บทที่ 11: การเฝ้าคุ้มครองอย่างเงียบๆ
“...” หลิวซื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบว่าริมฝีปากของนางเจ็บปวดทรมานยากจะข่มกลั้น บนใบหน้าก็เจ็บแสบแผ่ซ่าน รีบหยิบคันฉ่องทองแดงที่เก็บซ่อนอย่างดีในหีบไม้ออกมาส่องดู เพียงแค่เห็นก็ตระหนกตกใจหน้าถอดสี กรีดร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ทว่า เสียงกรีดร้องที่ควรจะสะเทือนฟ้าสะเทือนดินกลับกลายเป็นไร้เสียง หลิวซื่อลูบคลำลำคอตนเองอย่างอกสั่นขวัญหาย พยายามแผดเสียงออกมา แต่ก็ยังไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
เกิดอะไรขึ้น หลิวซื่อแค่หลับไปหนึ่งคืน ตื่นขึ้นมาใบหน้ากลายเป็นหมูยังไม่ว่า แต่กลับกลายเป็นว่าพูดอะไรไม่ได้เลย นางเขย่าปลุกสามีซึ่งนอนหลับเป็นหมูตายอยู่ข้างกายให้ตื่นขึ้น แล้วชี้ที่ปากบวมเป่งของตนเอง ในดวงตาเต็มไปด้วยแววร้อนรนและหวาดกลัว
เมื่อวานกู้เฉียวขึ้นเขาเข้าป่าเหนื่อยมาทั้งวัน เมื่อถูกปลุกก็มองไปที่นอกหน้าต่างครั้งหนึ่ง เห็นท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างรำไรก็พลิกตัวหันหลังให้หลิวซื่ออย่างรำคาญ แล้วก็หลับตานอนต่อ
ทว่า หลิวซื่อทั้งผลักทั้งเขย่าตัวก่อกวนไม่เลิก มีหรือที่เขาจะข่มตาหลับลงได้ กู้เฉียวกลิ้งพลิกตัวลุกขึ้น ตวาดดุอย่างไม่พอใจ “แม่คนนี้ เช้าขนาดนี้จะรีบปลุกข้าทำไมกัน ขึ้นเขาไม่ต้องออกไปเช้านักก็ได้ จะไม่ให้ข้านอนสงบๆบ้างเลยหรือไง”
เมื่อดวงตาสะลึมสะลือของกู้เฉียวเผชิญกับใบหน้าบวมช้ำราวกับหัวหมูของหลิวซื่อ เขาก็ร้อง ‘เฮ้ย’ ออกมาเสียงหนึ่ง พร้อมกับถีบอีกฝ่ายตกลงจากเตียงเตา จากนั้นก็ร้องตะโกน “ปีศาจมา!”
หลิวซื่อหงายหลังหล่นลงมา ก้นใหญ่ๆกระแทกกับพื้นเกิดเสียงดังสนั่น นางเจ็บปวดรวดร้าวจนกรีดร้อง แต่ทำได้เพียงแค่อ้าปาก ยังคงไม่มีเสียงสำเนียงใดๆ
กู้เฉียวขยี้ตา ในที่สุดก็จำหลิวซื่อได้ ในดวงตาปรากฏแววรังเกียจขึ้นแวบหนึ่ง เขาลงจากเตียงเตาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ออกแรงพยุงภรรยากลับขึ้นมานั่งบนเตียงเตา พลางเอ่ยปากบ่น “ดึกๆดื่นๆ เจ้าไปแอบขโมยไก่บ้านอื่นมาหรือ ทำไมถึงถูกตีมาจนสภาพเป็นเช่นนี้”
หลิวซื่อลองดูอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังคงไม่อาจออกเสียง นางร้อนรนจนเหงื่อแตกพลั่ก ชี้ไปที่คอของตัวเอง แล้วอ้าปากพูดเป็นประโยคว่า “ข้าพูดไม่ได้ ข้าเป็นใบ้”
กู้เฉียวพิจารณาท่าทางของนางแล้วก็พอจะเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก จึงขมวดคิ้วถาม “จู่ๆ ทำไมถึงเป็นใบ้ได้ เมื่อวานตอนอยู่บนเขา เจ้าไม่ได้กินอะไรซี้ซั้วใช่หรือไม่ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าบนเขามีผลไม้ป่าอะไรที่ทำให้คนเป็นใบ้เลย”
หลิวซื่อส่ายหน้าสุดกำลัง ร้อนใจจนน้ำตานองหน้า
กู้เฉียวเห็นขี้ตาบนขอบตาทั้งสองข้างของภรรยาตน รวมทั้งใบหน้าบวมกลมในเวลานี้ ก็อดเบือนสายตามองไปทางอื่นไม่ได้ เดิมทีหากไม่เพราะหญิงสกุลเหมียวผู้นั้น เขาจะตกอับยากจนเช่นนี้ได้อย่างไร ต้องอุดอู้อยู่ในหมู่บ้านกันดารยากแค้น ครั้นแต่งงานใหม่ก็ต้องลงเอยกับหญิงอัปลักษณ์หยาบกระด้างเช่นนี้
ชีวิตที่ยากลำบาก ทำลายความรักทั้งหมดที่เคยมีให้เหมียวซื่อ แม้แต่บุตรทั้งสองเขาก็ไม่เหลียวแลใยดี โดยเฉพาะนางเด็กบ้ากู้เยี่ยเอ๋อร์ผู้นั้น!
“เจ้ารอเดี๋ยว ข้าจะไปเชิญท่านหมออู๋มาดูอาการให้” กู้เฉียวสวมชุดคลุมตัวนอกให้เรียบร้อยก่อนผลักประตูเดินออกไปอย่างช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองกู้เยี่ยที่กำลังยุ่งง่วนอยู่ในห้องครัว
อู๋ตังกุยเป็นหมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน หลังจากมาที่บ้านสกุลกู้ซักถามและตรวจดูอาการหลิวซื่อสักพัก ก็ส่ายหน้าอย่างประหลาดใจ “แปลกมาก ชีพจรฟังแล้วก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ในคอก็ไม่ได้บวมแดง... ทำไมถึงพูดไม่ได้ล่ะ”
หลิวซื่อถลึงตา ในใจนึกว่าอย่างไม่สบอารมณ์... ตกลงว่าใครเป็นหมอกันแน่ ท่านถามข้า แล้วข้าจะถามใคร
ในยามปกติ แม้ว่ากู้เฉียวจะตำหนิที่หลิวซื่อโหวกเหวกโวยวาย แต่ไม่เคยคิดอยากให้ภรรยาของตนกลายเป็นใบ้เลย ทั้งยังถามอย่างห่วงใย “ท่านหมออู๋ ท่านว่าอาการของภรรยาข้ามีวิธีรักษาหรือไม่”
เรื่องในอดีตทำให้อู๋ตังกุยระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง กับโรคประหลาดยากจะรักษาที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ยิ่งทำให้เขาไม่ดื้อดึงอวดดีเหมือนเช่นวัยหนุ่มอีกแล้ว เมื่อได้ยินคำถาม เขาจึงส่ายศีรษะ “ต้องโทษที่ข้าความรู้อ่อนด้อยพบเห็นโลกมาน้อย ไม่เคยพบเจออาการเช่นนี้มาก่อน ข้าว่า พวกท่านไปหาหมอที่ร้านจี้หมินถังในตำบลเถอะ”
อู๋ตังกุยพูดแล้วก็ส่ายศีรษะ หิ้วกล่องยาหมุนตัวเดินจากไป
หลิวซื่อสบตากับกู้เฉียวทีหนึ่ง ต่างเห็นแววตาวิตกกังวลและร้อนรนของอีกฝ่าย
กู้เฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บของป่า ถ้าหากพลาดไป ปีหน้าพวกเราจะต้องใช้ชีวิตแบบจำกัดจำเขี่ยแน่ ข้าว่า... เจ้าก็แค่พูดไม่ได้ มิได้มีผลกับการทำงานเสียหน่อย ไว้รอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน ถ้าคอของเจ้ายังไม่ดีขึ้น ก็ค่อยไปหาหมอในตำบลก็แล้วกัน เจ้าว่าดีหรือไม่”
หลิวซื่อขบคิดอยู่พักใหญ่กว่าจะพยักหน้ารับอย่างจนใจ สองสามีภรรยามองกันไปมา ต่างรู้สึกคับข้องใจว่าเกิดอะไรขึ้นใบหน้าและในคอของหลิวซื่อ
“กินข้าวได้!”
เมื่อเสียงของกู้เยี่ยดังมาจากลานสวน หลิวซื่อก็ลงจากเตียงเตา ข้อเท้าพลันเจ็บแปลบน้อยๆ ทำให้นางนึกถึงคำพูดของนางเด็กบ้าขึ้นได้!
‘เหนือศีรษะสามฉื่อมีเทพยดา’
หรือว่าที่หกล้มเมื่อวานจะเป็นเทพสวรรค์ตักเตือนตน วันนี้ที่กลายเป็นใบ้ ก็เป็นเพราะตนไม่เคารพเทพสวรรค์ จึงได้ถูกลงโทษ?
พอคิดถึงตรงนี้ หลิวซื่อก็ขนลุกเกรียว รีบประนมมือไหว้เทพเทวดาไปทั่วสี่ทิศ
กู้เฉียวเห็นนางสวดอะไรงึมงำ ก็รู้สึกเอือมระอามากขึ้นกว่าเดิม คร้านจะสนใจอีก จึงออกจากห้อง ตรงไปนั่งข้างแท่นหินที่ใช้เป็นโต๊ะภายในลานสวน
อาหารเช้ายังคงเหมือนเดิม คือแป้งปิ่งธัญพืช โจ๊กข้าวโพด และผักดองเค็มอีกหนึ่งจาน กู้เฉียวคิดถึงเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขากินดื่มในเมืองไม่ขัดสน ทุกเดือนยังมีค่าแรงสองตำลึงเงิน เมื่อเทียบกันแล้ว ตอนนี้นับเป็นชีวิตอะไรกัน วันคืนที่แสนทุกข์ยากนี้ เขาข้ามผ่านมามากพอแล้ว เมื่อไรจะถึงจุดสิ้นสุดเสียที
วันนี้ทั้งบ้านต้องเข้าป่าขึ้นเขาไปขุดผักหาของป่า จึงทำแป้งปิ่งเพิ่มมากหน่อยเพื่อเป็นเสบียงสำหรับมื้อกลางวัน ขณะกินอาหารเช้า คนในบ้านเห็นใบหน้าหลิวซื่อกลายเป็นบวมช้ำต่างก็แปลกใจ กู้เยี่ยแสร้งทำเป็นตกใจอย่างพอเหมาะพอควรจนไม่เป็นที่สงสัยของคนในบ้าน
หากเป็นเวลาปกติ สายตาสนใจใคร่รู้ของพวกเด็กๆ คงจะทำให้หลิวซื่อตะโกนด่าทออย่างโกรธเกรี้ยวไปแล้ว แต่วันนี้ตั้งแต่ทุกคนออกจากบ้านมาจนถึงบนเขา ทุกอย่างล้วนสงบเงียบผิดปกติ
ด้วยเหตุนี้ กู้หมิงจึงประหลาดใจไม่น้อย สองพี่น้องรั้งอยู่ท้ายสุด เขากระซิบคุยกับกู้เยี่ยเบาๆ “วันนี้นางปีศาจนิสัยเปลี่ยนไป ไม่หาเรื่องอะไรเลย”
กู้เยี่ยยิ้มๆ “บางทีแผลบนหน้าคงจะสาหัสมาก พอพูดก็เจ็บหน้า นางก็เลยเงียบไว้กระมัง”
“น้องว่าเป็นเพราะหญิงผู้นั้นไปทำเรื่องผิดศีลธรรรมอะไรมา ท่านพ่อถึงได้ลงไม้ลงมือรุนแรง ตีนางจนเป็นเช่นนั้นหรือไม่” ชั่วเวลาหนึ่งคืน ใบหน้าบวมเป่งกลายเป็นเช่นนั้น ย่อมหนีไม่พ้นทำให้คนสงสัยว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เกิดขัดแย้งอะไรขึ้น
กู้เยี่ยเลิกคิ้ว ยิ้มสดใสร่าเริง “นางทำเรื่องผิดศีลธรรมน้อยเสียที่ไหน ข้าว่า ยังต้องจัดการให้หนักกว่านี้อีกสักหน่อยถึงจะสาสม”
กู้หมิงพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อสองพี่น้องเดินมาถึงป่าต้นสนที่เมื่อวานเก็บลูกสนกัน แต่กลับไม่เห็นเงาเพื่อนในกลุ่ม อาจเพราะพวกเขามาเช้าเกินไป
หลิงเจวี๋ยเฉินยกภารกิจตามหาสมุนไพร และให้อำนาจทั้งหมดแก่ทหารที่เก่งกาจเหล่านั้นเต็มที่ เวลานี้เขากำลังสะกดรอยตามพี่น้องสองคนนั้น มองดูแม่สาวน้อยเก็บลูกสนอย่างสนุกสนาน เวลาที่หาผลไม้สุกเจอก็ส่งเสียงร้องดีใจ หลังจากข้ามภพมา สาวน้อยดูร่าเริงแจ่มใสขึ้นมาก นางเมื่อชาติภพก่อนมักปั้นหน้าเคร่งขรึมนิ่งเฉยต่อหน้าผู้อื่น แต่เวลาอยู่คนเดียวกลับอารมณ์พลุ่งพล่านยิ่ง
“พี่ชาย เราขุดหลุมกับดักบนเขานี้มากอีกหน่อย เผื่อโชคดี อีกสองสามวันจะได้กินเนื้อสัตว์อีกดีหรือไม่!”
บนเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มีสัตว์เล็กๆให้ล่าอยู่มากมาย นายพรานจางผู้เจนจัดในการล่าสัตว์ของหมู่บ้านล้วนได้สัตว์ติดไม้ติดมือทุกครั้งที่เข้าป่ามาล่าสัตว์ พาให้คนในหมู่บ้านอิจฉาไม่น้อย กู้เยี่ยรู้ว่าฝีมือในการล่าสัตว์ของตนไม่ด้อยกว่าใคร แต่ก็ต้องให้สัตว์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผลด้วยกระมัง
กู้หมิงเองก็เคยขุดหลุมกับดักล่าสัตว์หลายจุด แต่กลับไม่ค่อยได้ผล เพียงแต่เขาไม่อยากให้น้องสาวหมดหวัง จึงพยักหน้า “ได้สิ เดี๋ยวข้ากลับไปเอาจอบมา แล้วขุดกับดักไว้ตรงที่ที่พวกเราใช้เก็บซ่อนของเพิ่มสักหลายๆหลุม”
คนบ้านป่าโดยมากค่อนข้างซื่อตรงจริงใจ สัตว์ในหลุมกับดักที่คนอื่นขุดไว้ ถึงแม้จะมีชาวบ้านผ่านมาเจอ ก็น้อยคนมากที่จะหยิบไป สำหรับพวกเขาแล้ว การหยิบของที่ไม่ใช่ของตัวเองกับการขโมยของล้วนไม่แตกต่างกัน การลักเล็กขโมยน้อย หากถูกคนในหมู่บ้านจับได้ก็จะถูกผู้อื่นดูแคลนและถูกขับไล่ในที่สุด
ทว่า ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ภรรยาของอู๋ตังกุยก็เคยทำเรื่องเช่นนั้นมาก่อน ทั้งถูกจับได้คาหนังคาเขา ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของอู๋ต้าเหนียงจึงฉาวโฉ่ที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะสามีเป็นวิชาแพทย์ คงถูกคนทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันขับไล่ออกจากหมู่บ้านชิงซานไปนานแล้ว
สองพี่น้องขุดหลุมกับดักสองหลุมไว้บริเวณใกล้ๆ จากนั้นใช้เศษหญ้ามาคลุมพรางด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นตกลงไป บนต้นไม้รอบด้านจึงสลักทำเครื่องหมายไว้เป็นจุดสังเกต เมื่อคนในหมู่บ้านมาเห็นก็จะเดินอ้อมไป
กู้เยี่ยวางแผนไว้ว่า รอให้เก็บของได้เต็มกระบุงสะพายหลัง และพี่ชายลงเขาไปส่งลูกสนแล้ว นางจะวนดูในป่าเพื่อจับสัตว์โยนลงไปในหลุมกับดัก ทำทีว่าสัตว์ตกลงไปเอง... อืม ทำเช่นนี้แหละ จบอย่างสวยงาม
หลิงเจวี๋ยเฉินซึ่งเดินตามหลังนางมาตลอด ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ ในใจเขาดั่งมีปุปผาบานสะพรั่ง ดอกไม้ไฟสว่างไสว ประหนึ่งตกอยู่ในห้วงฝัน เงาร่างสูงสง่าเพรียวบางของเขากลืนหายไปกับป่าเขาเงาไม้ เมื่อปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง ในมือก็มีไก่ป่าที่กระพือปีกดิ้นรนตัวหนึ่ง
“ร่างกายของสาวน้อยอ่อนแอเกินไป ควรจะได้ดื่มน้ำแกงไก่บำรุงสุขภาพมากๆหน่อย” หลิงเจวี๋ยเฉินมองดูเงาร่างผ่ายผอมดุจไม้ขีดไฟก็ไม่ปานนั้นจากไกลๆ ดวงตาหล่อเหลาเผยแววเจ็บปวดสงสารขึ้นแวบหนึ่ง เขามาที่ข้างหลุมกับดักที่ขุดไว้หยาบๆหลุมนั้น เคาะหัวไก่ป่าให้สลบก่อนจะโยนมันลงไปในหลุม... หลุมตื้นๆแค่นี้ ไก่ป่าย่อมบินออกมาได้อย่างง่ายดาย ช่างไม่เป็นงานเป็นการเอาเสียเลย
“กู้หมิง ในหลุมกับดักของเจ้าคล้ายจะมีอะไรตกลงไปแล้ว!” วันนี้มีเพียงหลี่เฮ่าที่มาเก็บลูกสนด้วย เด็กคนอื่นๆไปเก็บถอนผักป่ากันหมด
เรื่องที่สองพี่น้องสกุลกู้ขุดหลุมกับดักนั้น หลี่เฮ่ารู้ดี บริเวณนี้มีคนเดินผ่านไปมา ปกติจะมีสัตว์ป่าโผล่มาน้อยมาก ในใจเขาคิดว่าหลุมกับดักทั้งสองหลุมนั้นไม่อาจคาดหวังอะไรได้มากนัก แต่ระหว่างทางที่เขามาเก็บลูกสนอีกครั้ง กลับพบว่ากองหญ้าด้านบนดูเหมือนจะโดนแตะต้อง จนเผยให้เห็นปากหลุมกับดัก
กู้หมิงกำลังใช้ไม้รวกตีลูกสนให้หล่นลงจากต้น พอได้ยินดังนั้นก็ทิ้งไม้ในมือวิ่งไปทันที กู้เยี่ยก็ตามไปด้วยความประหลาดใจ เวลานี้ไก่ป่าภายในหลุมเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา มันกำลังกระเสือกกระสนอย่างมึนงง กู้หมิงวิ่งมาอย่างลิงโลด หยิบไม้พลองใกล้มือด้ามหนึ่งขึ้นมาตีหัวเจ้าไก่ป่าสลบไปอีกรอบ
เจ้าไก่ป่าคงนึกในใจ ทำไมต้องเป็นข้าที่บาดเจ็บอยู่ร่ำไป
กู้เยี่ยแสร้งทำท่าตื่นเต้นยินดี แต่ในใจกลับนึกสงสัย... ตนยังไม่ได้ทำตามแผนเลยนี่นา แถวนี้ก็ไม่มีร่องรอยของสัตว์ใดๆให้ได้ยิน แล้วไก่ป่าโง่ตัวนี้มาจากที่ไหน
ทว่านางทิ้งความคลางแคลงใจนี้ไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว รีบปรึกษากับพี่ชายอย่างดีอกดีใจว่าจะนำไก่ป่าตัวนี้ไปทำอะไรกินดี
“ต้มน้ำแกงไก่นั่นละ น้ำแกงไก่บำรุงร่างกายดีที่สุด ท่านหมอบอกว่ากระเพาะลำไส้ของเจ้าอ่อนแอมาก ยังกินของมันๆรสจัดๆไม่ได้” กู้หมิงแย้งที่น้องสาวเสนอให้ทำไก่ป่าย่าง
หลี่เฮ่าหัวเราะแหะๆ “ข้าไปเอาหม้อกับเกลือมาก่อนละกัน”
คราวก่อนคนเยอะ คนหนึ่งแบ่งไก่ได้แค่สองสามชิ้น กินได้ไม่หนำใจนัก วันนี้มีกันอยู่แค่สามคน เพียงพอให้ทุกคนได้กินไก่จนอิ่มเต็มมื้อหนึ่งเลยทีเดียว
หลี่เฮ่าได้ประโยชน์ไปพร้อมสองพี่น้องสกุลกู้ ได้กินไก่ป่าถึงสองมื้อ ตอนนี้เขาเห็นสหายรักกู้หมิงเป็นยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆเสียแล้ว ทั้งยังตบอกรับรองแน่นหนัก ว่าน้องสาวของกู้หมิงก็คือน้องสาวของเขาคนหนึ่ง เขาจะคอยปกป้องคุ้มครองนางด้วยอีกแรง!
บทที่ 12: ยิงง่ามยิงมีอะไรยากกัน
หลายวันต่อมา ทุกครั้งที่กู้เยี่ยมาตรวจดูว่าในหลุมทั้งสองดักตัวอะไรได้หรือไม่ ก็ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่หลุมจะว่างเปล่า บางครั้งยังดักสัตว์ได้มากกว่าหนึ่งตัวเสียด้วยซ้ำ
นางกวาดตามองรอบด้าน บริเวณนี้ไม่มีร่องรอยการอาศัยของสัตว์เล็กๆเลย แล้วสัตว์ที่ตกลงในหลุมมาจากที่ไหนกันแน่ หรือจะตกลงมาจากฟ้า กู้เยี่ยไหวไหล่ นางไม่เชื่อหรอกว่าสวรรค์จะหย่อนขนมเปี๊ยะใส่ไส้ลงมา
เพียงแต่ เมื่อสังเกตสัตว์ที่ล่าได้เหล่านี้ดีๆ แล้วไม่พบสิ่งใดผิดปกติ นางก็ไม่ได้คิดถึงที่มาของพวกมันอีก ขอเพียงมีเนื้อสัตว์กิน จะไปสนใจว่าพวกมันมาได้อย่างไรทำไมกัน นอกจากในยามคิดค้นปรุงยาในห้องทดลองแล้ว ความจริงกู้เยี่ยก็ไม่ได้ละเอียดรอบคอบนัก มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ที่ดูแลตัวเองไม่เป็นอีกต่างหาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลิงเจวี๋ยเฉินคอยจับสัตว์มาหย่อนไว้ในหลุมกับดักให้นาง
สองพี่น้องได้กินน้ำแกงไก่ใส่สมุนไพรติดต่อกันหกเจ็ดวัน ร่างกายที่ผ่ายผอมเปลี่ยนเป็นสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่ซูบตอบของกู้เยี่ยไม่ได้ดูคล้ายโครงกระดูกจนน่าตกใจอีกต่อไป กู้หมิงเองก็อ้วนท้วนขึ้นเล็กน้อย สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดก็คือสีหน้า ไม่ได้หมองคล้ำเหมือนแต่ก่อนแล้ว
กู้เยี่ยกินน้ำแกงไก่จนเลี่ยน หลังจากเปลี่ยนมากินไก่ย่างแทนอีกสองวัน ก็รู้สึกเบื่อไก่ป่าเอามากๆ เมื่อมีสัตว์มาปรากฏอยู่ในหลุมกับดักอีก นางจึงจัดการอย่างง่ายๆ แล้วเก็บไว้ในห้วงมิติ รอให้เถ้าแก่เฉียนมาแลกสินค้าค่อยนำไปแลกเป็นข้าวสารและแป้งสาลีก็ได้ เพราะนางกินแป้งปิ่งธัญพืชจนเกินพอแล้วจริงๆ
ส่วนกระต่ายป่าน่ะหรือ มีกลิ่นสาบค่อนข้างรุนแรง จำเป็นต้องปรุงรสจัดหรือตุ๋นน้ำแดงถึงจะอร่อย ตัวสองตัวที่บังเอิญเจออยู่ในหลุมกับดัก นางแล่ถลกหนังไปตากแห้งเก็บไว้ในห้วงมิติเรียบร้อยแล้ว
กู้หมิงไม่เห็นน้องสาวผู้รับผิดชอบหน้าที่ตรวจดูหลุมกับดักหิ้วสัตว์กลับบ้านมาสองวันติด ก็เกรงว่าน้องสาวจะผิดหวัง จึงรีบปลอบใจว่า “อีกสองสามวัน ช่วงเก็บของป่าก็จะหมดหน้าแล้ว ข้าจะไปสำรวจในป่า ขุดหลุมกับดักเพิ่มอีกสองสามหลุม ถึงตอนนั้นน่าจะดักสัตว์ได้มากกว่าตอนนี้แน่”
“พี่ชาย ท่านรับปากกับข้าเองไม่ใช่หรือ ว่าจะไม่เข้าป่าขึ้นเขาไปคนเดียว” กู้เยี่ยแสร้งทำท่าทางไม่พอใจ เขม้นตากลมโตคู่นั้นมองเขาด้วยความไม่ยินยอม
กู้หมิงรีบร้อนตอบ “ข้าไม่ได้ไปคนเดียวนะ! ตอนจางลี่หู่กับพ่อเขาเข้าป่า พี่ก็ติดตามไปด้วยกัน เจ้าก็รู้นี่ว่านายพรานจางเคยล่าหมีได้ด้วย”
กู้เยี่ยย้อนนึกไปในความทรงจำของร่างนี้ได้อย่างรางเลือน นายพรานจางเคยล่าหมีตาบอดมาได้ตัวหนึ่งจริงๆ เพียงแต่เขาบอกว่าหมีตาบอดตัวนั้นตกลงไปในหลุมกับดัก เหลือลมหายใจเพียงเฮือกเดียว เขาถึงได้ตัวมา ทว่านายพรานจางก็เป็นเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่กล้าเข้าไปล่าสัตว์ในป่าลึก พวกชาวบ้านต่างก็นับถือชื่นชมเขากันทั้งนั้น
กู้เยี่ยก็อยากเข้าไปในป่าดูบ้างเหมือนกัน แต่ติดที่หาโอกาสเหมาะๆไม่ได้เลย บางทีการที่นางตกจากหน้าผาครั้งนั้น อาจจะทิ้งรอยมืดดำในใจให้กู้หมิง ทุกครั้งที่ขึ้นเขา เขาจึงได้กำชับนักกำชับหนาไม่ให้นางห่างไปไกล เมื่อมั่นใจว่านางอยู่ในระยะสายตาตลอด ถึงได้ลงมือเก็บของป่าอย่างวางใจได้ มีพี่ชายที่ห่วงหวงไม่ห่างเช่นนี้ก็เป็นภาระหนักใจที่แสนอบอุ่นอย่างหนึ่งเช่นกัน ทำให้กู้เยี่ยทอดถอนใจไม่จบไม่สิ้นเลยทีเดียว
“พี่ชาย บนต้นไม้นั้นคือนกอะไร” กู้เยี่ยเคยได้ยินว่าในป่ามีนกมากมายหลายชนิด รสชาติอร่อยอย่างยิ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นบนกิ่งไม้มีนกสีเทาตัวหนึ่งเกาะอยู่ ก็อดถามไม่ได้
หลิงเจวี๋ยเฉินซ่อนอยู่ในเงามืด ที่ปลายนิ้วปรากฏก้อนหินเล็กๆขึ้นก้อนหนึ่ง คิดหาจังหวะดีๆยิงนกพิราบตัวนั้นลงมา ท่าทางเหมือนแมวตะกละของสาวน้อยผู้นี้ทำให้เขารู้สึกสนุกขึ้นจริงๆ เมื่อชาติภพก่อน นกหลายพันธุ์ถูกทำลายไปจนสิ้นซาก สัตว์ปีกและสัตว์ที่ใช้ทำอาหารยิ่งทียิ่งลดน้อยถอยลงทุกวัน ไม่เหมือนสัตว์ในป่าแห่งนี้ที่อุดมสมบูรณ์อยู่มาก
กู้หมิงมองไปบนต้นไม้ทีหนึ่งก่อนตอบว่า “นั่นน่ะหรือ นกพิราบป่า ได้ยินมาว่าน้ำแกงนกพิราบป่าบำรุงร่างกายได้ดีกว่าน้ำแกงไก่อีกนะ น้อง พรุ่งนี้พี่จะไปขอยืมง่ามยิงจากพี่ลี่หู่มายิงนกพิราบป่า ให้เจ้าเอาไปตุ๋นน้ำแกงดื่ม”
ฝีมือทำครัวของกู้เยี่ยไม่ใคร่ดี แต่ลิ้นกลับรับรสไวยิ่ง หลายวันก่อนหน้านี้รับแต่รสน้ำแกงไก่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรทุกวัน นางจึงไม่อยากดื่มอีกเลยแม้แต่คำเดียว บางทีน้ำแกงนกพิราบอาจจะมีรสชาติแตกต่างไปก็ได้กระมัง
กู้หมิงเพิ่งจะพูดจบคำ เสียงคนวัยแตกหนุ่มเสียงหนึ่งก็ดังมาจากทางด้านหลังของสองพี่น้องห่างออกไปไม่ไกล “เสี่ยวหมิงน้อย เจ้าคิดถึงข้ามีเรื่องอะไรหรือ”
กู้เยี่ยหันไปมอง เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างกำยำท่าทางซื่อๆคนหนึ่งปรากฏอยู่ในสายตาของพวกตน สีผิวคล้ำเข้มเล็กน้อย คิ้วหนาตาโต เขาก็คือจางลี่หู่ ลูกชายของนายพรานจางนั่นเอง
“พี่ลี่หู่ ท่านนำง่ามยิงมาด้วยหรือไม่ ข้าอยากยิงนกพิราบป่าสักตัวหนึ่ง จะนำกลับไปตุ๋นน้ำแกงให้น้องสาวดื่ม” กู้หมิงยิ้มร่า โบกไม้โบกมือทักทายเด็กหนุ่ม
จางลี่หู่ก้าวพรวดๆเข้ามาหา แล้วลูบหัวเขาทีหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกระเซ้าว่า “ฝีมืออย่างเจ้า ฤดูใบไม้ร่วงปีหน้าน้องสาวพวกเราคงได้กินน้ำแกงที่เจ้ายิงนกมาได้ แค่นกพิราบป่าตัวเดียวไม่ใช่หรือ ดูข้านี่”
จางลี่หู่ล้วงง่ามยิงที่ทำขึ้นอย่างเรียบง่ายออกมาจาก.อกเสื้อ สายที่ใช้เหนี่ยวยิงทำจากเอ็นกวางอย่างดี แรงดีดไม่เลวยิงได้ระยะไกล ทั่วทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงจางลี่หู่ที่มีของดีเช่นนี้ เขารักทะนุถนอมง่ามยิงของตนเป็นที่สุด
เขาก้มลงหยิบก้อนหินเล็กๆขนาดรูปร่างพอเหมาะพอดีขึ้นมา เหนี่ยวกับสายง่าม แล้วเล็งไปยังนกพิราบป่าที่กำลังไซ้ขนตัวเองอยู่บนกิ่งไม้ เมื่อปล่อยมือซ้ายออก ก้อนหินก็พุ่งออกไป แต่น่าเสียดาย... ยิงไม่โดน! นกพิราบป่าตื่นตกใจ กระพือปีกบินจากไปทันที
จางลี่หู่เกาหัวอย่างเก้อเขิน แค่นหัวเราะแหะๆ “พลาดไป พลาดไป เอ่อ... น้องเยี่ยเอ๋อร์ เจ้าชอบกินนกเขาหรือไม่ เดี๋ยวข้ายิงนกเขาให้เจ้าดีกว่า...”
น่าเสียดาย วันนี้เขาโชคไม่ค่อยดี ตลอดช่วงเช้ามายิงสัตว์อะไรไม่ได้เลยสักตัว ทำให้จางลี่หู่รู้สึกเสียหน้ามาก
“พี่ลี่หู่ ข้าขอยืมง่ามยิงหน่อยได้หรือไม่” กู้เยี่ยรู้สึกคันมือนึกสนุก ในห้วงมิติของนางก็มีหน้าไม้ขนาดกะทัดรัดอันหนึ่ง ในช่วงต้นของกลียุคเมื่อชาติภพก่อน เจ้าก้อนน้ำแข็งผู้นั้นเป็นคนมอบให้นาง ไม่ว่าจะใช้ป้องกันตัวหรือล่าสัตว์ล้วนเหมาะมือทั้งสิ้น เสียดายที่นางไม่มีจังหวะเหมาะๆให้หยิบออกมาใช้เลย
ในยามปกติ จางลี่หู่หวงง่ามยิงของตนยิ่ง ไม่ให้ใครได้แตะต้องง่ายๆเลย ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็ลังเลไปพักหนึ่ง กู้หมิงผู้ห่วงหวงน้องสาวสุดกำลังเห็นเข้าก็ไม่พอใจ “พี่ลี่หู่ ปากของท่านก็เรียกเยี่ยเอ๋อร์ว่า ‘น้องสาวพวกเรา’ ทั้งเคยพูดว่าน้องสาวข้าก็เหมือนน้องสาวตน น้องแค่อยากดูง่ามยิงของท่านก็ไม่ได้หรือ ที่แท้คำว่า ‘น้องสาว’ ก็แค่เรียกไปอย่างนั้น? พี่ลี่หู่ ไม่คิดเลยว่าท่านจะขี้งกเช่นนี้”
จางลี่หู่ได้ยินดังนั้นก็รีบตอบว่า “ใครบอกว่าข้าขี้งก ข้าแค่กลัวว่าน้องสาวพวกเราใช้ไม่เป็นแล้วจะดีดพาตัวเองบาดเจ็บต่างหากเล่า เอ็นกวางนี้แข็งมาก ต้องระวังอย่าให้ดีดโดนมือ” พูดพลางงัดง่ามยิงใส่มือกู้เยี่ย แต่สายตาเขากลับมองดูง่ามยิงนั้นไม่วางตาอย่างหวงแหน
นี่คือง่ามยิงที่แกะจากส่วนของต้นไม้ที่เป็นสองง่าม ด้ามจับกลึงขัดจนขึ้นเงา บนสายยิงซึ่งทำจากเอ็นกวาง ตรงกลางมีแถบหนังสัตว์ที่ไม่รู้ว่าเป็นหนังของตัวอะไร กู้เยี่ยเหนี่ยวสายยิงเบาๆ ครู่เดียวก็ทดสอบน้ำหนักและเหลี่ยมมุมในการยิงได้
บังเอิญว่าเวลานี้มีพิราบป่าตัวหนึ่งบินอยู่บนท้องฟ้าพอดี กู้เยี่ยจึงลองเล็งและยิงออกไป เพียงครั้งเดียวก็สำเร็จ ท่ามกลางสายตาของจางลี่หู่และกู้หมิง นกพิราบป่าตกลงมาตรงที่ห่างไปไม่ไกล
หลิงเจวี๋ยเฉินซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มกิ่งหนาทึบบนยอดไม้ใหญ่ มุมปากกระตุกน้อยๆสองสามที ด้วยสายตาที่เฉียบคมของเขาสามารถแยกออกว่า นกตัวที่ถูกยิงตกไปก็คือพิราบสื่อสารที่กองพลของเขาฝึกฝนมาเป็นพิเศษ
เอ่อ...ได้โดนสาวน้อยยิงร่วง กลายเป็นอาหารโอชะในจานของนางได้ ก็นับว่ามันได้สละชีวิตอย่างคุ้มค่าแล้ว... หลิงเจวี๋ยเฉินไม่ได้รู้สึกกังวลเลยสักนิดว่าสารลับบางอย่างบนตัวของพิราบสื่อสารจะเปิดเผยออกไป
จางลี่หู่วิ่งไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่หยิบนกพิราบสื่อสารขึ้นมา หลอดไม้ไผ่ที่ผูกไว้ตรงขาของพิราบก็หลุดร่วงลง โดยที่เขาก็ไม่ได้สักเกตเห็นเลยสักนิด
“น้องเยี่ยเอ๋อร์ เจ้าฝึกฝนง่ามยิงมาตั้งแต่เมื่อไรกัน ถึงยิงได้แม่นยำยิ่ง ระยะสูงปานนั้น แม้แต่พ่อข้ายังไม่แน่ว่าจะยิงถูกเลย” จางลี่หู่นัยน์ตาเปี่ยมประกายชื่นชม
“ครั้งนี้ข้าเป็นแมวตาบอดพบหนูตายต่างหาก ข้าเองยังตกใจเลยว่าตัวเองยิงถูกได้อย่างไร” กู้เยี่ยมองดูเหยื่อที่ล่ามาได้แวบหนึ่ง รู้สึกว่าลักษณะไม่เหมือนกับพิราบป่าตัวแรกอยู่บ้าง
ทว่า จางลี่หู่ผู้ล่าสัตว์มานานกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ นางก็รับนกตัวนั้นไว้อย่างไม่คิดอะไรอีก... เดี๋ยวค่อยหาที่ที่ไม่มีคนเข้าไปในห้วงมิติ แล้วตุ๋นนกพิราบออกมาก็แล้วกัน เอ่อ... ตำราอาหารในห้วงมิติเล่มนั้นคงจะมีวิธีทำน้ำแกงนกพิราบกระมัง
ยิ่งนานวันกู้หมิงยิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของน้องสาวได้อย่างชัดเจน... นางไม่ขี้กลัวเอาแต่ร้องไห้เหมือนเมื่อก่อน กล้าที่จะตอบโต้หลิวซื่อ ลับหลังยังจัดการต้าจ้วงที่คิดจะรังแกตนด้วย... ความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่จะเห็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่ตอนที่น้องสาวยกง่ามยิงขึ้น ใบหน้าของนางขณะนั้นดูมั่นใจราวกับเปล่งประกายเรืองรองออกมา เขาจับสังเกตได้ว่า พิราบป่าตัวนี้ไม่ถูกยิงมั่วๆลงมาโดยบังเอิญอย่างที่น้องสาวกล่าว แต่ว่าน้องไปฝึกฝนง่ามยิงมาตั้งแต่ตอนไหน กู้หมิงแคลงใจอย่างยิ่ง
แม้ว่ากู้หมิงจะฉลาดมีไหวพริบอยู่บ้าง แต่ทำอย่างไรเขาก็ไม่มีทางคิดออกว่า ภายในร่างของน้องสาวตนได้เปลี่ยนเป็นวิญญาณของอีกคนแล้ว เป็นวิญญาณเก่งกล้าที่พลัดมาจากโลกต่างมิติอีกภพหนึ่ง
คืนวันช่วงที่สองพี่น้องช่วยกันขุดเก็บผักป่า เก็บผลไม้ป่า และหาของป่าผ่านพ้นไปอย่างเงียบๆ เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปหนึ่งเดือนแล้ว
ในหนึ่งเดือนนี้ กองกำลังที่ผู้ช่วยของหลิงเจวี๋ยเฉินนำไปก็ปีนขึ้นสู่ยอดเขาจิ่วฉงได้สำเร็จ และเสาะหาผลวิญญาณหิมะบนยอดเขาสูงล้ำนั้นจนเจอ หลิงเจวี๋ยเฉินยื้อแล้วยื้ออีก ในที่สุดก่อนหน้านี้สิบวัน เขาก็นำทหารกล้าของตนออกจากเขาชางหมั่ง และออกจากแคว้นตงหลิงกลับสู่แคว้นเหยียน ทั้งที่ยังห่วงหาอาวรณ์สาวน้อยกู้เยี่ยอยู่เต็มหัวใจ
ยี่สิบกว่าวันที่แอบเฝ้าดูอยู่แต่ในเงามืด หลิงเจวี๋ยเฉินมั่นใจแล้วว่าหลิวซื่อไม่อาจทำร้ายอะไรสาวน้อยได้อีก จึงข่มกลั้นไม่ให้ลงมือกับหญิงผู้นั้นเอาไว้ได้ และให้เวลาแม่สาวน้อยใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสารไปอีกสักหน่อยก่อนก็แล้วกัน ทว่า เขาเองก็ยังไม่วางใจ จึงให้องครักษ์ลับคนหนึ่งคอยคุ้มกันสาวน้อยอยู่ที่นี่ การได้พบกับสาวน้อยอีกครั้งในโลกต่างมิตินับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เขาไม่อยากผิดพลั้งซ้ำรอยเดิมเพียงเพราะคลาดสายตาไกลกันเหมือนเมื่อชาติภพก่อน จนต้องนึกเสียดายอย่างที่เรียกคืนไม่ได้อีก
หลังจากหลิวซื่อเป็นใบ้อยู่หนึ่งเดือน เสียงก็กลับคืนมาดังเดิม เช้าตรู่วันหนึ่ง นางกระแอมไออย่างไม่ได้ตั้งใจ พลันพบว่ามีเสียงแล้ว ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความยินดี
ผีสางเทวดารู้ดีว่าหนึ่งเดือนมานี้นางผ่านพ้นมาได้อย่างไร หลังจากที่คนในหมู่บ้านรู้ว่านางเป็นใบ้ ก็ต่างพูดกันลับหลังว่าเป็นเพราะนางทำเรื่องผิดศีลธรรมมามาก สวรรค์จึงได้ลงโทษนาง ตอนแรกนางก็คิดจะเข้าไปทะเลาะกับคนเหล่านั้น แต่สู้ก็สู้ไม่ได้ ด่าก็ยังด่าไม่ออก นานวันเข้าก็ชินชาไปเอง
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือน นางเองก็ได้คิดทบทวนเช่นกัน หากเป็นโทษทัณฑ์จริงละก็ นั่นก็เป็นเพราะนางเด็กบ้ากู้เยี่ยเอ๋อร์นั่นละ ทำให้นางโกรธจนต้องพูดไม่หยุด ถึงได้พลั้งปากไปลบหลู่เทพยดาเข้า ช่วงเวลานี้ความโกรธเคือง ความอึดอัดคับแค้น และความอัปยศอดสูในใจทั้งหลาย... นางทดบัญชีไว้หมดแล้ว และจะคิดเอาคืนจากกู้เยี่ยเอ๋อร์ให้จงได้!
1. มาจากสุภาษิต ‘สวรรค์หย่อนขนมเปี๊ยะใส่ไส้’ หมายถึง สิ่งดีๆที่ได้รับมาอย่างไม่ต้องลงทุนลงแรง
2. แมวตาบอดพบหนูตาย เป็นสำนวนหมายถึง เรื่องที่สำเร็จได้ด้วยความประจวบเหมาะเคราะห์ดี ได้สิ่งดีๆมาอย่างบังเอิญ
บทที่ 13: หลิวซื่อคิดร้าย
หลิวซื่อเสียงกลับมาเป็นปกติ แม้ในใจจะยังครุ่นแค้น แต่กลับไม่ได้อาละวาดโวยวายเหมือนแต่ก่อน แม้แต่กู้หมิงยังรู้สึกได้ถึงความผิดปกตินี้
“น้อง เจ้าว่าหญิงร้ายกาจผู้นั้นกลับตัวแล้วจริงๆ หรือแค่ซ่อนความชั่วร้ายไว้กันแน่”
“ใครจะรู้ได้เล่า คงต้องดูกันต่อไป” กู้เยี่ยไหวไหล่ นางไม่คิดหรอกว่าหลิวซื่อจะกลับตัวกลับใจได้เพราะถูกสั่งสอนครั้งนี้
“เถ้าแก่เฉียนพาขบวนมารับของป่าแล้ว!” ที่หน้าหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าใครส่งเสียงร้องตะโกนมา แต่ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ลุกฮือทันใด ราวกับน้ำมันเดือดๆในกระทะ
หมู่บ้านชิงซานตั้งอยู่ในที่ทุรกันดารห่างไกล หากมาจากตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อเรียกขานที่อยู่ใกล้ที่สุดยังต้องใช้เวลาเดินเท้ามาตามทางเขาสองวันเต็มๆ ทางเดินกลางป่าเขาเล็กแคบและคดเคี้ยว รถม้ายากจะเคลื่อนผ่าน มีเพียงคนและสัตว์ปศุสัตว์ที่พอจะสัญจรผ่านได้ ด้วยเหตุนี้ ของที่หาได้ในเขาและผลิตได้ในหมู่บ้านจึงยากที่จะขนส่งออกไปแลกเป็นเงิน
ทว่าของจากป่าขายดีมากที่ตลาดข้างนอก โดยเฉพาะเหล่าคุณหนูแม่นาง สาวน้อยสาวใหญ่ต่างให้ความสนใจเมล็ดสน ถั่วเจินจื่อ และถั่วเหอเถาป่าอย่างยิ่ง ส่วนเห็ดหูหนู เห็ดต่างๆและสมุนไพรบางชนิด ก็มีช่องทางให้ขายได้เช่นกัน
ขอเพียงมีโอกาสค้าขาย ก็สามารถดึงดูดพ่อค้าที่แสวงหาผลประโยชน์ได้ คณะของพวกเขานำข้าวของเครื่องใช้ประจำวันจากนอกเขตเขาบางส่วนมาขายให้กับหลายๆหมู่บ้านในเขตเขานี้ แล้วก็นำของป่าที่ขายดีจากในหมู่บ้านไปขายต่อที่ข้างนอกนั้น ได้รายได้จากส่วนต่าง เถ้าแก่เฉียนก็คือหนึ่งในขบวนพ่อค้านั่นเอง
เถ้าแก่เฉียนเป็นกันเองกับผู้คน ทั้งให้ราคาของเป็นธรรมกับสองฝ่าย จากเดิมที่เขาจูงล่อหนึ่งตัวมาตั้งแผงตัวคนเดียว ค่อยๆขยายเป็นขบวนสินค้าที่มีม้าและล่อสิบกว่าตัว คำเรียกขานที่คนในหมู่บ้านใช้เรียกเขาก็เปลี่ยนจาก ‘เสี่ยวเฉียน’ มาเป็นคำว่า ‘เถ้าแก่เฉียน’ อย่างเคารพยกย่อง
หมู่บ้านชิงซานเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลที่สุดในบรรดาหมู่บ้านหลายๆแห่งละแวกนี้ ขบวนสินค้าจึงเหลือม้าและล่ออยู่เพียงห้าหกตัว ส่วนตัวอื่นๆรับสินค้าของหมู่บ้านอื่นไว้เต็มแล้วจึงเดินทางกลับไปก่อน
เมื่อเถ้าแก่เฉียนมาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่าง.อบอุ่นจากชาวบ้าน พวกเขานำของป่าที่ตากแห้งอย่างดีมาวางไว้หน้าบ้านของตน อวดให้เถ้าแก่เฉียนมาตรวจดู ถ้าของไม่ดีหรือขึ้นรา เถ้าแก่เฉียนก็จะไม่รับซื้อเลย และถ้าหากมีเจตนาไม่ซื่อยัดไส้ของปลอมมาหลอกขาย ก็จะถูกจัดอยู่ในบัญชีผู้ถูกปฏิเสธซื้อขาย ไม่รับซื้อของบ้านนั้นอีกเลยตลอดไป อู๋ต้าเหนียงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านชิงซานที่ถูกปฏิเสธเช่นนี้
งานตรวจนับสินค้า ชั่งน้ำหนัก ห่อบรรรจุ เถ้าแก่เฉียนมอบหมายให้คนงานที่จ้างมาชั่วคราวเป็นผู้ทำ ส่วนเขาเวลานี้กำลังถูกกลุ่มหญิงแม่บ้านห้อมล้อม เพื่อดูสินค้าที่เขาขนจากข้างนอกมาตั้งแผงขาย
“เถ้าแก่เฉียน ครั้งนี้ทำไมถึงขนผ้ามาแค่ไม่กี่ชิ้นเล่า สีก็เรียบทึม หรือถูกลูกค้าที่หมู่บ้านก่อนหน้าแย่งซื้อไปหมดแล้ว?” ท่านย่าสามสกุลกู้แม้จะอายุเพียงสี่สิบกว่าปี แต่นับตามศักดิ์อาวุโสก็สูงกว่าหญิงแม่บ้านคนอื่นๆ เป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เปิดให้เลือกซื้อสินค้าจึงมีเพียงไม่กี่คนที่จะกล้าไปเบียดแย่งกับนาง
ลูกสาวคนเล็กของย่าสามก็คืออาอิง ปีหน้าก็จะครบสิบสี่ปีแล้ว พี่ใหญ่ซึ่งทำงานในตำบลช่วยหาคู่ครองให้อาอิง ได้พูดคุยกับบ้านสกุลหนึ่งในหมู่บ้านซึ่งห่างจากตำบลไปราวยี่สิบหลี่ไว้แล้ว นัดหมายว่าอีกประมาณครึ่งเดือนจะไปพบหน้ากัน ย่าสามอยากตัดเสื้อผ้าใหม่ที่สีสันสดใสให้ลูกสาว ใครจะคิดว่าผ้าที่เหลืออยู่หากไม่ใช่สีดำก็เป็นสีเทาเช่นนี้ ช่างทำให้คนผิดหวังเสียจริง
เถ้าแก่เฉียนได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ก็หยิบห่อผ้าห่อหนึ่งจากด้านล่างสุดของตะกร้าใบหนึ่งขึ้นมา เมื่อแกะออกก็เห็นผ้าฝ้ายสีแดงเข้มชิ้นหนึ่ง เขายิ้มพูดว่า “ท่านย่าสาม นี่เป็นผ้าที่ภรรยาข้าให้ข้าซื้อหาไปฝาก แต่ในเมื่อบ้านท่านจำเป็นต้องใช้ ก็ให้อาอิงไปก่อนก็ได้”
ย่าสามลูบดูเนื้อผ้า ฝีมือทอเรียกได้ว่าละเอียดประณีต สีสันก็ย้อมได้สม่ำเสมอ จึงพยักหน้าพอใจและยิ้มว่า “เช่นนั้นก็ขอบคุณเถ้าแก่เฉียนแล้ว ผ้าชิ้นนี้คงมิได้ราคาถูกกระมัง”
“กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ผ้าชิ้นนี้ข้าซื้อจากในเมืองเหยี่ยนเฉิงมาราคาสองร้อยเหวิน ท่านซื้อไปสองร้อยเหวิน ข้าไม่เก็บเพิ่มแม้แต่เหรียญเดียวเลย” เถ้าแก่เฉียนพูดกลั้วหัวเราะ
เหล่าสตรีรอบข้างที่ถูกตาต้องใจผ้าชิ้นนี้เช่นกันต่างก็มองมาด้วยตาร้อนผ่าว แต่เมื่อได้ยินราคาก็พากันสูดลมหายใจเย็นเยือก... สองร้อยเหวิน! สามารถซื้อผ้าได้พับหนึ่งเลยทีเดียว ตัดเสื้อผ้าแปดเก้าตัวก็ยังเหลือ
ย่าสามลังเลเล็กน้อย ของป่าหนึ่งชั่งขายได้สองเหวิน บ้านตนต้องขายของตั้งหนึ่งร้อยชั่งถึงจะแลกผ้าชิ้นนี้มาได้ เพียงแต่ผ้าชิ้นนี้ไม่เลวเลยจริงๆ สีสันก็สดสวย หากลูกสาวคนเล็กได้สวมใส่ละก็ จะต้องงดงามดั่งบุปผาแรกแย้มเป็นแน่
“ย่าสาม นี่เป็นผ้าฝ้ายล้วนเนื้อละเอียดจากทางใต้ ท่านดูงานทอและงานย้อมนี่สิ เศรษฐีในตำบลคิดอยากซื้อก็ยังซื้อไม่ได้เลย” เถ้าแก่เฉียนเห็นท่าแล้วก็ไม่รบเร้าอีก เพียงเก็บผ้าพลางอธิบายว่าเพราะเหตุใดราคาจึงแพงเช่นนี้ เดิมทีก็เป็นของที่ตนซื้อไปฝากภรรยาที่บ้าน ไม่ได้คิดจะนำออกมาขายอยู่แล้ว
ย่าสามได้ยินแล้วก็กัดฟันกระทืบเท้าทีหนึ่ง “เถ้าแก่เฉียน ข้าต้องการผ้าชิ้นนี้ รอให้ขายของป่าเสร็จแล้ว ข้าจะนำเงินมาให้ท่าน”
บ้านที่พี่ชายพูดคุยไว้ให้ลูกสาว ฐานะนับว่ามั่งมี และอยู่ใกล้กับตัวตำบลมาก ลูกสาวของนางรูปร่างหน้าตาเข้าที หากได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดจากผ้าชิ้นนี้ เรื่องเกี่ยวดองคงจะไม่พ้นมือแน่ หากลูกสาวได้แต่งออกไปจากบ้านป่ายากแค้นนี้ได้ อีกครึ่งชีวิตที่เหลือก็คงไม่ลำบากอีกแล้ว แม้ต้องสิ้นเปลืองเงินสักหน่อยก็คุ้มค่า...
เหล่าหญิงแม่บ้านและลูกสาวในหมู่บ้านต่างมาออกัน เลือกหาเข็ม ม้วนด้าย และข้าวของที่จำเป็น บ้านไหนที่พอมีเงินก็เลือกซื้อผ้าด้วย เอาไว้ใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้เด็กๆ ก่อนจะถึงเทศกาลปีใหม่ เพราะช่วงเวลาก่อนปีใหม่ไม่มีพ่อค้าเข้ามาในเขตเขาแล้ว
หลิวซื่อกลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น นางมองดูสินค้าที่อยู่ในตะกร้าจากไกลๆ ในใจคิดคำนวณมาแต่ต้นแล้ว ถึงอย่างไรอีกสองวันพวกเขาก็จะไปในตำบล สินค้าที่ไหนก็ถูกกว่าของที่เถ้าแก่เฉียนขนมาทั้งนั้น แล้วนางจะจ่ายเงินที่ไม่ควรต้องเสียไปทำไมกัน ส่วนของป่าในบ้าน หากไม่ใช่เพราะที่บ้านไม่มีม้ามีลา นางก็คงไม่ขายให้เถ้าแก่เฉียน ปล่อยให้เขาเก็บค่าคนกลางไปเช่นนี้หรอก
หมู่บ้านชิงซานสามสิบกว่าครอบครัว กว่าจะชั่งตวงของป่า และนับเงินเสร็จ ก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว เถ้าแก่เฉียนพาลูกน้องขอค้างแรมในหมู่บ้าน วันรุ่งขึ้นก็จูงม้าจูงล่อยกขบวนกันกลับไป
กู้เยี่ยรออยู่ที่นอกหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ข้างเท้าของนางคือเข่งที่ใส่สัตว์ตากแห้งมาจนเต็มใบ
เถ้าแก่เฉียนจำกู้เยี่ยเอ๋อร์ได้ เรื่องของนางแพร่ออกไปภายนอกจากปากของคนในหมู่บ้าน ในภาพทรงจำของเถ้าแก่เฉียน นางเป็นเด็กน้อยน่าสงสารที่ถูกมารดาเลี้ยงทรมาน
เมื่อเห็นนางมาดักรออยู่บนทางที่ขบวนสินค้าต้องผ่าน เถ้าแก่เฉียนก็ประหลาดใจมาก เดินขึ้นหน้ามาไต่ถาม “แม่นางน้อย เจ้ามีของจะขายหรือ”
กู้เยี่ยพยักหน้า ก่อนแหวกกองใบไม้ที่ปกคลุมด้านบนเข่งออก ถามเสียงเบาว่า “ไม่ทราบว่า ไก่กับกระต่ายป่าที่ตากแห้งแล้ว เถ้าแก่เฉียนรับซื้อหรือไม่”
“รับสิ” หมู่บ้านหลายแห่งแถบนี้มีคนที่ล่าสัตว์เป็นไม่มาก พรานอย่างเช่นนายพรานจาง ปกติในบ้านล้วนมีล่อมีลากันอยู่แล้ว สามารถขนของป่าไปขายในตำบลได้เองสะดวก ดังนั้นทุกครั้งที่เถ้าแก่เฉียนมาจึงไม่ค่อยได้ซื้อสินค้าจำพวกนี้นัก
เขาส่งเสียงครุ่นคิดในลำคอครู่หนึ่งแล้วบอกกับแม่นางน้อย “เป็ดไก่ตากแห้งในตำบลปกติราคาชั่งละยี่สิบเหวิน ข้าไม่คิดเอากำไรจากเจ้าหรอก รับซื้อชั่งละยี่สิบเหวินเหมือนกันละกัน”
“ขอบคุณเถ้าแก่เฉียน!” แม้จะไม่รู้ราคาเนื้อสัตว์ป่า แต่นางรู้ว่าเถ้าแก่เฉียนทำการค้าอย่างเป็นธรรมเสมอมา คงไม่เอาเปรียบเด็กอย่างนางด้วยเงินไม่กี่เหวิน
กู้เยี่ยหยิบเนื้อสัตว์ตากแห้งออกมาทีละตัวทีละตัว เถ้าแก่เฉียนยิ่งดูก็ยิ่งแปลกใจ ในเข่งนั้นมีไก่ป่าอยู่ถึงแปดตัว กระต่ายป่าห้าตัว และยังมีสัตว์ปีกขนาดเล็ก เช่น นกพิราบอีกหลายตัว หลังจากชั่งดูแล้ว รวมๆได้ถึงสี่สิบกว่าชั่ง
เด็กคนนี้ไปเอาเนื้อป่ามากมายขนาดนี้มาจากที่ไหน
“สี่สิบสองชั่งหกตำลึง คิดให้เจ้าสี่สิบสามชั่งไปเลย รวมแล้วก็แปดร้อยหกสิบเหวิน” เถ้าแก่เฉียนมิใช่คนคิดมาก ไม่ได้ซักไซ้ที่มาของของเหล่านี้ เขาดีดลูกคิดครู่หนึ่งก็คำนวณออกมาได้อย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณท่านมาก และขอร้องท่านช่วยปิดเป็นความลับด้วย ต่อไปหากพี่ชายข้าล่าสัตว์มาได้อีก ต้องรบกวนท่านแล้ว” กู้เยี่ยดูออกว่าเขาคงนึกสงสัยอยู่ในใจ จึงถือโอกาสอธิบายเล็กน้อย ถึงอย่างไรสัตว์ป่าส่วนใหญ่เหล่านี้ก็เก็บมาจากหลุมกับดักที่กู้หมิงขุดไว้ ที่บอกว่าพี่ชายล่ามาได้ก็ไม่นับว่าโป้ปด
เพียงแต่สิบกว่าวันหลังมานี้ สัตว์ที่ได้จากในหลุมกับดักลดน้อยลงไปมาก บางครั้งไม่เจอเลยถึงสองสามวัน และการได้สัตว์เหล่านี้มาก็ออกจะพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง ราวกับว่ามีคนจงใจนำมาทิ้งไว้ในหลุมกับดักอย่างไรอย่างนั้น แต่เป็นใครกันล่ะ
กู้เยี่ยรับเงินมาและใช้ซื้อข้าวซื้อแป้งสาลีดีๆเสร็จเรียบร้อย ระหว่างเดินกลับไปตามทางเดินเล็กๆ ปากก็พึมพำคนเดียวไปด้วย องครักษ์ลับซึ่งเดินตามหลังนางมาไกลๆ ได้ยินสิ่งที่นางแคลงใจ ก็คิดถึงตอนที่เจ้านายของตนตามจับกระต่ายป่าไก่ป่าอย่างโง่งมอยู่ทุกวี่วัน ในใจพลันนึกฉงนสงสัย... แม่นางน้อยผู้นี้มีอะไรพิเศษนักหนา ถึงทำให้เจ้านายต้องลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ หรือว่า... เจ้านายชอบเคี้ยวกระดูกอ่อน? ว่าแต่ ‘กระดูอ่อน’ ท่อนนี้นิ่มเกินไปหรือไม่
ตอนกลางคืน องครักษ์ลับนอนพักผ่อนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากบ้านสกุลกู้นัก จู่ๆก็ได้ยินแผนการหนึ่งจากเรือนกลางที่มุ่งเป้ามายังผู้ที่เขาคอยคุ้มกันอยู่
เวลานี้เข้าสู่กลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศบนเขาทั้งกลางวันกลางคืนหนาวเย็นลงมาก บ้านสกุลกู้จึงเริ่มก่อไฟเข้าเตียงเตา หลังจากหลิวซื่อกล่อมเสี่ยวจ้วงเข้านอนแล้ว ก็เขย่าเรียกสามีที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น
กู้เฉียวถูกรบกวนเวลานอน จึงกล่าวอย่างหงุดหงิดรำคาญ “อะไรเล่า เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ยังจะไม่ให้นอนอีกรึ”
“พ่อ หลายวันมานี้ข้าคิดมาตลอดเลย เคราะห์ชะตาของบ้านเรา ไหนจะเสียงของข้า ล้วนเกี่ยวพันกับนางหนูกู้เยี่ยเอ๋อร์ทั้งนั้น ข้าว่านางเป็นดาวไม้กวาด ท่านก็ไม่เชื่อ” หลิวซื่อบ่นฮึดฮัด
กู้เฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนซักถามว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ท่านดูสิ เดิมทีท่านเป็นถึงผู้ช่วยหลงจู๊อยู่ในเมือง ได้แต่งงานกับสาวใช้จากตระกูลใหญ่ มีชีวิตรุ่งเรือง แต่พอนางหนูนั่นเกิดออกมา ท่านก็ถูกเจ้าของร้านไล่ออก ต้องกลับมาที่หมู่บ้านยากจนข้นแค้นนี่ แถมเหมียวซื่อภรรยาเก่าของท่านจากที่ดีๆอยู่ ก็มาล้มป่วยตายไปกะทันหัน ต้องเป็นเพราะดวงของนางข่มไว้แน่ๆ เสียงของข้าก็หายไปพูดไม่ออกหลังจากข้าด่าว่านาง” นี่คือสิ่งที่หลิวซื่อเก็บกลั้นมาตลอดหลายวัน ที่แท้ก็ขบคิดเรื่องนี้ออกมาได้
กู้เฉียวคิดอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อเห็นว่าสามีคล้อยตาม หลิวซื่อก็รุกคืบต่อ “ถ้ามีดาวไม้กวาดนั่นอยู่ ต่อไปบ้านเราก็อย่าคิดเลยว่าจะดีขึ้นได้ ไม่แน่ว่ายิ่งนางโตขึ้น ดวงอาจจะยิ่งข่มคนในบ้านหนักขึ้นตามอายุก็ได้ เสี่ยวจ้วงของเรายังเล็กแค่นี้ อย่าให้ต้องถูกนางทำให้ลำบากเลย...”
“แล้วเจ้าคิดว่าทำอย่างไรดี คนทั้งคนเชียวนะ จับนางไปฝังให้ตายไม่ได้หรอก” กู้เฉียวไม่ได้นึกสงสารเห็นใจลูกสาวแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงความเย็นชาและความไม่ชอบหน้านางเท่านั้น
“ฟังท่านพูดเข้าสิ ข้าเป็นคนใจร้ายเช่นนั้นหรือ?” หลิวซื่อกลอกตาค้อนใส่เขา “ข้าไปสืบถามมาแล้ว ในตำบลมีหญิงนายหน้าคนหนึ่ง ซื้อเด็กจากบ้านยากจนไปอบรมบ่มเพาะ จากนั้นก็ขายไปเป็นสาวใช้ให้กับตระกูลใหญ่ในเมือง”
“เจ้าหมายความว่า จะขายนางหนูนั่น?” ในน้ำเสียงของกู้เฉียวแฝงความลังเลอยู่หลายส่วน
“สมัยนี้คนขายลูกมีน้อยเสียที่ไหน ท่านให้กำเนิดนาง เลี้ยงนางจนโตป่านนี้ เงินที่ขายนางได้ก็ถือเป็นค่าตอบแทนแสดงความกตัญญูที่มีต่อพ่ออย่างท่านนั่นแหละ” หลิวซื่อพูดจาท่าทางอย่างเป็นเรื่องปกติ
กู้เฉียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เห็นด้วยกับความคิดของหลิวซื่อ แผนร้ายที่จะจัดการกู้เยี่ยก็เริ่มขึ้น ณ จุดนี้
1. เสี่ยวเฉียน แปลตรงตัวว่า เศษเหรียญ หรือเศษเงิน โดยคำว่า เฉียน เดิมหมายถึงเหรียญสำริดหรือเหรียญทองแดง ปัจจุบันใช้แทนคำว่าเงินตรา และยังเป็นนามสกุลของชาวจีนด้วย
2. หลี่ หรือลี้ เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เทียบระยะประมาณ500 - 600เมตร
3. ดาวไม้กวาด เป็นคำเรียกดาวหางในภาษาจีน ตามลักษณะที่ดูคล้ายไม้กวาดก้านยาว ในความเชื่อโบราณของจีน ปรากฏการณ์ดาวหางจะนำมาซึ่งเหตุร้าย จึงนำมาใช้เปรียบเปรยถึงคนที่นำพาเคราะห์ร้ายมาให้คนอื่น
บทที่ 14: ฮูหยินเจิ้นกั๋วกง
แสงอาทิตย์อัสดงอาบย้อมป่าเขาให้กลายเป็นสีแดง สาดลอดผ่านช่องของกิ่งไม้ เกิดลำแสงสีทองเป็นริ้วเป็นสาย ทั้งยังทอดเงาพาดเฉียงไปบนถนนของเขตเขาที่คดเคี้ยววกวน ปะปนด้วยเงาร่างของผู้ใหญ่สองคนและเด็กสองคนกำลังเดินอยู่
หนึ่งคนในนั้นพร่ำบ่นไม่หยุดหย่อน “เร็วหน่อยสิ! อืดอาดชักช้าแบบนี้ ถ้าถึงลานหินใหญ่ไม่ทันค่ำมืด เดี๋ยวจะปล่อยพวกเจ้าสองคนไว้ให้หมาป่ากินเสียเลย”
เงาร่างของคนทั้งสี่นี้ก็คือกู้เฉียวกับหลิวซื่อ และกู้หมิงกับกู้เยี่ยนั่นเอง
เช้าตรู่วันนี้ ไม่รู้ว่าหลิวซื่อเกิดเพี้ยนอะไรขึ้นมา มาพูดคุยกับกู้เยี่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน
‘วันนี้ดูท่าอากาศจะหนาวลงกว่าเดิม เสื้อนวมของเจ้าเมื่อปีก่อนสั้นเต่อใส่ไม่ได้แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเลือกผ้าในตำบลมาตัดชุดนวมให้ใหม่’
หญิงร้ายกาจเปลี่ยนไปจากปกติราวกับปีศาจจำแลง กู้หมิงยืนอยู่ด้านหลังน้องสาว ถามอย่างระแวงว่า ‘เมื่อวานตอนที่เถ้าแก่เฉียนมา มิใช่ว่าขนผ้ามาด้วยหรือ เหตุใดจึงไม่ซื้อกับเถ้าแก่เฉียนเล่า จะวิ่งไปถึงตัวตำบลที่อยู่ไกลเช่นนั้นทำไมกัน’
‘หมิงเอ๋อร์ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า! ช่วงนี้หิมะยังไม่ตก เจ้าไปตัดฟืนมาตุนไว้ให้มากหน่อยดีกว่า’ กู้เฉียวกลัวว่าลูกชายจะทำเสียเรื่อง จึงรีบออกปากกันท่าลูกชายไปทางอื่น
หลิวซื่อเห็นว่าตัวอุปสรรคอย่างกู้หมิงเดินออกจากประตูไปอย่างลังเล ก็ปั้นหน้าฉีกยิ้มพูดกับกู้เยี่ยต่อ ‘ผ้าที่เถ้าแก่เฉียนขายเป็นของเหลือจากที่คนอื่นเลือกกันไปหมดแล้ว จะไปมีของดีได้ที่ไหน พูดก็พูดไป ผ้าหนึ่งฉื่อของเขาแพงกว่าในตำบลตั้งสองเหวินแหนะ เคี่ยวอย่างกับปลิงดูดเลือด เราเลยไม่ซื้อผ้าของเขาไงจ๊ะ เยี่ยเอ๋อร์ เจ้าโตเท่านี้แล้ว ยังไม่เคยเข้าไปในตำบลเลยใช่หรือไม่ จะได้ถือโอกาสครั้งนี้พาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย’
กู้เฉียวก็ร่วมวงพูดหว่านล้อมด้วย ‘ในตำบลมีขนมแป้งนึ่งน้ำตาลขาว และแป้งหวานทอดใส่ไข่3ขายด้วย แล้วก็ยังมีแป้งปิ่งอบที่ทั้งหอมทั้งกรอบ พ่อจะพาเจ้าไปชิม’
‘ท่านพ่อ ท่านพ่อ! เสี่ยวจ้วงจะกินแป้งนึ่ง!’ เด็กอ้วนตุ๊ต๊ะวัยสามขวบถูกต้าจ้วงพี่ชายยุส่ง จึงร่ำร้องจะไปตัวตำบลด้วย
กู้เฉียวกับหลิวซื่อมีธุระต้องจัดการ จะพาตัวถ่วงสองคนนี้ไปด้วยได้อย่างไร ทั้งปลอบแล้วปลอบอีก ปรามแล้วปรามอีก และรับปากทั้งคู่ว่าจะซื้อแป้งนึ่งน้ำตาลขาวกับปิ่งอบกลับมาให้ ถึงจะหยุดมารปีศาจตัวน้อยนั่นลงได้
กู้เยี่ยเหลือบมอง ‘การแสดง’ ของสองสามีภรรยาคู่นี้โดยไม่พูดไม่จา นางอยากลองดูซิว่าทั้งสองจะเล่นลูกไม้อะไร โบราณว่า ‘ข้าศึกมาแม่ทัพต้าน น้ำบ่ามาคันดินกั้น’ นางจะลองเล่นไปตามน้ำของคนคู่นี้ดูสักครั้ง จะว่าไป นางเองก็อยากรู้เช่นกันว่า ตำบลที่ต้าจ้วงเสี่ยวจ้วงอยากไปนักไปหนานั้นเป็นอย่างไร
จากหมู่บ้านชิงซานไปยังเขตตำบลต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงสองวันเต็ม หลังจากกู้เฉียวกับหลิวซื่อสองสามีภรรยาซึ่งมีแผนการในใจพากู้เยี่ยออกเดินทางได้หนึ่งชั่วยาม กู้หมิงซึ่งไม่ไว้ใจคนทั้งสองก็ติดตามไปจนทัน ครั้นแล้วคณะเดินทางที่มีสามคนก็กลายเป็นสี่คนด้วยประการฉะนี้
ร่างนี้ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ทั้งยังสุขภาพอ่อนแอ บำรุงมานานเพียงนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายที่ทรุดโทรมกลับคืนเป็นปกติได้ นางเดินได้ช้าก็เรื่องหนึ่ง ซ้ำยังต้องหยุดพักเป็นระยะอีกด้วย แม้ในห้วงมิติจะมียาน้ำที่ช่วยเพิ่มพละกำลัง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่สองคนและพี่ชายอีกหนึ่งคน กู้เยี่ยก็ยากจะหยิบออกมาได้ ทำได้เพียงค่อยๆก้าวเดินช้าๆอยู่ด้านหลัง
กู้หมิงคอยอยู่ข้างๆนางอย่าง.อดทน ยามที่นางเหนื่อยล้าก็ช่วยประคอง และเอ่ยปากให้นางขี่หลังอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกกู้เยี่ยปฏิเสธทุกครั้งไป กู้หมิงก็อายุเพียงสิบเอ็ดปีเหมือนกัน ทางเดินในเขตเขาขรุขระยากลำยาก ลำพังแค่เขาเดินคนเดียวก็ใช้แรงไม่น้อยแล้ว กู้เยี่ยไม่อยากเพิ่มภาระให้พี่ชายอีก
บริเวณข้างทางระหว่างหมู่บ้านชิงซานกับตัวตำบลมีลานเรือนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ก่อรั้วด้วยหิน ภายในมีกระท่อมหญ้าที่สร้างอย่างเรียบๆหยาบๆหลังหนึ่งไว้ให้คนที่สัญจรผ่านมาได้แวะพักค้างแรม คนที่จะเข้าไปด้านในต้องจ่ายค่าเช่าหนึ่งเหวิน
รอบบริเวณห่างไปไกลสิบกว่าหลี่ไม่มีบ้านเรือนผู้คน ตกกลางคืนสัตว์ป่าในเขตเขามักออกมาหากิน การพักแรมข้างนอกย่อมไม่ปลอดภัย ลานหินใหญ่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่พักผ่อนที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนที่เดินทางผ่านถนนในเขตเขา
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว กว่าจะถึงลานหินใหญ่ยังห่างอีกหลายหลี่ ครั้นดูสภาพกู้เยี่ย เท้าของนางเวลานี้คงมีตุ่มพองเลือดออกซิบๆแล้วเป็นแน่ ทุกก้าวที่ย่ำลงราวกับเต้นระบำอยู่บนปลายมีด ทิ่มแทงเจ็บปวดไปถึงใจ นางเดินกะโผลกกะเผลกเช่นนี้จนรั้งท้ายพวกหลิวซื่อมาไกล
เสียงสุนัขป่าหอนดังก้องมาจากในป่าที่มืดมิด หลิวซื่อสะดุ้งตกใจ ถึงกับสะท้านไปทั้งตัว กู้เฉียวเหลียวกลับไปมองแวบหนึ่งแล้วก็ขมวดคิ้ว พยายามข่มกลั้นความโกรธพูดออกไปอย่างหงุดหงิดรำคาญ “ชักช้าอะไรเช่นนี้ ถ้าฝูงหมาป่ามา พวกเราหนีกันไม่พ้นแน่”
“ท่านพ่อ ท่านไปก่อนเถอะ ไม่ต้องสนข้าหรอก!” ฝ่าเท้าของกู้เยี่ยแสบร้อนไปหมด โทสะในใจก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเขาเลย น้ำเสียงในถ้อยคำจะไปดีได้ที่ไหน
กู้เฉียวสบถในใจ... ถ้าไม่เพราะเงินหลายตำลึงนั่น ข้าก็คร้านจะสนใจเจ้าอยู่แล้ว!
ทว่า เขากลืนความคับแค้นนี้ลงไป พูดด้วยน้ำเสียงที่ฮึดฮัดอยู่บ้าง “มานี่ พ่อแบกเจ้าเอง!”
ไม่มีเรื่องกลับเอื้อเฟื้อเจือจาน ไม่ใช่คนคดโกงก็เป็นโจรชั่วช้า... กู้เยี่ยเบะปากคว่ำ ก่อนปีนขึ้นหลังของกู้เฉียวอย่างไม่เกรงใจ ในความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ ผู้เป็นบิดาไม่เคยอุ้มนางเลยสักครั้ง ได้แต่มองด้วยสายตาเย็นชา คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่บิดาให้ขี่หลังเช่นนี้ได้ ถ้าหากเป็นเจ้าของร่างคนเดิม คงจะดีใจน้ำตาคลอหน่วยไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น กู้เยี่ยก็มีทีท่าสบายอกสบายใจยิ่ง... ไม่ต้องเปลืองแรงก็เป็นเรื่องน่ายินดีมิใช่หรือ?
องครักษ์ลับซึ่งติดตามมาอยู่ห่างๆ เห็นแม่นางน้อยสีหน้าระรื่นเช่นนั้น ก็แอบทอดถอนใจ... จะถูกบิดามารดาขายอยู่แล้ว ยังจะดีใจเช่นนี้อีก พอถึงตัวตำบล เจ้าจะดีใจไม่ออก
เขาใคร่ครวญอย่างหนักอีกครั้ง... ต้องบอกแม่นางน้อยให้รู้ตัวหรือไม่ แต่ตอนที่เจ้านายจะจากไป ได้กำชับเขาเป็นพิเศษว่า หากไม่ถึงเวลาคอขาดบาดตายจริงๆ ห้ามเปิดเผยฐานะตนเองเด็ดขาด เช่นนั้นก็รอดูไปอีกหน่อยเถิด
ระหว่างที่พักค้างแรมในลานหินใหญ่หนึ่งคืน กู้เยี่ยแอบทายาที่เท้าของตน ทั้งยังดื่มยาน้ำที่ช่วยขจัดความเหนื่อยล้า และช่วยฟื้นฟูพละกำลังไปหลายขนาน ก่อนจะนอนหลับสนิททั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่าได้อีกครั้ง แต่ฝ่ายกู้เฉียวกับหลิวซื่อ หลังจากเดินเท้ามาตลอดทั้งวัน ตกกลางคืนก็นอนหลับไม่สบาย สีหน้าท่าทางอ่อนล้ายิ่ง
ครอบครัวกู้หมิงสี่คนเดินไปตามถนนมุ่งหน้าสู่ตำบลเล็กๆที่ไร้ชื่อ
ทางด้านเมืองหลวงของแคว้นตงหลิงที่อยู่ห่างไปไกล ภายในจวนเจิ้นกั๋วกง หญิงงามวัยราวสี่สิบปีผู้หนึ่ง ในมือลูบคลึงหยกขาวมันแพะเนื้อเนียนละเอียดอยู่ ดวงตาคู่สวยค่อยๆมีน้ำตาวาวใสเอ่อคลอราวกับหยดน้ำค้าง
ประตูถูกผลักเปิด ผู้เข้ามาคือบุรุษวัยกลางคนท่าทาง.องอาจน่าเกรงขามแม้มิได้โมโหโกรธา เขาก็คือเจ้าของจวนเจิ้นกั๋วกง ผู้ครองบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกง นามว่าฉู่ปู้ฝาน เมื่อเห็นฮูหยินของตนลูบหยกพกครึ่งซีกน้ำตาไหลรินอยู่เงียบๆอีกครั้ง เขาก็ทอดถอนใจอย่างจนปัญญา เขาก้าวอาดๆเข้าไปในห้อง มือใหญ่ด้านหนาเต็มไปด้วยปุ่มไตกุมมือนุ่มบอบบางของหญิงงามเบาๆ กล่าวปลอบโยนเสียงนุ่มนวล “คิดถึงเป่าเอ๋อร์อีกแล้วหรือ”
“ท่านพี่ ตอนเป่าเอ๋อร์เกิด สุขภาพก็ไม่ค่อยดี ตอนที่นางจากไปยังอายุไม่ครบเดือนเลย เพียงพริบตาเดียวสิบกว่าปีแล้ว ข้ากลัวว่านาง...” น้ำตาคลอบดบังสายตาให้เห็นเพียงลางเลือน นางเงยหน้าขึ้นมองเจิ้นกั๋วกงอย่างโศกเศร้า สีหน้าขาวซีดด้วยความห่วงกังวล
“ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เป่าเอ๋อร์ของเราสวรรค์เมตตาวาสนาดี จะต้องไม่เป็นอะไรแน่ เจ้ารองกับเจ้าห้าก็ออกไปตามหาที่เมืองเหยี่ยนเฉิงแล้ว ไม่ช้านานก็คงมีข่าวคราวกลับมา ร่างกายของเจ้าอ่อนแอ ต้องระมัดระวังเรื่องคิดมากฟุ้งซ่าน ถ้าหากล้มป่วยไป พอตามลูกสาวกลับมาได้ แล้วใครจะดูแลนางล่ะ” ในใจเจิ้นกั๋วกงเองก็ห่วงกังวลอยู่หลายส่วนเช่นกัน แต่ไม่กล้าเผยต่อหน้าฮูหยินอันเป็นที่รัก
ครอบครัวของพวกเขาเพิ่งจะพลิกคดีเรียกคืนความเป็นธรรมกลับมาได้เกือบจะหนึ่งปี ช่วงเวลาเกือบปีนี้ เขาให้คนคอยตามหาบุตรสาวที่พลัดพรากไปอยู่ข้างนอกตลอด แต่กลับไม่มีข่าวคราวเลย ครั้งนี้เขาให้บุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่ห้าไปด้วยตัวเอง บางทีสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องอาจจะนำพาให้พวกเขาตามหาน้องสาวเพียงคนเดียวเจอก็เป็นได้
แรกเริ่มเดิมทีเรื่องวุ่นวายนี้เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก หลังจากฮูหยินซึ่งเร่งกลับไปบ้านเดิมเพื่อร่วมพิธีศพของบิดาได้ทราบข่าวร้ายทางบ้านสามี ก็เกิดเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด ให้กำเนิดบุตรสาวออกมา บุตรสาวเพียงคนเดียวของสกุลฉู่รุ่นที่สาม และเป็นบุตรสาวแก้วตาดวงใจที่ทายาทเจิ้นกั๋วกงในขณะนั้นอย่างฉู่ปู้ฝานรอคอยมานานหลังจากมีบุตรชายมาแล้วถึงหกคน
สกุลฉู่ในครั้งนั้นถูกจัดฉากใส่ร้ายว่าสมคบคิดกับศัตรูก่อการกบฎ หลักฐานแน่นหนา ไม่อาจอธิบายแก้ตัว แม้ว่าจะอัญเชิญป้ายทองเว้นโทษตายได้ แต่ก็ยังยากจะหลีกพ้นโทษทัณฑ์ ถูกเนรเทศให้ไปอยู่เขตชายแดน จวินซื่อฮูหยินทายาทเจิ้นกั๋วกงในยามนั้นเกรงว่าจะพบความยากลำบากระหว่างทาง ทั้งกลัวว่าจะมีคนลอบเล่นงานอะไรลับหลังอีก จึงฝากบุตรสาวที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานไว้กับสาวใช้ที่จงรักภักดี
ทว่าเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาแทบพลิกแผ่นดินตามหาทั่วเมืองเหยี่ยนเฉิง ก็ยังหาสาวใช้ผู้นั้นไม่พบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุตรสาวของพวกตนเลย ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงน้ำตานองหน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บรรดาบุตรชายต่างคิ้วขมวดกลัดกลุ้ม ถ้าหากไม่เพราะติดงานหลวง เจิ้นกั๋วกงก็อยากจะไปยังเมืองเหยี่ยนเฉิง เพื่อตามหาบุตรสาวผู้น่าสงสารของเขาด้วยตัวเองเช่นกัน
ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงได้ยินดังนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นว่า “ท่านพูดถูก มีคนกล่าวว่าแม่ลูกผูกสายใย รอให้ร่างกายข้าฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว ข้าจะไปเหยี่ยนเฉิงด้วยตัวเอง จะต้องนำนางมากลับได้แน่”
เจิ้นกั๋วกงไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน หวั่นที่สุดก็คือน้ำตาของฮูหยิน เมื่อเห็นนางคิดได้ดั่งฝนซาฟ้าเปิดเช่นนี้แล้ว ก็ถอนหายใจโล่ง.อกในที่สุด เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาวางไว้ตรงโต๊ะเบื้องหน้าฮูหยิน แล้วกล่าวว่า “ฮว่าเอ๋อร์ส่งจดหมายมา เวลานี้เขาติดตามท่านพ่อไป น่าจะถึงด่านอวิ๋นฉงแล้ว”
“วิทยายุทธ์และวิชารบของฮว่าเอ๋อร์ได้รับสืบทอดจากท่านพ่อและท่านโดยตรงไปจนหมด ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลกระมัง ทัพศัตรูครั้งนี้เพียงแค่รุกรานชายแดนบริเวณเล็กๆ สกุลฉู่เรารุ่งเรืองมาได้ด้วยวิชาสู้รบ เรื่องออกทัพจับศึกเป็นเรื่องที่ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องเจอ ให้เขาได้ออกไปฝึกฝนเก็บประสบการณ์ก็เป็นเรื่องดี” ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงเปิดจดหมายออกอ่านคร่าวๆรอบหนึ่งก็เก็บจดหมายไป
“นายท่าน ฮูหยิน คุณหนูหลานฮูหยินทั้งสองมาขอคารวะเจ้าค่ะ” ชุนเยี่ยนสาวใช้ข้างกายของฮูหยินเจิ้นกั๋วกงแหวกม่านประตูเดินเข้ามา
เจิ้นกั๋วกงยืดตัวขึ้นแล้วกล่าวว่า “ฮูหยิน ข้ามีธุระต้องจัดการที่ห้องหนังสือด้านนอก ให้เหมี่ยวเอ๋อร์กับหลีเอ๋อร์มาพูดคุยเป็นเพื่อนเจ้าเถอะ ชุนเยี่ยนคอยดูแลฮูหยินของเจ้าให้ดื่มยาด้วย หากเอายาไปรดดอกซานฉาต้นนั้นอีก ต่อให้เป็นช่างสวนที่เก่งกว่านี้ก็ยื้อชีวิตกลับมาไม่ได้หรอก”
ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงมองสามีอย่างขัดเขินทีหนึ่ง “รีบไปทำธุระของท่านเถิด ข้าจะดื่มยาทั้งหมด... ถ้าหากเป็นยาที่ไม่ขมและบำรุงร่างกายข้าได้ไวๆก็น่าจะดียิ่ง”
จวินหลีเอ๋อร์ยิ้มพรายเข้ามายอบกายคารวะเจิ้นกั๋วกงและฮูหยิน ก่อนจะกล่าวอย่างร่าเริงว่า “อาหญิง ได้ยินว่าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ปรุงยาใหม่ขนานหนึ่งออกมา สามารถบำรุงเลือดลม ฟื้นฟูปอดกระเพาะให้แข็งแรงได้”
“แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่?” เจิ้นกั๋วกงชักเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้องกลับมา แล้วหันมองจวินหลีเอ๋อร์ “ใช่คนที่หลอมยาลูกกลอนที่ให้ผลดีกว่าน้ำแกงยา และชนะการประลองโอสถตั้งแต่อายุสิบห้าผู้นั้นหรือไม่”
“เรียนท่านอาเขย ใช่คนผู้นั้นจริงๆเจ้าค่ะ ยาชนิดใหม่ที่หลีเอ๋อร์พูดถึงก็เป็นยาลูกกลอน เพียงแค่บิให้แตกก่อนแล้วดื่มน้ำอุ่นตาม ไม่ขมเลยแม้แต่น้อย” จวินหลีเอ๋อร์เป็นหลานสาวสกุลจวินของฮูหยินเจิ้นกั๋วกง ใบหน้ามีส่วนละม้ายคล้ายฮูหยินอยู่หลายส่วน ยามแย้มยิ้มจะมีลักยิ้มบางๆตรงข้างแก้ม ดูน่ารักสดใสยิ่งนัก
1. กั๋วกง เป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางจีนในสมัยโบราณ แต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์หรือผู้มีความดีความชอบ โดยบรรดาศักดิ์ห้าชั้นรองจากชั้นอ๋องคือ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน แต่ละสมัยจะมีลำดับแยกย่อยในแต่ละชั้นแตกต่างกัน กั๋วกงถือเป็นขั้นสูงสุดในชั้นกง
2. แป้งนึ่งน้ำตาลขาว หรือไป๋ถังเกา (แปะทึ้งก้วย) คือเค้กข้าวเจ้านึ่งโดยปรุงด้วยน้ำตาลทรายขาว ในภาษากวางตุ้งไป๋ถังเกาออกเสียงว่าปาท่องโก๋
3. แป้งหวานทอดใส่ไข่ หรือเจียนปิ่งกั่วจื่อ คือแป้งปรุงรสหวานทอดเป็นแผ่นบาง ทาด้วยซอสสีแดง ใส่ไข่และอาจโรยผัก หรือใส่ไส้อย่างอื่น เวลารับประทานจะห่อเป็นม้วน ปัจจุบันคนไทยเรียกว่าเครปจีน
4. ข้าศึกมาแม่ทัพต้าน น้ำบ่ามาคันดินกั้น เป็นสำนวน หมายถึงการแก้ไขปัญหาที่พลิกแพลงไปตามสถานการณ์
5. ไม่มีเรื่องราวกลับเอื้อเฟื้อเจือจาน หากไม่ใช่คนคดโกงก็เป็นโจรชั่วช้า เป็นคำพังเพยหมายถึง การกระทำของคนที่หวังผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้อื่น มักจะเข้ามาตีสนิททำดีด้วยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
6. ดอกซานฉา หรือซานฉาฮวา แปลตรงตัวว่าดอกชาภูเขา หมายถึงต้นคามิลเลีย (Camellia)
บทที่ 15: ต่อรองราคา
ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่มาบ้างเช่นกัน นางคิ้วขมวดหากันน้อยๆ พลางส่ายหน้าช้าๆ “ยาลูกกลอนที่แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่หลอมเองกับมือนั้น เกรงว่าถึงจะมีเงินทองมากมายก่ายกองก็ใช่ว่าจะเจียดมาได้ ปีนี้ยาของแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ที่ร้านจี้หมินถังส่งเข้าเมืองหลวงมาโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ล้วนถูกผู้สูงศักดิ์มากอำนาจจับจองกันหมดแล้ว หากเราไปตอนนี้คงต้องกลับมามือเปล่าแน่ ช่างเถอะ น้ำแกงยาแม้จะขม แต่ทนกลั้นใจดื่มหน่อยก็ได้...”
“ถ้าต้องดื่มน้ำแกงยาขมปี๋ทุกวี่วัน ความอยากอาหารก็คงถูกทำลายไปด้วย ยิ่งเดิมทีฮูหยินก็ไม่ค่อยนึกอยากกินอะไรอยู่แล้ว... ให้ข้าคิดหาวิธีสักหน่อยก่อน...” เจิ้นกั๋วกงตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
จวินซื่อยังคงส่ายหน้าช้าๆ “ท่านพี่ หากเวลานี้ท่านช่วยหายาลูกกลอนมาบำรุงข้า ก็ต้องใช้เส้นสายไหว้วานเป็นหนี้บุญคุณคนอีก เราเพิ่งจะกลับมาเมืองหลวงไม่นาน ท่านพ่อยังต้องคุมอำนาจทหารทางเหนือ ท่านอย่าเพิ่งไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับขุนนางราชสำนักจะดีกว่า”
“เรื่องนี้ข้าจะระวังให้ดี” เจิ้นกั๋วกงฉู่ปู้ฝานส่งสายตาปลอบประโลมให้นางสบายใจ จากนั้นก็หันไปพยักหน้าให้หลานสาวสายเลือดห่างๆ ทั้งสองคนของจวินซื่อ แล้วก้าวออกไปทางเรือนสวนด้านหน้า
จวินหลีเอ๋อร์เห็นเจิ้นกั๋วกงออกไปแล้วก็คลายท่าทีเกร็งลง นางเข้ามาหาด้านหน้าจวินซื่อ พูดจาเสียงออดอ้อนว่า “ท่านอา ร้านจี้หมินถังมีสาขาอยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงด้วย ถ้าหากที่เมืองหลวงซื้อไม่ได้ หลานจะเขียนจดหมายไปบอกท่านพ่อ อาศัยฐานะในเมืองเหยี่ยนเฉิงของสกุลจวินเรา ซื้อยาลูกกลอนไม่กี่เม็ด ร้านจี้หมินถังก็น่าจะยินยอมนะเจ้าคะ”
คำว่า ‘เหยี่ยนเฉิง’ สะกิดใจฮูหยินเจิ้นกั๋วกงให้เศร้าซึมขึ้นมาอีกครั้ง จวินเหมี่ยวเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็รีบพูดปลอบด้วยเสียงเล็กๆเนิบช้า “อาหญิง ท่านพ่อและท่านอาทั้งหลายช่วยกันใช้สายสัมพันธ์ทั้งหมดที่มี ขอเพียงญาติผู้น้องยังอยู่ในเมืองเหยี่ยนเฉิง จะต้องเจอตัวแน่ๆเจ้าค่ะ”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่าพวกท่านพี่อาจจะหาน้องเจอแล้ว อาจจะกำลังอยู่ระหว่างทางกลับเมืองหลวงก็ได้” จวินหลีเอ๋อร์รีบผสมโรงทันที
จวินซื่อมีหลานสาวสายหลักเพียงคนเดียว และออกเรือนไปแล้ว เพื่อช่วยคลายความคิดถึงบุตรสาวให้นาง สกุลจวินจึงเลือกแม่นางน้อยสายแขนงที่เฉลียวฉลาดรู้ความสองคน ส่งมาอยู่ข้างกายให้นางได้หายเศร้าซึม จวินเหมี่ยวเอ๋อร์อ่อนโยนนุ่มนวล จวินหลีเอ๋อร์ร่าเริงสดใส มีสองศรีพี่น้องคอยยิ้มแย้มน่ารักอยู่ใกล้ๆ จวินซื่อก็วางความห่วงหาอาวรณ์บุตรสาวลงได้ชั่วคราว พูดคุยเล่นกับทั้งสองถึงเรื่องราวที่กำลังแพร่หลายในเมืองหลวง
กระทั่งจวินซื่อดื่มยาและหลับไป จวินเหมี่ยวเอ๋อร์และจวินหลีเอ๋อร์จึงค่อยกลับไปที่เรือนของตัวเอง
“น้องห้า เจ้าว่า... จะหาลูกสาวท่านอาเจอหรือไม่” จวินเหมี่ยวเอ๋อร์พูดเสียงเล็กและเนิบช้า น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงทอดถอนใจก็ไม่ปาน
“ใครจะรู้เล่า ผ่านมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว แต่ขอแค่คนยังอยู่ อย่างไรก็ต้องหาเจอเข้าสักวัน” จวินหลีเอ๋อร์พูดจาฉะฉาน ให้ความรู้สึกสดใสมีชีวิตชีวา
จวินเหมี่ยวเอ๋อร์มองนางครั้งหนึ่งด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ในสกุลมีแต่น้องห้าเท่านั้นที่หน้าตาคล้ายท่านอา คนที่ไม่รู้ยังคิดไปว่าน้องห้าเป็นลูกสาวแท้ๆของท่านอาเลย ถ้าหากตามหาญาติผู้น้องไม่เจอจริงๆ... ไม่แน่ว่าท่านอาอาจจะรับน้องห้าเป็นลูกบุญธรรมให้คอยปรนนิบัติรับใช้ก็ได้ ถึงตอนนั้น น้องห้าก็จะได้เป็นคุณหนูแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงแต่เพียงผู้เดียว”
“พี่รอง ข้าได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากท่านได้อย่างไรกัน” จวินหลีเอ๋อร์หุบยิ้ม ชักสีหน้ามองพี่สาวร่วมสกุลของตน
“มีอะไรหรือ น้องห้าคิดมากเกินไปแล้ว” จวินเหมี่ยวเอ๋อร์ยิ้มหวานละมุนยิ่งกว่าเดิม นางเยื้องย่างอย่างแช่มช้อย เดินเข้าเรือนของตนเองไป
ภายในจวนเจิ้นกั๋วกง พี่น้องร่วมสกุลจวินคู่นี้ต่างมีเรือนพักของตัวเอง แม้ลานเรือนจะเล็กกะทัดรัด แต่กลับมีชิงช้าคนละตัว ที่สำคัญที่สุดก็คืออยู่ใกล้กับ ‘เรือนเคียงขวัญ’ ของฮูหยินเจิ้นกั๋วกงอย่างยิ่ง
เมื่อครั้งอยู่ในบ้าน จวินเหมี่ยวเอ๋อร์ก็เป็นลูกหลานเรือนเล็กที่ได้รับความรักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างมาก เพราะนิสัยของนางคล้ายกับท่านอาหญิงเรือนใหญ่ผู้นี้ สกุลจวินจึงส่งนางมาอยู่เป็นเพื่อนท่านอา บิดาของนางไม่ได้เป็นขุนนางไม่ได้ทำงานมีอาชีพ ไม่เหมือนกับบิดาของน้องห้าที่เป็นถึงเจ้าเมือง มียศขุนนางลำดับรองขั้นสี่
ถ้าหากนางได้เป็นลูกบุญธรรม ก็จะได้เป็นคุณหนูสกุลขุนนาง ทั้งยังได้เป็นคุณหนูจวนขุนนางขั้นหนึ่งด้วย ไปที่ใดก็จะได้รับความเคารพยกย่อง... เพียงแต่ เห็นได้ชัดว่าจวินหลีเอ๋อร์น้องสาวร่วมสกุลผู้นี้กลับเป็นที่โปรดปรานของท่านอามากกว่านาง จวินหลีเอ๋อร์ก็คือหินขวางเท้าก้อนใหญ่ที่สุดในการที่นางจะได้ขึ้นเป็นคุณหนูเจิ้นกั๋วกง!
“เสี่ยวเหมย เจ้าว่าที่พี่รองพูด หมายความว่าอย่างไร ข้าฟังอย่างไรก็เข้าใจว่านางจะให้ข้าไปขัดขวางพวกท่านอาไม่ให้ตามหาญาติผู้น้องอย่างนั้นแหละ” จวินหลีเอ๋อร์นิสัยเปิดเผยซื่อตรง แต่มิได้โง่เขลา คนจากตระกูลใหญ่มีสักกี่คนกันที่โง่เง่า?
เสี่ยวเหมยขมวดคิ้วมุ่น มองไปที่ ‘สวนแสงวสันต์’ แวบหนึ่งก่อนพูดว่า “คุณหนู ท่านอย่าได้เชื่อนางเด็ดขาดนะเจ้าคะ ยังไม่พูดถึงเรื่องว่าท่านอาหญิงจะรับหลานสกุลจวินเป็นลูกบุญธรรมหรือไม่ ท่านอาหญิงกับท่านอาเขยของท่านตั้งใจทุ่มเทตามหาคุณหนูผู้น้องยิ่งนัก หากพวกท่านรู้ว่าคุณหนูลงมือกระทำการใดๆ จะต้องหน่ายแหนงท่านแน่เจ้าค่ะ”
“เรื่องเช่นนี้ต้องให้เจ้าบอกหรือ” จวินหลีเอ๋อร์สะบัดชายสายเงื่อนคาดเอวเล่น เบ้ปากน้อยๆ “เป็นลูกหลานเรือนเล็กก็คือลูกหลานเรือนเล็ก วางท่ามีคุณธรรมจรรยาถอดแบบตามอี๋เหนียงผู้นั้นของนางมาไม่มีผิด เงียบหงิมเรียบร้อยไปทั้งตัว คิดว่าข้าโง่จะให้นางหลอกใช้จริงๆเหรอ ถึงฐานะของคุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงจะดึงดูดใจคนนัก แต่คุณหนูลูกเจ้าเมืองอย่างข้าก็ด้อยกว่าเสียที่ไหน ท่านอารักเอ็นดูข้าเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ทำให้ท่านเสียใจอยู่แล้ว เสี่ยวเหมย เจ้ากับเสี่ยวเจาคอยจับตาดูสวนแสงวสันต์ให้ดี อย่าให้จวินเหมี่ยวเอ๋อร์ก่อเรื่องอะไรเดือดร้อนมาถึงพวกเราได้”
ภายในห้องหนังสือที่เรือนด้านหน้า บุรุษร่างกายสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่ง ผมสีดอกเลาทั่วทั้งศีรษะ ใบหน้าไว้หนวดเครารุงรัง เข้ามากล่าวลาต่อเจิ้นกั๋วกง “ท่านกั๋วกงได้กลับคืนถิ่นฐานแล้ว ข้าน้อยจากบ้านเกิดมาก็ร่วมสามสิบปี ถึงเวลากลับบ้านเดิมเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบเช่นกัน”
“ลุงกู้ ท่านเป็นคนเก่าคนแก่ที่ติดตามท่านพ่อมาสามสิบปี ระหว่างทางที่พวกเราถูกเนรเทศ เพื่อช่วยลูกน้อยสองคนของข้า ท่านยังเกือบเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก สำหรับสกุลฉู่ของเรา ท่านก็เหมือนญาติคนหนึ่ง ที่บ้านท่านก็ไม่มีใครอื่นแล้ว สู้อยู่ในจวนช่วยฝึกฝนพวกเด็กๆให้เป็น.องครักษ์ที่ดี ไม่ดีกว่าหรือ...” เจิ้วกั๋วกงโน้มน้าวรั้งตัวไว้อย่างสุดกำลัง
เหล่ากู้เผยรอยยิ้มซื่อตรงจริงใจ “เชื้อสายสกุลแขนงของข้าเหลือเพียงข้าคนเดียวแล้ว ข้าไม่อาจปล่อยให้สายสกุลต้องขาดลงที่ข้าได้ ก่อนที่ข้าจะมาเป็นทหารร่วมทัพ ได้ให้ประมุขสกุลรับเด็กสกุลเดียวกันคนหนึ่งมาเป็นลูกบุญธรรม กลับไปครั้งนี้ ประการหนึ่ง ก็เพื่อจะใช้เวลาทดสอบหน่วยก้านทายาทคนนี้ของข้าสักหน่อย ถ้าหากว่าใช้ได้ ก็จะพากลับมาเมืองหลวง ให้มาทำงานรับใช้จวนกั๋วกงต่อไป ประการที่สอง บ้านเดิมของข้าอยู่ไม่ไกลจากเมืองเหยี่ยนเฉิง จะได้ช่วยตามหาคุณหนูน้อยด้วย...”
เจิ้นกั๋วกงได้ยินดังนั้นก็ไม่รบเร้าอีกต่อไป เขาให้พ่อบ้านหยิบตั๋วเงินมาให้หลายใบ รวมแล้วเกือบพันตำลึง จากนั้นก็ยัดใส่มือเหล่ากู้ “ท่านโปรดรับเงินเหล่านี้ไว้ บ้านของท่านทางตะวันตกของเมือง ช่วงที่ท่านไม่อยู่ ข้าจะให้จ่างกุ้ยไปดูแลให้” จ่างกุ้ยก็คือชื่อของพ่อบ้าน ซึ่งเป็นบ่าวรับใช้ของสกุลฉู่มาหลายรุ่น
เหล่ากู้ออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ก็เก็บเสื้อผ้าเก่าติดตัวไปเพียงสองชุด จ้างรถม้าเก่าๆคันหนึ่งเดินทางไปทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังตำบลเล็กๆที่ไร้ชื่อทางเขตเหนือของเมืองเหยี่ยนเฉิง
ที่ตำบลเล็กๆไร้ชื่อ หลิวซื่อส่งสายตาให้กู้เฉียว กู้เฉียวก็พยักพเยิดไม่ให้มีพิรุธ อากัปกิริยาเหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตาของกู้เยี่ยที่เฝ้าสังเกตสองสามีภรรยาอยู่ตลอด
กู้เฉียวกระแอมไอเล็กน้อยก่อนพูดกับกู้หมิงที่กวาดตามองอย่างตื่นตาไปทั่ว “หมิงเอ๋อร์ เจ้าหิวไหม ที่หัวมุมถนนด้านนั้นมีปิ่งอบขาย เจ้าไปซื้อมาสองสามก้อนรองท้องสักหน่อย” พูดพลางส่งเงินให้กู้หมิงหกเหวิน
ปิ่งอบก้อนละสองเหวิน หลิวซื่อเห็นแล้วก็พูดอย่างปวดใจ “ให้เงินไปเยอะอย่างนั้นทำไมกัน ซื้อมาก้อนเดียวแล้วแบ่งๆกันชิมก็พอแล้ว ทำอย่างกับพวกเราไม่ได้พกเสบียงมาด้วยอย่างนั้นแหละ”
พวกเขานำเสบียงมาด้วย เพียงแต่เป็นก้อนแป้งธัญพืชนึ่งใส่ไส้ผักป่า จะไปหอมกรอบอร่อยถูกปากเหมือนอย่างปิ่งอบได้อย่างไร กู้หมิงฉวยรับเหรียญทองแดงจากมือบิดาอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งพรวดผละไปทันที ขณะวิ่งก็หันมาขยิบตาให้กู้เยี่ยทีหนึ่ง “น้องรอก่อนนะ พี่จะซื้อปิ่งอบมาให้เจ้ากิน ปิ่งอบต้องอร่อยมากๆเลย!”
หลิวซื่อวิ่งตามไปสองสามก้าว แต่ถูกกู้เฉียวเอ็ดใส่ “กลับมา! แค่เงินไม่กี่เหวิน ไม่ต้องไปเสียดายหรอก ธุระหลักสำคัญกว่า”
หลิวซื่อเดินด่าอุบกลับมา ฝ่ามือที่เหมือนกีบหมูยื่นมาหวังคว้าแขนของกู้เยี่ย แต่กู้เยี่ยหลบเลี่ยงอย่างว่องไว กู้เฉียวจับยึดไหล่กู้เยี่ยหมับ หลิวซื่ออาศัยจังหวะรวบเอวของนางแน่นแล้วลากตัวไปในที่เปลี่ยวลับตาคน
“ท่านจะพาข้าไปไหน” กู้เยี่ยรู้แต่แรกแล้วว่าสองสามีภรรยาพานางออกจากเขตเขามาเพราะมีแผนการไม่ซื่อ เมื่อครู่ที่ให้กู้หมิงไปซื้อปิ่งอบก็เพียงหาข้ออ้างให้แยกออกไป เพื่อจะได้กระทำการสะดวก
“พาไปไหนรึ ก็พาเจ้าไปสุขสบายน่ะสิ” หลิวซื่อเห็นกู้เยี่ยดิ้นรนไม่ยอมร่วมมือแต่โดยดี ก็หิ้วคอเสื้อด้านหลังของนางเหมือนกับหิ้วลูกไก่ กู้เฉียวเอามือไพล่หลังเดินตามไป
“ปล่อยข้านะ ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น! ข้าจะรอพี่ชายอยู่ที่นี่!” กู้เยี่ยส่งเสียงร้อง แต่เสียดายที่กู้หมิงวิ่งไปไกลแล้ว จึงไม่ได้ยินเสียงน้องสาวร้องให้ช่วย ถนนสายนี้ค่อนข้างเปลี่ยว บ้านเรือนสองข้างทางปิดประตูสนิท บนทางเดินทอดยาวมองไม่เห็นใครสักคน
หลิวซื่อรีบปิดปากนาง กลัวว่าจะถูกใครมาพบเข้าเจอ แล้วฉุดนางเข้าไปในบ้านเก่าร้างหลังหนึ่ง ภายในบ้านหลังนั้นจอดรถม้าไว้คันหนึ่ง และในรถม้าก็มีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วมา หญิงอ้วนซึ่งบนคางมีไฝดำเด่น ยืนเท้าเอวก่นด่าน้ำลายแตกฟอง “จะร้องอะไรนักหนา ที่ถูกขายมาให้ข้านับเป็นบุญของพวกเจ้าแล้ว! พอไปถึงเมืองเหยี่ยนเฉิง ถ้าเชื่อฟังแต่โดยดี คนที่เขารับไปก็จะทำให้พวกเจ้าได้อยู่ดีกินดี แต่ถ้าใครกล้าคิดหนี... ข้าจะตีขาให้หักเลย! เหล่าเฮย เหล่าจ้วง เฝ้าคนไว้ให้ข้าดีๆนะ... พวกเจ้าสองคนมาทำอะไร ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้ามาก็ได้นะ!”
หลิวซื่อปั้นยิ้มประจบ หิ้วกู้เยี่ยมาหาตรงหน้าหญิงอ้วน ก่อนจะค้อมเอวให้ “ได้ยินว่าท่านรับซื้อเด็กผู้หญิง...”
หญิงอ้วนใช้สายตาเหมือนเวลามองเลือกสินค้า ไล่สังเกตรูปร่างหน้าตากู้เยี่ยก่อนจะจุปากพูด “ลูกสาวบ้านเจ้าทำไมถึงผอมเช่นนี้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคมานะ?”
“ไม่ได้ป่วย ไม่ได้ป่วย แข็งแรงดี! แต่บ้านข้ายากจน ลูกก็เยอะ กินกันไม่อิ่มท้อง ก็เลยผอมไปสักหน่อย” กู้เฉียวรีบตามมาอธิบายเป็นพัลวัน
ดวงตา.กลมโตดำสนิทคู่นั้นของกู้เยี่ยจ้องถมึงไปที่กู้เฉียว... เป็นพ่อประสาอะไร ใจร้ายใจดำได้ขนาดนี้ เอาสูกสาวมาขายได้ลงคอ! ชีวิตของลูกสาวด้อยค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้เหยียบย่ำถีบส่งกันตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้
หญิงอ้วนมองสังเกตใบหน้าของกู้เยี่ยอย่างละเอียดอีกครั้ง “ถึงจะผอมแห้งไปบ้าง แต่ก็หน้าตาน่ามอง โดยเฉพาะดวงตาคู่นี้ พอโตเป็นสาวไม่รู้ว่าจะชวนให้คนลุ่มหลงกันกี่มากน้อย เอ้า นี่สองตำลึงเงิน เอาไปซะ ทิ้งคนไว้ที่นี่ แล้วพวกเจ้าก็ออกไปได้แล้ว”
หลิวซื่ออยากต่อรองราคาสักรอบ แต่หญิงอ้วนโบกมืออวบไล่อย่างไม่แยแส “ลูกสาวบ้านเจ้าผอมอย่างกับกิ่งไม้ ถ้าให้ชั่งน้ำหนักดู เจ้าคิดว่าจะได้ซักเท่าไรเชียว สองตำลึงนี่แหละ อยากขายก็ขาย ไม่ขายก็เอากลับไป อย่ามาทำให้พวกข้าเสียเวลาเข้าเมืองเหยี่ยนเฉิง”
กู้เฉียวดึงตัวหลิวซื่อที่นึกขัดเคืองใจออกไป สองคนเดินกลับไปบนถนนอีกครั้ง หลิวซื่อหรี่ตาสามเหลี่ยมตี่ๆลง เดาะเงินสะเก็ดในมือเล่นเกิดเสียงแกร๊งๆด้วยใบหน้ายิ้มพราย แล้วจึงหยิบขึ้นมาใส่ปากลองกัดดู
1. อี๋เหนียง เป็นคำที่ใช้เรียกอนุภรรยา โดยได้ทั้งลูกหลานและบ่าวไพร่
2. เหล่า ในที่นี้แปลว่าแก่หรือเก่า วางไว้หน้าสกุลหรือชื่อ ใช้เรียกผู้วุโสด้วยความเคารพนับถือหรือเรียกสหายเก่า
3. เงินสะเก็ด หรือซุ่ยอิ๋น หมายถึงเงินขาวที่ตัดแบ่งจากเงินแท่งหรือเงินก้อนออกเป็นเศษชิ้นเล็กๆ น้ำหนักรูปร่างแต่ละชิ้นแตกต่างกันไป ใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนซื้อขายได้โดยทั่วไป
บทที่ 16: ต่างตามหาน้องสาวสุดหล้าฟ้าเขียว
กำจัดนางหนูน่ารังเกียจทิ้งไปได้ ทั้งยังได้เงินมาใช้สองตำลึง หลิวซื่ออารมณ์ดีอย่างยิ่ง ยิ้มตาหยีกล่าวว่า “พ่อ เราไม่ได้เลี้ยงนางเด็กบ้านั่นไปเปล่าๆเลยนะ นับว่ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง เงินสองตำลึงนี้พอให้ต้าจ้วงแต่งสะใภ้เข้าบ้านเลย”
“เจ้าจะเอาเงินที่ขายลูกสาวข้าไปแต่งสะใภ้ให้ลูกชายเจ้าหรือ ฝันไปเถอะ!” กู้เฉียวขยับขึ้นหน้ามาแย่งเงินจากมือนาง
หลิวซื่อร่างกายอ้วนท้วนแต่กลับหลีกหลบคล่องแคล่วปราดเปรียว เมื่อเห็นสามีโกรธเกรี้ยว นางจึงเปลี่ยนคำพูด “ลูกชายท่านลูกชายข้าอะไรกัน ทำไมต้องแบ่งชัดเช่นนั้นเล่า ท่านเลี้ยงต้าจ้วงมาจนโต เมื่อแต่งสะใภ้แล้ว จะไม่กตัญญูต่อท่านได้หรือ? จะว่าไป ปีหน้ากู้หมิงก็จะอายุสิบสอง อีกไม่ถึงสองปีก็คุยเรื่องแต่งงานได้แล้ว ถึงตอนนั้นข้าก็ต้องเป็นธุระจัดการให้เขาไม่ใช่หรือ?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็หยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็เด่นชัดขึ้นอีกหลายส่วน “ยังมีลูกเสี่ยวจ้วงของเราอีกคน ช่างเป็นเด็กเฉลียวฉลาดยิ่ง หากโตอีกหน่อยค่อยส่งเขาไปเรียนเขียนอ่านที่สถานศึกษา ไม่แน่ว่าอาจให้เขาไปสอบบัณฑิตซิ่วไฉเป็นนายท่านกลับมา เมื่อถึงตอนนั้นท่านก็จะได้เป็นพ่อของซิ่วไฉเชียวนะ”
พูดถึงลูกชายคนเล็ก สีหน้าของกู้เฉียวก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทันที “เจ้าพูดก็ถูก มีเรื่องให้ต้องใช้เงินอีกมาก เจ้าก็ต้องเก็บออมเงินไว้ให้ดีล่ะ”
กู้หมิงซื้อปิ่งอบกลับมาที่จุดเดิม ไม่เห็นบิดา มารดาเลี้ยง และน้องสาวก็ร้อนใจ เดินตามหาไปตามถนน ครั้นเห็นเงาร่างของบิดากับมารดาเลี้ยงอยู่ไกลๆ เขาก็ชูปิ่ง.อบตามไป จึงได้ยินหลิวซื่อพูดพล่ามไม่หยุดว่า
“นางหนูกู้เยี่ยอาจจะนึกขอบคุณเราในภายหลังก็ได้ ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่า แม่ของเด็กสองคนนั่น แต่ก่อนเคยเป็นสาวใช้ของคุณหนูตระกูลใหญ่ ลำพังแค่เงินที่เจ้านายตบรางวัลให้แต่ละเดือนก็ใช้ไม่หมดแล้ว ถ้านางถูกขายเข้าบ้านคนรวยตระกูลสูงศักดิ์ ก็จะสุขสบายยิ่งกว่าอยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารอย่างพวกเราเสียอีก...”
“อะไรนะ พวกท่านพาน้องไปขายรึ!” กู้หมิงปราดเข้ามา มองดูเงินที่หลิวซื่อกำอยู่ในมือ ดวงตาแดงก่ำขึ้นทันใด “พวกท่านพาน้องไปขายที่ไหน เอาเงินมาให้ข้านะ ข้าจะไปไถ่ตัวน้องกลับมา!”
“ไสหัวไปซะ!” กู้เฉียวเดินขึ้นหน้ามาจับแขนกู้หมิงที่พยายามจะแย่งเงินไป จากนั้นก็โยนเขาไปข้างทาง กู้หมิงล้มกองกับพื้น
“ท่านพ่อ! ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ ถึงน้องจะเป็นลูกสาว แต่นางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านแท้ๆ มีเลือดของท่านไหลเวียนอยู่ในตัวนางนะ ท่านพ่อ หัวใจของท่านทำด้วยอะไร ทำไมถึงใจร้ายขายลูกสาวตัวเองได้เช่นนี้” กู้หมิงมองหน้าบิดาของตนทั้งน้ำตา สายตาของเขาราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
กู้เฉียวปากขยับอึกอัก เหมือนมีคำที่อยากจะพูด แต่ก็กลัวว่าจะส่งผลที่พวกเขาไม่อาจจะรับไหว จึงกลืนถ้อยคำกลับลงไป ก่อนพูดเสียงแข็งขึ้นว่า “ถ้าน้องสาวเจ้าถูกคนสกุลใหญ่ๆ ซื้อไปเป็นสาวใช้ ก็จะมีชีวิตสุขสบายยิ่งกว่าพวกเราที่กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นเสียอีก”
“แต่ท่านรับปากท่านแม่ไว้ไม่ใช่หรือ ท่านสัญญากับท่านแม่ว่าจะไม่ขายเราสองพี่น้องไปเป็นทาสรับใช้ ท่านแม่เพิ่งจากไปไม่กี่ปี ท่านก็ลืมหมดแล้วหรือ ต่อไปอีกร้อยปี ท่านจะมีหน้าไปพบท่านแม่ข้าได้อย่างไร” กู้หมิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน จ้องเขม็งมองกู้เฉียว ปากพร่ำตัดพ้อ
กู้เฉียวฟาดฝ่ามือพลางตวาดลั่น “อย่าเอ่ยถึงแม่เจ้า! ถ้าหากไม่เพราะนาง ข้าก็อาจได้เป็นหลงจู๊อยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงไปแล้ว ไม่ต้องมาตกระกำลำบากหลบๆซ่อนๆอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้หรอก แม่ของเจ้าต่างหากที่ไม่มีหน้ามาพบข้า!”
กู้หมิงปาดน้ำตาทิ้ง มองบิดาอย่างผิดหวัง จากนั้นก็ถอยหลังช้าๆไปหลายก้าว “ท่านพ่อ ท่านเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจนข้าแทบไม่รู้จักแล้ว ท่านไม่ยอมรับลูกสาวของตัวเอง แต่ข้ารักน้องสาวของข้า ข้าจะตามหาน้องกลับมาให้ได้” พูดจบก็วิ่งจากไป
“กู้หมิง เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” กู้เฉียวร้องเรียกอย่างร้อนรน คิดอยากจะตามไป แต่กลับถูกหลิวซื่อยื้อไว้
“จะตามไปทำไมกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเขาจะตามหญิงนายหน้าเจอหรือไม่ ถึงจะหาเจอ แต่ในตัวไม่มีเงินเลยสักนิด แล้วจะไถ่ตัวคนมาได้อย่างไร ท่านแค่รอ เดี๋ยวพอเขาหาจนเหนื่อยก็กลับมาเองนั่นแหละ” หลิวซื่อเก็บเงินอย่างระมัดระวังเต็มที่ จากนั้นก็ลากสามีไปที่ร้านขนมแห่งเดียวของตำบลนี้ เลือกซื้อขนมรวมแล้วถึงครึ่งชั่ง
ตอนที่ออกจากบ้านมา ลูกชายคนเล็กอยากตามมาด้วย นางต้องปลอบว่าจะซื้อขนมกลับไปให้ถึงจะยอมหยุด... ถ้าหากกลับไปแล้วไม่เห็นขนม เจ้าลูกคนนี้คงจะอาละวาดแน่ พอคิดถึงลูกชายคนเล็ก หลิวซื่อก็เผยสีหน้ารักใคร่เอ็นดูออกมา
กู้หมิงเหมือนแมลงวันไร้หัว ออกตามหาน้องสาวไปตามถนนและตรอกซอกซอยอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ในลานสวนบ้านที่กู้เยี่ยอยู่ตอนนี้ อันธพาลร่างสูงใหญ่สองคนต่างก็จมูกเขียวใบหน้าบวมช้ำ นอนกองอยู่บนพื้น หญิงนายหน้าอ้วนฉุเบิกตากว้างอย่างตื่นกลัว มองตอบสายตาเย็นชาที่กู้เยี่ยมองมา ในใจสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
ใครจะคิดเล่าว่า เด็กผู้หญิงตัวผอมแห้ง ดูแล้วเหมือนไม่ถึงสิบขวบ จะทำร้ายอันธพาลรูปร่างกำยำสองคนได้ราวกับเล่นของเล่น หญิงนายหน้าที่ทำการค้ามาหลายปีดีดัก เรื่องอะไรก็ล้วนเจอมานักต่อนัก กลับถึงคราวที่อ่านคนไม่ออกถูกเล่นงานกับเขาเหมือนกัน
กู้เยี่ยหยิบอาวุธใกล้ตัวขึ้นมา...ไม้รวกลำเล็กหนาเพียงนิ้วมือด้ามหนึ่ง จากนั้นก็ขว้างปักลงกับพื้น ก่อนเหลือบตาขึ้นมองหญิงนายหน้า พูดเสียงเฉียบขาดว่า “ข้ากูไหน่ไนจะไป เจ้ามีปัญหาหรือไม่”
“ไม่จ้ะ ไม่มีปัญหาเลย” หญิงนายหน้าเหลือบมองผู้ชายตัวโตๆ สองคนที่ยังนอนร้องโอดโอยบนพื้นคราหนึ่ง ก็รีบส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง... นางหนูตรงหน้านี้เป็นเทพดาวหายนะแท้ๆ รีบปล่อยไปไวเท่าไรได้ยิ่งดี!
กู้เยี่ยหันหลังแล้วก้าวขาผอมเล็กเดินอาดๆไปทางประตู จังหวะที่หญิงนายหน้าถอนหายใจหนักๆ นางก็หันขวับกลับมา... ยังกลับมาอีกเรอะ!
“จะ...เจ้าจะทำอะไร” หญิงนายหน้าถอยกรูดสุดกำลัง ได้ยินเสียงฟันของตัวเองกระทบกันอย่างชัดเจน
กู้เยี่ยเดินไล่ต้อนนางมาทีละก้าวทีละก้าว จนหญิงนายหน้าสะดุดหินก้อนหนึ่งทางด้านหลัง ก้นใหญ่หนาจ้ำเบ้ากระแทกลงกับพื้น แต่นางกลับไม่สนความเจ็บปวด รีบร้องขออภัยอีกฝ่ายระรัว
“ถ้าหากข้าไปเช่นนี้ การค้าขายครั้งนี้ของเจ้าไม่ขาดทุนหนักหรือ” น้ำเสียงของกู้เยี่ยแฝงไว้ด้วยความเลือดเย็น
หญิงนายหน้าโบกไม้โบกมือตอบแทบไม่ทัน “ไม่... ไม่เป็นไรเลย เจ้าอยากไปไหนก็ไปเถอะ ถ้าไม่มีค่าเดินทาง ให้ข้าออก...”
“จะไม่เป็นไรได้อย่างไร ทำการค้าต้องเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ข้าไปแล้ว เงินก็ต้องตามคืนกลับมาสิ! สามีภรรยาคู่นั้น ตอนนี้คงจะยังไม่ได้ออกไปจากตำบล เจ้าให้คนไปตามเสียเดี๋ยวนี้ ก็น่าจะยังตามทัน” กู้เยี่ยไม่คิดปล่อยสองสามีภรรยาใจดำไปง่ายๆ
หญิงนายหน้าได้ยินคำของนางก็ครุ่นคิดในใจ... แม่นางน้อยผู้นี้รูปร่างลักษณะไม่เหมือนสองสามีภรรยาคู่นั้นเลยสักนิด หรือว่าจะถูกจับตัวมา มิน่าเล่าเจ้าคนคู่นั้นถึงได้ไม่มีเยื่อใยอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย กล้าขายเด็กที่ไม่ใช่ลูกตัวเองนี่เอง ยอมมิได้ คิดหลอกเอาเงินจากข้าหลี่กุ้ยเฟินหรือ ไม่มีทางเสียหรอก!
หลังจากกู้เยี่ยเดินออกไปจากบ้านร้าง หญิงนายหน้าก็นำอันธพาลที่พากันเดินกะโผลกกะเผลกทั้งสองคนตามไปดักรอพวกกู้เฉียวอยู่ที่ปากทางเข้าตำบล พอเจอหน้า พวกเขาก็ไม่พูดไม่จารุมตีสองสามีภรรยาจนกองกับพื้น ครั้นล้วงหาเงินจากบนตัวคนได้ก็พากันผละไปจากที่ตรงนั้น
กู้เฉียวกับหลิวซื่อถูกหมัดถูกเท้ารุมทำร้ายอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่เพียงสูญเงินสะเก็ดไปสองตำลึง แม้แต่เหรียญทองแดงหลายสิบเหวินที่พกติดตัวมาก็ถูกขโมยไปจนสิ้น หลิวซื่อร้องห่มร้องไห้ด่าบิดามารดาผู้อื่นอยู่ครู่ใหญ่ ต่อว่าหญิงนายหน้าเป็นโจรขโมย แผดเสียงพร่ำว่าจะไปฟ้องร้องทางการ
กู้เฉียวรู้ผิดรู้ชอบอยู่แก่ใจ จะกล้าไปฟ้องศาลทางการได้อย่างไร จึงเตือนสติภรรยา สองคนมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ก็ได้แต่ยอมรับว่าเป็นคราวเคราะห์ของพวกตน
ภายในร้านอาหารเพียงแห่งเดียวของตำบลไร้ชื่อ หนุ่มดรุณวัยสองคนสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ประณีตพิถีพิถัน กำลังก้มหน้ากินอาหาร แต่กลับได้ยินเสียงร้องโหยไห้เสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอก “น้องสาวพี่ เจ้าอยู่ที่ไหน น้อง...”
“พี่รอง ดูท่าคนที่ตามหาน้องสาว คงไม่ได้มีแค่เราสองคนแล้ว” ฉู่มู่ไป่ถอนหายใจมองดูเงาร่างที่ร้อนรนกระวนกระวายด้านนอกหน้าต่าง
ฉู่มู่เฟิงส่ายศีษะเบาๆ “เด็กคนนั้นดูเหมือนอายุเพิ่งจะสิบขวบกว่า น้องสาวของเขาย่อมเด็กยิ่งกว่าเขา ถ้าหากแค่พลัดหลงกันก็แล้วไป แต่ถ้าถูกพวกลักพาตัวจับไปขาย...”
ฉู่มู่ไป่วางตะเกียบในมือลง แล้วลูบคลึงเรียวคิ้วไล่ความกลัดกลุ้มที่ปีนป่ายขึ้นมาเกาะกุมให้คลายลง “พี่รอง ท่านคิดว่าจะหาน้องสาวของเราเจอหรือไม่”
“เจอสิ จะต้องเจอ!” ทุกครั้งที่ฉู่มู่เฟิงคิดถึงน้องสาวคนเล็กทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันขึ้นมา ความรู้สึกรักสงสารก็จะผุดพลุ่งไปทั้งใจ “พวกเรามิใช่ว่าได้ข่าวหญิงนายหน้าที่พาหลันเซียงมาขายให้บ้านสกุลจวินแล้วหรือ ขอเพียงหาหญิงผู้นั้นพบ สอบถามหาภูมิลำเนาของหลันเซียงได้ เรื่องหาน้องเล็กเจอก็อยู่ไม่ไกลแล้ว”
“พี่รอง” ฉู่มู่ไป่ยังคงห่วงพะวง “น้องเล็กคงจะไม่... ตอนที่ส่งนางออกไปครั้งนั้น นางยังเด็กยิ่งนัก ร่างกายก็อ่อนแอ...”
“ไม่หรอกน่า! ครั้งนั้นท่านแม่มอบเงินและเครื่องประดับให้หลันเซียงไปไม่น้อย เพียงพอให้พวกนางกินอยู่อย่างสุขสบายไปได้หลายสิบปี น้องเล็กมีวาสนาฟ้าคุ้มครอง จะต้องรับตัวกลับมาได้แน่” ฉู่มู่เฟิงกล่าวเสียงหนักแน่น ราวกับมีเพียงวิธีนี้จึงจะช่วยเรียกขวัญกำลังใจของตนเองได้
“พี่รอง ท่านดูนั่น...” ฉู่มู่ไป่ชี้ไปทางนอกหน้าต่าง
บนถนนด้านนอกนั้น เงาร่างผอมบางสายหนึ่งมุ่งไปทางเด็กชายที่กำลังตามหาน้องสาว ปากก็ร้องตะโกน “พี่ชาย”
เสียงจ้อกแจ้กจอแจบนท้องถนนกลบกลืนเสียงตะโกนนั้น แต่เด็กชายตัวเล็กซึ่งอยู่ห่างไปไกลกลับคล้ายสัมผัสบางอย่างได้ หันร่างขวับกลับมาโดยไว สายตามองไปยังร่างของแม่นางน้อยผอมบางผู้นั้น
“น้อง!” เด็กชายถลาไปหา กอดแม่นางน้อยไว้ในอ้อมอกแน่น น้ำตาอาบแก้มของเขาอีกครั้ง
“ดีจริงๆ” ฉู่มู่ไป่มองสองพี่น้องที่กอดกันคู่นั้นด้วยสายตาอิจฉาชื่มชม เวลานี้ไม่รู้ว่าน้องสาวของพวกตนไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าพวกเขาพี่น้องจะได้พบกันเหมือนอย่างสองพี่น้องคู่นั้นหรือไม่... รอก่อนนะน้องเล็ก พวกพี่ๆจะต้องหาเจ้าให้พบให้ได้!
“น้อง หลิวซื่อบอกว่าขายเจ้าให้พวกนายหน้าไปแล้ว เจ้าแอบหนีออกมาหรือ” กู้หมิงสำรวจดูน้องสาวอย่างละเอียด เมื่อไม่พบร่องรอยผิดปกติอะไรบนตัวนางก็ถอนหายใจโล่ง.อก
กู้เยี่ยพยักหน้า “ตอนข้าอยู่ในบ้านนั้น เจอทางหมาลอดเข้าพอดี โชคดีที่ข้าผอมแห้ง จึงมุดออกมาได้โดยง่าย พี่ชาย พวกเรารีบออกไปจากตำบลนี้กันเถอะ จะได้ไม่ถูกหญิงนายหน้ากับลูกน้องของนางเจอเข้า”
“จริงด้วย ที่นี่อันตรายเกินไป รีบออกไปก่อนค่อยว่ากันเถอะ” กู้หมิงรีบดึงมือน้องสาว มุ่งหน้าไปทางที่จะออกจากตำบลอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงปากทางเข้าตำบล กู้เยี่ยก็แกล้งเอ่ยปากถามขึ้น “ไม่รอพวกท่านพ่อก่อนหรือ”
“รอพวกเขาทำไม ให้มาจับเจ้าไปขายอีกน่ะหรือ น้องพี่ กลับไปข้าจะขอร้องท่านปู่ประมุขสกุลให้แยกพวกเราออกไปอยู่ต่างหาก พี่จะล่าสัตว์ทำนาทำไร่เลี้ยงเจ้า พวกเราไม่กินไม่ดื่มของของคนพวกนั้น พวกเขาก็จะไม่มีข้ออ้างพาเจ้าไปขายอีก” การกระทำของกู้เฉียววันนี้ ทำให้กู้หมิงผิดหวังในตัวเขาอย่างที่สุด พ่อเช่นนี้พึ่งพาไม่ได้แล้ว!
“น้อง เจ้าหิวหรือไม่ ข้ายังมีปิ่งอบที่ซื้อเมื่อครู่อยู่ แม้จะเย็นไปบ้าง แต่แป้งกลิ่นหอมยิ่ง เจ้ารีบชิมดูสิ”
1. การสอบขุนนางในสมัยโบราณ หรือเคอจวี่ แบ่งเป็นฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ สอบเลื่อนทีละระดับขั้น เริ่มจากระดับอำเภอหรือจังหวัดเรียกว่าการสอบถงซื่อ ผู้สอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ มีสิทธิเข้าร่วมสอบเซียงซื่อในระดับมณฑล หากสอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหริน ซึ่งต้องเข้ามาสอบระดับฮุ่ยซื่อที่เมืองหลวงเพื่อขึ้นเป็นบัณฑิตจิ้นซื่อ จึงจะได้บรรจุเข้ารับราชการ เมื่อผ่านการสอบทั้งสามระดับ จะได้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งคือการสอบเตี้ยนซื่อ เพื่อคัดเป็นบัณฑิตเอกสามขั้น ซึ่งบัณฑิตเอกขั้นหนึ่งมีสามคน เรียงตามคะแนนเรียกว่า จ้วงหยวน (จอหงวน) ปั่งเหยี่ยน และทั่นฮวา นอกจากนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าสอบในระดับถงซื่อและผู้ที่เคยสอบระดับถงซื่อแต่ยังไม่ผ่าน เรียกว่า ‘ถงเซิง’
บทที่ 17: ศัตรูบนทางแคบ
กู้เยี่ยมองดูปิ่งอบที่ก้อนใหญ่กว่าศีรษะของตัวเอง ในใจก็แอบอุทานว่าปิ่งอบนี้ใช้ของดีและไม่หวงเครื่อง นางนำปิ่งอบมาแบะกลางเป็นสองซีก แล้วส่งซีกหนึ่งให้กู้หมิง “ข้ากินแค่นี้ก็พอแล้ว อีกสองก้อนที่เหลือเก็บเป็นเสบียงไว้กินระหว่างทางเถอะ”
กู้หมิงตามหาน้องสาวอยู่นานสองนาน จึงหิวจนท้องร้องจ๊อกๆแล้ว เขากัดเคี้ยวขนมปิ่งอบอย่างตะกรุมตะกรามจนสำลักตาแทบเหลือก
กู้เยี่ยกระเพาะลำไส้ไม่ค่อยดี จึงเคยชินกับการค่อยๆเคี้ยวกลืนช้าๆ เมื่อเห็นพี่ชายสำลักเช่นนั้น นางก็รีบล้วงเอาเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อสองเหรียญ “พี่ชาย ทางนั้นมีขายบะหมี่น้ำ พวกเราซื้อมาสักชามเถอะ มีน้ำแกงให้ดื่ม ร่างกายจะได้อุ่นขึ้นด้วย”
ในที่สุดกู้หมิงก็กลืนปิ่งอบที่ติดคอคำนั้นลงไปได้ เมื่อเห็นเหรียญในมือน้องสาวก็ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “เจ้าเอาเงินมาจากไหน คงไม่ได้แอบขโมยหลิวซื่อมาหรอกนะ? หญิงผู้นั้นขี้เหนียวเป็นที่สุด ถ้ารู้ว่าเจ้าแอบขโมยเงินนางมา จะต้องตีเจ้าตายแน่ๆ”
กู้เยี่ยค้อนใส่เขาทีหนึ่ง แล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “ใครขโมยเงินนางกัน ท่านก็รู้ว่าหญิงผู้นั้นแทบจะนอนกอดไหเงินอยู่แล้ว ข้าจะไปมีโอกาสขโมยเงินผู้อื่นได้อย่างไร นี่เป็นเงินที่ข้าเก็บสมุนไพรแล้วแอบตากไว้ที่บนเขาด้านหลังบ้าน เมื่อวานเอาไปขายให้เถ้าแก่เฉียน ได้มาไม่กี่เหวิน ไปเถอะ ข้าเลี้ยงบะหมี่น้ำท่านเอง”
“อย่าเลย ไม่ต้องซื้อหรอก เจ้าดูพระอาทิตย์สิ ถ้าออกจากตำบลไปตอนนี้ แล้วหาที่พักระหว่างทางไม่ได้จะอันตรายมากเลยนะ มีเงินอยู่หลายเหวิน พวกเราหาโรงจอดเกวียนถูกๆ พักแรมสักคืนก่อน ดีกว่าตากน้ำค้างข้างทางเป็นไหนๆ”
ถ้าหากมีเขาแค่คนเดียว อาจหาช่องใต้สะพานที่ไม่โดนลมใช้เป็นที่ซุกหัวนอนง่ายๆคืนหนึ่งได้ แต่น้องสาวร่างกายอ่อนแอ หากตาก.ลมหนาวทั้งคืน แล้วเกิดป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร
ระหว่างที่พูดคุยกัน เบื้องหน้าของเด็กทั้งสองก็มีเงามืดทาบทับ เงินสะเก็ดชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าสองพี่น้อง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าคนหนึ่ง สวมชุดคลุมยาวผ้าแพรต่วนสีฟ้าใส ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาดุจหยกสลักเกี้ยวครอบ ดวงตาวาวแววดั่งดวงดาว
เด็กหนุ่มหล่อเหลาอะไรเช่นนี้!... กู้เยี่ยตาเป็นประกายขึ้นมาทันใด มุมปากเผยรอยยิ้มอย่างพวกแม่ยก
“เอ่อ...คุณชายท่านนี้ พวกเราไม่ใช่ขอทาน” ศักดิ์ศรีซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดสำหรับกู้หมิงถูกทำลายอย่างเจ็บปวด เขาก้มหน้ามองน้องสาวและตัวเอง เห็นเสื้อผ้าคับสั้นและเก่าขาด ซ้ำยังนั่งกินขนมปิ่งอบอยู่ข้างทาง ท่าทางไม่ต่างจากขอทานที่นั่งตากแดดอยู่ข้างกำแพงฝั่งตรงข้ามนั้นเลย จึงไม่แปลกใจที่จะมีคนให้เศษเงินแก่พวกเขา
ฉู่มู่ไป่หัวใจไหววูบเมื่อได้เห็นดวงตาทอประกายของแม่นางน้อย นึกชมในใจอย่างอดไม่ได้... ดวงตา.กลมโตดำสนิทวาวแววอะไรเช่นนี้ ราวกับน้ำในบ่อลึก กระจ่างใสไร้ตำหนิ ไม่รู้ว่าน้องเล็กจะหน้าตาเป็นเช่นไร จะมีดวงตาที่โดดเด่นเช่นนี้หรือไม่
“ข้ารู้ ข้ายินดีกับเจ้าที่ตามหาน้องสาวพบ กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ข้ากับพี่ชายก็ออกมาตามหาน้องสาวเช่นกัน แต่ว่าพวกข้าไม่ได้โชคดีเช่นเจ้า น้องสาวของพวกเราไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด” ฉู่มู่ไป่สีหน้าเศร้าหมองลงทันตา “เงินชิ้นนี้ ให้เพื่อฉลองที่เจ้าได้น้องสาวคืนมา จะกินแค่ปิ่งอบอย่างเดียวได้อย่างไร รับไปเถอะ ซื้อเกี๊ยวน้ำให้น้องสาวเจ้ากินสักหน่อย”
“ขอบคุณ ขอบคุณพี่ชายมาก” กู้เยี่ยยิ้มตาหยี ยื่นมือน้อยๆออกไปรับเงินสะเก็ดชิ้นนั้นมา “พี่ชาย ท่านช่างเป็นคนดีเหลือเกิน คนดีย่อมได้รับสิ่งดีตอบแทน ท่านจะต้องตามหาน้องสาวของตัวเองพบแน่”
ฉู่มู่ไป่มองดูใบหน้าที่ซูบผอมจนเสียรูปไปบ้างดวงนั้น หัวใจพลันกระตุกวูบ รู้สึกว่าใบหน้านี้ดูคุ้นตาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไม เขาจึงรู้สึกผูกพันกับนางอย่างประหลาด
เขาคงจะตามหาน้องมากจนเห็นปีศาจหลอน เห็นใครก็พานรู้สึกว่าคล้ายน้องสาวไปหมด คนเขามีญาติพี่น้องมาด้วย อีกทั้งดูลักษณะแล้วอายุน่าจะเพียงแปดเก้าขวบ แต่น้องสาวเขาอายุจวนจะสิบสองขวบแล้ว นางจะเป็นเป่าเอ๋อร์ของพวกเขาได้อย่างไร
กู้หมิงมองตามหลังของเด็กหนุ่มอาภรณ์หรูหราที่เดินจากไป ก่อนจะมองน้องสาวที่กำลังเล่นเงินสะเก็ดในมือ ท่าทางเขาเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็เก็บงำไว้ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเอ่ยปากว่า “น้อง พวกเราจะรับเงินของคนอื่นมาส่งเดชได้อย่างไร”
“ส่งเดชที่ไหน คนเขาก็พูดเองว่าฉลองให้กับพวกเราพี่น้องได้พบกันใหม่ พี่ชาย ข้าเกือบจะถูกขายให้หอคณิกานะ เราสองพี่น้องเกือบจะไม่ได้พบหน้ากันอีกแล้ว ไม่ควรลี้ยงปลอบขวัญหรอกหรือ” กู้เยี่ยกะน้ำหนักเงินสะเก็ด คิดอยู่ว่าต้องใช้คันชั่งยาชั่งดูให้รู้แน่ชัดหรือไม่ เพียงแต่ ดูๆแล้วน่าจะมากกว่าที่หญิงนายหน้าผู้นั้นให้กับหลิวซื่อเสียอีก
กู้หมิงฟังแล้วน้ำตาก็เจียนไหลลงมาอีกครั้ง เขากำมือน้องสาวแน่น อย่างไรก็จะไม่ยอมแยกห่างจากนางอีก ไหนเลยจะมีใจคิดเรื่องเงินหนักเท่าไรกันแน่
สองพี่น้องกินเกี๊ยวน้ำคนละชาม หลังจากกินปิ่งอบในมือจนหมดแล้ว พวกเขาหาโรงจอดเกวียนธรรมดาธรรมดาที่หนึ่งนอนพักแรมหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกจากตำบล มุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน
ระหว่างทางขากลับ ตอนที่เข้าพักแรมในลานหินใหญ่ พวกเขาได้พบกู้เฉียวกับหลิวซื่ออย่างยากจะหลบพ้น เห็นทั้งสองคนจมูกเขียวหน้าบวม ในใจกู้เยี่ยก็ร่าเริงยิ่ง กู้หมิงเผยสีหน้าตกใจเพียงแวบหนึ่ง จากนั้นก็กลับเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็ว คนทำเรื่องไม่ดี ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรม
เมื่อเห็นกู้เยี่ย หลิวซื่อก็ร้อง ‘อ้าว’ ปรี่เข้ามาพร้อมกับโวยวายเสียงแหลม “ที่แท้เจ้าก็เป็นดาวไม้กวาดจริงๆ นางเด็กชั่วช้า ทำให้ข้ากับพ่อเจ้าถูกคนซ้อมปางตาย แถมยังถูกขโมยเงินไปอีก ข้าจะตีปีศาจร้ายชั่วช้าอย่างเจ้าให้ตายเลย!”
กู้เยี่ยกระโดดหลบไปด้านข้างอย่างว่องไว ปลายเท้าเกี่ยวโดนข้อเท้าหลิวซื่อเบาๆ ร่างอ้วนใหญ่ของหลิวซื่อก็ล้มคะมำลงกับพื้น จนเหมือนพื้นสั่นสะเทือนไปทั้งแถบ
“ท่านต่างหากที่เป็นปีศาจร้ายชั่วช้า! ท่านหลอกน้องข้าไปตัวตำบล เพื่อไปขายให้นายหน้า แม่เลี้ยงใจร้ายที่สุดในโลกหล้าคงไม่พ้นเป็นท่านหรอก ข้าจะบอกให้ ที่ท่านถูกคนรุมทำร้ายก็เพราะกรรมตามสนองแล้ว คนทำเรื่องชั่วช้า ก็ต้องได้รับผลกรรมเข้าสักวัน”
กู้หมิงพุ่งเข้ามาเหยียบมือหลิวซื่อแรงๆ ก่อนจะวิ่งไปบังตัวน้องสาวไว้ ท่าทางเหมือนลูกสิงโตที่โกรธเกรี้ยว แม้ไม่แกร่งกล้าแต่กลับไม่กลัวเกรง
ผู้คนที่มาพักในลานหินใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้านตาดำๆ ได้ยินเรื่องนี้ก็ต่างพากันมองหลิวซื่อที่ยังลุกไม่ขึ้นด้วยสายตาตำหนิ
หลิวซื่อรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ! ข้าทำไปก็เพื่อนางหนูไม่รู้ความนี่ต่างหาก เจ้าคิดดูสิ ถ้าคุณหนูสกุลใหญ่เลือกนางไปเป็นสาวใช้ข้างกาย ก็จะได้ไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ๆ ได้กินดีอยู่ดี แถมเงินตบรางวัลทุกเดือนก็มากพอให้ทั้งบ้านกินใช้ทั้งปีแบบมีเหลือด้วย ด่าจนคอแหบคอแห้งก็ยังไม่รู้ความ มีโชควาสนามารอแล้วยังไม่รู้จักรับไว้อีก”
“แต่... ข้าได้ยินหญิงนายหน้าบอกว่า จะพาข้ากับพี่สาวอีกหลายคนไปขายซ่อง ท่านพ่อ ซ่องคือที่ใดกัน ที่นั่นเป็นเหมือนอย่างที่ท่านแม่พูดหรือไม่ ได้กินอิ่มนอนอุ่น และมีเงินใช้จริงหรือ” กู้เยี่ยจงใจเบิกตากลมโตที่ดูใสบริสุทธิ์ไร้มลทิน ทำสีหน้าไม่เข้าใจ มองไปยังกู้เฉียว
ชาวบ้านรอบข้างสายตาโกรธขึ้ง มองหน้ากู้เฉียวที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ เขาอึกอักอยู่นาน ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี
กู้หมิงแม้ไม่รู้ว่า ‘ซ่อง’ คือที่ใด แต่ดูจากท่าทีของทุกคน ก็พอจะเดาได้ว่าไม่ใช่สถานที่ดี เขาดึงมือน้องสาวอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น “อย่าไปเรียกนางว่าแม่ นางไม่ใช่แม่ของพวกเรา นางไม่คู่ควร!”
“ข้าไม่คู่ควรยังไง ข้าเป็นภรรยาที่พ่อของพวกเจ้าสู่ขอตบแต่งอย่างถูกต้อง พวกเด็กบ้าอกตัญญูอย่างพวกเจ้าน่ะสิ เลี้ยงเสียข้าวสุกมาตั้งหลายปี หมาป่านัยน์ตาขาวสองตัว พวกใจคดเลี้ยงไม่เชื่อง...” หลิวซื่อก่นด่าไม่ขาดปาก เสียงแหลมบาดแก้วหูจนคนฟังทุกคนพากันขมวดคิ้ว
“ด่าคนจะต้องลิ้นเน่า!” กู้เยี่ยรอจังหวะที่หลิวซื่อด่าจนเหนื่อยหอบ โพล่งออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด
“เจ้าน่ะสิลิ้นเน่า! นางของจ่ายชดเชยเจ้าเล่ห์ เน่าทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย เน่าไปถึงเลือด ขนาดหมาป่ายังไม่อยากจะกินเจ้าเลย...” ถ้าไม่เพราะนางเด็กนี่หนีออกมา นางจะถูกซ้อมถูกปล้นเช่นนี้ได้อย่างไร คิดถึงเงินสองตำลึงที่ได้มาแต่กลับก็ถูกชิงไปนั่นแล้ว หลิวซื่อก็เหมือนถูกควักหัวใจไปดื้อๆ เจ็บปวดจนแทบอยากวิ่งเข้าไปกัดกู้เยี่ยสักหลายๆแผล
“พี่ชาย ให้นางด่าต่อไปเถอะ ท่านจำได้หรือไม่ ครั้งก่อนที่นางด่าพวกเราก็กลายเป็นใบ้ พูดไม่ได้ไปตั้งเดือนหนึ่ง ไม่รู้จักหลาบจำเลยจริงๆ” กู้เยี่ยดึงพี่ชายอ้อมตัวหลิวซื่อไปยังกระท่อมที่อยู่ไกลๆ
“นางเด็กบ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ! นางเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน ผู้ใหญ่กำลังพูดกับเจ้าอยู่ เจ้าจะไปไหน” หลิวซื่อโกรธจนสุดทน เอื้อมมือไปคว้าตัวกู้เยี่ย
กู้เยี่ยเบี่ยงหลบไปก้าวหนึ่ง มองนางด้วยสายตาดุดัน “ท่านกำลังคุยกับข้าหรือ? ปากท่านพูดภาษาคนที่ไหนกัน ท่านบอกว่าข้าพ่อแม่ไม่สั่งสอน เพราะข้ามีแต่แม่ที่ให้กำเนิดไม่มีแม่คอยสั่งสอนอย่างไรเล่า”
“นางดาวไม้กวาดร้ายกาจ เจ้าจะไม่มีแม่ได้อย่างไร แม่เลี้ยงก็คือแม่” หางตาของหลิวซื่อเหลือบเห็นปิ่ง.อบโผล่ออกมาจาก.อกเสื้อของกู้เยี่ยเล็กน้อย ก็ยื่นมือไปแย่งมาโดยไม่ต้องคิดเลยสักนิด พลางแผดเสียงลั่น “นางตัวดี ยังซ่อนของกินเอาไว้ด้วย พ่อเจ้ากับข้าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน มีของกินไม่รู้จักให้พ่อแม่ตอบแทนคุณ พวกเจ้าสองคนเป็นหมาป่านัยน์ตาขาวแท้ๆ”
“เอาของข้าคืนมา นี่เป็นเสบียงของพรุ่งนี้สำหรับข้ากับพี่ชาย รีบเอาคืนมานะ!” ตอนออกมาจากตัวตำบล สองพี่น้องซื้อปิ่งอบมาเป็นเสบียงอีก โดยให้กู้เยี่ยเก็บไว้ในอกเสื้อ ความจริงแล้วนางเก็บไว้ในห้วงมิติ แต่เมื่อครู่นางเพ่งจิตเข้าไปเลือกหยิบยาขวดหนึ่งจากในห้องทดลองยา ก่อนจะเติมลงบนปิ่งอบก้อนหนึ่ง และจงใจเผยให้หลิวซื่อเห็นปิ่งอบก้อนนั้น แล้วก็เป็นดังคาด ปิ่งอบที่ใส่ยาตกอยู่ในมือของหลิวซื่อแล้วจริงๆ
หลิวซื่อผลักอกกู้เยี่ยออก จากนั้นก็แบะปิ่งอบ ส่งชิ้นใหญ่ให้สามีตน “รีบกินเข้า! อย่าให้เจ้าเด็กสองคนแย่งไปได้! ไสหัวไปซะ พวกเจ้านี่ยังไง ของทุกอย่างของพวกเจ้าล้วนเป็นข้าหามาให้ทั้งนั้น! ถ้าขืนโวยวายอีก เดี๋ยวแม่ตีให้ตายเลย!”
หญิงผู้นั้นพูดพลางก็อ้าปากกัดปิ่งอบไปพลาง ไม่เพียงแค่เงินสะเก็ดสองตำลึง แม้แต่เหรียญทองแดงที่พวกเขาพกติดตัวไปก็ถูกลูกสมุนสองคนของหญิงนายหน้าขโมยไปจนหมด เมื่อคืนสองสามีภรรยาบากหน้าขอชาวบ้านในหมู่บ้านนอกตำบลพักแรมหนึ่งคืน เสบียงติดตัวสักคำก็ไม่มี ทั้งยังเร่งเดินทางมาทั้งวัน หิวจนไส้กิ่วหน้าท้องแทบติดกับแผ่นหลังแล้ว
“น้อง อย่าไปแย่งกับพวกเขาเลย ในกระบุงข้างหลังพี่ยังมีซาลาเปาอีกสองลูก พวกเรารีบพักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้จะได้เดินทางแต่เช้า” กู้หมิงขวางน้องสาวไว้พลางกระซิบบอกนางเบาๆ
“แม่นางน้อย มานี่มา ตรงนี้ยังมีที่พอนอนเบียดได้อีกสองคน” พื้นที่ในกระท่อมถูกคนที่มาถึงก่อนจับจองกันเต็มหมดแล้ว ด้านในสุดมีหญิงผู้หนึ่งท่าทางโอบอ้อมอารี ผลักให้สามีของตนเขยิบไปด้านข้างอีกหน่อย จึงมีที่ว่างสำหรับหนึ่งคน นางกวักมือเรียกสองพี่น้องที่มีชีวิตแสนรันทด แววตาเปี่ยมด้วยความสงสารเห็นใจ
“ขอบคุณท่านน้า” แม้กู้เยี่ยจะไม่ชอบเบียดกับใคร แต่ในกระท่อมนี้ไม่มีที่ว่างเหลือแล้วจริงๆ อากาศเข้าช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง หากนอนข้างนอกจะต้องหนาวจนตัวซีดตัวแข็งแน่ๆ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว นางจึงจำต้องยอมเดินไปด้านข้างหญิงใจดีผู้นั้น
กู้หมิงรู้ว่าน้องสาวไม่ชอบอยู่ใกล้คนแปลกหน้า จึงให้นางนอนชิดด้านในสุด ส่วนตนเองนอนคั่นระหว่างนางกับคนอื่น กู้เฉียวและหลิวซื่อกินปิ่งอบไปคนละครึ่งก้อน เห็นว่าในกระท่อมไม่มีที่ให้พอเบียดเข้าไปได้เลย จึงได้แต่หามุมหนึ่งที่ไม่มีลมโกรกภายในลานหินนั้น ปูพื้นด้วยฟางหนึ่งชั้นแล้วนอนอิงแอบให้ไออุ่นแก่กัน ตอนที่หลิวซื่อกินปิ่งอบนั้นเคี้ยวถูกกระเทียมเข้าไปด้วย เมื่อหายใจเข้าออกจึงมีกลิ่นกระเทียมโชยมา ทำให้กู้เฉียวนึกขยะแขยง
คนเดินทางสัญจรล้วนเหนื่อยล้ากันทั้งนั้น เพียงไม่นานทั้งกระท่อมก็เหลือแต่เพียงเสียงกรน กู้เยี่ยนอนอยู่บนฟางข้าวหนานุ่ม มองไปทางที่ที่หลิวซื่อนอนอยู่แวบหนึ่ง พลางเผยรอยยิ้มเยือกเย็นออกมา
1. ศัตรูบนทางแคบ เป็นสำนวน หมายถึงการเผชิญกับคนหรือสิ่งที่ไม่ปรารถนาโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
บทที่ 18: ท่านปู่โผล่มาจากที่ใด
“โอ๊ย... เจ็บ! เจ็บปากเหลือเกิน!” หลิวซื่อส่งเสียงร้องราวกับหมูถูกเชือด ปลุกให้ทุกคนซึ่งกำลังหลับฝันอยู่ในลานหินใหญ่สะดุ้งตื่น เมื่อมองหาต้นเสียง ก็เห็นหลิวซื่อกำลังอ้าปากแยกเขี้ยว พร้อมกับสูดเอาลมเย็นๆเข้าไปในปากไม่หยุด
กู้เฉียวถูกภรรยารมกลิ่นกระเทียมมาครึ่งค่อนคืน เพิ่งจะตื่นขึ้นในตอนนี้ เมื่อถูกปลุกตั้งแต่เช้ามืด จึงโกรธจนถีบไปทางหลิวซื่อทีหนึ่ง “เช้าขนาดนี้ เจ้าร้องโหยหวนอะไร!”
“พ่อ ทะ...ท่าน...” หลิวซื่อลิ้นบวมคับ เปล่งเสียงแต่ละคำฟังไม่ชัดเจน นิ้วอวบอ้วนได้แต่ชี้ไปที่ศีรษะของกู้เฉียว
กู้เฉียวเพิ่งจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดบนหน้าผาก เมื่อใช้มือลูบดูก็ยิ่งเจ็บจนน้ำตาแทบร่วง
“พ่อ บนหัวท่านมีแผลพุพองขึ้นมาสามตุ่ม ตุ่มหนึ่งแตกแล้ว มีเลือดกับหนองไหลออกมาด้วย!” หลิวซื่อไม่สนใจความเจ็บปวดในปากตัวเอง ล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ดูสีเดิมไม่ออกมาเช็ดน้ำหนองและเลือดให้สามี
“อ๊าก!” กู้เฉียวผลักหลิวซื่อไปไกลๆ “อย่าแตะโดน เจ้าอยากให้ข้าเจ็บตายรึ! แล้วเจ้าเป็นอะไร เมื่อคืนแอบกินของร้อนๆ ลวกลิ้นมาใช่หรือไม่ ทำไมถึงพูดอู้อี้แบบนี้”
“ข้าเจ็บลิ้น เจ็บคอด้วย! ท่านช่วยข้าดูหน่อย ในปากข้ามีแผลร้อนในใช่หรือไม่” หลิวซื่อพูดไป น้ำตาก็ไหลไปด้วยความเจ็บ นางอ้าปากสูดลม แล้วให้สามีดูแผลในปากให้
เศษกระเทียมหมักหมมอยู่ภายในปาก อีกทั้งหลิวซื่อมิใคร่จะแปรงฟัน กลิ่นจึงรุนแรงยิ่งกว่าไข่เน่า กู้เฉียวแทบจะเป็นลมสลบไปเพราะถูกกลิ่นเหม็นนี้โจมตี
เมื่อเขาเห็นภายในลำคอของหลิวซื่อบวมแดง และลิ้นพุพอง ก็ถอนหายใจหนักๆทีหนึ่ง ภรรยาผู้นี้ดูท่าจะร้อนในรุนแรงกระมัง เพียงชั่วข้ามคืนก็มีแผลพุพองเต็มปากแล้ว ลิ้นทั้งลิ้นแทบไม่มีที่ใดดูได้เลย
“เฮ้อ! ลิ้นเจ้าเน่าไปหมดเลย” กู้เฉียวพูดโพล่งไม่อ้อมค้อม
หลิวซื่อเบิกตากว้าง เวลานี้ลิ้นของนางเจ็บจนชา ทั้งยังแข็งจนแทบพูดอะไรไม่ได้ ในใจนางนึกสงสัยไม่น้อย ต่อให้เป็นอาการร้อนใน ก็ไม่น่าจะขึ้นตุ่มพองไปทั้งลิ้นภายในคืนเดียวเช่นนี้ นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ครั้นหางตาของนางเหลือบเห็นเงาร่างผอมบางร่างหนึ่ง ตัวนางก็แข็งค้างประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดใส่ คำพูดของกู้เยี่ยเมื่อคืนดังก้องอยู่ในหัวของนาง
‘ด่าคนจะต้องลิ้นเน่า! ด่าคนจะต้องลิ้นเน่า!...’
หลิวซื่อคิดถึงเมื่อครั้งก่อนที่นางจะเป็นใบ้ นางหนูผู้นี้ก็เคยพูดประโยคหนึ่งว่า ‘ทวยเทพจะลงโทษท่าน’... หรือว่าจะเป็นปีศาจที่นางเด็กนี่เรียกมา!
จังหวะประจวบเหมาะ หลิวซื่อบังเอิญเห็นกู้เยี่ยส่งยิ้มมีเลศนัยมาให้นางพอดี นางถึงกับสั่นสะท้าน ขนลุกเกลียวไปทั้งหนังศีรษะ
นางหนูผู้นี้ไม่ชอบมาพากล! ไม่ชอบมาพากลยิ่ง! หลิวซื่อจำได้ว่าตอนที่นำนางหนูนี่ไปทิ้งไว้กลางป่า นางไม่มีลมหายใจแล้วจริงๆ มิหนำซ้ำตำแหน่งที่ตนนำนางไปทิ้งก็เป็นแหล่งที่สุนัขป่าชุกชุม หากว่ากันตามหลัก ก็น่าจะถูกกินจนไม่เหลือซากไปตั้งนานแล้ว แต่ว่าตอนที่ทุกคนไปเจอนาง กลับยังมีแรงกำลังเหมือนฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเสียอีก
หลังจากนั้น ตั้งแต่พานางกลับมาที่บ้าน หลิวซื่อรู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ราบรื่นไปหมด นางหนูนี่ต้องมีปัญหาแน่แล้ว หรือว่า... จะถูกปีศาจภูเขาเข้าสิง? ใช่ ต้องใช่แน่ๆ! นางเด็กนี่ไม่ใช่กู้เยี่ยเอ๋อร์คนเดิมอีกแล้ว นางจะต้องเป็นมารปีศาจจำแลงมา!... ในแววตาที่หลิวซื่อมองกู้เยี่ยเวลานี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
กู้เฉียวมองตามสายตาของหลิวซื่อ ก็เห็นสองพี่น้องกู้หมิงกับกู้เยี่ยเอ๋อร์ จึงทอดถอนใจทีหนึ่ง “หรือว่าเรื่องกฎแห่งกรรมจะมีจริง พวกเราโดนกรรมตามสนองอีกแล้วเรอะ?”
คนสมัยนี้เคารพยำเกรงผีสางเทวดาจึงได้พยายามไม่ยุ่งเกี่ยว ความหวาดกลัวในใจหลิวซื่อหยั่งรากฝังลึกเสียแล้ว ระหว่างทางที่กลับหมู่บ้านนางก็คอยหลบเลี่ยงกู้เยี่ย เพราะกลัวว่าเด็กหญิงจะเผยร่างจริงออกมากระทันหัน แล้วจับตนกินลงท้อง
เดิมทีกู้หมิงตั้งใจจะเอาเรื่องที่บ้านให้ถึงที่สุด แต่พอพบว่าหลิวซื่อรามือไป ก็ประหลาดใจระคนสงสัย สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีก ท่าทีที่กู้เฉียวปฏิบัติต่อพี่น้องทั้งสองก็เปลี่ยนไปมาก เมื่อกู้หมิงเอ่ยปากว่าจะขอแยกบ้านไป บิดาของเขาก็ไม่ยินยอม ทั้งยังยืนยันกับเขาด้วยว่าจะไม่ทำร้ายกู้เยี่ยอีก
ในใจของกู้หมิง ความน่าเชื่อถือของคนทั้งสองได้ถูกทำลายลงไปหมดแล้ว เพียงแต่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะแยกไปสร้างบ้านใหม่ ถึงอย่างไรก็ยังต้องรอให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนานไปเสียก่อน เมื่อสายลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลิมาเยือนค่อยคิดการกันอีกทีละกัน
อากาศยิ่งหนาวลงทุกวัน คนในหมู่บ้านล้วนรีบเก็บไม้ผ่าฟืน เพื่อให้มั่นใจว่าในบ้านจะมีฟืนจุดไฟให้ความ.อบอุ่นจนผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้
กู้เยี่ยเดินตามหลังพี่ชายลงจากบนเขามา ด้านหลังก็แบกกิ่งไม้มัดเล็กๆมาด้วย ตั้งแต่กลับมาจากตัวตำบลคราวนั้น นางพบว่าสัตว์ที่ติดกับในหลุมกับดักสองหลุมนั้นมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และนางก็สังเกตพบอีกด้วยว่าบนตัวสัตว์เหล่านั้นมีรอยบาดแผลฝีมือมนุษย์อยู่ด้วยทุกตัว แสดงชัดว่ามีคนนำมาทิ้งไว้ในหลุมกับดักของพวกเขาหลังจากที่ล่ามาได้
เป็นใครกัน คนผู้นั้นต้องการอะไรกันแน่... กู้เยี่ยเกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย ทว่าสงสัยก็ส่วนสงสัย สัตว์ที่ล่ามาได้กลับรับไว้อย่างไม่อิดออด เคี่ยวน้ำแกง ผัดไฟแดง ตุ๋นน้ำแดง เสียบไม้ย่าง... สองพี่น้องนำมาทำกินจนใบหน้ามีน้ำมีนวล รูปร่างมีเนื้อมีหนังขึ้นมาก
เวลาที่กู้เยี่ยส่องกระจกในห้วงมิติก็ไม่ตกใจที่เห็นเงาสะท้อนนั้นอีกแล้ว เครื่องหน้าที่อิ่มเอิบขึ้นทำให้ดูเป็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง
“กู้หมิง เจ้ารีบกลับไปดูที่บ้านเร็วเข้า! เจ้ามีท่านปู่เพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว!” หลี่เฮ่าวิ่งมาตามถนนขรุขระบนทางเขาอย่างปราดเปรียวแข็งแรงราวกับละองละมั่ง
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร ปู่ข้าตายไปนานแล้ว จะมีปู่โผล่มาจากที่ไหนอีกเล่า” กู้หมิงวางกิ่งไม้ท่อนฟืนที่แบกขึ้นหลังมาท่วมศรีษะลง จากนั้นก็ปาดเหงื่อบนหน้า แล้วมองหลี่เฮ่าแวบหนึ่ง
หลี่เฮ่าฉุดมือเขาวิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน ลากสหายไปพลาง อธิบายความไปพลาง “ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวบอกเจ้าได้ก็ไม่ชัดเจนหรอก เจ้าลองไปดูก็จะรู้เอง เห็นว่าเป็นผู้ที่เคยไปออกรบ ขาเป๋ไปข้างหนึ่งก็เลยปลดเกษียณกลับมา”
“เจ้ารอเดี๋ยว ฟืนของข้า!” กู้หมิงถูกยึดแขนไว้ ไม่สามารถสลัดหลุดจากหลี่เฮ่าได้เลย จำต้องถูกพาวิ่งเข้าไปในบ้านของตัวเอง “ช้าๆหน่อย ข้างหลังยังมีน้องสาวข้าตามมาอีกคนนะ...”
กู้เยี่ยส่ายหน้าเบาๆ มองดูกองฟืนที่สูงกว่าตัวนางอึ้งๆ นี่เป็นน้ำพักน้ำแรงที่พี่ชายทุ่มเทนมาครึ่งค่อนวัน ไม่อาจวางทิ้งไว้เช่นนี้ได้ หากถูกคนละโมบเห็นแก่ได้มาฉวยคว้าไป ไม่เท่ากับเหนื่อยเปล่าหรือ
นางวางมัดฟืนของตนเองที่หนักเพียงไม่กี่ชั่งลงบนพื้น หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง และเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบๆด้านแล้ว ก็หยิบยาน้ำ ‘พลังมหาศาล’ ขวดหนึ่งออกมาจากห้วงมิติ ยาน้ำชนิดนี้มีรสชาติแบบผลหลันเหมย สามารถปลุกพละกำลังที่ซ่อนอยู่ในตัวคนขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้มีพลังมากขึ้นกว่าเวลาปกติถึงสิบเท่า ทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงอะไร เมื่อชาติภพก่อน ยาน้ำชนิดนี้สามารถช่วยรักษาชีวิต และทุ่นแรงได้ไม่น้อยเลย
เมื่อดื่มยาลงไปแล้ว นางก็แบกกองฟืนที่สูงราวภูเขาลูกย่อมๆขึ้นหลัง ออกแรงเพียงเล็กน้อยฟืนเหล่านั้นก็ถูกยกขึ้นมาจากพื้น นางยังมีแรงเหลือที่จะใช้มือข้างหนึ่งหิ้วมัดฟืนของตัวเองมัดนั้น เดินลงเขาเข้าหมู่บ้านอย่างสบายๆ
องครักษ์ลับที่หลิงเจวี๋ยเฉินมอบหมายงานไว้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด เขาเบิกตากว้างคิดในใจ... สองพี่น้องคู่นี้กินอะไรเข้าไปกันแน่
ฟืนมัดใหญ่เช่นนั้นแม้แต่ผู้ใหญ่จะยกขึ้นได้ยังต้องใช้แรงไม่น้อย แต่พวกเขากลับแบกขึ้นหลังโดยไม่เปลืองแรง ถ้าเป็นเด็กผู้ชายคนนั้นก็ช่างเถอะ แต่เด็กหญิงตัวน้อยที่เจ้านายต้องใจก็มีเรี่ยวแรงเยอะเช่นนี้ด้วยหรือ!
ครั้นกู้เยี่ยแบกฟืนมาถึงบ้าน ก็เห็นในลานสวนมีผู้คนยืนอยู่เต็มไปหมด ประมุขสกุลและผู้อาวุโสผู้เปี่ยมคุณธรรมหลายคนของสกุลกู้ล้วนมารวมอยู่ที่นี่กันพร้อมเพรียง คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในลานสวนนี้ล้วนเป็นชาวบ้านหมู่บ้านชิงซานที่นางคุ้นหน้าดี จะมีก็เพียงบุรุษชราผู้หนึ่งที่แปลกหน้า
แม้จะกล่าวว่าเป็นบุรุษชรา หากแต่เขามิได้เฒ่าชราเช่นนั้น ลักษณะคล้ายคนวัยประมาณสี่สิบกว่า บุรุษผู้นี้ตัวสูงใหญ่ แม้ยามที่ยืนด้วยท่าทางสบายก็อกผายไหล่ผึ่งอย่างทหาร ผมของเขาเป็นสีดอกเลา หนวดเครารุงรัง บนตัวสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ในมือหิ้วห่อผ้าที่มีรอยปะชุน อีกมือหนึ่งจับไม้เท้าที่ค้ำน้ำหนักตนเองไว้
“เจ้าเจ็ด เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เจ้าไม่อยากเป็นลูกบุญธรรมข้าคนนี้แล้วงั้นรึ?” เสียงของคนผู้นั้นดังก้อง ในน้ำเสียงมีความโกรธเคืองไม่น้อย ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม ดวงตาพยัคฆ์จ้องเขม็ง พาให้คนใจสั่นสะท้าน
“เอ่อ... ท่านอาห้า ปัญหามิใช่เรื่องยอมรับหรือไม่ ตอนนั้นท่านพ่อท่านแม่ข้าเพียงพูดปากเปล่า ไม่ได้แก้ไขทำเนียบสกุล ย่อมนับเป็นการรับบุตรบุญธรรมไม่ได้” กู้เฉียวพิจารณาผู้อาวุโสร่วมสกุลที่มาจากบ้านไกลอยู่เงียบๆ หลังจากกวาดมองดูเสื้อผ้าขาดโทรมบนร่างอีกฝ่าย ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ไม้เท้าที่เขาถือ
เมื่อครู่ตอนที่เขาเดินเข้ามา ขาข้างหนึ่งใช้ไม้เท้าเดินกะโผลกกะเผลก ไม่คล่องอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าเดินขึ้นมาบนทางเขาเป็นร้อยหลี่นี้ได้อย่างไร บ้านของตนก็ลำบากลำบนอยู่แล้ว ไม่อาจรับเลี้ยงภาระเพิ่มอีกคนได้ เรื่องให้ตนไปเป็นลูกบุญธรรม มีคนรู้กันอยู่ไม่กี่คน ขอเพียงตนกัดฟันยืนกรานไม่ยอมรับ อีกฝ่ายก็จะมาเล่นลูกไม้อะไรไม่ได้
“ดีเหลือเกินนะเจ้าเจ็ด!” กู้เซียวคาดคิดไว้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ จึงแสยะยิ้มเย็น “ตอนนั้นศัตรูนอกแคว้นเข้ามารุกราน ราชสำนักเกณฑ์กำลังพล ให้แต่ละบ้านส่งผู้ชายไปบ้านละคนสองคน ที่บ้านข้ามีผู้ชายเหลืออยู่เพียงคนเดียว ตามหลักแล้วได้รับยกเว้น ไม่ต้องไปก็ได้ แต่ที่บ้านพวกเจ้ามีลุงเจ้ากับพ่อเจ้าเป็นทายาทสองคน ลูกชายคนโตต้องอยู่ดูแลครอบครัวสืบทอดสกุล คนที่ถูกเกณฑ์จึงไปตกที่ชื่อพ่อเจ้า แต่พ่อเจ้ารักตัวกลัวตาย ร้องห่มร้องไห้มาขอร้องข้า บอกว่าตัวเองมีลูกน้อยสามคนต้องดูแล ในบ้านไม่อาจขาดหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างพ่อเจ้าได้ บอกว่าข้าตัวคนเดียวไม่มีห่วงมีกังวล ถ้าหากข้ายอมไปเกณฑ์ทหารแทนเขา ก็จะยกเจ้าให้เป็นลูกบุญธรรมของข้า! แล้วตอนนี้ไม่พร้อมจะทำตามสัญญาแล้วรึ?”
“ท่านอาห้า ตอนที่ท่านไปเป็นทหาร ข้ายังอายุไม่ถึงห้าขวบเลย จะจำเรื่องราวเช่นนั้นได้ที่ไหน พ่อข้าก็ตายไปนานแล้ว ข้าไม่เคยได้ยินท่านพ่อพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน ท่านจะให้ข้ายอมรับได้อย่างไร” กู้เฉียวยิ้มเจื่อน สายตาลอกแลกไปมา ไม่กล้าสบตากู้เซียวตรงๆ
“เจ้าเจ็ด เรื่องนี้ข้ารู้ดี ตอนที่น้องเซียวไปฉุกละหุกกระทันหันมาก จึงไม่ได้เปิดศาลบรรพชนแก้ไขทำเนียบสกุล แต่พ่อของเจ้ายกเจ้าเป็นลูกบุญธรรมของเขาแล้วจริงๆ” ท่านประมุขสกุลกล่าวอย่างเป็นธรรม
กู้เซียวผู้นี้หากลำดับแล้วนับว่าเป็นสายห่างๆของสกุลกู้แห่งหมู่บ้านชิงซาน เวลานั้นเขาซึ่งมีอายุเพียงสิบห้าปีติดตามมารดากลับมา เพียงไม่นานมารดาก็ล้มป่วยตาย เหลือเพียงเขาที่อาศัยพละกำลังของคนหนุ่มดุจดั่งสุนัขป่า ขึ้นเขาล่าสัตว์เลี้ยงชีพเพียงลำพัง พออายุสิบแปดปี ราชสำนักก็มาเกณฑ์ไพร่พล เขาจึงเข้าร่วมกองทัพแทนบิดาของกู้เฉียว จากไปคราวนั้นก็ผ่านมาเกือบสามสิบปีแล้ว ตลอดหลายปีมานี้ สกุลกู้ไม่เคยได้ข่าวคราวของเขาเลย ยังนึกว่าเขาตายอยู่ในสนามรบเสียแล้ว
หลิวซื่อกลอกตากวาดมองไปมา ตอนที่เห็นกู้หมิง นัยน์ตานางก็เป็นประกาย ยิ้มพูดขึ้นว่า “ท่านอาห้า ท่านเพียงแค่เกรงว่าสายสกุลของพวกท่านจะขาดลงที่รุ่นท่านใช่หรือไม่ จะว่าไปก็ใช่ว่าพวกเราจะยกทายาทให้ท่านไม่ได้ เพียงแต่คนเราจะรับทายาทก็ล้วนเลือกที่ยังเยาว์วัยกันทั้งนั้น เมื่อเลี้ยงดูข้างกายกันได้นานๆ ก็จะสนิทสนมกับท่านได้มากกว่า สามีข้าอายุสามสิบแล้ว หากรับไปเป็นทายาทให้ใครก็รังแต่จะถูกคนหัวเราะเยาะกระมัง?”
1. หลันเหมย หมายถึงบลูเบอร์รี
บทที่ 19: เหตุพลิกผันเปลี่ยนตัวทายาท
“สะใภ้เจ็ด ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร” จะพูดอย่างไรก็แสดงว่าเห็นเขาเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดู ไม่อยากรับไว้เป็นคนในบ้านนั่นละ! กู้เซียวแค่นหัวเราะในใจ แอบนึกยินดีที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเก่าขาดตอนอยู่ตัวตำบล แล้วใช้ผ้าเก่าๆห่อเงินทองที่พกมา การจะดูคนก็ง่ายดายเพียงนี้เอง
หลิวซื่อเดินไปดึงตัวกู้หมิงมายืนข้างๆ แล้วพูดต่อ “ท่านอาห้า ในเมื่อท่านบอกว่าตอนแรกพ่อสามีข้าได้รับปากไว้แล้ว พวกเราก็ไม่อยากจะผิดสัจจะ เช่นนั้นก็ชดใช้ทายาทให้ท่านคนหนึ่งก็แล้วกัน นี่คือลูกชายคนโตของบ้านเรา ปีหน้าก็จะอายุครบสิบสองแล้ว เอาการเอางานจนแม้แต่ผู้ใหญ่ยังสู้ไม่ได้ ท่านดูสิ อายุเท่านี้ไม่โตเกินไป เมื่อเลี้ยงจนใกล้ชิดแล้วก็เหมือนเป็นหลานแท้ๆของท่านเอง ขาของท่านเดินไม่สะดวก เด็กตัวขนาดนี้ช่วยคอยปรนนิบัติรับใช้ได้สบาย ท่านว่าไหม”
กู้เซียวไล่สายตามองกู้หมิง เด็กคนนี้สีหน้าเผยถึงความดื้อรั้นดึงดัน แววตาซื่อตรงเปิดเผย ร่างกายก็ดูแข็งแรงใช้ได้ เป็นต้นกล้าที่ไม่เลวเลยจริงๆ
“เจ้าหนู เจ้าว่าอย่างไร” กู้เซียวเห็นเด็กชายคนนี้ถูกมารดาเลี้ยงเอ่ยปากขาย แต่กลับไม่มีทีท่าอะไรมากมาย มีเพียงสายตาที่มองไปยังมุมหนึ่ง เขาจึงมองตามสายตาของกู้หมิงไป พลันพบแม่นางน้อยร่างผอมบางยืนอยู่ตรงนั้น
กู้หมิงหันหน้ากลับมาเห็นสายตาของผู้ใหญ่ทุกคนมองมาที่ตน คิ้วของเขาจึงขมวดเข้าหากัน เขาไม่ได้ตอบคำถามกู้เซียว แต่กลับมองไปที่กู้เฉียว ก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นชา “ท่านพ่อ เรื่องยกข้าให้ท่านปู่ห้า เป็นความคิดของท่านเช่นกันหรือไม่”
หลังจากกลับมาจากตัวตำบล กู้เฉียวก็พบว่าลูกชายคนนี้มองตนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มักทำท่าเหมือนคอยระแวดระวังราวกับเห็นเขาเป็นโจรขโมย คล้ายกับว่าในบ้านหลังนี้ มีเพียงนางเด็กบ้าคนนั้นเป็นญาติเพียงคนเดียวของตนอย่างไรอย่างนั้น เด็กที่เลี้ยงไม่เชื่องแบบนี้ ยกให้คนอื่นไปเสีย ยังพอนับว่าช่วยตอบแทนบุญคุณที่เขาสู้อุตส่าห์เลี้ยงมาสิบกว่าปีได้อยู่บ้าง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ กู้เฉียวก็แสร้งพูดให้ดูดีว่า “หมิงเอ๋อร์ ถึงแม้จะยกเจ้าให้บ้านอื่นไป แต่เราก็ยังเป็นพ่อเป็นลูกกันอยู่ พ่อ... ไม่มีทางเลือกจริงๆ”
เดิมทีกู้หมิงก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากบิดาอยู่แล้ว จึงไม่อาจเรียกว่าผิดหวัง เขาเพียงพูดเสียงเรียบเรื่อย “ข้าเข้าใจแล้ว เพียงแต่... ท่านพ่อ เมื่อถูกยกไปให้ใครก็ถือเป็นลูกหลานบ้านอื่นแล้ว ข้าว่าท่านเองคงต้องถามท่านปู่ห้าก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเมื่อถึงตอนนั้น ท่านก็จะเป็นได้แค่ ‘ท่านอาเจ็ด’ ของข้าเท่านั้น”
กู้เฉียวปากกระตุก แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดคำโน้มน้าวเหนี่ยวรั้งออกมา
กู้หมิงหลุบตาลง ซ่อนความหมนหมองในแววตา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ในดวงตาก็เหลือเพียงความกระจ่างใส เขามองตรงไปทางกู้เซียว น้ำเสียงหนักแน่นอย่างยิ่ง “ท่านปู่ห้า ข้ายินดีเป็นทายาทของท่าน แต่ข้ามีข้อแม้อย่างหนึ่ง”
“อ้อ ข้อแม้อะไร” ในแววตากู้เซียวเกิดประกายสนใจใคร่รู้
“รับน้องสาวของข้าเป็นหลานบุญธรรมไปพร้อมกัน! ท่านวางใจเถิด ข้าเลี้ยงดูน้องสาวของข้าเองได้ น้องสาวของข้าหัวอ่อนเชื่อฟัง ขยันขันแข็ง จะไม่เพิ่มความลำบากให้ท่านแน่” ในน้ำเสียงของกู้หมิงแฝงด้วยความกระฉับกระเฉง นัยน์ตาจ้องมองกู้เซียวอย่างกระตือรือร้น รอคอยคำตอบ
ตั้งแต่กู้เซียวเข้าหมู่บ้านมา เคยสอบถามถึงบ้านกู้เฉียวมาบ้าง เรื่องที่กู้เฉียวกับภรรยาทารุณลูกของภรรยาเก่าสองคนนี้ เขาเองก็ไม่กล้าสนับสนุนอุ้มชู ขนาดพยัคฆ์ร้ายยังไม่กินลูกของตัวเอง ทายาทเช่นกู้เฉียวนี้เขาเองก็ไม่กล้ารับไว้
ทว่า แม้เรื่องรับลูกบุญธรรมครั้งนี้จะดูยุ่งเหยิงยอกย้อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้เขาก็พอใจยิ่ง เด็กคนนี้มีจิตใจดีกว่าบิดาของตน อายุเพียงเท่านี้ก็รู้จักดูแลน้องสาว นับเป็นลูกผู้ชายที่กล้าหาญและมีความรับผิดชอบ
“ได้ ตกลงตามนี้” กู้เซียวมองไปทางประมุขสกุล ยิ้มพูดว่า “ต้องรบกวนพี่รองช่วยเลือกวันดีฤกษ์มงคล ย้ายชื่อเด็กสองคนนี้มาอยู่ใต้ชื่อข้าทีเถิด พรุ่งนี้ข้าจะไปตัวตำบล เข้าชื่อเด็กสองคนในทะเบียนราษฎร์ให้เรียบร้อย”
ประมุขสกุลตบบ่าเขาเบาๆ “อีกสามวันจะเป็นวันดี หมิงเอ๋อร์กับเยี่ยเอ๋อร์เป็นเด็กดี หวังว่าเจ้าจะดูแลพวกเขาอย่างดี”
“พี่รอง ท่านวางใจเถอะ ต่อไปพวกเขาจะเป็นหลานปู่สายหลักของข้า ถ้าข้าไม่รักเอ็นดูพวกเขาแล้วจะรักใครเล่า” กู้เซียวหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะนี้ก้องกังวานไปไกล
เวลานี้กู้หมิงวิ่งไปข้างกายน้องสาว ดึงมือของนางมาพูดปลอบโยน “น้องไม่ต้องกลัวนะ! ท่านปู่ผู้นี้ของเราดูแล้วท่าทางไม่เลว คงจะไม่เหมือนหลิวซื่อใจร้ายที่ชอบตีเจ้าแน่ๆ”
“พี่ชาย ขอเพียงได้ไปอยู่กับท่าน อะไรข้าก็ไม่กลัว” กู้เยี่ยกระชับมือของพี่ชายตอบแรงๆ น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง ด้วยสายตาที่เห็นโลกมาสองชาติภพของนาง ท่านปู่ผู้นี้ไม่น่าใช่คนเลวร้ายอะไร
“น้องห้า ช่วงนี้เจ้าก็พักที่บ้านข้าก่อน พรุ่งนี้จะเรียกคนแรงดีมีฝีมือไปช่วยสร้างบ้านให้” บ้านเดิมของกู้เซียวถูกลมฝนซัดสาดมานานยี่สิบกว่าปี พังระเนระนาดจนอยู่ไม่ได้มานานแล้ว
“ขอบคุณพี่รองมาก เช่นนั้นข้าในฐานะน้องชายจะไม่เกรงใจแล้ว” กู้เซียวหันไปกวักมือเรียกเด็กทั้งสอง พูดเสียงเบาว่า “หมิงเอ๋อร์ เยี่ยเอ๋อร์ใช่หรือไม่ พวกเจ้าทนอยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อยไปชั่วคราวก่อน รอบ้านของเราสร้างเสร็จแล้ว ปู่จะมารับพวกเจ้าไป”
“เจ้าเจ็ด ข้าไม่สนว่าก่อนนี้พวกเจ้าจะเคยกระทำเช่นไรกับพวกเขา แต่ตอนนี้เด็กทั้งสองเป็นหลานข้ากู้เซียวแล้ว เจ้าจะต้องดูแลเป็นอย่างดี ถ้าหากปล่อยให้หิวหรือเหนื่อยล้า ระวังข้าจะทุบเจ้ากับเมียจนทนไม่ไหวเลยล่ะ” เขาพูดพลางโบกกำปั้นแรงๆไปทางกู้เฉียวอย่างข่มขู่
กู้เยี่ยหัวเราะคิกคัก “พี่ชาย ข้าชอบท่านปู่ผู้นี้”
นางคิดว่าตนเองกดเสียงเบาลงแล้ว ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน กู้เซียวหันขวับมาขยิบตาให้แม่หนูน้อย พลางหัวเราะฮ่าๆ “ปู่ก็ชอบเจ้าเหมือนกัน! จำไว้ว่า ต่อจากนี้กินให้เต็มที่ กินให้ตัวอ้วนอีกสักหน่อย นี่เป็นสิ่งที่เจ้าเจ็ดติดค้างข้าอยู่!”
วันรุ่งขึ้น กู้เซียวก็ขอยืมลาของผู้ใหญ่บ้านขี่ไปตัวตำบล เพื่อย้ายชื่อสองพี่น้องเข้าทะเบียนราษฎร์
ก่อนออกเดินทาง กู้เยี่ยแอบไปหาท่านปู่คนใหม่เงียบๆ เพื่อนำเอาเห็ดหลิงจือดำที่ตนเองเสี่ยงตายเก็บมาได้ไปมอบให้เขา “ท่านปู่ พี่ชายบอกว่า สร้างบ้านแม้ก้อนหินและไม้จะไม่ต้องใช้เงิน แต่ผู้คนที่มาช่วยสร้างบ้านให้เราก็ต้องกินข้าว เห็ดหลิงจือนี้ ข้ากับพี่ชายเก็บได้โดยบังเอิญ ท่านรับไปแลกเป็นเงินที่ตำบลเถอะ”
แม้จะเพิ่งพบหน้ากันเพียงไม่นาน แต่ปู่ผู้นี้ทำให้นางรู้สึกสบายใจ วันข้างหน้าจะต้องไม่ลำบากเหมือนอย่างที่อยู่ในบ้านของกู้เฉียวแน่ เพียงแต่ เพื่อให้ท่านปู่รู้สึกดีต่อพี่ชาย นางยอมใช้เห็ดหลิงจือดำดอกนี้มอบเป็นของกำนัลแทนเขา
สายตาของกู้เซียวเลื่อนจากเห็ดหลิงจือดำบนฝ่ามือดอกนั้น ไปที่ตัวแม่นางน้อยร่างกายผ่ายผอมตรงหน้า ในแววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู จากนั้นเขาก็ยิ้มน้อยๆ มือใหญ่หยาบหนาลูบศีรษะของแม่หนูน้อยอย่างแผ่วเบา
“เจ้าคิดว่าปู่ยากจนถึงขนาดไม่มีข้าวกินจริงๆหรือ วางใจเถอะ เงินสร้างบ้าน ปู่เจ้าคนนี้มีมาเพียงพอ เจ้าเก็บเห็ดหลิงจือนี้ไว้ก่อน ภายหน้าไม่แน่อาจจะมีวันได้ใช้”
“เช่นนั้น... ท่านช่วยข้านำไปขาย แล้วแลกเป็นข้าวกับแป้งกลับมาเยอะๆได้หรือไม่ ท้องไส้ข้าอ่อนแอ กินธัญพืชแข็งๆไม่ได้” กู้เยี่ยพูดพลางแอบลอบมองท่าทางของอีกฝ่าย
สีหน้าของกู้เซียวไม่เปลี่ยนแปลง รอยยิ้มยังคงเกลื่อนหน้าไม่น้อยลง “ข้าให้เจ้าเก็บไว้ก็เก็บไว้สิ ปู่จะเลี้ยงพวกเจ้าสองคนไม่ไหวเลยรึ อย่าเห็นว่าข้าขาพิการไปข้างหนึ่ง ฝีมือล่าสัตว์กลับไม่ถดถอยเลยสักนิด ข้าจะบอกเจ้าให้ วิชาล่าสัตว์ของลุงจางของพวกเจ้าก็เรียนมาจากข้านี่ละ เอาล่ะ ยังอายุน้อยแค่นี้ อย่าได้คิดกังวลให้มากนัก กลับไปพักผ่อนเสีย”
กู้เยี่ยเห็นกู้เซียวพลิ้วกายขึ้นลาอย่างคล่องแคล่ว และควบขี่ไปไกลอย่างชำนาญ ใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้มที่มาจากหัวใจ ดูทีท่านปู่ผู้นี้จะมิได้ตกอับแร้นแค้นอย่างที่เขาแสดงออกต่อหน้าใครๆ ไม่รู้ว่าหากต่อไปกู้เฉียวได้รู้เรื่องนี้ จะนึกเสียดายจนไส้เขียวเลยหรือไม่
สองพี่น้องยังคงขึ้นเขาไปตัดฟืน เพียงแต่ฟืนที่ตัดกลับมา พวกเขาไม่ได้แบกไปไว้ที่บ้านกู้เฉียวแล้ว แต่นำไปที่บ้านอาเก้าที่อยู่ติดกัน ระหว่างทางก็เก็บกระต่ายเอย ไก่ป่าเอยจากในหลุมกับดักมาด้วย ทว่าไม่ได้หลบๆซ่อนๆอีกต่อไปแล้ว พวกเขานำมาให้สะใภ้เก้าช่วยถลกขนหนังออกแล้วนำเนื้อมาหมักเกลือ เตรียมไว้ทำอาหารให้คนที่มาช่วยสร้างบ้าน
หลิวซื่อเห็นกู้หมิงหิ้วกระต่ายป่าเข้าไปในบ้านข้างๆ ก็คิดจะอ้าปากแผดเสียงด่า แต่แผลพุพองบนลิ้นและในคอยังไม่หายดี แค่อ้าปากก็เจ็บจนเหงื่อซึม ทำได้เพียงทุบโต๊ะตบม้านั่ง ระบายความไม่พอใจของตัวเองออกมา
ฝ่ายกู้เฉียว เมื่อ.ยกลูกไปเป็นหลานบุญธรรมผู้อื่นแล้ว ในใจกลับรู้สึกว้าวุ่น พอเห็นท่าทางภรรยาก็ตวาดใส่ “เจ้าหยุดเสียทีเถอะ! เด็กๆจะอยู่ที่บ้านอีกสักกี่วันเชียว ถ้าเจ้าไม่คอยหาเรื่องพวกเขาทั้งวี่วัน ทำใจร้ายใจดำสารพัด เวลาพวกเขาได้ของดีๆกลับมา มีหรือจะไม่เอากลับมาที่บ้านเรา?”
“กู้เฉียว เจ้าคนไม่เอาไหน! เลือดในตัวเด็กนั่นก็คือเลือดท่านไม่ใช่รึ ท่านให้กำเนิด ท่านเลี้ยงดูเขามา แค่กินไก่ของเขาบ้างจะอะไรนักหนา เจ้าหมาป่านัยน์ตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง!” หลิวซื่อก่นด่าเลอะเทอะไปหมด
กู้เฉียวรักหน้าตาศักดิ์ศรีของตนที่สุด พอได้ยินนางด่าว่าตนไม่เอาไหน ก็โมโหจนระเบิดอารมณ์ทันใด เขากระชากผมหลิวซื่อลากออกมาถึงกลางลานสวนประหนึ่งลากคอสุนัข แล้วฟาดฝ่ามือใหญ่หนาไปที่หน้าของนางเต็มแรง “หาว่าข้าไม่เอาไหนเรอะ? เจ้าก็ไปหาพวกที่เอาไหนเลยไป! อ้วนเป็นหมูอย่างเจ้า อัปลักษณ์ไม่เป็นผู้เป็นคนอย่างเจ้า เป็นเพราะตอนนั้นข้าตาบอดถึงได้คว้าเจ้ามาแต่งด้วยหรอก!”
หลิวซื่อถูกตบจนต้องร้องขอชีวิต เสี่ยวจ้วงที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกมา เมื่อเห็นเหตุการณ์ก็ร้องไห้จ้า ต้าจ้วงหลบอยู่แต่ในห้องไม่กล้าออกมา
กู้เฉียวตบตีจนเหนื่อย หอบหายใจแรงๆ ก่อนจะพูดว่า “ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจ้าพูดเรื่องยกหมิงเอ๋อร์ไปให้คนอื่น ตอนนี้สัตว์ที่เขาล่าได้ก็ต้องเป็นของบ้านเราทั้งหมด ยังจะมีหน้าไปด่าเขาเป็นหมาป่านัยน์ตาขาว ข้าว่าเจ้านั่นแหละที่เป็นหมูโง่! ถ้าอยากกินไก่ป่า ก็ให้ลูกชายคนดีของเจ้าไปจับมาให้สิ เลิกด่าฉอดๆต่อหน้าข้าเสียที!”
หลิวซื่อถูกตบจนหน้าบวม มุมปากก็มีเลือดไหลซิบ นางนั่งร้องโอดโอยอยู่กับพื้นไม่ยอมหยุด ในใจกู้เฉียวก็ยิ่งเดือดดาล ถีบนางไปอีกทีหนึ่งก่อนจะเดินออกนอกบ้านไป
ยามพลบค่ำ สองพี่น้องมาที่หน้าหมู่บ้าน มองออกไปตามทางเขาทอดยาว ท่ามกลางแสงอัสดง เงาร่างสูงใหญ่บนหลังม้าเงาหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาของทั้งคู่ กู้หมิงรีบจูงมือน้องสาวออกไปรับ
“ท่านปู่ห้า ท่านกลับมาแล้ว!” กู้หมิงร้องทักทายด้วยคำเรียกที่ห่างเหิน
“เจ้าเด็กคนนี้ ยังจะเรียกท่านปู่ห้าอีก? ตอนนี้เจ้าเป็นหลานปู่สายตรงของกู้เซียวผู้นี้แล้ว” กู้เซียวเคาะหน้าผากของหนุ่มน้อยเบาๆ พร้อมฉีกยิ้มกว้าง ท่าทางระมัดระวังตัวของเด็กสองคนนี้ เขาล้วนสังเกตเห็น เป็นเพราะพวกเขายังไม่สนิทสนมคุ้นเคยกัน แต่เขาเชื่อว่าผ่านไปอีกสักพักก็จะค่อยๆปรับตัวได้ ไม่เพียงแต่พวกเด็กๆจะคุ้นเคยกับเขา เขาเองก็จะค่อยๆปรับตัวเข้ากับชีวิตที่มีครอบครัวต้องดูแลด้วยเช่นกัน
“ท่านปู่...” กู้หมิงเกาหัวตัวเองพลางหัวเราะแหะๆ
กู้เยี่ยกระตุกชายเสื้อพี่ชายเบาๆ กู้หมิงจึงนึกขึ้นได้ “ท่านปู่ ท่านกินข้าวมาแล้วหรือไม่ นี่คือไก่ป่าครึ่งตัวให้ท่านกินเป็นข้าวเย็น”
กู้เยี่ยปิดหน้าคิดในใจ... พี่ชาย ความเฉลียวฉลาดของท่านหายไปไหนแล้ว ทำไมถึงพูดจาแข็งทื่อเช่นนี้ ท่านปู่เขาไม่กินคนเสียหน่อย!
1. ไส้เขียว คือลำไส้ของคนตาย เมื่อขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงก็จะกลายเป็นสีเขียว ใช้เปรียบเปรยถึงความเสียใจที่ทำผิดพลาดจนไม่อยากให้อภัยตัวเอง
บทที่ 20: สร้างบ้านใหม่แล้ว
เพราะกู้เซียวออกทัพจับศึกมานาน ร่างกายจึงแผ่อายเหี้ยมหาญออกมาโดยไม่รู้ตัว เด็กทั่วไปล้วนไม่กล้าเข้าใกล้เขา ในชาติภพก่อน กู้เยี่ยเคยพบคนที่โหดเหี้ยมกว่าเขามามากมาย จึงไม่รู้สึกอะไร ท่าทีถึงได้เป็นธรรมชาติที่สุด
“พวกเจ้าสองคนเป็นเด็กดีมาก ปู่ซื้อซาลาเปาไส้เค็มจากในตำบลมาให้ด้วย พวกเจ้าเอากลับไปอุ่นกินเป็นอาหารเย็นเถอะ ไก่ป่าย่างครึ่งตัวนี้ ปู่จะรับไว้” กู้เซียวรู้สึกพอใจเด็กทั้งสองยิ่ง ที่ทั้งคู่รู้จักบุญคุณคน เทียบกับบิดาของพวกเขาแล้ว พวกเด็กๆมีจิตใจดีกว่ามาก
นอกจากซาลาเปาแล้ว กู้เซียวไปตำบลครั้งนี้ยังซื้อหาหม้อกระทะจานชามที่จำเป็น ข้าวสารหนึ่งกระสอบ แป้งสาลีหนึ่งกระสอบ และเนื้อสัตว์อีกหลายชั่งกลับมาด้วย ลาของผู้ใหญ่บ้านแบกคนแบกของมาไม่ไหว เขาก็นำม้าที่ฝากเลี้ยงไว้ในหมู่บ้านนอกตำบลกลับมา
“นี่เป็นม้าของบ้านเราหรือ” แววตากู้หมิงเปล่งประกาย มองดูม้าขนสีน้ำตาลแดงเป็นมันปลาบตัวนั้น ท่าทางอยากเข้าไปใกล้แต่ไม่ค่อยกล้า
“ใช่แล้ว ของบ้านเราเอง” กู้เซียวพยักหน้า
กู้หมิงชื่นชอบยินดี เดินวนดูม้าทางนั้นทีทางนี้ที ทำอย่างไรก็ดูไม่พอ พึงรู้ว่าล่อลาหรือม้าตัวหนึ่งอย่างน้อยๆ ต้องมีเงินถึงสี่ห้าตำลึงจึงจะซื้อได้ ชาวบ้านในหมู่บ้านครอบครัวหนึ่ง ทำงานหนักตลอดทั้งปี ยังไม่แน่ว่าจะเก็บเงินได้มากขนาดนั้น กินยังกินไม่อิ่มเลย แล้วจะมีเงินเหลือไปซื้อล่อลาซื้อม้าได้อย่างไร ลำพังแค่ลาของผู้ใหญ่บ้านก็พาให้คนมองอย่างอิจฉาชื่นชมแล้ว แต่เวลานี้บ้านของเขามีม้าตัวนี้ นี่มิใช่ม้าตัวแรกในหมู่บ้านหรอกหรือ?
ม้าตัวนี้ของกู้เซียวเป็นม้าดีที่จวนเจิ้นกั๋วกงส่งมาให้ หากไม่มีเงินหลายร้อยตำลึงก็ไม่อาจซื้อหาได้ เขาเห็นกู้หมิงชื่นชอบ จึงฉุดเจ้าหนูน้อยขึ้นไปบนหลังม้าแล้วยิ้มพูดว่า “รอให้มีเวลาว่าง ปู่จะสอนเจ้าขี่ม้า อยากเรียกหรือไม่”
“อยากขอรับ! ข้าอยากเรียน!” กู้หมิงได้นั่งบนหลังม้า แม้ร่างกายจะรู้สึกเกร็งอยู่บ้าน แต่ใบหน้ากลับฉายชัดถึงความปีติยินดี ทว่าเขาก็ไม่ได้ลืมน้องสาวของตน พูดกับกู้เซียวว่า “ท่านปู่ สอนน้องสาวด้วยได้หรือไม่ นางฉลาดยิ่งกว่าข้า จะต้องเรียนเป็นไวกว่าข้าแน่”
“ได้สิ ดี! สอนให้หมดเลย” กู้เซียวลงมาช้อนใต้รักแร้กู้เยี่ย ยกตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ซ้อนหลังพี่ชายของนางอีกที มือหนึ่งของเขาก็จูงม้าจูงลา เดินกะโผลกกะเผลกเข้าหมู่บ้านไป
ม้าสูงใหญ่เรียกเสียงฮือฮาจากคนในหมู่บ้านได้อย่างไม่ผิดคาด เมื่อเห็นของกินและข้าวของเครื่องใช้บนหลังม้าและลา สายตาที่คนในหมู่บ้านมองกู้เซียวก็เปลี่ยนไป... เดิมทีทุกคนเห็นเขาเป็นขอทานคนหนึ่ง แต่เมื่อคิดอีกที คนที่เป็นทหารหลายสิบปีจะมีชีวิตเอนจอนาถอย่างนี้ได้อย่างไร อย่างน้อยๆก็น่าจะมีพอฐานะอยู่บ้าง
หญิงแม่บ้านที่ไม่ค่อยถูกกับหลิวซื่อ ต่างนึกหัวเราะเยาะในใจว่า... สามีภรรยาคู่นั้นไม่ยอมรับบิดาบุญธรรม คิดหาวิธีผลักไปให้พ้นตัว ตอนนี้มานึกเสียใจทีหลังก็สายเกินไปแล้ว!
กู้เซียวนำลาไปคืนที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก่อน พร้อมมอบเนื้อสัตว์สองชั่งเป็นการตอบแทนด้วย สำหรับคนในเขตเขาที่ปีหนึ่งได้กินเนื้อสัตว์กันเพียงไม่กี่ครั้ง ของขวัญชิ้นนี้พิเศษยิ่ง ทำให้ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธไม่ออก ได้แต่รับไว้
กู้เซียวจูงม้าที่มีทั้งเด็กสองคนและข้าวของมากมายอยู่บนหลังไปยังบ้านประมุขสกุล ตอนค่ำเขาขอยืมใช้ห้องครัวของบ้านประมุขสกุล และขอให้หญิงในบ้านประมุขสกุลช่วยดูแลจัดการอาหารมื้อใหญ่เพื่อเลี้ยงโต๊ะ เชิญผู้ใหญ่บ้าน ประมุขสกุลและผู้อาวุโสในสกุลอีกหลายท่านมาร่วมกินอาหารกัน หลังจากนั้นยังฝากตัวให้คนเหล่านี้ช่วยดูแลพวกเขาปู่หลานด้วย
ที่บ้านประมุขสกุลกินอาหารกันครึกครื้นสนุกสนาน สองสามีภรรยากู้เฉียวและหลิวซื่อกลับรู้สึกอึดอัดกินข้าวไม่ลง กู้เฉียวนึกเสียดายไม่น้อย... ตาเฒ่าผู้นี้เป็นทหารผ่านศึก เกษียณตัวกลับบ้านเดิม ย่อมต้องมีเบี้ยชดเชยจากราชสำนักมาบ้างกระมัง ตนไม่น่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ปฏิเสธการเป็นลูกบุญธรรมของเลย มาถึงตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ก็ไม่ต่างจากผลักเงินทองออกไปเองแท้ๆ
หลิวซื่อกลับกล่าวเสียงฮึดฮัด “ตาแก่นั่นจงใจกีดกันพวกเราออกมา ทั้งที่ตัวเองเป็นพวก ‘สวมเสื้อแพรคืนบ้านเดิม’ ตาแก่ตัวดี จงใจแต่งตัวเหมือนขอทาน วางแผนให้พวกเราหลงกลชัดๆ”
“หุบปาก! ไม่ใช่เจ้าหรอกรึ ที่ออกความคิดโง่ๆเช่นนี้?” กู้เฉียวโกรธจนตบตะเกียบลงกับโต๊ะ ก่อนจะถลึงตาใส่หลิวซื่อ
หลิวซื่อกล่าวอย่างไม่พอใจ “ทำไมถึงมาลงที่ข้าล่ะ เป็นท่านเองที่ไม่อยากเป็นลูกบุญธรรมเขา ข้าแค่ช่วยท่านอยู่ข้างๆ ก่อนหน้านี้ท่านพูดเองไม่ใช่หรือว่ายกกู้หมิงไปให้เขาก็เป็นความคิดที่ดี ถ้ารู้แต่แรกว่าตาเฒ่านั่นมั่งคั่งร่ำรวย ข้าจะยกต้าจ้วงของพวกเราให้เลย ต้าจ้วงของเราจิตใจดี ไม่เหมือนหมาป่านัยน์ตาขาวสองตัวนั่นหรอก”
“พูดพอหรือยัง!” กู้เฉียวฟังนางพูดจนเดือดปุดๆ “เจ้าหน้าด้านไปคนเดียวเถอะ! คนเขาต้องการรับลูกหลานบุญธรรมสกุลกู้ไปสืบเชื้อสาย ต้าจ้วงเป็นคนสกุลกู้หรือไง เขามีเลือดเนื้อสกุลกู้ตรงไหน”
กู้เฉียวหยุดไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ข้าไปสืบถามมาแล้ว อาห้าพัวพันกับคดีของคนชั้นสูงจนต้องตกระกำลำบาก เพิ่งกลับมาจากถูกเนรเทศไปอยู่ที่ห่างไกล เรื่องของราชสำนัก ใครจะบอกได้แน่ชัด ไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจถูกจับกลับไปก็ได้ พวกเราอย่ามองแค่เงินเล็กๆน้อยๆในมือเขาอย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งถูกเขาลากพาไปลำบากด้วย ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกแล้ว”
“หา? ตาเฒ่านั่นเคยก่อเรื่องในกองทัพหรือ? คดีอะไร คงไม่ใช่คดีร้ายแรงจนต้องโดนประหารทั้งตระกูลอะไรแบบนั้นหรอกนะ” หลิวซื่อแตกตื่น ซักถามอย่างลนลาน
“เหลวไหล! เขาเป็นคนสกุลเดียวกับเรา ต่อให้อยู่นอกลำดับไว้ทุกข์ห้าขั้น แต่โทษประหารเก้ารุ่นก็ตกที่หัวพวกเราอยู่ดี” ความโกรธเคืองในใจกู้เฉียวลดลงไปมาก “ต่อไปเจ้าข้องแวะกับที่นั่นให้น้อยๆหน่อย จะได้ไม่เดือดร้อนไปด้วย”
“ท่านวางใจเถอะ ข้าแทบอยากจะหลบซ่อนให้พ้นๆไป” หลิวซื่อเห็นว่าน้ำแกงแป้งก้อนในมือจวนจะเย็นชืดแล้ว ขณะกำลังจะป้อนให้ลูกคนเล็ก กลับพบว่าไม่รู้เจ้าหนูน้อยวิ่งหายไปที่ใดแล้ว
“เสี่ยวจ้วง ออกมากินน้ำแกงแป้งก้อนเร็ว แม่ตอกไข่เพิ่มให้เจ้าฟองหนึ่งด้วยนะ ถ้าไม่ออกมาจะให้พี่ชายเจ้ากินแทนแล้ว” หลิวซื่อคิดว่าลูกชายคนเล็กซ่อนอยู่ในเรือน จึงตะโกนเข้าไปข้างใน
ต้าจ้วงน้ำลายไหล สายตาจดจ้องไปที่น้ำแกงแป้งก้อนชามนั้น พูดอย่างทนรอไม่ไหว “น้องได้ยินพวกท่านคุยกันว่าที่บ้านท่านปู่ประมุขสกุลมีเนื้อกิน ก็เลยไปที่บ้านพวกเขาแล้ว ท่านแม่ น้ำแกงชามนี้ให้ข้าดื่มเถอะนะ”
หลิวซื่อได้ยินดังนั้นก็แบ่งน้ำแกงออกเป็นสองส่วน วางไว้หน้าต้าจ้วงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้สามีของนาง “พ่อ เสี่ยวจ้วงไปกินอาหารที่บ้านประมุขสกุล คงจะไม่มีเรื่องอะไรกระมัง”
กู้เฉียวซดนำแกงแป้งก้อนซูดๆ พยักหน้าตอบไปส่งเดช “ไม่เป็นไรหรอก พี่ชายพี่สาวเขาอยู่ที่นั่น จะปล่อยให้น้องหิวได้หรือ อีกเดี๋ยวพวกกู้หมิงก็ต้องกลับมานอนที่นี่”
ตอนที่เสี่ยวจ้วงก้าวขาสั้นๆมาถึงบ้านประมุขสกุล ทางด้านนั้นก็กินอาหารกันอย่างอออกรสออกชาติแล้ว กู้หมิงกับกู้เยี่ยนั่งล้อมวงอยู่ข้างโต๊ะบนเตียงเตาร่วมกับหลานๆของประมุขสกุล กินข้าวกันอย่างสนุกสนาน หมูตุ๋นน้ำแดง หมูตุ๋นหัวไชเท้า ต้มผักกาดขาว หมูผัดผักกาดดองวางอยู่เต็มโต๊ะ กู้เยี่ยนำซาลาเปาไส้เค็มที่ปู่ซื้อกลับจากตัวตำบลมาอุ่นแล้วแจกให้เพื่อนร่วมโต๊ะคนละลูก
“พี่ พี่ชาย กินเนื้อด้วย!” เสี่ยวจ้วงได้กลิ่นหอม น้ำลายก็ไหลเป็นทาง หนูน้อยพยามปีนขึ้นบนเตียงเตาพลางส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น แต่ขาของเขายังสั้นมาก จะปีนขึ้นได้ที่ไหน จึงร้องไห้งอแงอย่างขัดใจ
กู้หมิงกลัวว่าเขาจะก่อกวนวุ่นวาย จึงจำต้องอุ้มขึ้นมา แล้วหยิบซาลาเปายัดใส่มือเขา ทั้งยังคีบหมูติดมันชิ้นหนึ่งยัดปากเขาด้วย เสี่ยวจ้วงถึงได้หยุดร้องกระจองอแง
เสี่ยวจ้วงกัดซาลาเปาลูกใหญ่ลูกนั้น และกินเนื้อหมูในจานกับข้าวอีกหลายชิ้น จากนั้นก็จากไปพร้อมกับพุงยื่นๆ ตอนผละไปยังหยิบซาลาเปาของกู้เยี่ยไปอีกลูก พูดว่า “เป็นเด็กผู้หญิง กินอะไรเยอะแยะ สิ้นเปลือง!”
เด็กอายุสามขวบจะไปเข้าใจอะไร คำพูดเช่นนี้จะต้องเลียนแบบมาจากผู้ใหญ่เป็นแน่ กู้หมิงโกรธจนอยากจะแย่งซาลาเปาคืนมา ประมุขสกุลและผู้อาวุโสในสกุลด้านนอกได้ยินเข้า ก็พากันส่ายหน้า กู้เซียวมองหนูน้อยตัวกระเปี๊ยกแวบหนึ่ง มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้มเย้ยเยาะ
วันต่อมา เรื่องสร้างบ้านของกู้เซียวก็กำหนดวันเรียบร้อยแล้ว เวลานี้เป็นช่วงเว้นว่างจากงานทำไร่ทำนาพอดี แรงงานฝีมือดีในหมู่บ้านจึงมีเวลาว่างมาช่วยลงแรงกัน
บ้านของกู้เซียวจะสร้างขึ้นใหม่บนที่ตั้งเดิมที่พังไป ซึ่งขึ้นไปบนไหล่เขา ห่างจากตัวหมู่บ้านไปพอสมควร แม้จะบอกได้ว่ากำแพงพังทลายแล้ว แต่ก้อนหินตรงฐานกำแพงก็ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ช่วยประหยัดเวลาและแรงขุดภูเขาขนหินไปได้บ้าง เมื่อมีก้อนหินก็จัดการได้ง่าย มีคนมากแรงกำลังก็ย่อมมาก ทำงานวันหนึ่งก็ก่อกำแพงรอบนอกเสร็จแล้ว
เรือนด้านในปกติแล้วเป็นบ้านดินหลังคามุงจาก ฐานรากที่ขุดไว้แต่เดิมก็ยังอยู่ ภายในเรือนใช้ก้อนหินปูเป็นฐาน แล้วใช้ไม้มาสร้างแบบหล่อ แล้วเทดินสำหรับก่อผนังที่ผสมด้วยฟางข้าว เอาไม้ทุบอัดให้แน่นหนาแข็งแรง จากนั้นจึงค่อยยกขื่อคาน และมุงหลังเป็นขั้นตอนสุดท้าย
กู้เซียวเป็นคนใจกว้าง ทำงานเก่ง อีกทั้งฝีมือทำกับข้าวก็ไม่เลว เขาเตรียมอาหารหลักคือหมั่นโถวแป้งสองผสมกับข้าวคือผัดผักตุ๋นใส่เนื้อสัตว์ บ้างก็เป็นหมูติดมัน บ้างก็เป็นไก่ป่ากระต่ายป่า อย่างอื่นนั้นไม่ต้องพูดถึง ลำพังแค่อาหารที่เตรียมไว้เลี้ยงเหล่านี้ มีหรือจะขาดแคลนคนมาช่วยงาน
อากาศช่วงหลายวันนี้เทพบันดาลสวรรค์เป็นใจโดยแท้ ท้องฟ้าแจ่มใสโดยตลอด เรือนหลักขนาดสามห้องจึงก่อร่างสร้างโครงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากเรือนหลักหลังนี้แล้ว ยังมีห้องครัวและโรงเรือนที่ใช้เก็บฟืนและข้าวของจิปาถะด้วย ลานสวนด้านหลังยังมีคอกม้าที่ก่อผนังให้ม้าอยู่อย่างอบอุ่น และยังเหลือที่ว่างสร้างเล้าหมูไว้ข้างคอกม้าตามคำเรียกร้องของกู้หมิง เตรียมไว้หลังจากเข้าฤดูใบไม้ผลิ จะได้จับลูกหมูมาเลี้ยงสักตัวด้วย
ระยะเวลากว่าครึ่งเดือน คนในหมู่บ้านต่างยุ่งง่วนกับการสร้างบ้านกันอย่างขมีขมัน แม้แต่กู้หมิงและเพื่อนพ้องของเขายังมาช่วยลงแรงอยู่เนืองๆ ครั้นแล้วกู้เยี่ยซึ่งไม่มีใครจับตาดูก็ได้เข้าไปในป่าบนเขาอย่างสบายอกสบายใจ ราวกับนกที่ได้กางปีกโบยบิน
เขตป่าที่อยู่ใกล้หมู่บ้านนั้นปลอดภัยดีก็จริง แต่ถูกผู้คนในหมู่บ้านเหยียบย่ำแผ้วถางจนหมดแล้ว ยากที่จะหาของดีเจอ กู้เยี่ยนั้นสอดส่ายสายตาอย่างคันไม้คันมือ มุ่งไปในเขตป่าบนเขาที่ลึกขึ้นกว่าเดิม
วันนี้นางไม่ทักไม่ทายใคร เดินแบกกระบุงสะพายหลังขึ้นเขาไปเพียงลำพังคนเดียว เป้าหมายของนางก็คือภูเขาลูกใหญ่ด้านหลังบ้านใหม่ของนางนั่นเอง เมื่อเดินข้ามเขาไปสองลูก เดิมทีถนนบนเขาที่คดเคี้ยวไม่เหลือรอยทางให้เห็นแล้ว นางจึงแกว่งมีดตัดฟืน ฟันพุ่มไม้ที่รกทึบเปิดทางออก บางครั้งก็ทำให้ลูกไก่ป่าตกใจหนีกระเจิง
ก่อนหน้าที่จะขึ้นเขา นางได้โรยยาผงไล่สัตว์ไว้บนตัว ยาชนิดนี้นางคิดค้นขึ้นในช่วงแรกของกลียุค มีสรรพคุณในการหลบซ่อนตัวและไล่สัตว์อสูรระดับต่ำได้ดีมาก
กู้เยี่ยย้อนคิดไปถึงชาติภพก่อน ตอนที่เพิ่งเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นใหม่ๆ สัตว์เลี้ยงที่แสนน่ารักอ่อนโยนกลับกลายเป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างรุนแรง ทั้งแมวเหมียวที่แสนเชื่องก็กลายเป็นดุร้ายยิ่งกว่าเสือ สุนัขที่แสนจงรักภักดีพริบตาเดียวก็กลายเป็นอสูรโหดเหี้ยมที่ล่าสังหารเจ้าของ... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่ในโรงละครสัตว์ และในสวนสัตว์เลย มนุษย์ซึ่งเคยอยู่ระดับบนของห่วงโซ่อาหาร กลับตกลงมาอยู่ในฐานะผู้ถูกล่าในเวลาอันรวดเร็ว
นางในฐานะนักศึกษาแพทย์ในเวลานั้น ก็ขุดเอาพรสวรรค์ในการปรุงยาออกมาเพื่อรักษาชีวิต ยาชนิดแรกที่คิดค้นขึ้นมาก็คือยาผงไล่สัตว์นี่เอง กลิ่นที่แผ่ฟุ้งไปของยาชนิดนี้คือกลิ่นที่สัตว์ดุร้ายหวาดกลัวและหลบเลี่ยงอย่างยิ่ง นางเองเคยใช้ยาชนิดนี้หลบซ่อนตัวจากสัตว์เลี้ยงในเมืองที่กลายพันธุ์ และหลบหนีจากสัตว์ปศุสัตว์ในเขตชนบทชานเมืองที่บ้าคลั่งดุร้าย จนกระทั่งถูกเจ้าก้อนน้ำแข็งผู้นั้นเก็บพาตัวไป...
1. สวมเสื้อแพรคืนบ้านเดิม เป็นสำนวนหมายถึง ผู้ที่ไปสร้างตัวยังต่างถิ่นจนร่ำรวยหรือมียศถาบรรดาศักดิ์
2. ลำดับไว้ทุกข์ห้าขั้น หรือ ห้าชุดไว้ทุกข์ เป็นคำที่ใช้เรียกเครือญาติซึ่งจะไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ตาย แบ่งออกเป็น5ขั้นตามความใกล้ชิดของครอบครัวฝั่งบิดา
3. โทษประหารเก้ารุ่น เป็นโทษอาญาร้ายแรง ที่จะประหารคนร่วมสกุลหรือร่วมบ้านเดียวกัน โดยนับรุ่นจากผู้ต้องโทษไล่ขึ้นไป4รุ่น และไล่ลงมาอีก4รุ่น
4. หมั่นโถวแป้งสองผสม คือหมั่นโถวที่ใช้แป้งสาลีและแป้งข้าวโพดผสมกัน เมื่อนึ่งแล้วจะมีสีเหลืองนวล
จบตอน
Comments
Post a Comment