ้ามืดแล้ว จู้เจียงเจียงก็ยังไม่กลับมา“อดีตหัวหน้าหมู่บ้าน หรือว่าสะใภ้เล็กจะโกรธจนกลับบ้านเกิดไปแล้ว?”“จริงด้วย หรือนางโทษที่เสี่ยวจ้าวปกปิดสถานะ โกรธที่เขาไม่กลับมาเร็วกว่านี้?”“ไม่ๆ ไม่มีทาง พวกเจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อ!”สวี่เหล่าเกินดุเสียงเบา ปัดคำพูดนินทาของชาวบ้านพวกเขาก็จริงๆเลย ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะกำลังโกรธเผยจี้อยู่จริงๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะมาพูดได้หรือไม่เห็นว่าตอนนี้เผยจี้หน้าเสียแค่ไหน?“เสี่ยวจ้าว เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ไม่แน่ว่าสะใภ้เล็กอาจมีเรื่องอะไรทำให้ล่าช้า อีกประเดี๋ยวนางก็กลับมาแล้ว” สวี่เหล่าเกินก้าวมาข้างหน้าพูดปลอบใจสองประโยค“เอาแบบนี้ ข้าให้ย่าหลิวทำกับข้าวให้เจ้ากับเสี่ยวอวี๋กินกันก่อนสักมื้อดีไหม?”เผยจี้และเผยเสี่ยวอวี๋สองคนพี่น้องนั่งอยู่บนระเบียงหน้าบ้าน มองไปยังทางเข้าหมู่บ้านด้วยสายตาที่เฝ้ารอจู้เจียงเจียงกลับมาตาปริบๆการกลับบ้านดึกวันนี้ของจู้เจียงเจียง ทำให้สองคนพี่น้องตระกูลเผยรู้อย่างซึ้งลึกซึ้ง บ้านหลังนี้ไม่มีนางไม่ได้จริงๆ“ปู่สวี่ ไม่ต้องหรอก ปู่กลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ปู่ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”เผยจี้ทำหน้าเหงาหงอย เสียงก็เรียบจนไร้ความรู้สึก ถึงแม้จะมีน้องสาวอยู่ข้างกาย เขาก็ไม่มีความสุขเลยจู้เจียงเจียง เจ้าไม่อยากให้ข้ากลับมาขนาดนี้เชียวหรือ?ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง เผยจี้ให้เผยเสี่ยวอวี๋กลับไปนอนก่อน เขารออยู่หน้าประตูคนเดียว คืนนี้ตั้งใจจะรอจนจู้เจียงเจียงกลับมาให้ได้แต่จู้เจียงเจียงกลับบ้านเกิดที่ไหนกัน?ถ้านางจำเป็นต้องเลือกอยู่ตระกูลเผยหรือตระกูลจู้ นางเต็มใจอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเผยจี้ อย่างไรก็ไม่ยอมกลับตระกูลจู้ สถานที่สุดยอดนั้นแน่นอนอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง อย่างน้อยนางก็ยังมีอำนาจในการพูดดังนั้นนางกลับมาแล้วหน้าประตูหมู่บ้าน ร่างเล็กๆร่างหนึ่งปรากฏลางๆในความมืด เผยจี้สายตาดี แวบเดียวก็เห็นนางแล้วเขาไม่สนบาดแผลบนร่างกาย ฝืนใช้กำลังภายใน กระโดดตัวปลิวไปต้อนรับจู้เจียงเจียงเดิมทีจู้เจียงเจียงเดินบนถนนตอนกลางคืนลำพังก็กลัวอยู่แล้ว จู่ๆ เหนือศีรษะยังมีคนคนหนึ่งตกลงมาจากบนท้องฟ้า นางตกใจกลัวจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นแต่เมื่อนางเห็นลักษณะของคนที่ตกลงมาตรงหน้า รวมถึงเสียงไอหนักๆของเขา นางถึงสงบลง“แม่ทัพเผย ท่านไม่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงดีๆ มาทำอะไรที่นี่?” นางก้มลงไปประคองเขา ยังไม่ลืมตำหนิเขาหนึ่งรอบทำให้คนต้องห่วงได้ตลอดจริงๆ!ตอนเผยจี้ตกลงมาก็กระอักเลือดออกมาด้วย แต่เขาเช็ดออกเร็วมาก จู้เจียงเจียงไม่ทันได้เห็น “ฮูหยิน ข้ามาต้อนรับเจ้ากลับบ้าน”“...” แบบนี้อีกแล้วจู้เจียงเจียงประคองเขายืนขึ้น แล้วพยายามให้เขาเดินเอง “ไหวไหม?”เผยจี้ไออีกหลายครั้ง เขาไหว แต่เขาไม่อยากไหว “ฮูหยินประคองข้าหน่อย”“ท่านเดินแทบไม่ไหวแล้วยังมาต้อนรับข้า นี่มันหางานให้ข้าชัดๆไม่ใช่หรือ?” จู้เจียงเจียงแขวะไปพลาง จับแขนของเขาพาดไหล่ตัวเอง ประคองเขากลับไปในหมู่บ้านไปพลางบนเส้นทางเดินกลับ ยืมใช้สายลมหนาว จู้เจียงเจียงคิดทบทวนอย่างใจเย็นอันที่จริงตั้งแต่นางอาสาแต่งมาตระกูลเผยเอง นางก็ต้องเตรียมใจกับการกลับมาอย่างกะทันหันของเผยจ้าวอยู่ตลอดเวลา นี่คือความจริงที่แก้ไขไม่ได้ในเมื่อเป็นแบบนี้ เมื่อความจริงเกิดขึ้นแล้ว ทำไมนางจะยอมรับอย่างสงบไม่ได้?ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป และชีวิตนางก็กำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ นางจะไม่หยุดชีวิตเพียงเพราะเผยจ้าวกลับมาอย่างกะทันหันดังนั้น นางวางแผนจะนั่งคุยดีๆกับเผยจ้าวถ้าเขายอมรับการแต่งงานครั้งนี้ เช่นนั้นนางก็จะยอมรับสามีอย่างเขา หากเขาไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร อย่างมากนางก็แค่ย้ายไปอาศัยอยู่ด้วยกันกับพวกน้องห้าไม่ว่าอย่างไร พืชผลและธุรกิจของนางจะหยุดไม่ได้!“แม่ทัพเผย ท่านรับความจริงที่ตัวเองมีภรรยาเพิ่มมาหนึ่งคนอย่างไม่ทันตั้งตัวได้ไหม?” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็เอ่ยถามขึ้นเผยจี้อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดโพล่งออกมาว่า “เจ้าคือภรรยาของข้า!”“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ งั้นข้ามีบางคำพูดจำเป็นต้องพูดไว้ก่อน”ท่าทีของเขาเด็ดเดี่ยวกว่าที่จินตนาการไว้มาก จู้เจียงเจียงรู้สึกดีใจในเวลาเดียวกัน ทว่าก็ยังไม่ลืมยืนหยัดในหลักการของตัวเอง“ในฐานะที่ข้าเป็นภรรยาที่ท่านขอแต่งงานอย่างเป็นทางการ มีคำขอไม่กี่เรื่องที่ต้องบอกท่านไว้ให้ชัดเจน ข้อหนึ่ง ท่านห้ามรับอนุภรรยา ข้อสอง ข้าต้องการดูแลบ้านต่อไป ท่านห้ามสั่งหรือยุ่งเรื่องของข้า ข้อสาม ก่อนข้าจะอายุยี่สิบ จะไม่มีบุตร!”นางยื่นคำขอกับเขาอย่างดื้อรั้น คำพูดนี้หากถูกพวกสวี่เหล่าเกินได้ยิน ต้องว่านางปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องแน่นอน แต่นางจำเป็นต้องทำแบบนี้“หากท่านเห็นด้วย งั้นท่านก็ย้ายกลับมาอยู่บ้าน หากท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็หย่า ข้าไม่กล่าวโทษใดๆ” ตอนที่ 96: หากข้าไม่ใช่แม่ทัพอีกต่อไป เจ้าจะเลี้ยงข้าไหม?เผยจี้ไม่ได้ตอบคำถามของจู้เจียงเจียงโดยตรงนางให้ข้อสมมติกับเขามากมาย เช่นนั้นเขาก็อยากให้ข้อสมมติหนึ่งกับนาง“ฮูหยิน หากอนาคตมีวันหนึ่งข้าไม่ใช่แม่ทัพอีกต่อไป แต่กลับไปเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งอีกครั้ง เจ้าจะยังอยู่ตระกูลเผย อยู่ข้างกายข้าหรือไม่?”นี่ไม่ใช้ข้อสมมติหนึ่งแต่เป็นเรื่องที่มีมูลเรื่องที่เขาสวมรอยแทนเผยจี้ ถึงแม้จะมีหนังสือเลือดของเผยจี้เป็นตัวรับประกัน แต่ใจฮ่องเต้ยากจะคาดเดา ไท่ช่างหวงเข้าใจถึงการเสียสละของเขาต่อราชวงศ์ต้าหลี่ และให้เขาดำรงตำแหน่งขุนนางอย่างเป็นทางการ ทว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นไม่แน่นอนถ้าหากวันหนึ่งเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งขุนนางเพราะหลอกลวงฮ่องเต้ จนกลายเป็นสามัญชนคนธรรมดา ไม่ใช่แม่ทัพขั้นที่หนึ่งอย่างในตอนนี้อีกต่อไป ถึงขนาดที่แม้แต่ชีวิตก็อาจรักษาไว้ไม่ได้จริงๆนางยังจะอยู่ตระกูลเผยต่อ และเป็นภรรยาแต่งของเขาอยู่หรือไม่?คำถามนี้ จู้เจียงเจียงตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “งั้นจะมีปัญหาอะไร? ข้าเลี้ยงดูท่านได้”ด้วยสภาพที่เธอพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในอีกสองปีข้างหน้า ธุรกิจของเธอจะต้องขยายออกไปจากเมืองเจียงหนาน ไปสู่ทั่วทั้งแผ่นดินต้าหลี ถึงตอนนั้น พวกชาวเมืองคงต้องพึ่งพาทรัพยากรของเธอ ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงการเลี้ยงดูไป๋เจี๋ยตามสถานการณ์ที่ค่อยๆพัฒนาของนางในตอนนี้ ไม่ถึงสองปี ธุรกิจของนางต้องพุ่งทะยานออกไปจากเมืองเจียงหนาน ไปทั่วราชวงศ์ต้าหลี่แน่นอนถึงตอนนั้น กลัวว่าชาวบ้านทั้งเมืองต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในมือนาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแค่การเลี้ยงดูเผยจี้แค่คนเดียวจริงไหม?พอได้ยินนางพูดว่าจะเลี้ยงดูเขา ไม่รู้ทำไม ทั้งที่เขาควรโกรธแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกมีความสุขมากๆ ถึงขนาดตั้งหน้าตั้งตารอจะถูกนางเลี้ยงดู“งั้นพวกเรากลับบ้านเถิด สิ่งของของข้าย้ายไปไว้ในห้องเจ้าแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกเราก็คือสามีภรรยากันจริงๆแล้ว”เผยจี้ใช้การกระทำเป็นข้อพิสูจน์ เขารับปากคำขอร้องที่นางพูดทั้งหมดเมื่อครู่ขอแค่นางไม่จากไป ไม่ว่าอะไรเขายอมรับปากทุกอย่าง“ท่านย้ายของมาในห้องข้าทำไม?”จู้เจียงเจียงนิ่งอึ้งไป นางไปรับปากให้เขามาเข้าพักในห้องของนางตอนไหน? บ้านตระกูลเผยมีห้องว่างเยอะขนาดนั้น ไม่พอให้เขาเลือกหรือ?“ฮูหยิน ในเมื่อเจ้าและข้าคือสามีภรรยา ก็ควรนอนเตียงร่วมหมอนเดียวกันสิ มีปัญหาอะไรหรือ?” เผยจี้ยิ้มให้นางอย่างกระหยิ่มใจเมี่ยวต่อมา ความสุขขีดสุดก็กลับกลายเป็นเศร้าเสียใจเมื่อครู่ใช้กำลังภายในไปต้อนรับนาง ทำให้พลังชี่และเลือดลมพลุ่งพล่าน อาเจียนครั้งหนึ่งไม่พอ ในลำคอมีกลิ่นคาวพุ่งพรวดขึ้นมาอีกครั้ง เผยจี้หันหน้าหนี เริ่มอาเจียนหนักอย่างต่อเนื่องจู้เจียงเจียงถึงรู้ว่าอาการบาดเจ็บของเขาหนักขึ้น แสงสว่างที่ส่องผ่านมาจากหอจินชิว ทำให้นางเห็นรอยเลือดกองใหญ่บนพื้นนั้น ตกใจจนหน้าซีดขาวไปในทันที“ท่านแม่ทัพ ไม่เป็นไรใช่ไหม!”นางรีบเข้าไปประคองเขา และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี “ขะ...ข้าพาท่านไปหาหมอเทวดาซิว!”ในขณะนั้น สัญชาตญาณของนางคิดถึงการขอความช่วยเหลือจากหมอแต่ยุคสมัยนี้ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีรถพยาบาลเคลื่อนที่ แม้แต่รถม้าจู้เจียงเจียงก็ไม่มี แล้วจะไปหาหมอมาตรวจรักษาอย่างไร?โชคดีที่เผยจี้ใจเย็นกว่านางมากเขากุมมือนาง พลางปลอบนางว่า “ไม่เป็นไร ฮูหยินไม่ต้องตกใจ ประคองข้ากลับไปนอนสักคืนก็ดีขึ้น”“ได้!”จู้เจียงเจียงรู้แล้วว่าจะพาเขาไปที่ไหน จึงเร่งฝีเท้าประคองเขากลับไปเผยจี้โชคดีในโชคร้าย ถือโอกาสนี้เข้าพักในห้องของนางอย่างราบรื่น เริ่มต้นชีวิตสามีภรรยาหวานชื่นของเขาอย่างเป็นทางการหลังจากประคองเผยจี้ขึ้นเตียงแล้ว จู้เจียงเจียงช่วยถอดรองเท้าและถุงเท้าให้เขา บ่นเขาไปพลางคลุมผ้าห่มให้เขาไปพลาง “ท่านเพิ่มภาระยุ่งยากให้คนอื่นเก่งจริงๆ รู้ตัวไหม? ได้รับบาดเจ็บก็ไม่รักษาตัวให้ดี ไปรับข้าทำไมกัน ข้าไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย”ได้ยินเสียงนางจู้จี้บ่น รอยยิ้มบนใบหน้าของเผยจี้ก็ยิ่งกว้างขึ้น“ฮูหยินพูดถูก ต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”“พวกท่านกินข้าวหรือยัง?” จู่ๆ จู้เจียงเจียงนึกเรื่องนี้ขึ้นได้นางไม่อยู่บ้าน ไม่รู้ว่าเผยเสี่ยวอวี๋กินข้าวหรือยังเผยจี้ส่ายหน้า แสร้งทำท่าทางน่าสงสาร “ฮูหยินไม่อยู่ ข้าและน้องสาวทำได้แต่หิ้วท้องทนหิว วันหลังฮูหยินไม่กลับดึกขนาดนี้อีกได้หรือไม่?”บางทีเผยจี้เองก็คงไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้ตัวเองนั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายแค่ไหนจู้เจียงเจียงฟังความนัยนั้นออก นางอดยกยิ้มมุมปากขึ้นไม่ได้ เงียบไม่พูดตอบรับการกระทำเหมือนออดอ้อนของเขาไม่อยากบอกว่าเห็นเขาที่ตัวโตสูงเจ็ดฉื่อทำตัวออดอ้อน นางกลับรู้สึกชอบนิดๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?“ข้าลงชั้นล่างไปทำอาหารมื้อดึกให้พวกท่าน รอข้า อย่าเพิ่งนอน”นางก็ยังไม่ได้กินข้าวพอดี อีกทั้งยังเดินมาตลอดทาง ตอนนี้หิวมากจนหน้าอกติดหลังนานแล้วยามนี้ คนในหมู่บ้านนอนหลับไปนานแล้ว แต่สำหรับจู้เจียงเจียง เวลานี้สั่งอาหารมื้อดึกมากินถือเป็นเรื่องปกติโคมไฟในห้องโถงและหน้าลานบ้านของตระกูลเผยสว่างขึ้นอีกครั้ง ฉินเฟิงที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามยังไม่นอนจึงวิ่งมาฝากท้องขอกินข้าวด้วยโชคดีตอนที่จู้เจียงเจียงกลับมาจากในเมือง ไปขอเครื่องในหมูกับหนิวต้งมา คืนนี้จึงสามารถทำบะหมี่เครื่องในมื้อหนึ่งเป็นอาหารดึกของหลายคนได้ในวันที่อากาศหนาวเหน็บ กลางดึกมีบะหมี่เครื่องในร้อนๆหนึ่งชาม ใส่พริกเพิ่มอีกนิดหน่อย กินจนเหงื่อไหลทั้งตัว กลับไปถึงจะนอนหลับง่าย“แม่นางจู้ ข้าชอบเป็นเพื่อนบ้านของเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เจ้ามีฝีมือมากจริงๆ!” ฉินเฟิงเดิมยังดูถูกที่นี่ว่าเป็นชนบท ไม่มีอะไรเลย ทำอะไรก็ไม่สะดวกสบายแต่หลังจากอยู่มาระยะหนึ่ง เขาพบว่าชนบทก็มีความสนุกของมัน ถึงแม้จะอยู่ชนบทเขาก็ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่“กินเสร็จแล้วก็รีบกลับไปซะ!”จู้เจียงเจียงไม่ให้เผยจี้ลงจากเตียง เขาทำได้แค่กินอยู่ในห้องชั้นสองถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังได้ยินเสียงจากข้างล่าง ดังนั้นจึงขับไล่ฉินเฟิงกลับไปฉินเฟิงเห็นแบบนี้ ก็ทำหน้าทะเล้นให้จู้เจียงเจียง ใช้ขยับปากโดยไม่มีเสียง เขาหึงแล้วไม่ว่าจะเป็นเผยจี้หรือฉินเฟิง การทะเลาะกันเหมือนเด็กประถมของสองคนนี้ก็ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกน่าเบื่อหน่ายจริงๆ หลังจากมองบนใส่ฉินเฟิง นางก็เก็บถ้วยตะเกียบ แล้วไปอาบน้ำเมื่ออาบน้ำเสร็จออกมา ฉินเฟิงก็จากไปนานแล้วจู้เจียงเจียงปิดประตูใหญ่ ขึ้นชั้นบน และเริ่มเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าห้องตัวเองเหี้ย!!!นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า สักวันหนึ่ง นางจะต้องทำใจก่อนเข้าห้องของตัวเอง“ทำไมฮูหยินถึงยังไม่เข้ามา?” เสียงเผยจี้แฝงรอยยิ้ม เหมือนกำลังขำความขี้ขลาดของนาง “วางใจเถิด ถึงแม้ข้ามีใจอยากจะทำอะไรกับเจ้า แต่ก็ไม่มีแรงทำตามใจได้ อับจนหนทางจริงๆ”คำนี้ของเขาพูดออกไป จู้เจียงเจียงก็ผลักประตูเข้ามาทันทีฟังจากเสียงประตูที่ปิดลง ก็รู้ได้ว่า นางตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่างแล้วเห็นเพียงว่าหลังจากที่นางปิดประตูแล้วก็เดินตรงมาถึงข้างเตียง ไม่สนว่าเขาจะหลับตาพักผ่อนอยู่หรือไม่ ถอนเสื้อคลุมกันหนาวออกต่อหน้าเขา เปิดผ้าห่มแล้วนอนลง ผ้าห่มถูกเผยจี้นอนจนอุ่นไว้ก่อนแล้ว นางจึงดึงผ้าห่มไปหาตัว โลภมากอยากได้ความอุ่นทางฝั่งนั้นของเขา จากนั้นก็พลิกตัว หลับตาหันหลังให้เขานางที่ใจกล้าตรงไปตรงมา กลับทำให้เผยจี้ตกใจจนไม่กล้าขยับเขยื้อนเดิมทีเขาแค่อยากนอนอุ่นผ้าห่มให้นาง พอนางมานอน เขาก็จะเอาผ้าห่มให้นาง ส่วนตัวเองค่อยไปปูอีกเตียง แต่ใครจะรู้ นางกลับออกตัวนอนร่วมเตียงห่มผ้าผืนเดียวกับเขา!ภรรยาของเขาคนนี้ ใจกล้าเกินไปหน่อยกระมัง?“รีบนอนเถิด พรุ่งนี้ข้านัดช่างไม้มาดูสถานที่ทำงาน ยังต้องตื่นเช้ามาเตรียมตัว” จู้เจียงเจียงเริ่มแบ่งปันเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่กับเขาเองอีกครั้งนี่ทำให้เผยจี้รู้สึกตกใจยิ่งขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ไม่ลืมเตือนนาง “ปู่สวี่กล่าวว่า พรุ่งนี้จะจัดงานเลี้ยงแต่งงานให้พวกเราใหม่”“อะไรนะ?!”จู้เจียงเจียงกระเด้งจากเตียงขึ้นมา หันหน้าไปมองเขา “ตัดสินใจเรื่องนี้กันตอนไหน? ทำไมไม่มีใครมาปรึกษากับข้าก็ตัดสินใจเอาเองโดยพลการ?”หากจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ขึ้นมา เช่นนั้นนางกับเผยจี้ทั้งชีวิตนี้ก็ต้องผูกติดกันไปจนตายจริงๆแล้วอีกอย่าง ตอนนี้นางมีเวลาไปจัดงานเลี้ยงอะไรที่ไหนกัน! ตอนที่ 97: ภรรยาข้าเอง ข้าจะเอ็นดูแล้วทำไม?เป็นเพราะรู้ว่าวันนี้สวี่เหล่าเกินจะจัดงานเลี้ยงให้ ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ลืมตาค้างจนถึงฟ้าสว่าง หลังจากรอเสียงไก่ขันเสียงแรกดังขึ้น นางก็ลุกจากที่นอนแล้วไปขัดขวางเขาทันทีนางไม่นอน อันที่จริงยังมีอีกหนึ่งสาเหตุ นั่นก็เพราะเผยจี้!จู่ๆ ข้างกายมีผู้ชายคนหนึ่งเพิ่มมา ถึงนางจะเปิดกว้างแค่ไหนก็ยังกลัวอยู่ดีดังนั้น วันนี้นอกจากนางจะรั้งสวี่เหล่าเกินไม่ให้เขาออกไปทำเรื่องจัดงานเลี้ยงให้แล้ว ยังต้องคิดหาวิธีไล่เผยจี้ออกจากห้องนางอีก!อย่างที่คิด!จู้เจียงเจียงเพิ่งลงมาชั้นล่างเตรียมจะไปล้างหน้าเรียกสติ ก็เห็นสวี่เหล่าเกินและสวี่หลิวซื่อสองสามีภรรยาเดินคุยไปพลางยิ้มไปพลางอยู่ทางหน้าประตูหมู่บ้านอย่างร่าเริงในมือพวกเขายังถือตะกร้าไปด้วย ท่าทางเหมือนกำลังออกบ้านไปทำธุระ“ปู่สวี่ ย่าหลิว!”จู้เจียงเจียงหน้ายังไม่ทันได้ล้างหน้าก็รีบวิ่งไปดึงทั้งสองคนไว้ “พวกท่านจะออกไปซื้อของมาจัดงานเลี้ยงให้ข้ากับท่านแม่ทัพใช่หรือไม่?”“ใช่แล้ว” สวี่เหล่าเกินตอบรับพลางทอดถอนใจ“แม่เผยตอนจากไป ฝากเงินไว้ที่ข้าหลายตำลึง บอกเก็บเอาไว้รอใช้จัดงานแต่งของเสี่ยวจ้าวตอนกลับมา ข้ากับย่าหลิวเจ้ากำลังจะออกไปซื้อของจัดงานให้พวกเจ้านี่อย่างไรเล่า”“ปู่สวี่ เมื่อวานท่านแม่ทัพอาเจียนเป็นเลือดอีกแล้ว ร่างกายของเขาอ่อนแอ งานเลี้ยงวันนี้เกรงว่าจะจัดไม่ได้ เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถิดดีไหม?”เหตุผลของจู้เจียงเจียงไม่ต้องคิดก็พูดออกมาได้ “อีกอย่าง วันนี้ข้านัดช่างไม้มาสร้างบ้าน ยุ่งมากๆ ไม่มีเวลาว่างมารับมือเรื่องงานเลี้ยงจริงๆ”“หา? นี่...”สวี่เหล่าเกินนิ่งอึ้งกับคำพูดเป็นพรวนของจู้เจียงเจียง ยังไม่ทันได้ถามอย่างละเอียด ก็ถูกนางกึ่งผลักกึ่งห้ามให้กลับไปเสียแล้วจนกระทั่งกลับถึงบ้าน พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่พวกเขารู้เพียงแค่ว่า จู้เจียงเจียงยุ่งมากแน่นอนว่าจู้เจียงเจียงยุ่งมากจริงๆ!ข้าวในไร่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว และน้ำยางรอบแรกของหมู่บ้านซ่าเหอก็กำลังจะถูกส่งมาถึงในเร็ววัน นอกจากนี้ วันนี้นางได้นัดสองพี่น้องตระกูลโจวมาดูสถานที่ทำงาน และยังนัดหลิวเชิงมาส่งไม้ด้วยนางต้องการทำเครื่องมือกลิ้งสำหรับกดยางให้เป็นแผ่นบางสักเครื่องหนึ่ง ดังนั้นจึงได้สั่งไม้กันน้ำจากหลิวเชิงมาหลายท่อน ตั้งใจจะประกอบขึ้นในวันนี้ท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น คนในหมู่บ้านทยอยตื่นนอนและออกจากบ้านไปเก็บเกี่ยวข้าวกันแล้ว สองคนในหอจินชิวก็ตื่นแล้วเหมือนกันจู้เจียงเจียงทำข้าวเช้าไว้ในหม้อ หลังจากนางยกไปให้เผยจี้หนึ่งถ้วย ก็ไม่ได้สนใจเขาอีกถือโอกาสตอนที่หลิวเชิงและสองพี่น้องตระกูลโจวยังไม่มา นางกินข้าวเช้าเสร็จก็ถือเคียวและจอบออกบ้านไปหลังเขาในที่ดินหลังเขาที่ทำการฟื้นฟูแล้ว ต้นกล้าหลายชนิดต่างก็งอกเงยโผล่พ้นดินออกมา กิ่งก้านสาขาพลิ้วไหวภายใต้สายลมหนาวที่โบกสะบัด ดูบอบบางและน่าสงสารมากถึงแม้ต้นกล้าจะเพิ่งปลูกได้ไม่นาน แต่ด้วยพลังของช่องว่างมิติ บวกกับน้ำที่นางนำมารดพวกมันบ่อยๆ มาจากในช่องว่างมิติ ต้นกล้าจึงเติบโตได้รวดเร็วเป็นอย่างมากตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องทำการตัดแต่งกิ่ง พวกชาวบ้านไม่เข้าใจ และเสียดายที่จะดึงต้นกล้าที่กำลังเติบโตได้ดีออก ดังนั้นนางจึงต้องลงมือเองจู้เจียงเจียงนั่งยองๆอยู่บนพื้น ค่อยๆจัดการไปทีละต้น ก้มลงเด็ดต้นกล้าที่หนาแน่นและใบเยอะออก พร้อมกับถอนหญ้าไปด้วยนางมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เผยจี้ก็มาถึงแล้วสีหน้าเขาวันนี้ดูแล้วดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก อย่างน้อยใบหน้าของเขาก็ไม่ได้ซีดขาวเหมือนเมื่อวาน มีความแดงเลือดฝาดอยู่เล็กน้อย“ทำไมท่านลุกจากเตียงอีกแล้ว!” จู้เจียงเจียงเริ่มไม่ค่อยพอใจ เขาจงใจใช่หรือไม่? อยากใช้การบาดเจ็บมาเป็นข้ออ้างให้นางดูแลเขา ผลาญเวลาของนาง“เดิมทีข้าก็เป็นหนุ่มชาวไร่ชาวนาธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อฮูหยินข้าลงมาทำไร่ทำนา ข้าจะนอนอยู่บนเตียงเฉยๆได้อย่างไร?”ไม่รู้ว่าเผยจี้ไปเอาเสื้อผ้าชาวไร่มาจากไหน เขาถอดชุดเกราะที่สง่างามน่าเกรงขามออก แล้วกลายเป็นชาวไร่ตัวจริงเสียงจริงถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังดูมีมาดอยู่ไม่น้อย“ที่นี่ไม่ต้องการท่าน ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด ข้าก็ใกล้จะกลับไปแล้ว”จู้เจียงเจียงก้มหน้าลงอีกครั้ง ทำงานของตัวเองต่อไปเผยจี้ดื้อดึงไม่ยอมกลับไป จะว่าอะไรก็ตามแต่ ขอแค่ได้ทำงานด้วยกันกับนางเขาเลียนแบบการกระทำของจู้เจียงเจียง นั่งลงอยู่ระหว่างนางกับต้นกล้ากองหนึ่งจู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่ชำเลืองมองเขาเป็นครั้งคราว แก้ไขท่าทางการเด็ดต้นกล้าของเขาให้ถูกต้องทั้งสองคนเหมือนไม่เคยอยู่ด้วยกันตามลำพังแบบนี้มาก่อน เผยจี้รู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ทำงานร่วมกับนาง ตลอดทั้งกระบวนการรอยยิ้มของเขาแขวนค้างอยู่บนมุมปากต้นกล้าถูกจัดเรียงกองแล้วกองเล่า ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเผยเสี่ยวอวี๋มาเรียกพวกเขากลับไป ทั้งสองคนจึงลุกขึ้นยืน“อ้า~ ~”จู้เจียงเจียงนั่งจนขาชา เมื่อลุกขึ้นอย่างกะทันหันขาซ้ายจึงเป็นตะคริวนางล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้น ทับต้นกล้าเสียหายหลายต้น“ฮูหยิน!”“พี่สะใภ้!”สองพี่น้องตระกูลเผยเห็นเหตุการณ์ รีบวิ่งมาประคองนาง“อย่าจับ อย่าจับ ขาเป็นตะคริว ให้ข้าพักก่อน” จู้เจียงเจียงปัดมือของทั้งสองคนออก นั่งนวดขาให้ตัวเองอยู่บนพื้น มีหรือที่เผยจี้จะยอมทิ้งนางให้อยู่ที่นี่คนเดียว เขาเงยหน้าขึ้นบอกกับเผยเสี่ยวอวี๋ “เสี่ยวอวี๋ เจ้ากลับไปบอกแขกที่บ้านให้รอสักครู่ อีกเดี๋ยวพวกเราจะตามกลับไป”“เข้าใจแล้ว พี่” เผยเสี่ยวอวี๋ปิดปากหัวเราะพลางพยักหน้า นางมองออกว่าพี่ชายอยากอยู่ตามลำพังกับพี่สะใภ้ แล้วจู้เจียงเจียงจะมองไม่ออกได้อย่างไร?หลังไล่เผยเสี่ยวอวี๋ไป เผยจี้ก็เอื้อมมือไปอุ้มจู้เจียงเจียงขึ้น ให้นางไปนั่งอยู่บนคันนา เขานั่งลงอยู่ข้างกายนาง นำขาซ้ายที่เป็นตะคริวของนางวางบนขาตัวเอง เริ่มนวดให้อย่างช้าๆ“ฮูหยิน หลายปีนี้แม้ข้าจะอยู่ชายแดน แต่ในมือก็ยังพอเก็บเงินเดือนและเงินรางวัลที่ราชสำนักจ่ายให้เอาไว้บ้าง ดังนั้นอันที่จริงข้าเลี้ยงดูเจ้าได้”เผยจี้รู้ว่าเมื่อคืนนางนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้เช้าตรู่ก็ตื่นขึ้นมาทำงานอีก ความลำบากของนาง ถึงแม้เวลาที่พวกเขาอยู่ร่วมกันจะไม่มาก แต่เขาก็เห็นความเหนื่อยยากของนางอยู่ในสายตาเขากลับมาแล้ว บ้านหลังนี้ก็ควรให้เขามาแบกรับภาระ นางไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนี้จู้เจียงเจียงให้เขาช่วยนวดขาอย่างเชื่อฟัง แต่เรื่องที่เขาอยากเลี้ยงดูนาง นางไม่เห็นด้วย“ท่านแม่ทัพ เมื่อคืนพวกเราเพิ่งตกลงกันไป ท่านสั่งหรือยุ่งกิจการของข้าไม่ได้” นางเตือนสติเขาอย่างหวังดี“แต่เจ้าเป็นแบบนี้...” เผยจี้อยากโต้แย้ง มองนางแวบหนึ่ง ใบหน้าแดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นก็ค่อยๆเอ่ยสามคำออกมา “ข้าปวดใจ”หรือนี่เขากำลังพูดคำหวานกับนาง?แต่เวลาแบบนี้ คนที่ควรจะเขินอายหน้าแดงควรเป็นนางไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงหน้าแดงไปก่อนกัน?จู้เจียงเจียงเหมือนค้นพบเรื่องมหัศจรรย์บางอย่าง เข้าใกล้เขาแล้วพูดอย่างสนใจ “ท่านแม่ทัพ ที่แท้ท่านก็หน้าแดงง่ายขนาดนี้เลยหรือ?”ไม่น่าเชื่อ แม่ทัพใหญ่ผู้สง่าผ่าเผยขั้นที่หนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแค่บุรุษคนหนึ่งที่เขินอายง่ายขนาดนี้!“เจ้าตาฝาดแล้ว ข้าแค่ถูกดวงอาทิตย์เผา” เผยจี้ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม ปากแข็งพยายามปฏิเสธ“ดวงอาทิตย์หรือ?” จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ขมุกขมัว ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมาหนาวจนตัวสั่น มีดวงอาทิตย์ที่ไหนกัน “ท่านแน่ใจหรือ?”เผยจี้รู้ว่าข้ออ้างของตนเองนั้นฟังไม่ขึ้น จึงตัดสินใจเลิกหาข้ออ้างอีก“ภรรยาของข้า ถ้าข้าจะรู้สึกแบบนี้บ้างมันจะเสียหายอะไร? หากฮูหยินรู้สึกอาย ก็มาทำให้ข้ารู้สึกแบบเดียวกันบ้างสิ?”“...” ทำไมเขาบทจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนอีกอย่าง คำพูดหวานๆ ชวนเลี่ยนแบบนี้เขาไปเรียนมาจากใครกัน แค่อ้าปากก็พูดออกมาได้เลย? ตอนที่ 98: ติดตามนางหาเงินได้ก้อนโต“แม่นางจู้ โครงสร้างบ้านหลังนี้ของเจ้าใช้ได้เลย ใครเป็นคนออกแบบให้เจ้าหรือ?”เพราะว่าสองพี่น้องตระกูลโจวเป็นมืออาชีพเกี่ยวกับการสร้างบ้าน ทุกครั้งตอนไปเยี่ยมเยียนบ้านใคร พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะสังเกตดูบ้านหลังนั้นวันนี้ได้มาที่บ้านตระกูลเผย เมื่อเห็นบ้านที่อยู่ตรงหน้า ทั้งสองก็ตกตะลึงไปทันทีโครงสร้างของบ้านระดับนี้ พวกเขาสร้างบ้านมาหลายปีก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน“บ้านหลังนี้ข้าออกแบบเอง แล้วขอให้คนในหมู่บ้านมาช่วยสร้าง ไม่ถือว่าพิเศษอะไร” จู้เจียงเจียงอธิบายง่ายๆหนึ่งประโยค แล้วพาพวกเขาออกไปข้างนอกจู้เจียงเจียงวางแผนจะสร้างสถานศึกษาอยู่ใกล้ๆภูเขาชา เพราะที่นั่นเป็นพื้นที่ภูเขา แข็งแรงมั่นคงกว่าบริเวณทุ่งนาอีกอย่างตรงนั้นยังใกล้กับถนนหลัก พอพวกชาวบ้านเก็บเกี่ยวเสร็จ นางค่อยขอให้พวกชาวบ้านมาช่วยซ่อมแซมถนนหลักที่รกร้างนี้ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะรถม้า เกวียนวัว หรืออะไรก็เดินทางมาได้และยังสะดวกสำหรับพวกเด็กๆจากหมู่บ้านต่างๆ ที่จะมาเรียนหนังสือด้วย“พี่ใหญ่โจว พี่รองโจว พวกท่านคิดว่าที่ดินผืนนี้เป็นอย่างไร?”การสร้างสถานศึกษาไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ยังต้องขอให้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาดูด้วยพี่น้องตระกูลโจวทั้งสองมองไปยังทิศทางที่จู้เจียงเจียงชี้ไป ก่อนจะพบว่าลักษณะภูมิประเทศนั้นถือว่าค่อนข้างเรียบ แม้ตอนนี้จะดูรกร้าง แต่ถ้าปรับปรุงสักหน่อยก็นับว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ได้แห่งหนึ่งเลยทีเดียวถ้าจะปรับพื้นที่ให้เรียบร้อย ต้องขุดดินตรงนี้ออกก่อนถึงจะได้ งานนี้คนของพวกเราทำได้ แต่ต้องคิดเงินเพิ่มเติม” โจวสือพูดตามความจริง เขาไม่อยากหลอกจู้เจียงเจียงเรื่องนี้จู้เจียงเจียงก็คิดเอาไว้แล้วดินชั้นบนของที่ดินผืนนี้ทิ้งร้างมานาน มีวัชพืชและใบไม้เน่ามากมาย ดินก็ยุ่ยแล้ว จะสร้างบ้านข้างบนโดยตรงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องขุดทิ้ง“เรื่องนี้ข้ารู้ หลังจากขุดดินผืนนี้แล้วก็จะขนเอาไปถมหลุมบนถนนหลัก ยังสามารถทำแปลงปลูกผักผืนหนึ่งเอาไว้รอบๆได้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ข้าคิดไว้หมดแล้ว”จู้เจียงเจียงพูดอยู่ก็หยิบกระดาษที่ร่างแบบไว้ใบหนึ่งยื่นให้ทั้งสองคน“นี่คือแผนผังเบื้องต้นที่ข้าร่างไว้สำหรับที่ดินผืนนี้ การวางแผนแปลงปลูกผักรอบๆ ค่อยปรับแก้ได้ แต่เรื่องเกี่ยวกับการสร้างอาคารสถานศึกษา คงต้องขอให้ท่านทั้งสองช่วยดูแลเป็นพิเศษ”ทุกอาคารในสถานศึกษา นางอ้างอิงจากลักษณะโรงเรียนในชาติก่อนเอามาทำการวางแผนเรื่องการกิน การนอน การเดินทาง การพักผ่อน การเรียนรู้ การใช้ชีวิต และความสนุก นางได้ทำการวางแผนไว้หมดแล้ว อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนตามระยะความสำคัญ พยายามทำงานและพักผ่อนให้สมดุลดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงไม่ค่อยอยากให้การวางแผนครั้งนี้ถูกปรับแก้สองพี่น้องตระกูลโจวจะไปแก้กระดาษร่างแผนผังของนางได้อย่างไร เห็นกระดาษร่างแผ่นนี้ พวกเขาก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ไหนเลยจะมีเวลามาจับผิดหาข้อบกพร่อง!“แม่นางจู้ ของทั้งหมดในรูปวาดแผ่นนี้เอาไปสร้างบ้านหลังหนึ่งได้เลย หากสร้างบ้านได้ตามนี้ เมื่อเข้าอยู่อาศัยขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะสบายใจมากแค่ไหน!”ในสายตาของพี่น้องตระกูลโจวเห็นแต่เรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านทั้งหมด“จริงด้วย หากสร้างบ้านมันคงจะยอดเยี่ยมมาก เพียงแต่...”โจวสือลังเลครู่หนึ่ง แล้วยืนยันกับจู้เจียงเจียงอีกครั้ง “เจ้าว่าจะสร้างสถานศึกษา งั้นในสถานศึกษาทำไมยังมีสถานที่เล่นสนุกมากมายแบบนี้ นี่จะให้เด็กๆตั้งใจเรียนได้อย่างไร?”ในภาพจำเก่าๆของพวกเขา สถานศึกษาเป็นสถานที่ที่นอกจากอ่านหนังสือก็ยังคงเป็นอ่านหนังสือ ไหนเลยจะมีสถานที่เล่นสนุก?เป็นเพราะจู้เจียงเจียงก็เคยไปสำนักศึกษาของตระกูลหมิงมาก่อน จึงรู้ว่าที่นั่นดูจริงจังและล้าสมัยแค่ไหน ดังนั้นจึงเน้นย้ำเป็นพิเศษ ขอพวกเขาอย่าแก้ส่วนไหนของสถานศึกษา“พี่ใหญ่โจว ท่านแค่ช่วยข้าสร้างบ้านให้เรียบร้อยก็พอ เรื่องอื่นข้าจัดการเอง”รูปแบบการสอนที่นำสมัยเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางเข้าใจ จู้เจียงเจียงไม่อยากอธิบายเยอะ ทั้งหมดให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์“ก็จริง พวกเราสองคนพี่น้องปากมากเอง” โจวสือลูบศีรษะอย่างเก้อเขิน พูดต่อว่า “งั้นในเมื่อแม่นางจู้แน่ใจว่าจะสร้างแบบนี้ ให้พวกเราเริ่มงานวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่?”“อืม พรุ่งนี้เริ่มงานได้เลย!”จู้เจียงเจียงพาทั้งสองคนเดินรอบที่ดินผืนนี้จากหัวถึงท้ายอีกหนึ่งรอบ ฟังความคิดเห็นของพวกเขาในเวลาเดียวกัน นางก็บอกความคิดของตัวเองให้ทั้งสองคนฟังนางถูกใจที่ดินผืนนี้ก่อนภูเขาชาตรงหน้าเสียอีก ถนนหลักเลิกใช้ไปนานแล้ว ทำให้ที่ดินสองข้างทางจึงรกร้างแบบนี้ ไม่มีคนเดินทางไปมาแต่ถ้าปรับปรุงใหม่ ถนนหลักก็จะสัญจรได้อีกครั้ง ที่ดินสองข้างทางอย่างแรกสามารถปลูกต้นชา ทำสวนผัก อย่างที่สองยังสามารถสร้างสถานศึกษาได้รอสถานศึกษาเปิด ผู้คนก็จะเริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ นางยังสามารถสร้างร้านชาอยู่ริมถนน เปิดร้านอาหาร ทำสถานที่นี่เหมือนสถานีบริการแน่นอนว่า เงื่อนไขข้อแรกของทั้งหมดนี้ ก็คือสร้างสถานศึกษาและซ่อมแซมถนนหลักเสียก่อน!เช้าวันรุ่งขึ้นจู้เจียงเจียงตื่นแต่เช้าตรู่ นำหม้อและเตาทั้งหมดในบ้านที่ใช้ผัดชายกขึ้นรถเข็น ตอนเตรียมลากไปพื้นที่ก่อสร้างสถานศึกษาให้คนสร้างบ้านใช้ทำกับข้าว เผยจี้ก็โผล่ออกมาเขายังคงแต่งตัวเหมือนหนุ่มชาวไร่ เมื่อเดินมาถึงหน้ารถเข็นก็นำเชือกคล้องที่ไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ ดูท่าจะอยากช่วยลากรถเข็นแทนจู้เจียงเจียง“อีกสองวันข้าต้องไปเมืองเจียงเป่ย แล้วข้าจะซื้อรถม้ากลับมาให้เจ้าใช้สักหนึ่งคัน รถเข็นนี้เตี้ยเกินไป ใช้ม้าลากไม่ได้”เผยจี้พูดไปพลาง ก็ออกแรงดึงไปพลาง รถค่อยๆเคลื่อนออกไปจู้เจียงเจียงอึ้งไปครู่หนึ่ง รีบวิ่งไปช่วยดันรถเข็นอยู่ด้านหลัง“ถ้าจะซื้อรถม้าละก็ ซื้อคันใหญ่หน่อยได้หรือไม่ จะให้ดีเอาแบบขนดินได้แบบนั้น?” นางเอ่ยคุณสมบัติที่ต้องการกับเขา“...ได้” เผยจี้เงียบไปครู่หนึ่งถึงเปล่งเสียงออกมาเขาไม่เคยเห็นบ้านไหนที่ซื้อรถม้ากลับมาใช้ขนดินมาก่อน นางรู้หรือไม่ว่าในบ้านที่มีรถม้าล้วนเป็นคนมีฐานะครอบครัวแบบไหน?ทั้งสองคนเพิ่งลากรถเข็นมาถึงที่นาได้ไม่นาน ตรงหน้าก็มีคนแบกกระสอบเดินสวนทางมาพอดีจู้เจียงเจียงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เงยหน้าขึ้นมอง บังเอิญสบตากับคนที่เดินมาพอดี“แม่นางจู้ พวกเรามาคืนข้าวกับเจ้าแล้ว...”ชาวบ้านตรงหน้าที่เดินมาส่งเสียงดัง สีหน้ายินดี เสียงของพวกเขาเรียกความสนใจของชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เก็บเกี่ยวพืชผลในนาให้หันมา“พวกเขามาคืนข้าวหรือ?”“คืนข้าวยังดีใจแบบนี้ ผิดปกติจริงๆ”ชาวบ้านของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความไม่เข้าใจข้าวที่เพียรปลูกมาครึ่งปีต้องคืนให้คนอื่นครึ่งหนึ่ง ทำไมพวกเขาถึงได้ดีใจแบบนี้?แน่นอนว่าพวกเขาต้องดีใจอยู่แล้ว!เพราะว่าหลังจากที่พวกเขาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ เมื่อเอามาชั่งน้ำหนักดู ต้นข้าวรอบนี้เก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์ มากกว่าผลผลิตข้าวที่พวกเขาปลูกทั้งปีก่อนหน้านี้เสียอีก!ถึงแม้จะต้องคืนให้จู้เจียงเจียงครึ่งหนึ่ง และส่งส่วยด้วย พวกเขาก็ยังเหลือข้าวจำนวนมาก พอให้ทั้งครอบครัวของพวกเขากินข้าวอิ่มได้ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณจู้เจียงเจียงหากไม่มีนางยื่นมือออกมาช่วยทุกคนตอนน้ำท่วม เกรงว่าพวกเขาคงอดตายไปนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นางก็เสมือนเป็นเทพเจ้าจริงๆพวกเขาปลูกเมล็ดข้าวที่นางให้ ผลผลิตข้าวก็เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าเลยทีเดียว ขอแค่ปีหน้าพวกเขายังปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ปีหน้าพวกเขาก็จะมีข้าวเหลือพอที่จะเอามาขายแลกเงินได้แล้วจู้เจียงเจียงเปิดช่องทางเริ่มต้นให้พวกเขาดีขนาดนี้ ในอีกไม่ช้าชีวิตของทุกคนนับวันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วพวกเขาจะไม่ดีใจได้อย่างไร?นอกจากเรื่องนี้ การเก็บเกี่ยวข้าวครั้งนี้ที่ได้ผลผลิตมากมาย ทำให้พวกเขายืนยันได้อีกข้อนั่นก็คือ ต้องดูแลเพาะปลูกเมล็ดผักผลไม้เหล่านั้นที่จู้เจียงเจียงให้หมู่บ้านพวกเขาอย่างดี ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าจะสามารถหาเงินได้ก้อนโต! ตอนที่ 99: แม้แต่ไท่ช่างหวงก็กล้าเรียกมาช่วยเหลือจู้เจียงเจียงคิดว่ามีแค่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเท่านั้นที่จะเก็บเกี่ยวข้าวล่วงหน้า คิดไม่ถึงว่าหมู่บ้านอื่นจะลงมือเร็วกว่า ตากข้าวจนแห้งและนำมาส่งให้นางแล้วดูเหมือนว่าพวกโจรขโมยข้าวหลายวันก่อนจะทำให้พวกเขาตกใจกันมาก จนกลัวว่าข้าวที่ปลูกไว้จะหายไปอีกครั้ง“ท่านแม่ทัพ งั้นเรื่องนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว”จู้เจียงเจียงยกรถเข็นให้เผยจี้ นางหมุนตัวกลับบ้าน เตรียมลงบันทึกข้าวเผยจี้เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น แสดงออกถึงความไม่พอใจของเขาเขามาช่วยเป็นเพราะอยากดื่มด่ำช่วงเวลาที่ได้อยู่ตามลำพังกับนางแค่นั้น แต่พอนางไป แรงจะทำงานของเขาก็หมดลงแล้วช่างเถอะ ช่างเถอะเผยจี้พยายามปลอบใจตัวเอง ภรรยาของข้า ภรรยาของข้า!ภรรยาว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ต้องตามใจ!จู้เจียงเจียงย้อนกลับมาบ้าน เปิดประตูให้ชาวบ้านที่มาคืนข้าวรออยู่ในลานบ้าน นางขึ้นชั้นบนไปหยิบสมุดลงมาวันนี้เผยเสี่ยวอวี๋ขึ้นเขาไปเก็บชา ดังนั้นจึงไม่มีใครช่วยนางต้มชา นางทำได้แค่นำน้ำเปล่ามารับรองชาวบ้านโชคดีที่ทุกคนเข้าใจ ไม่ได้กล่าวโทษนาง“แม่นางจู้ ข้าชื่อหลิวกังของหมู่บ้านหลิวเจีย ตรงนี้คือข้าวสองร้อยจิน ขอคืนเท่านี้ก่อน พรุ่งนี้พวกเราจะมาอีกรอบ เพราะหาบไม่ไหวแล้ว”หลิวกังก้าวมาข้างหน้าเป็นคนแรกพร้อมเช็ดเหงื่อบนใบหน้า นำข้าวที่เขาและภรรยาหาบส่งให้ด้วยสีหน้าดีอกดีใจสองสามีภรรยาเที่ยวหนึ่งหาบมาได้สูงสุดคือสองร้อนจิน ที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยหาบมาอีก“ได้”จู้เจียงเจียงพยักหน้า วุ่นเปิดสมุดบัญชีในมือ หาหมู่บ้านหลิวเจีย จากนั้นก็หาชื่อของหลิวกังแต่ว่าก่อนลงบันทึก ยังต้องชั่งน้ำหนักก่อน“พวกท่านรอข้าเดี๋ยว ข้าไปยืมตาชั่งมาก่อน”จู้เจียงเจียงหยิบสมุดบัญชีแล้ววิ่งออกไปยืมตาชั่งใหญ่กับสวี่เหล่าเกินตอนกลับมาเจอสองท่านของหอจินชิว หลายวันนี้นางไม่ได้ไปทำนา อู่จิ้นผิงติดตามนางไปไม่ได้ เบื่อจะตายอยู่แล้วพอเห็นว่าที่บ้านตระกูลเผยคึกคัก จึงรีบเดินมาทันที“แม่นางจู้ วันนี้มีเรื่องอะไรหรือ ทำไมถึงคึกคักเช่นนี้” อู่จิ้นผิงเดินมาพลางเอามือไพล่หลังข้างหนึ่ง พวกชาวบ้านในลานบ้านต่างหลีกทางเดินให้เขาอย่างรู้ตัว“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ทุกคนมาทำตามคำมั่นสัญญาใช้ข้าวแลกข้าวเท่านั้น”จู้เจียงเจียงวางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะ คิดอยู่ว่าอีกประเดี๋ยวตัวเองยังต้องไปชั่งน้ำหนักข้าว คงไม่มีเวลามาดูสมุดบัญชี ดังนั้นจึงใช้สายตามองไปทางอู่จิ้นผิง ถามว่า “ผู้อาวุโสอู่ว่างหรือไม่?”อู่จิ้นผิงไม่เคยถูกใครสั่งแบบนี้มาก่อน ทว่าเขาก็ยอมนั่งลง ยืดหลังตรง แสดงท่าทีราวกับอ่านอนุมัติฎีกา คอยช่วยนางจดบันทึกฉินเฟิงกลายเป็นผู้ช่วยฝนหมึกไปโดยปริยาย ไม่เหลือมาดลูกชายของราชครูแม้แต่น้อยวันนี้ แทบทุกคนที่เดินผ่านบ้านตระกูลเผย ล้วนถูกฉากในลานบ้านดึงดูดสายตาอย่างไม่รู้ตัวพวกชาวบ้านพากันมาคืนข้าวให้จู้เจียงเจียงกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า คึกคักกว่าตอนเก็บชาฤดูใบไม้ผลิเสียอีก เห็นครั้งแรกยังนึกว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเขากลายเป็นเมืองเจียงหนานไปแล้ว ทุกคนต่างรวมตัวกันมาค้าขายที่นี่คนที่มาเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลานบ้านตระกูลเผยจุคนไม่พอแล้ว คนที่มาคืนข้าวต้องไปต่อแถวถึงหน้าประตูหมู่บ้านภาพฉากนี้ แม้แต่อู่จิ้นผิงก็อดอุทานออกมาไม่ได้ “ที่ว่าการอำเภอเก็บส่วยยังไม่คึกคักขนาดนี้เลย”แต่เชื่อเถอะว่า ปีนี้จู้เจียงเจียงได้รับข้าวทั้งหมดที่พวกชาวบ้านคืนมา มากกว่าที่ที่ว่าการอำเภอเมืองเจียงหนานได้รับเสียอีก!พวกเขายุ่งอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เวลาดื่มน้ำสักอึกก็ไม่มีโชคดีที่เผยจี้กลับมาแล้ว เขาช่วยจู้เจียงเจียงดูตาชั่งได้ ทำให้นางมีเวลาไปทำกับข้าวในห้องครัวหากนางไม่ทำกับข้าว เกรงว่าอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงคงจะหยุดงานประท้วงนางเป็นแน่ยุ่งจนถึงตอนเย็น พวกชาวบ้านที่เดินทางมาคืนข้าวก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจึงได้เวลาพักครู่หนึ่งนั่งมาทั้งวัน ร่างกายแก่ๆของอู่จิ้นผิงรู้สึกแข็งทื่อไปหมด เขาต้องการออกกำลังกายยืดเส้นบืดสาย จึงนึกถึงการเต้นกว๋างฉางอู่ในหมู่บ้านซ่าเหอตอนนั้นภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง มีชายชราเส้นผมสีดอกเลาคนหนึ่งกำลังเต้นรำอย่างเชื่องช้าและแข็งทื่ออยู่ในลานบ้านดูเหมือนว่าเขาจะจำท่าเต้นไม่ค่อยได้แล้ว อีกทั้งการเต้นอยู่คนเดียวมันก็น่าเบื่อเกินไปการเต้นแบบนั้น มันต้องเต้นหลายๆคนถึงจะสนุกจู้เจียงเจียงกำลังทำกับข้าวอยู่ในห้องครัว ตอนออกมาตักน้ำบังเอิญเห็นอู่จิ้นผิงกำลังเต้นอยู่ นางจึงกระแอมเสียงสูงถือขันน้ำเข้าไปร่วมเต้นกับเขาด้วย“เฮ้! ♪ ความรักของข้าคือแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล เนินเขาเขียวชอุ่มทอดยาวปกคลุมด้วยมวลหมู่ดอกไม้บาน ♪ เฮ้ๆ!”การเข้าร่วมอย่างกะทันหันของนางทำให้อู่จิ้นผิงนิ่งงันไปเล็กน้อย ต่อมาก็ตอบสนองได้ทันที เริ่มขยับร่างกายอย่างกระฉับกระเฉง ดวงตาหยีเป็นเส้นตรง ยิ้มอย่างมีความสุข แล้วเต้นรำกับนางอย่างสนุกสนานชาวบ้านที่กลับบ้านดึกเห็นภาพฉากนี้ก็หยุดยืนมองอยู่หน้ารั้วลานบ้านตระกูลเผยจู้เจียงเจียงหันกลับมาทักทายพวกเขา “ท่านป้ามาเต้นด้วยกันสิ หากใครเต้นเป็นเพื่อนผู้อาวุโสอู่จนอารมณ์ดี ผู้อาวุโสอู่มีรางวัลให้!”นางคิดเองเออเอง เมื่อคำนี้พูดออกมาก็ดึงดูดทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆในหมู่บ้านทันที ลานบ้านตระกูลเผยกลายเป็นใจกลางลานเต้นกว๋างฉางอู่ไปในทันทีอู่จิ้นผิงเหมือนไม่ได้คัดค้าน ถึงอย่างไรตอนอยู่ในวัง ทั้งพวกนางข้าหลวงและขันทีต่างพยายามหาวิธีมาทำให้เขามีความสุข เขาอารมณ์ดีก็จะมอบรางวัลอยู่ที่นี่ก็ทำได้เหมือนกันอันที่จริงจู้เจียงเจียงทำแบบนี้ก็มีเหตุผลอยู่ ผักในหม้อของนางใกล้จะไหม้แล้ว นางต้องกลับไปในครัวแต่นางจะทิ้งอู่จิ้นผิงให้เก้อเขินอยู่คนเดียวไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้แผนการนี้แต่ดูเหมือนว่าผลตอบรับจะค่อนข้างดี ถึงขั้นเพราะการกระทำกะทันหันนี้ของนาง ทำให้การเต้นกว๋างฉางอู่แพร่หลายไปทั่วเมืองเจียงหนานในช่วงฤดูหนาวนี้ ปีใหม่ชาวบ้านจึงฉลองกันด้วยความคึกครื้นแบบใหม่นี้ ช่วงเวลามื้อเย็นอู่จิ้นผิงเต้นจนเหงื่อเต็มตัว ได้เคลื่อนไหวกระดูกแก่ๆ ที่นั่งมาทั้งวัน ทำให้กินข้าวได้อร่อยเป็นพิเศษ“แม่นางจู้ หากวันข้างหน้าไม่มีเจ้า ชีวิตของข้าคงจะไม่สดชื่นเช่นนี้อีก เอาแบบนี้ เจ้าตามข้าเข้าวัง ข้าให้เจ้าไปยกชาหน้าพระพักตร์ดีหรือไม่?”ตำแหน่งนางข้าหลวงที่ยกชาหน้าพระพักตร์ สูงกว่าขุนนางขั้นสูงบางคนในราชสำนักเสียอีกหากไม่ใช่ว่าในราชสำนักไม่มีขุนนางหญิง เขาคงแต่งตั้งจู้เจียงเจียงเป็นขุนนางคนหนึ่งไปแล้วคำพูดนี้ของเขา ทำเอาจู้เจียงเจียงและเผยจี้ตกอกตกใจเผยจี้ไม่อยากให้จู้เจียงเจียงเข้าวังจากก้นบึ้งหัวใจ โดยเฉพาะการเป็นนางข้าหลวง ถ้าเป็นนางข้าหลวงแล้วนางจะได้กลับมาเมื่อไรกัน!ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จู้เจียงเจียงจะเข้าวังไปเป็นนางข้าหลวง ถึงแม้ตำแหน่งยกชาหน้าพระพักตร์นี้จะเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับคนทั่วไปแต่เรื่องปรนนิบัติคน ตีให้ตายนางก็ไม่ทำ!“ไท่ช่างหวงผู้อาวุโส ท่านอย่าทำข้าตกใจ ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่อีกหลายปี”ใครๆก็รู้ว่านางข้าหลวงที่มียศมีตำแหน่งในวังส่วนใหญ่มาจากตระกูลขุนนาง นางสู้พวกผู้หญิงสูงศักดิ์เหล่านั้นไม่ไหว“ฮ่าๆ ข้ามีชีวิตมาหลายปีขนาดนี้ เจ้าถือเป็นหญิงสาวคนแรกที่ปฏิเสธการเข้าวังแบบต่อหน้า ดูท่าข้าจะมองเจ้าไม่ผิด” อู่จิ้นผิงยังคงรักษาท่าทีของฮ่องเต้ เอะอะก็ลองใจคนโชคดีจู้เจียงเจียงไม่ได้ตกหลุมพรางที่เขาวางไว้ ไม่เช่นนั้นวันพรุ่งนี้อาจโชคร้าย แค่ก้าวขาซ้ายเข้าหอจินชิวก็คงถูกไม้โบยโดยไม่รู้ตัววันหลังนางยิ่งต้องระวังตัวให้มากขึ้นถึงแม้ว่าอู่จิ้นผิงดูท่าจะคุยรู้เรื่อง แต่คนที่ครองอำนาจมาหลายสิบปี จะใจดีได้อย่างไร?ทว่าจู้เจียงเจียงก็ยังคงใจใหญ่เหมือนเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น นางก็วิ่งก้นสะบัดไปหาอู่จิ้นผิง รบกวนให้เขามาช่วยจดบันทึกอีกครา ตอนที่ 100: นางเดิมพันหัวข้อสอบขุนนางถูกจริงๆ“ท่านแม่ทัพ ข้าวของทุกคนทยอยคืนแล้ว แล้วของท่านเล่า?”ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านหาบข้าวมาคืนให้จู้เจียงเจียงอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เริ่มทยอยคืนแล้ว มีแต่ทางเผยจี้ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ“ข้าเดินทางไปเมืองเจียงเป่ยครั้งนี้ จะไปเร่งที่ว่าการเมืองเจียงเป่ยมาคืนข้าวให้เจ้า” เผยจี้ถึงขั้นหลงใหล อาลัยอาวรณ์ไม่ยอมขึ้นม้าจากไปเขาเลื่อนมาสองวันแล้ว หากวันนี้ยังไม่ไปเมืองเจียงเป่ย ถูจิ่งก็จะเริ่มบ้าแล้ว“งั้นก็ดี!” ขอแค่คืนข้าวนาง ไม่ว่าอะไรก็คุยกันได้“แต่ว่า...” เผยจี้มองไปทางบ้านตระกูลเผย รู้สึกสงสัยมาก “ข้าวที่ทุกหมู่บ้านนำมาคืนหลายวันนี้ เจ้าซ่อนไว้ตรงไหนกันแน่ ทำไมข้าหาไม่เจอ?”หลายวันนี้ข้าวที่ทุกหมู่บ้านส่งมานั้น มากพอจะเติมเต็มบ้านตระกูลเผยได้หลายหลังแล้ว แต่ทว่าเขากลับหาข้าวที่เพิ่มขึ้นมาสักเม็ดในบ้านตระกูลเผยไม่เจอเลย น่าแปลกจริงๆเมื่อจู้เจียงเจียงได้ยินคำถามนี้ บนใบหน้าของนางก็แสดงอาการร้อนตัวออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ แล้วพยายามเปลี่ยนเรื่อง “ทำไม อยากสืบว่าข้าซ่อนข้าวไว้ตรงไหน จะได้สะดวกตอนยักย้ายทรัพย์สินของข้าหรือ?”“ฮูหยิน!”เผยจี้ถอนหายใจ “พวกเราเป็นสามีภรรยากัน ทำไมข้าต้องย้ายสินทรัพย์ของเจ้าด้วย”เขาไม่เคยมีความคิดแบบนั้นเลย“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาถามให้มากความเลย ข้าต้องไปสถานที่ก่อสร้างแล้ว ไว้เจอกัน” จู้เจียงเจียงกลัวจะเผยพิรุธจึงรีบเดินหนีไปนางแค่ผ่านมาที่นี่ก่อนจะไปที่สถานที่ก่อสร้าง ไม่ได้มาส่งเขาที่ก่อสร้างสถานศึกษา พวกชาวบ้านที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ต่างเริ่มทยอยกันมาช่วยงานพวกเขาร่วมกับคนของสองพี่น้องตระกูลโจว ขุดดินขึ้นมาใส่ตะกร้าตะแกรงก่อนหาบไปเติมถนนหลัก ส่วนที่เหลือก็เอาไปถมแปลงที่ดินที่เตรียมไว้ปลูกผักจู้เจียงเจียงแค่แวะมาดูความคืบหน้า และจ่ายเงินค่าไม้นางคุยกับสองพี่น้องตระกูลโจวแล้ว ตอนวัสดุมาถึงสถานที่ก่อสร้างก็ต้องจ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็จะไม่ลงมือสร้างบ้าน นี่เป็นบทเรียนจากครั้งก่อนที่พวกเขาถูกเอาเปรียบ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องระมัดระวังโจวสือและโจวเซี่ยนกำลังช่วยกันขนของลงจากรถพร้อมกับคนงานส่งไม้ เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงเดินมา โจวสือก็หยุดงานในมือแล้ววิ่งมาหานางก่อนจะเข้าใกล้นาง เขาใช้ผ้าขนหนูที่พกติดตัวมาปัดขี้เลื่อยบนตัวให้สะอาด“แม่นางจู้ ได้ยินว่าสองวันนี้เจ้ายุ่งมาก อันที่จริงเจ้าไม่ต้องมาเองก็ได้ ข้าไปหาเจ้าก็ได้” โจวสือพูดยิ้มๆหลายวันนี้เขามาทำงานจากในเมือง บนถนนระหว่างทางเจอคนหาบข้าวมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่น้อยพอได้ถามไถ่จึงได้รู้ ที่แท้พวกเขาทุกคนมาคืนข้าวให้จู้เจียงเจียง เมื่อเห็นคนทยอยกันมาคืนข้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพความประทับใจของโจวสือที่มีต่อจู้เจียงเจียงจึงยิ่งดึงสูงขึ้นหลายชั้นทันทีเดิมทีเขาคิดว่านางก็เป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านที่มีเงินเล็กน้อย กลับไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วนางทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ใช้กำลังของตัวเองช่วยชาวบ้านทั้งเมืองเจียงหนานดังนั้น ทั้งเขาและน้องชายจึงตั้งใจจะทำงานให้นางด้วยความใส่ใจมากยิ่งขึ้น“ไม่ต้องหรอก เมื่อครู่ข้าเพิ่งส่งสามีออกบ้านไป เลยถือโอกาสแวะมาที่นี่” จู้เจียงเจียงชี้ไปที่ร่างบุคคลหนึ่งที่กำลังควบม้าเร็วอยู่บนถนนหลักถึงแม้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเผยจี้นางจะไม่ยอมรับความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของพวกเขา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก นางก็มักจะเรียกเผยจี้ว่าสามีตลอดหญิงม่ายทำให้เกิดเรื่องเยอะ ถึงแม้จะเป็นเพื่อความสะดวกสบาย แต่ถ้าไม่เป็นม่ายได้นางก็จะไม่เป็นทั้งสองหาที่นั่งบนพื้น จู้เจียงเจียงหยิบเอาลูกคิดที่พกติดตัวตลอดออกมา และเริ่มคำนวณอย่างรวดเร็วหลังจากได้ตัวเลขหนึ่งที่ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันแล้ว ก็ทำการนับเงินจ่ายเงินตรงนั้นทันทีตอนนี้ในมือนางมีข้าว ทำให้นางมีความมั่นใจเต็มร้อยบวกกับชาฤดูใบไม้ร่วงที่หายาก หลายวันนี้นางจึงหาเงินได้ก้อนใหญ่ ดังนั้นการสร้างสถานศึกษาและซ่อมถนนจึงสามารถดำเนินการไปพร้อมกันได้ตอนกลับหมู่บ้าน ในทุ่งนาของบ้านตัวเอง พวกหลูชุ่ยฮวากำลังช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตอนนี้ก็มีแค่ข้าวชองบ้านนางที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว“พี่สะใภ้ ปู่อู่บอกว่าพี่โจวใกล้จะกลับมาแล้ว จริงหรือเจ้าคะ?” ไม่รู้เผยเสี่ยวอวี๋ได้ยินข่าวนี้ตั้งแต่เมื่อไร พอเห็นหน้าจู้เจียงเจียงก็วิ่งมาถามทันที“จริงหรือ?” จู้เจียงเจียงทำหน้างงๆเล็กน้อย “ข้าก็ไม่รู้ ในเมืองยังไม่มีจดหมาย...”พี่สะใภ้น้องสามีกำลังคุยกันอยู่ยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงรถม้าดังมาจากที่ไกลๆ ในเวลาเดียวกันยังมีเสียงร้องตะโกนของพวกน้องเก้าตามมาด้วย“พี่หญิงจู้ พี่ชายสอบติดแล้ว พี่ชายสอบติดแล้ว!”“ใครสอบติดแล้ว?”คนที่กำลังช่วยกันเกี่ยวข้าวในนา ยังมีพวกคนแก่ในหมู่บ้านที่กำลังเก็บรวงข้าวที่หล่นพื้น เมื่อได้ยินเสียงก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง“สะใภ้เล็ก ใครสอบติดหรือ?” คนหนึ่งที่อยู่ใกล้จู้เจียงเจียงที่สุดเอ่ยถามจู้เจียงเจียงยิ้มเขินๆ “ข้าก็ไม่รู้”พวกเขาอยู่ไกลเกินไป ลมฤดูใบไม้ร่วงก็พัดแรงได้ยินเพียง “สอบติด” สองคำ ได้ยินไม่ชัดว่าใครสอบติดแล้วยิ่งไปกว่านั้น รถม้าที่แล่นมาหาพวกเขาก็ไม่ได้มีเพียงแค่รถม้าของพวกน้องเก้าเท่านั้น แต่ยังมีรถม้าของตระกูลหมิงด้วยหากหมิงจี่มาละก็ มีความเป็นไปได้ที่โจวเหลียงและจูชิงหรานจะมาด้วยจนกระทั่งรถม้าเข้ามาใกล้ พวกน้องเก้าที่ไม่ได้เจอกันนานก็รีบวิ่งลงจากรถม้ามาเป็นพรวน วิ่งมาบอกข่าวดีหนึ่งกับจู้เจียงเจียง“พี่หญิงจู้ พี่ชายสอบติดแล้ว พี่ชายสอบติดแล้ว!”พวกเขากำลังแสดงงิ้วอยู่ที่เมืองเจียงเป่ย ตอนข่าวแพร่มาถึง พวกเขาก็แสดงเสร็จพอดี จึงรีบนำข่าวดีนี้กลับมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาด้วยเพียงแต่ตอนออกจากเมือง บังเอิญเจอหมิงจี่เท่านั้นอันที่จริงหมิงจี่ก็มาบอกข่าวดีนี้กับนาง “แม่นางจู้ ยินดีด้วย”“ท่านแสดงความยินดีกับข้ามันดูแปลกๆ ท่านไปบอกพวกเขาเองเถอะ” จู้เจียงเจียงรู้สึกว่าการแสดงความยินดีนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนาง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมาแสดงความดีใจกับนางหมิงจี่เพียงแค่หัวเราะและไม่ได้พูดอะไรคำยินดีของเขา นอกจากจะแสดงความยินดีกับโจวเหลียงที่สอบติดแล้ว ยังยินดีที่สามีของนางกลับมาด้วยเช่นกัน“น้องเก้า พี่ชายของพวกเจ้าบอกหรือไม่ว่าจะกลับมาเมื่อไร?”โจวเหลียงไม่ทำให้ผิดหวัง สอบติดจริงๆ ดังนั้นแผนเกษตรกรรมใหญ่ในปีหน้าก็ปล่อยมือไปทำได้แล้ว!คำถามนี้ พวกน้องเก้าไม่ทันได้เอ่ยปาก หมิงจี่ก็พูดอธิบาย “จอหงวนแต่งตั้งโดยฮ่องเต้กลับมารับตำแหน่งในบ้านเกิด เกรงว่ายังต้องใช้เวลาอีกสิบวันถึงครึ่งเดือน ตอนนี้ใต้เท้าจูก็ยังไม่ได้รับข่าวใดๆ”ข่าวใดๆที่เขาหมายถึงก็คือเลื่อนขั้นหรือแจ้งกลับบ้านเกิดแต่ดูจากสถานการณ์ของจูลิ่น หลายปีนี้ไม่ได้เลื่อนขั้นเลย เกรงว่าครั้งนี้ก็คงยาก“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็สอบติดแล้ว รออีกสิบวันถึงครึ่งเดือนจะเป็นอะไรไป”จู้เจียงเจียงรู้สึกดีใจแทนโจวเหลียง แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการบ้าคลั่งอย่างพวกเผยเสี่ยวอวี๋ พวกเด็กๆแทบจะกระโดดขึ้นฟ้ากันแล้ว“น้องรอง พาน้องชายน้องสาวกลับบ้านไปเก็บของเถิด คืนนี้มากินข้าวบ้าน ข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้พวกเจ้า”ครั้งนี้ถือว่าพวกเขาไปแสดงรอบปฐมทัศน์มาแล้ว แน่นอนว่าต้องเลี้ยงฉลองกันสักหน่อยไม่รู้ว่าตอนพวกเขาแสดงราบรื่นดีหรือไม่ พวกเถ้าแก่เหล่านั้นดูแลพวกเขาแทนนางได้ดีรึเปล่าภายในหมู่บ้านหลังจากเหลียงเหวินโจวได้ยินข่าวว่าโจวเหลียงสอบติด เขาก็ล้มป่วยลงทันที เขารู้สึกเสียใจภายหลังเป็นอย่างมาก เสียใจที่ตอนแรกความโลภครอบงำจนหน้ามืดตามัว พลาดโอกาสที่จู้เจียงเจียงบอกว่าจะช่วยให้เขาสอบติดเขาคิดไม่ถึงเลย นางกลับเดิมพันหัวข้อสอบขุนนางได้จริงๆ นางทำได้อย่างไรกัน?จบตอน Comments
Comments
Post a Comment