51 บทที่ 51 ต้อนรับอย่างเต็มใจ
“ท่านหมอเทวดาน้อย ข้าเฝ้ารอให้ท่านมาอยู่เลย! หากท่านยังไม่มา พรุ่งนี้ข้าก็ไม่มียากินแล้ว ท่านมาได้ประจวบเหมาะทันเวลาพอดี” เมื่อคุณชายใหญ่สกุลติงเห็นกู้เยี่ย ก็น้ำตาคลอบ้า ท่าทางตื่นเต้นยินดี ราวกับเด็กกำพร้าที่พลัดพรากจากไปนานได้มาเจอญาติพี่น้องอีกครั้ง ถ้าหากไม่เพราะกู้หมิงเดินขึ้นหน้าเข้าขวาง คนผู้นี้ก็คงโผเข้ามาให้น้องสาวของเขาเป็นแน่
ดวงตาของกู้เยี่ยไล่มองรูปร่างของคุณชายใหญ่ติงอย่างละเอียดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ “ไม่พบกันแค่ครึ่งเดือน คุณชายใหญ่ติงดูกระฉับกระเฉงขึ้นมาก” การควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ทำให้คุณชายใหญ่ติงผอมลง ดวงตาดูโตขึ้นไม่น้อย เนื้อตัวดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่ง
คุณชายใหญ่สกุลติงยิ้มให้ พลางกล่าวสรรเสริญ “เป็นบุญที่ได้เจอท่านหมอเทวดาน้อยแท้ๆ วิธีที่ท่านให้เลือกกินอาหารและออกกำลังกายบ่อยๆ ข้าล้วนทำตามอย่างเคร่งครัด ยาก็กินตามกำหนดด้วย ตอนนี้ไม่ว่าจะขยับร่างกายหรือไม่ หัวใจก็ไม่เต้นเร็วเกินไป ไม่เหนื่อยหอบแล้ว”
“อืม... ยังต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและการออกกำลังกาย แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าอาการจะหนักอีก อีกอย่าง โรคหัวใจต้องระวังเรื่องดีใจและเสียใจเกินไปด้วย ต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้ขึ้นลงจนเกินควร” ด้วยข้อจำกัดในยุคสมัยนี้ การผ่าตัดหัวใจเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน กู้เยี่ยทำได้เพียงค่อยๆ เยียวยาอาการของอีกฝ่าย
“ได้ ข้าจะเชื่อฟังคำชี้แนะของท่านหมอเทวดาน้อยอย่างเคร่งครัด” คุณชายใหญ่สกุลติงถูมือพลางพูดต่อ “ท่านพ่อข้าก็ระลึกถึงบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตไว้ บอกว่าอยากจะกล่าวขอบคุณด้วยตัวเองสักครั้ง เมื่อครู่ หากไม่เพราะท่านพ่อแก่ชราเข้านอนไปก่อนแล้ว ข้าจะประคองเขามาต้อนรับท่านด้วยกัน หากพวกข้าดูแลไม่ทั่วถึง ขอท่านหมอเทวดาน้อยอย่าได้ถือโทษ”
“นายท่านติงเกรงใจเกินไปแล้ว ภาษิตว่าไว้ ‘ผู้เป็นแพทย์ใจเมตตา’ เชื่อเถิดไม่ว่าหมอคนใด เมื่อประสบพบเจอความเป็นตายตรงหน้าก็ล้วนต้องเข้าช่วยเหลือทั้งนั้น ข้าก็เพียงแค่ทำในสิ่งที่เป็นจรรยาพื้นฐานที่สุดของคนเป็นแพทย์เท่านั้น” ยามที่ต้องพูดจาเป็นการเป็นงาน กู้เยี่ยก็ไม่เคยเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เมื่อชาติภพก่อน นางมีคนช่วยออกหน้าให้ เพราะนางขี้เกียจเข้าสังคมพบปะผู้คน
กู้หมิงซึ่งถือน้ำชานั่งอยู่ข้างๆ มองดูน้องสาวด้วยสายตาทึ่งๆ... การเรียนวิชาแพทย์สามารถเปลี่ยนลักษณะท่าทางของคนคนหนึ่งได้ด้วยหรอกหรือ? ทำให้น้องสาวที่เดิมทีขี้กลัวกลายเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้ เขานึกขอบคุณท่านปู่เจิ้งอยู่ในใจ และมองดูความเปลี่ยนแปลงของน้องสาวอย่างเพลิดเพลิน
“ท่านพูดเช่นนี้สมกับเป็นหมอเทวดาโดยแท้” คุณชายใหญ่สกุลติงลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านคงจะได้ยินบ้างแล้วว่า คนในสกุลติงเราส่วนใหญ่ล้วนเป็นโรคหัวใจ ท่านอาหญิงของข้าก็มีอาการเช่นเดียวกับข้า ทั้งยังรุนแรงกว่าเล็กน้อย ไม่ทราบว่าครั้งนี้ท่านจะมียาให้พวกเรามากหน่อยได้หรือไม่”
ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลันที่กู้เยี่ยพกมาครั้งนี้ นอกจากมีของที่นางปรุงเองแล้ว ยังมีของที่ปราชญ์โอสถอาจารย์ของนางฝึกฝีมือด้วย ถึงจะบอกว่าเป็นของฝึกฝีมือ แต่ความจริงแล้วสรรพคุณของยาแต่ละขวดล้วนเต็มเปี่ยม เพียงแต่ยาที่นางปรุงนั้นดีกว่าเล็กน้อย
ยารอบนี้เป็นของที่นางปรุงสิบขวด เดิมทีเตรียมสำหรับพ่อลูกสกุลตติงแค่สองคน แต่เวลานี้มีน้องสาวพ่อเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ย่อมไม่เพียงพอแล้ว โชคดีที่คุณชายใหญ่สกุลติงและอาของเขาอาการไม่หนักมาก กินยาที่อาจารย์ของนางปรุงก็พอจะควบคุมอาการได้
ปราชญ์โอสถมีนิสัยคล้ายเด็กอยู่เล็กน้อย หลังจากเรียนรู้วิธีปรุงลูกกลอนกู้หัวใจสำเร็จ ก็ยังฮึกเหิมปรุงยาออกมายี่สิบกว่าขวด นางล้วนเก็บไว้ในห้วงมิติทั้งหมด
เมื่อได้รู้ว่าครั้งนี้หมอเทวดาน้อยนำยามาด้วยถึงสามสิบขวด คุณชายใหญ่ติงก็ดีใจไปทั้งหน้าทั้งตา รีบสั่งให้บริวารไปหยิบตั๋วเงินมาจากห้องบัญชี เพราะเกรงว่ากู้เยี่ยจะเปลี่ยนใจ
“ท่านหมอเทวดาน้อย ครั้งนี้ยังคงยึดตามราคาของเมื่อครั้งก่อนหรือไม่” คุณชายใหญ่สกุลติงหยิบตั๋วเงินสองใบออกมาจากปึกหนาๆ จู่ๆ ก็คล้ายกับนึกอะไรขึ้นได้ หยุดมือค้าง แล้วเอ่ยเสียงค่อย
กู้เยี่ยคิดถึงว่ายายี่สิบขวดในนั้นเป็นของที่อาจารย์ฝึกฝีมือ ก็รู้สึกกระดากใจเล็กน้อย กระแอมออกมาก่อนย้อนถามว่า “ทำไมหรือ ราคาแพงไปอย่างนั้นหรือ”
“ไม่แพง ไม่แพง!” ยาที่ท่านหมอเทวดาน้อยให้เขาครั้งก่อน นายน้อยและหลงจู๊ฝางแห่งร้านจี้หมินถังได้ดูแล้วต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นยาชั้นเลิศ ดีกว่ายาของแพทย์โอสถใหญ่ทั่วไป แม้แต่แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ก็ใช่ว่าจะปรุงออกมาได้เช่นนี้ ยาลูกกลอนของแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่เรียกได้ว่าเป็นของล้ำค่าราคาแพงยากจะหามาได้ อย่าว่าแต่ขวดละห้าสิบตำลึงเลย ต่อให้ห้าร้อยตำลึงก็มีคนแย่งกันหาซื้อ
คุณชายใหญ่สกุลติงคิดถึงโรคของตนกับท่านพ่อ ก็ต้องชื่นชมท่านหมอเทวดาน้อย “สรรพคุณยาของท่านหมอเทวดาน้อยวิเศษดั่งโอสถเทพ ข้าเกรงว่าจะเอาเปรียบท่านด้วยซ้ำ”
“หึๆ ปกติคนซื้อของมักต้องการราคาถูก คุณชายใหญ่ติงช่างมีน้ำใจจริงๆ” กู้เยี่ยเองก็รู้ว่าสินค้าของตนเป็นของดี ต่อให้ตั้งราคาสูงขึ้นอีกก็ไม่กลัวว่าจะไม่มีคนซื้อ เพียงแต่การทำการค้าควรเป็นดั่งลำธารน้อยไหลยาวไกล1 มิอาจกอบโกยเสียจนคนเขาสิ้นเนื้อประดาตัว
“คุณชายใหญ่ติง โรคของพวกท่านพ่อลูก หากว่ากันตามการรักษาในตอนนี้ หากจะรักษาแบบถอนรากถอนโคนนั้นจะเป็นเพิ่มความยากในความยากที่มีอยู่เดิม ดังนั้นจึงต้องกินยาต่อเนื่องไปเพื่อรักษาอาการ ถ้าหากข้าตั้งราคาไว้สูง ต่อให้บ้านท่านจะถมด้วยภูเขาทองภูเขาเงิน ก็มิอาจรับไหวหรอก อีกทั้งเหมือนดั่งคำว่า ‘ผู้เป็นแพทย์ใจเมตตา’ ข้าไม่อาจขูดรีดจากคนเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นพวกท่านหรอก จึงรับแค่เงินจำนวนนี้...” กู้เยี่ยยังคงไว้ท่าต่อ
คุณชายใหญ่สกุลติงได้ยิงดังนั้นก็ซาบซึ้งตื้นตัน มิน่าท่านหมอเทวดาน้อยถึงสวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายธรรมดา ลักษณะเหมือนการแต่งกายของชาวบ้านในชนบทอย่างไรอย่างนั้น ที่แท้นางต้องการให้ผู้ป่วยผู้ไข้ทั่วไปได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง และไม่ปรารถนาเก็บเงินจากคนไข้มากเกินไป คุณธรรมอันไม่หวังประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้ จะมิให้รู้สึกซาบซึ้งได้อย่างไร
“ท่านหมอเทวดาน้อย...” คุณชายใหญ่สกุลติงสะอื้นขึ้นคราหนึ่ง “ท่านมิต้องกังวลแทนพวกเรา ในตำบลนี้ครอบครัวข้ามีร้านรวงอยู่หลายที่ แถบชานเมืองยังมีบ้านพักอีกหลายแห่ง เพียงพอให้ข้าและท่านพ่อหาเงินมาซื้อยากินแน่ หลงจู๊ฝางแห่งจี้หมินถังบอกว่า ยาของท่านหากมาวางขายที่ร้านพวกเขา ขายราคาสองสามร้อยตำลึงได้ไม่มีปัญหาเลย เช่นนั้น... ข้าให้ท่านขวดละหนึ่งร้อยตำลึงเป็นอย่างไร”
ว้าว! ที่แท้การปรุงยาก็มีช่องทางรวยเช่นนี้เอง ยาขวดละประมาณสิบหยวนของชาติภพ เอามาขายที่นี่ได้ตั้งหลายร้อยตำลึงเลย!... กู้เยี่ยแอบกลืนน้ำลาย
ทว่า ถึงแม้นางจะเห็นแก่เงิน แต่ก็ยังมีเหตุผล ในเมื่อเคยคุยราคากับคุณชายใหญ่สกุลติงไว้แล้ว ก็ไม่อาจเปลี่ยนคำง่ายๆ “ไม่ต้องหรอก ยึดตามราคาที่เคยบอกท่านเมื่อครึ่งเดือนก่อน ขวดละห้าสิบตำลึงนั่นละ”
ฉับพลันนั้น คุณชายใหญ่สกุลติงรู้สึกว่าเงาร่างของเด็กหญิงที่ผอมบางและเล็กจ้อยตรงหน้าดูราวกับขยายใหญ่ขึ้นสูงตระหง่านขึ้นในพริบตา... หมอเทวดาก็คือหมอเทวดา คุณธรรมจรรยาสูงส่งกว่าแพทย์โอสถธรรมดาร้อยเท่าพันเท่าเช่นนี้เอง!
เขานับตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงออกมา แล้วมอบให้กู้เยี่ยด้วยสองมือ พร้อมกล่าวอย่างนบนอบ “ท่านหมอเทวดาน้อย ไม่ทราบว่าท่านจะเข้าตำบลมาอีกครั้งเมื่อไร ข้าจะได้กำชับให้บ่าวไพร่คอยต้อนรับท่านอย่างดี”
“ยาเหล่านี้กินได้สามเดือน ถ้าในสามเดือนนี้อากาศเป็นใจ ข้าจะนำยามาส่งอีกรอบหนึ่ง ตอนนี้ค่ำมืดแล้ว คุณชายใหญ่ติงรีบพักผ่อนเถิด ข้ากับพี่ชายขอตัวก่อน” กู้เยี่ยเก็บตั๋วเงินอย่างดี เงินหนึ่งพันตำลึงนี้เป็นค่ายาที่ท่านอาจารย์ปรุงขึ้น นางไม่อาจฮุบไว้เองแม้สักส่วนเดียว
คุณชายใหญ่สกุลติงรีบร้อนกล่าว “ช้าก่อนท่านหมอเทวดาน้อย ข้าสั่งให้บ่าวไพร่จัดห้องพักรับรองแขกไว้แล้ว หากพวกท่านสองพี่น้องไม่รังเกียจ ก็พักที่บ้านนี้สักคืนเถิด”
กู้เยี่ยเหนื่อยล้าไปทั้งตัว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กระบิดกระบวนให้มากความ พยักหน้ารับทันที “เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว”
สกุลติงนับเป็นตระกูลใหญ่อันดับต้นๆ ของตำบล ห้องพักรับรองสะดวกสบายกว่าในโรงเตี๊ยมเป็นไหนๆ เตียงเตาอุ่นๆ อีกทั้งฟูกนอนที่ปูด้านบนก็ล้วนเป็นของใหม่ กู้เยี่ยล้มตัวลงนอนบนฟูกหนา พลางยืดเหยียดบิดขี้เกียจสุดแขน ก่อนจะดำดิ่งลึกสู่ห้วงฝันอย่างรวดเร็ว
กู้หมิงถูกจัดให้พักในห้องที่อยู่ติดกัน เขาเกรงว่าน้องสาวจะไม่คุ้นเคย ก่อนตนเองจะเข้านอน จึงมาดูนางครั้งหนึ่ง เวลานั้นกู้เยี่ยกำลังหลับฝัน และส่งเสียงกรนเบาๆ แล้ว ฝ่ายกู้หมิงที่เหนื่อยมาทั้งวันเช่นกัน ช่วยตรวจตราประตูหน้าต่าง ถึงจะเข้านอนได้อย่างวางใจ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กู้หมิงมาเคาะประตูห้องน้องสาว แต่นางยังนอนหลับอุตุอยู่... ปกติแล้วน้องสาวมิใช่คนขี้เกียจนอนตื่นสาย ดูท่าสองวันที่ผ่านมานางคงจะเหนื่อยมาก มิหนำซ้ำผ้าห่มบ้านสกุลติงทั้งอุ่นทั้งนุ่ม หากพลั้งเผลอไม่ระวังก็นอนจนลืมวันเวลาได้
หลังจากสองพี่น้องล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ คุณชายใหญ่สกุลติงก็รออยู่ด้านนอกห้องพักรับรองแล้ว
คุณชายใหญ่สกุลติงเชิญทั้งสองคนกินอาหารเช้าด้วยกัน ในห้องกินข้าว พ่อแม่ของคุณชายใหญ่ ท่านย่า และบรรดาน้องชายน้องสาวของเขาล้วนกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาได้ยินกิตติศัพท์ของหมอเทวดาน้อยผู้ช่วยชีวิตประมุขแห่งคฤหาสน์สกุลติงมานาน จึงอยากพบหน้าแม่นางน้อยซึ่งแม้แต่หมอแห่งร้านจี้หมินถังยังออกปากว่าตนไม่อาจเทียบฝีมือวิชาแพทย์ด้วย
แม้คุณชายใหญ่สกุลติงจะเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า หมอเทวดาน้อยผู้นี้อายุยังน้อยนิด ทั้งยังเป็นเด็กผู้หญิง แต่เมื่อได้เห็นกู้เยี่ยกับตาตนเอง แววตาของทุกคนก็ยังแฝงความประหลาดใจไม่น้อย พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหมอเทวดาหญิงจะอายุน้อยถึงเพียงนี้... ถึงสิบขวบหรือ? ดูแล้วยังเป็นตุ๊กตาน้อยอยู่เลย!
แต่เมื่อกู้เยี่ยเอ่ยวาจา พรั่งพรูถ้อยคำเกี่ยวกับวิชาแพทย์และศาสตร์เฉพาะด้าน ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงพรึงเพริศ และอดเลื่อมใสศรัทธาไม่ได้ แม้แต่ท่านหมอผู้เฒ่าวัยครึ่งร้อยที่ช่วยดูแลรักษานายท่านติงมาก่อน ก็อาจรู้หลักวิชาแพทย์ไม่เท่านาง นี่สินะที่เขาว่า ‘ผู้มีปณิธานมุ่งมาดมิอาจวัดที่อายุสูง’
“ท่านหมอเทวดาน้อย ท่านคงเริ่มเรียนวิชาแพทย์ตั้งแต่ยังเล็กเลยใช่หรือไม่” น้องสาวคนสุดท้องของคุณชายใหญ่ ดูแล้วอายุราวสิบสองสิบสามปี เอ่ยถามขึ้นอย่างซื่อๆ
“ข้าเพิ่งเริ่มเรียนวิชาปรุงยาจากท่านอาจารย์ปีนี้” กู้เยี่ยมิได้คิดปกปิดอะไร ด้วยความสามารถอันเลิศล้ำ สิ่งอื่นก็ล้วนเป็นเพียงเมฆเลื่อนลอย
คุณหนูเล็กสกุลติงได้ยินแล้วก็เบิกตาโต “ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก เพิ่งเรียนมาไม่ถึงปี ก็กล้ารักษาท่านพ่อข้าบนถนนนั่นแล้ว!”
“น้องเล็ก!” คุณชายใหญ่สกุลติงได้ฟังประโยคนี้ก็หน้าเปลี่ยนสี เกรงว่าน้องสาวคนเล็กจะละลาบละล้วงให้หมอเทวดาน้อยโกรธ จึงส่งเสียงปรามนางทันใด จากนั้นก็กล่าวขอโทษแทนนางอย่างหวั่นเกรง “ท่านหมอเทวดาน้อย น้องสาวข้าเสียมารยาท ขอท่านอย่าได้ถือสา”
กู้เยี่ยต้องกลืนเกี๊ยวนึ่งในปากลงคอก่อน ถึงมีจังหวะตอบคำเขา “คุณหนูเล็กติงกล่าวมิผิด เพียงแต่ผู้เป็นแพทย์ล้วนต้องกล้าหาญและละเอียดรอบคอบอยู่แล้ว ข้าเองมิได้กล้าหาญนัก แต่เพราะอาจารย์ข้าสั่งสอนมาดี และเพราะนายท่านติงโชคดี ที่ท่านอาจารย์เพิ่งสอนวิธีช่วยชีวิตผู้เป็นโรคหัวใจให้ข้า อีกทั้งข้ายังพกยาที่ช่วยรักษาอาการของนายท่านติงได้ติดตัวไว้ด้วยพอดี”
ฮูหยินติงรีบกล่าวยิ้มๆ “นายท่านสกุลเราดวงดีมีโชคยิ่ง ได้พบกับดาวมงคลเช่นท่านหมอเทวดาน้อย ถึงได้รับแสงจากท่านส่องมาปัดเป่าเคราะห์ภัย ว่าไปแล้ว ท่านหมอเทวดาน้อยก็คือผู้มีพระคุณใหญ่หลวงต่อสกุลติงเรา ผู้มีพระคุณ ขนมดอกกุ้ยนี้เป็นฝีมือแม่ครัวของพวกเราเอง ท่านลองชิมสักหน่อยว่าถูกปากหรือไม่” พูดจบนางก็ส่งสายตาให้ลูกสาวคนเล็ก เป็นเชิงเตือนว่าไม่ให้พูดซี้ซั้วอีก
ฮูหยินผู้เฒ่าติงสังเกตเห็นแต่แรกแล้วว่าหมอเทวดาน้อยชอบกินของหวาน จึงได้เลื่อนขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงอีกจานหนึ่งมาไว้ตรงหน้ากู้เยี่ยด้วย “ท่านหมอเทวดาน้อย ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงนี้หวานแต่ไม่มันเลี่ยน หอมกรอบอร่อยนัก ท่านกินมากๆ สิ ถ้าหากได้พบท่านหมอเร็วกว่าสักสองสามนี้ บางทีสามีข้าก็คงไม่จากไปเร็วเช่นนั้น...”
1 ลำธารน้อยไหลยาวไกล เป็นสำนวน มีสองความหมาย คือ 1) การรู้จักมัธยัสถ์หรือใช้ทรัพยากรแต่พอกำลังจะทำให้ยั่งยืน และ 2) การรักษาความสัมพันธ์หรือการกระทำที่สม่ำเสมอต่อเนื่อง แม้ไม่เด่นชัดแต่ยืนยาวไม่ขาดสาย
52 บทที่ 52 เยือนร้านจี้หมินถังครั้งแรก
“ท่านย่า ปีนี้ท่านหมอเทวดาน้อยเพิ่งเริ่มเรียนวิชาจากอาจารย์ ก่อนหน้านี้สองสามปีนางเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง ถึงได้พบกัน ก็ไม่อาจช่วยได้อยู่ดี” คุณชายใหญ่สกุลติงเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหลงๆ ลืมๆ ก็รีบเอ่ยปากเตือนสตินาง
ฮูหยินผู้เฒ่าติงมีจิตใจเบิกบาน นางยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ข้าก็แค่คิดถึงสามี นึกเสียดายอยู่บ้างเท่านั้น พวกเจ้าน่ะ ต้องเชื่อฟังคำของท่านหมอเทวดาน้อยให้ดีนะ โดยเฉพาะเจ้า ถ้ายังแอบกินเนื้ออีก ระวังจะโดนโทษทัณฑ์ของตระกูลไว้ให้ดี!”
มือของนางชี้ไปทางนายท่านติงหรือเศรษฐีติงซึ่งพ้นวัยสิ้นสงสัย1แล้ว สายตาของทั้งครอบครัวล้วนมองไปทางเขาที่กำลังยื่นตะเกียบไปคีบเกี๊ยวนึ่งไส้หมูอยู่เงียบๆ
เศรษฐีติงอึ้งงัน ใบหน้าพลันแดงซ่านขึ้นทันตา เขาวางตะเกียบลงอย่างกระดากอาย ก่อนจะตัดพ้อด้วยสีหน้าอึดอัดขัดใจ “คนเราเกิดมาทั้งที จะกินดื่มขับถ่าย อย่างไรเรื่องกินก็ต้องมาก่อน หากไม่อาจกินได้ตามใจ ชีวิตจะมีความหมายอะไร ครึ่งเดือนมานี้ปากของข้าจะไม่รู้รสอะไรแล้ว...”
ฮูหยินผู้เฒ่าติงเคาะตะเกียบลงบนหน้าผากลูกชาย “เจ้าลูกอกตัญญู เรื่องกินสำคัญกว่าแม่ของเจ้าเองด้วยหรือ? เจ้าอยากให้คนหัวหงอกอย่างข้าต้องส่งศพคนหัวดำ ก็เชิญกินให้สำเริงสำราญเถอะ อย่างมาก... อย่างมากข้าก็แค่ตามเจ้าไปยมโลก ให้สามีข้าสั่งสอนเจ้า! ฮึ ข้าว่าเจ้าคงคิดถึงรสชาติของเข็มขัดหนังที่ใช้เฆี่ยนเสียมากกว่า”
เมื่อครั้งเศรษฐีติงยังเยาว์วัย นิสัยเกกมะเหรกเกเรจนถูกบิดาเฆี่ยนตีหลายครั้ง เข็มขัดหนังขาดไปหลายเส้น ภายหลังถึงได้กลับใจ รับช่วงต่อกิจการของครอบครัว สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือนิสัยเห็นแก่กิน ชอบกินเนื้อสัตว์ยิ่งกว่าบิดา หากมื้อไหนไม่กินเนื้อสัตว์ก็จะทุรนทุราย
เศรษฐีติงเป็นบุตรยอดกตัญญูผู้หนึ่ง เมื่อได้ฟังมารดาตำหนิ ก็ไม่สนใจเรื่องหน้าตาศักดิ์ศรี กระวีกระวาดให้สัญญาต่อฟ้าต่อดิน ว่าต่อไปจะไม่กินเนื้อสัตว์อีก เขาต้องพูดงอนง้ออยู่หลายครั้งกว่าหญิงชราจะยอมเอ่ยเออออตาม
ความอบอุ่นและครึกครื้นของครอบครัวนายท่านติงเป็นสิ่งที่กู้เยี่ยโหยหาใฝ่ฝันมาตลอดทั้งสองชาติภพ นางมองภาพฉากนี้แล้วก็อยากอยู่เสพรับความงดงามนี้ให้นานที่สุด ท่ามกลางความประทับใจ นางได้บอกตำรายาที่ช่วยรักษา ‘โรคหลอดเลือกหัวใจ’ ให้กับบ้านสกุลติงไปด้วยอีกหลายตำรับ
ตัวอย่างเช่น นำเมล็ดถั่วลิสงกับดอกกุ้ยมาดองในน้ำส้มหมักสิบสองชั่วยาม กินวันละสิบห้าเม็ดหลังตื่นนอนทุกเช้า หรือนำเห็ดหูหนูขาวกับเห็นหูหนูดำมาลวกในน้ำอุ่นให้สะอาด ใส่ในชาม เติมน้ำกับน้ำตาลกรวดลงไป แล้วนึ่งครึ่งชั่วยาม แล้วจึงแบ่งนำมากิน เป็นต้น
คนสกุลติงเชื่อถือคำบอกของนางอย่างไม่คิดสงสัย กินสมุนไพรที่ทำตามตำราเหล่านี้ทุกวัน ผนวกกับการรู้จักเลือกสรรของกิน การกินยา และการออกกำลังกาย อาการของโรคจึงดีขึ้นอย่างช้าๆ
กู้เยี่ยรับปากบ้านสกุลติงว่าจะนำยามาส่งอีกครั้งก่อนช่วงปีใหม่ หลังจากสองพี่น้องกล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าสกุลติงที่ต้อนรับดูแลอย่างอบอุ่นแล้ว ก็สะพายกระบุงยาสมุนไพรขึ้นหลัง มุ่งหน้าไปยังร้านโอสถจี้หมินถังต่อ
ในตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อแห่งนี้ เดินจากหัวถนนใหญ่จนสุดปลายถนนใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ หากนับบ้านเรือนของคนในตำบลรวมกันก็ไม่เกินหนึ่งร้อยครัวเรือน จึงเป็นเหตุผลที่ร้านไป่เฉ่าถังไม่คิดเปิดสาขาที่นี่
ร้านจี้หมินถังอยู่สุดปลายถนนใหญ่ หน้าร้านมิได้โดดเด่นสะดุดตานัก ทว่าเป็นร้านโอสถเพียงแห่งเดียวในตำบลนี้ ในร้านมีหมอประจำอยู่หนึ่งคน มีหลงจู๊คอยดูแลจัดยาหนึ่งคน และมีเด็กลูกจ้างช่วยงานจิปาถะอีกหนึ่งคน ร้านขนาดกว้างสองห้องวางตู้ลิ้นชักยาเรียงรายเป็นแนวอย่างมีระเบียบ กลิ่นหอมของสมุนไพรอวลฟุ้งไปทั่ว
ขณะที่สองพี่น้องกู้หมิงกู้เยี่ยเดินเข้ามา ในร้านไม่มีคนเจ็บคนไข้ หมอผู้เฒ่าประจำร้านนั่งเท้าคางสัปหงกอยู่ที่โต๊ะ ฝ่ายเด็กลูกจ้างกำลังเช็ดตู้ยาอย่างขยันขันแข็ง
เมื่อเด็กลูกจ้างรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว ก็หันกลับมามองคนทั้งคู่ ถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “ท่านทั้งสอง มาตรวจรักษาหรือว่าซื้อยาขอรับ”
“ขอถามสักหน่อย หลงจู๊ฝางของพวกเจ้าอยู่หรือไม่” กู้เยี่ยเห็นอีกฝ่ายท่าทีนอบน้อมไม่เลว จึงยิ้มตอบด้วยไมตรี
“หลงจู๊ของพวกเรากำลังต้อนรับแขกสำคัญ ท่านทั้งสองมีธุระอะไร คุยกับข้าได้เช่นกัน” เด็กลูกจ้างมองดูกระบุงด้านหลังพวกเขาก็พอเดาจุดประสงค์ในการมาของสองพี่น้องได้ เขาเองก็พอรู้ราคารับซื้อยาสมุนไพรในร้าน จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องรบกวนหลงจู๊ฝาง
กู้เยี่ยส่ายหน้าเบาๆ กล่าวว่า “นายน้อยของพวกเจ้าบอกไว้ว่า ยาสมุนไพรของพวกข้าให้หลงจู๊ฝางเป็นผู้ตรวจสอบ เกรงว่าเจ้าจะทำแทนไม่ได้”
ยาสมุนไพรสองกระบุงนี้คุณภาพดีกว่าของที่ขายไปเมื่อครั้งก่อน ถ้าหากนับว่าครั้งนั้นเป็นของชั้นยอดกว่าสมุนไพรปรุงทั่วๆ ไป เช่นนั้นของครั้งนี้ก็เยี่ยมยิ่งกว่ายาสมุนไพรชั้นยอดเสียอีก ถือเป็นขั้นสูงสุดของยาสมุนไพรชั้นยอดเลยก็ว่าได้ เด็กลูกจ้างเช่นเขามีหรือจะมองความพิเศษเช่นนี้ออก
เด็กลูกจ้างพิจารณาลักษณะท่าทางของนางอีกครั้ง... เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผอมแห้งผิดธรรมดา แต่ดวงตากลมโตมีชีวิตชีวา นี่มิใช่คนที่นายน้อยและท่านหลงจู๊กำชับกำชาให้เขาเฝ้าสังเกตให้ดีหรอกหรือ?
เด็กลูกจ้างพลันใจกระตุก เกรงว่าตนจะทำให้แขกคนสำคัญผู้นี้ขัดเคืองเสียแล้ว กระวีกระวาดยิ้มต้อนรับ “ท่านทั้งสองเชิญนั่งก่อน ข้าน้อยจะรีบไปเชิญหลงจู๊ฝางมานะขอรับ” เขาพูดจบก็รีบวิ่งพรวดไปทางเรือนด้านหลังทันที
เมื่อเด็กลูกจ้างวิ่งเหนื่อยหอบมาเคาะประตูห้องของหลงจู๊ฝาง กลับถูกด่าทอเป็นชุด “วิ่งทำไม! ทะเล่อทะล่าเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้ ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าไม่มีธุระสำคัญ ห้ามมารบกวนพวกเรา!”
หลงจู๊ฝางอยู่กับนายท่านสามไป๋จิ้งเซวียนที่มาจากเมืองเหยี่ยนเฉิง กำลังช่วยกันศึกษายาสมุนไพรปรุงที่รับซื้อมาจากกู้เยี่ยเมื่อคราวก่อน ครั้นถูกคนพรวดพราดมาขัดจังหวะก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง
“หลงจู๊ฝางขอรับ แม่นางน้อยที่ท่านให้ข้าคอยสังเกต... มาแล้วขอรับ แถมนำสมุนไพรมาด้วยตั้งสองกระบุง!” เด็กลูกจ้างมีไหวพริบฉลาดเฉลียว รีบบอกสิ่งที่ควรพูดให้จบในคราวเดียวก่อนที่หลงจู๊ฝางจะอาละวาดโวยวายมากกว่าเดิม
หลงจู๊ฝางหันไปมองสบตากับไป๋จิ้งเซวียน ในแววตาวาวประกายตื่นเต้นยินดี ยิ้มกล่าวว่า “นายท่านสาม ไม่คิดเลยว่าแม่นางน้อยที่พวกเราเพิ่งพูดถึงจะมาแล้ว!”
“ไป! ข้าจะตามเจ้าไปพบคนที่สงสัยว่าจะเป็นผู้สืบทอดของท่านปราชญ์โอสถด้วย” หลังจากที่หลงจู๊ฝางส่งยาสมุนไพรไปที่เมื่อเหยี่ยนเฉิง ไป๋จิ้งเซวียนก็ขลุกอยู่แต่ในห้องยา ศึกษาอย่างลืมกินลืมนอนอยู่หลายวัน ในที่สุดก็แยกแยะได้ว่าวิธีปรุงสมุนไพรเหล่านั้นมีเค้าของตำรับผู้อาวุโสปราชญ์โอสถ
เพียงแต่ปราชญ์โอสถเงียบหายไปเกือบยี่สิบปี ยาสมุนไพรเหล่านั้นเทียบกลวิธีกับการปรุงยาของปราชญ์โอสถแล้วก็มิได้เหมือนกันไปทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปชี้ชัดเท่านั้น
ไป๋จิ้งเซวียนสนใจยาสมุนไพรเหล่านี้มาก และยิ่งสนใจแพทย์โอสถที่ปรุงยาสมุนไพรเหล่านี้มากกว่า ได้ฟังหลานทั้งสองเล่าว่า ผู้ปรุงยาเป็นเพียงแม่นางน้อยอายุสิบขวบสิบเอ็ดขวบ... เด็กหญิงอายุน้อยแต่กลับมีความสามารถเช่นนี้ หรือว่าจะเป็นผู้สืบทอดของท่านปราชญ์โอสถจริงๆ
ไม่ว่าการคาดเดาของพวกเขาจะถูกต้องเป็นจริงหรือไม่ เขาก็ยังรู้สึกว่าจะต้องผูกวาสนากับแม่นางน้อยผู้นี้ให้จงได้ ต่อให้นางจะไม่ใช่ศิษย์ของปราชญ์โอสถ ดูจากพรสวรรค์ของนาง อีกสิบปีข้างหน้าจะต้องไม่เป็นรองแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ผู้ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้แน่
จี้หมินถังจะสามารถแซงหน้าร้านโอสถเก่าแก่เหล่านั้นได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าจะสามารถคว้าโอกาสนี้ได้หรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ ไป๋จิ้งเซวียนจึงไม่ถือศักดิ์ฐานะไม่ยึดอาวุโส เดินทางมายังตำบลเล็กๆ ที่กันดารห่างไกลแห่งนี้
“แม่นางกู้ เฝ้ารอท่านมาเยือนแล้วจริงๆ!” หลงจู๊ฝางพอได้พบกู้เยี่ยก็พูดจาคล้ายคลึงกับคุณชายใหญ่สกุลติงแทบทุกคำ ท่าทางก็ตื่นเต้นดีใจเหลือล้น
“ท่านหลงจู๊ฝาง ยาสมุนไพรที่ขายให้ท่านครั้งก่อน คงจะยังขายออกไม่หมดกระมัง” กู้เยี่ยรู้สึกสงสัยเล็กน้อย ร้านโอสถเล็กๆ เช่นนี้ กิจการดีถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? พึงรู้ว่ายาสมุนไพรสองกระบุงของนางอย่างน้อยก็หนักราวสองร้อยสามร้อยชั่ง คนในตำบลจะซื้อกินต่างข้าวเลยอย่างนั้นหรือ?
หลงจู๊ฝางราวกับรู้ไปถึงความคิดในใจนาง หัวเราะและกล่าวว่า “ลำพังแค่ในตำบลไร้ชื่อของพวกเรา ย่อมมิได้มีคนซื้อมากมายถึงเพียงนั้น แต่ร้านจี้หมินถังเรา เฉพาะตามตำบลในเมืองเหยี่ยนเฉิงก็มีแปดสาขาแล้ว มิต้องพูดถึงในเมืองอื่นๆ เลย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ยาสมุนไพรที่แม่นางกู้ปรุงมีสรรพคุณดีมาก”
กู้เยี่ยพยักหน้าอย่างไม่ถ่อมตัว แล้วชี้ไปทางกระบุงสมุนไพรที่วางลงไว้ข้างเท้า “ยาสมุนไพรครั้งนี้ ลักษณะและสรรพคุณดีกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย หลงจู๊ฝางจะดูสักหน่อยก่อนหรือไม่”
“ได้ ถ้าข้าปฏิเสธก็จะเป็นการไม่เคารพ2น่ะสิ นายท่านสามจะ... ด้วยกันหรือไม่” หลงจู๊ฝางหันไปมองไป๋จิ้งเซวียนพลางทำท่าเชื้อเชิญ
กู้เยี่ยสังเกตเห็นบุรุษท่านนี้แต่แรกแล้ว ท่าทางเขาดูสุขุมลุ่มลึก บุคลิกไม่ธรรมดา... ที่แท้ก็คือหนึ่งในเถ้าแก่ของร้านโอสถจี้หมินถังนี่เอง นายท่านสามแห่งสกุลไป๋ เช่นนั้นก็เป็นท่านอาสามของฝาแฝดคู่นั้นน่ะสิ! ต้องยอมรับจริงๆ ว่า คนสกุลไป๋รูปร่างหน้าตาไม่เลวเลย แม้จะเป็นคนรุ่นอารุ่นลุงแล้วก็ยังดูหล่อเหลาอยู่เลย
ระหว่างที่กู้เยี่ยกำลังมองพิจารณาไป๋จิ้งเซวียน เขาก็เดินมาที่หน้ากระบุงสมุนไพร เปิดดูใบหนึ่งในนั้น เห็นชะเอมที่ปรุงด้วยวิธีแช่เหล้านึ่ง ลักษณะแผ่นฝานบางสม่ำเสมอ สีส้มเหลืองทั่วทั้งด้านนอกด้านใน เป็นของดีชั้นยอดจริงๆ
ดูจากยาสมุนไพรนี้ก็เห็นแล้วว่าฝีมือของแพทย์โอสถผู้ปรุงยานี้ดีเลิศเพียงใด การควบคุมไฟพอเหมาะพอดี และชำนาญการใช้มีดไม่น้อย ไป๋จิ้งเซวียนศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการปรุงยาของแพทย์โอสถมานานหลายปี จึงดูวิธีการปรุงชะเอมเหล่านี้ออกได้ไม่ยาก ว่าเป็นตำราเดียวกับปราชญ์โอสถอย่างแน่นอน เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย ทว่าการปรับเปลี่ยนเล็กๆ นี้กลับช่วยคงสรรพคุณของตัวยาได้มากกว่าเดิม
“ไม่เลวเลย ชะเอมนี่เรียกได้ว่าเป็นของดีที่ยากพบเจอในหมู่ยาสมุนไพรชั้นยอดเลย!” ไป๋จิ้งเซวียนเอ่ยปากชื่นชม
กู้เยี่ยได้ยินแล้วก็เพียงยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร
ไป๋จิ้งเซวียนและหลงจู๊ฝางตรวจดูยาสมุนไพรในถุงอื่นอีกทีละใบๆ ครั้งนี้กู้เยี่ยนำยาสมุนไพรมาถึงแปดชนิด แต่ละชนิดล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น ไป๋จิ้งเซวียนมองดูแม่นางน้อยซึ่งแต่งตัวเรียบง่ายธรรมดา อีกทั้งรูปร่างยังดูเหมือนมิได้บำรุงให้อิ่มหนำสมบูรณ์ ก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “แม่นางกู้ ยาสมุนไพรเหล่านี้ เจ้าเป็นผู้ปรุงเองทั้งหมดหรือ?”
กู้เยี่ยวางถ้วยชาที่กุมไว้เพื่ออุ่นมือลง พยักหน้ายิ้มๆ “ไม่ผิด ข้าเป็นคนปรุงเองทั้งหมด เถ้าแก่ไป๋ ไม่ทราบว่าท่านพอใจหรือไม่”
“พอใจ พอใจมาก!” ไป๋จิ้งเซวียนยิ้มตอบรับอย่างไม่ลังเล แม้ว่ายาสมุนไพรนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับปราชญ์โอสถโดยตรง แต่คุณภาพของยาสมุนไพรปรุงขั้นนี้ ร้านจี้หมินถังก็หาจากที่อื่นได้ยากยิ่ง
ในบรรดาแพทย์โอสถที่ร้านจี้หมินถังเคยค้าขายด้วย มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่ปรุงได้ยอดเยี่ยมเช่นของกู้เยี่ย แพทย์โอสถใหญ่ที่ปรุงได้ถึงระดับนี้ล้วนหยิ่งทระนงและถือตัวสูงส่ง เดือนๆ หนึ่งจะปรุงยาเท่าไร ชนิดใดบ้าง พวกเขาต่างเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น ทว่าร้านจี้หมินถังอันถูกบีบคั้นด้วยร้านเก่าแก่ ย่อมต้องการยาสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมโดดเด่นกว่าเพื่อจะได้อยู่รอด
“หลงจู๊ฝาง ยาสมุนไพรเหล่านี้ให้คิดราคาตามของชั้นยอดคัดพิเศษนะ” ไป๋จิ้งเซวียนสั่งการลงไป ให้หลงจู๊ฝางชั่งน้ำหนักคิดราคาด้วยตัวเอง
ยาสมุนไพรสองกระบุงนี้ได้ราคาสูงกว่าสี่กระบุงเมื่อครั้งก่อน กู้เยี่ยได้รับเงินถึงแปดสิบห้าตำลึง
แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่ได้จากลูกกลอนกู้หัวใจแล้ว เงินหลักหลายสิบตำลึงจะไม่นับว่ามีค่าเท่าไร แต่ก็เป็นน้ำพักน้ำแรงที่กู้เยี่ยลำบากตรากตรำด้วยตัวเอง การปรุงยาสมุนไพรคือความสามารถที่นางเริ่มมาฝึกฝนใหม่หลังจากมายังชาติภพนี้ ลำพังแค่อาศัยฝีมือด้านนี้ก็เพียงพอให้นางนำพาครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจนมาสู่ความมั่งคั่งได้แล้ว
ฝีมือปรุงยาที่ล้ำยุคล้ำสมัยเหล่านั้น เผยออกมาให้น้อยย่อมเป็นผลดีกว่า เพราะเมื่อเดินเลียบลำน้ำมานานปี ก็ย่อมมีวันที่รองเท้าเปียกน้ำ3 นางไม่อยากถูกมองเป็นมารปีศาจแล้วถูกจับไปเผาทั้งเป็นเช่นนั้น
“แม่นางกู้ ท่านสะดวกเปิดเผยชื่ออาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาหรือไม่” ในที่สุดไป๋จิ้งเซวียนก็มิอาจอดกลั้นอีกต่อไป ซักถามสิ่งที่สงสัยออกไปจนได้
1 วัยสิ้นสงสัย เป็นคำเรียกผู้ถึงวัย 40 ปี มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ หรือชุมนุมวจนะข่งจื่อ (ขงจื๊อ) ที่ว่า ‘ข่งจื่อกล่าว: เมื่อข้าอายุสิบห้ามุ่งมั่นเล่าเรียน สามสิบตั้งหลักมุ่งแนวทาง สี่สิบไม่ฉงนสงสัย ห้าสิบเข้าใจบัญญัติฟ้า หกสิบปล่อยโสตไม่นำพาหวั่นไหว เจ็ดสิบทำตามใจปรารถนาโดยไม่ก้าวล่วงกฎเกณฑ์’
2 มาจากสำนวน ‘ปฏิเสธก็เป็นการไม่เคารพ ตอบรับก็ให้รู้สึกละอายใจ’ มักใช้เป็นคำแสดงมารยาท ว่าจำเป็นต้องทำสิ่งนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
3 มาจากสุภาษิตพื้นบ้านว่า ‘เดินเลียบลำน้ำบ่อยครั้ง มีหรือรองเท้าไม่เปียกน้ำ’ หมายถึง เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยที่มีความเสี่ยง ก็ยากจะหลีกพ้นโอกาสเกิดผลกระทบ
53 บทที่ 53 มีใจผูกสัมพันธ์
“อาจารย์ของข้าสกุลเจิ้ง ตอนที่ขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนเขาด้านหลังบ้านพวกข้า เขาไม่ทันระวังลื่นล้มข้อเท้าแพลง บังเอิญข้าเก็บสมุนไพรอยู่ไม่ไกลพอดี จึงช่วยพาเขากลับมาบ้าน ท่านอาจารย์ก็สอนวิชาปรุงสมุนไพรให้ข้าเพื่อเป็นการตอบแทน บางทีคงเป็นเพราะท่านอาจารย์เห็นข้ามีพรสวรรค์อยู่บ้าง ถึงได้รับข้าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ” กู้เยี่ยเล่าเรื่องที่ตนได้พบกับปราชญ์โอสถตามความจริง
เพียงแต่นางไม่ได้บอกเรื่องที่อาจารย์แกล้งมาบาดเจ็บ จนถึงตอนนี้นางก็ยังเก็บความฉงนสงสัยไว้ในใจ ว่าเหตุใดอาจารย์ถึงมาปรากฏตัวตอนที่นางเข้าป่าลึกในวันนั้นพอดิบพอดี จนนางบังเอิญไปพบเข้า ทั้งยังบาดเจ็บที่ข้อเท้าอย่างน่าเวทนา รบเร้าให้นางพากลับไปบ้านด้วย ส่วนเรื่องรับนางเป็นศิษย์ ก็เป็นความต้องการของอาจารย์ฝ่ายเดียว นางเพียงผลักเรือตามน้ำ เพื่อใช้ยกมาปิดบังเรื่องที่ตนปรุงยาเป็นเท่านั้น
แต่การเรียนวิชาปรุงยาจากอาจารย์ก็ช่วยทำให้นางเข้าใจตัวยาลึกซึ้งขึ้นด้วยเช่นกัน ครั้งก่อนที่เข้าห้วงมิติไปปรุงยาแก้พิษและยารักษาแผล นางพบว่าระดับการปรุงยาของตนเพิ่มขึ้นกว่าชาติภพก่อนอีกหนึ่งขั้นแล้ว
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเลิกดูเบา แล้วตั้งใจเรียนวิขาปรุงยาจากอาจารย์อย่างเต็มที่ อาจารย์กล่าวถูกต้องแล้ว ว่าหากพื้นฐานไม่มั่นคง เมื่อไปถึงขั้นหนึ่งก็ยากที่จะพัฒนาต่อ
ไป๋จิ้งเซวียนได้ฟังคำของนาง สีหน้าก็ตื่นเต้นยินดีขึ้นทันตา เพราะก่อนที่ท่านอาวุโสปราชญ์โอสถจะถูกเรียกว่าปราชญ์โอสถ ผู้คนทั่วหล้าล้วนเรียกเขาว่า ‘เจิ้งกง1’ และคำว่า ‘สมุนไพรปรุงตำรับเจิ้งกง’ ก็เคยเป็นคำรับประกันสินค้าชั้นเลิศ ต่อมาเมื่อเจิ้งกงถูกขนานนามเป็นปราชญ์โอสถ จึงเปลี่ยนคำใหม่เป็น ‘สมุนไพรปรุงตำรับปราชญ์โอสถ’ แทน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบความพลุ่งพล่านในใจลง ท่าทางอ่อนโยนที่เขาปฏิบัติต่อกู้เยี่ยแฝงด้วยความเคารพนบนอบอยู่หลายส่วน “แม่นางกู้ต้องมีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไปเป็นแน่ ท่านปราชญ์... ท่านเจิ้งกงถึงได้ให้ความสำคัญ ได้ยินหลานชายสองคนของข้าเล่าว่า แม่นางเพิ่งเรียนวิชาปรุงยาได้ไม่นานมิใช่หรือ”
“ใช่ เพิ่งเรียนไม่ถึงสองเดือนเลย” กู้เยี่ยรู้แก่ใจว่าตัวเองมีพื้นฐานจากชาติภพก่อนมาแล้ว เมื่อเรียนจึงแค่ลงแรงเล็กน้อยแต่สำเร็จผลได้มาก
หากแต่ในสายตาของไป๋จิ้งเซวียน เด็กอายุแค่สิบกว่าขวบเรียนวิชาปรุงยาเพียงไม่ถึงสองเดือนก็สามารถปรุงยาได้ถึงระดับปราชญ์โอสถใหญ่แล้ว นับว่าพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ถือเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะโดยแท้ พึงรู้ว่า แม้แต่ปราชญ์โอสถใหญ่ไป่หลี่ผู้เรียนวิชาปรุงยามาตั้งแต่เล็ก ตอนที่อายุเท่าแม่นางน้อยก็ยังเทียบไม่เท่าระดับของนางเลย
หากเทียบระยะเวลากัน แม่นางน้อยผู้นี้เพียงพุ่งทะยานก็ถึงฟ้า ไม่แน่ว่าอาจมีโอกาสก้าวล้ำเกินหน้าอาจารย์ของนางเอกก็เป็นได้ ไป๋จิ้งเซวียนแม้ใบหน้าจะไม่เผยแสดงอาการอะไรออกไป แต่ใจกลับเต้นไม่เป็นส่ำ... จะต้องทุ่มเททำทุกวิถีทางผูกใจแม่นางกู้ผู้นี้ไว้ให้จงได้ เพื่อช่วงชิงโอกาสที่นางจะปรุงยาสมุนไพรมาส่งให้โดยเฉพาะ ภายภาคหน้าเมื่อนางมีชื่อเสียง ก็จะเป็นวันที่ร้านจี้หมินถังได้เกริกก้องเกรียงไกร!
“แม่นางกู้ ไม่ทราบว่ายาสมุนไพรเช่นนี้ เดือนหนึ่งท่านปรุงได้กี่มากน้อย ร้านจี้หมินถังของพวกเราจะขอรับซื้อทั้งหมด และให้ราคาสูงกว่าครั้งนี้ด้วย” ไป๋จิ้งเซวียนรีบเสนอ
โอกาสในการหาเงินยื่นมาตรงหน้า กู้เยี่ยย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน นางก้มหน้าคิดคำนวณก่อนจะบอกตัวเลขที่สามารถรับประกันได้ “ยาสมุนไพรพวกนี้ข้าใช้เวลาปรุงครึ่งเดือน เมื่อครู่เพิ่งชั่งดู ได้ประมาณสามร้อยสี่สิบชั่ง หนึ่งเดือนก็น่าจะปรุงได้เจ็ดร้อยชั่งไม่มีปัญหา”
ได้ยินดังนั้น ไป๋จิ้งเซวียนก็ดีใจอย่างยิ่ง พึงรู้ว่า แพทย์โอสถใหญ่สองท่านที่ร้านจี้หมินถังคอยผูกสัมพันธ์เอาใจอยู่ ปรุงสมุนไพรในหนึ่งเดือนรวมกันยังไม่มากมายถึงเพียงนี้ แม่นางน้อยช่างมีความสามารถเก่งกาจนัก
เวลานี้กู้เยี่ยยังอยู่ในช่วงฝึกฝนเรียนรู้อย่างแข็งขัน แต่ละวันนอกจากกินข้าวและนอนหลับ เวลาส่วนใหญ่ก็ล้วนใช้ไปกับการเรียนวิชาปรุงยา ยาที่ฝึกฝีมือปรุงออกมาจึงมีจำนวนมากเป็นธรรมดา ทว่าต่อให้เรียนสำเร็จแล้ว ไม่ต้องฝึกปรืออะไรมากมายอีก นางก็ไม่หวั่น เพราะนางมีห้วงมิติเป็น ‘เครื่องช่วยโกง’ เวลาภายในนั้นเดินไวกว่าภายนอกถึงสิบกว่าเท่า ตั้งหน้าตั้งตาทำอยู่ในห้วงมิติแค่สองวัน ก็ได้สินค้าเท่าจำนวนที่ทำข้างนอกหนึ่งเดือนแล้ว
ไป๋จิ้งเซวียนเข้าอกเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าอัจฉริยบุคคลผู้เป็นอนาคตของแวดวงปรุงยาผู้นี้จะเหนื่อยล้าเกินไป จึงยิ้มกล่าวลดภาระให้ “เอาเช่นนี้เถอะ พวกเราลงชื่อในสัญญากัน ว่าแม่นางกู้จะปรุงยาส่งให้ร้านจี้หมินถังเราทุกเดือน ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน พวกเราจะรับซื้อไว้ทั้งหมด ส่วนเรื่องราคา จะคิดให้สูงกว่าราคาวันนี้สองในสิบส่วน เจ้าว่าดีหรือไม่”
หากราคาสูงขึ้นอีกสองส่วน ยาสมุนไพรสองกระบุงมิขายได้ร้อยกว่าตำลึงเลยหรือ?... กู้หมิงยืนเป็นฉากหลังอยู่ด้านข้างมาตลอด ถึงกับตกใจแทบกัดลิ้นตัวเองหลังจากคิดคำนวณราคาอยู่ในใจ ลำพังเงินรายได้ที่น้องสาวปรุงยาเดือนหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่าสองร้อยตำลึงแล้ว เขานึกหวั่นไหวใจ คิดอยากขอเรียนวิชาปรุงยาจากท่านปู่เจิ้งบ้าง
เพียงแต่ ถึงแม้เขาจะอยากเรียน ก็ใช่ว่าปราชญ์โอสถจะรับเขาเป็นศิษย์ พึงรู้ว่าการเรียนวิชาปรุงยาต้องอาศัยความมุมานะเพียรพยายามเป็นสำคัญ ทว่าพรสวรรค์กลับสำคัญจำเป็นยิ่งกว่า คนที่มีพรสวรรค์น้อย หากขยันเล่าเรียนลำบากฝึกฝนหลายสิบปีอาจสำเร็จถึงระดับแพทย์โอสถได้ แต่หากคิดจะขึ้นไปถึงระดับแพทย์โอสถใหญ่ คงจะยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์บำเพ็ญเซียนเป็นแน่ หากปรุงยาสมุนไพรระดับธรรมดาสองกระบุงมาขายได้สองสามตำลึงก็ยิ่งใหญ่มากแล้ว
ไป๋จิ้งเซวียนลงมือเขียนสัญญาด้วยตนเองหลังจากกู้เยี่ยพยักหน้า นางอ่านดูอย่างระมัดระวังอยู่สองรอบก็ชี้ไปที่ร่างสัญญานั้น “ระบุข้างท้ายด้วยว่า กำหนดระยะสิ้นสุดสัญญาคือ... สองปี หลังจากสองปีแล้ว หากเราทั้งสองฝ่ายพึงพอใจที่จะทำการค้ากันต่อ ก็ค่อยต่อสัญญาออกไปก็ได้แล้ว”
ไป๋จิ้งเซวียนอดประหลาดใจในความฉลาดหลักแหลมของแม่นางน้อยตรงหน้าไม่ได้... แม่หนูน้อยอายุยังไม่พ้นสิบเอ็ดขวบก็รอบคอบถี่ถ้วนถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นศิษย์ของปราชญ์โอสถ
เขาไม่กล้าเพ้อฝัน ว่าจะได้รับเกียรติทำการค้าร่วมกับแม่นางกู้ในระยะยาว เพียงเชื่อว่าภายในสองปีนี้ ภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างร้านจี้หมินถังกับแม่นางกู้คงจะราบรื่นยืนยาวต่อไปได้
“แม่นางกู้ ไม่ทราบว่าท่านจะให้เกียรติข้าเลี้ยงอาหารท่านและพี่ชายสักมื้อได้หรือไม่” ไป๋จิ้งเซวียนเห็นสองพี่น้องกล่าวอำลา ก็รีบเรียกไว้อย่างเกรงใจ
กู้เยี่ยส่ายหน้า ตอบว่า “พวกข้านัดกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้านไว้ ว่าวันนี้จะไปซื้อของเตรียมรับปีใหม่ ไว้วันหลังค่อยรบกวนนายท่านไป๋จะดีกว่า”
“แม่นางกู้โปรดรอประเดี๋ยว!” ไป๋จิ้งเซวียนเห็นเสื้อนวมด้านหลังของกู้เยี่ยถูกกระบุงไม้ไผ่เสียดสีจนเป็นรอยเปื่อยยุ่ย พลันนึกถึงเรื่องที่นางเพิ่งเล่าให้ฟังว่า นางช่วยปราชญ์โอสถลงมาจากเขาหลังบ้านของนาง ดูท่าแม่นางกู้จะอาศัยอยู่บนเขาชางหมั่ง เส้นทางบนเขาขรุขระห่างไกล สองพี่น้องร่างกายผอมบางคู่นี้ต้องลำบากมากเพียงใด กว่าจะแบกยาสมุนไพรสามร้อยกว่าชั่งลงมาจากเขาได้
ขณะที่กู้เยี่ยมองมาด้วยสายตาแปลกใจ ไป๋จิ้งเซวียนก็กล่าวต่อ “หากแม่นางกู้สะดวก โปรดบอกที่อยู่ให้รู้เถิด ร้านจี้หมินถังเราจะได้ส่งคนไปรับยาสมุนไพรทุกเดือน เช่นนี้แล้วจะได้ไม่เหนื่อยยากพวกท่านสองพี่น้องด้วย”
กู้เยี่ยคิดครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงปฏิเสธ “หมู่บ้านพวกข้าอยู่ในส่วนลึกบนเขาชางหมั่ง คนที่ไม่ชำนาญทางจะหลงเอาได้ง่ายๆ วันหน้าพวกข้าเข้ามาส่งสินค้าเองจะดีกว่า”
“เช่นนั้นก็ได้...” ไป๋จิ้งเซวียนคิดเดาว่า นางคงกลัวจะเปิดเผยร่องรอยของท่านปราชญ์โอสถเข้า จึงไม่ได้รบเร้าเซ้าซี้ต่อ แต่สั่งหลงจู๊ฝางทันที “ไป ไปจูงล่อสองตัวที่เรือนหลังออกมา”
จากนั้นเขาก็หันไปบอกกู้เยี่ยว่า “แต่ละเดือนหากพวกท่านสองคนต้องแบกยาสมุนไพรมาส่งราวห้าร้อยชั่ง จะเหนื่อยยากลำบากเกินไป พอดีร้านเรามีล่อสองตัวที่ไม่ได้ใช้งาน ถ้าไม่รังเกียจ แม่นางกู้ก็จูงกลับไปใช้เถิด”
เหตุที่ไป๋จิ้งเซวียนไม่ได้ให้ม้าไป เพราะการใช้ม้าขนของหนักขึ้นทางเขาไม่สะดวกเท่าล่อลา อีกทั้งราคาม้าก็สูงกว่าล่อมาก เขาเกรงว่าถ้ามอบม้าให้ กู้เยี่ยจะไม่รับ
กู้เยี่ยเลิกคิ้วสูง... บ้านใครกันเลี้ยงล่อไว้แต่ไม่ใช้ แถมยังมีสองตัวอีก?
นายท่านไป๋ผู้นี้ช่างหาเหตุผลมาอ้างได้ชวนลื่นคะมำมาก เพียงแต่โอกาสที่จะได้ทำการค้ากันยังอีกมาก นางจึงไม่ปฏิเสธน้ำใจของเขา
ระหว่างที่สองพี่น้องเดินจูงล่อไปตามถนนซึ่งคราคร่ำไปด้วยผู้คน ในที่สุดกู้หมิงก็มีโอกาสถามข้อสงสัยที่เก็บไว้เต็มท้อง
“น้อง เจ้าเรียนอ่านเขียนตั้งแต่เมื่อใดกัน” ก่อนหน้าจะรับเป็นหลานบุญธรรมของท่านปู่ น้องสาวได้แต่ทำงานบ้านและทำงานบ้านเท่านั้น ไม่มีโอกาสไปเรียนหนังสือที่บ้านท่านลุงสาม ชื่อของนาง เขายังเป็นคนสอนให้นางจำเลย แต่ตอนทำสัญญาเมื่อครู่ น้องสาวอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งยังชี้จุดที่ไม่ครอบคลุมได้ ลายมือแม้จะไม่สวยงามนัก แต่ก็เขียนถูกต้องทุกตัว
กู้เยี่ยแอบกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง “ข้าก็เรียนจากท่านอาจารย์อย่างไรเล่า จะเป็นใครไปได้ เห็นแล้วหรือไม่ แม้แต่ทำการค้า เรื่องเรียนเขียนอ่านก็สำคัญยิ่งเช่นกัน ไม่เช่นนั้น เวลาลงชื่อทำสัญญาก็อาจถูกโกงจนไม่มีบ้านให้กลับ เดี๋ยวกลับไปแล้ว ท่านก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือจากท่านลุงสามให้ดี ห้ามอ้างนู่นอ้างนี่อีก จะสอบเป็นจ้วงหยวนฝ่ายบู๊ก็ต้องสอบข้อเขียนด้วยเช่นกัน”
“วางใจเถอะ เห็นน้องมุ่งมั่นพยายามเช่นนี้ ข้าเป็นพี่ชายจะยอมตามหลังเจ้าได้อย่างไร แต่ไม่รู้แล้วว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง ทุกวันนี้ถูกเจ้าคอยจ้ำจี้จ้ำไชแทบแย่แล้ว” กู้หมิงทำหน้าม่อยบ่นกระปอดประแปด กู้เยี่ยหัวเราะร่าใส่เขา
“จริงสิ ล่อสองตัวนี้ราคามิใช่น้อย พวกเรารับมาอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้จะดีหรือ” กู้หมิงรู้สึกกังวลใจอยู่หลายส่วน
“มีอะไรไม่ดีเล่า? เหตุใดนายท่านสามแห่งร้านจี้หมินถังถึงเกรงอกเกรงใจเราเช่นนี้ มิใช่เพราะข้าน้องสาวท่านปรุงยาได้ยอดเยี่ยมหรอกหรือ? เขามอบล่อให้พวกเราไม่เพียงแค่ซื้อใจกัน ยังเพื่อให้วันหน้าข้านำยาสมุนไพรมาส่งพวกเขาอย่างดีด้วย พวกเขามอบให้ด้วยความจริงใจ พวกเราก็แค่รับไว้เท่านั้นเอง”
กู้เยี่ยเองก็รู้ดีแก่ใจว่า ที่ร้านจี้หมินถังสนใจให้ความสำคัญกับนาง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจารย์ของนาง ทว่า ร้านจี้หมินถังเปิดกิจการทำการค้าย่อมไม่อาจปล่อยให้ขาดทุน
สองพี่น้องเดินกันไปคุยกันไป ฉับพลันนั้น ผู้คนที่เดินถนนอยู่ก็พากันกรูไปทางหนึ่ง ห่างออกไปไม่ไกลนัก ฝูงชนมุงล้อมเป็นวงใหญ่
กู้เยี่ยกะพริบตาปริบๆ พูดกับกู้หมิงด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง “ด้านหน้านั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น คงจะไม่ได้มีใครล้มป่วยกะทันหันอีกหรอกนะ? พี่ชาย ท่านเฝ้าล่อไว้นะ ข้าจะไปดูสักหน่อย!”
“เอ้ย... น้อง ระวังตัวด้วยนะ!” กู้หมิงตะลีตะลานรับสายบังเหียนที่น้องสาวโยนมาให้ ทันร้องเตือนน้องสาวไปแค่หนึ่งประโยค ก็เห็นร่างผอมเล็กของนางมุดหายเข้าไปในฝูงชนอย่างปราดเปรียว
ใจกลางฝูงชน มีหญิงวัยสามสิบเศษผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่กับพื้น เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่อาจห่อหุ้มร่างกายให้อบอุ่น นางตัวสั่นเทาหนาวสะท้านท่ามกลางลมยะเยือก ใต้เรือนผมที่ยุ่งเหยิงคือใบหน้าซูบซีดผอมเซียว นางส่งเสียงไอโขลกๆ อยู่ตลอดเวลา เห็นชัดว่าสุขภาพไม่ดีนัก ด้านหลังของนางยังมีชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่อีกคนหนึ่ง กำลังจ้องมองนางด้วยสายตามาดร้าย
“น่าสงสารจริงๆ ได้ยินว่าหญิงผู้นี้เป็นแม่ครัวอยู่ในหอสุราชื่อดังของเมืองเหยี่ยนเฉิงเชียวนะ แต่เจ้านายก่อคดีจนถูกริบทรัพย์ หอสุราก็ถูกสั่งปิดไปด้วย แต่เพราะแม่ครัวผู้นี้ลงชื่อขายตัวเป็นทาสไว้ เลยถูกเกณฑ์เป็นทาสหลวง นำมาขายต่อ”
“จริงหรือนี่! ดูท่าระหว่างทางแม่ครัวผู้นี้คงล้มป่วย ทาสหลวงคนอื่นๆ ล้วนถูกขายไปหมดแล้ว เหลือแต่นางคนเดียว ได้ยินว่าเจ้าหน้าที่จะพานางไปขายที่เขตภูเขาลึกๆ ให้แต่งงานเป็นภรรยาพวกผู้ชายขี้เกียจที่ไม่มีใครเอานั่นละ”
เสียงคนสองคนสนทนากันด้วยความเวทนาสงสารอยู่ด้านหลังกู้เยี่ย
1 กง เป็นคำเรียกผู้มีอาวุโสสูง มีตำแหน่งสูง หรือมีชื่อเสียงมากอย่างเคารพนบนอบ
54 บทที่ 54 ซื้อคนกลางถนน
“ท่าทางนางป่วยจนแทบไม่ไหวแล้ว ใครจะซื้อกัน สุดท้ายก็ไม่แคล้วต้องหาสื้อหญ้ามาห่อม้วน แล้วฝังทิ้งไว้ตามเนินข้างทาง”
“โถ... น่าสงสาร แม่ครัวของหอสุราชื่อดัง ฝีมือครัวจะต้องดีมากแน่ น่าเสียดายที่ป่วยหนัก เจ้าดูนางไอสิ คงมิได้เป็นฝีในปอดกระมัง”
“ฝีในปอด? เช่นนั้นก็ติดต่อกันได้สิ! พวกเรา อย่าเข้าไปมุงกันนะ ถ้าเกิดติดโรคขึ้นมา ก็มีแต่รอความตายที่บ้านแล้ว”
คนสองคนที่คุยกันอยู่ไม่ไกลต่างหันมามองหน้ากัน แล้วพากันถอยจากไป แต่กู้เยี่ยกลับถูกคำคาดเดาที่ว่า ‘ฝีมือครัวจะต้องดีมากแน่’ ดึงดูดไว้ อาการเจ็บป่วยของหญิงผู้นั้นน่าจะเกิดจากได้รับไอหนาวเย็น แต่ไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที จึงกลายเป็นปอดอักเสบ ในยุคที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะเช่นนี้ โรคปอดอักเสบอาจถือเป็นโรคที่รุนแรงถึงชีวิต แต่สำหรับกู้เยี่ย ใช้แค่ยาไม่กี่ตัวก็ได้แล้ว
ต่อแต่นี้ กู้เยี่ยจะมีรายได้อย่างน้อยเดือนละสองร้อยตำลึงเงิน หากเลี้ยงคนเพิ่มขึ้นอีกสักคนคงไม่หนักหนาอะไร สิ่งสำคัญก็คือ นางไม่อยากทรมานตัวเอง ทนฝืนกินอาหารที่ยากจะกลืนลงคอนั่นอีกต่อไป นางอึดอัดจะแย่แล้ว!
“สองตำลึงเงิน มีคนซื้อหรือไม่ แม่ครัวฝีมือดี เพียงแค่สองตำลึงเงิน หากท่านไปซื้อหาเด็กรับใช้สักคนจากนายหน้า ก็ยังไม่ได้ราคานี้เลยนะ” ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ผู้นั้นถลึงมองแม่ครัวด้วยแววตาดุร้าย คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ล้วนกล่าวกันว่า หากไม่มีใครซื้อตัวหญิงผู้นี้ไป นางคงจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้แน่
กู้เยี่ยเห็นชายฉกรรจ์ผู้นั้นเงื้อแส้ในมือ ทำท่าจะฟาดลงบนตัวแม่ครัว นางก็รีบตะโกนออกไป “หยุดก่อน! ข้าจะซื้อคนผู้นี้เอง!”
ชายฉกรรจ์หันมาไล่มองเสื้อผ้าที่ไม่เข้าตาบนตัวกู้เยี่ย ก่อนจะขมวดคิ้วกล่าวอย่างเอือมระอา “ไปซะ ไป ไปเล่นข้างๆ นั้นเถอะแม่หนูน้อย! ถ้าจะซื้อคน ก็ให้ผู้ใหญ่ในบ้านเจ้ามา”
“ทำไมต้องให้ผู้ใหญ่มาด้วยเล่า แค่เอาเงินให้ท่านก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?” กู้เยี่ยล้วงแขนเสื้อหยิบเงินสะเก็ดออกมาก้อนหนึ่ง น้ำหนักมากกว่าสองตำลึง แล้วโยนไปทางชายฉกรรจ์ผู้นั้น
ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่รับเงินไว้ในมือ หลังจากโยนกะน้ำหนักดู ก็พยักหน้ากล่าว “เงินมาของส่งครบจบกระบวน1 แม่นางน้อย ใช่ว่าข้าหวังซานจะไม่เห็นแก่คุณธรรม ข้าให้โอกาสเจ้าคิดใคร่ครวญครั้งสุดท้าย หากนำคนไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านเจ้าจะมาขอคืน ก็อย่าคิดว่าข้าจะยอมคืนเงินให้เจ้านะ”
“ไม่ต้องใคร่ครวญแล้ว เงินสองตำลึงเป็นของข้า ข้าหาใหม่เองได้ ท่านลุง ข้าพาคนไปได้หรือยัง?”
เมื่อชายฉกรรจ์พยักหน้า กู้เยี่ยก็เดินไปยังข้างกายหญิงผู้นั้น แล้วประคองแขนนางลุกขึ้นมา
หญิงแม่ครัวยังไอรุนแรงออกมาระลอกหนึ่ง หลังจากสงบลงแล้ว ใบหน้าซูบซีดของนางก็เผยสีหน้าสิ้นหวัง “แม่นาง ร่างกายของข้าดูทีจะไม่ไหวแล้ว ท่านนำเงินกลับคืนไปเถิด แค่กๆๆ...”
“ท่านน้า อาการของท่านแค่เจ็บป่วยเล็กน้อย เพียงแต่เป็นเรื้อรังมานาน ถึงได้รุนแรงขึ้นเช่นนี้ ข้าเพิ่งออกมาจากร้านจี้หมินถัง ข้ารู้จักกับหลงจู๊ที่นั่นดี ข้าจะพาท่านไปให้ท่านหมอตรวจดูสักหน่อย”
ยารักษาโรคปอดอักเสบที่กู้เยี่ยมีในมือ เป็นของที่กักตุนไว้จากชาติภพก่อน หากจะนำออกมาใช้ก็ต้องหาวิธีปิดบังซ่อนเร้น เช่นนั้นก็ให้ท่านหมอประจำร้านจี้หมินถังเขียนใบสั่งยามาก่อน แล้วนางค่อยสับเปลี่ยนเป็นตัวยาของนางก็ได้แล้ว
ขณะที่กู้เยี่ยประคองแม่ครัวมาเจอพี่ชาย แล้วพากันเดินไปที่ร้านจี้หมินถัง ในตรอกลับตาคนสายหนึ่ง ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่กล่าวกับผู้ชายท่าทางไม่สะดุดตาสองคนว่า “งานสำเร็จแล้ว นี่เป็นเงินยี่สิบตำลึงที่หญิงผู้นั้นให้มา ส่วนนี่อีกสองตำลึงของแม่นางน้อยผู้นั้น พวกเจ้าแบ่งไปคนละเจ็ดตำลึง ของข้าแปดตำลึง ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว! พวกข้าแค่คุยกันอยู่ด้านหลังแม่นางน้อยเท่านั้น ท่านต่างหากพี่ใหญ่ที่ต้องแสร้งโหมประโคมเรื่องเป็นชั่วยาม สมควรแล้วที่ท่านจะได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด” ชายคนหนึ่งในนั้นกล่าวพลางรับเงินไป
อีกคนหนึ่งพอรับเงินแล้วก็ถามขึ้นด้วยความข้องใจ “พี่ใหญ่ ท่านว่าหญิงผู้นั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่? แม่นางน้อยผู้นั้นดูไม่เหมือนคุณหนูตระกูลคนรวย แล้วเหตุใดนางถึงต้องวางแผนหาทางเข้าใกล้แม่นางน้อยด้วย แถมยังไม่กลัวอากาศหนาว ยอมปล่อยให้ตัวเองตากลมจนแทบทนไม่ไหว ข้าดูอาการนางแล้วไม่น่าจะแกล้งทำ คงจะไม่เป็นอะไรไปจริงๆ ใช่ไหม”
“เจ้าจะสนใจอะไรมากมายไปทำไม พวกเราทำงานแล้วก็รับเงินมา เรื่องอื่นไม่เห็นต้องไปห่วงกังวลเลย ไป กลับเมืองเหยี่ยนเฉิงไปหาของกินดีๆ กินกับพี่น้องพวกเราสักมื้อ ที่ทุรกันดารเช่นนี้ แม้แต่หอสุราที่เข้าท่าเข้าทางก็ยังไม่มี” เงาร่างของชายฉกรรจ์และชายสองคนนั้นค่อยๆ ลับหายไปตรงมุมถนน
ที่ร้านจี้หมินถัง หลงจู๊ฝางอยู่ในร้านพอดี เขากำลังจัดการยาสมุนไพรที่รับซื้อจากกู้เยี่ย เมื่อเห็นกู้เยี่ยพยุงหญิงท่าทางสะบักสะบอมคนหนึ่งเข้ามาก็รีบซักถาม “เกิดอะไรขึ้น นี่คือ...”
“คุณน้าท่านนี้ป่วยหนัก ท่านหมอผู้เฒ่าได้โปรดช่วยตรวจดูให้หน่อยเถิด” กู้เยี่ยพาหญิงผู้นั้นมานั่งบนม้านั่ง รอให้ท่านหมอผู้เฒ่าตรวจอาการคนไข้ตรงหน้าตอนนี้เสร็จ และเขียนใบสั่งยาให้เด็กลูกจ้างจัด เขาถึงเดินมาตรวจชีพจรของนาง
หมอผู้เฒ่าท่าทางเปลี่ยนเป็นเงียบงัน นานสองนานกว่าจะหดมือกลับไป ถอนหายใจเอ่ยว่า “โรคของเจ้าเป็นเพราะลมหนาวรุกเข้าปอด ปล่อยให้ยืดเยื้อยาวนานจนเสมหะอุดกั้นปอด... ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ แต่จะรักษาชีวิตได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับดวงของเจ้าแล้ว”
“แม่นางน้อย ท่านหมอไม่อาจรักษาโรคของข้าเช่นนี้ ท่านก็อย่าสิ้นเปลืองเงินทองเลย” หญิงแม่ครัวไอพลางยับยั้งกู้เยี่ยไม่ให้เสียเงินจัดยา
“ท่านน้าเหยียน” ระหว่างทางกู้เยี่ยพูดคุยกับนางจนรู้ชื่อรู้สกุลแล้ว เพียงเตือนว่า “หากไม่ลอง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าได้ผลหรือไม่ ท่านกลับบ้านไปกับข้า วิชาแพทย์ของอาจารย์ข้าก็ดียิ่งนัก ครั้งก่อนข้ายังใช้วิธีที่อาจารย์สอนช่วยชีวิตคนที่โรคหัวใจกำเริบกลับมาได้เลย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรู้วิธีรักษาโรคของท่านก็ได้”
หมอผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “แม่นางน้อยกล่าวไม่ผิด ข้าเคยเห็นมากับตา นางเป็นผู้พาคนที่หยุดหายใจไปแล้วกลับมาจากตำหนักพญายม แม้อาการของเจ้าจะรุนแรง แต่หากอยู่ในมือของหมอเทวดาก็อาจไม่นับว่าเป็นอะไรได้”
กู้เยี่ยเห็นเด็กลูกจ้างยกน้ำชาออกมาจากด้านใน ก็ลุกขึ้นไปรับชา แล้วอาศัยช่วงที่ทุกคนกำลังสนใจอยู่แต่กับคนไข้ ล้วงหยิบยารักษาโรคปอดอักเสบออกมาจากห้วงมิติอย่างรวดเร็ว ยาชนิดนี้มีสรรพคุณดียิ่งกว่ายาปฏิชีวนะ ทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย
กู้เยี่ยเทยาซึ่งไร้สีสันนี้ลงไปในน้ำชา ก่อนจะส่งชาให้น้าเหยียน “ดื่มชาร้อนอบอุ่นร่างกายหน่อยเถิด”
เหยียนชิวถงต้องการทำภารกิจที่เจ้านายมอบหมายมาให้สำเร็จ จึงทุ่มเทลงไปมาก นางรู้มาว่า ผู้ที่เป็นเป้าหมายรู้วิชาแพทย์ ระหว่างเดินทางมาตลอดสามวันถึงยอมอาบน้ำเย็นทุกคืนเพื่อแสดงให้สมจริง และเพื่อให้อาการดูสาหัสรุนแรง นางยังไม่กินอาหารเลยสักมื้อ เมื่อเช้านี้ก็นั่งตากลมหนาวอีกหนึ่งชั่วยามกว่า แม้แต่ตัวนางเองก็รู้สึกว่าชีวิตของตนหลุดลอยไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ไม่ได้ ภารกิจที่เจ้านายมอบหมายยังไม่สำเร็จลุลวงเลย ตนยังตายไม่ได้... เหยียนชิวถงรับน้ำชามาดื่มพรวดลงไปทีเดียว ไม่รู้ว่านางรู้สึกไปเองหรือไม่ ว่าเมื่อชาอุ่นร้อนไหลลงสู่ท้อง ไอร้อนก็แผ่ซ่านไปตามร่างกายที่หนาวเหน็บ นางรู้สึกอบอุ่นขึ้นไปทั้งตัว แม้แต่อาการเจ็บป่วยก็ราวกับกระเตื้องขึ้นไม่น้อย
“หลงจู๊ฝาง ไม่ทราบว่าให้น้าเหยียนพักผ่อนอยู่ที่เรือนด้านหลังนี้ก่อนได้หรือไม่ รอให้พวกข้าจับจ่ายซื้อของเสร็จ ค่อยกลับมารับนางไป?” พวกนางเสียเวลามามากพอดู ไม่รู้ว่าพวกท่านอาเก้าจะร้อนใจเพียงใดแล้ว พวกนางสองพี่น้องจะต้องรีบกลับไปสมทบกับพวกเขา และซื้อของรับปีใหม่ก่อน
หลงจู๊ฝางยึดถือตามที่นายท่านสามดูแลให้ความสำคัญกับแม่นางน้อย เขาจึงไม่อาจปฎิเสธได้ ไม่เพียงจัดที่ทางที่เหมาะสมให้เหยียนชิวถง ให้เด็กลูกจ้างต้มยาให้นางดื่ม แต่ยังหยิบชุดนวมใหม่ที่ภรรยาของตนเพิ่งตัดเย็บเสร็จมาให้นางเปลี่ยนด้วย
ตอนที่กู้เยี่ยกับกู้หมิงมาเจอกับพวกท่านอาเก้าบนถนนใหญ่ ครอบครัวอาเก้าทั้งสามคนตามหาตัวสองพี่น้องกันจนแทบบ้า สองพี่น้องยอบรับคำบ่นว่าของท่านอาเก้าและอาสะใภ้อย่างสำนึกผิดด้วยใจจริง จากนั้นจึงค่อยอธิบายสาเหตุที่มาช้า
หลังจากได้ฟังว่ากู้เยี่ยใช้เงินสองตำลึงซื้อหญิงรับใช้ที่ป่วยไข้มาคนหนึ่ง อีกทั้งยังออกเงินไปนางไปรักษา อาสะใภ้เก้าเดิมทีคิดจะต่อว่าอะไรอีก ในที่สุดก็ข่มอารมณ์ลงได้ ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เป็นผู้หญิงที่น่าสงสารจริงๆ พระท่านว่าไว้ ‘ช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น’ พวกเจ้าสองคนทำถูกแล้ว แต่เหตุล่าช้าครั้งนี้ทำให้พวกเราต้องอยู่ในตำบลต่ออีกหนึ่งวัน”
กู้ลี่เอ๋อร์กลับยิ้มพูด “ท่านแม่ นานๆ ทีพวกเราถึงจะได้เข้าตำบลกันสักครั้ง ก็ควรเดินเที่ยวให้นานๆ หน่อยไม่ใช่หรือ แถมยังต้องซื้อของปีใหม่มากมายขนาดนั้น เวลาวันเดียวจะไปพอได้ที่ไหนกัน”
อาสะใภ้เก้าจิ้มนิ้วชี้ไปที่หน้าผากลูกสาว “เจ้านี่พูดง่ายนักนะ จะอยู่จะกินในตำบลไม่ต้องใช้เงินหรือไง! ถึงเวลาไม่มีเงินจ่ายเขา เดี๋ยวก็เอาเจ้าไปขายเสียหรอก”
“ท่านแม่ บ้านเราก็มีแค่ข้าเป็นลูกสาวคนเดียว ท่านขายลง แต่ท่านพ่อขายข้าไม่ลงแน่ ใช่หรือไม่ท่านพ่อ?” กู้ลี่เอ๋อร์แลบลิ้นใส่มารดา แล้วเข้าไปอ้อนบิดาให้ปลอบขวัญ
กู้โม่พยักหน้า “ใช่แล้ว ลูกสาวข้ารู้เรื่องรู้ราว ทำงานเก่ง ทั้งยังช่างเอาใจเช่นนี้ ต่อให้เงินมากแค่ไหนก็ไม่ขายหรอก”
กู้ลี่เอ๋อร์ยิ้มกริ่มอิ่มเอมใจ
นี่คือความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกแบบปกติทั่วไปสินะ? พ่อพิลึกๆ อย่างกู้เฉียวนั่น เกรงว่าในโลกนี้คงหาคนที่สองออกมาได้ยากจริงๆ ทำไมถึงชอบให้ลูกต้องคอยก่อหายนะให้ด้วยเล่า... กู้เยี่ยมองครอบครัวกู้ลี่เอ๋อร์อย่างชื่นชม
กู้หมิงดึงแขนน้องสาวเบาๆ รู้สึกแสบจมูกตื้นตัน “น้อง เจ้ายังพี่ข้ากับท่านปู่นะ ต่อไปข้าจะดีต่อเจ้าให้มากขึ้นเป็นเท่าทวีเลย!”
“ต่อไปท่านก็ต้องแต่งสะใภ้เข้าบ้าน จะดูแลข้าได้ตลอดไปหรือ?” กู้เยี่ยเก็บสายตากลับมา เม้มปากยิ้มให้พี่ชาย ก่อนถามเขาแบบติดตลก
ใบหน้ากู้หมิงพลันร้อนผ่าว เขายังคงพยักหน้ายืนยันหนักแน่น “อืม! ใครก็ไม่สำคัญเท่าน้องสาวข้า ต่อให้เป็น... พี่สะใภ้เจ้าก็เช่นกัน”
“พี่สะใภ้ใคร กู้หมิง เจ้ายังเป็นเด็กเป็นเล็กก็คิดเรื่องแต่งงานแล้วหรือ?” กู้ลี่เอ๋อร์ได้ยินเพียงครึ่งๆ กลางๆ ก็หัวเราะหยอกล้อกู้หมิง ยิ่งเห็นใบหน้าเขาแดงขึ้น นางก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นอย่างล้อเลียน
“พี่ลี่ ฉลองปีใหม่ต้องซื้อของอะไรบ้างหรือ? รีบบอกพวกข้ามาเร็วเข้าเถอะ” กู้เยี่ยรีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา เพื่อช่วยพี่ชายของตน
กู้ลี่เอ๋อร์คิดทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนจะบอกว่า “ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก รู้แต่ว่าต้องซื้อแป้งสาลี เนื้อสัตว์ เอาไว้ใช้ห่อเกี๊ยว กับพวกข้าวฟ่างเหนียว ถั่วแดง เอาไปทำซาลาเปาถั่วเหนียว2 และยังต้องซื้อเนื้อหมูไปทำหมูตากแห้ง ไว้กินตลอดช่วงฤดูหนาวด้วย”
“พี่ลี่ ทำไมพูดถึงแต่ของกินล่ะ ของอย่างอื่นเล่า?” กู้เยี่ยซักถาม
“อืม... หากเป็นบ้านที่มีฐานะขึ้นมาหน่อย ก็ต้องซื้อผ้ามาตัดเสื้อผ้าใหม่ นอกเหนือจากนี้ ก็คงซื้อกระดาษแดงมาเขียนโคลงกลอนคู่ และตัดกระดาษเป็นลวดลาย หากไหว้เชิญเทพเจ้าเตาไฟก็จะซื้อธูปเทียน ขนมลูกอมต่างๆ... ข้าจำได้แค่นี้แหละ ไม่เช่นนั้น เจ้าต้องลองถามท่านแม่ข้าดู” กู้ลี่เอ๋อร์เค้นสมองคิดสุดกำลัง แต่ก็คิดออกมาได้เพียงเท่านี้
1 เงินมาของส่งครบจบกระบวน เป็นสำนวน หมายถึงการซื้อขายแบบที่เมื่อฝ่ายหนึ่งจ่ายเงินเรียบร้อย และอีกฝ่ายส่งมอบของแล้ว ก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก
2 ซาลาเปาถั่วเหนียว (เหนียนโต้วเปา) หรือซาลาเปาถั่ว (โต้วเปา) เป็นอาหารของแถบตงเป่ย (เขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) ตัวแป้งทำจากแป้งข้าวฟ่างเหนียวผสมแป้งข้าวโพด จึงมีลักษณะเหนียวนุ่ม ไม่ฟู ส่วนไส้ใช้ถั่วแดงเล็ก หรือถั่วแดงหลวงนึ่งบดผสมน้ำตาล มักทำกินในช่วงฤดูหนาว
55 บทที่ 55 จับจ่ายครั้งใหญ่
อาสะใภ้เก้าได้ฟังอยู่แล้ว นางมองรูปร่างเล็กบางของสองพี่น้อง โดยไม่รู้ว่าเวลานี้พวกเขาฝากล่อไว้ที่ร้านจี้หมินถัง จึงกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนซื้อแค่ของที่จำเป็นก่อน ของอย่างอื่นไว้รอให้ท่านปู่ของพวกเจ้ากลับมา ค่อยหาโอกาสเข้าตำบลมาซื้ออีกครั้งก็ได้ พวกเราจะไปแบ่งซื้อเนื้อสัตว์กันก่อน หากไปช้าอาจซื้อไม่ทัน พวกเจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่”
กู้เยี่ยกับกู้หมิงไม่มีความรู้เกี่ยวกับของฉลองปีใหม่เลย ทำได้เพียงติดตามท่านอาเก้าและอาสะใภ้ไป พวกเขาซื้ออะไร พวกตนก็ซื้ออย่างนั้น
คนทั้งกลุ่มมาที่แผงขายเนื้อหมูกลางตลาดสด ที่นั่นมีคนเบียดออกันแออัดอยู่ก่อนแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านจากเขตภูเขาเข้ามาซื้อของเตรียมรับปีใหม่เช่นกัน ในบรรดานั้นมีชาวบ้านหมู่บ้านชิงซานอยู่ด้วยหลายคน
อาสะใภ้เก้ามือหนึ่งจูงลูกสาวของตน อีกมือหนึ่งคว้ามือกู้เยี่ย พาเบียดแทรกเข้าไปในฝูงชน ครั้นแล้วนางก็อ้าปากกว้างร้องบอกคนขายเนื้อหน้าอ้วนหูใหญ่ว่า “พี่หลี่ เอาเนื้อหมูติดมันห้าชั่ง หมูเนื้อแดงสองชั่ง!”
“ได้เลย! น้องจวี๋ฮวา เจ้ามาได้จังหวะพอดี ข้าเพิ่งยกหมูตัวที่สองออกมา ยังไม่ได้แบ่งไปสักชั่งเลย ดูนี่สิ ชิ้นนี้เป็นอย่างไร” คนขายเนื้อหมูเป็นญาติทางฝั่งมารดาของอาสะใภ้เก้า เขาหั่นแบ่งเนื้อหมูติดมันชิ้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะแขวนชั่งดูน้ำหนักให้ได้ห้าชั่ง จากนั้นก็ชั่งหมูเนื้อแดงอีกสองชั่ง แล้วห่อด้วยกระดาษไขส่งให้นาง
อาสะใภ้เก้ายื่นเงินค่าเนื้อหมู เสร็จแล้วก็ดึงกู้เยี่ยมาข้างกาย ร้องบอกเสียงดัง “เยี่ยเอ๋อร์น้อย เจ้าอยากได้อะไรก็รีบบอกลุงหลี่เร็วเข้า!”
กู้เยี่ยสังเกตดูอย่างดีแล้ว นางชี้ไปที่หมูสามชั้นชิ้นหนึ่งซึ่งมีส่วนไขมันและส่วนเนื้อพอๆ กัน “ท่านลุงหลี่ ช่วยชั่งชิ้นนี้ให้ข้าได้หรือไม่ ข้าอยากได้ทั้งชิ้น ส่วนหมูเนื้อแดงนี้ท่านช่วยหั่นจากตรงนี้ถึงตรงนี้ แล้วก็อยากได้ขาหมูอีกสี่กีบ...”
อาสะใภ้เก้ากะดูด้วยตาเปล่า หมูสามชั้นชิ้นนั้นน่าจะหนักราวๆ สิบกว่าชั่งแล้ว หมูเนื้อแดงที่กู้เยี่ยต้องการก็น่าจะรางห้าหกชั่ง หากรวมขาหมูอีกก็น่าจะราวยี่สิบชั่งเห็นจะได้ แต่กู้เยี่ยก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ นิ้วมือน้อยๆ ชี้ออกไปต่อ
“เยี่ยเอ๋อร์น้อย ซื้อเนื้อมากมายขนาดนี้ ตอนปีใหม่พวกเจ้าจะกินหมดหรือ” อาสะใภ้เก้ากล้วว่าแม่หนูน้อยจะไม่ได้คิดคนวณให้ดี เงินที่เตรียมมาอาจไม่พอจ่าย จึงอดเตือนนางไม่ได้
กู้เยี่ยกลับพยักหน้าตอบอย่างพาซื่อ “กินหมดแน่ ท่านปู่กับอาจารย์ข้าชอบกินเนื้อสัตว์ยิ่ง!”
ที่สำคัญคือตัวนางเองก็ชอบกินเนื้อสัตว์มากเช่นกัน
“ช่างเป็นเด็กกตัญญูจริงๆ ขาหมูกีบนี้ ลุงหลี่แถมให้เจ้าด้วยก็แล้วกัน!” คนขายเนื้อหลี่หัวเราะร่วน ขณะชั่งเนื้อหมูให้กู้เยี่ย ก็หยิบขาหมูอีกกีบหนึ่งวางเพิ่มให้ในกองเนื้อหมูที่ชั่งเสร็จแล้ว
กู้เยี่ยตาลุกวาว ชี้ไปที่ขาหมูที่เหลืออยู่บนแผง “ท่านลุง แล้วขาหมูกีบนั้นขายอย่างไรหรือ ยังมีหัวหมู กับหางหมูนี่...”
อาสะใภ้เก้ากระตุกชายเสื้อของนาง พลางกระซิบเบาๆ “บ้านเจ้ามิได้จัดพิธีบวงสรวงอะไรไม่ใช่หรือ จะซื้อหัวหมูไปทำอะไร ขาหมูกับหางหมูนอกจากส่วนหนังแล้วก็มีแต่กระดูก มีอะไรให้กินกัน”
คนขายเนื้อหลี่หัวเราะชอบใจเช่นกัน “หัวหมู ขอหมู กับหางหมูพวกนี้ ถ้าแม่นางน้อยอยากได้จริงๆ คิดให้เจ้ารวมๆ เพิ่มแค่ยี่สิบเหวินเท่านั้น”
“พี่หลี่ ท่านนี่ไม่ใจป้ำเลยนะ ของเศษๆ พวกนี้ปกติท่านก็แถมๆ ให้คนอื่นทั้งนั้น แต่กลับมาคิดเงินหลานสาวข้ายี่สิบเหวิน ข้าว่า... สิบเหวินก็พอแล้ว!” อาสะใภ้เก้ารู้ดีว่า นอกจากหัวหมูที่พอมีราคาสองสามเหวินแล้ว ของส่วนอื่นๆ มักใช้เป็นของแถม
คนขายเนื้อหลี่ยอมลดให้อย่างคนพูดง่าย “ในเมื่อน้องจวี๋ฮวาเอ่ยปาก สิบเหวินก็สิบเหวิน แม่นางน้อย ทั้งหมดมีหมูสามชั้นสิบห้าชั่ง หมูเนื้อแดงแปดชั่ง ขาหมูห้าชั่ง รวมแล้วหนึ่งพันยี่สิบเหวิน”
กู้เยี่ยหยิบเงินสะเก็ดออกมาหนึ่งตำลึง และนับเหรียญทองแดงอีกยี่สิบเหวิน ยื่นส่งให้คนขายเนื้อหลี่ แล้วจึงรับของที่มากมายเต็มไม้เต็มมือ หิ้วเบียดผู้คนออกไป ราคาหมูเช่นนี้นับว่าถูกอย่างยิ่ง รวมน้ำหนักทั้งหมดถึงสามสิบกว่าชั่ง ยังจ่ายแค่หนึ่งตำลึงนิดๆ เอง
แค่หนึ่งตำลึงนิดๆ? สำหรับครอบครัวชาวบ้านป่าเขา รายได้ปีๆ หนึ่งหากนำไปกินดื่มแล้วเหลือสองสามตำลึงก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว เวลานี้กู้เยี่ยมีเงินในกระเป๋า จนลืมไปว่ายามที่ไม่มีเงินนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด
อาสะใภ้เก้าเห็นกู้เยี่ยหัวเราะคิกคักขณะหยิบหัวหมูและขาหมูใส่ในกระบุง ก็อดบ่นไม่ได้ “เจ้านี่นะ ถึงในมือจะมีเงิน ก็ไม่ควรใช้สุรุ่ยสุร่าย เจ้าซื้อหมูเนื้อแดงมากเกินไป ยังมีขาหมูกับหางหมูพวกนี้อีก ไม่มีเนื้อเท่าไรเลย สิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ”
“อาสะใภ้เก้า หมูเนื้อแดงพวกนี้เป็นเนื้อสันใน คือส่วนที่นุ่มที่สุดบนตัวหมู เหมาะจะเอามาผัดที่สุดเลย หัวหมู ขาหมู และหางหมูเอามาต้มพะโล้ด้วยเครื่องเทศพิเศษ จะอร่อยอย่าบอกใครเชียว ไว้ข้าทำเสร็จ จะเอาไปให้พวกท่านด้วย ถ้าท่านชิมแล้ว จะไม่บอกว่าข้าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเลย” ในชาติภพก่อนกู้เยี่ยชื่นชอบอาหารประเภทหมูพะโล้ ขาหมูหางหมูพะโล้มาก ในเมื่อที่บ้านจะมีน้าเหยียนที่ทำกับข้าวเก่งมาอยู่ด้วยอีกคนแล้ว อีกเดี๋ยวนางก็จะได้กินอาหารเลิศรสพวกนี้เสียที
ท่านอาเก้าตามมาช่วยไกล่เกลี่ยให้ “ในเมื่อซื้อมาแล้ว ก็ไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ ไปเถอะ ไปร้านขายข้าวแป้งตรงนั้นกัน”
เมื่อเข้ามาในร้านข้าวแป้ง อาสะใภ้เก้าก็ไล่มองอย่างละเอียด ก่อนซื้อแป้งสาลีห้าชั่ง แป้งเกาเหลียงและแป้งข้าวโพดอย่างละยี่สิบชั่ง ส่วนข้าวฟ่างเหนียวที่บ้านนางปลูกเองอยู่แล้ว จึงไม่ได้ซื้อ เพียงซื้อเมล็ดถั่วแดงและเมล็ดถั่วอวิ๋นโต้ว1 รวมทั้งหมดใช้เงินยังไม่ถึงสามร้อยเหวิน
เวลานี้ที่บ้านกู้เยี่ยไม่ค่อยได้กินธัญพืชหยาบแล้ว แต่ข้าวแป้งก็กินหมดไวมาก แป้งสาลีและข้าวอย่างละห้าสิบชั่งที่ซื้อไปเมื่อครึ่งเดือนก่อนกินพร่องไปพอดู กู้เยี่ยจึงเลือกซื้อของในร้านขายข้าวแป้งอยู่ครู่ใหญ่ ทั้งข้าวเจ้าห้าสิบชั่ง แป้งสาลีหนึ่งร้อยชั่ง แต่ถั่วแดงและถั่วอวิ๋นโต้วนางไม่กล้าซื้อมามากนัก เพราะนางไม่เคยกินซาลาเปาถั่วเหนียวมาก่อน ไม่รู้ว่าจะถูกปากตัวเองหรือไม่ รวมแล้วจึงจ่ายเงินไปหนึ่งตำลึงหกเฉียน
คนทั้งกลุ่มเดินต่อมาถึงร้านผ้า กู้เยี่ยซื้อชุดให้ท่านปู่และพี่ชายคนละสองชุด แล้วบังเอิญเห็นภายในร้านมีชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีเขียวแตงดูสดใส จึงซื้อให้ตัวเองด้วยอีกชุดหนึ่ง เพราะชุดนวมสีแดงลายพร้อยบนตัวนางชุดนี้ ใส่แล้วให้รู้สึกเป็นสาวเล่อล่าเหลือเกิน รีบเปลี่ยนๆ โดยเร็วได้จะเป็นการดี ความงามในสายตาท่านปู่นั้นช่างทำให้นางหมดแรงจะพูดเลยจริงๆ
ในร้านขายผ้ามีตำหนิที่ซ่อมแซมแล้วอยู่ด้วย กู้เยี่ยไปแย่งซื้อมาได้ไม่น้อย เพราะสามารถเอามาทำผ้าปูเตียง และม่านหน้าต่างได้ อาเก้าและอาสะใภ้เก้าเห็นนางจ่ายเงินไหลเป็นน้ำ แถมกู้หมิงก็ได้แต่ยิ้มตามใจนาง จึงพากันส่ายหน้า นึกในใจว่า... โชคดีที่ท่านอาห้าไปเป็นทหารอยู่ด้านนอกมาหลายปี พอจะมีฐานะอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงมีเงินไม่พอให้แม่หนูน้อยถลุงเป็นแน่ ท่านอาห้าก็เหลือเกินจริงๆ ทำไมถึงให้เยี่ยเอ๋อร์น้อยพกเงินมากมายขนาดนี้ ที่เยี่ยเอ๋อร์น้อยมีนิสัยมือเติบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตามใคร คงเป็นเพราะหลิวซื่อสอนนิสัยแย่ๆ มาแน่ๆ!
พวกเขาหารู้ไม่ว่า เงินที่กู้เยี่ยใช้จ่ายนั้นล้วนเป็นส่วนที่นางหามาเอง นางเข้าตำบลมาครั้งนี้ นอกจากตั๋วเงินค่ายาของอาจารย์หนึ่งพันตำลึงแล้ว นางยังได้เงินมาอีกแปดสิบกว่าตำลึงด้วย
หลังจากใช้เงินอย่างเต็มที่มาทั้งวัน กู้เยี่ยใช้เงินไปยังไม่ถึงห้าตำลึงเลย นางรู้สึกว่ายังไม่จุใจเท่าไรนัก พอมองไปด้านหน้าเห็นร้านเครื่องประดับร้านหนึ่ง ก็จูงมือกู้ลี่เอ๋อร์เดินเข้าไปด้านใน อาสะใภ้เก้ากลัวว่านางจะใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย จึงวางของเตรียมรับปีใหม่ที่ซื้อมาไว้ด้านนอกร้านให้พวกผู้ชายยืนเฝ้า แล้วตนเองก็เดินตัวลีบตามเข้าไปด้วย
ภายในร้านเครื่องประดับ หญิงคนหนึ่งแต่งกายงดงาม เสียบปิ่นประดับผมไว้เต็มศีรษะ กำลังเลือกดูเครื่องประดับอยู่ ข้างตัวนางมีเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดสิบสองขวบคนหนึ่งสวมชุดผ้าไหมสีแดง บนกระโปรงจีบปักลายดอกไห่ถัง2เล็กๆ ชั้นนอกห่มผ้าคลุมไหล่กุ๊นขอบขนจิ้งจอกขาว ดูสง่างามเกินใคร ถ้าหากบนใบหน้าไม่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายบึ้งตึง ก็คงนับเป็นหญิงงามที่เจริญตาเจริญใจไม่น้อย
“ท่านแม่! สถานที่เก่าโทรมเช่นนี้จะมีเครื่องประดับที่ดูได้ให้เลือกอะไร ข้าติดตามท่านกลับมาเยี่ยมญาติ ทำให้ข้าเวียนหัวเหลือเกิน ดูคนพวกนี้สิ มีแต่พวกบ้านนอกคอกนา สภาพดูไม่ได้เลย พวกเรามาเลือกซื้อของรวมกับคนชั้นต่ำเช่นนี้ บอกใครไปไม่ถูกพวกพี่ๆ น้องๆ หัวเราะเยาะตายหรือ”
เด็กหญิงชุดแดงชำเลืองมองดูพวกกู้เยี่ยสามคน สีหน้าดูถูกดูแคลนยิ่งเผยชัดกว่าเก่า นางรีบเบือนสายตาออกโดยไว ราวกับว่าหากมองพวกนางนานอีกหน่อย ความเงอะงะเล่อล่าจะติดตัวนางไปด้วยอย่างไรอย่างนั้น
นัยน์ตาของหลงจู๊ร้านปรากกแววโกรธเคืองผ่านมาแวบหนึ่ง เพียงแต่ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่เป็นกำไลเงินถักที่ดีที่สุดในร้านเราเลย ด้านบนฝังอัญมณีไว้ด้วย ข้านำกลับมาจากแถบชายทะเลด้วยตัวเองเลย ถ้าหากฮูหยินถูกใจ ข้าลดจากราคาห้าสิบสองตำลึงให้ท่าน เหลือแค่ห้าสิบตำลึงเลย”
“อะไรนะ กำไลน่าเกลียดๆ นี่ตั้งห้าสิบตำลึงเชียว? กำไลเงินที่ดีที่สุดในร้านถงฟางเก๋อในเมืองเหยี่ยนเฉิงเรายังไม่เกินยี่สิบสามสิบตำลึงเลย กำไลเงินของเจ้าเลี่ยมทองไว้หรือไง?”
เมื่อคำพูดถากถางของเด็กหญิงดังขึ้นอีกครั้ง หญิงด้านข้างนางก็ลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็วางกำไลลง
หลงจู๊แอบสูดลมหายใจเขข้าลึกๆ ก่อนกล่าวว่า “กำไลนี้ของพวกเราไม่ได้เลี่ยมทอง แต่ฝังทับทิมที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ ทับทิมเหล่านี้นำมาจากนอกแคว้น หากกำไลนี้วางขายที่เมืองเหยี่ยนเฉิง อย่างน้อยต้องราคาไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึง ถ้าคุณหนูท่านนี้ติที่ว่าแพงเกินไป ก็สามารถดูแบบอื่นได้”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ดูถูกข้าใช่หรือไม่ เครื่องประดับในร้านเก่าๆ ของเจ้าก็เหมาะจะขายให้แต่คนบ้านนอกคอกนาจนๆ พวกนี้เท่านั้นแหละ! อัญมณีนอกแคว้นอะไร ข้าดูแล้วก็เป็นแค่เศษหินที่เอามาย้อมสีขาย เห็นว่าพวกข้ามีเงินก็คิดจะหลอกขายเรียกเงินจากพวกข้าน่ะสิ! สิบตำลึง! มากกว่านี้ก็ไม่เอา เจ้าจะขายหรือไม่ขาย!” เด็กหญิงวางอำนาจบาตรใหญ่ ทำท่าประหนึ่ง ‘ให้สิบตำลึงนี่ก็นับว่าบุญของเจ้าแล้วนะ’
“ขออภัยด้วย” หลงจู๊เก็บกำไลเงินฝังทับทิมคืน กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “สิบตำลึงยังไม่พอค่าทับทิมเม็ดหนึ่งเลย ร้านเล็กซอมซ่อของเราคงไม่ถูกตาแม่นาง เชิญแม่นางไปดูที่ร้านอื่นเถิด”
“อะไรนะ? เจ้ากล้าไล่ข้ารึ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าทำให้ร้านเจ้าไม่ได้เปิดอีกต่อไปได้เลย” เด็กหญิงโมโหโวยวาย
ตอนที่อยู่ในเมืองเหยี่ยนเฉิง นางเป็นเพียงลูกสาวเรือนเล็ก มักถูกพี่สาวน้องสาวต่างมารดาดูถูกดูแคลน ถึงได้ติดตามมารดากลับมาบ้านเดิมเพื่อพักกายพักใจ ใครจะคิดว่าพอมาถึงถิ่นกันดารห่างไกลเช่นนี้แล้ว นอกจากมองไปทางไหนก็ไม่เจริญตา ยังมาถูกหลงจู๊ร้านเครื่องประดับเล็กๆ เหน็บแนมอีก นางต้องข่มกลั้นเพลิงโทสะถึงจะพังร้านของคนอื่นไปเสียก่อน
“ฉิงเอ๋อร์ ก่อนออกจากบ้านท่านพ่อกำชับไว้ว่าอย่างไร ห้ามอวดโอ่ฐานะของตนเอง กดขี่ข่มเหงผู้อื่น ทำไม เจ้าลืมหมดแล้วหรือ?” หญิงด้านข้างทำเสียงเข้มดุว่า ก่อนจะหันมายิ้มบางๆ กล่าวกับหลงจู๊ร้าน “ท่านหลงจู๊ หากไม่พูดถึงว่าทับทิมนี้เป็นของแท้หรือไม่ ลำพังแค่ฝีมือทำกำไลของพวกท่านเทียบกับร้านในเมือเหยี่ยนเฉิงก็ด้อยกว่าจริงๆ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ถ้าสามสิบตำลึง ข้าจะซื้อกำไลนี้เอง”
“ขออภัยฮูหยิน ห้าสิบตำลึงเป็นราคาต่ำที่สุดแล้วจริงๆ” หลงจู๊ไม่อยากพูดให้มากความ ยืนยันจะเก็บกำไลกลับไป
เขาเงยหน้าขึ้นทักทายพวกกู้เยี่ยที่เข้ามาในร้านนานแล้ว “พวกท่านต้องการซื้อเครื่องประดับอะไรหรือ ให้ข้าช่วยแนะนำ...”
“หึ! พวกบ้านนอกยากจนแต่อวดรวย ข้าวยังไม่มีจะกิน มีปัญญาซื้อเครื่องประดับด้วยหรือ” เด็กหญิงชุดแดงมีเพลิงโทสะเต็มท้อง ไม่รู้จะระบายออกที่ไหน ได้แต่กวาดตาไล่มองเสื้อผ้าเก่าๆ เนื้อตัวมอมแมมของสะใภ้เก้า แล้วเหยียดปากเบ้ใส่
1 อวิ๋นโต้ว เป็นคำเรียกพืชตระกูลถั่วแขก (string bean) แบบรวมๆ หรือใช้เรียกถั่วที่มีเมล็ดใหญ่รูปทรงคล้ายไต เช่น ถั่วแดงหลวง และบางที่ใช้หมายถึงถั่วชนิดหนึ่ง คล้าย Runner Bean (Phaseolus Coccineus)
2 ไห่ถัง หมายถึงต้น Chinese Crabapple (Malus Spectabilis) ดอกสีขาว สีชมพูอ่อน หรือส้มแดง
56 บทที่ 56 สาวเล่อล่าเล่ห์ร้ายป่าเถื่อน
“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครกันแน่ที่ยากจนแต่อวดรวย ไม่มีปัญญาซื้อกำไล ก็อ้างมั่วๆ ว่าทับทิมของคนอื่นเป็นของปลอม” กู้เยี่ยเป็นพวกที่ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบมาแต่ไหนแต่ไร นางเดินมาตรงหน้าเด็กหญิงชุดแดง ก่อนจะยืดไหล่เฉียดกระทบอีกฝ่าย “ท่านลุงหลงจู๊ ข้าขอดูกำไลฝังทับทิมวงนั้นสักหน่อยได้หรือไม่”
“เจ้า!” เด็กหญิงชุดแดงกระทืบเท้าแรงๆ โมโหจนทนไม่ได้ “เจ้าว่าใครยากจนแต่อวดรวย ใครไม่มีปัญญาซื้อกำไล พวกข้าแค่รู้สึกว่ามีค่าไม่ถึงราคาก็เท่านั้น!”
“ใครว่ากำไลนี้มีค่าไม่ถึงห้าสิบตำลึง เจ้าดูของไม่เป็นสิไม่ว่า! ดูทับทิมห้าเม็ดนี่สิ เป็นสีแดงเลือดนกตามตำรา น้ำก็งาม ไร้รอยตำหนิ ยังมีฝีมือเจียรไนนี่อีก ฝังประดับเหมาะเจาะ ทำให้ดูโดดเด่นสง่างามล้ำค่า หากเป็นที่เมืองหลวง แค่ทับทิมเม็ดเดียวก็ขายแพงกว่าห้าสิบตำลึงแล้ว” กู้เยี่ยพูดประเมินสินค้ายาวเหยียด นางยังจงใจปรายตามองเด็กหญิงผู้นั้นอย่างยั่วโมโห แววตาประหนึ่งมีคำว่า ‘พวกบ้านนอกดูของไม่เป็น’ เขียนอยู่
เด็กหญิงถูกกู้เยี่ยยั่วโทสะจนเต้นเร่าๆ ถ้าหากมารดามิได้ปรามไว้ นางคงกระโจนเข้าใส่อีกฝ่ายไปแล้ว เมื่อมารดาส่งสายตาตักเตือน นางก็ข่มความร้อมรุ่มในอกลงไปได้หลายส่วน สูดหายใจลึกๆ แค่นยิ้มว่า “พูดปากเปล่าจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อกำไลวงนี้ดีขนาดนั้น ทำไมเจ้าไม่ซื้อไว้เองเล่า อ้อ... ข้ารู้แล้ว ดูจากการแต่งกายของคนยากจนอย่างเจ้า ก็ไม่เหมือนคนที่จะซื้อเครื่องประดับไหว ยังมีหน้ามาพูดจาเพ้อเจ้ออยู่ในนี้อีก รีบไสหัวไปไกลๆ แม่นางอย่างข้าเลยไป!”
“ซื้อไม่ไหว? ดวงตาสุนัขมองคนต้อยต่ำ ยังไม่รู้เลยว่าระหว่างพวกเราใครกันแน่ที่ซื้อไม่ไหว” กู้เยี่ยล้วงหยิบเงินแท่งละสิบตำลึงออกมาห้าแท่ง วางลงไปบนโต๊ะ “ท่านหลงจู๊ ช่วยห่อกำไลวงนั้นให้ข้าด้วย!”
กู้ลี่เอ๋อร์และมารดามองหน้ากัน แล้วรีบดึงเสื้อของกู้เยี่ย พลางส่งสายตาให้นาง... นั่นเงินห้าสิบตำลึงเชียวนะ สำหรับครอบครัวธรรมดาเช่นพวกตน ต่อให้ไม่กินไม่ดื่มเลยสักสิบปีก็ใช่ว่าจะเก็บสะสมได้มากมายเท่านี้ ไม่คุ้มค่าเลยถ้าเอามาซื้อกำไลวงหนึ่งที่กินเข้าไปไม่ได้ เพื่อเอาชนะคะคานกัน
เด็กหญิงชุดแดงสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ ก็หัวเราะหยัน “เชื่อฟังแม่และพี่สาวของเจ้าจะดีกว่านะ อย่าตบหน้าให้บวมระบมทำเป็นคนอ้วน1เลย เงินห้าสิบตำลึงนี้คงเป็นรายได้ทั้งหมดในบ้านของพวกเจ้าเลยกระมัง? เอามาซื้อกำไลหมดแบบนี้ ครอบครัวมิต้องดื่มลมพายัพหรอกหรือ?”
“หึๆ อย่างน้อยข้าก็หยิบเงินห้าสิบตำลึงออกมาตบหน้าให้บวมได้ ท่านก็เอาออกมาให้ข้าดูบ้างสิ คนบางคนเนี่ยนะ ภายนอกแต่งตัวหรูหรางดงาม แต่ความจริงแล้วในกระเป๋ากลับล้วงเจอเงินแค่ไม่กี่ตำลึง แล้วยังถือดีมาด่าว่าคนอื่นเขายากจนแต่อวดรวยอีก” กู้เยี่ยยกมือขึ้นมากอดอก พูดจาเลียนแบบน้ำเสียงเหยียดหยันของเด็กหญิงชุดแดงอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“เจ้า... ประเดี๋ยวเถอะ ข้าจะให้ท่านพ่อมาสั่งสอนเจ้า!” เด็กหญิงชุดแดงกระทบเท้าทีหนึ่ง ก่อนจะร้องไห้วิ่งออกจากร้านไป
“ตีถูกหมา หมาไปฟ้องเจ้านาย ข้าอยากเห็นนัก ว่าเจ้านายเป็นคนประเภทไหน ถึงได้เลี้ยงหมาออกมากัดคนไปทั่วเช่นนี้” กู้เยี่ยทำท่าอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด... อย่างมากก็แค่วางยาพิษให้ฝ่ายนั้นสลบไสลแล้วพวกตนก็จากไป พวกนั้นจะตามมาถึงบนเขาเลยหรือ?
“แม่นางน้อย สำรวมวาจาไว้บ้างเถิด!” หญิงงามผู้นั้นโกรธจนหน้าเขียว เพียงแต่นางรู้ดีว่าเรื่องครั้งนี้พวกตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงยั้งใจอยู่นานกว่าจะกล่าวประโยคนี้ออกมาได้
กู้เยี่ยเลิกคิ้ว แค่นยิ้ม “เมื่อครู่ตอนที่คุณหนูบ้านท่านพูดจาวางโต เหตุใดท่านจึงไม่ให้นางสำรวมปากสำรวมคำเล่า หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น... ท่านลุงหลงจู๊ ข้าซื้อกำไลนี้ ห่อให้ข้าด้วย”
หลงจู๊ร้านเครื่องประดับดูจากเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ ก็มองออกว่านางไม่ใช่ครอบครัวคนร่ำรวยอะไร แต่กิริยาท่าทางของนาง รวมทั้งพลังอำนาจยามที่นางต่อว่าผู้อื่น ทำให้เขาเดาฐานะที่แท้จริงของนางไม่ออก... บางทีนางอาจเป็นคุณหนูบ้านใดที่ปลอมตัวมาเล่นซน? วันคือวันอะไรกัน ทำไมในตำบลเล็กๆ นี้ถึงได้มีคนฐานะใหญ่โตมาปรากฏมากมายเพียงนี้ได้
กู้ลี่เอ๋อร์กระซิบข้างหูกู้เยี่ยอย่างร้อนรน “เจ้าบ้าไปแล้ว เงินตั้งห้าสิบตำลึง ซื้ออะไรไม่ซื้อ มาซื้อกำไลวงหนึ่ง ถ้าท่านปู่กลับมา ไม่ด่าเจ้าตายหรอกหรือ”
“พี่ลี่ ท่านวางใจเถอะ ไม่ขาดทุนหรอก กำไลวงนี้ ถ้าเอาไปขายที่ตัวเมืองหรือจังหวัดสักสองร้อยตำลึงก็ขายออก รอท่านปู่กลับมา ข้าจะให้เขาพาไปขายที่เมืองเหยี่ยนเฉิง อย่างน้อยคงได้เงินกลับคืนมาหลายเท่าเลย” คนเห็นแก่เงินอย่างกู้เยี่ยจะยอมให้ตัวเองขาดทุนได้อย่างไรกัน นางย่อมคิดคำนวณเอาไว้แล้ว
หลังจากกู้เยี่ยจ่ายเงินและรับของมาเรียบร้อยแล้ว จู่ๆ หญิงงามผู้นั้นก็เอ่ยปากขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน! ท่านหลงจู๊ ท่านค้าขายไม่เป็นธรรม ข้ามาดูของก่อน ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะซื้อหรือไม่ ท่านก็ขายให้คนอื่นแล้ว ข้าพูดเช่นนี้ไม่เกินไปกระมัง”
“ได้สิ! ท่านก็จ่ายมาห้าสิบตำลึงตอนนี้ ข้าจะเอากำไลให้ท่านเลย” กู้เยี่ยดูท่าทางกระบิดกระบวนของนางออกตั้งแต่แรกว่า นางไม่ได้มีเงินมากมายเพียงนั้น จึงหัวเราะลั่นไม่สงวนท่าที “ถ้าไม่มีเงินละก็... ข้าจะเอากำไลวงนี้ไปแล้วนะ”
สีหน้าของหญิงงามไม่ชวนมองหนักกว่าเก่า นางเป็นเพียงอนุภรรยาเรือนเล็ก เงินเดือนเดือนหนึ่งไม่เกินห้าตำลึง สำหรับนางเงินห้าสิบตำลึงนับเป็นจำนวนไม่น้อยเลย
ทว่า อนุภรรยาคนใหม่ที่นายท่านรับเข้ามาคนล่าสุดสวมใส่กำไลฝังอัญมณีสองเม็ดมาอวดประกายต่อหน้านาง และบอกว่า นายท่านซื้อมาให้จากร้านถงฟางเก๋อ ถ้าหากนางซื้อกำไลวงนี้ ก็จะได้ตอกหน้านางจิ้งจอกผู้นั้นได้บ้าง เพียงแต่...
“ใครบอกว่าพวกข้าไม่มีเงินห้าสิบตำลึง ต่อให้ห้าร้อยตำลึง ข้าก็จ่ายได้โดยไม่สะดุ้งสะเทือน” หญิงงามได้ยินเสียงวางอำนาจนี้ สีหน้าก็พลันมีชีวิตชีวา ปิดซ่อนความยินดีปรีดาไว้ไม่มิด
กู้เยี่ยหันตัวไปมอง เห็นชายอ้วนเตี้ยที่รอบเอวจวนเจียนจะเท่าความสูงผู้หนึ่งมาปรากฏตัวอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ข้างกายเขาคือเด็กหญิงชุดแดงคนนั้น นางกำลังทำท่าประหนึ่งจะบอกว่า ‘อีกเดี๋ยวเจ้าจะได้เห็นดีแน่’
กู้เยี่ยเก็บกำไลในมืออย่างว่องไว บอกกับชายอ้วนเตี้ยว่า “เฮ้อ... ท่านลุงอ้วน ท่านมาช้าเกินไป กำไลนี้เป็นของข้าแล้ว”
“ท่านพ่อ ดูนางสิ... นางบ้านนอกคอกตื้อกล้ามายืนฉี่รดบนหัวพวกเรา ท่านพ่อ พวกเรายอมไม่ได้นะ!” เด็กหญิงชุดแดงเห็นสายตาสาแก่ใจของกู้เยี่ย ก็โกรธจนเดือดพล่าน กระทืบเท้าเร่าๆ แทบจะทำให้พื้นดินหน้าร้านยุบเป็นโพรง
ชายอ้วนเตี้ยหรี่ตาเพ่งมองภายในร้านที่ค่อนข้างมืดสลัว สายตาที่โหดเหี้ยมของเขาพุ่งมาทางกู้เยี่ย ขณะที่กำลังจะอาละวาด แววตาของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ ครั้นแล้วก้อนเนื้อบนใบหน้าก็เต้นระริกกระดี๊กระด๊า เจ้าตัวพุ่งพรวดไปอีกทางหนึ่งด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ พลางร้องตะโกนเสียงดัง “คุณชายใหญ่! เจอตัวคนที่เราตามหาแล้ว!”
ผู้คนภายในร้านล้วนตกตะลึงกับการกระทำของเขา กู้เยี่ยขมวดคิ้วมุ่น คิดคำนวณในใจ... หรือว่าจะมีลูกสมุนมาด้วย? จะต้องใช้ ‘ละอองหลับใหล’ เท่าไรถึงจะทำให้คนพวกนี้สลบหมดนะ
เวลาแทบจะเพียงแค่พริบตา ชายอ้วนเตี้ยก็พุ่งกลับมาพร้อมกับโปรยยิ้มเกลื่อนหน้าให้กู้เยี่ย “แม่นางกู้ ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่ถือสาหาความผู้น้อย อย่าได้ถือโทษพวกนางสองคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเลยนะขอรับ ถ้าพวกนางล่วงเกินอะไรไป ข้าน้อยขอรับผิดแทนพวกนางเอง”
หญิงงามและเด็กหญิงชุดแดงมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของนายท่านและท่านพ่อพวกตนด้วยแววตาอึ้งงัน เด็กหญิงทำท่างอแงจะพูดอะไร กลับถูกสายตาของมารดายับยั้งไว้ หญิงงามเข้าใจนายท่านของตนดี ที่เขาทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลแน่ เมื่อนางเป็นเพียงอนุภรรยาที่กำลังจะไม่เป็นที่โปรดปราน ก็ไม่อาจปล่อยให้ลูกสาวสร้างความยุ่งยากให้เขาอีก ไม่เช่นนั้น ต่อไปพวกนางสองแม่ลูกคงจะลำบากยิ่งกว่าเดิม
“โบราณว่า ไม่มีเรื่องราวกลับเอื้อเฟื้อเจือจาน หากไม่ใช่คนคดโกงก็เป็นโจรชั่วช้า” กู้เยี่ยเคลือบแคลงใจอย่างยิ่ง อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้
ชายอ้วนเตี้ยกลับพยักหน้าหงึกหงักๆ ตอบรับทันควัน “ใช่ๆๆ แม่นางกู้สั่งสอนได้ถูกต้อง แม่นางกู้อาจจะจำข้าน้อยไม่ได้ ข้าขอแนะนำตัวเองสักครู่ ข้าคือนายท่านรองบ้านห้าของตระกูลจ้าวแห่งร้านโอสถไป่เฉ่าถัง ชื่อว่าจ้าวเต๋อซุ่น ครึ่งเดือนก่อน ข้าติดตามท่านประมุขบ้านมาที่ตำบลนี้ เลยมีโชคได้พบกับแม่นาง...”
กู้เยี่ยขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม พยายามทบทวนความทรงจำ... ดูเหมือนว่า เวลานั้นด้านหลังประมุขบ้านจ้าวกับนายน้อยสามสกุลจ้าวจะมีคนอีกหนึ่งคนกระมัง? แต่เพราะถูกสองพี่น้องฝาแฝดรูปงามแห่งร้านจี้หมินถังดึงดูดความสนใจไปเกือบหมด จะไปสังเกตเห็นอะไรมากมายได้อย่างไร
ในที่สุดกู้เยี่ยก็รู้สาเหตุที่ชายอ้วนเตี้ยผู้นี้เข้ามาคารวะตน นางพยักหน้า กำลังจะพูดอะไร ฉับพลันนั้นแววตาของนางก็วาวประกาย สายตาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูของร้านเครื่องประดับ
ด้านนอกประตูมีชายหนุ่มท่าทางองอาจหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เขาหันหลังให้แสงแดดอบอุ่น ก้าวย่างมาอย่างช้าๆ รอบกายเขาราวกับโอบล้อมด้วยแสงสีทอง ทำให้เครื่องหน้าคมคายเปลี่ยนเป็นละมุนละไมขึ้น ประหนึ่งมีลมวสันต์โชยพัดอ่อนโยน จนดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิจะเบ่งบานให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
“คุณชายใหญ่ นี่ก็คือแม่นางกู้ คนที่ท่านประมุขบ้านให้ท่านสืบหา ไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบกันที่นี่” ชายอ้วนเตี้ยยิ้มพราย เครื่องหน้าเบียดไปกองรวมกัน ดูแล้วช่างน่าตลกขบขัน
ชายหนุ่มรูปหล่อยิ้มให้กู้เยี่ย กล่าวเสียงทุ้มนุ่มชวนฟัง “แม่นางกู้ ข้าจ้าวหมิงหลินแห่งร้านไป่เฉ่าถังขอคารวะ”
ดวงตากลมโตเปล่งประกายขึ้นมาทันที กู้เยี่ยกระพริบตาปริบๆ อยู่หลายครั้ง ยิ้มตอบว่า “คุณชายใหญ่จ้าวเกรงใจแล้ว พวกท่านมาเรื่องยาสมุนไพรกระมัง ขอโทษด้วย ข้าทำสัญญากับร้านจี้หมินถังไว้สองปีแล้ว ในสองปีนี้ยาสมุนไพรปรุงของข้าจะส่งให้ร้านจี้หมินถังที่เดียวเท่านั้น”
“ไม่เป็นไร วันหน้ายังอีกไกล ข้ามาครั้งนี้เพียงแค่อยากมาทำความรู้จักเป็นเพื่อนกับแม่นางกู้” รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวหมิงหลินสง่างามไม่เปลี่ยน ประกายในดวงตาก็ละมุนละไมยิ่งขึ้นอีก
คนที่ไม่ให้ใครดูออกง่ายๆ เช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมากู้เยี่ยก็รู้สึกนับถือแต่ต้องคอยออกห่างเสมอ เมื่อชาติภพก่อน นางเคยเสียรู้คนประเภทนี้มาแล้ว ยามใครมีประโยชน์ให้ใช้สอย ก็มักเชิดชูขึ้นสูงท่วมหัว แต่หลังจากหมดประโยชน์ไร้ค่า ก็ถีบส่งอย่างไม่ใยดี
คุณชายใหญ่จ้าวผู้นี้แม้จะรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา แต่กู้เยี่ยสัมผัสได้ว่า ผู้ชายอย่างเขาอันตรายมาก ไม่ใช่คนที่นางจะสามารถบังคับควบคุมได้ นางยิ้มบางๆ กล่าวตอบ “ขออภัยด้วยจริงๆ ข้าไม่เป็นเพื่อนกับผู้ชาย”
จ้าวหมิงหลินไม่รู้ว่าเหตุใดแม่นางน้อยตรงหน้าถึงเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างฉับพลัน เพียงแต่คนที่คร่ำหวอดค้าขายมานานเช่นเขาก็สามารถหาถ้อยคำมารับมือได้อย่างรวดเร็ว “แม่นางกู้ เป็นข้าเองที่พูดคลุมเครือ ความหมายของข้าคือ หวังว่าภายภาคหน้าจะมีโอกาสได้ทำการค้ากับแม่นาง”
“ถ้าท่านพูดเช่นนี้แต่แรก ก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ชอบคนที่พูดไม่หมด แบ่งรับแบ่งสู้กำกวมเป็นที่สุด” ในเมื่ออีกฝ่ายบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงมาแล้ว กู้เยี่ยก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งนอบน้อมเอาใจ “พูดเรื่องนี้กันตอนนี้คงจะเร็วเกินไปหน่อย ยังอีกตั้งสองปี บางทีระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ เช่นว่า... ข้าไม่ใช่คนที่พวกท่านเข้าใจ”
1 ตบหน้าให้บวมระบมทำเป็นคนอ้วน เป็นสำนวน หมายถึงแสร้งทำเป็นคนเก่ง ฝืนทำสิ่งที่ตัวเองไม่มีความสามารถมากพอ
57 บทที่ 57 ลึกเกินหยั่ง
“ไม่ว่าแม่นางน้อยจะมีฐานะใด ขอเพียงท่านปรุงยาได้คงสรรพคุณไม่เปลี่ยน ร้านไป่เฉ่าถังเราล้วนหวังจะร่วมค้าขายกับท่านอยู่แล้ว” จ้าวหมิงหลินดูออกว่าแม่นางน้อยมีนิสัยตรงไปตรงมา เขาก็ไม่อ้อมค้อมอีก บอกความปรารถนาของตนออกมาตรงๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เยี่ยยังคงไม่เปลี่ยน ราวกับว่าสวมหน้ากากทับไว้หนึ่งชั้น นางพยักหน้าช้าๆ “ข้ายังคงคำพูดเดิม เรื่องทำการค้า ไว้หลังจากนี้สองปีค่อยคุยกันเถิด ข้ายังมีของรับปีใหม่ที่ต้องซื้อหา ต้องขอตัวก่อนแล้ว”
“แม่นางกู้โปรดรอเดี๋ยว...” ชายอ้วนเตี้ยส่งสายตาไปให้หญิงงามด้านหลังตน ก่อนจะหันกลับมายิ้มพรายให้กู้เยี่ย “เมื่อครู่ลูกสาวและอนุภรรยาของข้าน้อยพูดจาล่วงเกินท่าน ขอแม่นางกู้ผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดอย่าถือโทษพวกนางเลย นี่พวกเจ้า...”
เมื่อเขาหันไปหาหญิงงามและเด็กหญิงชุดแดง ก็ชักสีหน้าใส่ และพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดี “ยังไม่รีบขอโทษแม่นางกู้อีกหรือ?”
ถึงแม้เด็กหญิงชุดแดงจะไม่รู้ว่า เหตุใดบิดาถึงได้เกรงใจสาวชาวบ้านตรงหน้านี้นัก แต่นางไม่ใช่คนโง่เง่า ขนาดคุณชายใหญ่สายสกุลหลักยังคารวะ นางคงจะเป็นคนที่ไม่อาจล่วงเกินได้แน่ๆ
นางก้าวออกมาอย่างอิดออด กล่าวกับกู้เยี่ยว่า “ข้าขอโทษ เมื่อครู่ไม่ควรด่าว่าท่านเป็นคนจนแต่อวดรวย เป็นพวกบ้านนอกคอกนา เป็นพวกข้าดูถูกผู้อื่นเอง โปรดอภัยด้วย”
“ความขัดแย้งทั้งหมดล้วนเริ่มจากกำไลวงนั้น ข้าน้อยขออภัยจากท่าน กำไลนั่นท่านเป็นผู้จ่ายเงินก่อน สมควรเป็นของท่านแล้ว” หญิงงามท่าทางนบนอบอ่อนน้อม ผิดจากท่าทางหยิ่งทระนงเมื่อครู่ราวกับคนละคน
สำหรับคนที่แสดงออกแตกต่างขัดแย้งเช่นนี้ กู้เยี่ยคร้านที่จะโต้ตอบพูดคุยด้วย นางมองเด็กหญิงชุดแดงแล้วยิ้มให้คราหนึ่ง “คนเราน่ะ จะมองข้ามไม่เห็นหัวใคร หรือดูถูกดูแคลนคนอื่นก็ได้ แต่ว่า... เจ้าจะต้องมีความสามารถให้หยิ่งทระนงตัวได้เสียก่อน คนที่พอไม่มีวงศ์ตระกูล ไม่มีพ่อแม่คอยหนุนหลัง ก็ไม่มีอะไรดีสักอย่างเช่นเจ้า เทียบกับขอทานข้างถนนยังไม่ได้เลย อย่างน้อยเวลาพวกเขาดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ก็ยังรู้จักวางท่าที รู้ฐานะของตัวเองดี แล้วเจ้าล่ะ? ครั้งนี้จะขอให้ข้าอภัยให้อย่างนั้นหรือ? ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า เจ้ามาขอโทษข้าเหมือนมาลำเลิกบุญคุณอย่างไรอย่างนั้น คุณหนูจ้าว คำขอโทษของเจ้าข้ารับไว้ไม่ได้”
พอสิ้นเสียงของกู้เยี่ย เสียงฝ่ามือดัง ‘เพียะ’ ก็ดังขึ้นข้างแก้มของเด็กหญิง เด็กหญิงเซถอยไปสองก้าว หญิงงามเข้าประคองให้ยืนมั่น
ชายอ้วนเตี้ยดุว่าอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าเป็นตัวอะไรถึงต้องถือตัวต่อหน้าแม่นางกู้เช่นนี้! เจ้าเองก็ด้วย ดูซิ เจ้าเลี้ยงคุณหนูห้าออกมาเป็นอย่างไร! กลับบ้านไปก็รอรับโทษทัณฑ์ของตระกูลได้เลย...”
“พอแล้ว! จะสั่งสอนภรรยาและลูกก็กลับไปสั่งสอนกันที่บ้านของท่าน ทำเช่นนี้ต่อหน้าข้าเพื่อต้องการแสดงให้ข้าดู หรือต้องการให้ข้าลำบากใจกันแน่?” กู้เยี่ยหุบยิ้ม ใบหน้าราวกับฉาบเคลือบด้วยน้ำค้างแข็ง มองชายอ้วนเตี้ยด้วยความสายตาดุดันเยือกเย็น ไม่ปิดบังความโกรธของตนเองแม้แต่น้อย
จ้าวหมิงหลินคิดไม่ถึงว่า จู่ๆ แม่นางน้อยจะอาละวาดออกมาเช่นนี้ เขารีบเอ่ยปากไกล่เกลี่ย “ท่านอาห้า ไม่มีอะไรแล้ว กลับไปคุยที่บ้านเถอะ... แม่นางกู้ ท่านอาห้าเป็นคนโผงผาง เขาคงโกรธที่น้องอวิ๋นถือตัวว่ามีพ่อหนุนหลังเลยมาก่อเรื่อง ไม่ได้ตั้งใจกระทำให้ท่านดูหรอก ท่านพูดถูก หากคอยแต่อาศัยวงศ์ตระกูลและพ่อแม่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ ก็คงเป็นได้แค่ลางร้ายที่พาให้ครอบครัวล่มจ่ม มีแต่การเคารพตัวเอง ยืนหยัดด้วยตัวเอง เก่งกล้าด้วยตัวเอง ถึงจะได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้อื่น”
“โชคดีจริงๆ ที่คุณชายใหญ่จ้าวเข้าใจคน” กู้เยี่ยมองชายอ้วนเตี้ยทีหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้ากับลูกสาวท่านก็แค่ถกเถียงกันตามประสาเด็ก ลูกสาวท่านใช้คำพูดไม่น่าฟังมาดูถูกพวกข้า เพียงแต่นางก็ไม่ได้เถียงเก่งเท่าไร ถือว่าสองฝ่ายหายกันแล้ว ท่านบังคับให้นางรับผิด ทั้งยังตบนางต่อหน้าข้า นางคงจะเกลียดข้าแย่แล้ว ตกลงท่านจะขอโทษข้าจากใจจริง หรือต้องการให้ข้าลำบากมากขึ้นกันแน่?”
“ข้าผิดเอง เป็นความผิดข้าเอง” ชายอ้วนเตี้ยท่าทางสำนึกผิดอย่างยิ่ง “ท่านวางใจเถิด ข้ารับรองว่านางจะไม่โผล่หน้ามาขวางหูขวางตาท่านอีก”
เด็กหญิงชุดแดงได้ฟัง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว เดิมทีนางอยู่ในบ้านก็ไม่เป็นที่โปรดปรานอยู่แล้ว เกิดเรื่องนี้ขึ้น ท่านพ่อคงจะไม่ส่งนางไปอยู่ที่บ้านพักห่างไกลสักที่ ปล่อยให้นางอยู่ตามมีตามเกิดกระมัง?
เด็กหญิงพูดเสียงปนสะอื้น “ท่านพ่อ ข้าสำนึกผิดแล้ว! แม่นางกู้ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าไม่ควรดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ท่านผู้ยิ่งใหญ่ใจกว้าง อภัยให้ข้าครั้งนี้ด้วยเถิดนะ วันหน้า... ไม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ถูกถูกคนอื่นอีกเลย ท่านพ่อ ข้าจะปรับปรุงตัว... จะปรับปรุงตัวให้ได้ ท่านอย่าส่งข้าไปที่บ้านพักนอกเมืองเลย ต่อไปข้าจะไม่ก่อเรื่องให้ท่านเดือดร้อนอีกแล้ว”
“ขอร้องข้าจะมีประโยชน์อะไร เจ้าไป...” ชายอ้วนเตี้ยพูดได้เพียงครึ่ง ฉับพลันนั้นก็กลืนคำกลับลงคอ เพราะเขาเห็นแม่นางกู้ทำสีหน้าไม่พอใจหนักกว่าเก่า จึงเหมือนตระหนักอะไรได้ รีบปิดปากทันที
“แม่นางกู้ ข้าขอร้องท่าน โปรดอภัยให้ข้าด้วย ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ถ้าหากข้าพูดจาทำร้ายคนอื่นอีก ดูถูกคนอื่นอีก ก็ขอให้สวรรค์ฟาดสายฟ้าใส่ข้าตายเลย...” ในที่สุดเด็กหญิงชุดแดงก็ตระหนักถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ ถลาเข้ามาร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนกู้เยี่ยอย่างน่าสงสาร น้ำตาไหลรินอาบผิวแก้มเนียน
“ข้าบอกแล้วนี่ พวกเราแค่ถกเถียงกันเท่านั้น คนที่ขัดแย้งกันก็มีเพียงแค่พวกเราแม่นางน้อยสองคน ไม่ได้เกี่ยวกับผู้อื่น เอาล่ะ ข้าพูดแค่นี้ล่ะ ขอตัวแล้ว” กู้เยี่ยจูงมือกู้ลี่เอ๋อร์เดินออกจากร้านเครื่องประดับไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ชายอ้วนเตี้ยหน้าม่อยคอตก กล่าวด้วยเสียงปนสะอื้น “คุณชายใหญ่ ดูท่าแม่นางกู้จะยังโกรธพวกเราพ่อลูกอยู่... เช่นนี้จะพานโมโหจนไม่ร่วมค้าขายกับร้านไป่เฉ่าถังหรือไม่”
จ้าวหมิงหลินมองดูท่านอาห้า เห็นอีกฝ่ายหมดอาลัยตายอยากประหนึ่งดินเลนปวกเปียก ก็กล่าวเสียงเรียบ “แม่นางกู้บอกแล้วไม่ใช่หรือ ครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างนางกับน้องอวิ๋น ไม่ได้เกี่ยวพันไปถึงผู้อื่น เอาเถอะ กลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อน พรุ่งนี้ก็เตรียมกลับเมืองเหยี่ยนเฉิงกัน”
“คุณชายใหญ่ ท่านประมุขมิใช่ให้เราอยู่ที่นี่ พยายามผูกสัมพันธ์กับแม่นางก็ให้ได้หรอกหรือ? ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เจอตัวนาง ท่านจะไม่หาโอกาสเข้าใกล้นางอีกสักหน่อยหรือ? จะได้ทำให้นางรู้ว่าความสามารถของร้านไป่เฉ่าถังเราเหนือกว่าร้านจี้หมินถังไม่รู้ตั้งกี่เท่า การได้ทำการค้ากับเราถึงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด” ชายอ้วนเตี้ยอยากทำความดีชดใช้ความผิด จึงรีบเสนอความคิดออกมา
“ท่านอาห้า ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ การได้นักปรุงยาระดับแพทย์โอสถใหญ่มานั้นอาจส่งผลให้ร้านโอสถหนึ่งรุ่งเรืองหรือล่มจมได้เลยทีเดียว ร้านหย่างเซิงถังพลิกฟื้นจากซบเซากลับมามีชีวิตใหม่ได้อย่างไร มิใช่เพราะก่อนหน้าที่แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่จะมีชื่อเสียง ร้านหย่างเซิงถังได้ผูกสัมพันธ์อันดีกับเขาหรอกหรือ หลังจากแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ก็ปรุงยาลูกกลอนส่งให้หย่างเซิงถังที่เดียวตลอดหนึ่งปี จนหย่างเซิงถังกลับขึ้นมาเทียบเคียงกับพวกเราได้ กล่าวได้ว่า แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ช่วยชีวิตร้ายหย่างเซิงถังไว้โดยแท้”
“แต่ว่า...” ชายอ้วนเตี้ยยังคงกล่าวอย่างสงสัย “นั่นเป็นแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่เชียวนะ ในโลกหล้าจะมีแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ได้กี่คนกัน”
“เช่นนั้นในโลกหล้านี้จะมีจะมีเด็กอายุสิบขวบกว่าสักกี่คนที่ปรุงยาได้ถึงขั้นแพทย์โอสถใหญ่เล่า ถ้าหากนางเป็นศิษย์ของคนผู้นั้นจริง ข้ากล้ารับประกันได้ว่า ความสำเร็จในอนาคตของนางไม่ด้อยไปกว่าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่แน่”
เมื่อกู้เยี่ยไม่ได้รับปากอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ จ้าวหมิงหลินก็รู้สึกล้มเหลวอยู่ลึกๆ ไม่ว่าคู่ค้ารูปแบบใด เขาล้วนพบเจอมามากมาย มีเพียงต่อหน้านางเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกไร้กำลังจะหาทางต่อกรได้ เวลานี้ทำได้เพียงรอคอยให้พ้นสองปีไปก่อน แล้วค่อยแย่งชิงโอกาสร่วมทำการค้ากับนาง
แต่ภายในสองปีนี้ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากมาย อาศัยความสามารถเกินใครของแม่นางน้อย บวกกับการแนะนำสั่งสอนจากปราชญ์โอสถ นางในอีกสองปีข้างหน้าจะต้องโดดเด่นเกรียงไกรอย่างยิ่ง เมื่อถึงเวลานั้นคู่ต่อสู้ที่จะมาแย่งชิงตัวนางก็จะยิ่งมีมากขึ้น เพียงแต่เขาก็เชื่อมั่นว่า ด้วยกำลังความสามารถของร้านไป่เฉ่าถัง ย่อมไม่อยู่หลังตามใครเป็นแน่
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว... พวกเรายังต้องตามสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของแม่นางกู้อีกหรือไม่ มิใช่ว่าต้องรู้เขารู้เรา ถึงจะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งหรือ?” ชายอ้วนเตี้ยกล่าว
จ้าวหมิงหลินขมวดคิ้วพลางกล่าวอย่างเด็ดขาด “ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด! จากที่ได้พูดคุยกันสั้นๆ เมื่อครู่ เท่าที่ข้าสังเกตนาง ไม่ว่าจะการพูดจาหรือการกระทำล้วนเปิดเผยตรงไปตรงมา หากจะคบค้ากับคนเช่นนี้ อย่าได้ไปเอาเปรียบนางเป็นดีที่สุด”
ชายอ้วนเตี้ยพยักหน้าเข้าใจอย่างสุดซึ้ง แม่นางน้อยผู้นั้นมิใช่คนที่จะต่อรองอะไรด้วยง่ายๆ ทั้งยังเจ้าอารมณ์อยู่บ้าง หากนางเป็นศิษย์สายตรงของแพทย์โอสถจริงๆ แล้วไปทำให้นางเคืองโกรธ ตัวเขาคงอย่าได้คิดจะได้อยู่ในตระกูลต่อเลย
“แต่ว่า ที่นางบอกว่าต้องซื้อหาของรับปีใหม่ ก็พอจะเดาได้ว่านางน่าจะอาศัยอยู่ในเขตเขาชางหมั่ง และคงจะอยู่ลึกมากเสียด้วย” จ้าวหมิงหลินประกายตาวาวโรจน์
ชายอ้วนเตี้ยกลับถอนหายใจ “รู้แค่ว่านางอยู่ในเขตเขาจะไปมีประโยชน์อะไร เขาชางหมั่งกว้างใหญ่ไพศาล หมู่บ้านบนนั้นไม่ถึงร้อยก็ต้องถึงแปดสิบ พวกเรายังไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใดกันแน่ กลับไปจะรายงานท่านประมุขบ้านได้อย่างไร”
จ้าวหมิงหลินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ด้านล่างเขาชางหมั่งก็มีแต่ตำบลเล็กๆ ไร้ชื่อนี่แห่งเดียวเท่านั้นที่เป็นตลาดซื้อขาย ชาวบ้านบนเขตเขาย่อมต้องมาที่นี่เพื่อซื้อหาของกินของใช้อยู่เสมอ ข้าได้ยินมาว่า นางต้องมาส่งยารักษาให้บ้านเศรษฐีติงสองสามเดือนครั้ง ขอเพียงเฝ้ารออยู่ที่ตำบลนี้ ก็คงพบแม่นางกู้ได้ไม่ยาก”
ชายอ้วนเตี้ยสีหน้าเปลี่ยนทันใด ยกนิ้วโป้งให้คุณชายใหญ่สกุลจ้าว “เยี่ยมเลย! คุณชายใหญ่ช่างคิดการณ์ได้ลึกซึ้งกว้างไกลและรอบด้าน เช่นนั้นข้าจะเฝ้าอยู่ที่ตำบลนี้เอง”
“ไม่ต้อง ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเราจะเปิดร้านไป่เฉ่าถังที่ตำบลนี้อีกสาขาหนึ่ง น้องสิบคิดอยากออกไปฝึกฝนสั่งสมประสบการณ์ข้างนอกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ยกสาขานี้ให้เขามาจัดการก็แล้วกัน” ตอนที่จ้าวหมิงหลินก้าวเข้าประตูร้านเครื่องประดับ เขาไม่พลาดทันเห็นสายตื่นตะลึงของแม่นางน้อยที่ปกปิดไว้ไม่มิด
แม้ว่าน้องสิบจะเป็นน้องชายสายแขนงจากบ้านสาม แต่กลับมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด อายุอานามก็ไม่ห่างจากแม่นางน้อยมากนัก ที่สำคัญที่สุดคือเขามีนิสัยอ่อนโยน ซื่อตรงจริงใจ ตรงกับลักษณะที่แม่นางน้อยชื่นชอบพอดี แพทย์โอสถหญิง ต่อให้มีความสามารถมากเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมีวันที่ออกเรือน ไม่ใช่หรือ?
จ้าวหมิงหลินเป็นคนที่แค่เพียงพบหน้ากันก็ราวกับสามารถมองทะลุไปถึงหัวใจคน รู้ความชื่นชอบของอีกฝ่าย และสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม มิน่าถึงสร้างชื่อในแวดวงการค้าได้ตั้งแต่อายุยังน้อย การที่กู้เยี่ยหลีกเลี่ยงหนีห่างจากจ้าวหมิงหลินนั้นมีเหตุผลอย่างยิ่ง ใครๆ ก็ล้วนมิอยากให้ตนเองตกเป็นเป้าให้อีกฝ่ายมองทะลุไปหมดเช่นนั้น รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยจริงๆ!
จ้าวหมิงหลินมองไปยังทิศทางที่กู้เยี่ยเดินหายลับไป พลางลูบคางเกลี้ยงเกลาเป็นแนวคมสัน ภายในดวงตาสีดำดุจย้อมหมึกคู่นั้นดั่งหนึ่งบ่อน้ำเต็มปริ่มทั้งลึกสุดหยั่ง
เขาเหลือบตาไปมองชายอ้วนเตี้ย แล้วกล่าวว่า “ท่านอาห้า ไปเถอะ พวกเราไปเยี่ยมเศรษฐีติงกัน”
“เศรษฐีติง? เขาเป็นแค่คนรวยธรรมดาๆ ในตำบลเล็กๆ นี่เท่านั้น จะต้องให้คุณชายใหญ่ไปเยี่ยมหาถึงบ้านด้วยตัวเองเชียวหรือ?”
จะว่าไป สกุลติงกับร้านไป่เฉ่าถังก็ไม่เคยคบหาค้าขายกันมาก่อนนี่นา... ชายอ้วนเตี้ยนึกฉงนสงสัยไม่น้อย
58 บทที่ 58 โรคอิจฉาตาร้อนพบเจอได้ทุกที่
“หรือว่า... ท่านไม่อยากรู้เรื่อง ‘ลูกกลอนกู้หัวใจฉับพลัน’ ที่สามารถแย่งชีวิตคืนจากเงื้อมมือพญายมได้เลยรึ?” บนใบหน้าจ้าวหมิงหลินระบายรอยยิ้มซึ่งไม่อาจเดาความหมาย
“ใช่แล้ว! ลูกกลอนกู้หัวใจอะไรนั่น นอกจากที่แม่นางกู้แล้ว ก็มีอยู่ที่คฤหาสน์ติง ตกลงแม่นางน้อยผู้นั้นจะเป็นศิษย์ของปราชญ์โอสถหรือไม่ ไปสืบดูที่คฤหาสน์ติงก็จะรู้” ชายอ้วนเตี้ยเผยสีหน้าคิดได้ในทันใด
จ้าวหมิงหลินกลับส่ายหน้าช้าๆ “ท่านเข้าใจผิดแล้ว แม่นางน้อยผู้นั้นจะเป็นศิษย์ปราชญ์โอสถหรือไม่ มิได้สำคัญเช่นนั้นแล้ว ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ไม่เกินห้าปี ความสำเร็จด้านการปรุงยาของนางจะต้องไม่น้อยหน้าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่แน่ ถ้าหากพวกเราสามารถแย่งตัวนางมาได้ละก็ ร้านไป่เฉ่าถังจะต้องกลับมาเป็นผู้นำในแวดวงโอสถได้อีกครั้ง”
วันนี้กู้เยี่ย ‘ทำภารกิจ’ จับจ่ายซื้อของสำเร็จลุล่วงแล้ว ระหว่างทางย้อนกลับไปที่ร้านจี้หมินถังพร้อมกับพี่ชาย จู่ๆ ก็รู้สึกเสียวสันสันหลังวาบๆ นางขมวดคิ้ว สัมผัสพิเศษที่รับรู้ว่องไวจนน่าตกตะลึงของนางจากชาติภพก่อน ทำให้รู้สึกว่าจะต้องมีใครกำลังคิดบัญชีกับนางแน่
“พี่ชาย วันหน้าหากมีคนสกุลจ้าวมาซักถามอะไรท่าน ท่านอย่าเปิดเผยเรื่องราวของบ้านเราแก่พวกเขาเด็ดขาดนะ” กู้เยี่ยอดกำชับพี่ชายไม่ได้
กู้หมิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าหมายถึงคนพวกนั้นที่วันนี้เจอตรงร้านเครื่องประดับหรือ? สองแม่ลูกคู่นั้นดูแล้วไม่น่าคบหานัก ส่วนชายอ้วนเตี้ยหน้าตาขี้โกงเจ้าเล่ห์ แต่คุณชายใหญ่จ้าวผู้นั้นก็ดูอ่อนโยนและมีมารยาทดีนี่นา”
กู้เยี่ยส่ายนิ้วชี้ไปมาตรงหน้ากู้หมิง พลางกล่าวว่า “ตรงข้ามเลยล่ะ เหมือนที่คนกล่าวว่า ‘สุนัขชอบกัดมักไม่เห่า’ คุณชายใหญ่จ้าวผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป คนที่มีนิสัยเจอกันครั้งเดียวก็ดูออกไปถึงตับไตไส้พุงอย่างพวกเรา ถูกเขาขายแล้วยังจะช่วยเขานับเงินอีกแน่ ดังนั้นคนเช่นนี้ พวกเรานับถือได้แต่ต้องหลีกห่างมาให้ไกล”
กู้หมิงพยักหน้าเห็นด้วย “จะว่าไป เคยได้ยินว่าร้านไป่เฉ่าถังมีชื่อเสียงยิ่งกว่าร้านจี้หมินถังเสียอีก คุณชายใหญ่ตระกูลพวกเขาจะเป็นคนธรรมดาทั่วไปได้อย่างไรกันเนอะ ที่พวกเขาทำท่าเกรงอกเกรงใจเราเช่นนี้ คงเพราะเพื่อยาสมุนไพรที่น้องปรุงเท่านั้นเอง”
ระหว่างคุยกัน คนทั้งสองก็มาถึงเรือนด้านหลังร้านของร้านจี้หมินถัง หลังจากเหยียนชิวถงดื่มยาไปสองชุด และนอนพักผ่อนบนเตียงเตา เวลานี้ไม่ได้ไอหนักเท่าเดิมแล้ว อาการจับไข้ที่ทรมานร่างกายตัวเองมาสองวันก็ทุเลาลงไม่น้อย เมื่อหมอผู้เฒ่าประจำร้านจี้หมินถังช่วยจับชีพจรของนางดูอีกครั้ง ก็ร้องแปลกใจที่นางร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็ว
กู้เยี่ยยกมือขึ้นแตะดูอุณหภูมิตัวนาง พบว่ายังเย็นอยู่บ้าง ก็เพิ่มยาอีกตัวหนึ่งให้ตอนนางดื่มยามื้อเย็น
คืนนี้ เมื่อพิจารณาจากอาการของน้าเหยียน บวกกับคำเชื้อเชิญอย่างจริงใจของหลงจู๊ฝาง กู้เยี่ยและกู้หมิงจึงค้างที่ห้องรับรองในเรือนหลังร้านจี้หมินถัง
เช้าวันรุ่งขึ้น น้าเหยียนหายจากไข้เย็นแล้ว มีกำลังวังชากลับคืนมาไม่น้อย ทั้งมื้อเช้ายังกินโจ๊กได้ถึงสองชาม เพียงแต่กู้เยี่ยก็ยังกังวัลว่า สุขภาพร่างกายของน้าเหยียนยังอ่อนแอ จะเดินทางตลอดทั้งวันไม่ไหว เลยคิดจะให้นางรักษาตัวที่ร้านจี้หมินถัง โดยฝากให้หลงจู๊ฝางดูแลไปก่อน ทว่าเหยียนชิวถงกลับบอกว่าตนเองดีขึ้นมากแล้ว ยืนกรานจะเดินทางไปพร้อมกับกู้เยี่ยด้วย
กู้เยี่ยเห็นน้าเหยียนยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ ประกอบกับมั่นใจในยารักษาของตัวเอง นางจึงตอบตกลง หลังจากนำของรับปีใหม่สี่กระบุงผูกห้อยกับหลังของล่อ และประคองน้าเหยียนขึ้นนั่งบนหลังล่อตัวที่แข็งแรงกว่าเสร็จแล้ว สองพี่น้องก็ออกเดินทางสู่เส้นทางกลับบ้าน ท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ
ครอบครัวของอาเก้ามารออยู่ที่ปากทางเข้าตำบลตั้งแต่เช้าตรู่ กู้หมิงเห็นอาเก้าแบกกระบุงซึ่งบรรจุข้าวของและเสบียงดูหนักอึ้ง ก็หยิบของรับปีใหม่บางส่วนที่มิได้หนักมากจากกระบุงบนหลังล่อมาแบกเอง แล้วแบ่งของหนักๆ จากบ้านอาเก้ามาใส่ในกระบุงที่ว่างลง
ล่อสองตัว แต่ละตัวสามารถแบกน้ำหนักได้มากกว่าสองร้อยตำลึง ตัวหนึ่งในนั้นแบกน้าเหยียนที่ตัวผอมบาง และข้าวแป้งธัญพืชที่กู้เยี่ยซื้อมา ส่วนอีกตัวก็แบกขนของอื่นๆ แม้จะเพิ่มของของบ้านอาเก้าเข้าไป ก็ยังรับได้สบายๆ กู้หมิงไม่อยากให้น้องสาวเหนื่อย จึงคะยั้นคะยอให้นางขึ้นไปขี่บนล่อด้วย
เมื่อมีล่อช่วยขนของทุ่นแรง ของที่ทุกคนต้องแบกก็เบาลงไปมาก การเดินทางก็ว่องไวขึ้น แม้ว่าจะออกเดินทางล่าช้าไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ตามทันขบวนใหญ่ของคนในหมู่บ้าน
ใครคนหนึ่งเห็นกู้หมิงจูงล่อพ่วงพีมา ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉา “กู้หมิง บ้านเจ้าร่ำรวยแล้วรึ? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องซื้อของรับปีใหม่มาเยอะแยะเลย นี่ยังซื้อล่อมาตั้งสองตัว แค่ราคาล่ออย่างน้อยๆ ก็สิบกว่าตำลึงแล้วกระมัง?”
กู้หมิงรู้สึกได้ว่าในแววตาของชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกัน คล้ายกับมีอะไรบางอย่าง จึงรีบพูดว่า “ล่อสองตัวนี้ หลงจู๊ร้านจี้หมินถังเขาให้พวกเรายืมมา”
“ร้านจี้หมินถัง? ทำไมพวกเขาต้องให้พวกเจ้ายืมล่อมาด้วยเล่า” คนที่พูดคือภรรยาของหลี่จู้จื่อ หลี่จู้จื่อเป็นญาติกับผู้ใหญ่บ้าน ภรรยาของเขารู้สึกว่าตนเป็นผู้สูงส่งในหมู่บ้าน และมักดูเบาผู้อื่นว่าไม่อาจเทียมเทียบครอบครัวตน
กู้หมิงเป็นเด็กอายุอายุยังไม่ถึงสิบสองปี จึงปกปิดความภาคภูมิใจในแววตาไม่อยู่ มองกู้เยี่ยพร้อมกับบอกว่า “ยาที่น้องสาวของข้าปรุง หลงจู๊ร้านจี้หมินถังเห็นว่าไม่เลว เลยสั่งซื้อโดยให้พวกเรานำไปส่งทุกเดือน แถมพอเห็นพวกข้าซื้อของรับปีใหม่มากมายเช่นนี้ ท่านลุงหลงจู๊ก็ใจดีให้ยืมล่อมาใช้ เวลาไปตำบลอีกครั้งหน้า ก็ค่อยไปคืนพวกเขา”
ภรรยาหลี่จู้จื่อมองดูข้าวของบนหลังล่อก็เดาะลิ้นจุปาก “เยี่ยเอ๋อร์น้อยนี่เก่งจริงๆ ยาสมุนไพรของพวกเจ้าคงขายได้เงินมาไม่น้อยสินะ ลำพังข้าวแป้งก็ซื้อมามากมายขนาดนี้แล้ว”
สะใภ้เก้าจงใจทอดถอนใจ “ของในกระบุงนั่นไม่ได้มีแต่แค่ของพวกเด็กๆ ยังมีของพวกข้าด้วย เจ้าคิดว่าเด็กสองคนนี้มีกินมีใช้จริงๆ หรือ เงินที่ขายยาสมุนไพรได้ก็เอามาซื้อเตรียมรับปีใหม่หมดแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะเก็บออมอะไรได้”
ครั้นภรรยาหลี่จู้จื่อได้ฟัง สีหน้าก็ดีขึ้นมาเล็กน้อย นางเบ้ปากกล่าวต่อ “เยี่ยเอ๋อร์น้อยเขามีความสามารถ ของรับปีใหม่พวกนี้อย่างน้อยๆ ก็ใช้เงินสองสามตำลึงเข้าไปแล้ว แต่ถึงอย่างไร เดี๋ยวนางก็ต้องส่งของให้ร้านจี้หมินถังทุกเดือน คงไม่ขาดเงินใช้สอยหรอกกระมัง?”
หลิวซานเอ๋อร์ซึ่งสนิทสนมกับกู้เฉียวจงใจพูดเสียงดัง “โธ่เอ๊ย! อย่าให้เด็กสองคนนี้ถูกเขาหลอกเอาได้ล่ะ!”
“พวกเขาขายยาสมุนไพร ร้านจี้หมินถังก็ให้เงินพวกเขา แล้วจะโดยหลอกได้อย่างไร เจ้ามองคนออื่นในแง่ร้ายเกินไป” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งส่ายหน้าพูดยิ้มๆ
หลิวซานเอ๋อร์มองมาทางสองพี่น้อง “พวกเจ้าสองคนทำสัญญากับเขาแล้วหรือไม่”
เมื่อเห็นสองพี่น้องพยักหน้าตอบ เขาก็ทำสีหน้าเหมือนชมเรื่องสนุก “พวกเราอาศัยอยู่บนเขา พอเข้ากลางหน้าหนาวก็ไม่รู้ว่าแล้วว่าหิมะจะตกมาปิดทางเมื่อไร ถ้าหากวันส่งมอบยาสมุนไพรเดือนหน้า พวกเจ้าออกจากภูเขาไม่ได้ เช่นนั้นก็เท่ากับผิดสัญญา ต้องจ่ายเงินชดใช้เขาน่ะสิ”
อาเก้าได้ฟังก็มองกู้เยี่ยด้วยความเป็นห่วง สอบถามว่า “เจ้ารีบเอาสัญญาออกมาให้พี่เจ็ดช่วยดูเร็วเข้า มีข้อความเกี่ยวกับการชดใช้หากผิดสัญญาหรือไม่”
กู้เยี่ยมองไปทางหลิวซื่อที่ทำหน้ามีความสุขเมื่อเห็นความทุกข์ของผู้อื่น ก็หันไปยิ้มบอกกู้โม่ว่า “ท่านอาเก้า ท่านวางใจเถิด ร้านจี้หมินถังมีสาขาอยู่ทั่วเมืองทั่วอำเภอหลายต่อหลายจังหวัด ทำการค้ายิ่งใหญ่ เงินเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับขาแมลงวันในสายตาพวกเขา จะไปคุ้มค่าให้มาหลอกเสียที่ไหน”
“เจ้าพูดก็ถูก ร้านจี้หมินถังเป็นที่กล่าวขวัญแต่เรื่องดีมาตลอด ไม่เคยหลอกเด็กลวงผู้เฒ่าผู้แก่ คงจะไม่โกงหรอก” กู้โม่เองก็ยังไม่ปักใจนัก เพียงแต่ไม่มีเหตุผลอะไรมาคัดค้าน เขาหวังแค่ว่ากู้เซียวจะรีบกลับมา พอท่านอาห้าไม่อยู่ เขาให้รู้สึกว่าตนต้องแบกความรับผิดชอบใหญ่หลวงเหลือเกิน
“ขี่ม้า! พี่สาว ข้าอยากขี่ม้าบ้าง!” เสี่ยวจ้วงขยี้ตางัวเงียตื่นขึ้นมา เห็นกู้เยี่ยนั่งอยู่บนล่อ ดวงตาก็พลันปรากฏแววชื่นชอบ หลายวันมานี้หลิวซื่อเหนื่อยจากการเดินทางจนไม่ยากแม้แต่จะพูดอะไร จึงยังไม่ได้เสี้ยมสอนอะไรลูกน้อยทั้งนั้น อีกทั้งกู้เยี่ยยังแบ่งแป้งปิ่งหอมๆ ให้เจ้าหนูน้อยกิน ทำให้เขามีท่าทีต่อกู้เยี่ยดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ได้เรียกนางว่า ‘ของจ่ายชดเชย’ เหมือนแต่ก่อนแล้ว
กู้เซียวกับหลิวซื่อแยกของเตรียมรับปีใหม่หนักๆ กันคนละกระบุก แต่กู้เฉียวยังต้องอุ้มลูกน้อยตัวจ้ำม้ำอย่างเสี่ยวจ้วงอีกคนด้วย ทำให้เดินทางได้ไม่นานก็เริ่มหายใจเหนื่อยหอบแล้ว เขามองไปทางกู้เยี่ยบนหลังล่อด้วยสายตาคาดหวัง
ต่อให้กู้หมิงจะผิดหวังในตัวบิดาอย่างกู้เฉียวอย่างไร แต่เสี่ยวจ้วงก็เป็นน้องชายของเขา เด็กน้อยจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ที่ผ่านมาล้วนเป็นหลิวซื่อคอยยุยงส่งเสริมทั้งนั้น
เมื่อหันไปสบสายเข้าอกเข้าใจของน้องสาว กู้หมิงก็รู้สึกตื้นตันใจ เขากันกลับไปบอกเสี่ยวจ้วงว่า “เจ้ามาขี่ม้ากับพี่สาวสิ แต่ต้องเชื่อฟังพี่สาว อย่าดิ้นซุกซนนะ และก็ห้ามด่าว่าพี่สาวด้วย ถ้าเจ้าเป็นเด็กดี จะมิใช่แค่ให้เจ้าขี่ม้า แต่จะให้แป้งนึ่งน้ำตาลขาวเป็นรางวัลหนึ่งชิ้นด้วย”
“ได้สิ ได้สิ! ข้าจะเชื่อฟังว่าง่าย ไม่ด่าคน ไม่ดิ้นซน... ข้าหิวแล้ว กินแป้งนึ่งตอนนี้เลยได้รึเปล่า” เสี่ยวจ้วงถูกอุ้มพาออกเดินทางมาตั้งแต่ตนเองยังไม่ลืมตาตื่น เวลานี้ท้องน้อยๆ จึงรู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว
กู้เยี่ยรับตัวเสี่ยวจ้วงมานั่งในอ้อมแขนของตน ก่อนจะล้วงหยิบซาลาเปาไส้หมูสับลูกหนึ่งออกมาจากห่อผ้า “ซาลาเปายังร้อนๆ อยู่เลย กินซาลาเปารองท้องไปก่อนนะ พี่ชายบอกแล้วว่า มีแต่เด็กดีเท่านั้นถึงจะได้กินขนมแป้งนึ่ง”
เสี่ยวจ้วงยิ้มเผล่กำลังอยากกินแป้งนึ่งน้ำตาลขาว พอได้ฟังดังนั้นก็เบะปากรับซาลาเปาไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อได้กินซาลาเปาแป้งบางๆ ไส้อัดแน่น อารมณ์ที่ไม่ดีก็มลายหายไปหมดสิ้น เพียงแป๊บเดียวซาลาเปาลูกโตเท่ากำปั้นของผู้ใหญ่ก็ถูกเขากินหมดไปถึงสองลูก
เสี่ยวจ้วงกินอิ่มแล้ว ก็เริ่มมองทางซ้ายทีขวาทีจากบนหลังล่ออย่างตื่นเต้น หลังจากเพลิดเพลินกับความแปลกใหม่ได้สักพัก ก็เริ่มหาวหวอดเอนหลังหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของกู้เยี่ย
ตกกลางคืน ขบวนชาวบ้านยังคงเข้าพักแรมในลานหินใหญ่ เนื่องจากข้าวของที่สองบ้านซื้อมามีจำนวนมาก กู้โม่ไม่วางใจ จึงกัดฟันยอมจ่ายค่าเข้าพักในบ้านดินเพิ่มอีกสองคน เมื่อมีผู้ใหญ่สองคนคอยเฝ้า คนที่มักมีเจตนาแอบแฝงก็ไม่กล้าคิดยุ่มย่ามกับข้าวของของเด็กทั้งสอง
ขากลับตามเส้นทางเขตเขาก็ต้องใช้เวลาสองวันเต็มๆ เช่นกัน พวกกู้เยี่ยมีล่อช่วยขนของยังดีหน่อย แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องแบกของเตรียมรับปีใหม่กันเอง แต่ละก้าวจึงรู้สึกหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะกลับถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว
ตอนขาไป ชาวบ้านหลายคนช่วยสองพี่น้องแบกขนยาสมุนไพร ตอนขากลับ กู้หมิงจึงเป็นฝ่ายช่วยช่วยบ้านเหล่านั้นแบกของบ้าง ระยะทางช่วงสิบกว่าหลี่สุดท้าย กู้เยี่ยยังลงจากหลังล่อมานำของที่ชาวบ้านแบกต่อไปเองไม่ไหว ขึ้นบรรทุกบนหลังล่อแทนด้วย แม้แต่ภรรยาของหลี่จู้จื่อก็ได้ประโยชน์ครั้งนี้ นางจึงพูดค่อนแคะสองพี่น้องไม่ออกอีกเลย
ครั้นพอกลับถึงบ้าน กู้เยี่ยก็พาน้าเหยียนไปพักที่ห้องของตนก่อน การเดินทางตลอดสองวันสำหรับคนร่างกายอ่อนแอเช่นนาง หากไม่ได้ยาของกู้เยี่ย ป่านนี้คงทรุดหนักลงไปแล้ว เวลานี้ให้นางนอนพักบนเตียงเตาสักตื่นจะดีกว่า
ฝ่ายปราชญ์โอสถได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ก็ห่มคลุมชุดนวมเดินออกมาจากในห้อง เห็นกู้หมิงกำลังขนย้ายของลงจากหลังล่อ จึงเข้าไปช่วยอีกแรง เมื่อไม่เห็นลูกศิษย์ของตนก็เอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง “เยี่ยเอ๋อร์น้อยล่ะ? เจ้าคงไม่ได้ทิ้งนางไว้ที่ตำบลหรอกนะ?”
“ท่านอาจารย์! ไม่ได้เจอกันแค่ห้าวัน ก็คิดถึงข้าแล้วหรือ?” กู้เยี่ยรีบเข้ามาขวางหน้าอาจารย์ พร้อมนำขนมมายัดใส่อ้อมแขนของเขา ปราชญ์โอสถอายุเจ็ดสิบปีแล้ว แต่นางไม่วายทำเหมือนเขาเป็นเด็กๆ
59 บทที่ 59 สารด่วนจากท่านปู่
ปราชญ์โอสถแกะห่อผ้า แล้วหยิบขนมดอกกุ้ยชิ้นหนึ่งส่งเข้าปาก พลางแค่นเสียง “ใครคิดถึงเจ้ากัน ไม่มีลูกลิงเช่นเจ้าอยู่ด้วย ข้าสบายใจยิ่ง”
เมื่อก่อนยามที่เขามุมานะศึกษาค้นคว้าวิธีปรุงยาอยู่คนเดียวหลายต่อหลายเดือน ก็ไม่เคยรู้สึกหงอยเหงามาก่อน แต่นับแต่รับศิษย์สุดท้องผู้นี้มา ก็เหมือนมีนกกระจอกคอยมาร้องจิ๊บๆ อยู่ข้างหูทุกวี่วัน ครั้นห่างกันไปไม่กี่วัน เขากลับรู้สึกไม่เคยชินอยู่บ้าง
โดยเฉพาะยามค่ำคืน บ้านทั้งบ้านมีเขาอาศัยอยู่ผู้เดียว ช่างเงียบสงัดราวกับจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น พาให้เขารู้สึกอ้างว้างเหลือกำลัง พอได้ยินเสียง ‘เจ้านกกระจอก’ อีกครั้ง ก็คล้ายว่าบ้านทั้งบ้านกลับมามีชีวิตชีวิวาขึ้นอีกครั้ง
“คนที่เจ้าพามาเป็นใคร ไว้ใจได้หรือไม่” ปราชญ์โอสถเกรงว่าลูกศิษย์ของตนจะถูกคนคิดไม่ซื่อหลอกลวง วิชาปรุงยาที่คนมักจ้องหวังให้เขาสอนนั้นไม่มีอะไรหรอก แต่วิชาเร้นลับที่ลูกศิษย์เขามีนี่สิ ไม่อาจเปิดเผยให้คนอื่นเห็นได้ง่ายๆ เลย
แม้ว่ากู้เยี่ยจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเส้นสนกลในอยู่เหมือนกัน แต่ตอนที่ซื้อตัวน้าเหยียนมา นางก็ป่วยหนักเจียนตายแล้วจริงๆ คงไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อเข้าถึงตนกระมัง และต่อให้เป็นแผนร้ายเพื่อเข้ามาเล่นงานตน กู้เยี่ยก็ไม่อาจทนเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาได้
เมื่อชาติภพก่อน เจ้าก้อนน้ำแข็งเคยบอกว่านางใจอ่อนเกินไป จุดอ่อนนี้อาจทำให้นางมีภัยถึงชีวิตได้ แต่นางรู้สึกว่า ในฐานะหมอและนักเภสัชคนหนึ่ง หากเมินเฉยต่อชีวิตคน เห็นคนกำลังจะตายแต่ไม่ช่วยเหลือละก็ จะรักษาคุณค่าอะไรได้อีก
ปราชญ์โอสถให้ลูกศิษย์เล่าเหตุการณ์ตอนซื้อแม่ครัวมาให้ตนฟังโดยละเอียด ถึงแม้จะหาช่องโหว่ไม่เจอ แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขาอดกำชับกับนางไม่ได้ว่า “ต้องระมัดระวัง อย่าได้ประมาทไป เจ้าอยู่ในห้องเดียวกับนางก็คอยสังเกตนางให้มาก”
เมื่อเห็นศิษย์รักพยักหน้าอย่างว่าง่าย และรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ เขาถึงยิ้มได้ “ข้าเดาไว้แล้วว่าวันนี้พวกเจ้าจะต้องกลับมาค่ำมืดแน่ จึงให้ป้าจางของพวกเจ้าทำกีบข้าวไว้เยอะๆ หน่อย อยู่ในกระทะยังร้อนๆ เลย อีกหม้อหนึ่งเป็นน้ำร้อน กินข้าวเสร็จแล้วก็รีบอาบน้ำพักผ่อนกัน”
ตกดึก ปราชญ์โอสถก็ยังไม่วางใจ นอนพลิกไปมาข่มตาไม่ลง เขาลุกขึ้นเขียนจดหมายลงแถบกระดาษ และปล่อยพิราบสื่อสารไปในเช้าตรู่วันต่อมา เนื้อความในจดหมายก็ไม่แคล้วเป็นเรื่องให้หลิงเจวี๋ยเฉินตรวจสอบเบื้องลึกเบื้องหลังของแม่ครัวผู้นี้
“ท่านอาจารย์ พิราบสื่อสารของท่านบินกลับมาแล้ว มิใช่ว่าท่านลืมให้อาหารมัน มันถึงได้บินกลับมาขออาหารหรอกนะ?” กู้เยี่ยกินโจ๊กหมูร้อนๆ แกล้มกับผักดองเค็มในบ้าน และกินแป้งม้วนลายนึ่ง1นุ่มๆ หอมๆ ลงไปอีกสองก้อน
น้าเหยียนพักผ่อนเพียงคืนเดียว แม้ร่างกายจะยังไม่หายดี แต่กลับลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด เพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ อย่างโจ๊กหมูใส่ผักปวยเล้ง และแป้งม้วนลายนึ่งไส้งา ต้องกล่าวก่อนว่า ฝีมือทำอาหารของน้าเหยียนยอดเยี่ยมจริงๆ ขนาดอาหารเรียบง่าย เมื่อผ่านมือนางกลับทำออกมาได้รสชาติไม่ธรรมดา แม้แต่คนเลือกกินอย่างกู้เยี่ย ยังไม่เจอจุดใดให้ติเลย
ฝ่ายปราชญ์โอสถแม้จะยังไม่ไว้ใจน้าเหยียน แต่กลับแย่งยื้อโจ๊กกับลูกศิษย์อย่างไม่ยอมแพ้เลยสักนิด เมื่อแย่งมาได้ก็ก้มหน้าซดโจ๊กอย่างไม่กลัวลวกปากลวกคอ ครั้นได้ยินศิษย์กล่าวเช่นนี้ เขาก็เงินขึ้นมอง เห็นพิราบสื่อสารตัวหนึ่งเกาะอยู่เหนือกำแพงบ้านจริงๆ
น่าแปลก! พิราบสื่อสารที่ตำหนักเร้นวิญญาณฝึกฝนให้ส่งสารรายงานการศึกไม่เคยทำงานผิดพลาดมาก่อน เหตุใดถึงได้ย้อนกลับมากลางคัน... ปราชญ์โอสถไม่สนใจเรื่องแย่งลูกศิษย์กินแล้ว เขากวักมือเรียกนกพิราบสื่อสารบนกำแพงนั่น ทว่าต้องคอยเก้อ นกพิราบไม่ขยับไม่แยแส ยังคงส่งเสียงร้องกุ๊กกรูอยู่ที่เดิม
กู้เยี่ยหัวเราะจนข้าวแทบกระเด็นออกจากปาก “ท่านอาจารย์ พิราบสื่อสารคงโกรธ ไม่อยากสนใจท่านแล้วกระมัง ข้ารู้แล้ว ระยะนี้ท่านคงจะหักเสบียงของมัน มันถึงได้หยุดงานประท้วงแน่ๆ มาๆ เจ้าพิราบน้อย พี่สาวจะให้เมล็ดข้าวโพดเจ้าเอง มาหาพี่สาวนี่มา”
จะว่าไปก็แปลก พิราบสื่อสารตัวนั้นร้องกุ๊กกรูอยู่สองครั้ง จากนั้นก็กางปีกกระพือโผมาเกาะบนมือกู้เยี่ย
“ฮ่าๆๆ... ท่านอาจารย์ พิราบสื่อสารของท่านทรยศนายเสียแล้ว” กู้เยี่ยหัวเราะชอบใจยิ่ง
ปราชญ์โอสถสังเกตดูอย่างละเอียด แล้วจึงส่วนหน้าบอกว่า “ตัวนี้ไม่ใช่พิราบที่ข้าส่งไปเมื่อเช้า”
“ไม่ใช่ของท่านรึ? เช่นนั้นในหมู่บ้านชิงซานยังมีใครฝึกพิราบสื่อสารให้เชื่องเช่นนี้ได้อีกเล่า” กู้เยี่ยโอบพิราบตัวนั้นเบาๆ แล้วพลิกมองไปมา... พิราบตัวนี้มิใช่สีขาวล้วนจริงๆ ด้วย ที่ท้องของมันมีขนสีเทาแซมอยู่
“เจ้าเปิดจดหมายที่ขามันออกดู ก็จะรู้แล้วไม่ใช่หรือ?” ปราชญ์โอสถซดโจ๊กหมูหมดชามในคำเดียว เสร็จแล้วก็ลูบท้องปูดยื่นของตัวเอง... ไม่ได้กินอาหารรสชาติถูกปากเช่นนี้ตั้งนานเลย
กู้เยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วอาจารย์ก็รับนกพิราบตัวนั้นไปแกะเอาม้วนแถบกระดาษออกมา ปราชญ์โอสถอ่านได้เพียงสองบรรทัด สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมไปทันตา
กู้เยี่ยหุบยิ้มสนุกสนานเมื่อครู่กลับ ถามออกไปว่า “ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
“เก็บข้าวของ พวกเราต้องรีบออกเดินทาง!” ปราชญ์โอสถยัดจดหมายใส่มือของลูกศิษย์ แล้วก้าวฉับๆ กลับห้องไปจัดเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน ก่อนจะหิ้วกล่องยาออกมาอีกครั้ง
กู้เยี่ยคลี่กระดาษออกอ่าน บนนั้นเขียนเพียงข้อความสั้นกระชับว่า ‘เยี่ยเอ๋อร์ รีบเชิญอาจารย์เจ้ามาช่วยชีวิตที่ด่านชายแดน เร่งด่วนอย่างยิ่ง!’ จากนั้นนางก็มองดูชื่อที่ลงท้าย... ‘กู้เซียว’
ท่านปู่? ท่านปู่บาดเจ็บ? คงมิใช่ฝืนร่วมศึกอีกหรอกนะ? ไม่ถูกสิ! ยาที่ให้ท่านปู่พกไป แค่ดื่มเพียงอึกเดียวก็ไม่บาดเจ็บจนถึงตายแล้ว ท่านปู่ยังเขียนจดหมายได้ คนที่ต้องไปช่วยจึงไม่น่าใช่เขา แต่อาจจะเป็นท่านแม่ทัพผู้เฒ่าซึ่งเป็นผู้มีพระคุณ?
กู้เยี่ยไม่มัวคิดให้มากความ รีบพุ่งเข้าห้องตนเองไปหิ้วกล่องยาใบใหญ่ที่ใช้ปิดบังอำพรางฐานะของตัวเองออกมา แล้วจึงไปจูงล่อสองตัวจากเพิงม้า ก่อนจะออกจากบ้านก็ไม่ลืมหันมาสั่งน้าเหยียนว่า “ถ้าพี่ชายข้ากลับมาจากบนเขาแล้ว ท่านช่วยบอกเขาว่า ข้ากับอาจารย์ไปรักษาคนไข้ที่เมืองเหยี่ยนเฉิง อีกสิบวันไม่ก็ครึ่งเดือนก็กลับมาแล้ว ช่วงที่พวกข้าไม่อยู่ รบกวนท่านช่วยดูแลพี่ชายข้าด้วย”
“แม่นางโปรดวางใจ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำอยู่แล้ว” น้าเหยียนเห็นว่าเป็นเหตุเร่งด่วน จึงรีบรับคำ แต่ในใจใคร่ครวญอยู่ว่า ต้องรายงานเรื่องนี้ให้เจ้านายรู้หรือไม่
“จริงสิ อาการป่วยของท่านหายดีกว่าครึ่งแล้ว ก็ไม่ต้องกินยาที่ท่านหมอผู้เฒ่าจัดให้แล้วนะ ข้าให้ยาลูกกลอนขวดนี้ไว้ ท่านกินวันละสามครั้ง ครั้งละสองเม็ด ไม่เกินสามวัน อาการของท่านก็จะหาย... ท่านตัดเย็บเสื้อเป็นหรือไม่ ในบ้านมีผ้าและนุ่นอยู่ ท่านตัดชุดให้ตัวเองไว้เปลี่ยนสักสองชุดก็ได้ พวกข้าไปล่ะ เรื่องที่บ้านฝากท่านดูแลด้วย”
เหยียนชิวถงมองส่งกู้เยี่ย ในดวงตาปรากฏแววซาบซึ้งใจ นางซึ่งเดิมทีรู้สึกขัดเคืองภารกิจครั้งนี้ ในที่สุดก็เปลี่ยนความคิดใหม่... แม่นางกู้เร่งร้อนออกจากบ้านเช่นนี้ ยังไม่ลืมห่วงอาการเจ็บป่วยของแม่ครัวคนหนึ่ง ทั้งห่วงว่าจะมีเสื้อผ้ากันหนาวหรือไม่ ช่างเป็นแม่นางน้อยที่จิตใจดีงามจริงๆ
การช่วยชีวิตคนไม่ต่างจากดับเพลิงไหม้ อาจารย์และศิษย์เร่งเดินทางให้เร็วที่สุดเพื่อไปยังตัวตำบล ความเร็วของล่อเทียบกับม้าอาชาไนย กู้เยี่ยจึงมีความคิดที่จะเสี่ยงไปเคาะประตูร้านจี้หมินถังดู
โชคดีที่ไป๋จิ้งเซวียนยังไม่ได้ไปจากตำบลเล็กๆ นี้ เขาและผู้ติดตามล้วนขี่ม้าเร่งเดินทางมาจากเมืองเหยี่ยนเฉิง ม้าของพวกเขาแม้ไม่อาจนับว่าเป็นยอดอาชาหมื่นหลี่ แต่ก็แข็งแรงกว่าล่อมาก
อาจารย์และศิษย์ค้างแรมที่ร้านจี้หมินถังหนึ่งคืน จากนั้นก็ขี่ม้าออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หลายปีมานี้ปราชญ์โอสถขึ้นเหนือล่องใต้ไปทั่ว จึงรู้ทางไปด่านชายแดนเช่นกัน ทั้งสองเฆี่ยนแส้เร่งม้า ระหว่างทางยังเปลี่ยนม้าถึงสองครั้ง สุดท้ายก็ถึงด่านจวิ้นหลางภายในสามวัน
เวลานี้บนท้องฟ้ามีหิมะเกล็ดใหญ่โปรยปรายปลิวว่อน ลมอุดรพัดพรูพาหิมะม้วนตลบประดุจขนห่าน ปะทะเข้ากับใบหน้าของกู้เยี่ย นางเหลือบตาขึ้นมองซากต้นไม้เหี่ยวแห้งและบ้านเรือนทรุดโทรม ค่อยๆ ถูกหิมะขาวปกคลุมทับถม ช่างเวิ้งว้างถึงเพียงนี้
“ทนอีกเดี๋ยวเดียว ข้างหน้านี้ก็คือด่านจวิ้นหลางแล้ว” เสียงของปราชญ์โอสถเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เพราะเขาถึงวัยโรยราแล้ว การเร่งเดินทางต่อเนื่องหลายวันทำให้เขารับไม่ไหว โชคดีที่ศิษย์รักของเขาติดตามเคียงข้างมาด้วย ยามที่ต้องหยุดพัก นางก็จะกุลีกุจอหาแหล่งที่ค้างแรม และเตรียมข้าวน้ำให้เขาด้วยตัวเอง
เขาย่อมไม่รู้ความในใจของกู้เยี่ย... หากไม่เตรียมด้วยตัวเอง จะใส่ ‘ยาคลายเหนื่อยล้า’ ลงไปในน้ำในอาหารได้อย่างไรเล่า
ใช่แล้ว ถ้าหากไม่มียาของกู้เยี่ย อย่าว่าแต่ชายชราวัยเจ็ดสิบปีผู้หนึ่งเลย ต่อให้เป็นชายหนุ่มแข็งแรงกำยำ ให้ขี่ม้าตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำทุกวัน ก็ไม่มีทางรับไหว
กู้เยี่ยฝ่าลมหิมะหนักหน่วง ทอดมองไปสุดสายตา ที่เขตชายแดนอันห่างร้างความเจริญและความพลุกพล่าน มีกำแพงเก่าคร่ำธรรมดาตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ดูราวกับคนชราผู้ผ่านมรสุมมาโชกโชนผู้หนึ่ง ประหนึ่งว่าได้ยืนหยัดผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานมาหลายร้อยปี
กำแพงปราการโบราณด่านจวิ้นหลางยังคงสูงตระหง่านท่ามกลางลมพายุ เปรียบดั่งนักรบผู้เฝ้าปกปักรักษาเขตชายแดน คอยพิทักษ์คุ้มภัยให้ประชาราษฎร์ภายด่านได้อยู่อย่างสงบร่มเย็น ตัวกำแพงดำมืดของด่านจวิ้นหลาง นอกจากเต็มไปด้วยกลิ่นอายเรียบง่ายเก่าคร่ำ ผ่านคืนวันมาอย่างโชกโชน และกรำศึกมานับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีประกายแสงวิบวับจนน่าตกใจ ดั่งกระบี่รอวันชักออกจากฝัก ชวนให้คนมองแล้วหยุดฝีเท้าลง
“หยุดตรงนั้น! เจ้าเป็นใคร?!” ท่ามกลางลมหิมะ ทหารเฝ้าประตูนายหนึ่งยืนปักหลัก เมื่อเห็นว่าอาจารย์และศิษย์มุ่งหน้ามา ก็ร้องถามเสียงเฉียบ
“ท่านปู่ข้าคือกู้เซียว เขาส่งสารเรียกให้พวกข้ามา!” กู้เยี่ยลงจากหลังม้าตรงหน้าประตู แล้ววิ่งไปที่ด้านข้างม้าของปราชญ์โอสถ เพื่อช่วยประคองอาจารย์ลงจากหลังม้า
ครั้นนางเห็นสีหน้าของอาจารย์ไม่สู้ดี ก็รีบทำท่าว่าล้วงหยิบถุงหนังใส่น้ำออกมาจากอกเสื้อ แต่ความจริงแล้วหยิบออกมาจากในห้วงมิติ “ท่านอาจารย์ เหนื่อยแย่แล้วใช่หรือไม่ ค่อยๆ ดื่มน้ำก่อน”
ปราชญ์โอสถรับถุงหนังไปดื่มน้ำอุ่นอึ้กๆ อึกแล้วอึกเล่า น้ำนี้กรอกมาจากในโรงเตี๊ยมตั้งแต่เช้า ฝ่าลมหนาวมาทั้งวันก็ยังเก็บความร้อนได้อยู่ แต่ปราชญ์โอสถไม่สนใจจะสืบหาสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เขาดื่มน้ำหมดไปครึ่งถุง ถึงรู้สึกได้ถึงความอุ่นภายในท้องที่แผ่ซ่านไปทั่วกาย แขนขาที่แช่ไอหนาวจนยึดแข็งกลับมาขยับคล่องแคล่วได้อีกครั้ง
“ท่านหมอที่ขุนพลกู้เชิญมา! เปิดประตูเร็วเข้า! รีบเชิญคนเข้าไปเร็ว!” ทหารที่ท่าทางเหมือนรองขุนพลบนกำแพงกระวีกระวาดลงมาจากด้านบน เพื่อเชิญทั้งสองเข้าไปในป้อมปราการ
กู้เยี่ยซักถามข่าวคราวของท่านปู่อย่างทนรอไม่ไหว จากคำบอกเล่าของรองขุนพลผู้นั้น ทำให้รู้ว่าท่านปู่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการสู้รบเมื่อครั้งก่อนตอนช่วยเหลือท่านแม่ทัพน้อย มีบาดแผลที่ผิวหนังเพียงนิดหน่อย พักรักษาตัวอยู่ห้าวันก็ไม่เป็นอะไรมากแล้ว ความห่วงกังวลในใจตลอดทางที่นางมาถึงคลายลงได้ทั้งหมด
คำพูดท่านปู่เชื่อถือมิได้เลย! รับปากไว้ว่าจะไม่ออกศึกอีก แค่กะพริบตาก็โยนทิ้งเสียแล้ว... กู้เยี่ยโกรธกรุ่น กระทั่งได้พบกับกู้เซียวแล้ว ดวงหน้าน้อยๆ ก็ยังบึ้งตึงอยู่
เวลานี้กู้เซียวมีหรือจะสนใจเรื่องโอ๋เอาใจหลานสาว เขาพุ่งไปตรงหน้าปราชญ์โอสถราวกับลูกศร จับมืออีกฝ่ายขึ้นมากุมพลางกล่าวอย่างจริงใจ “ท่านปราชญ์โอสถ ได้โปรดแสดงฝีมือพลิกฟื้นคืนชีพให้เป็นที่ประจักษ์ ช่วยชีวิตท่านแม่ทัพผู้เฒ่าด้วยเถิด!”
“ไม่ต้องพูดพล่ามอะไรแล้ว ขอดูคนเจ็บก่อนค่อยว่ากัน!” ปราชญ์โอสถหิ้วกล่องยาของตนเดินตามกู้เซียวเข้าไปในเรือนหนึ่งภายในบ้านพัก กู้เยี่ยก็สะพายกล่องยาใบใหญ่รีบตามหลังท่านอาจารย์ไปไม่ห่าง เพราะเกรงว่าจะถูกคนขวางไว้
1 แป้งม้วนลายนึ่ง เป็นแป้งม้วนนึ่งชนิดหนึ่ง วิธีม้วนไม่ต่างกัน และเนื้อแป้งมีลักษณะเหมือนหมั่วโถวเหมือนกัน แต่ใช้กลวิธีต่างๆ ทำให้เกิดลวดลายบนแป้ง เช่น ผสมผักหรือธัญพืชลงในแป้ง สอดไส้ หรือผสมสีแป้งเป็นสีอื่นแล้วม้วนเป็นก้อนเดียวกัน
60 บทที่ 60 ช่วยคนที่ด่านชายแดน
เพียงเข้าประตูมา ไออุ่นระลอกหนึ่งก็พัดมาปะทะหน้า เจือด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง บนเตียงเตามีบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ทว่าสีหน้าซีดขาว หายใจรวยรินนอนอยู่ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท แพขนตายาวหนางามงอนเป็นเส้นโค้ง สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบางได้รูป แต่ไม่มีสีเลือดเลยสักนิด
บนตัวเขาสวมใส่เพียงชุดตัวในสีขาว สาบหน้าแบะกว้าง เผยให้เห็นแผงอกและหน้าท้องที่มีร่องเส้นชัดเจน เพียงแต่ความรู้สึกของกู้เยี่ยที่อยากชื่นชมความงามของเรือนร่างนี้ กลับถูกทำลายสิ้นด้วยลูกธนูหักครึ่งซึ่งปักอยู่บนอกด้านซ้าย แม้จะเห็นแค่แวบเดียว แต่กู้เยี่ยก็รู้ชัดว่าตำแหน่งที่ถูกลูกธนูปักนั้นอันตรายเพียงใด หากไปทางซ้ายกว่านี้อีกนิดเดียว ก็อาจแทงทะลุหัวใจของเขาแล้ว ต่อให้ท่านหมอเทวดาฮว่าถัวยังอยู่ก็ช่วยกลับมาไม่ได้
ถ้าเกิดอวัยวะภายในของเจ้าของร่างนี้ถูกทำลายฉีกขาด เขาก็อาจตายลงในเวลาไม่นาน แม้ยาของกู้เยี่ยจะดีเพียงใด ก็ไม่อาจช่วยชุบชีวิตคนตายกลับมาได้เช่นกัน
“ท่านปราชญ์โอสถ หลานชายข้ายังมีทางช่วยหรือไม่” เสียงแก่ชราที่ฝืนข่มกลั้นความโศกเศ้ราดังมาจากด้านหลังสองอาจารย์และศิษย์
กู้เยี่ยหันกลับไปมองแม่ทัพผู้เฒ่าทางด้านหลัง เขาสวมชุดเกราะเต็มตัว แม้บนศีรษะจะเต็มไปด้วยผมหงอกขาว แต่ท่วงท่ายังผึ่งผาย ใบหน้าสี่เหลี่ยมมีริ้วรอยตามวัย ในดวงตาวาวประกายกล้า ยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามมากขึ้นอีก ทว่าเวลานี้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากลับไม่แตกต่างจากชาวบ้านผู้อาวุโสทุกคนบนโลกหล้า เขามองชายหนุ่มที่อยู่ระหว่างความเป็นความตายบนเตียงเตานั้นด้วยแววตารักใคร่และห่วงกังวล
กู้เซียวรีบเล่าอาการของชายหนุ่มให้ปราชญ์โอสถฟังอย่างละเอียด “ท่านแม่ทัพน้อยหลงกลของศัตรู หากไม่เพราะเขามีฝีมือเก่งกาจเหนือคน คงถูกศัตรูยิงธนูทะลุหัวใจไปแล้ว บนหัวธนูมียาพิษร้ายแรง แต่ข้าป้อน ‘ยาขจัดพิษ’ ที่ท่านปราชญ์โอสถมอบให้ได้ทันท่วงที พิษจึงถูกขจัดไปหมดสิ้น เพียงแต่ธนูบนหน้าอกดอกนี้ แพทย์ทหารและหมอผู้มีชื่อเสียงในหมู่ช้าวบ้านที่เชิญมาจากบริเวณใกล้เคียงนี้ล้วนไม่กล้าดึงออกมา หากไม่เพราะ ‘ยาน้ำยื้อชีวิต’ ขวดนั้น เกรงว่าคงจะ...”
“ท่านพี่ปราชญ์โอสถ บุญคุณยิ่งใหญ่ไม่อาจกล่าวตอบด้วยวาจา เมื่อครั้งนั้นที่ข้าถูกเนรเทศ ก็ได้ยาของท่านช่วยชีวิตไว้หนหนึ่งแล้ว มาครั้งนี้หากหลานชายข้าไม่ได้ยาของท่านช่วยไว้ เกรงว่าคงเกิดเคราะห์โศกไปแต่แรกแล้ว ได้โปรดรับคารวะจากข้าฉู่จวงหานด้วย” แม่ทัพผู้เฒ่าประสานหมัดค้อมกายคารวะปราชญ์โอสถ
ปราชญ์โอสถขยับเข้าไปประคองคนตรงหน้าขึ้น “ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่กล่าวหนักเกินไปแล้ว รักษาโรคช่วยชีวิตคนเป็นหน้าที่ของแพทย์และแพทย์โอสถทุกคนอยู่แล้ว”
เรื่องจัดยารักษาแม่ทัพผู้เฒ่าครั้งแรกเริ่มนั้นเป็นฝีมือของเขาจริง ส่วนยาขจัดพิษกับยาน้ำยื้อชีวิตอะไรนั่น แม้แต่ชื่อ เขายังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะต้องเป็นฝีมือของลูกศิษย์เขาเป็นแน่ แม่หนูน้อยผู้นี้แอบกระทำเรื่องตามอำเภอใจ ซ้ำยังไม่รู้จักตระเตรียมกับอาจารย์ไว้ก่อน พอมีเหตุเฉพาะหน้าเช่นนี้ ไม่กลัวเขาจะทำความแตกเลยหรือ!
แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ยังคงค้อมกายคารวะต่อ พลางกล่าวว่า “ครั้งนี้ยังหวังว่าท่านปราชญ์โอสถจะช่วยชีวิตของหลานชายข้าด้วยอีกคน”
ปราชญ์โอสถเดินเข้าไปตรวจดูอาการบาดเจ็บของแม่ทัพน้อยอย่างละเอียด ก่อนจะทอดถอนใจว่า “หัวธนูนี้มีเงี่ยง ถ้าหากฝืนดึงถอนละก็ เกรงว่าอาจทำลายถูกชีพจรหัวใจ แต่ถ้าไม่ถอดหัวธนูออกมา อย่างมากก็ยื้อไว้ได้แค่สองวัน...”
“ท่านพี่เจิ้ง ท่านเองก็หมดหนทางเช่นกันหรือ?” ดวงตากู้เซียวปรากฏแววสิ้นหวัง เขารู้ดีว่าแม่ทัพน้อยเป็นทายาทที่ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าทุ่มเทปลุกปั้นถ่ายทอดวิชาเองกับมือ แม้แต่ท่านเจิ้นกั๋วกงคนปัจจุบันก็ยังมิได้มีพรสวรรค์ด้านการรบเทียบเท่าท่านแม่ทัพน้อยเลย ถ้าหากเขาต้องจบชีวิตลงตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพผู้เฒ่าจะรับความสูญเสียนี้ได้หรือไม่
พูดถึงวิชาแพทย์ ปราชญ์โอสถเทียบฝีมือกับหมอชาวบ้านชื่อดังที่พวกเขาเชิญมาด้วยซ้ำ แม้ว่าจะแข่งขันกับเซียนแพทย์มาตลอด แต่เขาต้องยอมรับจริงๆ ว่า ตนมิได้มีพรสวรรค์ในการเรียนวิชาแพทย์มากมายถึงเพียงนั้น
ปราชญ์โอสถคิดจะส่ายศีรษะ แต่กลับพบว่าศิษย์ตัวน้อยกำลังดึงชายเสื้อของตนเบาๆ... จริงสิ! ศิษย์รักมีวิชาเทพฮว่าถัวอยู่กับตัวมิใช่หรือ? นางสามารถเย็บต่อได้แม้กระทั่งเส้นเอ็น ช่วยคนให้กลับมาเดินได้เหมือนเก่า บางทีนางอาจจะมีวิธีการกระมัง?
เขารีบเปลี่ยนคำที่จะพูด “กล่าวตามจริง ข้าเองก็มิได้สันทัดนัก เพียงแต่มีอยู่วิธีหนึ่ง จะลองดูได้หรือไม่”
“วิธีอะไร”
แพทย์ทหารและหมอชาวบ้านชื่อดังทางด้านข้างต่างเบิกตากว้าง มองมาทางเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ขณะที่ในแววตาของแม่ทัพผู้เฒ่าและกู้เซียวต่างเต็มไปด้วยความหวัง
ปราชญ์โอสถข่มความกดดันภายในใจ ตอบเสียงเบาว่า “อาจลองผ่าเปิดบาดแผล แล้วหยิบเอาหัวธนูออกมา”
“ไม่ได้ หัวธนูอยู่ใกล้หัวใจมากเกินไป หากไม่ระวังอาจพลาดพลั้งทำลายถึงหัวใจ ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นเทพยดาชั้นฟ้าก็ช่วยชีวิตกลับมาไม่ได้” ในหมู่แพทย์ทหารเคยคิดจะทดลองใช้วิธีนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครลงมือ เพราะต่อให้นำหัวธนูออกมาแล้ว ก็ใช่ว่าจะรับประกันความสำเร็จได้
ปราชญ์โอสถลังเลขึ้นอีกครั้ง เวลานี้เองกู้เยี่ยจึงเอ่ยปากขึ้น “ท่านอาจารย์ ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่า ถ้าหากไม่นำหัวธนูออกมา ท่านแม่ทัพน้อยจะอยู่ได้อีกแค่สองวัน แต่ถ้านำหัวธนูออก อย่างน้อยก็สำเร็จไปแล้วถึงสามส่วน ทางหนึ่งต้องตายแน่ๆ กับอีกทางหนึ่งที่ยังมีโอกาสรอดสามส่วน ควรจะเลือกทางไหน เชื่อว่าท่านแม่ทัพผู้เฒ่าต้องตัดสินใจได้อย่างเฉียบแหลมเป็นแน่”
“ท่านพี่ปราชญ์โอสถ ท่านมั่นใจว่าจะสามารถช่วยชีวิตหลานชายข้าได้ถึงสามส่วนจริงหรือ?” แม่ทัพผู้เฒ่าประสานมัด แววตาเผยความเจ็บปวด ถ้าหากเลือกได้ เขายอมเป็นผู้ที่นอนอยู่บนเตียงเตานั้นเสียดีกว่า หลานชายคนโตวิชายุทธ์สูงส่ง บัญชาทัพดุจเทพ เทียบกับตอนที่เขาอายุเพียงเท่านี้ พรสวรรค์ของหลานก็สูงกว่าตนมาก
ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงเตาเป็นทายาทผู้สืยทอดที่เขาทุ่มเทสุดแรงกายแรงใจฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แม้ในยามที่ถูกเนรเทศ เขาก็ไม่เคยลดละการสั่งสอนหลานชายคนนี้ ความพยายามทั้งหมดที่ทำไปจะสูญสลายดั่งละลายลงในสายน้ำอย่างนั้นหรือ?
“เอ่อ...” ปราชญ์โอสถแอบมองไปทางศิษย์รัก เห็นนางพยักหน้าอย่างเชื่อมั่นก็ยืดตัวตรงแน่ว กล่าวว่า “ถ้าหากไม่มัวเสียเวลาอยู่หลายวัน ข้าว่าอย่างน้อยคงมีโอกาสสำเร็จถึงห้าส่วน เพียงแต่ โอกาสสามส่วนในการช่วยชีวิตท่านแม่ทัพน้อยในตอนนี้ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร”
จะแสดงก็ต้องแสดงให้แนบเนียนสักหน่อย ศิษย์เอ๋ยศิษย์ ให้อาจารย์ช่วยปกปิดแทนเจ้า ง่ายจะตาย
“ท่านผู้มีพระคุณ... ได้โปรดช่วยถอนหัวธนูให้หลานชายข้าด้วยเถิด” ในที่สุดแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ก็ตัดสินใจเรื่องที่ยากลำบากนี้ “พวกข้าต้องทำอะไรบ้าง”
“เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น อาจารย์ข้าล้วนนำมาหมดแล้ว เชิญทุกท่านอดทนรออยู่ด้านนอกห้องก่อน...” กู้เยี่ยกุลีกุจอพาคนออกไปให้พ้นทาง
คนอื่นๆ ล้วนออกไปกันหมดแล้ว แต่แพทย์ทหารกลับยังยืนนิ่งไม่ไหวติง เมื่อเห็นอาจารย์และศิษย์จ้องมองมาที่เขาด้วยอาการเดียวกัน เขาก็ลูบจมูกท่าทางอักอ่วนเล็กน้อย “ข้าคิดดูแล้วว่า ท่านผู้เฒ่าอาจจะต้องการลูกมือ วิชาทาง ‘แพทย์มรณะ’ ข้าเองก็นับว่าเชี่ยวชาญยิ่ง”
“ไม่ต้อง ข้ามีลูกศิษย์เป็นผู้ช่วยแล้ว แค่นี้ก็พอ” ปราชญ์โอสถปฏิเสธเสียงเฉียบ... ล้อเล่นรึ? ให้เจ้าอยู่ในนี้ ความลับของลูกศิษย์ข้าไม่ถูกพบเข้าหรอกหรือ?
กู้เยี่ยเห็นแพทย์ทหารยังไม่ตัดใจ ท่าทางคล้ายจะพูออะไร นางจึงเอ่ยปากอย่างเอือมระอา “วิชาแพทย์ของอาจารย์ข้าคือเคล็ดวิชาของแพทย์ฮว่าถัว มิให้ใครเห็นได้ง่ายๆ”
แพทย์ทหารเพียงได้ยินคำว่า ‘เคล็ดวิชาของแพทย์ฮว่าถัว’ ก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแววตาวาวโรจน์ขึ้นทันใด จากนั้นก็ค่อยๆ สลดลง ในเมื่อเป็นเคล็ดวิชาย่อมต้องปกปิดเป็นความลับ
น่าเสียดายเหลือเกิน ไม่เช่นนั้นคงได้เรียนรู้อยู่ข้างๆ แค่นี้ก็คุ้มค่าที่ได้เกิดมาชีวิตหนึ่งแล้ว... แพทย์ทหารเดินออกจากห้องไปอย่างอ้อยอิ่ง
กู้เยี่ยปิดประตูอย่างแน่นหนา แล้วใช้กล่องยาเป็นเครื่องปิดบังซ่อนเร้นเวลาที่หยิบเอาน้ำยาฆ่าเชื้อชนิดเข้มข้นออกมาจากห้วงมิติ นางพ่นยาไปทั่วทุกซอกทุกมุมในห้อง จนปราชญ์โอสถถึงกับเอ่ยปากถาม
“นี่คืออะไร”
“ตามมุมต่างๆ ภายในห้องล้วนมีเชื้อโรคที่คนมองไม่เห็น หากมาเกาะบนบาดแผลของผู้ป่วย ก็จะทำให้อาการทรุดหนักได้ง่ายๆ หากรุนแรงแผลอาจเป็นหนองลุกลาม สิ่งนี้นำมาใช้กำจัดเชื่อโรคหล่านั้น อาจารย์ ท่านถือไว้นะ แล้วฉีดบนตัวของพวกเราด้วย” ยิ่งทีกู้เยี่ยก็ยิ่งไม่หลบเลี่ยงอาจารย์ผู้หวังกอบโกยความรู้จากศิษย์ นางสัมผัสได้ว่าอาจารย์จะไม่ทำร้ายนางอย่างแน่นอน
ปราชญ์โอสถทำตามอย่างกู้เยี่ย กดที่หัวฉีดเบาๆ ไม่ทันระวังถูกยาพ่นใส่เต็มหน้า เขาลูบเช็ดหน้าทีหนึ่ง เพียงไม่นานก็เข้าใจวิธีฉีดพ่น เขาพ่นยาฆ่าเชื้อลงบนตัวของตัวเอง และช่วยพ่นใส่ตัวของลูกศิษย์ด้วย
ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นลูกศิษย์ถือขวดใสๆ รูปทรงประหลาดอยู่ในมือ ภายในนั้นบรรจุน้ำไว้เต็ม มีท่อยาวอ่อนนิ่มใสๆ ด้านหนึ่งจุ่มอยู่ในขวด ด้านหนึ่งเชื่อมกับเข็ม เขาเห็นลูกศิษย์จิ้มเข็มเข้าไปตรงหลังมือของคนเจ็บ
“นี่คือน้ำเกลือ เมื่อผู้ป่วยเสียเลือกมากๆ จำเป็นต้องชดเชยน้ำเข้าไป” กู้เยี่ยอธิบายสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ โดยไม่หยุดมือแม้แต่น้อย “อีกเดี๋ยวขณะผ่าตัด อาจจะต้องถ่ายเลือด ท่านอาจารย์ให้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าหาทหารที่ร่างกายแข็งแรงมาหลายๆ คน ให้เข้ามาทดสอบเลือดสักหน่อย”
“ถ่ายเลือด? เอาเลือดของผู้อื่นมาถ่ายใส่ตัวท่านแม่ทัพน้อย?” ปราชญ์โอสถเบิกตากกว้าง ท่าทางคิดไม่ถึง “มิใช่ญาติพี่น้องกัน ถ่ายเลือดให้กันได้ด้วยหรือ?”
“ได้สิ! เลือดแบ่งออกเป็นสี่หมู่ใหญ่ ได้แก่ หมู่เอ หมู่บี หมู่เอบี และหมู่โอ บางหมู่ก็หาได้ทั่วไป บางหมู่ก็หายากมาก หวังว่าท่านแม่ทัพน้อยจะไม่ได้มีหมู่เลือดสยงเมา[1]นะ” กู้เยี่ยนำแผ่นทดสอบมาตรวจหาหมู่เลือดให้แม่ทัพน้อย เสร็จแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ... ยังดีที่เป็นหมู่โอ
นางหยิบอุปกรณ์เจาะเลือดขึ้นมา จากนั้นก็ไปเปิดประตูห้อง เห็นท่านแม่ทัพผู้เฒ่าสีหน้ารอคอย ท่าทางสมัครใจเต็มที่ เขาบอกกับนางเสียงดังฟังชัดว่า “แม่นางน้อย ใช้เลือดของข้าเถอะ ข้าเป็นปู่เขา เลือดย่อมเข้ากันแน่นอน”
กู้เยี่ยปฏิเสธทันควันแบบไม่คิดเลยสักนิด “ไม่ได้ อายุท่านมากเกินไป เลือดไม่ได้เกณฑ์ เลือดของคนหนุ่มมีพลังมากกว่า และมีปริมาณมากกว่าด้วย”
กู้เซียวปรี่เข้ามา “ข้าอ่อนกว่าท่านแม่ทัพผู้เฒ่าสิบกว่าปี เยี่ยเอ๋อร์ เจ้าลองดูซิว่าเลือดข้าใช้ได้ไหม”
กู้เยี่ยเจาะเลือดเขาไปหยดใหญ่ หลังจากทดสอบแล้วก็ส่ายหน้า “ไม่ได้ ท่านปู่ เลือดท่านเป็นหมู่เอ ใช้ไม่ได้”
“ใช้ของข้า!”
“ชีวิตข้าท่านแม่ทัพน้อยเป็นคนช่วยไว้ ข้ายอมสละเลือดให้ท่านแม่ทัพน้อยทั้งหมดเลย!”
“ข้าร่างกายแข็งแรง ใช้เลือดข้าได้เลย!”
ข่าวเรื่องท่านแม่ทัพน้อยต้องการเลือดเพื่อใช้ช่วยชีวิตเพิ่งแพร่ออกไป นอกประตูบ้านพักก็มีเสียงอึกทึกคึกคักดังขึ้น ทหารหนุ่มแข็งแรงกำยำสิบกว่าคนได้เข้ามาด้านใน บรรดานั้นมีรองขุนพลผู้ที่เปิดประตูรับปราชญ์โอสถและกู้เยี่ยรวมอยู่ด้วย
หลังจากทดสอบเลือดพวกทหารแล้ว มีสามคนที่หมู่เลือดตรงกับแม่ทัพน้อย รองขุนพลหวงก็มีเลือดหมู่โอเช่นกัน เดิมทีเขาก็เป็นทหารติดตามข้างกายท่านแม่ทัพผู้เฒ่าไม่ต่างจากกู้เซียว เห็นท่านแม่ทัพน้อยเติบโตขึ้นมาแทบจะตั้งแต่เล็ก ครั้งนี้หากท่านแม่ทัพน้อยมิเข้ามาช่วยเหลือเขา ก็คงจะไม่บาดเจ็บหนักเช่นนี้ ต่อให้เขาต้องสละเลือดจนหมดตัว เขาก็ยินยอมพร้อมใจเต็มที่
กู้เยี่ยเห็นเขาท่าทางมุ่งมั่นหนักแน่น ก็ดึงเลือดจากเขาไปสี่ร้อยซีซี และบอกกับทหารอีกสองคนว่า “พวกท่านรอตรงนี้ก่อน ถ้าหากเลือดไม่พอ อีกเดี๋ยวค่อยเอาจากพวกท่าน”
“ท่านหมอน้อย เลือดแค่นั้นจะพอได้อย่างไร เอาไปอีกหน่อยเถอะ” รองขุนพลหวงยื่นแขนออกมา พลางร้องขอด้วยใจจริง
“เลือดที่ดึงออกมานี้อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย หากเอาออกมามากเกินไปจะกระทบกับร่างกายท่านเองนะ” กู้เยี่ยอธิบาย
รองขุนพลหวงยืนกรานหนักแน่น “ข้าไม่กลัว! มาเถอะ”
[1] เลือดสยงเมา (เลือดแพนด้า) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกหมู่เลือด Rh Negative ซึ่งจัดเป็นหมู่เลือดระบบพิเศษที่ใน 1,000 คนอาจพบเพียง 2-3 คนเท่านั้น จึงเปรียบเปรยว่าหายากเหมือนแพนด้า
จบตอน
Comments
Post a Comment