doctor's farmer ep61-70

 61 บทที่ 61 การผ่าตัดสำเร็จ

 


“ท่านเป็นพวกชอบทรมานตนเองหรือ? สมองท่านไม่ได้มีปัญหาใช่หรือไม่ จะต้องดึงเลือดออกจากตัวให้หมดถึงจะแสดงความจงรักภักดีของตนได้อย่างนั้นหรือ? ปัญญาอ่อน ดื้อด้าน! ข้าจะบอกให้ ขอแค่หมู่เลือดเหมือนกัน จะเอาเลือดจากใครก็เหมือนกันนั่นละ เลือดของพวกเขาก็ใช้ได้ ทำไมจะต้องรีดเลือดเอาจากท่านคนเดียวด้วยเล่า ไปได้แล้ว อย่าทำให้ข้าเสียเวลาช่วยคน!” กู้เยี่ยแทบอยากจะยกเท้าขึ้นถีบเจ้าทหารตรงหน้า... มาทำให้เสียเวลาช่วยชีวิตท่านแม่ทัพน้อย เจ้ารับผิดชอบไหวรึ?


กู้เยี่ยกลับเข้าห้องไปอีกครั้ง แล้วปิดประตูดัง ‘ปัง’ ตัดขาดจากสายตาห่วงกังวลและร้อนใจภายนอกอย่างสิ้นเชิง


เมื่อครู่รองขุนพลหวงร้อนรนจนวิงเวียนไปหมด แต่คำด่าของกู้เยี่ยทำให้เขาฟื้นสติขึ้นมาได้ เขาพูดอย่างเจื่อนๆ “ท่านหมอน้อยด่าได้ถูกต้อง ข้ามัวแต่คิดจะช่วยท่านแม่ทัพน้อยท่าเดียว”


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่กลับสังเกตว่าเวลากู้เยี่ยขมวดคิ้วเคืองขุ่นนั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง เพียงแต่เวลานี้เขานึกห่วงแต่เรื่องจะช่วยชีวิตหลานชายคนโตได้หรือไหม่ จึงไม่ทันคิดให้ละเอียด เพียงกล่าวกับกู้เซียวว่า “เสี่ยวกู้เอ๊ย เจ้ารับหลานสาวเจ้าคนนี้มาไม่เลวเลย แค่ดูก็รู้ว่ามีลักษณะของผู้บัญชาการ เจ้ากลับบ้านไปคราวนี้นับว่าคุ้มค่า ได้ทั้งหลานชายหลานสาว ส่วนหลานสาวอาภัพของข้า ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหน”


“ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าอย่าร้อนใจไปเลย คุณหนูน้อยเปี่ยมบุญวาสนา ตอนนี้คุณชายรองและคุณชายห้าอาจจะหาตัวพบและพากลับบ้านแล้วก็ได้” กู้เซียวย่อมพึงพอใจในตัวหลานชายหลานสาวมาก ไม่เช่นนั้นคงไม่เล่าให้เจ้านายของตนฟัง มิหนำซ้ำยังเล่ามากกว่าหนึ่งรอบ


“เสี่ยวกู้ เจ้าว่าวิชาแพทย์ของปราชญ์โอสถผู้นี้เชื่อถือได้หรือไม่ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเขามีวิชาแพทย์เก่งกาจเหนือใคร แล้วเคล็ดวิชาฮว่าถัวอะไรนั่น มิใช่ยอดวิชาแพทย์ในตำนานที่หายสาบสูญไปหลายปีแล้วหรอกหรือ? หากเขาเป็นวิชาจริง ก็น่าจะเผยออกมาแต่แรก ไม่จำเป็นปิดบังเลยนี่นา”


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ห่วงอาการบาดเจ็บของหลานชายเต็มหัวใจ เรื่องยาเลิศล้ำของปราชญ์โอสถ เขาได้ประจักษ์กับตัวเองมาแล้ว แต่เรื่องวิชาแพทย์... ยังต้องสืบถามให้มั่นใจสักหน่อย ทว่า มีคนเล่าลือกันว่าปราชญ์โอสถและเซียนแพทย์เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ปราชญ์โอสถก็คงจะเก่งวิชาแพทย์ด้วยเช่นกัน... กระมัง?


คำตอบของกู้เซียวเหมือนหยาดฝนชโลมใจ “ท่านแม่ทัพผู้เฒ่า ท่านปราชญ์โอสถเป็นวิชาเทพฮว่าถัวจริงๆ ลูกชายนายพรานที่หมู่บ้านของพวกเราเอ็นข้อเท้าถูกสามง่ามล่าสัตว์ตัดขาด ก็ได้เขาเย็บต่อกลับมาใหม่ เวลานี้เด็กคนนั้นสามารถลงจากเตียงเตามาเดินบ้างได้แล้ว ปราชญ์โอสถบอกว่าอีกสองสามเดือนก็จะหายเป็นปกติ”


“เอ็นข้อเท้าขาดแล้วยังสามารถเย็บต่อได้? เช่นนั้นเอ็นที่มือของฝานเอ๋อร์ก็รักษาได้ด้วยหรือไม่?” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่หมายถึงบุตรชายของตน.. เจิ้นกั๋วกงฉู่ปู้ฝาน


เมื่อครั้งถูกเนรเทศไปที่ห่างไกลในปีนั้น ฉู่ปู้ฝานถูกคนที่ศัตรูคู่อาฆาตส่งมาทรมานสารพัด จนเอ็นที่มือขวาบาดเจ็บเสียหาย ทุกวันนี้แม้แต่จะจับพู่กันเขียนอักษรยังยากลำบากยิ่ง ยิ่งมิต้องพูดถึงเรื่องหยิบจับอาวุธ.มิเช่นนั้นเจิ้นกั๋วกงผู้กตัญญูรู้คุณคงไม่ยอมให้บิดาซึ่งแก่เฒ่าเกินหกสิบปีต้องมาประจำการณ์อยู่ที่ชายแดนหรอก


“ใช่แล้ว! ท่านปราชญ์โอสถจะต้องมีวิธีแน่! รอให้เขาช่วยชีวิตท่านแม่ทัพน้อยได้แล้ว ค่อยลองถามดูก็จะรู้แล้ว ถ้ามือของเจิ้นกั๋วกงรักษาหาย เช่นนั้นก็เป็นเรื่องดียิ่ง” กู้เซียวยังไม่อาจสลัดภาพเมื่อครั้งที่เจิ้นกั๋วกงส่งแม่ทัพผู้เฒ่ามาอยู่ยังเขตชายแดนห่างไกล ทั้งแววตาที่เก็บกลั้นความรู้สึก และสีหน้าที่หม่นหมอง... คนเป็นถึงผู้บัญชาการ แต่กลับไม่อาจออกรบในสมรภูมิได้ ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายไปชั่วชีวิตจริงๆ


 


ภายในห้อง กู้เยี่ยรีบเริ่มลงมือแล้ว แต่เพราะคนเจ็บอ่อนแอเกินไป หายใจแผ่วจนแทบไม่รู้สึก นางจึงต้องครอบชุดช่วยหายใจให้เขา จากนั้นค่อยฉีดยาระงับความรู้สึกตรงจุดสำคัญทั่วร่าง รอจนยาเริ่มออกฤทธิ์ ก็หยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาผ่าเปิดผิวหนังบริเวณใกล้กับหัวธนู


“คีมห้ามเลือด” กู้เยี่ยยื่นมือไปด้านข้าง เวลานี้ปราชญ์โอสถรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยอย่างเต็มตัว รีบเลือกหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดที่ลูกศิษย์ต้องการมาส่งให้นางโดยไว


เล่ากันว่า หมอเทวดาฮว่าถัวสามารถผ่าเปิดกะโหลกคนได้ เช่นนั้นการผ่าเปิดทรวงอกก็คงเปรียบเป็นแค่ผักแกล้มจานหนึ่งกระมัง? ฝ่ายปราชญ์โอสถ แม้ว่าเพิ่งจะเคยร่วมผ่าตัดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเลือดครั้งแรก แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ก็นับว่าค่อนข้างสงบนิ่ง


ภาพกายวิภาคบริเวณทรวงอกมนุษย์นั้นปรากฏขึ้นในหัวของกู้เยี่ยชัดเจนขึ้นทุกขณะ นางเปิดเนื้อส่วนที่ติดกับเงี่ยงของหัวธนูโดยหลีกเลี่ยงหลอดเลือดสำคัญซึ่งใกล้กับหัวใจได้สำเร็จ เส้นเลือดเล็กๆ เส้นอื่นมีคีมห้ามเลือดอยู่แล้ว จึงควบคุมการเสียเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้


ทว่าแม่ทัพน้อยได้รับบาดเจ็บมาหลายวันแล้ว ก่อนหน้าที่กู้เยี่ยจะลงมือผ่าตัด นางได้แขวนถุงเลือดเพื่อถ่ายเลือดให้เขา จะได้ไม่เสียเลือดมากเกินไปจนถึงแก่ชีวิต


กู้เยี่ยเหมือนนักแกะสลักฝีมือเยี่ยมที่ลงมีดอย่างแม่นยำและพิถีพิถัน เมื่อหัวธนูถูกหยิบออกจากร่างกายของแม่ทัพน้อย ปราชญ์โอสถก็อดไม่ได้ที่จะจับดูชีพจรของเขา... แม้ว่าจะอ่อนกำลัง แต่ก็ยังเต้นอย่างสม่ำเสมอ


กู้เยี่ยใช้ ‘ผ้าก๊อซ’ ซับเลือดบริเวณแผล ก่อนจะยื่นมือไปรับเข็มเย็บ แล้วเริ่มเย็บปิดปากแผล อย่าเห็นว่านางเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น เพราะนางสามารถเย็บแผลได้ประหนึ่งทำงานปักที่วิจิตรบรรจง นิ้วเรียวพลิ้วไหวคล่องแคล่ว ท่าทางชำนิชำนาญ พาให้คนมองตามจนตาลาย


เนื้อเยื่อแต่ละชั้นๆ ถูกนางเย็บปิดสนิทอย่างรวดเร็วจนสำเร็จเสร็จสิ้น อีกทั้งนางยังทา ‘ยาสมานแผลตำรับเข้มข้นพิเศษ’ ลงบนเหนือแผล เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ


ตั้งแต่เริ่มผ่าตัดจนเย็บปิดแผลเข็มสุดท้ายรวมใช้เวลาถึงสองชั่วยาม หรือก็คือสี่ชั่วโมงเต็มๆ บวกกับเวลาสามวันที่เร่งดั้นด้นเดินทางมา ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าจะกำลังกายหรือกำลังสติของกู้เยี่ยล้วนอ่อนล้าถึงขีดสุดแล้ว


ทว่า กู้เยี่ยยังจำเป็นต้องดูแลอาการบาดเจ็บของแม่ทัพน้อยด้วยตัวเองอยู่ นางไม่อยากให้คนเจ็บที่ตนสู้อุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้ได้ มาผิดพลาดล้มเหลวเพราะความประมาทเลินเล่อของผู้อื่น หลังจากกรอกยาคลายเหนื่อยล้าเข้าปากไปหนึ่งขวด นางก็กระปรี้กระเปร่ามีแรงพันแผลให้คนเจ็บต่อ


กู้เยี่ยเทน้ำยาฆ่าเชื้อลงในอ่างน้ำแล้วล้างอุปกรณ์ผ่าตัดอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ล้างมือของตนจนสะอาดทุกซอกมุม ที่จริงในห้วงมิติของนางมีถุงมือผ่าตัดด้วยเช่นกัน แต่มือเล็กๆ ของนางเวลานี้ใส่ไม่พอดีแล้ว ถุงมือที่ขนาดไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อการผ่าตัดได้ ดังนั้นนางจึงไม่สวมเลยจะดีกว่า


“ศิษย์รัก เหนื่อยแย่แล้วกระมัง? เจ้าพักผ่อนสักครู่เถอะ ของเหล่านี้ข้าเก็บให้เอง” ปราชญ์โอสถยืนอยู่ตลอดเวลาสองชั่วยาม รู้สึกขาแข็งจนไม่อาจงอพับได้ ส่วนลูกศิษย์ของเขาก็เพ่งสมาธิตลอดเวลา สิ้นเปลืองพละกำลังไปมากมาย แค่คิดก็รู้ได้ว่านางจะเหนื่อยล้าสักเพียงใด ปราชญ์โอสถจึงรู้สึกเห็นใจนางไม่น้อย


ระหว่างการผ่าตัด เครื่องมือเครื่องไม้ล้ำสมัยเหล่านั้นล้วนเป็นของที่หยิบออกมาจากห้วงมิติทั้งสิ้น ถ้าหากให้ปราชญ์โอสถช่วยจัดเก็บ ไม่เท่ากับเผยความลับหรอกหรือ?


เมื่อชาติภพก่อน เจ้าก้อนน้ำแข็งเคยกำชับกับนางว่า ‘อย่าทำความลับแตกต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด ใจคนไม่อาจวัดได้เหมือนทำการทดลอง’ ครั้นแล้วคำพูดเป็นลางของเขาก็กลายเป็นจริง สุดท้ายนางก็ตายเพราะหยั่งใจคนไม่ถึงอย่างสิ้นเชิง


กู้เยี่ยยิ้มให้อาจารย์ ก่อนกล่าวว่า “เบื้องหน้าข้าเป็นผู้ช่วยของท่าน จะให้ท่านหมอมาเก็บข้าวของ แล้วให้ผู้ช่วยพักผ่อนอยู่ข้างๆ เองได้อย่างไร ท่านอาจารย์ หน้าที่ของท่านเวลานี้คือออกไปบอกข่าวแก่คนข้างนอก ว่าการผ่าตัดสำเร็จแล้ว ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าและปู่ข้ายังรอคอยอย่างกังวลใจอยู่ข้างนอกนั่นอยู่เลย”


ระหว่างพูดไป นางก็ไล่เก็บของสมัยใหม่จากชาติภพก่อนรอบๆ ตัวท่านแม่ทัพน้อยออกไปด้วย เหลือไว้เพียงขวดน้ำเกลือที่กำลังให้คนเจ็บอยู่ เท่าที่นางรู้ โลกในชาติภพนี้มีแก้วกระจกแล้ว นางสามารถอธิบายกับคนข้างนอกได้ว่านี่คือขวดแก้วใส ภายในคือยาน้ำที่สะดวกในการดูดรับเข้าสู่ร่างกาย มีสรรพคุณดียิ่งกว่ายาต้ม หรือกระทั่งยาลูกกลอนเสียอีก หลังจากนั้นค่อยผลักไปให้อาจารย์บอกแก่ผู้อื่นว่าเป็นของใหม่ที่เขาสู้ทุ่มเทคิดค้นมาถึงยี่สิบปี


 


จังหวะที่ปราชญ์โอสถหันกายไปเปิดประตู แล้วประกาศข่าวดีว่าการผ่าตัดสำเร็จนั้น กู้เยี่ยก็โยนข้าวของสมัยใหม่เหล่านั้นโยนเข้าไปในห้วงมิติแทบทั้งหมด เหลือก็แต่เพียงอุปกรณ์ผ่าตัดพื้นฐานบางส่วนวางเรียงในกล่องยาไว้เป็นตัวอย่างเท่านั้น กล่องยาของนางใหญ่กว่าของอาจารย์ถึงสองเท่า การมีของมากมายให้หยิบใช้จึงไม่เกินวิสัยที่จะเข้าใจได้


“ท่านพี่ปราชญ์โอสถ ท่านหมายความว่า... หลานชายข้า... ช่วยได้แล้วรึ?” ตลอดเวลาสองชั่วยามแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ยืนปักหลักอยู่นอกประตูห้องไม่ไปไหน เวลานี้ดวงตาพยัคฆ์มีน้ำตาคลอรื้น ริมฝีปากสั่นน้อยๆ สองมือเกาะยึดปราชญ์โอสถไว้มั่น ทั้งออกแรงบีบจนปราชญ์โอสถถึงกับกัดฟันเบ้ปาก


“เบาๆ หน่อย อย่าตื่นเต้นไป!” ปราชญ์โอสถไม่ทันตั้งตัวว่าแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่จะพุ่งมาหาเช่นนี้ สองขาจึงเซไปเล็กน้อย โชคดีที่กู้เซียวเข้ามาประคองด้านหลัง ไม่เช่นนั้นคงล้มก้นจ้ำเบ้าไปแล้ว “ยังต้องเฝ้าดูอาการอีกสามวัน ในสามวันนี้ยังอันตรายมาก เพียงแต่มีศิษย์ข้า... และตัวข้าอยู่ หากไม่มีเหตุไม่คาดฝันละก็ น่าจะไม่เป็นอะไรมากแล้ว”


เอ๋? ศิษย์รักบอกว่าสามวันจึงจะพ้นขีดอันตราย คงจะหมายความเช่นนี้กระมัง?... ในใจปราชญ์โอสถเข้าใจเอาเองว่า มีกู้เยี่ยอยู่ทั้งคน แม้แต่คนใกล้ตายยังช่วยชีวิตไว้ได้ จะมีอันตรายอะไรอีกได้เล่า


“ท่านพี่ปราชญ์โอสถ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะพูดอย่างไรดี! ต่อไปท่านก็คือพี่ใหญ่ของข้า คือผู้มีพระคุณใหญ่หลวงของสกุลฉู่เรา!” ปราชญ์โอสถแก่กว่าแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่หลายปี ก่อนหน้านี้ปราชญ์โอสถเคยมอบยามาช่วยชีวิตแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ไว้ ทั้งยังสำแดงฝีมือวิชาแพทย์ช่วยชีวิตหลานชายคนโตของเขาไว้อีก แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่จึงเห็นเขาเป็นผู้มีพระคุณที่เป็นดั่งครอบครัวอย่างเต็มหัวใจ


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่นับเป็นเทพสงครามผู้เลื่องชื่อลือชาแห่งแคว้นตงหลิง เหล่าชนเผ่าเช่นชาวตี๋หรงจึงไม่กล้ารุกรานเขตชายแดนเข้ามาง่ายๆ และแม้แต่แคว้นใหญ่อย่างแคว้นเหยียนแคว้นเซินก็ยังอิจฉาชื่นชมชมในตัวเขา การได้เป็นพี่ใหญ่ของแม่ทัพผู้เฒ่า เป็นผู้มีพระคุณของสกุลฉู่ทั้งบ้าน นับเป็นเกียรติยิ่งใหญ่เลยทีเดียว


ปราชญ์โอสถโบกมือวางเชิงปฏิเสธ กล่าวสีหน้าแย้มยิ้ม “ท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากล่าวหนักไปแล้ว ผู้เป็นแพทย์ใจเมตตา ไม่ว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงวันนี้จะเป็นใคร เมื่อข้ามาพบเจอก็ไม่อาจเก็บมือมองดูอยู่ข้างๆ ได้”


“ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ผู้จวนถึงวัยชราเช่นท่านกลับยอมลำบากดั้นด้นเดินทางมาเพื่อหลานชายข้า บุญคุณครั้งนี้ พวกเราสกุลฉู่จะจดจำฝังใจ ภายหน้าหากท่านมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ขอเพียงเอ่ยปาก พวกข้าสกุลฉู่จะบุกน้ำลุยไฟไปอย่างไม่เมินเฉย” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ให้คำมั่นสัญญาหนักแน่น


แพทย์ทหารทางด้านข้างกุลีกุจอเอ่ยว่า “ท่านปราชญ์โอสถ ไม่ทราบว่าข้าน้อยจะขอเข้าไปชมดูความมหัศจรรย์พันลึกของวิชาเทพฮว่าถัวได้หรือไม่”


“วิชาเทพฮว่าถัว? ท่านปราชญ์โอสถ ท่านเป็นวิชาเทพฮว่าถัวตั้งแต่เมื่อใด คงจะมิได้เล่นกลหลอกเด็กที่นี่อีกกระมัง?” เสียงกังวาลแน่นหนักดังมาจากด้านหลังของผู้คน


เมื่อหันหน้าไปมอง ก็เห็นชายชราชุดขาวผู้หนึ่งปรากฎแก่สายตาของทุกคน รูปร่างเขาผอมเพรียว ผมสีดอกเลารวบขึ้นเป็นจุกง่ายๆ กลางกระหม่อม ใต้ปากไว้เครายาว คิ้วตาแจ่มใสคมคาย สีหน้าเฉยปสูงส่งชา ท่าทางสูงส่งดั่งเซียน


“ไสหัวไป! อายุปูนนี้แล้วยังสวมชุดขาวเลียนอย่างคนหนุ่ม ดีแต่วางท่าไปวันๆ คิดจะก่อกวนใครอีกเล่า” ปราชญ์โอสถเห็นคนผู้นั้นแล้วก็ตื่นตัวประหนึ่งไก่ชนพองขนคอ ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย


คนผู้นั้นก็คือคู่ปรับตลอดหลายสิบปีของปราชญ์โอสถ เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของเขา... คนทั่วไปขนานนามว่าเซียนแพทย์!


62 บทที่ 62 เซียนแพทย์ปะทะปราชญ์โอสถ

 


แพทย์ทหารเพียงเห็นชายผู้ท่าทางดุจเซียน แววตาก็เปลี่ยนเป็นประหนึ่งผู้คลั่งไคล้ได้พบคนที่ปลาบปลื้ม จ้องมองเซียนแพทย์ตาไม่กะพริบ สีหน้าแดงซ่านอย่างตื่นเต้น แทบจะโผเข้าไปหา


กล่าวถึงเซียนแพทย์ เขาเคยรักษาโรคประหลาดอาการยากๆ มาตั้งเท่าไร เคยแย่งยื้อชีวิตคนให้พ้นจากเงื้อมมือพญายมมานักต่อนัก การวินิจฉัยโรคของเขาแม่นยำ ใช้โอสถดั่งเทพ เป็นผู้สูงส่งที่แพทย์ทุกคนในโลกหล้าปรารถนาจะพบเจอ


“ศิษย์น้องเจิ้ง เจ้าเป็นศิษย์น้องของข้า ศิษย์พี่ย่อมต้องรับผิดชอบในการกระทำของเจ้า ไม่อาจให้เจ้านำพาชื่อเสียงของท่านอาจารย์ให้ตกต่ำ หลบไป ให้ข้าดูคนไข้สัหน่อย” เซียนแพทย์สนใจใคร่รู้เหลือที่


ถึงแม้บางคราศิษย์น้องจะทำเรื่องไม่เข้าท่าอยู่บ้าง แต่ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือจะไม่พูดพล่อยไร้การตรึกตรองเด็ดขาด ทว่า วิชาเทพฮว่าถัวเป็นเคล็ดวิชาล้ำค่าที่เคยได้ยินแต่ในตำนาน ศิษย์น้องคงจะไม่เดินไปเจอขี้หมาให้โชค จนเรียนสำเร็จแล้วหรอกนะ?


ปราชญ์โอสถโกรธจนหน้าแดง ท่าทางเหมือนโดนสบประมาท “เจ้าว่าใครพาชื่อเสียงอาจารย์ตกต่ำ?! เจ้าเข้าไปไม่ได้ หากไม่พูดให้ชัดเจน ก็อย่าหวังว่าจะเข้าประตูไปแม้แต่ก้าวเดียว!”


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ร้อนใจเต็มที่ เขาอยากจะเข้าไปดูอาการของหลานชายแล้ว แต่กลับถูกผู้เฒ่าสองคนขวางอยู่หน้าประตู เขาเองก็เข้าไปไม่ได้... พวกท่านสองคนรวมอายุกันก็เกินร้อยสี่สิบปีแล้ว เหตุใดโทสะถึงไม่ลดราลงบ้างเลย เจอหน้ากันก็คอยแต่จะฟาดฟันกันไม่หยุด พวกท่านไม่เหนื่อยบ้างรึ?


เซียนแพทย์อยากจะดูชมวิชาเทพฮว่าถัวเสียจนคาดคั้นยิ่งกว่าแม่ทัพผู้เฒ่าเสียอีก เขาเผยยิ้มประหนึ่งเป็นคนดีเสียเต็มประดา รีบกล่าวว่า “ก็ได้ ก็ได้ เป็นข้าพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อเอง ศิษย์พี่ขออภัยเจ้า ใช้ได้หรือไม่ ตอนนี้ให้ข้าเข้าไปได้แล้วกระมัง?”


เป็นครั้งแรกที่เซียนแพทย์พูดง่ายเช่นนี้ ปราชญ์โอสถตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แค่นเสียงฮึก่อนพูดว่า “ถ้าอยากจะเข้าไปก็ได้ แต่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชั้นนอกเสียก่อน อีกทั้งเมื่อเข้าไปแล้วก็ห้ามรบกวนคนเจ็บเด็ดขาด”


เซียนแพทย์กลอกตา “เรื่องนี้ข้าเข้าใจดีกว่าเจ้าเสียอีก ยังต้องให้เจ้าเตือนด้วยรึ?”


 


เซียนแพทย์และแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่เปลี่ยนมาสวม ‘ชุดปลอดเชื้อ’ ปราชญ์โอสถยังฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนตัวพวกเขาทั้งสองก่อนถึงจะยอมให้เข้าไปด้านใน ส่วนแพทย์ทหารและคนอื่นๆ หากอยากเยี่ยมท่านแม่ทัพน้อยก็ได้เช่นกัน แต่ต้องรอหลังจากพ้นขีดอันตรายไปแล้วค่อยว่ากันใหม่


เซียนแพทย์จับๆ ดึงๆ ชุดคลุมประหลาดๆ บนตัวอย่างสนอกสนใจ และแย่งน้ำยาฆ่าเชื้อในมือปราชญ์โอสถไปลองเทใส่มือตัวเองสองสามหยด แล้วยกขึ้นดมดู ก่อนกล่าวอย่างงุนงงว่า “นี่คือยาอะไร เป็นของที่เจ้าคิดค้นขึ้นใหม่หรือ? ไว้ใช้ทำอะไร”


“เอาไว้ฆ่าเชื้อโรคขจัดพิษ เอาคืนมา! เล่าให้เจ้าฟังเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก!” ปราชญ์โอสถแย่งน้ำยาของลูกศิษย์กลับคืนมา แล้วหัวเราะหึๆ อย่างแสนภาคภูมิ “ตอนนี้ร่างกายคนเจ็บยังอ่อนแนมาก ไอสกปรกแม้เพียงน้อยนิดก็อาจพาให้แผลเกิดหนอง เป็นอันตรายถึงชีวิตได้”


“อ้อ... ข้าเข้าใจแล้ว นี่เป็นหลักการเดียวกับการใช้สุราเข้มข้นล้างแผล ป้องกันมิให้แผลเน่าเป็นหนอง” พอเซียนแพทย์ได้ฟังก็พยักหน้าพูดเองเออเอง “หากทำยาน้ำชนิดนี้ของเจ้าให้มากหน่อย ก็จะได้เอาไว้ใช้ในกองทัพด้วย”


“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่เข้าใจ เจ้าก็ยังไม่ยอมรับ! นี่ไม่ได้ใช้กับบาดแผล ยาขจัดพิษตรงบาดแผลก็ใช้อีกตัวหนึ่ง!” ปราชญ์โอสถสีหน้าขัดใจ หมั่นไส้อีกฝายอย่างยิ่ง เวลาที่เซียนโอสถชำเลืองมองมา ช่างขัดหูขัดตาจนอยากจะพุ่งเข้าไปซัดหน้าเขาเหลือเกิน


“ชู่ว์... ท่านอาจารย์ พวกท่านเสียงเบาหน่อย” กู้เยี่ยเอนงีบอยู่บนตั่งข้างเตียงเตา ถูกเสียงถกเถียงกันของผู้เฒ่าทั้งสองปลุกให้ตื่น นางหันไปตรวจดูอาการของคนเจ็บก่อน ถึงค่อยปรี่มาเอ็ดเตือนศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้


ผู้เฒ่าทั้งสองย่นคองอไหล่ ทั้งเม้มปากเอามืออุดไว้โดยพร้อมเพรียงกัน ครั้นหันไปมองหน้ากัน เห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนตนไม่ผิดเพี้ยน ก็ร้อง ‘ฮึ่ย’ ออกมาเป็นเสียงเดียว แล้วหันหน้าหนี หันหลังให้กัน


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่เดินอ้อมผู้เฒ่าจอมดื้อประหนึ่งเด็กๆ ทั้งสองไปที่ข้างเตียงเตา เมื่อเห็นหลานชายคนโตหายใจสม่ำเสมอ สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก ก็ถอนหายใจเบาๆ เขานั่งลงบนขอบเตียงเตา แล้วจับมือหลานชายไว้แน่น... เขาเกือบจะเสียหลานชายคนโตผู้เก่งกาจสามารถคนนี้ไปแล้ว


เซียนแพทย์ก้าวอาดๆ มายังข้างกายคนเจ็บ มือซ้ายแตะลงบนจุดชีพจรของอีกฝ่าย ครั้นแล้วก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ดวงตาฉายแววฉงน


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่เห็นดังนั้น ก็ตื่นตระหนกทันที กระซิบถามด้วยความร้อนใจ “ท่านเซียนแพทย์ หลานชายข้ามีอะไรน่าเป็นห่วงหรือ?”


“ชีพจรไม่มีอะไรต้องห่วงเลย ให้ข้าดูบาดแผลเขาหน่อยได้หรือไม่” จากชีพจรสามารถรู้ได้ว่าคนเจ็บเคยได้รับพิษร้ายแรง สูญเสียเลือดค่อนข้างมาก แต่มิได้อันตรายถึงชีวิต ก่อนหน้านี้แพทย์ทหารได้เล่าอาการให้เซียนแพทย์ฟังอย่างละเอียด ดูแล้วหนักหนารุนแรงจนแม้แต่เขาเองก็ไม่อาจช่วยได้ แต่เหตุใดศิษย์น้องผู้แต่เล็กมามิได้สนใจวิชาแพทย์อะไรนัก ถึงฝีมือร้ายกาจขึ้นผิดหูผิดตาเช่นนี้ได้?


ดูบาดแผล? แผลเพิ่งจะพันเสร็จไปเมื่อครู่ จะให้แกะออกมาใหม่? ทำบ้าอะไร คิดจะทรมานชีวิตของคนเจ็บหรือไงกัน?... กู้เยี่ยผู้เหนื่อยล้าทั้งอารมณ์ขี้โมโหบอกปฏิเสธคำขอของเซียนแพทย์ทันควัน “แผลเพิ่งจะเย็บปิดไป ไม่ควรเปิดมาเจอลม ถ้าหากท่านอยากจะดู พรุ่งนี้ตอนล้างแผลใส่ยาค่อยให้ท่านมาดูก็ไม่สาย”


นอกจากศิษย์น้องแล้ว ไม่มีใครกล้าพูดจากับตนอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้มาก่อนเลย


เซียนแพทย์เลื่อนสายตาไปยังร่างของแม่นางน้อยตรงข้างเตียงเตา... ใบหน้าเล็ก ตาโต มิได้มีอะไรโดดเด่นนัก เหตุใดศิษย์น้องผู้หยิ่งผยองมองแต่ของสูง ถึงได้รับแม่นางตัวกระเปี๊ยกเช่นนี้มาเป็นลูกศิษย์กัน


“ศิษย์เจ้ารึ?” เซียนแพทย์ปรายตามองปราชญ์โอสถทีหนึ่ง


ปราชญ์โอสถสีหน้าภาคภูมิใจ พยักหน้าเป็นเชิงว่ารู้สึกพอใจศิษย์น้อยตัวผอมแห้งคนนี้มาก


แม่นางน้อยผู้นี้มีดีอะไรกันแน่


“แม่หนูน้อย ข้าเป็นศิษย์พี่ของอาจารย์เจ้า” เซียนแพทย์ทำท่าทางรอให้แม่นางน้อยคำนับตน


“คารวะท่านอาจารย์ลุง” กู้เยี่ยค้อมกายคำนับ จากนั้นก็ยื่นมือน้อยๆ ออกไป สองตาจ้องมองเซียนแพทย์


“นี่คือ...” เซียนแพทย์ข้องใจ


ปราชญ์โอสถหัวเราะลั่น “นี่ก็คือรอให้อาจารย์ลุงอย่างเจ้ามอบของขวัญที่ได้พบหน้าน่ะสิ! ตอนนั้นที่เจ้ารับลูกศิษย์ ข้าก็ให้ตำราปรุงสมุนไพรเจ้าไปเล่มหนึ่งเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นเสี่ยวไป่หลี่จะประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้หรือ ต่อหน้าศิษย์รักของข้า เจ้าเป็นอาจารย์ลุงจะขี้เหนียวไม่ได้นะ”


เซียนแพทย์โกรธจนเครากระดิก... อยากได้ของขวัญก็ขอกันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้เลยหรือ? มิแปลกใจที่เป็นศิษย์ของเจ้าศิษย์น้องหน้าไม่อายนี่... เขาเปิดกล่องยาหยิบเข็มเงินชุดหนึ่ง และ ‘คัมภีร์เข็มเก้าวิญญาณ’ ออกมาส่งใส่มือของกู้เยี่ย


ปราชญ์โอสถเห็นดังนั้น ดวงตาก็เผยแววยินดี บอกกับกู้เยี่ยว่า “ศิษย์รักเอ๋ย รีบขอบคุณอาจารย์ลุงของเจ้าสิ เขาหยิบเอาของดีก้นกล่องออกมาให้เชียวนะ รีบๆ รับไว้ เดี๋ยวเขาจะนึกเสียดายขึ้นมา”


“เจ้าคิดว่าข้าเป็นเจ้า ที่มอบของให้แล้วยังตามมาขอคืนอย่างนั้นรึ?” เซียนแพทย์ถลึงตาใส่ปราชญ์โอสถ พลางแค่นเสียงฮึดฮัด


ปราชญ์โอสถกำลังคิดจะเถียง แต่พลันได้ยินเสียงคนเจ็บที่นอนสลบไสลบนเตียงเตาส่งเสียงเบาๆ ออกมา ทั้งยังเห็นแพขนตาเขาขยับไหว ดูคล้ายกับจะรู้สึกตัว


“ท่านพี่ปราชญ์โอสถ รีบดูหน่อยเถิด หลานชายข้าจะฟื้นแล้วใช่หรือไม่” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ตื่นเต้นดีใจ รีบหันกลับมาขัดการโต้เถียงของศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ทันใด


ปราชญ์โอสถลอบมองไปทางศิษย์รัก นางพยักหน้าให้น้อยๆ จนแทบไม่ทันสังเกตเห็น เขาจึงกล่าวว่า “พอยาชาเคลิ้มหมดฤทธิ์แล้ว หากรู้สึกตัวก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ? เพียงแต่คนเจ็บยังอ่อนแอมาก ท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากล่าวกับเขาสักสองสามประโยคแล้วก็ออกไปก่อนเถอะ คนเจ็บจำเป็นต้องพักผ่อนเงียบๆ”


“ยาชาเคลิ้ม? ศิษย์น้อง เจ้าได้สืบทอดวิชาของท่านฮว่าถัวจริงๆ หรือ?” เซียนแพทย์ตื่นเต้นขึ้นมาโดยพลัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ลำพังแค่ทำยาชาเคลิ้มออกมา ก็ช่วยคลายความเจ็บปวดให้คนเจ็บคนไข้ได้มากมายเท่าไรแล้ว


ปราชญ์โอสถนึกถึงยาน้ำแปลกประหลาดเหล่านั้นของศิษย์รัก แล้วชำเลืองมองขวดยาที่ห้อยต่อมายังตัวของคนเจ็บ ก็กระแอมไอออกมาด้วยสีหน้าไม่แนบเนียน “ยาชาเคลิ้มอะไร ที่จริงแล้วก็คือยาระงับเจ็บปวดโดยพลันอย่างหนึ่งที่ข้าศิษย์น้องคิดค้นขึ้นมาใหม่ แค่รู้สึกว่าให้ผลเหมือนกับยาชาเคลิ้มในตำนานของท่านฮว่าถัว วิธีใช้แตกต่างแต่ได้คุณประโยชน์ล้ำเลิศเหมือนกัน ก็เลยหยิบยืมชื่อยาชาเคลิ้มมาใช้เท่านั้น”


ความรู้สึกตื่นเต้นยินดีของเซียนแพทย์สลายไปโดยพลัน เขามองดูใบหน้ามีพิรุธของศิษย์น้อง ก่อนจะทำท่าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่เล็กจนโต เวลาเจ้าพูดโกหกจะเผยพิรุธเสมอ ถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไม่หาย เมื่อครู่ตอนที่เจ้าพูด เจ้ากระแอมไอถึงสามครั้ง กะพริบตาถี่กว่าปกติ มือขวาก็ถูนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ไม่หยุด...”


ปราชญ์โอสถได้ยินก็ทั้งอายทั้งโกรธ “เจ้าคิดว่าใครจะเป็นเหมือนเจ้าไปหมดเล่า จิ้งจอกเฒ่า แต่ไหนแต่ไรก็พูดคำเท็จได้โดยไม่ต้องเขียนร่าง ใช่! ข้ามิได้พูดความจริง แล้วเจ้าจะทำอะไรกับข้าได้”


“ไม่ว่าเจ้าจะได้ยาชาเคลิ้มนั่นมาได้อย่างไร ขอแค่มีสรรพคุณทำให้มึนเมาและรู้สึกชาก็พอแล้ว ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าอายุปูนนี้แล้ว อย่าได้โมโหโทโสให้มากนัก และควรเก็บอารมณ์ความรู้สึกไว้บ้าง” เซียนรู้ว่าขืนพูดต่อไป ศิษย์น้องของเขาอาจจะแตกคอกับตนขึ้นมาจริงๆ ได้ จึงเห็นว่าควรพอแค่นี้


ฝ่ายกู้เยี่ยถูกรบกวนจนปวดไปทั้งกระโหลก ในใจหมดคำพูดไปพักใหญ่ อาจารย์ของนางผู้นี้นิสัยเหมือนเฒ่าทารก ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไรนัก คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ลุงผู้ท่าทางประหนึ่งเซียน ก็ดูไม่ได้เรื่องได้ราวเช่นกัน ตั้งแต่สองคนมาเจอหน้าก็เอาแต่เถียงกันเป็นเด็กๆ ไม่หยุด หรือนี่อาจจะเป็นความรื่นรมย์ระหว่างพวกเขาศิษย์พี่ศิษย์น้องกระมัง?


“ฮว่าเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่ บอกปู่ ปู่เชิญท่านเซียนแพทย์และท่านปราชญ์โอสถมาแล้ว จะต้องรักษาเจ้าให้หายได้แน่” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่เห็นหลานชายลืมตาขึ้นช้าๆ นับเป็นเรื่องยินดีปรีดากว่าที่คาดหวัง เขาจับมือหลานชายด้วยความเป็นห่วงเหลือกำลัง


“ท่านปู่...” เสียงของฉู่มู่ฮว่าอ่อนแรงแผ่วเบา “หลานอกตัญญู ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง... แค่กๆๆ...”


ฉู่มูฮว่าพูดยังไม่จบประโยคก็สำลักไอไม่หยุด พาให้กระเทือนถึงบาดแผลตรงทรวงอก เขากระอักเลือดสีคล้ำออกมาครั้งหนึ่ง กระเซ็นเปื้อนผ้าห่มบริเวณหน้าอก ขณะที่แม่ทัพผู้เฒ่าอุทานเสียงตื่นตะหนก ฉู่มู่ฮว่าก็สลบไปอีกครั้ง


“ท่านเซียนแพทย์ ท่านปราชญ์โอสถ รีบมาดูฮว่าเอ๋อร์เร็ว เขาเป็นอะไรไป อาการทรุดลงอีกหรือเปล่า” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ตกใจจนมือสั่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่ชวนมอง


เซียนแพทย์เดินเข้าไปจับชีพจรให้ท่านแม่ทัพน้อยก่อน แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ลุกขึ้นไปยืนอยู่ด้านข้าง ทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง เขานึกกลัวว่าจะได้ยินผลที่ไม่อาจรับได้จากปากจากของเซียนแพทย์


โชคดีที่เซียนแพทย์ตรวจอยู่เพียงครู่เดียวก็เก็บมือกลับ และพูดปลอบว่า “มิใช่ปัญหาใหญ่ เมื่อครู่ท่านแม่ทัพน้อยเพิ่งกระอักเอาเลือดคั่งออกมา ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก ให้เขานอนพักนิ่งเดี๋ยวก็ดีขึ้น ช่วงนี้อย่าเพิ่งให้เขาพูดอะไรก่อนชั่วคราว”


แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่รู้สึกผิดไม่น้อย หลานชายคนโตอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กกตัญญูรู้คุณมาเสมอ หลานบาดเจ็บหนักเพียงนี้ ตลอดสี่วันเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเพียงครั้งเดียว ยังไม่วายปลอบขวัญปู่ เกรงว่าปู่จะเป็นห่วง หากหลานชายเป็นอะไรไปเพราะตัวเขา ต่อให้เขาตายก็ไม่มีวันให้อภัยตัวเอง


63 บทที่ 63 อาการปะทุ

 


กู้เยี่ยอาศัยช่วงที่อาจารย์ลุงถอยออกหลังจากจับชีพจรเสร็จแล้ว แทรกมาอยู่ข้างกายแม่ทัพน้อยเงียบๆ จากนั้นก็ป้อน ‘ยาเสริมรากเพิ่มฐาน’ ให้เขา ยาชนิดนี้ไม่เพียงช่วยบำรุงเลือดและลมปราณ ปรับธาตุในร่างกาย แต่ยังช่วยเร่งสมานบาดแผลให้หายไวขึ้นอีกด้วย


เซียนแพทย์เห็นแล้วก็กล่าวเตือนอย่างหวังดี “ศิษย์หลาน ตอนนี้คนเจ็บยังกลืนไม่สะดวก เจ้าป้อนให้น้อยหน่อย”


ปราชญ์โอสถรู้สึกไม่พอใจเป็นทุนเดิมที่เซียนแพทย์ผู้นี้มาถึงก็แย่งคนไข้ของตนไป... หมายความว่าอย่างไร ไม่ไว้ใจวิชาแพทย์ของตนหรือ? ไม่เป็นไร เรื่องนี้ตนทนได้ แต่ตอนนี้ยังจะทำเกินหน้าเกินตาสั่งสอนศิษย์รักอีก ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว!


“ศิษย์ของข้า เรื่องดูแลผู้ป่วยผู้ไข้ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าหรอก! อย่าเอาความอาวุโสมาขู่ข่มใครเลย” ปราชญ์โอสถแค่นเสียงฮึดฮัด “ศิษย์รัก ไป เรื่องต่อจากนี้ก็ยกให้ท่านเซียนแพทย์เขาไปเถอะ เราศิษย์อาจารย์เดินทางเหนื่อยยากต่อเนื่องมาหลายวัน ทั้งเร่งรักษาอีกตั้งหลายชั่วยาม เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ร่างกายเป็นของตัวเรา พักผ่อนให้ดีแล้วค่อยว่ากันเถอะ”


เซียนแพทย์มองจากสีหน้าศิษย์น้องก็ดูออกว่าเหนื่อยล้าเพียงใด กาลเวลาไม่ปรานีใคร กลอกตาแป๊บเดียวศิษย์น้องจอมดื้อก็กลายเป็นตาเฒ่าผมขาวหน้าตาเหี่ยวย่นแล้ว ก็เหมือนที่ศิษย์น้องว่าไว้ ควรพักผ่อนให้ดีๆ สักหน่อย


“ศิษย์น้อง ทางนี้มีข้าเฝ้าอยู่ พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ถ้าหากมีอะไร จะให้คนไปเรียกพวกเจ้า” เซียนแพทย์แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดโกรธเกรี้ยวที่ศิษย์น้องกล่าว สีหน้าของเขาเผยความห่วงใยอย่างเปี่ยมล้น


ทว่า ใครก็ไม่อาจคาดถึง ฝ่ายอาจารย์นั้นไม่เป็นอะไรเลย แต่ลูกศิษย์กลับแทบสิ้นชีวิต...


 


กู้เยี่ยรู้สึกเพียงว่าตัวเองคล้ายดั่งพญาวานร1ที่ถูกเทือกเขาอู่สิง (เบญจธาตุ) ทับตรึงไว้ กระดูกทั่วกายยึดแข็งยากขยับเขยื้อน ทั้งยังรู้สึกว่าตนเหมือนลูกหมูที่ถูกจับหันบนเตาร้อน ตั้งแต่ผิวหนังไปถึงเอ็นกล้ามล้วนเจ็บปวดทรมานประหนึ่งจะตายลง ณ เดี๋ยวนั้น แต่สติสัมปชัญญะกลับยังแจ่มชัด


“เจ้าหมออ่อนหัด! ตกลงเจ้าใช้การได้หรือไม่กันแน่! นี่สามวันมาแล้ว ศิษย์ข้ายังตัวร้อนเป็นไฟอยู่เลย ไม่มีทีท่าจะฟื้นเลยสักนิด ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะได้ห้าหมอคนอื่น!” กู้เยี่ยครึ่งหลับครึ่งตื่น ได้ยินเสียงแหบพร่าที่แฝงความอ่อนเพลียของอาจารย์ตน


ท่านอาจารย์เป็นอะไร เขากลับห้องไปพักผ่อนแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังอยู่ในห้องตนได้ล่ะ


จากนั้นเสียงของเซียนแพทย์ก็ดังมาเข้าหู “เจ้าว่าใครเป็นหมออ่อนหัด ข้ายังไม่ว่าเจ้าเลยนะ เจ้าว่าตัวเองดูแลเด็กเป็นเช่นไร เด็กตัวกระเปี๊ยกเท่านี้ ร่างกายขาดพร่องรุนแรง หากไม่เพราะมียอดโอสถช่วยไว้ ชีวิตก็คงปลดปลงไปนานแล้ว เจ้านี่นะ มั่นใจในโอสถของตัวเองมากเกินไปจนต้องมานั่งสำนึกผิดแบบนี้ ร่างกายที่สูญพลังธาตุขาดพร่อง ต้องค่อยๆ บำรุงฟื้นฟูดูแล ขืนเอาแต่พึ่งยาพึ่งโอสถ ก็แค่เยียวยาอาการภายนอกมิได้รักษาที่ต้นเหตุ”


ปราชญ์โอสถอาศัยในหมู่บ้านชิงซานมานานพอดู ย่อมเคยได้ยินเรื่องของลูกศิษย์มาบ้าง เมื่อได้ฟังเซียนแพทย์พูดเช่นนี้ เขาก็แทบอยากกลับไปอัดสามีภรรยาใจร้ายคู่นั้นเสียเดี๋ยวนี้


“ศิษย์ แล้วศิษย์ข้าเป็นเช่นไรบ้าง โรคของนางยังสามารถบำรุงกับเยียวยาได้หรือไม่” ตั้งแต่เล็กจนโต ปราชญ์โอสถไม่เคยเรียกเซียนแพทย์ว่า ‘ศิษย์พี่’ เลยสักครั้ง ทว่าเวลานี้เขากลับเสียงด้วยเสียงที่จริงใจอย่างแท้จริง


เซียนแพทย์หยิบเข็มเงินที่สร้างชื่อให้เขาโด่งดังไปทั่วหล้า แล้วปักลงตามจุดชีพจรบนศีรษะให้แม่นางน้อยเข็มแล้วเข็มเล่า พลางปลอบโยนศิษย์น้องผู้ห่วงกังวลจนแทบใจสลายของตนเอง “ยังนับว่าเจ้าโชคดี ที่การรอนแรมเดินทางครั้งนี้กระตุ้นให้การเจ็บป่วยเรื้อรังที่ซุกซ่อนในตัวนางปะทุขึ้นมา และประจวบเหมาะที่ข้างมาอยู่ข้างกายพอดี ร่างกายแม่นางน้อย หลังจากกินยาแล้วดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่พอนานวันเข้า สิ่งที่เป็นภัยก็เผยออกมาให้เห็น ถ้าหากปล่อยไว้อีกสามปีห้าปี อย่าว่าแต่ข้าเลย ต่อให้เทพยดาชั้นฟ้าลงมาเอง ก็อาจจะช่วยนางไม่ได้”


คงไม่ร้ายแรงขนาดนั้นกระมัง?... ในห้วงความคิด กู้เยี่ยเบ้ปากอย่างอดไม่ได้ ความจริงแล้วเป็นเพราะนางประมาทเกินไป ดื่มยาน้ำบำรุงฤทธิ์อุ่นเพียงแค่ช่วงหนึ่ง พอรู้สึกว่าสุขภาพตัวเองค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วก็หยุดกินไป คนมักกล่าวกันว่า ‘ผู้เป็นแพทย์ไม่ควรรักษาตนเอง’ ประโยคนี้มีเหตุผลไม่น้อยเลย


“ท่านเซียนแพทย์ โรคของหลานสาวข้า รักษาได้ใช่หรือไม่” กู้เซียวน้ำตาคลอหน่วย ถามด้วยเสียงสั่นเครือ


เซียนแพทย์เองก็ไม่ได้ยืนยันนัก “หากคืนนี้ไข้ลดลง และนางฟื้นขึ้นมาได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แม้ว่า...”


“เจ้าพูดเช่นนี้เหมือนไม่ได้พูดเลย” ปราชญ์โอสถร้อนรนจนเต้นผาง ถ้าหากทำได้ละก็ เขาแทบอยากเป็นโรคนี้แทนศิษย์รักจริงๆ


“ท่านเซียนแพทย์ ไม่ว่าค่าหมอทั้งหมดจะเท่าใด ท่านโปรดรักษานางให้ได้ด้วยเถิด หากจำเป็นต้องใช้ยาอะไร ขอท่านบอกมาได้เลย” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่เห็นแม่นางน้อยที่นอนอยู่บนเตียงสีหน้าซูบเซียวซีดขาว ก็รู้สึกสงสารจับใจ ถ้าไม่เพราะมาช่วยหลานชายของเขา นางก็คงไม่ล้มป่วยเช่นนี้


กู้เยี่ยล้มป่วยลงในคืนวันที่ผ่าตัดฉู่มู่ฮว่า วันต่อมาปราชญ์โอสถต้องเป็นคนทำแผลให้ฉู่มู่ฮว่าด้วยตนเอง เซียนแพทย์เห็นรอยแผลแล้วก็จุปากชมอย่างอัศจรรย์ใจไม่หยุด ว่าการเปิดทรวงอกนำหัวธนูออกตามวิชาเทพฮว่าถัวในตำนานก็คงจะเป็นเช่นนี้เหมือนกันกระมัง


ฉู่มู่ฮว่ามีพื้นฐานสุขภาพดี เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ดูมีชีวิตชีวาไม่เลว แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่จึงค่อยคลายกังวลเรื่องอาการของหลานชายลงหมดสิ้น ฉู่มู่ฮว่าได้ยินว่าลูกศิษย์ของผู้มีพระคุณ ทั้งเป็นหลานสาวของท่านปู่กู้มาล้มป่วยเพราะช่วยเหลือตน หากไม่เพราะทุกคนห้ามปรามไว้ เขาก็อยากจะยันร่างที่บาดเจ็บไปเยี่ยมเยียนนาง


“ท่านแม่ทัพผู้เฒ่า ท่านเซียนเทพ ท่านปราชญ์โอสถ ยาต้มเสร็จแล้วขอรับ” ผู้มาคือแพทย์ทหารซึ่งมีนามว่าซือหลินไห่ เมื่อได้เห็นวิชาของแพทย์โอสถ เขาก็แทบยืดตัวคอยยืนอยู่ข้างกาย ปรารถนาจะได้เรียนรู้มาแม้สักกระผีก โดยเฉพาะเคล็ดวิชาเย็บบาดแผล เขาครุ่นคิดอยู่ว่าจะสามารถทำกับแผลภายนอกของเหล่าทหารได้หรือไม่ ถ้าหากศิษย์ของท่านปราชญ์โอสถยังป่วยอยู่ เขาก็จะคอยเสนอหน้าตามตื๊อปราชญ์โอสถร่ำไป


“มา ข้าเอง” กู้เยี่ยฟังออกว่าเสียงของท่านปู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนเพลีย


ครั้นแล้ว ยาต้มขมปี๋ก็ถูกป้อนเข้ามาในปากของนาง เกือบทำให้นางต้องกลั้นใจตาย... ท่านอาจารย์ลุง นี่ท่านใส่หวงเหลียน2ลงไปครึ่งชั่งเลยหรืออย่างไร ขมยิ่งกว่าน้ำดีเสียอีก มิน่าเล่า ยาลูกกลอนในร้านโอสถถึงได้ขายดีเช่นนี้


กู้เยี่ยเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว


“เยี่ยเอ๋อร์เด็กดี ดื่มยานี้แล้วจะได้หายป่วยนะ พี่ชายเจ้ากำลังรอให้เราสองคนกลับไปฉลองปีใหม่ด้วยกันที่บ้าน เจ้าจะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด” กู้เซียวสองตาแดงก่ำ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เป็นเพราะเขาไม่ดีเอง หลานสาวเป็นแค่เด็กน้อยเพิ่งจะพ้นสิบขวบ ปกติก็ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว แต่เขากลับให้นางฝ่าลมหนาวมาเป็นพันหลี่...


กู้เซียวนึกถึงความเฉลียวฉลาดช่างเจรจาของหลานสาว นึกถึงยามที่นางนวดประคบขาที่บาดเจ็บให้เขาทุกวัน นึกถึงตอนที่นางขอยาจากอาจารย์เพื่อเจ้านายเก่าผู้มีพระคุณของเขา ทั้งยังดั้นด้นเดินทางมาถึงเขตชายแดนโดยไม่สนความหนาวเหน็บ เพื่อมาช่วยเขาตอบแทนคุณ... กู้เซียวหันเบือนหน้าหลบ พร้อมปาดน้ำตาที่หางตา


กู้เยี่ยไม่อยากทำให้คนที่รักเอ็นดูตัวนางต้องกลัดกลุ้มทุกข์ใจ จึงกลั้นใจฝืนกลืนยาที่ป้อนมาถึงปากช้อนนั้นลงไป เมื่อเห็นนางกินยาได้ ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กว่าจะกินยาครึ่งชามหมดก็ใช้เวลาถึงสองเค่อ


“พวกท่านไปพักผ่อนกันเถิด คืนนี้ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่เอง”... ท่านเซียนแพทย์บอกไว้ว่า คืนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ไม่อาจปล่อยให้พลั้งพลาดเลยแม้แต่น้อย... กู้เซียวนั่งอยู่ข้างกายหลานสาว มองดูใบหน้าของนางที่ผอมซูบลงกว่าเดิม รู้สึกเจ็บปวดใจเหลือเกิน


ปราชญ์โอสถกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย “เจ้าไม่รู้วิชาแพทย์ เฝ้าอยู่ที่นี่จะมีประโยชน์อะไร ข้าจะเฝ้าเอง พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้ามีเรี่ยวมีแรงแล้วค่อยมาเปลี่ยนกับข้า” ดีร้ายอย่างไรเขาก็รู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ถ้าหากกลางค่ำกลางคืนเกิดเรื่องไม่คาดคิด เขายังรับมือได้ทัน


“ไม่ต้องแย่งกัน ศิษย์น้องเฝ้าครึ่งคืนแรก เดี๋ยวข้าเฝ้าครึ่งคืนหลัง เอาตามนี้แหละ!” เซียนแพทย์มองออกว่าศิษย์น้องห่วงใยแม่นางน้อยผู้นี้ยิ่ง ถึงแม้เขาจะยังไม่เห็นว่าแม่หนูนี่มีอะไรดีกว่าคนอื่นนักหนา แต่สามารถทำให้ศิษย์น้องใส่ใจให้ความสำคัญได้ ย่อมต้องมีสาเหตุแน่


คนอื่นๆ ออกจากห้องไปหมดแล้ว ปราชญ์โอสถนั่งลงตรงข้างเตียงเตา ใบหน้าของกู้เยี่ยรุมร้อนจนแดงซ่าน ลมหานใจเดี๋ยวเฉื่อยช้าเดี๋ยวกระชั้น ร่างกายผอมเล็กสั่นเทาเป็นระยะ... เฮ้อ เด็กน้อยผู้นี้เจอเคราะห์กรรมหนักหนานัก แต่ขอให้นางพอมีดวงมีวาสนา ผ่านคืนนี้ไปให้ได้ด้วยเถิด


ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะเก็ดไฟจากในโคมดังขึ้นแผ่วเบาเป็นบางครั้ง ภายในบ้านพักค่อยๆ กลับคืนสู่ความเงียบสงบ ปราชญ์โอสถเองก็อายุมากแล้ว หลายวันนี้ห่วงกังวลเรื่องศิษย์รักจนไม่ได้นอนดี ถูกความเหนื่อยล้าสั่งสมโจมตีอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็ยกแขนขึ้นเท้าคางงีบหลับไป


กู้เยี่ยพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตากลับปิดสนิทราวกับทากาวติดไว้ อุณหภูมิในร่างสูงขึ้นเรื่อยๆ แทบจะเผาไหม้ร่างของนางเป็นจุล กู้เยี่ยรู้แน่แก่ใจดีว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ชีวิตของนางคงจบสิ้นแล้ว


 


ณ นครหลวงแห่งแคว้นเหยียน


หลิงเจวี๋ยเฉินเหงื่อโซมกาย สะดุ้งตื่นจากฝัน ในฝันนั้นมีเปลวเพลิงร้อนแรงกำลังแผดเผาไปทั่วร่าง ให้รู้สึกหายใจหายคอลำบากยิ่ง เมื่อคิดๆ ดู คล้ายกับว่านี่คือลางบอกเหตุอะไรสักอย่าง... เกิดอะไรขึ้น หรือว่าสาวน้อยจะเกิดเรื่อง?


เมื่อชาติภพก่อน ก่อนหน้าที่สาวน้อยกู้เยี่ยจะเกิดเรื่อง เขาก็มีลางสังหรณ์เช่นกัน ชั่วขณะที่นางถูกสัตว์อสูรฉีกร่าง หัวใจของเขาก็ราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปด้วย ช่างเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน


แต่สาวน้อยอยู่ที่หมู่บ้านชิงซาน ทั้งยังมีเหยียนชิวถงคอยคุ้มครองข้างกาย จะได้รับอันตรายอะไรได้เล่า...


หลิงเจวี๋ยเฉินนึกห่วงพะวงอย่างที่สุด มีหรือจะหลับลงได้ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากนั่งวิตกมาทั้งคืน หลิงเจวี๋ยเฉินก็ส่งสารด่วนไปที่หมู่บ้านชิงซาน


 


ขณะเดียวกัน กู้เยี่ยกำลังต่อสู้กับปีศาจโรคภัยอย่างยากลำบากที่สุด ‘ในประวัติศาสตร์’ นางลองเพ่งสมาธิเข้าสู่ห้วงมิติเพื่อดูว่าสามารถเลือกหยิบยาอะไรที่เหมาะนำมากินได้บ้าง


ทันใดนั้น ตัวนางก็เบาหวิว นางสัมผัสรับรู้ถึงร่างกายตัวเองได้อย่างชัดเจน ครั้นแล้วก็ตกลงสู่สระน้ำแห่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับอากาศของภายนอกที่หนาวเย็น ที่นี่ช่างอบอุ่นและแสนสบาย เพราะน้ำในสระเย็นเพียงเล็กน้อย ช่วยคลายความแผดร้อนในตัวนางให้รู้สึกสบายอย่างที่สุด


เปลือกตาของกู้เยี่ยขยับไหว และปรือขึ้นน้อยๆ ครั้งนี้นางทำสำเร็จแล้ว นางพบว่าตัวเองจมอยู่ก้นสระน้ำ แต่กลับหายใจในน้ำได้เหมือนปกติ ราวกับว่า ราวกับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่ง และเป็นหนึ่งเดียวกันกับสระน้ำนี้


นางยืดแขนขาออกไป รู้สึกได้ว่าตัวลอยขึ้น แล้วก็ลอยขึ้นไปทางแสงสว่างตรงผิวน้ำช้าๆ น้ำใสเย็นสบายในสระนี้ขจัดความร้อนรุ่มในร่างกายของนางไปช้าๆ หลังจากที่ลอยอยู่ในน้ำไปครึ่งชั่วยาม กู้เยี่ยก็พบว่าในที่สุดตัวเองก็สามารถขยับร่างกายได้อีกครั้ง นางวาดแขนขาในน้ำเบาๆ ลอยคอท่าลูกหมาตกน้ำ ค่อยๆ ว่ายไปที่ริมตลิ่งอย่างทุลักทุเล


กู้เยี่ยถอดชุดนวมตัวนอกที่ชุ่มน้ำจนหนักอึ้งออก ก่อนนอนแผ่กางแขนขาเต็มที่อยู่บนพื้นหญ้า สูดอากาศที่มีกลิ่นหอมของสมุนไพร เสพรับความเงียบสงบที่ห้วงมิติมอบให้กับนาง


แม้อุณหภูมิในตัวจะยังสูงอยู่เล็กน้อย แต่ก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้แล้ว กู้เยี่ยนอนอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อย ในห้วงมิตินี้นอกจากสระน้ำนั้น ก็ไม่มีน้ำที่สามารถดื่มได้อีก แต่นางเพิ่งจะแช่ตัวในสระมาเมื่อกี้ จึงทำท่าปฏิเสธไม่นึกอยากลอง


1 หมายถึง ซุนอู้คง (ซุนหงอคง) หรือที่คนไทยรู้จักในนาม เห้งเจีย เป็นพญาวานรในตำนานเทพของจีน มีอิทธิฤทธิ์มาก ในวรรณกรรมเรื่อง ‘บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก (ซีโหยวจี้)’ หรือตำนานไซอิ๋ว ซุนอู้คงปั่นป่วนแดนเซียนจนถูกโทษผนึกตรึงไว้กับภูเขาอู่สิง 500 ปี กระทั่งภิกษุเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) มาปลดปล่อย ซุนอู้คงจึงติดตามไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีปด้วย


2 หวงเหลียน หมายถึงต้น Coptis Chinensis เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งของจีน ส่วนรากมีรสขมจัด ใช้เป็นยาช่วยเจริญอาหารและแก้อักเสบ


64 บทที่ 64 ฟื้นคืนสติ

 


ฉับพลันนั้น เพียงแค่เหลือบตาไป กู้เยี่ยก็มองเห็นบนใบบัวด้านข้างดอกบัวแดงนั้นมีน้ำใสสะอาดขังอยู่ จึงเดินเข้าไปยกใบบัวขึ้นอย่างเบามือ แล้วดื่มน้ำค้างนั้นเข้าไปหนึ่งอึก น้ำค้างมีรสหวานและมีกลิ่นหอมเย็นของใบบัว กู้เยี่ยเลียริมฝีปากด้วยความรู้สึกยังอยากลิ้มรสต่อไม่รู้จักพอ ครั้นมองไปยังดอกบัวแดง ก็เห็นน้ำค้างวาวใสอีกหยดหนึ่งส่องประกายอยู่บนกลีบบัว


หยดน้ำค้างนี้มีฤทธิ์เพิ่มสรรพคุณของยา ช่วยกระตุ้นพลังยาให้ส่งผลได้มากขึ้น กู้เยี่ยรีบหยิบขวดกระเบื้องออกมาเก็บน้ำค้างไว้ แล้วเดินลากเท้าไปยังห้องทดลองยาของตน นางจัดการกับยาบางตัว โดยยาลดไข้ยังเหลืออยู่สองขวด


ในชาติภพก่อน สุขภาพร่างกายของมนุษย์มีวิวัฒนาการสูงขึ้นพอสมควรแล้ว โรคภัยไข้เจ็บเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างก็ถูกกำจัดหมดสิ้นไป ยาขนานธรรมดาเหล่านี้นางเพิ่งปรุงขึ้นในช่วงเริ่มแรกของกลียุคนี่เอง โชคดีที่ยังเก็บไว้ในห้วงมิติ ซึ่งไม่มีวันหมดอายุ ดูท่าหลังจากหายจากเจ็บป่วย นางจะต้องปรุงยารักษาโรคธรรมดาทั่วไปแบบนี้เตรียมไว้เยอะๆ แล้ว


พอกู้เยี่ยดื่มยาเสร็จ ก็กลัวว่าอาจารย์จะตื่นมาแล้วไม่เห็นนาง จึงรีบเปลี่ยนชุดตัวในใหม่แล้วออกจากห้วงมิติ นางเพิ่งห่มผ้าห่มให้เรียบร้อย ปราชญ์โอสถก็ตื่นขึ้นพอดี เขาก้มลงสบตากับลูกศิษย์ที่สีหน้ามีพิรุธเล็กน้อย แล้วก็ร้องดีใจเป็นพิเศษ “ศิษย์รักเอ๊ย เจ้าฟื้นแล้ว? หิวน้ำหรือไม่ จะดื่มน้ำสักหน่อยหรือเปล่า”


“พี่เจิ้ง เยี่ยเอ๋อร์เป็นอะไรรึ?” ภายในห้องเพิ่งจะมีความเคลื่อนไหว ก็ได้ยินเสียงร้อนรนของกู้เซียวดังมาจากนอกประตู กู้เยี่ยหันหน้าไปก็เห็นท่านปู่ผลักประตูเข้ามาแล้ว บนเนื้อตัวของเขายังมีหิมะหนาๆ เกาะอยู่ แสดงว่าเขาเฝ้ารอข่าวอยู่ข้างนอกนั้นตลอดเวลา


“พุทธองค์คุ้มครอง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว” ปราชญ์โอสถพ่นลมใส่มือตัวเองครั้งหนึ่ง ก่อนจะวางลงบนหน้าผากของลูกศิษย์ เมื่อพบว่าไข้ลดลงไปมากแล้วก็ยินดียิ่ง


กู้เซียวไม่สนว่าบนตัวจะมีหิมะเกาะอยู่ ก้าวฉับๆ เข้ามาที่ข้างเตียงเตา แต่เมื่อนึกได้ว่าไอหนาวบนตัวของตนอาจทำให้อาการป่วยของหลานสาวทรุดลงไปอีก มือที่ยื่นออกไปของเขาจึงหดกลับมาโดยไว เพียงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เยี่ยเอ๋อร์ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”


“คอแห้งเล็กน้อย อยากดื่มน้ำสักหน่อย” กู้เยี่ยเห็นท่านปู่สองตาแดงก่ำ หนวดเคราผมเผ้ายุ่งเหยิง ก็พลันรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา


ปราชญ์โอสถกระวีกระวาดเทน้ำอุ่นมาถ้วยหนึ่ง แล้วป้อนให้ลูกศิษย์ดื่มอย่างเก้ก้ง เห็นกู้เยี่ยสีหน้าท่าทางสดชื่นขึ้นบ้าง เขาก็ยิ้มเผล่ “อาจารย์ลุงไม่เอาไหนของเจ้าบอกว่า ขอเพียงคืนนี้เจ้าฟื้นขึ้นมาได้ ก็จะไม่เป็นอันตรายแล้ว แม่หนูน้อยนี่ทรมาทรกรรมคนแก่อย่างอาจารย์และปู่เจ้าเหลือเกิน”


“ข้าทำให้ท่านอาจารย์และท่านปู่เป็นห่วงแล้ว” กู้เยี่ยเห็นแววตาอ่อนล้าของคนแก่ทั้งสอง ก็รู้สึกหนักอึ้งไปทั้งใจ


“ถ้ากลัวว่าข้ากับปู่เจ้าจะเป็นห่วง ก็ตั้งใจกินยา บำรุงร่างกายให้ดีๆ” ปราชญ์โอสถจงใจทำท่า ‘เป่าเคราถลึงตา’ โกรธขึ้งอย่างนักแสดงงิ้ว แต่ตอนเช็ดน้ำที่เลอะตรงมุมปากให้นางกลับอ่อนโยนหาใดเปรียบ


กู้เยี่ยคลี่ยิ้มให้เขา ก่อนหันไปทางกู้เซียวผู้ซึ่งชุดชั้นนอกเปียกซึมน้ำจากหิมะละลาย “ท่านปู่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด และให้คนต้มน้ำขิงมาให้ท่านดื่มอบอุ่นร่างกายสักชาม จะได้ไม่กลายเป็นพอข้าหายดี ท่านก็มาป่วยไปอีกคน”


ปราชญ์โอสถก็หันมาถลึงตาใส่กู้เซียวทีหนึ่ง “ให้เจ้าไปพักผ่อนแล้วไม่ใช่รึ? ทำไปถึงยังไปตากหิมะอยู่ด้านนอกนั่นอีก ดูซิ หลานสาวเจ้ายังรู้ความมากกว่า ตัวเองป่วยขนาดนี้แล้ว ยังเป็นห่วงเป็นใยเจ้า”


กู้เซียวเห็นสีหน้าหลานสาวดีขึ้นมาก ไข้ก็ลดลงแล้ว ทั้งยังมีแรงพูดคุยเล่นหัว จึงวางใจลงได้สักที เขาหันหลังขวับไปเช็ดหางตา ก่อนจะยิ้มพูดว่า “ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ละ เยี่ยเอ๋อร์ เจ้าพักผ่อนดีๆ นะ เชื่อฟังคำอาจารย์กับอาจารย์ลุง เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าปู่จะมาหาเจ้าใหม่”


“ท่านปู่ก็พักผ่อนดีๆ ด้วย พรุ่งนี้จะได้มีแรงมาอยู่คุยเล่นกับหลานอีก” กู้เยี่ยล้มป่วยคราวนี้ ทำให้ใครหลายคนต้องลำบากและคอยเป็นห่วง ในใจจึงรู้สึกผิด ถ้าหากตอนนั้นไม่กลัวว่าห้วงมิติจะถูกเปิดเผย นางก็คงบำรุงร่างกายอย่างดีตั้งแต่แรก และคงไม่เกิดเรื่องเกิดราวเช่นนี้ขึ้น นางแอบตั้งสัตย์สาบานว่า ต่อไปจะออกกำลังให้ร่างกลายแข็งแกร่ง ไม่ทำให้ทุกคนต้องห่วงกังวลเรื่องของตนอีก


กู้เยี่ยดื่มน้ำไปครึ่งชาม แล้วจึงเอนนอนต่อ เพียงไม่นานก็หลับลึก


 


ครึ่งคืนหลัง เมื่อเซียนแพทย์มาเปลี่ยนเวร ได้รู้ว่าก่อนหน้านี้นางฟื้นขึ้นมาแล้ว ก็ถอนใจโล่งอก เขาจับชีพจรของนางดูอีกครั้ง พบว่าร่างกายของนางเกิดการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ หากกล่าวว่า เมื่อหัวค่ำร่างกายของแม่นางน้อยเปรียบเหมือนขอนไม้ผุพัง เวลานี้ก็กลับเหมือนได้รับชีวิตใหม่ สว่างไสวเปี่ยมพลังอีกครั้ง


“บอกมา เจ้าเปลี่ยนยาให้ศิษย์เจ้าใช่หรือไม่” อาการของแม่นางน้อยไม่อันตรายถึงชีวิตแล้ว เซียนแพทย์จึงมีอารมณ์ปะทะฝีปากกับศิษย์น้องต่อ


ปราชญ์โอสถถลึงตาตอบโต้อีกฝ่าย เพราะกลัวว่าจะทำให้ศิษย์ตื่น จากนั้นจึงพูดเสียงเบาว่า “พูดเพ้อเจ้ออะไร ข้าเป็นคนสับปลับเช่นนั้นหรือ นี่เกี่ยวพันถึงชีวิตลูกศิษย์ข้า จะกล้าให้นางกินยามั่วซั่วได้อย่างไร”


“ปราชญ์โอสถ แปลกประหลาดจริงๆ ร่างกายของนางราวกับกินลูกกลอนวิเศษโอสถทิพย์เข้าไป แม้แต่อาการธาตุขาดพร่องที่เป็นมาแรมปีก็ถูกเสริมบำรุงไปกว่าครึ่ง นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน ผิดปกติเกินไปแล้ว” เซียนแพทย์พึมพำกับตัวเองอย่างข้องใจ คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ


ปราชญ์โอสถพะวักพะวน “ศิษย์พี่ อาการของลูกศิษย์ข้าเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่”


“เหลวไหล ก็ต้องเป็นเรื่องดีสิ! ดูจากร่างกายของแม่หนูตอนนี้ อย่างน้อยหนึ่งเดือน อย่างมากครึ่งปี ก็จะบำรุงกลับคืนมาได้ เมื่อถึงตอนนั้น ศิษย์น้อยของเจ้าก็จะกลับมาสดใสร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว” เซียนแพทย์กล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม


ปราชญ์โอสถกลับถลึงตาใส่เขา “ในเมื่อเป็นเรื่องดี แล้วเจ้าทำหน้าตาพิลึกเช่นนั้นทำไม ข้าก็คิดว่าศิษย์รักอาการกลับไปแย่ลงเสียอีก”


“เอาน่า เจ้ารีบไปนอนได้แล้ว! เรียนวิชาแพทย์มาตั้งหลายปี แม้แต่ลูกศิษย์ตัวเองสุขภาพดีหรือแย่ก็ดูไม่ออก เกือบพรากชีวิตน้อยๆ ไปแล้ว เจ้ายังจะมีหน้าไปรักษาโรคให้ใครได้อีก ไม่กลัวทำลายชื่อเสียงของท่านอาจารย์หรอกหรือ” ฝีปากของเซียนแพทย์แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยปรานีใคร เขาต่อว่าปราชญ์โอสถเสียจนเป็นใบ้เถียงอะไรไม่ออก


ศิษย์พี่กล่าวไม่ผิดเลย ตนอยู่กับลูกศิษย์มาเดือนกว่า แต่กลับดูไม่ออกว่านางเป็นเจ็บป่วยเรื้อรัง เกือบทำให้เกิดเรื่องน่าเศร้าเสียแล้ว... แม้ในใจปราชญ์โอสถจะไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็ไม่มีพรสวรรค์ด้านวิชาแพทย์จริงๆ


ทว่า ต่อหน้าเซียนเซียนแพทย์ ปราชญ์โอสถไม่เคยยอมอ่อนยอมลงให้มาก่อน เขาทำท่าขึงขังกล่าวว่า “ข้าจะทำลายชื่อเสียงของอาจารย์ได้อย่างไร เจ้าไม่คิดหรอกหรือว่าชีวิตแม่ทัพน้อยใครเป็นคนช่วยไว้”


เซียนแพทย์สำลักน้ำลายทันที ก่อนโพล่งถามขึ้นอย่างสนใจใคร่รู้ “ศิษย์น้อง ตกลงเจ้าไปเรียนวิธีผ่าเปิดอกเอาหัวธนูออกจากที่ใด ยังมีขวดและสายท่อที่ให้ยาแก่แม่ทัพน้อยอีก เจ้าไปเอามาจากไหน รีบบอกศิษย์พี่มา ยี่สิบกว่าปีมานี้เจ้าไปเจอสิ่งมหัศจรรย์อะไรเข้า”


“อยากรู้รึ? เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าอยากรู้” ปราชญ์โอสถเห็นเซียนแพทย์พยักหน้ารัวๆ ก็เผยยิ้มชั่วร้าย “ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย ข้าไม่บอกเจ้าหรอก ให้เจ้าอกแตกตายไปเลย”


“เจ้า... รีบไสหัวกลับห้องไปพักผ่อนเลยไป! ดูตาคู่นี้ของเจ้าสิ แดงอย่างกับตากระต่ายแล้ว” เซียนแพทย์โกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไรดี ได้แต่แค่นเสียงไล่คนออกไป


ปราชญ์โอสถลำพองใจ “ข้าตาแดงเพราะนอนไม่พอ แต่ใครบางคนนี่สิ... ตาแดงเพราะจวนจะเป็นโรคอิจฉาตาร้อนแล้ว” พูดจบเขาก็หลบเท้าของเซียนแพทย์อย่างว่องไว แล้วก้าวอาดๆ เดินกลับห้องไปอย่างหยิ่งผยอง


เมื่อศิษย์รักอาการไม่น่าห่วงแล้ว ในที่สุดเขาก็หลับลงได้อย่างสบายใจ


 


กู้เยี่ยหลับใหลไปจนถึงเที่ยววัน กว่าจะถูกความหิวปลุกให้ตื่น เวลานี้อาการไข้หายสนิทแล้ว รู้สึกเบาตัวลงไปมาก... หรือว่าสระน้ำในห้วงมิติจะมีฤทธิ์ซ่อมแซมรักษาร่างกายได้? ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกเหมือนถอดรกเปลี่ยนกระดูกใหม่ได้อย่างไร


หลังจากดื่มโจ๊กไปหนึ่งชามแล้วเตรียมตัวจะนอนพักผ่อนต่อ กลับต้องรู้สึกสยองเมื่อเห็นท่านปู่ยกยาต้มกลิ่นสมุนไพรแรงฉุนมาอีกชาม... สวรรค์ ยังต้องดื่มยาขมๆ อีกหรือ?... สำหรับคนที่มีสัมผัสรับรสว่องไวเหนือคนทั่วไปเช่นนางแล้ว รสขมปี๋นั้นอาจฆ่านางตายได้เลยทีเดียว


“ท่านปู่ ข้าหายดีแล้ว ไม่ต้องกินยานี้อีกได้หรือไม่” กู้เยี่ยทำท่าน่าสงสาร ยิ่งขับใบหน้าของนางให้ดูผอมซูบซีดเซียวขึ้นกว่าเดิม ท่าทางเช่นนั้นช่างทำให้คนรู้สึกเวทนาอย่าบอกใคร แม้แต่แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ผู้ผ่านสมรภูมิรบมามากมายทางด้านข้าง ยังพลอยมีสีหน้าทนไม่ได้ไปด้วย


แต่กู้เซียวกลับต้องทำใจแข็ง กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “เยี่ยเอ๋อร์เด็กดี ยานี้ท่านเซียนเทพเพิ่งจัดให้เจ้าใหม่ ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ไม่เหมือนกับขนานเมื่อวาน รสไม่ขมเลยสักนิด”


“ไม่ขมจริงหรือ?” กู้เยี่ยไม่เชื่อ มีที่ไหนกินยาต้มแล้วไม่ขม... ท่านปู่ ท่านโกหกให้แนบเนียนหน่อยได้หรือเปล่า


“ไม่ขม ไม่ขม! ถ้าไม่เชื่อปู่จะดื่มให้เจ้าดูอึกหนึ่ง” กู้เซียวยกชามมาแตะตรงริมฝีปาก แกล้งทำเป็นดื่มเข้าไปอึกใหญ่ แล้วทำปากแจ๊บๆ ให้หลานสาวดู


กู้เยี่ยพูดไม่ออก... ท่านปู่ ท่านกำลังหลอกเด็กหรือ? แสดงไม่สมจริงยิ่ง มีฝีมือการแสดงเพียงเท่านี้แต่คิดจะมาหลอกคนอย่างข้า ยังต้องไปฝึกมาใหม่อีกสักสิบปี


ทว่า เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูโดยไว และไม่ทำให้คนที่รักนางต้องเป็นห่วง กู้เยี่ยก็ยอมบีบจมูก ฝืนดื่มยาลงไปภายในอึกเดียว แม้ยาจะขมจนน้ำตาไหล


ปราชญ์โอสถยืนถือขนมหวานจานหนึ่งอยู่ข้างๆ รีบส่งขนมถั่วกวนใส่ปากนางตามทันที พร้อมกับเอ่ยปลอบว่า “ศิษย์รักเอ๋ย นี่เป็นถั่วลันเตากวนที่แม่ครัวในจวนทำ รสชาติไม่เลวเลย เจ้ากินแก้ขมสักคำนะ”


“กินได้แค่คำเดียวเท่านั้น! ท้องไส้ของศิษย์หลานยังอ่อนแอ กินของซี้ซั้วไม่ได้ เดี๋ยวจะไปทำร้ายกระเพาะและม้าม” เซียนแพทย์ยืนปรามอยู่ข้างหนึ่ง


กู้เยี่ยฟังแล้วก็อมขนมถั่วกวนไว้ในปาก นานสองนานกว่าจะตัดใจยอมกลืนลงไป... อืม แม่ครัวของจวนแม่ทัพผู้นี้ทำขนมเก่งใช้ได้เลย อย่างน้อยก็เก่งกว่าร้านขนมเจ้าดังในตำบลอยู่ขั้นหนึ่ง ไม่รู้ว่าฝีมือของน้าเหยียนจะเก่งกว่านางหรือไม่


“ไว้รอให้เจ้าหายดีแล้ว อยากจะกินอะไรก็บอกมาได้เลย ข้าจะให้ในครัวเตรียมให้เจ้าเอง” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่เห็นแม่นางน้อยท่าทางน่าเอ็นดูเช่นนี้ ก็อดนึกถึงหลานสาวที่พลัดพรากไปหลายปีไม่ได้ ไม่รู้ว่าหลานสาวของเขาจะน่ารักเหมือนแม่นางน้อยตรงหน้านี้หรือไม่


“ขอบคุณท่านปู่แม่ทัพมากเจ้าค่ะ ท่านปู่ พวกเราจะกลับหมู่บ้านชิงซานเมื่อไหรหรือ” กู้เยี่ยอยากจะออกเดินทางให้ได้ไวๆ เพราะอยากรู้ฝีมือครัวของน้าเหยียนจะแย่แล้ว ยังมีพี่ชายที่นางทิ้งให้รออยู่บ้านคนเดียว ไม่รู้ว่าป่านนี้จะคิดมากเป็นกังวลเพียงใด


กู้เซียวไม่ได้ตอบคำ แต่กลับมองไปทางเซียนแพทย์


เซียนแพทย์ส่ายหน้าช้าๆ “ร่างกายของเจ้าตอนนี้ต้องบำรุงฟื้นฟูให้ดีก่อน ที่หมู่บ้านเจ้าอะไรๆ ก็ไม่พร้อม ไม่เหมาะให้เจ้ารักษาตัว”


“พวกเรามีบ้านอยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิง เดิมทีก็ตั้งใจว่าอีกสองสามวันจะให้ฮว่าเอ๋อร์กลับไปพักรักษาตัวที่นั่นอยู่แล้ว ถ้าแม่นางกู้ไม่รังเกียจ ก็ไปพักที่เหยี่ยนเฉิงด้วยกันเถิด รักษาตัวหายดีแล้วค่อยกลับบ้าน” แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่กล่าวเช่นนี้ ไม่เพียงเพราะห่วงใยกู้เยี่ย แต่ยังคิดเพื่อตัวเองด้วย


ถ้าหากกู้เยี่ยกลับไปหมู่บ้านชิงซาน อาจารย์ของนางก็จะต้องตามกลับไปดูแลนาง หากอาการบาดเจ็บของฉู่มู่ฮว่าทรุดหนักไปอีกโดยไม่มีปราชญ์โอสถอยู่ข้างกาย แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ก็ไม่ใคร่วางใจนัก


65 บทที่ 65 พักฟื้นที่เมืองเหยี่ยนเฉิง

 


ด้วยเพราะห่วงว่าอาการของกู้เยี่ยจะกำเริบขึ้นระหว่างทางไปเมืองเหยี่ยนเฉิง ขบวนคุ้มกันแม่ทัพน้อยกลับเหยี่ยนเฉิงจึงเลื่อนวันเดินทางออกไปอีกสามวัน


ในสามวันนั้น เผ่าตี๋หรงฝ่าหิมะมาโจมตี แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่และกู้เซียวร่วมมือกันต่อสู้จนกองทัพข้าศึกแตกสานซ่านเซ็น ทั้งทำให้ขุนพลคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัส ช่วงเวลาที่เผ่าตี๋หรงสูญเสียกำลังในการรุกราน ด่านจวิ้นหลางจึงได้พบความสงบสุขชั่วคราว


กู้เซียวมักเกิดความคิดเคียดแค้นว่า หากไม่เพราะเผ่าตี๋หรงใช้อุบายต่ำช้า ทำร้ายแม่ทัพน้อยบาดเจ็บ หลานสาวของเขาก็คงไม่ต้องเดินทางฝ่าพายุหิมะเหน็บหนาวมาถึงด่านชายแดนนี่ และก็คงไม่ต้องล้มป่วยปางตายเช่นนี้ ไม่ว่าเซียนแพทย์จะบอกว่าอาการเจ็บไข้ของนางซ่อนแฝงเรื้อรัง ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องปะทุให้เห็น แต่เขาก็ยังเอาความแค้นไปลงกับชาวตี๋หรง ศึกครั้งนี้ทำให้เขาหวนรู้สึกถึงสงครามอันดุเดือดอีกครั้ง ช่างสะใจยิ่งนัก


ด่านจวิ้นหลางหลายวันมานี้มีหิมะตกตลอดไม่ขาดสาย ยาล้ำค่าที่จำเป็นต้องใช้บำรุงฟื้นฟูร่างกายของกู้เยี่ย ใช้จวนจะหมดแล้ว การเดินทางไปเมืองเหยี่ยนเฉิงก็ถึงวันที่จะออกเดินทางพอดี


 


วันต่อมา ท้องฟ้ามืดครึ้ม เกล็ดหิมะปลิวปลายอยู่กลางอากาศดั่งดวงดาว รถม้าสี่คันแล่นออกจากด่านจวิ้นหลางท่ามกลางหิมะตก มุ่งหน้าไปทางใต้ ทั้งด้านหน้าด้านหลังรถม้ามีทหารม้ารูปร่างกำยำหลายสิบนายคอยคุ้มกันไปตลอดทาง


รถม้าคันใหญ่กว้าง บุผ้าให้นั่งสบายและอบอุ่น กู้เยี่ยนอนอยู่ในตัวรถซึ่งปูด้วยพรมหนังสัตว์หนาๆ แม้จะเหยียดขายืดตรงก็ยังเหลือพี่ว่าง ด้านข้างตัวนางมีสาวใช้หน้าตาหมดจดอายุราวสิบสี่สิบห้านั่งมาด้วยคนหนึ่ง สาวใช้ผู้นี้เป็นคนที่ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ส่งมาดูแลปรนนิบัตินางโดยเฉพาะ


“แม่นางต้องการดื่มน้ำหรือไม่” ตงเสวี่ยเห็นกู้เยี่ยจะลุกขึ้นนั่งก็รีบ เข้ามาประคองนาง และหาหมอนสองใบมาหนุนหลังให้ พลางถามอย่างเสียงอ่อนโยน


กู้เยี่ยโบกมือปฏิเสธ ก่อนแง้มผ้าม่านหนาๆ ออก ไอหนาวสายหนึ่งม้วนเกล็ดหิมะปลิวเข้ามาภายใน ตงเสวี่ยกระวีกระวาดบอกว่า “แม่นาง ระวังไอเย็นเจ้าค่ะ”


กู้เยี่ยปล่อยผ้าม่านปิดดังเดิม แล้วลูบจับของตกแต่งภายในรถอย่างเบื่อหน่าย รถม้าเช่นนี้นางเพิ่งเคยนั่งเป็นครั้งแรกเลย ด้านในไม่เพียงมีโต๊ะเล็กสำหรับวางถ้วยวางถาดผลไม้ ปิ่นโตสานใบเล็กใส่ผลไม้อบน้ำผึ้งไว้จนเต็ม ยังมีโคมหิ้วใส่กระถางไฟวางอยู่ด้วย... เฮ้อ เป็นคนรวยนี่ช่างดีจริงๆ ไว้รอตนมีเงินบ้าง จะซื้อรถม้าแบบนี้สักคัน เพียงแต่ทางเข้าหมู่บ้านชิงซานดูเหมือนรถม้าจะผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ ยุ่งยากจริง!


กู้เยี่ยหยิบผลซิ่ง1อบแห้งออกมาจากปิ่นโตสานลูกหนึ่ง แล้วส่งเข้าปากชิมดูอย่างตั้งใจ รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ อย่างที่นางชอบพอดี ว่าแล้วนางก็หยิบผลซิ่งอบแห้งออกมากินอีกลูกแล้วลูกเล่า กระทั่งกินลูกที่ห้า ตงเสวี่ยก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แม่นาง ท่านเซียนแพทย์บอกว่า กินของหวานมากไม่ได้ จะไม่เป็นผลดีต่อกระเพาะเจ้าค่ะ”


นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ให้ นี่เห็นข้าเป็นนักโทษหรืออย่างไร... กู้เยี่ยรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ


ตงเสวี่ยฉลาดหลักแหลม มีหรือจะดูอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ของนางไม่ออก แต่ก็เพียงกล่าวเตือนเสียงนุ่มนวล “แม่นาง ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญ ต้องบำรุงฟื้นฟูร่างกาย ถ้าหากท่านไม่ร่วมมือ ก็ต้องดื่มยาขมอีกหลายเทียบ เช่นนั้นจะยิ่งทรมานนะเจ้าคะ”


“ก็ได้ ข้านอนเฉยๆ ได้กระมัง?” กู้เยี่ยล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แล้วดึงผ้าห่มคลุมโปงอย่างขัดใจ แต่เพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป เพียงไม่นานนางก็หลับใหลต่อ


กู้เซียวไม่วางใจไสม้ามาข้างรถของหลานสาว เขาร้องถามอาการของนางผ่านม่านหน้าต่าง แต่ก็ไม่ทำให้นางตื่น ตงเสวี่ยกดเสียงตอบกลับเบาๆ เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่ให้เขาฟัง กู้เซียวฟังแล้วก็อดส่ายหน้าหัวเราะไม่ได้... แม่หนูคนนี้เจ้าอารมณ์ไม่เปลี่ยนเลย


 


ในขบวนรถมีคนเจ็บสองคน ด้วยเหตุนี้ขบวนจึงเคลื่อนไปค่อนข้างช้า เดิมทีใช้เวลาห้าวันก็ถึงที่หมาย แต่การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาถึงแปดวันเต็มๆ


เมืองเหยี่ยนเฉิงตั้งอยู่ทางทิศใต้ของด่านจวิ้นหลาง ส่วนหมู่บ้านชิงซานเยื้องไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ตำแหน่งของสถานที่สามแห่งนี้เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าในแผนที่พอดิบพอดี


ตอนที่กู้เยี่ยตัดสินใจไปรักษาตัวที่เมืองเหยี่ยนเฉิง นางกลัวว่าพี่ชายจะรออยู่ที่บ้านด้วยความร้อนใจ จึงขอให้แม่ทัพผู้เฒ่าฉู่ส่งคนไปบอกข่าวที่หมู่บ้านชิงซาน กู้หมิงได้ยินว่าน้องสาวล้มป่วย ทั้งยังอาการหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็นั่งไม่ เขาทนรอไม่ไหว อยากไปเมืองเหยี่ยนเฉิงเพื่อเห็นกับตาตัวเองว่าน้องสาวไม่เป็นอะไรแล้ว เขาถึงจะสบายใจ


เขานำเงินที่กู้เยี่ยทิ้งไว้ให้พกติดตัวไปด้วยทั้งหมด หลังจากสั่งความกับน้าเหยียนแล้วก็ออกเดินทางเพียงลำพัง น้าเหยียนเห็นว่าเขาเป็นเด็กตัวคนเดียว เกรงจะเกิดอันตรายระหว่างทาง จึงส่งพิราบสื่อสารไปถึงพรรคพวกที่ตำบลให้พวกเขาช่วยดูแล เพราะกู้หมิงเป็นพี่ชายของคนที่เจ้านายพวกนางให้ความสำคัญ จะให้เกิดเรื่องร้ายอะไรไม่ได้เด็ดขาด


กู้หมิงมาที่ตำบลก่อน เพื่อสอบถามว่ามีเพื่อนร่วมทางไปเมืองเหยี่ยนเฉิงหรือไม่ เขา ‘โชคดี’ ไม่น้อย ได้พบรถม้าที่กำลังขนของเตรียมรับปีใหม่ไปยังเมืองเหยี่ยนเฉิงพอดี เจ้าของรถม้าเจรจาง่ายอย่างยิ่ง แค่ได้ยินว่าเขาจะไปเมืองเหยี่ยนเฉิงก็ให้เขาขึ้นรถเลยทันที


เขารอนแรมเดินทางมาห้าวัน ขณะมาถึงเมืองเหยี่ยนเฉิง ขบวนรถม้าของแม่ทัพน้อยก็เข้าเมืองมาพอดี ทหารหาญกองหนึ่งคอยคุ้มกันอารักขา รถม้าสี่คันหรูหราวิจิตร บรรดาชาวบ้านพากันหลีกหลบให้ทาง ต่างยืนแยกเป็นสองฝั่งชี้ชวนกันเดาว่าภายในรถเป็นใครกันแน่ ถึงได้มีทหารประกบนำขบวนเช่นนี้


กู้หมิงอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองดูขบวนทหาร ในใจพลันรู้สึกฮึกเหิม... ดูแล้วช่างห้าวหาญทรงอำนาจเหลือเกิน


ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งที่คุ้นตาอยู่ในขบวนม้าด้วย เข้าจ้องมองไปอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ที่แท้เป็นท่านปู่นั่นเอง


กู้หมิงวิ่งตามขบวนม้าไป ปากก็ร้องตะโกนเรียก “ท่านปู่! ท่านปู่!”


เสียงผู้คนบนถนนเซ็งแซ่อื้ออึง อีกทั้งยังมีเสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นหิน เสียงตะโกนของเขาจึงถูกกลืนหายไป แม้กู้เซียวจะได้ยินเสียงคนร้องเรียกปู่แว่วๆ แต่เขาจะคาดคิดได้อย่างไร ว่าหลานชายซึ่งอยู่ไกลถึงหมู่บ้านชิงซานจะมาปรากฏตัวในเมืองเหยี่ยนเฉิงนี้


เพียงแต่ หลังจากเข้าเมืองมา ผู้คนบนท้องถนนพลุกพล่านขวักไขว่ ขบวนรถม้าต้องชะลอความเร็วลง กู้หมิงจึงไล่ตามขบวนทัน จนมีทหารม้านายหนึ่งตรงท้ายขบวนขวางไว้


“เจ้าเป็นใคร”


“ข้า... ข้ามาหาท่านปู่” กู้หมิงหอบแฮกๆ


ทหารม้านายนั้นทำหน้าขึง พูดเสียงดุว่า “ที่นี่ไม่มีปู่ของเจ้า จะหาปู่ก็ไปหาข้างๆ โน่น หากทำให้แม่ทัพน้อยของพวกข้าตกใจ เจ้าจะรับผิดชอบไม่ไหว”


“ปู่ของข้าสกุลกู้ ชื่อเซียว ข้าเห็นกับตาว่าเขาอยู่ในขบวน โน่นไง คนที่ขี่ม้า กำลังก้มตัวคุยอะไรกับคนในรถม้านั่นละ” สายตาของกู้หมิงดีมาก เขาชี้ไปที่ด้านหลังของกู้เซียว แล้วบอกกับพี่ทหารนายนั้น


หลานชายท่านขุนพลกู้?... ทหารหนุ่มขมวดคิ้ว ไล่มองกู้หมิงด้วยความคลางแคลงใจ... เจ้าหนูนี่หน้าตาท่าทางไม่มีส่วนใดเหมือนกับขุนพลกู้และหลานสาวของท่านเลย คำพูดของเขาจะเชื่อได้หรือ?


“เจ้ารอเดี๋ยว ข้าจะไปรายงานก่อน” ทหารหนุ่มลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไสม้าเข้าไปยังกลางขบวน


 


อะไรนะ มีคนบอกว่าตนเป็นหลานชายข้า?... กู้เซียวได้ฟังก็นึกได้ว่าหลานชายรักน้องสาวมาก หากรู้ว่านางป่วย จะทนรออยู่ที่บ้านเฉยๆ ได้อย่างไร เขารีบหันกลับไป ก็เห็นเด็กชายโบกไม้โบกมือมาทางตน เป็นกู้หมิงจริงๆ


กู้เซียวพลันรู้สึกผิด... หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ คงให้คนรับตัวหลานชายมาหาน้องสาวที่เมืองเหยี่ยนเฉิงแล้ว เหยี่ยนเฉิงอยู่ห่างจากตำบลไร้ชื่อนั่นตั้งไกล นั่งรถม้ามาใช้เวลาถึงห้าวัน หากระหว่างทางเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ตนคงไม่มีทางรักษาให้หายจากโรคเสียใจภายหลังได้


“ท่านปู่ น้องเป็นอย่างไรบ้าง หายป่วยแล้วหรือยัง นางอยู่ที่ใด ข้าเยี่ยมนางได้หรือไม่” กู้หมิงวิ่งมาถึงข้างกายปู่ ยังไม่ทันจะหายเหนื่อยหอบ ก็รีบร้อนถามไถ่ถึงกู้เยี่ยทันที


กู้เซียวเห็นแววตาห่วงกังวลของหลานชาย ก็อดไม่ได้ที่จะถือวิสาสะชี้สั่งให้รถที่กู้เยี่ยโดยสารอยู่หยุดชั่วคราว “น้องสาวเจ้าอยู่บนรถนี่ละ...”


“พี่ชาย... ท่านมาได้อย่างไร” ใบหน้าผอมเซียวของกู้เยี่ยโผล่ออกมาทางหน้าต่างรถม้า เมื่อเห็นกู้หมิง แววตาของนางก็เต็มไปด้วยความยินดีระคนความประหลาดใจ


“น้อง เจ้าผอมลงอีกแล้ว...” เมื่อเห็นหน้าน้องสาว ความกลัดกลุ้มพะวักพะวนตลอดหลายวัน กลับกลั่นออกมาได้เพียงคำติติง


กู้เซียวเห็นหลานสาวยื่นหน้าออกมานอกรถก็รีบร้องห้าม “รีบหลบไปหลังม่าน ระวังอย่าให้โดนลม เดี๋ยวพี่ชายเจ้าจะขึ้นรถไปด้วยกัน มีอะไรก็ค่อยพูดกันบนรถเถอะ”


กู้หมิงโยนห่อผ้าเล็กๆ ที่ตนพกมาขึ้นไปบนรถม้า สองมือเกาะโหนก่อนจะกระโดดตามขึ้นไปอย่างแข็งแรง เขาเลิกม่านประตูรถขั้นแล้วรีบผลุบตัวเข้าไป ครั้นเห็นว่าด้านในมีแม่นางแปลกหน้าคนหนึ่งอยู่ด้วย เขาก็ชะงักค้างไปครู่หนึ่ง


“พี่ชาย ข้าขอแนะนำสักครู่ ผู้นี้คือพี่ตงเสวี่ย หลายวันมานี้นางคอยดูแลข้าตลอด” กู้เยี่ยหดขา เปิดที่ว่างให้พี่ชายนั่ง


กู้หมิงกล่าวอย่างจริงจังตั้งใจ “ขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยดูแลน้องสาวข้า...”


“คุณชายกู้เกรงใจเกินไปแล้ว แม่นางกู้และท่านปู่ของนางเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตท่านแม่ทัพน้อยของพวกเราไว้ นางทำเพื่อท่านแม่ทัพน้อย จนต้องมาล้มป่วยเสียเอง บ่าวดูแลแม่นางกู้เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว” ตงเสวี่ยหัวเราะคิกคัก


กู้หมิงเพิ่งเคยถูกเรียกเป็น ‘คุณชาย’ ครั้งแรก ก็เกาศีรษะอย่างอักอ่วน ตงเสวี่ยเห็นท่าทางเขาไม่สะดวกใจ จึงหันไปบอกกับกู้เยี่ยว่า “แม่นาง ท่านกับคุณชายกู้มีเรื่องพูดคุยกัน ข้าขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกก่อน”


ครั้นตงเสวี่ยลงจากรถไปแล้ว กู้เยี่ยก็ทำหน้าขึง แค่นเสียงฮึ่มใส่พี่ชาย “ท่านนี่ช่างดื้อนัก เดินทางไกลมาคนเดียวเช่นนี้ หากถูกพวกลักเด็กจับตัวไป ข้ามิต้องรู้สึกผิดบาปไปชั่วชีวิตหรือ?”


“น้องอย่าโกรธเลย ก็ข้าเป็นห่วงเจ้านี่นา” กู้หมิงอธิบายด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่นุ่มนวล “หากเปลี่ยนเป็นข้าได้รับบาดเจ็บหรือล้มป่วย เจ้าจะรอคอยอยู่ที่บ้านได้หรือ? ความรู้สึกของข้าก็เหมือนกับเจ้านั่นละ”


“ครั้งนี้ช่างเถอะ แต่ครั้งหน้าจะทำบุ่มบ่ามเช่นนี้ไม่ได้นะ” แล้วกู้เยี่ยก็ซักไซ้ไล่เลียงเหตุการณ์ระหว่างทางที่เขาเมืองเหยี่ยนเฉิง นางได้รู้ว่าเขาอาศัยรถม้าของคนในตำบลมา หลังจากเข้าเมืองแล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป จึงบอกว่าเขาโชคดีมาก


กู้หมิงพยักหน้า จากนั้นก็สังเกตสีหน้าของน้องสาวอย่างละเอียด และภามไถ่อย่างไม่วางใจ “ทำไมเจ้าถึงป่วยหนักเช่นนี้ได้ ในจดหมายของท่านปู่บอกว่า เจ้าสลบไปสามวันสามคืน เกือบจะไม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว”


“ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้นเสียหน่อย ท่านอาจารย์ลุงบอกว่า เป็นเพราะเมื่อก่อนนี้ธาตุในร่างกายข้าขาดพร่องเรื้อรัง บวกกับเดินทางฝ่าลมหนาวตลอดหลายวันจนจับไข้ พอได้กินยาไปสองสามเทียบ ไข้ก็ลดลง ไม่เป็นอะไรมากแล้ว อาจารย์ลุงยังบอกด้วยว่า อาการป่วยครั้งนี้เป็นเรื่องที่ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องเกิด ออกอาการให้เห็นแต่เนิ่นย่อมรักษาง่ายกว่า” กู้เยี่ยพูดถึงความเจ็บป่วยของตัวเองเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีความจำเป็นจะต้องเล่าความอันตรายน่าหวาดกลัวให้พี่ชายต้องกังวลใจแทนนาง


กู้หมิงกลับกล่าวว่า “อย่ามาหลอกข้าเลย ถ้าหากเจ้าหายดีแล้ว ท่านปู่ก็ต้องพาเจ้ากลับสิ จะส่งสารไปบอกข้าว่า จะพาเจ้ามาพักรักษาที่เมืองเหยี่ยนเฉิงได้อย่างไร”


“เพราะท่านปู่ร้อนใจเรื่องข้ามากเกินไป พอตื่นตระหนกก็ไม่ทันยั้งคิด ไม่เชื่อท่านไปถามท่านอาจารย์ดูก็ได้ อาการเจ็บป่วยของข้าเขารู้ดีที่สุด” กู้เยี่ยคิดเอาเองว่าพูดแบบนี้แล้ว พี่ชายจะเลิกเซ้าซี้


ใครจะคิดว่า กู้หมิงกลับพยักหน้าเอาจริงเอาจัง “อืม ต้องถามท่านปู่เจิ้งสักหน่อย ว่าโรคของเจ้าต้องระวังอะไรบ้าง...”


“จะต้องระมัดระวังอะไรอีกเล่า แค่กินให้เยอะๆ ค่อยๆ บำรุงฟื้นฟูร่างกายช้าๆ หลายวันมานี้ ข้าต้องดื่มยาบำรุงทุกวันเลย หากต้องดื่มอีกละก็ ตัวข้าคงกลายเป็นหวงเหลียนแน่” กู้เยี่ยเต็มไปด้วยความคับแค้นใจที่ต้องดื่มยาต้มเป็นที่ยิ่ง


1 ซิ่ง หรือซิ่งเถา หมายถึงแอปริคอต


66 บทที่ 66 บ้านสกุลจวินแห่งเมืองเหยี่ยนเฉิง

 


กู้หมิงรู้สึกสงสารเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางทุกข์ทนทรมานของน้องสาว เพียงแต่ เขายังคงกล่าวอย่างมีเหตุมีผล “จะดื่มหรือไม่ดื่มยา ก็ต้องเชื่อฟังท่านหมอ”


“ข้าก็เป็นหมอเหมือนกัน” แม้แต่พี่ชยาที่รักนางที่สุดยังไม่เข้าข้างนาง กู้เยี่ยรู้สึกน้อยใจ ปากน้อยๆ เบ้คว่ำสูง


กู้หมิงหัวเราะ “ใช่แล้ว ท่านหมอน้อยที่เพิ่งเรียนวิชาแพทย์มาไม่ถึงสองเดือน ทำได้เพียงติดตามท่านปู่เจิ้งไปช่วยทำแผลให้คนไข้ผ่าตัด ท่านหมอน้อยกู้ของพวกเรา ช่วงนี้ข้าไอเล็กน้อย ช่วยเขียนใบสั่งยาให้หน่อยเถิด”


ใครบอกว่าข้าทำได้เพียงทำแผล? ข้าต่างหากที่เป็นผู้เก่งกาจ ต่อเชื่อมเอ็นข้อเท้า ทั้งยังผ่าเปิดทรวงอกได้!... กู้เยี่ยคำรามในใจ


แม้กู้เยี่ยจะรู้ว่าพี่ชายกำลังพูดกระทบกระเทียบตนอยู่ แต่ก็ไม่วายไถ่ถามอย่างเป็นห่วง “ท่านพี่ ท่านไอหรือ? ข้ามียาติดตัวอยู่ ยาของข้าได้ผลชะงัดยิ่งกว่าตำรับยาของท่านอาจารย์ลุงอีกนะ ไม่เพียงแค่ไม่ขม แต่ยังหวานชุ่มคอด้วย”


“เจ้าใช้ให้ท่านปู่เจิ้งช่วยเจ้าปรุงยาใหม่อีกแล้วหรือ แค่ฟังก็รู้แล้วว่าต้องทำออกมาหวานๆ ให้เข้ากับที่เจ้าชอบ ท่านปู่เจิ้งตามใจเจ้าเกินไปแล้ว อะไรๆ ก็เอาใจเจ้าทุกอย่าง” กู้หมิงลูบผมอ่อนนุ่มของน้องสาว ยิ้มพูดว่า “วางใจเถอะ พี่ชายแค่พูดหยอกเจ้าเล่น ร่างกายของข้าแข็งแรงดี”


ในใจกู้เยี่ยรู้สึกสลดจนพูดไม่ออก ใครใช้ให้นางคอยแต่อ้างชื่ออาจารย์กันเล่า ตอนนี้พอบอกว่านางเป็นคนปรุงยาเองใครจะไปเชื่อ นางสะบัดหน้า สลัดเอามือของพี่ชายที่วางแปะอยู่บนศีรษะนางออก แล้วบอกด้วยเสียงดุ “ท่านอาจารย์รักข้า แล้วพี่ชายไม่รักข้าแล้วหรือ”


“พี่มีน้องสาวอยู่คนเดียว ถ้าไม่รักเจ้าจะไปรักใคร ต่อไปงานหนักอะไรเจ้าก็ไม่ต้องทำเองแล้ว ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี จะได้ไม่เหนื่อยหนักจนล้มป่วยอีก” ถึงแม้กู้หมิงจะไม่เห็นสภาพของน้องสาวตอนที่ป่วยเจียนตายครั้งนี้ แต่นางซูบผอมลงจนคางแหลมแทบจะแทงคนตายได้ ทั้งสีหน้ายังขาวซีดลงเล็กน้อย เขาก็พอเดาได้ว่าอาการของนางคงจะหนักหนารุนแรงไม่น้อย ในใจเขายิ่งทวีความรักสงสาร


“อาจารย์ลุงบอกว่า หากบำรุงฟื้นฟูตามวิธีที่ท่านแนะ อย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน อย่างมากครึ่งปี ข้าก็จะกลับมาแข็งแรง ทำงานได้เหมือนคนปกติ เพียงแต่ว่าสองสามเดือนนี้คงทำยาสมุนไพรไปส่งให้ร้านจี้หมินถังไม่ได้ ต้องแจ้งพวกเขาล่วงหน้าสักหน่อย” กู้เยี่ยรู้สึกเสียดายที่หลายเดือนนี้ไม่อาจทำงานหาเงินได้


กู้หมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่า “ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงน่าจะหาร้านสาขาของจี้หมินถังได้ ถึงเวลาข้ากับท่านปู่จะไปบอกพวกเขาให้ เจ้าน่ะ อย่ากังวลอะไรมากไปเลย ห่วงเรื่องสุขภาพอย่างเดียวก็พอ”


กู้เยี่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย ฉับพลันนั้น รถม้าก็หยุดลงอีกครั้ง นางคลานมาทางข้างประตูรถ แล้วเลิกผ้าม่านชะเง้อดูอย่างอยากรู้อยากเห็น “ทำไมถึงหยุดล่ะ ถึงแล้วหรือ?”


ด้านหน้าสุดของขบวนมีบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม คลุมทับด้วยชุดคลุมไหล่ตัวยาวสีดำ เขาเดินไปยังข้างรถม้าของแม่ทัพน้อย พูดคุยอะไรบางอย่างกับคนในนั้น คนผู้นี้ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาและการแต่งกาย ล้วนไม่เหมือนบริวาร... หรือว่าจะเป็นญาติพี่น้องสกุลฉู่?


ขณะที่กู้เยี่ยกำลังนึกสงสัย ตงเสวี่ยก็เข้ามาจากด้านนอก และส่งยิ้มพริ้มเพราให้ “บ้านพักในเมืองเหยี่ยนเฉิงของสกุลฉู่ไม่มีเจ้านายมาอาศัยนานแล้ว แม้จะมีข้าทาสบริวารเฝ้าปัดกวาด แต่ก็ปล่อยปละละเลยไปบ้าง โชคดีที่บ้านฝั่งมารดาของคุณชายใหญ่ก็อยู่ในเมืองเหยี่ยนเฉิงเช่นกัน พอคุณชายหลานฮูหยินรู้ข่าว จึงมารับท่านคุณชายใหญ่ไปพักรักษาตัวด้วยตัวเอง”


“บ้านฝั่งมารดาของแม่ทัพน้อย? ให้ข้าไปพักที่นั่นคงไม่เหมาะกระมัง?” อีกฝ่ายสามารถดองเป็นญาติกับเจิ้นกั๋วกงได้ ฐานะชื่อชั้นย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่ นางเป็นแค่สาวชาวบ้านธรรมดา จะไปมีเกียรติควรค่าได้อย่างไร


ตงเสวี่ยยิ้มกล่าว “ทำไมจะไม่เหมาะเล่า ท่านเป็นศิษย์ของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณชายใหญ่ไว้ และต้องล้มป่วยเพราะช่วยเขา ท่านก็ถือเป็นแขกคนสำคัญของพวกเรา คุณชายหลานฮูหยินบอกว่าได้จัดเตรียมเรือนพักในเขตเรือนชั้นในไว้แล้ว ให้ท่านใช้พักรักษาตัว”


เอาเถอะ จะว่าไปตนก็เป็นคนช่วยชีวิตคุณชายใหญ่ฉู่ไว้ มาพักรักษาตัวที่บ้านญาติของเขาก็ถือเสียว่าให้ตระกูลของพวกเขาได้ตอบแทนคุณ... กู้เยี่ยยอมรับการจัดแจงนี้อย่างเข้าใจเหตุผล


แต่กู้หมิงกลับเป็นฝ่ายไม่สบายใจ “น้อง เรือนชั้นในของตระกูลใหญ่มิใช่ที่คนทั่วไปจะเข้าไปได้ง่ายๆ นะ ถึงเวลานั้นข้ากับท่านปู่คงไม่สะดวกจะดูแลเจ้า จริงสิ ข้านำเงินทั้งหมดในบ้านติดตัวมาด้วย พวกเราไปเช่าบ้านข้างนอกอยู่กัน...”


“โธ่โถ คุณชายกู้ บ้านเช่าที่ข้างนอกจะไปอยู่สบายเหมือนอยู่ในบ้านนายท่านได้อย่างไร อีกอย่าง เมื่อถึงเวลานั้นก็ยังมีบ่าวและข้ารับใช้คนอื่นอยู่ด้วย ยังจะต้องให้คุณชายและท่านขุนพลกู้ดูแลเองหรือ?” ตงเสวี่ยรีบอธิบาย


กู้เยี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด “อาการเจ็บป่วยของข้า ต้องให้ท่านอาจารย์ลุงกับท่านอาจารย์วินิจฉัยและจ่ายยา ทั้งยังมีท่านปู่และพี่ชายคอยเป็นห่วง หากข้าอยู่ที่เขตเรือนชั้นในจะไม่สะดวกเลยจริงๆ”


ตงเสวี่ยคิดทบทวน ก่อนกล่าวว่า “เช่นนั้น... บ่าวจะไปรายงานคุณชายใหญ่ก่อน ท่านมิต้องกังวล คุณชายใหญ่ของเราจะต้องสนองตามที่ท่านพอใจแน่นอน”


ครั้นตงเสวี่ยออกจากตัวรถไป กู้เยี่ยก็ย่นจมูก “ครอบครัวตระกูลใหญ่นี่ยุ่งยากจริง กฎระเบียบก็มาก สู้พวกเรากลับไปหมู่บ้านชิงซานเลยดีกว่า อยู่บ้านตัวเองก็เป็นตัวของตัวเองได้ ข้าคิดถึงแป้งม้วนนึ่งฝีมือน้าเหยียนแล้ว จริงสิ ตอนนี้น้าเหยียนเป็นอย่างไรบ้าง อยู่คุ้นเคยดีแล้วหรือยัง”


“น้าเหยียนกินยาที่เจ้าทิ้งไว้ให้เพียงไม่นานก็หายดี ฝีมือทำอาหารของนางเยี่ยมยอดจริงๆ หัวไชเท้าผักกาดขาวธรรมดาก็ทำออกมาได้ตั้งหลายอย่าง รสชาติอร่อยล้ำ เจ้าดูสิ นี่แค่ไม่กี่วัน ข้าก็อ้วนขึ้นแล้ว” กู้หมิงบีบแก้มของตัวเองให้น้องสาวดูเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาของเขา


กู้เยี่ยมองพิจารณาพี่ชายอย่างละเอียด เห็นเขาอ้วนขึ้นนิดหน่อยจริงๆ ก็พยักหน้าบอก “อืม พอพี่อ้วนขึ้นก็ดูดีขึ้นมาเลย ในหมู่บ้านชิงซานจะหาเด็กหนุ่มที่หล่อกว่าท่านเป็นไม่มี”


กู้หมิงเกาศีรษะอย่างเคอะเขิน “เจ้านี่นะ ชอบแกล้งหยอกข้า ในใจของพี่ เจ้าก็ดีที่สุดเช่นกัน”


สองพี่น้องแยกห่างกันไปหลายวัน ราวกับว่ามีเรื่องให้พูดคุยกันไม่จบไม่สิ้น


 


เพียงไม่นานรถม้าก็หยุดลงอีกครั้ง เมื่อถึงบ้านสกุลจวิน ตงเสวี่ยก็เลิกผ้าม่าน เข้ามาประคองกู้เยี่ยลงจากรถม้า


บ้านหลังใหญ่จังเลย!... กู้เยี่ยมองกำแพงบ้านสูงใหญ่ตรงหน้า พลางทอดถอนใจด้วยความตื่นตะลึง กะด้วยสายตา กำแพงด้านหนึ่งซึ่งติดถนนใหญ่ทอดยาวไปถึงร้อยจั้ง ประตูใหญ่สีแดงชาดโอ่อ่าสง่างาม ตุ๊กตาสิงห์คู่หนึ่งที่ขนาบข้างก็ดูน่าเกรงขามเหลือกำลัง เมื่อผ่านประตูใหญ่เข้าไป ก็เจอกำแพงบังตา1อันวิจิตรงดงาม


สกุลจวินเคยให้กำเนิดราชครูถึงสองรุ่น หลังจากจักรพรรดิเสด็จขึ้นครองบัลลังก์ ก็รีบถอนตัวออกมาเพื่อไม่ให้ภัยมาถึงตัว เพียงกราบทูลปฏิเสธบรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิพระราชทานให้ แล้วกลับมายังบ้านของบรรพบุรุษปลีกตัวหลีกเร้นจากเมืองหลวงอันจอแจ เมื่อมาถึงรุ่นของฮูหยินเจิ้นกั๋วกง พี่น้องสายหลักมีบุรุษสามสตรีหนึ่ง ลุงและน้าชายรวมสามคนของคุณชายใหญ่ฉู่มู่ฮว่า มีสองคนที่รับราชการในท้องที่ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นนักปราชญ์เลื่องชื่อแห่งยุค ครองตำแหน่งประมุขเขาของสำนักศึกษาชื่อดังที่สุดในแถบเหนือ


ที่เรือนนอกของบ้านสกุลจวิน จวินหย่งหลุนลุงใหญ่ของคุณชายใหญ่ฉู่พาลูกชายหลายคนมารอต้อนรับหลานนอก สกุลจวินในรุ่นเขามีน้องสาวเพียงคนเดียวซึ่งก็คือฮูหยินเจิ้นกั๋วกง เมื่อครั้งที่ยังเด็กเป็นคุณหนูในห้องหับ พี่ชายทุกคนต่างก็รักทะนุถนอมนางที่สุด เมื่อรักบ้านย่อมรักอีกาบนหลังคาด้วย2 เขาจึงรักเอ็นดูหลานนอกหลายคนนี้ไม่น้อย ยิ่งลูกสาวคนเดียวของน้องสาวมาหายไปอย่างไร้ร่องรอยที่เมืองเหยี่ยนเฉิง ทุกคนในสกุลจวินจึงรู้สึกละอายเป็นอย่างยิ่ง


เวลานี้หลานนอกคนโตได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องพักฟื้นอย่างสงบ สกุลจวินย่อมต้องดูแลเขาอย่างดีที่สุด


คุณชายใหญ่ฉู่ทักทายลุงและญาติพี่น้องสองสามประโยค จากนั้นก็หันไปมองกู้เยี่ยคราหนึ่ง “ผู้นี้คือแม่นางกู้ ถือเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยหลานไว้ นางล้มป่วย เพราะฝ่าลมหิมะดั้นด้นเดินทางไปเพื่อช่วยชีวิตข้า ทั้งยังฝืนทนเจ็บปวดช่วยอาจารย์ของนางจัดการแผลให้ข้าจนสำเร็จเรียบร้อยก่อน หากไม่ได้นางและอาจารย์ของนาง ท่านลุงใหญ่คงจะไม่ได้เจอหน้าหลานแล้ว”


ฉู่มู่ฮว่ากล่าวคำเหล่านี้ด้วยความซาบซึ้งจริงใจ กู้เยี่ยฟังแล้วยังอดปลาบปลื้มในตัวเองไม่ได้เลย ที่แท้แล้วนางก็ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ช่างเป็นแบบอย่างของผู้ที่สละตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นโดยแท้


จวินหย่งหลุนได้ฟังเรื่องราว ก็รีบหันไปค้อมกายคารวะเซียนแพทย์ผู้สูงส่งดุจเซียน และปราชญ์โอสถผู้สมถะเรียบง่าย “ลำบากท่านหมอเทวดาทั้งสองต้องรอนแรมเหนื่อยล้า แม่นางกู้ เจ้าก็พักในบ้านนี้ให้สบายใจ อย่าได้เห็นเป็นคนอื่น คิดเสียว่าอยู่บ้านตัวเองเถิด”


คิดว่าอยู่บ้านตัวเอง? บ้านของพวกข้าไม่ได้มีลานเรือนกว้างใหญ่เช่นนี้เสียหน่อย... กู้เยี่ยค่อนขอดในใจ


ลำพังแค่เขตเรือนชั้นนอกก็เท่ากับบ้านของท่านปู่ยี่สิบสามสิบหลังแล้ว เมื่อไรหนอจะมีบ้านใหญ่โตโอ่อ่าเช่นนี้บ้าง ดูท่าจะต้องขยันให้มากขึ้น เพื่อบ้านหลังใหญ่ กู้เยี่ยสู้ๆ!


ฉู่มู่ฮว่ากล่าวต่อ “ท่านลุงใหญ่ อาการป่วยของแม่นางกู้ ต้องตรวจชีพจรทุกวัน ถ้าหากนางพักที่เรือนชั้นใน จะไม่สะดวกกระมัง?”


จวินหย่งหลุนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ไม่เป็นปัญหา ด้านในประตูรองมีเรือนรับแขกสองหลัง เรือนหนึ่งในนั้นเก็บกวาดไว้ดีแล้ว ใช้เป็นที่พักฟื้นของเจ้า ส่วนเรือนที่อยู่ติดกันนั้น เดี๋ยวให้คนไปเปลี่ยนผ้าห่มฟูกปูและข้าวของเครื่องใช้ จุดท่อใต้พื้นให้เรือนอุ่นสักหน่อย ที่นั่นอยู่ใกล้กับเรือนชั้นนอก ท่านหมอเทวดาทั้งสองเข้าออกได้สะดวก หากแม่นางกู้ไม่รังเกียจก็พักรักษาตัวที่นั่นก็ได้”


“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย” สำหรับกู้เยี่ย การยกเรือนหลังหนึ่งแยกให้นางใช้พักรักษาตัวต่างหาก ก็ชวนให้ตกใจที่ได้รับความเอ็นดูถึงเพียงนี้ “เพิ่มความลำบากให้ท่านแล้ว”


“สมควรแล้ว” จวินหย่งหลุนเพียงกวักมือ เกี้ยวหามที่เตรียมไว้ก็ถูกแบกมา เกี้ยวสองตัวย่อมเป็นสิ่งที่เตรียมไว้ให้คนเจ็บป่วยเช่นฉู่มู่ฮว่าและกู้เยี่ย


กู้เยี่ยถูกพยุงขึ้นเกี้ยว แต่เพราะนางไม่เคยถูกหามมาก่อน จึงออกอาการเกร็งอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเกี้ยวเคลื่อนไป ก็โคลงเคลงไปมา พาให้นางรู้สึกทุลักทุเลอย่างยิ่ง สู้ให้นางลงเดินเองเสียยังดีกว่า โชคดีที่เรือนซึ่งเตรียมให้นางอยู่ห่างจากเรือนชั้นนอกไม่ไกล เมื่อเข้าประตูบุปผาย้อย3แล้ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา4 ก็มาถึงเรือน ‘สวนสดับลม’


 


เหล่าบริวารในบ้านต่างกุลีกุจอเร่งเก็บกวาดจัดของภายในเรือนพักมือเป็นระวิง หญิงสูงวัยผู้เป็นหัวหน้าดูแลเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางไม่ได้ดูแคลนกู้หมิงกู้เยี่ยจากเสื้อผ้าธรรมดาที่พวกเขาสวมใส่ กลับค้อมกายคารวะอย่างแช่มช้อย พร้อมออกตัวรับผิด “พวกบ่าวเพิ่งเก็บกวาดเรือนเมื่อครู่ ในเรือนยังไม่เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ หวังว่าพวกท่านจะให้อภัย ท่อใต้พื้นในโถงรับแขกจุดอุ่นแล้ว ขอเชิญแขกทุกท่านดื่มชาอุ่นร่างกายในนั้นก่อน”


“ลำบากหมัวมัว5แล้ว!” ตงเสวี่ยหยิบเงินสะเก็ดชิ้นหนึ่งใส่มือหญิงชรา รอยยิ้มในดวงตาของหญิงสูงวัยผู้นั้นก็ยิ่งพริ้มพราย กู้เยี่ยมองดูเงินสะเก็ดชิ้นนั้นน่าจะไม่ต่ำว่าสองตำลึง พลันคิดถึงตอนที่หลิวซื่อพานางไปขายให้หญิงนายหน้า นางถูกตีราคาไว้แค่สองตำลึงเท่านั้น... การเป็นคนรับใช้ในบ้านตระกูลใหญ่นี่ได้เงินดีจริงๆ ด้วย


“แม่นางเกรงใจเกินไปแล้ว เชิญทุกท่านตามข้าน้อยมาทางนี้” เนื่องจากคนมากมาย หญิงสูงวัยจึงพาทุกคนเดินทะลุลานสวนซึ่งปูด้วยหินศิลาดำ ขึ้นยกพื้นสองขั้นมายังห้องโถงที่ติดป้ายว่า ‘โถงนางแอ่นหยก6’ ภายในห้องตกแต่งให้มีกลิ่นอายของหนังสือตำรา พาให้คนที่เข้ามาต่างรู้สึกถึงคำว่า ‘สง่างาม’


ตงเสวี่ยประคองกู้เยี่ยไปนั่งในห้องโถง เซียนแพทย์ ปราชญ์โอสถต่างก็นั่งลงเช่นกัน ปราชญ์โอสถยืดเหยียดบิดขี้เกียจ “นั่งรถม้ามาเจ็ดแปดวัน แข้งขาข้าจวนจะสนิมเกาะแล้ว ฟังดูสิ แค่ขยับก็ดัง ‘กรอบแกรบ’ แล้ว”


“ท่านอาจารย์ เดี๋ยวข้านวดให้ก็สบายแล้ว” กู้เยี่ยรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ อาจารย์อายุปูนนี้ยังต้องมาตกระกำลำบาก และต้องคอยห่วงนางอยู่ร่ำไป


1 กำแพงบังตา คือฉากกั้นที่ตั้งไว้ด้านหลังประตูใหญ่ เพื่ออำพรางสายตาผู้ที่เข้ามาไว้ชั้นหนึ่ง มักแกะสลักจากหิน ด้านบนอาจทำเป็นชายคาแบบเดียวกับกำแพงชั้นนอก


2 มาจากสำนวน ‘รักบ้านและอีกา’ หมายถึง เมื่อรักใครก็ต้องสนใจให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นด้วยเช่นกัน


3 ประตูบุปผาย้อย หมายถึงซุ้มประตูเขตเรือนชั้นใน ซึ่งมีแท่งเสาสั้นทิ้งเชิงลงมาจากมุมชายคาของซุ้ม มักแกะสลักส่วนปลายเสาที่ย้อยลงมาเป็นรูปดอกบัว บ้างจึงเรียกว่า เสาบัวย้อย


4 หนึ่งถ้วยชา เป็นคำเปรียบ หมายถึงช่วงเวลาที่สั้นมาก บางตำราว่าประมาณ 10-15 นาที


5 หมัวมัว เป็นคำเรียกหญิงสูงวัย หมายความได้ทั้งย่า ยาย แม่นม ป้า และยังเป็นคำเรียกหญิงรับใช้อาวุโสในเชิงยกย่อง รวมถึงนางข้าหลวงอาวุโสในวังด้วย


6 นางแอ่นหยก เป็นคำเรียกปิ่นหยกขาวของชาววัง และใช้เปรียบเปรยถึงหญิงชาววังได้ด้วย


67 บทที่ 67 สิ่งที่ปล่อยเฉยไม่ได้ก็คือเจ้า

 


“ไม่ต้องหรอก ร่างกายข้าแข็งแรงกว่าเจ้าเสียอีก พักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าก็ออกท่วงท่าห้าสัตว์ป่าได้สองรอบแล้ว หนูน้อยกระดูกบางอย่างเจ้าไม่ต้องมาห่วงข้าหรอก อาจารย์ลุงของเจ้าบอกแล้วนี่ว่า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของเจ้าก็คือต้องนอนรักษาตัวนิ่งๆ บนเตียง” ปราชญ์โอสถมองลูกศิษย์ที่กว่าจะมีเนื้อมีหนังขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วยังมาซูบซีดลงไปอีก ก็รู้สึกใจหายยิ่งนัก มีหรือจะคิดเรียกนางมานวดขาให้ตนอีก


บรรดาสาวใช้คฤหาสน์จวินยกน้ำชาและขนมเข้ามา ดวงตากลมโตของกู้เยี่ยพลันวาวประกายวูบวับราวกับสุนัขป่าล่าเหยื่อ... ว้าว! ขนมพิถีพิถันจัง ดูน่าอร่อยทั้งนั้นเลย...


ขณะที่มือปีศาจของนางกำลังยื่นไปถึงด้านหน้าจานขนม ก็ถูกเซียนแพทย์อาจารย์ลุงของนางพูดขัดขึ้นก่อน “หยุดเดี๋ยวนี้! ขนมพวกนี้ทำจากข้าวเหนียว ย่อยยาก ท้องไส้ของเจ้าตอนนี้อ่อนแอมาก ยังกินไม่ได้ แม่นางตงเสวี่ยยกไปให้พ้นจากหน้านางเสีย”


กู้เยี่ยเห็นขนมที่อยู่ห่างจากปากเพียงนิดเดียวถูกยกไปเช่นนี้ ก็จมูกบาน ยืดตัวยื่นแขนขวาออกไป ทำท่ากวักเรียก “อย่า... ขนมของข้า!”


ทว่าก็ยังไม่อาจหยุดยั้ง ขนมเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆ


“อาจารย์ลุง ท่านจงใจแกล้งข้าใช่หรือไม่ ถ้าท่านกำลังแก้แค้นที่อาจารย์ข้าไม่สอนวิชาเทพฮว่าถัวและส่วนผสมของยาชาเคลิ้ม ท่านก็ไปลงที่อาจารย์สิ ทำไมต้องจัดการข้าด้วย ท่านให้ข้าดื่มยาขมเจียนตาย ไม่ให้กินเนื้อสัตว์ ตอนนี้ยังไม่ให้ข้ากินขนมอีก ข้าไม่เอาแล้ว ข้าจะกินเนื้อ ข้าจะกินขนม ข้าไม่กินยาขมๆ แล้ว!” กู้เยี่ยกำหมัดแน่น ท่าทางต่อต้านเต็มที่


ปราชญ์โอสถได้ยินดังนั้น ก็หยุดกินขนมทันใด เขาหันขวับไปมองเซียนแพทย์ด้วยความระแวง “ที่ลูกศิษย์ข้าพูดคงจะไม่เป็นความจริงกระมัง? ตาแก่เซียนแพทย์ เจ้าอย่าได้ทำเช่นนั้นเชียวนะ มีอะไรก็มาคุยกับข้า ลูกศิษย์ข้ารับมือเจ้าไม่ไหวหรอก”


“ท่านอาจารย์ดีกับข้าเหลือเกิน” กู้เยี่ยคิดไม่ถึงว่าว่าอาจารย์จะปกป้องนางเช่นนี้ จึงรู้สึกผิดนิดหน่อยที่เมื่อครู่กล่าวโยนความผิดไปที่เขา นางตัดสินใจแล้วว่า หากร่างกายหายดี นางจะผลิตยาชาจากสมุนไพรแบบพร้อมใช้ออกมา และใช้ชื่อของอาจารย์มาตั้งเพื่อเชิดชูเขา แน่นอนว่าจะต้องเรียกเก็บเงินสักเล็กน้อยด้วย


เซียนแพทย์ถลึงจากใส่อาจารย์และศิษย์ทั้งคู่ พร้อมด่าอย่างไม่สบอารมณ์ “ใช้ใจคนหยาบมาวัดท้องวิญญูชน1! พวกเจ้าสองคนเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กัน จะไม่เข้าข้างกันได้อย่างไร”


“ก็ได้ ก็ได้! ท่านอาจารย์ลุงพูดอะไรล้วนถูกทั้งนั้น ข้าเป็นคนใจหยาบ เช่นนี้ได้แล้วกระมัง แต่ท่านสงสารศิษย์หลานอย่างข้าด้วยเถิด ไม่ต้องกินยาต้มวันละสามมื้ออีกได้หรือไม่”


เซียนแพทย์ถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นมือมาจับชีพจรให้นางอีกครั้ง จากนั้นก็ลูบเคราตนเอง “อืม ไม่เลวเลย ร่างกายของเจ้าฟื้นตัวเร็วกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง”


“เช่นนั้นก็ไม่ต้องกินยาต้มแล้วใช่หรือไม่” กู้เยี่ยตาเป็นประกาย สีหน้ามีความหวัง


เซียนแพทย์กระแอมสองสามที ยึกยักขายปมอยู่ครู่หนึ่ง ถึงยอมเอ่ยปาก “ไม่ได้ ข้าจะเปลี่ยนเป็นยาตำรับอื่นให้เจ้า ดื่มสิบวัน แล้วถึงจะเปลี่ยนเป็นกินยาลูกกลอน”


กู้เยี่ยปากอ้าตาค้าง ท่าทางเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว พูดอย่างอึ้งๆ ว่า “อะไรนะ ยังต้องดื่มอีกสิบวัน?! อาจารย์ลุง ท่านจับข้าแช่ลงในหม้อต้มยาให้ตายๆ ไปเลยเสียดีกว่า”


“พูดอะไรเช่นนี้” กู้เซียวตีแปะศีรษะของนางเบาๆ และขยี้ผมบริเวณนั้นพลางกล่าวว่า “อาจารย์ลุงของเจ้าก็หวังให้เจ้าหายดี เจ้าไม่คิดหรือว่า ที่เซียนแพทย์มารักษาอาการของเจ้าด้วยตัวเอง ทั้งยังคอยจ้ำจี้จำไชให้เจ้ากินยา เป็นการดูแลที่แม้แต่คนมั่งมีผู้ศูงศักดิ์ก็ไม่อาจได้รับ ยังจะไม่รู้คุณค่าอีกหรือ”


“การดูแลเช่นนี้ ใครอยากได้ก็รับไปเองเถอะ” กู้เยี่ยบ่นอุบอิบ


“น้อง เจ้ามักเตือนพี่ลี่หู่อยู่เสมอไม่ใช่หรือให้เชื่อฟังคำสั่งของหมอ? ตอนนี้ถึงตาเจ้าเป็นคนเจ็บเอง ก็ต้องเชื่อฟังหมอสิ อย่าทำให้พวกเราเป็นห่วง เดี๋ยวรอให้บำรุงร่างกายคราวนี้จนหายดีแล้ว ต่อไปเจ้าอยากกินอะไร ก็ไม่มีใครห้ามเลย” กู้หมิงก็ตักเตือนเด็กดื้อเป็นยายแก่ด้วยอีกคน


“รู้แล้ว รู้แล้ว! รุมกันสี่ต่อหนึ่ง ยังไงข้าก็แพ้ มีพวกท่านจับตาดูขนาดนี้ ข้าจะไม่เชื่อฟังได้หรือ? ฮือๆๆ... ชีวิตข้าช่างชีช้ำจริงๆ เลย” กู้เยี่ยปิดหน้าแกล้งร้องไห้


“รู้จักพอใจในตัวเองเถอะน่าแม่หนู ถ้าเป็นคนอื่นป่วยหนักปางตายเช่นนี้แล้วไม่กินยาต้มอย่างน้อยครึ่งปี ก็อย่าคิดเลยว่าจะทุเลาลงได้ เจ้าควรจะรู้สึกโชคดีที่ตัวเองร่างกายตอบสนองดี ฟื้นตัวเร็วมาก” เซียนแพทย์มองนาง สีหน้าอมยิ้มในที ดวงตาเผยแววเหย้าแหย่แวบหนึ่ง


กู้เยี่ยนึกในใจ... ก็ข้าดื่มยาน้ำบำรุงฤทธิ์อุ่นอยู่ทุกวัน ฟื้นตัวไม่เร็วก็แปลกแล้ว ถ้าหากไม่กลัวว่าจะถูกมองเป็นตัวประหลาด ก็คงกินยาสูตรเข้มข้มแล้ว เฮ้อ ยังต้องกินยาต้มอีกตั้งสิบวัน เหมือนต้องรับโทษทรมานสิบวัน น่าอนาถใจแท้


 


ขณะที่กู้เยี่ยกำลังเวทนาตัวเอง หลิงเจวี๋ยเฉินที่นครหลวงแห่งแคว้นเหยียนได้รับจดหมายจากลูกสมุนที่ประจำอยู่ในตำบลเล็กไร้ชื่อ เขาลุกพรวดขึ้น ทำให้เก้าอี้ทางด้านหลังล้มลงกับพื้น เสียงดังสนั่น


อิ่นป๋าผู้เร้นกายอยู่ในเงามืดประหลาดใจกับท่าทีระส่ำระสายของเจ้านาย เพราะเจ้านายผู้ไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้ว่าเขาไท่ซานจะถล่มลงตรงหน้า เวลานี้กลับเต็มไปด้วยแววพะวง ร้อนรุ่ม และกระวนกระวาย


“มานี่ซิ ไปเชิญรองแม่ทัพซุนมา!” หลิงเจวี๋ยเฉินสูดหายใจลึกๆ แล้วมองแถบกระดาษที่หยิบมาจากพิราบสื่อสารอมื่อครู่อีกครั้ง... สาวน้อยล้มป่วย แม้แต่เซียนแพทย์ก็ยังเกือบช่วยชีวิตไว้ไม่ได้ นี่จะต้องเป็นหนักมากแน่ๆ สาวน้อยคงจะทุกข์ทรมานมากสินะ นี่เป็นเพราะเขาประมาทเลินเล่อเอง สาวน้อยถูกทารุณมาตั้งแต่เล็ก ร่างกายสั่งสมความเจ็บป่วยเรื้อรัง ตนน่าจะให้อิ่นเม่ยพาเซียนแพทย์ไปดูแลรักษานางก่อน... หลิงเจวี๋ยเฉินแทบอยากจะตบบ้องหูตัวเองหลายๆ ที


ไม่นานซุนโย่วก็มาถึง หลิงเจวี๋ยเฉินบอกเขาชัดเจนไม่ปล่อยให้ต้องสงสัย “ข้าจะไปเมืองเหยี่ยนเฉิงแคว้นตงหลิง”


“ท่านแม่ทัพ ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ! เวลานี้เป็นช่วงสำคัญ หากท่านออกจากนครหลวงไปโดยพลการ ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่า ทั้งอาจจะเป็นการยื่นด้ามดาบให้ฝ่ายอื่นใช้เล่นงานได้ ท่านโปรดคิดทบทวนให้รอบคอบด้วยเถิด!” ซุนโย่วได้ยินความต้องการของเขาแล้วก็ตื่นตระหนก รีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งขอร้องให้เขาเปลี่ยนความคิด


จักรพรรดิประชวรหนักได้แต่บรรทมอยู่เหนือพระแท่น บรรดาองค์ชายทั้งหลายต่างเตรียมการก่อความเคลื่อนไหว หลิงเจวี๋ยเฉินในฐานะอ๋องแม่ทัพใหญ่มีตำแหน่งที่สามารถพลิกผันหนักเบา กล่าวได้ว่าหากผู้ใดได้รับการสนับสนุนจากเขา การใหญ่ที่คิดหวังก็สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว ทว่า องค์ชายรองผู้ใฝ่สูงทะเยอทะยานเคยดึงท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่ไปเป็นพวกแต่ไม่สำเร็จ จึงกลายเปลี่ยนเป็นความแค้นเคือง


ครั้งก่อนองค์ชายรองก็จงใจสร้างความเดือดร้อนให้ท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่ ให้เขาออกไปให้พ้นทางโดยอ้างอย่างสวยงามว่าให้เขาไปหายาสมุนไพรมาถวายจักรพรรดิ พอครั้งนี้ เดิมทีท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่ต้องบัญชาทัพใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทว่าตอนที่กลับมายังจวน องค์ชายรองกลับจงใจรั้งเขาไว้ให้อยู่ในนครหลวง ไม่รู้ว่ากำลังแอบเตรียมแผนร้ายอะไรอยู่ ดังนั้นในเวลานี้ หากเขาดึงดันออกจากนครหลวงไปยังแคว้นตงหลิงโดยพลการ จะไม่เท่ากับยื่นโอกาสใส่มือองค์ชายรองหรอกหรือ?


หลิงเจวี๋ยเฉินค่อยๆ ดึงสติกลับมาได้ ซุนโย่วพูดถูก ถ้าหากเขาทิ้งนครหลวงไป องค์ชายรองย่อมกล้าตัดสินโทษเขาเป็นกบฎทุรยศบ้านเมืองแน่ เขาเคยสาบานในใจไว้ว่า ในชาติภพนี้เขาจะต้องสร้างแผ่นดินที่สงบสุขร่มเย็นให้สาวน้อยกู้เยี่ยให้จงได้ เรื่องนี้จึงต้องคิดการให้ยาวไกล


เพียงแต่ ความห่วงกังวลกลับยังคงกัดกินใจของหลิงเจวี๋ยเฉิน ใบหน้างดงามเลิศล้ำไร้เทียบเทียมพลันเยือกเย็นประหนึ่งฉาบทาด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็ง... องค์ชายรอง ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าสมหวังเป็นอันขาด!


 


หลังจากส่งซุนโย่วกลับไป หลิงเจวี๋ยเฉินก็เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องหนังสืออย่างร้อนรนนั่งไม่ติด... มีเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถอยู่ด้วย อีกทั้งสาวน้อยก็พ้นขีดอันตรายแล้ว คงจะไม่มีเหตุไม่คาดคิดอะไรอีกกระมัง? สาวน้อยกลัวการกินยาขมๆ เป็นที่สุด ไม่รู้ว่าจะรับปรับตัวได้หรือไม่


“ป๋า!” จู่ๆ หลิงเจวี๋ยเฉินก็หันไปเรียกอิ่นป๋าจากจุดที่อีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่


“ท่านเจ้าตำหนักโปรดสั่งมาได้เลย” อิ่นป๋าปรากฏกายในห้องหนังสือทันที พร้อมประสานหมัดแข็งขัน


“เจ้านำถ้วยโถโอชามแก้วกระจกที่เพิ่งผลิตเสร็จ เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนไปยังเมืองเหยี่ยนเฉิงแคว้นตงหลิง แล้วเฝ้าสืบข่าวของคฤหาสน์จวินมาอย่างใกล้ชิด” หลิงเจวี๋ยเฉินส่งบริวารฝีมือดีจากตำหนักเร้นวิญญาณของตนออกไปทำภารกิจ


“ขอรับ!” อิ่นป๋าคิดในใจวนไปวนมาเป็นร้อยเป็นพันตลบ... คฤหาสน์จวินเมืองเหยี่ยนเฉิง นั่นคือตระกูลของราชครูแห่งแคว้นตงหลิงถึงสองยุค หรือว่า... แคว้นเหยียนเตรียมจะลงมือกับแคว้นตงหลิงแล้ว?


“กลับมาก่อน! ในห้องคลังของข้ามีโสมคนพันปีอยู่สองหัว รังนกแดงห้ากล่อง... ยังมีหลิงจือแดงที่ท่านอ๋องแม่ทัพผู้เฒ่าเก็บรักษาไว้... แล้วก็ฉงเฉ่า2สองสามกล่องนั่นก็เอาไปด้วย...” หลิงเจวี๋ยเฉินแทบจะยกยาบำรุงทั้งหมดในตำหนักอ๋องให้แก่สาวน้อยแล้ว


อิ่นป๋าเกาศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ให้ใครหรือขอรับ”


หลิงเจวี๋ยเฉินเหลือบตามอง “ให้ปราชญ์โอสถ บอกว่าข้าเจ้าตำหนักเป็นผู้ให้ เขาจะรู้เอง”


“ขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”


ปราชญ์โอสถ? มิใช่ว่าอิ่นเม่ยพาไปส่งหมู่บ้านชิงซาน ให้ไปเป็นอาจารย์ของแม่นางน้อยสกุลกู้แล้วหรอกหรือ? ทำไมถึงไปโผล่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงได้ เช่นนั้นก็แสดงว่า แม่นางน้อยสกุลกู้ก็อยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงอย่างนั้นหรือ?


หรือว่า... นางอยู่ที่คฤหาสน์จวิน ที่ท่านเจ้าตำหนักให้เขาไปเฝ้าสังเกตคฤหาสน์จวิน มิได้เป็นอย่างที่ตนเข้าใจแต่แรก แต่เพื่อคอยเฝ้าดูแม่นางกู้?...อิ่นป๋ารู้สึกว่าตนเองเดาถูก ทั้งคิดไว้ไม่ผิดว่าเจ้านายของเขาเป็นผู้คลั่งรักคนหนึ่งจริงๆ


เป็นดังคาด...


หลิงเจวี๋ยเฉินเรียกเขาไว้อีกครั้ง “ถึงเมืองเหยี่ยนเฉิงแล้ว ถ้าหากมีข่าวของสาวน้อยผู้นั้น ให้รีบส่งหาข้าทันที จได้หรือไม่”


จำได้แล้วขอรับ จำได้! เรื่องของว่าที่นายหญิง จะละเลยได้อย่างไร... อิ่นป๋าขานรับแล้วก็หายตัวไปจากห้องหนังสือ แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า ความชื่นชอบของเจ้านายแปลกประหลาดเกินไปหรือไม่ แม่นางน้อยที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูก ทั้งหน้าตาก็ไม่ชวนมองเช่นนั้น ตกลงมีอะไรดีกันแน่ ถึงทำให้เจ้าตำหนักของพวกเขาถูกตาต้องใจเป็นพิเศษ?


 


คฤหาสน์จวิน เมืองเหยี่ยนเฉิง


“แม่นางกู้ ห้องพักจัดเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เชิญท่านเข้าไปได้” สาวใช้วัยแก่กว่ากู้เยี่ยไม่เท่าไรเดินยิ้มพริ้มพรายมาเชิญนาง


ตงเสวี่ยประคองกู้เยี่ยเดินตามหลังสาวใช้ผู้นั้นไป กู้เยี่ยมองสาวใช้จากด้านหลัง เห็นท่อนบนของอีกฝ่ายสวมใส่เสื้อนวมสีเขียวครามค่อนข้างใหม่ ท่อนล่างเป็นกระโปรงสีเขียวลำธาร แม้จะดูธรรมดาอย่างยิ่ง แต่ก็ดูดีกว่าชุดที่เด็กสาวมากมายในหมู่บ้านสวมใส่ ว่าไม่ได้ที่บางบ้านจะคิดขายลูกสาวให้มาเป็นสาวใช้ในบ้านตระกูลใหญ่ ของกินของใช้ไม่ขัดสน มิหนำซ้ำยังมีเงินเดือนค่าจ้างให้ทุกคนที่บ้านได้มีกินมีใช้ไปด้วย


“แม่นาง ถึงแล้ว” ตอนจะเดินก้าวข้ามธรณีประตู ตงเสวี่ยเห็นคุณหนูกู้ใจลอยไป จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเรียกเตือน


กู้เยี่ยกะพริบตาปริบๆ พลางยกเท้าก้าวเข้าไปในห้อง ภายในห้องจุดท่อใต้ดินไว้แล้ว อากาศอุ่นกำลังดี พอเข้าประตูมาก็เจอบังตาลายบุปผาสกุณาแปดบาน เมื่อเดินอ้อมเข้าไปก็เห็นเตียงไม้สลักลายประณีตงดงามสีแดงหลังหนึ่ง บนเตียงแขวนมุ้งสีชมพูปักลายดอกเหมยแดงแบบสองด้าน และบนฟูกหนานุ่มคลุมทับด้วยผ้าห่มแพรปักลาย


ด้านข้างเตียงมีโต๊ะเครื่องแป้งตัวหนึ่ง บนโต๊ะนั้นมีคันฉ่องทองแดงวางอยู่ กู้เยี่ยเดินเข้าไปหยิบคันฉ่องนั้นขึ้นมาส่องดู เห็นเงาลางเลือนในนั้น... คางแหลมเล็ก ใบหน้าผอมเรียว ดวงตากลมโตกินพื้นนี้ไปเกือบครึ่ง ผมเผ้าแห้งฟู...


ทำไมสภาพถึงเหมือนผู้ลี้ภัยเช่นนี้ล่ะ... กู้เยี่ยปิดคันฉ่องลงอย่างนึกรังเกียจ


“แม่นางกู้ ท่านต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่ โปรดบอกบ่าวได้เลย บ่าวจะไปจัดเตรียมมาให้” หญิงสูงวัยที่คอยต้อนรับพวกนางตั้งแต่แรกยิ้มถาม


1 ใช้ใจคนหยาบมาวัดท้องวิญญูชน เป็นสำนวน เปรียบเปรยถึงคนที่จิตใจไม่ดี เอาความคิดร้ายๆ ของตัวเองมาตัดสินการกระทำของคนอื่น


2 ฉงเฉ่า หรือหนอนหญ้า คนไทยรู้จักในนามถั่งเฉ้า ย่อมาจาก ‘ตงฉงซย่าเช่า (ตังถั่งแห่เฉ้า)’ หมายถึง หน้าหนาวเป็นหนอน หน้าร้อนเป็นหญ้า เป็นสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณสร้างเสริมปอด บำรุงไต ระงับเลือดออก สลายเสมหะ ระงับไอและโรคหอบหืด และเสริมภูมิคุ้มกัน


68 บทที่ 68 ซื้อใจคน

 


“ทุกอย่างดีมากเลย ลำบากหมัวมัวแล้ว” กู้เยี่ยแย้มยิ้มอย่าง ‘สุภาพ’ นางค้อมศีรษะน้อยๆ ในดวงตาปรากฎแววพึงพอใจ “จริงสิ กล่องยาของข้า รบกวนหมัวมัวให้คนยกเข้ามาด้วย”


หนิวหมัวมัวรีบบอก “วางอยู่บนโต๊ะด้านนอกเจ้าค่ะ แม่นางต้องการเดี๋ยวนี้หรือไม่?”


“หมัวมัวมีอาการเจ็บคอ ในปากแห้ง และไอ ใช่หรือไม่” ตั้งแต่กู้เยี่ยเข้าประตูมาก็สังเกตแล้วว่ามุมปากของนางขึ้นตุ่มน้ำใส และนางมักกระแอมไออยู่ตลอด เวลากลืนน้ำลายก็ดูเหมือนยากลำยาก จึงลองถามอาการให้แน่ชัด


เดิมทีหนิวหมัวมัวเข้าใจว่ากล่องยาใบใหญ่ๆ นั้นเป็นของท่านหมอผู้เฒ่าคนใดคนหนึ่ง ส่วนแม่นางน้อยผู้นี้อย่างมากก็คงเป็นลูกศิษย์ที่เรียนวิชาแพทย์มาเพียงเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่า แค่ได้พบหน้ากันก็ดูออกแล้วว่าตัวนางมีโรคอะไร สมแล้วที่เป็นศิษย์ของแพทย์ผู้มีชื่อเสียง


ท่าทีอบอุ่นกระตือรือร้นแต่เดิมของนาง ยิ่งกุลีกุจอเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน นางออกตัวรับผิดว่า “กล่าวอย่างไม่ผิดบังแม่นาง ตั้งแต่เมื่อวานซืน บ่าวเริ่มมีไข้อ่อนๆ กินยาไปหายเทียบ ถึงได้หายจากอาการข้า แต่เมื่อคืนกลับไอหนัก แม้จะดื่มน้ำไปมากเพียงใด แต่ไม่รู้สึกดับกระหายได้เลย ทั้งในคอก็รู้สึกเหมือนจะพ่นไฟออกมาให้ได้”


“เจ้ามีอาการของหวัดลมร้อน กินยาลูกกลอนโลหะระบายร้อนก็จะดีขึ้น” กู้เยี่ยหันไปบอกกับกู้หมิงด้วยน้ำเสียงแกมสั่ง “พี่ชาย ท่านไปยกกล่องยาข้างนอกมาให้ข้าที”


“ไม่กล้ารบกวนคุณชายคุณชายกู้ เดี๋ยวข้ายกมาเอง” หนิวหมัวมัวคิดในใจ... นางจะมอบยาให้ข้าเชียวรึ! ลูกกลอนโลหะอะไรนะ ยาลูกกลอน? ล้อเล่นหรือเปล่า? ยาแพงล้ำค่าเช่นนี้แม้แต่พวกเจ้านายก็ใช่ว่าจะซื้อหาได้ นางเป็นเพียงหญิงรับใช้จะมีโชควาสนาอะไรที่ไหน


กู้เยี่ยหัวเราะเบาๆ “หมัวมัว ให้พี่ชายไปเถอะ ท่านหิ้วมาไม่ไหวหรอก”


กู้หมิงเดินอ้อมบังตาไป เห็นกล่องยาที่คุ้นตาตั้งอยู่บนโต๊ะด้านนอก ก็ออกไปหิ้วมาด้วยมือข้างเดียว จากนั้นก็วางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง


กู้เยี่ยหันหลังให้ทุกคน ใช้ตัวเองบังสายตาขณะหยิบลูกกลอนโลหะตำรับลับเก้าเม็ดออกมาจากห้วงมิติ แล้วใส่ไว้ในขวดกระเบื้องสีขาว “ยาลูกกลอนโลหะมีฤทธิ์เย็น ช่วยระบายความร้อนขับพิษ กินวันละสองครั้ง ครั้งละหนึ่งเม็ด สามวันก็เห็นผลแล้ว”


“โอ๊ย นี่... ยาลูกกลอนราคาแพงเช่นนี้ บ่าวไม่กล้ารับหรอกเจ้าค่ะ” หนิวหมัวมัวตาจดจ้องมาที่ขวดกระเบื้อง สองมือลูบกันไม่หยุด ท่าทางละล้าละลังไม่กล้ายื่นมือมา


กู้เยี่ยยิ้มๆ “หมัวมัว นี่เป็นยาที่ใช้สมุนไพรบนเขา ข้าเป็นคนปรุงเองกับมือ ไม่ได้มีค่ามีราคาอะไรนัก หรือว่า... หมัวมัวกลัวว่าฝีมือข้าจะไม่ดี ทำให้อาการป่วยของท่านแย่ลง?”


“แม่นางอย่าพูดเช่นนี้เลย บ่าวขอบคุณยิ่งที่แม่นางมอบยาให้ ขอบังอาจรับไว้นะเจ้าคะ” หนิวหมัวมัวรับขวดยาลูกกลอนไป และเก็บใส่แขนเสื้ออย่างระมัดระวัง “แม่นางนั่งรถม้าเดินทางมานาน คงเหนื่อนมากแล้วกระมัง ท่านนอนพักผ่อนบนเตียงก่อน บ่าวจะไปดูที่ห้องครัวว่าอาหารกลางวันเสร็จแล้วหรือยัง”


 


หนิวหมัวมัวออกจาก ‘สวนสดับลม’ มา ก็รีบสาวเท้าไปทางเรือนหลักเพื่อรายงานเรื่องแก่ฮูหยินผู้เฒ่า และนำยาลูกกลอนโลหะส่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าดู


ฮูหยินผู้เฒ่าหยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งมาพิจารณาอย่างละเอียด จากนั้นก็ส่ายหน้ายิ้ม “แม่นางน้อยผู้นี้สมแล้วที่เป็นศิษย์ของปราชญ์โอสถ ทั้งยังมีจิตใจกว้างขวาง ไม่ต้องกังวลหรอก มีท่านปราชญ์โอสถคอยกำกับดูแลอยู่ด้วย คงไม่มีปัญหาอะไร ชิงอวิ๋น เจ้าโชคดีแล้ว”


ชิงอวิ๋นเป็นชื่อเรียกตั้งแต่สมัยที่หนิวหมัวมัวยังเป็นสาวใช้ นางวางขวดกระเบื้องขาวไว้บนโต๊ะด้านหน้าฮูหยินผู้เฒ่า กล่าวยิ้มๆ “ยาดีเช่นนี้ ถ้าบ่าวกินเข้าไปคงหมดโชคอับวาสนา ให้ท่านฮูหยินผู้เฒ่าเก็บไว้ดีกว่าเจ้าค่ะ”


“แม่นางน้อยมอบให้เจ้า แต่เจ้าจะมายกให้ข้า แล้วถ้าอีกสามวันอาการของเจ้าไม่ดีขึ้น แม่นางน้อยถามขึ้นมา เจ้าจะตอบอย่างไร คนที่เขาไม่รู้ก็อาจจะคิดว่าข้าใช้ความเป็นเจ้านายริบของเอาจากบริวารได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บยาลูกกลอนกลับใส่ขวด และโบกมือให้หนิวหมัวมัวรีบเอาคืนไป


“ขอบคุณท่านฮูหยินผู้เฒ่า” หนิวหมัวมัวรับขวดยามาอย่างซาบซึ้งใจ แล้วสอดเก็บไว้ในแขนเสื้อที่เดิม


ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มอบอุ่นละมุนละไม “คนที่เจ้าต้องขอบคุณคือแม่นางน้อยสกุลกู้ ปรนนิบัตินางให้ดี ไว้ร่างกายนางแข็งแรงดีแล้ว ค่อยเชิญนางมาคุยเล่นเป็นเพื่อนข้าบ้าง ตั้งแต่ซานซานออกเรือนไป ในบ้านก็เงียบเหงาไปไม่น้อยเลย”


จวินซานซานเป็นลูกสาวคนสุดท้องของจวินหย่งหลุน ติดตามอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่ามาตั้งแต่เล็กจนโต คุณหนูนิสัยร่าเริงสดใสฉลาดเฉลียว ทุกวันจะมีเรื่องตลกมาเล่ามากมายจนนับไม่ถ้วน ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าขำขันไม่หยุด แต่เมื่อสองเดือนก่อนนางเพิ่งแต่งงานให้กับโม่จยาเซวียนลูกชายคนโตของหัวหน้าสำนักการศึกษาแห่งเมืองหลวง


หัวหน้าสำนักการศึกษาเป็นเพื่อนสนิทกับจวินหย่งหลุน ลูกๆ ทั้งสองก็รู้จักมักคุ้น ‘เคยคู่เคียงขี่ม้าไผ่เล่นเหมยเขียว1’ กันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย โม่จยาเซวียนนิสัยอ่อนโยน รักใคร่จวินซานซานอย่างลึกซึ้งมาตลอด ทั้งสองนับเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างโดยแท้


ฮูหยินผู้เฒ่าได้หลานเขยเช่นนี้ทั้งดีใจ และทั้งใจหาย หลานสาวพ้นไปจากอกไปนานพอดูแต่ก็ยังปรับตัวไม่ได้เลย เพราะบ้านนี้เป็นอย่างที่นางกล่าวไว้ เมื่อไม่มีหลานสาวอยู่ ก็ดูเหมือนกับขาดคนไปสิบกว่าคน ช่างเงียบเหงาอ้างว้างเหลือเกิน


 


ตอนนี้กู้หมิงกำลังช่วยน้องสาวจัดข้าวของเครื่องใช้ เขาถามขึ้นด้วยความข้องใจว่า “น้อง ทำไมเจ้าถึงมอบยาแก่หมัวมัวผู้นั้นด้วย”


ยาที่น้องสาวทำจะต้องมีราคาอย่างยิ่ง ดูจากยาลูกกลอนกู้หัวใจที่ขายให้คุณชายใหญ่ติงก็รู้ ยาเพียงไม่กี่ขวดก็ขายได้หนึ่งพันกว่าตำลึงเงินแล้ว


กู้เยี่ยดูออกว่าพี่ชายนึกเสียดาย นางยิ้มอธิบายว่า “พี่ชาย น้ำใจคนนั้นมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง หนิวหมัวมัวจัดแจงที่ทางเตรียมการเพื่อต้อนรับเราตั้งครึ่งค่อนวัน ท่านดูในห้องนี้สิ ไม่ว่าจะที่นอนหมอนมุ้ง ทั้งเครื่องเรือนเครื่องใช้ล้วนเป็นของใหม่ทั้งสิ้น ท่อใต้พื้นในห้องก็จุดไว้อุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ น้ำชาขนมก็มีพร้อมสรรพ หากจะตอบแทนความใส่ใจนี้ของนาง แค่ยาขวดเดียวจะนับเป็นอะไรได้”


กู้หมิงคิดตามแล้วก็หัวเราะแหะๆ “น้อง เจ้าในตอนนี้กับเจ้าเมื่อสองเดือนก่อนราวกับเป็นคนละคนกันเลย เจ้าดูตัวเองสิ พูดจาเป็นงานเป็นการ ท่าทางก็เหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ แต่ที่เจ้าพูดนนั้นถูกต้องยิ่ง ต่อไปพี่ชายจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่างเลย"


ตงเสวี่ยกำลังปูฟูกที่นอนให้เรียบร้อย ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพูด “ได้ยาที่แม่นางให้ไป หนิวหมัวมัวจะต้องปรนนิบัติท่านสุดหัวใจแน่ๆ”


“จะว่าไป ข้าต้องขอบคุณพี่ตงเสวี่ยที่สุด พี่ลำบากรอนแรมฝ่าหิมะมาด้วยกันกับพวกข้า เป็นธุระจัดการดูแลข้าในทุกเรื่อง ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าควรจะตอบแทนท่านเช่นไร ในตัวข้าก็มีแต่ยาโอสถ จะเอะอะมอบยาให้ทุกคนก็ไม่ใช่เรื่องใช่ที่”


กู้เยี่ยพลันนึกขึ้นได้ว่าในนิยายแนวแก่งแย่งชิงชัยในเรือนหลังวังใน หากคิดทำให้สาวใช้ข้างกายจงรักภักดีกับตน ก็ต้องมีทั้งพระเดชและพรัคุณ แต่ในเมื่อเป็นสาวใช้ของคนอื่น จะวางอำนาจใช้พระเดชก็คงไม่ได้ แต่ทำอะไรให้เป็นน้ำใจสร้างบุญคุณเล็กๆ น้อยๆ ก็จำเป็นอยู่


“ดูแม่นางพูดเข้า บ่าวเป็นข้ารับใช้ที่เกิดในจวนเจิ้นกั๋วกง ท่านมีพระคุณต่อทายาทของเจิ้นกั๋วกง ก็เท่ากับเป็นผู้มีพระคุณของบ่าวด้วย การปรนนนิบัติท่านเป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว หากท่านพูดเรื่องตอบแทนข้า จะทำให้ข้าอายุสั้นได้นะเจ้าคะ” ตงเสวี่ยประคองกู้เยี่ยมานั่งตรงขอบเตียง แล้วหยิบหมอนมารองหลัง ให้นางเอนกายหนุนอิงพักผ่อนสักครู่


กู้เยี่ยล้วงมือขวาเข้าไปในกระเป๋าลับด้านในแขนเสื้อ เพ่งจิตหาข้าวของที่ระเกะระกะกองหนึ่งในห้วงมิติ จากนั้นก็เลือกหยิบสร้อยข้อมือทองคำเส้นหนึ่งออกมายัดใส่มือของตงเสวี่ย “สร้อยข้อมือนี้เป็นของที่ข้าซื้อมาจากร้านเครื่องประดับ กะไว้ใส่เล่น หากท่านไม่รังเกียจก็รับไปใส่เถิดนะ”


ตงเสวี่ยมองสร้อยข้อมือในมือตนเอง แม้จะไม่ได้มีน้ำหนักมากมายนัก แต่ฝีมือขึ้นรูปประณีตบรรจงมาก โดยเฉพาะรูปดวงดาวที่ประดับตกแต่งอยู่บนนั้น ระยิบระยับพร่างตาราวกับดาวบนฟากฟ้าจริงๆ ตงเสวี่ยเห็นแล้วก็ชอบทันที แม้ว่านางจะรับใช้อยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกง แต่ก็ไม่เคยได้รับเครื่องประดับฝีมือละเมียดพิถีพิถันเช่นนี้มาก่อน


เดิมทีเมื่อข้ารับใช้ดูแลปรนนิบัติอย่างดี และรับของที่เจ้านายมอบให้ ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นโดยทั่วไป ทว่า เมื่อเห็นชุดนวมไม่ใหม่นัก รูปแบบการตัดเย็บ และเนื้อผ้าธรรมดาๆ บนตัวกู้เยี่ยแล้ว ตงเสวี่ยก็ลังเลเล็กน้อย นางยื่นสร้างข้อมือกลับคืน พร้อมกล่าวว่า “แม่นาง บ่าวปรนนิบัติรับใช้ท่านเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว จะรับของของท่านอีกได้อย่างไร”


“พี่ตงเสวี่ย ท่านรังเกียจสร้อยนี้หรือ?” กู้เยี่ยเห็นตงเสวี่ยส่ายหน้าอยากจะอธิบาย นางก็พูดขึ้นต่อ “ในเมื่อไม่รังเกียจ ก็รับไปเถอะ ราคาไม่กี่ตำลึงเอง”


“เช่นนั้น... บ่าวขอบคุณที่แม่นางเมตตา” ตงเสวี่ยเก็บสร้อยข้อมืออย่างระมัดระวัง


“หมิงเอ๋อร์ เยี่ยเอ๋อร์...” เสียงกู้เซียวดังมาจากในลานสวน เขาเลิกม่านประตูสาวเท้าเข้ามาด้านใน เมื่อเห็นในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีไออุ่นให้รู้สึกสบาย เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ


“ท่านปู่ ทำไมท่านถึงมาคนเดียวเล่า อาจารย์ลุงเซียนแพทย์กับท่านอาจารย์ล่ะ?” กู้เยี่ยลุกนั่งตัวตรง ถามพลางหัวเราะคิกคัก


“นายท่านจวินจัดเลี้ยงต้อนรับเซียนแพทย์กับปราชญ์โอสถ ข้าเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่ชอบพิธีการงานเลี้ยง ก็เลยอ้างไปว่า กลัวพวกเจ้าสองคนมาแปลกที่แปลกถิ่นแล้วจะไม่คุ้นเคย ถึงได้ขอตัวออกมาได้” กู้เซียวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง สังเกตเห็นขนมบนโต๊ะก็กล่าวอย่างไม่วางใจว่า “ขนมพวกนี้ย่อยยาก เยี่ยเอ๋อร์น้อยกินไม่ได้นะ ให้คนยกออกไปเถอะ”


“ท่านปู่ ข้าไม่กินหรอก วางเอาไว้ให้ข้าได้มองแก้หายอยากก็ยังดี” กู้เยี่ยจดๆ จ้องๆ ขนมจานนั้นตั้งแต่แรก ยังไม่ทันได้แอบกิน ก็จะบินหายไปอีกแล้ว


ระยะนี้กู้เซียวพบว่า หลังจากหลานสาวของเขาผู้นี้ค่อยๆ เผยนิสัยออกมา ก็เผยด้านกะล่อนเจ้าเล่ห์ออกมาด้วย ปากนางบอกจะไม่กิน ก็มีแต่ผีเท่านั้นที่จะเชื่อ ยกออกไปเสียเลยให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป


“นายท่านผู้เฒ่ากู้ คุณชายกู้” หนิวหมัวมัวนำสาวใช้หิ้วปิ่นโตมาด้วยหลายคน นางคารวะให้ปู่และหลานชายสกุลกู้ก่อน แล้วจึงถามว่า “จะให้วางอาหารกลางวันไว้ที่ด้านในห้องหรือด้านนอกดีเจ้าคะ”


“ไม่มีคนอื่นแล้ว วางไว้ที่นี่เลยละกัน” กู้เยี่ยชี้ไปที่โต๊ะแปดเซียน2ในห้องด้านใน


“น้ำแกงไก่ตุ๋นหยก3นี้ ครัวของคฤหาสน์เราตั้งใจเตรียมเพื่อแม่นางโดยเฉพาะ บำรุงเลือดลมได้อีกที่สุด ยังมีโจ๊กรังนก ก็บำรุงร่างกายได้ดี” หนิวหมัวมัวหยิบยาต้มสีดำๆ ชามหนึ่งออกมาจากปิ่นโตอีกเถา “แต่ว่า ท่านเซียนเทพบอกว่าก่อนกินอาหาร ให้ท่านดื่มยาบำรุงชามนี้เสียก่อน”


“ยาบำรุงอีกแล้ว! ไหนคนชอบบอกว่าบำรุงด้วยยาก็ไม่สู้บำรุงด้วยอาหารอย่างไรเล่า? น้ำแกงไก่เอย รังนกเอย ยังไม่ยอดเยี่ยมพอหรอกหรือ ไม่กินยาต้มก็คงไม่เป็นไรกระมัง” กู้เยี่ยเริ่มเล่นแง่อีกแล้ว


ทว่ากู้เซียวไม่ยอมตามใจนางเรื่องกินยาเด็ดขาด เขายกชามยาขึ้นมา พร้อมกล่าวว่า “ท่านเซียนแพทย์บอกแล้วไม่ใช่รึว่า อาการของเจ้าตอนนี้ยังต้องกินยาต้มอีกสิบวันถึงจะหยุดได้ อาหารบำรุงค่อยเน้นหลังจากกินยาครบแล้ว ตอนนี้เจ้าก็ดื่มยาเสียดีๆ”


“ข้าหายดีแล้ว ข้าว่าท่านอาจารย์ลุงตั้งใจจะสั่งสอนข้ามากกว่า ถึงบังคับให้ดื่มยาต้มขมปี๋มากมายเช่นนี้” กู้เยี่ยมองไปทางพี่ชายซึ่งรักและห่วงหวงนางที่สุด เวลานี้เขาไม่ยืนอยู่ข้างนางแล้ว นางจึงได้แต่ดื่มยาลงไปรวดเดียวอย่างกระฟัดกระเฟียด ใบหน้าเล็กๆ ยู่ย่น ยาอึกสุดท้ายที่กลืนลงคอแทบจะพุ่งออกมา... ขมชะมัดเลย!


“แม่นาง ดื่มโจ๊กรังนกนี่ล้างคอก่อน” ตงเสวี่ยรีบยกโจ๊กรังนกมาให้ใกล้ๆ ใช้ช้อนตักส่งถึงปาก ในโจ๊กรังนกใส่น้ำตาลกรวด หลังจากกู้เยี่ยกินลงไปคำหนึ่ง ก็รับชามโจ๊กมาถือเอง แล้วยกซดสามครั้งห้าครั้งก็เกลี้ยงชาม


ส่วนน้ำแกงไก่ตุ๋นหยก เนื่องจากกระเพาะและม้ามของนางยังค่อนข้างอ่อนแอ จึงไม่กล้ากินเนื้อไก่มากเกินไป อาหารมื้อนี้จึงกินไปเพียงครึ่งกระเพาะเท่านั้น กู้เยี่ยมองดูท่านปู่และพี่ชายกินเนื้อปลากินเนื้อสัตว์อย่างเอร็ดอร่อย ก็ได้แต่กลืนน้ำลายไม่หยุด... วันเวลาที่แสนขมขื่นนี้ เมื่อไรจะสิ้นสุดลงเสียทีนะ!


1 มาจากคำกล่าวของหลี่ไป๋ ยอดกวีแห่งสมัยถัง ว่า ‘เคยคู่เคียงขี่ม้าไผ่เล่นเหมยเขียว สองวัยเยาว์สายใยเดียวไร้กังขา’ หมายถึงเป็นคู่ที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เล็ก


2 โต๊ะแปดเซียน คือโต๊ะไม้ทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัส เข้าคู่กับม้านั่งยาว นั่งได้ด้านละ 2 คน รวม 8 คนจึงเป็นที่มาของชื่อ


3 ไก่ตุ๋นหยก (อวี้เจินจี) เป็นน้ำแกงสำหรับบำรุงธาตุในร่างกาย โดยใช้ไก่ทั้งตัวยัดไส้ด้วยผลไม้หลายชนิดที่หายากราคาแพงสำหรับชาวจีนในสมัยโบราณ เช่น ลำไย ลิ้นจี่แห้ง พุทราดำ ลูกบัว และเก๋ากี้


69 บทที่ 69 เรือนอุ่นชมดอกไม้

 


การใช้ชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ของกู้เยี่ย ที่ต้องบำรุงรักษาร่างกายอยู่ในตระกูลจวินได้เริ่มขึ้นแล้ว หนิวหมัวมัวได้กินยาที่นางจัดให้เป็นเวลาสองวัน และอาการป่วยก็ใกล้หายแล้ว หนิวหมัวมัวซึ่งเป็นผู้ดูแลฮูหยินชรานั้นเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อกู้เยี่ยอย่างยิ่ง นางปฏิบัติต่อกู้เยี่ยราวกับคุณหนูที่อยู่ในตระกูลตน ทุกเรื่องล้วนถูกนางคิดแทนอย่างรอบคอบ


ภารกิจในแต่ละวันของกู้เยี่ยก็คือกินยา กินอาหารบำรุงเสริม กินข้าว แล้วก็นอน พอนอนจนเมื่อยก็จะเดินเล่นอยู่ในห้อง ถ้าไม่ใช่เพราะลานหินอยู่ใกล้กับลานนอก และมีท่านปู่ อาจารย์กับพี่ชายคอยมาคุยเล่นกับนางบ่อย ๆ นางก็คงจะต้องเบื่อตายไปแล้วอย่างแน่นอน


ในที่สุด ในเช้าซึ่งมีแดดแรกของวันให้เห็น หลังจากที่หิมะตกอึมครึมอย่างยาวนาน อาจารย์ลุงเซียนแพทย์ของนางก็ประกาศอย่างเมตตาว่า “สามารถหยุดดื่มยาต้มได้แล้ว แต่ยังต้องกินอาหารบำรุงอย่างต่อเนื่อง”


อารมณ์ของกู้เยี่ยเหมือนกับฟ้าใสแดดอุ่นที่อยู่ภายนอก ช่างสุดแสนจะสดใส นางดีใจจนกระโดดโลดเต้นอย่างอดใจไม่อยู่ วิ่งอย่างมีความสุขอยู่ในห้องรอบแล้วรอบเล่า ท่าทางของนางดูไม่เหมือนคนที่ป่วยมาเป็นเวลานานเลยซักนิด กู้เซียวและกู้หมิงเมื่อได้เห็นท่าทีอันมีชีวิตชีวาของกูเยี่ย ในที่สุดก็โล่งใจ นับว่าเก็บหัวใจที่แขวนเติ่งเอาไว้นานลงมาได้ และรู้สึกดีใจแทนนางด้วยใจจริง


ในเวลานี้ หนิวหมัวมัวก็เดินเข้ามา ตามมาด้วยสาวน้อยหลายคนที่ถือเสื้อผ้าอยู่ กู้เยี่ยรีบหยุดกระโดดโลดเต้นในทันที และแสร้งทำเป็นหญิงสาวที่มีกิริยาอ่อนหวาน จากนั้นก็ยิ้มอ่อนโยนอย่างผิดปกติ


“ท่านยาย ท่าน...”


“แม่นางกู้ พวกเราได้ยินมาว่าอาการของแม่นางดีขึ้นมาก อีกทั้งวันนี้ก็อากาศไม่เลว จึงอยากชวนแม่นางไปเรือนอุ่นเพื่อชมดอกไม้” ใบหน้าของหนิวหมัวมัวมีรอยยิ้มอันอบอุ่น นางสั่งให้สาวน้อยที่ตามหลังนำเสื้อผ้าไปไว้บนเตียง


“นับว่าเสียมารยาทเกินไปแล้ว! เดิมทีข้าผู้เป็นผู้น้อย ควรจะเป็นฝ่ายไปทักทายฮูหยิน” กู้เยี่ยรู้สึกได้ว่าใบหน้าของตัวเองใกล้จะยิ้มค้างจนแข็งทื่อแล้ว และแอบบ่นในใจว่าใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนี้ช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน! โชคดีที่นางไม่ได้เกิดเป็นสตรีตระกูลชนชั้นสูง มิฉะนั้นกฎเกณฑ์มากมายเหล่านั้นคงจะทำให้นางหายใจไม่ออกจนตายแน่!


“แม่นางเกรงใจเกินไปแล้ว เป็นเพราะร่างกายของแม่นางไม่อำนวยไม่ใช่หรือ ฮูหยินย่อมเข้าใจดี แม่ทัพกู้ คุณชายกู้และนายท่านได้จัดงานเลี้ยงขึ้นที่สวนดอกพลัม เชิญแม่นางไปเดินเล่นซักหน่อยเถอะ” ท่านยายซุนได้ผลัดเปลี่ยนคน และพาสองปู่หลานออกจากสวนทิงเฟิง


ตงเสวี่ยกำลังเฝ้ารอกู้เยี่ยเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดกระโปรงตัวเล็กที่ทำจากขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวเหลือง คู่กับกระโปรงจีบพับสีคราม คลุมด้วยเสื้อคลุมลายกล้วยไม้สีหยก มัดผมเป็นทรงมวยคู่ ประดับด้วยปิ่นดอกไม้ลูกปัดผลึกแก้วสีเหลือง เมื่อทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว...ช่างดูงดงามมีเสน่ห์เหลือเกิน


“น่าเสียดายที่แม่นางไม่ได้เจาะหู จึงใส่ต่างหูผลึกแก้วคู่นี้ไม่ได้” ตงเสวี่ยถือต่างหูที่เข้ากับปิ่นดอกไม้ลูกปัด และเทียบดูทั้งสองอย่างพร้อมกับสีหน้าอันน่าเสียดาย “หรือไม่อย่างนั้น......วันหลัง ให้ข้าน้อยช่วยเจาะหูให้ท่านดีไหม”


กู้เยี่ยรับต่างหูเอาไว้ มองชื่นชมความงามอยู่หน้ากระจกอย่างจดจ่อ เมื่อได้ยินนางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า


“เจาะหูเจ็บมากไหม”


“ข้าน้อยฝีมือดี ไม่เจ็บหรอก!” เป็นหญิงสาวไม่เจาะหูจะได้อย่างไรกัน ตงเสวี่ยให้กำลังใจอย่างแรงกล้า


“เอ่อ...ข้าขอลองคิดดูก่อนแล้วกัน !” กู้เยี่ยวางต่างหูลง จากนั้นก็ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ อย่าให้ฮูหยินต้องรอนาน”


บนทางเดินเล็กๆ ในลานหิน กองหิมะถูกกวาดออกอย่างสะอาดสะอ้าน เมื่อเดินออกจากห้องอันอบอุ่น ลมหายใจที่ปล่อยออกมาก็กลายเป็นไอหมอกขาว แสดงให้เห็นว่าอากาศหนาวเย็นถึงเพียงใด หากเป็นไปได้ นางก็ยอมนอนนับขนตาเล่นอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในห้องที่แสนอบอุ่นเสียยังดีกว่า นางถอนหายใจออกยาวเหยียด กู้เยี่ยคลุมกายด้วยผ้าคลุมขนเพียงพอน และชื่นชมทิวทัศน์ต่างๆ ของบ้านเรือนและศาลาหลังจากที่หิมะตก


ไม่นานนักก็มาถึงเรือนอุ่น


ภายในเรือนอุ่นมีเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นครั้งคราว เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ชวนกู้เยี่ยมาเพียงคนเดียว แน่นอนว่ากู้เยี่ยก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองสำคัญถึงเพียงนั้น ที่จะคู่ควรกับการที่ฮูหยินเชิญมาเป็นการส่วนตัว


“แม่นางกู้เยี่ยมาแล้ว เชิญเข้าด้านใน!” สาวน้อยที่รออยู่หน้าประตูเปิดม่านให้กู้เยี่ยอย่างมีไหวพริบ


เสียงหัวเราะภายในก็หยุดลงชั่วขณะ จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงอันอ่อนโยน


“ด้านนอกหนาวมาก รีบเข้ามาด้านในให้ตัวอุ่นเร็วเข้า”


เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในเรือนอุ่น กู้เยี่ยถึงกับแทบสับสนในฤดูกาล ดอกชาสีแดงสด ดอกอวี้หลันสีขาวสะอาด ดอกแปะเจียกอันสดใส ดอกโบตั๋นอันงดงาม...อีกทั้งดอกไม้ใบหญ้าต่างๆ ที่นางไม่รู้จักล้วนผลิบานอย่างงดงามละลานตา สาวน้อยหน้าตาสะสวย กิริยาอ่อนน้อมหลายคน กำลังรายล้อมอยู่รอบตัวสตรีชราที่มีผมสีขาวเต็มศีรษะ และมีดวงตาอันเมตตา เมื่อเห็นนางเข้ามา แม่นางทั้งหลายต่างเบิกตาขึ้นอย่างสงสัย และมองมาที่นาง


กู้เยี่ยถอดผ้าคลุมบนไหล่ออก จากนั้นก็ก้าวอย่างมั่นคง เดินเข้าไปหาฮูหยินและคุกเข่าทำความเคารพ พร้อมกับยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย “คารวะท่านฮูหยิน”


“ไม่ต้องมากพิธี รีบมานั่งสิ” ผิวพรรณของกู้เยี่ยไม่ได้ขาวเนียนไปกว่าเหล่าแม่นางที่นั่งอยู่ แต่เมื่อฮูหยินได้เห็นกู้เยี่ย ก็รู้สึกคุ้นหน้าเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีด้วย นางตบไปตรงที่นั่งข้างกายเบาๆ เพื่อให้กู้เยี่ยนั่งลง


กู้เยี่ยกล่าวขอบคุณ และนั่งลงตามที่ฮูหยินบอก แม่นางคนอื่นๆ ต่างเป็นหลานสาวของครอบครัวฮูหยิน เนื่องจากอยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิงเหมือนกัน จึงมาเยี่ยมตระกูลจวินบ่อย ๆ


ท่าทีของฮูหยินได้กำหนดท่าทีของคนอื่นๆ ที่มีต่อนางแล้ว แม่นางหน้ากลมที่สวมชุดแพรต่วนสีชาดยิ้มหวานแล้วพูดว่า


“ท่านนี้คือแม่นางจากตระกูลไหนหรือ หน้าตาดูคล้ายกับท่านย่าเลย!”


ฮูหยินจ้องมองดูอีกครั้ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เปล่าสักหน่อย! เมื่อครู่นี้ข้ายังรู้สึกคุ้นหน้าสาวน้อยตระกูลกู้ ที่แท้ก็หน้าตาคล้ายกับป้าของพวกเจ้าในตอนเด็ก ช่างเป็นวาสนาเสียจริง”


ฮูหยินจวินมีลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน ในบรรดาลูกทั้งหมด มีเพียงลูกสาวที่หน้าตาคล้ายนางที่สุด นางจึงทะนุถนอมลูกสาวคนนี้มากกว่าลูกคนอื่นตั้งแต่เด็ก เมื่อลูกสาวออกเรือนไปอยู่เมืองหลวง นางจึงรู้สึกเป็นห่วงและไม่มีความสุขอยู่บ้าง ดวงตาที่ทั้งโตทั้งเข้มและเปล่งประกายของกู้เยี่ยทำให้นางคิดถึงลูกสาว จึงแสดงท่าทีที่ดีกับกู้เยี่ยอย่างไม่ได้ตั้งใจ


“ขนมจานนี้ล้วนแต่เป็นของที่ย่อยง่าย เอาให้เซียนแพทย์ดูแล้ว มันเหมาะที่จะให้แม่หนูกู้กิน มาสิ ลองกินดูว่าชอบหรือไม่” ฮูหยินจวินจับมือเล็กๆ และหยาบเล็กน้อยของกู้เยี่ย จากนั้นก็ตบเบาๆ ด้วยความเอ็นดู นางเคยได้ยินเรื่องราวของแม่นางน้อยผู้นี้มาบ้างแล้ว ไม่คิดว่าบนโลกใบนี้จะมีพ่อแม่ที่โหดร้ายเช่นนี้อยู่ ไม่ยอมให้ลูกกินข้าว อีกทั้งยังทุบตีด่าทอ โชคดีที่แม่นางน้อยดวงแข็ง...


นางกินขนมได้แล้วงั้นหรือ...ดวงตาของกู้เยี่ยเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับอัญมณีสีดำอันแวววาว นางไม่สนใจขนมที่วางอยู่ รีบพูดด้วยความดีอกดีใจออกมาเบาๆ ว่า


“ขอบคุณท่านฮูหยิน!”


เมื่อฮูหยินจวินเห็นเช่นนี้ นางก็รู้สึกดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้ และพูดต่อไปว่า “ที่แท้แม่หนูกู้ก็เป็นเด็กที่ชอบกินขนม ลูกสาวของข้าตอนเล็กๆ หากไม่คอยจับตาดู ก็จะกินขนมแทนอาหารสามมื้อเชียว ด้วยเหตุนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องพูดสั่งสอนไปกี่รอบแล้ว! เอาล่ะ เจ้าค่อยๆ กิน ระวังสำลักล่ะ ปี้เหลียน เอาน้ำผสมน้ำผึ้งมาให้แม่นางสิ”


แม่นางชุดกระโปรงสีแดงอ่อนคนหนึ่ง เมื่อเห็นว่ากู้เยี่ยได้ชิงเอาความสนใจทั้งหมดของฮูหยินไป นางจึงเม้มปากอย่างไม่พอใจเล็กน้อยและแอบก่นด่าอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังแสร้งทำเป็นยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านย่า แม่นางผู้นี้คือใคร ดูไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย นางไม่เคยมาที่บ้านเราสินะ”


“แม่นางน้อยผู้นี้เหรอ นับว่ามีภูมิหลังมากมายเชียวล่ะ นางเป็นศิษย์สายตรงของปราชญ์โอสถผู้มีพระคุณของลูกพี่ลูกน้องของเจ้า อย่าเห็นว่านางอายุน้อยๆ นางชำนาญการปรุงยามาก หนิวหมัวมัวเพียงได้กินยาที่นางจัดให้ ไม่เกินสองวันอาการไข้ลมหนาวก็รักษาหาย” ฮูหยินแนะนำนางให้กับหลานสาวรู้จักอย่างยิ่งใหญ่


แม่นางชุดกระโปรงสีแดงอ่อนมีความเหยียดหยามอยู่ในสายตา และคิดในใจว่า ที่แท้ก็เป็นพวกปรุงยา ไม่แปลกใจที่มือทั้งสองข้างดูหยาบกร้านกว่าพวกคนใช้เสียอีก และยังมีท่าทางที่ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนี่อีก!”


ส่วนแม่นางหน้ากลมคนก่อนหน้านี้กลับเบิกตากว้าง “โอสถ? แม่นางปรุงโอสถเป็นหรือ มันเป็นความเชี่ยวชาญของ แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ไม่ใช่หรือ”


“แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ลุงข้า” เมื่อมีคนพูดกับนาง นางจึงต้องวางขนมแสนอร่อยในมือลงชั่วคราว และรับมือกับมันอย่างอดทน แม่นางทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ นอกเสียจากแม่นางหน้ากลม ภายในดวงตาของพวกนางต่างเผยออกมาถึงความดูถูก นางจึงอดไม่ได้กลอกตาขึ้นพลางคิดในใจว่า


มันเป็นการกลับชาติมาเกิดที่ดีไม่ใช่เหรอ ชีวิตข้าก็ออกจะดีขึ้นเรื่อยๆ พวกเจ้าจะดูถูกคนอื่นทำไม


“อ๋า! ที่แท้แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ก็เป็นศิษย์พี่ของเจ้า!” แม่นางหน้ากลมอุทานด้วยความตกใจ ในเมื่อไม่ได้รับข่าวคราวของปราชญ์โอสถมายี่สิบกว่าปีแล้ว แม่นางเหล่านี้จึงไม่รู้สึกคุ้นเคยกับชื่อเสียงของเขา แต่แตกต่างจากแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ โอสถที่เขาปรุงขึ้นช่างเป็นที่นิยมยิ่งนัก ต่อให้มีเงินก็ไม่อาจซื้อได้


แม่หญิงทั้งสามคนที่เหลือต่างเก็บสายตาดูถูกเอาไว้ หากเป็นแพทย์โอสถธรรมดาๆ ย่อมไม่คู่ควรกับการเอ่ยถึง แต่แพทย์โอสถใหญ่ที่สามารถผลิตโอสถชั้นเลิศออกมาได้ กลับเป็นบุคคลที่ผู้คนต่างเคารพนับถือ และไม่รู้ว่าเมื่อใดจะถึงคราวต้องขอความช่วยเหลือจากเขา! กล่าวกันว่าเครือญาติราชวงศ์ในเมืองหลวงต่างอยากเชื้อเชิญแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่มาเป็นแขกผู้ทรงเกียรติใจแทบขาด!


ลักยิ้มที่แก้มของแม่นางหน้ากลมโผล่ๆ หายๆ นางแอบเขยิบเข้าหาแล้วพูดกระซิบว่า


“น้องกู้ ได้ยินมาว่าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่มีรูปลักษณ์ที่เหมือนกับภาพวาด เขาหล่อเหลาขนาดนั้นจริงหรือ”


ที่แท้แม่นางกุลสตรีผู้นี้ก็มีด้านที่อยากรู้อยากเห็น กู้เยี่ยเม้มปากยิ้มแล้วพูดว่า “พี่สาวถามแบบนี้ทำให้ข้าลำบากใจนะ บอกตามตรง ข้าเองก็ไม่เคยเห็นแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่!”


สีหน้าของแม่นางหน้ากลมดูผิดหวัง จากนั้นกู้เยี่ยก็พูดต่อ “แต่ว่าข้าสามารถช่วยเจ้าไปถามอาจารย์ลุงเซียนแพทย์ให้ได้นะ ว่าศิษย์พี่ของข้ามีหน้าตาอย่างไร เผื่อเจอหน้ากันจะได้ไม่เข้าใจผิดกัน ครอบครัวเดียวกันกลับไม่รู้จักคนในครอบครัว”


แม่นางหน้ากลมยิ้มขึ้นอีกครั้ง “แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่เป็นลูกศิษย์ของเซียนแพทย์หรือ เขาควรเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงปรุงยาได้เก่งเช่นนี้”


“วิชาแพทย์และการปรุงยาไม่แบ่งแยกออกจากกัน ข้าเองนอกจากจะได้ร่ำเรียนการปรุงยาจากอาจารย์แล้ว ยังได้เรียนรู้วิชาการแพทย์ด้วยเช่นกัน ไม่แน่ว่าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่อาจจะมีความสามารถด้านการปรุงยาที่สูงกว่าก็เป็นได้” แม้ภายนอกจะพูดจาให้ฟังดูดี แต่ความจริงแล้วกู้เยี่ยกำลังนึกด่าอยู่ในใจ...เป็นถึงลูกศิษย์ของเซียนแพทย์ แต่กลับไม่ตั้งใจร่ำเรียนวิชาแพทย์ มัวมาแย่งงานปราชญ์โอสถ ช่างผิดหลักการจริงเสียจริง


แม่นางชุดกระโปรงเขียวสดอีกคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า “แล้ว...แม่นางกู้เชี่ยวชาญอะไรหรือ ถนัดด้านไหนมากกว่ากัน”


“ข้าเหรอ ข้าเพิ่งมาเป็นศิษย์ได้ไม่นาน กำลังวางพื้นฐานอยู่ ยังไม่ได้ตัดสินใจถึงเส้นทางในอนาคตเลย อาจารย์เคยบอกไว้ว่า ไม่ว่าจะร่ำเรียนอะไรก็เหมือนกับการสร้างบ้าน จำเป็นต้องวางรากฐานให้มั่นคง จึงจะสามารถสร้างบ้านที่สูงใหญ่และมั่นคงได้” กู้เยี่ยหยิบน้ำผสมน้ำผึ้งขึ้นจิบไปหนึ่งคำ มุมปากของนางปรากฏรอยยิ้มบางๆ


ท่าทางของหลานสาวทั้งหลายล้วนอยู่ในสายตาของฮูหยินจวิน แต่ว่านางไม่คาดคิดเลยว่าแม่หนูกู้ผู้นี้ก็เป็นคนที่มีความคิดและการพูดจากที่ดี สามารถสร้างความสนิทสนมกับผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วดี


นางพูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “แม่หนูกู้ เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว อายุแค่นี้ก็สามารถปรุงโอสถขับร้อนได้แล้ว อนาคตจะต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”


“ขอบคุณท่านฮูหยินสำหรับคำอวยพร” กู้เยี่ยยืนขึ้นทำความเคารพ หลังจากนั้นเหล่าแม่นางก็พูดคุยเกี่ยวกับดอกไม้ที่อยู่ในห้องและชื่นชมดอกไม้เหล่านั้นจนทำให้ฮูหยินรู้สึกมีความสุข


70 บทที่ 70 ชุดน้ำชาแก้ว?

 


ฮูหยินอายุมากแล้ว จึงไม่ชอบออกไปข้างนอก เหล่าสาวน้อยจึงนำเรื่องราวใหม่ๆ มาเล่าให้หญิงชราฟังอยู่เสมอ


จู่ ๆ แม่นางหน้ากลม ‘ติงฉี่เหมย’ ก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงทำปากจู๋แล้วพูดว่า “เมื่อวานพี่ชายพาข้าไปเรือนอิ่นเจินเพื่อเลือกของขวัญให้ท่านย่า และได้พบกับชุดน้ำชาที่วางไว้อย่างสะดุดตาอยู่ที่ชั้นหนึ่ง เดิมทีคิดจะซื้อมาให้ท่านย่า แต่ใครจะไปรู้ว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าของร้าน ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้”


เรือนอิ่นเจินเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเหยี่ยนเฉิง สิ่งของที่ที่แห่งนั้นขายล้วนแต่เป็นของไม่ธรรมดา ของชิ้นเล็กที่ดูไม่เข้าตาที่สุดก็มีราคากว่าพันตำลึง จึงอย่าหวังที่จะได้ซื้อกลับมาเลย การจะมีสิ่งของที่มีมูลค่าหลายหมื่นตำลึงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อมาเยือนในฐานะแขก หากสามารถนำของขวัญที่มาจากเรือนอิ่นเจินมาให้ได้ ก็จะถูกเจ้าบ้านมองอย่างมีระดับ และรู้สึกมีหน้ามีตาขึ้น


ครอบครัวฝั่งมารดาของท่านย่า เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงของเมืองเหยี่ยนเฉิง จึงไม่ขัดสนเรื่องเงิน โดยเฉพาะท่านพ่อของติงฉี่เหมยที่เป็นคนดูแลธุรกิจของตระกูล ซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่าตระกูลอื่นมาก แม่นางคนอื่นๆ ในตระกูลต่างอิจฉาริษยานางมาก


แม่นางชุดเขียวติงฉี่หลัวแอบเม้มปากแล้วพูดว่า “เรือนอิ่นเจินยิ่งมายิ่งไม่น่าสนใจแล้ว ชุดน้ำชาที่ผุพังชุดหนึ่ง แม้จะฝังด้วยทองคำสมบัติ ก็ไม่อาจคู่ควรกับคำว่า ‘สมบัติล้ำค่าของร้าน’ น้องสาวพูดเกินจริงไปหรือเปล่า”


ติงฉี่เหมยเลิกคิ้ว และส่งสายตา ‘เจ้ามันตาต่ำ’ ให้กับนาง ก่อนจะพูดว่า “ท่านย่า ท่านเคยเห็นแก้วไร้สีที่ใสยิ่งกว่าน้ำหรือไม่”


“แก้วหรือ? ถึงแม้มันจะใส แต่โดยทั่วไปก็จะมีสี มันไม่ได้ใสอย่างที่เจ้าบอกเลย น้องฉี่เหมย มันมีแก้วที่ใสราวกับน้ำอย่างที่เจ้าบอกหรือ” แม่นางชุดสีแดงอ่อน ‘ติงฉี่เมิ่ง’ เบิ่งตากว้างและถามอย่างแปลกใจ


ติงฉี่เหมยทำสีหน้าได้ใจ และทันทีที่นางจะพูด ก็ไม่คิดว่ากู้เยี่ยที่นั่งกินดื่มอยู่ด้านข้างกลับเอ่ยปากพูดออกมาในตอนนี้ “แก้วไร้สี? หรือว่าจะเป็นกระจก?”


“ใช่แล้ว! เมื่อวานน้องกู้ไปเรือนอิ่นเจินมาหรือ เจ้าก็ไปตอนช่วงบ่ายใช่ไหม เจ้านายเรือนอิ่งเจินบอกว่าถ้วยชาแก้วชุดนี้ถูกส่งมาจากแคว้นเหยียนอันห่างไกล ซึ่งเพิ่งส่งมาถึงตอนเมื่อวานตอนเช้า น้องกู้ไปตอนไหนหรือ เสียดายที่ไม่ได้เจอเจ้า ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงได้รู้จักกันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” ติงฉี่เหมยจับมือของกู้เยี่ยเอาไว้ แก้มกลมๆ ราวกับลูกแพร์ของนางเบ่งบาน


หัวใจของกู้เยี่ยราวกับเกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดขึ้น ที่แท้โลกใบนี้ก็มีกระจกแล้ว ดังนั้นเครื่องมือทดลองต่างๆ ของนาง อีกทั้งหลอดฉีดยา ขวดแช่และอื่นๆ ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องไม่สามารถหาชดเชยหลังจากที่เสียหายแล้ว สิ่งที่ทำให้นางยิ่งดีใจก็คือ อุปกรณ์เหล่านั้นของนางก็จะมีโอกาสที่จะใช้อย่างเปิดเผยแล้ว


“น้องกู้ น้องกู้...” มือเล็ก ๆ ของติงฉี่เหมยสะบัดขึ้นตรงหน้านาง “คิดอะไรอยู่หรือ จดจ่อเชียว”


“อ่า อ้อ...” กู้เยี่ยได้สติกลับมา เหลือบมองไปที่นางแล้วพูดว่า “ข้าถูกอาจารย์ลุงสั่งให้คอยรักษาตัวอยู่ในบ้าน จึงไม่ได้ไปที่เรือนอิ่นเจิน”


“แล้วเจ้ารู้จัก ‘กระจก’ ได้อย่างไร” เหล่าแม่นางต่างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้แต่ฮูหยินจวินก็ยังมองมาที่นาง


“เอ่อ...อาจารย์ลุงของข้าเคยเดินทางไปที่แคว้นเหยียน จึงเคยได้เห็นของแบบนั้น ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาจากเขา” กู้เยี่ยคิดวิเคราะห์อยู่ในใจ เมื่อได้เจอกับอาจารย์ในทีหลัง นางจะต้องรีบรวมหัวกับเขา บอกเล่าเรื่องราวที่กล่าวอ้างไปให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เรื่องราวถูกเปิดเผย


ฮูหยินจวินพยักหน้า แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่แปลกใจที่ปราชญ์โอสถเมื่อหายตัวก็หายไปเป็นยี่สิบปี ที่แท้ก็ไปแคว้นเหยียน เมื่อนึกถึงตอนนั้น วิชาแพทย์ของเซียนแพทย์ ประกอบกับยาของปราชญ์โอสถ เมื่อสองยอดกระบี่ผสานคู่กัน ก็แทบจะสามารถบุกลุยยมโลกได้ อีกทั้งยังสามารถพาคนกลับมาได้อีก ไม่คิดเลยว่าเวลาได้ผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว เทพเซียนชราทั้งสองจะยังคงเป็นยอดกระบี่ที่ไม่แก่เฒ่า แบบนี้หลานของข้าก็จะกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ”


ใน ‘ศาลาจุ้ยเวิง’ ที่อยู่ในสวนดอกพลัมของจวนตระกูลจวิน จวินหย่งหลัวพาลูกชายทั้งสี่คนดื่มสุรากับเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถ ฉู่มู่ฮว่าก็อยู่ด้วย พวกเขาดื่มไปคุยไป และวนกลับมาในหัวข้อเรื่องการช่วยชีวิตที่ชายแดน


เซียนแพทย์พูดก่อนเป็นคนแรก “พูดถึงศิษย์น้องน่ะ ไม่คิดเลยว่าคนที่ถูกผ่าร่างและเย็บเนื้อหนังกลับราวกับเป็นเสื้อผ้า จะสามารถยังชีวิตอย่างมีความสุขได้ ศิษย์พี่อย่างข้าถึงกับเรียกได้ว่าเปิดโลกเลย!”


ขณะที่ปราชญ์โอสถเย็บแผลให้กับฉู่มู่ฮว่า เซียนแพทย์ก็อยู่ข้างๆ เขา อีกทั้งยังเคยเยาะเย้ยท่าทางอันซุ่มซ่ามของเขาอีก แต่ดูจากขนาดและลักษณะของแผล ก็พอจะคาดเดาความอันตรายในตอนนั้นออก อีกทั้งทักษะอันล้ำเลิศของท่านหมอที่ใช้ช่วยชีวิต


อีกฝั่งหนึ่ง ใครคนหนึ่งที่เคยถูกผ่าร่างและยังคงมีชีวิตอยู่ต่อได้ กำลังลูบไปที่แผลที่อยู่ตรงหน้าอกของตนและแทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริงเลย ผ่านไปยี่สิบกว่าวันแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าอกที่ทิ้งรอยแผลเป็นราวกับตะขาบเอาไว้ ด้วยสภาพของฉู่มู่ฮว่าในตอนนี้ ก็แทบดูไม่ออกเลยว่าเมื่อยี่สิบกว่าวันก่อนเคยนอนรอความตายอยู่บนเตียง


ในที่สุดปราชญ์โอสถก็เอาชนะศิษย์พี่ได้ในแง่การรักษาชีวิตคน จึงรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก ถึงแม้ว่าผู้ที่เป็นคนรักษาจะเป็นลูกศิษย์ของเขา ส่วนเขาก็เป็นแค่ผู้ช่วยเท่านั้น แต่เมื่อลูกศิษย์มีความสามารถ ก็เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ


“ไม่ใช่แค่เนื้อหนังเท่านั้น แม้แต่เส้นเอ็นของแขนขา หากเย็บเข้าอย่างดี ก็สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้” ปราชญ์โอสถนึกถึงเจ้าหนูครอบครัวนายพรานที่อยู่ในหมู่บ้านชิงซาน และม้วนหนวดขึ้นอย่างภาคภูมิ “เคยมีเจ้าหนูที่อายุไม่น้อยนักคนหนึ่ง เอ็นร้อยหวายถูกง่ามแทงขาดไปกว่าครึ่ง ลูกศิษย์ของข้า...แค่กๆ ข้าพาลูกศิษย์ทำการผ่าตัดเย็บเอ็นให้เขา ตอนนี้ก็สามารถเดินได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อผ่านไปอีกไม่นาน เขาก็จะไม่แตกต่างจากคนทั่วไป”


เมื่อฉู่มู่ฮว่าได้ยินก็ลุกขึ้นในทันที เขาโค้งคำนับจนสุดตัว แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านปราชญ์โอสถ สำหรับทหารในสงครามแล้ว ศาสตร์แห่งการเย็บนี้ช่างสำคัญอย่างยิ่ง! ถ้าท่านยินยอมถ่ายทอดวิชาเทพนี้ให้กับแพทย์สนามของพวกข้า ไม่ว่าท่านจะร้องขอสิ่งใด ข้าน้อยก็จะหาวิธีทำให้ความต้องการของท่านสำเร็จให้ได้”


ทหารมากมายต่างคิดว่าการที่เส้นเอ็นแขนขาได้รับความเสียหายจากสนามรบ จะต้องให้พวกเขากลายเป็นคนพิการ และสูญเสียความสามารถในการทำงานหลังจากที่ได้กลับบ้าน จนจิตใจหดหู่ถึงขีดสุด พี่น้องมากมายเนื่องจากบาดแผลใหญ่เกินไป ง่ายต่อการฉีกขาด จนก่อให้การบาดเจ็บซ้ำๆ อีกทั้งยังตายจากการติดเชื้อ และยังมีทหารบาดเจ็บไม่น้อยที่ต้องตายด้วยสาเหตุเสียเลือดมากเกินไป...พวกเขาไม่ได้โชคดีเหมือนตน ที่ได้พบกับท่านหมอที่สามารถถ่ายเลือดและเย็บบาดแผล


“เอ่อ...คือว่า...” ปราชญ์โอสถตะลึงงันเล็กน้อย วิชาเทพฮว่าถัวเป็นเคล็ดวิชาลับของเหล่าลูกศิษย์ วิชาแพทย์อันสุดยอดไร้ที่เปรียบนี้ไม่สามารถเผยแพร่ออกเด็ดขาด หลังจากเงียบมาสักพัก เขาก็อ้างเหตุผลหนึ่งขึ้นมา “ฤๅษีผู้สอนวิชาอันไร้ที่เปรียบให้ข้าในตอนนั้น ไม่ได้บอกว่าสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นหรือไม่ รอข้านำเรื่องนี้ไปสอบถามเสียก่อน แล้วค่อยมาให้คำตอบแม่ทัพน้อยเถิด”


ในตอนนี้ฉู่มู่ฮว่าก็สงบลง ถึงแม้ว่าปราชญ์โอสถไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับเขา แต่ก็ยังดีกว่าการปฏิเสธ อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวัง! แต่เขาก็รู้ว่าความหวังนั้นริบหรี่ เนื่องจากวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศไร้ที่เปรียบเช่นนี้ โดยปกติจะต้องเป็นความลับที่ไม่อาจเปิดเผย


“ฮว่าเอ๋อร์ วันนี้ไม่คุยเรื่องงานหลวง มาเถอะ ดื่มเหล้า!” จวินหย่งหลัวเห็นว่าบรรยากาศมีความอึดอัดเล็กน้อย จึงสร้างความครื้นเครงขึ้น “เซียนแพทย์ ปราชญ์โอสถและฮว่าเอ๋อร์ไม่สามารถดื่มเหล้าได้ ผู้เป็นลุงอย่างข้าขอดื่มให้กับพวกเจ้า ขอบคุณที่พวกเจ้ารีบไปยังด่านจวิ้นหลางอย่างไม่สนความเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยชีวิตหลายชายของข้า”


เซียนแพทย์ยกจอกเหล้าขึ้นแล้วพูดว่า “จะว่าไป ตอนที่ข้าอยู่ที่เมืองไม่ทราบชื่อทางตอนเหนือ เพื่อหาเพื่อนเก่าแก่ที่ไม่ได้เจอกันนาน ได้ยินมาว่าแม่ทัพน้อยบาดเจ็บหนัก จึงได้รีบเดินทางไป ถ้าจะบอกว่าลำบากก็ต้องเป็นศิษย์น้องของข้า ที่ใช้เวลาเดินทางจากเขาชางหมั่งไปด่านจวิ้นหลางแค่สามวันเท่านั้น กระดูกชราของเขายังแข็งแกร่งดีนัก ที่สามารถทนกับความทรมานเช่นนี้!”


เมื่อครู่นี้ปราชญ์โอสถพูดจาผิดไปแล้ว ในตอนนี้จึงไม่กล้าพูดอีก เขายกดื่มเหล้าหมดจอกภายในคำเดียว และจดจ่อกับการกินอาหาร


ฉู่มู่ฮว่าหยิบกาเหล้าขึ้นและรินเพิ่มให้ปราชญ์โอสถ เขาพูดอย่างจริงใจว่า “ข้าน้อยไม่เอาไหน ลำบากท่านปราชญ์โอสถ ท่านช่วยชีวิตข้าน้อย อีกทั้งยังเกือบเสียลูกศิษย์ไป ข้าน้อยขอใช้น้ำชาแทนสุราเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจและแทนคำขออภัยแก่ท่าน ขอดื่มก่อนเพื่อให้เกียรติ” เมื่อพูดจบ เขาก็ดื่มน้ำชาในจอกจนหมด


ปราชญ์โอสถดื่มเหล้าในจอกอย่างให้เกียรติอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน แล้วพูดว่า “แม่ทัพน้อยไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง ศิษย์พี่ของข้าบอกแล้ว ลูกศิษย์ของข้ามีอาการป่วยตั้งแต่เด็ก การที่ออกอาการเร็วกลับเป็นเรื่องดีสำหรับนาง ในตอนนี้ อาการป่วยที่ซ่อนอยู่ในตัวแม่หนูนั่นได้ถูกขจัดจนหมดแล้ว เมื่อรักษาตัวอีกสักหน่อยก็จะแข็งแรงเฉกเช่นคนปกติ”


เซียนแพทย์มองดูเขาอย่างไม่เข้าใจเล็กน้อย และเอ่ยถามว่า “ศิษย์น้องเอ๋ย แม่นางน้อยผู้นั้นมีอะไรพิเศษ จึงทำให้เจ้าเปลี่ยนมุมมองใหม่ และยอมรับนางเป็นศิษย์คนสุดท้าย”


มีเรื่องพิเศษมากมายยิ่งนัก ทั้งวิชาเทพฮว่าถัว ยาพ่นระงับความรู้สึก อีกทั้งวิธีรักษาบางอย่างที่แสนประณีตและมหัศจรรย์จนทำให้เขาเลื่อมใส เขาสงสัยอยู่หลายครั้งว่าลูกศิษย์คนนี้อาจจะเป็นเซียนโอสถจากสวรรค์ที่กลับชาติมาเกิดพร้อมกับความทรงจำ


“ลูกศิษย์ของข้านั้นมีพรสวรรค์การปรุงยาที่สูงส่ง” ปราชญ์โอสถดื่มเหล้าไปอีกจอก และคีบอาหารเข้าปากไปอีกหน่อย จึงค่อยพูดต่อว่า “เสี่ยวไป่หลี่ลูกศิษย์แสนหวงแหนผู้นั้นของเจ้า เขาใช้เวลานานเท่าใดจึงจะมีมาตรฐานเทียบเท่าแพทย์โอสถ”


เมื่อพูดถึงลูกศิษย์ผู้แสนน่าภาคภูมิของตน เซียนแพทย์ก็แสดงรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ “ครึ่งปี! ใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น ไป่หลี่ก็เข้าร่วมการทดสอบแพทย์โอสถ อีกทั้งยังสอบผ่านในครั้งเดียว!”


“หึหึ! ดูสีหน้าอันแสนภูมิใจของเจ้าสิ มีอะไรให้น่าภูมิใจนัก” ปราชญ์โอสถไม่ได้โกรธเขาเหมือนทุกครั้งที่โอ้อวดลูกศิษย์ แต่กลับยิ้มอย่างสบายใจ “ข้าจะบอกเจ้านะ ศิษย์ของข้าใช้เวลาร่ำเรียนเพียงหนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น ก็สามารถเทียบเท่ามาตรฐานแพทย์โอสถแล้ว!”


“เป็นไปไม่ได้! เจ้าแน่ใจนะว่าก่อนหน้านี้นางไม่ได้มีพื้นฐานการปรุงยาอะไรมาก่อน” เป็นเรื่องปกติที่เซียนแพทย์จะไม่เชื่อ ผู้ใดกันจะสามารถปรุงยาบริสุทธิ์ระดับสูงได้ในเวลาไม่ถึงสองเดือน นอกเสียจากเป็นอัจฉริยะในเหล่าอัจฉริยะ!


ปราชญ์โอสถพูดอย่างมั่นใจว่า “ข้ามั่นใจว่านางไม่มีพื้นฐานใดๆ มาก่อน” เขาเคยแปลกใจมาก่อนว่าต้องเป็นอาจารย์แบบไหนกัน ถึงสามารถข้ามขั้นพื้นฐานและถ่ายทอดวิชาปรุงยาขั้นสูงสุดให้นางได้ หรือว่า...ผู้ที่สอนวิชาเทพฮว่าถัวและการปรุงยาให้นางนั้น ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนใกล้เสียชีวิต เพื่อไม่ให้เคล็ดวิชาสาบสูญ จึงบังคับให้นางจดจำเอาไว้


“ยิ่งไปกว่านั้น นางยังมีพรสวรรค์วิชาแพทย์ที่ไม่เลว นางมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์และการปรุงยาครบคู่เฉกเช่นเดียวกันกับอาจารย์” อาจารย์ของเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถ เป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งด้านการแพทย์และการปรุงยา แต่เขาเป็นคนถ่อมตัว รักสันโดษ ชื่อเสียงของเขาจึงไม่โด่งดังเท่ากับลูกศิษย์ทั้งสอง


การแพทย์และยาต่างเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันเสมอมา เมื่อทั้งสองด้านบรรลุถึงความสำเร็จระดับหนึ่ง จึงจะสามารถแสดงออกมาอย่างถึงขีดสุด ทั้งเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถต่างบรรลุถึงระดับที่ผู้คนต่างไม่อาจเอื้อมถึงได้เพียงศาสตร์ด้านเดียวเท่านั้น แม้จะร่วมมือกันก็ไม่สามารถไต่จนถึงระดับสูงสุดได้ มีเพียงการแตกฉานศาสตร์การแพทย์และปรุงยาทั้งสองควบคู่เท่านั้น จึงจะสามารถบรรลุถึงขั้นรักษาให้ฟื้นจากความตายได้อย่างแท้จริง


“ถ้าหาก...นางมีศักยภาพอย่างที่ศิษย์น้องพูด ข้าก็จะนำตำราศาสตร์แพทย์ให้เจ้ายืมใช้ก่อนแล้วกัน” ตำราศาสตร์แพทย์ของเซียนแพทย์เป็นผลผลึกแห่งความบากบั่นตลอดห้าสิบกว่าปีของเขา ภายในบันทึกอาการประหลาดที่ยากจะรักษาเอาไว้นับพันชนิด กล่าวได้ว่ามันเป็นสมบัติแห่งวงการแพทย์ เมื่อได้รับตำรานี้ การศึกษาศาสตร์การแพทย์ก็จะราบรื่นขึ้นเป็นเท่าตัว


จบตอน

Comments