21 บทที่ 21 เข้าป่าลึกครั้งแรก
ทำไมถึงคิดหมอนั่นขึ้นมาได้นะ... กู้เยี่ยขมวดคิ้วย่นจมูก สลัดใบหน้าที่เย็นชาเป็นภูเขาน้ำแข็งนั้นออกจากสมอง แล้วเดินเข้าไปในป่าตามที่ตั้งใจไว้ต่อ
องครักษ์ลับตามหลังแม่นางน้อยไปห่างๆ มองรอบข้างด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เมื่อเห็นหมีดำตัวหนึ่งที่สูงเป็นสองเท่าของตัวนางหมุนตัวหันหนี งูยักษ์ลำตัวใหญ่กว่าแขนของเขาเลื้อยผ่านเท้าของนางไปดื้อๆ สุนัขป่าหิวกระหายฝูงหนึ่งหางลู่วิ่งห่างไปไกล...
เขายิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล สัตว์ดุร้ายเหล่านี้ ยามที่เข้าใกล้แม่นางน้อยกลับเตลิดหนีหายราวกับพบเจอศัตรูตัวฉกาจอย่างไรอย่างนั้น ถ้าหากเปลี่ยนเป็นเจ้านายของเขาก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะบนตัวเจ้านายมีกลิ่นอายของความอำมหิตแผ่ซ่าน แม้แต่สัตว์ป่าก็ยังหลีกเร้นกลัวตาย แต่แม่นางน้อยร่างกายผอมบางผู้นี้มีสิ่งใดให้สัตว์ร้ายกลัวเกรงกัน?
“โสมคน! เป็นโสมคนจากธรรมชาติขนานแท้” เด็กหญิงตัวเล็กผู้นั้นโห่ร้องยินดีมาแต่ไกล นางคุกเข่าลงขุดพุ่มหญ้าฉึกๆ
“ลักษณะไม่เลว อย่างน้อยๆ ก็น่าจะอายุหลายสิบปีแล้ว คงจะเอาไปแลกเงินได้บ้าง” มีเพียงเงินทองกับบุรุษรูปงามเท่านั้นที่จะทำให้กู้เยี่ยรู้สึกไหวหวั่นเช่นนี้ นางคลี่ยิ้มกว้างราวกับเก็บทองคำได้
ยิ่งเดินลึกเข้าไปยิ่งเจอสมุนไพรล้ำค่า ทั้งต้าหวง เทียนหมา อู่เว่ยจื่อ ชื่ออู่จยา หญ้าหลงต่าน... กระบุงบนหลังของกู้เยี่ยมีของพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ของเหล่านี้ล้วนเป็นเงินที่ได้มาเปล่าๆ โดยแท้ กู้เยี่ยยิ้มตาหยี ก้าวเดินไปอย่างร่าเริง ปากก็คลอเพลงที่ไม่รู้ทำนองไปด้วย บางจังหวะก็ก้มเก็บสมุนไพรอย่างมีความสุข
“เอ๊ะ? ใบต้นข้างหน้านี่คุ้นๆ แฮะ ดูเหมือนต้นซานเย่า1” ในหัวของกู้เยี่ยผุดรายการอาหารขึ้นมาเป็นพรวน... ‘ซานเย่าต้มกระดูกหมู’ ‘ซานเย่าผัดเห็ดหูหนูใส่หมู’ ‘น้ำแกงปลาจี้อวี๋2ใส่ซานเย่า’ แค่นี้น้ำลายก็ไหลแล้ว
นางพุ่งไปโดยไม่รั้งรอ กวัดแกว่งจอบมือของตัวเอง ขุดฉึกๆ ลงไป ซานเย่าตามธรรมชาติเหล่านี้มักจะขึ้นอยู่ตามร่องหินดินนุ่ม และรูปร่างลักษณะไม่แน่นอน การจะขุดขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่ามิได้ยากเกินกำลังของกู้เยี่ย แค่ดื่มยาเพิ่มพลังสักขวดก็เรียบร้อย แถบนี้มีต้นซานเย่าอยู่ไม่น้อย นางใช้เวลาครึ่งชั่วยามกว่าจึงจะขุดหมด เวลานี้กระบุงที่นางแบกมาใส่ของไว้จนเต็มแน่นแล้ว
กู้เยี่ยมองดูสีท้องฟ้า ในใจลังเลอย่างยิ่ง แต่ก็จำต้องกลับไปทางเดิม ไม่เช่นนั้นพี่ชายผู้ชอบจ้ำจี้จ้ำไชของนางจะต้องพร่ำบ่นประหนึ่งพระถังท่องคัมภีร์3 เป็นแน่... เฮ้อ สายใยในครอบครัวบางทีก็เป็นความอบอุ่นที่ต้องแบกรับหน้าที่อย่างหนึ่ง
ระหว่างทางกลับบ้าน กู้เยี่ยพบลูกกวางโง่ตัวหนึ่งตื่นตระหนกจนลนลาน ฤทธิ์ของ ‘ยาน้ำพลังมหาศาล’ ในตัวนางยังไม่หมด นางจึงขว้างจอบในมือออกไปแบบส่งๆ แต่กลับกระแทกโดนหัวของเจ้ากวางเคราะห์ร้ายตัวนั้นจนมันสลบไป แม้บนไหล่จะสะพายกระบุงที่ใส่สมุนไพรและซานเย่ามาจนเต็ม ในมือยังหอบหิ้วเหยื่อที่หนักร้อยกว่าชั่งมาด้วย แต่กู้เยี่ยก็เดินเหินได้อย่างปกติสบายๆ
องครักษ์ลับซึ่งตามหลังนางมาเห็นดังนั้น อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่ แม่นางน้อยผู้นี้มีพลังพิเศษมหัศจรรย์จริงๆ แม้จะเจอสัตว์ร้ายระหว่างทาง ก็ไม่ต้องให้เขาออกโรงเลย... เฮ้อ เจ้านาย ท่านให้ข้าอยู่ที่นี่ ช่างเป็นที่ที่มิได้ใช้วิชายุทธ์เลยสักนิด
เขาอิ่นป๋าปีศาจเร้นเป็นถึงหนึ่งในองครักษ์ลับแห่งตำหนักเร้นวิญญาณ วันๆ ได้แต่ตามก้นแม่นางน้อยคนหนึ่งต้อยๆ ช่างเหมือนนำไม้ซุงมาใช้ประโยชน์เพียงน้อยนิดจริงๆ
“น้อง! เจ้าไปที่ใดมา ข้าหาเจ้าอยู่ตั้งนาน” กู้เยี่ยยังเดินกลับไม่ถึงบ้านใหม่ดี ก็ได้ยินเสียงกู้หมิงร้องเรียกแต่ไกล นางหยุดเท้าอย่างอดไม่ได้ เตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกตำหนิ
“เจ้าขึ้นเขาอีกแล้วหรือ บอกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าเที่ยวไปไหนมาไหนคนเดียว มันอันตรายมากนะ!” กู้หมิงเข้าใจว่านางไปแค่เขาใกล้ๆ ที่เคยไปเท่านั้น ก็ยังบ่นยืดยาวไม่หยุดแล้ว
ครั้นเขาเห็นกวางนอนอยู่ข้างเท้าน้องสาว และในกระบุงสะพายหลังมีของใส่อยู่เต็มไปหมด สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที รีบเข้ามาสำรวจตามเนื้อตัวกู้เยี่ยราวกับคนบ้า กลัวว่าน้องสาวจะได้รับบาดเจ็บมา
“เจ้าเข้าไปในป่าลึกมาหรือ ทำไมถึงได้ใจกล้าเช่นนี้ เจ้าบอกเองว่าในป่าสัตว์ร้ายมากมาย แม่แต่นายพรานจางยังไม่กล้าเข้าไปไกลเลย ถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับเจ้าขึ้นมาจะให้พี่ชายอยู่อย่างไร” กู้หมิงร้อนรนจนตาแดงก่ำ ยกมือขึ้นอยากจะสั่งสอนน้องสาวสักที แต่เห็นดวงหน้าเล็กๆ น่าสงสารนั้นแล้วก็ทำไม่ลง ได้แต่กำหมัดเหวี่ยงไปมาระบายความโกรธ
“พี่ชาย ท่านอย่าโมโหไปเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจนี่นา ข้าไปเจอซานเย่าเข้า ก็เลยขุดไปเรื่อยๆ จนไปไกล ไม่ ไม่ใช่ ที่จริงแล้วไม่ได้ไกลเช่นนั้น แค่ไกลกว่าที่เคยไปนิดหน่อย จริงๆ นะ ที่นั่นไม่มีสัตว์ร้าย และมีสมุนไพรเต็มไปหมด ข้าเก็บมาเยอะแยะเลย...” กู้หมิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟใส่กู้เยี่ยเป็นครั้งแรก ในใจนางเองก็รู้สึกผิดและว้าวุ่นใจเช่นกัน จีงรีบอธิบายเป็นพัลวัน
“ขืนรอให้เจอสัตว์ร้าย ถึงตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ทันแล้ว!” กู้หมิงน้ำตาคลอหน่วย ในใจทั้งเป็นห่วง ทั้งตื่นตระหนก ทั้งระคนด้วยความโล่งอกยินดี แต่ใช่ว่าจะโชคดีเช่นนี้ได้ทุกครั้ง ถ้าหากเกิดเรื่องกับน้องสาวขึ้นจริงๆ เขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลย ไม่ได้การ จะต้องหยุดยั้งไม่ให้นางคิดอยากเข้าป่าอีก
“กู้หมิงพูดถูกแล้ว เยี่ยเอ๋อร์ ในป่าอันตรายมาก ต่อไปหากไม่มีปู่ไปด้วย จะอวดเก่งเข้าไปคนเดียวไม่ได้ เข้าใจหรือไม่” กู้เซียวเดินตามกู้หมิงมา เขาสังเกตเห็นว่าหลานชายเที่ยวตามหาน้องสาวทางนั้นทีทางนี้ทีตั้งแต่แรกแล้ว
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า แม่หนูน้อยที่ดูร่างกายอ่อนแอและขลาดกลัวผู้นี้จะกล้าไปบนเขาคนเดียว มีใครให้นางยืมความกล้าหาญอย่างนั้นหรือ
กู้เซียวอยู่กับบ้านของท่านแม่ทัพผู้เฒ่ามานาน ทำให้เข้าใจความคิดของเด็กผู้หญิงไม่น้อย ดังนั้นน้ำเสียงเวลาพูดคุยกับแม่นางน้อยจึงได้นุ่มนวล ด้วยกลัวว่าจะทำให้นางตกใจ แต่หากเปลี่ยนเป็นเด็กผู้ชายละก็ เขาคงตีก้นไปนานแล้ว เพื่อที่จะได้รู้จักหลาบจำ
“ข้าเข้าใจแล้ว” กู้เยี่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
แพขนตางอนยาวของนางขยับไหวปริบๆ ดวงตาดำสนิทแวววาวเปี่ยมไปด้วยความเสียใจและสำนึกผิด กู้เซียวไม่ตำหนิอะไรอีก เพียงตบๆ ศีรษะของนางเบาๆ “พี่ชายเจ้าตามหาเจ้าตั้งครึ่งค่อนวัน ไปขอโทษพี่ชายของเจ้าเสีย รับปากด้วยว่าต่อไปจะไม่ไปไหนคนเดียวอีก”
“พี่ชาย ข้าขอโทษนะ...” กู้เยี่ยเขยิบไปข้างๆ เด็กชายที่ยืนหันหลังให้นาง และกระตุกชายเสื้อของเขาเบาๆ “ท่านอย่าโกรธเยี่ยเอ๋อร์เลยนะ”
ขณะเดียวกัน กู้เยี่ยร่ำร้องในใจ... บ้าเอ๊ย ข้าอายุเท่านี้แล้ว ยังต้องงอนง้อขอโทษเป็นเด็กเล็กๆ อีก ฮึ่ย!
กู้หมิงเช็ดน้ำตา เห็นน้องสาวสีหน้าท่าทางร้อนใจ มีหรือจะใจแข็งโกรธนางต่อได้ เขากุมมือน้องสาว พูดเสียงอ่อนโยนว่า “เมื่อครู่พี่ไม่ควรดุน้อง เป็นเพราะพี่เป็นห่วงเจ้ามาก ต่อไปถ้าเจ้าอยากกินเนื้อสัตว์ ก็เรียกพี่ชายนะ พี่จะไปล่าสัตว์เป็นเพื่อนเจ้า”
“เรียกเจ้าไปจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเจอสัตว์ร้ายจะเอาชีวิตตัวเองไปสังเวยสัตว์พวกนั้นหรือ” กู้เซียวขยี้ผมหลานชายจนยุ่ง “ต่อไปต้องตั้งใจเรียนวิชายุทธ์วิชาล่าสัตว์จากปู่ให้ดีๆ วันข้างหน้าเจ้าจะเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องดูแลน้อง ถ้าไม่เรียนรู้วิชาอะไรเลยจะสำเร็จได้อย่างไร”
“ท่านปู่” พอกู้หมิงได้ฟัง ดวงตาก็เป็นประกาย สีหน้ามีชีวิตชีวาผิดไปจากเดิม “ท่านจะสอนวิชายุทธ์ให้ข้า? ใช่วิชาที่คนเดียวล้มคนได้หลายๆ คนเช่นนั้นหรือไม่”
“ฮ่าๆๆ... จะล้มคนหลายๆ คนไปทำไม คิดถึงตอนนั้นที่อยู่ในสนามรบ ข้ากับท่านแม่ทัพผู้เฒ่าพกดาบไปคนละเล่ม สู้กับข้าศึกนับร้อย ข้าฟันพวกมันจนทิ้งเกราะทิ้งหมวกวิ่งหนีขี้เยี่ยวเล็ด...” กู้เซียวเล่าถึงวีรกรรมยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างไม่อยากให้เอิกเกริกเกินไปนัก ทว่าไม่เพียงแต่ดึงดูดเด็กน้อยอย่างกู้หมิง แม้แต่พวกชาวบ้านที่มาช่วยสร้างเรือนก็ฟังอย่างออกรสออกชาติไปด้วย
กู้หมิงยกให้ท่านปู่เป็นต้นแบบอย่างแท้จริง เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมานะฝึกฝนวิชายุทธ์ ตั้งปณิธานแม่นมั่นว่าจะเป็นยอดวีรบุรุษผจญทั่วทุกสมรภูมิได้อย่างปู่
“เยี่ยเอ๋อร์ กวางตัวนี้เป็นมาอย่างไร” กู้เซียวไม่คิดว่าแม่หนูน้อยรูปร่างผอมบางตรงหน้านี้จะสามารถล่าสัตว์ที่ใหญ่กว่าตัวนางเช่นนี้ได้ จึงได้ถามออกไป
กู้เยี่ยรีบปั้นแต่งเรื่องโกหก “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ เจ้าตัวนี้ก็วิ่งพรวดออกมาชนเข้ากับต้นไม้แล้วก็สลบไปเอง ข้ายังไม่ทันจะตกใจเลยด้วยซ้ำ เลยเก็บกลับมาด้วย” ท่ามกลางสายตาค้นหาของกู้เซียว กู้เยี่ยแสร้งยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์
กู้หมิงกลับไม่นึกเคลือบแคลงสงสัย หิ้วตัวเจ้ากวางขึ้นมาพลางพูดยิ้มๆ ว่า “น่าจะหนักร้อยกว่าชั่งเลยทีเดียว น้องโชคดีจริงๆ เข้าป่าทีไรล้วนมีของติดมือมาด้วยทุกครั้ง”
กู้เยี่ยเหงื่อตก... สัตว์เล็กๆ ในหลุมกับดักพวกนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตนด้วยเลยนะ! นางเองก็สงสัยเช่นกันว่าใครกันที่ทำเรื่องดีๆ เช่นนี้ให้ ส่วนที่มาของกวางตัวนี้ นางได้แต่รู้คนเดียวในใจ ไม่ประกาศออกไป
“จริงด้วย! โชคดีที่สุดของข้าก็คือมีพี่ชายเช่นท่านนี่แหละ” กู้เยี่ยประจบเอาใจพี่ชายอย่างร้อนตัว หวังว่าครั้งนี้จะพอกลบเกลื่อนให้ผ่านไปได้
เป็นจริงดังคาด พอกู้หมิงได้ยินก็ยิ้มหน้าบานจนหาทิศไม่เจอ กู้เซียวเห็นดังนั้น พลันรู้สึกอิจฉาน้อยใจ กระแอมไอเพื่อเตือนให้หลานชายหลานสาวรู้ว่าตนเองยังอยู่ตรงนั้น
กู้เยี่ยไม่ทำให้เขาผิดหวัง รีบพูดว่า “การได้พบท่านปู่ ก็เป็นโชคดีของเยี่ยเอ๋อร์ด้วยเช่นกัน ต้องเป็นเพราะสวรรค์เมตตาสงสารข้าที่ต้องลำบากมาหลายปี ถึงได้มอบโชคให้ข้ามาอย่างถล่มทลาย มีเรื่องดีๆ มาอย่างไม่ขาดสายเช่นนี้”
กู้เซียวได้ยินได้ฟังเรื่องของแม่หนูน้อยมาจนรู้ชัด กล่าวอย่างสงสารจับใจว่า “หลานน้อยของปู่ หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ ต่อจากนี้มีปู่อยู่ด้วย ใครก็อย่าได้คิดจะรังแกเจ้า เจ้าอยากจะเดินขวางกร่างไปที่ใดในหมู่บ้านนี้ล้วนไม่มีปัญหา”
“ท่านปู่ ถ้าเดินขวางก็เป็นปูนะสิ” กู้เยี่ยเม้มปากอมยิ้ม กู้เซียวกับกู้หมิงสองปู่หลานพากันหัวเราะร่าออกมาเสียงดัง
“กู้หมิง กู้หมิง...” เสียงหลี่เฮ่าแว่วดังมาแต่ไกล “หลุมกับดักของเจ้าดักไก่ป่าได้สองตัวแหนะ ข้ากับน้องไปตัดฟืนผ่านเข้าพอดี เลยหิ้วกลับมาให้เจ้า”
“เยี่ยมเลย! พรุ่งนี้จัดงานฉลองยกขื่อคาน เลี้ยงคนที่มาช่วยงาน จะได้มีอาหารหนักๆ อีกอย่างแล้ว” กู้เซียวรับไก่ป่าอ้วนๆ สองตัวนั้นมา ยิ้มร่าจนตาหยี หลานชายหลานสาวบ้านเขาโชคดีไม่น้อย เลือกทำเลขุดกับดักได้เก่งยิ่ง ถึงดักไก่ป่ากระต่ายป่าได้ไม่เว้นวาง เขากลับมาได้ยี่สิบกว่าวันก็ได้กินเนื้อป่าเหล่านี้สิบกว่ามื้อเลยทีเดียว
กู้เซียวรู้สึกครึ้มใจ บอกกับหลานทั้งสองว่า “ไป! เดี๋ยวปู่จะพาพวกเจ้าไปที่หนึ่ง ที่นั่นมักมีหมูป่าออกมา พวกเราไปขุดหลุมดักดูซิว่าจะจับหมูป่าตัวเป็นๆ ได้หรือไม่”
เมื่ออาเก้าซึ่งมาช่วยงานได้ยินที่พวกเขาคุยกัน ก็รีบร้องห้าม “ท่านอาห้า หมูป่าพวกนั้นดุร้ายมากนะ สามารถขวิดผู้ใหญ่คนหนึ่งล้มได้เลยนะ ท่านพาเด็กๆ ไปจะอันตรายเกินไป อย่าเลยดีกว่า ท่านมีกวางมีไก่ป่า แค่นี้ก็หรูหรามากแล้ว จะต้องไปเสี่ยงอันตรายอีกทำไม”
“ถ้าเช่นนั้น... พวกเจ้าสองคนก็รออยู่ที่บ้าน?” กู้เซียวลังเล เขาไปจัดการหมูป่าตัวใหญ่ๆ คนเดียวได้ไม่มีปัญหาแน่ แต่หากพาไปด้วยกันแล้วเกิดเรื่องไม่ดี เขาอาจจะดูแลเด็กๆ สองคนไม่ไหว
1 ซานเย่า หรือกลอยจีน มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ฮ่วยซัว’ เป็นพืชหัวเช่นเดียวกับมัน มีสรรพคุณในการบำรุงระบบทางเดินอาหาร
2 จี้อวี๋ หรือ crucian carp เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ตะเพียน
3 พระถัง ในที่นี้หมายถึง พระถังซัมจั๋ง หรือสมณะเสวียนจั้ง ผู้เดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก ในวรรณกรรม ‘บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก (ซีโหยวจี้)’ หรือตำนานไซอิ๋ว ระหว่างทางต้องผจญกับมารปีศาจมากมายที่หมายจะจับพระถังกินเป็นอาหาร แต่พระถังก็มักจะท่องคัมภีร์กำราบซุนอู้คง (ซุนหงอคง) ไม่ให้แผลงอิทธิฤทธิ์เกินเหตุ
22 บทที่ 22 ดงหมูป่า
ทว่าเมื่อกู้เซียวเห็นสายตาตื่นเต้นเฝ้าคอยของหลานทั้งสอง เขาก็ไม่อาจทำให้เด็กๆ ผิดหวัง... ได้! พาไปด้วยกันนี่แหละ! ถ้าเกิดเจอฝูงหมูป่าเข้า เขาจะล่อความสนใจของพวกมัน แล้วให้เด็กๆ หาโอกาสหนีไปก็ได้แล้ว
“ถ้าหากเจออันตราย พวกเจ้าไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้น สนแต่วิ่งอย่างเดียว เข้าใจหรือไม่” เมื่อใกล้จะถึงดงหมูป่า เขาก็กำชับอย่างไม่วางใจ หลี่เฮ่ากับหลี่ซิ่วเหนียงสองพี่น้องก็ตามมาด้วย ถ้าเกิดเรื่องกับพวกเขา กู้เซียวคงเข้าหน้าพี่ผู้ใหญ่บ้านไม่ติดแน่ๆ
“ได้! ถ้าพวกเรารั้งรอรังแต่จะเป็นตัวถ่วงของท่านปู่ ดูแลตัวเองจึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” ที่กู้เยี่ยพูดก็เพื่อเตือนพี่ชายตนเอง นางรู้ว่าพี่ชายห่วงใยผู้อื่นที่สุด จึงกลัวว่าเมื่อเจออันตราย เขาจะพุ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่ทำเช่นนั้นจะกลายเป็นภาระเสียเปล่าๆ
“หลานสาวปู่นี่ฉลาดจริงๆ” กู้เซียวพยักหน้าให้นางพลางเอ่ยชม หลานสาวผู้นี้แม้จะเกิดมาร่างกายอ่อนแอ แต่นิสัยเข้ากับเขาได้ดียิ่ง กู้เยี่ยก็ยิ้มสดใสให้เขากลับมา
คนทั้งกลุ่มเดินข้ามเขาหนึ่งลูกมาถึงกลางป่าสน
“ชู่ว์...” กู้เซียวเห็นร่องรอยของหมูป่าอย่างรวดเร็ว มูลที่หมูป่าถ่ายไว้ยังสดใหม่มาก น่าจะเพิ่งผละไปไม่นาน กู้เซียวกำดาบยาวในมือแน่น มองสำรวจรอบด้านอย่างระแวดระวัง ด้านหลังของเขามีเด็กตามมาด้วยถึงสี่คนเชียวนะ จึงไม่แปลกที่เขาจะระมัดระวังเช่นนี้
เมื่อมั่นใจว่าหมูป่าไปไกลแล้ว กู้เซียวจึงค่อยลดท่าป้องกันลง แล้วหันไปยิ้มให้พวกเด็กๆ ที่กำลังตื่นตัว “เราขุดหลุมกับดักตรงนี้กันเถอะ”
กู้เซียวพาเด็กชายสองคนขุดหลุม กู้เยี่ยพบว่าใกล้ๆ นั้นมีเห็ดกอหนึ่ง ก็พาหลี่ซิ่วเหนียงไปเก็บเห็ด กู้หมิงไม่วางใจ คอยเงยขึ้นมองไปทางนางอยู่เป็นระยะ และไม่ลืมเตือนนางว่า “อย่าไปไกลนะน้อง ระวังเจอหมูป่า!”
หมูป่าอะไรนั่นย่อมไม่มีทางเจออยู่แล้ว เพราะบนตัวนางยังมีกลิ่นของยาผงไล่สัตว์อยู่ กู้เยี่ยจึงเก็บเห็ดอย่างสบายอารมณ์... นี่คือเห็ดซงหรง1 นี่นา นุ่มลื่นชื่นปากชื่นคอ กลิ่นหอมกำจาย พวกหมูป่าชอบเป็นที่สุด มิน่าเล่าบริเวณนี้จึงเรียกว่าดงหมูป่า
ตอนแรกหลี่ซิ่วเหนียงก็ตื่นเต้นระแวงระวัง แต่พอเห็นกู้เยี่ยทำตัวสบายเช่นนี้ ก็ร่วมวงเก็บเห็ดกับนางด้วย รอจนหลุมกับดักขุดเสร็จ แม่นางน้อยสองคนก็เก็บเห็ดได้กองใหญ่ กู้เยี่ยเปิดสาบเสื้อยัดเห็ดเข้าไปข้างใน ฉีกยิ้มกว้างอวดฟันขาว รอยยิ้มนั้นสดใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์แรงกล้าเสียอีก
“เอาเห็ดมาให้ข้าเถอะ เจ้าเป็นเด็กผู้หญิง ก็ควรทำสิ่งที่เด็กผู้หญิงเขาทำกัน” เพื่อน้องสาวคนนี้แล้ว กู้หมิงเป็นห่วงเป็นใยไปเสียทุกอย่างจริงๆ เขาถอดเสื้อตัวนอกที่ปะชุนแล้วปะชุนอีกออกมารองรับเห็ดไว้ อากาศช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อีกทั้งยังอยู่ในป่าค่อนข้างมืดทึบ ไอหนาวย่อมมากกว่าภายนอก กู้หมิงสวมใส่เสื้อตัวในและตัวนอกสองชั้น เมื่อถอดตัวนอกออกจึงหดตัวสั่นสะท้านไปครู่หนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่
กู้เซียวเห็นเช่นนั้นก็ใช้ดาบยาวฟันเถาวัลย์ลงมาสองสามเส้น เขาพลิ้วนิ้วมือไม้ว่องไว เพียงแป๊บเดียวก็ถักสานตะกร้าอย่างง่ายๆ ออกมาใบหนึ่ง “ไม่ต้องยื้อยุดฉุดแย่งอะไรทั้งนั้น เอาเห็ดมาใส่ไว้ในนี้ เยี่ยเอ๋อร์ เจ้านี่มีประโยชน์จริงๆ เก็บ ‘เห็ดต้นสน’ มาได้มากเช่นนี้ อ้าว เด็กๆ ตรงนี้ยังมี ‘ก้อนสน’ อยู่อีกเพียบเลย ของชนิดนี้ตุ๋นกับไก่ รสชาติอร่อยอย่าบอกใคร”
ก้อนสนที่เขาพูดถึงก็คือเห็ดซงลู่2 ที่กู้เยี่ยขุดขึ้นมาจากในดิน มีคุณค่าอาหารค่อนข้างสูง วันนี้นางโชคดีมากที่ขุดมาได้หลายหัว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ทันเวลาทำอาหารเย็นพอดี ในเพิงมุงจากที่สร้างชั่วคราวไว้บนลานโล่งข้างพื้นที่ก่อสร้างบ้าน สะใภ้เก้าและสะใภ้ในหมู่บ้านอีกหลายคนกำลังยุ่งง่วนช่วยกันทำอาหาร
อาหารหลักคือข้าวสองสี3ที่หุงด้วยข้าวสวยและข้าวเกาเหลียง พวกนางหุงเตรียมไว้ถึงสองหม้อใหญ่ แต่ก็ยังเกรงว่าจะกินกันไม่พอ จึงนึ่งหมั่นโถวแป้งสองผสมเพิ่มด้วย กับข้าวมีผักกาดขาวผัดน้ำมันหมู และเนื้อกระต่ายป่าผัดมันฝรั่งอีกชามใหญ่ กระต่ายป่าคือตัวที่กู้เยี่ยหิ้วกลับมาจากหลุมกับดักเมื่อวานนี้
“กินข้าวได้!” สะใภ้เก้าถือกระบวยยาวเคาะบนชามกับข้าวพูนๆ สองสามที ผู้คนที่กำลังทำงานกันอย่างขมีขมันพากันล้างมือแล้วมารุมล้อม พวกเขาหยิบชามกระเบื้องที่พกมาเองจากบ้านออกมาให้ย่าสามตักข้าว ส่วนสะใภ้เก้าเป็นคนตักกับ แล้วแต่ละคนก็หยิบหมั่นโถวในเข่งกันคนละลูก แยกย้ายกันไปนั่งยองกินข้าวอยู่ตามมุมต่างๆ
ช่วยไม่ได้ บ้านของกู้เซียวยังไม่มีโต๊ะไม่มีม้านั่ง จานชามก็ไม่เพียงพอ จึงได้แต่ลำบากพวกเขาไปก่อน แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกเดือดร้อนสักนิด คนมารวมตัวกันมากมายเช่นนี้ ได้กินข้าวไปคุยกันไปก็คึกคักดีไม่น้อย
คนที่มาช่วยงานบางคนมีลูกหลานรออยู่ที่บ้าน ก็ตักข้าวตักกับเอากลับไปแบ่งให้พวกลูกหลานกินด้วยกัน พอกินข้าวเสร็จก็กลับมาช่วยงานต่อ
ทันใดนั้น ในแถวที่กำลังตักข้าวกันอยู่นั้นก็ปรากฏเงาร่างผอมซูบร่างหนึ่ง นางเบียดไปอยู่ด้านหน้าแล้วยื่นชามในมืออย่างถือสิทธิ์ชอบธรรมเต็มที่ เมื่อเห็นคนผู้นี้ชัดๆ กระบวยในมือย่าสามพลันหยุดชะงัก นางขมวดคิ้วพลางว่า “สะใภ้อู๋ เจ้าไม่ได้มาช่วยทำกับข้าว และไม่ได้มาช่วยก่อสร้าง ยังจะมีหน้ามากินของคนอื่นได้อย่างไร”
ที่ใดมีผลประโยชน์ หญิงผู้นี้ก็มุดไปที่นั่นเสมอ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนไม่ชอบนางกันทั้งนั้น
“ใครบอกว่าพวกเราไม่ช่วยอะไร พวกเจ้าเวลาทำงานมีคนบาดเจ็บ มิใช่ไปหาสามีข้าหรอกหรือ ถ้านั่นไม่ใช่การช่วยเหลือแล้วคืออะไร” อู๋ต้าเหนียงเอ่ยอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา “รีบๆ ตักสิ สามีข้าหิวจะแย่แล้ว”
ท่านย่าสามโยนกระบวยลงในหม้อข้าว แค่นยิ้มพูด “วันนี้มีคนบาดเจ็บ ท่านหมออู๋จึงเข้ามาดูอาการให้”
ขณะที่อู๋ต้าเหนียงลอยหน้าลอยตาอย่างได้ใจ ท่านย่าสามก็พูดต่อ “แต่ว่า แผลเล็กๆ เจ็บเพียงนิดหน่อย ท่านหมออู๋ก็รับเงินจากกู้เซียวไปแล้วสิบเหวิน”
“จริง! พวกเรารักษาบาดแผลก็จ่ายเป็นเงินไปแล้ว จะเรียกว่าช่วยเหลือได้อย่างไร” อู๋ตังกุยผู้นี้ผูกสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านไม่ดี ทุกคนในหมู่บ้านล้วนเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ยื่นมือช่วยเหลือกัน ตามหลักแล้วให้ค่าหยูกยานิดๆ หน่อยๆ ก็พอ แต่เขานั้นกลับเก็บค่ารักษาสูงยิ่งกว่าร้านจี้หมินถังในตำบลเสียอีก แถมภรรยาของเขายังมีนิสัยเช่นนี้ พวกชาวบ้านที่คบหาเขาจึงมีไม่กี่คนเท่านั้น
“อยากจะกินข้าวด้วยก็ได้ แต่จ่ายคืนมาก่อนสิบเหวิน ถ้าไม่กินก็รีบหลบไป อย่าทำให้คนอื่นเขาเสียเวลา” ท่านย่าสามไม่ชอบนิสัยเห็นแก่ได้ของนาง จึงไม่ชอบหน้านางยิ่ง
อู๋ต้าเหนียงนึกถึงสามีของตนก็ให้โมโหนัก เงินตกไปอยู่ในมือเขาแล้ว จะควักคืนออกมาได้อย่างไร นางถ่มถุยลงพื้นทีหนึ่งก่อนจะกระฟัดกระเฟียดจากไป
แต่ละครฉากเล็กๆ นี้มิส่งผลต่อความรู้สึกในการกินข้าวเย็นของทุกคนแต่อย่างใด พวกเขายังคงกินกันไปคุยกันไป ในชามของแต่ละคนอย่างน้อยๆ ต้องมีเนื้อกระต่ายสี่ห้าชิ้น และผักกาดขาวที่ผัดกับน้ำมันหมู รสชาติไม่เลวเลย
“ท่านอาห้า” คนที่พูดก็คือกู้เฉินลูกชายคนโตของประมุขสกุล อายุน้อยกว่ากู้เซียวเพียงห้าปี “บ้านท่านยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถหาอาหารดีๆ แบบนี้มาได้ ฝีมือล่าสัตว์ของท่านสั่งสมมาหลายปี ไม่มีตกเลย”
ตอนที่กู้เซียวเข้าร่วมทัพ เขาก็อายุสิบกว่าปีแล้ว ตอนกู้เฉินเด็กๆ ก็เคยติดตามท่านอาห้าที่อายุไม่ต่างกันมากเล่นซนอยู่ไม่ห่าง บางครั้งก็ตามไปช่วยดักจับ ได้หิ้วไก่ป่ากระต่ายป่ากลับมาด้วย
ทุกคนต่างเข้าใจว่าสัตว์ที่กู้เยี่ยนำกลับมาจากหลุมกับดักบนเขาครั้งละตัวสองตัวเป็นฝีมือของกู้เซียว เพราะเขาเชี่ยวชาญเรื่องขุดหลุมพรางดักสัตว์ที่สุด
กู้เซียวยิ้มโดยไม่พูดอะไร หลานชายหลานสาวของเขาเก่งกาจเช่นนี้ มีเพียงเขาที่รู้ก็พอแล้ว จะได้ไม่ต้องมีใครมามองด้วยความริษยา นินทาหลานๆ เขาลับหลัง
วันรุ่งขึ้น เป็นวันสำคัญของพิธียกขื่อคาน กู้เซียวแบกลูกหมูป่าตัวใหญ่เท่าครึ่งตัวคนจากดงหมูป่ามาตัวหนึ่งตั้งแต่เช้าตรู่ กู้หมิงนำพวกเด็กๆ มารุมล้อม ต่างส่งเสียงร้องยินดีและหัวเราะเฮฮา ราวกับว่าเฉลิมฉลองเทศกาลยิ่งใหญ่ องครักษ์ลับซึ่งเฝ้ามองภาพฉากนี้อยู่ไกลๆ ปาดน้ำตาที่มิได้มีอยู่จริง... เมื่อคืนเพื่อให้ได้ลูกหมูป่าตัวนี้มาโยนใส่หลุมกับดัก ตัวเขาต้องถูกฝูงหมูป่าวิ่งไล่กวดอยู่ครึ่งค่อนคืน
ประมุขสกุลเป็นเจ้าพิธี ช่วยทำพิธีกรรมอย่างง่ายๆ เมื่อยกขื่อคานขึ้นติดตั้งเรียบร้อย คนในหมู่บ้านชนบทมิได้มีพิธีรีตองอะไรยุ่งยากเช่นนั้น เมื่อลั่นกลองเรียกขวัญเสร็จก็มุงจากบนหลังคาจนแน่นหนาดี แม้แต่ห้องครัวและเรือนเก็บของซึ่งเป็นเรือนไม้ก็สร้างเสร็จไปกว่าครึ่งแล้ว
อาหารที่ใช้รับรองผู้มาเยือนวันนี้ล้วนเป็นอาหารหนักๆ น้องกวางสองข้างนำไปย่างไฟ ส่วนเนื้อกวางตุ๋นน้ำแดงได้เต็มกระทะใหญ่ ทั้งยังแบ่งไปผัดเผ็ดได้อีกชาม ไก่ป่าตุ๋นเห็ด หมูตุ๋นน้ำแดง ซานเย่าตุ๋นกระดูกหมู ไส้ผัดพริก ซานเย่าผัดเห็ดหูหนู นำแกงเห็ดหูหนูเห็ดซงหรง... อาหารสารพัดสารพัน ล้วนเป็นของที่กู้เยี่ยเรียกร้องให้เหล่าหญิงแม่บ้านที่ฝีมือครัวไม่เลวเป็นผู้ทำให้
กลิ่นอาหารโชยฟุ้งราวกับครอบคลุมไปทั่วป่า แผ่กำจายไปทุกซอกทุกมุมในหมู่บ้านชิงซาน คนที่ไม่ได้ไปมาหาสู่กับกู้เซียว ทำได้เพียงสูดจมูกกัดแป้งปิ่งแข็งๆ แห้งๆ เคล้ากลิ่นหอมหวนของอาหารเหล่านี้
กู้เซียวขอยืมโต๊ะและม้านั่งจากคนในหมู่บ้านมาวางเรียง แม้จะสูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากันนัก เขาเชิญทุกคนที่มาช่วยงานในช่วงหลายวันนี้ มากินอาหารดีๆ ร่วมกันในครึกครื้นสักมื้อ
แน่นอนว่าอู๋ต้าเหนียงกับหลิวซื่อไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย อู๋ต้าเหนียงถือชามข้าวมา พอเห็นหลิวซื่อยืนอยู่หน้าประตูบ้าน มองไปยังทางขึ้นไหล่เขาอยู่เช่นกัน ก็ปรี่มาหา “เด็กสองคนนั่น เขารับไปเลี้ยงจากบ้านพวกเจ้าไม่ใช่หรือ เป็นครอบครัวตัวเองแท้ๆ แต่กลับไม่เชิญพวกเจ้าไป ดูเอาเถอะ คนเขาไม่เห็นพวกเจ้าอยู่ในสายตาเลยสักนิด”
“ตาเฒ่านั่นโกรธเกลียดสามีข้าน่ะสิ เขาคิดจะรับสามีข้าไปเป็นลูกบุญธรรมเพื่อเลี้ยงดูเขายามบั้นปลาย เจ้าคิดดูเถอะ เขาพิการขาเสียไปข้างหนึ่ง อายุก็แก่ขึ้นทุกวันๆ ถ้าหากเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะไปหวังพึ่งใครได้ สามีข้าไม่ได้โง่เช่นนั้น ก็เลยส่งคนอื่นไปเป็นหลานแสดงความกตัญญู” หลิวซื่อทำหน้าร้ายกาจพูดจาเหน็บแนม
หลังจากนางเด็กบ้าผู้นั้นไปเป็นหลานบุญธรรมคนอื่น อาการเจ็บป่วยในปากของหลิวซื่อก็ดีขึ้น ร่างกายสบายไปทั้งตัว ทั้งยังได้กำจัดเจ้าเด็กบ้านั่นไปให้พ้นทาง ต่อไปบ้านนี้ก็จะเป็นของลูกชายนางทั้งหมด เมื่ออารมณ์ดี อะไรๆ ล้วนปลอดโปร่งโล่งสบาย นางเด็กบ้านั่นเป็นดาวไม้กวาด และดวงข่มชงกับนางจริงๆ
“จริงด้วย ท่านนี่ฉลาดหลักแหลมยิ่ง อาศัยโอกาสสลัดห่อผ้า4สองห่อนั่นทิ้งไปได้ ตาเฒ่านั่นถึงจะมีที่สร้างบ้าน แต่ก็อย่างที่เขาว่า ‘เด็กกำลังโตกินอยู่สิ้นเปลืองคนแก่’ ตอนเพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้านก็ไม่ได้มีเสบียงมีข้าวของติดตัวมา อะไรๆ ก็ล้วนต้องซื้อใหม่ คิดว่าอีกไม่นานเงินในมือก็คงถลุงใช้จนหมด ถึงตอนนั้นจะดูซิว่าจะอวดร่ำอวดรวยได้อีกไหม” เมื่อวานอู๋ต้าเหนียงไม่ได้รับแจกอาหาร ทำให้นางไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง... ก็แค่ข้าวหนึ่งชามกับข้าวหนึ่งกระบวย ขี้เหนียวจริงๆ!
อู๋ต้าเหนียงยังคงพูดต่อ “ชุนฮวา บ้านเจ้าต้องระวังให้มากนะ ตาเฒ่านั่นอาจจะบงการให้เด็กสองคนนั้นกลับมาขอยืมเสบียงจากเจ้าก็ได้”
“บ้านข้ามีเสบียงเหลือเฟือให้พวกเขายืมที่ไหนล่ะ ถึงต่อให้มี เอาไปให้หมายังดีเสียกว่าให้พวกนั้น ถ้าหิวตายก็สมน้ำหน้าแล้ว” หลิวซื่อได้กลิ่นเนื้อสัตว์ตุ๋น ในใจก็ยิ่งเดือดพล่าน นางถ่มน้ำลายไปทางบ้านของกู้เซียวทีหนึ่ง ก่อนจะหันตัวเดินเข้าบ้านไป เพราะถ้าหากไม่รีบเข้าบ้าน น้ำลายของนางคงไหลเป็นแน่
“เนื้อ เนื้อ! ข้าอยากกินเนื้อ!” เสี่ยวจ้วงเห็นแป้งปิ่งธัญพืชกับผักดองเค็มบนโต๊ะ ก็ลงไปถีบขาร้องอาละวาดอยู่บนพื้น
1 ซงหรง แปลตรงตัวว่าเขากวางอ่อนต้นสน หมายถึงเห็ดมัตสึทาเกะ (Tricholoma Matsutake) ชาวจีนเรียกอีกชื่อว่า ซงโข่วหมัว แปลว่าเห็ดต้นสน
2 ซงลู่ แปลตรงตัวว่า น้ำค้างต้นสน หมายถึงเห็ดทรัฟเฟิล ชาวจีนเรียกอีกชื่อว่า ซงเกอตา แปลว่าก้อนสน
3 ข้าวสองสี คือการนำข้าวสองชนิดมาคลุกหุงด้วยกัน โดยมากนิยมใช้ข้าวสวยสีขาวกับข้าวฟ่างสีเหลือง
4 ห่อผ้า เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงภาระที่ต้องรับผิดชอบ
23 บทที่ 23 พบคนเจ็บบนเขาลึก
หลิวซื่อกำลังมีเพลิงโทสะสุมไปทั้งใจ นางหิ้วตัวลูกชายขึ้นมาตีก้นสองที “จะกินอะไรนักหนา ไม่ใช่ปีใหม่ไม่ใช่เทศกาล จะมีเนื้อที่ไหน ต้องให้ข้าเถือเนื้อตัวเองให้เจ้ากินเลยไหม”
“เนื้อท่านเหม็น ไม่น่ากินเลย! ข้าอยากกินเนื้อหอมๆ” เสี่ยวจ้วงไม่ได้กินเนื้อแถมยังถูกตี จึงร้องจ้าลั่นบ้าน เขาร้องไห้ไปเถียงหลิวซื่อไป “ข้าอยากเป็นหลานท่านปู่ห้า ข้าอยากกินเนื้อ!”
หลิวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็เงื้อฝ่ามือขึ้นอีก แต่เมื่อเห็นลูกน้อยย่นคิ้วนิ่วหน้า จึงเงื้อค้างอยู่นานสองนาน ตัดใจฟาดไม่ลงสัดที นางชำเลืองมองไปเห็นต้าจ้วงก้มหน้าก้มตายัดแป้งปิ่งใส่ปาก ก็ระบายความโกรธไปลงที่ลูกคนโต “ต้าจ้วง เจ้าสอนน้องให้พูดเช่นนี้ใช่หรือไม่ น้องเจ้ายังเล็กแค่นี้ จะไปเข้าใจอะไร ต้องเป็นเพราะเจ้าสอนนิสัยแย่ๆ ให้น้องแน่ๆ”
หลิวซื่อพูดจบก็ยื่นมือไป หวังจะจับตัวต้าจ้วง แต่ต้าจ้วงซดโจ๊กคำสุดท้ายเสร็จก็เช็ดปาก แล้วหลบมือของแม่อย่างว่องไว พลางตัดพ้อเรียกร้องความเป็นธรรม “ท่านแม่ เสี่ยวจ้วงนิสัยตะกละ แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า อะไรๆ ท่านก็โทษแต่ข้า ตกลงว่าข้าเป็นลูกของท่านจริงหรือเปล่า”
“ถ้าเจ้าไม่ใช่ลูกข้า ข้าจับเจ้าทิ้งบ่อขี้ตายไปนานแล้ว! จะเก็บเจ้ากรรมนายเวรอย่างเจ้าไว้คอยยั่วโมโหข้าทำไม” หลิวซื่อหยิบไม้พลองด้ามหนึ่งขึ้นมาไล่ตีลูกไปทั่วลานสวน ฉับพลันนั้น เสียงร้องไห้ของเสี่ยวจ้วง เสียงร้องโอดโอยของต้าจ้วง และเสียงด่าทอของหลิวซื่อก็ประสานกันดังขรม บ้านทั้งบ้านชุลมุนวุ่นวายราวกับไก่กระเจิงสุนัขกระโจน
กู้เฉียวโมโหจนปาตะเกียบลง แผดเสียงตวาดลั่น “จะให้ข้ากินข้าวหรือไม่!”
ในลานสวนเงียบกริบลงทันใด หลายวันมานี้กู้เฉียวอารมณ์ไม่ดี ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดขึ้นมาก แม้แต่เสี่ยวจ้วงยังหวาดกลัวเขา
เพลิงโทสะในใจกู้เฉียวลุกฮือพึ่บพั่บ แต่เขากลับไม่มีที่ระบายออก ครั้งนี้เขาลุกพรวดขึ้นถีบม้านั่งไม้ให้พ้นทาง แล้วเดินกระแทกเท้าตึงๆ ไปนอกบ้าน
คนในหมู่บ้านล้วนวิพากษ์วิจารณ์เขาลับหลังว่าโง่เง่า ที่ไล่เทพแห่งโชคลาภออกจากบ้านไป ตอนที่เห็นกู้เซียว ‘ซื้อ’ ม้ามา และยังเลี้ยงอาหารดีๆ แก่คนที่มาช่วยสร้างบ้านด้วย ในใจเขาก็รู้สึกหงุดหงิดกล้ำกลืนยิ่ง ถ้าหากตาเฒ่าผู้นั้นไม่ทำทียากจนเหมือนขอทานมาหลอกเขา เดิมทีเงินเหล่านี้ก็ควรเป็นของเขาไปแล้ว
กู้เฉียวเดินดุ่มๆ มาเรื่อยๆ จนมาถึงไหล่เขาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว บ้านของกู้เซียวสร้างเกือบเสร็จแล้ว กำแพงหินสูงใหญ่ บดบังสายตาจากคนภายนอกเช่นเขา เสียงสรวลเสเฮฮาดังแว่วมาจากด้านใน ดูช่างห่างไกลจากเขาเหลือเกิน
หลานชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านถือน่องไก่น่องหนึ่งในมือ ขาสั้นๆ พยายามก้าวอยู่หลายครั้งก็ไม่พ้นธรณีประตู ใจร้อนรนจนหน้ายู่ กู้หมิงโผล่มาจากด้านใน อุ้มเจ้าหนูน้อยผู้นั้นชูขึ้นข้ามธรณีประตูไป แต่หนูน้อยกลับหย่อนก้นนั่งคาเหนือธรณีนั้น เพื่อกัดแทะน้องไก่หยับๆ พลางหัวเราะชอบใจ
ถ้าหากกู้เฉียวไม่ยกลูกชายคนโตให้ไปเป็นหลานบุญธรรมบ้านนั้นแทน คนที่นั่งรับแขกอยู่ข้างในก็คงเป็นตัวเขาไปแล้ว เด็กที่นั่งแทะน่องไก่ตรงนั้นก็ควรจะเป็นเสี่ยวจ้วงลูกชายคนเล็กของเขาซึ่งร้องกระจองอแงอยากจะกินเนื้อท่าเดียว เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว กู้เฉียวก็ยิ่งทุกข์ใจ กระแทกเท้าจ้ำเดินจากไปแรงยิ่งกว่าเดิม
กู้หมิงเงยหน้าขึ้นมา มองตามด้านหลังบิดาที่เดินจากไปแล้ว คิ้วของเขาขมวดหากันเล็กน้อย แต่เพียงแป๊บเดียวก็กลับมาราบเรียบเหมือนเดิม ชายผู้นั้นเป็นคนทิ้งตนกับน้องสาวเอง นับจากนี้ไป ‘สะพานส่วนสะพาน ถนนส่วนถนน1’ ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเองก็แล้วกัน
อาหารที่บ้านกู้เซียวมื้อนี้ กินกันจนพระจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดหลิ่วแล้วถึงได้แยกย้าย เหล่าหญิงแม่บ้านอยู่รอเป็นพวกสุดท้าย ช่วยเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วจึงกลับบ้านของตน
กู้เซียวลูบหัวหลานชายหลานสาว ยิ้มพูดว่า “เรือนนี้ต้องตากแดดทิ้งไว้อีกสักสองสามวัน พวกเราปู่หลานถึงจะย้ายเข้ามาอยู่ได้”
สะใภ้เก้าเดินเข้ามาพอดีจึงเอ่ยขึ้น “สองสามวันนี้ให้หมิงเอ๋อร์กับเยี่ยเอ๋อร์มานอนที่บ้านข้าเถอะ เมื่อครู่ลี่เอ๋อร์เพิ่งมาบอกว่า เมื่อตอนเย็นเห็นหลิวซื่อโวยวายอาละวาดอีกแล้ว ข้ากลัวว่าเด็กสองคนกลับไป หลิวซื่ออาจจะระบายโทสะใส่พวกเขา”
กู้เซียวดื่มสุราข้าวเหนียวที่ชาวบ้านหิ้วมาฝากเข้าไปไม่น้อย เวลานี้สุราเริ่มออกฤทธิ์ เขาแกว่งหมัดไปมาแรงๆ ทำเสียงฮึดฮัด “ดูซิว่าใครจะกล้ามาระบายโทสะใส่หลานชายหลานสาวข้า!”
พูดจบก็พาสองพี่น้องเดินลงมาจากไหล่เขา ตรงไปที่บ้านของกู้เฉียว ถีบประตูใหญ่ที่หับไว้เฉยๆ เปิดอ้าออก เสียงก้องกังวานดั่งระฆังใหญ่ของเขาดังไปทั่วลานสวน “กู้เฉียว! เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้! หลานของข้าจะอยู่บ้านเจ้าอีกสองสามวัน เจ้าต้องดูแลพวกเขาให้ดีๆ ถ้าข้ารู้ว่าใครรังแกพวกเขาละก็ ฮึ่ยๆ!” ว่าแล้วเขาก็ทุบกำปั้นไปบนกำแพงดินด้านข้างแรงๆ เกิดเป็นรูโหว่ใหญ่ๆ บนนั้นรูหนึ่ง
สายตาดุดันของกู้เซียวทำให้เสียงกรีดร้องตกใจของหลิวซื่อค่อยๆ เงียบไป แม้นางจะรักบ้านของตัวเอง แต่กลับไม่กล้าบุ่มบ่ามมุทะลุ เพราะรู้ดีว่าครั้งนี้เป็นการเตือนนาง ตาเฒ่าผู้นี้จะต้องได้ยินได้ฟังเรื่องที่เมื่อก่อนนางทำอะไรไว้กับสองพี่น้องคู่นี้แน่ ถึงได้ออกโรงปกป้องหลานชายหลานสาวหมาดๆ ทั้งสองเช่นนี้
หลังจากกู้เซียวขู่ขวัญครั้งนี้แล้ว กู้หมิงกับกู้เยี่ยก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านกู้เฉียวอย่างสงบร่มเย็นขึ้นมาก หลิวซื่อรู้จักสงบเสงี่ยม ทำเหมือนว่าไม่มีสองพี่น้องอยู่ในบ้านด้วย ถึงอย่างไรเด็กสองคนนี้ก็แค่มาอาศัยนอนอยู่ที่ห้องเรือนปีกตะวันตกเท่านั้น เวลาอื่นถ้าไม่ขึ้นเขาไปเก็บฟืน ก็ไปช่วยงานที่บ้านใหม่ อาหารก็ไม่ได้มากินที่บ้านกู้เฉียวอีก ถึงนางจะอยากหาเรื่อง ก็ไม่มีโอกาสเช่นนั้นแล้ว
“ท่านปู่ พี่ชาย ข้าขึ้นเขาละนะ!” ครั้งก่อนกู้เยี่ยเก็บสมุนไพรกลับมามากมาย แต่เพราะไม่รู้จะอธิบายว่าตนเองรู้จักแยกแยะสมุนไพรได้อย่างไร จึงไม่มีหนทางนำออกมาแลกเงิน ได้แต่เก็บเอาไว้ในห้วงมิติก่อน
ทว่า ในป่าบนเขามีสมุนไพรหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ หลายชนิดในห้วงมิติของนางยังไม่มี เคยเห็นก็แต่ในตำราภาพสมุนไพรเท่านั้น ของเหล่านี้ล้วนเป็นเงินเป็นทองทั้งสิ้น กู้เยี่ยจะปล่อยทิ้งไว้ได้อย่างไร โชคดีที่ตอนนี้พี่ชายของนางไม่ได้ตามเฝ้านางทุกฝีเก้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
กู้หมิงกำลังช่วยปู่เก็บกวาดลานเรือน เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็อดกำชับไม่ได้ “อย่าไปไกลนักนะ! อย่าหักโหมเกินไปด้วย! ตามพี่ลี่กับอาอิงไปด้วยกัน อย่าแยกไปคนเดียวล่ะ...”
“เข้าใจแล้ว!” กู้เยี่ยวิ่งหนีขณะที่เสียงพล่ามบ่นของพี่ชายไล่ตามหลัง เมื่อพ้นประตูบ้าน นางก็มุ่งตรงขึ้นไปบนเขาด้านหลัง เพื่อไม่ให้เสียเวลา นางกิน ‘ยาเพิ่มความเร็ว’ เข้าไป ทำให้ขาทั้งสองห้อตะบึงได้ราวกับม้า พุ่งทะยานไปบนทางขึ้นเขาที่ขรุขระได้อย่างว่องไว
อิ่นป๋าองครักษ์ลับที่รับมอบหมายให้คอยอารักขานาง ต้องใช้วิชาตัวเบาเร่งความเร็วของตนถึงขีดสุดถึงจะพอไล่ทัน ไม่พลัดหลงไปเสียก่อน ยิ่งเขาตามดูนางก็ยิ่งประหลาดใจ... แม่นางน้อยที่เจ้านายหมายตาผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่เพียงพละกำลังมหาศาล วิชาตัวเบาก็ไม่เลวเลย
แต่ว่า แม่นางน้อยซึ่งเกิดอยู่ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา ทำไมถึงฝึกวิชาตัวเบาที่เหินบนยอดหญ้าแบบนี้ได้เล่า ไม่ได้การแล้ว จะต้องรายงานข้อน่าสงสัยนี้ให้เจ้านายได้รับรู้...
นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งบินออกมาจากกลางป่าลึก จากนั้นก็บินออกจากแคว้นตงหลิง ตรงไปยังตำหนักที่แสนโอ่อ่าในนครหลวงแห่งแคว้นเหยียน
มือใหญ่เรียวยาวขาวผ่องหยิบแถบกระดาษจากบนตัวนกพิราบ หลิงเจวี๋ยเฉินอ่านข่าวคราวเกี่ยวกับกู้เยี่ยเสร็จ ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดไร้ซึ่งรอยตำหนิใดๆ ก็ราวกับหิมะน้ำแข็งละลายกลับคืนสู่ความอบอุ่นในทันที... สาวน้อยผู้นี้ใช้ยาอัศจรรย์พันลึกพวกนั้นอีกแล้ว
บนกระดาษแถบหนึ่ง เขียนตัวอักษรมาเพียงไม่กี่สิบตัว แต่หลิงเจวี๋ยเฉินกลับคลี่ออกอ่านหลายต่อหลายครั้ง อิ่นขุยยักษ์เร้นหนึ่งในสี่องครักษ์ลับข้างกายเขารู้สึกแปลกใจเป็นยิ่ง ว่าสารคราวนี้คือข่าวเรื่องใดถึงทำให้เจ้านายเปิดอ่านหลายรอบนัก
หลิงเจวี๋ยเฉินเขียนตอบกลับอิ่นป๋าไปหนึ่งข้อความ ให้เขาคอยอารักขาเพียงอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ว่าจะพบเห็นสิ่งใด ล้วนทำเป็นไม่เห็นเสีย และเตือนเขาว่าให้ระมัดระวัง อย่าได้เผยร่องรอยให้ใครรู้
“ขุย เรื่องที่ข้ามอบหมายให้เม่ยไป เขาจัดการเป็นอย่างไรบ้าง” หลิงเจวี๋ยเฉินเคาะนิ้วบนโต๊ะสองสามที ก่อนจะเอ่ยถามอิ่นขุยซึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างหลัง
“เรียนเจ้าตำหนัก เม่ยพาปราชญ์โอสถออกเดินทางไปหลายวันแล้วขอรับ เวลานี้น่าจะเข้าชายแดนแคว้นตงหลิงแล้ว” ใบหน้าได้สัดส่วนของอิ่นขุยไม่มีสีหน้าอารมณ์ใดๆ ราวกับปิดไว้ด้วยหน้ากากชั้นหนึ่ง
“อืม” นัยน์ตาหลิงเจวี๋ยเฉินวาวประกายเย็นเยียบ ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเป็นเส้นตรง “ส่งปราชญ์โอสถแล้ว ก็ให้อิ่นป๋า อิ่นเม่ยเร่งกลับมาโดยเร็ว ตอนนี้ทางองค์ชายรองคุมไม่อยู่แล้ว...”
“ขอรับ” อิ่นขุยยังคงสีหน้าเรียบเฉย
“ดูท่า... คงต้องเติมไฟให้เขาสักหน่อย ให้เหตุการณ์รุนแรงไวขึ้น” ในใจหลิงเจวี๋ยเฉินกระหวัดถึงเงาร่างผอมบางที่อยู่แดนไกลนั้นยิ่ง จึงไม่มีเวลามาสนใจจะเล่นแมวไล่จับหนูอีก ระยะนี้องค์ชายรองกำลังคึกคะนอง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาจะย่ามใจไปได้สักกี่น้ำ
เวลานี้ แม่นางน้อยที่หลิงเจวี๋ยเฉินเฝ้าคะนึงหา กำลังขุดสมบัติจากขุนเขา กระบุงสะพายหลังของนางเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด
“โอ๊ย... โอ๊ย...”
ขณะที่กู้เยี่ยกำลังคุกเข่าลงไปขุดต้นเทียนหมา2 พลันได้ยินเสียงครวญครางดังแว่วมารางๆ... หรือว่าจะมีชาวบ้านหลงเข้ามาในป่าลึก แล้วถูกสัตว์ร้ายกัดเอา?
นางเลิกสนใจต้นเทียนหมาทันที รีบไปตามหาที่มาของเสียงนั้น เดินบนทางเขาไปประมาณสองสามหลี่ ก็พบคนเจ็บที่ร้องโอดโอยพิงโขดหินในป่าอยู่
นั่นคือผู้เฒ่าแปลกหน้าคนหนึ่ง เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลน แต่บนใบหน้ากลับไม่ค่อยมีริ้วรอยอะไรนัก เสื้อผ้าอาภรณ์บนตัวเขาก็ประณีตพิถีพิถันอย่างยิ่ง ตะกร้าที่ล้มเอียงอยู่ข้างมือเขาก็มีสมุนไพรที่เพิ่งเก็บมาใหม่ๆ กระจัดกระจายออกมาบนพื้น เขากำลังเกาะกุมข้อเท้าด้านหลัง ร้องโอดโอยอยู่ตลอดเวลา
เมื่อผู้เฒ่าได้ยินความเคลื่อนไหว ก็ลืมตาขึ้นมอง สีหน้าของเขาเผยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ได้แต่ร้องเรียกอย่างไร้กำลัง “ช่วยด้วย... ช่วยข้าด้วย...”
กู้เยี่ยขมวดคิ้ว สังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล คนแก่อายุปูนนี้มาปรากฏตัวเพียงลำพังอยู่กลางป่าเขาที่มีสัตว์ร้ายเพ่นพ่าน ช่างมีพิรุธเหลือเกิน
“แม่นางน้อย เท้าของข้าเคล็ด เจ้าช่วยข้าด้วยเถอะ” ปราชญ์โอสถเห็นแม่นางน้อยหยุดยืนดูอยู่ไม่ไกล ใบหน้าเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย ดวงตาของเขาก็วาวประกายสนอกสนใจขึ้นมาแวบหนึ่ง... ดูท่าเจ้าตำหนักเร้นวิญญาณจะหาลูกศิษย์ให้เขาได้จริงๆ ดูผิดแผกแตกต่างจากคนทั่วไปยิ่ง
กู้เยี่ยมิได้ขยับเขยื้อนมากนัก นางเพียงชี้ไปที่ตะกร้าสมุนไพรของเขา “ท่านเป็นหมอไม่ใช่หรือ แค่ข้อเท้าเคล็ดจำเป็นต้องให้ผู้อื่นช่วยด้วยหรือ”
“ใครบอกว่าคนเก็บสมุนไพรต้องเป็นหมอ คนแก่อย่างข้าจะเป็นแค่ชาวไร่สมุนไพรที่ขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรเลี้ยงชีพไม่ได้หรือ” ปราชญ์โอสถนั่งอยู่บนก้อนหินที่แข็งแรงมั่นคงและเย็นเยียบ ระหว่างช่องหินมีลมเย็นซอนเซาะตลอดเวลา น้ำเสียงของเขาคล้ายกับอดรนทนไม่ไหว
“ชาวไร่สมุนไพรเข้าป่ามาเก็บสมุนไพรมักสวมใส่เสื้อผ้าราคาหลายตำลึงกันหรือ” กู้เยี่ยยกมือขึ้นกอดอก “คำพูดของท่านเลื่อนลอย แม้แต่เด็กอมมือยังไม่เชื่อเลย”
“ผู้เป็นแพทย์ไม่รักษาตนเอง! ถ้าจะพูดตามจริงแล้วข้าเป็นแพทย์โอสถ มิใช่หมอรักษาโรคจริงๆ” ปราชญ์โอสถทั้งโมโหทั้งนึกขำ แม่หนูน้อยผู้นี้ท่าทางร้ายกาจดุจปีศาจ ทั้งยังยั่วโมโหเขาเก่งเสียด้วย
“แพทย์โอสถ? ท่านปรุงยาได้หรือ” กู้เยี่ยสองตาเป็นประกาย ขยับขึ้นหน้าหลายก้าว พลันได้กลิ่นฉุนของยาสมุนไพรโชยมาจากร่างของเขา เมื่อมองดูมือคู่นั้นของเขา เห็นกระดูกปูดขึ้นชัดเจน ริ้วลายมือก็เต็มไปด้วยสีของยาที่ล้างไม่ออก ในใจของนางจึงเชื่อถือมากขึ้นหลายส่วน
“ทำไมจะไม่เป็นเล่า ถ้าพูดถึงเรื่องปรุงยา ข้านั้นนับเป็นที่สอง ไม่มีใครกล้าเรียกตนเองเป็นที่หนึ่ง” สีหน้าของปราชญ์โอสถแสนภาคภูมิใจ เขามองกระบุงบนหลังแม่นางน้อยครั้งหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า “โอ้! รู้จักสมนุไพรหลายอย่างด้วย ไม่เลว! ถ้าเจ้าช่วยข้ากลับไป ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าว่าอย่างไร”
1 สะพานส่วนสะพาน ถนนส่วนถนน เป็นสำนวน หมายถึงเรื่องหรือสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แยกจากกันอย่างชัดเจน
2 เทียนหมา หรือเทียงมั้ว หมายถึงต้น Gastrodia Elata โดยมากใช้ส่วนหัว (ราก) ในการเข้ายา มีสรรพคุณแก้โรคที่เกิดจาก ‘ลมตับสั่นใน’ ซึ่งจะมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน หูอื้อ ใจกระสับกระส่าย และมือเท้าเป็นเหน็บ
24 บทที่ 24 ปราชญ์โอสถ? ข้านี่ละเซียนแพทย์!
“ชิ! ใครสนกัน” พูดถึงความสามารถในการปรุงยา กู้เยี่ยเชื่อมั่นว่าตนก็ไม่เป็นสองรองใคร เพียงแต่ยาต่างๆ ที่นางหลอมปรุงเองเหล่านั้น มิใช่ของที่เหมาะกับภพนี้ จึงหาโอกาสหยิบมาใช้ได้ยาก
“เอ๊ะ?” หากเป็นคนอื่น เมื่อได้ยินว่ามีปราชญ์โอสถมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า คงต้องร้องห่มร้องไห้รี่มากราบกรานขอเป็นศิษย์ทันทีทันใดแล้ว แต่แม่หนูน้อยผู้นี้กลับทำหน้าไม่แยแส ต่างจากที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก
“แค่บอกว่าท่านเป็นปราชญ์โอสถ ก็เป็นจริงๆ อย่างนั้นหรือ? พูดปากเปล่าใครๆ ก็พูดได้ เช่นนั้นข้าบอกท่านบ้างว่า ข้านี่ละเซียนแพทย์!” กู้เยี่ยรู้สึกว่าการที่ผู้เฒ่าคนนี้จู่ๆ ก็มาโผล่กลางป่า ช่างไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง จึงไม่ยอมเชื่อเขาง่ายๆ
เป็นดังคาด เมื่อปราชญ์โอสถได้ยินคำพูดของนาง ก็หัวเราะฮ่าๆ ดังลั่น “ศิษย์ประเสริฐ! มีปณิธานดียิ่ง! เราหยิบใช้สมญานาม ‘เซียนแพทย์’ ของตาแก่นั่น ต่อไปพวกเราสองคนอาจารย์และศิษย์ ผู้หนึ่งเป็นปราชญ์โอสถ อีกผู้หนึ่งเป็นเซียนแพทย์ เกริกก้องเกรียงไกรไปทั่วหล้า! ฮ่าๆๆ...”
“ใครเป็นศิษย์ท่านกัน ใครจะร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กับท่าน” กู้เยี่ยกลอกตาเอือมระอา ปราชญ์โอสถมิใช่ว่าต้องลักษณะสูงส่งเลิศล้ำ ท่วงท่าสุขุมลุ่มลึกยากคาดเดาหรอกหรือ เหตุใดผู้เฒ่าตรงหน้าผู้นี้จึงดูราวกับเฒ่าทารก ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด คงไม่ใช่พวกหลอกลวงหรอกกระมัง?
ปราชญ์โอสถคิดเหมือนมองทะลุเข้าไปในจิตใจของนาง ตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้วเดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปหานางสองก้าว “ทำไมกัน ไม่เชื่อข้ารึ ดูนี่นะ นี่คือหวงจิง1 ที่ข้าปรุงขึ้นเอง เป็นตำรับลับเฉพาะของข้า ในโลกหล้านี้หาที่สรรพคุณเหนือกว่าสูตรของข้านั้นไม่มี”... เจ้าบ้าอิ่นเม่ยนั่น เล่นถีบข้าจริงๆ เลยนี่นา ข้อเท้าข้าคงบวมฉึ่งแน่ๆ
เรื่องวิชาปรุงยาของตนนั้น ปราชญ์โอสถภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง พึงรู้ว่ายาที่เขาปรุงเองกับมือตามท้องตลอด แม้แต่ทองพันชั่งก็ยังยากจะซื้อได้ แพทย์โอสถที่ดีย่อมต้องปรุงยาให้คงตัวยาในสมุนไพรไว้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครก็ต้องเห็นถึงสรรพคุณได้ในทันที
กู้เยี่ยยื่นมือออกไปรับหวงจิงห่อนั้น เมื่อเปิดออกก็หยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมากัดชิมดู ก่อนจะคายออกมา “ตำราลับเฉพาะอะไร ก็แค่ ‘เก้านึ่งเก้าแดด’ ไม่ใช่หรือ มนุษย์โลกเขาก็รู้กันทั้งนั้น”
แพทย์โอสถเบิกตากว้าง สีหน้าตระหนกตกใจ พูดอึกอักติดอ่าง “จะ... เจ้ารู้ตำราลับเฉพาะของข้าได้อย่างไร แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า ข้าก็ยังไม่เคยถ่ายทอดให้เลยนะ แล้วมนุษย์โลกที่เจ้าว่านี่เป็นใครกัน เป็นแพทย์โอสถที่ปรุงยาเป็นกันทั้งนั้นเลยหรือ”
“เอ่อ... ข้ายังไม่ได้ตอบตกลงจะกราบท่านเป็นอาจารย์เลยนะ จะมีศิษย์พี่ใหญ่ที่ไหนกัน” กู้เยี่ยยัดห่อหวงจิงคืนให้ผู้เฒ่า จากนั้นก็แบกกระบุงสมุนไพรของตัวเองหันหลังเตรียมผละไป
“เดี๋ยว... อย่าเพิ่งไป แม่นางน้อย!” ปราชญ์โอสถคิดจะตามไป แต่ข้อเท้าเจ้ากรรมกลับเจ็บแปลบไปจนถึงใจ แทบจะเซล้มลงไปอีกรอบ
ในเมื่อตามไม่ทัน เขาจึงไม่ตามต่อ หย่อนก้นลงนั่งกับพื้นพลางทอดถอนใจรำพึงรำพัน “แม่นางน้อย ข้าเห็นเจ้าท่าทางฉลาดเฉลียวใช้ได้ ทั้งยังมีพื้นฐานแยกแยะสมุนไพรเป็น จึงไม่สนกฎรับเจ้าเป็นศิษย์เพิ่มสักคน เจ้าคิดดีๆ นะ เป็นศิษย์ปราชญ์โอสถ จะเดินขวางกร่างในแวดวงปรุงยาก็ได้ ไปที่ใดก็ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน แม้แต่ผู้มีอำนาจสูงศักดิ์ยังต้องบากหน้าลดเกียรติลงมาหลายส่วนเพื่อหาแพทย์โอสถใหญ่เช่นเราๆ เลย...”
ห่างออกไปไม่ไกลนัก อิ่นเม่ยและอิ่นป๋ามองหน้าสบตากัน คิดไม่ถึงว่าในโลกหล้านี้จะมีผู้ที่ไม่แยแสสนใจการรับศิษย์ของปราชญ์โอสถเช่นนี้ด้วย ถ้าหากเป็นผู้อื่น แม่แต่ได้รับการชี้แนะจากปราชญ์โอสถเพียงประโยคสองประโยค ก็นับเป็นเกียรติไปชั่วชีวิตแล้ว แม่นางน้อยมีโอกาสดีถึงเพียงนี้กลับไม่รักษาไว้แม้แต่น้อย หากให้ผู้อื่นรู้แล้วไม่ถูกน้ำลายโถมจมตาย2ก็แปลกแล้ว
กู้เยี่ยฉุกใจขึ้นมาในฉับพลัน ชะลอฝีเท้าลง จริงด้วย! นี่มิใช่ข้ออ้างที่ดีที่มาหาถึงหน้าประตูหรอกหรือ ขอเพียงหาที่มาที่ไปของวิชาปรุงยาที่สมเหตุสมผลให้นางได้ เขาจะเป็นปราชญ์โอสถตัวจริงหรือตัวปลอม นางก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว
“อาจารย์ผู้สูงส่ง โปรดรับคารวะจากศิษย์ด้วย!” กู้เยี่ยคุกเข่าลงข้างหนึ่ง สองมือประสานหมัด ทำท่าคารวะท่านผู้เฒ่าเลียนอย่างท่าทางในละครงิ้ว
จู่ๆ ปราชญ์โอสถก็ถูกนางคารวะเป็นอาจารย์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตา เขามองออกว่า แม่หนูผู้นี้ไม่ได้อยากเรียนวิชาปรุงยาจากเขาจริงๆ เพียงแต่เขาก็มิได้คาดหวังว่าจะสั่งสอนแพทย์โอสถผู้มีพรสวรรค์อันใดออกมา ขอเพียงแค่แม่หนูน้อยไม่โง่เง่าจนเกินไป ร่ำเรียนวิชาจากเขาสำเร็จ และมีชีวิตกินอยู่ไม่ขัดสนก็พอ เมื่อถึงเวลานั้นก็นับว่าเขาได้ตอบแทนบุญคุณของท่านเจ้าตำหนักเร้นวิญญาณได้หมดแล้ว
“ศิษย์ดี มา ช่วยประคองอาจารย์เจ้าสักหน่อย” ความเจ็บปวดตรงข้อเท้าทำให้ปราชญ์โอสถอยากจะสบถผรุสวาจาออกมา... เจ้าบ้าอิ่นเม่ยลงมือ... ไม่ใช่สิ ลงเท้าเสียโหดเหี้ยมเพียงนี้ คงจะไม่ทำให้กระดูกหักหรอกนะ?
“เอ่อ...” ประคองคนที่ข้อเท้าบาดเจ็บลงเขา แล้วเมื่อไรจะถึงที่หมายกันเล่า...กู้เยี่ยแสร้งทำเป็นค้นกระบุงสมุนไพรครู่หนึ่ง แท้จริงแล้วเพื่อหยิบขวดกระเบื้องที่บรรจุ ‘น้ำมันบุปผาแดง’ จากในห้วงมิติออกมา “ท่านอาจารย์ นี่คือยารักษาแผลบาดเจ็บจากการล้มชนกระแทกที่บ้านข้าสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ข้าช่วยนวดให้ท่าน รับรองว่าแป๊บเดียวก็หายเจ็บ”
“โอ๊ย... โอ๊ยยยยย... เจ้าเบาๆ หน่อย” ตอนที่กู้เยี่ยนวดจุดที่บาดเจ็บให้ปราชญ์โอสถ เขาร้องเสียงหลงราวกลับถูกโทษทัณฑ์ทรมาน ทว่า หลังจากนวดด้วยยาชนิดนี้แล้ว อาการบาดเจ็บตรงข้อเท้าของเขาก็ทุเลาลง หากไม่วิ่งไม่กระโดดก็เดินได้ปกติไม่มีปัญหา
“ศิษย์ข้า ขอข้าดูยานั่นของเจ้าหน่อย” ปราชญ์โอสถอัศจรรย์ใจในยาขนานนี้ของกู้เยี่ยยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมียาที่ให้ผลชะงัดยิ่งกว่ายาที่เขาคิดค้น แม้จะมีกลิ่นหอมกำจายออกมา แต่เขากลับแยกไม่ออกว่าใช้ตัวยาอะไรบ้าง แปลกประหลาดมากจริงๆ
ทว่ากู้เยี่ยกลับเก็บขวดยาอย่างหวงแหน ท่าทางเร้นซ่อนเป็นความลับ “นี่เป็นยาสูตรลับของบรรพบุรุษข้า มิได้ให้ใครใช้ง่ายๆ ท่านอาจารย์ คิดเสียว่าข้าไม่เคยหยิบออกมาก็แล้วกัน เวลาล่วงเลยมานานแล้ว ข้าประคองท่านกลับดีกว่า”
กู้เยี่ยทั้งฉุดทั้งดึงผู้เฒ่าขึ้นมา จากนั้นก็พยุงพาเขาเดินอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ปราชญ์โอสถคิดๆ แล้วก็ไม่รบเร้าเซ้าซี้ ในเมื่อแม่หนูผู้นี้กราบตนเป็นอาจารย์แล้ว ต่อไปภายหน้าคงจะหาโอกาสได้พบเห็นยาแก้ปวดฟกช้ำที่ว่า ‘สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ’ ได้อีกเป็นแน่
เมื่อต้องพยุงคนเจ็บมาด้วยกัน เวลาในการเดินกลับจึงย่อมช้ากว่าปกติมาก ตอนที่กู้เยี่ยกลับมาถึงบ้าน กู้เซียวและกู้หมิงก็กำลังรอคอยอย่างร้อนใจ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” กู้เซียวเห็นหลานสาวประคองผู้เฒ่าแปลกหน้ามาคนหนึ่ง ก็เลิกคิ้วสูง เอ่ยปากถามออกไป
“ข้าขึ้นเขาเก็บสมุนไพรแล้วเกิดหลงทาง มิหนำซ้ำยังบาดเจ็บที่เท้า แม่นางน้อยใจดีผู้นี้มาพบเข้า ช่วยประคองข้ากลับมา น้องชายท่านนี้ ท่านเลี้ยงหลานสาวได้ดียิ่ง” ปราชญ์โอสถยังคงอ้างคำเลื่อนลอยเช่นเดิม ไม่สนว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
กู้หมิงดึงน้องสาวมาอีกด้านหนึ่ง กระซิบบ่นเสียงเบาว่า “น้อง หมู่บ้านเราอยู่ในเขตเขาลึกรกร้างเช่นนี้ รอบด้านมีแต่สิงสาราสัตว์ดุร้าย น้อยนักที่จะมีคนเก็บสมุนไพรกล้าขึ้นเขาไปลำพังคนเดียว เจ้าคิดดูสิ เขาอายุมากเช่นนี้ จะปีนขึ้นเขาลูกแล้วลูกเล่ามาโผล่แถวหมู่บ้านเราอย่างราบรื่นได้อย่างไร เจ้าไม่รู้สึกว่าแปลกบ้างหรือ”
“มีอะไรแปลกประหลาดกัน เขาเป็นแพทย์โอสถใหญ่ บนตัวมีผงยาไล่สัตว์ร้าย ก็ย่อมไม่กลัวสัตว์ดุร้ายเป็นธรรมดา ส่วนที่ว่าเดินทางมาไกลเช่นนี้ได้อย่างไร บางทีเขาอาจจะฝึกฝนร่างกายเดินขึ้นเขาเป็นประจำจนแข็งแรงก็เป็นได้” กู้เยี่ยตอบด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่เห็นเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่แล้ว
กู้หมิงเลื่อนความสนใจไปที่บนร่างของแพทย์โอสถเฒ่าผู้นั้น “เป็นตัวจริงหรือตัวปลอม? แพทย์โอสถใหญ่เชียวหรือ ไม่ใช่พวกหลอกลวงแน่นะ?”
“เขาจะหลอกข้าไปทำไม ข้ามีอะไรให้เขาหลอกหรือ” กู้เยี่ยก้มลงมองเสื้อผ้าบนตัวที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ในใจก็นึกคลางแคลงเหตุผลที่ปราชญ์โอสถมาปรากฏตัวบนเขาชางหมั่งนี้อยู่เช่นกัน
หรือว่า... บนเขาชางหมั่งนี้จะมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่? ครั้งก่อนก็มีพี่ชายรูปงามมาปรากฏตัวอยู่แถวนี้ด้วยนี่นา บอกว่ามา ‘ตามหายา’ เช่นกัน บางทีอาจจะเป็นเพียงข้ออ้างกลบเกลื่อนเท่านั้น... กู้เยี่ยคิดไปไกล
ทางด้านนั้น กู้เซียวได้พูดคุยยืนยันฐานะของผู้เฒ่าแล้ว เดิมทีตอนที่ครอบครัวของเจิ้นกั๋วกงถูกเนรเทศไปยังเขตซีเป่ย (ตะวันตกเฉียงเหนือ) โรคเดิมของท่านกั๋วกงผู้เฒ่าก็กำเริบขึ้น เจิ้นกั๋วกงต้องทุ่มกำลังอย่างมากกว่าจะเสาะหา ‘ลูกกลอนม่วงทอง’ ซึ่งปราชญ์โอสถเป็นผู้ปรุงขึ้นเองจนเจอ ถึงรักษาชีวิตของกั๋วกงผู้เฒ่าไว้ได้
เพื่อให้ได้ยาในครั้งนั้น เขาออกสืบหาปราชญ์โอสถอย่างลึกซึ้ง ยิ่งเป็นเรื่องสมุนไพรและเรื่องยาของปราชญ์โอสถ เขายิ่งคุ้นเคยยิ่งนัก เมื่อผู้เฒ่าตรงหน้าผู้นี้หยิบเอาหวงจิงที่ปรุงเองออกมา เขายิ่งมั่นใจที่มาของอีกฝ่าย ในใจตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด
พึงรู้ว่า แต่ไหนแต่ไรมาปราชญ์โอสถปรากฏแต่ชื่อไม่ปรากฎกาย ประหนึ่งมังกรเทพโผล่หัวไม่เห็นหาง แฝงเร้นร่องรอยให้คนตามเจอ ผู้คนกี่มากน้อยที่อยากพบหน้าเขาแต่กลับไร้หนทาง ไม่คิดว่าชีวิตนี้ของตนจะได้มีโอกาสได้พบพานผู้ที่เปรียบดั่งเทพในโลกแห่งการปรุงยาเช่นนี้ นับเป็นโชคที่เกิดสามชาติภพถึงจะได้รับจริงๆ
ในหมู่บ้านยากแค้นทุรกันดารเช่นนี้ ปราชญ์โอสถกลับได้พบกับคนที่รู้จักคุณค่า ก็รู้สึกพึงพอใจยิ่ง ทว่ายังแสร้งวางท่าสุขุมนิ่งเฉยยากคาดเดา โบกมือปัดๆ “เอาเถอะๆ ท่านรู้ฐานะของข้าอยู่แก่ใจก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดไป”
คนยิ่งมีชื่อเสียงยิ่งน้อมต่ำ... กู้เซียวค้อมศีรษะอย่างนับถือ รับปากว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องการมาของผู้เฒ่าท่านนี้ จะได้ไม่มีคนมารบกวนความสงบของเขา และเสนอให้ผู้เฒ่าพักมาพักอยู่ที่บ้านของตนหลายวันได้ไม่มีปัญหา หรือหากจะอยู่นานไม่คิดไปไหน ตนก็ยินดีต้อนรับ
บ้านของกู้เซียวผึ่งแดดไว้ได้ที่แล้ว สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ พวกเขาปู่หลานก็ตั้งใจจะหาวันย้ายของเข้าไปอยู่พอดี ฤกษ์ที่เลือกหรือจะสู้ฤกษ์จำเป็น ในเมื่อปราชญ์โอสถมาเยือนถึงที่ พวกเขาย่อมต้องรีบปัดกวาดเรือนรับรอง
กู้เซียวพาหลานชายไปก่อไฟจุดเตียงเตาในเรือนสามห้อง ไฟรมอยู่ข้างใต้นานสองนาน เตียงเตาก็แห้งดีทั้งหมด ทว่า เสื่อสาดฟูกผ้าห่มต่างๆ นั้น พวกเขาไม่ทันได้เตรียมเลย กู้เซียวต้องวิ่งวุ่นไปครึ่งหมู่บ้านถึงจะขอยืมฟูกและผ้าห่มมาได้สองชุด
พวกเขาจัดที่ทางให้ปราชญ์โอสถพักในห้องปีกตะวันออก หลังจากกินอาหารเย็นที่หรูหราแล้ว ปราชญ์โอสถผู้ตรากตรำเดินทางขึ้นเขามาหลายวัน ก็เข้านอนเป็นกิจลักษณะเสียที... เจ้าบ้าอิ่นเม่ยนั่นไม่รู้จักเคารพนบนอบผู้หลักผู้ใหญ่เลยสักนิด แทบจะพาคนเฒ่าคนแก่เช่นเขาเหนื่อยล้าสิ้นกำลัง ในที่สุดก็ได้นอนสบายๆ กับเขาเสียที
สองพี่น้องกู้หมิงและกู้เยี่ยกลับมาเก็บเสื้อผ้าข้าวของของตัวเองที่บ้านกู้เฉียว ทั้งยังหอบฟูกที่นอนหมอนผ้าห่มในห้องของตนขอยืมไปใช้ก่อนด้วย ฟูกและผ้าห่มเหล่านั้นเก่าขาดเสียจนไม่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่หลิวซื่อก็ยังไม่อยากจะให้สองพี่น้องขนไป ขี้เหนียวจนไม่รู้จะขี้เหนียวอย่างไรเลย
กู้เซียวเห็นผ้าห่มของสองพี่น้องแล้ว คิ้วก็ขมวดกันแน่น ได้แต่ถอนหายใจ “ทนใช้ไปก่อนสักสองสามวัน พรุ่งนี้ปู่จะเข้าตำบลไปซื้อมาให้ใหม่”
กู้หมิงคุ้ยหาของในกองเสื้อผ้าเก่าๆ ของตน แล้วหยิบเงินสะเก็ดชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ปู่ “ท่านปู่ ซื้อผ้ามาตัดชุดนวมให้น้องสักชุดด้วยเถิด เสื้อผ้าเดิมของนางเก่าโทรมจนใส่ไม่ได้แล้ว”
“ทุกคนนั่นละ! พวกเราปู่หลานสามคนตัดชุดใหม่คนละสองชุดไปเลย เก็บเงินของเจ้าไว้เถอะ ค่าซื้อหาเสื้อผ้า ปู่ใช้เงินของปู่ออกได้” กู้เซียวไม่ได้ซักถามเด็กๆ ว่าเอาเงินสะเก็ดนี้มาจากที่ใด เพราะตลอดระยะเวลาที่เฝ้าสังเกตมา หลานสองคนนี้เป็นเด็กดีมาก เขาดูคนไม่ผิดแน่
กู้หมิงกลับดึงดันยัดเงินใส่มือเขาให้ได้ “ท่านปู่ เงินนี้หากไว้ที่ข้า ข้ามักรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัย เกรงจะเผลอทำหายไป เก็บไว้ที่ท่านดีกว่า”
1 หวงจิง หมายถึงต้น Solomon's seal (Polygonatum) เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ส่วนรากเข้ายา มีสรรพคุณบำรุงม้าม ฟื้นฟูปอด เรียกเหงื่อ
2 น้ำลายโถมจมตาย เป็นสำนวน หมายถึงคำพูดว่าร้ายและคำต่อว่าด่าทอกัน รุนแรงถึงขั้นฆ่าคนได้
26 บทที่ 25 ของล้ำค่าแห่งแผ่นดิน
“ดูเจ้าทำท่าอ่อนแอเข้าสิ เช่นนี้จะไปมีเงินทองมากมายได้อย่างไร เป็นเพราะเจ้าหวั่นกลัวเกินเหตุ ได้ ปู่จะช่วยเจ้าเก็บไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาที่เจ้าจะใช้ก็มาทวงเอาที่ปู่นะ” กู้เซียวเคาะศีรษะหลานชายเบาๆ ก่อนรับเงินสะเก็ดที่หนักไม่ถึงสองตำลึงชิ้นนั้นมา
กู้เยี่ยถือโอกาสนี้พูดขึ้นว่า “ท่านปู่ ข้าอยากเรียนปรุงยากับท่านปู่เจิ้ง ท่านว่าอะไรหรือไม่”
ปราชญ์โอสถเดิมนามว่าเจิ้งตัวไฉ เมื่อมีชื่อเสียงขึ้นมา ทุกคนต่างเรียกเขาว่า ‘แพทย์โอสถใหญ่เจิ้ง’ ต่อมาจึงได้รับยกย่องเป็น ‘ปราชญ์โอสถ’ จนมีคนที่รู้ชื่อเดิมของเขาไม่มากนัก
“ได้สิ ดีเยี่ยมเลย เพียงแต่ท่านปู่ห้องข้างๆ นี้ ใช่ว่าจะสอนคนปรุงยาง่ายๆ ต้องดูว่าเจ้าจะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้เขายอมรับได้หรือไม่” กู้เซียวไม่คาดคิดว่าหลานสาวของตนจะมีฝีมือจนเป็นที่ต้องตาของปราชญ์โอสถ ทั้งกลัวว่าหากพูดตรงเกินไป จะทำลายความตั้งใจที่บริสุทธ์ไร้เดียงสาของหลานสาว ด้วยเหตุนี้น้ำเสียงของเขาจึงค่อนข้างละมุนละม่อม
คนเขาเป็นถึงปราชญ์โอสถ มีชื่อเสียงเกริกก้องทำเนียบหอโอสถมาหลายสิบปี คนตั้งเท่าไรเบียดแย่งกันมาขอเป็นศิษย์เขา แต่จนถึงทุกวันนี้ เขาก็รับศิษย์เพียงแค่คนเดียว ปัจจุบันคนผู้นั้นก็เป็นแพทย์โอสถใหญ่ที่มีชื่อเสียงขจรขจายในแวดวงผู้ปรุงยาเช่นกัน
“ตอนที่อยู่บนเขา ข้ากราบอาจารย์ขอเป็นศิษย์แล้ว ท่านปู่เจิ้งบอกว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะสอนข้าให้รู้จักแยกแยะสมุนไพร” กู้เยี่ยบอก
กู้เซียวฟังแล้วพลันรู้สึกตระหนกตกใจไปครู่หนึ่ง... กราบขอเป็นศิษย์แล้ว? กราบเป็นศิษย์ปราชญ์โอสถ? ต่อไปหลานสาวของเขาจะได้เป็นศิษย์ของปราชญ์โอสถผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า? เขามิได้ฝันไปใช่หรือไม่? หรือว่า... นี่คือความปรารถนาของหลานสาวเขาฝ่ายเดียว? จริงสิ จะต้องเป็นเพราะหลานสาวอาศัยโอกาสตอนที่ปราชญ์โอสถได้รับบาดเจ็บเดินเหินไม่ได้ เร่งรัดกราบเขาเป็นอาจารย์ ส่วนคนเขาจะรับเป็นศิษย์หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากกู้เยี่ยรู้ว่าตอนนี้ในใจของเขาคิดอะไรอยู่ คงจะกลอกตารอบใหญ่เป็นแน่... เห็นอยู่ชัดๆ ว่าผู้เฒ่านั่นเป็นฝ่ายรบเร้าจะรับนางเป็นศิษย์ให้ได้ หากไม่เพราะนางต้องการปกปิดวิชาแพทย์และวิชาปรุงยาของตน นางก็คร้านจะข้องแวะกับผู้เฒ่านั่นหรอก ที่เรียกกันว่าปราชญ์โอสถ ไม่แน่ว่าจะเทียบกับฝีมือปรุงยาที่ก้าวไกลของนางได้แค่ไหน
วันต่อมา กู้เซียวตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาจะไปซื้อของเข้าบ้านจากตัวตำบล เกรงว่าม้าตัวเดียวจะขนมาไม่หมด จึงไปขอยืมลาตัวใหญ่ของผู้ใหญ่บ้านมาอีกครั้ง และเพราะข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องซื้อมีเยอะมาก เขาจึงพากู้หมิงหลานชายไปตำบลด้วยกัน
เด็กชายตื่นเต้นกระตือรือร้น ยามที่เขาได้ขี่บนหลังม้าสูงใหญ่ของปู่ผ่านหมู่บ้านไป ก็เชิดหน้ายืดอกราวกับเป็นแม่ทัพที่เพิ่งกลับมาจากได้รับชัยชนะ ทำเอาสมัครพรรคพวกของเขานึกอิจฉาชื่นชมกันเป็นแถว
พึงรู้ว่า ม้าสีน้ำตาลแดงของกู้เซียวตัวนี้เป็นม้าศึก นิสัยค่อนข้างดุร้าย เวลาที่เจ้าของไม่อยู่ด้วยก็มักไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ง่ายๆ แม้แต่นายพรานจางก็เกือบถูกมันเหยียบมาแล้ว พวกเด็กๆ จึงได้แต่มองอยู่ไกลๆ การได้ขี่บนหลังม้าที่ร้ายกาจเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่องอาจน่าเกรงขามเสียนี่กระไร
แท้จริงแล้ว กู้หมิงมีท่านปู่นั่งควบขี่ม้าอยู่ด้านหลัง เขาเพียงอยู่ในอ้อมแขนแต่ก็ลิงโลดใจยิ่งนัก ม้าเหยาะย่างอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลไปตามทางบนเขา ขณะที่ด้านกู้เยี่ยก็ถูกอาจารย์ซึ่งเสมือนเป็นครูอยู่ข้างกายเรียกให้ไปทดสอบความสามารถในการแยกแยะสมุนไพร
ปราชญ์โอสถคิดไม่ถึงว่า แม่นางน้อยอายุแค่นี้จะรู้จักสมุนไพรมากมายเพียงนั้น สมุนไพรบางอย่างที่เขาเองก็ไม่กล้ายืนยันสรรพคุณ นางกลับสาธยายออกมาได้ราวกับนับสมบัติในบ้านตน เขายิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเก็บของล้ำค่าได้ ที่แท้การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่เพียงได้ตอบแทนน้ำใจของตำหนักเร้นวิญญาณ แต่ยังเป็นดั่งที่เจ้าตำหนักกล่าวไว้ ว่าเขาจะได้เจอเรื่องน่ายินดียิ่ง
ปราชญ์โอสถมองลูกศิษย์ด้วยสายตาประหนึ่งจ้องมองสมบัติล้ำค่าหายาก พาให้กู้เยี่ยรู้สึกขนลุกซู่... ผู้เฒ่าคนนี้สายตามีปัญหา? หรือเป็นโรคประหลาดลุ่มหลงอะไรเป็นพิเศษ? โอยๆๆ ตนคงมิได้กระโดดลงเรือโจรหรอกกระมัง
“ศิษย์เอ๋ย” น้ำเสียงของปราชญ์โอสถนุ่มนวลอ่อนโยนเสียจนรับไม่ไหว “ความสามารถในการแยกแยะสมุนไพรของเจ้านี้ ไปเรียนมาจากที่ใด ข้าไม่คิดว่าในแผ่นดินนี้จะมีแพทย์โอสถที่เก่งกาจเหนือข้าได้”
เยี่ยม ลงท้ายยังไม่วายป้อยอตนเอง ช่างหลงตัวเองเหลือเกิน
กู้เยี่ยกลับมาที่ห้องของตนเอง ตอนที่กลับมาในมือถือสมุดบันทึกด้วยลายมือที่ซีดเหลืองดูเก่าเก็บมาด้วยเล่มหนึ่ง ในนั้นจดบันทึกลักษณะ สรรพคุณ และวิธีใช้ตัวยากว่าหนึ่งพันแปดร้อยชนิด ด้วยวิธีวาดรูปกำกับคำอธิบาย บนหน้าปกที่เปื่อยขาดนั้น เขียนอักษรตัวบรรจงใหญ่ๆ ไว้ว่า ‘ทำเนียบสมุนไพร1’ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นตำราสมุนไพรโบราณที่เมื่อชาติภพก่อนนางเก็บสะสมไว้
มีคำพังเพยกล่าวว่า ‘ยุครุ่งเรืองเก็บของเก่า เข้ากลียุคซื้อทองคำ’ เมื่อชาติภพก่อนแม้ว่ามนุษย์จะตกอยู่ท่ามกลางการไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งของสัตว์อสูร จนลดจำนวนลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ ด้วยเหตุนี้ยาที่นางปรุงจึงไม่เพียงรับแลกซื้อด้วยทองคำ แต่ยังรับของโบราณที่คนอื่นทิ้งขว้างเหมือนรองเท้าเก่าขาด โดยเฉพาะพวกสมุดภาพตำราโบราณ นางล้วนยินดีรับไว้ทั้งสิ้น ในห้วงมิติของนางจัดพื้นที่กว้างใหญ่ส่วนหนึ่งไว้เติมของโบราณเหล่านี้ ‘ทำเนียบสมุนไพร’ เล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
คิดไม่ถึงว่า เมื่อปราชญ์โอสถเห็น ‘ทำเนียบสมุนไพร’ เล่มนี้แล้ว จะตื่นเต้นจนน้ำตาแทบไหล เขาใช้สองมืออันสั่นเทารับไปพลิกเปิดดูสองสามหน้าอย่างระมัดระวังและนับถือชื่นชม หลังจากแน่ใจแล้วว่าตำรานี้เป็นของจริง ปราชญ์โอสถก็บอกกับกู้เยี่ยปากคอสั่น ราวกับได้พบสมบัติล้ำค่า
‘นี่คือคัมภีร์สมุนไพรที่หายสาบสูญไปนานของท่านปรมาจารย์หลี่เชียวนะ! จะ...เจ้าไปเก็บของล้ำค่าแห่งแผ่นดินนี้ได้จากที่ไหน’
‘เอ่อ... นี่เป็นของที่แม่ข้าทิ้งไว้ให้ นางบอกว่าตอนที่ให้ขนมปิ่งก้อนหนึ่งแก่ขอทานนอกตำบลที่กำลังจะหิวตาย ขอทานเฒ่าผู้นั้นก็นำตำราที่บรรพบุรุษของเขาสืบทอดกันมาให้แก่แม่ข้า ที่ข้ารู้จักสมุนไพรก็เพราะเรียนจากตำราเล่มนี้นี่แหละ ท่านอาจารย์ สมุดนี่... ล้ำค่ามากเลยหรือ’ กู้เยี่ยคิดไม่ถึงว่าในภพนี้จะมี ‘ทำเนียบสมุนไพร’ ด้วยเช่นกัน
จากที่ฟังท่านปู่เล่าความหลัง นางจึงได้รู้ว่าที่แห่งนี้คือดินแดนและยุคสมัยที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ สามแคว้นใหญ่ที่แบ่งกันปกครองแผ่นดิน ได้แก่ แคว้นเหยียน แคว้นเซิน และแคว้นฉงอู่ ใต้อาณัติของทั้งสามแคว้นยังมีแคว้นเมืองขึ้นอีกสิบกว่าแคว้น ส่วนแคว้นตงหลิงของพวกเขาก็คือแคว้นเมืองขึ้นเล็กๆ ของแคว้นเหยียน
ชาติภพก่อนมีคำกล่าวเกี่ยวกับ ‘โลกคู่ขนาน’ บางทีตอนที่นางตาย วิญญาณอาจถูกดูดสู่มิติคู่ขนาน แล้วมายังโลกที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาก่อน เพียงแต่นางไม่คิดว่า ‘ทำเนียบสมุนไพร’ นี้จะได้รับการยกย่องในดินแดนแห่งนี้ด้วย
‘ล้ำค่าหาที่สุดไม่ได้เลยล่ะ สำหรับแพทย์และแพทย์โอสถอย่างพวกเราแล้ว นี่เป็นของล้ำค่าที่หาค่ามิได้เลย ศิษย์เอ๋ย เจ้าดูนี่สิ ในนี้นอกจากจะบอกรูปร่างหน้าตา ถิ่นกำเนิด วิธีเก็บ และวิธีปรุงของสมุนไพรแต่ละชนิดแล้ว ยังอธิบายกลิ่นรส สรรพคุณหลัก วิธีการใช้ และตำรับยาที่ใช้เข้ากันได้อย่างละเอียดด้วย เจ้าดูตำรับยาที่ด้านหลังนี่สิ... มีตำราเล่มนี้แล้ว ขอเพียงมิได้โง่เง่าเกินการ ใช้เวลาฝึกฝนสักหน่อยก็อาจเหนือกว่าห้าปรมาจารย์แพทย์โอสถแห่งยุคก็ได้’ ปราชญ์โอสถยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น แทบจะยกตำราเล่มนี้ขึ้นกราบไหว้บูชาอย่างไรอย่างนั้น
‘อ้อ’ น้ำเสียงและท่าทีของกู้เยี่ยช่างแตกต่างจากปราชญ์โอสถโดยแท้
ปราชญ์โอสถถลึงตาจ้องนางทีหนึ่ง ใบหน้าแก่เฒ่านั้นแดงขึ้นมาทันตา แผดเสียงสูงว่า ‘นางเด็กคนนี้ ทำไมถึงทำเป็นไม่ใส่ใจเล่า รู้หรือไม่ว่าคนที่มีตำราเล่มนี้ได้หมายความว่าอย่างไร’
‘ท่านอาจารย์ อย่าได้พลุ่งพล่านเกินไป ระวังโลหิตฉีดพุ่งจนเลือดออกในสมอง มา ทำตามข้าเช่นนี้ หายใจเข้า...หายใจออก...หายใจเข้า...หายใจออก...’ กู้เยี่ยกลัวว่าอารมณ์ของเขาจะพลุ่งพล่านจนเกิดเรื่องไม่สู้ดีขึ้นมา ในห้วงมิติของนางมียาลดความดันโลหิตอยู่ก็จริง แต่ถ้าหยิบออกมาใช้จะอธิบายว่าอย่างไรดีเล่า
ปราชญ์โอสถหายใจเข้าออกลึกๆ ตามจังหวะที่นางให้ ในใจจึงสงบลงเป็นปกติ เมื่อเห็นท่าทีที่ลูกศิษย์ไม่อินังขังขอบ เขาก็พูดอย่างไร้เรี่ยวแรง ‘ศิษย์เอ๋ย ตกลงเจ้าได้ยินที่อาจารย์พูดหรือไม่’
‘ได้ยินสิอาจารย์ ศิษย์เชื่อว่าอาจารย์จะต้องได้เป็นปรมาจารย์ด้านปรุงยา และเป็นปรามาจารย์แพทย์ที่เก่งกาจที่สุดในโลกหล้าแน่!’ กู้เยี่ยปลอบใจผู้อาวุโสด้วยน้ำเสียงเหมือนโอ๋เด็กน้อย ถ้าหากให้เขาอารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้อีก เกรงว่าเส้นเลือดอาจแตกจริงๆ ก็ได้
‘ผายลม!2’ ปราชญ์โอสถโมโหจนพ่นคำผรุสวาจาออกมา ‘ข้าเป็นถึงปราชญ์โอสถ จะไปเอาตำราของลูกศิษย์มาเป็นของตัวเองได้หรือ? นี่เจ้าไม่เชื่อถือความเป็นครูของผู้อื่นเลยหรือไง’
กู้เยี่ยอึ้งตะลึง รู้สึกซาบซึ้งที่อีกฝ่ายมีคุณธรรมจรรยา จึงรีบอธิบาย ‘ท่านอาจารย์ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่เหมือนอย่างที่คนพูดกัน ‘กระบี่วิเศษมอบแด่วีรบุรุษ3’ ของวิเศษล้ำค่าเพียงไหน ถ้าหากได้อยู่ในมือผู้ที่เข้าใจมัน นั่นถึงจะใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด... ท่านดูตำรานี้สิ ก่อนหน้าจะพบท่าน ศิษย์ทำได้เพียงใช้เป็นเครื่องหัดเรียนเขียนอ่าน พอได้ยินเถ้าแก่เฉียนบอกว่าสมุนไพรนำมาแลกเงินได้ ถึงได้ดูรูปภาพหัดแยกแยะสมุนไพร ตำราเล่มนี้หากได้อยู่ในมือผู้ที่รู้จักปรุงยาเช่นท่าน จึงจะเกิดประโยชน์ใหญ่หลวง สร้างสุขให้ปวงประชา เช่นนั้นศิษย์ก็ยินดีมอบกำนัลแก่ท่านอาจารย์!’
‘ไม่ได้! ของกราบอาจารย์เช่นนี้สูงค่าเกินไป ผู้เป็นอาจารย์ไม่อาจรับไว้!’
ตามธรรมเนียมการกราบอาจารย์ขอฝากตัวเป็นศิษย์จะต้องมอบของกำนัลเป็นค่าครู แรกเริ่มเดิมทีตอนที่ศิษย์คนโตของปราชญ์โอสถมากราบอาจารย์ ก็นำตำรับลับที่ตระกูลของเขาสืบทอดการปรุงยามาตั้งแต่บรรพบุรุษมามอบให้ เพียงแต่คัมภีร์แพทย์โอสถล้ำค่าที่สูญหายไปนานเช่นนี้ ปราชญ์โอสถไม่อาจด้านหน้ารับไว้เป็นของตน
‘เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว!’ ปราชญ์โอสถเกรงว่าปณิธานของตนจะไม่แน่นหนักมั่นคงเพียงพอ หากศิษย์พร่ำพูดอีกหลายประโยค อาจทำให้ความตั้งใจที่จะปฏิเสธนี้สั่นคลอน จึงตัดบทว่า ‘ผู้เป็นอาจารย์จะทุ่มกำลังความสามารถถ่ายทอดให้เจ้าจนหมดสิ้น เจ้าเองก็ต้องใจรับไปให้ได้มากๆ ส่วนตำราเล่มนี้ เจ้าอย่าได้ให้คนที่สามเห็น หากมีตรงไหนไม่เข้าใจ ก็นำมาสอบถามให้อาจารย์ช่วยชี้แจง’
เอาเถอะ ในเมื่ออาจารย์ยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ กู้เยี่ยก็ไม่รบเร้าเซ้าซี้อีก ทว่านางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ นางก็มักถือตำราเล่มนั้นไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์อยู่บ่อยๆ
ปราชญ์โอสถมองดูประโยคหนึ่งบนตำราที่ว่า ‘หยาดหยดน้ำจากกาทองแดง: ลักษณะไหลหลั่งริน ส่วนบนใสดั่งเดิม ส่วนล่างดุจน้ำแร่ เหมาะใช้เคี่ยวยาน้ำสี่’ ในใจพลันกระจ่างแจ้ง ที่แท้น้ำจากกาน้ำหยด4 ก็นำมาใช้เคี่ยวยาได้
ปราชญ์โอสถรู้สึกว่าตนเองก็ได้รับผลประโยชน์จากศิษย์ จึงทุ่มเทกำลังกายกำลังใจสอนสั่งศิษย์มากขึ้น ฝ่ายกู้เยี่ยเองก็ค้นพบเรื่องน่ายินดีว่า สมองน้อยๆ ของตนยังฉลาดหลักแหลมอยู่มาก ตำราหลักการแพทย์หลักการปรุงยาโบราณที่ทั้งยากและไม่คล่องปาก นางอ่านท่องไม่ถึงสามเที่ยวก็จำได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังเข้าใจแจ่มแจ้งอีกด้วย
ปราชญ์โอสถราวกับได้รับของล้ำค่า เด็กที่มีพรสวรรรค์เช่นนี้ บนโลกหล้ายากจะหาได้หลายคน หากจะกล่าวตามจริงแล้วละก็ คงมีเพียงอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยียนกระมังที่มีวาสนาคู่ควรกับสิ่งนี้ จะว่าไปแล้ว เมื่อครั้งอ๋องแม่ทัพใหญ่ยังเยาว์วัยก็มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์จนเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว อายุเพียงสิบขวบกว่าก็เก่งการจนยากจะหาคู่ประมือ ครั้นอายุสิบสามเข้าสมรภูมิครั้งแรกก็นำทัพสู้รบประหนึ่งเทพสงคราม เทียบกับอดีตอ๋องแม่ทัพใหญ่ผู้เป็นปู่แล้วยังเหนือกว่าจนไม่อาจทัดเทียม พอเขาอายุสิบห้า อดีตอ๋องแม่ทัพใหญ่ถึงวัยเกษียณจึงวางมือส่งต่อให้ทายาท มอบกองทัพไว้ในมือหลานชายผู้นี้ หลังจากนั้น เวลาเพียงห้าปีสั้นๆ อ๋องแม่ทัพใหญ่ผู้หลานก็สร้างตำนานไร้พ่ายขึ้น...
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เวลาที่ท่านอาจารย์เล่าถึงอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยียน เบื้องหน้าของกู้เยี่ยจึงผุดภาพใบหน้าของเจ้าก้อนน้ำแข็งที่สุดแสนเย็นชาขึ้นมาทุกที เมื่อชาติภพก่อน ยามที่เจ้าก้อนน้ำแข็งผู้นั้นนำทัพออกรบ ก็ล้วนเก็บชัยชนะกลับมาได้ทุกครั้ง ความสามารถในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวของเขาก็ยากจะหาคู่ต่อกรเช่นกัน กองกำลังของเขา ผู้อื่นที่หวังคิดแทรกซึมทำลายล้วนไม่อาจเข้ามาได้ ส่วนนางซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของเขา ก็ไม่เคยต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยเลย ถึงได้มีแก่จิตแก่ใจทุ่มเทให้การคิดค้นปรุงยาได้อย่างเต็มที่...
1 ‘ทำเนียบสมุนไพร’ หรือ ‘เปิ่นเฉ่ากังมู่’ เป็นตำราสมุนไพรจีนที่รวบรวมและเรียบเรียงโดยหลี่สือเจิน (ค.ศ. 1518-1593) นักเภสัชวิทยาในสมัยราชวงศ์หมิง ผู้ได้รับยกย่องเป็นราชาสมุนไพรจีน
2 ผายลม หรือตด ใช้เปรียบเปรยถึงสิ่งเล็กน้อยไร้ค่า และยังใช้เป็นคำด่า ต่อว่าคนที่พูดจาเหลวไหลไร้สาระ หรือพูดไม่เข้าหู
3 มาจากสุภาษิตเต็มว่า ‘กระบี่วิเศษมอบแด่วีรบรุษ แป้งชาดมอบแก่คนงาม’ หมายถึงของดีๆ ควรมอบให้แก่คนที่คู่ควรจึงจะเกิดประโยชน์
4 กาน้ำหยด เป็นนาฬิกาน้ำในสมัยโบราณของจีน มีลักษณะแตกต่างหลากหลายรูปแบบ โดยมากจะใช้ภาชนะที่ทำจากทองแดงเจาะรูให้น้ำหยดลงมาตามท่อเพื่อบอกเวลา ภายหลังได้นำปรอท และทรายมาใช้แทนน้ำ
26 บทที่ 26 ขาที่บาดเจ็บของท่านปู่
ทำไมถึงคิดถึงเขาอีกแล้วนะ... ดูเหมือนว่าตั้งแต่ได้ข้ามภพมายังโลกต่างมิตินี้ นางก็มักจะหวนคิดถึงใบหน้าที่ชวนให้รังเกียจอยู่เรื่อย แต่ที่ว่าน่ารังเกียจนั้น แท้จริงแล้วมิได้หมายความว่าเขาน่าเกลียดน่าชัง ตรงกันข้าม เครื่องหน้าของเขาหล่อเหลาคมเข้มทีเดียว ทว่าชอบทำหน้าตาเหมือนผู้อื่นติดค้างเขาอยู่หลายร้อยหมื่นอย่างไรอย่างนั้น เอะอะก็เอ็ดนาง มิให้ทำอย่างนั้นมิให้ทำอย่างนี้ น่ารำคาญเสียจริง
แม้ว่าจะรำคาญเขา แต่นางก็เชื่อมั่นในความเก่งกาจสามารถของเขา เขาจะต้องปกป้องและสร้างดินแดนที่สงบสุขของมวลหมู่มนุษย์ในกลียุคแห่งนั้นได้แน่ๆ ... น่าเสียดายที่นางไม่มีโอกาสได้เห็น...
เมื่อกู้เซียวและกู้หมิงกลับมาจากตำบล ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว บนหลังม้าและลาแบกขนข้าวของมาเต็มแน่น ลำพังผ้าฝ้ายสามพับ นุ่นสามสิบกว่าชั่ง ข้าวแป้งและธัญพืชรวมกันสองร้อยกว่าชั่ง ทั้งยังซื้อเนื้อหมูซีกมาครึ่งซีก
บ้านของกู้เซียวตั้งอยู่ด้านในสุดของหมู่บ้านชิงซาน เวลากลับบ้านจึงต้องผ่านบ้านเรือนกว่าครึ่งหมู่บ้าน ชาวบ้านเห็นข้าวของกองพะเนินเหล่านี้ มีใครบ้างจะไม่เข้าใจว่ากู้เซียวผู้นี้มีฐานะมั่งคั่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มาก ยังมิต้องพูดถึงสิ่งอื่น ลำพังแค่ข้าวและแป้ง กับเนื้อหมูครึ่งซีก แม้แต่คนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน ช่วงฉลองปีใหม่ยังไม่กล้าซื้อของมากมายเท่านี้เลย
หลิวซื่อมองดูของเหล่านี้ ในใจปวดแสบปวดร้อนเหมือนจุ่มอยู่ในไหน้ำส้ม1 ถ้าหากตาเฒ่าผู้นี้ไม่ทำทีหลอกพวกนางว่าเป็นคนยากจน ข้าวของเหล่านั้นก็ย่อมต้องเป็นของสามีนางทั้งสิ้น... เจ้าเด็กกู้หมิงสมควรตายนั่นยิ้มร่าอารมณ์ดีถึงเพียงนั้น พอมีของดีๆ ก็ไม่รู้จักกตัญญูพ่อแท้ๆ ของตน ช่างเป็นลูกหมาอกตัญญูจริงๆ!
หลิวซื่อไม่ได้คิดบ้างเลยว่า ถึงไม่พูดเรื่องที่คนอื่นเขาพ้นอกไปเป็นลูกหลานบุญธรรมบ้านอื่นแล้ว แค่เรื่องที่ปกตินางมักใจร้ายทารุณคนเขาสารพัด เมื่อเขาได้มีของดีๆ เรื่องอะไรจะต้องเอาของมาให้นางด้วยเล่า
“ปู่ไม่ได้ซื้อผ้าห่มจากในตำบลมาให้ แต่ซื้อผ้าฝ้ายกับนุ่นมาแทน เยี่ยเอ๋อร์น้อย หน้าที่เย็บผ้าห่มและตัดเสื้อผ้า ขอยกให้เจ้าละกันนะ” กู้เซียวย้ายข้าวของไปเก็บไว้ในเรือนเก็บของ พลางหัวเราะหึๆ ใส่หลานสาวของตัวเอง
กู้เยี่ยได้ยินประโยคนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง... เย็บผ้าห่ม? ตัดเสื้อผ้า? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
มือของนางเคยจับกรรไกรผ่าตัดและเข็มเย็บแผลมาบ้าง แต่กรรไกรตัดผ้า กับเข็มและด้ายธรรมดา แม้แต่ลูบคลำนางยังไม่เคยเลย นางลองค้นในความทรงจำของเจ้าของร่างคนเก่า อย่างมากก็แค่ปะชุนซ่อมรอยขาด แต่งานเย็บผ้าห่มและตัดเสื้อผ้าเขาทำกันอย่างไรเล่า
กู้หมิงเห็นน้องสาวตกที่นั่งลำบากก็รีบพูดขึ้น “น้องสาวไม่ต้องร้อนใจไป พวกเราจะเชิญอาสะใภ้เก้ากับท่านย่าสามมาช่วยด้วย เจ้ายังเล็ก ไม่เคยเย็บปักถักร้อย ท่านปู่แค่ล้อเจ้าเล่นเฉยๆ”
“เช่นนั้น... ข้าต้องเรียนเย็บปักด้วยใช่หรือไม่ ต่อไปเสื้อผ้าของบ้านเราคงไม่อาจรบกวนคนอื่นร่ำไปกระมัง” กู้เยี่ยคิดในใจ... การเย็บเสื้อผ้าคงจะมีหลักการไม่ต่างจากเย็บเนื้อหนังมนุษย์หรอกกระมัง เด็กสาวอัจฉริยะอย่างนางไม่มีเหตุผลที่จะทำไม่เป็นสินะ
“เรียนเย็บปักผ้าอะไรกัน อนาคตเจ้าจะเป็นแพทย์โอสถใหญ่ ถ้ามีเวลาเย็บผ้า สู้เรียนวิธีปรุงยาสมุนไพรกับข้าไม่ดีกว่าหรือ” หลังจากได้สั่งสอนศิษย์ผู้นี้มาตลอดทั้งวัน ปราชญ์โอสถก็รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง... ฮึ! เซียนแพทย์เอ๋ยเซียนแพทย์ รอให้ศิษย์ของข้าเรียนวิชาปรุงยาทั้งหมดจากตำรา ‘ทำเนียบสมุนไพร’ เสียก่อนเถอะ ดูซิว่าเจ้าจะรักษาสมญานามเซียนแพทย์ของเจ้าไว้ได้หรือไม่!
เขาทำราวกับเห็นภาพลูกศิษย์ของตนโค่นล้มเซียนแพทย์ที่เป็นคู่ปรับกันมาทั้งชีวิตได้สำเร็จ อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มมาดมั่นออกมา
กู้เซียวฟังจากคำของปราชญ์โอสถ ก็รู้ทันทีว่าหลานสาวบุญธรรมที่รับมาแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งผู้นี้มีพรสวรรค์ในการเรียนปรุงยาเหนือกว่าผู้อื่นจริงๆ เขาทั้งประหลาดใจทั้งตื่นเต้นยินดี และย่อมต้องสนับสนุนนางอย่างเต็มกำลัง “อาจารย์ของเจ้าพูดถูก เจ้าตั้งใจเรียนวิชาสมุนไพรกับท่านอาจารย์ไปเถอะ ส่วนเรื่องเสื้อผ้าและผ้าห่ม เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว”
อย่างมากตอนเข้าตำบลคราวหน้า ค่อยซื้อหญิงที่เย็บผ้าเป็นกลับมาสักคนก็ได้!
“จริงสิ น้อง เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าพบใครที่ในตำบล” ขณะอยู่ในห้องกันตามลำพังสองพี่น้อง กู้หมิงก็ถามขึ้นอย่างมีลับลมคมใน
“ใครกัน พี่น้องที่มอบเงินให้เราหรือ” ตอนที่ไปตำบลเมื่อครั้งก่อน คนที่พวกเขาเคยเจอก็มีแต่พี่ชายน้องชายคู่นั้น เดายากที่ตรงไหนกัน
กู้หมิงกลับทำหน้าตาเหมือนอุทานว่า ‘น้องสาวข้าฉลาดหลักแหลมจริงๆ’
“น้อง เจ้านี่ช่างนี่ช่างเก่งกาจนัก ครู่เดียวก็เดาได้แล้ว!”
“พี่ชายสองท่านนั้นหาน้องสาวพบแล้วหรือยัง” กู้เยี่ยเอ่ยถามไปตามเรื่อง ที่จริงในตำบลกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้น หากไปสอบถามทีละบ้านทีละครอบครัวก็คงต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าน้องสาวของพวกเขายังอยู่ในตำบลก็อาจจะหาพบไปนานแล้ว แต่ถ้ายังยืดเยื้อถึงตอนนี้ เกรงว่าผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นอย่างที่หวัง
กู้หมิงส่ายหน้าอย่างที่นางคาดไว้ เขาเอ่ยว่า “ยังไม่เจอเลย พวกเขาบอกว่าเดิมทีพอจะได้ร่องรอยบ้างแล้ว แต่เบาะแสก็ขาดหายไปอีก พวกเขาจึงต้องหางน้องสาวจากช่องทางอื่น พี่ชายสองท่านนั้นเป็นคนดีมาก ข้าคืนเงินให้พวกเขา พวกเขาก็ไม่เอา... ขอให้พวกเขาตามหาน้องสาวที่พลัดพรากเจอไวๆ ด้วยเถอะ”
เดิมทีฉู่มู่เฟิงและฉู่มู่ไป่ตระเวนหาหญิงนายหน้าอ้วนฉุผู้นั้นเจอแล้ว ทั้งยังได้ซักถามข่าวคราวของหลันเซียง เวลาห่างนานถึงยี่สิบกว่าปี คิดไม่ถึงว่าหญิงนายหน้าจะยังจำหลันเซียงได้ นั่นเพราะด้วยในชีวิตอาชีพนายหน้าของนาง มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ขายสาวน้อยในมือให้แก่ตระกูลสูงศักดิ์เช่นสกุลจวินแห่งเมืองเหยี่ยนเฉิงได้ ลำพังแค่เรื่องนี้ก็เพียงพอให้นางอวดอ้างไปได้หลายปี
ทว่า จำได้ส่วนจำได้ แต่ภูมิลำเนาของหลันเซียงอยู่ที่ใด นางเองก็สุดรู้ จำได้เพียงว่าสามีภรรยาเฒ่าคู่หนึ่งหนีความลำบากยากแค้นมาจากทางใต้ ลูกชายกับลูกสะใภ้ตายไประหว่างทาง ฝ่ายหญิงชราป่วยหนัก เวลานั้นหลันซียงซึ่งมีชื่อเดิมว่าเอ้อร์ยา ยินยอมขายตัวเองแก่หญิงนายหน้า แลกกับเงินสามตำลึง เพื่อนำไปรักษาอาการเจ็บป่วยให้ย่าของตน
น่าเสียดายที่หญิงชรามิอาจทนฝืนร่างกายจากไปเสียก่อน ปู่ของหลันเซียงก็ตรอมใจล้มป่วยลงรักษาไม่หาย และตายตามภรรยาไปอยู่คู่กัน หญิงนายหน้าถูกหลันเซียงร้องไห้อ้อนวอน จึงช่วยจัดการเรื่องงานศพของทั้งสองให้
หญิงนายหน้ารู้แค่ว่าครอบครัวของหลันเซียงมาจากทางใต้ ส่วนจะเป็นที่ใดแน่ชัด และที่บ้านเดิมจะมีญาติคนอื่นหรือไม่นั้น นางไม่รู้เลยจริงๆ
เบาะแสเกี่ยวกับน้องสาวขาดลงอีกครั้ง ความหวังของพี่น้องสกุลฉู่ก็ทลายลงอีกครา ทั้งสองสืบเสาะจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อไม่ได้เรื่อง จึงจำต้องออกจากที่นี่ไปยังจังหวัดและมณฑลหลายแห่งซึ่งเคยประสบภัยในช่วงปีนั้น เพื่อสืบหาเบาะแสใหม่ต่อไป
ขณะที่กู้หมิงและกู้เยี่ยทอดถอนใจอยู่ภายในห้อง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของหนักๆ ตกกระแทกในลานสวน ทั้งสองรีบออกจากห้อง เห็นท่านปู่ล้มอยู่บนพื้นกลางลาน ตะเกียกตะกายอยู่หลายครั้งก็ยังยืนไม่ขึ้น สองพี่น้องจึงวิ่งถลาเข้าไป ช่วยประคองปู่ให้ลุกขึ้นมา
กู้หมิงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านปู่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่”
“ไม่เป็นไร อาการเดิมๆ น่ะ ขาข้างนี้ของปู่ พออากาศเริ่มเปลี่ยนก็จะปวดจนไม่มีแรง” ขาข้างซ้ายของกู้เซียวถูกทำร้ายบาดเจ็บเมื่อครั้งออกศึก เมื่อติดตามท่านแม่ทัพผู้เฒ่าหรือก็คือเจิ้นกั๋วกงผู้เฒ่าซึ่งถูกเนรเทศพร้อมครอบครัวไปยังเขตซีเป่ยอันเป็นท้องที่ทุรกันดาร ไม่มีสิ่งเอื้ออำนวย อาการบาดเจ็บของขาข้างนี้จึงเรื้อรัง วันปกติยังใช้ได้ แต่เมื่อใดที่มีฝนหรือหิมะก็จะบวมปวดเหลือเกิน
กู้เยี่ยกับพี่ชายช่วยกันพยุงปู่มานั่งบนเตียงเตาในเรือนกลาง เวลาพลบค่ำเตียงเตาถูกจุดเรียบร้อยแล้ว กู้เซียวพาดขาข้างที่เจ็บไว้ด้านบน ผิงไอร้อนให้อุ่น ความเจ็บปวดก็บรรเทาเบาบางลงไปไม่น้อย เมื่อพี่ชายวิ่งไปเติมฟืนที่ปากโพรง กู้เยี่ยก็ถลกขากางเกงของปู่ขึ้น เห็นตรงหัวเข่าบวมเป่งผิดส่วนไปเล็กน้อย ยังดีที่มิได้บิดเบี้ยวรุนแรงเช่นนั้น
นางจับตรงบริเวณข้อเข่า กระดูกชิ้นหนึ่งภายในเคลื่อนผิดตำแหน่งเล็กน้อย น่าจะเพราะหลังจากถูกทำร้ายไม่ได้เข้าเฝือกให้ดี แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงผ่าตัดเล็กๆ ครั้งหนึ่งก็เรียบร้อย ทว่า ตอนนี้ที่เร่งด่วนที่สุดคือต้องรักษาอาการลมชื้นเหน็บชาให้ปู่ก่อน เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้เขา ส่วนเรื่องผ่าตัด ต้องรอจังหวะเหมาะๆ จึงจะทำได้
เฮ้อ... อึดอัดจริงหนอ แม้จะมีความสามารถอยู่กับตัว แต่เมื่ออยู่ที่นี่กลับไม่กล้าสำแดงออกมา ช่างขัดใจนางเหลือเกิน
“โอ้! เยี่ยเอ๋อร์น้อยของพวกเรา เรียนวิชาวันเดียวก็มีท่าทางเหมือนหมอแล้ว สมกับที่อาจารย์ชมว่าเจ้ามีพรสวรรค์เลย” กู้เซียวเห็นหลานสาวสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง เรียวคิ้วดุจใบหลิ่วจวนจะขมวดผูกเป็นปม ก็อดที่จะหยอกล้อนางไม่ได้
นับแต่โบราณมาวิชาแพทย์วิชาโอสถไม่แบ่งแยกสำนัก ในแผ่นดินล้วนเล่าลือว่าปราชญ์โอสถและเซียนแพทย์แท้จริงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน เพียงเก่งกาจเชี่ยวชาญกันคนละแขนงเท่านั้น ดังนั้นแพทย์โอสถจะเป็นวิชาแพทย์ก็มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
“ท่านปู่รอประเดี๋ยว ข้าจะไปถามท่านอาจารย์ว่าขาของท่านรักษาได้หรือไม่” กู้เยี่ยไม่รอให้กู้เซียวตอบก็วิ่งหายวับไปราวกับสายควัน นางไม่ได้ไปที่ห้องปีกตะวันออก แต่กลับไปที่ห้องของตนเอง แทรกตัวเข้าประตูไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเพ่งจิตเข้าไปในห้วงมิติ
ยาสีผึ้งรักษาลมชื้นเหน็บชา... นางพลิกหายาที่ตนเก็บตุนไว้ แต่ไม่พบเลย ทว่าวิธีผสมอยู่ในหัวของนางนี่นา นางรีบรวบรวมตัวยาทั้งหมดแล้วก้มหน้าก้มตากวนเคี่ยวอยู่ในห้องทดลองยานานสองนาน ในที่สุดก็ได้น้ำมันนวดและสีผึ้งสำหรับทาคลายอาการลมชื้นเหน็บชาออกมา
ก่อนที่จะออกไป กู้เยี่ยรื้อเอาเกลือหยาบจากถุงเกลือประคบร้อนระบบไฟฟ้าของชาติภพก่อนมาใส่ไว้ในผ้านวมเก่า แล้วเย็บปิดด้วยรอยตะเข็บบิดๆ เบี้ยวๆ จากนั้นก็หอบไปที่ห้องของอาจารย์
“ท่านอาจารย์ ถุงประคบร้อนใช้แก้อาการปวดขาของท่านปู่ได้หรือไม่” กู้เยี่ยทำทีมาบอกกล่าวอาการเจ็บป่วยของปู่แก่อาจารย์ และซักถามไปตามเรื่อง
ปราชญ์โอสถขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ขาของปู่เจ้าหากจะรักษาที่ต้นตอไม่ค่อยง่ายนัก แม้แต่ตาแก่เซียนแพทย์ยังไม่แน่ว่าจะรักษาหาย แต่ปกติแล้วก็ควรระมัดระวัง อย่าให้เจออากาศหนาวเย็น หรืออาจหาวิธีบรรเทาอาการได้บ้าง ถ้าหากในมือมีตัวยาอยู่ละก็ ‘สีผึ้งกระตุ้นเลือดระงับปวด’ ตำรับลับของข้าก็พอจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง”
“ท่านอาจารย์ดูตำรับยา ‘หนามวัชระมังกรพิภพ2’ ใน ‘ทำเนียบสมุนไพร’ นี้... ‘กระตุ้นเลือดทะลวงลมปราณ อุ่นเส้นเลือดลมสลายอุดคั่ง’ เหมือนจะรักษาอาการของท่านปู่ข้าได้เลย” ปราชญ์โอสถยกย่องตำรา ‘ทำเนียบสมุนไพร’ ถึงขนาดนี้ เมื่อตอนบ่ายกู้เยี่ยพลิกเปิดดูผ่านๆ รอบหนึ่ง จำได้ว่าในนั้นมีตำรับยาสำหรับรักษาอาการลมชื้นเหน็บชาข้ออักเสบอยู่ด้วย
ปราชญ์โอสถรับตำราไปอ่านดู... ‘จินกังชื่อสามเฉียน3 ไส้เดือนบดแผ่นสามเฉียน ตะขาบหนึ่งตัว หวงฉีแปดเฉียน กุ้ยจือสองเฉียนครึ่ง ไห่เฟิงเถิงสองเฉียนครึ่ง เวยหลิงเซียนสองเฉียนครึ่ง ชะเอมสองเฉียน นำมาต้มน้ำดื่มทุกวัน วันละชุด ด้านล่างยังมีคำอธิบายด้วยว่า หากข้อต่อบวมแดงปวดแสบปวดร้อน สามารถเติมเถาสายน้ำผึ้งสามเฉียน จือหมู่สองเฉียน หวงป้อครึ่งเฉียน หากข้อต่อเสียดหนาวปวดเหน็บรุนแรง อาจเติม... ข้อต่อที่เจ็บป่วยเนิ่นนานจนผิดรูป ยืดงอไม่สะดวก อาจเติม... ’
“เยี่ยมเลย! ยาตำรับนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ! หากมียาตำรับนี้ อาการเจ็บป่วยของปู่เจ้า ก็มีทางช่วยแล้ว ศิษย์เอ๋ย หากเจ้าเรียนรู้ตำราวิเศษนี้จนทะลุปรุโปร่ง สมญานามเซียนแพทย์นั่น จะต้องตกเป็นของเจ้าแน่นอน ฮ่าๆๆ...” ปราชญ์โอสถหัวเราะสะใจเหลือกำลัง หลายสิบปีแล้วที่วิชาแพทย์ของเขาพ่ายแพ้ให้แก่ศิษย์น้อง กลายเป็นปมค้างคาในใจมาตลอด ในที่สุดก็มีโอกาสให้เขาได้ยักคิ้วแค่นเสียงเย้ยแล้ว!
ทว่า ศิษย์น้อยผู้นั้นของเขากลับผงกศีรษะให้เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่งเสียง ‘อ้อ’ เพียงคำหนึ่ง จากนั้นก็หมุนกายจากไป... แม่หนูผู้นี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่
ระดับขั้นสูงสุดของวิชาปรุงยาและวิชาแพทย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายไล่ตามไขว่คว้ากันทั้งชีวิต ทำไมศิษย์ผู้นี้ของเขาถึงไม่สนใจเลย ช่างเป็นเด็กที่แปลกประหลาดจริงๆ เพียงแต่ประหลาดก็ประหลาดเพียงเล็กน้อย พรสวรรค์กลับสูงลิ่ว หากให้เวลาฝึกฝนเรียนรู้อีกสักหน่อย นางจะต้องเป็น ‘สีครามเกิดจากต้นครามแต่เข้มกว่าคราม4’ และกลายเป็นที่เลื่อมใสที่พึ่งพิงของผู้คน
1 ในที่นี้คือน้ำส้มหมัก หรือซอสเปรี้ยว มีกลิ่นฉุนแสบจมูกของกรด และหากดื่มเปล่าๆ จะบาดคอ จึงใช้เป็นคำอุปมาถึงความหึงหวง และความอิจฉาริษยา
2 หนามวัชระมังกรพิภพ หรือ จินกังชื่อตี้หลง เป็นชื่อตำรับสมุนไพรแก้โรคเหน็บชาและโรคข้ออักเสบ โดยตั้งชื่อตามตัวยาสำคัญ 2 ชนิดแรก ได้แก่ เหง้าของต้นเครือ Smilax China หรือจินกังชื่อ ซึ่งแปลว่าหนามวัชระ และไส้เดือนบดแผ่น หรือก่วงตี้หลง ซึ่งตี้หลง แปลตรงตัวว่ามังกรพิภพ เป็นคำเรียกของไส้เดือนทั่วไป
3 เฉียน เป็นตัวอักษรเดียวกับคำว่าเงินตรา ในที่นี้เป็นหน่วยมาตราชั่ง โดย 1 เฉียน เทียบน้ำหนักประมาณ 3.5-3.7 กรัม 10 เฉียน เท่ากับ 1 ตำลึงจีน (เหลี่ยง)
4 สีครามเกิดจากต้นครามแต่เข้มกว่าคราม เป็นสำนวนหมายถึง ศิษย์ที่เก่งกว่าครู หรือคนรุ่นหลังที่เก่งกว่าคนรุ่นก่อน
27 บทที่ 27 ล่าสัตว์กลางหิมะ
กู้เยี่ยเข้ามาที่ห้องในเรือนกลาง นั่งลงตรงข้ามกู้เซียวบนเตียงเตาซึ่งยังมีสีหน้าเจ็บปวดอยู่ “ท่านปู่ ท่านอาจารย์มอบยาที่เขาทำเองมาให้ข้า ไม่รู้ว่าใช้ได้ดีหรือไม่ ข้าจะช่วยประคบยาให้ท่านเอง”
แม่หนูน้อยผู้นี้แอบอ้างชื่อของปราชญ์โอสถ เอาน้ำมันนวดที่ตัวเองทำออกมา ลอบยินดีปรีดาอยู่ในใจ.... อืม พอได้กราบอาจารย์แล้วก็มีข้อดีมากมายเช่นนี้เอง
หากปราชญ์โอสถรู้ว่าในใจของลูกศิษย์ ตนมีคุณค่าเพียงแค่นี้ ไม่รู้ว่าเขาจะไปหาเต้าหู้มาวิ่งชนให้ตาย1เลยหรือไม่
น้ำมันนวดซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นเลือดสลายอุดคั่ง บวกกับฝีมือการนวดของกู้เยี่ย ทำให้อาการปวดขาของกู้เซียวทุเลาลงอย่างรวดเร็ว เขารำพึงในใจเงียบๆ... สมเป็นยาชั้นเลิศของปราชญ์โอสถจริงๆ รักษาได้ชะงัดนัก
หลังจากนวดน้ำมันแล้ว กู้เยี่ยก็หยิบถุงเกลือหยาบที่วางอังเตียงเตาขึ้นมาประคบบนขาของปู่ ทันใดนั้น ท้องของนางพลันส่งเสียงประท้วงดัง ‘จ๊อกๆ’ เป็นเพราะนางรอให้ปู่และพี่ชายกลับมาจากตำบล พวกนางทั้งหมดจึงยังไม่ได้กินข้าวเย็นกันเลย
กู้เยี่ยร้องเรียกพี่ชาย และพากันเข้าครัวไปทั้งสองคน บนเตากำลังเคี่ยวน้ำแกงกระดูกสะโพก กระดูกนี้แบ่งมาจากโครงกระดูกหมูป่าที่ดักได้เมื่อสองสามวันก่อน เนื่องจากอากาศค่อยๆ หนาวลงเรื่อยๆ จึงเริ่มกักตุนอาหารมาหลายวันแล้ว
กู้เยี่ยใช้น้ำแกงกระดูกหมูที่เข้มข้น ทำน้ำแกงแป้งก้อน ดื่มแค่เพียงสองชามก็อิ่มท้องอุ่นตัวแล้ว
หลังจากขาที่บาดเจ็บของกู้เซียวถูกประคบร้อนจนทุเลาลงมาก เขาก็นอนหลับสบาย แต่พอตกดึก เขาก็สะดุ้งตื่นเพราะถูกความหนาวเหน็บทิ่มแทง หลานชายเบียดซุกกายอยู่ในอ้อมอกของเขา เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระดาษที่เห็นเพียงเงาเลือนลางด้านนอก ก็เหมือนมีอะไรโปรยปรายลงมา เขานึกถึงท้องฟ้าครึ้มๆ เมื่อตอนเย็น ดูท่าหิมะแรกของปีนี้คงจะตกลงมาแล้ว
กู้เซียวหวนนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ทุกครั้งเมื่อถึงวันที่หิมะตกโปรยปราย ขาของเขาจะเจ็บลึกแทบขาดใจ นอนไม่หลับเลยทั้งคืน ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าห่วงใยใส่ใจเขาอยู่ไม่ขาด คอยเสาะหาหมอมาดูอาการให้ ทว่าล้วนไม่เป็นผล
เขาลองขยับขาซ้ายไปมา รู้สึกเสียวแปลบๆ เล็กน้อยเท่านั้น เทียบกับความเจ็บปวดที่เสียดแทงเข้าไปในกระดูกเมื่อก่อนแล้ว นับว่าไม่กระไรเลย จากนั้นเขาก็พลิกกายกระชับกอดหลานชายแน่นเข้า มุมปากของเขาอมยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ จมสู่ห้วงฝันอีกครั้ง
“น้อง ตื่นเร็วเข้า! หิมะตกแล้ว!” กู้หมิงผลักประตูห้องข้างๆ ร้องเรียกน้องสาวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สายลมหนาวพัดโชยตามหลังเขาเข้ามาในห้องของกู้เยี่ย
กู้เยี่ยตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เพราะสวมเสื้อผ้าบาง จึงทนความหนาวของหิมะแรกไม่ไหว จึงได้แต่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มบนเตียงเตาอุ่นๆ
กู้หมิงนำมือที่จับหิมะมาหมาดๆ แปะลงบนแก้มแดงเลือดฝาดของน้องสาว เรียกเสียงไม่พอใจจากนางได้คราหนึ่ง เขาหัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า “โชคดีที่เมื่อวานซื้อผ้ากับนุ่นกลับมา ท่านปู่นำไปขอให้อาสะใภ้เก้ากับท่านย่าสามช่วยเย็บให้ คืนนี้พวกเราก็จะมีผ้าห่มใหม่ใช้กันแล้ว จริงสิ ท่านอาสะใภ้เก้าช่วยเย็บเสื้อกั๊กขนกระต่ายให้เจ้าด้วยนะ เจ้ารีบใส่สิ สวมใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้น อย่าปล่อยให้หนาว”
ตั้งแต่ออกมาจากบ้านกู้เฉียว นิสัยของกู้หมิงก็ร่าเริงขึ้นมาก ค่อยๆ เผยความสดใสและความซุกซนของเด็กวัยสิบสองออกมา กู้เยี่ยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ของพี่ชาย และรู้สึกว่าท่านปู่เป็นผู้ฉุดดึงพวกเขาสองพี่น้องขึ้นมามีชีวิตที่ปกติสุขจริงๆ
ถ้าหากไม่ได้รับเป็นหลานบุญธรรมให้ท่านปู่ ไม่รู้ว่าหลิวซื่อผู้เห็นกู้เยี่ยเป็นเหมือนเข็มทิ่มตาจะกลั่นแกล้งนางและพี่ชายอย่างไรบ้าง ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บและยาวนาน คนที่ขาดแคลนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเช่นพวกเขาจะอบอุ่นร่างกายให้ผ่านพ้นไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ยังไม่แน่
“ว้าว! หิมะเยอะแยะเลย!” หิมะทับถมเต็มลาน บนหลังคาและบนยอดไม้ก็ล้วนถูกหิมะปกคลุมไปทั่ว เวลานี้หิมะหยุดตกแล้ว ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า สาดส่องพื้นหิมะที่ขาวโพลน สะท้อนประกายระยิบระยับละลานตา เมื่อชาติภพก่อน ‘ปรากฏการณ์เรือนกระจก’ นับวันยิ่งรุนแรง กู้เยี่ยซึ่งไม่ได้เห็นหิมะมาหลายปีจึงร้องอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ
กู้หมิงปั้นก้อนหิมะขึ้นมาก้อนหนึ่ง ขว้างไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งในลานสวน พริบตานั้นละอองสีขาวก็ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาบนพื้น เขาส่งเสียงหัวเราะชอบใจ “หิมะคราวนี้เยอะที่ไหนกัน เมื่อปีก่อนตอนที่หิมะตกหนักที่สุด เจ้าเปิดประตูออกมาก็ผลุบหายไปเลยเพราะถูกหิมะท่วมหัว”
“กู้หมิง ไปจับกระต่ายป่าบนเขาด้วยกันไหม!” จางลี่หู่ผู้ซึ่งเสียงกำลังแตกหนุ่ม ร้องตะโกนมาจากหน้าประตูใหญ่
“ไป! ทำไมจะไม่ไปเล่า พี่ลี่หู่ ท่านรอข้าสักครู่ได้หรือไม่ ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลย” วันหิมะตก กระต่ายป่าวิ่งกระโดดบนพื้นหิมะได้ไม่ไวนัก จึงจับง่ายกว่าปกติมาก
ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว กู้หมิงก็ตามนายพรานจางและจางลี่หู่ขึ้นเขาไปจับกระต่ายป่าเช่นกัน ครั้งนั้นเขาจับได้เองด้วยหนึ่งตัว แต่พอเอากลับมาบ้านถูกแบ่งเนื้อกระต่ายไป เขาและน้องสาวได้ส่วนแบ่งมาเพียงส่วนโครงกระดูกทั้งที่เขาเป็นคนจับมา แต่ถึงจะเป็นเพียงแค่ส่วนกระดูก น้องสาวของเขาก็แทะกินอย่างเอร็ดอร่อย... คิดถึงวันคืนเหล่านั้นแล้ว กู้หมิงก็แสบจมูกขึ้นมา
“พี่ชาย รอข้าด้วย!” กู้เยี่ยไม่มีประสบการณ์เดินบนหิมะมาก่อนเลย ได้แต่รั้งท้ายตามกลุ่มคนอยู่หลังสุด นางย่างก้าวหนึ่งก็ลื่นทีหนึ่ง บางทีก็ล้มไปกับพื้น ดูทุลักทุเล ดีที่สวมเสื้อผ้ามาหลายชั้น จึงมิได้บาดเจ็บอะไร
กู้หมิงหันกลับมามองน้องสาว ก่อนจะย้อนกลับมาอย่างจนใจ เมื่อน้องสาวล้มลงอีกครั้งก็เข้ามาประคองให้นางลุกขึ้น
จางลี่หู่ก็เดินมาหาเช่นกัน เขาช่วยพยุงแขนอีกข้างหนึ่งของกู้เยี่ย พลางบ่นกระปอดกระแปดเป็นคนแก่ “ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้พานางมา เจ้าก็จะพามาให้ได้ ดูสิ เป็นตัวถ่วงเลย” แม้ปากเขาจะบ่นไม่หยุด แต่มือกลับประคองพากู้เยี่ยเดินหน้าไปด้วยกัน
“ขอบคุณพี่ลี่หู่มากนะจ๊ะ” เสียงกล่าวขอบคุณนี้ของกู้เยี่ยหวานหยดย้อย ขนาดตัวนางเองยังรู้สึกขนลุก... บ้าเอ๊ย ตนไม่ใช่พวกชอบออดอ้อนอาเซาะสักหน่อย ตัวเองฟังยังสะอิดสะเอียดนเลย
หลายวันมานี้ กู้เยี่ยบำรุงร่างกายจนสมบูรณ์ขึ้นบ้างแล้ว เบ้าตามิได้ลึกตอบ สองแก้มมีเนื้อมีหนังอิ่มเอิบ เครื่องหน้าของนางจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโต ขนตางอนยาว จมูกเป็นสันโด่ง ริมฝีปากเล็ก บวกกับโครงหน้าเรียวเล็กแค่ฝ่ามือ ลักษณะเช่นนี้งดงามสมส่วนยิ่งนัก
แม่นางน้อยผู้งดงามสมส่วนนี้ยิ้มหวานให้จางลี่หู่ พาให้เด็กหนุ่มไม่อาจเก็บอาการ ใบหน้าแดงซ่าน พูดบ่นอะไรไม่ออกอีก ทว่าผิวของเขาคร้ามเข้ม คนอื่นจึงดูไม่ออกว่าเขาหน้าแดง
ฉับพลันนั้น กระต่ายป่าอ้วนฟูตัวหนึ่งมุดออกมาจากพุ่มไม้แห้งไม่ไกล ก่อนกระโดดหนีสะเปะสะปะอย่างแตกตื่น กู้หมิงร้องเสียงดังพลางพุ่งไปทางนั้น “กระต่าย! ท่านลุงจาง กระต่าย รีบจับมันเร็ว!”
นายพรานจางยกสามง่ามล่าสัตว์แทงไปทางกระต่ายป่า เจ้ากระต่ายพลิ้วตัวหลบสามง่ามได้หวุดหวิด หนีเอาชีวิตรอดจากการรุมล้อมของผู้ชายทั้งสามคน
กู้เยี่ยก็นึกสนุกอยากเข้ามาช่วยอีกแรง แต่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ลื่นล้มคะมำ ใบหน้าเล็กๆ แปะลงบนพื้นหิมะ ท่าทางซานซมยิ่งกว่าอะไร โชคยังดี ที่จางลี่หู่และพี่ชายพุ่งความสนใจไปที่กระต่ายป่า ไม่เช่นนั้นนางคงถูกสองคนนั้นหัวเราะล้อเลียนไปแล้ว
นางลุกขึ้นจากพื้น แล้วขยับก้าวอย่างระมัดระวังขึ้น พอเงยหน้ามา นกสีฟ้าปากแดงอย่างสาลิกาดงตัวหนึ่งก็บินมาเกาะอยู่บนยอดพุ่มไม้ใกล้ๆ พอดี กำลังจิกกินลูกไม้บนต้นที่มีหิมะปกคลุมนั้น นางหยิบง่ามยิงขนาดเล็กกระทัดรัดอันหนึ่งออกมา ก่อนดึงสายหนังเล็งเป้าหมาย แล้วยิงก้อนหินออกไป นกน่าสงสารตัวนั้นส่งเสียงร้องและร่วงตกลงมา กู้เยี่ยค่อยๆ ก้าวย่างไปอย่างยากลำบาก เพื่อเก็บมันกลับมา
ห่างออกไปไม่ไกล ขณะที่กระต่ายป่าถูกไล่ล่าจนหมดแรง จางลี่หู่ก็กระโจนเข้าตะครุบกดกระต่ายป่าไว้อยู่ใต้ร่าง
“ฮ่าๆๆ จับได้แล้ว!” จางลี่หู่หิ้วหูกระต่ายอ้วนขึ้นมาแกว่งชูไปทางกู้เยี่ย กู้เยี่ยก็อวดนกฟ้าปากแดงให้เขาดูเช่นกัน
“โอ้! ง่ามยิงอันนี้ไม่เลวเลย ปู่เจ้าช่วยทำให้สินะ” จางลี่หู่เห็นง่ามยิงในมือของนาง เขายัดกระต่ายใส่มือกู้หมิง แล้วเดินมาแย่งง่ามยิงอันนั้นไปทดสอบดู รู้สึกว่าสายหนังแน่นเหนียวยิ่งกว่าของตนเสียอีก
ง่ามยิงนี้เป็นของที่กู้เยี่ยดัดแปลงจากง่ามยิงโลหะผสม โดยเปลี่ยนด้ามเป็นไม้ สายหนังนั้นเป็นของคุณภาพสูง แรงดีดย่อมดีกว่าง่ามยิงของจางลี่หู่มาก ไม่แปลกที่จางลี่หู่จะถือจับไม่ยอมปล่อย
เพื่อไม่ถ่วงเวลาผู้อื่น สองพี่น้องจึงแยกจากพ่อลูกสกุลจางอย่างรวดเร็ว พวกเขาไปดูที่หลุมกับดักที่ขุดไว้ก่อน เห็นใบไม้แห้งด้านบนถูกหิมะทับถมเต็มไปหมด ภายในก็ว่างเปล่าอย่างที่คิด
นี่เป็นเพราะว่าอิ่นป๋าผู้รับผิดชอบการล่าสัตว์มาทิ้งไว้ในหลุมกับดักถูกเจ้านายเรียกตัวกลับไปแล้ว คนผู้นั้นดีใจจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา คิดดูเถอะคนที่ฝีมือเลิศล้ำระดับองครักษ์ลับเช่นเขา วันๆ กลับต้องตามคอยดูแลเด็กหญิงผู้หนึ่งต้อยๆ ราวกับคนเป็นแม่ นี่นับเป็นเรื่องอะไรกัน
ถึงแม้ในหลุมกับดักจะดักสัตว์อะไรไม่ได้ แต่สองพี่น้องก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งใดติดไม้ติดมือเลย กู้เยี่ยใช้ง่ามยิงอันนั้นยิงไก่ฟ้ามาได้หนึ่งตัว นกกระติ๊ดสามตัว ฝีมือมือของนางยิงร้อยครั้งถูกเป้าร้อยครั้ง ทำให้กู้หมิงมองด้วยความชื่นชม รบเร้าให้กู้เยี่ยสอนเขายิงบ้าง
“กู้เยี่ย ผู้เฒ่าที่เจ้าช่วยกลับมาผู้นั้นเป็นหมอที่เก่งกาจมากจริงหรือ ได้ยินว่าขาของปู่เจ้าก็ได้หมอท่านนั้นช่วยรักษาจนหาย?” ขณะที่สองพี่น้องหิ้วนกที่ล่ามาได้กลับเข้ามาในหมู่บ้าน อู๋ต้าเหนียงก็ยิ้มพราย เดินปรี่เข้ามาหา
ครั้นเห็นในมือกู้หมิงหิ้วไก่ฟ้ามาด้วย ตาของนางก็วาวประกายละโมบระคนริษยา ทว่า ถึงไก่ฟ้าจะสำคัญเพียงใด แต่ภารกิจที่สามีนางมอบหมายมาก็สำคัญยิ่งกว่า
“อาจารย์ข้าจะใช่หมอหรือไม่ วิชาแพทย์จะเก่งกาจแค่ไหน แล้วเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย” กู้เยี่ยไม่มีความรู้สึกดีกับอู๋ต้าเหนียงเลยแม้แต่น้อย... ทำไมถึงมีคนเช่นนี้ได้นะ หน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมือง วันๆ ก็เอาแต่คิดจะหาประโยชน์จากผู้อื่น
“อาจารย์? หมอท่านนั้นรับเจ้าเป็นศิษย์หรือ เด็กตัวกระเปี๊ยกอย่างเจ้าเนี่ยนะ ขนยังขึ้นไม่หมดเลย จะไปทำอะไรได้” อู๋ต้าเหนียงได้ยินก็คิดในใจ... ไม่ได้การแล้ว นางหนูนี่จะแย่งอาชีพของสามีนาง!
เดิมทีนางมาเพื่อสืบข่าวว่าท่านหมอซึ่งมีวิชาแพทย์สูงส่งผู้นั้นจะเตรียมจากไปเมื่อใด ในหมู่บ้านชิงซานมีคนอาศัยอยู่รวมสามสิบกว่าครอบครัว ทุกครั้งเมื่อเข้าฤดูหนาว ชาวบ้านมักล้มป่วยมากขึ้นเพราะความเหน็บหนาว อู๋ตังกุยก็จะมีรายได้จากคนป่วยเหล่านี้
เช้าตรู่วันนี้ อู๋ตังกุยเห็นกู้เซียวซึ่งบาดเจ็บที่ขา แต่กลับไม่ได้เดินกะโผลกกะเผลกเท่ายามปกติ ซ้ำยังย่ำหิมะโดยมิได้ใช้ไม้เท้า จึงเข้าไปซักถามที่มาที่ไปด้วยความสงสัย จึงรู้ว่าผู้เฒ่าที่กู้เยี่ยช่วยเหลือไว้บนเขาเป็นผู้รักษาให้ เขาพลันรู้สึกหวาดหวั่น... ถ้าหากผู้เฒ่าท่านนี้รั้งอยู่ในหมู่บ้านชิงซานตลอดฤดูหนาว เขามิต้องดื่มลมพายัพ2แทนข้าวเลยหรือ?
ครั้นแล้ว อู๋ต้าเหนียงจึงมาตากลมหนาวดักรออยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดสองพี่น้องก็กลับมา ทว่าข่าวที่ได้รู้กลับกลายเป็นว่า... นางเด็กบ้ากู้เยี่ยได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์จากผู้เฒ่าท่านนั้น จากที่ผู้เฒ่าเพียงมารักษาตัวที่บ้านกู้เซียวแค่ช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็จะจากไป กลับกลายเป็นถ่ายทอดวิชาให้กู้เยี่ยด้วย ถ้านางเด็กนั่นเรียนรู้ความสามารถจากผู้เฒ่าจนสำเร็จ แล้วต่อไปนางกับสามีจะมีหนทางทำมาหากินได้อย่างไร
“ไม่เคยได้ยินว่าผู้หญิงเรียนวิชาแพทย์มาก่อนเลย เจ้าคิดดูสิ เวลาเจ้าดูอาการให้คนไข้ ต้องสัมผัสแตะต้องตัวผู้อื่น เป็นเด็กผู้หญิงอย่างเจ้า หากใครรู้เข้าว่าลูบมือคลำตัวผู้ชายทั้งวัน ใครเขาจะกล้ามาขอไปแต่งงานด้วย กู้เยี่ยเอ๋อร์ ป้าล่ะเป็นห่วงเจ้าจริงๆ เจ้าอย่าได้ทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรเลยนะ”
อู๋ต้าเหนียงหยิบยกเรื่องความสุขชั่วชีวิตของลูกผู้หญิงออกมาขู่ คิดเอาว่าทำเช่นนี้แล้ว หนูน้อยขี้ขลาดผู้นี้จะต้องทิ้งความคิดที่จะเรียนวิชาแพทย์เป็นแน่
1 หาเต้าหู้มาวิ่งชนให้ตาย เป็นสำนวนประชดประชันถึงการกระทำที่ผิดพลาดของตน หรือเป็นคำแดกดันคนที่ทำอะไรโง่ๆ ไม่รู้จักคิด
2 ดื่มลมพายัพ เป็นสำนวน หมายถึงอดอยากยากแค้น มีที่มาจากการ ‘สูดลม’ ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติของศาสนาเต๋าสายหนึ่ง คือไม่กินอาหารที่มนุษย์ปรุงขึ้น เพียงสูดอากาศเข้าออกประทังชีวิต และทางภาคเหนือของจีนเมื่อถึงฤดูหนาว ลมจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะพัดยาวนานเป็นพิเศษ ยิ่งเพิ่มความทรมานให้กับคนที่ยากไร้
28 บทที่ 28 เอ็นข้อเท้าขาด
กู้เยี่ยยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวอย่างกับจะฆ่าใครตาย “จะมีหรือไม่มีคนกล้ามาขอ แล้วเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย หากมีเวลาคิดเรื่องนี้ ก็สู้เอาไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้วิชาแพทย์ของตัวเองดีขึ้น จะได้ไม่รักษาคนมั่วๆ ผิดๆ อีกไม่ดีกว่าหรือ”
“นางเด็กบ้า เจ้าว่าใครรักษาคนมั่วๆ เจ้า...” อู๋ต้าเหนียงโกรธจนแทบระเบิด นางถลกแขนเสื้อขึ้น ทำท่าทางราวกับจะหาเรื่องวิวาท
“สะใภ้อู๋ ท่านหมออู๋อยู่หรือไม่ เร็วเข้า! รีบช่วยคนด้วย!” นายพรานจางแบกร่างจางลี่หู่ที่สีหน้าเจ็บปวดวิ่งลงเขามาแต่ไกล ข้อเท้าของจางลี่หู่พันด้วยผ้าหลายต่อหลายชั้นจนหนาเตอะ แต่ก็เห็นเลือดซึมทะลุออกมา ทั้งหยดทิ้งรอยแดงเป็นทางบนพื้นหิมะ
“อยู่ๆ! รีบพาคนเข้ามาก่อน สามีข้าชำนาญเรื่องรักษาแผลที่สุดเลย พรานจาง ท่านไม่ต้องร้อนใจไป ลูกชายท่านจะต้องไม่เป็นอะไร” คนไข้มาถึงหน้าประตู ในสายตาของอู๋ต้าเหนียงแล้ว ล้วนเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น นายพรานจางผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนมั่งมีผู้หนึ่งของหมู่บ้าน จะต้องเอาเงินจากเขามาให้ได้สักก้อน
จางลี่หู่เลือดไหลมาตลอดทาง ใบหน้าซีดขาวราวกับหิมะ ดูแล้วชวนให้ตกใจอย่างยิ่ง เขาถูกวางลงบนเก้าอี้ในห้องด้านนอก อู๋ตังกุยแกะผ้าที่พันแผลออก เห็นบาดแผลเหวอะหวะบนขาก็ขมวดคิ้วอย่างห้ามไม่อยู่
“พรานจาง ลูกชายท่านไปโดนอะไรมา บาดแผลถึงได้รุนแรงเช่นนี้” อู๋ตังกุยห้ามเลือดพลางซักถาม
“ไม่ต้องเอ่ยไป! ข้าเจอไก่ป่าตัวหนึ่งบนเขา ไม่ทันดูให้ดี ตอนที่เจ้าลูกชายกระโจนไปข้างหน้า สามง่ามในมือข้าก็พุ่งออกจากมือ เสียบเข้าข้อเท้าของเขาไปแล้ว ท่านหมออู๋ ลี่หู่ลูกข้าจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่” นายพรานจางสีหน้ารู้สึกผิดและเสียใจ
“จะไม่เป็นไรได้อย่างไร สามง่ามของท่านเสียบตรงเส้นเอ็นของเขาพอดี เส้นเอ็นขาดไปกว่าครึ่ง เหลือที่เชื่อมติดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อให้แผลภายนอกสมานดี แต่ต่อไปเท้าข้างนี้ก็ใช้ไม่ได้อย่างเดิมแล้ว” อู๋ตังกุยส่ายศีรษะ พูดอย่างเห็นอกเห็นใจ
“อะไรนะ นี่หมายความว่า ต่อไปข้าจะกลายเป็นคนพิการไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ” จางลี่หู่รู้สึกร้อนรนขึ้นทันใด เกาะแขนบิดาของตนแน่นพลางเขย่าโดยแรง “ท่านพ่อ ข้าไม่อยากพิการนะ ท่านพ่อ! ถ้าข้าพิการก็จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ไม่ได้ แม้แต่เลี่ยงดูตัวเองก็เอาตัวไม่รอด เช่นนั้นมิใช่ตัวไร้ประโยชน์หรือ ท่านหมออู๋ ท่านคิดหาวิธีช่วยรักษาขาของข้าที”
“ท่านหมออู๋ ถ้าหากท่านรักษาขาของลูกชายข้าได้ ต้องการเงินเท่าไรข้าก็ยินดีจ่าย ท่านหมออู๋ลองคิดวิธีหน่อยเถิด” นายพรานจางขอร้องวิงวอนน้ำตาคลอ
“ใช่ว่าข้าไม่อยากรักษาลูกของท่าน แต่เพราะรักษาไม่หายจริงๆ อย่าโทษข้าเลย ต่อให้เป็นหมอที่ประจำอยู่ร้านจี้หมินถังในตำบล ก็รักษาเอ็นข้อเท้าขาดไม่ได้” อู๋ตังกุยสีหน้าจนปัญญา
จางลี่หู่แววตาสิ้นหวัง ชั่วชีวิตที่เหลือของเขาจะต้องกลายเป็นตัวไร้ประโยชน์ขาพิการหรอกหรือ? เช่นนั้นชีวิตของเขาจะมีความหมายอะไร
“ท่านลุงจาง ท่านผู้เฒ่าที่น้องสาวข้าช่วยเหลือไว้บนเขาเป็นหมอที่เก่งกาจยิ่ง ก่อนหน้านี้ท่านปู่ข้าปวดขามาก พอใช้ยาของเขา อาการเจ็บปวดก็ทุเลาลงไปทันตา วันนี้เดินออกจากบ้านก็ไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว ท่านลองพาพี่ลี่หู่ไปให้เขาดูสักหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาให้หายได้” กู้หมิงสนิทสนมกับจางลี่หู่เป็นอย่างดี เขาไม่อาจทนเห็นอีกฝ่ายทุกข์ทรมาน จึงเอ่ยปากออกไปอย่างอดไม่ได้
อู๋ต้าเหนียงได้ยินดังนั้น ก็คิดในใจ... นี่มิเท่ากับแกล้งกันหรือ มาแย่งลูกค้ากันถึงในบ้าน
นางกำลังคิดจะโวยวายตะเพิดคน แต่กลับถูกสามีรั้งไว้ นางโกรธจนหายใจแรง ตวาดออกมาว่า “นี่พ่อ ดูสิ นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!”
“ให้พวกเขาไปเถอะ” อู๋ตังกุยมองตามหลังนายพรานจางที่แบกลูกชายจากไป สีหน้าเผยแววมีเลศนัย “ไม่เคยได้ยินว่าเอ็นข้อเท้าขาดแล้วจะต่อกลับได้ใหม่ รอให้จางลี่หู่ไปถึงมือผู้เฒ่านั่นแล้วรักษาไม่ได้ พวกเราก็ค่อยประกาศไปว่าเดิมทีสามารถรักษาได้ แต่ถูกคนผู้นั้นรักษาจนพิการ เจ้าว่าจะมีใครไปรักษากับเขาอีกเล่า”
“จริงด้วย พ่อจ๋า สมองของท่านปราดเปรื่องเหลือเกิน ใช่แล้ว เป็นเพราะผู้เฒ่านั่นรักษาคนผิดพลาดเอง” อู๋ต้าเหนียงจากที่หน้าดำคร่ำเครียดก็กลายเป็นสีหน้าสดใส ดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้
สองขาสั้นๆ ของกู้เยี่ยวิ่งทะยานมาก่อนที่นายพรานจางจะแบกลูกชายมาถึงหน้าประตูบ้านของนางเอง เมื่อเห็นปราชญ์โอสถกำลังฝึกเดินช้าๆ อยู่ในลานสวน นางก็รีบคว้ามือเขาขึ้นมากุม สองตามองผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาแปลกประหลาด “ท่านอาจารย์! มีคนเจ็บมาถึงหน้าประตูแล้ว เร็วเข้า รีบเตรียมข้าวของเถอะ!”
“คนเจ็บ? เจ็บอะไร ไอจามมาหรือว่าเป็นไข้? เจ็บปวดเช่นนี้มิได้ยากเย็นอะไรเลย ธรรมดาอาจารย์ของเจ้าไม่รับรักษาหรอก ในหมู่บ้านพวกเจ้ามิใช่ว่ามีหมอเถื่อนอยู่แล้วคนหนึ่งหรอกหรือ ไปให้เขาจับๆ ชีพจรแล้วจ่ายยาไปตามอาการก็ได้แล้ว ถ้าหากรักษาไม่ได้จริงๆ ค่อยมาหาข้า”
บนข้อเท้าของปราชญ์โอสถยังคงเหลือรอยช้ำให้เห็น เวลาเดินก็ยังลงน้ำหนักได้ไม่เต็มที่ แต่กลับเก็บอาการ ทำท่าสุขุมลุ่มลึกยากคาดเดา ครั้นถูกลูกศิษย์ฉุดกระชากลากถูอย่างมิให้ตั้งตัวเช่นนี้ จึงลื่นไถลไปกับหิมะ เกือบจะหงายล้มอยู่รอมร่อ
“อาจารย์! มิใช่เจ็บป่วยธรรมดา พี่ลี่หู่บาดเจ็บมา เอ็นข้อเท้าขาด!” ในน้ำเสียงกู้เยี่ยแฝงความร้อนใจอยู่สามส่วน ที่เหลือนั้นกลับเป็นความตื่นเต้นที่ยากจะอธิบายได้
“บาดเจ็บมาก็ใส่ยาให้เลือดหยุดไหลก็ได้แล้ว... เดี๋ยวนะ เจ้าว่าอะไรนะ” ทีแรกปราชญ์โอสถไม่ได้ใส่ใจฟัง ครั้นได้ยินถนัดชัดเจนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังขึ้นทันใด “เอ็นข้อเท้าขาด? เท้าข้างนั้นไม่เสียไปแล้วหรือ? จะรักษาอะไรได้อีก อย่าว่าแต่อาจารย์เจ้าเลย ต่อให้เจ้าเฒ่าเซียนแพทย์อยู่ที่นี่ ก็รักษาไม่ได้!”
“ท่านอาจารย์ เอ็นข้อเท้าขาดก็แค่เย็บต่อกลับเข้าไป ก็ใช้ได้แล้วไม่ใช่หรือ” หากเป็นชาติภพก่อน นี่เป็นเพียงการผ่าตัดเล็กอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง เหตุใดท่านอาจารย์ที่ชอบคุยโวโอ้อวดวิชาแพทย์ของตน แม้แต่กับเซียนแพทย์ก็ไม่ยอมก้มหัวให้ ถึงไม่ยอมแสดงฝีมือออกมาเล่า?
“เย็บต่อ? พูดน่ะมันง่าย เจ้าคิดว่าเหมือนปะชุนเสื้อผ้าขาดๆ อย่างนั้นรึ ข้าจะบอกเจ้าให้ อาจารย์ของเจ้าอยู่มาหกสิบกว่าปี ยังไม่เคยได้ยินว่าเอ็นขาดแล้วจะเชื่อมต่อเข้าไปได้เลย” หากบอกว่ากระดูกหัก ตนยังพอเชื่อมสมานให้ได้ แต่นี่เอ็นข้อเท้าขาดเชียวนะ เขาไม่สามารถจริงๆ...
“ท่านปู่เจิ้ง เท้าของพี่ลี่หู่บาดเจ็บ ท่านได้โปรดช่วยดู...” ด้านนอกประตูแว่วเสียงฝีเท้าร้อนรนและเสียงร้องตะโกนของกู้หมิงดังมา
เมื่อก่อนตอนที่อยู่บ้านของกู้เฉียว หลิวซื่อไม่ให้กู้เยี่ยเอ๋อร์กินข้าว จางลี่หู่จับนกมาได้กลับไม่นำไปกินเอง แต่ย่างแล้วฝากกู้หมิงแอบนำกลับมาให้นางกิน หากเก็บไข่นกได้ ก็มักจะแบ่งให้พวกเขาพี่น้องมาหลายฟอง ถ้าหากไม่มีพี่ลี่หู่และอาสะใภ้เก้าที่บ้านอยู่ติดกันคอยเอื้อเฟื้อเจือจานอยู่เสมอ เจ้าของร่างคนเดิมคงหิวตายไปนานแล้ว ไม่ว่าอย่างไร กู้เยี่ยก็ไม่อาจมองดูจางลี่หู่กลายเป็นคนพิการไปต่อหน้าต่อตาได้
ไม่สนใจแล้ว!... กู้เยี่ยลากอาจารย์เข้าไปในห้องของเขา ก่อนจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง แล้วหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดออกมา ห่อเป็นก้อนขนาดเท่าศีรษะคน จากนั้นก็หอบหิ้วไปที่ห้องปีกตะวันออกอีกครั้ง
ชาติภพที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์กลายพันธุ์ กู้เยี่ยเป็นนักศึกษาแพทย์อัจฉริยะแห่งคณะแพทยศาสตร์ อายุแค่สิบหกปีก็ได้เข้าเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในหลักสูตรเวชศาสตร์คลินิก และช่วยอาจารย์ที่ปรึกษาผ่าตัดศัลยกรรมคนไข้มาไม่น้อย ไม่ว่าจะด้านทฤษฎี หรือด้านปฏิบัติการ การผ่าตัดศัลยกรรมโดยทั่วไปล้วนไม่ยากเกินความสามารถของนาง
ทว่า เมื่อกลียุคมาเยือน อัจฉริยภาพด้านการผ่าตัดของนางก็ไม่มีที่ใช้มากนัก นางจึงได้เปลี่ยนมาศึกษาค้นคว้าด้านเภสัชศาสตร์ และวิจัยยาชนิดใหม่ที่ช่วยกระตุ้นศักยภาพของมนุษย์ขึ้นมาจำนวนมาก ถึงได้มีตำแหน่งอยู่ในระดับผู้นำของกองกำลัง เพราะท่ามกลางกลียุค คนที่ไม่มีคุณค่าล้วนต้องถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
“ท่านหมอ ได้โปรดช่วยลูกชายข้าด้วยเถิด!” เสียงของนายพรานจางเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสิ้นหวัง เขาแทบอยากจะให้คนที่ต้องพิการไปเป็นตัวเขาเอง ลูกชายอายุยังไม่ถึงสิบสาม จะรับความสูญเสียที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้ได้อย่างไร
ปราชญ์โอสถกำลังคิดจะเอ่ยปากบอกไปว่าตนไม่อาจรักษาให้ได้ แต่กลับถูกเครื่องไม้เครื่องมือแปลกประหลาดในอ้อมแขนของลูกศิษย์ดึงดูดไว้ กรรไกร มีดเล็ก แหนบคีบ และเข็มเย็บ สะท้อนแสงวาววับเหล่านี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต
“ท่านลุงจาง เวลาที่อาจารย์ข้ารักษาคน จะไม่อนุญาตให้คนอื่นอยู่ในที่นั้น ท่านวางพี่ลี่หู่ไว้บนเตียงเตา แล้วออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด” ระหว่างที่ปราชญ์โอสถกำลังสำรวจเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้น ลูกศิษย์เช่นนางก็รับเรื่องรักษาคนไข้มาเรียบร้อยแล้ว
“ศิษย์เอ๋ย เจ้าสามารถ...” ปราชญ์โอสถนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาทันใด จึงเบิกตามองแม่หนูน้อยที่กระวีกระวาดอยู่ตรงหน้าไม่หยุดผู้นี้ ขณะกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไร กลับถูกกู้เยี่ยขัดจังหวะขึ้นก่อน
“พี่ลี่หู่ ท่านรีบหยุดร้องไห้เถอะ ท่านโชคดีมากๆ นะที่ได้เจออาจารย์ข้า ต้องรู้นะว่าฝีมือแพทย์ของอาจารย์ข้าเก่งกาจยิ่งกว่าเซียนแพทย์เสียอีก! ท่านสบายใจได้ เท้าของท่านเป็นแค่แผลเล็กๆ เท่านั้น ไม่เกินสองสามเดือน ท่านก็จะกลับมากระโดดโลดเต้นได้อีกครั้งแล้ว” กู้เยี่ยเห็นสีหน้าจางลี่หู่หม่นหมอง น้ำตาอาบนองสองแก้ม จึงอดปลอบใจเขาไม่ได้
บนหน้าปราชญ์โอสถปรากฏรอยยิ้มขื่น หากเป็นเวลาอื่น แล้วนางพูดว่าเขาเก่งเกาจยิ่งกว่าเซียนแพทย์ เขาคงเชิดหน้ารับอย่างผึ่งผาย แต่บาดแผลเอ็นข้อเท้าขาดเช่นนี้ เขารักษาไม่ได้จริงๆ
“ท่านหมอเทวดา ท่านช่วยรักษาเท้าของข้าด้วยนะ ข้า... ข้าไม่อยากพิการ” จางลี่หู่ร้องไห้จนสะอื้นฮัก พอได้ยินกู้เยี่ยบอกเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็ดีขึ้นหลายส่วน เวลานี้จึงมองปราชญ์โอสถอย่างเปี่ยมความหวัง
“ข้า...”
ปราชญ์โอสถกำลังจะเปิดปากพูด ก็ถูกลูกศิษย์กล่าวแทรกขึ้น “พี่ลี่หู่วางใจเถอะ มีอาจารย์ข้าอยู่ ถึงท่านอยากจะเป็นคนพิการก็ยากแล้ว”
พูดยังไม่ทันขาดคำ นางก็พ่นยาสลบใส่หน้าจางลี่หู่ เพราะอีกเดี๋ยวนางก็จะลงมีดด้วยตัวเอง จึงไม่อาจให้จางลี่หู่เห็นภาพที่ยากจะอธิบายได้ ไม่ถึงอึดใจเดียว จางลี่หู่ก็หลับไป
ปราชญ์โอสถเบิกตาโตยิ่งกว่าเก่า ถามอย่างอัศจรรย์ใจว่า “นั่นคืออะไร ยาเหงื่อโจร1หรือ? มิใช่ว่าจะรักษาแผลบาดเจ็บให้เขาหรือ? ทำไมเจ้าถึงทำให้คนสลบไสลไป”
“ท่านอาจารย์ เรื่องที่ข้าเป็นวิชาแพทย์ ไม่อยากให้คนนอกรู้ในตอนนี้ ท่านก็ต้องช่วยข้าปิดเป็นความลับด้วยนะ” กู้เยี่ยพูดพลางฉีด ‘ยาระงับความรู้สึก’ ให้คนเจ็บไปด้วย
“เจ้าฉีดอะไรเข้าไปในขาเขา แล้วที่เจ้าถืออยู่ในมือนี่คือเครื่องอะไร” ปราชญ์โอสถพลันรู้สึกว่าตนเองยามที่อยู่ต่อหน้าลูกศิษย์ กลับกลายเป็นตัวโง่งมที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง วิชาแพทย์หลายสิบปีของเขาเรียนมาสูญเปล่าโดยแท้
นี่... ใครเป็นลูกศิษย์ ใครเป็นอาจารย์กันแน่
“นี่คือ... ยาชาเคลิ้ม2” กู้เยี่ยไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายเกี่ยวกับยาระงับความรู้สึกให้คนโบราณฟังว่าอย่างไรดี จึงขอยืมคำของหมอเทวดาฮว่าถัว3 มาใช้
“ยาชาเคลิ้ม? เจ้าเป็นวิชาเทพฮว่าถัวด้วยหรือ?” ปราชญ์โอสถมองกู้เยี่ยด้วยสองตาเป็นประกาย ข่มกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
ตำรับยาชาเคลิ้มที่หายสาบสูญไปนาน ปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้ว นี่นับเป็นข่าวดีของคนเจ็บไข้อย่างยิ่ง เขาจำต้องพิจารณาศิษย์ที่เพิ่งรับมาหมาดๆ ผู้นี้ใหม่เสียแล้ว นางเป็นใครมาจากไหนกันแน่ ในตัวถึงได้มีของล้ำค่าเกี่ยวกับวิชาแพทย์มากมายเช่นนี้
‘ทำเนียบสมุนไพร’ ‘ยาชาเคลิ้ม’ ‘วิชาเทพฮว่าถัว’... ไม่ว่าหยิบสิ่งใดออกมา ก็ล้วนสะท้านสะเทือนโลกหล้าทั้งสิ้น!
1 ยาเหงื่อโจร (เหมิงฮั่นเย่า) หรือยาเบื่อให้สลบ เป็นคำที่ปรากฏในวรรณกรรมจีนโบราณหรือในบทละครงิ้ว เป็นยาสลบที่คนในโรงเตี๊ยมใส่ในอาหารให้แขกกินเพื่อปล้นทรัพย์สิน หรือโจรผู้ร้ายพ่นใส่ในห้องหับเพื่อปล้นสวาทหญิงสาว
2 ยาชาเคลิ้ม แปลจากคำว่า ‘หมาเฟ่ยซ่าน’ คือตำรับยาผงที่ชงกับเหล้า ใช้ดื่มให้รู้สึกชาและง่วงงุนสับสนระหว่างรับการผ่าตัด เป็นยาระงับความรู้สึกตำรับแรกของจีน คิดค้นโดยฮว่าถัว (ฮัวโต๋) หมอเทวดาในสมัยฮั่นตะวันออก
3 ฮว่าถัว (ประมาณ ค.ศ. 145 – 208) หรือ หมอเทวดาฮัวโต๋ที่คนไทยรู้จักจากวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์สมัยฮั่นตะวันออก ได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งศัลยศาสตร์จีน เพราะปรากฏชื่อเป็นผู้รักษาโรคด้วยวิธีผ่าตัดเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์จีน
29 บทที่ 29 ความนึกคิดของท่านอาจารย์
ขณะที่ปราชญ์โอสถประกายตาวาวโรจน์ กู้เยี่ยเพียงกล่าวช้าๆ “เอ่อ... ถ้าท่านหมายถึง ‘วิชาเปิดผ่าหน้าหลัง ตัดเฉือนปุ่มงอก’ ข้าทำเป็นเพียงเล็กน้อย ยาชาเคลิ้มตำรับนี้ของข้าเหมือนหรือไม่เหมือนกับยาชาเคลิ้มของท่านอาวุโสฮว่าถัว ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยสรรพคุณก็ไม่แตกต่าง”
ปากของกู้เยี่ยพูดอธิบายไป ส่วนมือก็ไม่ได้ประวิงรั้งรอเลยสักนิด นางทำความสะอาดแผล เปิดปากแผลให้กว้างขึ้น แล้วใช้คีมห้ามเลือดหนีบยึดบริเวณเส้นเอ็นที่ฉีกขาด จากนั้นก็เลือกมุมที่เหมาะเจาะสอดเข็มเย็บต่อ แล้วค่อยๆ ดึงไหมเย็บให้กระชับ ตัดแต่งปลายส่วนที่เสียหายออก...
กู้เยี่ยไม่ได้ผ่าตัดให้ใครนานแล้ว ตอนแรกเริ่มการเคลื่อนไหวมือของนางจึงดูเก้กังเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานนางก็หาจังหวะได้ ขยับนิ้วว่องไว เส้นเอ็นที่ขาดไปกว่าครึ่งถูกเย็บต่อกันอย่างรวดเร็ว เมื่อผูกปมเสร็จ ก็เย็บเนื้อใต้ผิวหนังและเย็บผิวหนังให้ติดกัน...
“ ‘โอเค’ การผ่าตัดสำเร็จแล้ว!” กู้เยี่ยคิดครู่หนึ่ง ก็หาเศษไม้ที่เหลือจากการสร้างวงกบประตูหน้าต่างมาสองท่อน เพื่อดามบริเวณแผลไว้ให้มั่น ช่วยไม่ได้ หลายอย่างไม่อำนวยให้นางหล่อเฝือกสวมเท้าคนไข้ ได้แต่ใช้วิธีเรียบง่ายตามอัตภาพเท่านั้น
“วิชาเทพฮว่าถัว วิชาเทพฮว่าถัวจริงๆ!” ปราชญ์โอสถยืนดูอยู่ข้างๆ แทบอยากให้ตัวเองมีดวงตาเพิ่มขึ้นอีกสองข้าง เขามองรอยแผลที่เย็บเสร็จเรียบร้อยนั้นอย่างทึ่งตะลึง ในหัวยังคงหมกมุ่นกับการผ่าตัดเมื่อครู่ การได้เห็นวิชาเทพฮว่าถัวประจักษ์แก่สายตาตนเอง ทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างคุ้มค่าแล้ว
“ศิษย์ข้า... ไม่สิ หมอเทวดาน้อย เจ้าให้ข้าเห็นความลับที่ไม่อาจบอกใครของเจ้า อาจารย์ของเจ้าจะไม่ตำหนิเอาหรือ ” เวลานี้ปราชญ์โอสถมีหรือจะกล้าเรียกตัวเองว่าอาจารย์ มิน่าเล่าตอนที่แม่หนูน้อยได้ยินสมญานามของเขาถึงมิได้ตื่นตระหนกตกใจเลยแม้แต่น้อย ตอนที่ตนเสนอให้นางมาเป็นศิษย์ นางก็ไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด เพราะคนเขามีวิชาล้ำเลิศอยู่กับตัว จะมาเหลือบแลวิชาอันอ่อนด้อยของเขาได้อย่างไร
กู้เยี่ยฉีดยาป้องกันการติดเชื้อให้จางลี่หู่ เมื่อได้ยินก็หันไปมองปราชญ์โอสถด้วยแววตาเหมือนมองคนโง่ “อาจารย์ของข้าก็คือท่านไม่ใช่หรือ”
“มิกล้า มิกล้า...” ปราชญ์โอสถโบกมือปัดๆ เป็นพัลวัน “ความสามารถน้อยนิดของข้า จะกล้าเป็นอาจารย์ของเจ้าได้อย่างไร...”
“ข้ากราบอาจารย์แล้ว ท่านก็รับของคารวะจากข้าแล้ว หรือว่าคิดจะบิดพลิ้ว? เป็นอาจารย์หนึ่งวัน ก็เท่ากับเป็นอาจารย์ชั่วชีวิต ท่านอาจารย์ ท่านหนีไม่พ้นแล้ว” กู้เยี่ยห่อเครื่องมือผ่าตัดของตัวเองด้วยห่อผ้าเก่าขาด เตรียมไว้รอกลับเข้าห้วงมิติอีกครั้งค่อยจัดการฆ่าเชื้อทำความสะอาด
ปราชญ์โอสถส่ายหน้าระรัว ฉับพลันนั้นก็ฉุกคิดขึ้นได้ กล่าวอย่างมีลับลมคมใน “ศิษย์... หมอเทวดาน้อย อาจารย์ของเจ้าไม่ยอมให้เจ้าเปิดเผยสำนักวิชาง่ายๆ ใช่หรือไม่ ข้ารู้แล้ว ในยุทธภพมีสำนักที่หลีกเร้นแฝงตัวอยู่มากมาย ยามเมื่อศิษย์ต้องออกมาเรียนรู้ฝึกฝนล้วนปิดซ่อนฐานะที่แท้จริงของตัวเอง เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะรักษาความลับให้เจ้าเอง”
“ท่านอาจารย์ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว” กู้เยี่ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้เลยจริงๆ ทั้งรู้สึกนับถือความนึกคิดของปราชญ์โอสถผู้นี้เหลือเกิน
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว! เจ้าต้องการจะปกปิดฐานะของตัวเอง ได้! ต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าก็ยังคงเป็นศิษย์ของข้า โอ้ สามารถให้ผู้สืบทอดวิชาของท่านฮว่าถัวเรียกข้าเป็นอาจารย์ได้ อยู่มาจนปูนนี้ก็ไม่นับว่าเสียเปล่าแล้ว” ปราชญ์โอสถขยิบตาให้กู้เยี่ย ทำท่าว่าเข้าใจดีเป็นนัยๆ
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองคอยคิดหาข้ออ้างแก้ตัว...
กู้เยี่ยกล่าวกับอาจารย์ ‘ผู้น่ารัก’ “ยาต้มสำหรับรักษาแผลยังต้องรบกวนท่านอาจารย์เป็นผู้เขียนใบสั่งยาให้”
“ไม่มีปัญหา แค่นี้เรื่องเล็ก วางใจให้เป็นหน้าที่ข้าได้เลย” ปราชญ์โอสถหยิบ ‘สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ1’ ออกมาจากกล่องยา ตวัดพู่กันเขียนใบสั่งยาบนกระดาษแผ่นหนึ่ง
“เสียดายที่สมุนไพรข้างกายไม่ครบครัน ยาผงโลหะบาด2ที่ข้าทำเอง มีสรรพคุณดีกว่าของทั่วไปมาก เพียงแต่... ก่อนที่เจ้าจะพันปิดแผล ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ยาผงโลหะบาดนี่นะ” ปราชญ์โอสถกล่าวเสริมอีกประโยคอย่างระมัดระวัง
“ข้าใช้ยาแก้อักเสบ และฉีดยาปฏิชีวนะให้เขา น่าจะใช้คู่กับยาต้มที่ท่านอาจารย์จัดให้ได้ ไม่มีปัญหาอะไร” กู้เยี่ยก้มศึกษาใบสั่งยาที่ปราชญ์โอสถออกให้ ศาสตร์แพทย์แผนโบราณเป็นสายที่นางไม่ค่อยถนัด หากอยากใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ในโลกนี้ประหนึ่งปลาได้น้ำ ก็ต้องศึกษาศาสตร์แพทย์แผนโบราณอันลึกซึ้งกว้างใหญ่นี้ให้มากขึ้น อืม ไม่เสียทีที่กราบปราชญ์โอสถผู้นี้เป็นอาจารย์ ต้องดูดซับรับความรู้จากเขาให้เต็มที่
“ยาแก้อักเสบ? ยาปฏิชีวนะ? ทั้งหมดนี้คือยาหรือ” ชื่อยาเหล่านี้ ในฐานะปราชญ์โอสถเช่นเขากลับไม่เคยได้ยินมากก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเคยเห็นหรือไม่ เมื่อครู่มัวแต่หมกมุ่นกับวิชาเทพฮว่าถัว จึงพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ไป เขาหวังว่าต่อไปจะมีโอกาสอีก
“ใช่ ล้วนเป็นยาที่ช่วยป้องกันแผลอักเสบและป้องกันการติดเชื้อ... พี่ลี่หู่ ท่านฟื้นแล้วหรือ” หนังตาของจางลี่หู่ซึ่งนอนอยู่บนเตียงเตาเริ่มขยัวไหว และปรือลืมขึ้นช้าๆ
“ข้อเท้าข้า... ท่านปู่หมอเทวดา ข้อเท้าข้ามีทางรักษาหรือไม่” กู้เยี่ยพยุงจางลี่หู่ลุกขึ้นนั่ง เขามองไปที่ข้อเท้าซึ่งมีไม้ดามและพันผ้าไว้ ก็ร้อนรนรีบไต่ถาม
ปราชญ์โอสถอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี แผลบาดเจ็บนี้เขามิได้เป็นผู้รักษา หลังจากเย็บต่อเส้นเอ็นแล้วผลจะเป็นอย่างไร เขาไม่รู้เลยจริงๆ จะให้เขาพูดอย่างไรเล่า ทว่าศิษย์ของเขาเข้ามาคลี่คลายได้ทันการ “พี่ลี่หู่ อาจารย์ข้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเซียนแพทย์ แผลเล็กแค่นี้ สำหรับเขาแล้ว ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ”
“ข้าจะไม่กลายเป็นคนพิการใช่หรือไม่” จางลี่หู่อดถามอีกประโยคไม่ได้
“ขอเพียงท่านทำตามที่ท่านหมอบอกอย่างเคร่งครัด จากนั้นก็ฝึกกำลังอย่างพอเหมาะ รับรองว่าท่านจะเหมือนก่อนหน้าที่จะได้รับบาดเจ็บเลย” เพียงแค่การผ่าตัดศัลยกรรมเชื่อมต่อเส้นเอ็นเล็กๆ น้อยๆ กู้เยี่ยสามารถรับประกันผลการรักษาได้ทันที
ปราชญ์โอสถเปิดประตูออก นายพรานจางที่รออยู่ด้านนอกด้วยความร้อนใจก็ปราดเข้ามาจับมือเขาทันที พลางละล่ำละลักถาม “ท่านหมอเทวดา ลูกชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง รักษาได้หรือไม่”
กู้เยี่ยรีบอธิบายเหมือนกับที่เพิ่งบอกจางลี่หู่ไปอีกรอบ จากนั้นก็กำชับว่า “นี่เป็นใบสั่งยาที่อาจารย์ข้าออกให้ ท่านหมออู๋คงจะจัดให้ได้ สองสัปดาห์ให้หลัง ข้า... อาจารย์ข้าจะไปตัดไหมให้ที่บ้านลุงจาง แล้วสัปดาห์ที่สามข้าจะไปช่วยพี่ลี่หู่ฟื้นฟูสมรรถภาพ”
“อ้อ... ได้ๆ!” อะไรคือ ‘ตัดไหม’ อะไรคือ ‘ฟื้นฟูสมรรถภาพ’ นายพรานจางงงงวยไปหมด แต่ในเมื่อคนเขาเป็นถึงหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ คนระดับท่านอาห้ากู้เซียวรู้จักและเรียกขานเป็น ‘ปราชญ์โอสถ’ เมื่อเขาบอกว่ารักษาได้ก็คงต้องรักษาได้แน่ๆ “ขอบคุณท่านหมอเทวดา ขอบคุณท่านหมอเทวดา ไม่ทราบว่าค่ารักษาคิดเท่าไร ข้าจะกลับบ้านไปหยิบมาให้”
ปราชญ์โอสถมองไปทางศิษย์ของตน เห็นนางสนใจแต่เรื่องดูแลคนเจ็บ ไม่คิดจะตอบกลับอะไรเลย เขาจึงได้แต่เป็นฝ่ายรับหน้าไป “ไว้รอให้ลูกชายเจ้าหายดีก่อนค่อยว่ากันเถอะ”
นายพรานจางได้ยินว่ายังไม่ต้องการเงิน ก็ว้าวุ่นใจขึ้นมาอีก... ท่านหมอเทวดาไม่รับประกันอาการบาดเจ็บของลูกชายอย่างนั้นหรือ?
กู้เยี่ยคล้ายกับอ่านความคิดของเขาออก รีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านลุงจาง เมื่อก่อนท่านกับพี่ลี่หู่ช่วยเหลือข้ากับพี่ชายไว้มากมาย บ้านเราจะเก็บเงินผู้ใดก็ได้ แต่ไม่อาจเก็บเงินจากพวกท่าน ถ้าหากท่านไม่สบายใจ เช่นนั้นก็ให้กระต่ายป่าตัวนี้ไว้ทำอาหารเย็นให้อาจารย์ข้าก็แล้วกัน”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร... ถ้าหากท่านหมอเทวดาชอบกินของป่า บ้านข้ายังมีไก่ป่าตากแห้งอีกหลายตัว จะรีบกลับไปเอามาให้เดี๋ยวนี้เลย...” พูดจบ นายพรานจางก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครปฏิเสธ หมุนกายจากไปทันที
“พี่ลี่หู่ สองวันนี้เท้าท่านจะปวดมาก ท่านต้องอดทนหน่อยนะ วันนี้อยู่นอนดูอาการที่บ้านข้าก่อนหนึ่งคืน พรุ่งนี้ถึงกลับไปรักษาตัวที่บ้านท่านได้” กู้เยี่ยดูแลเสร็จแล้วก็หอบหิ้วเครื่องมือผ่าตัดของตัวเองผละไป
เมื่อกลับมาถึงห้อง นางก็รีบเข้าห้วงมิติ นำเครื่องไม้เครื่องมือไปล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ แล้วจึงเก็บเข้าตู้ปลอดเชื้อของตัวเอง นางไม่ได้รีบร้อนกลับออกมา แต่เลือกเก็บสมุนไพรธรรมดาๆ หลายชนิดในแปลงปลูกสิบกว่าหมู่ในห้วงมิตินั้น ตั้งอกตั้งใจปรุงยาสมุนไพรตามอย่างวิธีที่อาจารย์สอนนาง
การปรุงสมุนไพรไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นนั้น ต้องผ่านกรรมวิธีที่แตกต่างกันไป เช่น นึ่ง ต้ม ผัด อบ ย่าง คั่ว หลอมกลั่น ลวก เป็นต้น เพื่อแปรรูปสมุนไพร ให้ขับเน้นสรรพคุณของยาออกมา หรือขจัดพิษและผลข้างเคียงออกไป
นางลอกเปลือกของรากเทียนเหมินตง3ที่เก็บมาออกไปชั้นหนึ่ง แล้วผ่าเปิดตรงกลาง เอาส่วนใจออกไป จากนั้นนำมานึ่งไฟที่จุดด้วยฟืนไม้หลิ่วหนึ่งชั่วยาม จากนั้นราดด้วยเหล้า แล้วเร่งไฟนึ่งต่อ หลังจากได้ที่แล้วก็ตากแห้ง จึงจะนำไปใช้ได้...
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า ใช่ว่ารู้วิธีปรุงสมุนไพรแล้วจะสามารถทำยาสมุนไพรออกมาได้ ตอนเริ่มทำใหม่ๆ กู้เยี่ยไม่พอใจเทียนเหมินตงที่ปรุงออกมาเลย ประสาทสัมผัสที่เฉียบไวของนาง แค่ดมกลิ่นก็รู้แล้วว่าสรรพคุณของยาสมุนไพรนี้ดีหรือไม่
หลังจากล้มเหลวไปห้าครั้ง ในที่สุดนางก็ปรุงเทียนเหมินตงออกมาได้อย่างที่คิด หลังจากลองกัดเคี้ยวชิ้นเล็กชิมดูอย่างละเอียด นางก็คายกากออกมา แล้วบ้วนปากหลายที... อืม การปรุงสมุนไพรชนิดนี้น่าจะพอผ่านด่านขั้นหนึ่งของอาจารย์ได้แล้วกระมัง
“น้อง กินข้าวเถอะ!” เนื่องจากกู้เยี่ยปิดประตูแน่นหนาอ้างว่าเพื่อเรียนวิชาสมุนไพร กู้หมิงกับปู่จึงไม่กล้าไปรบกวนนาง อาหารเย็นมือนี้สองปู่หลานจึงช่วยกันทำเอง กู้เซียวนวดแป้งทำบะหมี่เส้นแผ่น4 ส่วนกู้หมิงช่วยจุดไฟลงมือปรุงอาหาร แม้ว่าแผ่นบะหมี่จะหนาบ้างบางบ้าง แต่เพราะใช้แป้งสาลีอย่างดี โดยรวมแล้วรสชาติจึงนับว่าไม่เลว
โต๊ะอาหารและโต๊ะบนเตียงเตาในบ้านพวกเขายังทำไม่เสร็จดี ทุกคนจึงนำไม้กระดานมาวางไว้บนเตียงเตาเพื่อใช้รองเวลากินข้าว บะหมี่เส้นแผ่นน้ำกินคู่กับเนื้อกระต่ายป่าน้ำแดง อาหารเช่นนี้เทียบกับตอนที่อยู่ในบ้านกู้เฉียวแล้วแตกต่างราวฟ้ากับดิน
แม้แต่กู้เยี่ยซึ่งท้องไส้ยังอ่อนแออยู่บ้าง ยังกินบะหมี่ไปได้กว่าครึ่งชาม กินเนื้อกระต่ายไปหลายชิ้น พึงรู้ว่า ชามในบ้านเป็นชามดินเผาเคลือบใบใหญ่ที่ใหญ่กว่าหน้าคน กู้เยี่ยเผลอกินเข้าไปเยอะ ตอนก่อนนอนจึงต้องดื่มยาน้ำช่วยย่อยตามไปด้วย
จางลี่หู่ก็กินอาหารของบ้านกู้เซียว เนื่องจากกู้เยี่ยยืนยันอีกครั้งว่าเท้าของเขาจะไม่มีอาการตามมาในภายหลัง เด็กหนุ่มจึงคลายความกังวลใจ เจริญอาหารขึ้นทันตา เขากินบะหมี่น้ำเข้าไปถึงสองชาม กินเนื้อกระต่ายไปอีกหนึ่งถ้วย กู้เยี่ยยังนึกชื่นชมที่เขากินอาหารได้ดี
หลังกินอาหารเสร็จ กู้เยี่ยเข้าไปเรียนรู้วิชาปรุงสมุนไพรในห้องอาจารย์อีกครั้ง นางนำเทียนเหมินตงที่ตัวเองปรุงเสร็จแล้วไปให้อาจารย์ดูก่อน
ปราชญ์โอสถรับยาสมุนไพรไปพลิกดูไปมา ยิ่งดูก็ยิ่งพอใจ ลูกศิษย์ของเขาผู้นี้เรียนวิชาจากเขาแค่สองวัน ก็เรียนรู้ถึงแก่นของการปรุงยาแล้ว แม้ฝีมือในการเตรียมการปรุงจะยังไม่ชำนาญ แต่เชื่อว่าหากใช้เวลาฝึกฝนอีกหน่อย นางจะต้องขึ้นไปถึงระดับตำแหน่งชั้นสูงได้แน่
“ไม่เลว วิธีการนึ่งยานี้ เจ้าเรียนแค่ครั้งเดียวก็ทำออกมาได้แล้ว วันนี้เราเรียนวิธีต้มบ้าง...” ปราชญ์โอสถรู้สึกว่าศิษย์ผู้นี้เหมือนผืนดินที่แห้งแล้วมาเนิ่นนาน ไม่ว่าเขาจะถ่ายทอดอะไรไป นางก็ดูดซับรับไว้ได้มากมาย แม้ว่าจะมีข้อสงสัยที่ไม่ค่อยเข้าใจ นางก็จะจดจำเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ไปทบทวนไตร่ตรองอย่างไม่ว่างเว้น
นอกจากสอนวิธีการปรุงสมุนไพรให้นางแล้ว ตอนที่ทดสอบวิชาแพทย์ของนาง ปราชญ์โอสถก็พบว่าแม้แม่หนูน้อยจะมีวิชาของท่านฮว่าถัวอยู่กับตัว แต่ทักษะพื้นฐานกลับอ่อนด้อยอย่างน่าประหลาด แม้แต่ทักษะพื้นฐานที่สุดอย่างสังเกต ฟัง ซักถาม จับชีพจรก็ล้วนห่างไกลอ่อนหัดอย่างร้ายแรง พาให้ปราชญ์โอสถรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง จะต้องเสริมทักษะพื้นฐานวิชาแพทย์ดั้งเดิมอย่างเร่งด่วน ดีที่ศิษย์ผู้นี้เรียนรู้อะไรได้ไว ไม่เช่นนั้นเขาต้องกลุ้มใจตายแน่
ปราชญ์โอสถยังเคลือบแคลงสงสัยไม่หาย ว่าใครกันที่สอนวิชาเร้นลับของท่านฮว่าถัวให้แก่นาง ทำไมถึงสอนคนที่พื้นฐานอ่อนด้อยเช่นนางให้กลายเป็นยอดฝีมือในศาสตร์ ‘แพทย์มรณะ5’ ออกมาได้หนอ
1 ‘สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ’ ตามค่านิยมของชาวจีนสมัยโบราณ หมายถึงอุปกรณ์สำคัญสี่อย่างในห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก
2 ยาผงโลหะบาด หรือยาจินชวง เป็นยาสำหรับรักษาแผลที่เกิดจากอาวุธโลหะ สรรพคุณห้ามเลือด สมานแผล ช่วยเร่งเนื้อ ทำจากกระดูกสัตว์ป่นเป็นหลัก
3 เทียนเหมินตง หรือเทียนตง หมายถึงต้น Chinese Asparagus (Asparagus cochinchinesnsis (Lours.) Merr.) ซึ่งเป็นพืชสกุลเดียวกับต้นรากสามสิบ ส่วนรากใช้เข้ายา เป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น บำรุงธาตุหยิน ทำให้ปอดชุ่มชื้น แก้อาการไอ และแก้ร้อนใน
4 บะหมี่เส้นแผ่น หรือเมี่ยนเพียน คือเส้นบะหมี่ที่ทำจากแป้งสาลี นวดเป็นแผ่นบาง ก่อนจะตัดแบ่งเป็นเส้นที่กว้างกว่าเส้นใหญ่โดยทั่วไป
5 แพทย์มรณะ หรือซางอี เป็นคำเรียกศัลยแพทย์และวิชาศัลยศาสตร์ซึ่งเน้นรักษาด้วยการผ่าตัดในสมัยโบราณ เพราะมีโอกาสสูงที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิต
30 บทที่ 30 ทหารติดตามของท่านแม่ทัพผู้เฒ่า
หลายวันต่อมา ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงซานต่างรู้ว่า หิมะปรอยๆ หยิมๆ เช่นนี้เป็นลางบอกว่าฤดูหนาวจะยาวนาน ชาวบ้านจึงพากันเตรียมตัวผ่านพ้นฤดูหนาวกันอย่างเต็มที่
สะใภ้เก้าและท่านย่าสามเร่งมือทำงานติดต่อกันหลายคืน ช่วยกู้เซียวเย็บฟูกกับผ้าห่มนวมหกชุด และชุดนวมให้กู้เยี่ยหนึ่งชุด เนื่องจากกู้เยี่ยแทบจะไม่มีเสื้อผ้ากันหนาวใส่เลย ชุดชั้นเดียวบนตัวก็เก่าขาดจนแค่กระแทกเบาๆ ก็ขาดเป็นรูได้แล้ว แม้ว่าจะมีเสื้อกั๊กขนกระต่ายตัวนั้น แต่ปู่กับพี่ชายก็แทบไม่อยากให้นางลงจากเตียงเตาเลย กลัวว่าร่างกายที่อ่อนแอของนางจะถูกไอหนาวจนพานไม่สบาย ส่วนกู้เซียวกับกู้หมิงนั้นสามารถรอให้ค่อยๆ ตัดเย็บทีหลังได้
กู้เฉียงลูกชายคนรองของประมุขสกุลเป็นช่างไม้ฝีมือดี ปกติแล้วเขาจะรับเหมางานจ้างในตำบล พอถึงฤดูหนาวถึงจะกลับมาที่หมู่บ้าน เครื่องเรือนของบ้านกู้เซียวก็วานให้เขามาสร้างให้ โดยตัดไม้จากบนเขา นอกจากโต๊ะอาหาร โต๊ะบนเตียงเตา ม้านั่ง และหีบไม้แล้ว กู้เยี่ยยังวาดแบบตู้ใส่จานชาม และตู้เสื้อผ้าให้เขาด้วย
งานไม้ของกู้เฉียงทำออกมาได้รวดเร็วและดีมาก โดยเฉพาะตู้จานชาม และตู้เสื้อผ้า ตอนที่ทำเสร็จ ชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาดูด้วย ตู้จานชามใช้ได้ดีและสวยแปลกตา ตู้เสื้อผ้าแม้ว่าจะเป็นแบบลิ้นชักธรรมดาแต่กลับเรียกเสียงชื่นชมจากพวกชาวบ้าน
หากในบ้านมีลูกสาวต้องแต่งออก หรือมีลูกชายต้องแต่งภรรยาเข้าบ้าน ก็ล้วนสร้างตู้แบบนี้เพื่อประหยัดประหยัดเงินได้ เดิมทีช่วงหน้าหนาวจะเป็นช่วงที่ว่างงานที่สุดของกู้เฉียง ปีนี้กลับกลายเป็นยุ่งง่วนอย่างยิ่ง ภรรยาของเขายินดีปรีดาจนเอ่ยปากไม่หยุดว่า... ที่บ้านจะได้ฉลองปีใหม่อย่างอิ่มหมีพีมันแล้ว
ห้องของกู้เยี่ยปูฟูกที่นอนใหม่ ข้างเตียงเตายังตั้งตู้เสื้อผ้าเล็กๆ หลังหนึ่งไว้ ชีวิตนับวันยิ่งมีอนาคตมีความหวังมากกว่าเดิม กู้เยี่ยเรียนวิธีปรุงยาสมุนไพรและหลักการแพทย์โบราณ เวลาหยุดพักก็ไปขอให้สะใภ้เก้าช่วยสอนการหมักดองผัก เพราะในฤดูหนาวผักสดหายาก ผักดองจึงเป็นของสำคัญจำเป็นที่ทุกบ้านจะต้องมี
เรื่องผักดองอะไรนั้น กู้เยี่ยไม่มีความรู้เลยจริงๆ แต่ว่านางมีตำรานะ... นางค้นหาหนังสือ ‘ห้าสิบสูตรผักดอง’ ออกมาจากมุมหนึ่งของห้วงมิติ หยิบวัตถุดิบที่หาได้ง่ายสองสามชนิด และท่องจำวิธีการหมักดองที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน จากนั้นก็สวมเสื้อนวมตัวใหม่ มุ่งหน้าออกไปหาอาสะใภ้เก้าอย่างร่าเริง
ที่หน้าบ้านของอาเก้า กู้เยี่ยเห็นหลิวซื่อที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอก หลิวซื่อเหลือบสายตามองนางอย่างดุดัน พลางแค่นเสียงฮึแรงๆ เมื่อเข้าบ้านไปแล้วก็ปิดประตูกระแทกเสียงดัง
กู้เยี่ยเบะปากทีหนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูบ้านอาเก้า คนที่เปิดประตูคือพี่ลี่ นางหัวเราะคิกคักพลางดึงมือกู้เยี่ยเข้าไปข้างใน “เมื่อครู่แม่ข้าเพิ่งบ่นเองว่า ป่านนี้เจ้าน่าจะมาถึงแล้ว วิธีดองผักที่อาจารย์เจ้าสอนแตกต่างจากของพวกเรามากไหม ทำง่ายหรือไม่”
“ข้าจำมาหมดแล้ว ประเดี๋ยวจะท่องให้อาสะใภ้เก้าฟัง พวกเราเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดมาทำกินกันเถอะ จริงสิ ข้ารบเร้าขอสมุนไพรกับเครื่องเทศจากอาจารย์มาได้นิดหน่อย เดี๋ยวลองเติมลงไปตอนหมักผักสักเล็กน้อย” กู้เยี่ยล้วงหยิบผงห้าหอมห่อเล็กๆ ห่อหนึ่งกับเครื่องปรุงอื่นๆ อีกเล็กน้อยออกมาจากอกเสื้อ... หึๆ การอ้างชื่ออาจารย์ได้นี่ดีจริงๆ
ผักที่บ้านกู้เยี่ยจะนำมาหมักดองล้วนเป็นของที่แลกเปลี่ยนซื้อหาจากคนในหมู่บ้านทั้งสิ้น บ้านอาเก้าปลูกผักกาดขาวและหัวไชเท้าได้ค่อนข้างเยอะ แบ่งมาให้บ้านของนางครึ่งหนึ่งยังมากถึงร้อยชั่ง
บ้านอาเก้าเริ่มทำผักกาดดองเปรี้ยวและหัวไชเท้าดองกันแล้ว ตอนที่หมักดองผัก สะใภ้เก้านึกขึ้นได้ว่าบ้านของท่านอาห้ากู้เซียวไม่มีหญิงแม่บ้านช่วยดูแลเรือน คงต้องอยากมีผักดองเก็บไว้บ้างแน่ นางจึงทำเผื่อไว้มากหน่อย
“อาสะใภ้เก้า ท่านปู่ข้าบอกว่า ในบรรดาผักดองที่เขาเคยกิน หัวไชเท้าแห้งเปรี้ยวเผ็ด กับผักกาดขาวหมักเผ็ด สองอย่างนี้กินกับข้าวอร่อยที่สุดเลย ข้าจึงอยากฝึกทำไปให้ท่านปู่โดยเฉพาะ เช่นนั้น... เราลองทำกันเลยดีหรือไม่” กู้เยี่ยพูดถึงผักเครื่องเคียงที่ตนเองชอบกินที่สุด ดวงตาก็เป็นประกายระยิบระยับ
กู้เยี่ยในเวลานี้ยังคงผอมมาก แต่ไม่ได้ซูบซีดจนน่าตกใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในอดีตนางผอมจนเหลือแต่กระดูก ไม่ต่างจากผู้ป่วยโรคขาดสารอาหารระยะสุดท้ายเลย ถ้าหากออกจากบ้านมาตอนกลางคืนก็อาจทำให้คนตกใจขวัญผวาได้
แต่ทุกวันนี้ใบหน้าเรียวเล็กและดวงตากลมโตของนางกระจ่างใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ขนตาก็หนายาวเป็นแพ พัดขึ้นพัดลงยามนางกะพริบตา ผิวที่เคยซีดเหลืองแห้งกร้านก็ขาวนวลขึ้นมาก ทั้งยังดูเปล่งประกายมีเลือดฝาด เวลาแย้มยิ้มก็เผยรอยลักยิ้มตรงข้างแก้มให้เห็นจางๆ เด็กหญิงน่ารักจิ้มลิ้มเช่นนี้ ใครเห็นก็ต้องรักใคร่เอ็นดู
สะใภ้เก้าหยิกแก้มของนางอย่างมันเขี้ยว แล้วยิ้มพูด “ได้สิ วันนี้อาจะตามใจเยี่ยเอ๋อร์น้อยของพวกเรา เจ้าอยากกินผักดองแบบไหนก็จะดองแบบนั้น เจ้าอยากให้ดองอะไรเราก็จะดองสิ่งนั้น” ขอแค่มีเกลือมากพอ ถึงอย่างไรผักดองก็ไม่เน่าไม่เสียง่ายๆ และถึงแม้รสชาติจะไม่ได้เรื่องก็ยังพอกินได้หมด
กู้เยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่องส่วนผสมด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังราวกับท่องอาขยานที่หน้าชั้นเรียน “หัวไชเท้าสิบชั่ง น้ำส้มหมักหนึ่งชั่งครึ่ง น้ำตาลทรายขาวสี่ตำลึง เกลือสี่ตำลึง พริกหอมและเครื่องเทศใหญ่1 อย่างละสองตำลึง ผงชู... อะแฮ่ม เครื่องปรุงพิเศษตามเหมาะสม น้ำสี่ชั่ง...”
“เดี๋ยวก่อน! อย่างอื่นนั้นได้ทั้งหมด แต่น้ำส้มหมักหนึ่งชั่งครึ่งจะไม่เปรี้ยวเกินไปหรือ ยังมีน้ำตาล... ชาวบ้านป่าเขาอย่างพวกเรา จะไปซื้อของแพงๆ เช่นนั้นได้ที่ไหน พริกหอมอารู้จัก แต่เครื่องเทศใหญ่คืออะไร” สะใภ้เก้าฟังแล้วงงงวยไปหมด ในใจเต้นระส่ำตลอดเวลา... หัวไชเท้าแห้งที่ปรุงตามสูตรนี้กินได้จริงๆ หรือ
“อาสะใภ้เก้า น้ำตาล เครื่องเทศใหญ่ และผงชูรส... เอ้ย เครื่องปรุงพิเศษนี้ ข้านำมาด้วยแล้ว ถ้าหากท่านไม่ชอบเปรี้ยวก็ใส่น้ำส้มน้อยลงหน่อยก็ได้ อาสะใภ้เก้า เราลองทำดูกันเถอะ อาจารย์ข้าคงไม่หลอกข้าหรอก หัวไชเท้าแห้งนี้จะต้องอร่อยมากแน่” กู้เยี่ยโยนกระทะ2ไปให้อาจารย์อีกครั้ง
สะใภ้เก้าฟังแล้วก็เชื่อไปกว่าครึ่ง คนเขาเป็นถึงหมอเทวดา ย่อมเห็นโลกภายนอกมามากกว่า วิธีหมักดองที่พิเศษนี้คงจะไม่ผิดพลาดกระมัง ครั้นแล้วนางก็ทำตามที่กู้เยี่ยอธิบาย นำหัวไชเท้าที่ตากแห้งไว้ก่อนแล้วออกมาหลายชั่ง
ตอนที่นำพริกตำมาเจียวน้ำมัน นางก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย น้ำมันที่เยี่ยเอ๋อร์นำมานี้ คงเป็นของที่ท่านอาห้าซื้อมาจากในตำบลเพื่อใช้ในฤดูหนาว... เฮ้อ ในบ้านที่ไม่มีหญิงแม่บ้านนี่ลำบากจริงๆ ไม่มีใครคอยคิดการณ์เรื่องครัวเรือนให้ละเอียดรอบคอบเลย...
เมื่อเจียวพริกเสร็จ ก็นำมาคลุกกับหัวไชเท้าแห้ง จากนั้นพวกนางก็เริ่มนำเกลือ น้ำตาล พริกหอม เครื่องเทศใหญ่ มาใส่น้ำเคี่ยวในกระทะ แล้วเติมผงชูรสเล็กน้อย เมื่อพักน้ำปรุงรสไว้จนเย็นดีก็เทราดลงในไหที่ใส่หัวไชเท้าแห้งเมื่อครู่ไว้แล้ว
“เรียบร้อย! ต่อไปก็คอยมาพลิกๆ กลับด้านวันละครั้ง ประมาณครึ่งเดือนก็กินได้แล้ว” กู้เยี่ยมองมองสะใภ้เก้าจัดการขั้นตอนสุดท้ายเสร็จก็ปรบมือดีใจ... เยี่ยม!
สะใภ้เก้าแอบภาวนาในใจไม่หยุด ขอให้ไชเท้าแห้งเปรี้ยวเผ็ดนี้หมักออกมาสำเร็จ อย่าได้ต้องสูญข้าวของมากมายเหล่านี้ไปเปล่าๆ เลย คิดถึงน้ำตาลทรายที่เยี่ยเอ๋อร์น้อยนำมา ขาวสะอาดราวกับหิมะ ชิมดูแล้วก็หวานไปถึงหัวใจ น้ำตาลทรายขาวชั้นดีเช่นนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะราคาชั่งละหลายร้อยเหวิน เป็นเงินที่ชาวบ้านธรรมดาๆ ใช้ซื้อหาของมาทำอาหารได้ถึงครึ่งเดือน หากทำไม่สำเร็จท่านอาห้าจะต้องสิ้นเปลืองมากแน่
เมื่อมีน้ำปรุงรสของหัวไชเท้าแห้งเปรี้ยวเผ็ดมาเป็นหัวเชื้อแล้ว ตอนทำผักกาดขาวหมักเผ็ด ถึงแม้ขั้นตอนจะยุ่งยากซับซ้อนกว่าเล็กน้อย และสะใภ้เก้าเอาแต่นึกบ่นความสิ้นเปลืองของท่านอาห้าในใจ แต่เพียงแป๊บเดียวก็ทำออกมาเรียบร้อย
พวกนางดองหัวไชเท้าแห้งเปรี้ยวเผ็ดสิบชั่ง หมักผักกาดขาวหมักเผ็ดอีกห้าชั่ง รออีกเพียงครึ่งเดือนก็ชิมผลงานของพวกนางได้แล้ว กู้ลี่เอ๋อร์คอยช่วยอยู่ข้างๆ เอ่ยปากเปรยขึ้นว่า “ใส่เครื่องปรุงดีขนาดนี้ ถ้าออกมาไม่อร่อย ก็เป็นเพราะฟ้าไม่เป็นธรรมแล้ว”
กู้เยี่ยซึ่งอยู่ด้านข้างสีหน้าขัดเขิน... ตนก็เป็นเช่นนั้นแหละ เติมเครื่องปรุงอย่างเต็มที่ แต่ผักดองเค็มที่เคยทำกลับเอาเข้าปากไม่ได้เลย เฮ้อ...
นางเมื่อชาติภพก่อนเป็นผู้โง่เง่าในวิชาทำครัวขนานแท้ มาชาติภพนี้ ท่าทางก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ดีไปกว่าเดิมเท่าไร ทำอาหารออกมาได้แค่ในระดับ ‘สุกดี’ และ ‘พอกินได้’ เท่านั้น แม้แต่ฝีมือทำอาหารของท่านปู่ก็ยังดีกว่านางเสียอีก... เฮ้อ อยากกินของอร่อยๆ จัง เมื่อไรจะได้สมหวังเรื่องนี้กันนะ
ขณะที่พวกนางกำลังหมักดองผักกันอยู่ ปู่และพี่ชายของกู้เยี่ยก็มิได้ว่างงาน ทุกวันพวกเขาจะขึ้นเขาไปดูหลุมกับดักที่ขุดไว้... แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะไม่มีอะไรให้เก็บกลับมาเลย กู้หมิงรู้สึกแปลกใจเหลือเกิน... ทำไมเมื่อก่อนเวลาน้องมาตรวจดูที่หลุมกับดัก ถึงได้หิ้วสัตว์กลับไปได้ทุกครั้งนะ
กู้หมิงบอกความสงสัยในใจของตนแก่ท่านปู่ กู้เซียวก็ไม่อาจหาคำตอบให้ได้ เพียงยกเหตุผลว่า ‘น้องสาวเจ้าเป็นคนโชคดีมาก’ มาอธิบาย การที่มีสัตว์มาตกหลุมกับดักทุกวันนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่เช่นนั้นสัตว์บนเขาชางหมั่งมิลดลงจนสูญพันธุ์หมดหรอกหรือ
เมื่อไม่มีสัตว์ที่ดักได้ พวกเขาก็เก็บไม้ที่แห้งเฉาบนเขากลับไปทำฟืน ดูท่าแล้ว ปราชญ์โอสถคงไม่คิดจะจากไปในช่วงฤดูหนาวนี้ ส่วนเยี่ยเอ๋อร์ก็คงไม่ยินดีจะนอนร่วมเตียงเตากับพวกเขาปู่หลาน ตลอดหน้าหนาวต้องจุดเตียงเตาถึงสามห้อง ฟืนที่เก็บตุนในบ้านจึงร่อยหรอพร่องลงไปมาก
ดีที่ขาของกู้เซียวได้หลานสาวมานวดน้ำมันนวดให้ทุกวัน บวกกับใช้ถุงเกลือหยาบประคบร้อนร่วมด้วย อาการจึงทุเลาลงไปมาก จนแทบจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว
กู้เซียวอดคิดถึงท่านแม่ทัพผู้เฒ่าไม่ได้ ตลอดเวลาที่ออกรบล้วนยากหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บภายใน พอถึงวันฟ้าครึ้มฝนตก ก็จะเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าขาของเขาเลย... ควรจะขอยาและถุงเกลือเช่นนี้ไปให้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าบ้างดีหรือไม่นะ
คิดถึงเมื่อครั้งแรกเริ่ม ตอนที่เขาไปเกณฑ์ทหารแทนพ่อของกู้เฉียว อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี เพิ่งจะออกรบก็ได้เจอสมรภูมิที่มีแต่กองศพเกลื่อนกลาด เลือดนองเต็มพื้น เขาตื่นตระหนกจนเกือบฉี่ราดกางเกง ดาบในมือหลุดร่วงลงพื้น ถ้าหากไม่ได้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่ามาพบเข้า และฟันแขนขวาของศัตรูที่กำลังลอบโจมตีเขา เขาก็คงสังเวยชีวิตให้แก่ศึกครั้งนั้นไปนานแล้ว
‘ถ้าไม่อยากตาย ก็หยิบอาวุธขึ้นมาฆ่ามันเสีย! ข้าศึกมิได้ใจอ่อนรามือเพียงเพราะเจ้าออกศึกเป็นครั้งแรกหรอกนะ คิดถึงญาติพี่น้องที่รอเจ้ากลับบ้าน เจ้าอยากให้พวกเขาเป็นคนเฒ่าหัวขาวส่งศพคนหนุ่มหัวดำหรือ!’ ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าตวาดใส่เขา พลางชี้ไปยังข้าศึกที่เสียแขนข้างขวาไปผู้นั้น แล้วจ้องมองคาดคั้นให้กู้เซียวบั่นศีรษะศัตรู
การสังหารข้าศึกในสนามรบ เมื่อมีครั้งแรกก็ไม่กลัวครั้งที่สอง แม้กู้เซียวจะไม่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน แต่มีใจมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง นับแต่นั้นมา เขาก็กำดาบในมือแน่น ต่อให้บนร่างจะมีแผลฉกรรจ์เฉียดใกล้ความตายก็ไม่เคยโยนทิ้ง อาศัยพละกำลังดุจสุนัขป่า และความเหี้ยมหาญของตนเข่นข้าศัตรู จนเข้าตาท่านแม่ทัพผู้เฒ่า เลือกเขาให้เป็นทหารติดตาม
ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าไม่เพียงสอนวิชายุทธ์ที่กล้าแกร่งให้แก่เขา ยังถ่ายทอดวิชาการรบให้เขารู้จักนำทหาร เขาคุ้นเคยกับการรบจากการออกศึกหลายต่อหลายครั้ง จนกลายเป็นขุนศึกที่ดีผู้หนึ่ง แม้ว่าจะได้ยศขุนนางขั้นสี่ตำแหน่งขุนพลจงหย่ง (หาญภักดี) มีหน่วยกองให้แยกไปดูแลเฉพาะตน เขาก็ยังทำตนเสมอหนึ่งทหารติดตามของท่านแม่ทัพผู้เฒ่า เพราะรำลึกเสมอว่าชีวิตของตนได้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าช่วยไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างของตนล้วนเป็นท่านแม่ทัพผู้เฒ่ามอบให้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อครอบครัวของท่านแม่ทัพผู้เฒ่าถูกคนกลั่นแกล้งใส่ร้าย โดนโทษเนรเทศไปยังเขตซีเป่ย เขาจึงยอมสละตำแหน่งขุนนางชั้นสูงทันทีทันใด ทิ้งอาชีพการงานที่ใช้ทั้งชีวิตแลกมา เพื่อติดตามรับใช้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าไปยังซีเป่ยด้วย
คิดถึงตรงนี้ ใบหน้ากู้เซียวก็ปรากฏแววแห่งความคิดถึง เขามองไปทางเหนือที่ห่างไกล... ที่นี่อยู่ห่างจากชายแดนเพียงใช้ม้าเร็วเดินทางห้าวัน รออีกไม่กี่วันตนจะนำยาไปมอบให้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าด้วยตัวเอง ถึงแม้จะไม่อาจร่วมรบในสมรภูมิกับท่านแม่ทัพผู้เฒ่าแล้ว แต่ได้แสดงความห่วงใยด้วยวิธีอื่นก็ไม่เลวเช่นกัน
เมื่อกู้เซียวตั้งเป้าหมายอย่างมาดมั่น ก็ยิ่งมีแรงทำงานมากขึ้น
1 เครื่องเทศใหญ่ แปลจากคำว่า ‘ต้าเลี่ยว’ เป็นอีกคำเรียกหนึ่งของโป๊ยกั้ก หรือจันทน์แปดกลีบ
2 โยนกระทะ เป็นสำนวน หมายถึงปัดภาระไปให้ผู้อื่น
จบตอน
Comments
Post a Comment