doctor's farmer ep31-40

 31 บทที่ 31 สยบข่าวลือด้วย ‘ยาวิเศษ’


“พี่ลี่หู่ ข้ามาตัดไหมให้ท่านแล้ว” กู้เยี่ยเปิดประตูบ้านของนายพรานจางเข้ามา แขนเล็กๆ คล้องกล่องยาใบใหญ่มาด้วย


สะใภ้จางกำลังทำอาหารเช้าอยู่ในครัว ยื่นหน้าออกมาดู จากนั้นก็ยิ้มทักทาย “เยี่ยเอ๋อร์น้อย มาแต่เช้าเชียว กินข้าวเช้ามาหรือยัง”


นอกจากเวลาเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและตอนลงกล้าเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิแล้ว คนในหมู่บ้านล้วนกินข้าวแค่วันละสองมื้อ มื้อเช้าราวกลางยามซื่อ1 มื้อเย็นราวปลายยามเซิน2 เพียงแต่บ้านกู้เซียวมีเด็กที่อยู่ในวัยเติบโตถึงสองคน และเขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง ตอนเที่ยงจึงเพิ่มอีกมื้อให้พวกเด็กๆ ด้วยเหตุนี้ มื้อเช้าของพวกเขาจึงเช้ากว่าผู้อื่นเล็กน้อย


“ข้ากินมาแล้ว ท่านป้าจาง ข้าจะมาดูแผลให้พี่ลี่หู่...” กู้เยี่ยยิ้มน้อยๆ ให้สะใภ้จาง


“อีกเดี๋ยวก็มาดื่มน้ำแกงสักหน่อยนะ เขาว่ากินอะไรก็ช่วยบำรุงสิ่งนั้น มีน้ำแกงกระดูกหมูที่เคี่ยวทั้งคืนเลย”


เพราะมีคำกล่าวว่า ‘กินอะไรบำรุงสิ่งนั้น’ สะใภ้จางจึงขอแบ่งกระดูกไขข้อของหมูป่าตัวที่บ้านกู้เยี่ยจับมาเลี้ยงแขกเมื่อคราวก่อนนั้นมาทั้งหมด ช่วงครึ่งเดือนมานี้ จางลี่หู่จึงดื่มน้ำแกงนี้ทุกวันจนเอียนแล้ว


กู้เยี่ยขอบคุณน้ำใจของสะใภ้จาง ก่อนก้าวเข้าไปในห้องของจางลี่หู่ ภายในห้อง เด็กหนุ่มที่นอนจนเบื่อหน่าย กำลังใช้เท้าข้างที่ดีอยู่กระโดดกระย่องกระแย่งมาที่ประตูทีละก้าวๆ


“หยุดเลยนะ! กลับไปนอนที่เตียงเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เชื่อฟังอีก ระวังข้อเท้าของท่านจะบิดเบี้ยวกลายเป็นคนพิการนะ” กู้เยี่ยดุเสียงดัง น้ำเสียงเฉียบขาด แม้จะตัวเล็กจ้อย แต่กลับดูมีพลังอำนาจยิ่ง


จางลี่หู่กลัวเรื่องพิการที่สุด พอได้ยินคำนี้ก็รีบกลับไปนอนอย่างว่าง่าย พาดเท้าข้างที่เจ็บไว้บนผ้าห่ม แล้วกลอกตามองไปทางด้านหลังของกู้เยี่ย พบว่าด้านหลังนางไม่มีใครตามมาด้วยเลยสักคน เขาจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “มิใช่ว่าจะมาตัดไหมให้หรือ แล้วท่านหมอเทวดาล่ะ”


“เรื่องเล็กแค่นี้ จะต้องรบกวนอาจารย์ข้าไปทำไม” กู้เยี่ยเปิดกล่องยาพลางชำเลืองมองเด็กหนุ่มซื่อบื้อทีหนึ่ง “ยื่นเท้ามาสิ”


“เจ้า? เจ้าจะตัดไหมให้ข้า? เจ้าอย่าเจาะเท้าข้าเป็นโพรงนะ!” จางลี่หู่จ้องกรรไกรตัดไหมในมือนางด้วยความตื่นตระหนก ขยับขาข้างที่เจ็บหลบไปด้านในเหนือเตียงเตา แม่นางน้อยผู้นี้เพิ่งเรียนวิชาจากท่านหมอเทวดามาไม่กี่วัน ก็ออกมารักษาคนตามบ้านได้แล้วหรือ นางคงไม่ได้แอบขโมยกล่องยาของท่านหมอเทวดามาฝึกฝีมือเองหรอกกระมัง


“ท่านทำท่าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร” เมื่อวิชาแพทย์ของกู้เยี่ยถูกผู้อื่นคลางแคลงสงสัย สีหน้าของนางก็ไม่พอใจ เขม้นจ้องเด็กหนุ่มซื่อบื้ออย่างข่มขู่... เจ้าเด็กนี่มีตาแต่ไม่รู้ค่าทองเพชร เท้าข้างนี้ของเจ้า ถ้าไม่ได้ข้ากูไหน่ไนก็คงเสียไปนานแล้ว มีหรือจะมีใจบ่นอุบแบบนี้ได้


สะใภ้จางยกน้ำแกงกระดูกหมูเข้ามา เห็นลูกชายทำหน้าต่อต้าน ฝืนตัวไม่ให้ความร่วมมือ ก็ตีแขนของเขาไปหนึ่งเพียะ “ท่านหมอเทวดาบอกว่า เยี่ยเอ๋อร์น้อยเรียนวิชาแพทย์มีพรสวรรค์ยิ่ง นี่ก็เรียนมากว่าครึ่งเดือนแล้ว จะยังไม่พอทำแผลให้เจ้าได้อย่างไร ถึงเจ้าไม่เชื่อเยี่ยเอ๋อร์ ก็ควรเชื่อท่านหมอเทวดาสิ ในเมื่อเขาวางใจมอบเท้าของเจ้าให้นางดูแล ก็หมายความว่าคนเขาสามารถดูแลรับผิดชอบได้”


จางลี่หู่ยื่นเท้าออกมาอย่างอิดออด กู้เยี่ยแกะไม้ดามออกจากข้อเท้าของเขาอย่างคล่องแคล่ว แล้วเปิดผ้าพันแผลตรวจดูการสมานตัวของแผลอย่างตั้งอกตั้งใจ


“อืม แผลสมานตัวไม่เลวเลย ท่านป้าจางเคี่ยวน้ำแกงกระดูกหมูไม่สูญเปล่าแล้ว” กู้เยี่ยสังเกตเห็นว่าจางลี่หู่มีท่าทีต่อต้านน้ำแกงกระดูกหมูชามนั้น จึงสำทับมาดร้ายไปประโยคหนึ่ง... หึ บังอาจไม่เชื่อถือวิชาแพทย์ของข้า ก็ให้เจ้าดื่มน้ำแกงนั่นจนอ้วกไปเลย!


กู้เยี่ยใช้กรรไกรตัดไหม และใช้แหนบคีบดึงเส้นไหมออกอย่างรวดเร็ว จางลี่หู่เพียงรู้สึกคันตรงแผลเล็กน้อย เส้นไหมก็ถูกดึงออกไปหมดแล้ว กู้เยี่ยใช้ ‘แอลกอฮอล์’ ทางการแพทย์ล้างฆ่าเชื้อตรงแผล แล้วโรยยาผงลดอักเสบลงไปเล็กน้อย ก่อนจะใช้ผ้าพันแผลแห้งสะอาดพันห่อข้อเท้าให้เขาใหม่


“เสร็จแล้ว ท่านอดทนสักหน่อย อีกเจ็ดวันเท้าข้างนี้ของท่านก็จะขยับตรงข้อต่อเบาๆ ได้” เห็นเจ้าเด็กหนุ่มซื่อบื้อทำตาเป็นประกาย นางก็กล่าวเสริมอีกประโยค “เพียงแต่ยังไม่อาจลงจากเตียงเตาได้ ยิ่งไม่อาจเดินเหินด้วย ถ้าหากทำให้เส้นเอ็นที่เย็บไว้เสียหายอีก ต่อให้เป็นเซียนแพทย์ก็รักษาท่านไม่ได้แล้ว”


จางลี่หู่ได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้ารับปากจะเชื่อฟังอย่างว่าง่าย สะใภ้จางยิ้มให้กู้เยี่ย “เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้านี่รู้จักวิธีจริงๆ ถึงบังคับเขาได้ ข้ากับพ่อของเขาพูดจนปากจะฉีก เขาก็ไม่ยอมฟัง มา ดื่มน้ำแกงกระดูกหมูนี่สักหน่อย”


“โธ่... ต้องดื่มน้ำแกงกระดูกหมูอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ เมื่อวานท่านพ่อจับไก่ป่ามาได้ไม่ใช่หรือ เราเอามาตุ๋นเป็นน้ำแกงไก่ได้หรือไม่” จางลี่หู่โอดครวญไม่หาย แต่จะตำหนิเขาที่ดื่มน้ำแกงกระดูกหมูจนเอียนก็ไม่ได้ เพราะฝีมือเคี่ยวน้ำแกงของสะใภ้จางไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ


สะใภ้จางจับตามองลูกชายดื่มน้ำแกงลงไป แล้วจึงกล่าวว่า “ท่านหมอเทวดาชอบกินของป่า ไก่ป่าตัวนั้นพ่อเจ้ามอบให้ท่านหมอไปแล้ว ท่านหมอเทวดาช่วยรักษาเท้าให้เจ้า ทั้งเห็นแก่หน้าเยี่ยเอ๋อร์ไม่เก็บค่ารักษาจากเราอีก มอบเนื้อป่าให้เขาได้ชิมมากหน่อยก็สมควรแล้ว”


จางลี่หู่พยักหน้า แต่ในใจก็ยังไม่อยากดื่มน้ำแกงกระดูกหมูอีก เขาเจ็บที่เส้นเอ็น ไม่ใช่กระดูกเสียหน่อย ทำไมจึงต้องใช้น้ำแกงกระดูกหมูทรมานเขาด้วยเล่า


“ท่านแม่ โครงกระดูกในบ้านเรายังกินได้อีกกี่วันหรือ” จางลี่หู่ภาวนาให้โครงกระดูกหมูหมดไปไวๆ เขาจะได้หลุดพ้นเสียที


สะใภ้จางพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องห่วงหรอก พรุ่งนี้พ่อเจ้าจะเข้าตำบลไปส่งของป่า ข้าจะกำชับให้เขาซื้อกระดูกไขข้อกลับมาให้เยอะๆ หน่อย ของพวกนี้ราคาไม่เท่าไร ซื้อเนื้อสองชั่งก็ได้แถมมาหนึ่งท่อนแล้ว เจ้าได้กินไม่ขาดมื้อแน่”


จางลี่หู่ได้ฟังก็รีบหลอกตาขาวล้มลงนอนแกล้งตาย... เมื่อไรชีวิตนี้จะสิ้นสุดเสียที!


 


จางลี่ถิงพี่สาวของจางลี่หู่มาส่งกู้เยี่ยที่หน้าประตูบ้าน นางทำท่าเหมือนจะกล่าวอะไรแต่ก็หยุดไว้ กู้เยี่ยรู้สึกแปลกใจ อดถามออกไปไม่ได้ “พี่ถิง ท่านจะพูดอะไรหรือ”


จางลี่ถิงเป็นแม่นางที่เรียบร้อยอ่อนโยนผู้หนึ่ง นางลังเลสักครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงเล็กเบา “ในหมู่บ้านไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวลือ ว่าท่านหมอเทวดาที่บ้านพวกเจ้าเป็นพวกหลอกลวง ทั้งยังบอกว่าในโลกหล้าไม่มีใครเคยพบเห็นการเย็บต่อเนื้อหนังคนมาก่อน ลือกันไปว่าเท้าของน้องชายข้าแท้จริงมิใช่เรื่องใหญ่ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่แล้ว”


เมื่อกู้เยี่ยได้ฟัง ก็ยิ้มบางๆ ดุจปุยเมฆดั่งสายลม “ข่าวลือนี้ พวกเราก็เคยได้ยินมาเช่นกัน อาจารย์ข้าบอกว่า ‘ข่าวลือสยบได้ด้วยปัญญา’ และข้าเชื่ออย่างยิ่งว่า ‘ความจริงชนะเหนือคำเอ่ยอ้าง’ รออีกหนึ่งเดือนพี่ลี่หู่ก็จะสามารถยืนขึ้นมาฝึกฝนร่างกายฟื้นฟูกำลังได้อย่างจริงจังแล้ว ขอเพียงเขาทนความเจ็บปวดในช่วงแรกสุด กัดฟันข่มกลั้นจิตใจ ไม่เกินปีใหม่ก็จะหายเป็นปกติ เมื่อถึงตอนนั้น ข่าวลือเหล่านี้ไม่ต้องโจมตีก็แพ้พ่ายไปเอง”


จางลี่ถิงพยักหน้าเบาๆ กล่าวอย่างชื่นชม “น้องเยี่ยเอ๋อร์ ตั้งแต่เจ้ากราบท่านหมอเทวดาเป็นอาจารย์ และเล่าเรียนวิชาแพทย์จากเขา เจ้าก็ดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว เช่นคำที่ว่า ‘ความจริงชนะเหนือคำเอ่ยอ้าง’ หรือ ‘ไม่ต้องโจมตีก็แพ้พ่ายไปเอง’ พวกเราล้วนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”


กู้เยี่ยเกาศีรษะตนเองยิ้มแก้เก้อ “นอกจากท่านอาจารย์จะสอนให้ข้ารู้จักสมุนไพร และถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ข้าแล้ว ยังสอนให้ข้าอ่านหนังสือเรียนรู้ตำราด้วย เวลานี้ข้ารู้จักอักษรสองสามร้อยตัวแล้วนะ ชื่อสมุนไพรส่วนใหญ่ในตำราแพทย์ข้าก็จำได้หมดแล้ว”


จางลี่ถิงเผยสีหน้าประหลาดใจ “น้องเยี่ยเอ๋อร์ เจ้าเก่งกาจยิ่งนัก รู้จักอักษรมากกว่าท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านเสียอีก คงจะไล่ทันท่านลุงสามสกุลกู้ แล้วกระมัง ไม่คิดเลยว่าเด็กผู้หญิงก็สามารถเรียนรู้หนังสือได้ ทั้งยังเป็นหมอรักษาคนได้ด้วย...”


ลุงสามสกุลกู้ก็คือลูกชายคนโตของบ้านท่านปู่สาม เป็นลำดับที่สามของรุ่นในสกุลกู้ เป็นคนเดียวในสกุลที่ได้เรียนหนังสือในตำบล น่าเสียดายที่สติปัญญาของเขาธรรมดาทั่วไป เรียนอยู่สิบกว่าปีก็ยังสอบเป็นซิ่วไฉไม่ได้ เขาจึงท้อแท้หมดกำลังใจ กลับหมู่บ้านมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่ถึงกล่าวว่าเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่กลับรับศิษย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพราะชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนต้องทำมาหาเลี้ยงปากท้อง จะมีเงินเหลือส่งลูกหลานเรียนหนังสือได้ที่ไหน


กู้เยี่ยรีบส่ายหน้าทันใด “ข้าเพิ่งอ่านตำราได้ไม่กี่วัน จำได้ก็เพียงอักษรไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น จะไปเทียบกับท่านลุงสามได้อย่างไร ข้าต้องกลับแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจารย์จะด่าว่าข้าแอบอู้ มัวแต่โอ้เอ้อยู่ข้างนอกอีก”


 


เส้นทางกลับจากบ้านนายพรานจางต้องผ่านบ้านของท่านหมออู๋ กู้เยี่ยเห็นอู๋ต้าเหนียงกับหลิวซื่อยืนขยับปากพูดอะไรน้ำลายแตกฟองแต่ไกล


เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเพียงอู๋ต้าเหนียงพูดจามีลับลมคมในให้หลิวซื่อฟังว่า “เจ้าไม่รู้หรอกว่าสามีของข้าเคยเห็นแผลของลูกชายพรานจางแล้ว จุๆๆ... ตาเฒ่าหลอกลวงถึงกับเอาเข็มเย็บเนื้อหนังให้ติดกัน เอาเข็มมาเย็บข้อเท้าเช่นนั้น ใครเห็นก็ต้องตกใจ ลูกชายบ้านจางน่าสงสารจริงๆ โดนเย็บเนื้อหนังแบบนั้นต้องเจ็บมากๆ แน่ ตาเฒ่าหลอกลวงนั่นยังลงมือไปได้”


หลิวซื่อทำท่าทางตกอกตกใจ “เรื่องจริงหรือนี่ เคยได้ยินแต่เย็บเสื้อผ้า เย็บรองเท้า ข้าอายุปูนนี้แล้ว ยังไม่เคยได้ยินว่าเย็บเนื้อหนังได้มาก่อน นายพรานจางนี่ก็จริงๆ เลย ยอมให้ตาเฒ่าหลอกลวงนั่นปั่นหัวเช่นนี้ ไม่อยากให้ลูกชายมีเท้าแล้วหรือยังไง”


“จริงด้วยเนาะ หลังจากที่สามีข้าเห็น ก็บอกกับข้าว่าลูกชายบ้านจางข้อเท้าทั้งแดงทั้งบวม เจ้าก็รู้นี่นา ถ้าแผลข้างนอกจัดการไม่ดีก็อาจจะเน่าได้ ข้าว่านะ เท้าของเด็กนั่นคงยากจะรักษาไว้ได้แล้วล่ะ สมน้ำหน้าเหมือนกัน หมอที่มีความรู้ลึกซึ้งจริงๆ ไม่ยอมมาเชิญ กลับไปเชิญตาเฒ่าหลอกลวงนั่น” อู๋ต้าเหนียงพูดจากระแนะกระแหน ส่งเสียง ‘เพ้ยๆ’ ไปทางบ้านของสกุลจาง


“ว่าร้ายคนอื่นลับหลัง คงไม่กลัวลิ้นเน่าอีกสินะ” กู้เยี่ยโผล่พรวดมาทางด้านหลัง ทำเอาคนทั้งสองสะดุ้งตกใจ


“เจ้าว่าใครลิ้นเน่า” อู๋ต้าเหนียงกระโดดโหยง ร้องเสียงแหลมเหมือนแมวโดนเหยียบหาง


“ใครที่พูดจาถึงคนอื่นในทางไม่ดี คิดชั่วให้ร้ายคนอื่นเขา คนนั้นแหละที่จะลิ้นเน่า” กู้เยี่ยเก็บแยกยาผงที่ทำให้คนลิ้นพุพองไว้เพื่อหลิวซื่อโดยเฉพาะ น่าเสียดายที่ตนย้ายที่อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นหลิวซื่อจะมีโอกาสใช้ปากใช้ลิ้นทำร้ายคนเช่นนี้ได้อย่างไร


หลิวซื่อได้ยินคำว่า ‘ลิ้นเน่า’ ก็รู้สึกแสบร้อนในปากขึ้นมาทันที ครั้งนั้นนางหนูผู้นี้ก็เคยพูดถึงคำว่า ‘ลิ้นเน่า’ ขึ้นมาลอยๆ เช่นกัน แต่นางกลับต้องรับกรรมอยู่กว่าครึ่งเดือน จะว่าไปแล้วก็เหมือนเป็นอาถรรพ์ หลายครั้งที่เกิดเรื่องกับนางล้วนเกี่ยวข้องกับนางเด็กบ้านี่ทั้งสิ้น คิดได้เช่นนี้แล้ว หลิวซื่อก็หวาดผวา ถอยหลังหลบไปเงียบๆ หลายก้าว อาศัยตอนที่นางเด็กบ้าไม่ทันสังเกตเผ่นหนีไปก่อน


น่าเสียดายที่สายเกินไป ขณะที่นางกับอู๋ต้าเหนียงใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์ของผู้อื่นอย่างออกรสออกชาตินั้น กู้เยี่ยได้แอบโรยผงยาไปแล้ว ยาผงชนิดนี้ไม่มีสีไม่มีกลิ่น สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ ตกกลางคืน ลิ้นของหลิวซื่อและอู๋ต้าเหนียงก็เริ่มพุพอง วันต่อมาแม้แต่กลืนน้ำก็ยังเจ็บปวดเหลือแสน


อู๋ตังกุยจัดยาต้มที่ช่วยขับธาตุไฟให้ภรรยาของตน ดื่มติดต่อกันถึงห้าวันก็ยังไม่บรรเทาเบาบางเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้แพร่ไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ต่างพูดกันว่าเป็นกรรมสนองที่อู๋ต้าเหนียงกับหลิวซื่อแอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น ข่าวลือเรื่องที่ปราชญ์โอสถเป็น ‘ตาเฒ่าหลอกลวง’ จึงถูกสยบลงเงียบหายไปทันควัน หญิงแม่บ้านที่ชอบซุบซิบนินทาจำนวนมากก็สำรวมปากสำรวมกิริยาไปเช่นกัน บรรยากาศในหมู่บ้านชิงซานสงบสุขราวกับไม่เคยเกิดเรื่องอันใดขึ้นมาก่อน


1 ยามซื่อ คือช่วงเวลา 09.00 น. ถึง 10.59 น.


2 ยามเซิน คือช่วงเวลา 15.00 น. ถึง 16.59 น.


32 บทที่ 32 ตลาดนัดสมุนไพรครั้งใหญ่ประจำปี

 


“เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่” ในมือของปราชญ์โอสถถือ ‘ทำเนียบสมุนไพร’ อันเป็นสมบัติล้ำค่าของนักปรุงยา เขากำลังศึกษาตำรานี้อย่างลุ่มหลงเมามัว ใช่ว่าเขาจะอยากได้ของของลูกศิษย์ แต่เมื่อศิษย์บอกเขาว่ามีแต่เขาที่จะเข้าใจถ่องแท้ แล้วนำความรู้เรื่องแยกแยะสมุนไพรกับกลวิธีในการทำยาสมุนไพรที่ลึกซึ้งเหล่านี้มาถ่ายทอดให้นางได้ แม้ว่าศิษย์น้อยผู้นี้ของเขาจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญบางด้านทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าเขา แต่ทักษะพื้นฐานก็ยังขาดพร่องเหลือเกิน


ระหว่างที่อ่านศึกษาตำราล้ำค่าอยู่นั้น ปราชญ์โอสถก็สัมผัสได้ว่า เวลานี้ความรู้วิชาปรุงยาของตนก้าวหน้าไปไกลอย่างรวดเร็วดุจติดปีกโผทะยาน เพิ่มพูนขึ้นไม่สิ้นสุดโดยแท้


กู้เยี่ยกำลังก้มหน้าก้มตาฝึกปรุงว่านน้ำชางผูอยู่ รากของว่านน้ำชนิดนี้หลังจากเก็บมาแล้วจะต้องใช้มีดทองแดงปอกเปลือกแข็งๆ ด้านบนออกก่อนหนึ่งชั้น จากนั้นนึ่งกับกิ่งหม่อนอ่อน ก่อนนำไปตากแห้ง เมื่อเก็บกิ่งหม่อนออกแล้ว ค่อยหักให้แตกเป็นอันสำเร็จ


เมื่อนางได้ยินอาจารย์ถามก็เงยหน้าขึ้น “อะไรฝีมือข้าหรือ ทำไมอาจารย์พูดอะไรไม่มีหัวมีหางเช่นนี้เล่า”


“เสแสร้ง เจ้านี่ช่างเสแสร้งนัก!” ปราชญ์โอสถเลื่อนสายตาจากตำรามาที่ชางผูซึ่งเขียวสดผิดปกติในมือลูกศิษย์ นึกประหลาดใจอย่างยิ่งว่านางไปเก็บชางผูสดใหม่เช่นนี้มาจากที่ใด


เขาพบความลับมากมายที่ไม่อาจอธิบายได้ของลูกศิษย์ แต่กลับไม่เคยคิดถาม ยิ่งไม่คิดพูดออกมา ไม่เพียงเพราะเขาให้ความสำคัญกับศิษย์ผู้นี้เท่านั้น แต่ยังเพราะก่อนหน้าจะมาที่นี่ เจ้าตำหนักเร้นวิญญาณได้เตือนเขาว่าให้ระวังปากของตนให้ดี ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถพูดสิ่งใดออกมาได้อีกตลอดกาล


‘พญายม’ ผู้นั้นโหดร้ายเลือดเย็น ไม่มีทางเห็นแก่สมญานามปราชญ์โอสถผู้ยิ่งใหญ่ แล้วเปิดตาข่ายด้านหนึ่ง1ปล่อยให้เขารอดพ้นไปได้หรอก เขาจึงไม่กล้าและไม่คิดจะเอาชีวิตน้อยๆ ของตนเองไปล้อเล่นเด็ดขาด


กู้เยี่ยนำชางผูที่ปอกเปลือกออกแล้ว วางลงในหม้อนึ่ง จากนั้นก็เติมฟืนใส่เตา แล้วหันไปหัวเราะให้ปราชญ์โอสถ ในแววตาเต็มไปด้วยความสาแก่ใจ “หึๆ นี่เป็นผลกรรมที่พวกนางปากเสีย เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ใครใช้ให้พวกนางพูดจาให้ร้ายท่าน สมน้ำหน้า”


“เจ้านี่นะ!” ปราชญ์โอสถยิ่งมั่นใจว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์ตน ทางหนึ่งก็รู้สึกซาบซึ้งที่นางปกป้องตน แต่ยังคงกล่าวเตือนนางอย่างจริงจัง “แม้ว่านักปรุงยาเช่นพวกเราจะปรุงยาพิษออกมาได้ง่ายดาย แต่ก็เป็นการฝ่าฝืนกฎฟ้า ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะ”


เขารู้ว่าลูกศิษย์น้อยเคยถูกกลั่นแกล้งทรมานมาไม่น้อย ไม่อยากให้นางกลายเป็นแพทย์พิษที่จิตใจอำมหิตเจ้าคิดเจ้าแค้น จึงชี้แนะตักเตือนอย่างห่วงใย


กู้เยี่ยหัวเราะคิกคัก “อาจารย์ ท่านวางใจเถอะ ยาชนิดนี้เพียงแค่ขับพิษในตัวพวกนางออกมาเท่านั้น ภายนอกอาจดูแล้วน่าขนพองสยองเกล้า แต่ความจริงเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกนางไม่น้อย เมื่อมีเชื้อพิษสะสมในร่างกายนานๆ ช้าเร็วอย่างไรก็จะล้มป่วย


“ไม่มีผลร้ายต่อร่างกายแน่นะ?” ปราชญ์โอสถทำท่าแคลงใจ


กู้เยี่ยกลอกตาระอา “ไม่มีจริงๆ แน่แท้ยิ่งกว่าทองคำแท้เสียอีก ท่านอาจารย์ สมุนไพรในบ้านเหลือไม่เยอะแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นไปดูบนเขาสักหน่อย”


“เจ้าต้องระวังด้วยนะ” ปราชญ์โอสถอดเตือนนางไม่ได้ “เขาชางหมั่งนี้อยู่ทางเหนือ สมุนไพรที่มีถิ่นฐานอยู่ทางใต้ ให้ปู่เจ้าไปซื้อในตัวตำบลจะดีกว่า”


กู้เยี่ยลูบจมูกขัดเขิน นี่นางเผอเรอเกินไปใช่หรือไม่ ตั้งแต่ครั้งก่อนที่นางเก็บโสมซานชีสดใหม่มาเต็มตะกร้า สายตาที่อาจารย์มองนางก็ราวกับเห็นสัตว์ประหลาด... โธ่ ก็แค่ลืมไปว่าโสมซานชีนั้นไม่ได้มีแหล่งกำเนิดทางเหนือนี่นา เพียงแต่อาจารย์ท่านนี้ของตนช่างน่าสนใจยิ่ง เห็นๆ อยู่ว่าในใจเขาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แต่กลับไม่เคยเอ่ยปากถาม อืม มีอาจารย์เช่นนี้ สบายใจได้เลยจริงๆ


“ไม่รู้ว่าฐานะของท่านปู่เป็นเช่นไร จะรับข้อยุ่งยากของข้าเรื่องนี้ได้หรือไม่” การซื้อสมุนไพรสดเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเงินมากทีเดียว


“โอ๊ย! อาจารย์ ท่านตีข้าทำไม!” กู้เยี่ยกุมศีรษะ มองปราชญ์โอสถอย่างงงงวย สีหน้าน้อยใจอย่างยิ่ง


“ลูกศิษย์โง่ สมุนไพรที่ปรุงแล้วกองอยู่ในเรือนเก็บของเต็มไปหมด เจ้าจะเก็บไว้กินแทนข้าวรึ ยาสมุนไพรตำรับของปราชญ์โอสถจะเอาไปแลกเงินไม่ได้เชียวหรือ เจ้านี่จริงๆ เลย ข้ารับศิษย์โง่เง่าเช่นเจ้ามาได้อย่างไรกัน” ปราชญ์โอสถเดินมือไพล่หลังออกไปจากห้องปรุงยา สีหน้าอิ่มเอมอยู่หลายส่วน สามารถพิชิตศิษย์อัจฉริยะผู้นี้ได้ ช่างน่าดีใจแท้


“ข้าไม่ได้โง่นะ ท่านเคยเห็นคนโง่ที่ไหน ‘ผ่านตาเพียงครั้งไม่มีวันลืม’ เล่า ท่านนั่นแหละอิจฉาความอัจฉริยะและความงามของข้า เฮ้อ... คนอัจฉริยะนี่ช่างอ้างว้างเหลือเกิน” กู้เยี่ยชมตัวเองอย่างหน้าไม่อาย พูดไปก็ขำตัวเองไป


นางลุกขึ้นแล้วเดินไปที่เรือนเก็บของ ภายในมีชั้นไม้เรียงรายอยู่มากมาย บนชั้นมีสมุนไพรที่ปรุงแล้ววางเป็นถุงเป็นกระสอบ กู้เยี่ยแยกประเภทของสมุนไพรเหล่านี้ไว้ บ้างก็เป็นของที่ท่านอาจารย์ลงมือสาธิตให้นางดู ของที่ปราชญ์โอสถทำเองกับมือเป็นของชั้นเลิศ ราคาย่อมต้องสูง ส่วนของที่นางปรุงได้ระหว่างฝึกฝนฝีมือ อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่สรรพคุณยาก็ยังดีกว่ายาสมุนไพรทั่วไปอยู่บ้าง จะนำไปขายแลกเงินก็ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร นอกจากนี้ยังมีบางส่วนเป็นของที่นางปรุงได้สมบูรณ์เรียบร้อย ทั้งลักษณะและสรรพคุณล้วนแทบไม่ต่างจากของปราชญ์โอสถเลย... อืม ก็น่าจะแลกเงินได้มากหน่อย


กู้เยี่ยมองดูยาสมุนไพรในเรือนนี้ เบื้องหน้าราวกับปรากฏภาพเงินขาววาวแววกองโต ดวงตาทั้งสองของนางทอประกายระยิบระยับดุจดวงดาว


คนเห็นแก่เงินเช่นนางมีหรือจะนั่งติด รีบวิ่งเข้าไปในห้องปู่ เห็นกู้เซียวกำลังทาน้ำมันนวดลงบนขาตนเอง นางก็รีบเข้าไปช่วยทันที ทั้งนวดทั้งประคบร้อนอย่างประจบเอาใจ ท่าทางกระตือรือร้นยิ่ง


กู้เซียวหัวเราะหึๆ มองหลานสาวกุลีกุจออยู่หน้าตน ก็ทอดถอนใจ... เด็กผู้หญิงนี่ช่างเอาใจดีจริง


เมื่อเห็นหลานสาวจัดการทุกอย่างเสร็จก็ยังไม่ผละไป แต่กลับมานั่งลงข้างเตียงเตา ท่าทางคล้ายมีเรื่องจะพูดคุย เขาจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เยี่ยเอ๋อร์ มีเรื่องอะไรเจ้าก็พูดมาเถอะ พวกเราปู่หลานยังมีเรื่องอะไรต้องเหนียมอายอีกเล่า”


“ท่านปู่ เรือนเก็บของในบ้านเราจะถูกยาสมุนไพรทับท่วมหมดแล้ว...” กู้เยี่ยใช้วิธีบอกเป็นนัยๆ สาว


ทว่า กู้เซียวกลับไม่เข้าใจความหมายของนาง ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงกล่าวขึ้นว่า “ใส่สมุนไพรที่เจ้าทำไม่พอแล้วหรือ ไม่เป็นไร เดี๋ยวปู่จะตอกชั้นให้เจ้าเพิ่ม เอาวางไว้นอกเรือน เจ้าจะได้มีที่วางได้เต็มที่”


“ไม่ใช่! ข้าอยากนำยาสมุนไพรพวกนั้นไปขาย จะได้ซื้อสมุนไพรสดกลับมาฝึกฝีมือต่อ” กู้เยี่ยรีบเปิดประตูเจอภูเขา2 พูดความต้องการออกมาตรงๆ


แต่กู้เซียวก็ยังเข้าใจความหมายของนางไปคนละทาง “อ้อ... หญ้าสมุนไพรไม่พอแล้วนี่เอง เป็นเพราะปู่ละเลย ช่วงหน้าหนาวนี้เก็บสมุนไพรบนเขาได้น้อยมาก ทำให้เจ้าไม่มีสมุนไพรสดมาฝึกฝีมือ ไม่ต้องกลัว พรุ่งนี้ปู่จะเข้าตำบลไปซื้อหามาให้เจ้าเอง... พวกเราไม่ขาดเงินทองหรอก”


“ไม่ใช่ ท่านปู่!” กู้เยี่ยรีบขวางปู่ซึ่งลุกไปเปิดตู้หยิบเงินออกมา “ยาสมุนไพรมีแต่ต้องเอาออกไปขายถึงจะได้สำแดงสรรพคุณของพวกมัน ถ้าเอาแต่เก็บไว้ในเรือนเก็บของ เกิดฝนตกหิมะตกลงมาแล้วเปียกชื้น เช่นนั้นสิ่งที่ข้าทุ่มเททำไปตลอดหลายวัน ไม่สูญเปล่าหมดเลยหรือ”


กู้เซียวก้มลงมองมือน้อยๆ ซึ่งฝึกปรุงสมุนไพรจนกลายเป็นหยาบด้าน ครั้นแล้วก็พยักหน้าเคร่งขรึม “อืม เจ้าพูดถูก ไม่อาจปล่อยให้เจ้าเสียแรงเปล่า ดี พรุ่งนี้ข้าจะไปถามราคาที่ร้านจี้หมินถังในตำบล”


“ท่านปู่ พาข้าไปด้วยได้หรือไม่ ข้าเองก็อยากไปดูการค้าขายยาสมุนไพรในตำบลสักครั้ง” กู้เยี่ยเอ่ยบอกความต้องการ นางอยากดูว่ายาสมุนไพรชนิดใดขายดี สามารถทำเงินได้มากๆ บ้าง น่าเสียดายที่ แม้ว่ายาในห้วงมิติของนางจะมีสรรพคุณวิเศษ แต่กลับไม่สามารถนำออกมาแลกเงินได้ และนางยังอยากเรียนวิธีปรุงสมุนไพรแบบดั้งเดิมเช่นนี้ใหม่ด้วย... เฮ้อ ตกที่นั่งวีรบุรุษผู้ไม่อาจใช้อาวุธแท้ๆ


“ได้! ปู่จะพาเจ้าไปกินของอร่อยๆ ด้วย” กู้เซียวลูบผมอ่อนนุ่มของหลานสาว ยิ้มรับคำขอของนาง


วันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่สาง สองปู่หลานก็ตื่นขึ้นแล้ว กู้เยี่ยชี้บอกปู่ว่าจะขนยาสมุนไพรกระสอบไหนขึ้นกระบุงบนหลังม้าหลังลาบ้าง กู้หมิงคอยช่วยแบกขนพลางยู่ปากอย่างไม่สบอารมณ์... ท่านปู่กับน้องจะไปตำบลกัน แต่กลับไม่พาตนไปด้วย ช่างน่าน้อยใจนัก!


“พี่ชาย ท่านอย่าเสียใจไปเลย กลับมาข้าจะนำของอร่อยมาฝาก” ขณะที่ถูกปู่อุ้มขึ้นหลังลาของผู้ใหญ่บ้าน กู้เยี่ยก็หันมาโบกมือให้พี่ชาย ก่อนจะตามหลังปู่ออกจากหมู่บ้านไป


บนทางลาดชันสุงๆ ต่ำๆ ของถนนเขตเขาแคบเล็กเพียงให้ม้าผ่านไปทีละตัวเท่านั้น โชคดีที่ทั้งม้าศึกที่กู้เซียวขี่อยู่ และเจ้าลาที่กู้เยี่ยนั่งมาตัวนั้น ต่างคุ้นเคยกับทางบนเขาเช่นนี้ดี แม้ว่าบนหลังจะแบกสมุนไพรมาด้วยแต่ก็มินับว่าช้า เมื่อถึงทางราบแล้ว กู้เซียวก็เร่งให้ม้าวิ่งเหยาะๆ ได้อีกด้วย


ทีแรกนั้น เขากลัวว่าหลานสาวผู้บอบบางอ่อนแอจะตามไม่ทัน แต่ทุกครั้งที่เหลียวหลังกลับไป ก็เห็นนางควบขี่บนหลังลาด้วยท่าทางที่ถูกต้องและมั่นคง ไม่คล้ายผู้ที่เพิ่งหัดเริ่มเลยสักนิด เมื่อคิดถึงตอนที่หลานชายและหลานสาวฝึกขี่ม้าศึกของเขาไปรอบบ้านยามที่ว่างเว้นจากงาน ก็เข้าใจที่มาที่ไปได้


สองปู่หลานออกจากบ้านตอนที่ฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง เดินทางจนกระทั่งฟ้ามืดมิดเพิ่งจะถึงที่ตัวตำบล กู้เซียวเคาะประตูโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในตำบล เมื่อได้ห้องพักก็ล้างหน้าล้างตา จากนั้นกินอะไรง่ายๆ ให้พออยู่ท้อง แล้วจึงแยกย้ายกันเข้านอน


 


เช้าวันรุ่งขึ้น กู้เยี่ยก็ถูกเสียงจอแจของผู้คนบนท้องถนนปลุกให้ตื่น


เอ๊ะ? ครั้งก่อนที่มาตำบล ยังรู้สึกวังเวงว่างเปล่าอยู่เลย ทำไมวันนี้ถึงได้คึกคักเช่นนี้... นางสวมชุดตัวนอกแล้วล้างหน้าลวกๆ มื้อเช้าก็ไม่สนใจจะกิน รีบผลักประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมออกไปด้านนอก


เพียงแค่ออกมาก็ได้กลิ่นสมุนไพรและเครื่องหอมโชยมา มองไปก็เห็นสองข้างทางของถนนสายหลักในตำบลไร้ชื่อแห่งนี้เรียงรายไปด้วยแผงค้าใหญ่น้อยหลายสิบแผง บนแผงจัดวางยาสมุนไพรไว้มากมาย มีลูกค้าหยุดเดินดู และต่อรองราคากับเจ้าของแผงอยู่ไม่ขาด


กู้เซียวไปสืบถามข่าวที่ต้องการมาแล้ว ครั้นเดินมาถึงข้างกายหลานสาวก็อธิบายสิ่งที่นางสงสัยว่า “บนเขาชางหมั่งของพวกเรามีสมุนไพรไม้หอมอุดมสมบูรณ์ คนจำนวนมากจึงเลี้ยงชีพด้วยการเก็บสมุนไพรขาย ทุกปีเมื่อเข้าเดือนหนาวในวันที่แปดถึงวันที่สิบสาม จะมีพ่อค้าต่างถิ่นเข้ามาเลือกซื้อสมุนไพร จนค่อยๆ กลายเป็นที่ชุมนุม พวกเรามาได้จังหวะพอดี จึงได้เห็นตลาดนัดสมุนไพรครั้งนี้ เจ้าบอกว่าอยากซื้อสมุนไพรสดไม่ใช่หรือ ลองไปดูสิ อย่างน้อยราคาก็น่าจะถูกกว่าซื้อจากร้านขายสมุนไพรมาก”


กู้เยี่ยเดินดูของทีละแผงๆ ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรสดที่ยังไม่ได้ปรุง ต่อให้เจอยาสมุนไพรที่ปรุงแล้วบ้าง ฝีมือการทำก็ไม่ค่อยดีนัก ลักษณะยาธรรมดาทั่วไป เมื่อเดินจนสุดถนนฟากหนึ่ง นางก็ได้พบคนคุ้นหน้า!


“ท่านหมออู๋ ท่านก็มาขายสมุนไพรด้วยหรือ” บนแผงของอู๋ตังกุยล้วนเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายบนเขาชางหมั่ง เพียงแต่ได้ปรุงมาแล้ว จึงดูน่าจะขายดีกว่าแผงอื่นอยู่บ้าง ทว่า คนที่มาซื้อสมุนไพรจากเขาส่วนมากเป็นหมอเร่ที่เขย่ากระพรวนเดินรักษาไปตามตรอกซอกซอย หากเป็นลูกค้ารายใหญ่ต่างไม่เหลือบแลยาสมุนไพรฝีมือหยาบๆ ของเขา


อู๋ตังกุยเงยหน้าขึ้นมองสองปู่หลานทีหนึ่ง ก็รีบก้มหน้าก้มตาคุยราคากับลูกค้าโดยไว คนร่วมอาชีพก็เหมือนคู่ปรับกัน ในสายตาของเขากู้เยี่ยซึ่งเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาผู้นั้น ก็คือคนที่มาแย่งชามข้าวของตน ย่อมไม่อาจทำสีหน้าดีๆ ใส่ได้


เมื่อเห็นว่ากู้เยี่ยคล้ายจะสนใจสมุนไพรของตน อู๋ตังกุยก็รู้สึกได้ใจอยู่ไม่น้อย... นางหนูผู้นี้เรียนวิชาแพทย์ไม่กี่วันจะมีอะไรเก่งกาจนักหนา วันหน้าก็ไม่แคล้วต้องมาซื้อยาจากข้า ฮึ ถึงเวลานั้น ข้าจะขูดรีดเอาเงินก้อนโตจากเจ้าเลย!


1 เปิดตาข่ายด้านหนึ่ง เป็นสำนวน หมายถึงมีจิตใจเมตตา มาจากตำนานของ ‘ทัง’ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซาง ผู้เมตตาต่อสรรพสัตว์จนเป็นที่เลื่องลือ ครั้งหนึ่งทรงพบคนดักนกด้วยตาข่ายยักษ์ เกรงว่านกจะสูญพันธุ์ จึงขอให้ลดขนาดตาข่ายแล้วเปิดมุมข้างหนึ่ง ให้นกที่ตัวเล็กหนีรอดได้


2 เปิดประตูเจอภูเขา เป็นสำนวน หมายถึงพูดเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม


33 บทที่ 33 เกลียดขี้หน้าไม่เจรจาพาที

 


เมื่อกู้เยี่ยเห็นคนอื่นทำเป็นมองไม่เห็นตนก็ไหวไหล่ไม่แยแส เดินดูของด้านหน้าต่อ


“คุณชายทั้งสอง ข้าน้อยเคยบอกท่านแล้วว่าที่นี่มีแต่ยาสมุนไพรธรรมดา ไม่มีอะไรน่าเดินเลย” บุรุษวัยสี่สิบปีผู้หนึ่ง ไว้หนวดเคราหยุมหยิม เดินติดตามเด็กหนุ่มคู่หนึ่งซึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว คล้ายว่าจะพยายามกล่าวเตือนอะไรสักอย่าง


เด็กหนุ่มฝาแฝดคู่นี้ท่าทางอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด เรียวคิ้วเฉียงชี้ขึ้นเล็กน้อย แววตาสดใส ช่างเป็นเด็กหนุ่มรูปงามจริงๆ กู้เยี่ยผู้ซึ่งชมชอบบุรุษงามมองตามแทบไม่ละสายตาเลย


“มองอะไร! ไม่เคยเห็นฝาแฝดหรือไง” บนหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มซึ่งสวมชุดสีน้ำเงินปรากฏรอยไม่พอใจ เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่กู้เยี่ยมองมา ก็หันขวับมามองตอบอย่างไม่ข่มกลั้น เพราะตลอดทางที่เดินมานี้ เขาถูกคนมุงมองจนหัวเสีย รู้สึกเหมือนว่าแต่ละคนเห็นเขาเป็นลิงที่ถูกนำมาแสดงละครก็ไม่ปาน


ทว่าเมื่อเขามองมาถึงได้พบว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กหญิงที่ดูอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เพียงแต่ผอมแห้งไปสักหน่อย ... เอ่อ ตนจะสนว่าคนเขาผอมหรืออ้วนไปทำไม เป็นแค่เด็กผู้หญิง กลับเอาแต่จับจ้องมองบุรุษเช่นนี้ ช่างไม่สำรวมเลยจริงๆ


เด็กหนุ่มซึ่งสวมชุดผ้าแพรไหมสีเขียวนวลของท้องฟ้ากลับถลึงตาใส่น้องชายทีหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มละมุนมาให้กู้เยี่ย ในดวงตาแฝงด้วยความรู้สึกขอโทษอยู่หลายส่วน


ว้าว! บุรุษรูปงามผู้อ่อนโยน ข้าชอบ!


กู้เยี่ยตาเป็นประกาย แต่ในใจนางยังคงรู้สึกว่า บุรุษรูปงามหน้าหวานที่ช่วยชีวิตนางไว้เมื่อคราวก่อนตรงกับความงามที่นางชื่นชอบมากกว่า


“ยังจะมองอีก!” เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินก้าวฉับมาตรงหน้ากู้เยี่ยประหนึ่งลูกศร แล้วจ้องตานางด้วยความโกรธเคือง ราวกับลูกสุนัขที่เกรี้ยวกราดตัวหนึ่ง


กู้เยี่ยกระพริบตาสองที ก่อนย่นจมูกเบาๆ ตอบกลับไปอย่างขัดเคือง “ไม่ได้มองท่านสักหน่อย”


“...” จริงสิ แม่นางน้อยผู้นี้มองพี่ชายตน เกี่ยวอะไรกับตนด้วย ไม่ใช่สิ มองพี่ชายก็ไม่ได้ “ข้ากับพี่ชายข้าหน้าตาเหมือนกัน มองเขาก็เท่ากับมองข้านั่นแหละ!”


“มองพี่ชายท่านก็เท่ากับมองท่านหรือ? ถ้าเป็นอย่างที่ท่านพูด พี่ชายท่านกินข้าวแล้ว ท่านก็ไม่ต้องกินหรือ? พี่ชายท่านนอนหลับแล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นต้องนอนอย่างนั้นสิ?” กู้เยี่ยเพิ่งจะพูดออกมา คนเก็บสมุนไพรเจ้าของแผงที่รายล้อมชมเรื่องสนุกอยู่รอบด้านก็หัวเราะครืนขึ้นมา แม้ว่าเหตุผลของแม่นางน้อยผู้นี้จะฝืดฝืนไปบ้าง แต่เมื่อทบทวนให้ละเอียด ก็มีความหมายดังนั้นจริงๆ


“เจ้า... ยังจะเถียงข้างๆ คูๆ!” เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินโกรธจนหน้าแดง แต่คำสั่งสอนของตระกูลยังคงย้ำเตือนเขาว่า ไม่อาจลงมือกับเด็กผู้หญิงได้ จึงได้แต่กระทืบเท้าปึงปังเดินไปยังข้างทาง


“น้องรอง!” เด็กหนุ่มชุดเขียวนวลเห็นน้องชายพ่ายแพ้ต่อแม่หนูน้อย ก็รู้สึกขำขัน แต่เพื่อรักษาหน้าให้น้องชายตนจึงไม่กล้าแสดงออกมา


บนใบหน้าที่สุภาพอ่อนโยนของเขาประดับรอยยิ้มละมุนละไมประหนึ่งลมวสันต์ เขากล่าวกับกู้เยี่ยว่า “ข้าน้อยขออภัยแทนน้องชาย เขามีนิสัยเช่นนี้เอง แม่นางอย่าได้ถือสาเขาเลย กลับไปข้าจะอบรมเขาให้ดี”


“ท่านพี่ ข้ามิได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษนางด้วยเล่า” เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินสีหน้าไม่พอใจ สายตาดื้อรั้นไม่ยินยอม


“คุณชายท่านนี้ ท่านไม่ได้ทำความผิดอันใด ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก ข้าเข้าใจท่านดี มีน้องชายที่คอยถ่วงรั้งขาไว้เช่นนี้ คงจะต้องตามรับผิดชอบแทนเขาอยู่ร่ำไป เฮ้อ...” กู้เยี่ยส่ายศีรษะถอนหายใจราวกับเป็นผู้อาวุโส พลางจงใจปรายตามองเด็กหนุ่มชุดน้ำเงินผู้นั้นทีหนึ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสารเห็นใจและความเสียดาย


“เจ้า... เจ้าว่าใครถ่วงรั้งขา” เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินสองตาวาบประกายร้อนตัว ตั้งแต่เล็กจนโต ทุกครั้งที่เขาทำผิด ก็ล้วนต้องหลบอยู่ข้างหลังพี่ชายเสมอ เพราะทั้งสองรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน พี่ชายจึงมักรับบาปแทนเขาอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่จะปล่อยขี้เท่อต่อหน้านางเด็กบ้าผู้นี้ไม่ได้


เด็กหนุ่มชุดเขียวนวลถลึงตาจ้องเขา จนเห็นว่าน้องชายจอมอวดกร่างของตนไม่พูดอะไรแล้ว เขาก็หันมามองมือสองข้างของกู้เยี่ย ก่อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “แม่นางน้อย เจ้าเรียนวิชาปรุงสมุนไพรด้วยหรือ ได้นำสมุนไพรของเจ้ามาด้วยหรือไม่ ผู้นี้คือหลงจู๊ของร้านจี้หมินถัง เจ้านำมาให้เขาดูสิ เขาจะตีราคาให้อย่างยุติธรรม”


กู้เยี่ยก้มมองมือที่เต็มไปด้วยแผลเล็กแผลน้อยของตนเอง บางแผลถูกสีของสมุนไพรซึมเข้าไปจนล้างอย่างไรก็ไม่ออก นี่เป็นมือของคนที่เพิ่งเริ่มเรียนวิชาปรุงสมุนไพรขนานแท้ คนที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน เห็นเพียงแวบเดียวก็ดูออก


“เยี่ยเอ๋อร์ ปู่ไปจองที่ว่างด้านหน้าเอาไว้ให้ พวกเราลองไปตั้งแผงขายกันเถอะ” กู้เซียวเดินฝ่าผู้คนมา เมื่อเห็นเด็กหนุ่มแต่งเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราสองคนกำลังพูดคุยอะไรกับหลานสาว ก็เกรงว่าหลานของตนจะถูกเอาเปรียบ จึงรีบสาวเท้าก้าวมาหา


“ดีเลย!” กู้เยี่ยเห็นคนหลายคนที่มีลักษณะเหมือนพ่อค้าสมุนไพรอยู่ท่ามกลางฝูงชน ในบรรดาพวกเขาอาจจะมีคนรู้ค่าดูของเป็นก็ได้ เมื่อหันกลับมามองเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสองคนอีกครั้ง พวกเขาก็เดินไปไกลแล้ว กู้เยี่ยเพียงยักไหล่ บางทีเด็กหนุ่มชุดเขียวนวลอาจจะแค่พูดไปตามมารยาท ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มทั้งสองคนยังเด็กมาก นางไม่คิดว่าพวกเขาจะมีสายตาลึกซึ้ง แยกแยะยาสมุนไพรของอาจารย์นางได้


 


เวลานี้ กู้เซียวแบกยาสมุนไพรสองกระบุงมาจากในโรงเตี๊ยมแล้ว เขานำมาวางตรงที่ว่างมุมถนน กู้เยี่ยมองดูในจำนวนนั้น กระบุงหนึ่งเป็นของมีตำหนิที่นางฝึกฝีมือ อีกกระบุงหนึ่งเป็นของที่นางทำสำเร็จเรียบร้อยดี ส่วนห่อที่อาจารย์เป็นคนทำ นางยังไม่คิดจะนำมาวางบนแผงในตอนนี้


“เอ๊ะ? สมุนไพรนี่ลักษณะไม่เลวเลย ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอยาสมุนไพรฝีมือระดับแพทย์โอสถที่นี่ด้วย” ชายหนุ่มคนหนึ่งก้มลงหยิบอู่เว่ยจื่อ1 ห่อหนึ่งที่กู้เยี่ยฝึกหัดปรุงยาขึ้นไปให้ผู้ที่อาวุโสกว่าข้างๆ ดู


“แม่นางน้อย ยาพวกนี้ใครเป็นคนทำหรือ” ผู้อาวุโสพิจารณาลักษณะของสมุนไพรนั้น ผิวมีรอยเป็นริ้วๆ เล็กน้อย มีคราบเกลือขาวๆ เคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง เมื่อชิมรสชาติดู มีทั้งเปรี้ยว เค็ม ขม เผ็ด หวานครบทั้งห้ารส ฝีมือแม้ยังไม่ชำนาญ แต่กลับคงสรรพคุณยาไว้ไม่เลว


“ข้าเป็นคนทำเอง... ด้านนี้ยังมี...” กู้เยี่ยยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงหัวเราะงบ้าคลั่งขัดเสียก่อน


เมื่อเหลือบตาขึ้นมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มชุดน้ำเงินที่เพิ่งจะพบหน้ากันเมื่อครู่กำลังกุมท้องหัวเราะ ราวกับได้ฟังเรื่องขบขันที่สุดในโลกหล้า พลางชี้มาที่นาง “คนเขาเป็นแพทย์โอสถกว่าจะสำเร็จวิชาจากอาจารย์ ใครๆ ก็ต้องใช้เวลาสิบกว่าปี ไม่ก็หลายสิบปีฝึกฝนปรุงยากันทั้งนั้น แล้วเจ้าล่ะ? เริ่มเรียนปรุงยาตั้งแต่คลานออกมาจากท้องแม่เลยหรือ เพิ่งจะอายุไม่กี่ขวบ ยาที่เจ้าปรุงจะกินได้หรือ ถ้าเป็นพิษทำคนตาย ใครจะรับผิดชอบ”


“น้องรอง!” เด็กหนุ่มชุดเขียวนวลรู้สึกขัดเคืองและไม่เข้าใจท่าทีของน้องชายในวันนี้... ทำไมวันนี้น้องรองต้องคอยหาเรื่องแม่นางน้อยผู้นี้ด้วยนะ


เขาเอ็ดน้องชาย จากนั้นก็เหลือบมองผู้อาวุโสท่านนั้นและชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง รีบขยับขึ้นหน้าประมานมือคารวะ “ประมุขบ้านจ้าว ครานี้หลานมีโอกาสคารวะแล้ว พี่สามจ้าวไม่ได้พบกันนาน ห่างหายไปคงสบายดี”


ภายในตลาดนัดที่ชุมนุมเล็กๆ นี้ คิดไม่ถึงว่าจะได้พบกับประมุขบ้านของร้านไป่เฉ่าถัง หรือว่า... อีกฝ่ายจะได้ข่าวอะไรมา


“หลานชายไม่ต้องมากพิธี ไม่คิดว่ามาถึงตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อนี้แล้วจะได้พบคนคุ้นเคย” ผู้อาวุโสพยักหน้ารับ พลางกล่าวยิ้มๆ


ไป๋จี๋กำลังจะถามไถ่อีกฝ่ายว่าไปมาอย่างไร แต่กลับถูกเสียงกังวานใสขัดจังหวะเสียก่อน


“ข้ารับผิดชอบเอง!” กู้เยี่ยสีหน้าเย็นชา สองตาตวัดมองอย่างเฉียบคม บนร่างผอมบางแผ่รังสีที่ไม่อาจล่วงเกินได้อย่างหนึ่งออกมา เด็กหนุ่มชุดน้ำเงินค่อยๆ เก็บยิ้ม เพียงแต่แววตายังคงแฝงความไม่ยี่หระและไม่เชื่อถืออยู่หลายส่วน


“แม่นางน้อย เขา...” เด็กหนุ่มชุดเขียวนวลสีหน้าขอโทษ กำลังคิดจะพูดอะไร แต่กลับถูกกู้เยี่ยยับยั้งไว้


“ท่านเคยเห็นข้าปรุงยาแล้วหรือ? ไม่เคย แล้วท่านมีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์ส่งเดช ปรุงยานอกจากต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือพรสวรรค์ เท่าที่ข้ารู้ ผู้ชนะในงานประลองโอสถเมื่อปีที่แล้วก็เป็นคนหนุ่มที่เพิ่งเข้าพิธีสวมหมวก2 มิใช่หรือ หากยึดตามหลักของท่าน ใช้เวลาเรียนมากถึงจะมีความสามารถสูง เช่นนั้นทุกๆ ห้าปีถึงค่อยจัดงานชุมนุมใหญ่สักครั้ง แล้วจะจัดการประลองปรุงยาไปทำไมกัน แค่เก็บตัวบ่มอายุเพาะประสบการณ์อยู่แต่ในบ้านก็ได้แล้วกระมัง” เวลาที่กู้เยี่ยโมโหขึ้นมา ฝีปากแก่กล้าก็จะระเบิดออกมาให้เห็น


กู้เซียวยืนอยู่ข้างหลังหลานสาว ยังต้องมองนางใหม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ดูท่า การเรียนปรุงยาจากปราชญ์โอสถ ไม่เพียงดึงพรสวรรค์ในด้านปรุงยาและวิชาแพทย์ของนาง แต่ยังเปลี่ยนนิสัยนางให้กล้าหาญชาญชัยได้ถึงเพียงนี้... อืม ช่างเป็นเรื่องที่ดี หลานสาวของเขากู้เซียวจะยอมให้คนมารังแกง่ายๆ ได้อย่างไร


“แม่นางน้อยสอนสั่งได้ถูกต้อง ไป๋จื่อ ยังไม่ขอโทษอีก!” บนใบหน้าอ่อนโยนของไป๋จี๋เด็กหนุ่มชุดเขียวนวลพลันฉาบด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็ง ในดวงตาคู่งามวาบประกายโทสะวูบหนึ่ง แต่ก็กดข่มลงอย่างรวดเร็ว


เมื่อพี่ชายเรียกขานชื่อของตน ไป๋จื่อก็รู้ว่าเขาโกรธจริงๆ แล้ว ทว่าบนใบหน้ายังคงแฝงความไม่ยินยอมทำตาม “ท่านพี่ ยังไม่เห็นนางปรุงสมุนไพรเลย ท่านรู้ได้อย่างไรว่าที่ข้าพูดนั้นไม่จริง นางเป็นแค่หญิงชาวบ้านอายุเจ็ดแปดขวบ จะทำยาสมุนไพรดีๆ ออกมาได้อย่างไร”


“ท่านพูดถูก!” จู่ๆ กู้เยี่ยก็ผสมโรง ทำเอาไป๋จื่ออึ้งตะลึง เพียงแต่คำพูดต่อมาของนางกลับทำให้เขาสีหน้าเปลี่ยน “หูได้ยินอาจลวงหลอน ตามองเห็นจึงจะประจักษ์จริง ท่านไม่เคยเห็นข้าปรุงยาสมุนไพร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่ยาดี ผู้เยาว์เอ๋ย จะตักเตือนสักประโยค เรื่องธรรมดาโลกนั้นอย่าได้บุ่มบ่ามคิดเองเออเอง!”


แม่นางน้อยที่ดูเหมือนอายุเพียงเจ็ดแปดขวบผู้หนึ่ง วางทีท่าเอ่ยวาจาประหนึ่งผู้อาวุโสมากประสบการณ์ พาให้ผู้คนอดยิ้มขำไม่ได้ ทว่า คำพูดของนางล้วนมีเหตุผล ทำให้คนไม่อาจคัดค้าน


ไป๋จื่อโกรธจนตาแทบถลน คิดคำพูดโต้แย้งไม่ออก ได้แต่เสเปลี่ยนไปตอบโต้ด้วยการกระทำ เขาหยิบฉินผี3 จากกระบุงของที่ปรุงในช่วงฝึกฝนฝีมือขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วอังๆ ที่จมูกเพื่อดมกลิ่น “ดูๆ แล้ว ฝีมือการหั่นอยู่ในระดับมือใหม่”


“ท่านพูดไม่ผิด นี่เป็นของที่ข้าทำเมื่อตอนเพิ่งเริ่มเรียนปรุงยาใหม่ๆ แม้ฝีมือการหั่นจะไม่ได้เรื่อง แต่ท่านลองดูลักษณะของการแช่ชุบและการตากแห้งสิ ระดับนี้ส่งผลต่อสรรพคุณยาหรือไม่” กู้เยี่ยหยิบฉินผีจากกระบุงยาอีกใบ ฝีมือการหั่นเห็นชัดว่าชำนาญขึ้นมากแล้ว “ฉินผีชิ้นนี้ ตั้งแต่การเก็บ ล้าง แช่ จนถึงขั้นหั่น ข้าล้วนทำเองคนเดียวจนสำเร็จ ช่วงระยะเวลาที่ทำฉินผีระหว่างสองชิ้นนี้ ห่างกันเพียงแค่วันเดียว ท่านลองดูอีกทีสิ ว่าชิ้นนี้เป็นเช่นไร”


ไป๋จื่อเกิดในตระกูลพ่อค้าสมุนไพร คนอื่นเรียนหนังสือให้แตกฉาน แต่คนในบ้านพวกเขาเริ่มจากแยกแยะสมุนไพรให้แตกฉากถ่องแท้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เด็กๆ ในตระกูลพวกเขายังไม่ทันเริ่มเรียนเขียนอ่าน ก็ต้องรู้จักแยกแยะสมุนไพรให้เป็นก่อนแล้ว คุณภาพดีเลวของเปลือกฉินผีสองชิ้นนี้ เขาเพียงมองแวบเดียวก็ย่อมรู้ได้ทันที ชิ้นที่แม่นางน้อยหยิบขึ้นมาเองนั้น หากให้เขาวิจารณ์ละก็ นับว่าเข้าขั้นชั้นยอดแล้ว


เพียงแต่ เขายังดึงดันไม่เชื่อถือ เวลาเพียงแค่สองวัน นางหนูผู้นี้จะก้าวหน้าถึงเพียงนั้นได้เชียวหรือ แม้แต่แพทย์โอสถใหญ่ผู้ได้รับขนานนามว่าเป็นยอดอัจฉริยะ ยังไม่รุดหน้ารวดเร็วเท่านี้เลย


ก่อนที่เขาจะเปิดปากเอ่ยอะไร ประมุขบ้านจ้าวแห่งร้านไป่เฉ่าถังกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม “อืม แม้ว่าวิธีปรุงฉินผีเหล่านี้จะค่อนข้างธรรมดา แต่ยิ่งใช้วิธีธรรมดามากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นผลให้สรรพคุณ ฉินผีชิ้นนี้ ถ้าหากแม่นางน้อยใช้เวลาแค่สองวันฝึกฝนจนทำออกมาได้ หนทางข้างหน้าของแม่นางน้อยก็ยาวไกลไม่จำกัดแล้ว”


“ท่านผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้ว” นานทีกู้เยี่ยจะกล่าวอย่างอ่อนน้อมเช่นนี้ ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มขวยเขิน เผยให้เห็นลักยิ้มจางๆ ตรงข้างแก้ม


1 อู่เว่ยจื่อ หรือโหงวบี่จี้ แปลตรงตัวว่า ‘ผลห้ารส’ เป็นสมุนไพรจีนที่ทำจากผลของต้น Schisandra Berry


2 พิธีสวมหมวก คือพิธีการโบราณที่จัดขึ้นสำหรับชายหนุ่มที่อายุครบ 20 ปี เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์แล้ว


3 ฉินผี หรือฉิ่งพ้วย แปลตรงตัวว่า ‘เปลือกไม้เฉิน’ เป็นสมุนไพรจีนที่ทำจากเปลือกลำต้นและเปลือกกิ่งของต้นเฉิน หรือต้น Ash (Fraxinus) ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์


34 บทที่ 34 ทะเลาะกัน

 


ไป๋จื่อรู้สึกคับแค้นใจ นางเด็กบ้านี่เวลาพูดกับคนอื่นทำเป็นนอบน้อมถ่อมตัว แต่กับเขากลับดุเสียอย่างกับเป็นแม่เสือน้อยที่เขี้ยวยังไม่ทันยาว ช่างปฏิบัติแตกต่างกันเกินไปหรือไม่? เขาไม่คิดเลยว่า เพราะเขาเองทำท่าทางไม่ดีใส่ก่อน คนที่เชื่อมั่นในตนเองเต็มเปี่ยมและร่ำรวยโทสะเช่นกู้เยี่ยถึงได้พุ่งเป้าต่อต้านเขาเช่นนี้


ไป๋จี๋ก้มลงดูยาสมุนไพรอยู่ด้านข้าง สายตาพลันจับจ้องไปที่หวงจิงชิ้นหนึ่งที่ปรุงมาแล้ว หวงจิงในท้องตลาดทั่วไปใช้วิธีล้างทำความสะอาดหลังจากฝัดแยกเอาเศษฝุ่นออกก่อน นึ่งหกชั่วยาม ฝานเป็นแผ่นบาง แล้วตากให้แห้ง บนโลกนี้มีเพียงคนเดียวที่คิดค้นวิธีปรุงแบบใหม่ ทำให้ได้หวงจิงซึ่งคงสรรพคุณสูงอย่างยิ่ง คนผู้นั้นก็คือ... ปราชญ์โอสถ


และหวงจิงที่อยู่ในมือไป๋จี๋เวลานี้ก็มิได้ใช้วิธีปรุงธรรมดา ทั้งไม่ใช่สูตรของปราชญ์โอสถ แต่เป็นวิธีที่เขาไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน ลักษณะของหวงจิงชิ้นนี้เป็นสีน้ำตาลคล้ำ ผิวเป็นเงา ตรงใจกลางสีน้ำตาลเข้ม เนื้อนิ่ม รสหวาน สรรพคุณยายอดเยี่ยมยิ่ง!


“คุณชายใหญ่ หวงจิงในมือของท่านชิ้นนั้นใช้สุราเหลืองตั้งตุ๋นในน้ำต้ม หลังจากตุ๋นสุราแล้วจะทำให้รสเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน ทั้งยังเพิ่มสรรพคุณสลายอุดคั่งด้วย การใช้สุราเหลืองช่วยขจัดรสชาลิ้นของรากหวงจิง ไม่ทำให้เสียดแสบกระเพาะลำไส้ และช่วยขับชูฤทธิ์ยาให้สมบูรณ์” กู้เยี่ยเห็นคุณชายชุดเขียวนวลถือหวงจิงชิ้นนั้นพลิกดูไปมาอยู่นาน จึงใจดีคลายข้อสงสัยให้เขา ใครใช้ให้นางรู้สึกประทับใจเด็กหนุ่มผู้งดงามและอ่อนโยนกันเล่า หากเปลี่ยนเป็นคุณชายชุดน้ำเงินท่านนั้น... ขอโทษที่ไม่ส่ง จะไปไหนก็ไป!


“เอ่อ... เจ้านำตำรับลับเฉพาะมาประกาศแก่ผู้คน ตระกูลเจ้าจะไม่ตำหนิเอาหรือ” ไป๋จี๋วางยาสมุนไพรลงอย่างเกรงใจ และมองไปรอบๆ อย่างไม่วางใจ อดที่จะเตือนสตินางไม่ได้


กู้เยี่ยยิ่งรู้สึกดีต่อเขามากขึ้น นางเหยียดปากยิ้ม ก่อนกล่าวว่า “คนทั่วโลกหล้าล้วนรู้จักวิธี ‘เก้านึ่งเก้าแดด’ ของปราชญ์โอสถ แต่มีใครบ้างเล่าที่ปรุงหวงจิงเก้าครั้งได้สำเร็จ ที่คนมักกล่าวว่า ‘สูญเสียเสี้ยวเล็บ เก็บเกี่ยวพันหลี่’ การปรุงยาก็ยิ่งต้องเป็นเช่นนี้ เป็นอย่างไรคุณชายใหญ่ หวงจิงของข้า ท่านจะสั่งสักหน่อยหรือไม่”


“หวงจิงนี่ เจ้าปรุงเองจริงๆ หรือ” ไป๋จื่อหันมาพิจารณาดู แทบอยากจะกัดดูสักคำ ว่าขจัดรสชาลิ้นไม่เสียดแสบอย่างที่นางหนูผู้นี้บอกจริงหรือไม่


“ถ้าไม่จริงก็รับคืนทั้งหมด” กู้เยี่ยกลอกตาใส่เขา แล้วหันไปทางเด็กหนุ่มรูปงามชุดเขียวนวลต่อ “คุณชายใหญ่ ทางนี้ยังมียาสมุนไพรอย่างอื่นด้วย เชิญท่านเลือกดูได้ตามสบายเลย”


“แม่นางน้อย เจ้าอย่าได้เลือกที่รักมักที่ชังสิ” ประมุขบ้านจ้าวที่อยู่ข้างๆ รอยยิ้มเกลื่อนหน้า มองดูแม่นางน้อยด้วยความสนอกสนใจ ในน้ำเสียงแฝงด้วยความนับถือชื่นชม


“ผู้อาวุโส ท่านต้องการอะไรหรือ เลือกดูได้เต็มที่เช่นกัน ข้าลดให้ท่านสองส่วน” กู้เยี่ยสอบถามราคาจากแผงขายยาสมุนไพรที่มีอยู่ไม่กี่เจ้ามาบ้างแล้ว เดิมทีหากเปรียบเทียบสมุนไพรที่ปรุงแล้วกับสมุนไพรสด ราคาต่างกันถึงสองสามเท่า หรือกระทั่งมากกว่านั้น สมุนไพรปรุงอย่างดีที่นำมาสองกระบุงนี้ก็น่าจะขายได้เงินไม่น้อยเลย


จะรวยแล้ว! กู้เยี่ยแอบลิงโลดอยู่ในใจ นิสัยเห็นแก่เงินผุดโผล่ออกมาแล้ว


ไป๋จี๋กำลังเลือกดูสมุนไพรจากกระบุง เห็นยาสมุนไพรห้าหกชนิดภายในนั้น เขายิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา แม้จะบอกว่าวิธีปรุงสมุนไพรส่วนใหญ่ก็คล้ายกันทั้งนั้น แต่แพทย์โอสถใหญ่แต่ละคนล้วนมีทำนองเฉพาะของตนเอง


ต้องบอกว่าบนโลกนี้นักปรุงยาที่มีชื่อเสียงที่สุด และทำนองโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุดก็คือปราชญ์โอสถผู้อาวุโสเจิ้งอย่างมิต้องสงสัย แม้จะกล่าวกันว่าปราชญ์โอสถเร้นเสียงซ่อนรอยมาสิบกว่าปี แต่ยาสมุนไพรของเขากลับไม่มีใครเอาชนะได้ แม้แต่ศิษย์รักที่เขาตั้งใจสอนสั่งก็ยังยากจะเทียบไม่เท่าหนึ่งในสิบส่วนของเขาเลย


พ่อค้าสมุนไพรทั้งหลายล้วนร่ำรวยได้จากการขายยาสมุนไพรของปราชญ์โอสถ แต่นิสัยของปราชญ์โอสถนั้นชอบยั่วเย้ากลั่นแกล้ง เห็นการปั่นหัวพ่อค้าที่ตามประจบเขาเหล่านั้นเป็นเรื่องสนุก เวลาที่เขาปรุงยาออกมาจะไม่ออกหน้าด้วยตัวเอง แต่กลับหาคนที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักครั้งมาส่งยาสมุนไพรให้ที่ร้านโอสถ ตั้งราคาไว้สูงกว่ายาสมุนไพรทั่วๆ ไป แต่ก็ต่ำกว่ายาสมุนไพรชั้นเลิศ


เถ้าแก่ร้านโอสถจำนวนมากมีตาแต่หารู้ไม่ว่าเป็นเขาไท่ซาน1 มักบอกปัดปฏิเสธยาสมุนไพรของปราชญ์โอสถ ปราชญ์โอสถจึงโผล่มาปรากฏกายครั้งหนึ่ง พาให้ผู้คนสะอึกสะอื้น บรรดาร้านโอสถต่างเสียใจไส้เขียวกันเป็นแถว


สุภาษิตว่าไว้ ‘เสียรู้หนึ่งครั้ง ปัญญาเกิดหนึ่งหน’ ร้านโอสถที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต่างทุ่มเทศึกษาข้อเด่นของยาสมุนไพรของปราชญ์โอสถโดยเฉพาะ ทั้งยังให้คนรุ่นหลังในตระกูลร่ำเรียนวิชาอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่พลาดโอกาสที่จะได้ร่วมค้าขายกับปราชญ์โอสถสักครั้ง ร้านจี้หมินถังเองก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน


เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ร้านจี้หมินถังเป็นเพียงแค่ร้านโอสถเล็กๆ ที่มิได้มีชื่อเสียงอะไร แต่เพราะศึกษายาสมุนไพรของปราชญ์โอสถจนคุ้นเคยดี รับซื้อยาสมุนไพรที่ปราชญ์โอสถปรุงเองกับมือมาจำนวนหนึ่งในราคาถูก จึงค่อยๆ เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา พวกเขามุมานะอุตสาหะสร้างกิจการมาตลอดยี่สิบปี ร้านจี้หมินถังจึงแผ่ขยายไปทั่วทุกย่านมุมในแคว้นตงหลิง และมีชื่อชั้นไม่แพ้ร้านเก่าแก่นับร้อยปีอย่างร้านไป่เฉ่าถัง


ฝีมือปรุงยาของกู้เยี่ย ปราชญ์โอสถเป็นผู้หล่อหลอมผสมผสานประสบการณ์และหลักการจากตำราสมุนไพร แล้วนำมาถ่ายทอดสอนสั่งให้แก่นางอย่างหมดไส้หมดพุง ย่อมต้องมีจุดเด่นจากวิธีปรุงยาของปราชญ์โอสถอยู่หลายส่วน ลูกหลานสกุลไป๋รุ่งเรืองจากการแยกแยะสมุนไพร จึงรู้จักลักษณะยาฝีมือปราชญ์โอสถเป็นอย่างดี ยาสมุนไพรเหล่านี้จะรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของไป๋จี๋ไปได้อย่างไร


คุณภาพของยาสมุนไพรเหล่านี้ไม่เลวเลย แต่ฝีมือปรุงยังไม่ชำนาญ เขาเชื่อที่แม่นางน้อยกล่าวว่านางเป็นผู้ทำเอง แต่เขายังเชื่อด้วยว่า วิธีการปรุงยาของแม่นางน้อยผู้นี้ต้องเกี่ยวข้องกับปราชญ์โอสถอย่างแน่นอน ศิษย์ผู้นั้นของปราชญ์โอสถสำเร็จวิชาจากอาจารย์แล้วก็กลายเป็นแพทย์โอสถใหญ่ แต่ไม่เคยได้ยินว่าเขารับศิษย์คนใดเป็นของตนเอง อีกทั้งธรรมดาแล้วจะไม่รับศิษย์ผู้หญิง เว้นก็แต่ปราชญ์โอสถผู้มีนิสัยผิดแผก ไม่แยแสธรรมเนียมประเพณีผู้นั้น...


ไป๋จี๋มองประมุขบ้านจ้าวครั้งหนึ่ง เชื่อว่าเขาก็คงดูเบาะแสร่องรอยนี้ออกเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่เสียเวลาลดตัวมาชื่นชมอยู่หน้าแผงของแม่หนูน้อยที่แต่งตัวธรรมดาๆ นานขนาดนี้ ไป๋จี๋หรี่ตาลงน้อยๆ... ไม่ได้ ต่อให้คิดผิด ก็ไม่อาจปล่อยผ่านพลาดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปราชญ์โอสถไปเป็นอันขาด


“แม่นางน้อย ข้าต้องการสมุนไพรกระบุงนี้!” ประมุขบ้านจ้าวกับไป๋จี๋ผายมือไปทางสมุนไพรกระบุงนั้นแทบจะพร้อมๆ กัน


ใบหน้าของประมุขบ้านจ้าวยังคงประดับรอยยิ้มไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับยิ้มไปไม่ถึงดวงตา “ข้าได้ยินได้ฟังเสมอว่าหลานรักรู้ขนบธรรมเนียมเป็นที่สุด เช่นนั้นหลัก ‘เคารพผู้อาวุโสนับถือผู้ประเสริฐ’ เจ้าคงจะเข้าใจดีกระมัง”


“หลานได้ยินได้ฟังมาว่าประมุขบ้านจ้าวห่วงใยเมตตาคนรุ่นหลังอย่างยิ่ง อีกทั้งไป่เฉ่าถังก็ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เจริญรุ่งเรืองมาเป็นร้อยปี เชื่อว่าประมุขบ้านจ้าวคงจะไม่แย่งชิงสมุนไพรกระบุงหนึ่งกับเด็กเป็นแน่” ไป๋จี๋ยังคงสุภาพอ่อนโยน แต่ท่าทีกลับเด็ดขาดหนักแน่นยิ่ง


ประมุขบ้านจ้าวเห็นว่าอ้างหลัก ‘ผู้อาวุโสย่อมมาก่อน’ ไม่ได้ผล จึงหันไปทางแม่นางน้อยเจ้าของแผง พูดเสียงอ่อนโยนน่านับถือ “แม่นางน้อย เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าสามารถเลือกซื้อได้ตามใจ เรื่องลดราคาข้าไม่ต้องการหรอก เช่นนี้แล้วเจ้าว่าดีหรือไม่”


กู้เยี่ยเพิ่งจะพยักหน้าครั้งหนึ่ง ก็ถูกไป๋จี๋ทัดทานด้วยสีหน้าร้อนรน “แม่นางน้อย สมุนไพรกระบุงนี้ ข้าเป็นผู้ซักถามก่อน ตามกฎของตลาดโอสถ เวลาพูดคุยราคา หากฝ่ายหนึ่งยังไม่มีทีท่าเลิกล้ม ก็ไม่ควรขายให้คนอื่นนะ”


“หลานรักพูดเช่นนี้ผิดแล้ว แม่นางน้อยเพียงแค่เห็นเจ้าสนอกสนใจหวงจิงชิ้นนั้น จึงใจดีชี้แนะแก่เจ้าเท่านั้น แต่แรกเริ่มพวกเจ้าสองฝ่ายมิได้มีท่าทีซื้อขายกัน ข้าไม่ได้ทำลายกฎของตลาดเสียหน่อย” ประมุขบ้านจ้าวยกเหตุผลขึ้นสู้อย่างไม่คิดลดละ


“ประมุขบ้านจ้าว ตอนที่หลานกำลังแสดงจำนงว่าต้องการซื้อของ ก็ถูกท่านขัดขึ้นมาพอดี หลานมิได้มีทีท่าชัดเจนว่าจะไม่ซื้อเลย! ท่านสอดเท้ามาขวางเช่นนี้ ดูท่าจะไม่เหมาะสมนัก” ไป๋จี๋ไม่ยอมแม้แต่ครึ่งก้าว จี้หมินถังกับไป่เฉ่าถัง เจ้าหนึ่งเป็นดาวเจิดจรัสดวงใหม่ของวงการโอสถ อีกเจ้าหนึ่งเป็นร้านเก่าแก่นับร้อยปี การแก่งแย่งกันย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ บางทีอนาคตของจี้หมินถังจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำก็อาจวัดที่ครั้งนี้ ไป๋จี๋จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด


กลิ่นดินปืน2ระหว่างสองฝ่ายเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ปะทุ ระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างราวกับเงื้อกระบี่ง้างเกาทัณฑ์กันอยู่นั้น เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “เอ่อ... พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลย ยังไม่ทันได้ลองเสนอราคาเปรียบเทียบกัน มาทะเลาะกันแบบนี้จะไปมีประโยชน์อะไร”


“เจ้าเสนอราคามาได้เลย ขายสมุนไพรกระบุงนี้ให้ข้าเถอะ!” หนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กหนุ่มเอ่ยปากพร้อมกันอีกครั้ง ใจตรงกันอย่างยิ่ง


“เอ่อ... ที่จริงแล้ว ในโรงเตี๊ยมยังมีอีกสองกระบุง คุณภาพพอๆ กับกระบุงนี้เลย คนเราพบกันเพราะมีวาสนา ถ้อยทีถ้อยอาศัยย่อมรุ่งเรืองร่ำรวย พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลย” กู้เยี่ยคิดไม่ถึงว่า ในตำบลไร้ชื่อเล็กๆ แห่งนี้ จะมีผู้ที่จำวิธีปรุงสมุนไพรของอาจารย์ได้ แถมยังมิได้มีแค่คนเดียวด้วย


นางปาดเหงื่อตรงขมับทั้งที่ไม่มีอยู่ ในใจรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้นำยาสมุนไพรที่อาจารย์ทำเองออกมาด้วย ไม่เช่นนั้นสองคนนี้จะต้องตีกันแน่ๆ... โธ่โถ ชื่อเสียงของปราชญ์โอสถช่างโด่งดังค้ำฟ้าจริงๆ


เมื่อได้ยินว่าสมุนไพรคุณภาพแบบเดียวกันยังมีอีกสองกระบุง กลิ่นดินปืนของหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กหนุ่มก็สลายหายไปดุจหมอกควันทันใด ต่างยิ้มแย้มโอภาปราศรัยไปตามเรื่อง ราวกับว่าคนที่ทะเลาะกันประหนึ่งไก่ชนเมื่อครู่นี้ไม่ใช่พวกเขาทั้งสองคนอย่างไรอย่างนั้น กู้เยี่ยถึงกับทอดถอนใจ... สองคนนี้ฝึกฝนวิชาเปลี่ยนหน้าจนช่ำชองดีเหลือเกิน


 


สมุนไพรสามกระบุง ประมุขบ้านจ้าวกับไป๋จี๋หารือว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง จากนั้นก็เหลือแค่ตกลงราคาแล้ว กู้เยี่ยกระแอมไอสองที กล่าวต่อลูกค้ารายใหญ่ทั้งสองว่า “ความจริงแล้ว ข้าเองก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องแวดวงสมุนไพรมากนัก เช่นนั้น... พวกท่านเปิดราคาก่อนไม่ดีกว่าหรือ ข้าเชื่อว่า ด้วยชื่อเสียงของไป่เฉ่าถังและจี้หมินถัง คงจะไม่เอาเปรียบแม่นางน้อยเช่นข้าเป็นแน่”


ทางด้านหลังของนาง กู้เซียวซึ่งคอยสังเกตทุกอย่างอยู่เงียบๆ มาตลอด ก้มลงมองหลานสาวของตน เขารู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนางราวกับจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์... แม่หนูน้อยผู้นี้ เมื่อตอนเดินตลาดมาตลอดทางก็สอบถามราคามาแล้วไม่ใช่หรือ


ถ้าหากแม่นางน้อยผู้นี้เกี่ยวข้องกับปราชญ์โอสถจริง เช่นนั้นต้องหาวิธีทำให้นางรู้สึกพึงพอใจมากขึ้น... ประมุขบ้านจ้าวแย่งพูดขึ้นก่อน “ยาสมุนไพรของเจ้าเหล่านี้คุณภาพไม่เลว ข้าให้ราคาตามยาสมุนไพรชั้นยอด เจ้าว่าอย่างไร”


กู้เยี่ยหันไปมองพี่ชายชุดเขียวนวล สัญชาตญาณบอกนางว่า คุณชายท่านนี้จะไม่รังแกนางกระมัง


ไป๋จี๋พยักหน้าน้อยๆ “ฝีมือปรุงสมุนไพรของเจ้า เทียบเท่าระดับแพทย์โอสถ เพียงแต่ยังด้อยกว่าแพทย์โอสถใหญ่อยู่บ้าง ที่ประมุขบ้านจ้าวประเมินว่าเป็นสมุนไพรชั้นยอด นับว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง”


ประมุขบ้านจ้าวยังเอาใจต่อ “แม่นางน้อย เจ้าวางใจเถิด ร้านไป่เฉ่าถังของพวกเรามีชื่อเสียงเชื่อถือได้ จะเด็กหรือแก่ก็ล้วนไม่หลอกลวง ต่อไปภายหน้ายังมีโอกาสค้าขายร่วมกันอีกมาก ข้าจะเอาความน่าเชื่อถือของไป่เฉ่าถังมาล้อเล่นได้อย่างไร”


ในที่สุดยาสมุนไพรสามกระบุงก็ขายไปที่ราคาห้าสิบหกตำลึง เป็นราคาที่สูงกว่าที่กู้เยี่ยคาดไว้มาก พึงรู้ว่ายาสมุนไพรที่นางปรุงบางอย่างก็เป็นสมุนไพรที่พบได้ทั่วๆ ไป ราคาหวงจิงที่สูงที่สุดยังไม่เกินชั่งละแปดสิบเหวิน แต่ยาสมุนไพรที่ร้านโอสถทั้งสองเจ้าซื้อจากนางไป นอกจากคุณภาพไม่เลวแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณูปการของท่านอาจารย์


ตอนที่ประมุขบ้านจ้าวเอ่ยปากถามถึงบ้านของนาง นางก็เลือกที่จะปิดบัง นางไม่คิดจะให้บ้านของตนต้องถูกคนแปลกหน้ามาเยี่ยมเยือนวอแววุ่นวายหรอก อาจารย์ของนางก็ต้องทำเช่นนี้เหมือนกันแน่


ไป๋จี๋กลับใช้วิธีที่ต่างไป เขาชี้ไปที่หลงจู๊วัยกลางคนที่ติดตามมาผู้นั้น แล้วบอกกับกู้เยี่ยว่า “แม่นางน้อย ต่อไปหากเจ้ามีสมุนไพรต้องการจะขาย ก็มาหาหลงจู๊ฝางที่จี้หมินถังในตำบลนี้ได้เลยนะ เขาจะให้ราคาที่เป็นธรรมแก่เจ้า”


1 มีตาแต่หารู้ไม่ว่าเป็นเขาไท่ซาน เป็นสำนวน หมายถึงดูไม่ออกว่าใครสูงส่ง ร่ำรวย ปราดเปรื่องหรือสลักสำคัญ โดย ‘เขาไท่ซาน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ามหาบรรพตของจีน มักใช้เปรียบเปรยถึงบุคคลที่มีศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่ หรือเป็นคนสำคัญ คนที่โดดเด่นของวงการ


2 กลิ่นดินปืน เป็นสำนวน ใช้เปรียบเปรยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งขั้นรุนแรง มาจากการรบในสมัยโบราณที่ใช้ปืนใหญ่ยิงกองทัพศัตรู


35 บทที่ 35 มีคนตาย!

 


เวลานี้ประมุขบ้านจ้าวรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ร้านโอสถไป่เฉ่าถังไม่ได้เปิดสาขาย่อยที่ตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อแห่งนี้ เพราะแต่ไรมาไป่เฉ่าถังมุ่งแต่ก่อตั้งสาขาในจังหวัดและมณฑลใหญ่ ไม่เคยสนใจท้องที่เล็กๆ มาก่อน แตกต่างจากร้านจี้หมินถัง หลังจากมีเด็กหนุ่มรุ่นใหม่มาดูแลจนรุ่งเรือง ก็แผ่ขยายสาขาไปทั่วทุกตำบลเมืองและอำเภอจังหวัด


ทว่า ถ้าเขาดูไม่ผิดละก็ แม่นางน้อยผู้นี้มิใช่ของนอนนิ่งในสระ1 สักวันหนึ่งพวกเขาจะต้องมีโอกาสได้ร่วมมือกับนางเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้น ประมุขบ้านจ้าวก็ยิ้มอ่อนโยนอย่างเอ็นดูเมตตายิ่งกว่าเดิม “หากแม่นางน้อยมีโอกาสไปยังเมืองเหยี่ยนเฉิง หวังว่าจะได้ไปเยี่ยมเยือนร้านไป่เฉ่าถังบ้าง ข้าจะสั่งหลงจู๊ของที่นั่นให้คอยรับรอง”


แม้ไป๋จื่อจะไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายและประมุขบ้านจ้าวจะต้องให้ความสำคัญกับนางหนูผู้นี้นัก เพียงแต่เขาก็ยังรู้จักหนักเบา เอ่ยกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น “จี้หมินถังของเราก็มีสาขาอยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงด้วยเหมือนกัน”


“หลานชายไป๋ พวกเจ้าได้กินเนื้อสัตว์แล้ว ก็ให้ผู้อื่นได้ดื่มน้ำแกงบ้างเถิด จะว่าไป ถ้าหากเป็นดังที่พวกเราคาดการณ์จริง เจ้าคิดว่าศิษย์ของคนผู้นั้นจะมีใครผูกมัดไว้ได้หรือ นอกเสียจาก...”


ประมุขบ้านจ้าวพลันตวัดสายตาไปยังใบหน้าของนายน้อยทั้งสองแห่งร้านจี้หมินถัง... หล่อเหลางดงามจริงๆ มิน่าเล่า เมื่อครู่แม่นางน้อยจึงจ้องมองตาไม่กะพริบ


ประมุขบ้านจ้าวเริ่มครุ่นคิดว่าในสกุลมีเด็กหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาเทียบเทียมทั้งสองคนนี้หรือไม่ ตามธรรมเนียม สตรีออกเรือนเชื่อฟังสามี นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์โอสถใหญ่มักไม่ยินดีรับลูกศิษย์ผู้หญิง


ทว่า... ประมุขบ้านจ้าวมองดูรูปร่างเล็กบาง ใบหน้าเยาว์วัย และสีหน้าท่าทางที่ยังไม่ประสาของแม่นางน้อยแล้ว... หากพูดเรื่องเช่นนี้ในตอนนี้ก็เกรงว่าจะเร็วไปสักหน่อย


เพียงแต่ภายในร่างของเด็กหญิงกู้เยี่ยเอ๋อร์ไม่ใช่แม่นางน้อยอายุสิบเอ็ดสิบสองขวบ ย่อมเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของประมุขบ้านจ้าวดี... บ้าชะมัด นี่กะจะใช้แผนบุรุษรูปงามเข้าหลอกล่อเลยรึ! แต่จะว่าไป...


กู้เยี่ยเลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มชุดเขียวนวล หากให้บุรุษรูปงามเช่นนี้มาผูกมัดนาง... อ๊ายยย ส่งมาไวๆ ได้เลย!


แม้ว่าในใจนางจะมีความคิดอกุศลมากแค่ไหน แต่ใบหน้าของนางกลับไม่เผยร่องรอยเลยแม้แต่นิด หลังจากส่งลูกค้าคนสำคัญระดับร้านโอสถไป่เฉ่าถังและจี้หมินถังไปแล้ว แผงเล็กๆ ของนางก็ถูกฝูงชนเข้ารุมล้อมทันทีทันใด


ในหมู่พ่อค้าสมุนไพร คนที่รู้จักประมุขบ้านเจ้าแห่งร้านไป่เฉ่าถังและนายน้อยไป๋แห่งจี้หมินถังนั้นมีมากมายไม่น้อย แม้จะไม่รู้ว่ายาสมุนไพรของแม่หนูน้อยผู้นี้มีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร แต่สามารถทำให้ร้านโอสถใหญ่สองเจ้าแย่งชิงกันได้ จะต้องดีอย่างยิ่งแน่ ยาสมุนไพรจากการฝึกฝีมือที่เหลืออยู่ในกระบุงจึงขายหมดไปอย่างรวดเร็ว และถึงจะได้ราคาเท่ากับยาสมุนไพรระดับทั่วไป แต่ก็ขายได้เงินถึงห้าตำลึงเลยทีเดียว


“ท่านปู่ ไปกันเถอะ ข้าจะเลี้ยงอาหารท่านมื้อใหญ่เลย!” กู้เยี่ยซุกเงินหกสิบกว่าตำลึงไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะเดินยืดตัวเชิดหน้าจนปลายจมูกชี้ฟ้า พุงน้อยๆ ยื่นออกมาราวกับเศรษฐีใหญ่อวดเบ่งไปทั่ว


กู้เซียวไม่เคยคิดมาก่อนว่ายาสมุนไพรที่แบขายเต็มท้องถนนเหล่านั้นจะขายได้เงินมากมายขนาดนี้ ทว่า เงินเพียงไม่กี่สิบตำลึง สำหรับเขาแล้วไม่มีค่าให้ต้องพูดถึง เพียงแต่เมื่อเห็นท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของหลานสาว เขาจึงทำท่าร่วมยินดีปรีดาเพื่อให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ “ได้ วันนี้ปู่จะสนองความร่ำรวยของหลานสาว ตามไปกินอาหารดีๆ สักมื้อ”


 


สองปู่หลานมายังร้านอาหารที่ดูดีมีระดับเพียงแห่งเดียวในตำบล สั่งอาหารที่ดีที่สุดในร้านมาเต็มโต๊ะ ขณะที่ทั้งสองกำลังก้มหน้าก้มตากินฉลอง ไป๋จี๋ซึ่งกลับไปที่ร้านจี้หมินถังก็สั่งหลงจู๊ฝางว่า “รีบคัดตัวอย่างยาสมุนไพรพวกนี้ ส่งม้าเร็วไปที่เมืองเหยี่ยนเฉิง ให้ท่านอาสามช่วยตรวจดู จำไว้ว่าต้องรีบไปทันที ช้าไม่ได้”


หลงจู๊ฝางรีบออกไปจัดการตามคำสั่ง คำถามที่สุมอยู่เต็มท้องของไป๋จื่อ ในที่สุดเวลานี้ก็ได้โอกาสถามแล้ว “ท่านพี่ สมุนไพรของแม่หนูนั่นพิเศษอย่างไรหรือ ท่านถึงได้ให้ความสำคัญเช่นนี้”


“ฮึ! ตอนเรียนวิชาแยกแยะสมุนไพรใครใช้ให้เจ้าไม่ตั้งใจเรียนเล่า ฝีมือปรุงยาของแพทย์โอสถใหญ่ไม่กี่คนก็ยังดูไม่ออก เสียเวลาเล่าเรียนตั้งสิบกว่าปีจริงๆ” ไป๋จี๋จ้องดุน้องชายด้วยท่าทางแค้นเหล็กที่ไม่เป็นเหล็กล้า2


“เอ่อ... ก็มีท่านพี่อยู่ไม่ใช่หรือ ข้ามิต้องสืบทอดกิจการของสกุล จะต้องเสียเวลาเปลืองสมองไปทำไมกัน” ไป๋จื่อละอายใจไม่น้อย ไม่กล้าสบตาพี่ชายตรงๆ แต่ไม่วายอ้างเหตุอ้างผลออกเถียง


“ท่านลุงใหญ่กับท่านอาสามก็มิได้สืบทอดกิจการ หากพวกท่านคิดแบบเจ้า ป่านนี้จี้หมินถังของพวกเราคงถูกอีกสามร้านโอสถใหญ่เบียดข้ามหน้าไปแล้ว ความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลตระกูลหนึ่ง ใช่ว่าแค่เพียงคนสองคนก็สามารถค้ำชูขึ้นมาได้ จำต้องอาศัยกำลังกายและกำลังใจของทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันสร้างขึ้นมา” ในใจของไป๋จี๋รู้สึกหมดพลังแรงใจขึ้นมาดื้อๆ เวลาที่เจ้าน้องชายถูกลงโทษ ตนไม่น่าออกหน้าขอความเมตตาให้เขาเลย หวังว่ายามนี้จะยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนนิสัยของเขา


“ก็ได้ๆ ต่อไปข้าจะตั้งใจเรียนรู้จากท่านดีหรือไม่” นอกจากบิดาแล้ว ไป๋จื่อก็ยอมเชื่อฟังพี่ชายที่แก่กว่าเขาเพียงหนึ่งเค่อ3แค่คนเดียวเท่านั้น เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่า การที่พี่ชายนอบน้อมเกรงใจแม่นางน้อยผู้นั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่เขาเรียนหรือไม่เรียนวิชาแยกแยะสมุนไพร


ไป๋จี๋ถอนหายใจก่อนจะอธิบายข้อสงสัยของน้องชาย “ยาที่ปราชญ์โอสถปรุง พวกเราต่างเคยเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต เจ้ายังดูไม่ออกอีกหรือ”


“ท่านพี่! ท่านหมายความว่ายาของแม่นางน้อยผู้นั้นเป็นยาที่ปราชญ์โอสถปรุงเองกับมือหรือ?” แค่ได้ยินชื่อปราชญ์โอสถ ไป๋จื่อซึ่งเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งก็เด้งตัวขึ้นมาใหม่ แล้วเดินวนไปทั่วห้อง “ทำอย่างไรดี ข้าล่วงเกินนางเข้าแล้ว นางจะเจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่นำยาของปราชญ์โอสถมาขายให้จี้หมินถังเราอีกหรือไม่... เอ้อ ข้าก็ว่าทำไมผู้อาวุโสสกุลจ้าวผู้นั้นถึงต้องแย่งยาสมุนไพรกับพวกเราด้วย ที่แท้เขาก็ดูออกนี่เอง... โอ้ย ทำอย่างไรดี ท่านพี่... ดูท่าคราวนี้ข้าทำเสียเรื่องเสียแล้ว ท่านพ่อจะต้องโกรธจนไล่ข้าออกจากตระกูลแน่เลย”


ถ้าหากตบหน้าตัวเองหลายๆ ฉาดแล้วทำให้แม่นางน้อยหายโกรธได้ ไป๋จื่อก็จะตบหน้าตัวเองให้บวมเป็นหัวหมูอย่างไม่ลังเลเลย เขาใจคอคับแคบต่อว่าแม่นางน้อยไปถึงขนาดนั้น นางจะต้องโกรธเกลียดเขาแล้วเป็นแน่ หากลามเลยไปถึงพานเกลียดจี้หมินถังไปด้วยละก็... โอ้ย เทวดาฟ้าดินคงรุมฟาดสายฟ้าใส่เขาจนดับดิ้นแหงๆ


“เจ้าเพ้อเจ้ออะไร แม่นางน้อยผู้นั้นมิได้บอกชัดเจนหรอกหรือ ว่านางเป็นคนปรุงยานั่นเองกับมือ ยาที่ปราชญ์โอสถปรุงจะราคาแค่ไม่กี่สิบตำลึงเงินได้อย่างไร ห้าสิบตำลังทองก็ยังซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ” ไป๋จี๋หมดคำจะกล่าวไปชั่วขณะ... ตอนออกจากบ้านมา น้องรองได้พกพาสมองมาด้วยหรือไม่หนอ


“เอ่อ? มิใช่ยาของปราชญ์โอสถ แล้วเหตุใดท่านถึงเกรงอกเกรงใจแม่หนูนั่นนักเล่า” ไป๋จื่อได้ยินเช่นนั้นก็เก็บหัวใจที่กระดอนขึ้นมาถึงลูกกระเดือกกลับคืนที่เดิมได้ในที่สุด


ไป๋จี๋หยิบเก๋อเกิน4 ชิ้นหนึ่งยื่นส่งไปตรงหน้าน้องชาย “เจ้าสังเกตดูดีๆ เห็นอะไรหรือไม่”


“เก๋อเกินนี้ผ่านการหมกคั่วมาด้วยนี่ รู้จักใช้กลวิธีนี้ก็พอจะนับให้ผ่านเกณฑ์ได้” หลังจากไป๋จื่อพิจารณาแยกแยะอย่างละเอียดก็สรุปออกมา


“เก๋อเกินหมกโดยทั่วไปมักใช้รำข้าวสาลี แต่ในเก๋อเกินชิ้นนี้กลับมีกลิ่นหอมของข้าวเจ้าอยู่ด้วย เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ” ไป๋จี๋ขมวดคิ้ว หากปัญหาที่เด่นชัดเช่นนี้น้องรองยังมองไม่ออก เขาจำต้องคิดเรื่องส่งน้องชายตัวดีกลับบ้านไปย้อนเรียนวิชาแยกแยะสมุนไพรรวมกับพวกลูกหลานและศิษย์รุ่นใหม่ของตระกูลเสียที


“กลิ่นข้าวเจ้า? ท่านจะบอกว่านี่คือ ‘เก๋อเกินคั่วน้ำข้าว’ สูตรลับเฉพาะของปราชญ์โอสถ?” ในที่สุดไป๋จื่อก็โชคเข้าข้างให้เฉลียวใจขึ้นมาได้ จึงแยกแยะออกว่าเก๋อเกินนี้มีที่มาแตกต่างไป


“ถูกต้อง ทุกวันนี้ผู้ที่ใช้น้ำข้าวมาคั่วเก๋อเกิน นอกจากปราชญ์โอสถแล้วก็มีเพียงเจียงเซียนเซิง5 ศิษย์ของเขาเท่านั้น ปัจจุบันเจียงเซียนเซิงเพิ่งประกาศว่าตนยังไม่คิดรับใครเป็นศิษย์ เช่นนั้นก็ดูเหมือนว่า... มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว” นัยน์ตาของไป๋จี๋วาวประกายแวบหนึ่ง


“ท่านพี่ ท่านหมายความว่า แม่นางน้อยผู้นั้นคือศิษย์ของปราชญ์โอสถ?” ไป๋จื่อหน้าหงิกง้ำประหนึ่งผลมะระ “ท่านพี่ ข้าล่วงเกินนางแล้ว ท่านว่าควรทำเช่นไรดี”


“แม่นางน้อยผู้นั้น ต่อให้ไม่ใช่ศิษย์ที่ปราชญ์โอสถถ่ายทอดวิชาให้โดยตรง แต่ก็น่าจะได้รับการชี้แนะจากเขา” ไป๋จี๋พูดถึงข้อนี้ก็นึกอยากด่าคนขึ้นมาอีก “เจ้านี่นะ ข้าเคยบอกหลายครั้งแล้ว เวลาออกนอกบ้านอย่าทำตัวเหมือนอยู่บ้าน ต้องสำรวมวาจาและการกระทำไว้ให้มาก เจ้านะเจ้า จะต้องไปหาเรื่องแม่นางน้อยคนหนึ่งอะไรนักหนา”


“ข้ายอมแบกหนามรับผิด6 จะไปขอโทษนางเดี๋ยวนี้ ท่านว่าจะยังทันหรือไม่” ไป๋จื่อหน้าม่อยคอตก ท่าทางสำนึกได้ ความรุ่งเรืองของร้านจี้หมินถังเกี่ยวพันกับปราชญ์โอสถอย่างใหญ่หลวง ถ้าหากการล่วงเกินศิษย์ของเขาทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมา ร้านจี้หมินถังมิต้องถึงจุดจบหรอกหรือ


“ไปขอโทษนั้นเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว แต่เจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไป ข้าว่าแม่นางน้อยผู้นั้นคงแค่ลับฝีปากกับเจ้าเท่านั้น ไม่ได้คิดใส่ใจหรอก” ไป๋จี๋เห็นน้องชายท่าทางสลดหดหู่ ทั้งยังไม่นิ่งนอนใจ จึงกล่าวปลอบเขา


 


เวลานี้สองปู่หลานกู้เซียวกับกู้เยี่ยกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว ทั้งคู่ยืดตัวตีพุงด้วยท่าทางเหมือนกัน เดินเคียงข้างไปบนถนนของตำบลเล็กๆ นี้


กู้เยี่ยส่งเสียงเรอออกมาทีหนึ่ง พูดกับปู่ว่า “ตอนบ่าย พวกเราไปเดินดูตลาดสมุนไพรอีกที หากเจอสมุนไพรสดดีๆ ก็ซื้อกลับไปสักหน่อยก่อนดีหรือไม่ เมืองเหยี่ยนเฉิงอยู่ไกลเกินไป จะไปจะมาเที่ยวหนึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน พี่ชายอยู่บ้านคนเดียวจะห่วงเอาได้”


“ได้! เอาตามที่เจ้าว่า” กู้เซียวทำท่าทางเชื่อฟังทำตาม ฉับพลันนั้น เขาก็นึกลังเลเล็กน้อย ก่อนถามด้วยเสียงแผ่วเบา “เยี่ยเอ๋อร์น้อย น้ำมันนวดที่อาจารย์เจ้าให้มารักษาขาปู่ เขายังมีอีกหรือไม่ ใช้รักษาอาการบาดเจ็บที่เป็นมานานปีได้หรือเปล่า”


“ข้ากำลังจะบอกอยู่เหมือนกัน ว่าน้ำมันนวดขวดนั้นของท่านปู่ใกล้จะหมดแล้ว จะขอให้อาจารย์ช่วยทำให้ท่านอีก เดี๋ยวพวกเราซื้อสมุนไพรกลับไปให้เยอะๆ จะได้ให้อาจารย์ทำออกมามากๆ หน่อย” น้ำมันนวดที่ให้ท่านปู่ใช้อยู่เป็นยาขนานพื้นฐานที่สุด กู้เยี่ยใช้เวลาแค่สองสามเค่อก็ทำปรุงออกมาได้แล้ว “ทำไมรึ ท่านปู่คิดจะนำไปให้ใครอย่างนั้นหรือ”


“อืม ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตปู่ไว้ ถ้าหากไม่ได้เขา ปู่คงตายอยู่ในสนามรบตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อนแล้ว ไหนเลยจะมีวาสนาได้มาเจอหลานๆ แบบนี้” เวลานึกถึงท่านแม่ทัพผู้เฒ่า แววตาของกู้เซียวก็เปี่ยมด้วยความซาบซึ้งและความเทิดทูน ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าไม่เพียงเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ยังเป็นอาจารย์ เป็นญาติผู้ใหญ่ที่เคารพยิ่ง เมื่อมีของดี ความคิดแรกของเขาก็คืออยากส่งไปให้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าได้ใช้บ้าง


“ผู้มีพระคุณของท่านปู่ ก็คือผู้มีพระคุณของเยี่ยเอ๋อร์ด้วย วางใจเถอะ เยี่ยเอ๋อร์จะต้องทำ... เอ่อ จะต้องขอให้อาจารย์ทำน้ำมันสมุนไพรที่ดียิ่งกว่ามอบให้แก่เขาให้ได้เลย! อาจารย์เคยบอกว่า ตอนนี้วิชาปรุงยาของเขารุดหน้าขึ้นไปอีกแล้วเช่นกัน” กู้เยี่ยตบอกรับประกัน


กู้เซียวพลันเผยสีหน้าปลื้มปีติและโล่งใจ กำลังคิดที่จะพูดอะไร กลับถูกเสียงโหวกเหวกดังลั่นด้านหน้าดึงความสนใจไปเสียก่อน


“มีคนตาย! เศรษฐีติงไม่หายใจแล้ว!”


เสียงแตกตื่นตกใจดังมาจากฝูงชน กู้เซียวเผลอเพียงแป๊บเดียว ก็ปล่อยให้หลานสาวถูกเบียดเสียดเยียดยัดจนเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คน


กู้เยี่ยอาศัยร่างกายที่เล็กบางของตัวเอง แทรกฝ่าเข้าไปถึงด้านในวงล้อมอย่างรวดเร็ว... รูม่านตาขยาย ผิวเปลี่ยนเป็นซีดเทาจนเขียว นี่เป็นสภาพของคนที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนี่นา! ถ้าหากผายปอดนวดหัวใจได้ทันเวลา ก็มีโอกาสกู้ชีวิตกลับมาได้ถึงเก้าส่วน’


ในฐานะคนเป็นแพทย์ กู้เยี่ยแหวกฝูงชนเข้าไปถึงข้างตัวผู้ป่วยพร้อมกับตะโกนบอกทุกคน “เปิดทางถอยออกไป คนเจ็บต้องการอากาศหายใจ! ท่านปู่... แล้วก็ท่านด้วย...”


กู้เยี่ยชี้ไปที่ชายหนุ่มซึ่งกำลังก้มหน้าตรวจดูอาการของผู้ป่วยอยู่ “รีบช่วยกันเร็วเข้า!”


1 ของนอนนิ่งในสระ เป็นสำนวน เปรียบเปรยถึงคนที่ไม่มีความมุ่งมาดปรารถนา ไม่มีปณิธานยิ่งใหญ่


2 แค้นเหล็กที่ไม่เป็นกล้า เป็นสำนวน หมายถึงความคาดหวังทุ่มเทที่ปลุกปั้นให้คนหนึ่งได้ดี แต่คนนั้นกลับไม่เป็นดั่งใจ


3 เค่อ คือหน่วยนับเวลาของจีน เทียบระยะเวลาประมาณ 15 นาที


4 เก๋อเกิน แปลตรงตัวว่า ‘รากต้นเก๋อ’ เป็นสมุนไพรจีนที่ทำจากรากของต้นเก๋อ หรือต้น Kudzu Vine (Pueraria Lobata)


5 เซียนเซิง (ซิงแซหรือซินแส) เป็นคำเรียกปัญญาชนในสมัยโบราณ เพื่อยกย่องผู้มีความรู้ เช่นอาชีพครูอาจารย์ หมอรักษาโรค หมอดู และยังใช้เป็นคำเรียกสามีได้ด้วย


6 แบกหนามรับผิด เป็นสำนวน หมายถึง ยอมรับโทษเพราะสำนึกผิด มีที่มาจากสมัยจั้นกั๋ว เหลียนโพแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจ้าวตั้งแง่อิจฉาลิ่นเซียงหรูขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่อีกฝ่ายกลับคอยถอยฉาก ยอมลงให้อย่างให้เกียรติและเพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน ภายหลังเหลียนโพรู้ความจริงจึงสำนึกผิด ถอดเสื้อพันตัวด้วยกิ่งหนามมาขอขมาเพื่อชดใช้ความผิด


36 บทที่ 36 ปลุกคนตายให้ฟื้น

 


“แม่นางน้อย คนผู้นี้หัวใจไม่เต้น ไม่มีชีพจรแล้ว จะช่วยอีกอย่างไร” ชายหนุ่มผู้นั้นส่ายศีรษะ หิ้วกล่องยาของตัวเองขึ้นแล้วผละไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจากไป เขายังไม่ลืมกล่าวเตือนหนึ่งประโยค “เจ้าเป็นลูกของบ้านใด อย่ามายุ่งวุ่นวายแถวนี้ซี้ซั้ว ระวังจะถูกคนลากไปพัวพันด้วย!”


บ่าวรับใช้คนหนึ่งผู้ติดตามเศรษฐีติงผลักผู้คนที่มามุงดูให้พ้นทางโดยแรง ปากก็ตวาดเสียงดังลั่น “ถอยออกไป ถอยไป! หมอจากร้านจี้หมินถังมาแล้ว!”


ผู้คนถอยหลบเปิดทางให้ บ่าวรับใช้เหงื่อซึมไปทั่วศีรษะ ฉุดกระชากลากหมอวัยราวห้าสิบปีผู้หนึ่งเข้ามา


“ท่านหมอ จู่ๆ นายท่านบ้านข้าก็ล้มไป ท่านรีบช่วยดูอาการเขาให้ทีเถิด!”


หมอผู้เฒ่าแตะดูชีพจร ทั้งก้มลงไปแนบหูที่หน้าอกเศรษฐีติงฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะเงยขึ้นมาส่ายหน้า “นายท่านของพวกเจ้าเป็นโรคหัวใจรุนแรง ทำไมถึงให้ออกนอกบ้านมาเช่นนี้ ยื้อชีวิตไม่ได้แล้ว เตรียมงานพิธีเถอะ”


“นายท่าน นายท่านขอรับ...” บ่าวรับใช้ผู้นั้นร้องไห้ประหนึ่งมารดาของตนตาย ทำไมถึงได้เคราะห์ร้ายเช่นนี้ ถูกนายท่านลากให้ตามออกมาเดินตลาดสมุนไพร แต่กลับเกิดเรื่องขึ้นเสียได้ ฮูหยินของนายท่านจะต้องตีเขาตายแน่ๆ


“อย่าเพิ่งคร่ำครวญ! นายท่านของเจ้ายังมีทางช่วย!”


บ่าวรับใช้ได้ยินเช่นนี้ก็รีบหยุดร้องไห้คร่ำครวญทันที ในใจผุดความหวังขึ้นมาใหม่ แต่เมื่อเขาหันไปทางต้นเสียง กลับพบว่าผู้พูดเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเท่านั้น ก็ก้มหน้าคอตกลงดังเดิม


“เจ้าอยากช่วยชีวิตนายท่านของตัวเองหรือไม่กันแน่ ถ้าทำตามที่ข้าบอก อย่างน้อยนายท่านของเจ้าก็มีความหวังที่จะรอดถึงห้าส่วน แต่ถ้าเจ้าเอาแต่ร้องไห้ นายท่านเจ้าได้มอดม้วยจริงๆ เน่าแน่นอน!” อาการผู้ป่วยสาหัสรุนแรง น้ำเสียงของกู้เยี่ยจึงห้วนห้าวและเฉียบขาดขึ้นหลายส่วน


หมอผู้เฒ่าท่านนั้นขมวดคิ้วตวาดดุ “เศรษฐีติงสิ้นลมแล้ว เว้นแต่จะมีวิชาปลุกคนตายให้ฟื้น ไม่เช่นนั้นคนที่หยุดหายใจไปแล้วจะกลับมามีชีวิตได้อย่างไร!”


“ท่านทำไม่ได้ มิได้หมายความว่าคนอื่นจะทำไม่ได้!” กู้เยี่ยไม่สนใจเขา รีบตรวจดูชีพจรของผู้ป่วย ยังพอมีหวัง ชีพจรยังเต้นอ่อนๆ อยู่


นางให้ท่านปู่จับผู้ป่วยนอนราบ ตนเองคุกเข่าอยู่ด้านข้างร่างของผู้ป่วย มือหนึ่งดันตรงหน้าผากของเขา อีกมือหนึ่งดึงคางให้เชิดขึ้นเพื่อเปิดทางเดินลมหายใจ


จากนั้นนางก็จรดนิ้วไปตรงจุดหนึ่งบนหน้าอก บอกกับกู้เซียวว่า “ท่านปู่ ท่านซ้อนมือกัน เกี่ยวนิ้วมือด้านบนประสานให้แนบกับร่องนิ้วด้านล่าง ทำเหมือนกับข้าเช่นนี้ แล้วกดลงบนตำแหน่งนี้ ใช้แรงเพียงครึ่งตัวบนกดลงไปตรงๆ ใช่ แรงกว่านี้อีกนิดหนึ่ง เหยียดแขนไว้อย่าให้งอ พอกดลงแล้วก็ถอนแรงคืน ถูกต้อง ทำแบบนี้แหละ! มา กดตามจังหวะที่ข้าบอกนะ หนึ่ง สอง สาม สี่...”


กู้เซียวกดหน้าอกของผู้ป่วยตามท่าทางและความเร็วที่นางกำกับ จนเคยคุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


“เจ้า!” กู้เยี่ยชี้ไปที่บ่าวรับใช้ผู้นั้น สั่งการต่อ “บีบจมูกของนายท่านเจ้า แล้วประกบปากเป่าลมเข้าไป”


“หา? ประกบปาก?” เมื่อคิดว่าต้องประกบปากกับผู้เฒ่าคนหนึ่ง ในใจของบ่าวรับใช้ก็เกิดเงามืดทาบคลุม


“เจ้าอยากช่วยชีวิตนายท่านของตนหรือไม่” กู้เยี่ยเอ็ดเสียงเฉียบ


“อยาก...”


“ถ้าอยากก็ต้องทำตามที่ข้าบอก!” กู้เยี่ยน้ำเสียงแข็งกร้าว ใบหน้าของกู้เซียวเองก็ดุดันจนใครเห็นก็ต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน


บ่าวรับใช้รีบก้มตัวลง บีบจมูกของนายท่าน แล้วเตรียมประกบปากเป่าลมตามคำบอกอย่างเชื่อฟัง


“สูดหายใจเข้าไปลึกๆ ก่อน เก็บกักลมไว้ พอปากประกบปากผู้ป่วย ก็ปล่อยลมเข้าไปเร็วๆ” กู้เยี่ยเห็นหน้าอกของผู้ป่วยเริ่มขยายขึ้นเพราะมีลมส่งเข้าไปในปอด ก็รีบบอกต่อ “ปล่อยมือที่บีบจมูกออกก่อน แล้วเดี๋ยวเป่าอีกครั้ง...”


การผายปอดและการนวดหัวใจดำเนินไปภายใต้การบัญชาการของกู้เยี่ย ส่วนนางเองก็คอยสังเกตสัญญาณชีพของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด... มือกลับมาอุ่นขึ้นแล้ว ชีพจรที่ข้างลำคอก็เต้นแรงขึ้น...


ทันใดนั้น เศรษฐีติงก็หายใจเฮือกขึ้นมาทีหนึ่ง จากนั้นก็หายใจต่อเองได้อีกครั้ง


“หายใจแล้ว! เศรษฐีติงกลับมามีชีวิตแล้ว!” ผู้คนซึ่งรายล้อมมุงดูส่งเสียงร้องอย่างตื่นตะลึง สายตาที่มองไปยังกู้เยี่ยเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ แม่นางน้อยผู้สวมเสื้อผ้าธรรมดาๆ นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่ ถึงได้ปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้


หมอผู้เฒ่าแห่งร้านจี้หมินถังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง คนผู้ซึ่งเขาวินิจฉัยว่าตายแล้วกลับถูกช่วยเหลือให้ฟื้นคืนชีพต่อหน้าต่อตาเขา นั่นมิเท่ากับว่า เมื่อก่อนนี้เขาได้ส่งชีวิตคนไปตายมามากมายแล้วหรอกหรือ หมอผู้เฒ่าเกิดคำถามต่อวิชาแพทย์ของตนขึ้นมาในทันใด


“แม่นางน้อย...” หมอผู้เฒ่าเอ่ยปากขึ้นอย่างยากเย็น “คนที่เพิ่งตายได้ไม่นานล้วนสามารถช่วยให้ฟื้นคืนมาด้วยวิธีนี้เหมือนกันใช่หรือไม่”


“ไม่แน่เสมอไป มีเพียงกรณีหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ เท่านั้น จึงจะช่วยได้” วิธีผายปอดนวดหัวใจมิได้รักษาได้สารพัดโรค ถ้าหากเป็นอะไรก็ทำแบบนี้ได้หมด แล้วจะมีหมอไว้ทำอะไร


กู้เยี่ยล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ความจริงแล้วคือหยิบขวดกระเบื้องที่บรรจุยา ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ ออกมาจากในห้วงมิติ ก่อนจะเทออกมาสามเม็ด จับใส่เข้าไปในปากของเศรษฐีตติง “อมไว้ใต้ลิ้นก่อน ท่านหมอ ที่เหลือต้องส่งต่อให้ท่านแล้ว รักษาตามวิธีรักษาโรคหัวใจตามปกติได้เลย”


หมอผู้เฒ่ากลัวว่าตนเองจะรักษาคนที่เพิ่งฟื้นจากความตายผิดพลาด จึงรีบเขียนใบสั่งยาส่งให้หมอเทวดาน้อยผู้นี้ตรวจสอบก่อน


กู้เยี่ยส่ายหน้าบอกว่า “ข้าเองก็เพิ่งเรียนวิธีช่วยชีวิตยามฉุกเฉินมาไม่นาน ประจวบเหมาะมาเจอกรณีของท่านเศรษฐีติงพอดีก็เท่านั้น มิใช่หมอเทวดาที่ไหนหรอก ท่านหมอผู้เฒ่า ท่านเป็นหมอประจำร้านจี้หมินถัง วิชาแพทย์ย่อมเก่งกาจไม่ธรรมดา พวกเราทุกคนล้วนเชื่อถือในตัวท่าน มาๆๆ พวกเรา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ พาคนป่วยไปส่งที่ร้านจี้หมินถังกันเถอะ”


ในบรรดาคนที่มามุงดู มีชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่หลายคนก้าวออกมาช่วยกันแบกเศรษฐีติงขึ้นอย่างเบามือ แล้วพากันเดินไปทางร้านจี้หมินถังซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ฝูงชนต่างเคลื่อนขบวนตามพวกเขาไปด้วย แต่กู้เยี่ยกลับรีบลากท่านปู่เผ่นไปอีกทาง


 


“ช่วยคนไว้ แถมให้ยาไปกิน แต่กลับไม่เก็บเงิน เยี่ยเอ๋อร์น้อย นี่ไม่เหมือนนิสัยของเจ้าเลย” กู้เซียวกระเซ้าเย้าแหย่หลานสาวเห็นแก่เงินอย่างอารมณ์ดี


“ขืนไม่รีบหนีมา ก็ได้กลายเป็นต้าสยงเมา1ให้คนมุงดูอยู่ตรงนั้นสิท่านปู่!” กู้เยี่ยนับลูกกลอนกู้หัวใจในมือ คิดคำนวณว่าจะขายอย่างไรให้ได้ราคาดีๆ เศรษฐีติงผู้นั้น ดูท่าแล้วจะร่ำรวยไม่น้อยเลย แน่นอนว่า นางไม่เพียงทำเพื่อเงินทอง เพราะยาจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น


“วิธีช่วยชีวิตยามฉุกเฉินที่แสนวิเศษของเจ้า ได้มาจากผู้อาวุโสท่านนั้นใช่หรือไม่” กู้เซียวชี้ไปทางหมู่บ้านชิงซาน


กู้เยี่ยพยักหน้ารับสมอ้างไปตามนั้น ถึงอย่างไรนางก็แอบอ้างชื่ออาจารย์มานักต่อนักแล้ว จึงไม่รู้สึกครั่นคร้ามแม้แต่น้อย


ระหว่างเดินดูตลาด กู้เซียวเห็นด้านหน้ามีร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง จึงขยิบตาให้หลานสาว เสื้อนวมสีมอซอ ผมเปียถักเกลียวเรียบง่ายธรรมดา ไม่มีความอ่อนหวานพริ้มเพราเฉกเช่นแม่นางน้อยคนอื่นๆ เลยสักนิด


“ไป ไปซื้อชุดนวมตัวใหม่ให้เจ้าสักชุดหนึ่ง” กู้เซียวหันมากวักมือเรียกหลานสาว ก่อนเดินนำหน้าเข้าไปในร้านเสื้อผ้าอาภรณ์นั้น


วันนี้ใช้เงินไปไม่น้อย แม้กู้เยี่ยจะเห็นแก่เงิน แต่กลับไม่ตระหนี่ถี่เหนียว โดยเฉพาะกับตนเองและคนรอบข้างที่ตนใส่ใจ นางพร้อมยินดีจ่าย แม่นางน้อยคนหนึ่ง มีหรือจะไม่รักสวยรักงาม เรื่องซื้อเสื้อผ้า นางย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว


ทว่า เมื่อได้เห็นชุดฤดูหนาวที่เฉิ่มจนต้องร้องยี้ในร้านแห่งนั้น นางพลันรู้สึกว่าชุดนวมสีหินครามบนตัวนางดูแล้วก็ไม่ได้จืดชืดถึงเพียงนั้น


“ชุดนี้เป็นอย่างไรบ้าง”


กู้เยี่ยเงยหน้ามองตามเสียง เห็นกู้เซียวถือชุดกระโปรงชุดหนึ่ง ในใจก็รู้สึกอยากตายขึ้นมา ...โอ๊ย ชุดเสื้อนวมผ่าหน้าสีแดงลายพร้อย กระโปรงจีบรอบสีน้ำเงินลายดอก ช่างเป็นเครื่องแต่งกายของสาวชาวบ้านขนานแท้ เชยเฉิ่มเป็นคนแก่เลย!


กู้เซียวเหมือนจะจับสังเกตได้ว่าหลานสาวไม่ชอบ ก็เกาศีรษะกลุ้มใจ “ทั้งร้านนี้ก็มีเพียงชุดนี้ที่สีสันสดใสเหมาะกับแม่นางน้อย นุ่นที่ยัดด้านในก็หนานุ่มทนทานดี สวมแล้วจะต้องอุ่นขึ้นแน่ๆ ซื้อไปสวมดูก่อน ไว้มีโอกาสไปเมืองเหยี่ยนเฉิงแล้วค่อยซื้อตัวใหม่”


ช่างตัดเสื้อในร้านยืนทำปากเบ้อยู่ด้านข้าง สายตากวาดมองเสื้อผ้าของสองปู่หลานอย่างดูแคลน แม้เสื้อนวมของคนทั้งสองจะเป็นของใหม่ แต่ทั้งเนื้อผ้าและแบบชุดล้วนธรรมดาสามัญทั้งสิ้น หากไม่เพราะกู้เซียวมีท่าทางที่ดูน่ากลัวละก็ ช่างของร้านคงออกปากเหน็บแนมไปแล้ว


“ท่านปู่ พวกเราซื้อนุ่นและผ้ากลับไปให้อาสะใภ้เก้าช่วยเย็บให้อีกดีกว่า” กู้เยี่ยไม่อยากสวมใส่ชุดนวมแบบเชยๆ เช่นนี้ ดูแล้วเป็นสาวเงอะงะเล่อล่าเหลือเกิน


“นางหนูขี้งกเห็นแก่เงิน ไม่ต้องใช้เงินเจ้าออก เดี๋ยวปู่ออกเอง ช่าง เอาชุดนี้ห่อให้ที!” กู้เซียวไม่พูดพล่ามทำเพลง ตัดสินใจตามนี้ทันที


กู้เยี่ยอยากจะร้องไห้... เล่อล่าก็เล่อล่า คิดเสียว่า ‘แต่งชุดสีสดให้ผู้ใหญ่บันเทิงใจ2’ ก็แล้วกัน


 


สองปู่หลานยังคงเดินตลาดนัดสมุนไพรต่อ และจับจ่ายสมุนไพรสดมาเต็มสี่กระบุง อย่าให้พูดไป อาชีพนักปรุงยานั้นมี ‘เงิน’ มากพอดู สมุนไพรสดสี่กระบุงใช้เงินซื้อมาไม่ถึงห้าตำลึงเงิน แต่ยาสมุนไพรที่ปรุงแล้วเหล่านั้น ขายกันด้วยราคาสิบกว่าเท่า


เมื่อทั้งสองกลับถึงโรงเตี๊ยม บุตรชายของเศรษฐีติงก็ขนของกำนัลมากมายมารออยู่ที่นี่แล้ว ครั้นเห็นกู้เซียวและกู้เยี่ย บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็รีบเอ่ยขึ้น “คุณชายใหญ่ หมอเทวดาสองท่านนี้แหละขอรับ ที่ช่วยชีวิตนายท่านไว้ แม้แต่ท่านหมอหลี่แห่งจี้หมินถังก็ยังชื่นชมวิชาปลุกคนตายฟื้นคืนของพวกเขาไม่หยุดปากเลย”


คุณชายใหญ่สกุลติงวัยยี่สิบกว่าปี รูปร่างอ้วนท้วน ปรี่เข้ามาหนึ่งก้าว สีหน้าท่าทางซาบซึ้งในบุญคุณ “ขอบคุณท่านหมอเทวดาทั้งสองที่ช่วยชีวิตพ่อของข้า โปรดรับการคารวะของติงเลี่ยงผู้นี้ด้วย”


กู้เซียวเห็นหลานสาวซ่อนอยู่ข้างหลังตนเอง ท่าทางเหมือนไม่อยากออกหน้า เขาจึงเข้าไปประคองคุณชายใหญ่สกุลติงขึ้นมา แล้วกล่าวอย่างถ่อมตัว “หมอเทวดาอะไร เราไม่กล้ารับหรอก เป็นเพียงแค่วิชาช่วยชีวิตยามฉุกเฉินที่ในบ้านสืบทอดกันมาเท่านั้น บังเอิญได้เจอนายท่านติงตอนอาการกำเริบพอดี เป็นเพราะนายท่านติงมีโชคมีดวงมากกว่า”


“ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ก็ต้องขอบคุณที่ยามคับขันพวกท่านสอดมือเข้าช่วยเหลือ ของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ นี้ไม่อาจเทียบค่ากับความเคารพที่พวกข้ามี ขอพวกท่านทั้งสองรับไว้อย่าได้แหนงหน่ายเลย” คุณชายใหญ่สกุลติงส่งสายตาให้บ่าวไพร่ด้านหลังขนของตอบแทนน้ำใจมามอบให้


ผ้าฝ้ายเนื้อเนียนนุ่มสองพับ ขนมของว่างชั้นดีสี่กล่อง เนื้อหมูซีกครึ่งซีก ยังมีเงินขาวอีกหนึ่งถาด ประมาณหนึ่งร้อยตำลึง บ้านสกุลติงเป็นเศรษฐีใหญ่ของตำบล ผืนนาแปลงสวยละแวกตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งก็เป็นของสกุลติงนี้เอง ร้านรวงต่างๆ ติดถนนที่ติดถนนใหญ่ในตำบลก็เป็นของสกุลติงไปแล้วสิบกว่าห้อง เงินเพียงหนึ่งร้อยตำลึงสำหรับพวกเขาแล้วไม่นับว่าเป็นอะไรเลย


“วันหน้า หากท่านทั้งสองจำเป็นต้องใช้ที่ทางของสกุลติงเรา ก็ขอให้เอ่ยปาก บ้านสกุลติงจะช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง” คนเป็นแพทย์ไปที่ใดล้วนได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน เพราะ ‘คนกินข้าวกินห้าธัญพืช มีหรือที่จะไม่เจ็บป่วย3’ หากสามารถผูกสัมพันธ์กับแพทย์ผู้มีฝีมือสูงส่งสักคนได้ ชีวิตก็นับว่ามีหลักประกันขึ้นอีกขั้น


คนที่เป็นโรคหัวใจในบ้านสกุลติง นอกจากเศรษฐีติงแล้ว ท่านปู่ของคุณชายใหญ่ก็เสียชีวิตไปเมื่อตอนอายุสี่สิบสาม เพราะหัวใจหยุดเต้น ปีนี้เศรษฐีติงอายุยังไม่ครบห้าสิบปี อาการของโรคหัวใจรุนแรงขึ้นทุกครั้ง ไม่รู้ว่าจะยืนหยัดได้ฉลองอายุห้าสิบปีหรือไม่ คุณชายใหญ่สกุลติงก็รู้สึกว่าตัวเองมีอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น และหายใจไม่สะดวกเหมือนกับตอนที่บิดาเพิ่งเริ่มเป็นโรคหัวใจเช่นกัน


ในเมื่อหมอเทวดาสองปู่หลานตรงหน้านี้สามารถยื้อท่านพ่อของเขากลับมาจากตำหนักพญายมได้ บางทีอาจจะมีวิธีรักษาโรคหัวใจของตระกูลพวกเขาก็เป็นได้


1 ต้าสยงเมา แปลตรงตัวว่าแมวหมียักษ์ หมายถึงแพนด้า


2 แต่งชุดสีสดให้ผู้ใหญ่บันเทิงใจ เป็นตำนานเรื่องเล่าสมัยชุนชิว กล่าวถึงเหล่าไช่จื่อ วัยเจ็ดสิบกว่า เลี้ยงดูพ่อแม่ชรา จึงมักสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดสดใสและทำท่าเหมือนเด็กน้อย เพื่อให้พ่อแม่หัวเราะชอบใจ เปรียบเปรยถึงการตามใจพ่อแม่เพื่อแสดงความกตัญญู


3 ‘คนกินข้าวกินห้าธัญพืช มีหรือที่จะไม่เจ็บป่วย’ เป็นสำนวนมาจากศาสนาเต๋าที่เชื่อว่าเทพเซียนล้วนอิ่มทิพย์ บางนิกายมีหลักปฏิบัติให้อดอาหาร ไม่กินแม้แต่ข้าวและธัญพืช ดูดซับอากาศธาตุเพียงอย่างเดียว ในที่นี้จึงหมายถึง คนไม่ใช่เทพเซียน ย่อมมีโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เสมอ


37 บทที่ 37 ถูกปล้น

 


คุณชายใหญ่สกุลติงระบายยิ้มเกลื่อนใบหน้าอวบอ้วน แก้มยุ้ยๆ ทำให้เครื่องหน้าที่เดิมน่าจะงดงามหมดจดเบียดกระจุกและผิดส่วน ดูแปลกพิกล


“ไม่ทราบว่ายาที่ท่านทั้งสองให้พ่อของข้ากินคือยาอะไรหรือ” คุณชายใหญ่สกุลติงถูมือ กุลีกุจอเชิญให้สองปู่หลานนั่งลงพูดคุยกัน ทั้งยังรินชาใส่ถ้วยให้ทั้งสองด้วยตัวเอง


กู้เซียวมองไปทางหลานสาว กู้เยี่ยส่งสายตาให้เขา กู้เซียวก็เข้าใจได้ในทันที “ที่นี่ไม่เหมาะจะพูดคุยเรื่องนี้ เชิญคุณชายใหญ่ติงย้ายไปพูดคุยที่ห้องของข้าน้อยเถิด”


คุณชายใหญ่สกุลติงขนผ้าเป็นพับๆ ขนเงินมากำนัลตั้งมากมาย ดึงดูดสายตาลูกค้าที่อยู่ในโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมทุกคน เขาเผยสีหน้าเข้าใจทันทีทันใด... ที่นี่ไม่เหมาะจะพูดคุยเรื่องนี้จริงๆ


คุณชายใหญ่สกุลติงสั่งให้บ่าวไพร่ขนข้าวของไปไว้ในห้องพักของกู้เซียว แล้วให้ทุกคนออกไปรอด้านนอก ภายในห้องเหลือเพียงเขากับสองปู่หลานเท่านั้น ครั้นแล้วคุณชายใหญ่ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่รีรออีก “ตอนนี้สะดวกบอกแล้วกระมัง”


“ยาชนิดนี้เรียกว่า ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ สามารถขับเคลื่อนลมปราณกระตุ้นโลหิต ขจัดอุดคั่งยับยั้งเจ็บปวด เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหัวใจ คลายอาการบีบรัดแน่นหัวใจ...” จากนั้นกู้เยี่ยก็ร่ายสรรพคุณของลูกกลอนกู้หัวใจออกมาละเอียดยิบ ประหนึ่งท่องตำราอาขยาน


คุณชายใหญ่สกุลติงตั้งอกตั้งใจฟัง เขาเปรียบเทียบกับอาการของบิดาและของตัวเอง... ตรงทั้งหมด! ยานี้รักษาอาการได้ทั้งหมด ราวกับว่าหลอมขึ้นมาเพื่อพวกเขาเลย!


เขาย่ำวนอยู่ในห้องพักด้วยความตื่นเต้น ซักถามอย่างระมัดระวังท่าทีว่า “ท่านหมอเทวดาน้อย... ท่านยังมียานี้อยู่อีกหรือไม่ กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ข้าและท่านพ่อล้วนเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะท่านพ่อป่วยเข้าขั้นรุนแรงเกินเยียวยา แม้แต่หมอในเมืองเหยี่ยนเฉิงก็ได้แต่รักษาตามอาการยื้อไปวันต่อวัน ถ้าหากหมอเทวดาน้อยสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของท่านพ่อให้หายดี พวกเราสกุลติงต่อให้ต้องขายบ้านยกเลิกกิจการ ก็ล้วนยินดี”


เมื่อโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนตรงหน้า ต่อให้บ้านมีสมบัตินับหมื่นก้วน1 อำนาจสูงล้นฟ้า ก็ล้วนไร้ประโยชน์


ดูจากอาการของเศรษฐีติงแล้ว คงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขั้นรุนแรง กู้เยี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “อาการป่วยของเศรษฐีติงหากกินยาและปรับอาหารการกินให้เหมาะสม ก็อาจจะพอควบคุมได้ ส่วนตัวท่านเอง อาการยังไม่มาก ควบคุมเรื่องอาหารและออกกำลังกาย บวกกับกินยาสักระยะ ก็จะไม่มีปัญหาอะไรน่าห่วงแล้ว”


พอคุณชายใหญ่สกุลติงได้ฟัง หินก้อนใหญ่ในใจพลันหล่นหายไปหมด บิดามีทางรอด โรคของเขาก็ควบคุมและบรรเทาได้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาหวังหรอกหรือ เขาไม่เคยนึกสงสัยในตัวแม่นางน้อยผู้นี้เลย ตอนที่นางช่วยชีวิตของบิดาเขากลับคืนมา ทุกคนที่เนืองแน่นเต็มท้องถนนล้วนประจักษ์แก่สายตา จะเสแสร้งแกล้งทำได้ด้วยหรือ แม้แต่ท่านหมอผู้เฒ่าแห่งร้านจี้หมินถังยังจุปากอัศจรรย์ใจ ที่เห็นวิชาแพทย์อันเลิศล้ำของนางเลย


“หมอเทวดาน้อย ยาลูกกลอนในมือท่าน ใช่ตำรับลับของแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่หรือไม่ ยาลูกกลอนของแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ขายดีเหลือเกิน ข้าเองก็อยากซื้อหามาเช่นกัน แต่แย่งไม่เคยทันเลย คิดไม่ถึงว่าหมอเทวดาน้อยจะมีเก็บไว้กับตัวด้วย ท่านวางใจเถิด ข้าจะขอซื้อด้วยราคาเป็นสองเท่า ไม่ให้ท่านต้องขาดทุนเลย” คุณชายใหญ่สกุลติงคิดเองเออเองว่าเป็นเช่นนี้


ที่แท้โลกภพนี้ก็มียาแผนโบราณที่ปั้นเป็นเม็ดแบบลูกกลอนแล้วนี่เอง! ไม่รู้ว่าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ผู้นี้เป็นใคร ถึงได้ก้าวล้ำเกินหน้าแพทย์โอสถคนอื่นๆ ไปแล้ว ไม่รู้ว่าที่ร้านจี้หมินถังจะมียาลูกกลอนของคนผู้นี้ด้วยหรือไม่ ถ้ามีโอกาสคงต้องซื้อมาศึกษาดูสักหน่อย


“ท่านว่า...นอกจากแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ ก็ไม่มีผู้อื่นหลอมยาลูกกลอนได้เลยหรือ?” กู้เยี่ยเอียงหน้าชำเลืองมองคุณชายใหญ่สกุลติง จงใจทำท่าไม่แยแส วางสีหน้าไม่พอใจ


คุณชายใหญ่สกุลติงกระวีกระวาดตอบอย่างระมัดระวังขึ้นเป็นเท่าทวี “ย่อมมิใช่เช่นนั้น! จะว่าไปแล้ว เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผู้อาวุโสปราชญ์โอสถก็เคยเสนอความคิดให้ใช้ยาลูกกลอนแทนยาต้ม น่าเสียดายที่หลายปีมานี้ไม่มีข่าวคราวของท่านปราชญ์โอสถเลย ถ้าหากเขายินดีจะทำละก็ จะต้องหลอมยาลูกกลอนออกมาได้ดียิ่งกว่าเป็นแน่”


กู้เยี่ยพยักหน้า กลอกตาอย่างมีเลศนัย “ก็คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง... นี่เป็น ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ สองขวด กินครั้งละสามเม็ด วันละสามครั้ง หนึ่งขวดกินได้หนึ่งเดือน เดี๋ยวครั้งหน้าหากข้ามาที่ตำบลอีก จะพกมาเผื่อท่านมากหน่อย”


คุณชายใหญ่สกุลติงรับมาด้วยสองมือ ก่อนเก็บเข้าในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม จากนั้นค่อยล้วงหยิบตั๋วเงินแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ มูลค่าห้าร้อยตำลึง เขาเอ่ยถามด้วยความรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย “วันนี้รีบเร่งออกมาจากบ้าน มิได้พกเงินมามากมายนัก ไม่ทราบว่าพอหรือไม่ ถ้าหากไม่พอ ข้าจะให้คนรีบกลับไปหยิบ...”


“ไม่ต้องหรอก!” กู้เยี่ยเห็นว่าคุณชายใหญ่สกุลติงท่าทางมีสัจจะจริงใจ จึงไม่อยากขูดรีดเขามากเกินไป “เงินจำนวนนี้คิดให้พวกท่านเป็นค่ายาสิบขวด ต่อไปข้ายึดราคายาขวดละห้าสิบตำลึง ท่านกับพ่อเป็นโรคเรื้อรัง จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องยาวนาน วันข้างหน้าจะใช้จ่ายอะไรอย่าได้สุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้อีก ควรคิดถึงอนาคตให้มากๆ”


คุณชายใหญ่สกุลติงได้ยินดังนั้นก็ตื้นตันจนแสบจมูก น้ำตาจวนเจียนไหล... สมแล้วที่เป็นหมอเทวดา มีใจเมตตากรุณา จรรยาแพทย์สูงส่งยิ่ง


คุณชายใหญ่สกุลติงแทบจะเชิดชูบูชากู้เยี่ยเป็นพระโพธิสัตว์อย่างไรอย่างนั้น


“จริงสิ! ปกติท่านกับพ่อท่านชอบกินแต่อาหารที่ใส่เนื้อสัตว์ และไม่ชอบออกกำลังกายใช่หรือไม่” กู้เยี่ยมองรูปร่างอ้วนท้วนของเขา ก็ให้รู้สึกเหนื่อยใจแทน


คุณชายใหญ่สกุลติงสีหน้าตื่นตระหนก “ท่านเป็นเทพเซียนหรือ แม้แต่เรื่องนี้ก็รู้ด้วย? กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ผู้ชายบ้านสกุลติงเราล้วนชอบกินเนื้อสัตว์ ยิ่งมันๆ ก็ยิ่งหอมหวน เที่ยงวันนี้ ข้าก็เพิ่งกินขาหมูไป”


กู้เยี่ยแสยะปากฉีกยิ้ม พลางส่ายศีรษะ “กินเช่นนี้ทุกวันทุกมื้อเลยหรือ? ถ้าพวกท่านไม่ป่วยแล้วใครจะป่วยกัน”


“ทำไม ที่พวกข้าป่วยเพราะกินเนื้อสัตว์เช่นนี้หรือ ท่านหมอก็เคยบอกเหมือนกันว่าให้กินเนื้อสัตว์น้อยๆ หน่อย แต่ไม่เห็นเคยพูดว่ากินเนื้อสัตว์แล้วจะเป็นโรคหัวใจนี่นา” คุณชายใหญ่สกุลติงสีหน้าไม่เข้าใจ


“ในจานกับข้าวที่ใส่เนื้อสัตว์มีน้ำมันติดอยู่ชั้นหนึ่งใช่หรือไม่”


คุณชายใหญ่สกุลติงพยักหน้าหงึกๆ แม้ว่างานล้างจานจะไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่ความรู้ทั่วไปแค่นี้เขาย่อมมีอยู่บ้าง


“ร่างกายของคนเราก็เหมือนกับจานชามที่ใส่กับข้าวพวกนั้น กินเนื้อสัตว์มากๆ ไขมันในร่างก็จะเกาะสะสม หากภายในเส้นเลือดมีไขมันเข้าไปเกาะมากเข้า ก็จะอุดตันได้ง่าย เมื่อเส้นเลือดตีบไม่ปลอดโปร่ง เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ก็จะเกิดเป็นโรคหัวใจ” กู้เยี่ยพยายามใช้คำที่คนโบราณน่าจะพอฟังเข้าใจมาอธิบาย ทว่าก็ยังมีคำทางการแพทย์สมัยใหม่ปะปนมาไม่น้อย เฮ้อ... อีกฝ่ายฟังเข้าใจหรือไม่ นางเองก็พยายามเต็มที่แล้ว


คุณชายใหญ่สกุลติงฟังแล้ว สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมกว่าปกติ คล้ายกับว่ากำลังตัดสินใจครั้งใหญ่หลวง เขาพยักหน้ารับประกันหนักแน่น “ต่อไปข้าจะไม่กินเนื้อสัตว์อีก และจะดูแลท่านพ่อไม่ให้แอบกินเนื้อสัตว์ด้วย จะไม่ให้ยาล้ำค่าของหมอเทวดาน้อยต้องสูญเปล่าเด็ดขาด!”


กู้เยี่ยมองเขาด้วยสายตาชื่นชมประหนึ่งเจอเด็กหัวอ่อนที่สั่งสอนได้ “โรคบางโรค ต้องพึ่งพายาสามส่วน พึ่งพาตัวผู้ป่วยเองเจ็ดส่วน และใช่ว่าเนื้อสัตว์ทุกอย่างจะกินไม่ได้เลย เนื้อเป็ดเนื้อไก่เนื้อปลาอย่าไปกินส่วนหนัง เนื้อวัวเนื้อหมูเนื้อแพะก็เลือกแต่ส่วนไม่ติดมันมาทำกินได้ ในแต่ละวันต้องกินผักให้มาก และขยับเคลื่อนไหวร่างกายเยอะๆ ได้ยินว่าสกุลติงของพวกท่านมีที่นาอยู่รอบนอกไม่น้อย ต่อไปก็ออกไปเดินดูบ่อยๆ ให้เดินไป อย่าได้นั่งรถม้าไปล่ะ”


แม้เรื่องออกกำลังกายและเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์จะลำบากยากเย็นสำหรับเขา แต่เพื่อชีวิตน้อยๆ ของตัวเอง ก็มีเพียงแต่ต้องกัดฟันอดทนทำไป คุณชายใหญ่สกุลติงจดจำคำชี้แนะของหมอเทวดาน้อยไว้ขึ้นใจ ทั้งยังปฏิบัติตามคำแนะนำของนางอย่างเคร่งครัด เมื่อกู้เยี่ยมาที่ตำบลและนำยามาให้เขาอีกครั้ง ก็เห็นคุณชายใหญ่สกุลติงผอมลงจนแทบจำไม่ได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง


 


จู่ๆ กู้เยี่ยก็มีเงินเพิ่มขึ้นมาหกร้อยตำลึง จึงรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเศรษฐีนีน้อยๆ แล้ว นางกระหยิ่มยิ้มย่องพูดกับกู้เซียวว่า “ท่านปู่ ไปกันเถอะ ไปเดินจับจ่ายซื้อของกัน ท่านเจออะไรแล้วถูกใจก็ขอให้บอก ข้าจะซื้อให้ท่านเอง”


“ได้! เยี่ยเอ๋อร์ของเราร่ำรวยแล้ว ปู่จะตามเกาะเจ้ากินละทีนี้” กู้เซียวเดินตามหลังหลานสาวจากหัวถนนไปจนสุดปลายถนนอย่างอิ่มเอมใจ


เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยมอีกครั้ง กู้เยี่ยก็หน้าม่อยคอตก ราวกับทหารที่พ่ายแพ้ในสนามรบ ตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อแห่งนี้มีร้านค้าขายของเพียงไม่กี่อย่าง ทั้งผ้า ขนม และเนื้อหมู คุณชายใหญ่สกุลติงก็ขนมามอบให้หมดแล้ว ดูไปดูมาก็ไม่เห็นมีของที่อยากซื้อเลย ท่าทางของกู้เยี่ยจึงดูผิดหวังล้มเหลว


กู้เซียวเห็นหลานสาวท่าทางไม่มีชีวิตชีวาก็รีบเอ่ยปลอบ “ครั้งหน้าปู่พาเจ้ากับหมิงเอ๋อร์ไปที่เมืองเหยี่ยนเฉิงกัน ที่นั่นมีร้านรวงให้เดินดูมากมาย เจ้าเก็บเงินเหล่านั้นไว้ก่อน ถึงเวลาแล้วค่อยหยิบออกมาใช้”


สองปู่หลานกินบะหมี่ข้างทางมาคนละชาม และนอนพักผ่อนกันแต่หัวค่ำ วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเช่นเดิม เมื่อออกมานอกตำบลได้ไม่นาน กู้เยี่ยซึ่งระแวดระวังตัวก็จับสังเกตได้ว่ามีคนสะกดรอยตามมา


ดูเหมือนว่า เรื่องที่คุณชายใหญ่สกุลติงมอบเงินให้นางหนึ่งร้อยตำลึงกลางโถงโรงเตี๊ยม จะเป็นที่สะดุดตาของคนบางกลุ่ม เพราะคนธรรมดาสามัญในตัวตำบลมีรายได้ทั้งปีรวมกันยังไม่ถึงสิบกว่ายี่สิบตำลึงเลย เมื่อเห็นเงินหนึ่งร้อยตำลึงย่อมต้องมีคนที่ตาลุกใจสั่นอยู่บ้างแน่นอน


ไม่ว่าจะที่ไหน ก็มักมีพวกที่วันๆ ไม่ทำงาน คิดฝันแต่จะได้เงินมาง่ายๆ เพื่อเงินทองของมีค่าก็ยอมเดินบนเส้นทางที่เสี่ยงอันตราย แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ พวกอันธพาลหลายคนในตำบลเห็นว่าพวกเขามีแค่หนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กน้อย หอบขน ‘สมบัติมหาศาล’ กันเพียงลำพัง หากไม่ลงมือก็นับว่าผิดต่อตัวเองเกินไปแล้ว


กู้เซียวเห็นสายตาของหลานสาว จึงลอบสังเกตด้านหลังเป็นระยะ และนึกชื่นชมในปฏิภาณไหวพริบของนางในใจ ทั้งไม่ลืมยิ้มปลอบขวัญนาง “แค่โจรกระจอกกลุ่มหนึ่ง ไม่มีอะไรให้ต้องเกรงกลัว ไม่ต้องกลัวไป มีปู่อยู่ทั้งคน”


กู้เยี่ยพยักหน้า พลางคลี่ยิ้มสดใส “เยี่ยเอ๋อร์ไม่กลัวเลย เพราะท่านปู่เก่งที่สุด” พูดจบนางก็กลอกตาเย้ยหยันตัวเองอย่างอดไม่ได้... ยิ่งนานวันยิ่งทำตัวน่ารักใสซื่อได้คล่องแคล่วใหญ่แล้วนะ


“หยุดเดี๋ยวนี้!” อันธพาลหลายคนท่าทางเลิ่กลั่กลนลานเล็กน้อย คนพวกนี้ตามหลังสองปู่หลานหลังออกมาจากตัวตำบลได้ไม่นาน ก็มาดักหน้าล้อมพวกเขาไว้ได้


คนที่เป็นหัวโจกหน้าตาดุเหี้ยม เขาชี้มาทางกู้เซียวด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ขากเสมหะถ่มถุยลงพื้นทีหนึ่ง ก่อนจะแผดเสียงกร้าว “ตาแก่ ส่งเงินมาเสียดีๆ ไม่เช่นนั้น... เจ้ากับหลานสาวก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้!”


“ต้องการเงิน? ไม่มีหรอก!” กู้เซียวตวัดบังเหียนหนึ่งที อาศัยที่นั่งอยู่บนหลังม้าซึ่งสูงกว่า ก้มมองอันธพาลทั้งหกคน พร้อมแผ่กระอายกดข่มอย่างหนึ่งที่ชวนให้ผู้คนหวาดผวาออกมา


เพียงแต่ อาจเป็นเพราะท้องฟ้ายังสลัวราง เหล่าอันธพาลทั้งหลายจึงไม่สังเกตเห็นความแกร่งกร้าวของคู่ต่อสู้ ยังคงตะโกนเอะอะไม่หยุด “จะไม่มีได้อย่างไร คุณชายใหญ่สกุลติงให้เงินหนึ่งร้อยตำลึงเป็นของกำนัลตอบแทนมาไม่ใช่รึ แถมยังมีผ้าและเนื้อหมูที่เอาไปแลกเป็นเงินได้อีก ส่งออกมาให้หมด ไม่เช่นนั้น... หึๆๆ อย่าหาว่าพวกข้าใจร้ายทำรุนแรง!”


“อยากได้ทรัพย์สิน? เช่นนั้นก็ดูซิว่าพวกเจ้ามีปัญญาหรือไม่!” กู้เซียวไม่แยแสพวกไก่อ่อนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาหันหน้ามาบอกกับกู้เยี่ยว่า “เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้ายืนหลบไปไกลๆ หน่อย อย่าให้โดนลูกหลง”


“ตาแก่อย่างเจ้า ‘สุราคารวะไม่ดื่มจะดื่มสุราลงทัณฑ์2’ พี่น้อง ลุย! ใครล้มตาแก่นี่ได้ก่อน จะให้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด!”


คำพูดของหัวโจกเพิ่งหลุดออกจากปาก เจ้าคนตัวโตท่าทางโง่ทึ่มผู้หนึ่งก็พุ่งออกมา เงื้อไม้พลองในมือฟาดมาทางศีรษะของกู้เซียว


กู้เซียวเบี่ยงตัวหลบ มือซ้ายว่องไวดุจสายฟ้า คว้าไม้พลองของฝ่ายตรงข้ามไว้หมับ ก่อนออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ‘เจ้ายักษ์ทึ่ม’ ก็ยั้งตัวเองไม่อยู่ เซถลามาข้างหน้า กู้เซียวพลันวาดเท้าเตะถูกท้องของคู่ต่อสู้พอดิบพอดี ได้ยินเพียงเสียงโหยหวนดั่งหมูถูกเชือด เจ้ายักษ์ทึ่มลอยไปไกลถึงสองจั้ง นอนกลิ้งร้องโอดโอยอยู่กับพื้น


1 ก้วน เป็นหน่วยเงินจีนสมัยโบราณ แรกเริ่มใช้เรียกเงินที่ร้อยเป็นพวง 1 พวงประกอบด้วยเหรียญทองแดง 1,000 เหรียญ มูลค่า 1,000 เหวิน ซึ่งเท่ากับเงินขาว 1 ตำลึงเงิน


2 สุราคารวะไม่ดื่มจะดื่มสุราลงทัณฑ์ เป็นสำนวน หมายถึงพูดดีด้วยไม่ฟัง ต้องให้ใช้กำลังบังคับ


38 บทที่ 38 เรี่ยวแรงมหาศาลมาตั้งแต่เกิด?

 


อันธพาลที่เป็นหัวโจกยืนมองเซ่อซ่า... ที่แท้ตาแก่นี่ก็มีฝีมืออยู่บ้าง มิน่าถึงไม่มีท่าทีกลัวเกรงเลย


ทว่า เขาถือว่าฝ่ายตัวเองมีพวกมากกว่า โบกมือให้สัญญาณพลางร้องตะโกน “ทุกคนลุยพร้อมกัน!”


อันธพาลห้าคนที่เหลือดาหน้าปรี่เข้าไปอย่างไร้กระบวน กู้เซียวตวัดไม้พลองร่ายท่วงท่าเร็วรัวจนแม้แต่ลมก็ลอดผ่านมาไม่ได้ อันธพาลหลายคนยังมองไม่ชัดเลยว่าคืออะไรกันแน่ พอมือค้างชะงัก อาวุธก็ปลิวหายไปจากมือเสียแล้ว


“โอ๊ย!”


“อ๊ากกก...”


ไม้พลองตีถูกหัว ไหล่ หลัง และแขนของพวกอันธพาล... กระหน่ำตีเสียจนคนพวกนั้นพากันวิ่งพล่านเป็นหนูหัวซุกหัวซุน ร้องโหยหวนไม่หยุด...


ดีที่กู้เซียวยังปรานีออมมือไว้ ใช้พลังเพียงแค่สามส่วน ไม่เช่นนั้นอันธพาลเหล่านี้คงถูกซัดหมอบไปนานแล้ว


“ยะ... หยุดนะ!” เจ้ายักษ์ทึ่มที่ถูกเตะลอยไปไกลเมื่อครู่ ไม่รู้ว่ามาโผล่ที่ด้านหลังกู้เยี่ยซึ่งกำลังชมเรื่องสนุกอยู่เพลินๆ ตั้งแต่เมื่อไร มือหนึ่งของเขากุมท้องตัวเอง ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งเหนี่ยวคอของกู้เยี่ยไว้มั่น ตะโกนเสียงดังไปทางจุดที่ต่อสู้กันอยู่ “ถ้าไม่หยุด ขะ... ข้าจะรัดคอนางให้ตาย!”


กู้เยี่ยรั้งแขนของเขา และแหงนหน้าทำท่าดิ้นรนขัดขืน แต่ความจริงนั้น นางอาศัยแสงอรุณรุ่งที่เห็นเพียงรำไร ยกขวด ‘ยาน้ำพลังมหาศาล’ ส่งยาเข้าปากกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว


กู้เซียวเห็นหลานสาวถูกคนเมื่อครู่จับตัวไว้ ก็รีบหยุดมือ สีหน้าพลันกลับกลายเป็นห่วงกังวล เขาชูพลองในมือออกไปข้างหน้า แล้วปล่อยลงกับพื้น พลางตะโกนบอกเจ้ายักษ์ทึ่ม “เจ้าใจเย็นๆ ก่อน! พวกเจ้าแค่ต้องการทรัพย์สิน ก็อย่าได้ทำร้ายคนถึงชีวิตเลย!”


“ไอ้แก่!” หัวโจกของพวกอันธพาลถูกตีจนตาข้างหนึ่งเขียวช้ำ ใบหน้าบวมเป่ง บนหัวยังปูดเป็นลูกไม่ต่างจากรูปปั้นพระศรีศากยมุนี เมื่อเห็นกู้เซียวทิ้งอาวุธ ก็เหวี่ยงหมัดโถมเข้าใส่


กู้เซียวไม่ได้หันหน้ามอง เพียงยกเท้าถีบไปด้านหลังอย่างแคล่วคล่อง เสียงร้องโหยหวนก็ดังตามมา พร้อมกับเสียงของหนักๆ หล่นกระแทกพื้น อันธพาลน่าสงสารผู้นั้นถูกถีบลอยร่วงลงกับพื้น คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันถอยฉากไปหลายก้าว สีหน้าหวาดกลัวกันเป็นแถว


“ยะ... อย่าขยับ! ถะ...ถ้า...ขยับอีกละก็ ขะ...ข้าจะฆ่านางจริงๆ นะ!” เดิมทีเจ้ายักษ์ทึ่มเป็นคนพูดติดอ่าง ยิ่งตื่นเต้นเคร่งเครียด อาการติดอ่างก็ยิ่งรุนแรง เมื่อเห็นหัวหน้าของตนโดนถีบกระเด็น ก็คิดถึงตอนที่ตัวเองโดนเตะเมื่อครู่ ตรงท้องก็เหมือนจะเจ็บขึ้นมาอีก


“เจ้าจะสั่นทำไม” เสียงเด็กหญิงกังวานใสดุจเสียงลูกนกนางแอ่นขับขาน ดังแทรกอากาศของยามฟ้าสาง เข้าสู่โสตประสาทของทุกคน “เจ้าหยุดสั่นได้แล้ว! ตัวสั่นงันงกจนข้ายืนไม่ได้เลย”


ตรงขอบฟ้าเห็นแสงรุ่งอรุณรำไร กู้เซียวมองหลานสาวตัวน้อย ก็พบว่าสีหน้าของนางไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับมีความเอือมระอาเจืออยู่บ้าง... สมแล้วที่เป็นหลานสาวข้ากู้เซียว องอาจห้าวหาญ!


จังหวะที่เขาปราดเข้าไปจะช่วยหลานสาวออกมา กลับได้ยินเจ้ายักษ์ทึ่มนั่นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด


กู้เซียวเพ่งมองดูดีๆ ก็เห็นเพียงนิ้วสองนิ้วที่มือขวาของหลานสาวกำลังบีบข้อมือของเจ้ายักษ์ทึ่มอยู่ คล้ายกับว่าไม่ได้ออกแรงอันใด แต่อีกฝ่ายกลับกุมแขนของตัวเองร้องเสียงหลง


เจ้ายักษ์ทึ่มสะบัดดิ้นอย่างแรง แต่กลับไม่อาจชักแขนให้หลุดจากเงื้อมมือของเด็กหญิงได้ ที่แท้แม่นางน้อยตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นผู้ซ่อนงำประกายที่แท้จริง มือเล็กๆ ของนางเทียบไม่ถึงครึ่งฝ่ามือของเขา แต่กลับเหมือนแหนบหนีบอันเขื่อง บีบขอมือเข้าไว้แน่น เพียงพริบตาเดียว ข้อมือก็ราวกับจะหักขาด เจ็บทรมานยากจะทานทน ร่างครึ่งแถบประหนึ่งสูญสิ้นแรงควบคุม


ในสายตาของคนอื่นๆ ที่เห็นฉากนี้ ล้วนเห็นภาพเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งสูงไม่ถึงครึ่งเอวของเจ้ายักษ์ทึ่ม กำลังจับข้อมือของฝ่ายตรงข้ามเพียงแผ่วเบา บนใบหน้ายังระบายยิ้มหวานน่ามอง คล้ายกับว่าแค่หยอกเล่นกับอีกฝ่ายเท่านั้น ส่วนเจ้ายักษ์ทึ่มนั้นก็คล้ายกับแกล้งร้องแสดงท่าทางตามบทบาทเอาใจอีกฝ่ายให้สนุกสนานเฉยๆ


อันธพาลคนหนึ่งร้องด่าอย่างหงุดหงิด “เจ้าติดอ่าง! นี่มันเวลาอะไร ยังจะเล่นอยู่อีกหรือ เร่งมือเร็วเข้า ใช้คนแลกกับเงินมา!”


“คะ...ใครเล่นกันเล่า มะ...มือข้า...หักแล้ว อ๊ากกก...”


กู้เยี่ยพลิกมือน้อยเบาๆ เจ้ายักษ์ทึ่มก็ยิ่งแผดร้องเสียงดังขึ้นไปอีก


“มีความสามารถเล็กน้อยแค่นี้ยังจะคิดมาเล่นขายของปล้นคนอื่นเขาอีกหรือ? กลับไปฝึกมาใหม่อีกยี่สิบปีเถอะ” กู้เยี่ยผลักเพียงแผ่วเบา เจ้ายักษ์ทึ่มที่หนักกว่านางเกินหนึ่งเท่าก็เซถลาไปไกล ก่อนจะล้มลงกับพื้น


เหล่าอันธพาลเห็นเจ้ายักษ์ทึ่มใบหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดพรายเต็มศีรษะ ท่าทางไม่เหมือนแสร้งทำ จึงมองหน้าสบตากัน รู้แล้วว่าพวกตนเจอผู้แข็งแกร่งเข้าแล้ว อันธพาลเหล่านี้คอยแต่รังแกคนอ่อนแอในตำบล และเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้านชนบทที่เข้ามาขายของ ส่วนการดักปล้นระหว่างทางเช่นนี้ พวกเขาเพิ่งจะทำเป็นครั้งแรก คิดไม่ถึงว่าครั้งแรกก็เจอดีเสียแล้ว


แม้แต่แม่นางน้อยที่ดูอายุไม่น่าจะถึงสิบขวบยังร้ายกาจเพียงนี้ แล้วจะปล้นชิงอย่างไรต่อได้ เผ่นเถอะ! ถ้าไม่เผ่นจะรอให้โดนดีตายหรือยังไง!... คนที่เป็นหัวโจกเห็นท่าไม่ดีก็โกยเท้าเผ่นหนี อย่าว่าไป ฝีเท้าวิ่งหนีนั้นว่องไวอย่างยิ่ง พวกอันธพาลที่เหลือก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ วิ่งแข่งกันให้ไวกว่าคนอื่นๆ


น่าสงสารเจ้ายักษ์ทึ่ม ท้องถูกเตะยังเจ็บไม่หาย ร่างกายครึ่งแถบยังชาเหน็บไม่มีความรู้สึกเข้าไปอีก เขานอนดิ้นอยู่กับพื้น ลุกไม่ขึ้นนานสองนาน เมื่อเห็นสองปู่หลานผู้ ‘น่าขนพองสยองเกล้า’ ย่างก้าวมาตรงหน้าช้าๆ เขาก็ร้อง “ว้ากกกก...” ขึ้นทีหนึ่ง ก่อนจะร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ยะ...อย่า อย่าตีข้า ตะ...ต่อไป ขะ...ข้าไม่กล้าแล้ว”


“ดูเจ้าสิ มีปัญญาแค่นี้ ยังมีหน้ามาก่อเรื่องให้อายคนอีก!” เด็กผู้หญิงตัวเล็กจ้อย ใบหน้าไร้เดียงสา แต่กลับพูดจาด้วยน้ำเสียงราวกับผู้อาวุโสมากประสบการณ์ สั่งสอนชายฉกรรจ์ที่โตกว่านางตั้งมากมาย ท่าทางช่างบีบคั้นไล่ต้อน


กู้เซียวหัวเราะหึๆ อยู่ด้านข้าง... ทำไมหลานสาวผู้นี้ถึงได้น่ารักน่าปลื้มใจเช่นนี้นะ ไม่แปลกใจเลยที่บ้านของท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเฝ้าแต่คิดถึงลูกสาวจนแทบบ้า เด็กผู้หญิงฉลาดเฉลียวอย่างเยี่ยเอ๋อร์น้อยเช่นนี้ หากมีมาเพิ่มอีกคนก็ไม่นับว่ามากไปเลย


“ต่อไปยังจะกล้ามาปล้นคนอีกหรือไม่” กู้เยี่ยเด็ดก้านดอกหญ้าที่แห้งเหลืองขึ้นมาก้านหนึ่ง สะบัดไปบนตัวของเจ้ายักษ์ทึ่ม


เจ้ายักษ์ทึ่มกลับโหยหวนราวกับถูกโทษทัณฑ์ทรมาน “อ๊ากกกก... ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าอีกแล้ว... เจ้าปล่อยข้าไปเถอะ...” เมื่อตกอยู่ในความกลัวสุดขีด เขากลับไม่ติดอ่างแล้ว


“แล้วเจ้ายังกล้ารังแกผู้อ่อนแออีกหรือไม่” กู้เยี่ยสะบัดก้านดอกหญ้าไปบนตัวเขาอีกที


เจ้ายักษ์ทึ่มสั่นสะท้านไปครู่หนึ่ง รีบส่ายหน้ารัว “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว!”


แม่หนูกูไหน่ไน ตกลงพวกเราใครเป็นผู้อ่อนแอ ใครเป็นผู้รังแกกันแน่หนอ... เจ้ายักษ์ทึ่มอยากจะร้องไห้ทั้งที่ไร้น้ำตา


“จำไว้เลยนะ ต่อไปถ้าจะติดตามใครเป็นหัวหน้า ก็เบิกตาสุนัขของเจ้าดูให้ชัดๆ ก่อนค่อยติดตามเขา พวกที่ไร้คุณธรรม พอเจอเรื่องอะไรเข้าหน่อยก็วิ่งหนีเผ่นแนบก่อนใครพรรค์นั้น ให้หลีกห่างไปไกลๆ เลย จะได้ไม่เดือดร้อนถูกเขาขายแล้วยังต้องช่วยคนเขานับเงิน1เช่นนี้อีก” กู้เยี่ยเทศนาเจ้ายักษ์ทึ่มผู้ไม่รู้จักเลือกคบคนด้วยน้ำเสียงราวกับยายแก่ผู้เปี่ยมเมตตา


“ได้ ได้ ได้... กลับไปข้าจะหลีกห่างคนพวกนั้นให้ไกล จะไม่ทำกร่างเป็นนักเลงตามพวกเขาอีกแล้ว!”


หากพ่อแม่ของเจ้ายักษ์ทึ่มมาได้ยินลูกชายรู้สำนึกกลับตัวจากใจจริงเช่นนี้ จะต้องซาบซึ้งในบุญคุณของกู้เยี่ยจนน้ำตาไหลแน่ สองสามีภรรยาคู่นั้นหวังให้ลูกชายได้ร่ำเรียนดีๆ เป็นห่วงกังวลสุดหัวใจ คอยพร่ำสอนจนปากแทบฉีก แต่กลับเสียแรงเปล่าไม่เป็นผล ทว่าเวลานี้คำพูดของแม่นางน้อยไม่กี่ประโยค กลับเหนือกว่าคำพูดนับพันนับหมื่นของพวกเขา


กู้เซียวเห็นว่าเสียเวลามานาน จึงตบบ่าหลานสาว พลางยิ้มพูดว่า “เลิกเล่นเถอะ รีบเร่งเดินทางสำคัญกว่า”


กู้เยี่ยหันกลับไปเหยียดปากยิ้ม แล้วบอกกับเจ้ายักษ์ทึ่ม “จำคำที่เจ้าพูดวันนี้ไว้ให้ดี ครั้งหน้าเมื่อข้ามาที่ตำบลนี้อีก หากได้ยินว่าเจ้ายังทำเรื่องชั่วร้าย จะหักแขนข้างหนึ่งของเจ้าทิ้งแน่! ไสหัวไปซะ!”


เจ้ายักษ์ทึ่มละล่ำละลักอยู่พักหนึ่ง ทั้งห่อหดตัว พยายามทำตัวเองให้เล็กที่สุด ตอบด้วยเสียงอ่อนระโหย “ขะ..ข้าขยับตัวครึ่งซีกนี้ไม่ได้ ขาอ่อนแรงยืนไม่ขึ้นแล้ว”


“ก็เจ้าไม่เอาไหนเช่นนี้อย่างไรเล่า แล้วยังคิดจะปล้นคนเข้าอีก เสียชื่อ ‘โจร’ จริงๆ” กู้เยี่ยกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง แล้วพลิ้วกายขึ้นบนหลังลา ก่อนจะหันหน้ามาพูดอีกประโยค “เจ้ายืดงอๆ แขนข้างขวาสักหน่อย ดูซิว่าขยับได้หรือไม่”


“อ้อ... เอ๊ะ? หายแล้ว?” เจ้ายักษ์ทึ่มเบิกตากว้าง มองกู้เยี่ยอย่างทึ่งตะลึง จากนั้นก็คลี่ยิ้มแหย แววตาที่แฝงด้วยความเกรงกลัวของเขา มองตามเงาหลังของแม่นางน้อยไปจนลับตา


 


“เยี่ยเอ๋อร์ พละกำลังของเจ้ามากมายมหาศาล มีมาตั้งแต่เกิดแล้วหรือ?” กู้เซียวเห็นหลานสาวขยับนิ้วเพียงแผ่วเบาก็ทำให้ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่สยบแทบเท้า จึงอดแปลกประหลาดใจไม่ได้


กู้เยี่ยนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะยิ้มใสซื่อไร้พิษภัย “เมื่อก่อนข้าก็ไม่มีเรี่ยวแรงนัก อาจเป็นเพราะอดๆ อยากๆ กินไม่เคยอิ่ม แต่เดี๋ยวนี้ได้กินอิ่มหนำแล้ว แรงกำลังจึงมีมากขึ้น ข้ากับพี่ชายมีพละกำลังมากทั้งคู่ ท่อนฟืนที่ผู้ใหญ่แบกไม่ไหว พี่ชายก็แบกใส่หลังลงเขามาคนเดียวได้ด้วยละ”


กู้เซียวสังเกตมาตั้งแต่แรกแล้วว่าหลานชายของตนมีพละกำลังเหนือกว่าคนอื่น ผู้ชายวัยผู้ใหญ่ทั่วๆ ไปยังไม่แข็งแรงเท่าเขาเลย ความคิดหนึ่งที่เขาเก็บไว้ในใจค่อยๆ ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง เพียงแต่ไม่รู้ว่าสองพี่น้องจะคิดเห็นอย่างไร


“ท่านปู่ ที่ท่านสู้กับศัตรูแบบหกรุมหนึ่งเมื่อครู่นี้ องอาจจริงๆ เลย” กู้เยี่ยกลัวว่าปู่จะถามซอกแซกลึกกว่านี้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด และสวมหมวกสูงเด่น2ให้กู้เซียวด้วย


“ไม่เท่าไรหรอก!” พูดถึงฝีมือของตนเอง กู้เซียวพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นศิษย์ที่ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าถ่ายทอดฝึกฝนให้ด้วยตัวเอง อย่าว่าแต่อันธพาลไม่กี่คนแค่นี้เลย ต่อให้เป็นนักรบของกองทัพข้าศึก เขาก็สามารถตีให้พวกนั้นคุกเข่าร้องขอชีวิตได้


“เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าว่า... ถ้าหากปู่สอนวิชายุทธ์เหล่านี้ให้พี่ชายเจ้า เขาจะยินดีเรียนหรือไม่” หากบอกว่ากู้หมิงนั้นใส่ใจกับความคิดเห็นของใครเป็นที่สุด แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นกู้เยี่ยเอ๋อร์น้องสาวของเขานั่นเอง กู้เซียวอดไม่ได้ที่จะถามหยั่งเชิงหลานสาวตัวน้อยดูก่อน


ดวงตากลมโตกระจ่างใสคู่นั้นของกู้เยี่ย มองหน้าปู่อย่างประหลาดใจ “ทำไมจะไม่ยินดีเล่า นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ ถ้าพี่ชายเก่งกาจขึ้น ก็จะสามารถปกป้องน้องได้ดียิ่งขึ้นด้วย ไม่ใช่หรือ”


ใช่แล้ว! หมิงเอ๋อร์คิดถึงแต่เรื่องดูแลปกป้องน้องสาวมาตลอด มีแต่เพียงทำให้ตัวเองกล้าแกร่ง จึงจะสามารถปกป้องคุ้มครองคนสำคัญของตนเองได้ หากยกเหตุผลนี้ หมิงเอ๋อร์จะต้องไม่ปฏิเสธแน่


กู้เซียวยิ้มยินดีปรีดาจนตายิบหยี... หมิงเอ๋อร์มีพรสวรรค์ดีเช่นนี้ วันข้างหน้าจะต้องประสบความสำเร็จยิ่งกว่าปู่ผู้นี้เป็นแน่


กู้เยี่ยหันหน้ามองไปยังส่วนลึกเข้าไปในเขตเขา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประหนึ่งลูกจิ้งจอก... พี่ชายก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเขาเอง แต่ในเมื่อเขาไม่ยอมคิดทำเพื่อตัวเองเลย คอยคิดถึงแต่น้องสาว เช่นนั้นน้องสาวเช่นตนก็จะขอพึ่งพิงไปเรื่อยๆ ละนะ


โบราณว่า ‘ศิลปะวิชามีมากก็ไม่ทับตัวตาย’ เมื่อมีวิชายุทธ์อยู่ในมือ ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าพี่ชายจะประสบความสำเร็จอะไรหรือไม่ นางมิได้ใส่ใจนัก แค่อย่างน้อยไม่ถูกใครหน้าไหนมารังแกก็พอ การฝึกวิชายุทธ์ยังช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แล้วจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีได้อย่างไร


สองปู่หลานเดินทางบ้างเร่งบ้างชะลอ ทว่าไม่หยุดพัก ในที่สุดเมื่อท้องฟ้ามืดสลัว ก็กลับมาถึงหมู่บ้านชิงซาน


ท่ามกลางม่านราตรี แม้จะยังห่างอีกไกล แต่ก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งกำลังจ้องมองพวกเขามาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน กู้เยี่ยจำได้ทันทีว่าเป็นพี่ชายซึ่งรอคอยการกลับมาของพวกนาง


“พี่ชาย...” กู้เยี่ยนั่งขี่บนหลังลา โบกมือขวาไปมาแรงๆ เสียงแหลมใสดังก้องสะท้อนไปเป็นระลอก พาให้สุนัขเห่าหอนด้วยความตกใจ


1 มาจากสำนวน ‘ถูกคนขายยังช่วยคนเขานับเงิน’ หมายถึง ซื่อจนไม่ทันคน ถูกคนอื่นเอาเปรียบ


2 มาจากสำนวน ‘สวมหมวกสูง’ หมายถึงยกย่องชื่นชมผู้อื่น


39 บทที่ 39 พลังแห่งการใฝ่ฝัน

 


“น้อง...” เงาร่างเล็กๆ นั้นปรี่มาหาสองปู่หลาน เมื่อวิ่งมาถึงข้างกาย กู้หมิงก็รับสายบังเหียนจากมือน้องสาวมา แล้วจับจูงลาที่แบกตัวน้องสาวและบรรทุกข้าวของมาเต็มหลัง พาเดินเข้าหมู่บ้านช้าๆ


ระหว่างเดินไปเขาก็บ่นกระปอดกระแปดไปด้วย “ไหนบอกว่าจะกลับอย่างช้าภายในเมื่อวานอย่างไรเล่า ทำไมถึงล่าช้าไปวันหนึ่งเต็มๆ พาให้คนคอยอยู่ที่บ้านอย่างข้าเป็นห่วงแทบแย่ กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับเจ้าและท่านปู่ระหว่างทาง ได้ยินว่า สองสามวันก่อนชาวบ้านคนหนึ่งในหมู่บ้านมู่หวาคิดอยากประหยัดเงินหนึ่งเหวิน ไม่ยอมพักค้างแรมในลานหินใหญ่ เลยถูกฝูงหมาป่ารุมขย้ำเหลือแต่กระดูก...”


“พี่ชาย...” กู้เยี่ยขัดจังหวะเสียงบ่นเป็นพระถังท่องคัมภีร์ของพี่ชายด้วยการหยิบสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือชุดหนึ่งออกมาจากกระบุง แล้วยื่นส่งใส่มือเขาประหนึ่งมอบทรัพย์สมบัติล้ำค่ามหาศาล “ดูนี่สิ ว่าข้าซื้ออะไรมาให้ท่าน”


กู้หมิงตาเป็นประกายด้วยความยินดีแวบหนึ่ง แต่แล้วก็ขมวดคิ้วอย่างรวดเร็ว “ของพวกนี้ราคาแพงมาก ทำไมเจ้าถึงให้ท่านปู่สิ้นเปลืองเงินเช่นนี้เล่า ท่านปู่ลี้ยงพวกเราพี่น้องก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว”


กู้เซียวมองหลานชายหลานสาวที่คอยดูแลกันด้วยความชื่นชมยินดี เมื่อได้ยินคำพูดของหลานชายก็รีบอธิบายว่า “หมิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว กระดาษพู่กันชุดนี้ไม่ได้ใช้เงินปู่จ่ายหรอก”


กู้เยี่ยตบๆ ถุงพกข้างเอว ยิ้มพรายเกลื่อนใบหน้า “ยาสมุนไพรที่ข้าทำขายได้หลายสิบตำลึงเชียวนะ อย่าว่าแต่สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือชุดหนึ่งเลย ต่อให้สิบชุดแปดชุด ข้าก็ซื้อไหว พี่ชาย ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนท่านมักจะแอบไปลักจำอักษรที่บ้านท่านลุงสาม ต่อไปถ้าท่านอยากเรียนหนังสือก็ไปได้เลยเต็มที่ น้องสาวจะส่งเสียท่านเอง”


ในอดีตตอนอยู่บ้านกู้เฉียว ไม่ถูกปล่อยให้หิวตายก็นับว่าโชคดีเหลือเกินแล้ว มีหรือหลิวซื่อจะยอมควักเงินควักเสบียงออกมาจ่ายให้กู้หมิงได้เล่าเรียนหนังสือ เด็กน้อยกู้หมิงผู้นี้มีความมานะบากบั่น ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จึงมักวิ่งไปแอบเรียนอยู่ข้างหน้าต่างโรงสอนที่ท่านลุงสามสร้างขึ้นที่บ้านอย่างเรียบๆ เป็นประจำ บางครั้งยังขอให้จางลี่หู่และหลี่เฮ่าสวยสอนตัวอักษรให้แก่ตน ตอนนี้ทักษะอ่านง่ายๆ ไม่มีปัญหาแล้ว เพียงแต่ยังขาดพร่องเรื่องการเขียนอยู่บ้าง


“มีแต่พี่ชายคอยเลี้ยงดูน้องสาว มีอย่างที่ไหนให้น้องสาวส่งเสียพี่ชาย ข้าเองก็ไม่คิดจะสอบเป็นซิ่วไฉ จะต้องเรียนให้มากมายไปทำไม เรียนแค่พอรู้หนังสือเล็กๆ น้อยๆ อนาคตก็ไปเป็นลูกจ้างหรือไม่ก็หลงจู๊อยู่ในตำบล แค่นี้ก็พอแล้ว” กู้หมิงไม่อยากใช้เงินของน้องสาว


น้องสาวต้องปรุงยาสมุนไพรทุกวัน เหนื่อยยากมากพออยู่แล้ว เงินที่นางหาได้ก็ควรเก็บไว้ ต่อไปภายหน้าจะได้ใช้เป็นสินเดิมเจ้าสาว ท่านย่าสามเคยบอกว่า สินเดิมเจ้าสาวเป็นหน้าเป็นตาทำให้ได้เปรียบในบ้านของสามี ยิ่งมีสินเดิมมาก น้องสาวก็จะมีสิทธิ์มีอำนาจในบ้านสามีมาก จะได้ไม่โดนข่มเหงรังแก


กู้เยี่ยทำปากยู่ไม่พอใจ “พี่ชาย ท่านทำเหมือนข้าเป็นคนอื่น เราสองคนยังต้องแบ่งแยกว่าใครเป็นใครด้วยหรือ ถ้าหากไม่มีท่าน ชีวิตของข้าก็คงหิวตาย และถูกหมาป่าจับกินไปนานแล้ว ข้าหาเงินมาให้ท่านใช้ ข้ามีความสุข แล้วอย่างไรเล่า ท่านจะแบ่งแยกของข้าของท่านไปทำไม น่าโมโหจริงๆ เสียใจเหลือเกิน ต่อไปข้าจะไม่สนใจท่านแล้ว”


กู้หมิงเห็นน้องสาวหน้าง้ำงอ น้ำตาคลอหน่วยจวนจะรินไหล เขาก็ละล่ำละลักรีบรับผิด “น้องอย่าร้องไห้ พี่ชายผิดไปแล้ว ของขวัญที่เจ้าซื้อมาฝาก ข้าชอบมาก ชอบมากจริงๆ!”


“เช่นนั้น... พรุ่งนี้ถ้าให้ท่านไปเรียนหนังสือที่บ้านท่านลุงสามเลย ท่านจะไปหรือไม่” ดวงตากลมโตของกู้เยี่ยที่ยังมีน้ำตาคลอเอ่อจับจ้องพี่ชายอย่างน้อยใจ


กู้หมิงมีหรือจะปฏิเสธความตั้งใจของน้องสาวได้ เขาพยักหน้ารับแทบไม่ทัน “ไป ไปสิ! จะต้องไปให้ได้!”


กู้เซียวมองเหตุการณ์นี้พลางหัวเราะหึๆ และส่ายศีรษะเป็นระยะ... หลานชายแสนซื่อถูกน้องสาวรู้จุดอ่อนหมดไส้หมดพุง ชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจถอนตัวได้แล้ว


“แต่ว่า... ข้าสามารถตัดฟืน ล่าสัตว์นำไปเป็นค่าครูได้ น้องเก็บเงินของเจ้าไว้ก่อนเถอะ หากถึงคราวจำเป็นค่อยหยิบออกมาใช้” กู้หมิงยังคงยืนหยัดความตั้งใจของตนเอง น้องสาวเขาหาเงินมามิใช่ง่ายๆ จะนำมาใช้สุรุ่ยสุร่ายเช่นนั้นได้อย่างไร


“ข้าว่า พวกเจ้าสองคน...” เวลานี้กู้เซียวจำเป็นต้องเอ่ยปากบ้างแล้ว เพราะหลานชายหลานสาวยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเองและรู้ความมากเกินไป ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงของประดับชิ้นหนึ่ง “ลืมปู่คนนี้ไปแล้วหรือเปล่า เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าคิดว่าปู่ไม่มีเงินส่งพี่ชายเจ้าเรียนหนังสือรึ”


“ท่านปู่ ท่านก็แย้มพรายหน่อยไม่ได้หรือ ว่าในมือท่านมีเงินอยู่กี่มากน้อย” กู้เยี่ยไม่รู้ว่าทหารแห่งกองทัพแคว้นตงหลิงได้เบี้ยหวัดมากมายหรือไม่ เวลาเกือบสามสิบปี ท่านปู่เก็บเงินไว้ใช้ในยามบั้นปลายเท่าไรกันแน่


บ้านช่องห้องหับสร้างขึ้นมาใหม่ ข้าวของเครื่องใช้ภายในนั้นก็ล้วนซื้อล้วนทำใหม่ทั้งหมด ทั้งฟูกที่นอนผ้าห่มนวม เสื้อผ้า อาหารเสบียง... หนึ่งเดือนกว่ามานี้ท่านปู่ใช้จ่ายเงินไปไม่น้อยเลย นางกลัวจริงๆ ว่า หากไม่ระวังเงินสำหรับเลี้ยงชีวิตบั้นปลายของปู่จะถูกใช้จนหมด


ดูเหมือนกู้เซียวจะมองทะลุไปถึงความคิดของนาง จึงหัวเราะร่า “วางใจเถอะ ทรัพย์สินของปู่มีเยอะกว่าที่พวกเจ้าคาดคิด อย่างน้อยๆ ก็มากกว่าเงินที่เจ้าเอามาจากคนสกุลติงนั่นเยอะแยะเลย!”


กู้เยี่ยได้ยินปู่พูดเช่นนี้ หัวคิ้วก็คลายลงทันใด นางรับเงินมาจากคุณชายใหญ่สกุลติงถึงหกร้อยตำลึงเชียวนะ ดูท่าตำแหน่งในกองทัพของท่านปู่ก่อนหน้านี้คงจะไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นคงสะสมทรัพย์สมบัติได้ไม่มากเช่นนี้


“ท่านปู่ ‘เงินที่เอามา’ อะไรกัน พูดอย่างกับว่าเงินของข้ามีที่มาไม่ชัดเจน ข้าขายยาแลกมาเชียวนะ!” กู้เยี่ยขึงตาใส่ทำแง่งอน ท่าทางขี้เล่นช่างยั่วเย้าเช่นนี้ทำให้กู้เซียวและกู้หมิงหัวเราะอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม


กู้หมิงรู้สึกยินดียิ่งกว่าอะไรที่ตัวเองตัดสินใจในตอนนั้น หากยังอยู่ที่บ้านหลังนั้นต่อ น้องสาวคงมีแต่ผอมแห้งเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ ตอนนี้ดีอย่างยิ่ง นิสัยของน้องสาวนับวันก็ยิ่งสดใสร่าเริง สุขภาพร่างกายดีวันดีคืน ทั้งยังยิ่งโตก็ยิ่งสวย เวลาเห็นน้องสาวเป็นเช่นนี้ กู้หมิงก็นึกขอบคุณท่านปู่ผู้นี้เหลือเกิน ขอบคุณที่มอบชีวิตที่อบอุ่นมั่นคง สุขสงบและปลอดภัย...


กู้เซียวหัวเราะอยู่พักใหญ่ ฉับพลันก็นึกขึ้นได้ ถามออกไปว่า “เงินที่ขายยาสมุนไพรของเจ้าและของกำนัลที่บ้านสกุลติงมอบให้นั้นคงไม่เป็นไร แต่เงินที่ขายยาลูกกลอน พวกเราคงเก็บไว้ไม่ได้กระมัง นั่นเป็นส่วนที่อาจารย์เจ้าสมควรได้”


ยาลูกกลอนเป็นของข้านะ! เงินก็ต้องเป็นของข้าสิ!


กู้เยี่ยร้องตะโกนอยู่ในใจ แต่ใครใช้ให้นางอ้างชื่ออาจารย์กันเล่า นางจึงทำได้เพียงพยักหน้าอย่างยอมรับชะตากรรม... อาจารย์คงจะ...น่าจะ...ควรจะไม่รับเอาไว้เองหรอกกระมัง


กู้เซียวเห็นว่าถึงแม้หลานชายหลานสาวจะมีนิสัยเห็นแก่เงินอยู่บ้าง แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี เขาพยักหน้าพอใจแล้วลูบหัวนาง “ถ้าเจ้าเสียดายเงินก้อนนั้น ปู่จะชดเชยให้เจ้าเอง เงินของปู่ วันหน้าก็ต้องเป็นของพวกเจ้าพี่น้องอยู่แล้ว จะให้เมื่อไรก็เหมือนกันนั่นละ”


“ไม่ต้องหรอก!” กู้เยี่ยส่ายหน้าดิกราวกับกลองป๋องแป๋ง “ต่อไปวิชาปรุงยาของเยี่ยเอ๋อร์ก็ต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นข้าย่อมเรียนรู้เคล็ดลับของท่านอาจารย์มาได้หมด แล้วจะกลัวไม่มีเงินทำไมอีกเล่า เงินของท่านปู่ ท่านเก็บเอาไว้เองให้ดีเถิด เผื่อว่าข้าไปวางลืมไว้ที่ใด จะทำหายเสียเปล่าๆ”


วิชาปรุงยาของปราชญ์โอสถสั่งสมจากการเคี่ยวกรำอยู่ในแวดวงอาชีพปรุงยามากว่าห้าสิบหกสิบปี ไหนเลยจะเรียนรู้ได้หมดง่ายๆ ทว่ากู้เซียวก็คิดว่าควรจะต้องให้พลังและกำลังใจแก่เด็กๆ จึงยิ้มพูดว่า “ได้! เยี่ยเอ๋อร์ของเรามีปณิธานมุ่งมั่น ปู่จะคอยชื่นชมผลสำเร็จราบรื่นรุ่งเรืองของเจ้า!”


“อื้ม! วันข้างหน้า ถ้าเก็บเงินได้มากพอ ข้าจะซื้อบ้านใหญ่ๆ ในเมืองหลวง และจะซื้อร้านรวงให้ได้เยอะๆ เลย พอถึงตอนนั้นเราสามคนปู่หลานก็จะไม่ทำงานอะไรแล้ว แค่คอยเก็บค่าเช่าอย่างเดียวก็กินใช้ได้อย่างสบายๆ เลย” กู้เยี่ยยิ้มจนตาหยี ราวกับมองเห็นภาพชีวิตที่นอนรอรับเงินอย่างสุขสบายของตัวเองอยู่


“เมืองหลวง? ที่นั่นใหญ่กว่าเมืองเหยี่ยนเฉิงอีกไม่ใช่หรือ บ้านหลังหนึ่งคงแพงมากกระมัง” กู้หมิงคิดคำนวณดู ว่าตัวเองจะต้องหางานอะไรทำถึงจะเก็บเงินมาซื้อบ้านในเมืองหลวงให้ปู่กับน้องสาวอยู่ได้


กู้เซียวเห็นท่าทางของหลานชายก็ยิ้มตอบ “เมืองหลวงกว้างใหญ่กว่าเมืองเหยี่ยนเฉิงมากเลยล่ะ บ้านเรือนที่นั่นก็ใหญ่โตมาก มีสวนดอกไม้ มีศาลาหอเก๋ง มีเรือนลานเชื่อมต่อเรียงรายเรือนแล้วเรือนเล่า...”


จากนั้นเขาก็กล่าวชมกู้เยี่ยต่อ “เยี่ยเอ๋อร์น้อยของเราเป็นเด็กกตัญญูและมีปณิธานแรงกล้า แต่เจ้าแค่เก็บเงินซื้อร้านอย่างเดียวก็พอแล้ว พวกเรามีบ้านที่เมืองหลวงอยู่แล้ว”


กู้กมิงฟังแล้วก็นึกกังวลขึ้นมา ถามเสียงอ่อย “มีเรือนมากมายเช่นนั้น เวลากวาดถูคงสิ้นเปลืองแรงน่าดูเลย พวกเราแค่เก็บกวาดเรือนทุกวันก็คงไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว”


กู้เยี่ยหัวเราะร่วนออกมา เสียงรื่นหูนี้ดังก้องไปในป่าเขา “พี่ชาย คนที่สามารถมีบ้านใหญ่ๆ เช่นนั้นอยู่ได้ จะต้องกวาดบ้านถูเรือนเองไปทำไม ให้สาวใช้และบ่าวไพร่จัดการไม่ดีหรือ ได้ยินว่าที่บ้านของเศรษฐีติงในตำบลมีสาวใช้และบ่าวไพร่รวมกันตั้งสิบกว่าคนเลยล่ะ”


“อ้อ... ที่แท้ในเมืองหลวงก็มีคนรวยอยู่กันเยอะแยะเต็มไปหมดนี่เอง” กู้หมิงทอดถอนใจอย่างปลงๆ


“มีแค่เงินก็ใช่ว่าจะซื้อบ้านดีๆ ได้นะ ไม่เชื่อก็ถามท่านปู่ดูสิ” กู้เยี่ยหันไปมองพี่ชายแวบหนึ่ง ดวงตาเปล่งประกายมีเลศนัย


“โอ้? จริงรึ ท่านปู่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า” กู้หมิงแปลกใจจนอดถามไม่ได้


“บ้านดีๆ จักรพรรดิจะพระราชทานแก่ขุนนางที่สร้างคุณงามความดี ไหนเลยจะมีเหลือให้ชาวบ้านธรรมดาๆ ทั่วไป ลำพังแค่หาเงินได้ แต่ไม่มีปัญญารักษาทรัพย์สมบัติของตนเองไว้ ก็รังแต่จะสร้างหายนะ” กู้เซียวกล่าวเสริมหลานสาว


หลานชายเป็นเด็กที่มีพละกำลังมาก ทั้งยังไม่กลัวความยากลำบาก เป็นคุณสมบัติที่ดีในการฝึกยุทธ์ กู้เซียวไม่ยอมให้เขาอยู่ดักดานในป่าเขาเช่นนี้ไปชั่วชีวิตเด็ดขาด


“ท่านลุงสามบอกว่า เวลาบัณฑิตในตำบลที่มีเงินมากหน่อยได้พบขุนนาง ก็ล้วนเข้าไปคารวะนอบน้อม ถ้าขุนนางบอกพวกเขาว่าต้องการเงิน พวกเขาก็มิกล้าไม่ให้ ท่านปู่ จริงหรือไม่ที่ต้องเป็นขุนนาง จึงจะคุ้มครองครอบครัวของตนเอง ปกป้องทรัพย์สมบัติของครอบครัวได้?” เด็กซึ่งมีจิตใจบริสุทธิ์เช่นกู้หมิงได้แต่คิดอย่างฉงนสงสัย


กู้เซียวขมวดคิ้วน้อยๆ แค่นยิ้มบอกว่า “ขุนนางละโมบพวกนั้นเก่งแต่รีดนาทาเร้นชาวบ้าน สักวันหนึ่งก็ต้องพลาดท่าเรือล่มในคูน้ำ1 เป็นแน่ เพียงแต่ เจ้าพูดถูกอย่างหนึ่ง คนเรายิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งสามารถปกป้องคุ้มครองคนที่อยากปกป้องดูแลได้”


คนที่กู้หมิงอยากปกป้องดูแลก็คือน้องสาวของเขา เวลานี้ยังมีท่านปู่เพิ่มมาอีกคนด้วย น้องสาวบอกว่า วันข้างหน้านางจะหาเงินให้ได้มากๆ เช่นนั้นเขาก็จะช่วยปกป้องเงินของนางก็แล้วกัน


“ท่านปู่ ข้าอยากเรียนหนังสือ ข้าจะไปสอบเป็นซิ่วไฉเป็นจวี่เหริน2 ภายภาคหน้าข้าจะเป็นขุนนางที่ดี ไม่เรียกเก็บเงินจากชาวบ้าน!” ความใฝ่ฝันในใจกู้หมิงค่อยๆ เริ่มเห็นรูปเห็นร่าง


กู้เซียวพยักหน้ายิ้มบอก “มีปณิธานดี! แต่ว่าเส้นทางการสอบขุนนางยาวไกลนัก และยากลำบากยิ่ง เจ้าอาจต้องมีทางเลือกทางอื่นด้วย”


“ท่านปู่ พี่ชายยังเป็นเด็ก ท่านอย่าส่งเสริมให้เขาเข้ากองทัพเลย!” หนึ่งขุนศึกเกรียงไกรอาศัยหมื่นกระดูกลาดปู ความโหดร้ายในสนามรบ กู้เยี่ยเองก็รู้ซึ้งแก่ใจ นางไม่อยากให้พี่ชายเลือกเส้นทางอันตรายที่ต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง นางยอมอยู่อย่างดักดานเสียยังดีกว่า ขอเพียงให้เขาปลอดภัย


“ปู่เจ้าคนนี้เคยเป็นทหารย่ำผ่านสนามรบนองเลือดมาแล้ว จะให้เขาเดินซ้ำรอยข้าได้อย่างไรเล่า จักรพรรดิทรงให้ความสำคัญกับขุนศึกนักรบ จัดสอบขุนนางฝ่ายบู๊ทุกๆ สามปี จ้วงหยวน3ฝ่ายบู๊จะได้ตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการทัพ... แน่นอนว่า หนังสือก็ต้องเล่าเรียนเขียนอ่าน ฝ่าบาทเคยตรัสว่า ‘รู้จักใช้กลยุทธ์เป็นต่อ ศิลปะต่อสู้เป็นรอง’ หากแม่ทัพไม่มียุทธวิธี ย่อมนำพาทัพไปฉิบหายย่อยยับ”


1 เรือล่มในคูน้ำ เป็นสำนวน หมายถึงแม้อยู่บนเส้นทางที่ไม่ยากลำบาก แต่กระทำตัวด้วยความประมาท ก็พลาดพลั้งเสียหายได้


2 จวี่เหริน เป็นคำเรียกบัณฑิตที่สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางในระดับมณฑล และอุปมาถึงคนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นขุนนางด้วย


3 จ้วงหยวน (จอหงวน) คือผู้ได้รับคะแนนสูงสุดในการสอบคัดเลือกขุนนางรอบหน้าพระที่นั่ง ถือเป็นบัณฑิตเอกขั้นหนึ่ง


40 บทที่ 40 ความคิดชั่วร้ายของอู๋ต้าเหนียง

 


“ท่านปู่เคยเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยหรือ!” ดวงตากู้หมิงลุกวาวด้วยความปลาบปลื้มชื่นชม... ตอนอยู่ในกองทัพท่านปู่จะต้องเก่งกาจมากแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะมีโอกาสได้พบจักรพรรดิหรือ


กู้เยี่ยก็มองปู่ของตนด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน จักรพรรดิเชียวนะ เป็นบุคคลที่นางเคยแต่อ่านเจอในนิยายและดูจากในละครเท่านั้น ไม่รู้ว่าจักรพรรดิของแคว้นตงหลิงจะเป็นทรราชอย่างโจ้วหวัง1 หรือว่าเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมพระเมตตาอย่างถังไท่จง2?


“อืม โชคดีได้พบพระองค์อยู่หลายครั้ง” กู้เซียวเป็นกำลังสำคัญที่เคียงข้างกายกั๋วกงผู้เฒ่าเสมอมา เมื่อฝ่าบาทมีพระประสงค์จะอวยยศพระราชทานบรรดาศักดิ์ แล้วจะขาดเขาไปได้อย่างไร ถ้าหากครั้งนั้นเขาไม่ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ป่านนี้เขาอาจจะขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสองแล้วก็เป็นได้ แต่การได้ตอบแทนพระคุณของท่านแม่ทัพผู้เฒ่า ทำให้เขาไม่นึกเสียดายเลยที่ตัดสินใจไปเช่นนั้น


‘จักรพรรดิ’ คำนี้ สำหรับชาวบ้านสามัญชนอาจจะรู้สึกไม่ต่างจากสวรรค์ ในแววตาของกู้หมิงเต็มไปด้วยความชื่นชมและความใฝ่ฝัน


กู้เซียวเห็นดังนั้นจึงเติมไฟให้แก่หลานชาย “จ้วงหยวนฝ่ายบู๊ คือผู้รับพระบัญชาโดยตรงจากองค์จักรพรรดิในตำหนักท้องพระโรง มีโอกาสได้ดื่มสุราพระราชทานจากองค์จักรพรรดิด้วย!”


“ท่านปู่ ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะสอบเป็นจ้วงหยวนฝ่ายบู๊!” กู้หมิงพูดเสียงเฉียบขาดประหนึ่งตัดตะปูตัดเหล็กได้ สีหน้ามุ่งมั่นตั้งใจหนักแน่น


กู้เยี่ยชำเลืองมองดูปู่แวบหนึ่ง คิดในใจว่า... ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ พูดแค่สองสามประโยคก็จูงใจคนให้มาติดเบ็ดได้แล้ว เพียงแต่การสอบขุนนางฝ่ายบู๊ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพี่ชาย


ท้องฟ้ายามค่ำคืนประหนึ่งผ้าม่านผืนใหญ่ ปกคลุมหมู่บ้านชิงซานไว้ภายใน ท่ามกลางป่าเขาอันเงียบสงัด แว่วเสียงร้องของนกฮูกบ้างเป็นครั้งคราว เสียงเกือกม้ากระทบพื้นถนนเขตเขาดังชัดถนัดหูเป็นพิเศษ สามคนปู่หลานตัดผ่านทะลุหมู่บ้าน กลับมาถึง ‘บ้าน’ ของพวกตนบนไหล่เขาในที่สุด


 


เช้าวันรุ่งขึ้น ปู่กับหลานๆ ตื่นเช้าตรู่ กู้หมิงฝึกพื้นฐานวิชายุทธ์ตามท่าทางที่ท่านปู่ชี้แนะอย่างกระตือรือร้น... ยืนย่อท่านั่งม้า3 กน


ท่านั่งม้าเป็นวิชายืนปักหลักฝึกกำลังภายในอย่างหนึ่ง เป็นวิธีฝึกฝนพื้นฐานที่ดีต่อการสร้างพละกำลัง ความมั่นคง ความอดทน และความสงบนิ่งให้แก่ส่วนขา


เดิมทีกู้เยี่ยอยากจะฝึกไปพร้อมพี่ชายด้วย แต่การยืนย่อท่านั่งม้านี้เพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็รู้สึกเบื่อหน่ายและหมดแรงแล้ว นางคิดดูอีกทีก็ล้มเลิกไป ทว่าคนที่เคยผ่านช่วงกลียุคมาเช่นนาง ย่อมให้ความสำคัญแก่สุขภาพกายใจที่สมบูรณ์แข็งแรงและแข็งแกร่ง ทุกๆ วันนางจะกินยาที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายและพละกำลัง เมื่อมีตัวช่วยโกงอยู่ในมือ ก็ทำตามใจเช่นนี้ได้


ฝ่ายกู้หมิงกลับเด็ดเดี่ยวจนน่าตกใจ เขายืนหยัดฝึกต่อไปไม่ลดละ กู้เยี่ยเห็นพี่ชายขาสั่นพั่บๆ ราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยวห้อยต่องแต่ง ก็อดไม่ได้ที่จะยกชาร้อนมาให้ถ้วยหนึ่ง ในนั้นแอบเติมยาน้ำที่ช่วยฟื้นฟูกำลังขจัดความเหนื่อยล้าลงไปด้วยสองหยด


 


อู๋ตังกุยซึ่งนำยาสมุนไพรไปขายในตลาดนัดสมุนไพรเช่นกัน ได้เห็นกับตาว่ายาสมุนไพรสามกระบุงของนางหนูกู้เยี่ยเอ๋อร์บ้านสกุลกู้ขายได้ราคาถึงห้าสิบกว่าตำลึง ในใจทั้งนึกอิจฉาทั้งโกรธเคือง เดิมทีเขาคิดว่าตาเฒ่านั่นรู้แต่วิชาแพทย์ ไม่เป็นวิชาปรุงยา ใครเลยจะคิดว่าลูกศิษย์ที่คนผู้นั้นสอนไม่ถึงหนึ่งเดือนจะมีฝีมือปรุงยาสมุนไพรทิ้งห่างเขาไปไกลเช่นนี้


เมื่ออู๋ตังกุยกลับมาถึงบ้าน ก็ขังตัวเองอยู่ในเรือนครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ เขาหยิบของรักที่ตนเก็บซ่อนไว้ก้นหีบ... โสมคนอายุหนึ่งร้อยปีต้นหนึ่ง จากนั้นก็ขอผ้าผืนหนึ่งมาห่ออย่างดี แล้วเดินถือออกไปข้างนอก


อู๋ต้าเหนียงรู้สึกเจ็บปวดใจจนใบหน้าสั่นระริก “สามี ท่านจะเอาโสมคนไปกราบตาแก่นั่นเป็นอาจารย์รึ? โสมนี่มีค่าร้อยตำลึงเงินเชียวนะ!”


“พวกผู้หญิง เส้นผมยาวปัญญาสั้น!” อู๋ตังกุยหันกลับมาถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง “เจ้าคิดว่าข้าไม่เจ็บปวดใจหรือ แต่ถ้ามัวแต่เสียดายรองเท้าก็ไม่มีทางจับหมาป่าได้4 รอให้ข้าเรียนรู้เคล็ดวิชาปรุงยาจากตาเฒ่านั่นมาก่อนเถิด เงินทองเท่าไรก็หาได้ไม่หมดเลยล่ะ”


“ท่านพูดจริงหรือ ยาสมุนไพรที่ปรุงออกมาพวกนั้นขายได้เงินมากมายขนาดนั้นเลยรึ” ตอนที่อู๋ต้าเหนียงได้ฟังสามีเล่าเรื่องที่ตาเฒ่าขาพิการกับนางเด็กสกุลกู้ไปขายยาสมุนไพร ตาก็วาวประกายอิจฉาริษยาและโลภโมโทสัน ยาสมุนไพรหนึ่งกระบุงของสามีนางขายได้เงินมาสองตำลึงก็นับว่าไม่เลวแล้ว แต่พวกนั้นขายได้ถึงหลายสิบตำลึงเชียว


“ไม่ใช่แค่นี้ด้วย!” อู๋ตังกุยนึกเรื่องที่ตนได้ฟังมาจากคนในตำบลขึ้นมาได้ แววตาละโมบก็ยิ่งวาวโรจน์กว่าเดิม “นางเด็กนั่นช่วยชีวิตเศรษฐีใหญ่สกุลติงในตำบลไว้ด้วย ลำพังแค่เงินที่ได้เป็นของกำนัลก็หนึ่งร้อยตำลึงแล้ว คนที่ไม่มีพื้นฐานวิชาแพทย์มาก่อนเลยเช่นนางกลับเรียนรู้วิชาวิเศษเช่นนั้นได้ในเวลาสั้น แล้วนับประสาอะไรกับข้าเล่า ถ้าหากได้เรียนวิชาจากตาเฒ่านั่นมา ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องทนอยู่ในหมู่บ้านที่แม้แต่นกยังไม่มาขี้5นี่แล้ว”


ครั้นอู๋ต้าเหนียงได้ยิน ถึงจะเสียดายเงินมาก แต่กลับไม่ขัดขวางสามีเรื่องกราบอาจารย์อีก เพราะเมื่อคิดว่าขนาดนางเด็กบ้ากู้เยี่ยเอ๋อร์ไปตำบลแค่ครั้งเดียวยังได้เงินกลับมาตั้งร้อยห้าสิบกว่าตำลึง แถมยังมีผ้าเนื้อดีตั้งสองพับ ขนมของว่างและเนื้อหมูอีก ในใจนางก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย


นัยน์ตาที่มีตาขาวมากกว่าตาดำของนางกลอกไปมาครู่หนึ่ง มุมปากก็กระดกรอยยิ้มชั่วร้าย นางสาวเท้าก้าวขากางๆ ดั่งวงเวียน ยักย้ายเอวประหนึ่งงูดูแปลกพิลึก แจ้นไปที่หน้าประตูบ้านของกู้เฉียว


“น้องๆ บ้านกู้อยู่หรือไม่” อู๋ต้าเหนียงผลักประตูที่หับไว้เฉยๆ ถือวิสาสะเดินเข้าไปด้านใน


 


ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูหนาวยังอีกหลายวันกว่าจะถึง หลิวซื่อซึ่งว่างเว้นจากงานเพาะปลูกกำลังนั่งปะเย็บเสื้อผ้าอยู่บนเตียงเตา ลูกชายซุกซนทั้งสองของนางใช้เสื้อผ้าเปลืองเป็นที่สุด พวกลูกๆ ไม่รู้จักอยู่นิ่งๆ ทำตัวเรียบร้อยกับเขาบ้างเลย เวลาน้ก็ไม่รู้ว่าไปเล่นซนอยู่ที่ใดแล้ว


เมื่อหลิวซื่อได้ยินเสียงอู๋ต้าเหนียง ก็วางงานในมือลง ร้องตอบไปประโยคหนึ่ง “สะใภ้บ้านอู๋ ข้างนอกอากาศหนาวเย็น เข้ามานั่งข้างในก่อนเถอะ!”


อู๋ต้าเหนียงเลิกม่านประตูเดินเข้าเรือนอย่างไม่เกรงใจ ถอดรองเท้าได้ก็ขึ้นไปบนเตียงเตา นางล้วงเมล็ดทานตะวันออกมาจากถุงพก จากนั้นก็แทะๆ เปลือกออกถุยลงพื้นได้ข้าง


หลิวซื่อขมวดคิ้วไม่พอใจ ถามอย่างหงุดหงิดว่า “สะใภ้อู๋ทำไมถึงมีเวลาว่างมาให้ข้าถึงเรือนได้”


“เฮ้อ...ข้าละนึกเสียดายแทนเจ้าจริงๆ!” นางจงใจถอนหายใจแรง มองหลิวซื่อด้วยสีหน้าท่าทางสงสารจับใจ


หลิวซื่อขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม น้ำเสียงหงุดหงิดยิ่งขึ้น “มีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงๆ น่า จะยึกยักขายปม6ไปทำไมกัน บอกมาเถอะ ข้าไปทำอะไรให้เจ้าเสียดายหรือ”


อู๋ต้าเหนียงหยุดแทะเมล็ดทานตะวัน ยื่นตัวมาท่าทางมีลับลมคมใน “เจ้าคงได้ยินมาบ้างแล้วกระมัง ที่นางหนูเยี่ยเอ๋อร์บ้านพวกเจ้าช่วยผู้เฒ่าเก็บสมุนไพรคนหนึ่งกลับมา แล้วก็กราบเขาเป็นอาจารย์ เรียนวิชาแพทย์จากเขา”


“ชิ... นางเด็กของจ่ายชดเชย ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องไปเป็นคนของบ้านอื่น เรียนวิชาแพทย์อะไรรึ ถ้าวิชาแพทย์เขาเรียนกันง่ายๆ เช่นนั้นใครๆ เขาก็เป็นหมอกันหมดแล้วน่ะสิ” สีหน้าหลิวซื่อเต็มไปด้วยความไม่แยแส ก้มหน้าปะชุนเสื้อผ้าต่อ


อู๋ต้าเหนียงเหยียดปากเบ้เป็นรอยยิ้มเยาะ พูดด้วยน่ำเสียงมีเลศนัย “เจ้าอย่าดูถูกนางนะ ของจ่ายชดเชยที่เจ้าว่า เพิ่งจะขายสมุนไพรไปสี่กระบุง ได้เงินมาตั้งหกสิบตำลึงเลยเชียว”


“อะไรนะ!” หลิวซื่อร้องเสียงหลง แล้วยกนิ้วที่ถูกปลายเข็มทิ่มขึ้นมาใส่ปากดูด ดวงตาสามเหลี่ยมเบิกกว้าง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “หกสิบตำลึงเงิน?! โกหกกันหรือเปล่า เวลาเถ้าแก่เฉียนมารับซื้อสมุนไพร กระบุงหนึ่งยังขายได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงเลย นางจะขายราคาสูงเช่นนั้นได้อย่างไร”


“สมุนไพรสดกับสมุนไพรปรุงแล้วจะเหมือนกันได้อย่างไรเล่า” อู๋ต้าเหนียงทำหน้าเหยียดหยันประหนึ่งจะบอกว่า ‘เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ’ พลางเล่าต่อ “ยาสมุนไพรของสามีข้ากระบุงหนึ่งขายได้สองตำลึง ยิ่งฝีมือปรุงยาดีก็ยิ่งขายได้ราคาดี ข้าโกหกเจ้าแล้วจะได้อะไรหรือไง”


อู๋ต้าเหนียงมองสีหน้าของนางอย่างพึงพอใจ ปากก็แทะเมล็ดทานตะวันสนุกขึ้นกว่าเดิม “ข้าว่า เจ้าก็โง่เหมือนกันนะ ยกเจ้าเด็กกู้หมิงให้เป็นทายาทตาแก่นั่นไปพ้นๆ ก็พอแล้ว ส่วนนางเด็กกู้เยี่ยเอ๋อร์จะกินข้าวบ้านเจ้าได้อีกสักกี่ปีเชียว พอนางเด็กนั่นโตขึ้น ก็ยิ่งเหมาะ เอาไปขายให้เป็นภรรยาน้อยตระกูลใหญ่ๆ ในตำบลก็ได้เงินอีกไม่น้อย”


“มาพูดตอนนี้ให้ได้อะไรขึ้นมา ทำเนียบสกุลก็แก้ไปแล้ว ทะเบียนราษฎร์ก็ย้ายไปเรียบร้อย ต่อให้ตอนนี้ข้าอยากให้คนมาหา ตาแก่นั่นจะยินยอมหรือเปล่าก็ไม่รู้” หลิวซื่อแทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักหลายฉาด ถ้าตอนแรกนางทำดีกับนางหนูนั่นสักนิด ตอนนี้ไม่แน่ว่าอาจจะไปเจียดน้ำมันปันประโยชน์อะไรสักหน่อยได้บ้าง


“ดูเจ้าสิ ก็เพราะเคยเลี้ยงดูสองพี่น้องนั่นมาอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องแสดงความกตัญญูต่อพวกเจ้าสามีภรรยาบ้าง เจ้าเป็นแม่เลี้ยงพวกเขาก็จริง แต่สามีเจ้าเป็นพ่อแท้ๆ นะ ความกตัญญูรู้คุณเป็นหลักธรรมยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ถ้าหากพวกเขาไม่ให้เงิน ก็โพนทะนาไปเลยว่าพวกเขาอกตัญญู ทำให้ชื่อเสียงพวกนั้นเน่าเหม็นเสียหาย ถึงตอนนั้นคงได้ถูกน้ำลายโถมจมตายแน่!” อู๋ต้าเหนียงผู้นี้เป็นคนใจดำอำมหิตโดยแท้ วิธีชั่วช้าเลวทรามจึงพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย


“จริงด้วย! ต้องเรียกเก็บเงิน! พ่อของพวกเขาเลี้ยงดูมาตั้งสิบกว่าปี จะให้ผู้อื่นชุบมือเปิบไปเช่นนี้ไม่ได้” หลิวซื่อวางงานในมือลงทันที แล้วสวมรองเท้าออกจากบ้าน แผดเสียงเรียกต้าจ้วงลูกชายที่เล่นซนอยู่ “ต้าจ้วง ต้าจ้วง... ไปตามพ่อเจ้ากลับมาเร็ว! เดี๋ยวนี้เลย!”


ต้าจ้วงกำลังเล่นสนุกอยู่กับเสี่ยวจ้วง เดินอิดออดกลับเข้ามาในลานสวน แล้วถามว่า “เรื่องอะไรอีกเล่า จะเรียกท่านพ่อกลับมาทำไม”


“ใช้ให้เจ้าไป เจ้าก็ไปเถอะน่า จะมาซักไซ้ให้มากความทำไม” หลิวซื่อตบหัวลูกชายตนไปหนึ่งฉาด ก่อนจะยิ้มตาหยีพูดจูงใจเขา “ถ้าเจ้าทำได้ดี พอกลับมาแล้วแม่จะเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้เจ้า ทำกับข้าวใส่เนื้อสัตว์ให้กินด้วย”


ต้าจ้วงไม่สนใจเสื้อผ้าใหม่ แต่พอได้ยินว่าจะได้กินเนื้อสัตว์ น้ำลายก็สอทันใด เขาพุ่งกระโจนออกไปทันที ว่องไวยิ่งกว่ากระต่ายป่าเสียอีก ปากก็บอกอย่างตื่นเต้นยินดี “ท่านแม่ วางใจได้เลย ข้าจะช่วยตามหาท่านพ่อกลับมาโดยเร็ว”


 


กู้เฉียวกำลังสุมหัวอยู่ในเรือนของพวกกเฬวรากในหมู่บ้าน ดูคนอื่นเล่นพนันกัน เขาเองก็คิดจะลงขาเล่นด้วยเช่นกัน แต่น่าเสียดาย ตอนออกมาจากบ้านเงินทองแดงในตัวถูกหลิวซื่อล้วงไปหมดแล้ว... ฮึ่ย! เมียคนนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ หวงเงินยิ่งกว่าห่วงผัว เหมียวซื่อยังดีเสียกว่า ทุกครั้งที่ออกจากบ้านยังคอยใส่เหรียญเติมถุงพกให้ครั้งละหลายสิบเหรียญ กลัวว่าผัวจะเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนพ้อง


เพียงแต่... กู้เฉียวขมวดคิ้ว ถ้าไม่เพราะนางชอบคิดทำการอะไรเองคนเดียว มีหรือเขาจะต้องซมซานกลับมาตกระกำลำบากที่หมู่บ้านกลางป่าเขาเช่นนี้อีก... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะนางเหมียวซื่อคนเดียวแท้ๆ!


1 โจ้วหวัง หรือพระเจ้าโจ้วอ๋อง (?-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายทารุณ และความลุ่มหลงในสุรานารี


2 ถังไท่จง หลี่ซื่อหมิน (ค.ศ. 598-649) เป็นจักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์ถัง มีพระปรีชาสามารถหลายด้าน ทั้งการศึกและการปกครอง รัชกาลของพระองค์จึงเป็นสมัยที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุดสมัยหนึ่งของราชวงศ์ถัง


3 ท่านั่งม้า (หม่าปู้) เป็นท่าพื้นฐานขั้นแรกของการฝึกยุทธ์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของกำลังขาและการทรงตัว โดยยืนแยกขาให้กว้างกว่าช่วงไหล่ แล้วย่อลงนั่งค้างหลังตรงคล้ายกับนั่งอยู่บนหลังม้า


4 มาจากสำนวนท้องถิ่นทางเหนือของจีน ว่า ‘เสียดายรองเท้าจับสุนัขป่าไม่ได้’ เนื่องจากวิธีจับสุนัขป่าในสมัยโบราณต้องอาศัยการวิ่งที่ว่องไวจนอาจทำให้รองเท้าเสียหาย จึงใช้อุปมาว่า เมื่อมีเป้าหมายที่ไม่ได้มาง่ายๆ ก็จำเป็นต้องยอมสละสิ่งที่มีค่ามากพอจะทำให้ได้มา


5 มาจากสำนวน ‘ที่นกไม่ขี้’ หมายถึง สถานที่ซึ่งทุรกันดารและห่างไกล จนแม้แต่นกก็ไม่ค่อยบินมาให้เห็น


6 ขายปม เป็นกลวิธีของนักเล่านิทานที่มักจะหยุดเล่าค้างในช่วงสำคัญหรือตอนที่น่าตื่นเต้น เพื่อกระตุ้นให้คนฟังอยากรู้อยากฟังต่อ จึงกลายเป็นสำนวน สื่อถึงการยึกยักเล่นตัว เพื่อหลอกล่อให้อีกฝ่ายร้อนรนและทำตามที่ตนต้องการ


จบตอน

Comments