doctor's farmer ep1-10

แพทย์สาวผู้เป็นเลิศด้านการปรุงยาต้องกลับมาเกิดใหม่เป็นสาวชาวไร่ผู้อาภัพอับโชค คนในครอบครัวรังเกียจ คอยจ้องแต่จะรังแกและทรมาน นางจึงต้องใช้ทักษะการปรุงยาแสนเลิศล้ำต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อพลิกชะตาชีวิตตนเอง!


ในยุคปัจจุบัน นางเป็นแพทย์สาวผู้เป็นเลิศด้านการปรุงยา แต่กลับต้องทะลุมิติไปเกิดใหม่เป็นสาวชาวไร่ผู้ยากจน อาภัพอับโชค บิดาไม่เหลียวแล มารดาเลี้ยงคอยกลั่นแกล้งทรมาน พี่ชายน้องชายต่างมารดาล้วนจ้องคอยรังแก มีเพียงพี่ชายฝาแฝดที่รักและทะนุถนอมนาง หากเขาก็ถูกยกให้ไปอยู่บ้านท่านปู่ที่แสนห่างไกล


แต่ในเมื่อนางมีวิชาปรุงยาเลิศล้ำ มีห้วงมิติวิเศษไว้เก็บรวบรวมสมุนไพรมีค่าหายาก นางจะใช้สิ่งเหล่านี้พลิกชะตา ฝ่าฟันจนฐานะตัวตนที่ลึกลับได้เปิดเผยอย่างยิ่งใหญ่


ครั้งหนึ่งนางบังเอิญถูกบุรุษรูปงามช่วยชีวิตไว้โดยบังเอิญ หลังจากนั้น ‘เจ้าสุนัขป่า’ ผู้แสนเย็นชาน่าครั่นคร้ามตัวนี้ก็เอาแต่ห่มหนังลูกสุนัขตัวน้อยน่ารักเวลาอยู่กับนาง คอยเคล้าเคลียทำตัวออดอ้อนอย่างสุดกำลัง ในเมื่อบุญคุณที่ช่วยชีวิตช่างแสนยิ่งใหญ่ ไร้สิ่งคู่ควรทดแทน เช่นนั้นใช้กายใจนี้ตอบแทนดีหรือไม่


บทที่ 1: ซากกลางป่า

 

ภายในท้องของนางราวกับมีไฟกองหนึ่งลุกไหม้แผดเผา ในกระเพาะอาหารก็คล้ายกับมีคนเอามีดมาจ้วงแทงแรงๆ ความตายไม่ได้นำไปสู่ความหลุดพ้นเลย แต่กลับพามาพบความเจ็บปวดที่ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเดิม


กู้เยี่ยอดทนต่อความหิวโหยที่ทรมานท้องไส้ของนางอยู่ ลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพต้นไม้ใหญ่หลายต้นกลุ้มรุมอยู่ในเงาราตรีมืดดำ ดูประหนึ่งสัตว์ประหลาดกำลังแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ ขณะที่ระหว่างช่องว่างของกิ่งก้านเหล่านั้น เหนือขึ้นไปก็คือดวงดาวระยิบระยับเกลื่อนฟ้า


นางไม่ทันได้คิดทบทวนว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เสียงคำรามของสุนัขป่าก็ดังขึ้นที่ข้างหู เมื่อหันหน้าไปมองดู ก็เห็นดวงตาสีฟ้าแต่ละคู่วาวประกายดุร้ายอยู่ท่ามกลางม่านราตรี


ยาผงไล่สัตว์! ทันทีที่คำนี้ผุดขึ้นมาในสมองของกู้เยี่ย ในมือของนางก็ปรากฏขวดใสใบหนึ่ง นางรีบโรยผงยาลงบนตัว ทำให้ฝูงสัตว์ที่รุกคืบเข้ามาพากันชะงักเท้า ครั้นแล้วตัวจ่าฝูงก็นำพรรคพวกของมันหันหัวกลับหายเข้าไปในป่าลึก


“น้อง... น้องพี่...” เสียงอันคุ้นเคยพาให้ร่างกายนี้ขยับไหวเองตามสัญชาตญาณ


พี่ชาย! เขาคือพี่ชายของร่างนี้ ชั่วเวลาเพียงพริบตาเดียว นางก็แยกแยะฐานะของผู้มาได้


‘โฮ่ง... โฮ่งๆๆ’ สุนัขพื้นเมืองขนเหลืองตัวหนึ่ง หยุดอยู่ตรงหน้านางห่างไปไม่ไกล มันเห่าเรียกจากตรงนั้น ไม่กล้าเข้ามาใกล้


“เจอแล้ว! เจอตัวแล้ว! กู้หมิง น้องสาวเจ้าอยู่ทางนี้!” เด็กหนุ่มถือคบไฟคนหนึ่งปรากฏขึ้นในระยะสายตาของกู้เยี่ย เขาคือหลี่เฮ่า หลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน ปกติแล้วคบหาเป็นมิตรกับพี่ชายของร่างนี้เป็นอย่างดี


“น้อง...” เด็กชายเสื้อผ้าเก่าขาดคนหนึ่งวิ่งถลาเข้ามา ช้อนร่างผอมบางของนางขึ้นมากอด น้ำตาอุ่นๆ หยาดหนึ่งหยดลงข้างลำคอของกู้เยี่ย เด็กชายผู้ฝืนกลั้นทำตัวเข้มแข็งมาตลอดร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อยผู้ไร้ทางสู้


กู้หมิงร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งถึงได้มองสำรวจร่างกายของน้องสาวอย่างละเอียด พบว่านางปลอดภัยไร้ร่องรอยบาดเจ็บ จึงวางใจลงได้ “เป็นเพราะพี่เอง ไม่ควรทิ้งน้องให้ห่างกายเลย ใครจะคิดว่าหญิงสารพัดพิษผู้นั้นจะโหดเหี้ยมเช่นนี้ พาเจ้ามาทิ้งไว้กลางป่าทั้งที่เป็นๆ ซ้ำยังตลบตะแลงบอกว่าเจ้าสิ้นลมแล้วอีก”


“หมิงเอ๋อร์ พูดอะไรเช่นนั้น หญิงสารพัดพิษอะไร นางเป็นมารดาเจ้านะ! เจ้าฝ่าฝืนคุณธรรมจรรยาเช่นนี้ อยากถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ฟ้าผ่าตายรึ!” กู้เฉียวบิดาลำเอียงของพวกเขาทั้งสองขมวดคิ้วก่นด่า


“ในเมื่อนางกล้าทำ เหตุใดข้าจะไม่กล้าต่อว่านางเล่า นางไม่ใช่มารดาของพวกข้าเสียหน่อย! มีแม่ที่ไหนกันจะใจร้ายเอาลูกสาวมาทิ้งบนเขาให้หมาป่ากินเช่นนี้ หากสวรรค์ท่านจะฟาดสายฟ้าลงทัณฑ์ ก็ต้องฟาดใส่หญิงสารพัดพิษนั่นก่อน ไม่ใช่พวกเราหรอก” กู้หมิงหมดสิ้นความหวังในตัวบิดาอย่างแท้จริง


มารดาผู้นี้เป็นภรรยาใหม่ของบิดา ส่วนบิดานั้นเป็นผู้ให้กำเนิดโดยแท้ ทว่ายามที่หลิวซื่อละเลยไม่เหลียวแลพวกเขาสองพี่น้อง บิดากลับทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้ เวลานี้กู้หมิงเพียงแค่ด่าว่าหลิวซื่อเป็น ‘หญิงสารพัดพิษ’ เท่านั้น บิดากลับคิ้วกระตุกตาขวางตำหนิเขา บ้านนี้ยังมีที่ให้เขาและน้องสาวยืนอยู่อีกหรือ


‘เพียะ!’ เสียงฝ่ามือปะทะหน้าหนักๆคราหนึ่ง กู้หมิงพลันรู้สึกถึงรสเค็มคาวซ่านอยู่ในโพรงปาก หูอื้อมึนชา ตาพร่าไปพักใหญ่ สุดท้ายก็ทรุดลงไปนั่งข้างกายน้องสาวฝาแฝด


“กู้เฉียว ลูกทำผิดก็ค่อยๆอบรมสั่งสอนสิ ลงไม้ลงมือเช่นนี้ทำไมกัน อย่าทำให้เด็กต้องเจ็บช้ำเลย” ผู้ที่เอ่ยปากคือประมุขสกุลกู้อายุราวห้าสิบปี น้ำเสียงของเขาแฝงความไม่ยอมรับอยู่ในที


“ท่านประมุข เด็กที่ไหนเขาด่าว่าลบหลู่ผู้ใหญ่แบบนี้กัน เจ้าลูกคนนี้หากไม่ตีเสียบ้างก็คงไม่เป็นผู้เป็นคน ถ้าไม่สั่งสอน อีกหน่อยก็คงไม่เห็นคนเป็นพ่ออย่างข้าอยู่ในสายตาแล้ว” กู้เฉียวจ้องถมึงใส่บุตรชายด้วยความโกรธ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงตอนนี้ เขาไม่ได้เหลือบแลดูกู้เยี่ยเลยแม้เพียงนิด


“ท่านพ่อ!” กู้หมิงลูบแก้มซ้ายที่บวมแดงขึ้นทันตา น้ำตาคลอเบ้า “ท่านก็ดีแต่ติเตียนพวกข้า ท่านไม่เห็นจริงๆ หรือว่านางทำกับข้าและน้องอย่างไรบ้าง”


กู้หมิงชี้ไปทางสตรีผู้หนึ่งซึ่งโหนกแก้มสูง ริมฝีปากบาง พลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “เมื่อก่อนตอนท่านแม่ยังอยู่ เลี้ยงดูน้องให้กินอิ่มหนำ ผิวขาวผ่องมีน้ำมีนวล หน้าตาสดใสน่ารัก แล้วดูตอนนี้สิ เหตุใดน้องถึงกลายเป็นสภาพเช่นนี้ เพราะถูกปล่อยให้อดอยากหิวโหยอย่างไรเล่า”


ชาวบ้านและคนสกุลกู้ที่มาช่วยกันตามหาคนมองไปทางร่างซูบซีดผอมเกร็ง เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของหนูน้อยกู้เยี่ยเอ๋อร์ บางคนทนดูไม่ได้ต้องเบือนสายตาหนี


“หลิวซื่อไม่ยอมให้น้องร่วมโต๊ะกินข้าว ทั้งยังไม่เหลืออาหารให้น้องกินด้วย น้องหิวโหยจนหมดสิ้นหนทาง ต้องถอนผักหญ้าริมทางมากินประทังหิว แถมยังไม่กล้าเก็บผักหญ้าพวกนั้นกลับมาทำกินที่บ้าน ได้แต่กินทั้งดิบๆเช่นนั้น น้องอายุน้อยแค่นี้ แรกๆยังแยกแยะพืชผักไม่เป็น เก็บพืชมีพิษมากินจนอาเจียนและถ่ายท้อง”


“ท่านดูเนื้อตัวน้องข้าสิ มีตรงไหนดูได้บ้าง ไม่ได้กินข้าว ก็ไม่มีแรงหยิบจับเคลื่อนไหว พอทำอะไรเชื่องช้า ก็ถูกตีอย่างโหดร้ายทารุณ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงที่ต้าจ้วงกับเสี่ยวจ้วงชอบเอาไม้พลองมาตี เอาก้อนหินมาโยนใส่น้องนะ... ท่านพ่อ น้องก็เป็นลูกสาวของท่าน ในตัวนางก็มีเลือดของท่านไหลเวียนอยู่ ท่านทนดูให้นางหิวตาย ถูกทำร้ายจนตายได้หรือ”


แขนเสื้อของกู้เยี่ยถูกถกขึ้น เผยให้เห็นรอยเขียวม่วงเป็นริ้วๆ และรอยแผลถลอกปอกเปิก ฟ้องชัดว่าเจ้าของร่างกายนี้ถูกกระทำอย่างไรไว้บ้าง


“เจ้าเด็กบ้า อย่าพูดเหลวไหลนะ! มีใครเห็นหรือว่าข้าเป็นคนตีเด็ก เจ้าลูกกระต่ายเลี้ยงไม่เชื่อง พูดจาโกหกพกลมออกมาได้เต็มปาก! พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านคิดดูเถิด ข้าวปลาอาหารแต่ละวันนางล้วนเป็นคนทำเอง พวกเรากลับจากงานมาก็คิดว่านางกินเรียบร้อยแล้ว นางยังไม่ได้กินข้าวแล้วทำไมไม่บอกล่ะ ไม่บอกแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร ส่วนเรื่องแผลบนตัว นั่นเป็นเพราะนางซุกซนเองต่างหาก ไม่รู้ว่าไปชนนู่นชนนี่ที่ไหนมา ไม่ได้เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย” หลิวซื่อขยับปากฉอดๆ พูดคำจากดำเป็นขาว


กู้หมิงแทบอยากเข้าไปฉีกอกหลิวซื่อ “แล้ววันนี้เล่า? เมื่อตอนเย็นน้องยังพูดคุยกับข้าอยู่ดีๆ ทำไมท่านถึงนำนางมาทิ้งแบบนี้ ในป่านี่สัตว์ร้ายชุกชุม ท่านนำน้องสาวข้ามาทิ้งไว้กลางป่า คิดจะทำให้นางไม่มีทางรอดกลับไปเลยรึ!”


“ตอนข้ากลับถึงบ้าน นางหนูก็ไม่ขยับเขยื้อนแล้ว เรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น ข้าก็คิดว่านางไม่รอดแล้วน่ะสิ ทุกวันนี้ชีวิตลำบากยากแค้น บ้านใครไม่เคยมีเด็กตายบ้างเล่า ห้องหับในบ้านต่อไปล้วนต้องเก็บไว้ให้พวกเจ้าสามคนพี่น้องแต่งภรรยา นางมาตายในบ้านแบบนี้ไม่เป็นมงคลเลย” หลิวซื่อไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าตนทำสิ่งใดผิด


กู้หมิงแค่นเสียงขึ้นจมูกทีหนึ่ง “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าท่านมีแผนการอะไร วันนั้นที่ท่านบอกกับต้าจ้วง ข้าได้ยินทั้งหมด ท่านบอกว่าน้องสาวข้าเป็นของจ่ายชดเชย เลี้ยงไว้ก็สิ้นเปลืองอาหาร ตายไปก็ประหยัดสินเดิมเจ้าสาวได้บ้าง...วันนี้ท่านเอานางมาปล่อยในป่าลึก เพราะหวังจะได้ไม่ต้องเตรียมสินเดิม พรุ่งนี้ก็คิดจะกำจัดข้า เพราะกลัวว่าข้าจะไปแบ่งสมบัติกับต้าจ้วงเสี่ยวจ้วงด้วย ท่านพ่อ ท่านจะยังยืนมองอยู่ข้างๆต่อไปได้อีกหรือ”


“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร แม่เจ้าไม่ใช่คนเช่นนั้น เลิกพูดได้แล้ว เข้าใจผิดกันทั้งนั้น! ตอนนี้คนก็หาตัวเจอแล้ว รีบกลับบ้านไป” กู้เฉียวโบกมือปัดๆอย่างหงุดหงิดรำคาญใจ


กับบุตรชายคนโตกู้เฉียวยังมีความรักความผูกพันให้อยู่หลายส่วน เพียงแต่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับหลิวซื่อมาหลายปี ความรู้สึกของความเป็นพ่อกลับไม่หลงเหลือให้กู้หมิงเท่าไรแล้ว คำพูดของกู้หมิง เขาไม่นำมาใส่ใจ ทั้งยังโมโหที่บุตรชายพูดเรื่องน่าตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ตนขายหน้าต่อหน้าประมุขสกุลและชาวบ้านเช่นนี้


“ไม่ ถ้าหากกลับไปเช่นนี้ นางก็หาโอกาสทอดทิ้งน้องได้อีก ท่านพ่อ ต่อหน้าท่านปู่ประมุขสกุลและท่านลุงท่านอาทั้งหลาย โปรดพูดให้ชัดเจนเถิดว่า ให้หลิวซื่อกล่าวคำสัตย์สาบาน ว่าจะไม่ให้น้องทำงานหนัก และจะไม่ให้น้องต้องอดอาหารอีก”


กู้หมิงยืดกายที่ผอมบางขึ้นตรงแน่ว เม้มปากอย่างดื้อดึง เพื่อน้องสาว เขายอมแลกทุกสิ่ง อย่างมาก... อย่างมากเขาก็พาน้องไปอยู่ด้วยกันในถ้ำ ล่าสัตว์เก็บของป่าเลี้ยงน้อง


เรื่องของบ้านกู้เฉียว ใช่ว่าคนในสกุลจะไม่เคยรู้ เพียงแต่เรื่องในครอบครัว กฎทางการยากจะจัดการได้ หากไม่ได้กระทำผิดให้เห็นซึ่งหน้า ประมุขสกุลก็ได้แต่ปิดตาข้างหนึ่งไว้ ทว่าวันนี้เกิดเรื่องจนเกือบถึงแก่ชีวิต ในฐานะประมุขสกุลจึงต้องลุกขึ้นอ้างหลักคุณธรรมจรรยาสักหน่อย


“หลิวซื่อ เรื่องนี้เจ้ากระทำเกินไปจริงๆ เอาเถอะ คนครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรโกรธแค้นกันข้ามคืน พูดคุยกันเข้าใจแล้ว ก็อย่าได้ทำอีก เจ้าเจ็ด วันนี้พวกเจ้าสองผัวเมียก็ให้คำสัตย์กับลูกๆ เสีย จะได้ให้เด็กๆ สบายใจ”


กู้เฉียวเป็นอันดับเจ็ดของรุ่นในทำเนียบสกุล


หลิวซื่อสีหน้าไม่ยินยอม ปากบ่นอุบอิบ “ให้คำสัตย์อะไร ทำเหมือนข้าไปทรมานพวกเขาจริงๆ อย่างนั้นแหละ เรื่องนี้ข้าไม่ยอมรับหรอก”


“เมียพี่เจ็ด อย่าคิดว่าเจ้ากระทำการอะไรลับหลังแล้วจะรอดพ้นสายตาทุกคนได้ เจ้าคิดการอะไร มีใครบ้างที่ไม่รู้ ถ้าไม่เพราะเห็นแก่เหมียวซื่อละก็...” สะใภ้ท่านหนึ่งซึ่งสนิทสนมกับมารดาแท้ๆ ที่ล่วงลับไปแล้วของพวกกู้หมิงแสยะยิ้มมองหน้าหลิวซื่อ สายตานั้นคมเฉียบประหนึ่งมีดดาบ ราวกับว่าจะฟาดฟันเอาเปลือกที่ปิดซ่อนเรื่องน่าละอายของหลิวซื่อออกไปให้หมด


หลิวซื่อสีหน้าเปลี่ยนไปทันตา รีบขัดคำพูดของสะใภ้สกุลผู้นั้น ส่งเสียงแหลมจนพาให้นกหลายตัวแตกตื่น “ก็ได้ๆ! พวกเด็กๆ ไม่รู้ความ ข้าอาจจะทำอะไรประสาผู้ใหญ่ พานให้เข้าใจผิดไปบ้าง พวกเจ้าเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว กลับบ้านไปกับพ่อแม่เถอะนะ ข้าเป็นแม่เลี้ยงก็จริง แต่พ่อพวกเจ้าเป็นพ่อแท้ๆ จะไปทนเห็นคนอื่นเอาชีวิตพวกเจ้าได้อย่างไร”


คำพูดของนางอ้างเหตุอ้างผล ฟังดูเหมือนพูดดีกับเด็กทั้งสอง แต่ในคำพูดนั้นกลับไม่ได้แสดงความสำนึกผิดให้คนในสกุลเห็นเลยแม้แต่น้อย


กู้หมิงรู้ดีว่าตนอายุยังน้อย การแตกหักกับคนในบ้านไม่เป็นผลดีอันใดกับเขาและน้องสาวเลย เขานั่งลงข้างกายน้องสาว ลูบใบหน้านางเบาๆ พลางยิ้มปลอบ “น้อง เจ้าคงเสียขวัญมากใช่ไหม ไม่ต้องกลัวนะ มีท่านประมุขสกุลกับท่านลุงท่านอาทั้งหลายเป็นพยาน ต่อไปภายหน้า ไม่ว่าใครก็อย่าหวังเอาเจ้ามาทิ้ง พี่จะปกป้องน้องเอง”


กู้เยี่ยท่าทางเหมือนผู้ชมที่อยู่ข้างสนามมาตลอด มอง ‘ฉากวุ่นวาย’ ตรงหน้าด้วยสายตานิ่งเฉย แต่เด็กชายผู้ออกหน้าทุ่มเทเพื่อนางอย่างสุดชีวิตเบื้องหน้านี้ ทำให้หัวใจที่เย็นชาของนางอุ่นซ่านขึ้นมาได้ เมื่อชาติภพก่อน นางเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า สำหรับนางแล้ว ความรักความผูกพันในครอบครัวนับเป็นความหวังลมๆแล้งๆอย่างหนึ่ง ในชาตินี้ เหมือนได้เติมเต็มความฝัน ได้มีพี่ชายที่มอบความรักให้นางอย่างล้นเหลือ บางทีการเกิดใหม่ก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก


กู้หมิงแบกน้องสาวขึ้นหลังทั้งที่ตนเองก็ผอมแห้งแรงน้อยไม่ต่างกัน เดินเพียงสองก้าวก็หอบหายใจฟืดฟาด ระหว่างทางเดินลงจากเขา สองขาอ่อนล้าจนแทบจะล้มลงกับพื้น ท่านอาเก้าผู้อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงทนดูต่อไม่ไหว จึงรับตัวกู้เยี่ยไปอุ้มพาลงจากเขาแทน


กู้เยี่ยถูกนำมาวางลงบนเตียงเตาซึ่งปูด้วยเสื่อกกขาดๆผืนหนึ่ง สลบไสลในห้วงนิทราไปอย่างเงียบๆ จนเมื่อคนในสกุลและชาวบ้านจากไปหมดแล้ว หลิวซื่อและสามีก็กลับเข้าห้องอย่างฮึดฮัดขัดใจ กู้หมิงนำผ้าห่มซึ่งเต็มไปด้วยรอยปะชุนมาห่มคลุมน้องสาว จากนั้นก็โน้มลงกระซิบอย่างมีลับลมคมใน


“น้องหิวไหม วันนี้พี่โชคดีจับปลาตัวหนึ่งได้จากในคู เมื่อตอนกลางวัน อาศัยช่วงที่ไม่มีคนอยู่บ้าน แอบต้มน้ำแกงไว้ เดี๋ยวพี่ไปอุ่นมาให้เจ้าดื่มสักหน่อย ค่อยนอนต่อเถอะนะ”


เมื่อกู้หมิงออกจากห้องไป กู้เยี่ยก้มมองมือที่ผอมเกร็งราวกับตีนไก่ของตัวเอง เจ้าของร่างเดิมอายุสิบเอ็ดขวบ แต่น้ำหนักตัวยังไม่เท่าเด็กวัยเจ็ดแปดขวบเลยด้วยซ้ำ ตัวเล็กแกร็นประหนึ่งไม้ขีดไฟ ผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บนผิวหนังที่หยาบกร้านเห็นเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาอย่างชัดเจน...


1. ธรรมเนียมเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนในสมัยโบราณ จะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ ซึ่งแปลว่านามสกุล ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุตัวตนให้ชัดขึ้น


2. ลูกกระต่าย เป็นคำเปรียบเปรยถึงเด็กดื้อ หรือเด็กที่สร้างปัญหารำคาญใจ ใช้ได้ทั้งในเชิงที่เรียกด้วยความเอ็นดู และในเชิงดุด่าว่ากล่าว


3. ธรรมเนียมการแต่งงานของชาวจีนสมัยโบราณ เมื่อฝ่ายหญิงแต่งเข้าบ้านฝ่ายชาย จะต้องเตรียมสินเดิมเจ้าสาว เช่น เงินทอง หรือข้ารับใช้ ขนไปที่บ้านสามี จึงมีคำเรียกลูกสาวในเชิงเหยียดหยันว่าเป็น ‘ของจ่ายชดเชย’ มีแต่เสียไม่มีได้


บทที่ 2: บัวแดงอันแปลกประหลาด

 

“น้องรีบดื่มน้ำแกงปลานี่เร็ว จะได้ไม่ถูกต้าจ้วงเสี่ยวจ้วงเห็นแล้วแย่งไป”


ต้าจ้วงเป็นลูกติดของหลิวซื่อกับสามีคนก่อน เสี่ยวจ้วงคือน้องร่วมบิดาของพวกกู้หมิง อายุเพียงสามขวบ


กู้เยี่ยต่อสู้กับความหิวโหยที่เหมือนไฟแผดเผาในท้องอย่างทรมาน จึงรับของจากมือพี่ชายมาแต่โดยดี ทว่าฝืนดื่มน้ำแกงปลาไปได้แค่สองสามอึก ก็ดื่มต่อไม่ได้อีก เพราะขาดอาหารมานาน เยื่อบุกระเพาะของนางจึงฝ่อ อวัยวะห้ากลั่นหกกรอง เสื่อมสภาพลงอย่างรุนแรงไปตามๆกัน นางอ่อนแอเสียจนแทบไม่มีแรงหายใจ อะไรที่เรียกว่า ‘น้ำมันหมดตะเกียงมอด’ น่ะหรือ ดูร่างกายของนางก็จะรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง


“ดื่มอีกอึกหนึ่งสิ เจ้ากินน้อยเกินไปแล้ว” กู้หมิงมองน้องสาวอย่างห่วงใย เพราะบำรุงร่างกายไม่เพียงพอ น้องสาวจึงสามวันดีสี่วันไข้ มารดาเลี้ยงก็กลัวสิ้นเปลือง ไม่ยอมเชิญหมอมาดูอาการให้ เขาเสี่ยงอันตรายไม่กลัวถูกสัตว์ร้ายจับกิน เข้าป่าไปล่าสัตว์ แต่กลับเก็บเกี่ยวสิ่งใดไม่ค่อยได้


เวลาที่โชคเข้าข้าง จับไก่ป่ากระต่ายป่ามาได้ ก็จะเอาไปมอบให้ท่านหมออู๋แพทย์เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน เชิญให้เขามารักษาโรคให้น้องสาว ท่านหมออู๋บอกว่า โรคของนางเกิดจากความอดอยากและความตรากตรำ เพียงแค่กินอิ่มก็ไม่เป็นอะไรแล้ว


หากกู้หมิงมีเวลาว่างก็จะช่วยงานน้องสาว และหาวิธีทำให้นางกินมากขึ้นสักหน่อย แต่ร่างกายของนางยังคงทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จนสองสามวันมานี้ กว่าจะกินข้าวแต่ละเม็ดช่างยากเย็นแสนเข็ญ กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมา ท่านหมออู๋จึงบอกว่า ไม่อาจจะรักษานางได้แล้ว ได้แต่รอช่วงเวลาสุดท้ายจะมาถึง


ทว่า เขาไม่ยอมตัดใจ และไม่อยากถอดใจด้วย ก่อนที่มารดาของพวกเขาจะสิ้นใจ ได้จับมือเขา ฝากฝังให้ดูแลน้องสาวให้ดี เป็นเขาเองที่ไม่ได้ความ...


เห็นน้องสาวดื่มน้ำแกงปลาได้หลายอึก โดยไม่ได้อาเจียนออก กู้หมิงก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาหลายส่วน ตัวเขาเองก็ดื่มน้ำแกงที่เหลือลงท้องไปจนหมด ไม่คิดแบ่งให้ลูกทั้งสองของหลิวซื่อได้กินเด็ดขาด!


เขาห่มผ้าห่มให้น้องสาวกลับดังเดิม และบอกกับนางเสียงแผ่วเบา “น้องพี่ หลับพักผ่อนเถอะนะ ต่อไปพี่จะจับปลามาต้มน้ำแกงให้เจ้าดื่มทุกวัน”


กู้เยี่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย ระหว่างที่กู้หมิงกลับไปในครัวล้างหม้อล้างชาม นางก็ไม่อาจอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป อาเจียนเอาน้ำแกงปลาที่ดื่มไปออกมาทั้งหมด ร่างกายนี้ไม่อาจรับของกินอันใดได้แล้วจริงๆ


การได้รับโอกาสเกิดใหม่อีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย นางไม่อยากตายไปทั้งที่เพิ่งข้ามภพมาเช่นนี้ การเป็นผู้ข้ามภพที่อายุสั้นที่สุดนั้นช่างน่าขันเสียนี่กระไร


ห้วงมิติ! นางเป็นผู้มีห้วงมิตินี่นา! พอกู้เยี่ยนึกถึงยาผงไล่สัตว์ขวดนั้นตอนอยู่ในป่าได้ ดวงตาก็วาวประกายแห่งความหวังขึ้นมา


ยาน้ำบำรุงฤทธิ์อุ่นขวดหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ กู้เยี่ยใช้พลังเฮือกสุดท้าย ในที่สุดก็ส่งยาเข้าปากตัวเอง และกลืนลงไปได้สำเร็จ ชั่วขณะก่อนที่จะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา นางรับรู้ได้ถึงกระแสอุ่นร้อนที่ค่อยๆไหลไปตามชีพจร ซ่านไปสู่อวัยวะต่างๆ ในร่างกายอันอ่อนล้านี้อย่างชัดเจน...


หลิวซื่อมีนิสัยเห็นแก่ได้และไม่ยอมเสียเปรียบใคร แต่ทุกวันนี้พี่ชายน้องสาวคู่นี้กลับเพิ่มความยุ่งยากรำคาญใจมากขึ้นทุกวัน เมื่อกู้เยี่ยร่างกายอ่อนแอ ลุกจากเตียงมาทำงานไม่ได้ งานบ้านต่างๆ ก็ตกมาที่ตัวหลิวซื่อทั้งหมด


พอคิดขึ้นได้หญิงผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาที่ห้องเรือนปีกตะวันตก ทั้งทุบโต๊ะ ทั้งขว้างปาถ้วยชาม พูดจาสาปแช่งร้ายกาจไม่หยุดปาก กู้เยี่ยใช้จุกอุดหูไร้รูปร่างอุดหูตัวเองไว้ ไม่ว่าหลิวซื่อจะก่นด่าเป็นแม่ค้าร้านตลาดอย่างไร ก็ไม่กระทบถึงตัวนางแม้แต่น้อย


หลิวซื่อใช้ลูกไม้เดิมตอนทำอาหาร คือทำแป้งปิ่งธัญพืชขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือแบ่งให้กินได้คนละแผ่น เพียงแต่จะให้กู้เฉียวได้กินสองแผ่นในฐานะหัวหน้าครอบครัว ตอนเช้าจึงยังคงไม่มีให้กู้เยี่ย ส่วนของกู้หมิงก็เป็นแผ่นที่เล็กที่สุดในบรรดาทั้งหมด


ถึงอย่างไรกู้หมิงก็ฉีกหน้ามารดาเลี้ยงของตน แสดงตัวต่อต้านเพื่อน้องสาวอย่างชัดเจนแล้ว จึงไม่ได้หวั่นเกรงอะไรอีก ขณะกำลังกินอาหาร หลังจากบิดาหยิบชิ้นหนึ่งไปแล้ว เขาก็รีบคว้าแป้งปิ่งในกระจาดมาสองแผ่นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกชามโจ๊กของตนเพื่อเข้าไปกินกับน้องสาวที่ห้องด้วยกัน


หลิวซื่อเห็นดังนั้นก็กระโดดโหยง เท้าเอวแผดเสียงแหลม “เอาคืนมานะ! ปิ่งแผ่นนั้นเป็นของพ่อเจ้า เจ้าลูกอกตัญญู แม้แต่เสบียงของพ่อก็ยังขโมย”


กู้หมิงหยุดชะงักเท้า หันกลับมาจ้องตอบนาง “ปิ่งแผ่นนี้ไม่ใช่ของน้องหรอกหรือ? ผู้ที่ลดเสบียงของท่านพ่อเป็นท่านเองแท้ๆ เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า เวลานี้ร่างกายของน้องไม่อาจปล่อยให้อดๆอยากๆได้อีกแล้ว” พูดจบก็ไม่รอให้หลิวซื่อกระทืบเท้าร้องด่า รีบผลุบเข้าห้องไปโดยไว


หลิวซื่อก่นด่าพลางยื่นมือไปหวังคว้าตัวเขาไว้ เวลานี้เองกู้เฉียวก็ขัดเสียงด่าทอที่ดังไม่หยุดของหลิวซื่อ “เจ้ายังขายหน้าคนไม่พออีกหรือไง อยากให้เจ้าเก้าได้ยินแล้วนำเรื่องไปบอกคนในหมู่บ้าน ให้คนเขามาว่าพวกเราทรมานลูกอย่างนั้นรึ เด็กตัวเล็กแค่นั้นจะกินสักกี่มากน้อยกัน ต่อไปทำกับข้าวก็เติมน้ำเพิ่มอีกสักกระบวย เพิ่มข้าวเพิ่มแป้งอีกสักหนึ่งกำมือ อย่าให้ใครต้องหิวตายก็พอแล้ว”


กู้เฉียวรู้สึกหงุดหงิดใจ เพราะเรื่องแตกแยกในบ้านนี้ ทำให้เขาถูกลุงใหญ่และผู้อาวุโสในสกุลเรียกไปอบรม ขายหน้าคนไปทั้งสกุล ถ้ากู้หมิงเจ้าลูกไม่รู้จักคิดแค่แอบตามหาน้องสาวแล้วพากลับมาเงียบๆ ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่นี่กลับทำให้รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซาน พาให้เวลาออกจากบ้านเขารู้สึกเหมือนถูกทุกคนมองด้วยสายตาแปลกๆ ไม่รู้ว่าคนในหมู่บ้านแอบพูดถึงครอบครัวเขาลับหลังว่าอย่างไรแล้ว


หลิวซื่อหายใจฮึดฮัดนั่งลงอย่างไม่พอใจ แล้วแย่งแป้งปิ่งในมือต้าจ้วงมาบิออกส่วนหนึ่ง และของตัวเองอีกส่วนหนึ่งวางไว้ตรงหน้าผู้นำของบ้าน แม้นางจะไม่ชอบลูกทั้งสองของอดีตภรรยา แต่ก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น นางยังเคารพเชื่อฟังสามีของตนอยู่ สามีคือผู้ชายของนาง ที่นาบนเขาสิบกว่าหมู่ของครอบครัว ล้วนหวังพึ่งแรงกำลังของเขาทั้งสิ้น นางจะไม่เอาใจใส่ใครย่อมได้ทั้งนั้น แต่จะละเลยสุขภาพร่างกายของสามีไม่ได้เด็ดขาด


“ที่ข้าทำไปก็เพื่อใครเล่า ท่านไม่ได้ดูแลเรือน ไม่รู้หรอกว่าถ่านฟืนข้าวแป้งแพงแค่ไหน ที่นาของหมู่บ้านเรา พอเก็บเกี่ยวข้าวกับธัญพืชได้ก็ต้องส่งให้เจ้าของที่ดินก่อน เหลือเก็บกันไม่เท่าไร พอกินกันเสียที่ไหน ข้ากับต้าจ้วงขึ้นเขาเก็บของป่า เหนื่อยยากแสนเข็ญกว่าจะขายได้เงินมาแลกเป็นเสบียงเหล่านี้ได้ ไหนยังต้องกระเบียดกระเสียรอีก ต้าจ้วงกับเสี่ยวจ้วงก็โตขึ้นทุกวัน มีแต่จะกินเยอะขึ้นเรื่อยๆ หากไม่คิดกะการณ์ให้ดี บ้านเราจะใช้ชีวิตทุกวันนี้ได้อย่างไร


ที่หาว่าข้าทรมานลูกอดีตภรรยาให้อดๆอยากๆ แล้วเก็บไว้กินคนเดียวนั้น ช่างให้ร้ายข้าเหลือเกิน ท่านดูข้าสิทำงานตรากตรำทั้งวันทั้งคืน จะได้กินอะไรหรือไม่ ข้าแต่งเข้าบ้านท่านมาเกือบสี่ปีแล้ว เสื้อผ้าใหม่สักตัวยังไม่เคยซื้อหากับเขาเลย! นางเป็นแค่เด็กน้อยยังไม่ได้ทำงานหนักอะไร กินน้อยไปบ้างจะเป็นไรไป” หลิวซื่อพูดพลางยกชายเสื้อขึ้นมาซับหางตา


กู้เฉียวซดโจ๊กคำหนึ่งกัดแป้งปิ่งคำหนึ่ง จากนั้นพูดปลอบหลิวซื่อไปตามเรื่อง “อืม.เจ้าพูดถูก หลายปีมานี้ลำบากเจ้ามากจริงๆ... เพียงแต่บ้านเราก็ไม่ได้อดอยากขนาดนั้นจริงๆสักหน่อย เดี๋ยวพอเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ข้าไปช่วยเก็บของป่ามาขายให้ได้เงินมาแลกเสบียงอาหารก็ได้... เอาตามนี้ละกัน อย่าทำให้ข้าเสียหน้าอีก ได้ยินหรือไม่”


ว่ากันตามตรง กู้เฉียวผู้นี้ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ทั้งยังรักหน้าตา หลิวซื่อรู้ดีแก่ใจ หากตอนนี้นางก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกเพียงนิดเดียว จะต้องลงเอยไม่ดีแน่ เวลาปกติกู้เฉียวดูเป็นคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่เวลาโกรธขึ้นมา นางก็หวาดผวาในใจเช่นกัน จึงได้แต่กัดฟันกลั้นจมูกรับคำไปก่อน... เจ้าเด็กบ้าสองคนนั่น หากวันหน้ามีโอกาสค่อยจัดการพวกมันใหม่!


เสี่ยวจ้วงไม่อยากกินแป้งปิ่งแห้งๆ เห็นมารดาอารมณ์ไม่ดี รีบเอาใจป้อนแป้งปิ่งธัญพืชที่กัดไปเพียงสองสามคำใส่ปากมารดา ดวงตาน้อยๆ กลอกมอง พร้อมกับทำเสียงเล็กเสียงน้อย “ท่านแม่ กิน”


“มีแต่ลูกเท่านั้นที่รู้จักรักข้า หากไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขที่คลอดออกมาเอง ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องกลายเป็นพวกหมาป่านัยน์ตาขาวทั้งนั้น” หลิวซื่อร่ำเสียงสูง ทั้งยังแค่นเสียงไปทางห้องเรือนปีกตะวันตกแรงๆ จากนั้นก็ลูบใบหน้าเจ้าเนื้อของลูกคนเล็กอย่างรักใคร่เอ็นดู แล้วหอมแก้มอย่างเต็มรักทีหนึ่ง พูดเสียงกระซิบกระซาบ “ไม่เสียแรงที่แม่รักเจ้า เดี๋ยวแม่จะทำน้ำแกงแป้งก้อนให้กินนะลูก”


เสี่ยวจ้วงก็กระซิบเบาๆเช่นกัน ขอต่อรองสักเล็กน้อย “เพิ่มไข่ด้วย...”


“เจ้านี่เป็นแมวตะกละจริงๆนะ! ได้ จะเพิ่มไข่ให้เจ้าฟองหนึ่งเลย” หลิวซื่อบีบแก้มน้อยๆของลูกชาย ก่อนดื่มโจ๊กในชามของตนให้หมด แล้วจึงเข้าครัวไปอีกครั้ง


ลับหลังนาง ต้าจ้วงทำหน้าทำตาใส่เสี่ยวจ้วง เสี่ยวจ้วงยังเด็กกระเพาะยังเล็ก น้ำแกงแป้งก้อนที่เหลือสุดท้ายก็ย่อมต้องตกถึงท้องต้าจ้วงอยู่ดี เพียงแต่ในบ้านไม่ได้จุดเตาทำอาหารให้เสี่ยวจ้วงโดยเฉพาะบ่อยครั้งนัก นานๆทีถึงจะทำมื้อพิเศษสักครั้ง... เฮ้อ ช่วยไม่ได้ เกิดมายากจนเองนี่นะ


ความวุ่นวายภายนอกเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลถึงพี่ชายน้องสาวสองคนภายในห้องเลยสักนิด กู้หมิงรู้ว่ากระเพาะของน้องยังอ่อนแอ จึงบิแป้งปิ่งขนาดเท่าเล็บมือคลุกลงไปในโจ๊กให้นิ่มก่อน แล้วค่อยป้อนให้น้องสาว


กู้เยี่ยมองดูอาหารเละๆสีตุ่นๆนั่นแล้ว แม้ว่าท้องจะหิวจนเจ็บปวดทรมาน แต่กลับไม่อาจกระตุ้นความอยากอาหารของนางได้เลย ท่ามกลางสายตาคาดหวังของพี่ชาย นางต้องฝืนกินเข้าไปคำหนึ่งอย่างยากลำบาก


แหวะ! เทียบกับน้ำสุขภาพที่ชาติก่อนไว้กินเวลาออกปฏิบัติภารกิจแบบกะทันหันแล้ว ไม่อร่อยพอๆกันเลย


นางกินลงไปสองสามคำ ก็กินต่อไม่ลงแล้วจริงๆ


ทางเดินอาหารและระบบภายในของร่างนี้ได้รับการเยียวยารักษาด้วยยาบำรุงฤทธิ์อุ่นมาหนึ่งคืน ถึงจะยังคงอ่อนแออยู่บ้าง แต่อาหารปริมาณเล็กน้อยแค่นี้ก็พอรับไหว กู้หมิงป้อนน้ำอุ่นให้น้องสาวพลางบอกว่า “เดี๋ยวพี่จะไปตัดฟืนบนเขา ดูว่าจะจับปลามาได้อีกหรือไม่ ท่านหมอบอกว่าน้ำแกงปลาบำรุงร่างกายได้ดี”


พูดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดต่อ “ท่านหมอยังบอกอีกว่าน้ำแกงไก่บำรุงได้ดีที่สุดเลย แต่น่าเสียดาย พี่ไร้สามารถ ไม่อาจล่าสัตว์มาได้ทุกวันเหมือนอย่างจางลี่หู่ในหมู่บ้าน”


“พี่ชาย ท่านเก่งมากๆแล้ว ถ้าหากไม่ได้ท่าน ข้าคงถูกสัตว์ร้ายในป่ากินจนไม่เหลือกระดูกแน่ๆ” สำหรับเด็กวัยเพียงสิบเอ็ดขวบ กู้หมิงนับว่าทำได้ดีอย่างยิ่ง


เพียงแต่เมื่อคิดถึงตอนที่ฟื้นขึ้นมา แล้วเห็นดวงตาสีฟ้าของฝูงสุนัขป่า กู้เยี่ยจึง.อดเอ่ยเตือนออกมาไม่ได้ “พี่ชาย บนเขามีหมาป่ามากมาย ต่อไปอย่าเข้าป่าขึ้นเขาไปตามลำพังนะ ข้ามีพี่ชายที่รักข้าอยู่แค่คนเดียว ไม่อยากให้ท่านเป็นอะไร”


“ได้ ต่อไปข้าจะทำงานอยู่แถวๆหมู่บ้าน ไม่ให้เจ้าต้องเป็นห่วง ข้าไปตัดฟืนละ ถ้าเจ้ายังไม่ง่วง ข้าจะขอให้พี่ลี่ลูกอาเก้ามาอยู่เป็นเพื่อนคุยเล่นกับเจ้า” กู้หมิงกลัวว่าตอนที่ตนเองไม่อยู่ น้องสาวผู้แสนซื่อจะถูกหลิวซื่อและลูกๆรังแกอีก


ในความทรงจำของเจ้าของร่างคนเดิม พี่ลี่อายุแก่กว่าฝาแฝดกู้หมิงกู้เยี่ยเอ๋อร์หนึ่งปี มักดูแลผู้อื่นอย่างอบอุ่นอ่อนโยน เจ้าของร่างนี้รู้สึกผูกพันกับพี่ลี่เป็นพิเศษ ทว่าตอนนี้กู้เยี่ยอยากเข้าไปดูในห้วงมิติสักหน่อย จึงปฏิเสธคำเสนอของพี่ชาย โดยอ้างว่าตนยังอ่อนเพลีย อยากพักผ่อนก่อน


กู้หมิงผละไปอย่างไม่วางใจ ขึ้นเขาตามบิดาและมารดาเลี้ยงไป ส่วนต้าจ้วงอายุอานามเข้าวัยเกณฑ์กำลังพลแล้วจึงถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน หลิวซื่อเองก็ไม่วางใจให้เสี่ยวจ้วงอยู่บ้านตามลำพัง จึงเอาลูกใส่กระบุงสะพายหลังแบกขึ้นเขาไปด้วยกัน


ในบ้านเงียบสงบไร้ผู้คน กู้เยี่ยเพ่งจิตเข้าไปในห้วงมิติ ห้วงมิตินั้นก็ยังคงเป็นห้วงมิติเดิม พื้นดินดำอุดมสมบูรณ์ขนาดสิบกว่าหมู่ ปลูกสมุนไพรที่นางเสาะหารวบรวมมานานหลายปีเมื่อชาติที่แล้วไว้เต็มทั่ว สมุนไพรกว่าร้อยชนิดเจริญเติบโตงอกงามดี มีแต่ของล้ำค่าทั้งนั้น


สมุนไพรหลายสิบชนิดอายุมากกว่าร้อยปี ถือเป็นของธรรมดาในห้วงมิตินั้น โสมคนและรากเหอโส่วอู6อายุหนึ่งร้อยปี หรือกระทั่งหลายร้อยปีก็มีให้เห็นไม่น้อย สมุนไพรในห้วงมิติใช้เวลาเติบโตสั้นกว่าภายนอก เวลาที่นางทดลองตัวยาใหม่ๆ ล้วนไม่เคยขาดแคลนวัตถุดิบเลยสักครั้ง


กู้เยี่ยสำรวจดูแปลงสมุนไพรรอบหนึ่ง แล้วจึงมาถึงห้องทดลองยาอย่างอารมณ์ดี... สิ่งปลูกสร้างจากไม้ที่ดูโอ่อ่าและมีกลิ่นอายแบบโบราณ เมื่อได้เห็นกล่องซึ่งบรรจุยาชนิดต่างๆ ไว้เต็มแน่นภายในห้อง ในใจของกู้เยี่ยก็พลอยรู้สึกสงบปลอดภัยขึ้นมา นางลูบไล้ขวดยาหลากสีสันเหล่านั้นทีละขวดทีละขวดอย่างเผ่าเบา ประหนึ่งเป็นลูกรักของตัวเอง ก่อนจมดิ่งสู่ห้วงความทรงจำ


เมื่อออกมาจากห้องทดลองยา กู้เยี่ยปรายตามอง ‘ขยะ’ ที่กองอยู่บนพื้นโล่งราวกับเป็นภูเขาลูกย่อมๆ นั่นคือบรรดาวัตถุดิบที่นางเก็บรวบรวมมาในช่วงแรกเมื่อครั้งกลียุคกำลังจะมาเยือนในชาติที่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ หากมีเวลานางจะจัดเก็บให้เรียบร้อยสักหน่อย


ทันใดนั้น จมูกนางก็ได้กลิ่นหอมของดอกบัวลอยมาจางๆ นางตามกลิ่นนั้นไปจนมาถึงริมสระเล็กๆใจกลางห้วงมิติ ครั้นแล้วนางก็แปลกใจที่ได้พบว่าภายในสระมีดอกบัวแดงดอกหนึ่งที่แย้มกลีบแล้วครึ่งหนึ่ง ดอกบัวสีแดงดั่งเปลวเพลิง ชูสล้างอยู่กลางสระน้ำสีเขียวมรกต ไม่มีใบ ไม่มีราก ราวกับเป็นเทพเซียนที่หลุดพ้น ปลีกตัววิเวกเพียงลำพัง บนกลีบดอกกลีบหนึ่ง มีน้ำค้างใสแวววาวราวหยาดหยก ส่องประกายวิบวับสู่สายตา


“เอ๋? ที่นี่ปลูกบัวตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยต่อไปก็มีเมล็ดบัวกับรากบัวให้กินได้” กู้เยี่ยพูดกับตัวเอง


ท่ามกลางสายตาที่อยากลิ้มลอง กลีบบัวสีแดงเพลิงก็ขยับไหวเบาๆ คล้ายกับกำลังหวาดกลัว แต่ก็เหมือนไม่ยี่หระสะทกสะท้านด้วยเช่นกัน กู้เยี่ยขยี้ตา นางสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของมนุษย์ที่ส่งผ่านมาจากดอกบัวนั้น


ตาฝาดไปเองกระมัง


กู้เยี่ยตั้งใจว่าจะกลับดูที่มาที่ไปของบัวดอกนี้ภายหลัง ตอนนี้ออกไปก่อนดีกว่า หากพี่ชายกลับมาแล้วพบว่านางไม่อยู่ จะเป็นห่วงเอาอีกได้


1. อวัยวะห้ากลั่นหกกรอง หรือห้าตันหกกลวง เป็นคำเรียกรวมอวัยวะภายในตามตำราแพทย์แผนจีน ห้ากลั่น ได้แก่ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด ไต ทำหน้าที่ผลิตสร้าง กลั่นฟอก และหล่อเลี้ยง ส่วนหกกรอง ได้แก่ ถุงน้ำดี ลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ และท่อลำเลียง (ซานเจียว) ทำหน้าที่ย่อย ดูดซึม และเก็บสะสม


2. ปิ่ง เป็นคำเรียกรวมของแป้งทอด แป้งอบ และแป้งย่าง ที่มีลักษณะเป็นแผ่นหรือเป็นก้อนแบนๆ


3. หมู่ เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีนที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เทียบขนาดพื้นที่ประมาณ666.67ตารางเมตร


4. หมาป่านัยน์ตาขาว เป็นสำนวนหมายถึง คนที่มีใจคอโหดเหี้ยม ไม่รู้จักบุญคุณคน


5. น้ำแกงแป้งก้อน หรือเกอตาทัง ลักษณะคล้ายซุปไข่ข้น แต่ใช้แป้งผสมน้ำ คนให้เกาะตัวเป็นก้อนเล็กๆ ก่อนนำไปต้มในน้ำแกงเดือดๆ แล้วจึงใส่ไข่ตาม เวลาดื่มจะได้เนื้อสัมผัสนุ่มๆเป็นก้อนๆ สมกับชื่อเกอตา ที่แปลว่าก้อนตะปุ่มตะป่ำ


6. เหอโส่วอู หรือห่อสิ่วโอว เป็นสมุนไพรประเภทรากไม้ มีสรรพคุณช่วยให้ผมดกดำ กระตุ้นลำไส้ บำรุงเลือด ตับ ไต ไขกระดูก ช่วยล้างพิษ ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ช่วยรักษาอาการวิงเวียน ตาลาย นอนไม่หลับ เป็นต้น


บทที่ 3: ทำกับข้าวก็ไม่ได้ยากเย็นเพียงนั้นนี่นา

 

กลางฤดูใบไม้ร่วง ทิวเขาเปลี่ยนสีไปทั้งแถบ คล้ายกับปาดแต้มด้วยแสงอรุณรุ่ง ใบไม้ที่เปลี่ยนสีช่างดูพร่างพราวตระการตา ยามร่วงโรยปลิวปรายหลุดจากต้น ก็ปกคลุมผืนดินในลานสวนเล็กๆ ให้กลายเป็นสีทอง


เสียงเล็กแหลมแสบแก้วหูปานประหนึ่งเสียงฆ้องแตกทำลายความเงียบสงบของบ้านลงในทันที "อย่ามัวแต่นอนเป็นศพอยู่บนเตียง แค่ปรนนิบัติเจ้าให้กินดีอยู่ดีไม่กี่วัน ก็คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูสกุลใหญ่จริงๆแล้วรึ! ในบ้านยุ่งอย่างกับอะไรดี ยังจะนอนขี้เกียจอยู่แต่บนเตียงอยู่ได้ หรือว่าตายแล้ว ถ้ายังไม่ตายก็ลุกขึ้นมาทำกับข้าว!”


กู้เยี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ แม้แต่ถอนหายใจยังคร้านจะทำ นางลุกขึ้นแล้วสวมใส่ชุดตัวนอก ตั้งแต่นางถูกคนในสกุลช่วยกลับมาจากบนเขา เวลาก็ผ่านไปห้าวันแล้ว หลายวันมานี้ นางถูกเสียงด่าของหลิวซื่อปลุกขึ้นมาทุกวัน หญิงผู้นั้นช่างทำให้คนนึกอยากวางยาให้เป็นใบ้ไปเสียจริงๆ


กู้เยี่ยนอนรักษาตัวอยู่กับเตียงมาห้าวัน ดื่มยาน้ำบำรุงฤทธิ์อุ่น และกินอาหารบำรุงสุขภาพ ร่างกายจึงค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมา แม้ว่าจะยังผ่ายผอมจนน่าตกใจ แต่กำลังวังชากลับดีวันดีคืน และมีเรี่ยวแรงขึ้นบ้างแล้ว


หลิวซื่อเห็นกู้เยี่ยออกมาจากห้องอย่างว่าง่าย ก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ “หญ้าเลี้ยงหมูตัดกลับมาให้แล้ว เดี๋ยวก็เอาไปให้หมูกินด้วย แล้วพอทำกับข้าวเสร็จ ก็จำไว้ว่าไปส่งให้ถึงที่นา อย่าแอบอู้ล่ะ!”


หลิวซื่อพูดจบก็จ้องกู้เยี่ยด้วยสายตาดุๆทีหนึ่ง ก่อนจะแบกจอบออกจากบ้านไป เวลานี้เป็นฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว คนในหมู่บ้านที่ขุดดินทำไร่ได้ล้วนยุ่งง่วนอยู่ที่ท้องไร่ท้องนา เมื่อปีกลายเจ้าของร่างนี้ก็ไปร่วมลงแรงเก็บเกี่ยวด้วยเช่นกัน ปีนี้นับเป็นโชคที่ร่างกายนี้ไม่แข็งแรง จึงได้แต่แค่ทำงานบ้านอยู่ที่บ้านก็พอ


กู้เยี่ยหยิบแปรงสีฟันกับยาสีฟันจากในห้วงมิติออกมาอย่างไม่เร่งร้อน แปรงฟันล้างหน้าเสร็จแล้วก็หวีผมที่แห้งแดง ถักเป็นเปียเกลียวสองข้างห้อยพาดลงบนไหล่ จากนั้นก็ยืดแข้งยืดขา ออกกำลังกายรอบหนึ่งในลานบ้าน แล้วจึงเดินเข้าไปในครัวอย่างสบายอารมณ์


ภายในครัวเก็บกวาดจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บนเขียงมีวัตถุดิบที่ต้องทำมื้อกลางวันนี้วางพร้อมไว้หมดแล้ว เพื่อจะได้มีแรงทำงานเก็บเกี่ยว ในบ้านจึงเพิ่มมื้ออาหารจากวันละสองมื้อเป็นวันละสามมื้อ แน่นอนว่า ‘คนไร้ประโยชน์’ ที่ไปช่วยลงแรงไม่ได้เช่นนาง จึงถูกแย่งชิงมื้อเช้าไปหมดแล้ว


ช่วงเวลานี้แต่ละบ้านล้วนจัดเตรียมมื้ออาหารดีขึ้นมาก ในวันหนึ่งอย่างน้อยต้องมีมื้อหนึ่งเป็นเนื้อสัตว์ เพื่อรับรับประกันได้ว่าจะมีแรงไปทำงานตรากตรำ บนโต๊ะในครัวมีหมูรมควันตากแห้งสีคล้ำเข้มหั่นไว้เจ็ดแปดชิ้น ถั่วฝักยาวหนึ่งกำ มะเขือยาวสองลูก แป้งธัญพืชผสมแป้งสาลีอีกชามหนึ่ง... นี่คือวัตถุดิบทำอาหารกลางวันสำหรับคนหกคน


กู้เยี่ยลูบท้องที่ร้องจ๊อกๆ นางไม่ขอกิน ‘น้ำสุขภาพ’ ที่ไม่มีความอร่อยเป็นอาหารอีก นางย้ายม้านั่งแล้วปีนขึ้นไปหยิบแป้งสาลีครึ่งถ้วยในตะกร้าที่แขวนห้อยลงมาจากขื่อ ทั้งยังเปิดไหกระเบื้องที่หลิวซื่อซ่อนไว้ หยิบไข่ไก่ฟองหนึ่งจากในนั้นออกมา แล้วหยิบผักปวยเล้งมาอีกหลายใบ ทำน้ำแกงแป้งก้อนใส่ผักปวยเล้งให้ตัวเองหนึ่งชาม น้ำแกงหอมๆร้อนๆ ช่วยเติมท้องให้นางได้หนึ่งอิ่ม


ดีที่เจ้าของร่างเดิมมีฝีมือทำอาหารที่นับว่าใช้ได้ ต้องรู้ก่อนว่านางในชาติที่แล้ว แม้แต่ต้มโจ๊กยังทำให้ครัวไหม้ได้


สวนด้านหลังเลี้ยงหมูอยู่สองตัว กับแม่ไก่อีกหกตัว หลังจากให้อาหารสัตว์ในบ้านเสร็จแล้ว กู้เยี่ยก็เริ่มทำอาหารกลางวัน เตาหนึ่งต้มโจ๊ก อีกเตาหนึ่งผัดถั่วฝักยาวมะเขือยาวใส่หมูรมควัน บนขอบกระทะยังแปะแป้งปิ่งอุ่นย่างให้ร้อนด้วย... เจ้าของร่างนี้ทำกับข้าวเช่นนี้เสมอมา


กู้เยี่ยหาเครื่องปรุงมาจากในห้วงมิติ ครั้นแล้วกับข้าวที่ไม่ได้ปรุงอะไรในยามปกติ ก็เพิ่มรสชาติด้วยผงห้าหอมและผงไก่สกัดลงไปเล็กน้อย แม้ไม่รู้ว่าสัดส่วนที่ต้องใส่นั้นถูกต้องหรือไม่ แต่ก็ดีกว่าผัดกับน้ำเปล่าๆ มาก กู้เยี่ยตักผักดองจากไหออกมาถ้วยหนึ่งสับหยาบๆเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ใส่กระทะผัดเป็นผัดผักกาดดอง เพียงเท่านี้ก็เสร็จภารกิจทำอาหารกลางวันแล้ว


นางมองดูอาหารที่สีสันน่ากินเหล่านี้ ในใจรู้สึกถึงความสำเร็จอย่างหนึ่ง... นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางทำอาหารเพียงลำพังสำเร็จเชียวนะ มิหนำซ้ำครัวก็ยังอยู่ดีด้วย! ควรให้เจ้าก้อนน้ำแข็งนั่นมาเห็นฝีมือของนางเสียบ้าง ยังจะกล้าบอกว่านางทำอาหารไม่ได้เรื่องอีกหรือไม่


รอยยิ้มกระหยิ่มกริ่มใจค่อยๆจางลงไป กู้เยี่ยนึกถึงชั่วขณะที่ตนเองในชาติที่แล้วถูกฝูงอสูรกลืนกิน ได้ยินเสียงร้องเรียกที่แสนคุ้นเคย และเห็นภาพใบหน้าที่หล่อเหลาทว่าโศกเศร้าและสิ้นหวังในช่วงเวลาสุดท้าย ที่แท้ใบหน้าที่เย็นชาดุจน้ำแข็งนั้นก็เผยความรู้สึกอย่างอื่นได้เหมือนกัน


“น้อง” เสียงกู้หมิงขัดห้วงความคิดของนาง “ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรงดี รีบกลับไปนอนต่อเถอะ งานบ้านพวกนี้ให้ข้าทำ... เจ้าทำกับข้าวเสร็จแล้วรึ เหนื่อยหรือไม่ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”


กู้เยี่ยหันไปยิ้มให้เขา “พี่ชาย ข้าไม่ได้อ่อนแอเช่นนั้นเสียหน่อย ท่านหมออู๋บอกว่าให้ข้าลุกขึ้นมาหยิบจับทำอะไรบ้าง ถึงจะดีต่อสุขภาพ มา ท่านช่วยชิมอาหารที่ข้าทำหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง” นางทำหน้าร้องขอคำชม


กู้หมิงอ้าปากรับมะเขือที่ถูกป้อนส่งมาถึงปากชิ้นหนึ่ง เคี้ยวๆอย่างตั้งใจ ดวงตาพลันวาวประกาย ก่อนเอ่ยปากชมอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเลยสักนิด “น้องสาวข้าทำอาหารอร่อยที่สุดแล้ว อาหารที่หญิงใจร้ายผู้นั้นทำเหมือนอาหารหมูอย่างไรอย่างนั้น” หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น กู้หมิงก็ไม่เรียกหลิวซื่อว่า ‘ท่านแม่’ อีกเลย


กู้เยี่ยหัวเราะคิกคัก ทั้งยังกะพริบตาให้เขาอย่างซุกซน “พี่ชาย ท่านพูดเช่นนี้ก็เหมือนว่าพวกเราสองคนเป็นหมูไปด้วยน่ะสิ”


กู้หมิงอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะตามเช่นกัน หลังจากน้องสาวล้มป่วยคราวนี้ นิสัยก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงสดใสขึ้นมาก ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนนี้ที่แค่เพียงลมพัดก็ตกใจจนตัวสั่นงันงก หน้าซีดเผือด คิดแต่จะหลบซ่อนอยู่ข้างหลัง ที่ผ่านมากู้หมิงต้องยืนหยัดเข้มแข็ง ฝืนยิ้มเพื่อปกป้องน้องสาวของตน ยอมโอนอ่อนตามหลิวซื่อทั้งที่ไม่เต็มใจ


กู้หมิงช่วยน้องสาวนำอาหารใส่ตะกร้า หิ้วไปที่แปลงนา กู้เยี่ยเดินตามหลังเขาไปช้าๆ เดิมทีกู้เยี่ยอยากช่วยถือด้วย แต่ถูกพี่ชายปฏิเสธหนักแน่น นางมองดูกู้หมิงที่เดินอยู่ข้างหน้า หิ้วตะกร้าอาหารอย่างใช้แรงอยู่บ้าง หัวใจของกู้เยี่ยก็รู้สึกอบอุ่นตื้นตัน... มีพี่ชายที่คอยดูแลกันเช่นนี้ ช่างดีเหลือเกิน


“เยี่ยเอ๋อร์ เอาข้าวมาส่งพ่อเจ้าเหรอ”


“เยี่ยเอ๋อร์ เจ้าหายป่วยมาช่วยขุดดินได้แล้วหรือ”


“เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าตัวผอมเกินไปแล้วนะ กินเยอะๆหน่อย ถ้าแม่เจ้าไม่ยอมให้กินอีก ก็มาเอาที่บ้านน้าได้นะ คิดเสียว่าน้าให้พวกเจ้ายืม อย่าทรมานตัวเองอีกล่ะ เดี๋ยวจะป่วยไปเสียก่อน”


ในทุ่งนาสองข้างทาง เหล่าชาวบ้านซึ่งกำลังเก็บเกี่ยวพืชผลกันอยู่เห็นสองพี่น้องเดินตามกันมา ก็พากันเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง กู้เยี่ยผู้นี้คุ้นเคยแต่กับความสัมพันธ์ที่เย็นชาและเพื่อหาประโยชน์เท่านั้น เมื่อถูกชาวบ้านรุมล้อมอย่าง.อบอุ่นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จึงไม่รู้ว่าควรรับมือเช่นไร ได้แต่พยักหน้ายิ้มให้คนเหล่านั้น เจ้าของร่างคนเดิมมีนิสัยขี้กลัวเป็นทุนอยู่แล้ว บรรดาชาวบ้านจึงไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงไปของนางเลย


“เจ้ากู้หมิงตัวดี จะขี้ทีก็ไปไกลเหลือเกิน ไปถึงที่บ้านเลยหรือไง! เจ้าเด็กขี้เกียจ ให้ทำงานเข้าหน่อยก็แอบอู้เล่นลูกไม้! บอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าเก็บข้าวเกาเหลียงสองหมู่นี้ไม่เสร็จ เย็นนี้ก็อย่าคิดว่าจะได้กินข้าวเลย!” หลิวซื่อเห็นกู้หมิงช่วยกู้เยี่ยหิ้วอาหารมาแต่ไกลก็พานโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กระทืบเท้าเร่าๆ ปากก็บ่นว่าจนน้ำลายกระเด็นไปทั่ว


“เมียเจ้าเจ็ด ข้าเห็นเจ้าก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร แถมยังมีแรงเต้นเร่าๆ เป็นสาวนี่ดีจังนะ ข้านี่หอบสังขารกรำงานมาครึ่งวัน แม้แต่แรงจะพูดยังไม่ค่อยมีเลย” ผู้ที่พูดประโยคนี้คือย่าสามของสกุลกู้ เรื่องที่หลิวซื่อทำไม่ดีกับลูกๆของอดีตภรรยากู้เฉียว นางเห็นจนสุดจะทนแล้ว


สามีของย่าสามเป็นน้องชายแท้ๆของประมุขสกุล ตอนยังสาวๆ เรื่องตีฝีปากนั้นไม่เคยยอมลงให้ใคร เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง หาคนในหมู่บ้านเป็นคู่ปรับได้ยากมาก ครั้นแก่ตัวนิสัยจึงได้อ่อนโยนลงบ้าง


หลิวซื่อไม่อยากล่วงเกินญาติสายของประมุขสกุล พอได้ยินดังนั้นจึงเงียบปาก แต่ในใจยังบ่นอุบ... พูดออกมาได้ว่าไม่มีแรงจะพูด ที่พูดออกมานี่ก็ใช่น้อยเสียเมื่อไร


หลิวซื่อพุ่งไปแย่งตะกร้าอาหารมา สายตาเหมือนสุนัขป่าหิวโซจ้องเหยื่อตรงหน้า นางมองดูหมูรมควันในอาหารและนับวนอยู่หลายรอบ แล้วหยิบเอาแป้งปิ่งออกมากะประมาณบนมือดูทีละแผ่นๆ จากนั้นก็หันกลับมาจ้องกู้เยี่ยด้วยสายตาดุๆ พร้อมแผดเสียงวางอำนาจใส่ “นางหนู เจ้าแอบขโมยกินของในบ้านไปหรือไม่”


“ข้าขโมยกินหรือไม่ ถึงคนอื่นไม่รู้ แต่ท่านจะไม่รู้ได้หรือ” หากเป็นเจ้าของร่างคนเดิม ถูกสายตาดุร้ายของหลิวซื่อจ้องเขม็งมาเช่นนี้คงตกใจกลัวลนลานไปแล้ว แต่กู้เยี่ยกลับทำเหมือนมองไม่เห็น ทั้งยังย้อนถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไม่ร้อนรนไม่อึกอัก


หลิวซื่อถูกย้อนจนสะอึก อารมณ์พลุ่งขึ้นไปถึงหัว กำลังคิดจะอ้าปากด่า กลับถูกลูกชายของตัวเองขัดขึ้นเสียก่อน “หิวจะตายแล้ว! ทำไมมาส่งข้าวช้าเช่นนี้ เจ้าแอบอู้งานอยู่ที่บ้านหรือ”


ต้าจ้วงพูดพลางหยิบแป้งปิ่งในตะกร้ามาแผ่นหนึ่ง ขณะกำลังจะใช้มือหยิบหมูรมควันขึ้นมา ก็ถูกหลิวซื่อตีหลังมือ “ไม่มีระเบียบเลย ท่านพ่อพวกเจ้ายังไม่มา เนื้อพวกนี้ใครก็ห้ามแตะต้อง! พ่อจ๊ะ! กินข้าวเถอะ พักสักหน่อยแล้วค่อยไปทำต่อ...”


กู้เยี่ยยกชามโจ๊กให้ทุกคนคนละชาม หลิวซื่อเริ่มแบ่งแป้งปิ่ง โดยแบ่งให้กู้หมิงและน้องสาวเพียงแค่หนึ่งในสามของแผ่นเท่านั้น หลังจากนางแบ่งหมูรมควันให้ต้าจ้วงเสี่ยวจ้วงคนละชิ้นแล้ว ที่เหลือล้วนให้กู้เฉียวทั้งหมด ไม่เก็บไว้เพื่อตัวเองเลย ดังนั้นกู้หมิงกับกู้เยี่ยยิ่งไม่ต้องคิดว่าจะได้


ผัดผักที่เติมเครื่องเทศและเครื่องปรุงลงไป รสชาติย่อมดีกว่าเดิมมาก ต้าจ้วงกับเสี่ยวจ้วงยื่นตะเกียบมาคีบไม่หยุดราวกับผีอดอยากหิวโหย กู้หมิงเองก็ขยับตะเกียบคีบอาหารว่องไวกว่าปกติเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้คีบให้ตัวเองเท่านั้น แต่ยังคีบให้น้องสาวอยู่ตลอดด้วย


กู้เยี่ยเพิ่งกินน้ำแกงแป้งก้อนมาชามหนึ่ง แป้งปิ่งในมือกินไปเพียงสองคำก็ยัดใส่มือพี่ชาย “พี่ชาย กระเพาะข้ายังไม่ควรกินอะไรหนักๆ ไม่อย่างนั้นจะปวดท้องอีก ท่านช่วยข้ากินแป้งปิ่งนี่ทีเถอะนะ”


กู้หมิงไม่ได้ผลักออก อาศัยจังหวะที่หลิวซื่อไม่ทันสังเกต กระซิบข้างหูน้องสาวเบาๆว่า “เย็นนี้ข้าจะไปขอยืมผักกาดขาวจากอาสะใภ้เก้ามาต้มโจ๊กให้เจ้าดื่ม”


“ไม่ต้องหรอก เสบียงอาหารของอาสะใภ้เก้าก็ไม่ได้มีมากมายเหลือเฟือ รบกวนคนเขาบ่อยๆไม่ดีเลย” กู้เยี่ยลังเลเล็กน้อย อย่างไรเสียก็เป็นเพียงสะใภ้ในสกุล นางกลัวว่าสายสัมพันธ์ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนี้ อาจค่อยๆหมดลงเพราะการไปหยิบยืมเสบียงมาครั้งแล้วครั้งเล่า


“น้องไม่ต้องกังวลไป ขอเพียงเจ้าหายดี สายสัมพันธ์ยิ่งใหญ่กว่านี้ย่อมต้องมีวันเพิ่มพูนขึ้นแน่นอน” กู้หมิงตัดสินใจแล้วว่าเย็นนี้จะไปดูกับดักที่ตนเองขุดไว้สองสามจุด หวังว่าจะดักเหยื่อได้ทั้งหมด


ตอนนี้เอง กู้เฉียวก็เอ่ยขึ้น “เยี่ยเอ๋อร์ ร่างกายเจ้าอ่อนแอ ทำงานหนักไม่ได้ ต่อไปเจ้าก็รับหน้าที่ทำอาหารก็แล้วกัน ส่วนงานอื่นๆ... แม่ หลายวันนี้ลำบากเจ้าหน่อยนะ”


หลิวซื่อหน้าตึงขึ้นทันที “เรื่องในบ้านนอกบ้านล้วนยกให้ข้าทั้งนั้น เหนื่อยจะเป็นจะตายยังไม่มีคนสำนึกบุณคุณ แถมยังถูกชี้หน้าหาว่าทรมาทรกรรมเด็กอีก ท่านว่านี่ข้าทำไปเพื่ออะไรกัน”


หลังจากกินข้าวเสร็จ กู้เยี่ยไม่ได้รีบกลับบ้านทันที นางตัดสินใจอยู่ช่วยพี่ชายเกี่ยวข้าวเกาเหลียงสองหมู่นั้น เพราะหลิวซื่อบอกว่าถ้าเกี่ยวไม่เสร็จ พี่ชายก็จะไม่มีข้าวกินเย็นนี้ ต้องรู้ก่อนว่า ผู้ใหญ่หนึ่งคนก็เกี่ยวข้าวได้วันละประมาณสองหมู่เท่านั้นเหมือนกัน


กู้หมิงก้มลงเกี่ยวข้าวเกาหลียง กู้เยี่ยก็ช่วยเก็บรวงมามัดเป็นกำๆ สองคนร่วมแรงแข็งขัน งานจึงเดินเร็วขึ้นไม่น้อย กู้หมิงไม่วายห่วง กลัวว่าน้องสาวจะเหนื่อยเกินไป จึงคอยบอกให้น้องไปพักอยู่เป็นระยะ


1. ผงห้าหอม ประกอบด้วยเครื่องเทศ5ชนิด ได้แก่ โป๊ยกั้ก พริกหอม เมล็ดผักชีล้อม กานพลู และอบเชย


2. เกาเหลียง เป็นข้าวฟ่างชนิดหนึ่ง เมล็ดสีแดง


บทที่ 4: กระต่ายป่าชุลมุน

 

“เร็วเข้า! ดักไว้เร็ว! จับมันให้ได้!” ในที่นาของบ้านอาเก้าข้างๆ มีเสียงชุลมุนวุ่นวายดังมา กู้เยี่ยมองไปอย่างสนใจใคร่รู้ พบว่าอาเก้ากำลังพาลูกชายสามคนล้อมจับกระต่ายป่าสีเทาตัวหนึ่ง


กระต่ายป่าตัวนั้นถูกไล่ตามทันแล้ว ก่อนหน้านั้นมันมุดหนีลงดินไปทั่วราวกับเป็นแมลงวันไร้หัว ทันใดนั้นมันก็ดีดขาอย่างแรง ลอดหว่างขาของอาเก้า กระโดดพรวดมาหากู้เยี่ยซึ่งนั่งยองๆ มัดรวงข้าวเกาเหลียงอยู่


เวลาสิบห้าปีในช่วงกลียุค กู้เยี่ยไม่ได้อยู่เฉยๆ ถึงแม้ว่าฝีมือของนางจะถูกเจ้าก้อนน้ำแข็งหัวเราะเยาะว่าเป็นกากเดนที่มีพลังต่อสู้ครึ่งๆกลางๆ แต่สำหรับที่นี่ หากเปรียบเทียบกับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหน นางสะบัดซังข้าวเกาเหลียงต้นหนึ่งออกไปใส่หัวของกระต่ายป่าอย่างเร็วแรงและแม่นยำ ทั้งที่ร่างนี้ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แรงกำลังไม่มากมาย แต่กลับทำให้กระต่ายป่าสลบไปได้


สัตว์ป่าบนเขาไร้เจ้าของ โดยทั่วไปหากใครจับได้ก็ถือเป็นของคนนั้น ลูกชายของอาเก้าเผยสายตาผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด สะใภ้เก้าเห็นแล้วก็หัวเราะอยู่ด้านข้าง “เยี่ยเอ๋อร์ เจ้าเอาซังข้าวเคาะหัวมันได้แม่นยำจริงๆ!”


กู้เยี่ยหัวเราะแหะๆ “แค่บังเอิญเท่านั้น” พูดจบก็เกาหัวอย่างขัดเขิน


สะใภ้เก้ามองกระต่ายแวบหนึ่งก็บอกกู้เยี่ยว่า “กระต่ายตัวนี้อ้วนดีนะ น่าจะหนักราวสี่ห้าชั่ง เจ้าเพิ่งจะหายป่วย ร่างกายยังอ่อนแอ กินเนื้อกระต่ายบำรุงเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน”


“กระต่ายตัวนี้ท่านอาเก้ากับพี่ชายทั้งสามเหนื่อยยากไล่ต้อนมา แค่มาหยุดตรงหน้าข้า ถึงได้โดนตีล้มลงไปเท่านั้น หากจะพูดแล้ว ล้วนเป็นพวกท่านอาเก้าออกแรงไปมากที่สุด ข้าว่าพวกเราแบ่งกันบ้านละครึ่งตัวเถอะ” สมัยนี้การได้กินเนื้อสัตว์สักมื้อไม่ใช่เรื่องงายเลย กู้เยี่ยนึกถึงที่บ้านอาเก้าใจดีคอยช่วยเหลือพวกตนสองพี่น้องเสมอมา จึงไม่อยากรับกระต่ายไว้คนเดียว แต่เสนอความคิดนี้ขึ้นแทน


“นางหนู เจ้าโง่หรือไง บ้านเราจับกระต่ายได้ ทำไมต้องไปแบ่งบ้านอื่นด้วย เนื้อรมควันที่เก็บตุนไว้ในบ้านมีเหลือไม่เยอะแล้ว หน้าเก็บเกี่ยวต้องใช้แรงมากขนาดนี้ ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์กินบ้างจะได้อย่างไร กระต่ายตัวนี้ตุ๋นกับหัวไชเท้าแล้วใส่วุ้นเส้นน่าจะกินได้หลายมื้อทีเดียว”


ชั่วขณะที่กู้เยี่ยใช้ซังข้าวตีหัวกระต่ายนั้น หลิวซื่อเห็นพอดี จึงเดินมาด้วยความยินดีปรีดา แต่พอได้ยินว่ากู้เยี่ยใจกว้างจะแบ่งกระต่ายให้คนอื่นครึ่งหนึ่ง ก็รีบเข้ามาขวางทันควัน... นางหนูของจ่ายชดเชยสมควรตาย คิดจะยกกระต่ายให้คนอื่น มีสมองหรือเปล่า


กู้เยี่ยมองหน้าหลิวซื่อจอมละโมบ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “กระต่ายตัวนี้พวกท่านอาเก้าเป็นคนเจอ ทั้งยังตีขาจนมันวิ่งไม่ไหว แค่บังเอิญถูกข้าตีจนสลบไป ท่านอาเก้าและอาสะใภ้เมตตาเห็นข้าร่างกายอ่อนแอ ตั้งใจมอบให้ข้าทั้งตัว แต่ท่านแม่ข้าสอนข้ามาแต่เด็ก ว่าไม่ควรเอาเปรียบผู้อื่น เมื่อผู้อื่นมอบน้ำใจช่วยเหลือก็ต้องรู้จักสำนึกบุญคุณ กระต่ายตัวนี้ข้ารับไว้ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าเอาเปรียบบ้านท่านอาเก้าแล้ว”


สะใภ้เก้าได้ยินกู้เยี่ยพูดเช่นนี้แล้ว ก็หันไปมองดูท่าทางที่แทบอยากจะกินคนของหลิวซื่อ นางเข้าใจความคิดของกู้เยี่ยในทันที ถ้าหากให้หลิวซื่อเอากระต่ายไปทั้งหมด ไม่รู้ว่าสองพี่น้องจะได้กินสักคำหรือไม่ ไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจจะลงท้องแค่ต้าจ้วงเสี่ยวจ้วงเท่านั้น


เมื่อคิดได้เช่นนี้ สะใภ้เก้าจึงตัดสินใจรีบรับกระต่ายอีกครึ่งนั้นไว้ นางเองก็ไม่อยากเอาเปรียบหนูน้อยเยี่ยเอ๋อร์ผู้นี้เช่นกัน รอให้ปรุงอาหารเสร็จแล้วก็จะเรียกสองพี่น้องไปกินด้วยกันที่บ้านด้วยอีกที


หลิวซื่อเงื้อจอบในมือด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วฟันลงไปทางกู้เยี่ย อาเก้าหน้าถอดสี ขยับขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่งพลางกำด้ามเคียวแน่น ตวัดขัดขวางออกไปโดยแรง “เจ้าจะทำอะไร! หากฟันถูกเด็กจะว่าอย่างไร”


“ข้าจะสั่งสอนลูก ท่านเป็นอามายุ่งอะไรด้วย คิดจะทำอะไร จะตีข้ารึ มาดูเร็วเข้า น้องสามีคิดรังแกพี่สะใภ้ พ่อจ๋า ถ้าไม่รีบมา ภรรยาท่านจะถูกคนอื่นตีตายแล้ว!” หลิวซื่อก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งกับพื้น ตีขาตัวเองพลางร้องโหยหวนคร่ำครวญ


“เจ้าเก้า ทำอะไร เจ้าโกรธอะไรก็มาหาข้าสิ รังแกผู้หญิงใช้ได้หรือ” กู้เฉียวเข้ามาขวางหน้าบังตัวหลิวซื่อ ดวงตาเบิกกว้างอย่างฉุนเฉียว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห


คิดถึงเมื่อครั้งแรกเริ่ม กู้เฉียวเป็นผู้ช่วยหลงจู๊ของร้านในเมืองเหยี่ยนเฉิง ทุกครั้งที่กลับมา แม้แต่ประมุขสกุลยังต้องเกรงอกเกรงใจเขา แล้วดูตอนนี้สิ น้องในสกุลคิดเหยียบเท้าเขาตามใจชอบก็ได้หรือ นี่เป็นความผิดของเหมียวซื่อทั้งสิ้น ถ้าหากไม่ใช่เพราะนาง เขาอาจจะได้เป็นหลงจู๊ไปแล้ว ตอนนี้ในเมืองคึกคักรุ่งเรือง ผู้คนกินดื่มกันอย่างเต็มที่เชียวนะ


“พี่เจ็ด สะใภ้เจ็ดทำเกินไป มีที่ไหนจะเอาจอบมาฟันเด็ก นี่คือวิธีสั่งสอนลูกหรือ นี่เขาเรียกจะเอาชีวิตคนมากกว่า ท่านเองอย่าฟังความแต่จากภรรยา ที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่เราสองบ้าน ท่านป้าสามกับพวกน้องสิบก็ล้วนเห็นทั้งนั้น ใครถูกใครผิด ความเป็นธรรมล้วนรู้ที่ใจคน” กู้โม่โยนเคียวลงข้างเท้ากู้เฉียวพลางแค่นเสียงหึ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป


เวลานี้กู้เฉียวเพิ่งสังเกตเห็นสายตาดูแคลนจากคนในสกุลและชาวบ้านในหมู่บ้าน ใบหน้าจึงร้อนผ่าวเป็นไฟ เขาฉุดหลิวซื่อให้ลุกขึ้นมาแล้วกัดฟันถามว่า “กู้เยี่ยไปทำอะไรขวางหูขวางตาเจ้าอีกงั้นหรือ? ต่อให้นางผิดจริง แค่ดุด่านางสองสามคำก็พอแล้ว ดูตัวนางสิ เดินยังโซเซเลย นี่เจ้าเอาจอบไปตีนาง เกิดพลาดพลั้งขึ้นมาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เจ้าจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้แก้ตัวเลย ถ้าเกิดเรื่องถึงชีวิต ประมุขสกุลจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆหรือ? ถึงตอนนั้น แม้แต่ข้าก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย”


“ท่านรู้หรือไม่ นางเด็กไร้ประโยชน์นั่นกวนโทสะข้านัก นาง...” หลิวซื่อมองกระต่ายตัวที่ถูกสะใภ้เก้าหยิบขึ้นด้วยสายตาเคียดแค้น


“เอาเถอะ ก็แค่กระต่ายครึ่งตัวเอง อย่าทำให้เป็นเรื่องขายหน้าชาวบ้านเลย” กู้เฉียวตัดบทนางอย่างไม่รอทน การโวยวายไร้เหตุผลต่อหน้าผู้คนเพียงเพื่อเนื้อสัตว์ไม่กี่คำเช่นนี้ จะไม่ให้เขารู้สึกขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วได้อย่างไร


หลิวซื่อไม่พอใจ ลุกขึ้นจากพื้นได้ก็ยังบ่นกระปอดกระแปด “พูดน่ะมันง่าย กระต่ายครึ่งตัวถ้ากินประหยัดๆ หน่อยก็กินได้ตั้งสองมื้อ ท่านไม่ได้ดูแลเรือน ไม่รู้หรอกว่าถ่านฟืนข้าวแป้งแพงแค่ไหน...”


พระอาทิตย์คล้อยหลบหลังภูเขาฝั่งตะวันตก กู้เยี่ยหิ้วกระต่ายป่าครึ่งตัวที่ชำแหละอย่างดีกลับไปทำกับข้าวมื้อเย็น หลิวซื่อไม่วายตะโกนไล่หลังอย่างไม่ไว้ใจ “นางเด็กล้างผลาญ อย่าเอาไปทำกับข้าวหมดคราวเดียวนะ ที่เหลือหมักเกลือไว้ด้วย พรุ่งนี้ตอนเที่ยงยังกินได้อีกมื้อหนึ่ง!”


พี่ลี่ซึ่งต้องกลับบ้านไปทำกับข้าวเช่นกันจูงมือกู้เยี่ยพลางกระซิบเบาๆว่า “คืนนี้เจ้ามาที่บ้านข้าสิ ข้าจะเก็บเนื้อกระต่ายไว้ให้เจ้าถ้วยหนึ่ง ยังมีหนังกระต่ายนี่ด้วย ไว้รอท่านพ่อซักตากหนังเรียบร้อยแล้ว จะให้ท่านแม่ข้าทำเสื้อกั๊กให้เจ้าตัวหนึ่งด้วย พอถึงหน้าหนาวจะได้ใส่อุ่นๆ”


“เสื้อขนกระต่าย? ข้าจะรับไว้หน้าด้านๆเลย” ในห้วงความทรงจำ เจ้าของร่างนี้แทบจะไม่มีเสื้อผ้ากันหนาวอะไรเลย หลายปีมานี้นางไม่หนาวตายก็นับว่าโชคช่วยแล้ว “ส่วนเนื้อกระต่ายพวก ท่านเจ็ดคนแบ่งกันก็ได้กินแค่คนละไม่กี่คำแล้ว ไม่ต้องกันไว้ให้ข้าหรอก เย็นนี้พวกข้าก็ตุ๋นกระต่ายกินเหมือนกัน”


“แม่เลี้ยงเจ้าขี้งกออกปานนั้น จะให้พวกเจ้ากินคนละกี่ชิ้นกัน เอาแบบนี้แหละ คืนนี้มาให้ได้นะ...” สองคนคุยกันไปจนมาถึงประตูบ้าน ก่อนพี่ลี่จะเข้าไปในเรือนยังไม่วายหันมากำชับอีกประโยค


กู้เยี่ยนำเนื้อกระต่ายมาล้างจนสะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หลังจากลวกเนื้อในน้ำเดือดหนึ่งรอบ ก็ปรุงน้ำแกงรสเข้มข้นหนึ่งกระทะ จากนั้นใส่เนื้อกระต่ายลงไปตุ๋นพร้อมกับหัวไชเท้า ส่วนโครงกระต่ายที่เหลือใส่หม้อต้มกับโสมซาเซินที่เก็บมาจากห้วงมิติ ทำเป็น ‘น้ำแกงกระต่ายโสมซาเซิน’


เพราะการตุ๋นเนื้อกระต่ายต้องใช้เวลานาน เมื่อคนที่ออกไปทำไร่ไถนากลับมา เนื้อกระต่ายจึงยังเคี่ยวตุ๋นอยู่ในกระทะ หลิวซื่อเข้าประตูมาก็พุ่งมาที่ครัวก่อนเป็นอันดับแรก พอเห็นว่าอาหารเย็นยังไม่เสร็จก็บ่นว่าทันที “กลับมาเกือบจะหนึ่งชั่วยามแล้ว กับข้าวยังทำไม่เสร็จอีก เจ้านี่มันตัวขี้เกียจจริงๆ แอบไปนอนอู้มาใช่หรือไม่”


หลิวซื่อไล่เปิดกระทะเปิดหม้อดูก็ร้อง ‘โอ๊ย’ ขึ้นมาทีหนึ่ง “นางหนู ทำไมถึงตะกละอย่างนี้ บอกแล้วไม่ใช่หรือให้เก็บเนื้อครึ่งหนึ่งไว้กินพรุ่งนี้ ทำไมเอามาตุ๋นหมดเลย วันๆคิดแต่จะกิน เจ้าจะตะกละไปถึงไหน!”


“ท่านบอกด้วยหรือ ข้าไม่ได้ยินเลย” กู้เยี่ยเติมฟืนเข้าไปในเตาอีกท่อนหนึ่ง แล้วเริ่มแปะแป้งปิ่งลงบนขอบกระทะ


เมื่อเห็นว่ากู้เยี่ยไม่ได้ตัวสั่นงันงก ร้องไห้ขอโทษขอโพยเหมือนแต่ก่อน หลิวซื่อก็พุ่งเข้าหาด้วยความเดือดดาล เงื้อฝ่ามืออวบหนาฟาดลงมาที่ท้ายทอยกู้เยี่ยอย่างรวดเร็ว


ชั่วขณะที่ฝ่ามือจวนจะมาถึงตัว กู้เยี่ยราวกับมีตาหลัง เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างก้าวหนึ่ง หลิวซื่อซึ่งโถมลงมาสุดแรงจึงเซถลา หน้าเกือบทิ่มลงไปในหม้อกระทะ


กู้เยี่ยร้อนใจทันใด... กว่าจะมีเนื้อสัตว์กินไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ อย่าได้หกเสียหายเพราะหลิวซื่อเชียว! และนางเองก็ไม่อยากกินเนื้อคนเสียด้วย


“นี่เจ้ากล้าหลบรึ? ดูซิ วันนี้ถ้าข้าไม่ตีเจ้าให้ตายละก็...” ดวงตาตี่เล็กรูปสามเหลี่ยมหางตาตกของหลิวซื่อสอดส่ายเสาะหา ก่อนที่นางจะก้มลงหยิบไม้คบไฟขึ้นมา


“หอมจังเลย! ท่านแม่ เมื่อไรถึงจะยกกับข้าวมาเล่า ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว” ต้าจ้วงได้กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ก็พุ่งเข้าครัวมาอยู่ตรงหน้าเตา มือดำๆ กำลังจะจุ่มลงไปหยิบเนื้อกระต่ายที่เดือดปุดๆ


หลิวซื่อไม่สนใจเรื่องตีคนแล้ว ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปคว้ามือลูกชายคนโตไว้ พร้อมแผดเสียงว่า “ออกไปไกลๆ ไม่อยากมีมือแล้วหรือไง มือจะโดนลวกตายอยู่แล้ว!” ถึงแม้ถ้อยคำจะไม่น่าฟัง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความห่วงใยเหลือกำลัง


“เนื้อๆๆ! ท่านแม่ ข้าจะกินเนื้อ...” เสี่ยวจ้วงก้าวขาสั้นๆต้วมเตี้ยมมา กอดขาของหลิวซื่อพลางอ้อนไม่หยุด


“เนื้อยังตุ๋นไม่ได้ที่ ไปล้างมือก่อน แล้วนั่งรออยู่ที่โต๊ะนั่นละ ต้าจ้วงพาน้องเจ้าออกไปเล่นก่อน เดี๋ยวจะโดนลวกเอา” กับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง แววตาของหลิวซื่อช่างอ่อนโยนยิ่ง


ไม่นานหลังจากนั้น อาหารก็ถูกตักขึ้นจากกระทะ กู้เยี่ยอาศัยช่วงที่หลิวซื่อหันตัวไปอีกทาง ตักเนื้อกระต่ายออกมากว่าครึ่งถ้วยแล้วรีบเก็บไปไว้ในห้วงมิติของตน หลิวซื่อยกกระต่ายตุ๋นหัวไชเท้าชามใหญ่ที่เหลือไป สองคิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิด... ทำไมถึงรู้สึกว่าดูแปลกๆนะ ตอนที่ตักขึ้นมาก็จ้องมองอยู่ตลอดนี่นา นางหนูขี้ขโมยนั่นคงไม่กล้าแอบกินตอนที่ตนเผลอกะพริบตากระมัง หรือว่ากระต่ายนั่นจะผอมเกินไป?


“พ่อจ๊ะ นางหนูนี่ล้างผลาญครอบครัวจริงๆ เอาเนื้อกระต่ายไปตุ๋นหมดเลย ไม่อย่างนั้น... เราเก็บครึ่งหนึ่งไว้กินพรุ่งนี้เช้าดีหรือไม่” หลิวซื่อมองดูกระต่ายตุ๋นชามใหญ่ก็รู้สึกปวดใจนึกเสียดายขึ้นมา นี่ใช่โอกาสดีที่ได้กินเนื้อเสียที่ไหน นี่คือการควักหัวใจของนางออกมาต่างหาก


โอกาสจะได้กินเนื้อสักมื้อใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ กู้เฉียวโบกมือปัดๆ “จะเก็บไว้ทำไม วันนี้อากาศร้อน เก็บไว้ข้ามคืนจะไม่บูดหรือ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วก็ควรกินเนื้อบำรุงให้มากๆหน่อย” พูดจบเขาก็ยื่นตะเกียบออกไปคีบเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งมาใส่ปาก


ตอนที่ตุ๋นเนื้อกระต่าย กู้เยี่ยใส่เครื่องเทศ เช่น โป๊ยกั้ก อบเชย และใบกระวานลงไปด้วย อีกทั้งยังเติม ‘ผงชูรส’ และยี่หร่าอีกเล็กน้อย เนื้อกระต่ายจึงไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับมีกลิ่นหอมที่พิเศษเฉพาะตัว กู้เฉียวกินเข้าไปแล้วถึงกับเอ่ยชมไม่หยุดปาก มิหนำซ้ำยังคีบเนื้อกระต่ายให้เป็นรางวัลแก่กู้เยี่ยอีกชิ้นหนึ่งด้วย


เนื้อกระต่ายในชามมีอยู่ไม่น้อย แม้จะมีสายตาต่อต้านคัดค้านของหลิวซื่อจ้องมองอยู่ตลอด กู้เยี่ยก็ยังกินเข้าไปหลายชิ้น เนื้อกระต่ายหอมๆ น้ำแกงตุ๋นเข้มข้นร้อนๆ


นับตั้งแต่ข้ามภพมาเกิดใหม่ ในที่สุดกู้เยี่ยก็ได้กินอาหารเต็มๆมื้ออย่างอิ่มเอมใจเสียที


1. แมลงวันไร้หัว เป็นสำนวน อุปมาถึงคนที่ทำอะไรสะเปะสะปะ ไร้จุดหมายที่ชัดเจน


2. ชั่ง (ชั่งจีน) หรือจิน เป็นหน่วยมาตราชั่งที่มีน้ำหนักประมาณ500 - 600กรัม และชาวจีนยังนิยมใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน


3. ซาเซิน หมายถึงรากของต้น Ladybell (Adenophora stricta) เป็นสมุนไพรจีนประเภทโสมที่มีฤทธิ์เย็น บำรุงธาตุหยิน ขจัดเสมหะ ขับร้อน บำรุงปอดและกระเพาะอาหาร


บทที่ 5: ถูกตี


คืนนั้นกู้เยี่ยไม่ได้ไปบ้านอาเก้าตามที่นัดไว้ รอจนพวกหลิวซื่อเข้านอนกันหมดแล้ว นางถึงได้เข้าไปในห้วงมิติยกเนื้อกระต่ายตุ๋นที่ซ่อนไว้ออกมา


กู้เยี่ยและพี่ชายอยู่บนเตียงเตาแท่นเดียวกัน บนแท่นเตียงมีม่านหญ้ากั้นแบ่งให้กลายเป็นสองส่วน โดยนางอยู่ฝั่งด้านใน กู้เยี่ยเลิกม่านหญ้าตรงกลางขึ้น ยกเนื้อกระต่ายตุ๋นที่ยังส่งควันฉุยเข้ายื่นตรงหน้ากู้หมิง พลางทำตาปริบๆ “พี่ชาย ข้าเก็บเอาไว้ให้ท่านโดยเฉพาะ หลิวซื่อไม่รู้ ท่านรีบกินเถอะ”


ตอนที่กินข้าวเย็น กู้หมิงมัวแต่ดูแลนางจนตนเองกินเนื้อไปไม่กี่ชิ้น เรื่องนี้ล้วนอยู่ในสายตานางทั้งหมด


กู้หมิงเห็นว่าในถ้วยมีเนื้ออยู่อย่างน้อยเจ็ดถึงแปดชิ้น ก็หัวเราะราวกับหนูที่แอบกินน้ำมัน เขายกนิ้วโป้งให้น้องสาว “เจ้านี่จริงๆเชียว! เพียงแต่ต่อไปอย่าทำเรื่องเช่นนี้อีกเลย ถ้าหากหญิงผู้นั้นรู้เข้า จะตีเจ้าอีกได้”


“วางใจเถอะ นางไม่มีทางรู้หรอก” กู้เยี่ยหยิบเนื้อตรงส่วนน่องชิ้นหนึ่งขึ้นมาป้อนใส่ปากพี่ชาย “รีบกันเข้า เย็นแล้วจะไม่อร่อย”


“เจ้าก็กินด้วยสิ” สองคนผลัดกันกินคนละชิ้นๆ แบ่งปันเนื้อกระต่ายกว่าครึ่งถ้วยนั้นกันกิน เติมเต็มท้องเล็กๆให้อิ่มหนำ


กู้เยี่ยตบพุงที่อิ่มเต็มที่เข้านอน ก่อนจะหลับฝัน ในหัวของนางล้วนคิดเรื่องราวมากมาย... ความรู้สึกที่ได้กินเนื้อนี่ช่างดีจริงๆ! ถ้ามีเวลาว่างจะเข้าป่าสักรอบ ไปจับกระต่ายจับไก่ป่ากลับมาทำอะไรกินอีกดีกว่า...


วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งเห็นแสงรำไร กู้เยี่ยก็ตื่นขึ้นมาแล้ว นางไปต้มโจ๊กก่อน จากนั้นก็นำแป้งที่หมักกับแป้งเชื้อไว้เมื่อคืนออกมาทำแป้งม้วนนึ่ง หลายวันมานี้กินแต่แป้งปิ่งแข็งกระด้าง ทรมานกระเพาะที่อ่อนแอของร่างนี้ไม่น้อย นางต้องเรียนรู้ที่จะใช้วัตถุดิบที่มีอยู่จำกัดสร้างสิ่งที่ให้คุณค่ามากกว่าเดิมให้ได้


อาหารเช้าเป็นแป้งม้วนนึ่งกินคู่กับผัดผักดอง และโจ๊กข้าวโพดบด กู้เยี่ยไม่รู้ว่าที่นี่คือยุคสมัยใด แต่มีข้าวโพดหวานและมันฝรั่งแล้ว... อย่างไรก็คงไม่เก่าไปกว่าสมัยหมิงกระมัง


ขณะกำลังครุ่นคิด ตรงท้ายทอยพลันเกิดลมพัดมาวูบหนึ่ง แย่แล้ว! กู้เยี่ยรีบหลบวูบ ทว่า เสียดายที่ร่างนี้ไม่ค่อยปราดเปรียวนัก แม้ส่วนศีรษะด้านหลังจะหลบพ้น แต่ไหล่กลับถูกตีเข้าอย่างแรง กู้เยี่ยยิงฟันกลั้นความเจ็บ ถอยไปอีกทางหลายก้าว ก่อนมองหน้าหลิวซื่อที่เผยสีหน้าชั่วร้ายออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง “ตีข้าทำไม”


กู้หมิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งมาขวางหน้าปกป้องน้องสาว จ้องมองหลิวซื่อด้วยสายตาดุขึ้ง เห็นเพียงอีกฝ่ายถือไม้คบไฟเดินออกจากครัวไป ก็ตะโกนไล่หลัง “น้องลุกขึ้นมาทำกับข้าวตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้ง ไม่ได้อู้งานเลยสักนิด ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วย ท่านมาตีคนมั่วซั่วแบบนี้ได้อย่างไร”


กู้เฉียวได้ยินเสียงจึงเดินออกจากห้องมา ชะเง้อมองที่ครัวแวบหนึ่งก่อนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ยังเช้าอยู่แท้ๆ เจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก”


“ข้าเป็นบ้าหรือ ท่านไม่ดูลูกสาวตัวดีของท่านเล่า? นับวันก็ชักจะขวัญกล้าขึ้นทุกที กล้าแอบขโมยของลับหลังข้า!” ทุกครั้งที่หลิวซื่อเก็บไข่ไก่มาจากในเล้า ล้วนนับจำนวนไข่ในไหไว้เสมอ เมื่อครู่ตอนที่นางนำไข่มาเก็บในไหกระเบื้องก็พบว่าไข่หายไปหนึ่งฟอง จึงโกรธแทบบ้า เมื่อวานนางหนูอยู่บ้านเพียงลำพังคนเดียว หากไม่ใช่ฝีมือนาง แล้วจะเป็นใครไปได้


“ข้าขโมยอะไร” กู้เยี่ยมองหลิวซื่อด้วยอาการสงบนิ่งทั้งที่เจ็บแสบตรงไหล่ ส่วนเพลิงโทสะในใจที่ข่มกลั้นไว้แทบจะพุ่งออกมาได้ทุกเมื่อ... บ้าเอ๊ย! นี่มันยุคไหนสมัยไหนกัน แค่จะกินข้าวให้อิ่มท้องทำไมถึงยากลำบากขนาดนี้


เมื่อชาติก่อน ต่อให้เป็นช่วงต้นของกลียุค ตอนที่นางยังไม่ได้เผยความสามารถด้านปรุงยา ก็ยังไม่เคยมีชีวิตยากแค้นเช่นนี้เลย


หลิวซื่อมองสบสายตาแข็งกร้าวของกู้เยี่ย ในใจพลันรู้สึกสั่นไหว รีบชี้หน้าอีกฝ่ายทันใด เท้าก็กระทืบเร่าๆ “ไข่ไก่นั่นไง! ไข่หายไปหนึ่งฟอง ถ้าเจ้าไม่ได้ขโมย แล้วใครจะขโมยไปได้”


กู้เยี่ยมองนางด้วยสายตาเย็นชา ก่อนหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องของหลิวซื่อกับกู้เฉียว จากนั้นก็หิ้วตัวเสี่ยวจ้วงที่กำลังนอนหลับฝันหวานขึ้นมา


“กู้เยี่ย เจ้าคิดจะทำอะไร เจ้านี่กำเริบใหญ่แล้วนะ วางน้องเจ้าลงเดี๋ยวนี้!” กู้เฉียวนึกว่าบุตรสาวจะทำร้ายบุตรชายคนเล็กของตน จึงขยับขึ้นหน้าสะบัดฝ่ามือออกไปอย่างไม่ลังเล


กู้เยี่ยรีบถอยหลังไปสองก้าว หลบพ้นตบของบิดาได้ทัน ครั้นแล้วก็จ้องเขาด้วยสายตาไร้อารมณ์ความรู้สึกเงียบๆครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปเขย่าปลุกน้องชายต่างมารดา “เสี่ยวจ้วง ไข่เมื่อวานอร่อยหรือไม่ อยากกินอีกหรือเปล่า”


เสี่ยวจ้วงถูกรบกวนการหลับฝัน กำลังคิดจะอาละวาด แต่เพียงได้ยินเรื่องของกินเท่านั้น ก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที “ไข่อร่อย เนื้อก็ยิ่งอร่อย! ท่านแม่ ข้าอยากกินไข่ อยากกินเนื้อ!”


เด็กน้อยมักพูดความจริง พอหลิวซื่อได้ฟังก็หาทางลงเวทีไม่ถูกไปชั่วขณะ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ถือไม้คบไฟเดินเข้าไปที่ห้องเรือนปีกตะวันออก จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องของต้าจ้วง ปะปนกับเสียงด่าทอของหลิวซื่อดังมาจากทางนั้น


“พูดมา! เจ้าเอาไข่ไปให้น้องกินใช่หรือไม่ ข้าให้เจ้ากินดื่มน้อยไปหรือไง เจ้าอยากกินไข่ทำไมไม่บอกเล่า ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย”


ต้าจ้วงนึกไปว่าเรื่องที่แอบหยิบไข่จากในเล้าไก่ถูกเปิดโปงแล้ว จึงวิ่งหนีลนลานโดยไม่สนใจจะนุ่งกางเกง อวดก้นขาวๆออกมาทั้งอย่างนั้น ระหว่างวิ่งไปก็แก้ตัวไปด้วย “ท่านแม่ น้องต่างหากที่อยากกิน ไม่ใช่ข้า...อย่าตีเลย...ได้โปรดเถิด ไข่นั่นข้าก็กินไปแค่ครึ่งเดียว ข้ายอมรับผิดแล้ว คนสำนึกผิดจะไม่ให้อภัยเลยหรือ โอ๊ย...ท่านแม่ ขืนท่านตีอีก ข้าต้องตายแน่ๆ”


กู้เยี่ยพาเสี่ยวจ้วงกลับไปนอนซุกผ้าห่มต่อ แล้วจึงหันไปมองกู้เฉียวที่ทำหน้าเก้อด้วยสายตาเย็นชา นางบีบนวดไหล่ที่ถูกตีจนเจ็บขณะเดินกลับไปตักอาหารเช้าอย่างเงียบๆ หยิบแป้งม้วนนึ่งชิ้นหนึ่งมาตักผัดผักดองสอดไส้ข้างในเล็กน้อย แล้วก็ยกขึ้นพร้อมโจ๊กชามหนึ่ง เดินเข้าห้องของตนไป หากต้องเห็นหน้าคนพวกนั้นอีก นางกลัวว่าจะกินอะไรไม่ลงเสียก่อน


นางเพิ่งวางชามโจ๊กบนโต๊ะเล็กเหนือเตียงเตา กู้หมิงก็ตามนางเข้ามา ในมือเขามีแป้งม้วนนึ่งกับโจ๊ะหนึ่งชามเช่นเดียวกัน


“น้อง อดทนไว้ก่อนเถอะนะ อีกแค่สองปี รอพี่เก็บหินสร้างเรือนได้เพียงพอก่อน จะสร้างบ้านหลังใหม่ไว้อีกที่หนึ่งในหมู่บ้าน พี่จะพาเจ้าแยกไปอยู่ด้วยกัน ต่อจากนี้ หากหญิงผู้นั้นจะตีเจ้าอีก เจ้าก็วิ่งหนีเสีย นางรูปร่างอ้วน ย่อมวิ่งไม่ทันเจ้าหรอก หากนางไม่ยอมให้เจ้าเข้าบ้าน เจ้าก็ร้องไห้ไปบ้านท่านประมุขสกุล อย่าได้กลัว พี่จะอยู่ข้างเจ้าเสมอ” เพราะในป่ามีสัตว์ร้ายมากมาย เพื่อความปลอดภัย ผู้คนในหมู่บ้านจึงมักก่อกำแพงหินไว้สูงๆ


หากไม่เพราะกู้หมิงอายุน้อยเกินไป เขาคงแยกบ้านออกมาตั้งแต่วันที่น้องสาวถูกทิ้งไว้บนเขาแล้ว เด็กอายุเพียงสิบเอ็ดปีเอ่ยขอทำเรื่องเช่นนี้ หากประมุขสกุลเห็นด้วยยินยอมก็คงแปลกพิลึกยิ่ง


“อืม! ข้าคิดตกแล้ว ต่อให้ยอม.อดทนอดกลั้นกว่านี้ หรือประจบเอาใจนางแค่ไหน หลิวซื่อผู้นั้นก็คงไม่เมตตาปรานีข้าอยู่ดี ต่อไปไม่ว่านางจะพูดอะไร ข้าจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้านางจะลงมือ ข้าก็จะหลบ จะไม่ให้นางมารังแกพวกเราเช่นนี้อีก”


เมื่อมองหนุ่มน้อยแสน.อบอุ่นเช่นกู้หมิง อารมณ์หงุดหงิดของกู้เยี่ยก็บรรเทาเบาบางลงได้ในที่สุด แม้กู้หมิงจะผ่ายผอมไปบ้าง แต่เครื่องหน้าที่จิ้มลิ้มหมดจดก็ฉายแววองอาจห้าวหาญ โตไปจะต้องเป็นหนุ่มหล่อเหลาแน่ๆ


เวลานี้ด้านนอก หลิวซื่อยังไม่หยุดปากพ่นคำด่าทอ ภายในห้อง สองพี่น้องทำประหนึ่งว่าเสียงนางเป็นเสียงนกเสียงกา กินแป้งม้วนนึ่งนุ่มฟู พลางดื่มโจ๊กข้าวโพดหอมข้นอย่างออกรสออกชาติ


เมื่อวานนี้ข้าวเกาเหลียงพื้นที่สิบหมู่ เก็บเกี่ยวไปแล้วกว่าครึ่ง วันนี้เก็บเกี่ยวข้าวเกาเหลียงเสร็จก็ต้องไปเก็บข้าวโพดดอกบัวบนเขาด้านหลังต่อ ผู้คนที่นี่เรียกข้าวโพดว่าข้าวดอกบัวหรือข้าวโพดดอกบัว ไม่ต่างจากวิธีเรียกของคนทางเหนือเมื่อชาติที่แล้วนัก


ก่อนหลิวซื่อจะไปไร่นาได้มอบหมายกับกู้เยี่ยว่า นอกจากให้อาหารสัตว์ในบ้าน ยังต้องซักเสื้อผ้าของคนในบ้านทั้งหมดด้วย กู้เยี่ยเห็นกองเสื้อผ้าสกปรกที่สูงเป็นภูเขาแล้วก็ถอนหายใจแรง นึกบ่นอยู่ในใจ... ร่างนี้อายุแค่สิบเอ็ดขวบเอง ยังเป็นเด็กอยู่เลยนะ!


ลูกคนจนต้องดูแลบ้านตั้งแต่เล็กแต่น้อย กู้เยี่ยยอมรับชะตากรรม มาที่สระน้ำตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน น้ำในสระนี้เขียวใสปานประหนึ่งมรกตไร้รอยตำหนิ จนสามารถสะท้อนภาพทิวเขาและแมกไม้ออกมาได้อย่างชัดเจน


ในยุคสมัยนี้ ก่อนซักผ้าต้องนำขี้เถ้ามาละลายน้ำ ระหว่างที่กำลังแช่ผ้าอยู่ กู้เยี่ยพบว่าในสระมีปลาแหวกว่ายแวบไป นางเลิกคิ้วขึ้นโดยพลัน... เที่ยงนี้มีน้ำแกงปลาดื่มแล้ว


นางหักกิ่งไม้กิ่งหนึ่งมา เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใครก็ล้วงหยิบมีดสั้นคมกริบออกมาจากห้วงมิติ แล้วเหลาปลายกิ่งไม้ด้านหนึ่งให้แหลมคม นางกลับไปที่บ้าน หยิบแป้งข้าวโพดมากำหนึ่ง แล้วใช้วัสดุที่มีอยู่ประดิษฐ์เป็นเหยื่อจับปลา


กู้เยี่ยโปรยเหยื่อลงในสระ เหยื่อเหล่านั้นบ้างก็จมบ้างก็ลอย ปลาในสระคงจะมีไม่น้อย เพียงครู่เดียวก็มีปลาเข้ามารุมเหยื่อ นางอาศัยจังหวะนี้เล็งและกะมุมให้ดี จากนั้นก็พุ่งกิ่งไม้แหลมในมือลงไป ปลาขนาดเท่าฝ่ามือตัวหนึ่งก็ถูกกิ่งไม้แทงขึ้นมาจากในน้ำ มันสะบัดหางดิ้น สาดน้ำกระเซ็นไปทั่ว


ปลาตัวนี้ผิวเรียบลื่น ลำตัวค่อนข้างกลม หางค่อนข้างแบน ส่วนคางยื่นหนา ปลายหัวเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด และยังมีเกล็ดที่เด่นชัดอยู่บนหัวด้วย กู้เยี่ยไม่เคยเห็นปลาลักษณะนี้มาก่อน ไม่รู้ว่ากินได้หรือไม่ แต่จับมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน


พวกปลาซึ่งถูกทำให้ตกใจแตกกระเจิงไปในคราวแรกทนต่อการยั่วยวนของเหยื่อล่อไม่ไหว เพียงไม่นานก็กลับมารวมตัวกันใหม่ กู้เยี่ยพุ่งแทงปลามาได้สิบกว่าตัวถึงได้หยุดมือ แล้วขอดเกล็ดควักเครื่องในออกอยู่ตรงริมสระ ล้างทำความสะอาดอย่างดี แล้วจึงขนกลับไปหมักเกลือที่บ้าน หลังจากซักผ้าเสร็จ นางก็นำต้นหอม ขิง กระเทียม และพริกแห้งมาทำปลาน้ำแดงหนึ่งจาน นางเลือกปลาตัวหนึ่งมาทำชิมเองก่อน กลิ่นหอมเย้ายวน เนื้อปลาละเอียดนุ่ม รสชาติอร่อยอย่างยิ่ง รอดูอยู่สักพัก เมื่อไม่ส่งผลอะไรที่ไม่ดี ก็ระบุได้ว่าปลาตัวนี้กินได้


ตอนที่กู้เยี่ยนำอาหารไปส่ง กู้เฉียวชื่นชอบปลาน้ำแดงจานนี้ยิ่ง ฝ่ายหลิวซื่อกลับกระแนะกระแหนว่าการจับปลาจากในสระได้คราวนี้ก็แค่ ‘เดินไปเจอขี้หมาให้โชค’ ใช่ว่าคนในหมู่บ้านจะไม่คิดจับปลาในสระขึ้นมา แต่เพราะปลาเหล่านั้นปราดเปรียวเฉลียวฉลาดมาก เคยมีคนวางเบ็ดไว้ครึ่งค่อนวันก็ไม่ได้อะไรติดมือไป เสียเวลาเปล่า พอนานวันเข้าก็ไม่มีใครตกปลาในสระนั้นอีก


ครั้นหลิวซื่อรู้ว่ากู้เยี่ยใช้แป้งข้าวโพดมาทำเป็นเหยื่อล่อ ก็ก่นด่าชุดใหญ่ บอกว่านางเป็นตัวล้างผลาญ กู้เยี่ยกลอกตาใส่... ปลาที่จับได้ท่านก็กินอย่างเอร็ดอร่อยไม่ใช่หรือ มาด่ากันแบบนี้ยังไม่คิดจะคายก้างออกก่อนเลย!


1. ขี้หมาให้โชค หรือโชคขี้หมา เป็นสำนวน หมายถึงการได้อะไรมาอย่างฟลุคๆ บังเอิญโชคดี มักใช้เป็นคำถากถางด้วยความริษยาคนที่ได้ดี หรือมีผลงานโดดเด่นกว่า


บทที่ 6: บุรุษรูปงาม!


ช่วงเก็บเกี่ยวผ่านพ้นไปแล้ว ผลผลิตทุกเม็ดเก็บเข้ายุ้งฉาง หลังจากฝนเดือนสารทตกลงมา ไร่นาก็ปลูกพืชผักของฤดูใบไม้ร่วง ด้านเหนือของพื้นที่บนเขาชางหมั่ง (ไกลโพ้น) อากาศเริ่มหนาวเย็นลงทุกที ข้าวและธัญพืชปลูกบนพื้นที่บริเวณนี้ได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น หลังจากเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่ละบ้านก็ปลูกเพียงแค่ผักที่เก็บถนอมง่าย เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า เมื่อช่วงที่หนาวที่สุดของปีกำลังจะมาถึง ของที่เก็บไว้อยู่ในอุโมงค์ใต้ดินจำเป็นต้องมีเพียงพอให้อยู่ได้ตลอดฤดูหนาว


งานในไร่นาจัดการไปเกือบหมดแล้ว คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ และเด็กน้อยในหมู่บ้านต่างเริ่มพากันเข้าป่าขึ้นเขาไปเก็บของป่า ทั้งเมล็ดสน ถั่วเจินจื่อ ถั่วเหอเถาป่า เห็ดหูหนู เห็ดป่าต่างๆ ผักกูด และผักป่าอื่นๆ... ฤดูกาลนี้ขุนเขาป่าไม้ยังคงเอื้อเฟื้อเจือจานแก่มนุษย์อย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ของเหล่านี้ยังเป็นสินค้าที่เก็บไปขายคนภายนอกได้ด้วย ขอเพียงขยันขันแข็งและว่องไว แม้เป็นเพียงเด็กวัยสิบขวบกว่า ตลอดฤดูใบไม้ร่วงก็อาจหารายได้ได้ถึงหลายร้อยเหวินเลยทีเดียว


กู้เยี่ยสะพายกระบุงและหิ้วตะกร้าใบเล็กมาใบหนึ่ง เดินตามหลังพี่ชายมาพร้อมกับสมัครพรรคพวกที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตนและพี่ชายอีกหลายคน เพราะในป่ามีสัตว์ร้ายมากมาย พวกผู้ใหญ่ยังต้องรวมกลุ่มกันมาทีละหลายๆคน และแต่ละคนล้วนถือจอบถือมีดตัดฟืนติดตัวมาด้วย ถึงค่อยเดินเข้าป่าได้ลึกอีกหน่อย ส่วนพวกนางซึ่งยังเป็นเด็กได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเพียงบริเวณใกล้ๆเท่านั้น


กู้หมิงขึ้นเขามาคนเดียวเป็นประจำ จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับเขาหลายลูกละแวกนี้ เพียงไม่นานก็มาถึงกลางหุบเขาด้านหนึ่ง เจอต้นถั่วเจินจื่อสองต้น พวกเด็กผู้ชายปีนป่ายไปบนยอดไม้ราวกับฝูงลิง เอาไม้พลองตีตามกิ่ง ให้พวกเด็กผู้หญิงคอยก้มเก็บเมล็ดอยู่ใต้ต้นไม้


ด้านล่างนี้ นอกจากกู้เยี่ยและพี่ลี่แล้ว ยังมีซิ่วเหนียงหลานสาวของผู้ใหญ่บ้าน อาอิงลูกสาวคนเล็กของท่านย่าสามด้วย กู้หมิงปีนขึ้นไปบนกิ่งหนึ่งแล้วใช้แรงขย่มกิ่งไม้นั้น ถั่วเจินจื่อร่วงกราวลงมาราวกับลูกเห็บตก


กู้เยี่ยทูนกระบุงไว้บนศีรษะแล้ววิ่งรับถั่วเจินจื่อไปมา ซิ่วเหนียงซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเลียบแบบทำตามนางบ้าง หัวเราะคิกคักวิ่งไปวิ่งมาอย่างสนุกสนาน อาอิงยืนส่ายหน้าอยู่ด้านข้าง “ยายเด็กโง่ วิ่งรับมั่วซั่วเช่นนั้นจะรับได้สักกี่มากน้อย เลิกเล่นได้แล้ว รีบเก็บเร็วเข้า”


ซิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็หยุดเท้า ยกกระบุงลงมาดูพบว่าภายในนั้นมีถั่วเจินจื่ออยู่เพียงสี่ห้าเมล็ด เลยทำปากยู่ ก้มลงเก็บเมล็ดที่ร่วงบนพื้นแต่โดยดี


เมล็ดถั่วเจินจื่อบนต้นถูกเคาะลงมาเกือบหมดแล้ว พวกเด็กผู้ชายกระโดดลงมาร่วมเก็บหาเมล็ดเจินจื่อบนพื้นด้วย กู้หมิงเห็นว่ากระบุงสะพายหลังมีถั่วเจินจื่อไม่น้อยแล้วก็ให้น้องสาวไปพักก่อน


กู้เยี่ยอยากดูว่าในหุบเขานี้มีสมุนไรอะไรหรือไม่ จึงไม่ได้ดึงดันค้านพี่ชาย หุบเขานี้พื้นที่ไม่ใหญ่นัก เพียงกวาดตามองก็เห็นได้ทั่ว ทว่าภายในนี้มีหญ้าวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด หากคิดจะหาพืชสมุนไพรท่ามกลางหญ้ารกเช่นนี้ ก็ต้องมีสายตาดีเอามากๆ


ว่านหยางถีช่วยขับร้อนแก้พิษ ไล่เลือดคั่งลดบวมพอง... กู้เยี่ยเก็บว่านหยางถีกำหนึ่งจากพุ่มไม้เตี้ยๆ มาใส่ตะกร้า...


หญ้าไฉหูแก้หวัดลดไข้และรักษาไข้ป่า หย่วนจื้อขับเสมหะลดอักเสบ บำรุงสมองและทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย... สมุนไพรที่พบเห็นบ่อยเหล่านี้ ไม่ยากเกินกำลังนางเลย


“น้อง อย่าเดินไปไกลนักนะ!” กู้หมิงเงยหน้ามาเห็นนางกำลังจะเดินออกไปนอกเขตหุบเขา จึงรีบร้องเรียกไว้


กู้เยี่ยโบกมือให้เขา เป็นเชิงบอกว่าตนได้ยินแล้ว สายตาของนางในเวลานี้สอดส่ายไปบนภูเขาทั้งสองข้าง ทันใดนั้น สายตาก็ไปหยุดตรงต้นไม้แห้งเฉาต้นหนึ่งบนผนังผา ต้นไม้นั้นแห้งตายไปกว่าครึ่งแล้ว เหลือเพียงกิ่งหนึ่งที่ยื่นออกมาจากส่วนรากที่ยังคงเขียวอยู่หลายส่วน


ส่วนที่ซ่อนเร้นอยู่บนต้นไม้แห้งเฉา มีพืชจำพวกเห็ดราซึ่งมีลวดลายเป็นคลื่นๆ โผล่ให้เห็นรำไร ถ้าหากนางดูไม่ผิดละก็ นั่นน่าจะเป็นเห็ดหลิงจือดำ... ต้นไม้นั้นอยู่สูงจากพื้นราวสามจั้ง กู้เยี่ยสำรวจดูซ้ายขวาก่อนจะคว้าเถาวัลย์บริเวณนั้นมาลองดึงแรงๆ...แน่นเหนียวไม่เลวเลย


นางถักเถาวัลย์หลายเส้นเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ผูกก้อนหินไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง โยนขึ้นไปบนต้นไม้แห้งเฉาต้นนั้น ลองอยู่สามครั้งสามครา ในที่สุดก็พาดเกาะเถาวัลย์ไว้กับต้นไม้นั้นได้สำเร็จ


กู้เยี่ยทดสอบดูครู่หนึ่ง เมื่อประเมินว่าเชือกเถาวัลย์นี้น่าจะรับน้ำหนักตัวนางได้ ก็รั้งเชือกพร้อมกับเหยียบไต่ไปตามหินที่ยื่นออกมาจากผนังผาทีละก้าวๆ


พี่ลี่ที่ยังเก็บถั่วเจินจื่ออยู่บังเอิญเงยหน้าขึ้นมาพอดี เห็นกู้เยี่ยห้อยโหนอยู่ตรงหน้าผา ก็แทบจะกรีดร้องออกมา เวลานี้กู้เยี่ยปีนไปถึงต้นไม้แห้งเฉานั่นแล้ว มือหนึ่งเกาะบนลำต้น อีกมือหนึ่งกำลังเก็บเห็ดหลิงจือดำอยู่


เห็ดหลิงจือดำดอกนี้ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือของเด็กคนหนึ่งเลยทีเดียว หมวกเห็ดเต็มวงสมบูรณ์ ผิวนอกลวดลายปกติ เนื้ออิ่มแน่นชั้นดี นางเก็บหลิงจือดำยัดใส่ในอกเสื้อ ขณะกำลังเตรียมจะปีนลงไป ฉับพลันนั้นรากของไม้แห้งเฉาก็เกิดเสียง ‘เปรี๊ยะ’ ดังขึ้นเบาๆ


แย่แล้ว ต้นไม้แห้งเฉาตากแดดตากลมบนผามาเนิ่นนาน จึงผุกร่อนจนตอนนี้ไม่อาจรับน้ำหนักของนางไหว ค่อยๆ เริ่มปริแยกแล้ว กู้เยี่ยรีบโรยตัวลงมาด้วยเชือกเถาวัลย์ ทว่าไม่ทันกาลเสียแล้ว ต้นไม้แห้งเฉาโน้มเอียงมาทางด้านล่างทีละน้อยๆ รากที่ผุกร่อนหักลงมากว่าครึ่ง


พี่ลี่เห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมด รีบวิ่งไปโดยไว ปากก็ตะโกนเสียงดัง “กู้เยี่ยเอ๋อร์... !”


กู้หมิงได้ยินก็รีบมองตาม สิ่งที่เห็นกลับเป็นภาพน้องสาวตกลงมาจากหน้าผา ใบหน้าเขาพลันถอดสี ดวงตาเบิกกว้างจนเส้นเลือดแทบปริแตก เขาเหมือนดั่งลูกสัตว์ที่คลุ้มคลั่ง วิ่งแล่นไปทางที่น้องสาวตกลงมาอย่างไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น...


เสียงร้องหวีดแหลมของกู้ลี่เอ๋อร์ทำให้เงาร่างหนึ่งซึ่งยืนโดดเดี่ยวอยู่เหนือหน้าผาสะดุ้งตกใจ เขายื่นคอก้มมองเห็นจังหวะที่กู้เยี่ยกำลังตกลงไปด้านล่างพอดี ชื่อที่แสนคุ้นเคยนี้ทำให้เขาพุ่งกระโจนจากยอดผาทันทีราวกับมีปีศาจกระซิบเทพดลใจ เขาใช้วิชาถ่วงโถมพันชั่งไล่ตามร่างผอมเล็กนั้นลงไป


ทว่า ต่อให้รวดเร็วก็ยังอาจไม่ทันกาล ความสูงราวสามจั้งใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาก็ตกลงไปได้แล้ว ระหว่างที่เงาร่างหมดจดเลิศล้ำกระโจนลงมา จึงดึงเถาวัลย์เส้นหนึ่งตวัดไปที่ร่างของแม่นางน้อยผู้นั้น...


ชั่วขณะที่กู้เยี่ยตกลงสู่เบื้องล่าง นางมีสติอย่างยิ่ง จึงได้ยื่นมือไขว่คว้าสิ่งที่พอจะฉวยคว้าได้ ทั้งหญ้าแห้ง กิ่งไม้ และเถาวัลย์... แต่น่าเสียดายที่ทำได้เพียงชะลอความเร็วในการตกเท่านั้น สองตาของนางได้แต่มองดูพื้นหินระเกะระกะใต้หน้าผาที่ใกล้ถึงตัวนาง


หากไม่ใช่เพราะพี่ลี่และกู้หมิงจับจ้องนางอยู่ นางคงผลุบหายเข้าไปซ่อนในห้วงมิติแล้ว นางตัดสินใจแล้วว่า ชั่วพริบตาสุดท้ายก่อนตกถึงพื้น นางจะแวบเข้าห้วงมิติ และโผล่ออกมาอีกครั้งในเสี้ยวขณะ


บางที...อาจจะ... คงจะไม่ถูกจับได้กระมัง


ชั่วขณะที่กู้เยี่ยยื่นมือออกไปเกือบแตะถูกพื้น ก็เพ่งจิตเพื่อหายตัว แต่จู่ๆ ตรงเอวก็ถูกรัดแน่นจนเกือบทำให้ขย้อนอาหารที่กินไปเมื่อเช้าออกมา


โอ๊ย...เอวไม่ขาดไปแล้วหรือ


กู้เยี่ยถูกห้อยแขวนต่องแต่งอยู่กลางอากาศ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผีผูกคอตายอย่างไรอย่างนั้น ต้นหญ้าบนพื้นปัดผ่านใบหน้าไปมา จมูกก็อยู่ห่างจากก้อนหินใหญ่ๆไม่ถึงเสี้ยวเฟิน


เกือบไปแล้ว เกือบเสียโฉมแล้ว ว่าแต่เป็นใครกัน ยุ่งไม่เข้าเรื่อง เกือบทำเสียเรื่องเพราะความหวังดีแท้ๆ


กู้เยี่ยหันขวับ แววดุดันขึงตรึงใบหน้าของนางทันตา...


สวรรค์! นาง... นางได้เจอเทพสวรรค์งั้นหรือ?


ใบหน้าหล่อเหลาปานประหนึ่งไม่ใช่มนุษย์ ผิวขาวนวลดุจดังหยกเกลี้ยงไร้รอยตำหนิ คิ้วดกเข้มชี้สูงดูผ่าเผย ขนตายาวหนาเป็นแพประดับดวงตาได้รูปสวย จมูกโด่งเป็นสันราวกับพระเจ้าสลักเสลาออกมา ช่างหาที่ติไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากชุ่มฉ่ำเย้ายวนใจ แทบทำให้คนทนไม่ไหวอยากลิ้มลองความหอมหวาน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วไปตามท่วงท่าที่พุ่งกายลงมา ภายใต้แสงตะวันเจิดจ้าเกิดประกายสุกสว่างเรืองรองรอบกาย


กู้เยี่ยผิวปากอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะร้องอุทานออกมา “ว้าว! พี่เซียนเทพ...”


หลิงเจวี๋ยเฉินพลันเกิดคลื่นโถมซัดขึ้นในใจ คำพูดกระเซ้าเย้าแหย่ที่คุ้นเคยเช่นนี้ เสียงผิวปากอย่างคึกคะนองที่ไม่ได้ยินมานาน อีกทั้งแววตาชมชอบของงามแต่กลับไม่ปักใจนั่นอีก... เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า แม่นางน้อยร่างผอมบางใบหน้าซีดเซียวที่ดูเหมือนชาวบ้านยากไร้ตรงหน้านี้ ก็คือคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดทั้งสองภพสองชาติ


คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีวาสนาได้พบนางอีกครั้ง!


ชาติภพก่อน ตอนที่รู้ว่าสถานที่ที่นางไปทำภารกิจเป็นแหล่งรวมสัตว์อสูรดุร้ายหลายสิบตัว ภารกิจครั้งนั้นคือแผนการที่ต้องการเล่นงานนางโดยเฉพาะ เขาเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนไปหานาง แต่กลับเห็นร่างของนางถูกฝูงอสูรกลืนกินไปแต่เพียงไกลๆ ถึงกระนั้นเขาก็ทุ่มสุดกำลังที่มีชิงซากศพที่แหว่งวิ่นกลับคืนมาให้จงได้


เขาสังหารสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทั้งหมดจนสิ้นซาก ทั้งตามไปเข่นฆ่าคนที่ทำร้ายนางให้ราบคาบ แต่ว่าจะมีประโยชน์อะไรเล่า นางไม่มีวันหวนคืนมาแล้ว เขาสูญสิ้นความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ จึงสู้ศึกสงครามครั้งหนึ่งอย่างยอมจบชีวิตไปพร้อมกับศัตรู และเมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลายมาเป็นหลานปู่สายตรงของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยียน...


เขาได้สร้างขุมกำลังลับแผ่ขยายไปทั่วโลกหล้า... ตำหนักเร้นวิญญาณ ขยายบารมีของตนออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ใช้อำนาจอันแข็งแกร่งและเลือดเนื้อถมเติมจิตวิญญาณที่ว่างเปล่าของตัวเอง และรับสืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋องแม่ทัพใหญ่จากผู้เป็นปู่ เมื่อในมือถือกำอำนาจ เขาก็หวนย้อนนึกถึงความเพ้อฝันอย่างอดไม่ได้... ว่าในโลกต่างมิติที่แปลกที่แปลกถิ่นนี้ จะได้พานพบนางที่อาจมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับตนหรือไม่


ไม่คิดเลยว่า คำขอในใจส่วนลึกของเขาจะมีวันเป็นจริงเช่นนี้ สวรรค์คงจะสงสารเห็นใจในความรักอันลึกซึ้ง ความรักอันหนักแน่นเปี่ยมล้น ความรักอันไร้ที่สุดสิ้นของเขาเป็นแน่ ถึงได้ส่งนางกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้ง...


งามพร้อม งามพร้อมเหลือเกิน!


ดวงตากลมโตของกู้เยี่ยไม่มองสิ่งอื่นใดอีกต่อไป นัยน์ตาวาวประกายดุจแสงดาวคู่นั้นจับจ้องไม่กะพริบไปยังร่างที่งดงามเลิศล้ำราวกับหลุดพ้นเหนือโลก ใบหน้าหล่อเหลาเสียจนสวรรค์ยังขัดเคืองมนุษย์ยังพร่ำบ่นนั้นมีลักษณะตรงกับแบบที่นางชมชอบพอดี เมื่อชาติภพก่อน นางเคยพบเห็นบุรุษรูปงามมามากมาย แต่ไม่มีใครเทียบได้กับบุรุษตรงหน้านี้เลย


หล่อเหลาเหลือเกิน งดงามเหลือเกิน เฉิดฉายเหลือเกิน! ซู้ด... ขอนางสูดน้ำลายก่อน...


รอยยิ้มในแววตาของหลิงเจวี๋ยเฉินยิ่งฉายชัดขึ้น... สาวน้อยผู้นี้ เวลาเห็นบุรุษรูปงามทีไรก็จ้องมองไม่ละสายตาอยู่เรื่อย ไม่เปลี่ยนไปเลย... เสียดายชาติภพก่อนตัวเขากำยำล่ำสันเกินไป มิได้สง่างามชวนมองอย่างที่นางชอบ บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่เขาพลาดจากนางกระมัง เพียงแต่ในชาติภพนี้ รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาเลิศล้ำได้นำพาโชคดีมาสู่เขาแล้ว เขาไม่เชื่อหรอกว่า แม่สาวน้อยจะปฏิเสธใบหน้างดงามจนอาจทำให้คนหยุดหายใจนี้ได้ลงคอ


“น้อง เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่ ให้พี่ดูหน่อยซิ!” กู้หมิงถลามาที่ข้างกายกู้เยี่ย มืออันสั่นเทาจับดูตามเนื้อตัวของน้องสาวอย่างระมัดระวัง ราวกับว่านางเป็นงานศิลปะที่บอบบางแตกง่าย โชคดีที่ไม่ได้มาพบภาพบาดแผลเหวอะหวะ เนื้อกองนองเลือดอย่างเขาที่คิดไปก่อนล่วงหน้า


เอ๊ะ? ทำไมน้องจึงลอยอยู่เหนือพื้นได้ หรือว่านางมีเทพเซียนปกป้องคุ้มครอง?


ในที่สุดกู้หมิงก็พบว่าตรงเอวน้องสาวมีเถาวัลย์เส้นหนึ่งผูกมัดอยู่ และปลายอีกด้านหนึ่งของเถาวัลย์ก็อยู่ในมือของบุรุษชุดขาวที่อาภรณ์ประณีตหรูหราอย่างยิ่ง เมื่อครู่เขามัวแต่พุ่งความสนใจอยู่ที่ตัวน้องสาว จึงไม่ได้สังเกตเห็นบุรุษซึ่งทะยานลงมาจากยอดผาเลยแม้แต่น้อย


1. เจินจื่อ หมายถึงเฮเซลนัท


2. เหอเถาป่า หรือซานเหอเถา หมายถึงเมล็ดฮิกคอรี


3. เหวิน คือหน่วยเงินสำริด (เป็นเหรียญที่มีรู) ซึ่งมีค่าเล็กที่สุดในหน่วยเงินตราสมัยก่อนของจีน โดยทั่วไป 1000เหวินเท่ากับ1ตำลึง


4. หยางถี แปลว่ากีบแพะ หมายถึงหญ้าหางปลาช่อน (Emilia sonchifolia (L.) DC) เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง เนื่องจากส่วนรากมีลักษณะคล้ายขาและกีบของแพะ จึงเป็นที่มาของชื่อ แต่บางท้องที่เรียกว่าอีเตี่ยนหง (หญ้าแต้มแดง) ตามลักษณะดอกสีแดงที่เล็กมาก


5. ไฉหู หรือฉ่าโอ๊ว หมายถึงต้น Chinese thorowax (Bupleuri Radix) เป็นสมุนไพรจีน มีสองสายพันธุ์ ใช้ส่วนรากเข้ายา


6. หย่วนจื้อ หรือเอียงจี่ (Polygala tenuifolia Willd.) เป็นสมุนไพรจีน ส่วนรากมีสรรพคุณทางยา


7. จั้ง หน่วยความยาวของจีน เทียบได้ประมาณ3.33เมตร


8. เฟิน แปลว่าส่วน เป็นหน่วยย่อยของมาตราชั่งตวงวัดต่างๆ ซึ่งมักมีหน่วยเต็มเป็น10ส่วน โดยในหน่วยวัดของจีนโบราณ1เฟินเทียบประมาณ3.33มิลลิเมตร


บทที่ 7: เอาใจให้เจ้าชมชอบ


“กู้หมิง คุณชายท่านนี้ช่วยเยี่ยเอ๋อร์ไว้” พี่ลี่เห็นว่าสองพี่น้องอึ้งงันกันอยู่ จึงเอ่ยเตือนหนึ่งประโยค


“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิต” กู้หมิงคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะคำนับหลิงเจวี๋ยเฉินเสามทีอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาไม่กล้าคิดเลยว่า หากไม่มีคนผู้นี้ยื่นมือมาช่วยไว้ น้องสาวที่ตกลงมาจากที่สูงปานนั้นจะมีจุดจบลงเอยอย่างไร


“นี่ ท่านจะห้อยข้าไปถึงเมื่อไร” กู้เยี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซี่โครงหมูแผ่นหนึ่งที่เพิ่งแบ่งตัดมาจากเขียง ถูกคนถือหิ้วแกว่งไปแกว่งมา ไม่สนุกเลยสักนิด


หลิงเจวี๋ยเฉินยกมุมปากที่เหยียดค้างเป็นปกติขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเขาเคยชินกับการ ‘ใส่หน้ากาก’ เย็นชา การจะให้แสดงสีหน้าท่าทีอ่อนโยนนั้น นับเป็นเรื่องที่ฝืนตัวตนอยู่บ้าง เพียงแต่เขารู้ดีว่าสาวน้อยผู้นี้ไม่ถูกชะตากับคนที่มีนิสัยเย็นชา การทำตามอย่างที่อีกฝ่ายชื่นชอบจึงจะได้ใจมาครอง


“เจ้า...ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” หลิงเจวี๋ยเฉินก้มลงและยื่นมือซ้ายมาให้กู้เยี่ยซึ่งนั่งลูบเอวลูบท้องตัวเองอยู่กับพื้น รอยยิ้มของเขาในตอนนี้อบอุ่นอ่อนโยนราวกับแสงตะวัน ในดวงตาหล่อเหลาพริ้มพราย ทอประกายระยิบระยับประหนึ่งแสงดาว


กู้เยี่ยถูกมือที่ยื่นมาตรงหน้าข้างนั้นดึงดูดสายตาไปชั่วขณะ


มือสวยจังเลย! นิ้วเรียวยาว กระดูกเค้าโครงเรียกได้ว่าแข็งแกร่งมีพลัง ผิวก็เนียนละเอียดไร้รอยตำหนิ...


นางยื่นมือผอมเกร็งของตัวเองออกไปวางลงบนฝ่ามืออบอุ่นข้างนั้นอย่างไม่รีรอ นิ้วเล็กๆยังแอบลูบไล้กลางฝ่ามือนั้นสองที


มือของหลิงเจวี๋ยเฉินบีบกระชับเบาๆ แล้วออกแรงดึงสาวน้อยขึ้นมาจากพื้น สาวน้อยผู้นี้ยังคงจับจ้องใบหน้าของเขาอย่างเซ่อซ่า พลางจับมือเขาแน่นไม่ยอมปล่อย


“น้องพี่ คุณชายท่านนี้ช่วยเจ้าไว้ เจ้ายังไม่กล่าวขอบคุณเขาเลยนะ” กู้หมิงดึงมือน้องสาวออกจากการเกาะกุมอย่างดื้อๆ


คุณชายผู้นี้นี่อย่างไรกัน มาจ้องมองน้องสาวอย่างคิดไม่ซื่อ มิหนำซ้ำยังจงใจจับมือนางไม่ปล่อยอีก เมื่อก่อนท่านแม่เคยสอนว่า คุณชายบ้านเศรษฐีมักชอบล่อหลอกแม่นางน้อยเป็นที่สุด ไม่ได้การละ เขาต้องปกป้องน้องสาว ต่อให้เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเขาไว้ ก็ยอมให้ไม่ได้!


“บุญคุณที่ช่วยชีวิต ไร้สิ่งคู่ควรทดแทน...” ใช้กายใจนี้ตอบแทนดีหรือไม่


หากไม่เพราะอยู่ต่อหน้าพี่ชายและพี่ลี่ กู้เยี่ยก็คง ‘เกี้ยวพาน’ บุรุษหนุ่มผู้งดงามเลิศล้ำตรงหน้านี้ไปแล้ว


หลิงเจวี๋ยเฉินย่อมไม่พลาดแววตาเจ้าเล่ห์แสนซนของนาง เขาเดาได้ว่านางเว้นถ้อยคำอะไรไว้... ใช้กายใจตอบแทน มีหรือเขาจะไม่อยากรับไว้ ริมฝีปากอวบอิ่มอ่อนนุ่มดุจกลีบดอกอิง1ของเขาระบายยิ้มฝังแฝงอยู่ในที “ยื่นมือออกแรงเพียงเล็กน้อย ไม่ควรค่าให้เอ่ยถ้อยกล่าวถึง”


กู้หมิงปราดร่างเข้าขวางหน้าน้องสาว ปั้นยิ้มเสแสร้งแกล้งถาม “ไม่ทราบว่าคุณชายมาทำอะไรที่เขาชางหมั่งของพวกเราหรือ”


สายตาของหลิงเจวี๋ยเฉินไม่ละจากสาวน้อยผอมแห้งบอบบางผู้นี้เลย ราวกับว่าจะสลักภาพของนางฝังลึกลงไปในดวงตา “ผู้อาวุโสในบ้านข้าล้มป่วย ท่านหมอบอกว่าต้องใช้ผลวิญญาณหิมะมาเป็นตัวเสริมฤทธิ์ยา ข้าสืบหามานานถึงได้รู้ว่ามีอยู่แต่บนยอดเขาจิ่วฉง (เก้าทบ) ที่เขาชางหมั่งนี้เท่านั้น แต่เขาชางหมั่งกว้างใหญ่เหลือเกิน ข้าวนท่องมาห้าวัน ยังไม่รู้เลยว่ายอดเขาจิ่วฉงอยู่ตรงไหน ไม่ทราบว่าทั้งสองพอจะชี้ตำแหน่งได้หรือไม่”


ขณะพูด คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายกับมีเรื่องทุกข์ร้อนใจนับหมื่นพัน กู้เยี่ยค้นพบอย่างน่ายินดีว่า เวลาที่เขาไม่ยิ้ม ปากจะยู่เล็กน้อย ริมฝีปากล่างยิ่งดูอวบอิ่ม รูปปากช่างงามสมบูรณ์ ทั้งยังมีจะงอยปากหยดน้ำที่น่าเย้ายวนด้วย ประกอบกับดวงตาวาวใสบริสุทธิ์ประดุจลูกกวางน้อยด้วยแล้ว ช่างทำให้นางใจสั่นสะท้าน เกิดความคิดอยากรักใคร่ทะนุถนอมเหลือเกิน... ‘ใบหน้าแรกรัก’ นี่คือใบหน้าซึ่งแรกเห็นก็ตกหลุมรักอย่างที่นางชื่นชอบเป็นที่สุด สีหน้าอาการของกู้เยี่ยเวลานี้เหมือนตกอยู่ในความลุ่มหลงงมงายรักไปเสียแล้ว


แม้แต่กู้หมิงยังรู้สึกเลยว่าบุรุษผู้นี้งดงามเกินไปจนไม่ได้ความ เขาชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยสีหน้าเข้มขรึม “ยอดเขาจิ่วฉงอยู่ตรงนั้น ท่านเดินออกจากหุบเขานี้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี เดินขึ้นไปตามทางนั้นก็จะถึง”


“ยอดเขาจิ่วฉงอยู่ส่วนลึกที่สุดของเขาชางหมั่ง ที่นั่นมีสัตว์ร้ายเดินกันขวักไขว่ คุณชายต้องระวังให้มากนะ” สิ่งที่ดีงามมักนำพาคนให้เสาะแสวงหา พี่ลี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนสักประโยค


หลิงเจวี๋ยเฉินหันไปมองนางและค้อมศีรษะให้น้อยๆ ก่อนจะหันกายมาพูดกับกู้เยี่ย “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าพาบริวารยอดฝีมือไปด้วยสองคน สัตว์ร้ายเหล่านั้นทำร้ายข้าไม่ได้หรอก ต่อไปเจ้าก็ระวังหน่อยนะ อย่าซนให้มากนัก...”


เขาพูดพลางยื่นนิ้วมาแตะปลายจมูกของกู้เยี่ย ท่าทางและน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความรักใคร่เอ็นดู


กู้หมิงเอาตัวเข้ามาขวาง แล้วชิงกล่าวก่อนที่น้องสาวจะเอ่ยตอบอะไรออกไป “คุณชาย ยอดเขาจิ่วฉงมองดูเหมือนใกล้ แต่เวลาเดินทางไปอย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาห้าถึงหกวันเลยทีเดียว พวกเราไม่ทำให้ท่านเสียเวลาตามหายาสำหรับผู้อาวุโสแล้ว น้องพี่ เจ้าชอบกินเมล็ดสนไม่ใช่หรือ พี่รู้จักที่ที่มีลูกสนชุกชุม จะพาเจ้าไปเก็บกัน”


กู้เยี่ยถูกพี่ชายลากเดินไปหลายก้าว แต่ไม่วายหันมองไปทางเงาร่างขาวกระจ่างดั่งหนึ่งเซียนเทพนั้น พลางโบกมือให้เขา... เฮ้อ บุรุษรูปงามเจริญตาเช่นนี้ เกรงว่าต่อไปจะไม่มีโอกาสได้พบพานกันอีกแล้ว ต้องมองให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้


“น้อง ผู้ชายนั้นไม่อาจมองเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก บุรุษรูปงามล้วนมากรักหลายใจ...” กู้หมิงเป็นกังวลแทนน้องสาว กลัวว่านางพบเจอคนรูปงามวันนี้แล้วจะตั้งเกณฑ์เลือกคู่ไว้สูงส่งเกินไปจนแต่งไม่ออก ถึงแม้เขาจะยินดีดูแลน้องสาวไปชั่วชีวิต แต่ก็เกรงว่านางจะทนรับคำติฉินนินทาของคนในหมู่บ้านไม่ไหว


“พี่ชาย ข้าเจ็บมือ...” กู้เยี่ยไม่อยากทนฟังพี่ชายพร่ำบ่น จึงยื่นมือน้อยๆ ที่เกิดแผลจากการถูกเถาวัลย์และกิ่งไม้แห้งบาดออกไปอย่างน่าสงสาร


กู้ลี่เอ๋อร์และกู้หมิงเห็นมือนางมีรอยแผลมากมาย ก็หน้าเสียเพราะรู้สึกเจ็บปวดแทน พี่ลี่พานางมาที่ข้างลำธาร ใช้น้ำแร่สะอาดจากธรรมชาติช่วยชำระล้างแผลให้ กู้หมิงเก็บหญ้าลิ้นงูแถวนั้นมาเคี้ยวให้แหลกโดยไม่สนใจว่าจะมีรสขมเพียงใด จากนั้นก็นำมาโปะบนมือน้องสาว


กู้เยี่ยมองมือทั้งสองข้างที่เปรอะเปื้อนน้ำลายของพี่ชายก็อยากจะร้องไห้ นางทำตัวเองแท้ๆ จะคิดหาวิธีมาหันเหความสนใจของพี่ชายก็ไม่รู้จักเลือกให้ดีๆ จำต้องให้เขามาช่วยจัดการบาดแผลของตัวเองด้วย? เดี๋ยวพอกลับถึงบ้าน นางต้องรีบเข้าห้วงมิติแล้วใช้ ‘น้ำยาฆ่าเชื้อ’ ล้างมือสักหลายๆรอบ!


หลิงเจวี๋ยเฉินมองดูเงาร่างน้อยๆจากด้านหลังอยู่นานสองนาน กระทั่งนางเดินลับไปแล้วก็ยังอาลัยอาวรณ์ไม่ละสายตา แต่แล้วจู่ๆ เขาก็เก็บสีหน้าท่าทีอ่อนโยนทั้งหมด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ใบหน้าหล่อเหลางดงามราวกับฉาบทาด้วยน้ำค้างแข็ง ความอบอุ่นอ่อนโยนประดุจแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิที่มอบชีวิตให้กับดอกไม้ใบหญ้า กลับกลายเป็นความเย็นชาคล้ายกับแผ่นดินถูกน้ำแข็งหิมะแผ่คลุมไปทั่ว ยะเยือกหนาวจนทำให้ผู้คนต้องหลีกห่างสามเซ่อ...


“ท่านแม่ทัพ สืบข่าวได้ความแล้วขอรับ ยอดเขาจิ่วฉงอยู่ที่...” ผู้มาคือซุนโย่ว ขุนพลฝีมือดีที่สุดของหลิงเจวี๋ยเฉิน และเป็นแขนซ้ายขวาที่เขาไว้ใจ


“อืม ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้ตระเตรียมทางครึ่งวัน ก่อนวันพรุ่งนี้จะต้องไปยอดเขาจิ่วฉง” วาจาที่พ่นกล่าวออกมา ราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งพวยพุ่ง เฉียบขาดเยือกเย็น ทั้งยังไม่ยอมให้ขัดแทรก


“ขอรับ!” แม้จะเป็นซุนโย่วซึ่งติดตามรับใช้ข้างกายเขามาสิบปี บางครั้งบางทีก็นึกครั่นคร้ามหวั่นเกรงขึ้นมาเช่นกัน


หลิงเจวี๋ยเฉิน ท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่ซึ่งอายุน้อยที่สุดในกองทัพแห่งแคว้นเหยียน เทพแห่งค่ายพลที่ทำให้เหล่าศัตรูขวัญหายเพียงแค่ได้ยินเสียงลม อายุเพียงสิบแปดปีก็ใช้ความดีความชอบใหญ่หลวงสืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋องแม่ทัพใหญ่อย่างเกรียงไกร เขาผู้นี้คือตำนานที่ไม่อาจมีใครก้าวข้ามแห่งแคว้นเหยียน


“อิ่นเม่ย!” เวลานี้ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเป็นเส้นตรง เกิดรอยร่องมุมปากจางๆ เป็นเครื่องประกาศชัดถึงนิสัยเคร่งขรึมไว้ตัว ไม่ได้พูดเล่นหัวด้วยง่ายๆของเขา


“ข้าน้อยอยู่นี่!” เงาร่างสีดำสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาทันใด ราวกับเป็นปีศาจมาร


“ไปสืบประวัติแม่นางน้อยผู้นั้นมา” พูดถึงสาวน้อยผู้นั้น ดวงตาเย็นชาของหลิงเจวี๋ยเฉินก็คล้ายปลดผนึกออกทันที แผ่ความอบอุ่นอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน


“ขอรับ เจ้าตำหนัก!” อิ่นเม่ยมารเร้นหนึ่งในองครักษ์ลับแห่งตำหนักเร้นวิญญาณประสานหมัดค้อมกาย ครั้นแล้วเงาร่างสีดำก็วับหาย กลืนไปกับป่าอันมืดทะมึนอย่างรวดเร็ว เหมือนกับครั้งที่เขาปรากฏกายขึ้นมานั้นเอง


1. ดอกอิง หรืออิงฮวา หมายถึงดอกซากุระ


2. หลีกห่างสามเซ่อ เป็นสำนวนจีน หมายถึงหลบให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ มาจากการเดินทัพในสมัยโบราณ ทหารจะพักค้างแรมทุก1เซ่อ คือระยะทาง30หลี่หรือประมาณ15กิโลเมตร


บทที่ 8: บุปผาประหลาดมีอยู่ทุกที่


กู้เยี่ยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังถูกสะกดรอยตาม ยามนี้นางกำลังเก็บลูกสน พลางถูกพี่ชาย ‘ซักไซ้’ เหตุผลที่ปีนขึ้นไปบนหน้าผา เมื่อถูกเขากวนใจจนหมดหนทาง นางจึงหยิบเห็ดหลิงจือดำออกมาจากอกเสื้อเก่าๆ กำชับเสียงเบาว่า “ชู่ว...อย่าให้หลิวซื่อรู้เด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นจะไม่เหลือถึงพวกเราแน่”


กู้หมิงมองไปรอบๆ แล้วจึงเร่งให้นางรีบเก็บเห็ดหลิงจือดำไป “เจ้าเก็บไว้ให้ดีๆไว้รอเถ้าแก่เฉียนมารับซื้อของป่า ค่อยแอบไปขายให้เขา ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรงดี ถึงเวลานั้นอาจต้องแลกข้าวแลกแป้งสาลีมาเก็บไว้ในอุโมงค์ลับ ไว้ให้เจ้ากินได้นานๆ”


จังหวะที่กู้เยี่ยซุกเห็ดหลิงจือดำกลับเข้าอกเสื้อ นางได้ย้ายไปเก็บไว้ในห้วงมิติเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นเอง สายตานางก็สะกดนิ่ง กระตุกแขนเสื้อพี่ชายเบาๆ พลางชี้ไปที่พุ่มไม้ด้านหนึ่ง


“ไก่ป่า?” กู้หมิงเผยสีหน้ายินดีขึ้นมาแวบหนึ่ง เขาสงบลมหายใจเพ่งสมาธิ ค่อยๆก้าวย่างเข้าไปใกล้พุ่มไม้นั้น ใกล้เข้าไป ใกล้เข้าไปอีก! อีกห้าก้าว สี่ก้าว สามก้าว... จังหวะที่เขาพุ่งตัวไปโดยไว เจ้าไก่ป่าตัวนั้นก็กระพือปีกพั่บๆ ส่งเสียงร้องแตกตื่น มุดหนีออกไป


ลูกสนในมือกู้เยี่ยพุ่งไปฉับไวประหนึ่งลูกกระสุน ยิงเข้าใส่ปีกของไก่ป่าที่เพิ่งจะทะยานบินขึ้นฟ้าอย่างแม่นยำ ไก่ป่าร่วงตกลงพื้นโดยแรง ชั่วจังหวะนี้เองกู้หมิงก็โผเข้าไปถึงตัวพอดี เขาตะครุบเจ้าไก่ป่าที่ยังคงดิ้นรนไว้ได้อย่างแม่นมั่น


“จับได้แล้ว! จับได้แล้ว! พี่ชายเก่งกาจจริงๆ!” กู้เยี่ยเห็นท่าทางตื่นเต้นยินดีของหนุ่มน้อย ในดวงตาคู่นั้นของเขายังฉายแววรอคอยคำชมเสียด้วย นางจึงร้องชมเขาอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว


เหล่าสมัครพรรคพวกที่แยกไปเก็บลูกสนก่อนแล้ว ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ก็รีบมาล้อมวงมุงดู เห็นในมือกู้หมิงจับไก่ป่าซึ่งดิ้นจนหมดแรงก็พากันชื่นชม


หลี่เฮ่าหลานชายคนโตวัยสิบสามปีของผู้ใหญ่บ้านอุทานด้วยความดีใจ “กู้หมิง มีเจ้ามาด้วยนี่ดีจริง! จับไก่ป่ามือเปล่าได้ด้วย เจ้าเก่งกาจยิ่งกว่าลูกชายของนายพรานจางเสียอีก!”


“ถึงขั้นนั้นที่ไหนเล่า ไก่ป่าตัวนี้ค่อนข้างโง่เง่า บินยังบินไม่ดี จึงตกลงมาให้ข้าจับได้ง่ายๆต่างหาก” กู้หมิงปากก็พูดถ่อมตัว แต่น้ำเสียงท่าทางบ่งชัดถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในตอนนี้


“ดูสิ ปีกของมันมีรอยเลือด ที่แท้ก็บาดเจ็บมาอยู่แล้ว มิน่าถึงถูกกู้หมิงจับได้ง่ายดาย” หลี่ซิ่วเหนียงญาติผู้น้องของหลี่เฮ่าตาดี เห็นบาดแผลเล็กๆนั้นพอดี


กู้หมิงคิดจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับถูกเสียงแหบแห้งขาดห้วงเหมือนเสียงไก่ตัวผู้กำลังถูกบีบคอร้องขัดขึ้นเสียก่อน


“ไก่ป่าตัวนี้ ข้าเป็นคนทำให้บาดเจ็บเอง รีบส่งคืนมาให้ข้าเสียดีๆ”


กลุ่มเด็กๆหันไปตามเสียง ครั้นแล้วก็ขมวดคิ้วตามๆกัน เป็นภรรยาบ้านอู๋ตังกุยนี่เอง คนผู้นี้ทั้งละโมบทั้งขี้เหนียว มักเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เป็นประจำ คนในหมู่บ้านล้วนเดือดร้อนเพราะนางมาถ้วนหน้าแล้ว มีไม่กี่คนที่อยากจะสนใจนาง


อาอิงนับว่ามีศักดิ์สูงกว่าใครในกลุ่ม ยืนขึ้นซักถาม “เจ้าบอกว่าไก่ป่าตัวนี้ เจ้าเป็นคนทำให้บาดเจ็บ มีคนเห็นหรือไม่ มีหลักฐานหรือเปล่า”


“ข้าบอกว่าข้าเป็นคนทำก็คือข้าทำ จะหาหลักฐานอะไร ข้าเป็นผู้ใหญ่นะ จะโกหกเด็กๆอย่างพวกเจ้าไปทำไมกัน” อู๋ต้าเหนียงเบ้ปากเหยียด ก่อนจะสาวเท้าพาร่างผอมบางปรี่มาหากู้หมิง มือว่องไวคิดจะฉวยแย่งของในมือเขาไป


“เรื่องที่ท่านหลอกลวงผู้อื่นมีน้อยเสียที่ไหน” ด้วยฐานะหลานชายผู้ใหญ่บ้าน หลี่เฮ่าย่อมไม่เกรงกลัวผู้หญิงที่เป็นคนนอก หากไม่เพราะท่านลุงห้าสกุลอู๋รู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ลำพังนิสัยลักเล็กขโมยน้อยของอู๋ต้าเหนียงคงถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านชิงซานไปนานแล้ว


อู๋ต้าเหนียงเบิกดวงตาที่หลุกหลิกลอกแลกดุจดวงตามุสิกขึ้น ย้อนถามไปว่า “ถ้าไม่ใช่ข้าเป็นคนทำ แล้วบนตัวไก่ป่าจะมีแผลมาจากไหน ถ้าหากเจ้าไก่นี่ไม่ได้บาดเจ็บมาก่อน ท่าทางเก้ๆกังๆอย่างเจ้าจะไปมีปัญญาจับได้รึ สัตว์ป่าในป่านี้แต่ไหนแต่ไรมาก็ถือว่าใครล่าได้ก็เป็นของคนนั้น ไก่ป่าตัวนี้ข้าเป็นคนทำให้บาดเจ็บ ก็ย่อมต้องคืนให้ข้า!”


“ช้าก่อน! ท่านบอกว่าท่านเป็นคนทำไก่ป่าตัวนี้บาดเจ็บ? ท่านใช้วิธีอะไรหรือ” จู่ๆ กู้เยี่ยก็ถามขึ้น


อู๋ต้าเหนียงไม่ทันตั้งตัว พูดจาอึกๆอักๆ “ข้า...ข้าใช้...ไม้พลองตี...ใช่แล้ว! ใช้ไม้พลองในมือข้านี่แหละ ตีตรงปีกมันหัก มันก็เลยบินไม่ขึ้นไง!”


กู้เยี่ยเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากใช้ไม้พลองตี เช่นนั้นแผลก็น่าจะเป็นแนวยาวสิ แต่รอยแผลของไก่ป่าในมือพี่ชายเป็นรูปกลมๆนี่นา”


“อ๊ะ? เอ่อ... ข้าจำผิดน่ะ ข้าใช้ก้อนหินทุบมัน ใช่แล้ว! เอาก้อนหินทุบมัน!” อู๋ต้าเหนียงรีบเปลี่ยนคำพูด ดวงตามุสิกจ้องตอบกู้เยี่ยอย่างดุดัน... นางเด็กบ้าผู้นี้ปกติไม่กล้าแม้แต่จะสบตามองใครตรงๆ วันนี้ทำไมจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้


กู้หมิงเดินขึ้นไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง บังขวางสายตาคุกคามที่อู๋ต้าเหนียงทำใส่น้องสาว พลางแค่นเสียงหึ “ดี เช่นนั้นท่านเล่าหน่อยเถิดว่าใช้ก้อนหินลักษณะอย่างไร หยิบหินจากแถวไหน ขนาดเท่าไร...”


“นี่...” อู๋ต้าเหนียงเผชิญหน้ากับคำถามไล่ต้อนของกู้หมิง ก็ไม่รู้จะรับมืออย่างไร พลันทำหน้าขึงขัง โวยวายไม่สนเหตุผล “เจ้าเด็กบ้า จะถามอะไรมากมาย รีบเอาไก่นั่นมา!”


ช่างเป็นคนหน้าไม่อายโดยแท้ ช่างไร้เทียมทานเหลือเกิน หญิงผู้นี้ยื่นมือเข้ามาแย่งของเอาดื้อๆ!


หลี่เฮ่าและต้าซวงกับเสี่ยวซวงบุตรชายของท่านอาเก้าปราดเข้ามาขวางหน้านางไว้ หลี่ซิ่วเหนียงวิ่งออกไปที่หนึ่งไกลๆ ระหว่างวิ่งก็ร้องตะโกนไปด้วย “ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่! อู๋ต้าเหนียงแย่งของพวกเรา...”


ครั้งก่อน ตอนที่อู๋ต้าเหนียงหยิบยืมของแล้วไม่ยอมคืนก็เคยถูกผู้ใหญ่บ้านตักเตือนแล้ว ถ้าหากแย่งของพวกเด็กๆ จนกลายเป็นเรื่องขึ้นมาอีกละก็ ไม่รู้ว่าครพวกนั้นจะลงโทษบ้านนางอย่างไรบ้าง


ตอนอยู่นอกเขา สามีของนางเคยรักษาคนไข้ตาย จำต้องระเห็จมาซ่อนตัวอยู่ในบ้านป่ากันดารเช่นนี้... ถ้าหากถูกขับไล่ออกไปอีก ก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว และจะถูกแจ้งทางการให้มาจับไปหรือไม่


พอคิดถึงตรงนี้ อู๋ต้าเหนียงก็ถ่มน้ำลายอย่างไม่พอใจ รีบหิ้วตะกร้าสมุนไพรจากไปโดยไว


เมื่อ ‘ไล่’ หญิงน่ารังเกียจไปได้แล้ว พวกเด็กๆก็โห่ร้องยินดีออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย กู้เยี่ยเสนอขึ้นว่า “พี่ลี่ ท่านไปหยิบหม้อดินเผากับเกลือที่บ้านมาเถอะ พวกเรากินอาหารนอกบ้านกันสักมื้อดีหรือไม่”


กู้เสี่ยวซวงซึ่งอายุน้อยที่สุดตาเป็นประกาย หลี่ซิ่วเหนียงก็กลืนน้ำลาย ส่วนอาอิงกลับส่ายหน้า “เยี่ยเอ๋อร์ ร่างกายเจ้าอ่อนแอต้องบำรุงรักษา ไก่ป่าตัวนี้หิ้วกลับบ้านไปตุ๋นน้ำแกง จะช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีที่สุด”


พี่ลี่กับหลี่เฮ่าพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น


“พี่ลี่ ที่บ้านข้า คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ท่านรู้ดีไม่ใช่หรือ ท่านคิดว่าถ้าหิ้วกลับบ้านแล้ว ข้ากับพี่ชายจะได้กินสักกี่คำกัน ถึงเวลานั้นไม่เท่ากับยกผลประโยชน์ให้พวกนางแม่ลูกหรือ”


เรื่องที่กู้เยี่ยถูกทารุณ ในหมู่บ้านมีน้อยคนที่จะไม่รู้ พอได้ยินกู้เยี่ยพูดเช่นนั้น พวกเด็กๆจึงไม่พูดอะไรอีก จะว่าไป สำหรับเด็กๆในหมู่บ้านกลางป่าเขาที่ปีๆหนึ่งได้กินเนื้อสัตว์ดีๆแค่ไม่กี่ครั้ง น้ำแกงไก่ตุ๋นก็ช่างยั่วน้ำลายเหลือเกิน


พวกเด็กๆขยับเข้ามาสุมหัวกระซิบกระซาบกัน ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าไม่อาจกินน้ำแกงไก่ของสองพี่น้องเปล่าๆได้ ครั้นแล้วพวกเขาก็วิ่งกลับบ้าน บ้างก็หยิบมันเทศมันฝรั่ง บ้างก็บดแป้งมาครึ่งชาม บ้างก็หยิบไข่ไก่มาฟองหนึ่ง... เมื่อพี่ลี่นำหม้อดินเผาที่ใช้ตุ๋นน้ำแกงมา บนพื้นก็มีของสำหรับทำอาหารวางอยู่เป็นกองเล็กๆแล้ว


ขณะที่อาอิงกำลังจัดการกับไก่ป่า เด็กคนอื่นๆก็ถูกกู้เยี่ยชี้ให้ไปเก็บเห็ด ส่วนนางอ้างว่าไปขุดผักป่า แอบเข้าไปเก็บโสมตังกุยและโสมตั่งเซินขนาดเท่านิ้วมือมาจากห้วงมิติ น้ำแกงไก่ตุ๋นจะขาดสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายเหล่านี้ได้อย่างไรกัน


เพียงไม่นาน น้ำแกงไก่ป่าใส่เห็ดก็เดือดปุดๆส่งกลิ่นหอม อาอิงตักให้กู้หมิงและกู้เยี่ยก่อน โดยแบ่งส่วนน่องให้คนละน่อง เนื้อไก่ส่วนที่เหลือ พวกเด็กๆก็แบ่งกันเอง น้ำแกงไก่ตุ๋นรสชาติเข้มข้นหอมกรุ่น ทำให้ทุกคนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองตามลงไปด้วย


เมื่อกินเนื้อไก่กับเห็ดหมดแล้ว ก็คลุกแป้งก้อนใส่ลงไปในน้ำแกง แล้วต่อยไข่ไก่ใส่ตาม จากนั้นก็เติมผักที่ทุกคนช่วยกันเก็บกลับมา ได้เป็นน้ำแกงแป้งก้อนอีกหนึ่งอย่าง แล้วก็เขี่ยหัวมันที่ซุกเผาอยู่ใต้ฟืนด้านล่างออกมา... เด็กๆแปดคนกินกันจนพุงกาง แม้แต่คืนฉลองข้ามปีก็ยังไม่ได้กินอิ่มหนำสำราญเช่นนี้มาก่อนเลย


1. ต้าเหนียง เป็นคำเรียกหญิงมีอายุในเชิงยกย่อง ภาษาถิ่นทางเหนือใช้เรียกป้าซึ่งเป็นภรรยาของลุงโดยเฉพาะ และในสมัยโบราณยังเป็นคำที่ลูกของภรรยาน้อยใช้เรียกภรรยาหลวงของบิดา คล้ายกับคำว่า ‘แม่ใหญ่’ ได้อีกด้วย


2. ตั่งเซิน หรือตังเซียม เป็นส่วนรากของต้น Codonopsis pilosula มีสรรพคุณบำรุงม้ามและกระเพาะอาหารคล้ายโสมคน แต่หาง่ายกว่า จึงมักนำมาใช้แทนกัน


บทที่ 9: ไม่เคยสงบเงียบ


พี่ลี่รู้นิสัยของหลิวซื่อดี จึงเอ่ยเตือนเด็กๆให้ปิดปากให้สนิท เพราะหากหลิวซื่อรู้ว่านางและลูกๆไม่ได้กินไก่ป่าของสองพี่น้อง อาจพาลหาเรื่องตีทั้งสองได้ เด็กทั้งกลุ่มพยักหน้าแข็งขัน พากันรับปากอย่างเต็มใจ


ทว่า อู๋ต้าเหนียงผู้ไม่อาจแย่งชิงไก่ป่าไปได้ ในใจคับแค้นอย่างยิ่ง จึงแล่นนำเรื่องที่กู้หมิงจับไก่ป่าได้ไปใส่ไข่เติมเชื้อเล่าให้หลิวซื่อฟัง


เมื่อสองพี่น้องกลับถึงบ้าน หลิวซื่อต้มน้ำไว้รอเตรียมราดไก่ถอนขนแล้ว เมื่อเห็นว่าในมือของสองพี่น้องว่างเปล่า แต่ท้องยื่นเด่นหรา มิหนำซ้ำกู้หมิงยังเผลอเรอออกมา หลิวซื่อมีหรือจะไม่รู้ ไฟโทสะพลุ่งสามจั้ง นางฉวยหยิบไม้กวาดฟาดมาทางสองพี่น้องที่พากันเบี่ยงศีรษะหลบป้องปิดใบหน้า


กู้หมิงปกป้องน้องสาว ทั้งไหล่ทั้งหลังจึงถูกตีหลายที ตรงคอก็ถูกตอกไม้กวาดขูดข่วนเป็นรอยเลือดซิบ แต่เขาไม่สนใจความเจ็บปวด กลับร้องบอกน้องสาวว่า “น้อง รีบหนีไป ไปเร็วเข้า!”


ต้าจ้วงดักหน้ากู้เยี่ย แล้วคว้าแขนของนางไว้ มือหนึ่งก็มุ่งร้ายหยิกแขนนางหลายต่อหลายที


กู้เยี่ยเห็นกู้หมิงกุมหัวหลบหลีกหลิวซื่อที่กระหน่ำลงมาจนไม่อาจโงขึ้น นางจึงถองศอกเข้าที่จุดตั้นจงตรงกลางหน้าอกของต้าจ้วง ต้าจ้วงร้องโอดโอยล้มลงไปกองกับพื้น เขาควรจะดีใจที่ร่างกายนี้ของกู้เยี่ยมีเรี่ยวแรงไม่มากนัก ไม่เช่นนั้นคงเอาชีวิตเขาไปแล้ว ทว่า เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาเจ็บปวดไปพักใหญ่


กู้เยี่ยเอาตัวเข้าชนหลิวซื่อราวกับตนเป็นกระสุนปืนใหญ่ หลิวซื่อไม่ทันตั้งตัว จึงเซไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมายืนมั่นคงได้อย่างรวดเร็ว นางโบกไม้กวาดในมือฟาดใส่กู้เยี่ย


เด็กหญิงก้มตัวหลบว่องไว จากนั้นรีบฉุดกู้หมิงซึ่งบนหัวปรากฏรอยปูดบวมลูกหนึ่งแล้วให้ลุกขึ้น แล้วพากันวิ่งออกไปนอกประตู ฝ่ายหลิวซื่อย้ายร่างอวบอ้วนวิ่งตามไปอย่างว่องไวเช่นกัน


ในมือกู้เยี่ยพลันปรากฏถั่วเจินจื่อหนึ่งเมล็ด นางใช้นิ้วกลางดีดออกไปถูกตาตุ่มของหลิวซื่อพอดี หลิวซื่อรู้สึกเจ็บแปลบตรงข้อเท้ากะทันหัน เดินกะโผลกกะเผลกได้นิดหนึ่งก็ล้มลงกับพื้น ร่างของนางไถลไปด้านหน้าระยะหนึ่ง จมูกไถไปจนผิวถลอก บนหน้าผากมีรอยช้ำเป็นปื้นใหญ่


กู้หมิงไม่สนใจความบาดเจ็บบนร่างกาย เมื่อเห็นหลิวซื่อล้มคะมำไม่เป็นท่า ก็อดชี้หน้าหัวเราะร่าใส่นางไม่ได้


หลิวซื่อตะเกียกตะกายอยู่หลายครั้งกว่าจะลุกขึ้นนั่งได้ นางเจ็บปวดจนกัดฟันเบ้หน้าเหยเก ประหนึ่งเอ็นข้อเท้าขาด จะไปมีแรงไล่ตีสองพี่น้องอีกได้อย่างไร เพียงแต่ปากของนางไม่เคยหยุดพัก หลิวซื่อชี้หน้าด่ากู้หมิงและกู้เยี่ยยกใหญ่ สารพันคำหยาบคายพ่นพร่ำไม่จบสิ้น


หลักประพฤติของกู้เยี่ยทั้งสองชาติภพ หากพบหน้ากันครั้งแรกก็ด่าทอกันละก็ ย่อมต้องโดนลูกไม้เล่นงานสักหน่อย เมื่อถ้อยคำระคายหูพรั่งพรูราวกับผึ้งกรูเกรียวมาทั้งรังเช่นนี้ กู้เยี่ยจึงเริ่มเดือดปุดๆในใจแล้ว


“หลิวซื่อ ท่านยังหกล้มไม่พอหรือ” กู้เยี่ยจ้องหญิงอ้วนผู้นั้นด้วยสายตานิ่งขรึม ใบหน้าผอมเล็กคล้ายกับเคลือบด้วยน้ำค้างแข็ง


หลิวซื่อนั่งอยู่กับพื้น กอดกุมข้อเท้าของตัวเอง ดวงตาตี่รูปสามเหลี่ยมเบิกจนโตกว้าง ส่งเสียงด่าว่าไม่ลดรา “นางเด็กบ้า เจ้าเองรึที่แกล้งข้า”


“ผิดแล้ว นั่นเป็นกรรมสนองท่านต่างหาก กรรมที่ท่านตีพี่ชายข้า!” แววตาของกู้เยี่ยมองหลิวซื่ออย่างไม่พอใจ ท่าทางเหยียดหยันกดข่ม ราวกับเป็นราชันผู้กุมชัยชนะ


หลิวซื่อนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็เปิดปากด่าทอต่อ “กรรมบ้ากรรมบออะไร นางเด็กไร้ประโยชน์ เล่นแผลงๆ หลอกเป็นผีที่นี่ให้มันน้อยๆหน่อย เจ้ารอก่อนเถอะ แม่ยังมีเวลาจัดการเจ้าอีกเยอะ! เจ้าลูกไร้ระโยชน์ เจ้าเด็กขี้ขโมย พวกเจ้าทำกับผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ ตายไปต้องตกนรกสิบแปดชั้น ไม่ได้ผุดได้เกิดแน่”


“ถ้าต้องตกนรก ท่านก็คงตกไปก่อนแล้วล่ะ” กู้เยี่ยตอบเสียงเย็นชา “เหนือศีรษะสามฉื่อมีเทพยดา ท่านทารุณพวกเราสองพี่น้อง ลงไม้ลงมือด่าทอต่อว่า แม้แต่เทพบนฟ้าก็ยังทนดูไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเจ็บข้อเท้าทั้งๆที่ไม่มีใครขัดแข้งขัดขาได้อย่างไร นั่นต้องเพราะมีเทพลงโทษท่านแน่ๆ”


“เหลวไหล! ลงโทษกับผีอะไร ก็คงเป็นผีที่เด็กบ้าอย่างเจ้าเรียกมาก่อกวนนั่นแหละ” หลิวซื่อเองก็นึกเกรงกลัวผีสางเทวดาที่คนโบราณเล่าขานมาอยู่บ้าง ไฟโทสะในใจจึงราลงไปหลายส่วน


“อ้อ... ท่านลบหลู่เทพยดา ท่านว่า ทวยเทพจะลงโทษท่านอย่างไรล่ะ จะดึงลิ้นท่านออกมาหรือเปล่า หลิวซื่อ คืนนี้ท่านต้องระวังหน่อยนะ พรุ่งนี้อาจตื่นมาไม่เจอลิ้นของตัวเองก็เป็นได้” กู้เยี่ยกลอกตาไปมา ตั้งใจแล้วว่าครั้งนี้ต้องสั่งสอนหลิวซื่อให้รู้สำนักเสียบ้าง


อิ่นเม่ยผู้รับภารกิจให้ตามสืบฐานะตัวตนของกู้เยี่ย เวลานี้กลับมาถึงหุบเขานั้นแล้ว เจ้านายของเขา... เจ้าตำหนักเร้นวิญญาณผู้สูงส่งไร้ที่เปรียบกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้แห้งเฉาที่หักลงมาบางส่วนต้นนั้น สายตาทอดมองนิ่งค้าง ใบหน้าประดับรอยยิ้มลุ่มหลงอย่างใจลอย...


เอ่อ เจ้าตำหนักยิ้มได้? เห็นภาพหลอนแล้ว! หรือว่าจะถูกเจ้าป่าเจ้าเขาสิงร่าง?


“พูด!”


ที่แท้ยังเป็นท่านเจ้าตำหนักนั่นเอง หวงแหนถ้อยคำแม้เพียงคำเดียว ทั้งยังเย็นชาประหนึ่งน้ำแข็ง! เมื่อครู่ตนคงตาฝาดไปเอง เห็นเจ้าตำหนักยืนยิ้มเหม่อไปเสียได้ กลับไปต้องให้ท่านหมอเทวดาช่วยตรวจตาให้แล้ว


อิ่นเม่ยค้อมศีรษะรายงานเรื่องที่ไปสืบมาว่า... กู้เยี่ยเอ๋อร์เป็นชาวหมู่บ้านชิงซาน อายุสิบเอ็ดปี มารดาแท้ๆเสียไปนานแล้ว บิดาไม่รักใคร่เอ็นดู มารดาเลี้ยงรังแกทารุณ หลายวันก่อนช่วงเก็บเกี่ยวถูกทิ้งไว้กลางเขา เกือบโดนสุนัขป่ากิน พี่ชายฝาแฝดดีต่อนางมาก


เอ๊ะ? นี่เพิ่งจะเดือนเก้า เหตุใดลมหนาวจึงพัดมาเร็วนัก ราวกับเป็นลางบอกถึงพายุหิมะที่กำลังจะมาเยือน


อิ่นเม่ยสัมผัสฉับไว แอบเหลือบตา.มอง สีหน้าของเจ้าตำหนักจวนเจียนเดือดปะทุ และคลับคล้ายว่าแฝงเร้นด้วยความเจ็บปวดอยู่หลายส่วน วันนี้ท่านเจ้าตำหนักเป็นอะไร ตั้งแต่พบกับแม่นางน้อยสกุลกู้ผู้นั้นก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มีอารมณ์ความรู้สึก ทั้งยังเผยออกมาให้เห็น... ดูเหมือนกับคนจริงๆแล้ว เมื่อก่อนนี้ท่านเจ้าตำหนักก็คือภูเขาน้ำแข็งที่เดินได้ดีๆนี่เอง เพียงแค่ปรายตามองแวบหนึ่งก็ทำให้คนแข็งตายได้


อิ่นเม่ยสงบจิตใจกล่าวต่อไป ขณะเล่าถึงเหตุการณ์ที่หลิวซื่อไล่ตีสองพี่น้องจนตนเองล้มลงกับพื้น ไออำมหิตบนร่างเจ้าตำหนักก็ลดน้อยลงไปหลายส่วน อิ่นเม่ยคาดเดาความคิดของผู้เป็นนาย แล้วลองสอบถามว่า “ท่านเจ้าตำหนักต้องการให้ข้าน้อยไปจัดการหญิงร้ายกาจผู้นั้นหรือไม่ขอรับ”


ในห้วงความคิดของหลิงเจวี๋ยเฉินยามนี้ปรากฏภาพสาวน้อยใช้ ‘วิชาเทพดีดดัชนี’ ที่เขาสอนลงโทษมารดาเลี้ยงผู้นั้น สาวน้อยผู้นี้ยังขี้โมโหไม่เก็บอารมณ์ไม่เปลี่ยน ไม่รู้ว่าห้วงมิติปทุมแดงได้ติดตามนางมาด้วยหรือไม่ เพียงแต่ ต่อให้ไม่มีห้วงมิติ ลำพังวิชาปรุงยาที่เลิศล้ำของนาง หลิวซื่อก็ไม่อาจต่อกรกับนางได้อยู่แล้ว


“ไม่ต้อง” หลิงเจวี๋ยเฉินตัดสินใจแล้วว่าคืนนี้เขาจะไปด้วยตัวเอง ได้ยืนอยู่ในเรือนที่มีลมหายใจของนาง ฟังเสียงหายใจแผ่วเบาในยามที่นางหลับใหล ได้มองใบหน้าในยามหลับฝันนั้น...


เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น หลิวซื่อมองยำผักป่าและน้ำแกงเห็ดบนโต๊ะ ไม่มีอาหารผัดน้ำมันเลยสักจาน ก็คิดถึงไก่ป่าอ้วนพีหนักสี่ห้าชั่งที่อู๋ต้าเหนียงเล่าให้ฟังตัวนั้นขึ้นมา ความโกรธก็พลุ่งขึ้นอีกครั้ง ทว่าข้อเท้าของนางเจ็บปวดรุนแรง จนยกไม้ยกมือไม่ไหว แต่ปากก็ด่าว่าไม่หยุดหย่อน ขาดก็แต่ยังไม่ได้ลามไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของกู้เยี่ยก็เท่านั้น กู้เฉียวทนฟังต่อไปไม่ไหว ต้องเอ็ดนางจึงหยุดลงได้


หลิวซื่อผู้คับแค้นแน่นอก ตกกลางคืนก็นอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ


คืนนี้แสงจันทร์กระจ่างดุจน้ำชะ หลิงเจวี๋ยเฉินยืนอยู่ในเงามืดของมุมหนึ่งในลานสวนของบ้านเล็กๆแสนธรรมดานี้ เขามองเห็นเงาร่างผอมเล็กนั้นย่องออกมาจากห้องช้าๆ หลังจากพี่ชายหลับลงแล้ว


ทันใดนั้น นางหยุดฝีเท้าอย่างระแวงระวัง กวาดสายตาขวับไปทั่วลานสวนรอบหนึ่ง


หลิงเจวี๋ยเฉินนึกขำในใจ สาวน้อยผู้นี้ ยังระมัดระวังตัวสูงเช่นเดิม เพียงแต่ ความสามารถของแม่สาวน้อยแทบทั้งหมดเป็นวิชาที่เขาแนะนำสั่งสอนไม่ว่าจะอย่างโจ่งแจ้งหรืออย่างลับๆแท้ๆ เหตุใดนางถึงจับสังเกตการมีอยู่ของเขาได้ด้วยเล่า


1. ตั้นจง คือจุดชีพจรตรงกึ่งกลางหัวนมทั้งสองข้าง


2. ชาวจีนมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับนรกภูมิที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือเชื่อว่านรกมี18ชั้น โดยคำว่าชั้นนั้นไม่ได้หมายถึงการแบ่งแยกสถานที่ออกเป็นชั้นๆ แต่หมายถึงชั้นของโทษทัณฑ์ที่แบ่งตามระยะเวลา ระดับความทุกข์ทรมาน และขนาดของที่คุมขัง


3. เหนือศีรษะสามฉื่อมีเทพยดา เป็นสำนวนสะท้อนความเชื่อเรื่องเทพสวรรค์คอยเฝ้าดูการกระทำของมนุษย์อยู่ไม่ไกล หากทำความดีเทวดาย่อมคุ้มครอง แต่ถ้าทำความชั่ว สวรรค์เบื้องบนก็จะลงโทษ โดยคำว่าฉื่อ (เชียะ) หรือฟุตจีน เป็นหน่วยวัดความยาว1ฉื่อเท่ากับ10ชุ่น หรือประมาณ33.33เซนติเมตร


บทที่ 10: เจ้าตัวฉลาดเป็นกรด


กู้เยี่ยเกาหัวอย่างหงุดหงิดใจเล็กน้อย... หรือว่าตนประสาทฉับไวเกินไป? ทำไมตอนก้าวออกจากห้องถึงได้รู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องมองอยู่ แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเงาของใคร แปลกเหลือเกิน!


สิ่งที่ทำให้กู้เยี่ยรู้สึกยินดีก็คือ สัมผัสทั้งห้าของร่างนี้ไวกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน หรือกระทั่งการรับรู้รส ก็ล้วนดีกว่าคนทั่วไปมาก แน่นอนว่า เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเช่นกัน เพราะอาหารบนโต๊ะในยามปกติเหล่านั้นแย่ยิ่งกว่าอาหารหมูเสียอีก ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างคนเดิมทนมาได้อย่างไร


หลิงเจวี๋ยเฉินซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แม้ว่าจะสวมอาภรณ์สีขาว แต่ดูเหมือนว่าร่างของเขาจะกลืนไปกับสิ่งรอบข้าง ต่อให้เป็นยอดฝีมือเลิศล้ำก็ไม่อาจตรวจพบร่องรอยของเขาได้ เขาจดจ้องเงาร่างเล็กๆที่เดินไปใกล้เรือนกลางอย่างเบาไม้เบามือ นัยน์ตาของเขาไม่อยากกะพริบลงเลยสักครั้ง เพราะเกรงว่าจะพลาดการกระทำแม้เพียงเล็กน้อยของนาง


แม่สาวน้อยทำลับๆล่อๆไปยังหน้าต่างของเรือนกลาง มองซ้ายมองขวาก่อนจะเรียกยาพ่นอย่างหนึ่งออกมากลางฝ่ามือ


หลิงเจวี๋ยเฉินเลิกคิ้วขึ้น... ห้วงมิติของสาวน้อยติดตามมาด้วย แล้วเหตุใดถึงต้องทนทรมาทรกรรมอยู่แบบนี้เล่า


หากเขาเดาไม่ผิด สาวน้อยคงจะเพิ่งข้ามภพมาเมื่อวันที่ถูกทิ้งไว้กลางป่าเป็นแน่ ผ่านมาเกือบยี่สิบวันแล้ว ยังผ่ายผอมราวกับโครงกระดูกเช่นนี้... สาวน้อย เจ้าระวังตัวเกินไปแล้วกระมัง


ไม่ถูกสิ! เขาจำได้แล้วว่าในห้วงมิติของสาวน้อยผู้นี้เก็บอาหารไว้น้อยมาก เป็นเพราะนางไม่เชี่ยวชาญงานครัว อาหารที่ขนไป คงจะกินจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงหนึ่งเดือนกว่าที่ออกไปทำปฏิบัติภารกิจนั่นแล้ว เฮ้อ! หากไม่มีเขาคอยเฝ้ามอง เจ้าตัวบ้าปรุงยาผู้นี้ก็แทบไม่รู้จักดูแลตัวเองเอาเสียเลย ช่างทำให้คนเขาต้องคอยเป็นห่วงแท้ๆ


จะต้อง... ส่งข้าวส่งแป้งส่งเนื้อส่งผักมาให้นางสักหน่อยหรือไม่


ทว่า เขาเพิ่งพบหน้านางเพียงครั้งเดียว จะอาศัยฐานะอะไรส่งของมาให้นางเล่า


ทางด้านนี้ หลิงเจวี๋ยเฉินกำลังเค้นความคิดว่าจะบำรุงฟื้นฟูอาหารการกินให้สาวน้อยอย่างไร อีกด้านหนึ่ง กู้เยี่ยก็พ่น ‘ยาละอองหลับใหล’ เข้าไปในห้องนอนใหญ่ผ่านทางหน้าต่าง เมื่อมั่นใจแล้วว่าคนข้างในหลับสนิทดุจหมูตาย กู้เยี่ยจึงปลดดาลประตูออก แล้วเดินอาดๆเข้าไปด้านใน


“ตีคน ด่าคน ไม่ให้คนกินข้าว แล้วยังจิกใช้คนราวกับเป็นสาวใช้! ทนเจ้ามานานแล้ว ถ้าไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง ก็ไม่รู้ถึงความร้ายกาจของข้ากูไหน่ไนสินะ!” กู้เยี่ยตบแก้มอวบๆของหลิวซื่อฉาดหนึ่ง จนฝ่ามือตนเองก็แดงขึ้นมาเช่นกัน


“ด่าคนเก่งนักใช่ไหม ข้าจะเย็บปากเน่าๆนี้ของเจ้าซะ ดูซิว่าจะยังด่าใครได้อย่างไร” กู้เยี่ยหยิบเข็มขนาดใหญ่ออกมาเย็บปากหลิวซื่อเป็นรูปกากบาท ยาสลบแบบพ่นของนางมักใช้ตอนผ่าตัด ไม่มีผลข้างเคียงอันใด และให้ผลดียิ่งกว่ายาชา นางยุ่งง่วนอยู่กับปากของหลิวซื่อนานสองนานก็ไม่มีใครตื่นขึ้นมา


“ไม่ดี ไม่ดี โจ่งแจ้งสะดุดตาเกินไป” กู้เยี่ยรื้อฝีเข็มออกมาใหม่ ลดความรุนแรงลงเล็กน้อย ปากของหลิวซื่อเป็นแผลและบวมเจ่อดูราวกับกุนเชียง


“ไม่สู้... ถอดลิ้นนางออกมาเลยดีกว่า? เมื่อตอนกลางวันก็พูดอยู่ว่าอยากให้นางถูกจับถอดลิ้นไม่ใช่หรือ” แต่กู้เยี่ยก็เปลี่ยนความคิดตนเองอย่างรวดเร็ว “ต้องยื่นมือเข้าไปในปากเน่าๆ เหมือนบ่อขี้ของนางด้วย สกปรกเกินไป!”


หลิงเจวี๋ยเฉินได้ยินที่นางพูดพล่ามคนเดียว ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ สาวน้อยผู้นี้เวลาจดจ่ออยู่เรื่องใด มักติดนิสัยชอบพึมพำกับตัวเอง ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด


“หรือว่าจะใช้ ‘นกกาไร้เสียง’ ตำรับของข้า ให้นางเป็นใบ้ไปสักหนึ่งเดือน! เฮ้อ ข้านี่เมตตาปรานีเกินไปแล้ว” กู้เยี่ยส่ายศีรษะทอดถอนใจ พลางหยิบยาสีชมพูขวดหนึ่งออกมาเทใส่เข้าไปในปากของหลิวซื่อ


สาวน้อยผู้นี้ คิดค้นยาแต่ละทีล้วนใช้สีสันสดใสฉูดฉาด เมื่อครั้งแรกเริ่มไม่มีใครกล้าซื้อเลย แต่พอต่อมา หลังจากชื่อเสียงแพร่สะพัดขจรขจาย ยาขวดหนึ่งต่อให้มีทองเป็นหมื่นชั่งก็ยากจะซื้อหาได้ แม้แต่ยาที่ยังไม่สำเร็จหรือเศษขยะที่เกิดจากการหลอมปรุงยาของนางก็ยังมีคนบ้าคลั่งแย่งชิงกัน


หลิงเจวี๋ยเฉินหลบฉากออกจากบริเวณหน้าต่าง เมื่อกู้เยี่ยอ้าปากหาวหวอดใหญ่เดินสะลึมสะลือกลับไปนอนที่ห้องของตน ท่าทางเดินโงนเงนตาจะปิดของแม่สาวน้อย ทำให้หลิงเจวี๋ยเฉินเป็นห่วงว่านางจะสะดุดธรณีประตูล้มคะมำลงไป จังหวะที่เขารวบรวมความกล้าจะเผยตัวเข้าช่วย กู้เยี่ยก็คลำทางคลานขึ้นเตียงเตาไปอย่างปลอดภัย และเข้าสู่ห้วงฝันไปพบโจวกงต่อ


หลิงเจวี๋ยเฉินอยู่ด้านนอกหน้าต่าง มองใบหน้ายามหลับฝันของสาวน้อยผ่านช่องเล็กๆอย่างคนลุ่มหลงงมงาย หน้าตายามหลับใหลยังคงเป็นเช่นเดิม มีน้ำลายไหลออกมาด้วย แต่เขากลับทำเหมือนมองอย่างไรก็ไม่มีวันพอ สาวน้อยเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปี ยังเด็กเกินไป หากแอบพาตัวกลับไปเลี้ยงที่บ้านตอนนี้ จะถูกคนครหาว่าเป็นพวกลุ่มหลงเด็กหรือไม่


ไม่ได้! แม่สาวน้อยอารมณ์ฉุนเฉียว นางไม่มีทางยอมติดตามเขาไปอย่างว่าง่ายโดยไม่มีที่มาที่ไปแน่ ถึงแม้เขาจะบังคับพาตัวกลับไป แต่ด้วยยาแปลกประหลาดมหัศจรรย์เหล่านั้นของนาง ต่อให้ใช้กองทัพแคว้นเหยียนทั้งหมดก็อาจจะไม่สามารถกักกุมนางไว้ได้ ยิ่งถ้าทำให้นางหงุดหงิดโมโห เกิดนางมุดหายเข้าไปในห้วงมิติสามเดือนห้าเดือน ไม่โผล่ออกมาเลยจะทำอย่างไร


หลิงเจวี๋ยเฉินนึกแล้วก็เกิดความรู้สึกหมดกำลัง ไม่ว่าชาติก่อนหรือว่าภพนี้ เขาไม่มีหนทางนำตัวนางไปได้เลย


ทว่าปัจจุบัน การแก่งแย่งตำแหน่งรัชทายาทของเหล่าองค์ชายแห่งแคว้นเหยียน แผ่ขยายรุนแรงดุจเปลวไฟดั่งดอกหญ้า เวลานี้มิใช่จังหวะดีที่จะพาสาวน้อยกลับไปเลย ดูท่าเขาคงไม่อาจทำสิ่งอื่นใดได้นอกจากชมดูอยู่บนปราการ และต้องเพิ่มเชื้อไฟให้บรรดาองค์ชายทั้งหลายเหล่านั้น เพลิงสงครามแย่งชิงอำนาจจะได้ลุกพรือรุนแรงขึ้นสักหน่อย เมื่อเปลวเพลิงโหมโชติช่วงแล้วจะได้เห็นผลลัพธ์โดยเร็วที่สุด ไม่ใช่หรือ


เพียงแต่ ก่อนกลับไปคราวนี้ เขาจะต้องจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้สาวน้อยของเขาให้เรียบร้อย โดยเฉพาะวิชาแพทย์และวิชาปรุงยาของนาง จะต้องสร้างโอกาสให้นางได้เห็นแสงสว่างอีกครั้งให้จงได้!


หลิงเจวี๋ยเฉินยืนอยู่นอกหน้าตาตลอดทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง ภายในห้องเริ่มมีความเคลื่อนไหว เขาจึงผละไปอย่างอาลัยอาวรณ์


“อิ่นเม่ย” ระหว่างทางกลับสู่หุบเขาที่ตั้งค่าย หลิงเจวี๋ยเฉินก็เรียกให้อิ่นเม่ยปรากฏกาย “เจ้ารีบกลับไปยังแคว้นเหยียนเดี๋ยวนี้ แล้วพาปราชญ์โอสถมา”


ปราชญ์โอสถ? ผู้เฒ่าที่หลอกกินดื่มอยู่ในตำหนักเร้นวิญญาณไปวันๆน่ะหรือ? ตาเฒ่าผู้นั้นเป็นพวกยากจะต่อกรด้วย นอกจากยาพิลึกพิลั่นมากมายในมือแล้ว ยังสามารถเชื่อถืออันใดได้กัน.... อิ่นเม่ยเคยเสียรู้ให้ตาเฒ่าผู้นั้นมาแล้ว เห็นจะต้องลำบากอีกแน่


หลิงเจวี๋ยเฉินรู้จักนิสัยร้ายๆของผู้เฒ่านั้นดี จึงทิ้งท้ายให้อิ่นเม่ยประโยคหนึ่ง “บอกไปว่า ข้าเจ้าตำหนักจะมอบศิษย์อัจฉริยะที่ร้อยปีก็ยากจะพานพบให้เขาหนึ่งคน หากไม่มา ก็ยกให้เซียนแพทย์ไป”


ปราชญ์โอสถกับเซียนแพทย์ เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก และก็เป็นคู่ปรับกันแต่ไหนแต่ไร ปราชญ์โอสถดูแคลนวิชาปรุงยาของเซียนแพทย์ เซียนแพทย์ก็เหยียดหยันวิชาแพทย์ ‘แมวสามขา’ ของปราชญ์โอสถ เซียนแพทย์ตั้งสัตย์สาบานว่าจะอบรมศิษย์คนหนึ่งให้มีวิชาปรุงยาเก่งกาจกว่าปราชญ์โอสถให้จงได้ ปราชญ์โอสถก็ตั้งปณิธานว่าสั่งสอนศิษย์คนหนึ่งให้มีวิชาแพทย์ที่เซียนแพทย์ต้องมองด้วยความเลื่อมใส ผู้เฒ่าทั้งสองแข่งขันกันมาครึ่งค่อนชีวิต อายุก็ปูนนี้แล้ว เจอหน้ากันก็ยังเขม่นใส่กันร่ำไป


เมื่อเจ้านายย้ำเตือนเช่นนี้ อิ่นเม่ยเหมือนมีคนช่วยยกภูเขาออกจาก.อก จึงเร่งรีบไปยังแคว้นเหยียนอย่างไม่อิดออดอีก


“ท่านแม่ทัพ เตรียมการเรียบร้อยแล้วขอรับ พร้อมเคลื่อนพลตามคำสั่งได้ทุกเมื่อ” ซุนโย่วเห็นว่าท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่เพิ่งกลับมาจากนอกหุบเขา นึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่เผยความรู้สึกออกมา


“เจ้า! นำกำลังพลไป ให้แบ่งทหารออกเป็นสามทาง จะด้วยวิธีใด เจ้าจัดการได้เลย” หลิงเจวี๋ยเฉินเปลี่ยนแผนการของตนแล้ว ผลวิญญาณหิมะอะไร ตัวเสริมฤทธิ์ยาอันใด อาการประชวรของจักรพรรดิชราเก้าส่วนนั้นเสแสร้งทั้งสิ้น เพื่อทดสอบเหล่าองค์ชาย ก็ไม่กลัวจะเดือดร้อนเข้าตัว


ไม่ใช่หรอกหรือ จักรพรรดิชราเพิ่งล้มหมอนนอนประชวรไม่เท่าไร องค์ชายรองก็เต้นผาง สั่งให้อ๋องแม่ทัพใหญ่ผู้จงรักภักดีต่อฝ่าบาทออกมานอกแคว้น เพื่อเสาะหาโอสถสารพัดสารพันนำไปถวาย


ไม่รู้ว่าในสมอง.องค์ชายรองคิดอะไร อยากขึ้นบัลลังก์ครองราชย์ แต่ไม่ดึงอ๋องแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังพลเช่นเขาไปเป็นพวก กลับหาเรื่องเดือดร้อนให้เขา คิดว่าเขาไม่เคืองโกรธใครจริงๆหรืออย่างไร หากให้คนสมองหมูเช่นนั้นเป็นจักรพรรดิ แคว้นเหยียนซึ่งเป็นหนึ่งในสามแคว้นใหญ่คงอยู่ไม่ไกลจากความเสื่อมถอยแล้ว!


1. กูไหน่ไน เดิมเป็นคำเรียกย่าที่เป็นป้าหรืออาผู้หญิงของพ่อ หรือใช้เรียกลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้ว ต่อมาใช้เป็นคำเรียกตัวเองของผู้หญิงด้วยท่าทีกดข่มผู้อื่น และใช้เป็นคำเรียกหญิงสาวที่วางท่าอวดโอ่ในเชิงตำหนิ


2. โจวกง เป็นนักปกครองในสมัยโบราณที่ข่งจื่อ (ขงจื๊อ) เคารพเลื่อมใสและหวังให้บ้านเมืองเป็นดังเช่นที่โจวกงวางรูปแบบไว้ จึงเป็นบุคคลที่ขงจื่อฝันถึงบ่อยๆ ทำให้เกิดสำนวนต่างๆที่อ้างถึงโจวกง ใช้เปรียบเปรยถึงการนอนหลับ คล้ายกับที่คนไทยเปรียบเปรยว่าไปเข้าเฝ้าพระอินทร์


3. ชมดูอยู่บนปราการ เป็นสำนวน หมายถึงเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ดูสองฝ่ายรบกันอยู่บนที่ปลอดภัยด้านข้าง ไม่สามารถมีส่วนร่วมใดๆได้


4. แมวสามขา เป็นสำนวนจีน หมายถึงมีความรู้เพียงผิวเผิน ใช้การไม่ได้


จบตอน

Comments