doctor's farmer ep41-50

 41 บทที่ 41 ต้องการเงินไม่สนหน้าตา

 


ตอนที่กู้เฉียวถูกลูกบุญธรรมลากกลับบ้าน เขารู้สึกไม่พอใจยิ่ง พอเข้าประตูมาก็โวยวายใส่หลิวซื่อ “เรียกข้ากลับมาทำไม รู้หรือไม่ว่าคนเขาหัวเราะเยาะเจ้าว่าอะไร เขาว่าเจ้าห่างสามีไม่ได้เลยสักเค่อ! จะผายลมก็รีบผายออกมา แล้วก็ เอาเงินมาให้ข้าหลายๆ เหวินด้วย ข้าจะไปเสี่ยงโชคสักหน่อย!”


นานๆ กู้เฉียวจะขอเงินสักที หลิวซื่อไม่ได้ชักสีหน้าใส่เขา ตรงกันข้ามกลับยิ้มพรายเกลื่อนหน้า เข้ามาจับจูงแขนเขา กู้เฉียวสะบัดออกโดยแรง ให้หลุดจากการเกาะกุมของภรรยา ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ทำไม ต้องการสามีขึ้นมาจริงๆ หรือ กลางวันแสกๆ ลูกก็ยังอยู่ อย่ามาทำรุ่มร่ามน่า”


หลิวซื่อกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง “พูดอะไรเนี่ย! ข้าจะคุยเรื่องดีที่สุดเรื่องหนึ่งกับท่าน”


จากนั้นนางก็เล่าเรื่องที่ได้ฟังมาจากอู๋ต้าเหนียงให้สามีฟังอย่างละเอียดทุกถ้อยทุกคำ กู้เฉียวรู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมาทันที เงินหนึ่งร้อยหกสิบกว่าตำลึง จะบอกว่าเขาไม่รู้สึกหวั่นไหวเลยก็คงไม่ได้ พึงรู้ว่า เมื่อก่อนตอนที่เขาเป็นผู้ช่วยหลงจู๊ร้านค้าในเมือง เคยได้เงินเดือนเดือนละหนึ่งตำลึง เขาต้องทำงานสิบกว่าปีเชียวนะกว่าจะได้เงินหนึ่งร้อยหกสิบกว่าตำลึง!


เพียงแต่ เขายกลูกให้ไปเป็นหลานบุญธรรมบ้านอื่นแล้ว และตัวเองยังมียางอายอยู่บ้าง จะให้บากหน้าไปขอเงินจากกู้เยี่ย เช่นนั้นเขาพูดไม่ออกหรอก!


หลิวซื่อย่อมดูออกว่าสามีของตนรู้สึกกระดากใจ จึงรีบพูดว่า “พ่อจ๊ะ ท่านคิดให้ดีนะ เงินตั้งร้อยหกสิบตำลึง จะห่วงหน้าตา หรือว่าจะเอาเงิน?”


เมื่อเห็นสามียังไม่คลายกังวล นางก็ยิ่งเติมเชื้อไฟ “หากไม่ทำเพื่อเรา ท่านก็คิดเพื่อเสี่ยวจ้วงบ้างเถอะ! หรือว่าท่านอยากให้เสี่ยวจ้วงของเราต้องอยู่แต่ในหมู่บ้านยากจนข้นแค้น อดมื้อกินมื้อแบบนี้ไปชั่วชีวิต ท่านคิดดูดีๆ นะ ถ้ามีเงินหนึ่งร้อยกว่าตำลึง ก็ซื้อบ้านในตำบล ซื้อที่ดินได้อีกตั้งหลายหมู่ ถึงตอนนั้นเสี่ยวจ้วงของเราก็จะกลายเป็นคนเมือง จะหาสะใภ้ดีๆ ก็ง่ายดายแล้ว”


ครั้นกู้เฉียวได้ยินนางพูดเช่นนี้ ก็ยับยั้งใจไม่อยู่อีกต่อไป ใช่แล้ว! ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือ ออกจากหมู่บ้านทุรกันดารนี้ให้พ้นๆ ไปเป็นคนเมืองกับเขาจริงๆ เสียที เมื่อครั้งนั้น เขาขาดอีกแค่ก้าวเดียวก็จะสำเร็จตามฝันของตนเองแล้ว แต่เพราะถูกนางเหมียวซื่อตัวล้างผลาญนั่นพังจนหมด ตอนนี้ก็ควรให้นางเด็กบ้านั่นชดใช้แทนก็แล้วกัน!


 


ตอนที่กู้เฉียวและหลิวซื่อมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านกู้เซียว กู้หมิงกำลังผ่าฟืนอยู่ในลานสวน หลิวซื่อก็รีบผลักหลังสามีของตน


กู้เฉียวเดินขึ้นหน้ามาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสาร “พอเจ้าโตขึ้นหน่อย เขาก็ให้ทำงานหนักเช่นนี้เลยหรือ? ส่งขวานมาให้พ่อเร็ว พ่อจะช่วยเจ้าผ่า...”


หากเป็นเมื่อสองเดือนก่อน กู้เฉียวพูดจาและทำท่าทีเช่นนี้ละก็ กู้หมิงอาจจะรู้สึกตื้นตันใจอยู่บ้าง ทว่า หลังจากผ่านเรื่องที่บิดาพาน้องสาวไปขาย และเรื่องที่บิดาไม่อยากเป็นลูกบุญธรรม จึงผลักลูกชายให้มาเป็นทายาทคนอื่นแล้ว กู้หมิงก็ไม่คาดหวังอะไรจากบิดาผู้นี้อีก


เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อย หลบมือที่กู้เฉียวยื่นมาเพื่อหยิบขวาน เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปากเอ่ย “ไม่ต้อง งานพวกนี้ข้าทำมาตั้งนานจนคุ้นมือดี ไม่รบกวนท่านอาเจ็ดหรอก!”


กู้เฉียวหน้าเจื่อนลงทันตา รอยยิ้มบนใบหน้าแทบจะรักษาไว้ไม่อยู่ เขาหัวเราะแห้งพลางกล่าวว่า “เจ้าลูกคนนี้ ‘อาเจ็ด’ อะไรกัน ข้าเป็นพ่อเจ้า...”


กู้เฉียวยังพูดไม่ทันจบคำ กู้เซียวก็ออกมาจากในเรือน “ทำไมรึ เจ้าเจ็ด ตอนนี้มานึกเสียใจภายหลัง อยากพาลูกกลับไปหรือ น่าเสียดาย สายไปเสียแล้ว ทั้งทำเนียบสกุล ทั้งทะเบียนราษฎร์ หมิงเอ๋อร์ล้วนไม่เกี่ยวข้องกกับเจ้าอีกแล้ว เรื่องใหญ่อย่างการรับทายาท จะทำเป็นเล่นขายของได้อย่างไรกัน เจ้าเอาท่านประมุขสกุลไปไว้ที่ไหน เห็นวงศ์ตระกูลเป็นอะไรรึ”


“ท่านอาห้า ใครนึกเสียใจอะไรกัน ท่านพูดเองเออเองทั้งนั้น หลานไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ!” กู้เฉียวได้ยินคำว่า ‘วงศ์ตระกูล’ มีหรือจะกล้าพูดอะไรอีก


“เช่นนั้นเจ้ามาถึงบ้านข้ามีธุระอะไร ที่นี่ไม่ต้อนรับคนพูดกลับไปกลับมาอย่างเจ้า!” กู้เซียวไล่มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยัน เมื่อครั้งที่กู้เฉียวเป็นเด็กน้อยก็ดูซื่อๆ ดี แต่ทำไมโตมาถึงได้คิดคดได้นะ เป็นเพราะผู้ใหญ่ไม่สั่งสอน หรือเพราะพื้นสันดานเป็นเช่นนี้เองกันแน่?


บนใบหน้ากู้เฉียวไม่เหลือรอยยิ้มอยู่แล้ว ครั้งนั้นกู้เซียวถูกเรียกเกณฑ์ไปเป็นทหารอย่างฉุกละหุก เขาจึงอาศัยที่เรื่องรับบุตรบุญธรรมยังดำเนินการไม่เรียบร้อย ไม่ยอมทำตามสัญญา เป็นเขาเองที่ทำไม่ถูกจริงๆ แม้อีกฝ่ายพูดจาไม่น่าฟัง เขาก็ทำได้เพียงต้องทนรับฟังเท่านั้น


กู้เฉียวขยับปากพะงาบๆ พูดอึกอักว่า “ขะ...ข้าก็แค่คิดถึงลูกๆ เลยมาเยี่ยมพวกเขาสักหน่อย”


“คิดถึงลูก? ถ้าเจ้าเจ็ดมีใจเช่นนี้ ก็คงจะไม่ยอมให้เมียตัวเองปล่อยลูกให้อดอยากเกือบตายกระมัง ทำไมรึ ข้าเลี้ยงหลานด้วยข้าวเจ้าแป้งสาลีมาเดือนสองเดือน กว่าจะสมบูรณ์พอดูได้ขึ้นบ้างไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเจ้าจะมาถามหาความผูกพันพ่อลูกอะไรอีก กู้เฉียวเอ๋อกู้เฉียว ต่อหน้าลูกเต้า เจ้าทำตัวให้สมเป็นพ่อคนหน่อยเถอะ” กู้เซียวไม่ไว้หน้ากู้เฉียวเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเห็นสายตาโลภโมโทสันของหลิวซื่อแล้ว ก็พอจะเดาออกว่าสามีภรรยาคู่นี้จะมาพูดเรื่องอะไร ในใจจึงนึกดูแคลนยิ่งกว่าเดิม


“ท่านอาห้า ดูท่านพูดเข้า ต่อให้ไม่สมควร แต่ในตัวกู้หมิงและกู้เยี่ยเอ๋อร์ก็มีเลือดของสามีข้า ทีสามีข้าคอยเช็ดอึเช็ดฉี่ให้เด็กสองคนมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ใช่เรื่องง่ายเสียที่ไหน” หลิวซื่อเห็นสามีอ้ำๆ อึ้งๆ จึงเจ้ากี้เจ้าการพูดเสียเอง


“ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว!” กู้เยี่ยถูกปู่ใช้ออกไปมอบเนื้อหมูให้บ้านประมุขสกุล ผู้ใหญ่บ้าน ท่านย่าสาม และท่านอาเก้า เพราะคุณชายใหญ่สกุลติงให้เนื้อหมูพวกนางมาไม่น้อย หนักราวห้าสิบหกสิบชั่งเห็นจะได้ ช่วงย่างเข้าฤดูหนาว ตอนกลางวันอากาศไม่นับว่าหนาวมาก เนื้อหมูเก็บไว้นานไม่ได้ กู้เซียวจึงแบ่งไปมอบให้คนในหมู่บ้านที่สนิทสนมกันเป็นการผูกไมตรี


กู้เยี่ยวิ่งไปวิ่งมาหลายตลบ ในที่สุดก็นำของไปส่งให้บ้านสุดท้ายเรียบร้อย คิดไม่ถึงว่าพอเข้าประตูมาก็เห็นคนที่ชวนให้รู้สึกขัดตาทั้งสองคน นางหุบยิ้มลงทันใด คิ้วเรียวเล็กขมวดเข้าหากันน้อยๆ


หลิวซื่อได้ยินเสียงของนาง ก็หันขวับปราดเข้าไปหา สายตาที่มองกู้เยี่ยเร่าร้อนประหนึ่งมองเห็นเงินขาวๆ อย่างไรอย่างนั้น นางฉีกยิ้มแป้น ทำเสียงอ่อนเสียงหวาน แสร้งว่ารักใคร่เอ็นดูเสียเต็มประดา “เยี่ยเอ๋อร์จ๋า เจ้าไปทำอะไรที่ไหนมาหรือ ท่านอาห้า ท่านนี่ก็เหลือเกินจริงๆ ให้เด็กสองคนทำงานเท้าแทบไม่ติดที่ ส่วนตัวเองกลับเสวยสุขอยู่ในเรือน ตกลงว่าท่านรับหลานบุญธรรมมาเป็นทายาท หรือเพื่อหาคนมารับใช้ตนกันแน่”


“อาสะใภ้ท่านนี้ รบกวนช่วยเก็บรอยยิ้มจอมปลอมของท่านไปเถิด ข้าเห็นแล้วขยาดแหยงยิ่ง” กู้เยี่ยเดินอ้อมตัวนางไปหยุดอยู่ข้างกายท่านปู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านทำให้ข้านึกถึงสำนวนที่ว่า ‘ขึ้นปีใหม่เพียงพอนเหลืองมาเยี่ยมเยือนไก่...มิได้มีเจตนาดี1’ ”


หากเป็นผู้อื่น คงจะก้มงุดไม่กล้าสู้หน้าไปนานแล้ว เสียดายที่หลิวซื่อหน้าหนาสุดประมาณ “เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก พูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร เฮ้อ ในบ้านไม่มีผู้หญิงคอยดูแลเรือนนี่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ จะอบรมสั่งสอนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกมาได้อย่างไร พูดจาร้ายกาจเพียงนี้ ถ้าแพร่ออกไป เกรงว่าต่อให้มีสินเดิมติดตัวมากมายเท่าไรก็คงขายไม่ออก”


“ไม่ต้องให้ท่านมาเป็นห่วงเป็นใยแทนหรอก ขนาดท่านเป็นเช่นนี้ ยังมีคนคิดตบแต่งด้วย แถมยังแต่งงานได้ถึงสองครั้ง ข้าก็คงไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว” กู้เยี่ยกวาดตามองหลิวซื่อตั้งแจ่หัวจรดเท้า แถมยังส่งเสียง ‘จุๆ’


กู้หมิงยืนอยู่ด้านข้าง กลั้นขำจนทรมาน ต้องรีบก้มหน้าลงไปผ่าฟืนต่อ


หลิวซื่อกัดกรามกรอดๆ มุมปากกระตุกหลายครั้ง ก่อนจะหุบยิ้ม กระพริบตาแรงๆ สองสามที แล้วล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าที่สกปรกจนมองสีเดิมไม่ออกขึ้นมาซับหางตา เล่นบทน่าสงสาร


“ข้ารู้ เจ้าโทษที่ข้าไม่ให้เจ้ากินอิ่มเมื่อตอนนั้น แต่นั่นเพราะความยากจนข้นแค้นไม่ใช่หรือ เจ้าไปถามใครในหมู่บ้านดูก็ได้ มีกี่บ้านกันที่ได้กินอิ่มท้อง ที่บ้านเราคนที่จะได้กินก่อนก็คือพ่อกับน้องเล็กของเจ้า พ่อเป็นกำลังหลักของบ้าน คนอื่นหิวได้ แต่จะปล่อยให้เขาหิวไม่ได้ ส่วนน้องเล็กก็ยังเด็กนัก เจ้าเป็นพี่สาว จะไปแย่งน้องลงได้อย่างไร...”


“แล้วท่านล่ะ? ปากบอกว่ากินไม่อิ่ม แต่ท่านกับต้าจ้วงกลับอ้วนเอาๆ กินอากาศต่างข้าวอย่างนั้นหรือ” กู้เยี่ยเบ้ปากมองนางอย่างรำคาญเต็มทน “เรื่องที่ท่านแอบจุดเตาทำกับข้าวให้ตัวเองกับลูกๆ กลางดึก คิดว่าผู้อื่นเขาไม่รู้จริงๆ หรือ ว่าทุกคืนที่ข้าหิวไส้แทบขาดจนนอนไม่ได้ ท่านมัวทำอะไรอยู่ ข้านั้นรู้ดีแก่ใจเชียวล่ะ”


กู้เยี่ยพูดถึงตรงนี้ หลิวซื่อก็ไม่สวมบทน่าสงสารอีกต่อไป สีหน้าพลันดุเหี้ยมดุจพยัคฆ์ ดวงตารูปสามเหลี่ยมเบิกถลึง ปากแผดเสียงแหลม “นางเด็กบ้า หลายปีมานี้ถ้าไม่ใช่พ่อเจ้าเป็นคนเลี้ยงดู แล้วเจ้าจะโตมาได้อย่างไร ถ้ารู้ว่าเจ้าเป็นหมาป่านัยน์ตาขาวใจร้ายใจดำ ก็คงบีบคอให้ตายแล้วทิ้งไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว ไม่ควรเก็บเจ้าไว้เลย!”


กู้หมิงได้ยินก็เริ่มไม่พอใจบ้าง... ใครใจร้ายใจดำ ต่อให้ใจร้ายกว่านี้ก็ไม่เท่าท่านหรอกหญิงสารพัดพิษ


เขาทิ้งขวานลงพื้น ตวาดเสียงดัง “ทำไมท่านจะไม่เคยทิ้ง! ถ้าหากข้าไม่ไปขอให้ท่านประมุขสกุลกับท่านลุงท่านอาในหมู่บ้านให้มาช่วยตามหาน้องสาวบนเขากันทั้งคืน นางก็อาจจะ...”


แววตาหลิวซื่อวาบประกายร้ายกาจ จ้องมองกู้เยี่ยเขม็ง ราวกับอสรพิษที่รอจังหวะแว้งกัด “หมาป่าบนเขานั่นทำไมไม่กินนางเด็กล้างผลาญอย่างเจ้าให้ตายไปเสีย...”


“พอแล้ว!” กู้เซียวตวาดลั่นดั่งฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ สะท้านสะเทือนจนผู้คนหูอื้อไปพักใหญ่ เขามองหลิวซื่อและกู้เฉียวด้วยสายตาเย็นชา กล่าวเสียงฮึดฮัดว่า “ว่ามา พวกเจ้ามาบ้านข้า ต้องการอะไรกันแน่ ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำ!”


หลิวซื่อกระทุ้งศอกใส่กู้เฉียว กู้เฉียวก็รวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้น แต่พอสบสายตาเด็ดขาดห้าวหาญของกู้เซียว ก็เหี่ยวลีบเหมือนโคมที่ถูกเจาะขาด


หลิวซื่อเห็นสามียุไม่ขึ้น ก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ต่อต้านพลังกดดันของกู้เซียว ตวาดเสียงดัง “จะอย่างไรบ้านเราก็เป็นคนเลี้ยงดูกู้หมิงกับกู้เยี่ยเอ๋อร์มา ตอนนี้เด็กสองคนนี้ก็ทำงานได้เหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว ไม่ควรที่จะให้ประโยชน์แต่กับท่านคนเดียว!”


กู้เซียวมองกู้เฉียวแวบหนึ่ง สีหน้ายิ่งไม่สะทกสะท้านยิ่งกว่าเดิม เขามองดูหลิวซื่อเต้นเร่าๆ ด้วยท่าทางเหมือนกำลังดูละครงิ้วบทตัวตลกที่ตีลังกาปั่นป่วนไปทั่ว จากนั้นจึงถามอย่างไม่อินังขังขอบ “อ้อ แล้วเจ้าอยากให้ข้าทำอย่างไร ไหนลองพูดให้ข้าฟังซิ”


“เอาเงินมา! สองร้อยตำลึง ขาดแม้แต่เหวินเดียวก้ไม่ได้!” เวลานี้หลิวซื่อถูกเงินบังตา เรียกร้องออกมาดั่งสิงโตอ้าปากกว้าง2


“เหลวใหล!”


เสียงท่านประมุขสกุลดังมาจากด้านนอกประตู ผู้คนทั้งหมดในลายสวนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว นอกจากท่านประมุขสกุลแล้ว ยังมีผู้อาวุโสของสกุลกู้อีกหลายคน รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านด้วย


ด้านข้างคนเหล่านั้น หลี่เฮ่ากำลังยักคิ้วหลิ่วตาให้สองพี่น้องกู้หมิงและกู้เยี่ยเอ๋อร์ ที่แท้ตอนที่หลี่เฮ่ามาหากู้หมิง บังเอิญเห็นกู้เฉียวและหลิวซื่อเดิน ‘ขึงขัง’ มาที่บ้านของกู้เซียวเช่นกัน เวลาที่สองคนนี้ปรากฏตัวย่อมต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่... หรือว่าเรื่องที่กู้เยี่ยแบ่งเนื้อหมูมาให้บ้านของตนไปถึงหูหลิวซื่อแล้ว ก็เลยพากันมาหาเรื่องถึงที่บ้าน?


ครั้นแล้วหลี่เฮ่าจึงรีบวิ่งกลับบ้านไปบอกปู่ของตนให้มาช่วยเยี่ยเอ๋อร์น้อย คิดไม่ถึงว่าท่านประมุขสกุลกำลังเล่นหมากล้อมอยู่กับท่านปู่พอดี พอได้ยินข่าวก็ตามมาด้วยกัน ท่านประมุขสกุลรู้นิสัยของหลิวซื่อเป็นอย่างดี นางคงได้ยินได้ฟังเรื่องที่กู้เซียวและหลานสาวเข้าตำบลไปขายยาสมุนไพร ได้เงินมาก้อนใหญ่ โรคอิจฉาตาร้อนจึงกำเริบ คิดจะมาฉวยประโยชน์จากผู้อื่นนั่นเอง


1 เพียงพอนเหลือง หรือเพียงพอนไซบีเรียน เป็นสัตว์ที่ชาวจีนใช้เปรียบถึงคนเจ้าเล่ห์ เพราะชอบมาลักขโมยกินไก่เป็ดตามบ้านเรือน และสร้างเป็นสำนวนพักท้าย คือ สำนวนที่พูดเฉพาะวรรคหน้าก็สื่อถึงความหมายหลักที่อยู่วรรคหลัง ว่า ‘ขึ้นปีใหม่เพียงพอนเหลืองมาเยี่ยมเยือนไก่... มิได้มีเจตนาดี’ เพราะเพียงพอนเหลืองไม่มีทางหวังดีกับอาหารของตัวเอง


2 สิงโตอ้าปากกว้าง เป็นสำนวน อุปมาถึงการเรียกร้องราคาหรือเงื่อนไขที่สูงมาก


42 บทที่ 42 สิ้นบุญคุณตัดเยื่อใย

 


ระหว่างทางมาบ้านกู้เซียว ประมุขสกุลได้เรียกผู้อาวุโสของสกุลมาด้วยอีกหลายคน เตรียมว่าจะยกเรื่องทุกอย่างมาพูดคุยให้สิ้นเรื่องสิ้นราวในคราวนี้เลย จะได้มิให้นางหลิวซื่อผู้นั้นคอยมาตามหาเรื่องทุกสามวันห้าวันอีก


คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้เข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงหลิวซื่อเอะอะโวยวายเรียกร้องเงินสองร้อยตำลึงจากกู้เซียว เป็นค่าเลี้ยงดูเด็กสองคนนี้ นางบ้าไปแล้วกระมัง เงินสองร้อยตำลึง อย่าว่าแต่เด็กสองคนเลย ต่อให้มียี่สิบสามสิบคนก็ใช้เงินมากมายขนาดนี้ไม่หมด


หลิวซื่อทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้เงินมา แม้แต่ประมุขสกุล นางก็กล้าโต้เถียง “เหลวใหลอย่างไร พวกข้าช่วยเขาเลี้ยงเด็กมาตั้งหลายปี แถมยังเป็นเด็กที่รู้จักหาเงินหาทองอีกด้วย เรียกร้องเงินจากเขาแค่สองร้อยตำลึงจะเป็นอะไรไป นางเด็กบ้างนั่นไปตำบลทีหนึ่งก็ได้เงินมาร้อยหกสิบกว่าตำลึงแล้ว ไปสองครั้งก็ได้เกินจำนวนทั้งหมดไม่ใช่หรือ”


มาเพื่อเอาเงินที่กู้เยี่ยหามาได้จริงๆ... กู้เซียวแสยะยิ้มเหี้ยม เอ่ยปากว่า “เจ้าฟังมาแค่เยี่ยเอ๋อร์น้อยหาเงินมาได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่านางได้เงินพวกนั้นมาได้อย่างไร”


“ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว ข้าสอบถามมาอย่างดี!” หลิวซื่อทำหน้าตาประหนึ่งจะเย้ยว่า ‘เจ้าอย่าคิดมาหลอกข้าเสียให้ยาก’ “ก็เป็นเงินที่นางเด็กบ้าขายยาสมุนไพร กับเงินตอบแทนที่ช่วยชีวิตคนไว้ไม่ใช่หรือ”


“หึ! มั่วซั่ว! อู๋ตังกุยก็ไปขายยาสมุนไพรที่ตำบลมาด้วยเหมือนกัน เขามีประสบการณ์ปรุงสมุนไพรตั้งหลายสิบปี ทำไมถึงขายไม่ได้ราคาหลายสิบตำลึงบ้างเล่า เยี่ยเอ๋อร์น้อยเพิ่งเรียนปรุงยาจากอาจารย์นางได้ไม่ถึงเดือน ก็สามารถปรุงยาได้ยอดเยี่ยมกว่าท่านหมออู๋อย่างนั้นหรือ นางมีเทพมาสิงร่างหรืออย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านทนฟังต่อไปไม่ไหว ย้อนถามข้อสงสัยออกไป


กู้เซียวพยักหน้าให้ผู้ใหญ่บ้าน “ผู้ใหญ่กล่าวถูกต้องแล้ว! ยาสมุนไพรที่พวกข้าขนไป ที่มีค่าที่สุดก็คือสมุนไพรที่อาจารย์ของเยี่ยเอ๋อร์น้อยเป็นคนปรุงเอง ถึงจะได้ราคาสูงเช่นนี้ได้”


กู้เซียวหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ส่วนเรื่องของตอบแทนหนึ่งร้อยตำลึงที่ช่วยชีวิตคนไว้ ก็ล้วนเล่าลือกันไปผิดๆ ทั้งเพ เศรษฐีสกุลติงผู้นั้นแค่หายใจติดขัด บ่าวรับใช้ของเขาก็ช่วยเป่าปากให้นายท่านของตัวเอง แล้วก็ให้คนมาช่วยกันพาตัวไป ยาสองสามเม็ดที่เยี่ยเอ๋อร์น้อยให้เขาอมไว้ใต้ลิ้น ถูกกับโรคกับอาการของเขาพอดี เงินหนึ่งร้อยตำลึงของคุณชายใหญ่สกุลติง แท้ที่จริงก็เพื่อขอซื้อยาลูกกลอนนั้น ซึ่งก็เป็นของอาจารย์นางอีกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อนำเงินจำนวนนี้กลับมาก็ต้องให้อาจารย์ของเยี่ยเอ๋อร์ทั้งหมด”


“เป็นไปไม่ได้! เงินร้อยหกสิบกว่าตำลึงล้วนเป็นของอาจารย์นางรึ ที่แท้ยาสมุนไพรที่นางปรุงราคาไม่ถึงหนึ่งเหวินหรอกหรือ” หลิวซื่อคลางแคลงใจอย่างหนัก ตาจับจ้องกู้เซียวเขม็ง คิดจะจับโกหกจากท่าทางพิรุธของเขา


กู้เซียวผ่านโลกภายนอกอย่างโชกโชนมาหลายปีดีดัก จะทำให้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งมองออกได้อย่างไร มุมปากเขาหยักยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ใครบอกกันว่ายาสมุนไพรที่เยี่ยเอ๋อร์ปรุงมีราคาไม่ถึงหนึ่งเหวิน นอกจากเงินหนึ่งร้อยหกสิบตำลึงนั่นแล้ว เงินอีกส่วนหนึ่งก็ล้วนเป็นเงินที่ขายยาสมุนไพรของนางได้ เยี่ยเอ๋อร์น้อย นำเงินที่เจ้าหามา ออกมาให้ ‘อาสะใภ้เจ็ด’ ดูหน่อยสิ จะได้ไม่ถูกนางด่าเอาได้อีกว่าเป็น ‘ของจ่ายชดเชย’ เลี้ยงเสียข้าวสุก”


กู้เยี่ยกลั้นยิ้ม ล้วงหยิบเงินสะเก็ดห้าตำลึงออกมาจากอกเสื้อ “นี่ หักเงินค่ากระดาษพู่กันที่ซื้อให้พี่ชาย และค่าชุดกันหนาวให้ท่านอาจารย์แล้ว ก็เหลือเท่านี้ละ ยาสมุนไพรสี่เข่งขายได้หกตำลึงเงิน มิน่าเล่าท่านหมออู๋ถึงไม่ปลูกผักทำนา ไม่เก็บของป่าไปขาย วันๆ ก็ใช้ชีวิตอยู่ดีกินดีขนาดนี้ การปรุงยาช่างเป็นอาชีพที่หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ” นางพูดพลางจงใจทำสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง


ว่ากันตามหลักแล้ว การหาเงินได้หกตำลึงภายในเวลาเพียงไม่ถึงเดือน นับเป็นรายได้ที่ไม่น้อยเลยจริงๆ แต่หลิวซื่อบุกมาถึงนี่เพื่อเรียกร้องเอาเงินถึงร้อยหกสิบตำลึง เงินห้าตำลึงแค่นี้จะอยู่ในสายตานางได้อย่างไร


“ข้าไม่เชื่อ! พวกเจ้าปู่หลานจะต้องแอบเตี๊ยมกันมาหลอกพวกเราแน่ๆ! นางเด็กอกตัญญู มีเงินอยู่กับตัวมากมายขนาดนั้น พ่อเจ้าน้องชายเจ้าแทบจะไม่มีข้าวกินกันอยู่แล้ว แต่กลับสนใจแต่ตัวเอง ข้า... ข้าจะไปฟ้องนางเด็กที่ต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉานอย่างเจ้า!” หลิวซื่อสองมือเท้าเอว ปากอ้าด่าฉอด เนื้อย้วยๆ บนตัวกระเพื่อมแรงตามการเคลื่อนไหวของนาง


“เห่าหอนอะไร เอะอะโวยวายจนข้าอ่านตำราแพทย์ไม่เข้าหัว ระวังเถอะข้าจะวางยาให้เจ้าพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิตเลย!” เมื่อศิษย์คนโปรดถูกคนด่าว่าเป็นเดรัจฉานอกตัญญู ปราชญ์โอสถจึงไม่พอใจขึ้นบ้างแล้ว


ศิษย์ของเขาผู้นี้น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ในตัวมีตำราสมุนไพรล้ำค่ากลับไม่หวงเก็บไว้คนเดียว ทั้งยังเป็นอัจฉริยะด้านการปรุงสมุนไพร มีวิชาเทพฮว่าถัวสามารถรักษาคนตายให้ฟื้นคืนด้วย เด็กดีๆ เช่นนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่รู้จักถนอมเลี้ยงดู คอยแต่จะกลั่นแกล้งทรมานนาง ถ้าพ่อนางไม่รัก อาจารย์เช่นเขาก็จะเมตตาลูกศษิย์ของตนแทน ไม่แปลกที่เขาจะออกหน้ามาพูดเพื่อนางบ้าง


ไม่ว่ายุคใดสมัยใด คนเราก็ล้วนให้ความเคารพอาชีพหมอด้วยกันทั้งสิ้น หลิวซื่อเองก็เป็นเช่นนั้น อู๋ต้าเหนียงบอกนางว่า กู้เยี่ยใช้วิชาที่อาจารย์สอนช่วยชีวิตคนที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาได้ ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าเทพเซียนเสียอีก เพราะคนกินข้าวกินธัญพืช มีหรือที่จะไม่เจ็บป่วย หากวันใดตนล้มป่วยขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจต้องมาอ้อนวอนขอร้องหมอเทวดาผู้เฒ่าก็เป็นได้ เมื่อหลิวซื่อเผชิญหน้ากับปราชญ์โอสถ จึงไม่กล้าอาละวาดอีก


“เงินแค่ร้อยหกสิบตำลึงเองไม่ใช่รึ ยา ‘ลูกกลอนบำรุงสมบูรณ์’ ของข้าเม็ดเดียวก็ราคาเท่านี้แล้ว! ศิษย์เอ๋ย เจ้ามัวแต่พูดคุยไร้สาระอะไรกับคนพวกนี้ เข้ามาช่วยอาจารย์นี่! เจ้าอยากจะเรียนอะไรนะ... อ้อ วิธีทำยา ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ ใช่ไหม บ้านเศรษฐีติงนั่นจ่ายเงินมาร้อยตำลึง จองยาสิบขวดไว้แล้ว เราสองคนรีบทำยาเร็วเข้า หาเงินได้มากอีกหน่อยจะได้ฉลองปีใหม่ดีๆ กัน” ปราชญ์โอสถไม่มองหน้ากู้เฉียวและภรรยาเลยแม้แต่น้อย เพียงกวักมือเรียกกู้เยี่ยแล้วเดินกลับเข้าห้องไปใหม่


กู้เยี่ยคารวะผู้อาวุโสทุกคนในลานสวนอย่างนอบน้อมรู้กาลเทศะ จากนั้นก็วิ่งแจ้นไปที่ห้องปีกตะวันออกที่อาจารย์อาศัยอยู่ ขณะวิ่งผ่านข้างตัวหลิวซื่อ ก็ไม่วายแลบลิ้นทำหน้าทะเล้นในนางด้วย


“อ๊าย... พ่อ ท่านพูดอะไรสักอย่างสิ!” หลิวซื่อเห็นตัวต้นเรื่องถูกเรียกตัวไปแล้ว ก็ร้อนรนกระทืบเท้าเร่าๆ


“เดี๋ยวก่อน!” ขณะที่กู้เฉียวเห็นกู้เยี่ยกำลังจะก้าวเข้าห้องปีกตะวันออกนั้น ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากออกมา


เขาเงยหน้าขึ้น ไล่มองไปทางประมุขสกุลและผู้อาวุโสของสกุล จนมาถึงกู้เซียว “ท่านอาห้า ท่านรับหลานบุญธรรม มิใช่เพื่อคอยเลี้ยงดูท่านยามเฒ่าชรา แต่ยังหวังให้มีคนโยนกระถาง1หลังจากท่านร้อยปี แต่นั่นเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย... เยี่ยเอ๋อร์เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านเรา หลังจากนางออกจากบ้านมา ข้าก็คิดถึงนางยิ่งนัก ข้าว่า ให้หมิงเอ๋อร์อยู่บ้านท่านสืบทายาทต่อไป ส่วนเยี่ยเอ๋อร์ให้ข้าพากลับไปเถิด...”


“ไม่ได้!” คนที่กระโดดขึ้นมาคัดค้านเป็นคนแรกย่อมต้องเป็นกู้หมิง ‘ผีบ้าหวงน้องสาว’ สองตาของเขาแดงก่ำ จ้องเขม็งไปที่กู้เฉียว กัดฟันกรอดพูดลอดไรฟัน “ถ้าท่านพาน้องกลับไป เดี๋ยวก็เอาไปทิ้งให้หมากิน ไม่ก็เอาน้องไปขายอีกใช่หรือไม่”


“เจ้าลูกคนนี้ พูดจาอะไร! เยี่ยเอ๋อร์เป็นลูกสาวข้า ข้าเป็นพ่อคนนะ จะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร เรื่องคราวก่อนแม่เลี้ยงเจ้าเป็นคนทำโดยไม่บอกข้า ตอนนี้ข้ารู้แล้ว จะยอมให้นางทำอย่างนั้นอีกได้หรือ วางใจเถอะ ลูกสาวของข้า ข้าจะปกป้องนางด้วยตัวเอง” กู้เฉียวมองไปทางกู้เยี่ย แสร้งทำท่ารักเมตตาเหลือล้น


“ท่านพ่อ... นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าเรียกท่านว่าพ่อ มิใช่เพราะข้ามาสืบทายาทให้ท่านปู่แล้ว แต่เพราะ... ท่านไม่คู่ควร!” กู้หมิงน้ำตาไหลอาบแก้ม นัยน์ตาฉายแววสิ้นหวัง มองดูกู้เฉียวพลางเอ่ยช้าๆ “เมื่อก่อนตอนที่น้องอดอยากหิวโหยจนเกือบตาย ทำไมท่านไม่รู้จักปกป้องนางเล่า ตอนที่นางถูกใช้ให้ตื่นมาทำกับข้าว ซักผ้า ให้อาหารหมู ผ่าฟืน กวาดพื้น... ทั้งที่นางยังเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว ทำไมท่านไม่ดูแลนาง ตอนนางถูกหลอกให้ไปตำบล ถูกขายให้กับหญิงนายหน้า ทำไมท่านไม่ช่วยนาง พอตอนนี้เห็นนางหาเงินได้ สามารถรีดไถหาประโยชน์จากนางได้แล้ว ก็เลยคิดอยากจะพาตัวกลับไป บอกว่าจะปกป้องนางเอง ท่านก็แค่จะใช้นางเป็นเครื่องมือหาเงิน เหมือนกับพ่อของเหมยจื่อที่หมู่บ้านเฉียนวานั่นละ!”


เหมยจื่อแห่งหมู่บ้านเฉียนวามีฝีมือในการปักผ้า ทำงานปักขายเลี้ยงชีพ ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งขายได้เงินมากกว่าของคนอื่นถึงสิบเหวิน หมอนหนึ่งคู่อาจขายได้ราคาดีถึงหนึ่งตำลึงเงิน บิดาของนางหวังจะรีดเค้นให้นางหาเงินได้ยิ่งกว่าเดิม จึงบังคับให้นางปักผ้าทั้งวันทั้งคืน ทั้งยังเก็บนางไว้จนอายุยี่สิบก็ยังไม่ยอมคุยเรื่องมีเหย้ามีเรือน


เหมยจื่ออายุได้เพียงสามสิบกว่า ดวงตาก็เริ่มมองเห็นรางเลือน เพราะใช้สายตามากมาเป็นเวลานาน นางจึงไม่อาจทำงานปักผ้าได้อีก บิดาของนางไม่อยากเลี้ยงดูตัวไร้ประโยชน์ ถึงได้ขายนางให้กับพ่อหม้ายเฒ่าซึ่งมีนิสัยอารมณ์ร้าย คอยทุบตีทุกวี่วัน ทั้งยังไม่ให้กินข้าว ผ่านไปแค่ปีกว่าเหมยจื่อก็ถูกทารุณจนไม่เหลือดี


“พยัคฆ์ร้ายยังไม่กินลูกของตัวเองเลย บนโลกหล้านี้ทำไมถึงมีพ่อใจดำเช่นท่านได้!” กู้หมิงร้องไห้สะอึกสะอื้น


“ไอ้ลูกชั่ว! เป็นลูกห้ามต่อว่าพ่อให้ผิดบาป! เจ้านี่มั่นลูกอกตัญญู กล้ากล่าวหาพ่อของเจ้าเช่นนี้เชียวหรือ ท่านลุงท่านอาทั้งหลาย ควรให้เจ้าลูกกระต่ายนี่คุกเข่าในศาลบรรพชน ขอขมาบรรพบุรุษแล้ว!” กู้เฉียวฟังบุตรชายกล่าวหาความผิดตนเป็นฉากๆ ใบหน้าเขาก็บัดเดี๋ยวก็แดงก่ำบัดเดี๋ยวก็ขาวซีด เพราะไม่รู้ว่าจะหาคำอะไรออกมาโต้แย้ง ได้แต่ยกเรื่องที่ตนอาวุโสกว่าขึ้นมาหาความผิดให้ลูกอกตัญญูอย่างกู้หมิง


กู้เซียวแค่นเสียง ‘หึ’ ทีหนึ่ง ดวงตาพยัคฆ์จ้องเขม็งดุดัน พลังอำนาจแผ่กระอายไปรอบตัว “กู้เฉียว! ตอนนี้กู้หมิงเป็นหลานของข้ากู้เซียวแล้ว เจ้าถือดีอย่างไรมากระทำแทนข้า จะว่าไป ที่เขาพูดนั้นผิดหรือ? คนที่ควรจะคุกเข่าในศาลบรรพชนนั้นไม่ใช่เขาหรอก แต่เป็นคนที่ไม่รู้จักบุญคุณคนเช่นเจ้าต่างหาก เจ้าคนไร้คุณธรรมไร้ความเมตตาปรานี!”


ประมุขสกุลก็มองกู้เฉียวด้วยสายตาผิดหวัง “กู้เฉียวเอ๋ย หลายปีมานี้เรื่องที่เจ้าทำ อะไรที่พอมองข้ามได้ คนอื่นเขาก็ไม่เคยเอามาถือสา เรื่องนี้ก็ขอให้จบกันแค่นี้เถอะ กู้หมิงกับกู้เยี่ยเอ๋อร์ก็ยกให้เป็นทายาทของเจ้าห้าไปแล้ว เท่ากับไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าอีก หากพวกเขายากจนข้นจนไม่มีอะไรกิน ก็จะไม่ไปขอบ้านเจ้าสักคำ และถ้าพวกเขาร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้ เจ้าก็อย่าได้คิดมาเอาประโยชน์สักเหวิน ถ้าหากเจ้ายังปล่อยให้เมียมารังควานก่อกวนไม่เลิก... สกุลกู้ของพวกเราก็คงต้องขับพวกเจ้าทั้งบ้านออกจากสกุล วงศ์ตระกูลของพวกเราไม่ยอมรับพวกใจบาปหยาบช้า เห็นแก่ผลประโยชน์จนหลงลืมคุณธรรมเด็ดขาด!”


คนในภพนี้ให้ความสำคัญกับวงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง ถ้าหากถูกขับออกจากสกุล ก็ไม่ต่างจากสุนัขไร้บ้าน เหมือนจอกแหนที่มีรากก็เหมือนไม่มี กู้เฉียวคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะนำพาผลร้ายแรงเช่นนี้ รีบหุบปากสนิท ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว


“แต่ว่า...” หลิวซื่อไม่พอใจ ยังคงขยับปากพึมพำไม่เลิก “ให้พวกเราเลี้ยงเด็กแทนคนอื่นเปล่าๆ ตั้งสิบกว่าปีไม่ได้หรอก ถึงอย่างไรท่านอาห้าก็ต้องชดเชยให้พวกเราบ้าง”


กู้หมิงเดินไปตรงหน้าน้องสาว บอกกับนางว่า “น้อง เงินห้าตำลึงนี้ พี่ขอยืมใช้ก่อนเถอะนะ” กู้เยี่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็ส่งเงินใส่มือพี่ชายทันที


“ตอนพวกท่านไปตำบล เอาน้องสาวไปขายสองตำลึงเงิน” กู้หมิงเดินมาหยุดยืนตรงหน้าพ่อบังเกิดเกล้า มองเขาด้วยสายตาสิ้นหวังพลางกล่าวช้าๆ “เงินห้าตำลึงนี้ ถือว่าเป็นเงินที่ท่านขายข้ากับน้องสาวออกมาแล้ว นับแต่นี้ไป ท่าน... เป็นเพียงท่านอาเจ็ดที่สายสกุลห่างไกลจากบ้านเราเท่านั้น! นอกจากนี้แล้ว เราสองพี่น้องไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับท่านอีก!”


1 โยนกระถาง เป็นประเพณีส่งวิญญาณคนตายของชาวบ้านท้องถิ่นทางเหนือของจีน โดยให้ลูกชายคนโต หรือผู้สืบทอดสกุลเป็นผู้ถือกระถางโยนลงพื้นให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ในระหว่างเคลื่อนขบวนส่งศพ บางแห่งจะโยนในวันรำลึกการจากไปทุกร้อยปี โดยเชื่อว่าจะทำให้วิญญาณผู้ล่วงลับไปสู่ปรโลกอย่างหมดห่วงราบรื่น


43 บทที่ 43 เป็นความผิดของเจ้าลูกกระต่ายนั่นแท้ๆ

 


กู้เฉียวได้ยินคำพูดเด็ดขาดของลูกชาย ความรู้สึกซับซ้อนสับสนอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมากลางใจ เมื่อครั้งที่ลูกชายแรกเกิด เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกเฝ้าคอยและยินดีปรีดา ลูกชายที่เฉลียวฉลาด ทั้งยังยึดมั่นในคุณธรรมเช่นนี้ เขาเฝ้ารักทะนุถนอมอยู่เจ็ดปี


ตอนที่ลูกชายยังเด็ก ก็สนิทสนมกับเขาที่สุด ชอบเข้ามากอดแข้งกอดขา ส่งเสียงเล็กๆ ร้องเรียก ‘พ่อๆ’ เวลาที่เขากลับเข้าประตูบ้านมาก็ออกมารับ ให้เขาอุ้มขึ้นชูสูงๆ ชอบมาอิงแอบแนบข้างตัว อ้อนให้เขาลูบหลังลูบขาให้...


ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ลูกชายไม่สนิทกับเขาเหมือนก่อน ดูเหมือนจะหลังจากกลับมาที่หมู่บ้านชิงซาน เขามักทะเลาะมีปากเสียงกับเหมียวซื่อ ไม่ว่านางทำหรือไม่ทำอะไร เขาก็อารมณ์เสียใส่ ลูกชายเห็นสายตาของเขา ก็ไม่อยากเข้าใกล้เพราะหวาดกลัว จนกลายเป็นความห่างเหิน จนเมื่อเขาแต่งหลิวซื่อมาเป็นภรรยา หลิวซื่อก็มักแอบตีลูกลับหลังเขา และตัดจำนวนอาหารส่วนของลูก เขารู้ดีมาตลอด แต่เขาทำอะไรบ้าง... แกล้งทำเป็นไม่รู้ และไม่ถามไถ่ถึง


ต่อมา เมื่อหลิวซื่อพากู้เยี่ยเอ๋อร์ไปทิ้ง เขาก็ไม่ห้ามปราม ตอนหลอกนางหนูนั่นไปขายที่ตำบล เขาก็เห็นดีเห็นงามด้วย... สายตาที่ลูกชายมองเขานับวันยิ่งเหมือนคนแปลกหน้า หัวใจของลูกชายถูกเขาผลักไสให้ไกลออกไปทุกที...


หลิวซื่อไม่สนใจอะไรมากมายเช่นนั้น วันนี้คงจะไม่ได้เงินสองร้อยตำลึงที่ตั้งใจมาเรียกร้องแน่แล้ว ได้เงินห้าตำลึงก็ยังดีกว่ากลับไปมือเปล่า นางก้าวขึ้นไปด้านหน้า รีบฉวยคว้าเงินมา ก่อนจะลากสามีของตนเดินหน้าตาเศร้าซึมผละมา


ทว่าประมุขสกุลกลับร้องห้ามขึ้น “ช้าก่อน! ในเมื่อเจ้ารับเงินนั่นไปแล้ว ก็เท่ากับว่าตัดขาดความสัมพันธ์ความข้องเกี่ยวทุกอย่างกับเด็กสองคนนี้แล้วนะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เขียนหนังสือตัดสัมพันธ์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรไว้หน่อยเถอะ ข้ากับผู้ใหญ่บ้านจะเป็นพยานให้”


ประมุขสกุลให้หลี่เฮ่าไปตามลุงสามสกุลกู้ผู้มีความรู้เรื่องอักษรสูงที่สุดนหมู่บ้านมา เพื่อช่วยเขียนหนังสือตัดสัมพันธ์ระบุว่า กู้เฉียวและหลิวซื่อได้รับเงินจากกู้เซียวไปห้าตำลึง ถือเป็นการตัดความเกี่ยวดองกับกู้หมิงและกู้เยี่ยเอ๋อร์ทั้งสองอย่างสิ้นเชิง ต่อแต่นี้ไป ระหว่างพวกเขาไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันอีก หากละเมิดฝ่าฝืน จะถูกขับออกจากสกุล และถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้าน


หนังสือคัดลอกไว้สามฉบับ ให้สองฝ่ายลงลายมือประทับตราทั้งหมด ประมุขสกุลและผู้ใหญ่บ้านก็ลงชื่อของตนเป็นพยานยืนยันด้วย ก่อนที่สองฝ่ายจะเก็บไว้คนละฉบับ อีกฉบับที่เหลือเก็บไว้ที่ประมุขสกุล


 


กู้เฉียวเดินเคว้งคว้างออกจากบ้านท่านอาห้า ในมือถือหนังสือฉบับหนึ่ง นับตั้งแต่วันนี้ ลูกชายของเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอีกแล้ว เพื่อเงินห้าตำลึง เขาได้ขายเลือดเนื้อเชื้อไขและความรักความผูกพันที่มีต่อลูกชายไปหมดสิ้นแล้ว


“โชคร้ายจริงเลย! นึกว่าจะได้เงินก้อนโตแล้วแท้ๆ ใครจะคิดว่าได้มาแค่เศษเงินแค่นี้” หลิวซื่อเข้าบ้านมาได้ ก็บ่นอย่างไม่พอใจ “สะใภ้อู๋นี่ก็จริงๆ ไม่ยอมซักถามมาให้ชัดๆ ร้อยหกสิบตำลึงเงินอะไรกัน เงินก้อนนั้นเป็นของตาเฒ่าหมอเทวดานั่นคนเดียวเลย ไม่เกี่ยวกับนางเด็กบ้านั่นสักนิด! ท่านก็อีกคน ไม่พูดอะไรสักอย่าง ท่านเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กพวกนั้นนะ ถ้าท่านเอ่ยปาก ไม่แน่อาจจะได้เงินมากกว่านี้...”


หลิวซื่อยังพูดไม่จบ ฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดลงมาบนแก้มของนาง นางถูกตบจนนิ่งอึ้ง มองหน้ากู้เฉียวอย่างไม่เข้าใจ “ท่านตบข้าทำไม ข้าพูดอะไรผิดอย่างนั้นรึ”


“เจ้าสมควรโดนแล้ว! ความคิดโง่ๆ ของเจ้า... ตอนนี้เยี่ยมเลยใช่ไหมล่ะ ลูกชายไม่ได้เป็นของข้าอีกแล้ว เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าแล้ว เจ้าดีใจใช่หรือไม่ ข้าอยากจะตีหญิงกาลกิณีอย่างเจ้าให้ตายไปเสีย ในหัวมีแต่เรื่องเงินๆๆ! ทำไมเจ้าไม่เอาลูกชายตัวเองไปขายแลกเงินมาแก้ความตะกละของตัวเองเล่า” กู้เฉียวสองตาแดงก่ำตามเส้นเลือด สีหน้าดุร้าย ทั้งฟาดฝ่ามือทั้งเตะถีบใส่หลิวซื่อซึ่งยกมือถึงปัดป้องใบหน้า เขาทำร้ายหลิวซื่อจนนางร้องโอดโอยไม่หยุด


“จะมาโทษข้าได้อย่างไร เป็นเพราะลูกชายลูกสาวตัวดีของท่านนู่น เก็บซ่อนฝีมือที่ตัวเองหาเงินได้แล้ว กลัวว่าพ่อที่ยากจนข้นแค้นอย่างท่านจะไปพึ่งพาให้เดือดร้อน ถึงได้ทำหนังสือตัดสัมพันธ์กับท่านเช่นนี้ แล้วจะมาโทษว่าเป็นความผิดข้าได้อย่างไร ใช่ ข้าคิดจะเรียกร้องเงินจากตาเฒ่าพิการนั่นสักหน่อย แต่ข้าทำเพื่อใครกันเล่า ไม่ใช่เพื่อเสี่ยวจ้วงของพวกเราหรอกหรือ ท่านเองก็ไม่ได้คัดค้านเหมือนกันนี่นา แล้วทำไมตอนนี้ถึงโยนมาให้เป็นความผิดข้าล่ะ” หลิวซื่อนั่งไปกองที่พื้น สองมือปิดป้องใบหน้า พลางร้องไห้อธิบายแก้ตัวเป็นพัลวัน


“กู้เฉียว! ในใจท่านมีลูกชายแค่กู้หมิงคนเดียวหรือ ลูกเสี่ยวจ้วงของเราไม่ใช่ลูกชายท่านหรืออย่างไร ลูกชายแสนดีของท่าน เอาเงินมาให้กับมือ พูดเองกับปากว่าจะไม่ขอเกี่ยวพันกับท่านอีก ดีไม่ดีเขาอาจจะไม่อยากนับท่านเป็นพ่อมาตั้งนานแล้ว มีแต่ท่านนั่นละที่ยังห่วงหาอาลัยอาวรณ์เลือดเนื้อเชื้อไขนั่นอยู่!”


หลิวซื่อเห็นว่าฝ่ามือที่กระหน่ำใส่ตนค่อยๆ น้อยลงแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำมูกน้ำตา พูดปัดความรับผิดชอบออกไปให้ไกลตัวต่อ


กู้เฉียวเพียงแค่ต้องการหาแพะรับบาป มารับความรู้สึกผิดทั้งหมดในใจตนไป เมื่อได้ยินดังนั้น ความรักความผูกพันต่อลูกชายที่หลงเหลืออยู่เพียงสายใยบางๆ ก็พลันสลายไปราวกับหมอกควัน เขาเพียงพูดพึมพำว่า “จริงด้วย เป็นกู้หมิงเองที่พูดตัดสัมพันธ์ระหว่างเราพ่อลูก ฮ่าๆ เจ้าลูกตัวดียังไม่ทันเจริญรุ่งเรือง ก็ทิ้งพ่อไร้ประโยชน์เสียแล้ว ตัดสัมพันธ์กันไปแบบนี้ก็ดี เจ้าคนไร้คุณธรรมไม่รู้บุญคุณ เลี้ยงให้โตไปก็คงกลายเป็นหมาป่านัยน์ตาขาวตัวหนึ่ง”


“ใช่แล้วๆ! ท่านยังมีเสี่ยวจ้วงอยู่อีกทั้งคน เสี่ยวจ้วงต้องโตมามีใจกตัญญูและเคารพท่านแน่ๆ” หลิวซื่อกระวีกระวาดลุกขึ้นจากพื้น แล้วตบฝุ่นตบเศษดินออกจากตัว ก่อนจะถอยฉากไปข้างประตู “ข้าจะไปตามหาเสี่ยวจ้วงกลับมา ไม่ให้ไปเล่นบ้าๆ บอๆ กับเด็กพวกนั้น เกิดกระทบกระเทือนบาดเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไร”


หลิวซื่อพูดจบก็พุ่งออกนอกประตูไป ราวกับว่ามีสุนัขบ้าไล่ตามหลังนางอย่างไรอย่างนั้น ร่างอวบอ้วนทะยานไปว่องไวกว่ากระต่ายป่าเสียอีก


ภายในลานสวนเงียบสงัดลงทันใด เหลือกู้เฉียวยืนนิ่งงันอยู่เพียงลำพัง เนิ่นนานกว่าเขาจะถอนหายใจหนักๆ ออกมาทีหนึ่ง แล้วหันกายเดินเข้าเรือนไป... ใช่แล้ว ต่อไป ก็เหลือเสี่ยวจ้วงเป็นลูกชายเพียงคนเดียวแล้ว


 


หากเปรียบเทียบกับบ้านที่อ้างว้างวังเวงของกู้เฉียว ในลานเรือนบ้านของกู้เซียวก็คึกคักผิดธรรมดายิ่ง


“ผู้ใหญ่บ้าน พี่รอง พี่ชายทั้งหลาย เที่ยงนี้มิให้ใครกลับเรือนไปก่อนนะ ข้ามีสุราดีอยู่ขวดหนึ่ง เป็นของที่หลานสาวผู้น่ารักหามาแสดงความกตัญญู พวกเราก็มาชิมด้วยกันเถอะ” กู้เซียวเก็บหนังสือสำคัญไว้อย่างดี ก่อนจะรั้งตัวพวกพ้องไว้ให้กินข้าวร่วมกัน


ผู้ใหญ่บ้าน ประมุขสกุล และบรรดาผู้อาวุโสของสกุลปฏิเสธไม่ได้ จึงอยู่ร่วมโต๊ะด้วย ผู้ใหญ่บ้านบอกกับหลานชายตัวเองว่า “ไป กลับไปเอาหัวไชเท้า ผักกาดขาว หรือหัวมันที่บ้านมาใช้ทำกับข้าวไป น้องห้ากู้ เจ้าอย่าได้ขวางเลย ที่บ้านข้าไม่ได้มีของดีอะไร พวกนี้เป็นของที่บ้านข้าปลูกกันเอง”


ประมุขสกุลก็เอ่ยปากเช่นกัน “น้องห้า เจ้ากลับมาช้าไปหน่อย จึงไม่ทันช่วงปลูกผักฤดูหนาว หน้าหนาวคราวนี้จะไม่มีผักไว้กินได้อย่างไร เดี่ยวรอตอนเย็น ข้าจะให้พวกลูกๆ เอาผักมาส่งให้อาพวกเขาละกัน พวกข้าปลูกกันไว้เยอะ กินกันเองไม่หมดหรอก...”


เหล่าผู้อาวุโสในสกุลพากันบอกว่าที่บ้านตนมีผักอยู่มากมาย อยากแบ่งมาให้พวกกู้เซียวได้กิน


ครั้งก่อนตอนที่บ้านกู้เซียวยกขื่อคาน เขาล่าหมูป่ามาได้ก็ยังแบ่งมาให้พวกเขา บ้านหนึ่งได้รับไปไม่ต่ำกว่าห้าชั่ง พวกเด็กๆ ในบ้านไม่ได้กินเนื้อสัตว์ดีๆ มานาน เนื้อหมูป่าเหล่านั้นล้วนทำให้พวกเขาหายอยากไปได้ไม่น้อย


มิหนำซ้ำวันนี้กู้เซียวยังเก็บเนื้อหมูที่บ้านสกุลติงให้มาไว้เองแค่สิบชั่ง ที่เหลือก็แจกจ่ายให้พวกพี่ๆ เช่นพวกเขา สำหรับพวกเขาแล้ว น้องห้าเป็นผู้องอาจห้าวหาญ มีน้ำใจกว้างขวางอย่างยิ่ง เมื่อเป็นที่ยอมรับของพวกเขาได้ ต่อไปกู้เซียวและเด็กทั้งสองย่อมผูกสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านได้อย่างราบรื่น


กู้เยี่ยไปขอให้พี่ลี่ช่วยทำกับข้าวออกมาหลายอย่าง ทั้ง ‘หมูตุ๋นน้ำแดง’ ‘กระดูกหมูตุ๋นมันฝรั่ง’ ‘วุ้นเส้นอบหมูตุ๋น’ ‘ผัดหมูคืนกระทะ1’ เวลานี้ภายในลานสวน ผู้อาวุโสรุ่นเดียวกับท่านปู่เหล่านั้นต่างกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย พากันเอ่ยชมไม่หยุดปาก


ทว่า กู้เยี่ยกลับไม่ค่อยพอใจนัก นางในชาติภพก่อนจัดเป็นพวกอ่อนด้อยวิชาทำครัว ในชาติภพนี้ แม้จะทำอาหารพื้นๆ เป็นบ้างแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอกินได้ ห่างไกลจากคำว่า ‘เลิศรส’ อีกมาก


ขนาด ‘หมูตุ๋นน้ำแดง’ นางสู้อุตส่าห์ค้นห้วงมิติหา ‘ตำราอาหารยอดนิยม’ มาเปิดท่องจำสูตรเสียดิบดี และทำตามที่เขียนไว้ในตำราทีละขั้นทีละตอนแล้ว แต่รสชาติที่ได้กลับแตกต่างจากที่เคยกินเมื่อชาติภพก่อนมาก เรียกว่าต่างกันลิบลับก็ว่าได้


เมื่อชาติภพก่อน คนที่รู้จักกิตติศัพท์ของ ‘เยี่ยเซียนเซิงนักปรุงยายอดอัจฉริยะ’ ต่างก็รู้ดีว่า นอกจากเยี่ยเซียนเซิงจะเห็นแก่สมบัติแล้ว ยังเห็นแก่อาหารเลิศรสยิ่งกว่า อาหารจานใดที่นางพึงพอใจละก็ อาจจะใช้มาแลกกับยาช่วยชีวิตได้เลยทีเดียว ในช่วงก่อนกลียุคพ่อครัวใหญ่ชั้นสูงเหล่านั้นล้วนทุ่มเทสุดกำลัง คิดหาวิธีทำอาหารเลิศรสให้เยี่ยเซียนเซิงร้องชม จะได้แลกกับยาหายากล้ำค่า


ส่วนในชาติภพนี้ ฐานะตัวตนของนางยังไม่เอื้ออำนวย ทั้งฝีมือก็ช่วยไม่ได้อีก ในหมู่บ้านชิงซานแห่งนี้ หลายคนมิได้ปรารถนาเรียกร้องเรื่องรสชาติอะไรมากนัก ขอแค่มีกินอิ่มท้องเป็นใช้ได้ ไหนเลยจะมีคนเสียเวลาฝึกฝนฝีมือทำครัวกันเล่า


ท่าทางผิดหวังเศร้าสร้อยของกู้เยี่ยล้วนอยู่ในสายตาของปราชญ์โอสถผู้เป็นอาจารย์ทั้งหมด เขาจดจำทุกอย่างไว้ในใจแล้ว


ช่วงเวลานี้ เนื้อหมูสิบชั่งที่บ้านกู้เซียวเก็บไว้ถูกนำออกมากินจนเกือบหมดแล้ว หลี่เฮ่าซึ่งติดตามปู่อยู่กินข้าวด้วยบอกว่า ชีวิตนี้ของตนไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้และเต็มอิ่มถึงใจเช่นนี้มาก่อน เขาถึงขั้นพูดเล่นว่า ถ้าให้กู้เยี่ยเป็นน้องสาวตน เช่นนั้นก็จะได้กินอาหารอร่อยๆ เช่นนี้ทุกวันนะซี


ไม่น่าแปลกใจเลย เพราะบ้านของพวกเขามีแต่เครื่องปรุงอย่างเกลือและเต้าเจี้ยว แต่เวลากู้เยี่ยทำอาหารมักเติมเครื่องเทศชนิดต่างๆ เช่น โป๊ยกั้ก อบเชย ลงไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีเครื่องปรุงพิเศษ เช่น ผงห้าหอม ผงชูรส และผงไก่สกัดอีกด้วย ย่อมทำให้รสชาติยิ่งกลมกล่อมขึ้นไปอีกขั้น


ฝ่ายกู้หมิงผีบ้าหวงน้องสาว แทบจะเปิดศึกทะเลาะกับสหายรัก... คิดจะแย่งน้องสาวไปรึ วอนเสียแล้ว!


 


แม้เนื้อหมูจะหมดลง กู้เซียวก็สามารถล่าเนื้อสัตว์ป่าเล็กๆ จากบนเขาได้ตลอด บ้านของพวกเขาจึงไม่เคยขาดแคลนอาหารประเภทเนื้อเลย


เมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ กู้เยี่ยก็พบว่าท่านปู่มีเรื่องครุ่นคิดในใจมากขึ้นตามไปด้วย กระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นางนวดน้ำมันประคบร้อนให้กู้เซียว เขาก็ทอดถอนใจออกมาว่า “เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าว่า... ถ้าปู่เอ่ยปากขอซื้อน้ำมันนวดนี้กับท่านปราชญ์โอสถ เขาจะขายให้ปู่หรือไม่”


กู้เยี่ยเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าท่านปู่เคยบอกว่าต้องการส่งน้ำมันนวดไปให้นายเก่าของเขาที่เขตชายแดน นางตบอกออกรับทันที “ท่านปู่ ไม่ต้องให้ท่านเอ่ยปากหรอก ยกให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!”


“ไม่ได้ ไม่ได้! ครั้งก่อนเจ้ายังไม่ได้ถามอาจารย์เจ้า ก็รับปากเรื่องทำยาลูกกลอนกู้หัวใจให้คุณชายใหญ่ติงมาเองแล้ว ตอนนี้จะไปรบกวนท่านปราชญ์โอสถเขาอีกได้อย่างไร”


ปราชญ์โอสถยกให้หลานสาวเป็นศิษย์รัก คนเป็นศิษย์ไม่ควรหาเรื่องทุกข์ใจให้อาจารย์ ยิ่งไม่ควรเพิ่มภาระให้ผู้อาวุโสเช่นนั้น... กู้เซียวกลัวว่าปราชญ์โอสถจะโกรธเคืองหลานสาวของตนเพราะเหตุนี้ จึงได้ประวิงเรื่องน้ำมันนวดและถุงเกลือประคบร้อนมาโดยตลอด


“ท่านปู่ ท่านไม่เห็นข้าเป็นหลานสาวแล้วหรือ” กู้เยี่ยทำแก้มป่อง เบิกตากลมโต ราวกับหนูชางสู่น้อย2แสนน่ารัก


กู้เซียวเห็นแล้วอดยิ้มขำออกมาไม่ได้ “นี่เป็นคำพูดของเด็กน้อยตัวแสบเขาพูดกันหรือ ถ้าเจ้าไม่ใช่หลานปู่กู้เซียวผู้นี้ แล้วจะเป็นหลานใครได้อีก”


“ ‘ท่านปู่มีเรื่อง หลานสาวคอยรับใช้3’ ถ้าหากท่านเห็นข้าเป็นหลานสาว ก็อย่าได้เกรงใจเช่นนั้นเลย ท่านรอข้าเดี๋ยวเดียว ท่านอาจารย์ยังมีน้ำมันนวดแบบนี้อีกหลายขวด ข้าจะช่วยขอมาให้ท่านเอง” กู้เยี่ยวางถุงเกลือโปะบนเข่าของปู่ จากนั้นก็หันตัววิ่งออกจากห้องไป


1 ผัดหมูคืนกระทะ (หุยกัวโร่ว) เป็นอาหารต้นตำรับแถบซื่อชวน (เสฉวน) เหตุที่ชื่อว่าคืนกระทะ เพราะนำเนื้อหมูทั้งก้อนจี่ตรงส่วนหนังกับกระทะ แล้วต้มกับขิงฝาน เหล้าขาว และพริกหอมก่อนหนึ่งรอบ เมื่อเนื้อหมูสุกแล้วจึงหั่นเป็นชิ้นบางๆ ผัดกับพริก ต้นหอมยักษ์ และเครื่องปรุงเฉพาะอีกรอบหนึ่ง บางที่อาจแปลว่าผัดหมูสองไฟ


2 ชางสู่น้อย (เสี่ยวชางสู่) หมายถึง หนูแฮมสเตอร์จีน โดย ‘ชางสู่’ แปลตรงตัวว่า หนูในยุ้งฉาง เป็นคำที่ชาวจีนโบราณมักใช้เรียกหนูในวงศ์หนูทุ่ง


3 ล้อสุภาษิตจีนที่ว่า ‘ยามมีเรื่องศิษย์คอยรับใช้’ ซึ่งมาจากคัมภีร์หลุนอวี่ ว่าด้วยเรื่องความกตัญญู หมายถึง เมื่อผู้ใหญ่เกิดปัญหาทุกข์กังวล ผู้น้อยควรช่วยเหลือจัดการให้


44 บทที่ 44 ดอกบัวแดงลึกลับ

 


ปราชญ์โอสถกำลังออก ‘ท่วงท่าห้าสัตว์ป่า1’ อยู่ในลานสวน ได้ยินประโยคสุดท้ายที่กู้เยี่ยพูดพอดี จึงกล่าวล้อเลียนว่า “แม่หนูน้อย ชูธงอ้างชื่ออาจารย์เช่นข้าอีกแล้ว โกหกปู่เจ้าอีกแล้วรึ?”


ครั้งก่อนที่ขายยาสมุนไพรกลับมา ตอนกู้เซียวนำเงินก้อนหนึ่งร้อยตำลึงและตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงมามอบให้ตรงหน้าตน ปราชญ์โอสถก็แทบเก็บซ่อนความประหลาดใจไว้ไม่ทัน ดีที่ไม่เผยพิรุธอะไรออกไป จากนั้นลูกศิษย์ผู้น่ารักของเขาถึงมาอธิบายข้างๆ ว่าเป็นเงินที่ขาย ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ อะไรสักอย่าง เขาเองก็ฟังแล้วสับสนงงงันไปหมด


จนเมื่อกู้เซียวออกไปแล้ว ศิษย์รักก็กระซิบเล่าที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมด เขาจึงรู้ว่าชื่อของตนถูกศิษย์ ‘หยิบยืม’ ไปใช้อีกแล้ว แน่นอนว่า เขาไม่พลาดโอกาสในการศึกษายาดีที่ใช้รักษาโรคหัวใจได้อย่าง ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ นี้ด้วย


‘ลูกกลอนกู้หัวใจ’ ที่กู้เยี่ยมีเก็บอยู่ในห้วงมิติ เป็นตำรับที่ใช้สมุนไพรล้วนๆ วัตถุดิบที่ใช้เป็นของดีชั้นยอด จนทำให้ปราชญ์โอสถจุปากพร่ำชม นับวันปราชญ์โอสถยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ใจในตัวศิษย์รักผู้มีวิชาเทพฮว่าถัวและวิชาปรุงยาอันเลิศล้ำ เขารับปากกับเจ้าตำหนักเร้นวิญญาณไว้แล้วว่าจะไม่ไปซักถามเกี่ยวกับความลับในตัวนาง แต่ความรู้สึก ‘ตื่นตาตื่นใจ’ ที่เขามีต่อนางอยู่เรื่อยๆ นั้น ท่านประมุขคงจะไม่เห็นกระมัง


“ท่านอาจารย์ น้ำมันนวดที่ท่านเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ ข้าขอสักสองสามขวดได้หรือไม่!” กู้เยี่ยตะโกนเสียงดังไปทางปราชญ์โอสถ ขณะหันหลังให้ห้องของท่านปู่ พลางขยิบตาให้อาจารย์ทีหนึ่ง


ปราชญ์โอสถออกท่วงท่าห้าสัตว์ป่ากระบวนสุดท้ายเสร็จ ก็สับนิ้วชี้ทำท่าดุแม่หนูน้อยที่ยิ้มแฉ่งเล่ห์ร้ายอยู่อีกฟาก ก่อนพูดด้วยเสียงขึงขัง “ยาที่อาจารย์เจ้าทำ มิใช่ว่าเจ้าเป็นคนจัดเก็บเองหรอกหรือ อยากได้อะไรก็ไปหยิบเองเถอะ!”


“ข้ารู้ว่าท่านอาจารย์รักข้าที่สุด!” เมื่ออาจารย์ผสมโรงเล่นตามบท กู้เยี่ยก็เผยรอยยิ้มสดใส ทั้งยังแลบลิ้นทำหน้าทะเล้นน่าเอ็นดู


“ปีศาจน้อยจอมซน ตบสะโพกม้า2ของข้าให้น้อยๆ หน่อย! เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่าอยากเรียนวิธีปรุงยาผงโลหะบาด ยังไม่รีบมาอีก” ปราชญ์โอสถพึงพอใจในพรสวรรค์ด้านการปรุงยาของลูกศิษย์ผู้นี้อย่างยิ่ง แม้แต่ศิษย์คนโตที่เขาพิถีพิถันคัดเลือกมาให้สืบทอดวิชา ก็ยังสู้นางไม่ได้เลย เวลาแค่เดือนกว่าๆ นางก็สามารถเรียนรู้วิชาปรุงยาสมุนไพรต่างๆ ได้อย่างเข้าใจลึกซึ้ง แน่นอนว่า นี่เป็นเพราะความอุตสาหะของนางเอง ตอนนี้จึงถึงเวลาสอนวิชาปรุงยาหลอมโอสถบางอย่างแก่นางแล้ว


 


กู้เยี่ยเดินไม่กี่ก้าวมาถึงข้างกายอาจารย์ นางเตรียมสมุนไพรสำหรับทำยาผงโลหะบาดมาพร้อมสรรพ ปราชญ์โอสถมองนางคราหนึ่ง ก่อนพูดขึ้นว่า “ดูให้ดีนะ ข้าจะอธิบายแค่รอบเดียว จะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ตัวเจ้าแล้ว”


ปราชญ์โอสถสาธิตขั้นตอนการปรุงยาอย่างช้าๆ ระหว่างปรุงไปก็อธิบายอย่างละเอียดให้ลูกศิษย์ฟัง หากถึงจุดสำคัญ ก็จะหันไปพูดคุยกับแม่หนูน้อย ถามนางว่าฟังเข้าใจหรือไม่ คนหนึ่งสอนสั่งละเอียดถี่ถ้วน อีกคนหนึ่งตั้งใจเล่าเรียนเต็มที่เช่นนี้ กระทั่งถึงเวลาอาหารเที่ยง ยาผงโลหะบาดที่ปราชญ์โอสถปรุงอย่างพิถีพิถันชุดหนึ่งก็สำเร็จเสร็จสิ้น อย่างลกด


ยาสมุนไพรและโอสถขนานต่างๆ ที่ปราชญ์โอสถเป็นผู้ปรุงส่วนใหญ่แล้วล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนที่รู้จักทำนองยาของเขา มองเพียงแวบเดียวก็จดจำได้ ยาของเขามีสรรพคุณเหนือกว่าแพทย์โอสถทั่วไปอยู่หนึ่งขั้น นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนทั่วโลกหล้าล้วนตามหาให้ได้มาครอบครอง


“มา ลองบอกให้อาจารย์ฟังหน่อยซิ ว่าเจ้าจำอะไรได้บ้าง” ปราชญ์โอสถใช้เวลาที่อยู่ร่วมกันสั้นๆ รับรู้ได้ว่าลูกศิษย์ของตนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดไม่ธรรมดา แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่า กู้เยี่ยจะสามารถอธิบายวิธีทำยาผงโลหะบาดที่เขาถ่ายทอดให้ได้ทุกถ้อยทุกคำไม่มีตกหล่น รวมทั้งจุดที่เขาย้ำเน้นยามที่หันไปสอบถามพูดคุยกับนางด้วย


กู้เยี่ยหัวเราะแหะๆ “เป็นเพราะท่านอาจารย์สอนดียิ่ง ศิษย์ฟังเพลิดเพลิน จนไม่รู้สึกหิวเลย”


กู้เซียวเป็นผู้ถือกระบวยทำอาหารเที่ยง มื้อนี้มีไก่ป่าตุ๋นเห็ดกระทะใหญ่ และผัดมันฝรั่งเส้นหนึ่งจานโต ฝีมือทำครัวของเขาฝึกฝนเรียนรู้มาจากตอนเป็นทหารฝ่ายครัวอยู่ปีหนึ่ง ของที่ใช้นับว่าเป็นของดี แต่เมื่อผ่านฝีมือการทำของเขาแล้ว รสชาติจัดว่าพอกล้อมแกล้มเท่านั้น


กู้เซียวกับกู้หมิงกินอย่างออกรสออกชาติ แต่ปราชญ์โอสถกับกู้เยี่ยนั้นออกจะกล้ำกลืนอยู่บ้าง ขึ้นชื่อว่าเป็นปราชญ์โอสถ ไม่ว่าเขาไปที่ไหนก็มีแต่คนคอยต้อนรับให้กินดีอยู่ดี อาหารกระทะใหญ่นี้ กินทีแรกก็แปลกใหม่ดี แต่พอกินไปหลายๆ มื้อก็รู้สึกเลี่ยนเอียนเป็นธรรมดา ส่วนกู้เยี่ยผู้ซึ่งมีประสาทสัมผัสไว เพียงแค่เจอรสชาติประหลาดๆ เพียงนิดเดียว ก็รู้สึกมากกว่าคนอื่นแล้ว จึงทรมานสุดจะเอ่ย


อาจารย์และศิษย์มองหน้าสบตากัน ต่างมองแววตาของอีกฝ่ายออกว่าซ่อนความข่มกลั้นและความเหนื่อยหน่ายอยู่ในที กู้เซียวกลับเพียรคีบไก่ป่าที่คิดเอาเองว่าเป็นของดีเลิศให้แก่แขกพิเศษอย่างปราชญ์โอสถ และหลานสาวสุดที่รักของตน พลางคะยั้นคะยอให้นางกินเยอะๆ ทั้งบอกด้วยว่านางผอมเกินไปแล้ว


กู้เยี่ยพยายามเคี้ยวเนื้อไก่ที่มีแต่รสเค็มและยังมีกลิ่นคาวอ่อนๆ โดยก้มหน้าหลบ เพราะกลัวท่านปู่จะดูออกว่านางไม่ชอบเนื้อไก่ที่เขาทำ


หลังจากกินเสร็จ กู้เซียวและกู้หมิงสองปู่หลานก็ออกไปตัดฟืนบนเขา กู้เยี่ยกรอกน้ำอุ่นกลั้วล้างกลิ่นคาวในปากทิ้ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “ถ้าเชิญพ่อครัวแม่ครัวสักคนมาได้ก็คงดี”


“เช่นนั้นเจ้าก็รีบเรียนวิชาปรุงยาจากอาจารย์ไปให้ดีๆ วันข้างหน้า อย่าแต่พ่อครัวเลย ถ้าคิดจะจ้างสาวใช้หรือบ่าวไพร่สักกี่คนก็จ้างได้” ปราชญ์โอสถมองสีหน้าทุกข์ทรมานของลูกศิษย์แล้วก็นึกขำ กล่าวกันว่าเด็กที่ผ่านชีวิตทุกข์ยากมาก่อนมักไม่เลือกกิน แต่ศิษย์น้อยของเขาผู้นี้กลับลิ้นสูง เรื่องมากยิ่งกว่าอาจารย์ผู้ถือตัวว่าเห็นแก่กินที่สุดแล้วเสียอีก


“จริงด้วย! ข้าต้องหาเงินให้ได้มากๆ วันข้างหน้าจะได้อยู่บ้านหลังใหญ่ๆ เวลาไปไหนก็ต้องมีข้ารับใช้ให้เกาะเดินไป” กู้เยี่ยโบกไม้โบกมืออย่างฮึกเหิม


ปราชญ์โอสถดีดหน้าผากนางทีหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ “เจ้าขาพิการรึ? ถึงต้องมีคนให้คอยเกาะเดิน ขี้เกียจนักนะเจ้านี่! เร็วเข้า ลองปรุงยาผงโลหะบาดที่สอนไปเมื่อครู่ให้อาจารย์ดูซิ”


กู้เยี่ยลูบหน้าผากป้อยๆ ฉับพลันนั้นแววตานางก็เหม่อค้าง “แย่แล้ว พักกินข้าวไปแค่มื้อหนึ่ง ข้าดันลืมวิธีปรุงยาโลหะบาดไปหมดเลย... ท่านอาจารย์ ท่านช่วยทำให้ข้าดูอีกรอบหนึ่งได้หรือไม่”


ปราชญ์โอสถได้ยินดังนั้นก็สีหน้าเปลี่ยน ขณะกำลังจะร้องโวยวาย สายตาพลันเหลือบไปเห็นลูกศิษย์ทำท่าทางกลั้นหัวเราะแปลกๆ จึงแค่นเสียงหึทีหนึ่ง แล้วเขกมะเหงกลงกะโหลกนางไปสองสามที เอ็ดว่า “ยังเล่นพิเรนทร์อีก! ระวังเถอะ อาจารย์จะลงไม้เรียวเจ้า!”


“อาจารย์ ถ้าท่านเขกหัวข้าจนสมองเสื่อม ต่อไปท่านจะหาศิษย์ที่ทั้งฉลาด คล่องแคล่ว มีไหวพริบ และขยันขันแข็งอย่างข้าได้อีกที่ไหน” กู้เยี่ยพูดจบก็เห็นอาจาจย์ยื่นมือมาทางศีรษะตรอีก จึงรีบกระโดดหลบไปด้านข้าง ก่อนจะวิ่งปรู๊ดเข้าไปในเรือนเก็บของ... ที่นั่นเป็นห้องปรุงยาชั่วคราวของนางในตอนนี้


 


หลักการนั้นถือเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการปฏิบัติจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้กู้เยี่ยจะจดจำขั้นตอนการทำยาผงโลหะบาดได้ขึ้นใจ แต่ก็ยังล้มเหลวถึงสองครั้งสองครา กว่าจะปรุงออกมาได้สำเร็จ เพียงแต่ยาชุดแรกที่ปรุงสำเร็จนี้ก็มีสรรพคุณสูสีกับของที่ปราชญ์โอสถปรุงขึ้นเองเลยทีเดียว อาจารย์ของนางถึงกับให้คะแนนนางสูงยิ่ง


หลังจากกินมื้อเย็นแล้ว กู้เยี่ยก็รีบกลับห้องของตัวเองโดยไว เมื่อลั่นดาลประตูเรียบร้อย นางก็ผลุบหายเข้าไปในห้วงมิติ สมุนไพรภายในห้วงมิติยังคงเจริญงอกงามดี ระยะนี้นางต้องเรียนวิชาปรุงสมุนไพร จึงเก็บต้นสมุนไพรจากในห้วงมิติไปไม่น้อย เมล็ดพันธุ์สมุนไพรที่นางหว่านไว้บนพื้นที่ว่าง เวลานี้เริ่มแตกหน่อชูใบเขียวชอุ่มแล้ว


ภายในสระน้ำ ดอกบัวแดงที่ชูก้านขึ้นอย่างไม่รู้ที่มาโอนไหวเบาๆ ทั้งที่ไม่มีลมพัด น้ำค้างหยดหนึ่งบนกลีบดอกสะท้อนแสงส่องประกายน่าประหลาด คล้ายกับว่ากำลังกวักมือเรียกนาง ระหว่างที่เผลอไผล กู้เยี่ยรู้สึกเหมือนถูกใครชักพาให้มาถึงข้างดอกบัวแดงดอกนั้น แล้วเอื้อมมือเรียวเล็กไปสัมผัสน้ำคั้งหยดนั้นเบาๆ นางยกนิ้วที่มีหยดน้ำเข้าไปในปาก พลังบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ซ่านอยู่ภายในโพรงปากของนาง พลังนี้... คือพลังที่นางเคยศึกษาค้นคว้าเมื่อชาติภพก่อน เป็นพลังที่สามารถเพิ่มสรรพคุณยาให้กับสมุนไพร!


ในดวงตากู้เยี่ยเปล่งประกายแห่งความตื่นเต้นยินดี เพราะเมื่อมีพลังนี้ นางก็จะสามารถปรุงยาที่เลิศล้ำยิ่งขึ้นได้ นางรีบหยิบขวดหยกจากในห้องทดลองยาออกมาเก็บน้ำค้างหยดนั้นอย่างระมัดระวัง


ดอกบัวแดงซึ่งปรากฏขึ้นหลังจากนางได้กลับมามีชีวิตใหม่นี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ ถึงทำให้น้ำค้างที่ผุดขึ้นบนกลีบดอกมีสรรพคุณวิเศษเช่นนี้ได้... ถ้าหากใช้ดอกบัวแดงเข้ายา จะให้สรรพคุณที่พลิกฟื้นคนตาย คืนเลือดเนื้อให้ซากกระดูกได้หรือไม่นะ?


บัวแดงดอกนั้นหดกลีบเล็กน้อยราวกับว่ารับรู้ถึงความคิดของนางได้ คล้ายหวาดผวากลัวจะถูกกู้เยี่ยจับไป ประหนึ่งเด็กน้อยที่เผชิญหน้ากับกรงเล็บของปีศาจ


บัวแดงมีความรู้สึกนึกคิด!... กู้เยี่ยย่อมไม่ทำเรื่องโง่ๆ อย่างการฆ่าไก่เอาไข่ไก่เด็ดขาด นางเข้าไปในห้องทดลองยา ปรุงน้ำมันนวดออกมาสิบขวดก่อน ดีที่ในห้วงมิติของนางมีสมุนไพรที่จำเป็นครบทั้งหมด


น้ำมันนวดชนิดนี้มีสรรพคุณทะลวงเส้นลมปราณ กระตุ้นให้เลือดลมเดินสะดวก ใช้ได้ทั้งกับคนที่เพิ่งบาดเจ็บและบาดเจ็บเรื้อรังมานาน ตอนที่ปรุงนางได้เติมน้ำค้างของดอกบัวแดงลงไปด้วยเล็กน้อย ด้วยประสบการณ์ด้านปรุงยาที่ช่ำชองของนาง สรรพคุณของน้ำมันนวดจึงเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าเท่าตัว


หลังจากนั้น นางก็ปรุงยาผงโลหะบาดอีกหลายห่อ ท่านปู่บอกว่า ผู้มีพระคุณซึ่งเป็นนายเก่าของเขาประจำการณ์อยู่ที่ด่านชายแดน หากพกยาผงโลหะบาดที่ช่วยสมานแผลอาวุธมีคมไปด้วยมากๆ หน่อยก็ไม่น่าเสียหาย พอคิดดูแล้ว นางก็กรอกยาที่ปรุงขึ้นตั้งแต่ชาติภพก่อนลงในขวดกระเบื้องธรรมดาอีกหลายขนาน


นางทำงานง่วนอยู่ในห้วงมิตินานถึง ‘สิบกว่าชั่วโมง’ ด้านนอกเพิ่งจะผ่านไปไม่สองสามเค่อเท่านั้น


 


เช้าวันต่อมา ตอนที่กู้เยี่ยนำน้ำมันนวดและยาผงโลหะบาดมามอบให้กู้เซียวผู้เป็นปู่ เขาก็ตัดสินใจแล้วว่า จะรีบออกเดินทางไปด่านชายแดน เพื่อมอบยาเหล่านี้ให้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าทันที


กู้เยี่ยไม่คิดว่าท่านปู่จะรีบร้อนถึงเพียงนี้ ดูท่านายเก่าผู้นั้นคงจะสำคัญกับท่านปู่มากกว่าที่นางคิดไว้ นางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะส่งยาของชาติภพก่อนหลายขวดนั้นใส่มือของกู้เซียวทั้งหมด


“ท่านปู่ ยาพวกนี้เป็นผลึกแห่งปัญญาที่อาจารย์ข้าเก็บเกี่ยวตกตะกอนมาเกือบยี่สิบปี เป็นยาที่มีสรรพคุณดียิ่งกว่ายาต้มและยาลูกกลอนหลายเท่า ขวดสีแดงคือ ‘ยาขจัดพิษ’ พิษร้ายแรงส่วนใหญ่ล้วนล้างสลายได้หมด ขวดสีน้ำเงินนี้เป็น ‘ยอดโอสถยื้อชีวิต’ ไม่ว่าบาดเจ็บหนักแค่ไหน แค่ดื่มยานี้ลงไปก็จะรักษาชีวิตไว้ได้...”


กู้เซียวมองดูยาหลายขวดเหล่านี้ ในใจไม่นึกสงสัยเคลือบแคลงในสรรคุณเลยแม้แต่น้อย ยาของแพทย์โอสถจะต้องเป็นของชั้นเลิศแน่ เพียงแต่เขาไม่คาดคิดมาก่อน ว่าแพทย์โอสถจะเมตตาต่อหลานสาวของเขา ถึงขนาดมอบโอสถล้ำค่าแก่นางเช่นนี้ บุญคุณครั้งนี้ เขาจะจดจำฝังลึกในใจ


“บุญคุณยิ่งใหญ่ไม่อาจกล่าวตอบด้วยวาจา ฝากบอกอาจารย์เจ้าแทนปู่ด้วย บุญคุณครั้งนี้ข้ากู้เซียวจดจำไว้มั่น” กู้เซียวเก็บขวดยาเหล่านี้ไว้แนบกาย ก่อนหันไปทางห้องพักของปราชญ์โอสถ แล้วค้อมคำนับอย่างสุดซึ้ง


กู้หมิงยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกู้เซียวมาโดยตลอด เอ่ยปากขึ้นในเวลานี้เอง


“ท่านปู่ ระหว่างทางท่านต้องระวัง...” เด็กชายพูดพลางสะอึกสะอื้นเล็กน้อย


1 ท่วงท่าห้าสัตว์ป่า (อู่ฉินซี่) เป็นท่าบริหารร่างกายตามตำราของหมอเทวดาฮว่าถัว โดยเลียนแบบกิริยาท่าทางของสัตว์ 5 ชนิด ได้แก่ เสือ กวาง หมี ลิง และนก


2 ตบสะโพกม้า เป็นสำนวน หมายถึงประจบสอพลอ มีที่มาจากราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลมักทักทายกันด้วยการตบสะโพกม้าของอีกฝ่าย พร้อมชื่นชมว่า ‘ม้าดี’ โดยที่ความจริงม้าอาจไม่ได้มีลักษณะดีมากอย่างที่กล่าว


45 บทที่ 45 นกพิราบบินส่งสาร

 


“เด็กโง่ ปู่แค่ไปส่งมอบยาให้แก่ผู้มีพระคุณ มิได้ไปรบทัพรับศึกเสียหน่อย มีอะไรให้ต้องกังวลกัน เจ้าเป็นลูกผู้ชายแต่กลับร้องไห้ขี้แยเหมือนตัวอะไรเช่นนี้ ระวังจะถูกน้องสาวหัวเราะเยาะเอา” ในใจกู้เซียวเองก็ห่วงหาอาวรณ์เด็กทั้งสองเช่นกัน ดีที่ในบ้านยังมีปราชญ์โอสถช่วยดูแล อีกทั้งเด็กสองนี้ก็มิได้อ่อนแอ เขาจึงวางใจห่างไปหลายวันได้


กู้เยี่ยฝืนข่มกลั้นความอาลัยอาวรณ์ โบกมือน้อยๆ ให้ท่านปู่ “ท่านปู่ รีบกลับมานะ ข้ากับพี่ชายจะเป็นเด็กดีรอท่านกลับมา”


กู้เซียวเห็นรอยยิ้มสดใสน่ารักของหลานสาว และสายตาอาวรณ์ของหลานชายแล้ว ถึงเพิ่งเข้าใจความทุกข์ของการจากลาก็คราวนี้ ในที่สุดเขาก็มีคนในครอบครัวให้ห่วงใยกัน มิได้ทำสิ่งใดเพียงลำพังแค่ตัวเองเหมือนในอดีตอีกแล้ว เช่นนี้ไม่ว่าจะเจอเรื่องอันใด เขาต้องห่วงถนอมตัวไว้ให้ดี มิให้เด็กทั้งสองต้องร้องไห้เป็นทุกข์เพราะตนเองเป็นเด็ดขาด


 


หลังจากกู้เซียวออกเดินทางไป กู้หมิงก็เศร้าซึมลงเล็กน้อย ทว่า เขายังคงทำตามที่ท่านปู่กำหนดแผนไว้ให้ ทุกวันต้องตื่นก่อนฟ้าสางขึ้นมาฝึกปรือพื้นฐานวิทยายุทธ์ จากนั้นก็ช่วยน้องสาวทำกับข้าว แล้วจึงขึ้นเขาไปตัดฟืนและล่าสัตว์...


กู้เยี่ยยังคงเรียนวิชาปรุงยาจากอาจารย์ สิ่งที่นางเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดคือการนำวิธีการปรุงยาของชาติภพก่อนกับชาติภพนี้มาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนสามารถปรุงยาลูกกลอนที่ไม่กลบสรรพคุณของตัวยาได้ ยาลูกกลอนกู้หัวใจที่นางปรุงขึ้นทำให้ปราชญ์โอสถถึงกับเอ่ยปากว่าเขาเองก็ไม่อาจเทียบได้ ทั้งยังหัวเราะหยอกเย้าว่าเวลาไม่ถึงปีเขาก็ไม่มีอะไรจะสอนนางได้อีกแล้ว แต่กู้เยี่ยรู้ดีกว่าเขาเพียงกล่าวอย่างถ่อมตัว วิชาปรุงยาที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตลึกซึ้งและกว้างขวางมากพอที่จะสอนนางไปได้ถึงแปดปีสิบปีเลยทีเดียว


นอกจากกู้เยี่ยจะเรียนวิชาปรุงสมุนไพรและปรุงยาจากอาจารย์แล้ว ทุกๆ วันนางจะใช้เวลาครึ่งชั่วยามไปแนะนำและคอยดูแลการทำกายภาพบำบัดจางลี่หู่ด้วย หลังจากผ่าตัดไปสี่สิบวัน นางก็ช่วยให้เขาฝึกเดินตามแบบแผนขั้นตอนที่เหมาะสม


การทำกายภาพบำบัดนั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อและทรมานยิ่งนัก ทุกครั้งที่จางลี่หู่ถอดใจ กู้เยี่ยก็จะคอยขู่เข็ญเขาว่า ‘ถ้าหากไม่ฝึกฝนดีๆ เส้นเอ็นที่เย็บไว้ก็จะเกาะแข็งไม่ยืดหด ท่านก็จะกลายเป็นคนพิการได้อยู่ดี’


เมื่อมีหลักยึดว่า ‘ไม่อยากเป็นคนพิการ’ ตั้งมั่นในใจ จางลี่หู่จึงฝืนกลั้นความเจ็บปวด ยืนหยัดที่จะฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ทนทำกายภาพบำบัดครั้งแล้วครั้งเล่าต่อ แม้ว่าหลังฝึกเดินเสร็จจะมีเหงื่อท่วมตัวเขาทุกครั้งไป ป้าสะใภ้จางคอยมองดูอยู่ข้างหลังก็แอบร้องไห้เสียน้ำตาไปไม่รู้ตั้งเท่าไร แต่เวลาอยู่ต่อหน้าลูกชายนางจะส่งยิ้มให้กำลังใจเขาเสมอ ทั้งยังจัดแจงทำอาหารของโปรดของลูกชายไว้เป็นรางวัล


 


วันนี้อากาศปลอดโปร่งแจ่มใส แสงแดดอบอุ่นทอทาบลงบนลานเรือนเล็กๆ ตรงไหล่เขา แม่นางน้อยร่างผอมบางสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบคนหนึ่งนั่งอยู่กลางลานสวน กำลังหั่นสมุนไพรอย่างขะมักเขม้น ทักษะการใช้มีดของนางคล่องแคล่วพิถีพิถัน หั่นฝานสมุนไพรออกมาเป็นแผ่นๆ เท่ากันราวกับใช้เครื่องกล


‘กุ๊กกรู... กุ๊กกรู...’ เสียงนกพิราบร้องดังขึ้นระลอกหนึ่ง ทำลายความสงบเงียบภายในลานสวนลงทันใด


กู้เยี่ยเงยหน้าขึ้น เห็นนกพิราบอวบอ้วนตัวหนึ่งบินลงมาเกาะอยู่บนกำแพงหิน นางร้องดีใจ “นกพิราบป่า! กำลังกลุ้มอยู่ว่าเที่ยงนี้ไม่มีเนื้อสัตว์กินเลย จู่ๆ ก็มี ‘น้ำแกงนกพิราบตุ๋นโสมตังกุย’ มาส่งถึงหน้าประตูพอดี!”


ในมือนางพลันปรากฏง่ามยิงอันหนึ่ง นางเหนี่ยวสายอย่างรวดเร็ว แล้วเล็งไปยังนกพิราบตัวนั้น เตรียมจะยิงออกไป


ปราชญ์โอสถซึ่งได้ยินเสียงนกร้องเช่นเดียวกัน เห็นการกระทำของศิษย์ก็เหงื่อผุดพรายตกอกตกใจ รีบร้องห้ามทันที “อย่ายิง! อย่ายิง!”


กู้เยี่ยยังคงตั้งท่าเหนี่ยวสายง่ามยิงอยู่เช่นเดิม เพียงหันหน้าไปมองอาจารย์ด้วยความสงสัย ปราชญ์โอสถกวักมือเบาๆ นกพิราบตัวนั้นก็บินมาเกาะบนมือของเขาอย่างนุ่มนวล


“ว้าว! พิราบสื่อสาร!” กู้เยี่ยปล่อยสายง่ามยิง ก่อนจะวิ่งมาหยุดอยู่ข้างกายปราชญ์โอสถอย่างตื่นเต้น “อาจารย์ พิราบสื่อสารนี้ท่านเป็นคนเลี้ยงไว้หรือ ฝึกง่ายหรือไม่ ข้าจับพิราบป่ามาฝึกเล่นสักสองสามตัวได้หรือเปล่า”


“ไปๆ ไปเล่นด้านนั้นเลย!” ปกติลูกศิษย์ผู้นี้ดูท่าทางนิ่งขรึม แต่บางครั้งก็หลุดมาดเสียอาการอย่างยิ่งเช่นกัน ปราชญ์โอสถอดกลอกตาใส่ และกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิไม่ได้ “เจ้าคิดว่าพิราบสื่อสารฝึกฝนกันง่ายๆ หรือ แล้วคิดจะไปจจับนกพิราบป่า... ทำไมไม่จับนกกระจอกมาส่งสารให้เจ้าเลยล่ะ”


“แหะๆ...” กู้เยี่ยรู้ตัวเช่นกันว่าตนกำลังคิดแผลงๆ นางเห็นหลอดไม้ไผ่เล็กๆ ตรงขาของพิราบสื่อสาร ก็ยื่นมือไปจับอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่กลับถูกปราชญ์โอสถตีมือ จนต้องชักมือกลับ


“สารส่วนตัว คนไม่เกี่ยวห้ามอ่าน!” ปราชญ์โอสถหยิบกระดาษแถบหนึ่งจากในหลอดไม้ไผ่ พลางสั่งลูกศิษย์ให้หาเมล็ดข้าวเปลือกและน้ำมาป้อนนกพิราบ ก่อนที่ตนเองจะนำสารผลุบหายเข้าไปในห้อง


“ชิ... ทำเป็นมีความลับ หรือจะเป็นคนรักเก่าของท่านอาจารย์ส่งจดหมายผ่านนกพิราบสื่อสารมากันนะ” กู้เยี่ยยิ้มทะเล้น คิดเลยเถิดว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาจารย์กับหญิงที่รู้ใจเป็นแน่


ปราชญ์โอสถอ่านข้อความสั้นกระชับบนกระดาษเสร็จก็พึมพำกับตัวเอง “ให้ข้าสนใจแต่เรื่องสอน ห้ามถามและห้ามสืบเรื่องแปลกประหลาดของแม่หนูน้อย? เรื่องนี้ต้องให้ท่านบอกอย่างนั้นรึ? ศิษย์รักของข้า ข้าก็ย่อมต้องช่วยนางปกปิดความลับ และคอยปกป้องคุ้มกันนางอยู่แล้ว เจ้าศิษย์น้อยเอ๋ย ต่อไปเจ้าต้องกตัญญูต่อข้าผู้อาจารย์ให้มากๆ นะ”


จากนั้น เขาก็บ่นกับตัวเองด้วยคำพูดที่แฝงเร้นมีลับลมคมในต่ออีกว่า “ภูเขาน้ำแข็งหมื่นปีเช่นท่านเจ้าตำหนักก็มีเวลาห่วงใยคนด้วยหรือ? ถ้ามิใช่เพราะลูกศิษย์ของข้าอายุยังน้อยนิด ข้าคงคิดว่าเขาจะต้องมีแผนทำอะไรที่ไม่สนผิดชอบชั่วดีไปแล้วแน่ๆ แต่เยี่ยเอ๋อร์น้อยของพวกเราไปเข้าตาต้องใจ ซ้ำยังทำให้เจ้าตำหนักผู้นั้นถวิลถึงสุดหัวใจเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ถึงขั้นใช้บุญคุณเข้าผูกมัดส่งข้ามารับเป็นศิษย์ก่อน ทั้งไม่อนุญาตตามสืบความลับของแม่หนูน้อยอีก...อืม มีลับลมคมในจริงๆ!”


“ในเมื่อเขาสนอกสนใจเยี่ยเอ๋อร์น้อยของเราเช่นนี้ ข้าก็ใช้โอกาสหาประโยชน์สักเล็กสักน้อยให้ตัวเองหน่อยละกัน คงจะไม่เกินไปหรอกกระมัง” ปราชญ์โอสถเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ ตวัดพู่กันเขียนจดหมายตอบ ก่อนจะม้วนมาสอดไว้ที่ขาของพิราบสื่อสาร แล้วปล่อยมันบินกลับไป


“ท่านอาจารย์ ถ้าพิราบสื่อสารถูกคนยิงตกลงมาระหว่างทาง จดหมายของท่านมิส่งไปเปล่าหรอกหรือ” กู้เยี่ยมองตามเงาร่างของพิราบสื่อสาร พลางพึมพำด้วยความกังวล


ปราชญ์โอสถเขกศีรษะนางทีหนึ่ง พูดเสียงดุเข้มว่า “เจ้าพูดจาให้เป็นมงคลหน่อยไม่ได้รึ? ปากอีกา1!”


“ที่จริงก็ฝึกเหยี่ยวให้ส่งสารแบบนี้นี่นา มันทั้งบินสูงและยังบินได้ไกลด้วยนะ!” กู้เยี่ยคิดถึงนิยายที่เคยอ่านในชาติภพก่อน มีฉากที่เหยี่ยวบินส่งสาร จึงลองเสนอความเห็น


ปราชญ์โอสถถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง “จะเลี้ยงเหยี่ยวฝึกเหยี่ยวได้ง่ายๆ เช่นนั้นได้อย่างไร แค่มีพิราบสื่อสารเจ้าก็แอบขำแล้ว ไม่ต้องคิดถึงเหยี่ยวหรอก”


แท้ที่จริงก็มีคนฝึกฝนเหยี่ยวไว้จริงๆ เขาก็คือท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยียนคนปัจจุบัน ได้นำร่องลองเลี้ยงจนสำเร็จ ทั้งใช้ส่งสารสำคัญเร่งด่วนรายงานสถานกาณ์ทัพ ทั่วทั้งสามแคว้นใหญ่ ก็มีเพียงเขาที่สามารถฝึกเหยี่ยวมาใช้งานได้ คนทั่วไปได้แต่เพียงคิดเท่านั้น


กู้เยี่ยเหยียดปากเบ้ “คนเขาแค่เสนอความคิด ฝึกได้ยากใช่ว่าจะฝึกไม่ได้เลยเสียหน่อย ถ้ามีความคิดและมีใจปรารถนา สักวันหนึ่งก็ต้องเป็นจริงได้แหละน่า”


“อย่าเอาแต่ฝันกลางวัน! เรื่องจริงนี่สิสำคัญเร่งด่วน มา ดูซิว่าสูตรส่วนผสมและขั้นตอนการปรุงลูกกลอนกู้หัวใจของอาจารย์เจ้าผู้นี้ถูกต้องหรือไม่” ปราชญ์โอสถเอามือไพล่หลัง สาวเท้าเดินไปยังห้องปรุงยา


กู้เยี่ยรีบตามหลังเขาไป พลางพูดงึมงำคนเดียว “มีอย่างที่ไหน มาเซ้าซี้ขอเรียนตำราลับจากคนอื่นเขา ตกลงใครเป็นอาจารย์ ใครเป็นศิษย์กันแน่?”


“เจ้าบ่นอะไรอยู่ ยังไม่รีบเข้ามาเร็วๆ อีก!” ถึงแม้ปราชญ์โอสถจะมีอายุกว่าเจ็ดสิบปี แต่หูตาของเขาก็ยังไม่ฝ้าฟางเลอะเลือน ย่อมได้ยินคำพูดเบาๆ นั้นของนาง


สิ่งที่ปราชญ์โอสถไล่ตามหามาทั้งชีวิตนั้น หนีไม่พ้นความสามารถในระดับปรมาจารย์ด้านปรุงยา แม้คนภายนอกจะกล่าวชื่นชมสรรเสริญเขาว่าเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาแห่งยุค แต่เขารู้ตัวดีว่าความสามารถของตนยังมีเส้นบางๆ กั้นขวางระดับปรมาจารย์จากเขาอยู่ นี่จึงเป็นเหตุให้เกือบยี่สิบปีมานี้ เขาเที่ยวท่องพเนจรไปทั่วทิศ คิดอยากทลายกำแพงที่ขวางกั้น น่าเสียดายที่ผ่านมาหลายปีเขาก็ยังมิอาจเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้เลย


จนกระทั่งถูกบังคับให้มารับศิษย์น้อยผู้นี้ เขากลับได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะวิธีการปรุงยาที่แปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์ของนาง ช่วยชี้ทางสว่างให้เขาอย่างยิ่ง สัญชาติญาณบอกเขาว่า สิ่งที่จะทำให้เขาบรรลุได้ตามความฝันอยู่ที่ตัวศิษย์น้อยผู้นี้นี่เอง


ด้วยเหตุนี้ เวลาที่กู้เยี่ยปรุงยา เขาจึงไม่หลบเลี่ยงอีก หากมีจุดที่ไม่เข้าใจ ก็จะสอบถามไปเลยทันที แน่นอนว่าหากเป็นความลับที่กู้เยี่ยไม่อยากบอก เขาก็ไม่รบเร้าบังคับขู่เข็ญ เพียงแต่ ตั้งแต่ก่อนหน้าจนถึงตอนนี้ ลูกศิษย์ของเขายังไม่เคยปล่อยโอกาสให้เขาหลบเลี่ยงได้เลย


สิ่งนี้ทำให้ปราชญ์โอสถรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาตัดสินใจอยู่เงียบๆ ว่า ตนเองจะจดจำตำรับลับของยาเหล่านี้ให้แม่นมั่น รอเมื่อวันที่ฝีมือในการปรุงยาของเขาเพิ่มระดับสูงขึ้น ก็จะนำเคล็ดวิชามาถ่ายทอดให้ศิษย์คนเล็กผู้นี้เท่านั้น


ชื่อเสียงของปราชญ์โอสถใช่ว่าได้มาเปล่าๆ ‘ยาสมุนไพรสำเร็จ’ อย่างยาลูกกลอนกู้หัวใจนี้ เขาดูแค่ครั้งเดียวก็สามารถปรุงออกมาได้ ทั้งยังกะส่วนผสมได้ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ทั้งที่ไม่มีเครื่องมือที่พิถีพิถัน และไม่มีเครื่องชั่งตวงที่แม่นยำ แต่กลับทำได้ถึงเพียงนี้ ทำให้กู้เยี่ยนึกเลื่อมใสศรัทธาไม่น้อย


ปราชญ์โอสถต้องการฝึกฝนวิชา จึงปรุงยาลูกกลอนกู้หัวใจออกมาถึงสิบกว่าขวด พาให้กู้เยี่ยตื่นเต้นยินดีมาก... นางไม่ต้องลงมือปรุงยาจำเป็นของบ้านเศรษฐีติงเองแล้ว!


 


ตอนที่ปราชญ์โอสถกำลังจดจ่อกับการปรุงยาลูกกลอนกู้หัวใจ กู้เยี่ยซึ่งว่างอยู่ก็ทอดสายตามองไปทางส่วนลึกของป่าเขา ในยามปกติมีท่านปู่และพี่ชายคอยเฝ้ามองนาง นางจึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปในป่าลึกอีก เวลานี้ท่านปู่ไม่อยู่ พี่ชายก็ตัดฟืนเตรียมไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวนี้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น นางจะเข้าไปในป่าดูสักหน่อยได้หรือไม่นะ


ว่าแล้วก็ทำเลย!... วันรุ่งขึ้น เมื่อกู้หมิงถือมีดตัดฟืนออกจากบ้านไป กู้เยี่ยก็สะพายเข่งไม้ไผ่สาน เหน็บถุงพกที่ใส่ขวดยาผงไล่สัตว์ไปจนเต็ม มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกบนเขาด้านหลัง


เมื่อเดินขึ้นไปบนเขาด้านหลังประมาณยี่สิบหลี่ก็จะถึงดงหมูป่า ไม่ไกลกันนัก นางเห็นแม่หมูป่าตัวอ้วนพีกำลังนำลูกหมูป่าหลายตัวออกมาหากินกลางป่าสน ผลถั่วเจินจื่อ เห็ด และหนูป่าล้วนเป็นอาหารของพวกมันทั้งสิ้น


วันนี้หมูป่าไม่ใช่เป้าหมายของกู้เยี่ย นางจึงเดินอ้อมจุดที่พวกมันอยู่เข้าไปส่วนลึกของป่ามากกว่าเก่า ยิ่งเดินไปต้นไม้ก็ยิ่งสูงใหญ่ขึ้น ต้นไม้ใบร่วงโกร๋นแต่ละต้นตั้งตรงสูงตระหง่าน ปานประหนึ่งทหารองครักษ์ที่กล้าแกร่ง


กู้เยี่ยถือมีดพร้าซึ่งเป็นของที่หยิบออกมาจากห้วงมิติ แม้จะไม่สามารถพูดได้ว่ามีดพร้านี้ตัดเหล็กได้ดุจดินเลน แต่ใช้ฟันกิ่งไม้เปิดทางได้ไม่เลว นางปีนข้ามโขดหิน เดินทะลุเข้าสู่ป่าทึบ แล้วก็เดินข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า จนมาถึงหุบเขาซึ่งเป็นที่โล่งกว้างผืนหนึ่ง


เนื่องจากทั้งสี่ด้านโอบล้อมด้วยภูเขา ไอหนาวเข้ามาไม่ได้ อากาศภายในหุบเขาแห่งนี้จึงอุ่นกว่าภายนอกมาก ต้นไม้ยังคงเขียวชอุ่ม ใบหญ้ายังคงเขียวขจี มีลำธารใสสะอาดสายหนึ่งไหลผ่านจากหุบเขาไป เกิดเป็นเสียงไหลรินดังไม่ขาดสาย เหล่านกน้อยส่งเสียงขับขานกังวานใส กวางเยื้องย่างอ้อยอิ่งท่ามกลางพุ่มไม้ แม้แต่กระต่ายป่าก็ยังก้าวเดินเชื่องช้า บ้างก็กระโดดมาข้างๆ ตัวนาง


กู้เยี่ยสูดลมหายใจลึกๆ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ใบหญ้า นางพบว่าในหุบเขาแห่งนี้มีพืชสมุนไพรล้ำค่าอยู่มากมาย อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปเก็บขึ้นมา กระทั่งมาถึงข้างผนังผาด้านหนึ่งโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นางก็พบเถาวัลย์ที่ใหญ่หนาแข็งแรงมากต้นหนึ่งเลื้อยพันเกาะเกี่ยวผนังผาอย่างแน่นหนา


กู้เยี่ยดูจากลักษณะใบและก้านเถาแยกแยะว่าเป็นต้นเหอโส่วอู ก้านเถาใหญ่หนาดั่งแขนเด็ก สามารถบอกได้ว่าเหอโส่วอูต้นนี้เติบโตงอกงามมาอย่างต่อเนื่องหลายปี นางใช้พลั่วขุดสมุนไพรขุดรากขึ้นมาอย่างระมัดระวัง...


1 ปากอีกา เป็นสำนวน หมายถึงคนที่พูดจาไม่เป็นมงคล หรือพูดสิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ เทียบได้กับคำว่า ปากเสีย


46 บทที่ 46 หมีปะทะเสือ

 


สองเค่อต่อมา รากของต้นเหอโส่วอูถูกขุดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ส่วนรากนี้ยาวเกือบสองฉื่อ หนาเกินครึ่งฉื่อ มองจากภายนอก มีรูปร่างคล้ายตัวคน คือมีทั้งส่วนหัว ลำตัว และระยางแขนขา กระทั่งอวัยวะ ‘กลางหว่างขา’ ก็ยังดูสมจริงสมจัง


“เหอโส่วอูรูปร่างมนุษย์! ถ้าเป็นพวกมีความเชื่องมงายมาเห็นเข้าจะต้องคิดว่าเหอโส่วอูนี้เป็นภูตปีศาจแน่ๆ!” กู้เยี่ยพึมพำกับตัวเอง พลางประเมินว่าเหอโส่วอูรากนี้น่าจะอายุเกินร้อยปี นางเก็บสมุนไพรล้ำค่านี้อย่างทะนุถนอมระมัดระวัง พร้อมกับทอดถอนใจว่าการเข้าป่าครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวแล้ว


ทันใดนั้น เสียงเสือคำรามสะท้านฟ้าสะเทือนดินก็ดังมาจากด้านนอกหุบเขา พาให้บรรดานกร้องแตกตื่นบินกระเจิง กวางกระโดดผลุงเผ่นหาย กู้เยี่ยเงยหน้าขึ้นมองไปทางต้นเสียง เมื่อชาติภพก่อน นางคลุกคลีอยู่กับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ถึงสิบกว่าปี ย่อมฟังออกว่าในเสียงคำรามก้องนั้นแฝงไว้ด้วยความตื่นกลัว ดิ้นรนต่อสู้ และความเกรี้ยวกราด ทำให้นางนึกถึงคำว่า ‘สัตว์สู้ยามจนตรอก’ ขึ้นมาได้ คู่ต่อสู้นั้นเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงทำให้พยัคฆ์เจ้าป่ากลายสภาพเป็นเช่นนี้


กู้เยี่ยเกิดความสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง นางแบกกระบุงที่ใส่สมุนไพรไว้เต็มแน่นขึ้น แล้วค่อยๆ เดินออกจากหุบเขาไปทางมิศที่เสือร้องคำราม โดยอาศัยสัมผัสรับรู้ที่ไวกว่าคนปกติของนางเข้าไปใกล้ ‘สมรภูมิ’ ขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าแตกตื่นวิ่งหนีเพราะกลิ่นของยาผงไล่สัตว์ นางจึงหยุดตรงบริเวณที่ห่างออกมาไกลสักหน่อย จากนั้นก็ปีนขึ้นบนโขดหินก้อนใหญ่ มองชมอยู่บนที่สูง


พื้นที่โล่งกว้างระหว่างช่องเขา หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ยักษ์กำลังกระโจนใส่เสือตัวหนึ่ง เสือตัวนั้นได้รับบาดเจ็บ หลีกหลบไม่ปราดเปรียวคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่าท่าทางประหนึ่งหน้าไม้ใหญ่ฝืนเหนี่ยวสุดแรงแล้ว มันใช้พลังเฮือกสุดท้ายโถมกระโดด กลิ้งพลิก หลีกหนี แต่ก็ไม่อาจหลบอุ้งเล็บของเจ้าหมีพ้น เจ้าหมีโจมตีใส่อีกคำรบ กรงเล็บของเจ้าหมียักษ์ตะปบลงกลางสันหลังของเสือพอดี


พลังของหมียักษ์ทำให้กระดูกสันหลังของเจ้าเสือบาดเจ็บเสียหาย เสือตัวนั้นพยายามพยุงตัวด้วยสองขาหน้า ลากสองขาหลังไปกับพื้น ตะเกียกตะกายอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็หมดแรงล้มลงไป


จังหวะที่เจ้าหมีอ้าปากหมายจะขย้ำเจ้าเสือนั้น พลันได้ยินเสียงกังวานใสร้องเรียกขึ้นเสียก่อน “เฮ้ย! เจ้าหมีโง่ ปล่อยเสือตัวนั้นซะ!”


หมีสีน้ำตาลชำเลืองมองมาทางต้นเสียงแวบหนึ่ง... เงาร่างผอมเล็กที่แทบจะไม่มีเนื้ออะไรให้กินยืนเด่นอยู่บนโขดหินใหญ่ กำลังแยกเขี้ยวโบกไม้โบกมือทำอวดเบ่ง


เห็นชัดว่าเสื้อดุร้ายที่เนื้อตัวอวบตึงดึงดูดใจเจ้าหมีได้มากกว่า หลังจากเจ้าหมีปรายตามองดูกู้เยี่ยแล้ว ก็ก้มหน้าลงต่อ แต่ขณะที่มันจะกัดเนื้อสดๆ ชวนกินของเจ้าเสือ ลูกศรดอกหนึ่งก็พุ่งใส่สมองของมันทันใด


หมีสีน้ำตาลหนังหนาเนื้อเหนียว ลูกศรหน้าไม้ย่อมทำอะไรมันไม่ได้ ทว่าการกระทำของมนุย์ตัวเล็กๆ นั้นก็ยั่วยุสัตว์ตัวโตๆ ให้เดือดดาลได้ มันเงยหน้าขึ้นฟ้าคำรามก้อง สี่ขาไล่กวดมาทางเจ้ามนุษย์ที่ท้าทายพละกำลังของมันอย่างว่องไว


ชั่วขณะที่เจ้าหมีอยู่ห่างจากกู้เยี่ยเพียงไม่กี่ก้าว มันกลับหยุดกะทันหันจนร่างใหญ่ยักษ์ถลากลิ้งไปด้านหน้า ก่อนจะชนเข้ากับโขดหินใต้เท้าของกู้เยี่ย


หมีสีน้ำตาลรู้สึกเหมือนถูกพลังมหาศาลเข้าโจมตี ขนทั่วร่างของมันคล้ายกับเข็มเล่มแล้วเล่มเล่าชี้ตั้งชันขึ้น ดวงตาดุจเมล็ดถั่วดำเต็มไปด้วยแววหวาดผวาและพะอืดพะอม มันถอยกรูดซวนเซไปหลายก้าว ราวกับเจอศัตรูคู่อาฆาตไล่ล่า จากนั้นก็กระโจนหนีประหนึ่งว่าตัวเองบินได้ แต่น่าเสียดายที่มันกลับต้องล้มลุกคลุกคลาน ซมซานเหลือกำลัง


กู้เยี่ยปัดไม้ปัดมือที่เต็มไปด้วยยาผงไล่สัตว์ แววตาสาสมใจอย่างยิ่ง ปากก็พึมพกับตัวเองว่า “ขนาดสัตว์กลายพันธุ์ได้กลิ่นยาผงไล่สัตว์ขนานนี้ของข้ายังต้องหลบเลย ประสาอะไรกับหมีน้ำตาลตัวกระเปี๊ยกอย่างแกฮะ น่าเสียดายจริงๆ เลย ถ้าเข้ามาใกล้กว่านี้อีกนิด เจ้าหมีคงสลบเหมือด ทีนี้ก็จะได้โอกาสลองชิมรสชาติอุ้งตีนหมีแล้ว”


นางค่อยๆ ปีนลงมาจากโขดหิน เดินไปที่ข้างตัวเสือซึ่งนอนหายใจรวยริน พลางจุปากเวทนา “สาหัสเกินไป กระดูกสันหลังแตก อวัยวะภายในฉีกขาด ไม่รอดแน่นอน” นางเพิ่งจะพูดจบคำ เสือตัวนั้นก็ส่งเสียงครางด้วยลมหายใจสุดท้าย


กู้เยี่ยใช้เท้าสะกิดๆ ตัวเจ้าเสือ ยิ้มพูดด้วยแววตาทอประกาย “ได้เสืออ้วนๆ มาตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่าเนื้อเสือกินได้หรือไม่ กลับไปถามอาจารย์ดูดีกว่า! ส่วนหนังเสือนี่ก็นับว่าสมบูรณ์ใช้ได้ ถ้าเอาไปทำเป็นพรมปูฟูกให้ท่านปู่ เวลาอากาศหนาวๆ จะได้ไม่ปวดขามาก ยังมีกระดูกเสือ ใช้เข้ายาได้ เอาไปดองเหล้าก็ได้...”


ในใจของคนเห็นแก่เงิน คิดชำแหละเสืออ้วนใหญ่ตัวนี้เป็นส่วนๆ เพื่อแปรเป็นของใช้ประโยชน์และแลกเงินตั้งแต่แรกแล้ว


เสือตัวใหญ่หนักถึงสองร้อยกว่าชั่ง แต่ก็ไม่คณามือของกู้เยี่ยแม้แต่น้อย นางเก็บซากเสือไว้ในห้วงมิติก่อน แล้วรีบเร่งฝีเท้ากลับบ้าน เมื่อใกล้จะออกจากป่าถึงค่อยนำซากเสือออกมาแบกขึ้นหลัง


หลังจากดื่ม ‘ยาน้ำพลังมหาศาล’ เข้าไป ของที่หนักสองร้อยกว่าชั่งสำหรับนางแล้วก็เหมือนอาหารว่างจานเล็กๆ เพียงแต่รูปร่างที่เล็กจ้อยเช่นนาง เมื่อแบกเสือตัวใหญ่ไว้บนหลังก็ถูกคลุมมิด จนมองไกลๆ แล้วเหมือนเสือกำลังเดินสองขาลงมาตามทางบนเขา


 


“ว้ากกก! เสือ! เสือลงจากเขา!” ใครคนหนึ่งตกใจร้องเสียงหลง ตะโกนโหวกเหวกทั้งที่ไร้เรี่ยวแรงเสียงแหบแห้ง หลังจากนั้นก็มีเสียงผู้คนกรีดร้องโกลาหลวุ่นวายตามมา กู้เยี่ยเงยหน้าขึ้นให้พ้นจากซากเสือ เห็นเพียงฟืนเป็นมัดๆ ถูกทิ้งไว้เกลื่อนพื้นอยู่ไม่ไกล และด้านหลังของคนสองสามคนผลุนผลันวิ่งลงเขาไป


“ดูเหมือนจะเป็นพวกหลี่เฮ่า...” กู้เยี่ยขยับซากเสือบนหลังขึ้นมาด้านหน้าเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ เดินลงเขาต่อ จากตรงนี้ไปถึงบ้านของนางยังห่างอีกสองหลี่ อดทนอีกนิดนางก็จะรอดพ้นแล้ว แม้ ‘ยาน้ำพลังมหาศาล’ จะกระตุ้นศักยภาพได้ แต่ทางเดินบนเขาหลายสิบหลี่ก็ทำให้นางรู้สึกเหนื่อยล้าได้เช่นกัน เพราะร่างกายของนางเป็นแค่เด็กวัยสิบเอ็ดปีเท่านั้น


กู้เยี่ยหยุดพักครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมแรงแบกซากเสือกลับบ้าน นางเดินต่อเพียงไม่กี่ก้าว กลับได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายโกลาหล ทั้งยังได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของนายพรานจาง “อยู่ไหน เสืออยู่ที่ไหน”


กู้เยี่ยหยุดเท้าทันใด ยืดตัวตรงมองดู เห็นหลี่ฮ่าวนำพวกลุงๆ อาๆ ในหมู่บ้านราวยี่สิบสามสิบคนมา แต่ละคนถือจอบง่ามที่ใช้ทำไร่นามาด้วย ท่าทางเหมือนกับยกพวกมาหาเรื่องวิวาท... รวมตัวกันมารวดเร็วเหลือเกิน กวาดตาดูแวบเดียว เหมือนจะเกณฑ์เอาคนหนุ่มและวัยฉกรรจ์แทบทั้งหมู่บ้านมาหมดเลยนะเนี่ย!


“อยู่นั่นไง! มันนั่งลงไปแล้ว แถมยังมองมาทางพวกเราด้วย!” หลี่ฮ่าวเสียงสั่นจนมองออกว่าเขารู้สึกหวาดกลัวเพียงใด แต่สามารถข่มกลั้นความหวั่นกลัวไปตามพวกชาวบ้านมาได้ ก็นับว่าเป็นลูกผู้ชายกล้าหาญแล้ว


“พี่จาง ทำอย่างไรดี ท่านช่วยสั่งการหน่อย! จะให้เดรัจฉานตัวนั้นเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้านเราไม่ได้นะ!” คนที่พูดขึ้นคือลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน เขากระชับจอบในมือแน่น ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ ‘เสือร้าย’ ท่าทางไม่กลัวตายเลยแม้แต่น้อย


นายพรานจางชูมือขึ้นยับยั้งชาวบ้านไม่ให้ขยับขึ้นหน้า คล้ายกับเห็นแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบา “รอดูก่อน...”


ไม่ได้การแล้ว! หากไม่รีบเอ่ยปากคงโดนโจมตีเพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์ร้ายแน่... กู้เยี่ยรีบส่งเสียง “ท่านลุงจาง ท่านลุงรอง พวกท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ” พูดพลางผงกศีรษะขึ้นให้กระหม่อมน้อยๆ โผล่พ้นจากซากเสือ


“สวรรค์! เยี่ยเอ๋อร์น้อย!” นายพรานจางและชาวบ้านด้านหลังเห็นใบหน้าเล็กๆ ซึ่งเปรอะเปื้อนเลือดเสือเต็มไปหมดถนัดตา ก็ส่งเสียงร้องตกใจออกมาพร้อมกัน


“น้อง...” เสียงร้องแหลมเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังฝูงชน กู้หมิงแหวกกลุ่มคนออกมา แล้วพุ่งร่างประหนึ่งเกาทัณฑ์ไปยังข้างกายน้องสาว เขายกซากเสือที่ห่มคลุมตัวนางออกไปกองกับพื้น ก่อนจะสำรวจดูตามเนื้อตัวของนาง “บอกพี่ซิ เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ มา พี่จะแบกเจ้ากลับไป ท่านปู่เจิ้งจะต้องรักษาเจ้าได้แน่”


เสียงของกู้หมิงสั่นเครือเจือสะอื้น ท่าทางลนลานระส่ำระสายไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้พบหน้าเขาในวันแรกนางทะลุมิติมา


“พี่ชาย ข้าไม่ได้บาดเจ็บ...” กู้เยี่ยเพิ่งจะเอ่ยปาก ก็ถูกพี่ชายรวบตัวเข้าไปในอ้อมกอด เมื่อชาติภพก่อน ประสบการณ์สอนให้นางรู้จักระแวงคนอื่นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ยิ่งไม่คุ้นเคยกับการสัมผัสร่างกายกับคนอื่นเช่นนี้


ขณะกำลังคิดจะผลักเขาออก นางก็เปลี่ยนใจเมื่อรู้สึกถึงหยาดน้ำตาที่หยดลงมาบนคอ และร่างกายที่สั่นเทาของพี่ชาย นัยน์ตาของนางวาวประกายอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง ยื่นมือไปกอดปลอบร่างกายที่ผอมบางของเขา ที่แท้ครอบครัวก็คือคนที่จะห่วงใยกันโดยไร้ข้อแม้ คอยรักคอยดูแล คอยปกป้องคุ้มครองกัน ช่างงดงามเหลือเกิน


“พี่ชาย ข้าไม่ดีเอง ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง” กู้เยี่ยขอโทษจากใจจริง


กู้หมิงคลายอ้อมกอด แล้วเบือนหน้าไปทางอื่น พลางยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาบนหน้าตนเอง ทั้งยังช่วยเช็ดคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังบนหน้าน้องสาว ถามอย่างไม่วางใจว่า “ไม่บาดเจ็บแน่นะ? แล้วเลือดพวกนี้มาจากที่ใด”


“เป็นเลือดของเสือ ตอนข้าเก็บเสือตัวนี้มาได้ ตัวมันยังอุ่นๆ อยู่เลย คงจะเพิ่งตายได้ไม่นาน” กู้เยี่ยไม่ได้กล่าวความเท็จ นางเห็นกับตาตอนที่เจ้าเสือครางลมหายใจสุดท้าย


นายพรานจางก้าวเข้ามาหา ถามไถ่กู้เยี่ยด้วยความเป็นห่วง แล้วจึงก้มลงตรวจดูซากเสือตัวนั้น นานสองนานกว่าเขาจะเงยขึ้นมาใหม่ เขามองกู้เยี่ยและซักถามต่อว่า “แม่หนูน้อย ดวงดีมีโชคไม่ธรรมดาเลยนะ เสือตัวนี้คงจะถูกหมีทำร้ายจนตาย ที่น่าแปลกก็คือ หลังจากหมีฆ่ามันแล้วกลับไม่กัดกิน หนังเสือยังนับว่าสมบูรณ์อยู่เลย”


ท่านอาเก้ากู้โม่มองมาทางกู้เยี่ย “เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าไม่เชื่อฟังอีกแล้วหรือ แอบเข้าไปในป่าลึกมาใช่หรือไม่ เจ้านี่นะ ตัวก็เล็กแค่นี้ ทำไมถึงได้ขวัญกล้านัก เห็นแล้วใช่ไหมว่าในป่านั้นมีเสือ และยังมีหมีที่ฆ่าเสือตัวนี้ได้อีก เจ้าตัวกระเปี๊ยกเดียว ยังไม่พอให้พวกมันกัดเลย”


“ท่านอาเก้าพูดถูก!” กู้หมิงลูบศีรษะน้องสาวอย่างนึกหวาดหวั่น กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “ครั้งนี้น้องโชคดี แต่ต่อไปอย่าคิดว่าจะมีโชคช่วยเช่นนี้อีก”


“อืม ข้าเข้าใจแล้ว” กู้เยี่ยใช้ถ้อยคำที่คิดมาอย่างดีอธิบายว่า “ท่านปู่ห่างบ้านไปสามวัน ข้าอยากไปดูที่ดงหมูป่าว่าหลุมกับดักที่เราวางไว้เสียหายหรือไม่ ข้าไม่ควรแค่โรยผงไล่สัตว์ที่อาจารย์ให้แล้วเข้าป่าไปคนเดียวเลย ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว”


กู้หมิงเห็นน้องสาวท่าทางสำนึกผิดอย่าง ‘จริงใจ’ มีหรือจะใจแข็งตำหนินางต่อได้ เพียงกล่าวปลอบว่า “คงตกใจมากสินะ วันหลังถ้าเจ้าอยากเข้าป่า พี่ชายจะไปกับเจ้าด้วย...”


“ใครก็เข้าไปไม่ได้ทั้งนั้น!” นายพรานจางได้ยินที่กู้หมิงพูดก็รีบร้องขัด สองคิ้วขมวดมุ่นเป็นปม “ผู้อาวุโสเจิ้งให้ยาผงไล่สัตว์แก่พวกเจ้า เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายลงจากเขามาในช่วงฤดูหนาว มิใช่ให้พวกเจ้าไม่กลัวตายคิดจะไปไหนก็ไปเช่นนั้น! ลูกบ้านทั้งหลาย กลับไปเตือนลูกลิงจอมซนของทุกคนด้วย ให้พวกเขาทำตัวเรียบร้อยสักหน่อย ดงหมูป่าอยู่ห่างจากหมู่บ้านเราไปแค่ยี่สิบสามสิบหลี่ ที่นั่นมีเสือและหมี ระยะนี้พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น”


ชาวบ้านฟังแล้วก็พากันพยักหน้ารับคำ ว่าจะกลับไปกำชับลูกๆ ที่บ้านให้ดี จะได้ไม่เกิดเรื่องให้เสียใจภายหลัง


47 บทที่ 47 อ่อนโยนกับเจ้าเท่านั้น

 


กู้โม่จับขาหน้าของซากเสือแล้วออกแรงยกขึ้น ทว่ากลับไม่ขยับเขยื้อนเลย เขามองกู้เยี่ยด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้ามีแรงกำลังเยอะมากจริงๆ เสือตัวนี้อย่างน้อยๆ ก็น่าจะหนักราวสองร้อยชั่ง แต่เจ้าแบกมาจากดงหมูป่าได้”


“ท่านอาเก้า ท่านปู่บอกว่าพวกเราร่างกายกำลังเติบโต จึงมักล่าสัตว์กลับมาทำอาหารให้พวกเรากินบ่อยๆ ข้ากับน้องจึงมีแรงกำลังมากทั้งคู่” กู้หมิงอธิบายแทนน้องสาว


กู้เยี่ยเองก็รีบเสริมอีกประโยค “ตอนนี้พี่ชายสามารถยกโต๊ะหินในลานสวนด้วยมือเดียวได้ด้วย ท่านปู่บอกว่าหน่วยก้านของเขาเหมาะจะฝึกยุทธ์ยิ่ง!”


นายพรานจางตบบ่ากู้หมิง ออกปากชมว่า “ดีแล้ว! ตั้งใจฝึกฝนจากท่านอาห้าให้ดี ภายภาคหน้าจะต้องมีหาทางที่ดีแน่ เจ้าเก้า พวกเราช่วยเด็กๆ ขนซากเสือนี่ลงเขากันเถอะ”


กู้โม่จับขาหน้าของเสือมาผูกกับขาหลัง แล้วทั้งสองคนก็ใช้ด้ามจอบเป็นคานหาม คนหนึ่งอยู่หน้าคนหนึ่งอยู่หลัง เตรียมช่วยกันหาบเสือไปยังบ้านตรงไหล่เขาหลังนั้น


ด้านหลังกลุ่มชาวบ้านพลันมีเสียงหนึ่งดังโพล่งขึ้นมา “สัตว์ในป่า ใครล่ามาก็เป็นของคนนั้น แล้วถ้าเก็บมาได้ล่ะ มิใช่ว่าต้องแบ่งคนในหมู่บ้านด้วยหรอกหรือ”


นายพรานจางหันขวับไปมอง พบว่าคนที่พูดก็คืออู๋ตังกุย เจ้าคนผู้นี้เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่บ้านไม่ดีนัก เก็บค่ารักษาแพงยังไม่ว่า ยังมีภรรยาที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ทุกคนต่างก็ไม่ชอบหน้าเขา


อู๋ตังกุยได้ยินว่ามีเสือมา ให้ผู้ชายวัยฉกรรจ์ทุกคนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน แต่ตัวเขาเองนั้นไม่ค่อยเต็มใจนัก จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้นว่า หากใครไม่มาร่วมแรงก็ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านเสีย อู๋ตังกุยถึงได้เดินอ้อยอิ่งมาถึงเป็นพวกสุดท้าย... ออกปราบเสือหากไม่รู้จักกระตือรือร้น ก็ต้องหวังให้คนรอบข้างกระตือรือร้นสุดๆ


“ท่านหมออู๋ หากท่านพูดเช่นนี้ ของป่าทั้งเห็ด ฟืน พืชผักสัตว์น้อยใหญ่ต่างๆ ที่ทุกคน ‘เก็บ’ จากป่า ก็ล้วนต้องแบ่งให้ท่านส่วนหนึ่งจึงจะยุติธรรมหรือ?” ตอนที่พูดคำว่า ‘เก็บ’ กู้เยี่ยจงใจแค่นเสียงเหยียด


เสือตัวนี้ หากเปลี่ยนเป็นบ้านอื่น อู๋ตังกุยคงไม่เอ่ยปากอันใด แต่เพราะหลายวันก่อนเขานำโสมป่าที่ดูแลรักษาประหนึ่งสมบัติล้ำค่าไปกราบปราชญ์โอสถหวังฝากตัวเป็นศิษย์ แต่กลับถูกอีกฝ่ายใช้สายตาเหยียดหยันปฏิเสธกลับมา อู๋ตังกุยรู้สึกอับอายขายหน้า จึงพาลเกลียดปราชญ์โอสถ กู้เยี่ยซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่ายย่อมต้องถูกเขาอิจฉาริษยาเป็นธรรมดา


เวลานี้กู้เซียวผู้ซึ่งผู้ใหญ่บ้านและประมุขสกุลกู้เกรงอกเกรงใจไม่อยู่บ้าน เป็นโอกาสให้เขาบีบลูกพลับนิ่ม1 กล่าวท้วงติงเรื่องนี้ เขาคิดเอาเองว่าชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจะทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เขาพูดค้าน เช่นนั้นเขาอาจได้ส่วนแบ่งเป็นกระดูกเสือ หรือตัวเดียวอันเดียวของเสือมาบ้าง ของพวกนี้ล้วนมีค่าราคาแพงมากเชียวนะ


ทว่า พอกู้เยี่ยตอกกลับมาเช่นนี้ ทุกคนต่างก็มองเขาด้วยสายตาประณามหยามเหยียด


หลี่ฮ่าวกล่าวอย่างไม่หลบซ่อนน้ำเสียงดูแคลน “ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านกับภรรยาก็จะสามารถไม่ต้องทำงานทำการ คอยแต่จะมาแบ่งปันเอาของที่คนอื่นลำบากหามาไป ท่านนี่ช่างคิดดีเหลือเกินจริงๆ!”


“ของตั้งมากมายในป่าในเขาล้วนไม่มีเจ้าของ ใครเก็บมาก็ย่อมต้องเป็นของคนผู้นั้น ท่านหมออู๋ หากท่านมีปัญญาเก็บเสือกลับมาได้ พวกเราก็ไม่มีใครคิดละโมบอยากได้เป็นของตัวเองหรอก!” นายพรานจางจ้องเขาด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะหาบเสือเดินไป


ชาวบ้านวัยหนุ่มแน่นคนหนึ่งหัวเราะคิกคักพูดกับอู๋ตังกุย “ท่านหมออู๋ หลายปีก่อนท่านขุดโสมร้อยปีมาได้หัวหนึ่ง คงจะขายได้เงินไม่น้อยกระมัง นำมาแบ่งให้พวกเราพี่น้องใช้สักสองสามตำลึงได้หรือไม่”


“ข้าเหนื่อยยากกว่าจะขุดโสมนั่นมาได้ เหตุใดต้องแบ่งให้เจ้า!” อู๋ตังกุยโมโหจนหน้าแดงคอเกร็ง หากไม่เพราะดูแล้วว่าสู้อีกฝ่ายไม่ได้ เขาคงเอาเรื่องไปนานแล้ว


ชาวบ้านด้านข้างอู๋ตังกุยหัวเราะลั่น “เช่นนั้นเหตุใดกู้เยี่ยเอ๋อร์จะต้องแบ่งเสือที่ตัวเองเหนื่อยยากแบกลงมาจากเขาให้เจ้าด้วย”


อู๋ตังกุยหงุดหงิดโมโหไม่มีที่ระบาย รีบเดินฮึดฮัดกลับบ้านทันที เมื่อถึงบ้าน เห็นภรรยาตนทิ้งกระทะทิ้งเตาให้เย็นเยียบ ไม่รู้ว่าไปเตร็ดเตร่ที่ไหนตั้งแต่เช้า ก็ยิ่งโกรธจนอัดอั้น พาลหาเรื่องทุบตีอู๋ต้าเหนียง


 


นายพรานจางกับกู้โม่แบกเสือกลับมาที่บ้านกู้เยี่ย ทั้งช่วยถลกหนัง นายพรานจางบอกว่าให้รอหลังจากหนังตากจนแห้งแล้ว เขาจะมาช่วยฟอกหนังให้ ฝีมือในการฟอกหนังสัตว์ของเขาก็เรียนมาจากกู้เซียวนั่นเอง


ปราชญ์โอสถยืนลูบเคราอยู่ข้างๆ มองดูซากเสือตัวใหญ่ยักษ์ตัวนี้ เมื่อรู้ว่ากู้เยี่ยเป็นคนเก็บกลับมา ขาก็เพียงยักคิ้ว ท่าทางนิ่งเฉย ต่อให้เป็นเสือที่นางล่ามาเองกับมือ เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด ศิษย์รักของเขาคนนี้มีฝีมือเก่งกาจอยู่แล้ว!


กว่านายพรานจางจะช่วยจัดการต่างๆ เรียบร้อย ก็ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว ในฤดูหนาวครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนกินอาหารเพียงวันละสองมื้อ โดยทั่วไปจะกินมื้อเย็นช่วงกลางยามเซิน


กู้เยี่ยเห็นท่านลุงจางและอาเก้ามาช่วยงานพวกตนครึ่งค่อนวัน มิอาจให้คนกลับไปมือเปล่าได้ หนังเสือและกระดูกเสือเป็นของที่มีประโยชน์กับนาง ไม่อาจตัดใจมอบให้ได้... แต่เนื้อเสือเล่า ไม่รู้ว่ากินได้หรือเปล่า


นางครุ่นคิดก่อนหันไปมองทางอาจารย์ “ท่านอาจารย์ เนื้อเสือนี่กินได้หรือไม่”


“ทำไมจะกินไม่ได้ล่ะ” ปราชญ์โอสถหวนนึกถึงครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองเนื้อเสือเมื่อหลายปีก่อน แล้วก็ทำปากแจ่บๆ “เนื้อเสือถือเป็นของชั้นดีมีฤทธิ์อุ่น บำรุงร่างกาย ถ้าหากได้คนที่รู้จักทำครัวปรุงรสเป็น ไม่ว่าทำออกมาเป็นอะไรก็อร่อยถูกปากยิ่งนัก”


กู้เยี่ยได้ยินเช่นนั้นก็วางใจ หั่นแบ่งเนื้อเสือให้นายพรานจางและท่านอาเก้าไปคนละสิบชั่ง ให้พวกเขานำกลับไปชิมรสชาติที่บ้าน นายพรานจางและกู้โม่ปฏิเสธไม่ได้ จำต้องรับไป ในสายตาของพวกเขาทั้งสอง กู้เยี่ยนับเป็นเด็กที่โอบอ้อมอารีมีน้ำใจยิ่งนัก


กู้เยี่ยยังแบ่งเนื้อเสือออกเป็นห้าส่วน ส่วนละสิบชั่ง อาศัยช่วงกลางคืนมืดๆ นำไปให้ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ท่านปู่ประมุขสกุล และผู้อาวุโสของสกุลอีกสามคน ระหว่างทางกลับบ้าน ต้องผ่านบ้านเดิมของตนเอง นางไม่แม้แต่จะหันมอง เพียงเดินดุ่มๆ ผ่านไปเท่านั้น สำหรับนางแล้ว มีเพียงพี่ชายและท่านปู่เท่านั้นที่นับเป็นครอบครัวที่แท้จริง


เสือตัวนี้ พอถลกหนังและเอาเครื่องในออก ก็มีส่วนเนื้อหนักถึงร้อยหกสิบกว่าชั่ง หักส่วนที่แจกจ่ายให้ผู้อื่นไปเจ็ดสิบชั่ง ก็ยังเหลืออีกเก้าสิบกว่าชั่งเลยทีเดียว ในยุคสมัยนี้ไม่มีตู้แช่แข็ง แล้วจะเก็บอย่างไรไม่ให้เนื้อเน่าไปเสียก่อนเล่า แม้ว่าในห้วงมิติของนางจะสามารถคงสภาพของให้สดใหม่ได้ แต่เมื่ออยู่ในสายตาของอาจารย์และพี่ชาย หากเห็นว่าเนื้อเสือหายไป นางก็ยากจะหาข้ออ้างกลบเกลื่อนได้ทุกวัน


ดูเหมือนสวรรค์จะรับรู้ได้ว่านางต้องลำบากยากเย็น ยามกลางคืนดึกสงัดจึงพร่างพรมหิมะขาวดุจขนห่านโปรยปรายลงมา พอตื่นเช้าในวันรุ่งขึ้น ในลานสวนก็มีหิมะทับถมสูงถึงครึ่งน่อง หิมะยังแทรกซึมลงไปถึงใต้ดิน ยามที่ลมเหนือโชยพัดก็พาไอหนาวมาบีบคั้นผู้คน แต่เนื้อเสือซึ่งแขวนอยู่ใต้ชายคาถูกแช่จนแข็งโป๊ก นางจึงไม่ต้องห่วงว่าเนื้อจะเน่าบูดอีก


 


ปราชญ์โอสถและสองพี่น้องกู้หมิงกู้เยี่ยนั่งอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆ ตอนที่ล้อมวงกินหม้อไฟเนื้อเสือหอมฉุยบนเตาอั้งโล่ใบเล็ก จู่ๆ กู้หมิงก็เอ่ยขึ้นอย่างนึกห่วงท่านปู่ผู้รอนแรมขึ้นเหนือไปไกล “ไม่รู้ว่าท่านปู่ไปถึงที่หมายแล้วหรือยัง จะถูกหิมะกั้นขวางระหว่างทางหรือไม่”


กู้เยี่ยคีบเนื้อเสือแผ่นบางๆ ลงไปลวกในหม้อ ก่อนจะส่งเข้าปากตนเอง ดวงตาหยีพริ้มพอใจ ราวกับแมวน้อยเกียจคร้านตัวหนึ่ง เมื่อได้ยินคำถามนี้ นางก็ครุ่นคิดอย่างจริงจัง “ท่านปู่บอกว่า ใช้เวลาอย่างมากห้าวันก็ถึงด่านจวิ้นหลาง ท่านปู่ร้อนใจอยากนำยาไปส่งให้เจ้านายเก่าโดยไว คงจะลงแส้ควบม้าไปตลอดทางแน่ เวลานี้น่าจะถึงแล้ว พี่ชาย ท่านวางใจเถอะ ข้าให้ท่านปู่สวมเสื้อกั๊กหนังกระต่ายและหุ้มเข่าไว้ด้วย คงจะไม่หนาวมากหรอก”


“ข้าควรไปกับท่านปู่ด้วย อย่างน้อยจะได้ช่วยดูแลระหว่างทาง” กู้หมิงถอนหายใจเหมือนผู้ใหญ่ เนื้อวัวหอมอร่อยในปากพลันจืดชืดไร้รสชาติราวกับเคี้ยวเทียนไข


กูเยี่ยกล่าวกระแนะกระแหนอย่างไม่เกรงใจ “พาท่านไปด้วย? ท่านปู่จะได้ห่วงทั้งเรื่องเร่งเดินทาง ทั้งเรื่องคอยคุ้มครองท่านพอดี ยิ่งถ่วงเวลาเข้าไปใหญ่! ถ้ามีเวลาทำตัวเป็นคนแคว้นฉี่กลัวฟ้าถล่ม2 สู้กินข้าวเสร็จแล้วไปกวาดหิมะบนลานสวนไม่ดีกว่าหรือ”


ใช่ว่ากู้เยี่ยจะไม่ห่วงท่านปู่ แต่นางเชื่อมั่นในตัวกู้เซียวอย่างเต็มเปี่ยม ท่านปู่เล่าว่าเขาเคยประจำการที่แถบเหนือสิบกว่าปี หิมะแค่นี้สำหรับเขาไม่นับว่าเป็นอะไรเลย เพียงแต่ ไม่รู้ว่าหิมะครั้งนี้จะหยุดลงเมื่อไร จะส่งผลต่อการกลับมาของท่านปู่หรือไม่


 


ขณะที่คนสามคนกินหม้อไฟอยู่ในบ้านชนบทบนไหล่เขา หลิงเจวี๋ยเฉินที่เมืองหลวงของแคว้นเหยียนก็กำลังคลี่อ่านแถบกระดาษในมือ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทันใด ดวงตาเปี่ยมประกายคู่นั้นช่างดูละมุนละไมเหลือเกิน


องครักษ์ลับที่รับหน้าที่คุ้มกันเขาในวันนี้ก็คืออิ่นป๋าซึ่งเพิ่งกลับมาจากเขาชางหมั่ง เมื่อเห็นท่านเจ้าตำหนักมีสีหน้าท่าทีแตกต่างจากยามปกติราวกับคนละคน เขาก็รู้สึกแปลกประหลาดใจอย่างยิ่ง... ที่แท้เจ้านายก็มีใบหน้าที่อบอุ่นอ่อนโยนเช่นกัน ไม่รู้ว่าผู้เฒ่าปราชญ์โอสถเขียนอะไรมาในจดหมาย ถึงทำให้ท่านประมุขอิ่มเอมใจเช่นนี้


เมื่อคิดถึงปราชญ์โอสถที่เวลานี้พักอยู่กับแม่นางน้อยในหมู่บ้านชิงซาน สีหน้าอิ่นป๋าก็ยิ่งระรื่น... เจ้านายคงจะมิได้เป็นโรคลุ่มหลงเด็กกระมัง ไม่ถูกสิ ในเมืองหลวงก็มีเด็กน้อยที่จิ้มลิ้ม มีน้ำมีนวล และสดใสร่าเริงกว่าตั้งมากมาย เจ้านายยังไม่เห็นกระไรเลย ทำไมถึงได้ต้องตาต้องใจแม่นางน้อยบ้านนาร่างกายผ่ายผอมบนเขาชางหมั่งเล่า


“หึๆ...”


สิ่งที่ทำให้อิ่นป๋าตระหนกตกใจยิ่งกว่าก็คือ... เจ้านาย...ถึงกับ...หัวเราะ! เจ้านายผู้ถูกขนานนามว่า ‘ธาราน้ำแข็งหมื่นปี’ ก็มีเวลา ‘วสันต์อุ่นบุปผาผลิบาน’ กับเขาด้วย


หลิงเจวี๋ยเฉินอ่านข้อความสั้นๆ บนกระดาษซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้ว่ากี่รอบต่อกี่รอบ คล้ายกับว่าแต่ละตัวอักษรได้ปลุกภาพเงาร่างที่สดใสมีชีวิตชีวาในความทรงจำของเขาขึ้นมา เขาพึมพำออกมาว่า “สาวน้อยผู้นั้นช่างเลือกกินไม่เคยเปลี่ยน”


เมื่อชาติภพก่อน ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด สาวน้อยผู้นั้นกิน ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ยังเหมือนกินยาพิษ คีบเส้นเข้าปากแต่ละทีเป็นต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้า ท่าทางเช่นนั้นต่อให้ผ่านไปกี่ปี เขาก็ยังจำได้เต็มตาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น นับแต่นั้นมา เขามักนำขนมปัง เค้ก และช็อกโกแล็ตที่เก็บรวบรวมมาได้ไปให้สาวน้อยผู้นั้น เพราะถ้าเป็นของหวาน สาวน้อยจะไม่ปฏิเสธเลยทีเดียว


พอคิดถึงตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติ ได้กินแต่แป้งปิ่งธัญพืชแข็งๆ ดื่มโจ๊กธัญพืชหยาบๆ กับข้าวมีเพียงผักที่ผัดกับน้ำเปล่า... ไม่รู้ว่าสาวน้อยจะใช้ชีวิตกินอยู่ได้อย่างไร ในห้วงมิติของนาง นอกจากพืชสมุนไพร วัตถุดิบ และอุปกรณ์ที่ใช้ทดลองยา ก็มีแต่ของจิปาถะที่เก็บสะสมไว้ในช่วงแรกบางส่วน คงจะไม่มีของที่กินได้แน่ ยามที่เขาไม่ได้เฝ้าดู แม่สาวน้อยก็มักจะไม่ค่อยดูแลตัวเองนัก


“ป๋า” แววตาหลิงเจวี๋ยเฉินวาวประกายห่วงหขึ้นแวบหนึ่ง เขาเรียกองครักษ์ลับซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืด


“อ๊ะ?” อิ่นป๋ากำลังคิดอกุศลเรื่องเจ้านายลุ่มหลงเด็ก คิดไม่ถึงว่าจะถูกเรียกกะทันหันเช่นนี้ จึงถลาออกมาจากที่ซ่อน หน้าตาเลิ่กลั่ก “เอ่อ... ท่านประมุข มีคำสั่งอันใดหรือ”


หลิงเจวี๋ยเฉินปรายตามองมาอย่างเย็นชา จนเกือบทำให้อิ่นป๋ากลายเป็นแท่งน้ำแข็ง... เจ้านายก็ยังคงเป็นเจ้านายคนเก่า เมื่อครู่ตนคงตาฝาดมองผิดไป หลงคิดว่าท่านเจ้าตำหนักทำสีหน้าอ่อนโยนละมุนละไม


กับบริวารที่มีนิสัยออกนอกลู่นอกทางผู้นี้ หลิงเจวี๋ยเฉินคร้านจะตำหนิติเตียนแล้ว เขาเพียงสั่งความเสียงเยียบเย็นสองสามประโยค แต่สุดท้ายก็กำชับกล่าวอย่างไม่วางใจ “เรื่องนี้เจ้าต้องจัดการให้เรียบร้อยประหนึ่งเสื้อสวรรค์ไร้ตะเข็บ3 ไม่เช่นนั้น... ข้าก็พร้อมจะเปลี่ยนคนที่มาเป็นสี่ยอดองครักษ์ลับ...”


อิ่นป๋ารีบเอาตำแหน่งของตนรับประกัน ว่าจะทุ่มกำลังความสามารถทั้งหมดจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย... ล้อเล่นแล้ว เขาเป็นถึงหนึ่งในสี่ยอดองครักษ์ลับที่ติดตามข้างกายท่านเจ้าตำหนัก ทุ่มเทแรงกายไปมากมายถึงเพียงนั้น ย่อมไม่ยอมให้ความพยายามทุกอย่างก่อนหน้านี้ต้องสูญเปล่าเพียงเพราะเรื่องเล็กๆ แค่นี้แน่


1 ลูกพลับนิ่มคือผลที่สุกแล้ว จะมีรสชาติหวานเป็นพิเศษ ชาวจีนใช้เป็นสำนวนอุปมาถึงคนที่อ่อนแอ ไม่กล้าสู้คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อให้คนอื่นหาประโยชน์เอาได้ง่ายๆ


2 คนแคว้นฉี่กลัวฟ้าถล่ม เป็นสำนวนจีน มีที่มาจากตำนานว่า แคว้นฉี่มีชายคนหนึ่ง วันๆ กลัวแต่ฟ้าจะถล่มลงมาจนไม่เป็นอันกินอันนอน จึงใช้หมายถึงคนที่ตีตนไปก่อนไข้ หรือวิตกกังวลโดยไม่มีเหตุผล


3 เสื้อสวรรค์ไร้ตำเข็บ เป็นสำนวน หมายถึงวางแผนและกระทำการอย่างรอบคอบ ไม่มีช่องโหว่ และไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามเจอ


48 บทที่ 48 เตรียมของรับปีใหม่ไว้ล่วงหน้า

 


กู้เยี่ยล้างเศษเนื้อและเส้นเอ็นบนกระดูกเสือออกให้สะอาดตามคำชี้แนะของอาจารย์ หลังจากนั้นก็นำมาตากแดดจนแห้ง เวลาที่ต้องการใช้ก็เคาะออกมาชิ้นหนึ่งมาก็ได้แล้ว


ปราชญ์โอสถใช้โอกาสนี้สอนบทเรียนให้แก่ศิษย์ “วิธีปรุงกระดูกเสือมีมากมายหลายหลาก ที่มักทำกันทั่วไป เช่น กระดูกเสือเจียวน้ำมัน กระดูกเสือชุบน้ำส้ม และกระดูกเสือคั่วทราย กระดูกเสือเจียวน้ำมันคือการใช้น้ำมันงาทาให้ชุ่มแล้วนำลงทอดให้กรอบเป็นอันใช้ได้ กระดูกเสือชุบน้ำส้มจะนำกระดูกเสือลงไปผัดพร้อมกับทรายจนเหลือง แล้วก็นำไปจุ่มในน้ำส้มหมักทันที พอกระดูกเสือหายร้อนก็จะนำไปตากแห้ง ส่วนกระดูกเสือคั่วทรายนั้น คือการคั่วทรายให้ร้อนก่อน ค่อยนำกระดูกเสือไปผัดคั่วในทรายจนเหลือง แล้วนำมาแช่ในน้ำส้มหมัก เมื่อได้ที่จึงตัดขึ้นมาอบให้แห้ง...”


“เช่นนั้นสรรพคุณยามีความแตกต่างกันหรือไม่” กู้เยี่ยซักถาม


ปราชญ์โอสถมองนางแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ย่อมต้องแตกต่าง กระดูกเสือเจียวน้ำมันช้รักษาอาการเจ็บปวดกระดูกหน้าแข้งได้ดีเยี่ยม กระดูกเสือชุบน้ำส้มมีสรรพคุณโดดเด่นในการแก้อาการบาดเจ็บกระดูกและกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลัน กระดูกเสือคั่วทรายโดยทั่วไปใช้...”


อาจารย์และศิษย์ คนหนึ่งก็สอนวิชาอย่างจริงจัง อีกคนก็เรียนรู้อย่างตั้งใจ ฝ่ายกู้หมิงกำลังกวาดหิมะภายในลานสวน พยายามเคลื่อนไหวอย่างเบาไม้เบามือ เพราะเกรงว่าจะรบกวนพวกเขาทั้งสอง


 


หิมะตกลงไม่นาน หลังจากนั้นเพียงสองสามวันท้องฟ้าก็สว่างใสอย่างยากจะพบเจอ สามวันให้หลังหิมะที่ทับถมก็ละลายไปจนหมด ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงซานเริ่มทยอยออกมาจับจ่ายใช้สอยเตรียมของรับปีใหม่ แม้ว่าจะมีเวลาอีกเกือบสองเดือนกว่าจะถึงวันตรุษก็ตาม


คืนวันก่อน กู้ลี่เอ๋อร์มาเคาะประตูบ้านกู้เยี่ย “เยี่ยเอ๋อร์น้อย แม่ข้าให้มาถามเจ้า ว่าพรุ่งนี้จะไปตำบลเตรียมของปีใหม่หรือไม่ ถ้าเจ้าไป เราสองบ้านจะได้ไปด้วยกัน”


“พี่ลี่ ปีใหม่ยังอีกตั้งนานไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงได้รีบร้อนซื้อของกันเช่นนี้ล่ะ” กู้เยี่ยไม่เข้าใจอย่างยิ่ง


กู้ลี่เอ๋อร์พ่นไอร้อนใส่มือของตนเองไล่ความหนาว แล้วจึงถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งบนเตียงเตา ยิ้มพูดว่า “พอเข้าช่วงกลางฤดูหนาว หิมะก็จะตกนานและหนักขึ้น บางคราวหิมะครั้งหนึ่งตกติดต่อกันตั้งครึ่งเดือน คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนเคยผ่านความยากลำบากเช่นนี้มาแล้ว ดังนั้นถึงได้อาศัยช่วงที่อากาศดีๆ รีบเตรียมของรับปีใหม่แต่เนิ่นๆ ไม่เช่นนั้นพอถึงวันคืนข้ามปีอาจไม่มีเกี๊ยวให้กินเลยสักชาม”


“อ๋อ เป็นเช่นนี้เอง! พอดีเลย ข้าเก็บตุนยาสมุนไพรที่ปรุงไว้ได้สองกระบุงแล้ว พรุ่งนี้ตามพวกท่านไปแลกเงินที่ตำบลด้วยดีกว่า จะได้เตรียมของรับปีใหม่” หลายวันนี้กู้หมิงคอยจับตามอง กู้เยี่ยจึงไม่อาจแอบเข้าป่าขึ้นเขาได้ นางกำลังนึกเบื่อๆ ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะได้ครึกครื้นครั้งนี้แน่


กู้ลี่เอ๋อร์เอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดีเลย พรุ่งนี้ต้นยามเหม่า1 พวกเราไปเจอกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน คืนนี้รีบพักผ่อนไวๆ ระวังพรุ่งนี้จะตื่นไม่ทันนะ”


หลังจากกู้ลี่เอ๋อร์กลับไป กู้เยี่ยก็เข้าไปในห้องของปราชญ์โอสถ บอกเขาว่า “ท่านอาจารย์ พรุ่งนี้ข้าจะไปที่ตำบล ท่านจะไปด้วยหรือไม่”


“อาจารย์ของเจ้ากระดูกกระเดี้ยวแขนขามิใช่หนุ่มๆ แล้ว เดินทางบนเขาร้อยกว่าหลี่คงเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ข้าไม่ไปหรอก” ปราชญ์โอสถเกรงว่าหากคนอื่นจำเขาได้ จะนำพาความยุ่งยากที่ไม่เป็นเรื่องมาสู่ตน


“ก็ได้ ข้าจะเอาขนมที่ท่านชอบที่สุดกลับมาฝาก” ขนมที่คุณชายใหญ่สกุลติงให้มาเมื่อครั้งก่อน ส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ในท้องของปราชญ์โอสถ กู้เยี่ยถึงได้รู้ว่า ที่แท้อาจารย์ก็ชอบกินของหวานเช่นเดียวกับนาง


ปราชญ์โอสถกล่าวอย่างเฉยเมย “ขนมของในตำบลเหล่านั้น ที่จริงก็รสชาติธรรมดา หากเป็นแปดยอดขนม2ของร้านอู่เว่ยไจ (เรือนห้ารส) จึงจะเรียกว่า ‘สิ่งตรึงใจ3’ ขนานแท้ ภายหน้าหากมีโอกาส อาจารย์จะเลี้ยงเจ้าให้ได้ชิมสักครั้ง รับรองว่าเจ้าจะลืมไม่ลงเลยเชียวล่ะ”


เมื่อพูดถึงเรื่องของกิน ดวงตาของกู้เยี่ยก็วาวประกาย... เมืองหลวงจะต้องเป็นที่ที่เจริญรุ่งเรืองมากแน่ ร้านอาหารหอสุราของที่นั่นคงจะมีอาหารอร่อยชั้นเลิศอยู่ไม่น้อย ดูท่าตนจะต้องเร่งเก็บเงินให้ได้โดยไวแล้ว จะได้ไปปักหลักที่เมืองหลวง และลิ้มลองอาหารเลิศรสเร็วๆ


 


วันรุ่งขึ้น กู้เยี่ยและพี่ชายตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางทำแป้งปิ่งทอดต้นหอมเตรียมเป็นเสบียงระหว่างเดินทางไว้ไม่น้อย เพราะจากหมู่บ้านไปถึงตัวตำบลต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงสองวัน


ท่านอาจารย์ทำอาหารไม่เป็น กู้เยี่ยจึงขอให้ป้าสะใภ้จาง หรือก็คือภรรยาของนายพรานจางมาช่วยทำอาหารหลายวันนี้ให้ ตอนที่พวกนางจะออกเดินทางไปก็ยังไม่วางใจ กำชับกับปราชญ์โอสถว่าอย่าลืมเติมฟืนใต้เตียงเตา ตอนกลางคืนจะได้ไม่ต้องนอนหนาว


ปราชญ์โอสถเห็นท่าทางลูกศิษย์เหมือนแม่บ้านดูแลเรือนตัวน้อย ก็ทั้งรู้สึกซาบซึ้งและขำขัน พูดเสียงดุๆ ว่า “เอาน่า ข้ารู้แล้ว! ข้าอายุเจ็ดสิบแล้วนะ จะดูแลตัวเองไม่เป็นได้รึ? รีบไปเถอะ อย่าให้คนอื่นต้องคอยพวกเจ้า”


สองพี่น้องแบกกระบุงใหญ่ขึ้นหลังกันคนละใบ ภายในบรรจุยาสมุนไพรปรุงไปจนเต็ม ตัวของเด็กทั้งคู่ไม่นับว่าสูงนัก เมื่อมองจากด้านหลังจึงดูเหมือนกระบุงใหญ่สองใบมีขาเดินได้


เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน อาเก้า อาสะใภ้เก้า และพี่ลี่ ยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว นอกจากพวกเขายังมีชาวบ้านอีกสิบกว่าคน ครอบครัวอู๋ตังกุยสองคน และกู้เฉียวกับภรรยาก็รวมอยู่ในนั้นด้วย


กู้หมิงกับกู้เยี่ยทักทายท่านลุงท่านอาแต่ละคน แม้แต่กับกู้เฉียวก็ไม่ได้ละเลย เพียงแต่กู้เยี่ยไม่ได้มองหน้าครอบครัวอู๋ตังกุยกับหลิวซื่อตรงๆ คนที่ดีกับนาง นางย่อมปฏิบัติดีด้วย ส่วนคนที่เคยกลั่นแกล้งนาง นางจะจำฝังใจและหาโอกาสเอาคืนเป็นสิบเท่า


“พี่ชาย” เสี่ยวจ้วงอยู่บนหลังกู้เฉียว ขยี้ตาที่ยังสะลึมสะลือ พอเห็นกระบุงบนหลังกู้หมิงก็คลี่ยิ้มประจบออดอ้อน “ท่านแม่บอกว่า ของในกระบุงของท่านขายได้เงินเยอะ พี่ชาย เสี่ยวจ้วงอยากกินแป้งนึ่งน้ำตาลขาว ยังมีปิ่งอบหอมๆ ด้วย แล้วก็อยากกินเนื้อ...”


กู้หมิงตวัดสายตาไปทางหลิวซื่อ ก่อนจะยิ้มพูดกับเสี่ยวจ้วง “เจ้าอยากกินแป้งนึ่งน้ำตาลขาว ก็ให้อาสะใภ้เจ็ดซื้อให้สิ ตอนนี้ท่านอาเจ็ดมีลูกชายแค่คนเดียวแล้ว เขาทำให้คนอื่นเสียใจแล้ว ยังจะทำให้เจ้าเสียใจด้วยอีกหรือ?”


“ข้าอยากให้ท่านซื้อให้! ท่านแม่บอกว่า ท่านกับ ‘ของจ่ายชดเชย’ นั่นเป็นหมาป่านัยน์ตาขาว หาเงินได้ตั้งมากแต่ไม่ให้พ่อตัวเองใช้ กลับไปเลี้ยงดูตาแก่ตายยาก...” เสี่ยวจ้วงเลียนแบบท่าทางออกคำสั่งวางอำนาจของหลิวซื่อมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน พูดจาสกปรกไม่น่าฟังออกมาเต็มปาก


กู้เฉียวเห็นสายตาดูแคลนของบรรดาเพื่อนบ้าน ใบหน้าก็ร้อนผ่าว รีบปิดปากลูกชายคนเล็ก และตะคอกด่าหลิวซื่อ “เจ้าดูซิ สอนอะไรลูกให้เป็นแบบนี้ คอยดูเถอะกลับไปข้าจะจัดการเจ้าอย่างไรบ้าง”


หลายวันมานี้เขาใช้ชีวิตด้วยใจที่ไม่เป็นสุข แค่หลิวซื่อทำอะไรขัดใจเขาเพียงเล็กน้อย ก็ลงไม้ลงมือใส่นางแล้ว หลิวซื่อถูกเขาทุบตีจนแค่ได้ยินเขาขู่ก็ไหล่ห่อคอหด ไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว


“นี่แหละนะ มีภรรยาเช่นไร ก็จะได้ลูกเช่นนั้น ระวังไว้เถอะ วันหน้ากรรมจะตามสนอง คนเรามีวันแก่ตัว ไม่รู้หรอกว่า อีกหน่อยพวกท่านจะถึงคราวได้กลายเป็น ‘ตาแก่ยายแก่ตายยาก’ เสียเองหรือเปล่า” กู้เยี่ยทำหน้าดุ แววตาที่ทองหลิวซื่อเฉียบคมเสียจนชวนให้คนสะดุ้งผวา


เด็กน้อยอายุยังไม่ถึงสี่ขวบจะไปเข้าใจอะไร คำพูดเหล่านี้จะต้องมีผู้ใหญ่คอนเสี้ยมสอนแน่ หลายวันมานี้หลิวซื่อคงจะด่าทอพวกตนลับหลังไม่ได้หยุดได้หย่อนเลยกระมัง


กู้เฉียวได้ยินคำพูดของกู้เยี่ย ในใจก็พลันเหน็บหนาว เขาทำผิดกับลูกชายคนโตจนถูกตัดเยื่อใย เขาจะให้ลูกชายคนเล็กย่อยยับคามือของภรรยาอีกไม่ได้ เขาตัดสินใจแล้ว หลังจากกลับจากตำบลคราวนี้ จะต้องให้ลูกชายคนเล็กอยู่ติดตัวเพื่อสอนสั่งด้วยตนเอง


 


คนกลุ่มหนึ่งเดินทางภายใต้แสงจันทร์สลัว


กู้โม่เห็นว่ากู้เยี่ยแบกกระบุงใบใหญ่เช่นนั้น เวลาก้าวขา ก้นกระบุงจะกระทบน่องของนางทุกครั้ง จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “เยี่ยเอ๋อร์น้อย ส่งกระบุงมาให้ข้าเถอะ เจ้าแบกของข้าไปแทน” ในกระบุงของของเขามีแต่ถุงผ้าว่างเปล่าไม่กี่ใบ


กู้เยี่ยส่ายหน้าปฎิเสธ “ไม่เป็นไรจ้ะ ท่านอาเก้า ข้าแบกไหว”


ลุงท่านหนึ่งในสกุลก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน “ไปตำบลต้องเดินทางสองวันเต็มๆ เลยนะ ถึงเจ้าจะมีพละกำลังมาก ก็อาจจะหมดแรงได้เหมือนกัน เอาแบบนี้เถอะ ยาสมุนไพรที่พวกเจ้าแบก พวกเราแบ่งไปช่วยแบกกันคนละถึง พวกเจ้าสองพี่น้องยังเด็ก อย่าได้หักโหมจนร่างกายบาดเจ็บเลย”


ชาวบ้านคนอื่นๆ อีกสี่ห้าคนที่เคยมาช่วยสร้างบ้านต่างประทับใจในความใจกว้างของกู้เซียว จึงพากันยินดีช่วยเหลือ


สองพี่น้องไม่อาจปฏิเสธน้ำใจที่พวกชาวบ้านมอบให้ ได้แต่ส่งสมุนไพรในกระบุงที่แบ่งใส่ถุงผ้ามาอย่างดีแล้วไปไว้ในกระบุงของพวกเขาคนละถุงสองถุง ตอนเดินทางทั้งสองก็ไม่ต้องแบกของหนักมากแล้ว


กู้เยี่ยและกู้หมิงเดินตามขบวนกลุ่มคนในหมู่บ้านด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ลัดเลาะไปตามทางบนเขาเช่นนี้หนึ่งวันเต็มๆ ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิท ก็มาถึงลานหินใหญ่


ลานหินใหญ่แห่งนี้มีกำแพงสูงถึงเกือบหนึ่งจั้ง เมื่อเข้าสู่ลานหินใหญ่ ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กก็ต้องจ่ายค่าเข้าพักครั้งละหนึ่งเหวินเหมือนกัน ภายในนอกจากจะมีกระท่อมหญ้าที่ผนังสี่ด้านมีร่องรูให้ลมแทรกผ่านแล้ว ก็ยังมีบ้านดินหลังคามุงจากขนาดห้าห้องอีกหลังหนึ่ง ในบ้านดินนั้นมีเตียงเตาให้ความอบอุ่นด้วย คนที่จะพักในบ้านดินได้ต้องจ่ายเพิ่มคนละสิบเหวิน ทว่าไม่เก็บเงินเด็กที่อายุไม่ถึงห้าขวบ


เงินสิบเหวิน สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้วใช้เป็นค่าข้าวของครอบครัวหนึ่งได้หนึ่งวันเลย ต่อให้เป็นวันที่อากาศหนาวที่สุด คนที่จะยอมจ่ายเงินเข้าไปนอนในบ้านดินก็มีไม่เยอะ ช่วงจับจ่ายซื้อของก่อนเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ ในกระท่อมหญ้ามีคนเข้าพักเต็มแน่น แต่บ้านดินขนาดห้าห้องที่มีเตียงเตาอุ่นๆ กลับยังมีที่ว่างเหลืออีกมาก


 


พวกชาวบ้านจากหมู่บ้านชิงซานกระชับเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มตัว เบียดกันอยู่มุมหนึ่งในกระท่อมหญ้า เตรียมรับมือกับความหนาวยามค่ำคืนเช่นนี้ ทว่า กู้โม่กับภรรยาของเขาไม่อยากให้บุตรสาวของพวกตนต้องทนหนาว และไม่สนใจเสียงคัดค้านของกู้ลี่เอ๋อร์ ยอมกัดฟันนับเหรียญทองแดงสิบเหวินจ่ายแก่เจ้าของลานหินใหญ่ไป


“น้อง เจ้าก็เข้าไปนอนในบ้านดินกับพี่ลี่เถอะ ข้านอนซุกตัวอยู่กับท่านอาเก้าและอาสะใภ้เก้าได้” กู้หมิงเห็นน้องสาวนับเหรียญออกมายี่สิบเหวิน ก็เอ่ยปรามนางอย่างนึกเสียดาย เงินสิบเหวินสามารถซื้อปิ่งอบได้ตั้งห้าก้อน ซื้อเนื้อหมูได้เกือบครึ่งชั่งเลย


กู้เยี่ยชักสีหน้า กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พี่ชาย ถ้าท่านไม่เข้าไป ข้าก็ไม่เข้าไป! จะได้ประหยัดเงินได้อีกสิบเหวิน ซื้อเสบียงอาหารได้มากขึ้นอีกหน่อย”


ร่างกายน้องสาวเพิ่งจะบำรุงจนแข็งแรงขึ้นบ้างแล้ว กู้หมิงมีหรือจะอยากให้น้องมานอนลำบากเป็นเพื่อนตน หากหนาวเหน็บจนเป็นอะไรขึ้นมา เขาคงไม่ให้อภัยตัวเองไปชั่วชีวิต เขาเกลี้ยกล่อมน้องสาวครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับยายแก่ แต่กู้เยี่ยใจแข็งมาก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมพักในบ้านดินคนเดียว


“ตกลงพวกเจ้าจะพักในบ้านหรือไม่กันแน่ ถ้าไม่เข้าไป ข้าจะปิดประตูไปพักผ่อนล่ะ” เจ้าของลานหินใหญ่หาวหวอดขณะพูดกับพี่น้องคู่นี้


อาสะใภ้เก้าเตือนกู้หมิงว่า “กู้หมิง เจ้าเข้าไปพักในบ้านเป็นเพื่อนน้องเถอะ เยี่ยเอ๋อร์กับลี่เอ๋อร์เป็นเด็กผู้หญิงเข้าไปกันแค่สองคน ข้ากับอาเก้าของพวกเจ้าก็ไม่ค่อยวางใจนัก ถ้ามีเจ้าเข้าไปอีกคนจะได้ช่วยคอยดูแล หากเจ้าเสียดายเงิน อาจะช่วยออกให้ครึ่งหนึ่ง”


มีหรือที่กู้หมิงจะให้อาเก้าและอาสะใภ้มาออกเงินแทนตน จึงพรวดพราดออกไปจากกระท่อมหญ้าราวกับมีใครจุดไฟลนก้น


ขณะที่สองพี่น้องกำลังจ่ายเงินเตรียมเข้าไปในบ้านดิน ก็มีเสียงเสียงหนึ่งเรียกไว้ “หมิงเอ๋อร์...”


กู้หมิงหันไปมองก็สบสายตากับกู้เฉียวพอดี ท่าทางของอีกฝ่ายขัดเขินเก้กัง พูดเสียงอึกอักว่า “น้องชายเจ้ายังเล็กมาก ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าพักในบ้านดิน เจ้าช่วยดูแลน้องให้หน่อยได้หรือไม่”


ตลอดทางที่มา พวกชาวบ้านล้วนห่วงใยดูแลพวกเขาพี่น้องทั้งที่มิได้เกี่ยวพันทางสายเลือดแต่อย่างใด ขณะที่กู้เฉียวผู้เป็นพ่อกลับปิดปากเงียบ ต่อให้เขาแบกลูกชายคนเล็กอยู่ แต่ก็สามารถถามสารทุกข์สุกดิบกันได้มิใช่หรือ แม้จะบอกว่ากู้หมิงตัดใจจากบิดาของตนไปนานแล้ว ทว่าก็ยังรู้สึกหนาวใจอยู่เช่นกัน มาตอนนี้ กู้หมิงไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะพูดอะไรออกไปดี


เพียงแต่ เสี่ยวจ้วงก็เป็นน้องชายร่วมสายเลือดของเขาคนหนึ่ง เขาไม่อาจปฏิเสธได้ จึงขยับไปจูงมือเจ้าเนื้อเล็กๆ ของเจ้าหนูน้อยตัวดี แล้วหันกายเดินเข้าบ้านดินไปเงียบๆ


1 ยามเหม่า คือช่วงเวลา 05.00 น. ถึง 6.59 น.


2 แปดยอดขนม หรือปาต้าเจี้ยน หมายถึงขนม 8 ชิ้น คละชนิดบรรจุในกล่องสวยหรู ที่ร้านชื่อดังในเมืองหลวงจัดขายเป็นชุด


3 สิ่งตรึงใจ แปลจากคำว่า ‘เตี่ยนซิน’ เป็นคำที่ใช้เรียกขนมอบของชาวจีนในสมัยโบราณ โดยมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยตงจิ้น (จิ้นตะวันออก) แม่ทัพใหญ่นายหนึ่งซาบซึ้งในความทุ่มเทของเหล่าทหารหาญที่สู้ศึกอย่างไม่หวั่นเกรง จึงสั่งให้ในค่ายอบขนมที่คนชื่นชอบส่งไปให้ทัพหน้า สร้างขวัญกำลังใจ เรียกขนมนั้นว่า ‘เตี่ยนซิน’ ต่อมาความหมายกลายเป็นคำเรียกรวมของขนมและอาหารว่าง ภาษากวางตุ้งออกเสียงว่าติ่มซำ


49 บทที่ 49 ระมัดระวังขับเคลื่อน เรือหมื่นปีก็แล่นได้

 


“เสี่ยวจ้วง เชื่อฟังคำของพี่ชายพี่สาวนะ อย่ารบกวนพวกเขาล่ะ พรุ่งนี้ถึงตำบลแล้ว พ่อจะซื้อแป้งนึ่งน้ำตาลขาวให้กิน!” กู้เฉียวกลัวว่าลูกชายคนเล็กจะพูดอะไรให้พวกพี่ๆ โกรธอีก จึงรีบร้องบอกหลอกล่อ


แววตาของกู้หมิงยิ่งหมองหม่นลงอีกหลายส่วน... ความรักของเขามีให้แต่น้องเล็กคนเดียวเท่านั้น หรือว่าตนกับน้องสาวจะเป็นลูกที่เก็บมาเลี้ยงกันนะ?


บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ต่างที่ต่างถิ่น ไม่มีบิดามารดาอยู่ข้างกาย และยังได้ยินคำสัญญาที่กู้เฉียวให้ไว้ เสี่ยวจ้วงจึงจับมือมือพี่ชายเข้าไปในบ้านดินอย่างว่าง่าย กู้ลี่เอ๋อร์ก็จูงมือกู้เยี่ยเดินตามหลังสองคนนั้นไป


พอเข้าประตูบ้านดินมาก็เจอเตียงเตาขนาดใหญ่ทอดยาวไปจนสุดอีกด้าน บนเตียงเตามีคนจับจองพื้นที่อยู่แล้วเจ็ดแปดคน บ้างก็นั่ง บ้างก็นอน พูดคุยกับคนคุ้นเคยกันเสียงแผ่วเบา คนเหล่านั้นเมื่อเห็นประตูเปิดออก ก็เพียงชำเลืองมองคราหนึ่งแล้วก็เลื่อนสายตากลับไป ชาวบ้านตามป่าตามเขาส่วนใหญ่ล้วนยากจนข้นแค้น ตนเองตัดใจไม่นอนในบ้านดินที่มีเตียงเตา แต่ยอมควักเงินที่เก็บออมให้ลูกเข้ามา แรกๆ ก็ว่าแปลก แต่พวกเขาเห็นจนไม่แปลกใจแล้ว


กู้หมิงเลือกที่ริมผนังสุดปลายเตียงเตาด้านหนึ่งให้พวกของตน อย่ามองว่าเขาอายุน้อย เพราะเขาคิดอ่านถ้วนถี่มากทีเดียว กู้ลี่เอ๋อร์อายุจวนจะสิบสามขวบ กำลังย่างสู่วัยแรกสาว เขาจึงให้นางนอนชิดติดผนัง และให้กู้เยี่ยนอนถัดจากนาง ส่วนเสี่ยวจ้วงนอนตรงกลางระหว่างพี่สาวและพี่ชาย


คนที่นอนถัดจากกู้หมิงเป็นหญิงสูงวัยผมสีดอกเลาผู้หนึ่ง นางมองดูเขาจัดการอย่างมีเหตุมีผล ดูแลป้องกันพี่สาวน้องสาวอย่างเหมาะสม ก็เปิดปากซึ่งมีฟันหลอกล่าวชมเขา “พ่อหนุ่มน้อยรอบคอบดีแท้ มีแม่สื่อหาคู่ให้หรือยังล่ะ ถ้ายังไม่มี ยายช่วยเจ้าหาตระกูลดีๆ จัดการเรื่องแต่งงานได้นะ”


กู้ลี่เอ๋อร์กับกู้เยี่ยได้ยินเข้าก็ปิดปากขำจนไหล่สั่น กู้หมิงหน้าแดงซ่าน ตั้งแต่ไปอยู่กับปู่กู้เซียว ได้อยู่ดีกินดี มีข้าวเจ้าแป้งสาลี ทั้งยังมีเนื้อสัตว์กินม่ขาด เด็กชายย่างเข้าวัยสิบสองขวบ รูปร่างเริ่มทะลึ่งสูง มิหนำซ้ำยังฝึกฝนวิชายุทธ์ทุกเช้า จึงแข็งแกร่งกำยำขึ้นไม่น้อย ดูโตกว่าอายุจริงขวบถึงสองขวบด้วยซ้ำ ชาวบ้านป่าเขาพูดเรื่องถึงแต่งงานค่อนข้างไว อายุสิบห้าสิบหกก็แต่งงานมีเหย้ามีเรือนกันหมดแล้ว ไม่แปลกที่หญิงชราผู้นี้จะคุยกับเขาเรื่องหาคู่


หลังจากรู้อายุจริงของกู้หมิง หญิงชราคล้ายว่าจะนึกเสียดายเล็กน้อย รีบเปลี่ยนถ้อยคำว่า “ไม่เป็นไร รออีกสองปีก็สามารถพูดเรื่องนี้ได้แล้ว เจ้าอยู่ที่หมู่บ้านใดล่ะ ยายจะได้จำไว้ก่อน...”


กู้เยี่ยเห็นพี่ชายเขินอายจนคอแดงเป็นปื้น ก็เดาว่าใบหน้าเขาคงร้อนฉ่าถึงขั้นต้มไข่สุกได้ จึงช่วยเขาคลี่คลายว่า “ท่านยาย ท่านช่างใจดีเหลือเกิน พวกเราอยู่หมู่บ้านชิงซาน มีบ้านดินหลังคามุงจากสามห้องอยู่หลังหนึ่ง เพิ่งสร้างไม่นาน...”


หญิงชราได้ยินคำว่าหมู่บ้านชิงซาน ก็ไม่พูดถึงเรื่องหาคู่ให้กู้หมิงอีก พึงรู้ว่า หมู่บ้านชิงซานตั้งอยู่ส่วนลึกสุดของภูเขาชางหมั่ง พื้นดินทุรกันดาร ทางเขาลำบากอันตราย ผู้คนยากจนถึงขนาดบ้านหนึ่งมีเพียงชุดนวมเก่าขาดสวมใส่ป้องกันหนาวเพียงชุดเดียว ใครจะลงจากเตียงเตาถึงจะได้สวมใส่ คนอื่นๆ ได้แต่ซุกตัวอยู่บนเตียงเตา หลายครอบครัวยังยากจนถึงขั้นอดอยากไม่มีจะกิน ได้ยินว่าบางคนตั้งแต่เกิดจนโต กระทั่งคนแก่เฒ่าก็ไม่เคยไปตำบลเลยสักครั้ง ชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ ใครจะยอมยกลูกสาวให้ออกเรือนไปลำบากลำบนอยู่ที่หมู่บ้านชิงซานกันเล่า!


หญิงชราเกรงว่ากู้เยี่ยจะซักถามเรื่องหาคู่ จึงรีบทำท่าหาวหวอด หันหลังทำทีเข้านอน กู้หมิงถึงถอนหายใจได้ในที่สุด


เขาหยิบแป้งปิ่งทอดต้นหอมออกมาจากกระบุง แล้วเตรียมเดินไปทางหัวเตียงเตา “ข้าจะไปอุ่นแป้งปิ่ง และขอน้ำร้อนจากเจ้าของบ้านมาดื่มสักหน่อย”


แป้งปิ่งทอดต้นหอมเหล่านี้ทอดด้วยน้ำมันหมู แม้ฝีมือทำครัวของกู้เยี่ยจะธรรมดา แต่แป้งปิ่งที่ทอดมาจนเหลืองทองทั้งสองด้าน ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายผู้คนอย่างยิ่ง โชคดีที่ในบ้านดิน นอกจากพวกเขาสี่คนแล้ว คนที่เหลือล้วนเป็นผู้ใหญ่ เมื่อได้กลิ่นหอมก็เพียงแอบกลืนน้ำลาย และข่มตาหลับไปเท่านั้น


เสี่ยวจ้วงนอนอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆ เดิมทีง่วงเหงาหาวนอนแล้ว แต่พอได้กลิ่นหอมฉุยของแป้งปิ่งทอดหัวหอม ก็ลุกพรึ่บขึ้นมาร้องขอกิน


กู้หมิงบิออกมาแบ่งใส่มือเล็กๆ ส่วนหนึ่ง และส่งแป้งปิ่งให้กู้ลี่เอ๋อร์และกู้เยี่ยคนละแผ่น กู้ลี่เอ๋อร์เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมรับไป บอกว่าตนเองเตรียมเสบียงมาเองแล้ว


กู้หมิงรู้ว่าเสบียงที่บ้านท่านอาเก้าพกมาคือแป้งปิ่งธัญพืชแห้งๆ แข็ง จึงกล่าวว่า “กินของพวกข้าก่อนเถอะ พรุ่งนี้ตอนกลางวันไม่มีที่ให้อุ่น ถ้ากินตอนเย็นชืดจะปวดท้อง คืนนี้ท่านกินของพวกข้า พรุ่งนี้พวกข้าเรากินเสบียงของพวกท่านบ้าง พี่ลี่ พวกเราเป็นอะไรกัน จะทำเหมือนเป็นคนนอกเช่นนี้ได้อย่างไร”


กู้ลี่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ก็คิดถึงว่าเวลาบ้านกู้หมิงมีของดีอะไรก็ล้วนไม่ลืมแบ่งปันให้ครอบครัวนางเสมอ ทั้งเนื้อหมูป่า ขนมหวาน รวมทั้งเนื้อเสือที่เพิ่งแบ่งมาให้เมื่อสองวันก่อนอีก นั่นเพราะในยามที่สองพี่น้องตกระกำลำบาก พ่อแม่ของนางคอยยื่นมือช่วยเหลือ เพียงแต่... ครอบครัวตนไม่ควรเอาประโยชน์จากบ้านพวกเขาอยู่ร่ำไปกระมัง


ขณะกำลังลังเล แป้งปิ้งทอดต้นหอมแผ่นหนึ่งก็ถูกยัดใส่มือนางเสียแล้ว ครั้นเงยหน้ามอง ก็เห็นเยี่ยเอ๋อร์น้อยทำแก้มป่อง ถลึงตากลมโตข่มขู่ว่า “พี่ลี่ ถ้าท่านไม่กินแป้งปิ่งแผ่นนี้ ก็ไม่ต้องมาเห็นข้าเป็นน้องสาวอีกเลย!”


กู้ลี่เอ๋อร์เห็นว่าคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ อีกทั้งกลิ่นหอมของแป้งปิ่งทอดก็เย้ายวนใจเหลือเกิน ในที่สุดนางก็กัดกินคำเล็กๆ ทีละคำ แป้งปิ่งทอดต้นหอมเนื้อสัมผัสแยกเป็นชั้นๆ ทั้งหอม ทั้งเค็มมัน ทั้งกรอบ นางรู้สึกว่าอร่อยกว่าขนมแป้งย่างที่ซื้อจากในตำบลเสียอีก


แป้งปิ่งทอดที่กู้เยี่ยทำมาชิ้นใหญ่มาก คนหนึ่งกินหนึ่งแผ่นก็อิ่มแล้ว เสี่ยวจ้วงกินไม่ถึงครึ่งแผ่นก็ท้องยื่นนูน นอนหลับใหลบนเตียงเตา สองขาเขาแบะงอ สองแขนชูเหนือหัว ดูแล้วเหมือนอึ่งอ่างตัวใหญ่ เด็กน้อยหลับไปทั้งที่แป้งปิ่งทอดด้านหนึ่งยังคาอยู่ในมือมันแผล็บ


กู้หมิงใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำช่วยเช็ดมือให้เจ้าหนูน้อย ทั้งยังปลุกเรียกให้ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ มิหนำซ้ำยังอุ้มพาน้องชายไปฉี่ ก่อนจะพากลับมากล่อมนอนใหม่ หญิงชราที่นอนถัดไปเห็นเขาดูแลน้องชายอย่างดู ก็นึกชื่นชมพร้อมทอดถอนใจเสียดาย... ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนหมู่บ้านชิงฐานก็คงดีไม่น้อย


 


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กู้เยี่ยถูกพี่ชายปลุกให้ตื่น เพราะเมื่อวานแบกยาสมุนไพรหลายสิบชั่งมาทั้งวัน เมื่อคืนจึงหลับสนิทเป็นพิเศษ หลังจากใช้น้ำอุ่นกลั้วปากกลั้วคอ และกินแป้งปิ่งทอดต้นหอมเสร็จ สองพี่น้องก็ตามขบวนลุงๆ อาๆ หมู่บ้านเดียวกันเดินทางไปต่อ


ครั้งนี้ยังต้องเดินทางอีกหนึ่งวันเต็มๆ ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง และเห็นตัวตำบลรางๆ คนทั้งกลุ่มก็ถอนหายใจหนักๆ คราหนึ่ง แล้วรีบเร่งเท้าซึ่งอ่อนล้าเต็มทีให้ไวขึ้น


เมื่อเข้าสู่ตำบล เป็นเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิทพอดี ชาวบ้านหมู่บ้านชิงซานต่างพากันเดินไปที่โรงจอดที่คุ้นเคยดี เพราะเร่งเดินทางมาตลอดสองวัน ก็ควรได้พักผ่อนดีๆ สักหน่อย


กู้เยี่ยรั้งตัวพี่ชายซึ่งทำท่าจะเดินตามทุกคนไป พลางบอกกู้โม่ว่า “ท่านอาเก้า พวกข้าขอเอายาไปส่งให้เศรษฐีติงก่อน ไม่ได้ไปโรงพักม้ากับพวกท่านนะ”


ข้อบังคับโรงจอดเกวียนไม่ต่างจากลานหินใหญ่มากนัก กู้เยี่ยไม่อยากนอนเบียดกันบนเตียงเตาร่วมกับคนอื่นๆ และต้องฟังเสียงกรนของพวกผู้ใหญ่ โรงเตี๊ยมที่ท่านปู่พาไปพักตอนมาตำบลครั้งก่อนไม่เลวเลย ทั้งสะอาดและสะดวกสบาย


กู้โม่รู้ดีกว่าเด็กสองคนพี่น้องมีจุดประสงค์ของตัวเอง จึงกำชับว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าต้องระวังตัวด้วยนะ หากมีคนแปลกหน้าเข้ามาพูดคุย ก็อย่าเสวนาด้วยเด็ดขาด สมัยนี้มีพวกลักเด็กไปขายอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเยี่ยเอ๋อร์ พวกลักเด็กน่ะ ชอบแม่นางน้อยหน้าตาสะสวยอย่างเจ้าที่สุด”


ในความรู้สึกของกู้โม่ แม่หนูกู้เยี่ยเอ๋อร์นั้นขวัญกล้ากว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก นางกล้าไปดงหมูป่าคนเดียว กล้าแบกเสือตัวใหญ่กลับมาเพียงลำพัง ยังมีครั้งก่อนที่กล้าปีนขึ้นหน้าผ้า หากไม่ได้คุณชายท่านนั้นช่วยไว้ คงเกิดเรื่องใหญ่ไปแล้ว เขากลัวว่าแม่หนูน้อยจะเจอกับพวกคิดไม่ซื่อ ดังนั้นจึงกล่าวเตือนนางเป็นพิเศษ


“ข้ารู้แล้วท่านอาเก้า! ข้าจะเชื่อฟังพี่ชาย ไม่ไปไหนสะเปะสะปะ”


พวกลักเด็กหรือ? ว่ากันว่ามักใช้ยาทำให้เด็กสลบแล้วจึงพาตัวไป เฮอะ! ถ้าจะพูดเรื่องยา นางนี่แหละยอดฝีมือในบรรดายอดฝีมือ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าใครจะลักตัวใครกันแน่!


 


สองพี่น้องโบกมือลาท่านอาเก้า สะพายกระบุงที่เต็มไปด้วยยาสมุนไพรเดินเคียงข้างกันไปตามถนนที่มืดมิดวังเวง


กู้หมิงถามขึ้นว่า “น้อง บ้านเศรษฐีสกุลติงไปทางใดหรือ”


“เอ่อ... ข้าลืมถาม ทำอย่างไรดี” กู้เยี่ยสีหน้าเหลอหลา


นานๆ ทีกู้หมิงจะเห็นน้องสาวที่เก่งกาจทำหน้างงงันสักครั้งหนึ่ง เขาตีศีรษะของนางแปะๆ ยิ้มพูดว่า “ไม่เป็นไร สกุลติงเป็นตระกูลมีชื่อเสียงในตำบล คงจะถามไถ่ที่อยู่บ้านของพวกเขาได้ไม่ยาก”


ครั้นแล้วกู้หมิงก็กวาดตามองไปรอบด้าน แล้วจูงมือน้องสาวเดินไปทางหนึ่ง “หิวหรือไม่ ด้านนั้นมีเกี๊ยวน้ำขาย ไปกินให้อิ่มท้องก่อนค่อยว่ากันเถอะ”


“ท่านลุง เกี๊ยวน้ำสองชาม” กู้หมิงช่วยน้องสาวปลดกระบุงด้านหลังวางลงกับพื้นก่อน จากนั้นถึงค่อยปลดของตนเอง สองพี่น้องนั่งบนม้านั่งยาวที่ใช้ท่อนไม้มาประกอบเพียงหยาบๆ รอคอยอาหารเย็นของพวกตน


คนขายเกี๊ยวเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง ลักษณะอายุราวสามสิบกว่า สองสามีภรรยาคนหนึ่งห่อ คนหนึ่งลวก แป๊บเดียวเกี๊ยวก็ถูกตักขึ้นจากหม้อ


“เกี๊ยวน้ำไส้หมูสองชามมาแล้ว!” ลุงคนขายเกี๊ยวยกชามเกี๊ยวที่ใหญ่กว่าศีรษะของกู้เยี่ยมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าสองพี่น้อง “ที่แผงเรามีเครื่องเคียงที่ภรรยาข้าทำเองด้วย ตอนนี้ใกล้เก็บแผงแล้ว ข้ายกมาให้พวกเจ้าชิมดูไม่คิดเงิน”


“ขอบคุณท่านลุงมาก!” กู้หมิงยิ้มพรายเกลื่อนหน้า กล่าวขอบคุณอย่างรู้มารยาทและจริงใจ


ท่านป้าใบหน้ากลมแป้นด้านข้างยกหัวไชเท้าดองมาวางด้านหน้ากู้เยี่ยจานหนึ่ง ท้องห้ามืดหมดแล้ว บนถนนที่มืดสลัวมีผู้คนเดินอยู่ไม่กี่คน ท่านป้านั่งลงด้านข้างโต๊ะ ชวนสองพี่น้องพูดคุย นางเหลือบมองกระบุงซึ่งปุดคลุมด้วยฟาง แล้วยิ้มถามว่า “พวกเจ้ามาจากบนเขาหรือ? ฤดูนี้แล้วยังมีของป่ามาขายอีกรึ”


แม้กู้หมิงจะยังเด็ก แต่กลับรู้จักระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็กลืนเกี๊ยวในปากก่อนจะพยักหน้าตอบ “มีพืชผักป่าที่เก็บได้ตอนปลายฤดูใบไม้ร่วง เอามาตามทำเป็นผักแห้ง พวกเราเลยถือโอกาสแบกมาแลกแป้งสาลีก่อนช่วงปีใหม่สักหน่อย จะได้เอาไปห่อเกี๊ยวฉลองคืนข้ามปี”


“อ้อ... ถ้าเป็นผักแห้ง นำไปขายให้บ้านตระกูลใหญ่ในตำบลนี้ได้ ช่วงฤดูหนาว นอกจากหัวไชเท้า ผักกาดขาว และมันฝรั่ง ผักที่จะมีให้กินนั้นน้อยมาก ผักป่าบนเขากินแล้วคงแปลกลิ้นดี” ท่านป้าหน้ากลมยังถามต่อด้วยว่า “แล้วทำไมมากันแค่เด็กๆ อย่างพวกเจ้าสองคน ผู้ใหญ่ในบ้านล่ะ”


“พวกผู้ใหญ่กำลังไปหาที่พัก น้องสาวข้าเพิ่งลงเขามาเป็นครั้งแรก ไม่เคยกินเกี๊ยวน้ำเช่นนี้มาก่อน ท่านพ่อจึงให้ข้าพาน้องมาลองชิมฝีมือของท่านลุงท่านป้า” กู้หมิงพูดพลางตักเกี๊ยวของตนใส่ในชามน้องสาว ทำท่าทางเป็นพี่ชายที่แสนดี


กู้เยี่ยฟังคำโกหกไม่สมเหตุสมผลของพี่ชายด้วยความขำขัน นางก้มหน้าลงมองเกี๊ยวที่เพิ่มขึ้นในชามอีกหลายตัว แล้วก็รีบเอามือปิดปากชาม “พอแล้ว ข้าพอแล้ว! เกี๊ยวเยอะเกินไปแล้ว ข้ากินไม่หมดหรอก!”


ท่านลุงคนขายเกี๊ยวได้ยินเข้าก็เผยรอยยิ้มอบอุ่น “เกี๊ยวของบ้านเราให้พวกใช้แรงแบกหามกินได้อิ่มท้องเลยล่ะ พี่ชาย น้องสาวเจ้ายังเล็กนัก อย่าให้นางต้องฝืนกินจนอิ่มเกิน”


เป็นเช่นนั้นจริงๆ เกี๊ยวน้ำฝือท่านลุงตัวใหญ่ไส้เยอะ ชามหนึ่งมีตั้งสามสิบกว่าตัว กู้เยี่ยฝืนกินเข้าไปยี่สิบตัวแล้ว ไม่อาจยัดลงไปได้อีก ฝ่ายกู้หมิงกินของตนเองหมด ก็กินส่วนที่เหลือในชามน้องสาวจนเกลี้ยง


50 บทที่ 50 ดวงตาสุนัขมองคนต้อยต่ำ

 


“ท่านลุง ท่านรู้หรือไม่ว่าบ้านเศรษฐีติงอยู่ที่ใด” กู้หมิงจ่ายเงินแล้วก็สะพายกระบุงหนักอึ้ง ก่อนจะหันกลับไปถามลุงคนขายเกี๊ยว


ท่านป้าหน้ากลมเก็บแผงไปพลางร้องถามว่า “พวกเจ้าจะไปทำอะไรที่บ้านเศรษฐีติงรึ? ถ้าจะไปขายผักแห้ง เขาคงไม่เปิดประตูให้พวกเจ้าหรอก รีบกลับไปหาพ่อ พักผ่อนที่โรงจอดเกวียนเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยไปถามดู”


“ในหมู่บ้านพวกเรามีคนมาทำงานเป็นบ่าวรับใช้บ้านสกุลติง คนที่บ้านเขาฝากให้พวกเรามาบอกข่าว เป็นเรื่องด่วนมาก” กู้หมิงโกหกคำโตโดยดวงตาไม่กะพริบ


“อ้อ... เช่นนี้เอง” ท่านป้าหน้ากลมชี้ไปทางท้ายถนนพลางบอกว่า “พวกเจ้าเดินไปทางนั้น บ้านหลังใหญ่ที่สุดทางทิศใต้ของถนนก็คือบ้านของพวกเขาล่ะ ทางที่ดีพวกเจ้าเคาะประตูเล็กที่อยู่ในซอยด้านข้าง พวกบ่าวไพร่ล้วนเข้าออกที่ประตูข้างทั้งนั้น”


“ดีเลย ขอบคุณท่านป้า ท่านลุง!” กู้หมิงกล่าวขอบคุณแล้วรีบจูงมือน้องสาวเดินไปทางที่ป้าคนขายเกี๊ยวบอก


เดินไปไม่นานพวกเขาก็เจอคนผ่านทางมา หน้าตาท่าทางรีบร้อน กู้หมิงทักเขาผู้นั้นอย่างมีมารยาท และถามที่ตั้งของบ้านสกุลติงเพื่อยืนยันว่าไปทางนั้นจริงๆ ถึงค่อยเบาใจลงได้


กู้เยี่ยรู้สึกขำขัน ถามออกไปว่า “พี่ชาย ท่านระวังตัวเกินไปหรือไม่ ท่านป้าหน้ากลมผู้นั้นดูแล้วไม่เหมือนคนชั่วช้าเสียหน่อย”


“ ‘ระมัดระวังขับเคลื่อน เรือหมื่นปีก็แล่นได้1’ ใช่ว่าจะแยกแยะคนชั่วช้าได้เพียงแค่มองแต่ภายนอก พวกเราสองคนยังเป็นเด็ก ย่อมต้องระมัดระวังให้มาก” กู้หมิงทำหน้าตาขึงขัง กำชับกำชาเรื่องนี้อย่างจริงจัง “โดยเฉพาะแม่นางน้อยหน้าตาสะสวยเช่นเจ้า มักดึงดูดให้พวกคนเลวลงมือ ต่อไปไม่อาจเชื่อใจคนแปลกหน้าง่ายๆ เด็ดขาด รู้หรือไม่”


กู้เยี่ยกลัวจะถูกพี่ชายเทศนา รีบพยักหน้าหงึกย่างรู้งาน วันนี้ถูกท่านอาเก้าและพี่ชายชมว่าเป็น ‘แม่นางน้อยหน้าตาสะสวย’ นางก็รู้สึกว่าตนหน้าบานขึ้นกว่าเก่าแล้ว นางเม้มปากยิ้ม “พี่ชาย ข้าสวยจริงๆ หรือ เมื่อก่อนต้าจ้วงเคยบอกว่าข้าหน้าตาอย่างกับผี ออกมาเดินตอนกลางคืนคงทำให้คนตกใจตาย”


“อย่าไปฟังคำพูดเพ้อเจ้อของเขา คนอย่างนั้นปากเคยพูดอะไรดีๆ สักกี่คำกัน น้องพี่เป็นแม่นางน้อยที่สวยที่สุดในหมู่บ้านชิงซานเลย” กู้หมิงพูดจากใจจริง


ก่อนนี้หญิงใจร้ายเช่นหลิวซื่อไม่ยอมให้น้องสาวเขาได้กินอิ่มท้อง น้องทั้งหิวโหยทั้งสุขภาพไม่ค่อยดี ผ่ายผอมจนไม่เห็นเค้าหน้าเดิม ต่อมาได้ย้ายมาอยู่กับท่านปู่ ไม่ต้องกินธัญพืชแข็งๆ แล้ว อีกทั้งยังได้กินอาหารอิ่มหนำวันละสามมื้อ ได้กินเนื้อสัตว์ที่ล่ามาเป็นประจำ บำรุงร่างกายนางจนกลับมาแข็งแรงและมีเนื้อมีหนัง ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงเรื่อ หากบำรุงให้อวบอัดอีกสักหน่อย คงงดงามยิ่งกว่ากุมารีเทพที่คอยติดตามรับใช้ทวยเทพบนรูปมงคลตอนปีใหม่เสียอีก


“สวยกว่าท่านอาอิงหรือไม่” ท่านอาอิงก็คือบุตรสาวของท่านย่าสาม คนในหมู่บ้านต่างยกให้เป็นบุปผางาม ครั้งก่อนที่ไปดูตัวกับคนตระกูลใหญ่ใกล้เขตตำบล อีกฝ่ายก็ถูกใจในตัวนางตั้งแต่แรกเห็น เวลานี้สองตระกูลกำลังเร่งมือเตรียมพิธีแต่งงานแล้ว


กู้หมิงพยักหน้าหงึก กล่าวว่า “พอน้องโตเท่าท่านอาอิง จะต้องสวยกว่านางแน่ ต่อไปย้องต้องกินข้าวกินเนื้อให้มากๆ จะอิดออดเลือกกินไม่ได้แล้วนะ รู้ไหม”


โรคเลือกกินของกู้เยี่ยนับวันยิ่งแสดงอาการชัดเจน เพราะเนื้อป่าบางอย่างหากทำออกมาไม่ดีก็จะมีกลิ่นสาบกลิ่นคาว ทว่าสำหรับคนอื่นแล้ว กว่าจะมีเนื้อสัตว์กินสักมื้อไม่ใช่เรื่องง่าย จึงมองข้ามกลิ่นสาบเล็กๆ น้อยๆ อะไรนั่นได้ แต่กู้เยี่ยผู้มีประสาทสัมผัสไวมากจะรู้สึกถึงกลิ่นสาบกลิ่นคาวในปากเป็นเท่าตัว ให้กินอย่างไรก็กินไม่ลง กู้หมิงที่มองดูอยู่ข้างๆ จึงรู้สึกร้อนใจ... เฮ้อ ถ้าที่บ้านมีผู้หญิงที่ทำกับข้าวเป็น ดูแลงานบ้านงานเรือนได้ก็คงดี


 


ระหว่างพูดคุยกัน สองพี่น้องก็เดินมาถึงหน้าปรระตูบ้านสกุลติงแล้ว บ้านของพวกเขาจดจำง่ายจริงๆ นอกจากมีขนาดใหญ่แล้ว เหนือประตูยังแคว้นป้ายซึ่งเขียนว่า ‘คฤหาสน์ติง’ ไว้ด้วย


กู้หมิงขยับขึ้นหน้าไปเคาะประตูเบาๆ ด้านในส่งเสียงซึ่งฟังเหมือนไม่พอใจเล็กน้อยดังลอดมา


“ใคร! ค่ำมืดแล้ว ยังจะมาเคาะประตูทำไม” จากนั้นก็มีเสียงลากเท้าเดินมา


‘แอ๊ด...’ เสียงประตูเปิดออก บ่าวรับใช้ท่าทางอายุยี่สิบปีคนหนึ่งขมวดคิ้วมุ่น ชะโงกหน้าออกมาจากประตู สีหน้ารำคาญใจนิดๆ เขาไล่มองกู้หมิง ก่อนจะถามเสียงกราดเกรี้ยว “ไอ้หนู รู้หรือไม่ว่าที่นี่เป็นที่ใด ไม่มีธุระอะไรก็อย่ามาเคาะประตูเล่น ไป ไป ไป! นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาเล่นสนุก”


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราไม่มีธุระ เหมือนอย่างที่เจ้าพูดนั่นละ ค่ำมืดแล้วคนไม่มีธุระที่ไหนจะไม่เข้าเข้านอน แล้วออกมาเคาะประตูบ้านคนอื่นเล่นกันเล่า” น้องสาวของเขาเป็นห่วงว่ายาของพ่อลูกสกุลติงจะหมดแล้ว พอเข้าตำบลมา ก็ตรงเอายามาส่งให้ก่อนโดยไม่สนเรื่องพักผ่อนนอนหลับ แต่กลับถูกปฏิบัติเช่นนี้ กู้หมิงนึกโกรธเคืองบ้างแล้ว


“เฮ้ย! เจ้าหนู อวดเบ่งเสียด้วย” บ่าวรับใช้ผู้นั้นมองดูกระบุงด้านหลังกู้เยี่ย ก็ยิ่งพูดด้านเสียงติดรำคาญ “มาขายของ? ดูเจ้าสิหน้าตาท่าทางทั้งยากจนทั้งบ้านนอก จะมีของดีอะไรมาขายได้ บ้านสกุลติงเราไม่ขาดแคลนของสิ่งใด รีบๆ ไปซะ ถ้ามัวชักช้าโอ้เอ้อีก ระวังเหล่าจือ2จะทุบเจ้าให้!”


“เจ้าเรียกใครเป็น ‘เหล่าจือ’ ” กู้เยี่ยซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเกิดความรู้สึกอยากจะซัดคน “เจ้าก็เป็นแค่สุนัขเฝ้าประตูของบ้านสกุลติง ถือดีอย่างไรมาบังอาจเช่นนี้ ทำไม? แค่เป่าลมเข้าปากนายท่านติงของพวกเจ้าไม่กี่ที เลยคิดว่าตนเองเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตนายท่านติงแล้ว ก็สามารถไม่เห็นหัวใครก็ได้หรือ?”


ไม่ผิด บ่าวรับใช้ที่มาเปิดประตูผู้นี้ก็คือเจ้าคนดวงซวยที่เศรษฐีติงเรียกให้ติดตามไปข้างนอกแล้วเกิดเหตุอาการกำเริบ ขณะที่กู้เยี่ยเข้าช่วยเหลือฉับพลัน นางให้เขาเป็นคนเป่าปากนายท่านของตนเอง


“เจ้าว่าใครเป็นสุนัขเฝ้าประตู?!” บ่าวรับใช้ถลึงตาที่ราวกับมีไฟลุกโชนใส่ ทั้งยกมือขวาขึ้นเตรียมจะฟาดมาทางกู้เยี่ย แต่พลันเห็นหน้านางชัดถนัดตา จึงหยุดมือค้างประหนึ่งถูกสะกดนิ่ง


กู้หมิงปราดเข้ามาขวางตรงหน้าเขา ไม่ยอมให้เจ้าหมอนี่มาทำร้ายน้องสาวของตนเด็ดขาด แม้เขาอาจต้านทานฝ่ามือนี้ไม่ไหว แต่ก็ไม่อาจให้มาถึงตัวน้องสาวแน่


ใครจะคาดคิดว่า บ่าวรับใช้ผู้นั้นคล้ายถูกตัวอะไรสิงร่าง มือที่ฟาดลงมานี้กลับตบที่หน้ากู้หมิงเพียง ‘แปะๆ’ สองสามที สีหน้าโอหังเมื่อครู่ เวลานี้เปลี่ยนเป็นยิ้มเผล่อย่างประจบเอาใจกู้เยี่ยที่อยู่ด้านหลังเขา จากนั้นก็ค้อมตัวกล่าวว่า “โธ่เอ๋ย ดูสิดวงตาสุนัขของข้าเกือบจะจำท่านหมอเทวดาน้อยไม่ได้แล้ว ข้าน้อยเฝ้าขอดวงดาวและดวงเดือน ในที่สุดท่านก็มาสมกับที่เฝ้ารอ”


“เฝ้ารอข้า? รอให้มาด่าเจ้าหรือ” ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง ใบหน้าของกู้เยี่ยดูราวกับฉาบเคลือบด้วยน้ำค้างแข็ง นัยน์ตาดำสนิทกลมโตวาวประกายเย็นเยียบ ร่างกายแม้เล็กผอม แต่กลับแผ่อายน่าเกรงขามพาให้คนรู้สึกสั่นสะท้าน


กู้หมิงเพิ่งเคยเห็นท่าทางน้องสาวเช่นนี้เป็นครั้งแรก ก็รู้สึกอึ้งตะลึงไปเช่นกัน


บ่าวรับใช้ผู้นั้นเห็นหมอเทวดาน้อยแสดงอำนาจ ก็คุกเข่า ‘ตุ้บ’ ลงตรงหน้ากู้เยี่ยทันใด พลางร้องครางร่ำไห้ “ท่านหมอเทวดาน้อย ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยมีตาแต่หารู้ไม่ว่าเป็นเขาไท่ซาน ล่วงเกินท่านและคุณชายท่านนี้ ข้าน้อยขอโขกศีรษะให้ท่าน ได้โปรดอภัยให้แก่ความผิดพลาดครั้งนี้ของข้าด้วยเถิด...”


เขาพูดไปก็โขกศีรษะ ‘โป๊กๆ’ ลงกับพื้นบันได พึงรู้ว่าตั้งแต่ที่นายท่านของพวกเขากินยาที่หมอเทวดาน้อยให้ไว้ อาการของโรคที่วินิจฉัยว่าสาหัสรุนแรงก็ทุเลาเบาบางลง ทุกวันนี้นายท่านเดินเล่นในลานสวนหลายรอบ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว หากเป็นเมื่อก่อน นายท่านเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็หายใจหอบ กระทั่งแค่พูดเสียงดังหน่อยก็เจ็บหน้าอกแล้ว


ฝ่ายคุณชายใหญ่ก็ทำตามที่ท่านหมอเทวดาน้อยแนะนำอย่างเคร่งครัด ทั้ง ‘กินผักมากกินเนื้อน้อย’ ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ และกินยาตามเวลา อาการแน่นหน้าอกหายใจไม่อิ่มก็เริ่มหายไป ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก


เดิมที ยาที่หมอเทวดาน้อยให้ไว้เมื่อครั้งก่อนเพียงพอให้ทั้งสองพ่อลูกกินได้หนึ่งเดือน แต่เมื่อห้าวันก่อน น้องสาวของนายท่านกลับบ้านมาเยี่ยมพี่ชาย พบ ‘โอสถเทพ’ นี้เข้าก็แย่งจากมือของคุณชายใหญ่ไปสองขวด เพราะท่านอาหญิงเองก็เป็นโรคหัวใจเช่นกัน เพียงแต่อาการไม่รุนแรงเท่านายท่านแค่นั้น


เมื่อแบ่งให้คนอื่นไปสองขวด ยาของนายท่านและคุณชายใหญ่ก็จะมีพอให้กินได้ถึงแค่วันสองวันนี้ คุณชายเกรงว่าคนเฝ้าประตูไม่รู้จักท่านหมอเทวดาน้อย จึงสั่งให้เขาคอยเทียวมาดูที่ประตูโดยเฉพาะ จะได้ไม่พลาดในการรับรองท่านหมอเทวดาน้อย


หากนายท่านและคุณชายรู้ว่า เขาล่วงเกินท่านหมอเทวดาน้อย เขาคงตกที่นั่งลำบากแน่ ดังนั้น เขาจึงโคกศีรษะอย่างเอาจริงเอาจัง เพียงหวังว่าท่านหมอเทวดาน้อยจะเห็นแก่ความจริงใจครั้งนี้ ยอมอภัยให้เขา


“คนที่เจ้าล่วงเกินคือพี่ชายข้า หากสำนึกผิดก็ควรไปขออภัยจากเขา” ดูถูกพี่ชายนางร้ายแรงยิ่งกว่าดูถูกนางเองเสียอีก ตอนที่เจ้าหมอนี่พูดจาเหยียดหยามพี่ชาย นางต้องข่มกลั้นสุดกำลังถึงจะไม่ถีบคนกระเด็นไป พี่ชายที่แสนดีเช่นกู้หมิง นางจะไม่ยอมให้ใครมาต่อว่าให้กระทบกระเทือนเด็ดขาด มีหรือที่นางจะให้อภัยบ่าวรับใช้ที่บังอาจกับพี่ชายง่ายๆ


บ่าวรับใช้ได้ฟังดังนั้นก็รีบหันไปโขกศีรษะให้กู้หมิง “คุณชายท่านนี้ ข้าน้อยล่วงเกินท่าน ยอมให้ตียอมให้ด่า ข้าน้อยยอมรับทั้งหมดเลย ขอเพียงท่านช่วยข้าพูดกับท่านหมอเทวดาน้อยด้วย...”


กู้หมิงเห็นหน้าผากของบ่าวรับใช้ปูดเขียว ท่าทางดูสำนักผิดแล้วจริงๆ ก็อดรนทนไม่ได้ บอกน้องสาวว่า “เขาก็แค่ดวงตาสุนัขมองคนต้อยต่ำ3 มิได้ทำความผิดใหญ่หลวงที่จะอภัยไม่ได้ น้อง แล้วกันไปเถอะ”


บ่าวรับใช้เงยหน้าพรึ่บ ทำหน้าน่าสงสารมองไปทางกู้เยี่ย ราวกับผู้ต้องหาที่กำลังรอคอยคำตัดสิน กู้เยี่ยเห็นเจ้าหมอนี่ได้รับบทเรียนแล้ว จึงแค่นเสียงฮึ “ในเมื่อพี่ชายข้าขอร้องแทนเจ้า ครั้งนี้ข้ายอมอภัยให้ก็ได้”


“ขอบคุณท่านหมอเทวดาน้อย ขอบคุณคุณชายที่ช่วยพูดให้” บ่าวรับใช้ถอนหายใจยาว นึกในใจว่า... ดีที่ไม่ทำให้ท่านหมอเทวดาน้อยโกรธจนหุนหันจากไป ไม่เช่นนั้นตนคงไม่อาจรับผลลัพธ์ได้ไหวจริงๆ


“คุณชายใหญ่ติงอยู่หรือไม่” กู้เยี่ยมองดูสีของท้องฟ้าแล้วก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เร่งเดินทางมาตลอดทั้งวัน เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว รีบๆ ส่งมอบยา เสร็จแล้วนางกับพี่ชายจะได้ไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมสักคืน


“อยู่ อยู่ อยู่!” บ่าวรับใช้ผู้นั้นตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น พยักหน้ารับรัวๆ


เขาร้องเร่งไปทางห้องเวรยามด้านข้างซึ่งเงียบกริบราวกับจักจั่นในเดือนหนาว “มัวอึ้งอะไรอยู่เล่า รีบไปแจ้งคุณชายใหญ่เร็วเข้าสิ!”


“แขกผู้มาเยือนทั้งสอง เชิญตามข้าน้อยไปดื่มชาอบอุ่นร่างกายที่โถงรับแขกเถิด” ท่าทีของบ่าวรับใช้นอบน้อมยิ่งกว่าพนักงานของ ‘โรงแรมห้าดาว’ เสียอีก “ท่านหมอเทวดาน้อย ท่านวางกระบุงลงก่อนเถิด ข้าน้อยจะช่วยท่านแบกเอง”


กู้เยี่ยไม่ทำกระบิดกระบวน ปลดกระบุงยาสมุนไพรลงกับพื้น บ่าวรับใช้ก้มลงจะยกกระบุงขึ้น เพียงแต่พอออกแรง... กระบุงกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเกือบทำให้กระดูกตรงเอวลั่น


หนักเหลือเกิน! อย่างน้อยๆ ก็น่าจะหนักถึงร้อยเจ็บสิบร้อยแปดสิบชั่ง ท่านหมอเทวดาน้อยแขนขาเล็กแค่นี้ แต่กลับมีแรงมหาศาล ตอนเห็นนางแบกของบนหลัง ท่าทางมิได้ดูว่าหนักเสียเท่าไร... บ่าวรับใช้เบ่งพลังจนหน้าแดงก่ำ ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดในร่างถึงจะแบกกระบุงขึ้นได้ในที่สุด จากนั้นเขาก็เดินโซเซ นำทางให้กับสองพี่น้องสกุลกู้


เมื่อกู้เยี่ยและพี่ชายเข้ามายังโถงรับแขก บ่าวรับใช้ก็วางกระบุงยาสมุนไพรลงแล้วบอกให้สาวใช้ยกน้ำชามา ทั้งให้ป้าแม่บ้านนำกระถางไฟมาด้วย เขาสั่งการเพื่อต้อนรับแขกอย่างถี่ถ้วน


น้ำชาถ้วยหนึ่งยังดื่มไม่ถึงครึ่ง กู้เยี่ยก็ได้ยินสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา จากไกลจนใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เพียงครู่เดียวก็จวนถึงโถงรับแขกแล้ว


1 มาจากสุภาษิต ‘จดจ่อรอบคอบจักจั่นพันตัวย่อมจับอยู่ ระมัดระวังขับเคลื่อนเรือหมื่นปีก็แล่นได้’ หมายถึง หากกระทำการด้วยความใส่ใจ ละเอียดรอบคอบ ระมัดระวังไม่ผลีผลาม แม้จะเป็นเรื่องยากก็สำเร็จลุล่วงได้


2 เหล่าจือ หมายถึงบิดา และยังใช้เป็นคำเรียกแทนตัวเองอย่างโอ้อวดถือตัวว่าเก่ง


3 ดวงตาสุนัขมองคนต่ำต้อย เป็นสำนวนจีน หมายถึง วางอำนาจบาตรใหญ่ด้วยท่าทีดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น


จบตอน

Comments