71 บทที่ 71 ศึกชิงลูกศิษย์
ปราชญ์โอสถดีใจมาก ขณะที่กำลังจะกล่าวคำขอบคุณ เซียนแพทย์ก็พูดขึ้นมาอีกว่า
“ไม่ได้สิ เจ้าไม่จริงจังเช่นนี้ ต่อให้เป็นเด็กที่ดีสักแค่ไหน ก็จะถูกเจ้าเลี้ยงจนเสียคน ดูแล้ว ให้ข้าเป็นคนคอยสั่งสอนกู้เยี่ยเอ๋อร์เถอะ”
“หนอย เจ้าเจี่ยงสือโถว เจ้าคิดแย่งกระทั่งลูกศิษย์ข้า! ข้าจะบอกให้นะ ถ้าคิดจะแย่งตัวลูกษย์ไปจากข้าล่ะก็ฝันไปเถอะ! เจ้ามันตาแก่จอมเจ้าเล่ห์ ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องไม่ยอมวางมือ!” ปราชญ์โอสถโกรธจนผมหงอกขาวเต็มหัวต่างตั้งชูขึ้น
เดิมทีเซียนแพทย์ตั้งใจจะแค่กลั่นแกล้งยั่วโมโหศิษย์น้องเพื่อดูสีหน้าตอนโกรธ แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้านั่นจะตะโกนเรียกชื่อเล่นตอนเด็กของเขาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ทันใดนั้นใบหน้าอันแก่ชราของเขาก็แดงก่ำ เขาตบไปที่โต๊ะและพูดเสียงเย็นว่า “วิชาแพทย์งูๆ ปลาๆ ของเจ้า จะสั่งสอนให้นางกลายเป็นยอดอัจฉริยะได้อย่างไร”
“วิชาแพทย์ของเจ้าสุดยอดนักหรือ ทำไมเจ้าไม่ยอมพูดถึงวิชาปรุงยาห่วยๆ ของเจ้าเองเล่า แค่อาศัยวิชาแพทย์ก็สามารถสั่งสอนให้ผู้อื่นกลายเป็นยอดอัจฉริยะไร้ที่เปรียบได้หรือ” ปราชญ์โอสถเองก็ไม่ยอม ชายชราทั้งสองสู้กันราวกับไก่โต้ง โมโหจนหน้าขึ้นสี และต่างจ้องตากันราวกับจะพุ่งเข้ากัดกินเลือดเนื้ออีกฝ่าย
เซียนแพทย์ยิ้มมุมปาก และลูบเคราใต้คาง “อย่างน้อยลูกศิษย์ไม่เอาไหนของข้าก็สามารถแลกเปลี่ยนวิชาการปรุงยากับนางได้” เมื่อพูดจบ เขายังคงจ้องมองปราชญ์โอสถอย่างโกรธเคือง ราวกับจะบอกว่า...ข้ามีลูกศิษย์ที่รู้เรื่องยา แล้วเจ้าล่ะ มีลูกศิษย์ที่รู้วิชาแพทย์ไหม
“นี่เจ้า...เจ้า...” ปราชญ์โอสถมือไม้สั่นราวกับเป็นโรคประหลาด ในที่สุดเขาก็พูดออกมาว่า “เจ้ารู้จักวิชาเทพฮว่าถัวไหม เจ้าทำยาชาเคลิ้มเป็นหรือไม่ เจ้าผ่าตัดเย็บเส้นเอ็นเป็นหรือเปล่า ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เชี่ยวชาญการจับชีพจรและการสั่งยา แต่เจ้าเองก็ไม่รู้จักวิชาการรักษาอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ เราเสมอกัน!”
จวินหย่งหลัวและลูกๆ ของเขาต่างตกตะลึงอยู่รอบข้าง ไม่คิดเลยว่ายอดบุรุษด้านการแพทย์และปรุงยาทั้งสองคนที่มีอายุรวมกันถึงหนึ่งร้อยสี่สิบปี จะทะเลาะกันไม่หยุดราวกับเด็ก แต่ชายชราทั้งสองก็เป็นเช่นนี้เสมอมา ฉู่มู่ฮว่าและกู้เซียวต่างก็เห็นจนชินตาแล้ว
เด็กน้อยกู้หมิงกลับกล่าวแทงใจดำว่า “ท่านปู่ทั้งสอง พวกท่านหยุดทะเลาะกันได้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูว่าน้องสาวของข้าจะยอมเรียนกับใคร อย่าเห็นว่าน้องสาวของข้าอายุน้อยนะ นางมีความคิดความอ่านแล้ว”
เมื่อปราชญ์โอสถได้ยินก็คิดได้ในทันที และพูดอย่างภาคภูมิว่า “เกือบถูกตาแก่นี่หลอกเข้าให้แล้ว ลูกศิษย์ของข้ามีความกตัญญูรู้คุณที่สุด นางขอข้าเป็นศิษย์แล้ว อีกทั้งยังทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์แล้วด้วย ยังจะสามารถย้ายสำนักอีกหรือ”
“พวกเราทั้งสองต่างเป็นสำนักเดียวกัน จะเรียกทรยศทอดทิ้งอาจารย์และย้ายเข้าสำนักอื่นได้อย่างไร” เซียนแพทย์ไม่ชอบสีหน้าท่าทางอันอวดดีของเขา จึงจงใจพูดขึ้นมา
“ตาแก่ ต่อให้เจ้าพูดดีสักแค่ไหน เจ้าหนูเยี่ยของข้าก็ไม่มีทางที่จะถูกเจ้าหลอกไป!” เจ้าหนูนั่นมีความลับมากมายขนาดนั้น จึงต้องพึ่งพาคนเป็นอาจารย์อย่างเขาเพื่อปกปิดความลับ ตาแก่เซียนแพทย์ผู้คนนี้ฉลาดและจริงจังเกินไป เจ้าหนูที่มีความรู้จักแยกแยะไม่ธรรมดาเช่นนั้น จึงไม่มีทางเลือกเขาเป็นอันขาด หากไม่รู้จักแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ก็ไม่มีทางที่จะได้ลูกศิษย์ดีๆ หรอก!
ตัวเอกที่ถูกผู้นำทั้งสองแห่งวงการแพทย์และยาแย่งชิงอย่างไม่หยุดหย่อน เพิ่งจะกินอาหารกลางวันกับฮูหยินเสร็จ และไปที่ลานหินของตัวเองแล้ว
เมื่อเดินเข้าประตูลานหิน ท่าทางอันสง่างามของกู้เยี่ยก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย นางยืดตัวบิดขี้เกียจ บิดเอวบิดคอ สะบัดแขน และร้องออกมาว่า
“โอ๊ย เหนื่อยเหลือเกิน! แม่นางตระกูลชั้นสูงพวกนั้นต้องทำตัวแบบนั้นทั้งวัน ไม่เหนื่อยกันบ้างหรืออย่างไร ดูแล้ว การใช้ชีวิตในบ้านตระกูลใหญ่ก็ไม่ดีเท่าอยู่ในภูเขา อย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ”
เมื่อเหล่าสาวน้อยรับใช้ที่ดูแลทำความสะอาดเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง ต่างก็อดกลั้นยิ้มไม่ได้
เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง ตงเสวี่ยก็ช่วยกู้เยี่ยถอดชุดคลุมออก และรับเตาอุ่นมือของนางวางเอาไว้ด้านหนึ่ง จากนั้นก็มองดูนางทิ้งตัวลงนอนบนเตียง และกลิ้งตัวไปมาบนผ้าห่มอย่างมีความสุข ตงเสวี่ยจึงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“เหล่าแม่นางในตระกูลใหญ่ต่างถูกปิดหูปิดตามาตั้งแต่เด็ก เลยชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ได้ยินมาว่าแม่นางใช้ชีวิตอยู่บนภูเขา ฤดูใบไม้ผลิเด็ดผักป่า ฤดูใบไม้ร่วงเก็บลูกสน ฤดูร้อนเก็บเห็ด ฤดูหนาวจับกระต่าย ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวา บ่าวปรารถนาชีวิตแบบนั้นเหลือเกิน”
“ถ้ามีโอกาส เจ้าลองมาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านชิงซานของพวกเราสิ ข้าจะพาเจ้าไปล่าหมูป่าที่สันเขาหมูป่า เนื้อหมูป่าหอมมาก ต้มด้วยไฟอ่อนข้ามคืน ไม่ต้องปรุงรสอะไรทั้งสิ้น แค่โรยเกลือและเหล้านิดหน่อย มันหอมอร่อยเสียจนอยากจะกลืนลิ้นเข้าไปด้วยเชียวนะ”
กู้เยี่ยกำลังครุ่นคิด ถ้ากลับจากเมืองเหยี่ยนเฉิงก็ใกล้จะข้ามปีพอดี ปีใหม่ของทางเหนือมีธรรมเนียมการเชือดหมูไม่ใช่หรือ บ้านของนางไม่ได้เลี้ยงหมูเอาไว้ ถ้าเอาหมูป่าสักตัวกลับบ้าน ทำกับข้าวจากเนื้อหมู และชวนชาวบ้านมาสังสรรค์ฉลองปีใหม่ล่วงหน้า แบบนั้นก็คงยอดเยี่ยมไปเลย
ตงเสวี่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกใฝ่ฝัน แต่ก็กลับมายังโลกแห่งความจริงอย่างรวดเร็ว “บ่าวไม่มีวาสนาแบบนั้น เมื่อแม่นางสุขภาพดีขึ้น บ่าวอาจต้องกลับไปยังเมืองหลวง”
“ไม่กลับด่านจวิ้นหลางแล้วหรือ” กู้เยี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง และเอียงหัวมองนาง
ตงเสวี่ยส่ายหัวแล้วพูดว่า “ฮูหยินของพวกเราส่งตัวบ่าวมาเพื่อรับใช้คุณชายใหญ่ เซียนแพทย์บอกว่าอาการบาดเจ็บของคุณชายใหญ่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหนึ่งปีครึ่ง จึงจะสามารถกลับคืนสนามรบ นายท่านของพวกเราได้ทูลฝ่าบาทเพื่อขอประจำการที่ด่านชายแดน แต่ฝ่าบาทไม่เห็นด้วย และให้คุณชายสองทำหน้าที่แทนคุณชายใหญ่ชั่วคราว”
“ว้าว ตระกูลฉู่เป็นแม่ทัพถึงสามรุ่น แต่ละคนล้วนแต่เป็นยอดวีรบุรุษสงคราม” เมื่อมีลูกหลานสักคนเกิดขึ้นมา ก็สามารถนำทัพออกศึกได้แล้ว ไม่แปลกใจที่ทำให้ฝ่าบาทหวั่นกลัว ให้ออกเวรทีก็ให้ไปเป็นสิบปี!
ตงเสวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่ไหมเล่าเจ้าคะ! ในบรรดาคุณชายทั้งหกคน คุณชายซานอายุน้อยที่สุด อายุแค่สิบสี่ปี ชายกำยำห้าหกคนก็สู้เขาคนเดียวไม่ได้! แต่ว่าในบรรดาคุณชายทั้งหกคน คุณชายใหญ่ก็เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ล้ำเลิศทั้งด้านบุ๋นและบู้ ศาสตร์พิชัยสงครามก็ยิ่งไม่เป็นปัญหา”
“จริงหรือเปล่า” เมื่อกู้เยี่ยเห็นความนับถือที่ฉายอยู่เต็มหน้าตงเสวี่ย นางก็จงใจพูดขัด “ถ้าสุดยอดขนาดนั้น ทำไมถึงเกือบถูกพวกหรงตี๋ยิงธนูทะลุหัวใจได้ล่ะ”
ตงเสวี่ยกำหมัดอย่างโกรธเคือง และพูดอย่างโมโหว่า “พวกหรงตี๋พวกนั้นไร้ยางอาย เห็นว่าสู้คุณชายใหญ่ไม่ได้ จึงใช้วิธีการสกปรก คุณชายใหญ่ของพวกเราทำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น จึงพลาดท่าถูกโจมตี!”
“ในสนามรบ ไม่มีอุบายดีชั่ว การที่สามารถกำจัดศัตรูและคว้าชัยได้จึงจะเป็นอุบายที่ดีที่สุด คุณชายใหญ่ของพวกเจ้าอายุน้อยเกินไป จึงขาดประสบการณ์รับมือศัตรู ดังนั้นต้องฝึกฝนอีกหลายปี” กู้เยี่ยส่ายหัวด้วยท่าทีที่ดูเต็มไปด้วยประสบการณ์
“ที่แม่นางกู้พูดก็ถูก ในตำราชพิชัยสงครามเคยกล่าวไว้ว่า ‘ศึกสงครามมากเล่ห์กล ความจริงเป็นเท็จ ความเท็จเป็นจริง’ ข้าน้อยอวดดีเกินไป จึงหลงกลอีกฝ่าย” เสียงอันสดใสชัดเจนดังขึ้นจากด้านนอก
กู้หมิงเข้ามาในห้องและพูดกับกู้เยี่ยว่า “น้องสาว แม่ทัพฉู่มาพบเจ้า”
กู้เยี่ยรีบสวมรองเท้าเดินออกจากห้องเพื่อออกไปต้อนรับ พูดอย่างไม่พอใจอยู่ในใจว่า...ไหนบอกว่าผู้ชายไม่สามารถเข้ามาในลานในง่ายๆ ต่อให้เป็นอย่างไร แต่นางก็เป็นแม่นางผู้อ่อนโยน เหตุใดการที่คุณชายฉู่เข้ามาหากลับไม่มีใครรายงานล่วงหน้า
“ข้ามาเยี่ยมอย่างเสียมารยาท แม่นางโปรดให้อภัยด้วย” ฉู่มู่ฮว่าหยุดอยู่หน้าประตู่ครู่หนึ่ง รอให้เด็กรับใช้เปิดม่านก่อน จึงค่อยก้าวเข้าไปอย่างช้าๆ
ถ้าข้าไม่ให้อภัย เจ้าจะไม่เข้ามาหรืออย่างไร...กู้เยี่ยกลอกตา แต่นางเป็นคนประเภทไม่อาจต่อต้านบุรุษงามได้ และเมื่อสายตาได้สัมผัสกับใบหน้าอันสง่าหล่อเหลาของฉู่มู่ฮว่า ความคิดเล็กคิดน้อยในใจของนางก็สลายหายไปในทันที
“บาดแผลของคุณชายฉู่หายดีหรือยัง” นางทักทายกับอาจารย์ อาจารย์ลุงและท่านปู่ที่ตามเข้ามา จากนั้นก็เอ่ยถามฉู่มู่ฮว่าอย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรแล้ว ต้องขอบคุณปราชญ์โอสถและแม่นาง ข้าน้อยจึงยังมีชีวิตมายืนอยู่ที่นี่ได้” ท่วงท่าของฉู่มู่ฮว่าดูสง่างาม จนทำให้กู้เยี่ยเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะย้อนความทรงจำนึกถึงรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าสุขุม ดวงตาอันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งของ...เมื่อเทียบกับเจ้าก้อนน้ำแข็งใหญ่ในชาติที่แล้ว แม่ทัพฉู่คนนี้ก็ถือว่าไม่เลวนัก
“น้องสาว น้องสาว...” สำหรับน้องสาวที่ชอบสติหลุดล่องลอยออกจากตัวตลอดเวลา กู้หมิงรู้สึกจนใจยิ่งนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เจ้าจะเหม่อลอยก็ลอยไปสิ ทำไมถึงต้องจ้องแม่ทัพน้อยไม่เลิกราเช่นนี้ จ้องเสียจนแม่ทัพน้อยหน้าแดงไปทั้งหน้าแล้ว! ไม่ได้การแล้ว ต้องหาโอกาสสั่งสอนน้องสาวอย่างจริงจัง ว่ามองผู้ชายจะมองแค่หน้าตาไม่ได้!
“หือ มีอะไรอย่างนั้นหรือ” กู้เยี่ยเก็บสายตากลับมานิ่งๆ ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับการที่ตนเพิ่งได้จ้องมองใบหน้าคนอื่นอย่างไม่ละสายตา จากนั้นก็หันมองไปที่พี่ชาย
“แม่ทัพน้อยบอกว่าช่วงนี้อากาศดี จึงจะพวกเราไปเดินเที่ยวเล่นที่เมืองเหยี่ยนเฉิง เจ้าจะไปด้วยกันไหม” อุตส่าห์ได้มาเมืองใหญ่ทั้งที กู้หมิงจึงตื่นเต้นเล็กน้อย
กู้เยี่ยมองไปที่อาจารย์ลุงแล้วถามว่า “ข้าก็อยากไป แต่ไม่รู้ว่าจอมกักขังจะปล่อยโอกาสให้ไหม”
เมื่อเซียนแพทย์ได้ยิน ก็โกรธจนเคราเหยียดตรง “ว่าใครเป็นจอมกักขัง ข้าทำเพราะหวังดีกับเจ้าไม่ใช่หรือ ร่างกายผุพังเสียหายของเจ้าเมื่อก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ลุงอย่างข้า เจ้าคงได้ไปจิบน้ำชากับยมบาลตั้งนานแล้ว!”
“ข้าไม่ชอบดื่มชา ยมบาลคงไม่มาหาข้าหรอก” กู้เยี่ยถูกบังคับให้ดื่มยารสขมติดต่อกันกว่าครึ่งเดือนแล้ว จึงรู้สึกขุ่นเคือง ไม่ทำตัวดีกับอาจารย์ลุงเหมือนกับที่ทำกับอาจารย์ของนาง เมื่อปราชญ์โอสถได้เห็น สีหน้าของเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเขาดีใจแค่ไหน
“ไม่รู้จักความหวังดี!” เซียนแพทย์ถูกลูกศิษย์อาจารย์คู่นี้ทำให้โกรธจนพูดไม่ออก
“สรุปข้าออกไปได้ไหม พวกท่านคนไหนจะตอบข้าได้” กู้เยี่ยนึกถึงชุดน้ำชาแก้วที่แม่นางติงฉี่เหมยพูดถึง เลยอยากไปดูที่เรือนอิ่นเจินเต็มที
“ขาก็อยู่ที่ตัวเจ้า เจ้าอยากไปไหนก็ไป ข้าไม่สนแล้ว !” เซียนแพทย์สะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินออกจากลานหินอย่างโกรธเคือง
“อาจารย์ ดูเหมือนว่าอาจารย์ลุงจะโกรธแล้ว” อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นคนช่วยชีวิตตนเอาไว้ กู้เยี่ยรู้สึกได้ว่าท่าทีที่ตนแสดงต่อเขาเกินเลยไปหน่อย
ปราชญ์โอสถส่ายหน้าอย่างไม่สนใจแล้วพูดว่า “อาจารย์ลุงของเจ้าขี้น้อยใจตั้งแต่ไหนแต่ไร หายากที่เขาจะไม่โกรธ ไม่ต้องสนใจเขาหรอก เดี๋ยวเขาก็หายโกรธเอง” โกรธสิดี ถ้าโกรธแล้วก็จะไม่มาแย่งลูกศิษย์ของเขาแล้ว ลูกศิษย์ผู้น่ารัก ทำได้ดีมาก!
กู้เยี่ยครุ่นคิดอยู่ครูหนึ่ง นางยังรู้สึกปล่อยผ่านจิตใต้สำนึกไปไม่ได้ จากนั้นนางจึงหยิบต้นฉบับ ‘ตำราเชียนจิน’ ออกจาก ‘กล่องยา’ เพื่อมอบให้กับเซียนแพทย์แทนคำขอโทษ
“ถึงแม้ว่าอาจารย์และอาจารย์ลุงจะจัดยาขมมากมายมาให้ข้า แต่ก็รักษาอาการของข้าจนหายได้ เมื่อครู่นี้ข้าพูดเช่นนั้นกับเขา นับว่าเสียมารยาทเกินไปแล้วจริงๆ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นคำขอโทษจากข้าก็แล้วกัน”
ปราชญ์โอสถคว้า ‘ตำราเชียนจิน’ เปิดอ่านดูคร่าวๆ จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วพูดว่า “ศิษย์ข้า เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ตำราการแพทย์และยาที่ล้ำค่าเช่นนี้ คนอื่นไม่ซ่อนเอาไว้ก็พกติดตัว แต่เจ้ากลับใจกว้างเอาไปมอบให้กับคนอื่น เก็บเอาไว้ดีๆ เถิด เอาไว้ใช้ตอนเรียนวิชาการแพทย์”
72 บทที่ 72 ออกไปพักผ่อนบ้าง
“อาจารย์ ข้ายังมีฉบับคัดลอกของหนังสือเล่มนี้อยู่ มีคำกล่าวว่า ‘ยอดกระบี่คู่ยอดวีรบุรุษ’ เมื่อตำราแพทย์เล่มนี้อยู่ในมือของผู้ที่เข้าใจมัน จึงจะสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด มิฉะนั้นมันก็จะเป็นเพียงตำราเก่าๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น”
หนังสือที่เกี่ยวกับวิชาแพทย์ โดยเฉพาะของโบราณ กู้เยี่ยมีเก็บเอาไว้มากมายในห้วงมิติ นางคิดจะบริจาคออกไปหลังจากที่สิ้นสุดกลียุค เพื่อไม่ให้มรดกวิชาแพทย์ตลอดหลายพันปีมานี้สูญเปล่า
แผนการตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง นางยังไม่ทันได้เห็นการกลับมาอีกครั้งของความสงบสุขและรุ่งโรจน์ วิญญาณของนางก็ทะลุข้ามภพมาแล้ว ในเมื่อนำหนังสือเหล่านี้มาด้วย ก็อย่าให้มันเสียเปล่า นางเชื่อว่าศิษย์ของอาจารย์ลุงเซียนแพทย์จะต้องยิ่งใหญ่ด้วยสมบัติตำราแพทย์เล่มนี้
“เฮ้อ แต่จะยอมให้เขาเอาเปรียบไม่ได้!” ถึงแม้น่าปราชญ์โอสถจะพูดแบบนี้ แต่ก็รับ ‘ตำราเชียนจิน’ เอาไว้ อาจารย์อีกคนของลูกศิษย์เขาช่างลึกลับยิ่งนัก สมบัติตำราแพทย์ที่ล้ำค่าเช่นนี้ กลับมอบให้กับแม่นางน้อยที่อยู่ในหมู่บ้านชนบท
หรือเป็นเพราะว่าคนผู้นั้นอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแล้ว จึงจำต้องถ่ายทอดสิ่งสำคัญทั้งหมดให้กับลูกศิษย์ อีกทั้งยังนำสมบัติตำราแพทย์เหล่านี้ฝากฝังให้กับลูกศิษย์ของเขา? หากเป็นเช่นนี้ เขาก็รู้สึกโล่งใจแล้ว ที่ไม่มีใครจะแย่งลูกศิษย์ไปจากเขาได้อีกต่อไป หึหึ
หากกู้เยี่ยได้ทราบถึงความคิดของอาจารย์ คงต้องอุทานว่าปราชญ์โอสถผู้นี้ช่างจินตนาการได้เก่งกาจเกินไปแล้ว!
เมื่อมองดูแผ่นหลังของอาจารย์ที่เดินจากไป กู้เยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะพูดอีกว่า
“อาจารย์ ฝากถามอาจารย์ลุงด้วย ว่าพรุ่งนี้ออกไปเดินเล่นในเมืองได้ไหม ข้าอยู่ในลานนี้จนใกล้จะเกิดโรคใหม่แล้ว”
“เจ้าเด็กโง่ ความหมายที่อาจารย์ลุงพูดก็ชัดเจนมากแล้ว แค่ต้องสวมชุดหนาหน่อย ระวังอย่าให้ไอหนาวคุกคาม ก็สามารถออกไปเที่ยวเล่นได้แล้ว เจ้ารอดูเถอะ อาจารย์จะใช้หนังสือเล่มนี้สอนความสามารถของอาจารย์ลุงให้เจ้า ทั้งการจับชีพจรและฝังเข็ม ต่างเป็นเรื่องที่ตาแก่นั่นเชี่ยวชาญ ถ้าเจ้าได้เรียนรู้บ้าง จะต้องเป็นประโยชน์ต่อเจ้าไปตลอดชีวิต” หลังจากนั้น เสียงหัวเราะอันเจ้าเล่ห์ของปราชญ์โอสถก็ดังขึ้น
ทั้งสี่คนที่ยังอยู่ในห้องก็ต่างพูดไม่ออก ฉู่มู่ฮว่าไอสองครั้งแล้วพูดว่า “หายากมากที่ชายชราทั้งสองท่านนั้นจะสามารถรักษาความบริสุทธิ์ในใจเอาไว้”
“อ่า...ฮ่าๆๆ...บางทีการแสดงอารมณ์ของอาจารย์และอาจารย์ลุงคงแตกต่างจากคนปกติอยู่ซักหน่อย! ทำให้คุณชายฉู่หัวเราะเสียแล้ว” กู้เยี่ยขำแห้ง
“ถ้าอย่างนั้น...พวกเราถือว่าตกลงกันแล้วนะ พรุ่งนี้เช้า ข้าน้อยจะมารับพวกท่าน” ฉู่มู่ฮว่าจับมือและพูดอย่างสุภาพกับกู้เซียว จากนั้นก็ออกจากสวนทิงเฟิงและกลับไปยังลานเรือนของตนเอง
เช้าวันที่สอง กู้เยี่ยถูกตงเสวี่ยปลุกให้ตื่นขึ้น และสวมเสื้อให้นางซ้อนทับกันทีละชั้นๆ อย่างตั้งใจ ถ้าไม่ใช่เพราะนางมีร่างกายที่ผอมบาง เสื้อหนามากมายหลายชั้นเหล่านี้ ใส่แล้วจะต้องกลายเป็นก้อนกลมกลิ้งเดินได้แน่นอน นี่มัน...ชักจะเป็นห่วงจนเกินควรไปหน่อยแล้วกระมัง
“พี่ตงเสวี่ย นี่ก็หลายชั้นมากแล้ว ขืนท่านยังสวมทับให้อีกข้าก็คงจะขยับตัวไม่ได้แล้ว” เมื่อกู้เยี่ยเห็นว่าตงเสวี่ยหยิบเสื้อกั๊กขนจิ้งจอกมาอีกตัว กำลังจะสวมให้นาง ก็รีบห้ามไว้ทันที เมื่อครู่นี้ก็ใส่ชุดขนกระต่ายเพิ่มไปแล้วชั้นหนึ่งไม่ใช่เหรอ
ตงเสวี่ยวางเสื้อกั๊กลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “เซียนแพทย์บอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าแม่นางรับความหนาวไม่ได้ ด้านนอกอากาศหนาวเย็น ไม่ใส่เสื้อหลายชั้นหน่อยจะได้อย่างไร”
แต่มันก็ต้องทำอย่างพอดีนะ ถ้าขืนยังใส่เสื้อเพิ่มอีก นางก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นมัมมี่ และขยับงอแขนงอขาไม่ได้แล้ว
หลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จ กู้เยี่ยก็พาตงเสวี่ยออกจากห้อง มองดูท้องฟ้าสีอ่อนที่ราวกับผ้ากำมะหยี่สีฟ้าสดใสบริสุทธิ์ ก้อนเมฆสีขาวก้อนใหญ่ลอยกระจายอยู่เต็มท้องฟ้า สะท้อนคู่กับกองหิมะขาวสะอาดที่อยู่บนพื้น เมื่อออกจากลานหินและเดินไปยังลานนอก หัวใจของกู้เยี่ยก็เต้นแรง ราวกับนกน้อยที่ถูกกักขังไว้เป็นเวลานาน และกำลังจะถูกปล่อยออกไปโบยบิน
ตงเสวี่ยรีบเดินตามกู้เยี่ย และนำชุดคลุมขนจิ้งจอกที่ทั้งหนาทั้งอุ่นในมือคลุมไว้บนตัวนาง กู้เยี่ยรู้สึกได้เพียงความหนักที่อยู่บนตัว ชุดคลุมตัวนี้หนักอย่างน้อยก็ต้องเจ็ดแปดชั่ง อากาศจะหนาวเหน็บสักแค่ไหนก็ทะลุเข้ามาไม่ได้ นางสวมหมวกกันลมมิดชิด เหลือไว้เพียงตาทั้งสองข้างที่โผล่ออกมา ไม่แปลกใจที่ชาติก่อนมีหญิงชนชั้นสูงมากมายชอบใส่ชุดขนสัตว์ มันอบอุ่นมากจริงๆ ด้วย
ตระกูลจวินกลัวว่าด้วยสภาพร่างกายของกู้เยี่ยจะเดินไม่ไหว จึงได้เตรียมรถม้าสำหรับสตรีให้นางเป็นพิเศษ กู้เยี่ยเหยียบโกลนม้าขึ้นไปยังรถม้า ด้านในรถเองก็ถูกบุด้วยผ้าไหมหนา อีกทั้งยังจุดเตาไฟอยู่ ทั้งอบอุ่นทั้งสบาย จึงอดไม่ได้ที่จะคิดปลงอยู่ในใจว่า เป็นคนรวยนี่ช่างสุขสบายจริงๆ มีรถที่มี ‘เครื่องปรับอากาศ’ หรือ ‘เครื่องทำความร้อน’ สำหรับออกจากบ้านด้วย
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ โดยมีกู้เซียวและฉู่มู่ฮว่าขี่ม้าประกบอยู่ทั้งสองข้าง ที่น่าโมโหที่สุดคือเจ้าเด็กบ้าอย่างกู้หมิง เขาบอกว่ารถม้ามีไว้สำหรับให้ผู้หญิงนั่งเท่านั้น ไม่ยอมขึ้นมานั่งกับนาง อีกทั้งยังขอยืมม้าจากตระกูลจวินมาขี่ ดูสีหน้าได้ใจนั่นสิ ในวันที่อากาศอุณหภูมิติดลบสิบกว่าองศา ขี่ม้าจะไปสบายเท่านั่งรถม้าที่มีเตาไฟให้ความอบอุ่นได้อย่างไร
กู้เยี่ยแง้มม่านหน้าต่างออกเล็กน้อยและมองออกไปด้านนอกอย่างสนอกสนใจ ตระกูลจวินอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเหยี่ยนเฉิง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ในย่านใจกลางเมือง อาจเป็นเพราะอากาศหนาวเย็น ถนนจึงไม่ค่อยมีคนนัก ร้านค้าทั้งสองฝั่งก็มีลูกค้าน้อย กู้เยี่ยมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไม่น่าสนใจแล้ว
หลังจากเดินทางไปประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง จวินฉีเฉิงผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉู่มู่ฮว่าส่งเสียงเข้ามาว่า
“ด้านหน้าก็คือเรือนอิ่นเจินแล้ว ที่นี่มีเครื่องประดับ ผ้าและชาดที่เหล่าแม่นางชื่นชอบ ขอเชิยเริ่มเดินเที่ยวซื้อของได้เลย"
แต่เดิมวัตถุประสงค์การมาในครั้งนี้คือการพาพี่น้องตระกูลกู้มาเดินเที่ยวซื้อของ จากการสังเกตในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา หนุ่มน้อยที่ชื่อว่ากู้หมิงเป็นคนที่รักน้องสาวมาก อีกทั้งยังเชื่อฟังน้องสาวตลอด คุณชายน้อยที่รับผิดชอบเดินซื้อของเป็นเพื่อนกับแขกผู้มีเกียรติ นับว่ามีความฉลาดเฉลียวมากที่พาพวกเขามายังสถานที่ที่กู้เยี่ยชื่นชอบก่อน
กู้หมิงกระโดดลงจากหลังม้า ช่วยประคองน้องสาวลงจากรถม้าแล้วพูดว่า “น้องพี่ เจ้าอยากไปดูอะไรก่อน”
แน่นอนว่าที่ที่กู้เยี่ยอยากไปที่สุดก็คือเรือนอิ่นเจิน แต่คนตามมาเยอะขนาดนี้ นางไม่สะดวกที่จะคุยกับเจ้าของร้านเรือนอิ่งเจิน เฮ้อ...วันนี้ถือว่ามาเดินดูลาดเลาก่อนก็แล้วกัน ไว้นางค่อยมาเองวันหลัง
เมื่อกู้เยี่ยเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นคำว่า ‘ร้านรวยทรัพย์’ จากนั้นนางก็ก้าวเท้าเข้าไป กู้เซียว กู้หมิง ฉู่มู่ฮว่าและจวินฉีเชิงที่อยู่ด้านหลังนาง มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างเดินตามนางเข้าไป เมื่อคนรับผิดชอบต้อนรับแขกมาเห็นเข้าก็ถึงกับตะลึง โดยทั่วไปคนที่มาร้านเครื่องประดับล้วนแต่เป็นเหล่าฮูหยินแม่นาง การที่ผู้ชายท่างทางดีกลุ่มใหญ่เดินตามแม่นางคนหนึ่งเข้ามาเช่นนี้ไม่เคยพบมาก่อน แม่นางผู้นี้เป็นใครกันแน่
สายตาของเจ้าของร้านถูกดึงดูดมาที่นี่ การที่สามารถเปิดร้านเครื่องประดับที่ใหญ่ขนาดนี้ จะต้องมีวิสัยทัศน์อยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงจำคุณชายน้อยของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลจวินได้ ตระกูลจวินเป็นตระกูลที่ไม่เป็นสองรองใครในเมืองเหยี่ยนเฉิง
ไม่ต้องพูดถึงราชครูสองสมัยที่อยู่ไกลห่างออกไป เพียงพูดถึงที่อยู่ใกล้ก็แล้วกัน นายใหญ่ตระกูลจวินเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงจนทุกคนในแดนเหนือต่างรู้จัก นายรองตระกูลจวินเป็นผู้ดูแลศาลราชการประจำเมือง เป็นเจ้าหน้าที่อันดับสอง ส่วนนายสามเป็นถึงข้าราชการชั้นสูง แม้แต่นายหญิงเองก็เป็นถึงฮูหยินของขุนนางชั้นสูง ขุนนางผู้รับบัญชาจากฝ่าบาท!
รุ่นรองลงมาล้วนแต่เป็นผู้เยาว์ที่มากความสามารถและมีอนาคตไกล ยกตัวอย่างคุณชายน้อยของตระกูลนี้ อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีก็สามารถสอบผ่านบัณฑิตได้แล้ว กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ การสอบในปีหน้าจะต้องได้เป็นมหาบัณฑิตแน่นอน
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ใบหน้าของเจ้าของร้านก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตรงเข้าไปต้อนรับอย่างอบอุ่น
“คุณชายเก้าแห่งตระกูลจวิน นับว่าช่างเป็นแขกที่พบได้ยาก ท่านต้องการอะไรหรือ ข้าน้อยจะช่วยแนะนำให้”
จวินฉีเฉิงเป็นคุณชายลำดับที่เก้า
จวินฉีเฉิงชี้ไปที่กู้เยี่ยที่กำลังเบิกตากว้างมองไปทั่วร้านและประเมินราคาสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะ ยิ้มพลางพูดว่า “ข้ามาเป็นเพื่อนน้องสาวตระกูลกู้ วันนี้ล้วนเชื่อฟังตามที่นางต้องการ”
เมื่อกู้หมิงได้ยินก็จ้องเขม็งไปที่เขา...ใครเป็นน้องสาวเจ้า! ตีสนิทเกินไปแล้ว นั่นเป็นน้องสาวของข้า น้องสาวของกู้หมิงผู้นี้เท่านั้น!
เจ้าของร้านเดินยิ้มเข้าหากู้เยี่ยอย่างอบอุ่นและไม่เสียมารยาท “แม่นาง ชั้นบนมีของสวยงามอีกมากมาย ถ้าท่านต้องการอะไรก็เชิญบอกได้เลย ข้าน้อยจะให้คนเอามาให้ท่านดู”
เขาคิดทบทวนหลายรอบอยู่ในใจ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าตระกูลจวินมีญาติแซ่กู้...แต่ถึงอย่างไร ต้อนรับนางให้ดีก็พอแล้ว
“ไม่เป็นไร ข้าจะเดินดูเอง เจ้าของร้าน เจ้าทำธุระของเจ้าเถอะ” เวลากู้เยี่ยเดินเลือกซื้อของ ไม่ชอบการมีพนักงานคอยตามติดที่สุด คอยแนะนำอันนั้นคอยแนะนำอันนี้ หนวกหูน่ารำคาญ!
เจ้าของร้านมองไปที่คุณชายเก้าด้วยความเสียหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเขากำลังโบกมือมาที่ตน จึงพูดอย่างมีไหวพริบว่า “เช่นนั้นเชิญแม่นางดูตามสบาย ข้าน้อยขอตัวก่อน หากต้องการสิ่งใดสามารถเรียกข้าน้อยได้ทันที”
จวินฉีเฉิงเห็นฉู่มู่ฮว่าไม่รู้สึกสนใจเครื่องประดับ จึงชี้ไปที่มุมร้านและยิ้มพูดว่า “พี่ใหญ่ พวกเราไปนั่งดื่มชาที่ด้านนั้นดีหรือไม่”
ฉู่มู่ฮว่าไม่รู้สึกสนใจกับสิ่งของต่างๆ ของพวกผู้หญิง จึงพยักหน้ารับข้อเสนอของลูกพี่ลูกน้อง คนใช้ในร้านก็มีไหวพริบนำน้ำชาชั้นดีมาให้
กู้เซียวเห็นว่าหลานสาวแต่งตัวสวยงามราวกับดอกไม้ รู้สึกว่าหญิงสาวควรจะแต่งตัวแบบนี้ จึงตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าที่มีความสวยงามหลายตัวให้กับหลานสาว พร้อมกับเครื่องประดับสวยงามอีกหลายชุด เป็นหญิงสาวจะไม่รักสวยรักงามได้อย่างไร สายตาของเขามองตามไปที่กู้เยี่ย ถ้านางสนใจสิ่งใด เขาก็จะซื้อให้
แต่ว่าหลานสาวสุดที่รักของเขาเดินทั่วร้านไปรอบหนึ่งแล้ว กลับไม่เห็นนางดูเครื่องประดับแม้แต่น้อย หรือว่า...หลานสาวกังวลว่าเครื่องประดับราคาแพงเกินไป พวกเราจะซื้อไม่ไหว
“เสี่ยวเยี่ย เครื่องประดับอัญมณีชุดนี้ไม่เลวเลย เจ้าดูที่หนีบผมชิ้นนี้สิ สีสันสดใสสวยงาม ดูดีมากเลย แล้วก็กำไลวงนี้ด้วย ทั้งใหญ่ทั้งหนา...” กู้เซียวชี้ไปที่เครื่องประดับ พยายามแนะนำอย่างเต็มที่
กู้เยี่ยมองดู แม้ไม่พูดอะไร แต่กลับรู้สึกเป็นกังวลกับสุนทรียศิลป์ของท่านปู่ยิ่งนัก
“ท่านปู่ ท่านแน่ใจหรือว่ามันเหมาะกับหญิงสาว”
“เอ่อ...ซื้อไปก่อนเถอะ รอให้เจ้าโตก่อนค่อยใส่” กู้เซียวเป็นชายชาติทหาร ไม่เคยสนใจว่าเหล่าหญิงสาวสวมใส่เครื่องประดับอะไรกันแม้แต่น้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และรู้สึกว่าถ้าตอนนี้ใส่ไม่ได้ สักวันหนึ่งก็จะใส่ได้อยู่ดี ไม่ต้องสนใจอะไรมากแล้ว ซื้อไปก่อนก็แล้วกัน
กู้เยี่ยอดไม่ได้ที่จะกุมขมับ “ท่านปู่ เครื่องประดับเหล่านี้ ไว้รอให้ข้าแก่จนเท่าฮูหยินตระกูลจวินก่อนค่อยใส่ดีไหม”
เจ้าของร้านที่นั่งอยู่ไม่ไกลยังทนนั่งต่อไปไม่ไหว จึงรีบวิ่งเข้ามาแล้วพูดกับกู้เซียวว่า “นายท่าน ไม่อย่างนั้น ให้ข้าน้อยช่วยแนะนำเครื่องประดับที่เหล่าหญิงสาวนิยมกันให้ดีหรือไม่”
กู้เยี่ยเพิ่งบอกไปว่าไม่ต้องการ แต่กลับถูกปู่ของนางดึงตัวกลับมา “ดี! เหล่าหญิงสาวที่มาซื้อของในร้านนี้ชอบอะไร เจ้าของร้านน่าจะรู้ดีที่สุด เสี่ยวเยี่ย เจ้าก็มาดูด้วยสิว่าชอบไหม”
เจ้าของร้านหยิบปิ่นดอกไม้ลูกปัดหลายอันออกมาเอง มีทั้งแบบสง่าเรียบง่ายและงดงามสดใส อีกทั้งยังมีชุดต่างหูที่เข้ากัน วางเรียงอยู่ตรงหน้ากู้เยี่ย
กู้เยี่ยเห็นท่าทางของปู่ที่จะต้องซื้อของให้นางให้ได้ จึงฝืนใจเลือกปิ่นดอกไม้สีเงินประดับด้วยไข่มุกที่ธรรมดาที่สุด กู้เซียวกลับคิดว่าสาวน้อยควรจะแต่งตัวให้สดใสเสียหน่อย จึงเลือกปิ่นและต่างหูดอกเหมยสีแดงสดเพิ่มอีกชุด แล้วให้เจ้าของร้านจัดห่อให้
กู้เยี่ยรีบห้ามแล้วพูดว่า “ท่านปู่ เมื่อเรากลับไปยังหมู่บ้านชิงซาน เครื่องประดับเหล่านี้ก็คงไม่ได้ใส่มิใช่หรือ”
73 บทที่ 73 เรือนอิ่นเจิน
“ทำไมถึงใส่ไม่ได้ กลัวชาวบ้านนินทา หรือว่ากลัวพ่อและแม่เลี้ยงของเจ้าหาเรื่อง พวกเราใช้เงินของตัวเอง ซื้อเครื่องประดับให้ตัวเองอย่างถูกต้อง ไม่ได้ไปแย่งไปขโมยมาเสียหน่อย คนอื่นอยากจะพูดอย่างไรก็ช่างเถอะ ซื้อ! ซื้อเลย” กู้เซียวสั่งให้เจ้าของร้านห่อให้ทั้งหมด
ขณะที่กำลังจะจ่ายเงิน เจ้าของร้านก็ยิ้มและชี้ไปที่ด้านหลังของพวกเขาแล้วพูดว่า “คุณชายฉู่ที่อยู่ทางโน้นได้จ่ายเงินให้พวกท่านแล้ว”
กู้เซียวเบิกตากว้างราวกับระฆังและพูดอย่างไม่พอใจว่า “แม่ทัพน้อย หาโอกาสเช่นนี้ได้ยากยิ่งนัก ที่ข้าจะได้ซื้อของขวัญให้หลานสาว เจ้าจะแย่งจ่ายเพื่ออะไร รีบเอาเงินกลับไป”
ถึงแม้ว่าหลานสาวของตนจะอายุน้อย แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี จะให้รับเครื่องประดับจากผู้ชายเรื่อยเปื่อยซี้ซั้วได้อย่างไร คุณชายใหญ่ผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ คงจะไม่ใช่กำลังคิดอะไรมิดีมิร้ายกับหลานสาวของตนอยู่หรอกนะ กู้เซียวรีบยัดเงินเข้าไปในอ้อมอกของเจ้าของร้าน ให้เขารีบคืนเงินให้กับคุณชายฉู่
“ท่านปู่กู้ ท่านเห็นข้าเป็นคนนอกเกินไปแล้ว จากความสัมพันธ์ของท่านกับท่านปู่ข้า หลานสาวของท่านก็เหมือนกับน้องสาวของข้า น้องกู้ติดตามอาจารย์ของนางมานาน อีกทั้งยังช่วยชีวิตของข้าเอาไว้ เครื่องประดับเหล่านี้ถือเป็นคำขอบคุณ ท่านอย่าได้ขัดเลย” ฉู่มู่ฮว่ายิ้มอย่างอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่าน แม้แต่หิมะน้ำแข็งก็ยังละลายได้
“เอ่อ...ไม่ได้...ไม่ได้!” กู้เซียวยังคงปฏิเสธ “ถ้าเจ้าอยากจะเลือกของขวัญแทนคำขอบคุณ จะเลือกอะไรก็ได้ แต่ยกเว้นเสื้อผ้าและเครื่องประดับเหล่านี้!”
กู้หมิงก็พยักหน้าอย่างแรงอยู่ที่ด้านหนึ่ง เฮ้อ มีคนจะมาแย่งน้องสาวอีกแล้ว มีเงินแล้วใหญ่นักเหรอ มีเงินแล้วนับใครเป็นน้องสาวก็ได้เหรอ ถ้ามีเขากู้หมิงอยู่ ใครอื่นก็อย่าได้คิดจะแย่งน้องสาวไปจากเขา!
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้” ฉู่มู่ฮว่าเข้าใจความหมายที่กู้เซียวพูด จึงรู้สึกขำอยู่ในใจ แม่นางกู้ดูอายุยังไม่ถึงสิบปีดีเลย ท่านปู่กู้ก็หวงแหนอย่างเข้มงวดแล้ว นับว่าเป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปหรือเปล่า แต่ว่า...ถ้าเป็นน้องสาวของเขาจริงๆ หากมีชายอื่นมอบของเหล่านี้ให้นาง เขาก็จะทำให้เจ้านั่นได้หาฟันที่ร่วงเต็มพื้น! เฮ้อ ไม่รู้ว่าน้องสาวที่อาภัพของเขา ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว...
เครื่องประดับทั้งสองชุดนี้ถือเป็นของที่ราคาถูกที่สุดในร้านแล้ว แต่ก็ยังใช้เงินของกู้เซียวไปกว่าห้าสิบตำลึง กู้เยี่ยรับของขวัญจากท่านปู่เอาไว้ แอบถอนหายใจอยู่ในใจ ยาที่ตัวเองใช้เวลาปรุงขึ้นตั้งหนึ่งเดือน ซื้อเครื่องประดับได้แค่สองชิ้นเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในเมืองใหญ่ช่างสูงจริงๆ นางต้องพยายามต่อไป
คนทั้งกลุ่มเดินออกจากร้านเครื่องประดับ และมาถึงโรงปักทอ กู้เซียวไม่สนใจคำห้ามปรามของหลานสาว แล้วให้ช่างตัดชุดตัดเสื้อให้นางไปสองชุด กู้เยี่ยแอบถอนหายใจอยู่ในใจไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ ผ้าพวกนี้...ผ้าไหมพวกนี้ พอขึ้นเขาผ้าพวกนี้ก็จะขาดวิ่นกลายเป็นแค่ผ้าขี้ริ้ว ไม่ เนื้อผ้าพวกนี้ไม่ซับน้ำ จะเอามาทำเป็นผ้าขี้ริ้วยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
ฉู่มู่ฮว่ามองดูอยู่ด้านหนึ่งอย่างสนอกสนใจ แม่นางบ้านอื่นๆ เมื่อได้ยินว่าจะตัดชุดใหม่ให้ มีแต่ต่างดีอกดีใจ แต่แม่หนูกู้ผู้นี้กลับหน้าตึง ไม่สนใจเลยซักนิด น่าสนใจจริงๆ ยิ่งมองยิ่งชวนให้อยากชิงตัวนางกลับบ้านมาเป็นน้องสาวจริงๆ เลย เมื่อนึกถึงวัยเด็กอันน่าสังเวชของแม่นางผู้นี้ คุณชายฉู่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร
เมื่อไปถึงร้านขนสัตว์ กู้เซียวก็เป็นห่วงว่าหลานสาวร่างกายอ่อนแอ จะอดทนกับความหนาวเหน็บบนภูเขาไม่ได้ จึงสั่งทำชุดขนสัตว์หนาๆ สองตัวและชุดคลุมที่เข้ากันให้นาง ใช้เงินไปหลายร้อยตำลึงในทีเดียว จนทำให้กู้เยี่ยรู้สึกปวดใจ
กู้เยี่ยออกจากร้านขนสัตว์อย่างรวดเร็วราวกับวิ่งหนี จากนั้นก็เงยหน้ามองเห็นตัวอักษรอันสวยงามที่เขียนว่า ‘เรือนอิ่นเจิน’ นี่มันแผ่นป้ายของใคร ลายมือถึงได้ให้ความรู้สึกอิสระเสรีเช่นนี้ กล่าวกันว่าลายมือสะท้อนถึงบุคคล คนคนนี้จะต้องมีเอกลักษณ์น่าสนใจแน่นอน!
เรือนอิ่นเจินเป็นอาคารสูงใหญ่ที่สูงสามชั้น แต่ละชั้นต่างมีพื้นที่หลายร้อยตารางวา ชั้นที่หนึ่งเป็นของที่หาได้ทั่วไป สินค้าในชั้นที่สองเป็นของหายาก ส่วนชั้นที่สามได้รวบรวมสมบัติหายากจากแผ่นดินใหญ่
วัตถุประสงค์ของกู้เยี่ยคือการหาเจ้าของร้านเรือนอิ่นเจิน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แก้ว ดังนั้นคนรอบตัวยิ่งน้อยก็ยิ่งดี นางยิ้มแล้วพูดเสนอว่า “คุณชายทั้งสอง ท่านปู่ ท่านพี่ พวกเราแยกย้ายกันเดินเถอะ เดินเสร็จแล้วค่อยมารวมตัวกันที่จุดพักผ่อนตรงชั้นหนึ่ง เป็นอย่างไร”
บังเอิญเสียจริง จวินฉีเฉิงและฉู่มู่ฮว่าก็อยากเดินดูด้านใน เมื่อเดินเข้าประตู กู้เซียวก็ถูกชั้นอุปกรณ์อาวุธดึงดูดความสนใจ ส่วนกู้หมิงเพิ่งเคยเข้าร้านที่หรูหราเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาแอบรู้สึกประหม่า จึงต้องคอยเดินตามน้องสาว เพื่อไม่ให้พลัดหลงกันเนื่องจากคนเยอะ
กู้เยี่ยเดินตรงไปที่ชั้นจัดวางชุดน้ำชาแก้วตามที่ติงฉี่เหมยบอก แต่กลับพบว่าด้านในว่างเปล่า เอ๋ ชุดน้ำชาแก้วล่ะ ไม่ใช่บอกว่าเป็นสมบัติประจำร้านที่ไม่ปล่อยขายเหรอ กู้เยี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
อิ่นป๋าได้เดินเตร่ไปมาจนทั่วในเรือนอิ่นเจินมาหลายวันแล้ว และรู้สึกร้อนใจมาก...ผลิตภัณฑ์แก้วถูกกระจายข่าวมาหลายวันแล้ว เหตุใดแม่นางกู้ยังไม่ ‘ติดกับดัก’ อีก...แค่กๆ หลงกลสิ! หลงกลเสียที! เพื่อให้แม่นางรับรู้เรื่องนี้ได้โดยเร็วที่สุด เขายังจงใจสืบความสัมพันธ์ของตระกูลจวินกับผู้คนในเมืองเหยี่ยนเฉิง วิธีที่จะสามารถกระจายข่าวไปยังตระกูลจวินได้ เขาก็จัดการจนเรียบร้อยแล้ว แต่นี่ก็สามวันแล้ว ทำไมถึงยังไม่มีวี่แววเลย ไม่เช่นนั้น....คืนนี้เขาไปสืบดูที่ตระกูลจวินสักหน่อยจะดีไหมนะ
เอ๋ เดี๋ยวนะ...เจ้าคนขี้กลัวนั่นเป็นพี่ชายของแม่นางกู้ไม่ใช่หรือ หญิงสาวที่แต่งตัวสวยงามซึ่งอยู่ข้างๆ เขา...ดูแล้วคุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก อิ่นป๋าถูกเจ้านายทิ้งไว้ที่หมู่บ้านชิงซาน และเขาได้ปกป้องแม่นางกู้เป็นการส่วนตัวอยู่ระยะหนึ่ง จึงจดจำตัวตนของกู้เยี่ยได้อย่างรวดเร็ว
หรือว่าจะเป็นอย่างที่คนว่ากันว่า ‘พระพุทธรูปต้องหุ้มทอง คนต้องสวมผ้า’ แม่นางผู้นี้พอแต่งเนื้อแต่งตัวขึ้นมา นับว่าดูงดงามโดดเด่น โดยเฉพาะดวงตาโตๆ เฉลียวฉลาดคู่นั้น ดูเพิ่มความโดดเด่นให้กับใบหน้าเล็กๆ นั้นไม่น้อยเลย จะไม่พูดก็ไม่ได้ เตี้ยนจุนนี่ตาถึงจริงๆ!
ในที่สุดเป้าหมายที่อิ่นป๋าเฝ้ารอก็มาถึงแล้ว เขาอารมณ์ดีมาก และเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มที่เต็มใบหน้า
“คุณชายผู้นี้ กำลังมองหาสินค้าประเภทไหนอยู่หรือ ให้ช่วยแนะนำไหม”
นานๆ ทีอิ่นป๋าจะได้เปลี่ยนจากชุดดำเป็นอาภรณ์สีม่วงอ่อน ศีรษะสวมมงกุฎ เอวคาดสายคาดหยก และยังสวมแหวนหยกวงใหญ่ไว้ที่นิ้วหัวแม่มือด้วย มองดูแล้วราวกับเศรษฐีใหม่ผู้อวดดี กู้หมิงไม่ชินกับความเป็นกันเองของเขา จึงพูดอย่างประหม่าว่า
“ข้ามาเดินดูกับน้องสาว”
กู้เยี่ยกำลังถามใครสักคนเกี่ยวกับเรื่องแก้ว จึงเอ่ยถามว่า “เจ้าเป็นหลงจู๊ของที่นี่หรือ”
“ใช่แล้ว...แม่นาง มีอะไรให้ข้าช่วยไหม” อิ่นป๋าแอบขยิบตาให้หลงจู๊ตัวจริงของเรือนอิ่นเจิน เพื่อส่งสัญญาณไม่ให้เขาเข้ามาทักทาย
เรือนอิ่นเจินก็เป็นกิจการของตำหนักเร้นวิญญาณ ซึ่งตั้งกระจายไปตามสามเมืองมหาอำนาจและสิบหกเมืองขึ้นใหญ่ เดิมทีก็เพื่อความสะดวกในการรวบรวมข้อมูล หลังจากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้น จนกลายมาเป็นกิจการที่หาเงินให้กับตำหนักเร้นวิญญาณได้มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในห้วงเวลาไหน ของฟุ่มเฟือยก็เป็นของที่ตลาดต้องการเป็นอย่างมาก
อิ่นป๋าเป็นหนึ่งในสี่องครักษ์ลับ ซึ่งเป็นมือขวาของตำหนักเร้นวิญญาณของเตี้ยนจุน ตอนที่มาถึงเรือนอิ่นเจินของเหยี่ยนเฉิงเมื่อสามวันก่อน ทำให้หลงจู๊ถึงกับตกใจ ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไร ถึงขั้นต้องให้ท่านสามขององครักษ์ลับออกโรง ด้วยเหตุนี้เขาจึงคอยกังวลอยู่ตลอดเวลา
หลงจีไม่คาดคิดเลยว่าท่านองครักษ์ลับที่เดินเตร่อยู่ในร้านสามวัน ในที่สุดวันนี้ก็มีท่าทีแล้ว แต่เป้าหมายกลับเป็นเจ้าหนูสองคนที่ดูไม่สะดุดตา ในยุทธภพมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ‘ผู้ที่ยิ่งไม่สะดุดตาก็ยิ่งอันตราย’ เขานึกถึงคนแคระยอดนักฆ่าคู่หนึ่งในยุทธภพ หรือว่า...หลงจู๊รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันที รีบระดมองครักษ์ทั้งหมดที่ทั้งเผยตัวและซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆ เตรียมความพร้อมรับมือ
สัญชาตญาณอันแม่นยำของกู้เยี่ยได้บอกกับนางว่าร้านค้าร้านนี้ดูไม่ปกติ โดยเฉพาะบรรยากาศในตอนนี้ ราวกับมีแรงกดดันจากภัยที่ใกล้จะมาเยือน นางมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง และสังเกตเห็นว่าแขกตรงชั้นหนึ่งเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าสายตาของแม่นางตรงหน้าดูระมัดระวังตัวขึ้น อิ่นป๋าก็นึกถึงสิ่งที่เตี้ยนจุนเคยบอกเขา ‘แค่คอยปกป้องอย่าง ‘ห่างๆ’ ’ องครักษ์ของเรือนอิ่นเจินล้วนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากตำหนักเร้นวิญญาณ ซึ่งปล่อยตัวพวกเขาออกมาอยู่ในร้านก็เพื่อฝึกฝนหาประสบการณ์ หลังจากที่ผ่านการคัดเลือก ก็จะกลายเป็นผู้คุ้มกันขององครักษ์ลับ ไม่คิดเลยว่าการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้จะถูกแม่นางกู้รู้สึกได้ พลังการสังเกตช่างฉับไวยิ่งนัก!
อิ่นป๋าส่งสัญญาณให้กับหลงจู๊ ไม่นานนัก เหล่าองครักษ์ลับที่แฝงตัวอยู่กับแขกก็ถอนตัวกลับ ภัยอันตรายได้หายไปแล้ว คิ้วของกู้เยี่ยที่ขมวดอยู่ก็คลายลงเล็กน้อย
“หลงจู๊ ร้านของพวกเจ้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ไม่เลวเลย!” แน่นอนว่าการกระทำลับหลังของอิ่นป๋า ไม่ได้หลุดรอดจากสายตาของกู้เยี่ย
อิ่นป๋าขำแห้งไปหลายที และจ้องไปที่หลงจู๊ตัวจริงครั้งหนึ่งเป็นการตักเตือนว่าอย่าทำอะไรโดยพลการอีก ก่อนอธิบายว่า “ในเรือนอิ่นเจินของพวกเรา สินค้าที่ราคาถูกที่สุดก็มากกว่าร้อยตำลึงเงินแล้ว หากการรักษาความปลอดภัยไม่ดีพอ สำหรับพวกเราแล้ว นับเป็นหายนะขั้นสุดเลยทีเดียว เมื่อครู่นี้เป็นเพียงการซ้อมอย่างลับๆ ขององครักษ์ในร้านเรา ไม่คิดว่าแม่นางจะสามารถมองออกได้ ดูเหมือนว่าการป้องกันของพวกเรายังต้องเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอีก”
“ถือว่าไม่เลวแล้ว” กู้เยี่ยจ้องมองอย่างสนใจไปยังเหล่าองครักษ์ที่ปลอมตัวเป็นลูกค้าและกำลังค่อยๆ ถอยจากไป ที่แท้ก็เป็นแค่การซ้อมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ทำให้นางตื่นเต้น นึกว่าจะพบกับการปล้นเสียอีก!
องครักษ์ลับในร้านได้ซ่อนตัวอย่างแนบเนียนจากการฝึกอย่างเข้มงวดแล้ว แม้แต่เขายังไม่อาจมองออกได้ เหตุใดถึงหนีไม่พ้นสายตาของแม่นางกู้ นางไม่มีทางที่จะเป็นแค่หญิงสาวในหมู่บ้านธรรมดา นางเป็นใครกันแน่ อิ่นป๋าคิดทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า
“หลงจู๊ ได้ยินมาว่าร้านของพวกเจ้ามีสมบัติประจำร้านที่มาใหม่ ทำไมถึงไม่เห็นเลย!” จิตใจของกู้เยี่ยกลับมาที่เรื่องสำคัญหลักอีกครั้ง
เพราะเขากระจายข่าวมากเกินไปหน่อย ลูกค้าที่มาชื่นชมชุดน้ำชาแก้วในแต่ละวัน มากเสียจนเกือบทำให้ชั้นหนึ่งแออัดกันแน่น ส่วนตัวละครหลักก็ยังไม่มาเลย เพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์แก้วได้รับความเสียหาย อิ่นป๋าจึงต้องนำ ‘สมบัติประจำร้าน’ ย้ายไปที่ชั้นสามแทน
ชั้นหนึ่งของเรือนอิ่นเจินเป็นจุดที่ใช้ต้อนรับลูกค้าธรรมดาทั่วไป ใครก็สามารถเข้ามาเดินดูได้ตามสบาย ส่วนชั้นสองขึ้นไปก็จะมีข้อจำกัดแล้ว ลูกค้าที่จะขึ้นชั้นสองต้องจ่ายค่ามัดจำหนึ่งพันตำลึง เพื่อเป็นการแสดงว่าตนมีกำลังทรัพย์เพียงพอ และถ้าหากต้องการขึ้นชั้นสาม ก็ต้องจ่ายหนึ่งหมื่นตำลึง
หากไม่มีสินค้าที่ถูกใจ ก็จะคืนเงินเหล่านี้ให้ทั้งหมด แต่ถ้าเจอของที่ถูกใจ ก็จะสามารถหักจ่ายกับค่ามัดจำ คืนเงินมากชดเชยน้อย
แต่ว่าสำหรับพี่น้องแซ่กู้คู่นี้แล้ว กฎนี้แน่นอนว่าต้องเป็นข้อยกเว้น อิ่นป๋าชี้ไปที่ชั้นสามแล้วพูดว่า “แม่นางอยากเห็นผลิตภัณฑ์แก้วหรือ เชิญตามข้าขึ้นไปที่ชั้นสาม”
กู้เยี่ยไม่คิดมากอีกต่อไปและเดินตาม ‘หลงจู๊’ ขึ้นไปชั้นบน กู้หมิงเดินตามหลังน้องสาวอยู่สองก้าว ในขณะที่เขากำลังจะเดินขึ้นไป ก็ถูกใครบางคนดึงแขนเสื้อเอาไว้อย่างรุนแรง
“เจ้าทำอะไร ข้ารู้จักเจ้าหรือ” กู้หมิงหันหน้ากลับไปอย่างประหลาดใจ และมองเห็นชายร่างท้วมที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนกำลังดึงแขนเสื้อของตนเอาไว้อย่างเต็มแรง เขาสะบัดแขน แต่ก็ไม่สามารถสะบัดหลุดออกจากชายคนนั้นได้
ชายร่างท้วมตะโกนอย่างไม่พอใจ “ทำไมเขาถึงขึ้นชั้นสองได้ แต่ข้าขึ้นไม่ได้ เขาดูยากจนข้นแค้น ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถจ่ายค่ามัดจำหนึ่งพันตำลึงได้!”
74 บทที่ 74 ปัญหามาหาถึงที่
ชายร่างท้วมคนนั้นแต่งกายด้วยชุดหรูหรา ราวกับต้นคริสต์มาสที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับแวววาว นิ้วทั้งสิบที่บวมราวกับไส้กรอกสวมแหวนทองขนาดใหญ่เอาไว้แปดวง ในเวลานี้ ไส้กรอกอ้วนๆ ทั้งห้าชิ้นกำลังดึงแขนเสื้อของกู้หมิงเอาไว้อย่างแน่นหนา ไขมันเต็มใบหน้ากำลังสั่นเทาตามการเคลื่อนไหวของเขาไม่หยุด
อิ่นป๋าเห็นแม่นางกู้ค่อยๆ ขมวดคิ้ว จึงรีบถามว่า “มีเรื่องอะไรหรือ”
คนที่รับผิดชอบต้อนรับชายร่างท้วมรีบตามขึ้นมาแล้วพูดว่า “ลูกค้าท่านนี้อยากขึ้นชั้นสอง แต่ไม่ยอมจ่ายค่ามัดจำ”
“เจ้าคนบ้านนอกคอกนาที่ไหนกัน แม้แต่กฎของเรือนอิ่นเจินก็ไม่รู้ ยังจะมาสร้างความวุ่นวายอะไรอีก ยังไม่รีบไล่ออกไปเพื่อไม่ให้รบกวนลูกค้าท่านอื่น” เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังต้องให้ท่านองครักษ์ลับอย่างเขาออกหน้า จะมีลูกน้องอย่างพวกเจ้าเอาไว้ทำอะไร
“ช้าก่อน! เจ้าอย่าบอกนะว่าคนยากจนผู้นี้สามารถจ่ายเงินหนึ่งพันตำลึงได้! เรือนอิ่นเจินของพวกเจ้ายังจะแบ่งลูกค้าออกเป็นประเภทหรือ แบบนี้มันร้านใหญ่รังแกลูกค้า” ชายร่างท้วมชี้และตะโกนไปที่กู้หมิงอย่างไม่พอใจ
กู้หมิงคาดไม่ถึงว่ามีกฎแบบนี้อยู่ ทันใดนั้นจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ขึ้นชั้นสองต้องจ่ายเงินหรือ ต่อให้หั่นเขาออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปขาย ก็มีมูลค่าไม่ถึงหนึ่งพันตำลึง!
“เจ้าว่าใครยากจน!” กู้เยี่ยไม่พอใจ มีเงินแล้วดีเลิศนักหรือ พูดอย่างกับว่าคนอื่นเขาไม่มีเงิน ก็แค่หนึ่งพันตำลึงเอง ในห้วงมิติของนางมีกระทั่งเงินทองของอาจารย์ที่ฝากเก็บรักษาเอาไว้ คิดว่าจะมีเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาได้ไหมล่ะ
นางเดินลงบันไดไปสองขั้น และยื่นมือหยิกไปที่จุดชีพจรบนข้อมือของชายร่างท้วม ชายร่างท้วมผู้นั้นรู้สึกเจ็บที่ข้อมือราวกับถูกทิ่มแทงเข้าไปในกระดูก จึงก็รีบปล่อยกู้หมิงและสะบัดมือไม่หยุด
กู้เยี่ยจ้องมองเขาอย่างเย้ยหยันและพูดเยาะเย้ยว่า “ถ้าเจ้าไม่จน แล้วทำไมเงินมัดจำแค่หนึ่งพันตำลึงก็ยังไม่ยอมจ่าย หรือว่าแหวนทองวงใหญ่ๆ ของเจ้าจะเป็นของปลอมหมด ตัวเจ้าที่ดูเหมือนมีทรัพย์สินมั่งคั่ง ที่แท้ก็แค่ตบหน้าตัวเองจนบวม แสร้งเป็นคนหน้าใหญ่ใจโต ไม่สิ ข้าเผลอใส่ร้ายเจ้า หน้าของเจ้าไม่ได้โดนตบจนบวม แต่อ้วนจริง!”
แม้ว่าเสียงของนางจะไม่สูง แต่เดิมทีเสียงของเด็กก็มีความแหลมอยู่บ้าง คนที่จับจ่ายอยู่ในเรือนอิ่นเจินล้วนแต่เป็นคนค่อนข้างมีฐานะ ถึงแม้ว่าชั้นหนึ่งจะมีคนอยู่ไม่น้อย แต่กลับเงียบมาก เสียงของนางดังสะท้อนอยู่ในห้องโถงใหญ่ เมื่อบรรดาลูกค้าที่อยู่ชั้นหนึ่งได้ยินเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“นี่เจ้า...เชื่อไหมว่าข้ากล้าชกเจ้า!” ชายร่างท้วมอับอายจนกลายเป็นโกรธ เขายกกำปั้นที่เหมือนกับขาหมู และพุ่งเข้าหากู้เยี่ย อิ่นป๋าเหลือบมองและรีบเข้าปกป้อง
ยังไม่ทันที่เขาจะลงมือ ชายร่างท้วมผู้นั้นก็ล้มลงตรงบันไดจนดัง ‘ตุ้บ’ จมูกของเขากระแทกกับขอบขั้นบันไดอย่างแรง จนเลือดกำเดาไหลออกมาในทันที จากหางตาอิ่นป๋ามองเห็นขาของแม่หนูกู้เยี่ยที่กำลังยื่นกลับอย่างรวดเร็ว ทำได้ดี!
“ไอ้หยา! เจ้าระวังตัวเองหน่อยสิ เจ้าตัวหนักขนาดนี้ ถ้าเผลอไม่ระวังก็จะทำบันไดร้านค้าชาวบ้านเขาพังถล่มได้เชียวนะ ถ้าทำให้สินค้าเสียหายหรือมีใครได้รับบาดเจ็บ กลัวว่าต่อให้ชั่งน้ำหนักตัวเจ้าไปขายก็ชดใช้ไม่ไหว!” กู้เยี่ยจีบนิ้วจับผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก พูดด้วยเสียงแผ่วเบา
ชายรางท้วมโกรธแค้นราวกับคนที่ฟื้นขึ้นจากความตายด้วยไฟแค้น เขาพยายามดิ้นรนปีนขึ้นมา เช็ดเลือดกำเดาและพุ่งเข้าใส่กู้เยี่ยด้วยใบหน้าอันโหดเหี้ยมน่ากลัว ในเวลานี้ องครักษ์ในร้านก็หาได้มีเมตตาไม่ บุรุษร่างกำยำสองคนจับแขนทั้งสองข้างของชายร่างท้วมไว้แน่น ควบคุมตัวเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา
“เมื่อกล้ามาก่อความวุ่นวายในเรือนอิ่นเจินของพวกข้า ก็ต้องได้รับผลที่ตามมา พวกเจ้าเอาตัวมันไปที่ศาลปกครองเมือง ให้ท่านเจ้าเมืองจัดการ!” ด้วยอำนาจของตำหนักเร้นวิญญาณ แม้แต่เหล่าขุนนางยังต้องไว้หน้า ประกอบกับเจ้าเมืองเหยี่ยนเฉิงก็เป็นพรรคพวกของตน เมื่อวานพวกเขาสองพี่น้องก็ยังไปกินข้าวด้วยกัน เมื่อชายร่างท้วมถูกส่งเข้าไปในศาลปกครองเมือง ก็อย่าหวังที่จะได้จบด้วยดี!
ทว่าหลังจากที่ชายร่างท้วมอาละวาด ที่ชั้นหนึ่งก็มีลูกค้าบางคนแสดงความไม่พอใจผ่านทางสายตา ผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จ่ายค่ามัดจำไม่ไหว จึงทำได้เพียงชื่นชมของที่อยู่ชั้นหนึ่งเท่านั้น เหตุใดเจ้าเด็กสองคนนี้ถึงสามารถขึ้นชั้นสองได้ แต่พวกเขากลับไม่ได้ เลือกปฏิบัติเกินไปหรือเปล่า
อิ่นป๋ากวาดสายตามองผู้คนเหล่านี้อย่างเฉยชา แล้วพูดเย้ยหยันว่า “ทั้งสองท่านนี้มาด้วยกันกับคุณชายเก้าแห่งตระกูลจวินที่อยู่ชั้นบน เรือนอิ่นเจินไม่มีกฎว่าหากมาเป็นครอบครัวต้องจ่ายค่ามัดจำเป็นจำนวนหัว!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! เหล่าลูกค้าตรงชั้นหนึ่งที่รู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้ได้ถอนสายตากลับแล้ว
“แม่นางน้อย เชิญตามข้าน้อยขึ้นมาเถอะ” อิ่นป๋าทำท่าเชื้อเชิญ
อย่างไรก็ตาม กู้เยี่ยกลับไม่ได้ก้าวขึ้นไป เอาแต่ยืนนิ่งยิ้มจ้องมองดูเขาโดยที่ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ทันใดนั้น อิ่นป๋าก็รู้สึกว่าขนที่คอลุกชัน เป็นอะไรไป กู้ไหน่ไนน้อย ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าขุ่นเคืองใช่ไหม
“หลงจู๊มีอคติกับคนบ้านนอกหรือ” ขณะที่หน้าผากของอิ่นป๋าเริ่มมีหยาดเหงื่อผุดขึ้นเรื่อยๆ กู้ไหน่ไนน้อยผู้นี้ก็เอ่ยปากพูดในที่สุด
โธ่เอ๋ย ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เมื่อครู่นี้เพิ่งด่าไอ้อ้วนนั่นว่าบ้านนอกคอกนา จนทำให้กู้ไหน่ไนน้อยผู้นี้ขุ่นเคือง!
“เปล่าขอรับ! ไม่ได้อคติเลยแม้แต่น้อย ข้ารู้สึกซาบซึ้งต่อคนบ้านนอกด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีพวกเขา สิ่งต่างๆ ที่พวกเรากิน ไม่ว่าจะข้าวเอย บะหมี่เอย ผักเอย...จะเอามาจากที่ไหน ข้าจะอคติต่อพวกเขาได้อย่างไร เมื่อครู่นี้ข้าพูดผิดไป ไอ้อ้วนน่าตายนั่น เอามันไปเทียบกับคนบ้านนอก นับว่าช่างเป็นการดูถูกคนบ้านนอกเสียจริง!” อิ่นป๋าใช้ลิ้นสามนิ้วไม่เน่าลิ้นนี้พลิกแพลงแก้ตัวในทันที ถ้าหากทำให้กู้ไหน่ไนน้อยโกรธ และถูกนายท่านรู้เข้า เขาต้องอยู่ไม่เป็นสุขอย่างแน่นอน!
“อ้อ ไม่อคติก็ดีแล้ว” ในตอนนี้กู้เยี่ยจึงได้เริ่มก้าวเท้าและเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นๆ “ไปกันเถอะ พาคนบ้านนอกอย่างข้าไปชื่นชมสมบัติประจำร้านของเจ้าเถอะ”
ถึงแม้ไม่รู้ว่าเหตุใดหลงจู๊จอมเจ้าเล่ห์ผู้นี้ถึงปฏิบัติต่อนางดีกว่าคนอื่น แต่ดูจากท่าทีเอาใจใส่ของเขา และความเคารพที่เก็บซ่อนเอาไว้อยู่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกคนเลว บางทีนางอาจจะได้บารมีจากตระกูลจวินหรือตระกูลฉู่หนุนหลังอยู่กระมัง
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ นางก็เดินตาม ‘หลงจู๊’ มาถึงบันไดขึ้นชั้นสามโดยไม่รู้ตัว เมื่อฉู่มู่ฮว่าที่กำลังเดินเล่นอยู่ตรงชั้นสองเห็นเข้า สายตาของเขาก็เปลี่ยนไป เขาคิดว่าลูกพี่ลูกน้องตระกูลจวินได้จ่ายค่ามัดจำสำหรับขึ้นชั้นสามให้แล้ว จึงแอบรู้สึกชื่นชมความเอาใจใส่ของจวินฉีเฉิง
ส่วนจวินฉีเฉิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็มองเห็นว่ากู้เยี่ยและพี่ชายขึ้นไปที่ชั้นสามเช่นเดียวกัน จึงรู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องของตนช่างใจกว้างเหลือเกิน แม้แต่ค่ามัดจำสำหรับขึ้นชั้นสามก็ยังแย่งจ่ายให้แล้ว นับเป็นความเข้าใจผิดอันงดงามที่ได้เกิดขึ้น
กู้เยี่ยที่สับสันกับกฎการจ่ายค่ามัดจำของเรือนอิ่นเจิน ในตอนนี้ก็ถูกนำทางโดย ‘หลงจู๊’ จนมาถึงตรงหน้าของชุดน้ำชาแก้ว ที่ชั้นสามมีคนอยู่ไม่มาก มีเพียงสามคนเท่านั้นที่กำลังยืนล้อมรอบชุดน้ำชาแก้วและชื่นชมไม่หยุดหย่อน
ถึงแม้ว่าชุดน้ำชาของแคว้นตงหลิงจะมีสีสันสดใสและเปล่งประกาย แต่คุณสมบัติกึ่งโปร่งแสงก็ส่งผลต่อการชื่นชมใบชาและน้ำชา ส่วนด้านหน้าชุดน้ำชาแก้วมีกาน้ำชาที่มีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของบุรุษวัยฉกรรจ์เล็กน้อย คู่กับถ้วยชาสี่ใบที่แกะสลักอย่างประณีต สุดแสนวิจิตรงดงามยิ่งนัก
อิ่นป๋าสั่งให้พนักงานเตรียมน้ำต้มกับใบชามา ตั้งใจจะใช้ชุดน้ำชาแก้วที่อยู่ตรงหน้าอย่างโอ้อวด เพื่อเตรียมแสดงศิลปะการชงชาอันไม่ได้เรื่องของเขา อย่างไรก็ตามเมื่อตัวเอกถูกดึงดูดมาแล้ว ชุดน้ำชาชุดนี้ก็ถือว่าสามารถสำเร็จภารกิจสมบูรณ์แล้ว สมบัติประจำร้านอะไรนั่นก็เป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น ฝีมือการผลิตของโรงแก้วจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เมื่อถึงเวลานั้นมันก็จะเป็นดั่งแม่ไก่ที่ออกไข่ทองคำ!
ศิลปะการชงชาของอิ่นป๋าไม่เอาไหนจริงๆ ท่าทางแข็งทื่อ เห็นได้ชัดว่าฝีมือไม่ถึง แต่ก็ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ ทุกคนต่างถูกดึงดูดด้วยสีอันสดใสของน้ำชาและสีเขียวขจีของใบชา โดยเฉพาะตอนที่น้ำชาเทผ่าน ใบชาที่ลอยขึ้นลงระหว่างกระบวนการชงชาค่อยๆ กระจายตัว ทั้งหมดนี้มองเห็นได้อย่างชัดเจน สามารถบอกได้ว่าการชงชาด้วยชุดน้ำชาแก้วเป็นการชื่นชมศิลปะที่เคลื่อนไหวได้อย่างแท้จริง
ใบชาที่อิ่นป๋าใช้เป็นใบชาที่ปลูกบนยอดเขาสูงท่ามกลางทะเลหมอก ซึ่งเป็นชามีชื่อเสียงมากที่สุดในแคว้นตงหลิง น้ำชาใสเหมือนผลึกแก้ว ไอจางๆ ลอยเหนือถ้วย ใบชาใสเขียวขจีลอยตั้งตรง ดูแล้วช่างสบายตา อีกทั้งยังน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ลูกค้าห้าคนที่อยู่ชั้นสาม นอกจากกู้เยี่ยและพี่ชายแล้ว สายตาของพวกเขาต่างเปล่งประกายร้อนระอุออกมา และเผยความปรารถนาที่จะครอบครอง
“นี่ เจ้าไปเรียกหลงจู๊ของร้านเจ้ามาหน่อย พวกเราจะพูดคุยเรื่องราคา” ผู้พูดคือชายหนุ่มวัยกลางคนที่สง่างาม ชุดของเขาดูไม่โดดเด่น เป็นความหรูหราที่ถ่อมตน เพียงแค่ป้ายหยกขาวที่ห้อยอยู่ระหว่างเอวก็มีมูลค่าประมาณหมื่นตำลึงแล้ว ดูจากปิ่นหยกที่อยู่บนหัวและป้ายหยกก็รู้แล้วว่าทำมาจากหยกชิ้นเดียวกัน ฝีมือการแกะสลักวิจิตรประณีต
บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างฝืนยิ้มออกมา ก้มหัวกล่าวว่า “ขออภัยนายท่านทั้งสาม ชุดน้ำชาของพวกเราไม่ได้มีไว้ขาย ราคาเท่าใดก็ไม่ขาย! พวกท่านก็คุยกับหลงจู๊มาแล้วตั้งหลายครั้งแล้ว ยังไม่ยอมแพ้อีกหรือ”
“พูดกับลูกค้าแบบนี้ได้อย่างไร ร้านเรายึดหลักลูกค้ามาก่อนเสมอ ลูกค้าก็คือส่วนสำคัญต่อความเป็นอยู่ของพวกเรา มารยาทที่ปฏิบัติต่อพวกเขาต้องอบอุ่นเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิ เจ้าลงไปรับโทษเสีย เปลี่ยนคนอื่นขึ้นมาที่ชั้นสาม!” ฐานะตำแหน่งของอิ่นป๋าในเรือนอิ่นเจิน นอกจากนายท่านแล้ว เขาก็อยู่ในสี่อันดับแรก จึงมีสิทธิ์ที่จะจัดการเหล่าคนงานทั้งหมด
ขณะที่คนงานผู้นี้คิดจะอ้าปากอธิบาย ก็ถูกอิ่นป๋าจ้องมองนิ่งๆ จึงต้องเดินลงไปชั้นล่างอย่างสลดใจ หลังจากนั้นไม่นาน บุรุษหนุ่มที่แต่งกายเหมือนกับคนงานคนก่อนก็เดินขึ้นมา เขามีใบหน้ากลม ตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ขณะที่เขาไม่ได้ยิ้ม ใบหน้าก็ยังแฝงได้ด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ชวนให้คนชื่นชอบเป็นอย่างมาก
ลูกค้าคนที่มีสีหน้าเป็นมิตรพูดอธิบายแทนคนงานคนก่อนว่า “สามวันที่ผ่านมา พวกเราเหล่าผู้คลั่งไคล้ชาต่างมาที่นี่ทุกวัน หนึ่งวันสิบสองชั่วยามนอกจากกินข้าวและนอนล้วนมาอยู่ที่นี่ คนงานผู้นั้นถูกพวกข้าทำให้รำคาญแล้ว นายท่านผู้นี้คือ...เจ้าของร้านเรือนอิ่นเจิน?”
“ไม่ว่าจะอย่างไร พวกท่านก็เป็นแขกผู้มีเกียรติ เขาต้องบริการพวกท่านให้ดี ถ้าความอดทนแค่นี้ยังไม่มี แล้วจะทำงานให้ดีได้อย่างไร” อิ่นป๋ายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ข้าไม่ใช่เจ้าของร้านเรือนอิ่นเจิน แต่เป็นเพียงผู้ช่วยของเจ้าของร้าน”
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร แค่พูดสั้นๆ ว่าเจ้าสามารถตัดสินใจเรื่องในเรือนอิ่นเจินได้ไหมก็พอ” ชายชราที่มีรูปร่างอวบเล็กน้อยและสวมชุดอันหรูหราเบิกตาจนกลมกว้างและเอ่ยถามอย่างอดใจไม่ได้
อิ่นป๋ายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ถ้าข้าตัดสินใจไม่ได้ ทั่วทั้งเรือนอิ่นเจินนี้ก็ไม่มีใครตัดสินใจได้แล้ว”
“สามารถตัดสินใจได้ก็ถือว่าสิ้นเรื่อง!” ชายชราอีกคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงผอมและหนวดเคราขาวเดินเบียดขึ้นมาด้านหน้าอิ่นป๋า พูดอย่างเร่งรีบว่า “รีบตอบมาเสียดีๆ ชุดน้ำชาแก้วนี้ต้องจ่ายเท่าไหร่พวกเจ้าถึงจะยอมขาย!”
ยังไม่ทันที่อิ่นป๋าจะเอ่ยปาก ชายชราชุดหรูก็ไม่พอใจแล้ว
“ผู้เฒ่าจาง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับ เห็นอยู่ว่าข้าสนใจชุดน้ำชาชุดนี้ก่อน”
ชายชราสูงผอมที่กำลังจะพูดอธิบาย กลับถูกชายหนุ่มผู้สง่างามพูดขัด “พวกท่านล้วนมาทีหลังข้า ข้าต่างหากที่เป็นคนแรกที่พบเห็นชุดน้ำชาชุดนี้ และเป็นคนแรกที่ถามราคา พวกท่านต่างต่อหลังข้า”
75 บทที่ 75 ใช้สมอง
“เจ้าคนแซ่ซ่ง เจ้าไม่รู้จักการเคารพผู้อาวุโสหรือ หากพูดอย่างละเอียด ชายชราผู้นี้เป็นถึงลูกพี่ลูกน้องของลุงฝั่งแม่ของฮูหยินเจ้า ข้าโตกว่าเจ้าหนึ่งรุ่น ดังนั้นชุดน้ำชานี้ควรเป็นของข้า!” ชายชราชุดหรูยื่นมือไปผลักชายผู้สง่างามออก
ชายชราผอมสูงก็เข้ามาดึงเขาเอาไว้ เมื่อมองเห็นชายทั้งสามคนที่มีฐานะชื่อเสียงในเมืองเหยี่ยนเฉิงกำลังจะลงไม้ลงมือกันในชั้นสามของเรือนอิ่นเจิน อิ่นป๋าก็โบกมือเบาๆ เพื่อแยกทั้งสามคนออกจากกัน เขายิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วพูดว่า “ชุดน้ำชานี้เป็นตัวอย่างของทางร้าน และไม่ขาย”
เมื่อเห็นทั้งสามคนส่งสายตาผิดหวังจู่โจมพร้อมกัน เขาจึงเอ่ยปากอีกครั้ง “แต่ว่า...ผลิตภัณฑ์เครื่องแก้วชุดที่สอง กำลังจะส่งมาที่เรือนอิ่นเจินในอีกไม่ช้า ทั้งสามท่านสามารถวางเงินมัดจำก่อน หากสินค้าชุดที่สองมีชุดน้ำชา ข้าจะสงวนเอาไว้ให้ทุกท่าน”
เมื่อทั้งสามได้ยินดังนั้นก็ทราบดีว่าต่อให้ตามรบเร้ารังควานต่อไปก็ไม่มีความหมาย อีกอย่าง ในร้านก็มีชุดน้ำชาแก้วเพียงแค่ชุดเดียว ซึ่งแบ่งกันไม่ลงตัว หากยังทะเลาะกันต่อไป มีแต่จะทำให้เสียความรู้สึกกันเปล่าๆ พวกเขาจึงวางเงินมัดจำตามที่อิ่นป๋าบอก และมองดูชุดน้ำชาอย่างแสนเสียดายก่อนจากไปพร้อมกัน
ในตอนนี้ชั้นสามเหลือแต่สองพี่น้องสกุลกู้ ตงเสวี่ย อิ่นป๋าและคนงานที่มาใหม่ กู้เยี่ยพูดกับตงเสวี่ยและพี่ชายว่า “อุตส่าห์ได้ขึ้นมาชั้นสามทั้งที พวกเจ้าไปเดินดูว่ามีอะไรน่าสนใจไหม พวกเราซื้อไม่ไหว แต่แค่อิ่มตาอิ่มใจก็ยังดี”
อิ่นป๋าถึงกับเอือมระอาจนต้องเหลือบสายตาไปมองทางอื่น เมื่ออยู่ต่อหน้าหลงจู๊และคนงานของร้านเช่นนี้ ยังจะพูดอย่างชัดเจนว่าแค่ดูเฉยๆ ไม่ซื้อ มันเป็นการดีแล้วหรือ!
หลังจากที่แยกทุกคนออกไปแล้ว กู้เยี่ยก็เดินไปที่หน้าชุดน้ำชาแก้ว บีบตรงหูแก้วที่เรียวยาว และหยิบถ้วยชาแก้วขึ้นมาดูอย่างละเอียด คนงานกำลังจะเดินเข้าไปห้ามนาง แต่ถูกอิ่นป๋าส่งสายตาให้ถอยกลับอย่างเงียบๆ
ฝีมือการทำถ้วยแก้วเทียบไม่ได้กับเครื่องแก้วอันวิจิตรงดงามเมื่อชาติก่อน แต่ก็เพียงพอสำหรับหลอดฉีดยาและขวดน้ำเกลือแล้ว
“หลงจู๊ ไม่ทราบว่าโรงแก้วของพวกเจ้ารับสั่งทำสินค้าเป็นการส่วนตัวหรือไม่” กู้เยี่ยพูดอย่างประหม่าเล็กน้อยถึงจุดประสงค์การมาในครั้งนี้ของตน
อาจารย์ได้ถ่ายทอดคำขอของคุณชายฉู่ให้นางฟังแล้ว การจะถ่ายทอดวิชาการเย็บของศัลยศาสตร์ให้กับแพทย์สนามนั้นทำได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องควบคู่ไปกับการฆ่าเชื้อและป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยาปฏิชีวนะอย่างเพนิซิลลินและสเตรปโตมัยซิน แน่นอนว่านางสามารถผลิตขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แต่ว่าการจะฉีดสารเหลวเข้าทางกล้ามเนื้อและทางหลอดเลือดดำแก่ผู้บาดเจ็บ จำเป็นต้องมีสิ่งจำเป็นอย่างหลอดฉีดยาและขวดน้ำเกลือ อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ทดลองที่อยู่ในห้วงมิติของนาง ยังต้องคอยเติมใหม่เป็นครั้งคราว
แต่ว่าชุดน้ำชาแก้วนี้ถูกขนานนามว่าเป็นสมบัติประจำร้าน เพียงแค่ผลิตภัณฑ์แก้วธรรมดาก็ขายได้ในราคาที่สูงเสียดฟ้าแล้ว การที่จะสั่งทำเป็นการส่วนตัว คาดว่าคงจะอยู่เหนือขอบเขตที่นางสามารถรับได้ แต่ว่านางยังอยากพยายามดูก่อน จึงได้เอ่ยปากถาม
“แม่นางต้องการจะสั่งทำอะไรหรือ ถ้าความสามารถของพวกเราสามารถทำขึ้นมาได้ ก็อาจจะเจรจากันได้” อิ่นป๋าแสร้งทำเป็นลังเล และค่อยๆ พูดออกมาในขณะที่กู้เยี่ยกำลังรออย่างใจจดใจจ่อ
กู้เยี่ยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าในแขนเสื้อ ด้านบนมีภาพวาดหลอดทดลอง หลอดฉีดยาและขวดน้ำเกลือ ด้านข้างยังระบุขนาดและความต้องการอย่างละเอียดเอาไว้ด้วย
อิ่นป๋าแสร้งทำเป็นดูอยู่นาน นายท่านได้เตือนเขาเอาไว้แล้ว ไม่ว่าแม่นางกู้จะให้พวกเขาผลิตอุปกรณ์ที่แปลกประหลาดสักเพียงใด ก็ต้องรับเอาไว้ทั้งหมด เขามองออกตั้งนานแล้ว โรงแก้วที่ใช้เวลาสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบในเวลาหนึ่งเดือนกว่า ก็เตรียมไว้เพื่อกูไหน่ไนน้อยผู้นี้นั่นเอง
“ไม่ทราบว่า...แม่นางสั่งทำของเหล่านี้ ใช้เพื่อทำอะไรหรือ สะดวกที่จะบอกให้ข้าทราบไหม” อิ่นป๋าอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก ขวดๆ แก้วๆ รูปทรงแปลกตาดูแปลกประหลาดเหล่านี้ ใช้ประโยชน์อะไรได้กันแน่ ถึงแม้นายท่านจะเตือนเขาแล้วว่าให้ฟังให้มากถามให้น้อย ระวังปากของตัวเองเอาไว้ แต่เมื่อตกอยู่ภายใต้การควบคุมของความอยากรู้อยากเห็น เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
กู้เยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวยกย่องอาจารย์และเปรียบเปรยเขาเป็นดั่งวีรบุรุษที่ทำเพื่อชาติและราษฎร อีกทั้งยังยอมสละความลับที่ไม่อาจเผยแพร่ได้ เขาต้องการนำวิชาศัลยกรรมไปใช้กับกองทัพ สามารถเป็นประโยชน์ต่อทหารที่บาดเจ็บ ซึ่งจะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง หลังจากนั้นนางก็ชี้ไปที่ภาพวาดแล้วพูดว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์เครื่องแก้ว ล้วนแต่เป็นของจำเป็นและสำคัญในการรักษา หลงจู๊โปรดช่วยเก็บเป็นความลับด้วย”
เมื่ออิ่นป๋าได้ยินก็แสดงความเคารพนับถือขึ้นมา “นี่เป็นงานใหญ่ที่ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชาติและราษฎร! อย่าเห็นว่าโรงผลิตแก้วของพวกเราอยู่ที่แคว้นเหยียน ข้าเป็นถึงชาวแคว้นตงหลิง เพื่อชาติของพวกเรา และเพื่อเหล่าทหารที่ปกป้องชาติ ข้าจะรับใบสั่งทำนี้เอาไว้!”
“คุณธรรมของหลงจู๊ช่างยิ่งใหญ่นัก! หากสำเร็จลุล่วงด้วยดี แม่ทัพฉู่จะต้องมอบความดีความชอบให้กับเรือนอิ่นเจินของพวกเจ้าอย่างแน่นอน” เมื่อกู้เยี่ยได้ยินดังนั้นก็รีบพูดยกยออิ่นป๋า หลังจากนั้นนางก็แสดงสีหน้าลังเล “แต่ว่า..เจ้าเองก็รู้ว่างบการทหารมีจำกัด เรื่องราคา...”
ยังจะคุยเรื่องราคาอะไรอีก เขากล้าพูดได้ว่านายท่านของเขายอมมอบแม้กระทั่งโรงแก้วทั้งหลังให้กับกูไหน่ไนน้อย อีกทั้งยังทำอย่างเต็มอกเต็มใจ เห็นว่ากูไหน่ไนน้อยผู้นี้อายุน้อย แต่ค่อนข้างมีเล่ห์เหลี่ยมอุบาย ขณะที่เจรจาเรื่องธุรกิจก็มีท่าทางที่ดี คิดและเจรจาอย่างรอบคอบ ถ้ากลับไปรายงานให้นายท่านฟัง เขาจะต้องรู้สึกสนใจอย่างแน่นอน
“แม่นางวางใจได้ได้ อุปกรณ์การแพทย์เหล่านี้ จะต้องคิดตามราคาต้นทุนเพื่อมอบให้กับกองทัพแน่นอน” อิ่นป๋าตอบอย่างรวดเร็วเกินไป จนทำให้สายตาของกู้เยี่ยเผยความระวังและสงสัยขึ้น
กูไหน่ไนน้อยผู้นี้ตื่นตัวมากเกินไปแล้ว อิ่นป๋าอยากจะตบหน้าตัวเองจริงๆ ดังนั้นเขาจึงรีบหาวิธีแก้ไข “แต่ว่า...เรือนอิ่นเจินของพวกเราก็ต้องทำธุรกิจ หากไม่มีผลประโยชน์ พวกเราก็จะไม่ทำ”
กู้เยี่ยรู้สึกโล่งใจพลางยิ้มและพูดว่า “ไม่ทราบว่าหลงจู๊ต้องการผลประโยชน์อะไรหรือ”
“เรื่องนี้ อันที่จริงไม่ควรคุยกับแม่นางน้อย แต่ในเมื่อเจ้าพูดถึงแม่ทัพฉู่ ข้าก็ไม่ปิดบังแล้ว ท่านเองก็เห็นแล้วว่าอุปกรณ์แก้วเหล่านี้มีแค่ที่เรือนอิ่นเจินเท่านั้นที่ทำได้ นายท่านของพวกเราค่อนข้างสนใจกับ ‘เครื่องใช้เฉพาะทางราชสำนัก’...” อิ่นป๋าพูดแล้วทิ้งท้ายเอาไว้แค่ตรงนี้
“อ้อ เรือนอิ่นเจินของพวกเจ้าต้องการช่วงชิงธุรกิจทางด้านราชสำนักสินะ พวกเจ้ามีคุณสมบัติแบบนั้นอยู่จริง หากพวกเจ้าสามารถผลิตอุปกรณ์การแพทย์เหล่านี้ได้ ก็ถือเป็นการสร้างผลงานใหญ่ อาจารย์ของข้าจะต้องพูดชมเชยพวกเจ้าต่อหน้าแม่ทัพฉู่แน่นอน” ที่แท้ก็ต้องการเช่นนี้ เรื่องของธุรกิจด้านราชสำนักไม่ใช่สิ่งที่นางจะตัดสินใจได้ นางต้องกลับไปปรึกษาอาจารย์ อาจารย์จะไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้น....ข้าน้อยจะรอข่าวดีจากแม่นาง!” อิ่นป๋าแสร้งทำสีหน้า ‘ไม่เห็นกระต่าย ไม่ปล่อยนกเหยี่ยว’
แบบนี้ถึงจะถูก! ถ้าเขาตอบตกลงง่ายเกินไป กู้เยี่ยก็จะรู้สึกว่าเขามีแผนการอื่นซ่อนอยู่ นี่จึงเป็นธาตุแท้ของพ่อค้า ไม่ทำเพื่อชื่อเสียงก็ทำเพื่อผลประโยชน์!
“ข้าจะให้คำตอบหลงจู๊ภายในเวลาสามวัน” ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องรอหลังจากเจรจากับอาจารย์และคุณชายฉู่แล้ว
อิ่นป๋าสั่งให้พนักงานนำ ‘สมบัติประจำร้าน’ ห่อให้เรียบร้อย ส่งให้กู้เยี่ยแล้วพูดว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำพูดดีๆ ที่แม่นางจะพูดต่อหน้าอาจารย์แล้ว นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ถึงยังไม่เพียงพอต่อความนับถือ แต่แม่นางก็โปรดรับไว้เถิด”
ชุดน้ำชาแก้วหาได้อยู่ในสายตาของอิ่กู้เยี่ยไม่ ท้ายที่สุดแล้ว ในห้วงมิติของนางก็ยังมีถ้วยแก้วที่วิจิตรกว่านี้มาก อีกทั้งยังมีอยู่หลายชุด นอกจากนี้แล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร นางจะรับของขวัญอันล้ำค่าของคนอื่นได้อย่างไร
“ถ้าหากข้ารับของขวัญเอาไว้แล้ว แต่เรื่องราวไม่ประสบความสำเร็จ เรือนอิ่นเจินของพวกเจ้าก็จะสูญเสียชุดน้ำชาที่ล้ำค่าขนาดนี้ไปเปล่าๆ มิใช่หรือ หลงจู๊ไม่กลัวเจ้าของร้านจะตำหนิเจ้าหรือไร” กู้เยี่ยเลิกคิ้วขึ้นและพูดพร้อมรอยยิ้ม
กูไหน่ไนน้อย หากเจ้ารับของขวัญชิ้นนี้เอาไว้ นายท่านของพวกเราไม่เพียงแต่จะไม่ตำหนิ อีกทั้งยังอาจชื่นชมเขาที่รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรทำ! แต่เขาทำได้เพียงคิดอยู่ในใจ ใครเล่าจะกล้าพูดออกมา ถ้าขืนทำให้แม่นางน้อยตกใจ นายท่านคงได้ถลกหนังเขาออกมาแน่
อิ่นป๋าพูดอย่างหนักแน่นว่า “ทั่วทั้งเมืองเหยี่ยนเฉิง ใครเล่าจะไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ของแม่นางสามารถรักษาคนให้ฟื้นจากความตาย ช่วยชีวิตของแม่ทัพน้อยเอาไว้ ผู้อาวุโสอย่างเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ทัพผู้เฒ่าและแม่ทัพน้อย จะต้องพูดอะไรได้แน่นอน นอกจากนี้แล้ว นี่ถือเป็นเรื่องดีที่มีประโยชน์ต่อประเทศและกองทัพ แค่การเปลี่ยนชื่อเป็นธุรกิจราชสำนัก คงไม่เป็นคำขอที่มากเกินไปใช่ไหม”
อิ่นป๋าใช้ลิ้นสามนิ้วไม่เน่านี้พูดจาดีเป็นลิ้นดอกบัว ในที่สุดก็เกลี้ยกล่อมให้แม่นางน้อยรับชุดน้ำชาเอาไว้ได้สำเร็จ ขณะที่เขาส่งกูไหน่ไนน้อยออกจากประตู เขาก็ถึงกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก และถอนหายใจ นายท่าน ภารกิจที่ท่านมอบให้ ข้าน้อยได้ทำสำเร็จลุล่วงแล้ว
เฮ้อ! ไม่คิดเลยว่าผู้เป็นหนึ่งในสี่องครักษ์ลับอย่างเขา จะต้องมาทำอะไรเพื่อเอาใจแม่นางน้อยแทนนายท่านเช่นนี้ ถ้าหากถูกเจ้าอิ่นเม่ยนั่นรู้เข้า จะต้องถูกเขาหัวเราะเยาะจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใครแน่
แต่ละคนที่มาในเรือนอิ่นเจินต่างมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไป จวินฉีเฉิงได้ซื้อรูปงานอักษรของศิลปินภาพเขียนชื่อดัง คุณชายฉู่ได้ใช้เงินจำนวนมากซื้อตำราพิชัยสงครามที่สาบสูญไปอย่างยาวนานมาเล่มหนึ่ง ส่วนกู้เซียวก็ซื้อมีดสั้นอันคมกริบมาจากแผนกอาวุธ เพื่อให้หลานชายพกป้องกันตัว...เมื่อพวกเขาเห็นกล่องของขวัญในมือของตงเสวี่ย ที่ด้านในบรรจุสมบัติประจำร้านของเรือนอิ่นเจิน ทุกคนล้วนอ้าปากค้างจนคางของพวกเขาแทบจะหล่นทับลงไปที่เท้า
กู้เซียวกลัวว่าหลานสาวของตนจะถูกคนอื่นวางแผนร้าย จึงรีบถามว่า “ตอนที่เจ้าซื้อชุดน้ำชานี้ อีกฝ่ายได้พูดอะไรไหม ได้เสนอความต้องการอะไรแปลกๆ หรือไม่”
ธุรกิจราชสำนักถือเป็นคำร้องขอที่แปลกไหม มาเสนอความต้องการแบบนี้กับหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่แปลกสิแปลก! แต่กู้เยี่ยไม่สามารถพูดแบบนี้ได้ นางจึงกระพริบตาโตๆ อันไร้เดียงสาหลายครั้ง ก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่า
“หลงจู๊คนนั้นบอกว่า อาจารย์ของข้าเป็นผู้มีพระคุณที่ได้ช่วยชีวิตนายท่านของพวกเขาเอาไว้ เขาจึงมอบชุดน้ำชานี้ให้ข้าโดยที่ไม่คิดเงิน”
ตอนที่นางคุยเรื่องความร่วมมือกับ ‘หลงจู๊’ พี่ชายของนางและตงเสวี่ยได้ถูกนางแยกตัวออกไปแล้ว เนื้อหาของการร่วมมือจึงมีแค่นางคนเดียวที่รู้ ประกอบกับตอนที่เอาชุดน้ำชานี้ออกมา ตงเสวี่ยก็ไม่เห็นว่านางจ่ายเงิน ดังนั้นเรื่องโกหกที่นางแต่งขึ้นจึงสมเหตุสมผล และไม่ทำให้ใครสงสัย
คุณชายฉู่อุทานออกมา “ปราชญ์โอสถช่างมีคุณธรรมเมตตา ทุกที่ล้วนมีผู้ได้รับความเมตตาจากเขา”
คุณชายเก้าแห่งตระกูลจวินพาทุกคนไปยังร้านอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองเหยี่ยนเฉิงเพื่อกินอาหารกลางวัน กู้เยี่ยที่เพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวเล่นเบิกบานใจยิ่งนัก นางเดินเที่ยวตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ยังคงตื่นเต้นดีใจไม่ลดละ
นางเดินไปตามถนนโดยให้ความสนใจทุกอย่างที่อยู่รอบข้าง เหล่าชายหนุ่มคนชราที่เดินตามหลังนางต่างเหนื่อยล้าถึงขีดสุดไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ผู้ชายที่ยินดีจะเดินเที่ยวเล่นกับผู้หญิงช่างหายากเหลือเกิน
ผู้คนที่เดินตามท้องถนนน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนกู้เยี่ยก็ยังคงเดินต่อไป นางเห็นร้านค้าหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ห่างนักมีลูกค้ามากมาย ดูเหมือนค้าขายได้ไม่เลว จึงรีบเดินตรงไป เมื่อมาถึงหน้าร้านค้านั้นก็เห็นว่าร้านดูใหญ่โตกว้างขวางยิ่งนัก ตัวอาคารตกแต่งอย่างโอ่อ่า ใต้คานประตูที่แกะสลักอย่างวิจิตรมีอักษรสีทองขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า ‘ร้านเบญจมาศ’
76 บทที่ 76 แย่แล้ว มีศัตรูหัวใจ!
ร้านเบญจมาศมีความหมายบ่งชี้ว่าเป็นสถานที่สำหรับชื่นชมดอกเบญจมาศ อย่างน้อยกู้เยี่ยก็คิดเช่นนั้น นางอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าดอกเบญจมาศของที่อื่นต่างเหี่ยวเฉาไปหมดแล้ว ทำไมที่นี่ถึงยังมีคนมากมายขนาดนี้ จะต้องใช้ห้องอุ่นและทุ่มเงินมากมายเพื่อปลูกขึ้นมาอย่างแน่นอน ด้านในจะต้องมีดอกเบญจมาศมากมายหลากหลายชนิด ถึงได้ดึงดูดให้ผู้คนมาแย่งกันดูเช่นนี้ นางคิดเช่นนี้ จึงก้าวเท้าเดินเข้าไปในร้าน
“ช้าก่อน แม่นางผู้นั้น!” นางถูกหยุดเอาไว้ที่หน้าประตู
จริงสิ ที่นี่จะต้องเหมือนจุดชมทิวทัศน์ที่จะต้องจ่ายค่าผ่านทางก่อนสินะ กู้เยี่ยหยิบเงินแท่งที่หนักห้าตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ และถามอย่างแผ่วเบาว่า “พวกเรามีทั้งหมดหกคน ไม่รู้ว่าเงินเหล่านี้เพียงพอไหม...”
คนงานรูปหล่อทำหน้าเขินอายเล็กน้อย เขาส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ขออภัยด้วย ที่นี่ไม่ต้อนรับลูกค้าสตรี” ในเวลานี้ ด้านข้างมีลูกค้าหลายคนเดินผ่าน สายตาที่มองมาที่กู้เยี่ยและตงเสวี่ยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ขำขัน และเยาะเย้ยอยู่ในที
กู้เยี่ยขมวดคิ้วแน่น นิสัยเจ้าอารมณ์ของนางปะทุขึ้นและระบายอารมณ์ออกมาทันที “นี่มันกฎเกณฑ์อะไรกัน พวกเจ้าเหยียดเพศหรือ! ลูกค้าผู้หญิงแล้วอย่างไร ลูกค้าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ชมดอกเบญจมาศหรือ”
บนชั้นสอง อิ่นป๋าที่เพิ่งมาจากเรือนอิ่นเจินและกำลังออกคำสั่งให้กับผู้รับผิดชอบของ ‘ร้านเบญจมาศ’ เมื่อได้ยินเสียงความวุ่นวายเกิดขึ้น เขาจึงมองลงมา แต่หลังจากมองแล้วทำให้เกือบพลัดตกลงมา
ให้ตายสิ! นี่ใช้สถานที่ที่กู้ไหน่ไน่น้อยจะมาไหม! ถ้านายท่านรู้ว่าคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมายังสถานที่แบบนี้ จะต้องบุกมาฆ่าฟันโดยไม่สนสิ่งอื่นใดแน่นอน และทำลาย ‘ร้านเบญจมาศ’ แห่งนี้จนราบคาบ!
กิจการของตำหนักเร้นวิญญาณได้กระจายไปตามทุกพื้นที่ อีกทั้งยังแทรกซึมไปตามเมืองต่างๆ ร้านเบญจมาศก็เป็นอีกกิจการที่ตั้งขึ้นบังหน้า ที่นี่เป็นองค์กรสำหรับการรวบรวมข้อมูลข่าวสารให้กับตำหนักเร้นวิญญาณโดยเฉพาะ
โชคดีที่กู้ไหน่ไนน้อยถูกคุณชายเก้าแห่งตระกูลจวนหว่านล้อมให้กลับ อิ่นป๋าถึงได้โล่งใจ
“อะไรนะ ร้านเบญจมาศคือหอนางโลมหรือ” กู้เยี่ยฟังจวินฉีเฉิงอธิบายด้วยใบหน้าหน้าแดงก่ำ จึงอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงสูง หอนางโลมที่ได้รับความนิยมเช่นนี้ ‘เหล่าคุณชาย’ ที่อยู่ด้านในจะต้องหน้าตาไม่เลวแน่นอน น่าเสียดายจริง น่าเสียดาย! เสียดายที่นางเข้าไปไม่ได้ อดชื่นชมหนุ่มหน้ามนคนงามหลากสไตล์เลย...
“ที่แท้ก็ไม่ใช่สถานที่สำหรับชมดอกเบญจมาศ!” กู้หมิงเห็นสีหน้าเสียใจของน้องสาว จึงรีบพูดออกมาอย่างโมโห “แล้วทำไมต้องตั้งชื่อแบบนี้ด้วยเล่า ทำให้คนอื่นเข้าใจผิด ทำให้น้องข้าไม่ต้องรู้สึกไม่ดี เมื่อครู่นี้ข้าเองก็หลงคิดว่าด้านในมีดอกเบญจมาศให้ดูเหมือนกัน...”
“ฮ่าๆๆๆ...นี่เป็นเรื่องตลกที่ชวนขำที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมา! ไม่นึกเลยว่าจะมีคนคิดว่าร้านเบญจมาศเป็นสถานที่สำหรับชมดอกเบญจมาศ นี่มันฤดูอะไรแล้ว จะไปมีดอกเบญจมาศบานได้อย่างไร ช่างโง่เขลาไร้เดียงสาเสียจริง” เสียงหัวเราะหยิ่งผยองดังขึ้น ขัดจังหวะคำพูดที่กู้หมิงปลอบใจน้องสาว
เอ๋ เสียงนี้คุ้นเคยมาก อีกทั้งยังเป็นน้ำเสียงที่น่าหมั่นไส้ในความทรงจำ กู้เยี่ยหันไปมองตามที่มาของเสียง ชายหนุ่มรูปงามคู่หนึ่งที่หน้าตาคล้ายคลึงกันยืนเคียงข้างกันอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมสีน้ำเงินกำลังหัวเราะจนแทบเผยฟันกรามออกมา ช่างไร้มารยาทเสียจริง!
ไป๋จี๋ที่สวมชุดยาวสีครามจำกู้เซียวได้อย่างชัดเจน เขาตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปที่แม่นางน้อยเพียงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ คางมนเรียวแหลม ดวงตากลมโตดำสนิทแวววาว บนร่างบางสวมใส่ชุดแพรสีเหลือง เสื้อกั๊กผ้าแพรต่วนสีเขียว ด้านล่างเป็นกระโปรงผ้าฝ้ายสีเหลือง ใบหน้าเล็กๆ นั้นถูกลมพัดจนแดงก่ำ นางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสวยงามราวกับดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบาน ช่างสวยงามเย้ายวนใจ
ไป๋จี๋ก้าวเดินไปข้างหน้าและพูดอย่างอบอุ่นอ่อนโยนว่า “บังเอิญเหลือเกิน ท่านปู่กู้ แม่นางกู้ ไม่คิดเลยว่าจะสามารถพบพวกเจ้าอีกครั้งที่เมืองเหยี่ยนเฉิง”
ใบหน้าของไป๋จื่อที่เพิ่งหัวเราะเสียงดังเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ค้างเติ่ง เขาเบิกตากลม ปากที่อ้าขึ้นยังไม่ทันที่จะหุบลง เขาก็ชี้ไปที่แม่นางน้อยผู้น่ารัก และพูดอย่างเหลือเชื่อว่า “เจ้า...เจ้าคือยัยเด็กบ้าที่แซ่กู้?”
คิดไม่ถึงว่าจะมาด่าน้องสาวของเขาว่า ‘ยัยเด็กบ้า’ เช่นนี้ กู้หมิงไม่พอใจแล้ว เขาตีนิ้วที่กำลังชี้ใส่น้องสาวของเขา แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าเป็นใคร มาซี้ซั้วด่าคนอื่นได้อย่างไร”
เดิมทีกู้หมิงก็มีมือที่ใหญ่มาก อีกทั้งยังตีลงไปอย่างไม่ออมแรงซักนิด ไป๋จื่อจึงรู้สึกเจ็บแปลบที่มือขวา ทันใดนั้นมันก็บวมขึ้นราวกับขาหมู “เจ้า...สุภาพบุรุษตกลงกันด้วยวาจา ไม่ใช่ด้วยกำลัง เจ้าคนไร้อารยะ เจ้าทำให้กระดูกของข้าหัก!”
“สร้างสถานการณ์ชัดๆ เจ้านี่นะ!” กู้เยี่ยหยิบน้ำมันยาขวดหนึ่งออกจากแขนเสื้อ และโยนไปที่บ่าวรับใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังไป๋จี๋ จากนั้นพูดอย่างเย้ยหยันว่า “พี่ชายข้าแค่ตบมือของเจ้าเบาๆ เจ้าก็ร้องคร่ำครวญเป็นผีโหยหวนแล้ว จะมาหลอกใครเหรอ อ๋อ...ที่แท้ก็คุณชายเศรษฐี ร่างกายบอบบาง รับแรงเล็กน้อยก็ยังไม่ได้! ใช้น้ำมันยาถูที่มือวันละสามครั้ง อีกสองวันอาการบวมก็จะหายไป!”
ไป๋จี๋ขยิบตาให้กับบ่าวรับใช้ของน้องชาย เพื่อให้เขาพาคุณชายรองที่ไม่ได้เรื่องกลับไปยังโรงเตี๊ยมก่อน จากนั้นจึงพูดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “ล่วงเกินแม่นางแล้ว ข้าต้องขออภัยแทนเขาด้วย”
“ทุกครั้งที่ได้เจอคุณชายไป๋ เจ้าก็มักจะขอโทษแทนน้องชาย เจ้าช่างเก่งเรื่องขอโทษนัก สู้กลับบ้านไปสั่งสอนเขาให้ดีก่อนค่อยปล่อยตัวออกมา จะได้ไม่ทำให้ตระกูลไป๋ขายหน้าและสร้างปัญหาให้ชาวบ้าน” แน่นอนว่ากู้เยี่ยจะไม่ไปทำความรู้จักกับเด็กที่นับอายุดูแล้วน่าจะอยู่ราวชั้นมัธยมชั้นปีที่สอง นางเพียงแต่ถอนหายใจ ไม่คิดเลยว่านิสัยของฝาแฝดจะแตกต่างกันขนาดนี้
จากนั้นนางก็มองไปที่กู้หมิงผู้ซื่อสัตย์ที่ยืนอยู่ข้างตัวนาง เมื่อนึกถึงความอ่อนแอและขี้ขลาดของไป๋จื่อ พี่น้องฝาแฝดคู่นี้ไม่เพียงจะหน้าตาไม่เหมือนกัน แม้แต่นิสัยก็แตกต่างกันมาก
ไป๋จี๋วางแผนไว้นานแล้ว เมื่อกลับไปฉลองปีใหม่ในครั้งนี้ เขาจะทิ้งน้องชายไว้ที่บ้าน ให้ท่านพ่อดัดนิสัยเอาแต่ใจของเขา
“จริงสิ คุณชายไป๋” ทันใดนั้น กู้เยี่ยก็นึกขึ้นได้ว่าระยะเวลาที่ต้องส่งมอบสินค้าให้ร้านจี้หมินถังเหลืออีกเพียงเล็กน้อย นางจึงรีบขออภัยอีกฝ่าย “ข้าเพิ่งป่วยหนักมา เพิ่งจะอาการดีขึ้นเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้ เครื่องยาของร้านจี้หมินถังในเดือนนี้ขอเวลาเพิ่มหน่อยได้ไหม เดือนหน้าข้าจะชดเชยให้สองเท่า”
ไป๋จี๋มองไปที่ใบหน้าเล็กๆ อันซีดเซียวของแม่นางน้อย แล้วจึงพยักหน้าพูดว่า “ร่างกายของแม่นางสำคัญที่สุด เรื่องเครื่องยาปล่อยไปสักพักก่อน รอให้ร่างกายของเจ้าหายดีค่อยปรุงยาก็ไม่สาย”
การที่คุณชายไป๋พูดจาดีเช่นนี้ กลับทำให้กู้เยี่ยยิ่งรู้สึกเกรงใจ นางจำได้ว่าในห้วงมิติยังมีเครื่องยาที่อาจารย์ปรุงขึ้นเพื่อแสดงเป็นตัวอย่างให้นางดู นางจึงยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าแขนเสื้อ แขนเสื้ออันใหญ่กว้างของคนโบราณสามารถใส่ของได้เยอะจริงๆ หรือจะบอกได้ว่าเป็น ‘จักรวาลในแขนเสื้อ’ ซึ่งเป็นการปกปิดห้วงมิติของนางได้พอดีเลย
กู้เยี่ยหยิบห่อห่อหนึ่งที่มีขนาดเท่ากำปั้น นางมอบให้กับคุณชายไป๋และยิ้มพูดว่า
“ขอบคุณที่คุณชายไป๋เข้าใจ เครื่องยาชุดนี้ถือเป็นค่าชดเชยสำหรับการมอบสินค้าล่าช้า”
ตอนที่ไป๋จี๋รับเครื่องยาเอาไว้ ผ้ากระสอบที่ห่อเครื่องยาเอาไว้หลวมๆ ก็คลายออก ทำให้มองเห็นเครื่องยาที่อยู่ด้านใน รูม่านตาของเขาหดลงในทันที ทักษะการปรุงยาที่สุดแสนจะคุ้นเคยนี้ มันคือตัวอย่างสำหรับตระกูลที่ใช้เพื่อสั่งสอนลูกหลานให้รู้จักแยกแยะเครื่องยาแท้และปลอมไม่ใช่หรือ เครื่องยาเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเพิ่งปรุงได้ไม่นาน ไม่เกินหนึ่งเดือนแน่นอน (เวลาในห้วงมิติปทุมแดงของกู้เยี่ยจะหยุดนิ่ง เมื่อนำเครื่องยาที่ปรุงเสร็จเอาไปไว้ด้านใน ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก)
“นี่...นี่มัน...” ไป๋จี๋หายใจเร็วขึ้น มือที่ถือเครื่องยาเอาไว้ก็เกร็งขึ้นอย่างระมัดระวัง กลัวว่าตัวเองจะออกแรงมากเกินไปจนทำให้เครื่องยาเสียหาย ปราชญ์โอสถยังมีชีวิตอยู่! นี่เป็นยาที่เขาปรุงขึ้นเองไม่ผิดแน่!
“นี่เป็นยาที่อาจารย์ของข้าปรุงขึ้นมากับมือ ตอนที่สอนข้าปรุงยา ทักษะการปรุงยาของข้ายังไม่สามารถเทียบกับฝีมือเศษหนึ่งถึงสองส่วนสิบของเขาเลย เครื่องยามีไม่มากนัก คุณชายไป๋โปรดอย่ารังเกียจ” เมื่อกู้เยี่ยเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถจำได้ในทันทีว่านี่เป็นฝีมือของอาจารย์ นางก็คร่ำครวญถึงชื่ออาจารย์ เมื่อไหร่ที่นางเป็นได้อย่างอาจารย์ จะได้กลายเป็นเป้าหมายที่เหล่าแพทย์โอสถต่างไล่ตาม
“ไม่รังเกียจ มิกล้ารังเกียจ!” น้ำตาของไป๋จี๋ใกล้จะไหลรินออกมาแล้ว เขาจ้องมองไปที่แม่นางน้อยร่างผอมเพรียวที่อยู่ตรงหน้าอยู่นาน และเกิดความคิดมากมายขึ้นในหัว
เป็นไปตามที่เขาคาดเดาจริงๆ ด้วย แม่นางน้อยผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของปราชญ์โอสถ นอกจากผู้อาวุโสท่านนี้แล้ว ใครเล่าจะสามารถสั่งสอนลูกศิษย์อัจฉริยะเช่นนี้ออกมาได้ แม่นางน้อยดูแล้วเพียงอายุไม่เกินสิบปีเท่านั้น ก็สามารถบรรลุถึงระดับแพทย์โอสถ อีกทั้งยังเหนือกว่าแพทย์โอสถ ก้าวไปสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่า! เขารู้สึกโชคดีมากที่วันนั้นตนตั้งใจไปรวบรวมยาในเมืองเล็กๆ นั้น นี่เป็นความรักที่สวรรค์มีต่อเขา เป็นโอกาสที่สวรรค์มอบให้กับร้านจี้หมินถัง!
อิ่นป๋าที่อยู่ชั้นบนได้เห็นภาพฉากนี้ ภายในใจจึงรู้สึกถึงภัยวิกฤตขึ้น ชายหนุ่มชุดครามผู้นี้กำลังมองไปยังสตรีที่นายท่านหมายตาด้วย ‘สายตาลึกซึ้ง’ มันเป็นชื่อที่ตำหนักเร้นวิญญาณรู้จักกันในนาม ‘เจ้านรก’ ผู้ชอบแย่งชิงสตรีผู้อื่น!
เมื่อมองไปที่ชายหนุ่มผู้นี้อีกครั้ง คิ้วสวย ดวงตางาม ถือว่าหน้าตาดี การแต่งตัวดูดีมีบุคลิก ทั้งหมดนี้ถือว่าไม่เลว ตอนยิ้มก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ซึ่งเป็นแบบที่แม่นางน้อยชื่นชอบ ส่วนนายท่านนั้น แม้เขาจะมีฉายาว่าบุรุษงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเหยียน แต่ใบหน้าของเขาดูเย็นชา แววตาก็ราวกับพร้อมจะฆ่าคนได้ ทำให้ผู้คนกล้าแต่มองดูอย่างห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเทียบทั้งสองคนแล้ว การที่แม่นางน้อยจะเลือกใครนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน!
นอกจากนี้แล้ว นายท่านเคยพบหน้าแม่นางกู้เพียงครั้งเดียว นางจะจำเขาได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย ต่อให้จำได้ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอยู่ไกลห่างจากกัน แยกกันคนละทาง...
ไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องตลก ต้องส่งจดหมายแจ้งนายท่าน เมื่อศัตรูหัวใจปรากฏตัวขึ้น ต้องให้นายท่านผู้ปราดเปรื่องคิดหาวิธี เพื่อไม่ให้ตนและพี่น้องทั้งหลายต้องลำบาก
“แม่นางกู้ ไม่ทราบว่าข้าจะพอมีวาสนา เชิญแม่นางและท่านทั้งหลายทานอาหารร่วมกันสักมื้อไหม” ในที่สุดไป๋จี๋ก็สงบความตื่นเต้นในใจลงได้แล้ว เขาเก็บเครื่องยาเอาไว้อย่างระมัดระวัง ราวกับว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่า
มันคือของรักของหวงล้ำค่าอย่างแน่นอน สมาคมเครื่องยาเมืองหลวงได้จัดงานประชุมแลกเปลี่ยนยาประจำปีขึ้น เมื่อมีเครื่องยาเหล่านี้แล้ว ร้านจี้หมินถังจะได้เฉิดฉายในงานประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้อย่างงดงาม! มีเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน วันนี้เขาจะต้องเร่งรีบออกเดินทาง รีบนำของรักของหวงนี้กลับไปให้เร็วที่สุด
อิ่นป๋าที่เงี่ยหูแอบฟังอยู่ที่ชั้นบนโกรธเสียจนเผลอออกแรงหักขอบหน้าต่างออก หนอยเจ้าหน้าขาว ไม่คิดเลยว่าจะมานัดหมายอนาคตนายหญิงของเขาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ส่งคนไปจัดการสักครั้งดีไหม ลำบากแค่ครั้งเดียว จะได้สบายไปตลอด
“ไม่เป็นไร การออกมาในวันนี้ทำให้ข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยแล้ว คุณชายไป๋วางใจเถิด เครื่องยาในเดือนหน้า ข้าจะส่งมอบให้ร้านจี้หมินถังในเมืองไร้ชื่ออย่างตรงเวลา” ถึงแม้ว่านางอยากจะทานข้าวกับหนุ่มหล่อมาก แต่ตอนนี้กู้เยี่ยเป็นแขกของตระกูลจวิน หากกลับดึกเกินไปคงไม่ค่อยดีนัก นางกลัวว่าตนเองออกมานานแล้วจะทำให้อาจารย์เป็นห่วง จึงปฏิเสธคำชวนของไป๋จี๋
อิ่นป๋าโล่งอกแล้ว ยังดีที่อนาคตนายหญิงปราดเปรื่อง มองทะลุถึงเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าหน้าขาวนั่น เฮ้อ ไว้ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าหน้าขาวนั่นก่อนก็แล้วกัน รอฟังความเห็นของนายท่านเสียก่อนค่อยว่ากัน เพียงในเวลาไม่กี่อึดใจ ชีวิตของไป๋จี๋ก็ได้แขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว ส่วนเขากลับไม่รู้สึกตัวเลย
77 บทที่ 77 ยาสำหรับเด็ก
หลังจากที่เดินจับจ่ายมาทั้งวัน กู้เยี่ยก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับมาด้วยมามากมาย นางกลับไปที่บ้านตระกูลจวินอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
ขณะที่กำลังก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่ของบ้านตระกูลจวิน จวินฉีเฉิงที่เดินนำหน้าสุดก็เกือบชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่เดินสวนออกมาอย่างเร่งรีบ ใครกันที่ซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหรือ เขากำลังจะอ้าปากว่ากล่าว แต่หลังจากที่มองดูคนผู้นั้นอย่างชัดเจน จวินฮีเฉิงก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจว่า
“พี่ใหญ่ ท่านรีบร้อนเช่นนี้ จะไปที่ไหนหรือ”
“ซวี่เอ๋อร์ไข้ขึ้นสูงอีกแล้ว ข้าจะไปที่ร้านถงเหริน ดูว่ามีโอสถลดไข้หรือไม่” จวินฉีซือรีบเดินออกไปโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้น
จวินฟางซวี่เป็นรุ่นหลานที่โตที่สุดของตระกูลจวิน ปีนี้เพิ่งอายุสี่ปี ช่วงวันก่อนหน้านี้หิมะตก เขาทนไม่ไหวที่ต้องถูกบังคับให้อยู่แต่ในห้องหับมิดชิด จึงแอบพวกผู้ใหญ่ไปเล่นหิมะที่ป่าดอกพลัม ในที่สุดก็เป็นไข้หวัดลมหนาวจนได้ เดิมทีโรคนี้เป็นแค่โรคเล็กน้อยที่ธรรมดามาก อีกทั้งในบ้านยังมีเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถอยู่ จึงไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่
ทว่าเสี่ยวฟางซวี่ถูกรุมล้อมตามใจมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ให้ความร่วมมือกับการกินยาเหมือนกับกู้เยี่ย ยาต้มที่รสขมเจียนตายเหล่านั้น ต่อให้พูดดีหรือพูดร้ายเขาก็ไม่ยอมกิน ด้วยความจนหนทาง พ่อและแม่ของเขาจึงกดตัวเขาเอาไว้คนหนึ่ง ส่วนอีกคนก็บีบจมูกเขาแล้วกรอกยาใส่ปาก
แม้จะได้ดื่มยาเข้าไป แต่ตอนนี้ได้แหย่รังผึ้งเข้าให้แล้ว เจ้าหนูที่ถูกเอาอกเอาใจมาโดยตลอด เคยต้องโดนบีบบังคับทุกข์ทนขนาดนี้เสียที่ไหน เขาร้องไห้จนแทบขาดใจ ยาที่อุตส่าห์ดื่มเข้าไป สุดท้ายก็ถูกเขาร้องไห้จนอาเจียนออกมาหมด
ทุกครั้งที่กินยาก็ราวกับสู้รบ ที่ดื่มเข้าไปก็ไม่เยอะเท่ากับที่อาเจียนออกมา จึงไม่แปลกใจที่ฤทธิ์ยาจะลดลง อาจเป็นเพราะอาเจียนต่อเนื่องจนทำให้หลอดอาหารเป็นแผล ช่วงนี้เจ้าหนูน้อยจึงไม่แม้แต่จะยอมกินอาหาร กินไปก็ร้องไห้ไป ปลอบอย่างไรก็ไม่หาย พอร้องไห้ก็อาเจียนออกมา ทำให้ครอบครัวต่างเป็นห่วง ท่านยายรู้สึกสงสารหลาน จนกอดเขาร้องไห้ไม่หยุด
เมื่อกินอาหารไม่ลง ร่างกายก็อ่อนแอ และยิ่งทนต่อโรคไม่ได้ ถึงแม้ว่าในบ้านจะมีเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถอยู่ แต่อาการป่วยของเสี่ยวฟางซวี่ยังคงไม่ดีขึ้น พ่อของเขาอย่างจวินฉีซือเครียดจนผมงอกขึ้นหลายเส้น เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจไปเสี่ยงโชคร้านถงเหริน ดูว่าจะสามารถซื้อโอสถมาได้ไหม หัวใจที่รักลูก ทำให้ชายหนุ่มที่สง่าสุขุมถึงกับฟุ้งซ่าน จึงเกือบเดินชนคนโดยไม่ระวัง
ลูกของเจ้าบ้านป่วยแล้ว ในฐานะแขกก็ถึงเวลาที่ต้องแสดงความห่วงใย กู้เยี่ยกลับไปที่ลานของตัวเองก่อน เพื่อวางของที่ซื้อมา จากนั้นก็เปลี่ยนชุดและตามฉู่มู่ฮว่ากับท่านปู่เข้าไปในลานใน
‘เรือนผิ่นซือ’ ที่สองสามีภรรยาของจวินฉีซืออาศัยอยู่นั้น อยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของลานตะวันออก เมื่อเดินเข้าประตู ก็ได้ยินเสียงร้องห่มร้องไห้โหยหวน น้ำเสียงแฝงด้วยความแหบพร่าแห้งผาก
“ซวี่เอ๋อร์เด็กดีเอ๋ย นี่เป็นยาที่พ่อเจ้าขอมาจากบ้านท่านลุงหลิน มันไม่ขมนะ รีบกินยาเข้าสิ กินแล้วก็จะหายป่วย” ท่านยายหวังซื่อถือโอสถไว้ในมือ ดวงตาแดงก่ำ นายหญิงปลอบประโลมลูกชายอย่างอ่อนโยน
เสี่ยวฟางซวี่ร้องไห้อย่างสุดแรง ดิ้นตัวงออยู่บนเตียง และหันหน้าหนีไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงแหบว่า “โกหก ไม่มียาที่ไม่ขมหรอก! ข้าไม่กิน กินแล้วก็จะอาเจียน...มันทรมาน...”
“ถ้าไม่กินยา เจ้าจะหายป่วยได้อย่างไร” นายหญิงใหญ่ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาที่ขังอยู่ในขอบตาแดงก่ำ “ซวี่เอ๋อร์ลูก นี่เป็นโอสถ ไม่ใช่ยาต้มที่รสขม เจ้าลองกินดูก็จะรู้”
จวินฟางซวี่ร้องไห้จนเหนื่อยแล้ว นอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง น้ำตาหยดใหญ่ไหลผ่านโหนกแก้มแล้วร่วงลงไปบนหมอน เมื่อเขาเห็นโอสถที่มีขนาดเท่าไข่นกพิราบ ในสายตาจึงเต็มไปด้วยความต่อต้านและความกลัว
โอสถขนาดใหญ่จำเป็นต้องแยกกินพร้อมกับน้ำ แต่เสี่ยวฟางซวี่อายุเพียงสี่ปี ยังกลืนยาไม่เป็น แค่กินคำแรกยาก็ติดอยู่ที่คอเขาแล้ว น้ำเล็กๆ น้อยๆ ที่อุตส่าห์ฝืนดื่มเข้าไป สุดท้ายก็อาเจียนออกมาจนหมด อีกทั้งยังมีน้ำสำลักออกจากจมูกเล็กน้อย หลังจากที่เสี่ยวฟางซวี่ไออย่างรุนแรง เขาก็ทรุดตัวลงบนเตียง เหลือเพียงแรงหอบเท่านั้น
“ทำอย่างไรดี หมอเทวดา พวกท่านช่วยคิดหาวิธีช่วยซวี่เอ๋อร์เถิด” น้ำตาได้ทำให้ดวงตาของนายหญิงพร่ามัว นางกอดลูกเอาไว้ในอ้อมอกอย่างทุกข์ใจ แนบใบหน้าไปที่หน้าเล็กๆ อันผอมโทรมจนหน้าแทบจะเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ของบุตรชาย และร้องไห้ออกมาอย่างอดใจไม่ได้
เซียนแพทย์ไม่เคยพบเจอกรณีที่ยากขนาดนี้มาก่อน พอกินยาไม่ได้ แล้วจะรักษาโรคให้หายได้อย่างไร หากปล่อยให้เขาไข้ขึ้นแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วก็จะเกิดปัญหาขึ้น จนยากที่จะรักษาชีวิตไว้ได้
“นายหญิง คุณชายน้อยดื่มน้ำแล้วจะอาเจียนไหม” กู้เยี่ยทนดูเด็กน้อยตัวแค่นี้ทนทุกข์ไม่ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
นายหญิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ของปราชญ์โอสถเอ่ยปากถาม จึงรีบตอบว่า “ดื่มน้ำได้นิดหน่อย หากดื่มเยอะก็จะอาเจียน”
ดื่มได้นิดหน่อยก็ยังดี กู้เยี่ยเห็นว่าอาจารย์มองมาที่ตน นางจึงขยิบตาให้เขาและพูดว่า “ตอนอยู่ที่หมู่บ้านชิงซานเมื่อก่อนหน้านี้ อาจารย์เห็นว่าเด็กๆ กินยาอย่างยากลำบาก จึงเริ่มคิดค้นยาสำหรับเด็กขึ้น จากนั้นก็เริ่มลองปรุงและประสบความสำเร็จ ทว่าไม่เคยได้ทดสอบ จึงไม่รู้ว่ามีผลลัพธ์อย่างไร การมาในครั้งนี้ ข้าก็พกติดตัวเอาไว้นิดหน่อย...”
“ยาสำหรับเด็กคืออะไรหรือ” เมื่อเซียนแพทย์ได้ยินจึงอดถามไม่ได้ ในสายตาของปราชญ์โอสถก็แฝงไปด้วยข้อสงสัยเช่นเดียวกัน ยืนนิ่งรอให้ลูกศิษย์อธิบาย
“ยาสำหรับเด็กก็คือยาที่กำกับปริมาณยาตามระบบร่างกายของเด็ก และมีรสชาติติดหวานตามที่เด็กๆ ชอบ” กู้เยี่ยพูดแนะนำคร่าวๆ ไม่กี่คำ จากนั้นก็มองไปที่พ่อของเด็กอย่างจวินฉีซือที่มีความโศกเศร้าอยู่เต็มใบหน้า “ครั้งนี้ข้าได้พกยาลดไข้ ยาแก้ไอซึ่งช่วยให้ชุ่มคอ หากคุณชายใหญ่ยินยอม ข้าก็จะทดสอบกับคุณชายน้อย...”
“ศิษย์ข้า มันไม่ถูกต้อง!” ปราชญ์โอสถรู้สึกกังวล “ยาเหล่านี้ล้วนเป็นยาใหม่ของพวกเรา ยังไม่เคยมีใครลองกิน จะให้คุณชายน้อยกินซี้ซั้วแบบนี้ได้อย่างไร”
“อาจารย์ ข้าเคยแอบทดสอบลับหลังท่านแล้ว ไม่มีอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์แต่อย่างใด ส่วนด้านฤทธิ์ยา เครื่องยาที่พวกเราใช้ก็ไม่แตกต่างจากโอสถลดไข้ทั่วไปมากนัก รักษาได้ตรงโรคแน่นอน แต่ปัญหาอยู่ที่ความแรงของฤทธิ์ยาเท่านั้นแล้ว” กู้เยี่ยส่งสายตาอันแน่วแน่ให้กับอาจารย์
ปราชญ์โอสถกลับขมวดคิ้วและดุว่าเบาๆ “ใครให้เจ้าแอบทดสอบยาลับหลังอาจารย์ หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะอธิบายกับปู่และพี่ชายของเจ้าอย่างไร หลังจากนี้ห้ามมุทะลุเช่นนี้อีก!”
“เจ้าค่ะ อาจารย์สอนสั่งได้ถูกแล้ว” กู้เยี่ยยอมรับผิดด้วยท่าทางนอบน้อม
“ท่านพ่อ ท่านคิดว่า...” จวินฉีซือสับสน เขาหันสายตามองไปที่บิดาของตน
จวินหย่งหลัวเองก็ลังเล เหล่าบุตรในตระกูลจวินต่างจดจ่อกับการศึกษาร่ำเรียน แต่ละคนต่างก็จัดว่าแต่งงานช้า ลูกชายคนโตในบ้านอายุยี่สิบหกปีแล้ว เพิ่งได้บุตรชายสุดรักสุดหวงมาหนึ่งคน และยังเป็นเด็กน้อยสุดที่รักเพียงคนเดียวในรุ่นนี้ เขาจึงลังเลที่จะให้หลานชายเพียงหนึ่งเดียวของตนต้องมาทดลองยา แต่ว่า...
“หมอเทวดา ซวี่เอ๋อร์มีอาการชักอีกแล้ว...” นายหญิงร้องไห้ออกมา ทันใดนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ท้ายที่สุดเซียนแพทย์ก็ฝังเข็มให้เด็กน้อย อาการจึงบรรเทาลงบ้าง
“นี่เป็นอาการชักที่เกิดจากไข้สูง หากยังไม่รีบกินยา แม้หลังจากนี้จะรักษาหายได้ ถึงอย่างไรก็ต้องมีโรคตกค้างอยู่” เซียนแพทย์ถอนหายใจอย่างจนหนทาง
อาการไข้สูงจนกระทบสมองและทำให้หูหนวกเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ในบางครั้ง จึงไม่สามารถรอช้าอีกต่อไป จวินหย่งหลัวพูดกับกู้เยี่ยอย่างเด็ดขาดว่า “แม่นางกู้ เชิญนำยาของเจ้าให้ซวี่เอ๋อร์กินเถอะ พวกข้าเชื่อมั่นในความสามารถในการปรุงยาของปราชญ์โอสถ!”
“ข้าจะไปเอามาเดี๋ยวนี้!” กู้เยี่ยยกชายกระโปรงขึ้น ไม่คิดเสแสร้งเป็นกุลสตรีอีกต่อไป จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ ออกจากห้องไป
ปราชญ์โอสถรู้สึกกังวลเล็กน้อย จึงตามออกมาด้วย เพื่อเข้าไปในสวนทิงเฟิง ปราชญ์โอสถก็เห็นลูกศิษย์ถือห่อกระดาษออกมาหลายห่อ เห็นได้ชัดว่ากระดาษเหล่านี้เป็นกระดาษสำหรับห่อขนม มันช่าง...ไม่เป็นทางการเหลือเกิน
“ศิษย์ข้า เจ้ามีความมั่นใจกับยานี้แค่ไหนกัน ชื่อเสียงที่สะสมมาตลอดชีวิตของอาจารย์ ล้วนอยู่ในมือของเจ้าแล้ว!” ปราชญ์โอสถพูดด้วยความกังวลเล็กน้อย
กู้เยี่ยส่งสายตา ‘มั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม’ ให้เขา นางก้าวเดินไปอย่างเร่งรีบโดยไม่กล้าที่จะหยุดแม้แต่ก้าวเดียว จากนั้นก็เข้าไปในห้องคุณชายน้อยอีกครั้ง ตอนนี้เจ้าหนูน้อยตื่นแล้ว ใบหน้าน้อยๆ ของเขาย่นยู่เป็นก้อน ได้แต่นอนหมดแรงอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
“ยามาแล้ว? เร็วเข้า รีบเอามาให้ซวี่เอ๋อร์กิน” นายหญิงฝากความหวังทั้งหมดไว้กับยาในมือของกู้เยี่ย แต่ไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าต่อต้านของบุตรชาย หลังจากที่ได้ยินคำว่า ‘ยา’
แต่กู้เยี่ยไม่เคยละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จึงรีบแสดงรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด และพูดกับนายหญิงเสียงดังว่า “โรคของคุณชายน้อยไม่จำเป็นต้องกินยาเสียหน่อย แค่ดื่มน้ำหวานและกินข้าวให้มากก็พอแล้ว เดิมทีเขาก็หาได้เป็นโรคร้ายแรงไม่ ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ดื่มยาขมๆ เขาก็แค่เบื่ออาหารจึงได้อาเจียนและกินข้าวไม่ลง”
“แม่นางกู้ เจ้า...” นายหญิงมองเห็นสายตาที่กู้เยี่ยส่งให้ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่นางต้องการจะสื่อ จึงได้แต่ตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง
กู้เยี่ยแสดงสีหน้าสบายอกสบายใจเพื่อให้นางสงบใจ จากนั้นจึงนั่งลงพร้อมกับรอยยิ้มอยู่ข้างเตียง มองดูหนูน้อยจวินฟางซวี่ ในรอยยิ้มของนางแฝงไปด้วยพลังแห่งการปลอบประโลม “ซวี่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะ พี่สาวเข้าใจเจ้าที่สุดเลย พี่สาวเองก็ต้องกินยาขมๆ ติดต่อกันยี่สิบกว่าวัน กินอะไรเข้าไปก็รู้สึกขมไปหมด แบบนี้จะให้กินข้าวลงได้อย่างไร ร่างกายของพี่สาวไม่ดี ไม่กินยาไม่ได้ ส่วนเจ้าแค่เป็นไข้ลมหนาวเล็กน้อย แค่ดื่มน้ำนิดหน่อย นอนพักบนเตียงและปล่อยให้เหงื่อไหลให้มากก็พอแล้ว จะกินยารสขมไปทำไมจริงไหม”
“อื้อ ใช่ ไม่กินยาขมๆ!” เสี่ยวฟางซวี่พยักหน้าอย่างอ่อนแรง การแสดงสีหน้าต่อต้านของเขาค่อยๆ หายไป ดวงตาที่มองไปยังกู้เยี่ยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ พี่สาวช่างน่าสงสาร ต้องกินยารสขมอยู่ตั้งยี่สิบกว่าวัน ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
“ไม่ต้องกินยา แต่ต้องดื่มน้ำให้มาก” กู้เยี่ยเงยหน้าขึ้น สาวรับใช้ที่ยืนรออยู่ข้างๆ รีบยื่นน้ำต้มที่อุณหภูมิกำลังพอเหมาะมาให้ กู้เยี่ยหยิบห่อยาออกมา จากนั้นนำผงสีชมพูใส่ลงไปในน้ำ และใช้ช้อนคนให้ละลาย
“ไม่ใส่ยา!” จวินฟางซวี่เห็นนางใส่อะไรบางอย่างลงไปในน้ำ จึงรีบซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอกของมารดาและเริ่มร้องไห้เบาๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เพื่อที่จะหลอกล่อเขาให้กินยา ทุกคนจึงใช้สารพัดวิธี เจ้าหนูน้อยถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเริ่มฉลาดขึ้นแล้ว ดังนั้นใครก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้
กู้เยี่ยยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ได้ใส่ยา พี่สาวแค่ใส่น้ำตาลลงไปในน้ำ เมื่อครู่นี้เสี่ยวซวี่กินยาขมเข้าไป ในปากจะต้องรู้สึกขมอยู่อย่างแน่นอน ดื่มน้ำหวานล้างคอสักหน่อยเถอะ”
“ไม่เชื่อ พี่สาวโกหก!” เจ้าหนูน้อยดื้อรั้นขึ้นมาราวกับลูกลาดื้อ ใครพูดก็ไม่ยอมฟัง
“เสี่ยวซวี่ เจ้าลองใช้ลิ้นแตะดูก็จะรู้ว่าพี่สาวไม่ได้โกหกเจ้า” เสียงของกู้เยี่ยในตอนนี้ คล้ายคลึงกับเสียงล่อหลอกให้เด็กน้อยหลงกลของคุณยายหมาป่าในเรื่องหนูน้อยหมวกแดง
จวินฟางซวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหัวพูดว่า “ไม่เอา พวกเจ้าจะมากดตัวข้าเอาไว้ แล้วกรอกยาข้า...”
“นายหญิง รบกวนท่านปล่อยลูกชายนอนลงบนเตียง และถอยออกห่างจากเขา ส่วนคนอื่น โปรดถอยหลังออกให้ห่างอีกหน่อย” ในตอนนี้ข้างเตียงเหลือเพียงกู้เยี่ยคนเดียว ใบหน้าน้อยๆ ที่นิ่งขรึมของเจ้าหนูน้อยจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
78 บทที่ 78 น้ำมาคลองเกิด
กู้เยี่ยยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดกับเจ้าหนูน้อยที่มีท่าทีหวาดระแวงว่า “เจ้าดูสิ ตอนนี้ทุกคนถอยห่างจากเจ้าแล้ว ทางด้านหญิงรับใช้มือข้างหนึ่งถือถ้วยน้ำเอาไว้ มืออีกข้างก็ถือช้อนเอาไว้ ไม่มีมือที่สามไว้กรอกยาเจ้าแล้ว ตอนนี้เจ้าวางใจลงหรือยัง”
จวินฟางซวี่กวาดสายตามองไปที่ผู้คน เมื่อมองเห็นเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถ จึงขยับปากพูดว่า “ไม่เอาหมอ ให้พวกเขาออกไป!”
“ได้ๆๆ ! เสี่ยวซวี่ของพวกเราไม่ได้ป่วย จะเรียกหมอมาทำไม คุณชายใหญ่ ยังไม่รีบส่งแขกอีกหรือ” เมื่อเซียนแพทย์และปราชญ์โอสถเห็นว่ากู้เยี่ยขยิบตาใส่พวกเขา จึงส่ายหัวและเดินตามคุณชายใหญ่ออกจากห้อง
พอทั้งสองคนเดินออกไป สีหน้าของหนูน้อยจวินฟางซวี่ก็ผ่อนคลายลง กู้เยี่ยนั่งอยู่ข้างกายเขา และใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนไปที่ปากเขา
เจ้าหนูน้อยมองดูนางอย่างระแวง เมื่อไม่พบร่องรอยอะไรจากสีหน้าของนาง เขาจึงลองค่อยขยับเข้าใกล้นาง ราวกับลูกสุนัขที่เพิ่งถูกอุ้มกลับบ้าน ลิ้นเล็กๆ สีชมพูยื่นออกมาและแตะไปที่ช้อนอย่างระมัดระวัง เอ๋...ไม่มีรสชาติขมเลยสักนิด จากนั้นก็ลองแตะลิ้นดูอีกรอบ ดวงตาน้อยๆ เปล่งประกาย หวานจริงๆ ด้วย พี่สาวไม่ได้โกหกเขา
เสี่ยวฟางซวี่ดื่มเข้าไปทีละคำๆ จนดื่มยาครึ่งถ้วยหมดเกลี้ยง แล้วยังเลียริมฝีปากอย่างไม่หนำใจ พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “พี่สาวใส่น้ำตาลอะไรลงไป มีรสส้มนิดหน่อยด้วย เสี่ยวซวี่อยากกินอีก”
“ถ้าเสี่ยวซวี่ยอมกินยานี้อย่างกล้าหาญ พรุ่งนี้พี่สาวจะให้เจ้าดื่มเป็นรางวัลอีกรอบ” กู้เยี่ยเขย่าขวดกระเบื้องขนาดเล็กที่อยู่ในมือ
ใบหน้าของจวินฟางซวี่บูดบึ้งขึ้นทันที เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ใกล้จะร้องไห้เต็มทน “ถ้าดื่มยาขม ซวี่เอ๋อร์จะคายน้ำหวานเมื่อครู่นี้ออกมา”
“นี่เป็นน้ำเชื่อมบรรเทาอาการไอ ช่วยให้ชุ่มคอ พอดื่มเข้าไปแล้วคอก็จะสบายขึ้น และไม่รู้สึกคอแห้งอีกแล้ว” กู้เยี่ยเทน้ำเชื่อมที่มีสีเหมือนกับยาน้ำออกมา “อย่ามองว่าสีของมันไม่น่ากินนะ มันไม่ขมหรอก ตัวเองไม่ชอบอะไร ก็จะไม่ทำกับคนอื่น พี่สาวเองก็ไม่ชอบยารสขม ดังนั้นก็จะไม่ให้เสี่ยวซวี่กินยารสขม เสี่ยวซวี่ไม่เชื่อพี่สาวเหรอ”
“ไม่ขมจริงเหรอ” จวินฟางซวี่มองเห็นยาน้ำสีดำนั่นจึงแสดงสีหน้าต่อต้าน แต่ว่าพี่สาวคนนี้ไม่เหมือนกับตาแก่สองคนนั่น พอมาถึงก็เอาแต่จะบังคับให้ตนกินยาขมๆ อีกทั้งยังไม่เหมือนท่านพ่อท่านแม่ของตน ที่ช่วยคนร้ายกรอกยาใส่ตน พี่สาวเป็นคนดี แถมยังให้ตนกินน้ำหวานที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ นางคงไม่โกหกหรอกมั้ง
“พี่สาวจะลองชิมคำหนึ่งให้เจ้าดู” กู้เยี่ยให้คนเอาช้อนสะอาดมาอีกคัน จากนั้นก็เทน้ำเชื่อมออกมาช้อนหนึ่ง แล้วใส่เข้าไปในปาก จากนั้นก็ชิมรสชาติ น้ำเชื่อมนี้รสชาติไม่ดีเท่าที่ตัวเองทำ ผลลัพธ์ยังขาดไปอีกเล็กน้อยจึงจะนับว่าดีที่สุด แต่ก็พอใช้ได้
ตอนที่เพิ่งเริ่มความโกลาหลในชาติก่อน เจ้าหน้าน้ำแข็งนำกองกำลังไปรวบรวมเสบียง นางเป็นหมอจึงได้รับยาที่รวบรวมมามากมายอย่างเงียบๆ ตอนที่พรสวรรค์การปรุงยาของนางยังไม่ปรากฏขึ้น ได้ใช้ยาเหล่านี้ไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้ในห้วงมิติตลอด อย่างไรเสียก็ไม่มีวันหมดอายุ
ต่อมานางสามารถปรุงยาที่มีผลลัพธ์ต่างๆ อันโดดเด่นด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ถูกกองเอาไว้ในมุมของห้วงมิติโดยที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ เมื่อเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้ากินยาต้มรสขมไม่ได้ จึงทำให้นางนึกถึงยาสำหรับเด็กเหล่านั้น ยาที่เพิ่งให้เขากินเป็นยาสำหรับเร่งลดไข้ ในความหวานแฝงไปด้วยรสเปรี้ยว เหมาะสำหรับรสปากของเด็ก
เสี่ยวฟางซวี่เห็นว่าพี่สาวที่กลัวการกินยารสขมที่สุด สามารถดื่มยาเข้าไปโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน นอกจากนี้พี่สาวยังบอกว่านี่คือน้ำเชื่อม เมื่อมีคำว่า ‘เชื่อมง มันก็คงจะหวาน...กระมัง เด็กอายุสี่ปี ในความไร้เดียงสาก็ยังคงแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์น้อยๆ ที่น่ารัก
เขาอ้าปากขึ้นเล็กน้อย ยอมให้ช้อนเข้าไปได้แค่เล็กน้อย จากนั้นจึงใช้ลิ้นแตะชิม ก่อนจะจิบยาน้ำด้วยริมฝีปากทีละน้อย อื้ม พี่สาวไม่ได้โกหกเขา มันมีรสหวาน เจ้าหนูน้อยดื่มน้ำเชื่อมลงไปจนหมดคำ จากนั้นกู้เยี่ยก็ป้อนน้ำอุ่นให้เขาดื่มอีกสองคำ เพื่อล้างน้ำเชื่อมในปาก
บางทีอาจเป็นเพราะเขายอมดื่มเข้าไปอย่างเต็มใจ หลังจากที่ดื่มยาทั้งสองชนิดเข้าไป เจ้าหนูน้อยไม่ได้รู้สึกไม่สบายเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังขยี้ตาและหาว เขาอยากจะนอนแล้ว หลังจากดิ้นรนและร้องไห้อย่างหนักมาทั้งวัน จึงรู้สึกง่วงแล้ว กู้เยี่ยแตะไปที่หน้าผากของเขา มันยังคงร้อนอยู่ จึงแปะแผ่นลดความร้อนไว้บนหน้าผากของเขา
เจ้าหนูน้อยรู้สึกแปลกใหม่และใช้มือน้อยๆ ลูบไปมา แต่ก็ไม่มีท่าทีที่จะดึงออก ลูบไปลูบมา ตาของเสี่ยวฟางซวี่ก็หลับลง จากนั้นเสียงหายใจติดขัดเล็กน้อยก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นลูกชายหลับลงอย่างสบายได้ในที่สุด นายหญิงก็ดีใจจนน้ำตาไหล นางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดตา และกล่าวขอบคุณกู้เยี่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอย่างไม่หยุดหย่อน
“ยานี้ต้องกินทุกสี่ชั่วยาม ผสมเข้ากับน้ำอุ่น ส่วนน้ำเชื่อมกินครั้งละหนึ่งช้อน ดื่มน้ำอุ่นให้มาก หากไม่ยอมดื่มก็ไม่ต้องฝืนบังคับ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เด็กอาเจียนจากการต่อต้าน ถุงยาบนหัวมีความสามารถในการช่วยลดไข้ พรุ่งนี้เช้าก็เอาออกได้แล้ว” กู้เยี่ยเดินเที่ยวมาทั้งวัน รู้สึกเหนื่อยแล้ว จึงออกจากเรือนผิ่นซือแล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้อง
เช้าวันที่สอง ตอนที่นางไปทักทายท่านฮูหยิน นายหญิงเองก็อยู่ด้วย นางจับมือของกู้เยี่ยเอาไว้ และแสดงความขอบคุณอย่างไม่หยุดหย่อน “เมื่อวานนี้ต้องขอบคุณแม่นางกู้ ตอนกลางดึก ไข้ของซวี่เอ๋อร์ก็ลดแล้ว ระหว่างนั้นก็ดื่มน้ำไปหลายคำ อีกทั้งยังถามว่า ‘พี่สาวล่ะ’ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก อีกทั้งยังบอกว่าหิวข้าว และกินข้าวต้มไปครึ่งถ้วยเล็ก ตอนกินยาก็เชื่อฟัง กระทั่งบางครั้งยังถามว่า ‘กินอีกได้ไหม’ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่นางพกยามาด้วย ซวี่เอ๋อร์ของข้าคงจะ....”
“นายหญิงอย่าพูดเช่นนี้เลย เป็นเพราะว่าเสี่ยวซวี่โชคดี ยาที่ข้าพกมาจึงเหมาะกับอาการของเขาพอดี ให้เขากินยาเหล่านี้จนถึงวันนี้ หากกลางคืนไม่มีไข้ขึ้นก็ถือว่าไม่เป็นไรแล้ว ส่วนน้ำเชื่อมสำหรับชุ่มคอบรรเทาอาการไอ สามารถดื่มต่อได้อีกหลายวัน” กู้เยี่ยไม่เอาความดีเข้าตัว นางพูดอย่างถ่อมตัวและมีมารยาท ท่านยาย นายหญิงและท่านป้าหลายคนต่างประพฤติต่อนางอย่างสนิทสนมมากยิ่งขึ้นแล้ว
กู้เยี่ยเดินออกจากลานของท่านฮูหยิน และเดินตรงไปที่ลานนอกที่อาจารย์อาศัยอยู่ เพื่อปรึกษากับเขาเรื่องเผยแพร่วิชาศัลยกรรมการเย็บให้กับแพทย์สนาม เมื่อปราชญ์โอสถได้ยินว่าลูกศิษย์จะถ่ายทอดวิชาลับเฉพาะนี้อย่างไม่หวงแหน ก็รู้สึกเสียดายแทนนาง
“อาจารย์ วิชาแพทย์ที่พวกเราศึกษาเล่าเรียน ก็เพื่อช่วยชีวิตผู้คนและรักษาโรคไม่ใช่หรือ เหล่าทหารที่อยู่ด่านชายแดนต่างเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องประเทศ ในฐานะแพทย์ หากสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อพวกเขา ช่วยลดความเจ็บปวดและการสูญเสีย วิชาแพทย์นี้จะมีค่าอะไรให้หวงแหนนัก ที่วิชาลับเฉพาะต่างๆ ต้องสาบสูญไป ก็เพราะผลจากการหวงแหนราวกับสมบัติล้ำค่ามิใช่หรือ” กู้เยี่ยนึกถึงความเสื่อมถอยของแพทย์แผนจีนเมื่อชาติก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะระบายออกมา
ปราชญ์โอสถมองไปที่ลูกศิษย์อย่างชื่นใจแล้วพูดว่า “เจ้าคิดแบบนี้ได้ ผู้เป็นอาจารย์รู้สึกภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก ในเมื่อตัดสินใจที่จะทำแล้ว อาจารย์ก็จะสนับสนุนเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนจะทำอย่างไร เจ้าก็บอกมาเถอะ ต่อให้อาจารย์ต้องทุ่มแรงใจแรงกายอันแก่ชรานี้ ก็ต้องช่วยเจ้าประสบความสำเร็จให้ได้”
“อาจารย์ แรงกายแรงใจอันแก่ชราของท่านเก็บเอาไว้ปรุงยาให้มากยิ่งขึ้นและช่วยเหลือผู้คนมากยิ่งขึ้นเถิด! เมื่อถึงเวลานั้น ท่านก็จะ...” กู้เยี่ยกระซิบพูดข้างหูปราชญ์โอสถ
บ่ายวันนี้ ปราชญ์โอสถหาแม่ทัพน้อยเจอแล้ว จึงให้เขาเรียกแพทย์สนามหลายคนมาจากด่านจวิ้นหลาง และถ่ายทอดวิชาการเย็บให้พวกเขา ฉู่มู่ฮว่าดีใจเป็นอย่างมาก บอกว่าท่านปู่จะต้องไปทูลฝ่าบาท และยกความดีความชอบให้ลูกศิษย์ของปราชญ์โอสถ
“เรื่องความดีความชอบไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ แต่ว่า...หากจะเผยแพร่วิชาการเย็บให้กับกองทัพ จำเป็นต้องมีขวด หลอด และหัวเข็ม แบบที่เคยถ่ายของเหลวให้แม่ทัพน้อยอีกจำนวนมาก มิฉะนั้น บาดแผลก็จะติดเชื้อได้ง่าย และเป็นอันตรายต่อชีวิต” ปราชญ์โอสถขมวดคิ้วแน่นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ฉู่มู่ฮว่าเคยศึกษาอุปกรณ์ถ่ายของเหลวชุดนั้นอย่างละเอียด เขาพูดด้วยความรู้สึกกังวล
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหัวเข็มกลวง ข้าได้ถามมาแล้ว มีช่างทำเครื่องประดับมากมายมีความสามารถพอที่จะทำมันขึ้นมาได้ แต่ด้านความแข็งและความหนายังต้องปรับปรุง ส่วนที่ยากก็คือหลอดและขวด ซึ่งไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุอะไร”
“หลอดสามารถใช้ไส้แกะแทนชั่วคราว ส่วนขวดทำมาจากแก้ว อาจจะวุ่นวายหน่อย แต่ได้ยินมาว่าเรือนอิ่นเจินมีชุดน้ำชาแก้วขาย ขวดธรรมดาแบบนี้คงไม่ยากเกินความสามารถพวกเขา” ปราชญ์โอสถลูบเครารกๆ ใต้คางของตัวเอง ภารกิจที่ลูกศิษย์มอบให้คงเกือบจะสำเร็จแล้วใช่ไหม
เมื่อฉู่มู่ฮว่าได้ยินดังนี้ จึงลุกขึ้นยืนในทันทีและเดินออกไปด้านนอก เมื่อเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็เดินกลับมาพาปราชญ์โอสถไปเรือนอิ่นเจินด้วยกัน เมื่อเดินผ่านลานของตัวเอง ฉู่มู่ฮว่าก็ใช้ผ้าห่ออุปกรณ์ถ่ายของเหลวชุดนั้นอย่างระมัดระวัง และนำออกไปด้วย
“ท่านผู้อาวุโส ท่านได้อุปกรณ์ชุดนี้มาจากที่ใดหรือ” ระหว่างทางที่ไปเรือนอิ่นเจิน ในที่สุดฉู่มู่ฮว่าก็ถามถึงข้อสงสัยที่เก็บซ่อนอยู่ในใจมานาน
ปราชญ์โอสถได้เตรียมคำพูดเพื่อลูกศิษย์เอาไว้แล้ว “ตอนที่ข้าเดินทางไปยังต่างแคว้น ได้พบเจอกับแพทย์ที่บอกว่าตนเองเดินทางมาจากตะวันตกอันไกลโพ้น ชายผู้นั้นผิวขาวผมทองดวงตาสีเขียว ข้ามีบุญคุณกับเขา เขาจึงมอบวิชาการเย็บและอุปกรณ์ชุดนี้ให้กับข้า”
มีคนที่ดวงตาสีเขียวและผมสีทองด้วยหรือ! แบบนั้นมันคล้ายกับพวกปีศาจไม่ใช่หรืออย่างไร แต่ว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า ดินแดนอันไกลโพ้นออกจากสามแคว้นสิบหกเมืองขึ้น อาจจะยังมีสิ่งที่พวกเขาไม่รับรู้อยู่อีกมากมาย...ฉู่มู่ฮว่ารู้สึกเสียดายเล็กน้อย “หากสามารถเชิญบุคคลผู้นั้นมาเยือนแค้นตงหลิงได้ คงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก”
ปราชญ์โอสถม้วนเคราตนเองและพูดในใจว่า ‘คนผู้นั้นก็อยู่ข้างกายเจ้าแล้ว ก็คือลูกศิษย์ของข้าเอง หึๆ ได้รับลูกศิษย์ที่มีความสามารถสูงส่งเช่นนี้ ถือว่าเขาตาถึง!’
ฉู่มู่ฮว่าและปราชญ์โอสถยังไม่ทันที่จะไปถึงเรือนอิ่นเจิน ก็มีคนส่งข่าวไปให้อิ่นป๋าแล้ว เขาต้อนรับทั้งสองคนด้วยตัวเอง ข้อแม้ที่เขาเสนอนั้น ฉู่มู่ฮว่าจะพยายามทำอย่างเต็มที่ ส่วนจะสามารถสร้างข้อตกลงกับราชสำนักได้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูว่าสินค้าของพวกเขาจะเข้าตาชนชั้นสูงในราชสำนักได้หรือไม่
สำหรับเรื่องที่ว่าจะได้ทำข้อตกลงกับราชสำนักหรือไม่นั้น เป็นเพียงวิธีขจัดความสงสัยของกู้เยี่ยเท่านั้น อิ่นป๋าหาได้เก็บเอาไว้ในใจ แต่การถือกำเนิดขึ้นของผลิตภัณฑ์แก้วได้กลายเป็นที่นิยม แพร่กระจายไปยังแคว้นต่างๆ อย่างรวดเร็ว และเป็นที่ต้องการของเหล่าชนชั้นสูง เหล่าท่านหญิงในวังก็ต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมากกับสิ่งของแปลกใหม่ที่ใสแวววาวราวกับผลึกแก้ว ประกอบกับการที่เรือนอิ่นเจินจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับกองทัพด้วยราคาที่สูงกว่าราคาต้นทุนเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ฝ่าบาทได้รู้จัก ข้อตกลงกับราชสำนักจึงบรรลุผลราวกับน้ำมาคลองเกิด
เรือนอิ่นเจินยังใช้เหตุผลว่าไม่สะดวกต่อการขนส่ง จนได้สร้างโรงแก้วเอาไว้ที่เขตชานเมืองของเมืองเหยี่ยนเฉิง เพียงไม่นานนัก อุปกรณ์แก้วและเครื่องมือทดลองเหล่านั้นที่อยู่บนกระดาษของกู้เยี่ยก็ถูกสร้างขึ้นมาสำเร็จทีละชิ้น สิ่งที่ทำให้กู้เยี่ยค่อนข้างแปลกใจก็คือ แม้แต่ปัญหาเรื่องหลอดยาง เรือนอิ่นเจินก็ได้แก้ไขปัญหานี้ให้แล้ว
มันเป็นหลอดยางอ่อนที่สกัดมาจากหญ้าพิเศษชนิดหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะยังใสไม่พอ แต่ก็ยังฝืนใช้ก่อนได้ ส่วนหญ้าชนิดนี้มีแค่ที่ทิศใต้ของแคว้นเหยียนเท่านั้น ดังนั้นทั้งหมดจึงผลิตที่แคว้นเหยียน จากนั้นจึงขนส่งมาที่นี่
79 บทที่ 79 การบรรยายสด
หลังจากที่กองทัพได้รับข่าว ก็รีบคัดเลือกแพทย์สนามที่มีทักษะการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมมาห้าคน และรีบเดินทางมายังเมืองเหยี่ยนเฉิงในชั่วข้ามคืน พร้อมด้วยแม่ทัพฉู่อาวุโส
ในการศึกครั้งสุดท้าย แม่ทัพฉู่ร่วมมือกับกู้เซียวเอาชนะพวกหรงตี๋จนถอนทัพไปยังเขาไป๋ซานที่อยู่ห่างออกไปร้อยลี้ และในช่วงเวลาอันสั้นนี้ก็ยังไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้อีกครั้ง เมื่อได้ยินว่าปราชญ์โอสถยินดีถ่ายทอดวิชาการเย็บบาดแผลให้กับแพทย์สนาม แม่ทัพใหญ่ก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เขามอบภารกิจด่านชายแดนให้กับรองแม่ทัพ และรีบเดินทางมายังเมืองเหยี่ยนเฉิงอย่างไม่สนใจความเหน็บหนาว
หลังจากที่แม่ทัพอาวุโสและแพทย์สนามทั้งห้านายลงมาจากหลังม้า พวกเขาไม่ทันแม้แต่จะดื่มน้ำสักคำ ก็เข้ามาในลานแขกที่ปราชญ์โอสถอาศัยอยู่ และรีบเจรจาเรื่องการถ่ายทอดวิชาการเย็บบาดแผล เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
ตอนนี้กู้เยี่ยอยู่ที่ลานแล้ว และสร้างห้องผ่าตัดแบบเรียบง่ายขึ้น เมื่อได้เห็นแพทย์สนามทั้งหลายต่างฝุ่นเต็มหน้า นางจึงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ไปอาบน้ำก่อน เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด แล้วก็ตัดเล็บให้สั้นด้วย...”
“เอ่อ...วันนี้ไม่มีผู้บาดเจ็บ ดังนั้นข้ามขั้นตอนนี้ไปก่อนได้ไหม” ผู้ที่พูดคือคนที่รู้จักกันดี เป็นแพทย์สนามที่ชื่อว่า ‘ซือหลินไห่’ ตอนที่อยู่ด่านจวิ้นหลาง เจ้าหมอนี่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความใคร่รู้ต่อวิชาการผ่าอกถอนธนูของนาง เมื่อได้ยินว่าครั้งนี้จะส่งคนมาศึกษาวิชาการเย็บบาดแผล เขาจึงดิ้นรนไปแย่งชิงให้ตนเองมีรายชื่อจนได้ ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เขาช่างแรงกล้า
กู้เยี่ยยื่นนิ้วชี้ออกมาส่ายไปมาอยู่ตรงหน้าเขา แล้วพูดว่า “ไม่ได้เด็ดขาด ต้องรู้เอาไว้เสมอว่าความประมาทเพียงเล็กๆ น้อยๆ อาจทำให้บาดแผลของผู้บาดเจ็บติดเชื้อได้ ถ้าทหารของพวกเราสามารถรอดตายจากสนามรบ แต่กลับต้องมาตายด้วยการผ่าตัดเล็กๆ น้อยๆ มันจะน่าแค้นใจสักเพียงไหน ดังนั้นจะต้องรักษาสุขอนามัย...เอ่อ ข้าหมายถึงความสะอาดอย่างเข้มงวด เรื่องสุขอนามัยต้องเป็นเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายของการผ่าตัด ทำมันให้เป็นนิสัยและความเคยชิน จำเป็นต้องทำให้มันซึมซับเข้าไปถึงในกระดูกของแพทย์ศัลยกรรม! เอ่อ...ข้าหมายถึงหมอผ่าและเย็บบาดแผลน่ะ”
ยัยหนูตัวเตี้ยที่สูงไม่ถึงกระทั่งรักแร้ของเขา กลับแสดงบุคลิกและความน่าเกรงขามที่ไม่อาจต่อต้านได้ออกมาอย่างชัดเจน แพทย์สนามทั้งหลายต่างรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทหารไก่อ่อน ที่หลังจากทำผิดแล้วจะต้องถูกแม่ทัพอาวุโสสั่งสอน ทหารแพทย์ซือเกาจมูก ค่อยๆ ถอยกลับ และไปจัดการเรื่องสุขอนามัยของตัวเองอย่างว่าง่ายเชื่อฟัง
แม่ทัพฉู่อาวุโสหัวเราะอยู่ด้านข้างและพูดกับปราชญ์โอสถว่า “พี่ชาย ลูกศิษย์ของเจ้าไม่เลวเลย ควรมีท่าทีเช่นนี้แหละ! นี่พี่ชาย คุณธรรมของเจ้าช่างล้ำลึกยิ่งนัก ที่ถ่ายทอดวิชาแพทย์ที่ล้ำค่าเช่นนี้ให้กับกองทัพ ผู้เป็นน้องอย่างข้าขอเป็นตัวแทนพี่น้องทหารนับหมื่นพัน เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อท่าน ณ ที่นี้ด้วย ข้าได้นำผลงานของคู่อาจารย์ศิษย์อย่างพวกเจ้าทูลรายงานฝ่าบาทแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะได้รับรางวัล”
“รางวัลอะไรกัน ข้าไม่สนใจหรอก! เป็นเพราะลูกศิษย์ของข้าใจอ่อน ไม่อยากให้เหล่าทหารกล้าของพวกเราต้องตายไปเพราะขาดการรักษาที่ดี” ปราชญ์โอสถรู้สึกว่าตัวเองแย่งผลงานของลูกศิษย์ จึงรู้สึกละอายเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะพูดชื่นชมลูกศิษย์
“พี่ชายช่างมีแววตาในการรับศิษย์ยิ่งนัก! แม่นางผู้นี้ไม่เลวเลย!” แม่ทัพฉู่ผู้อาวุโสได้เห็นแม่นางน้อยอยู่ต่อหน้าทหารแพทย์ทั้งห้าคนที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ แล้วชี้จุดผิดพลาดของพวกเขาอย่างละเอียดและจริงจัง ดูราวกับเป็นอาจารย์ตัวน้อย
“ก่อนการผ่าตัด ต้องเปลี่ยนเป็นชุดกางเกง หน้ากากปิดปากและหมวกสำหรับผ่าตัด เส้นผมห้ามโผล่ออกจากหมวก ทำความสะอาดมือ ปลายแขน ข้อศอก อีกทั้งส่วนล่างของต้นแขนให้สะอาด โดยเฉพาะซอกเล็บ ต้องใช้แปรงขัดให้หมดจด...” กู้เยี่ยชี้ไปที่ซอกเล็บของทหารแพทย์ซือแล้วส่ายหัวอย่างต่อเนื่อง “ไม่ผ่าน!”
“ก็ได้ ข้าจะไปล้างใหม่อีกรอบ เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ปราชญ์โอสถเป็นคนสอนวิชาการเย็บให้พวกเราหรือ แม่นางกู้ เจ้า...” ทหารแพทย์ซือตั้งสติได้ เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ปราชญ์โอสถไปไหนแล้ว ปล่อยให้ยัยเด็กน้อยนี่มาหลอกพวกเขาได้อย่างไร
“ขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับการเย็บที่เป็นขั้นตอนง่ายๆ แค่นี้ ยังต้องให้อาจารย์ของข้าลงมือหรืออย่างไร ให้ข้าสอนพวกเจ้าก็พอแล้ว ทำไม ดูถูกข้าหรือ เขามีแต่อาจารย์เลือกลูกศิษย์ มีลูกศิษย์มาเลือกอาจารย์เสียที่ไหนกัน สรุปจะเรียนไหม ถ้าไม่เรียนก็กลับด่านจวิ้นหลางของเจ้าไป แล้วเปลี่ยนเอาคนอื่นมา” ผู้ที่ครอบครองวิชาถือเป็นใหญ่สุด กู้เยี่ยเหล่มองแพทย์สนามทั้งหลายอย่างทะนง การแสดงออกก็สุดจะกวนชวนให้ผู้คนอยากลงไม้ลงมือเสียจริง!
ทหารแพทย์ซืออุตส่าห์แย่งชิงรายชื่อศึกษาวิชาการเย็บมาได้ จะให้ยอมแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร เขาจึงรีบพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางกู้พูดถูก ขั้นตอนง่ายๆ เช่นนี้จะกล้ารบกวนปราชญ์โอสถท่านได้อย่างไร แม่นางกู้ติดตามผู้อาวุโสมานานขนาดนี้ ย่อมเพียงพอแล้วที่จะสอนมือใหม่อย่างพวกเรา”
กู้เยี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วพูดว่า “การรักษาความสะอาดของสภาพแวดล้อมในการผ่าตัดเป็นสิ่งที่ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด จงจำเอาไว้ว่าการผ่าตัดไม่ใช่เรื่องเล็ก จะต้องให้ความสำคัญต่อทุกเรื่อง! ต่อไปเป็นการฆ่าเชื้อที่ผิวหนัง สิ่งที่ใช้ฆ่าเชื้อให้แม่ทัพน้อยของพวกเจ้า คือยาฆ่าเชื้อที่อาจารย์ของข้าคิดค้นขึ้นโดยเฉพาะ แต่ถ้าหากตกอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วน สามารถใช้สุราที่มีความเข้มข้นสูงทดแทน...”
เมื่อเห็นทหารแพทย์ทั้งห้าคนกำลังฟังไปพยักหน้าไป ในมือก็จดบันทึกจุดสำคัญอย่างไม่หยุดหย่อน กู้เยี่ยก็รู้สึกภาคภูมิใจในการได้เป็นอาจารย์ และสอนอย่างจริงจังขึ้น
ขณะที่นางพูดถึงการฆ่าเชื้อเครื่องมือผ่าตัด ทันใดนั้นก็มีคนรับใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบและตะโกนว่า “มาแล้ว! เจอผู้บาดเจ็บแล้ว!”
คนรับใช้ผู้นี้ได้รับมอบหมายจากจวนตระกูลจวินให้มารับใช้ฉู่มู่ฮว่าโดยเฉพาะ เมื่อหลายวันก่อน กู้เยี่ยก็เริ่มให้เขาช่วยหาผู้บาดเจ็บที่ต้องการเย็บแผลเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการบรรยาย คุยการศึกบนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องปฏิบัติจริงให้ดูด้วยไม่ใช่หรือ
ผู้บาดเจ็บเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง วันนี้อากาศดีเขาจึงถือโอกาสปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อซ่อมแซมบ้าน แต่เขาก้าวพลาดและตกลงมาจากหลังคา น่องของเขาถูกส่วนแหลมของไม้ไผ่บาดเป็นแผล บาดแผนมีความยาวยี่สิบกว่าเซนติเมตรและมีความกว้างสองนิ้ว แผลลึกจนเห็นกระดูก และมีเลือดไหลมากจนน่ากลัว
ไม่ว่าทายาลงไปกี่รอบก็จะถูกเลือดชะล้างออกจนหมด หมอที่ประจำอยู่โรงหมอทางทิศตะวันตกของเมือง พยายามมาครึ่งค่อนวันก็ยังไม่สามารถห้ามเลือดได้ หมอบอกว่าสุดความสามารถแล้ว ผู้บาดเจ็บจึงถูกครอบครัวส่งไปยังร้านจี้หมินถัง ถือว่าเขาดวงไม่เลวนัก พอดีกับที่กู้เยี่ยกำลังฝากร้านจี้หมินถังค้นหาผู้บาดเจ็บที่เหมาะสม!
ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวมาส่งอย่างรวดเร็ว เขาเป็นชายวัยผู้ใหญ่เต็มที่ อายุประมาณสามสิบปี เนื่องจากเสียเลือดมาก ใบหน้าที่สีคล้ำเริ่มปรากฏสีเทาเข้มขึ้น ริมฝีปากซีดเซียว ส่วนที่บาดเจ็บคือต้นขาซ้ายของเขา ถึงแม้จะพันด้วยผ้าพันแผลอย่างหนา แต่ยังคงมีเลือดไหลออกมา
“เร็วเข้า รีบนำตัวเข้ามา!” กู้เยี่ยตะโกนอย่างเคร่งขรึม และหันไปพูดกับปราชญ์โอสถว่า “อาจารย์ ทำการฆ่าเชื้อที่มือ เตรียมการผ่าตัด !”
“แม่นางกู้ แล้วพวกเราล่ะ” ทหารแพทย์หลายนายที่ศึกษาความรู้เชิงทฤษฎีมาหนึ่งชั่วยามกว่า ในตอนนี้มีโอกาสที่จะได้เห็นวิชาการเย็บอันน่าอัศจรรย์กับตา จะให้พลาดไปได้อย่างไร
“พวกเจ้า? ก็ต้องยืนดูอยู่ที่ด้านข้างสิ” กู้เยี่ยตอบไปอย่างเรียบง่าย และเข้าไปในห้องผ่าตัดชั่วคราว
ผู้หญิงที่ร้องห่มร้องไห้ทำหน้าโศกเศร้าอยู่ด้านข้างดึงแขนเสื้อของทหารแพทย์ซืออย่างแน่นหนา ราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ “ท่านหมอ ท่านโปรดรักษาสามีของข้าให้ได้นะ ครอบครัวของเรามีทั้งคนชราและเด็กเล็ก เขาต้องทำงานเลี้ยงดูด้วยตัวคนเดียว ท่านช่วยหาวิธีด้วยเถิด...”
สตรีผู้นี้นี้แรงเยอะมาก ทหารแพทย์ซือพยายามขืนตัวออกมาอยู่หลายครั้งก็ยังไม่สามารถหลุดออกไปได้ เฮ้อ ภรรยาของคนเจ็บผู้นี้ช่างทำให้เสียเวลาจริงๆ อุตส่าห์จะได้เห็นการผ่าตัดเย็บแผลกับตาทั้งที จะมัวล่าช้าอยู่ไม่ได้เด็ดขาด
“นี่ แม่นาง สรุปเจ้าอยากให้ข้าช่วยสามีของเจ้า หรืออยากปล่อยให้เขาตายกันแน่ เจ้าดึงข้าเอาไว้แบบนี้ ข้าจะไปช่วยสามีเจ้าได้อย่างไร ถ้ายังขืนชักช้าอยู่ เลือดของสามีเจ้าก็จะหมดตัว ต่อให้เป็นเทวดาก็ไม่สามารถช่วยเขาได้แล้ว ยังไม่ปล่อยมืออีก!” ทหารแพทย์ซือออกแรงสะบัด ในที่สุดก็หลุดจากนาง จากนั้นก็รีบเข้าไปในห้องผ่าตัด
“ตั้งใจดูนะ ก่อนอื่นต้องให้ยาชากับผู้บาดเจ็บ” กู้เยี่ยหยิบหลอดฉีดยาออกมา จากนั้นก็ฉีดยาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนเข้าที่บริเวณใกล้กับแผล พร้อมกับแนะนำปริมาณการใช้ยาระงับความรู้สึกอย่างละเอียด
“เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่ต้องให้ท่านปราชญ์โอสถเป็นคนทำการเย็บหรือ” ขณะที่ทหารแพทย์ซือกำลังตั้งใจจดบันทึก เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เหตุใดคนที่ทำการผ่าตัดเย็บแผลเป็นเจ้าเด็กน้อยนี่ และปราชญ์โอสถกลับกลายเป็นผู้ช่วย
กู้เยี่ยเหลือบมองดูเขาและพูดอย่างเย็นชาว่า “การผ่าตัดง่ายๆ แค่นี้ ยังต้องให้อาจารย์ข้าลงมืออีกหรือ อาจารย์ ขอคีมห้ามเลือดแบบมีฟัน...”
ปราชญ์โอสถตอบรับและยื่นเครื่องมือที่นางต้องการให้อย่างรวดเร็ว กู้เยี่ยทำการห้ามเลือดที่บาดแผลก่อน หลังจากนั้นก็ใช้ผ้าทำแผลซับเลือดที่อยู่ด้านบน พร้อมกับพูดอธิบายว่า “เห็นหรือยัง ดูให้ดี ส่วนที่เป็นสีเหลืองคือเนื้อเยื่อไขมัน ต้องจำเอาไว้ว่า เมื่อเห็นเนื้อเยื่อแบบนี้ หรือว่าเห็นถึงกระดูก หรือว่าเนื้อใต้ชั้นผิวหนังถูกเผยให้เห็นเป็นวงกว้าง หรือบาดแผลมีความลึกเกินครึ่งนิ้ว ไม่ว่าจะตรงกับสถานการณ์แบบไหน ก็จำเป็นต้องทำการเย็บ”
ขณะที่ปากของกู้เยี่ยอธิบายไป การเคลื่อนไหวของมือกลับไม่ได้หยุดลง นางทำความสะอาดบาดแผลอย่างรวดเร็ว “แผลลักษณะแบบนี้ ใช้วิธีการเย็บแบบผูกปมแยกดีที่สุด”
เพียงได้เห็นนางใช้มือซ้ายถือคีมหนีบ มือขวาใช้คีมจับเข็มที่มีลักษณะโค้ง และควบคุมเข็มให้ตั้งขึ้นนอนลงอย่างรวดเร็ว การเย็บแต่ละเข็มต่างผูกปมแยกเอาไว้ ทักษะอันชำนาญและความเร็วอันน่าทึ่งนั้น ไม่เหมือนกับกำลังผ่าตัดเย็บแผล แต่ราวกับว่าเป็นช่างเย็บทอที่มีประสบการณ์สูงกำลังร้อยเส้นด้ายผ่านเข็มและเย็บปักถักร้อย
“วิธีการเย็บแบบนี้ โดยทั่วไปจะใช้กับการเย็บผิวหนังและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะสำหรับการเย็บบาดแผลที่มีการติดเชื้อหรือมีโอกาสติดเชื้อ” ขณะที่กู้เยี่ยกำลังพูด นางก็เย็บบาดแผลเสร็จไปประมาณสิบกว่าเซนติเมตรแล้ว
ทหารแพทย์ทั้งหลายต่างดูอย่างตั้งใจจนลืมจดบันทึก พวกเขามองตาไม่กะพริบ เพราะกลัวจะพลาดแม้แค่การเคลื่อนไหวเดียว ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดของนางได้อย่างชัดเจน เพียงรู้สึกว่าทุกอย่างตรงหน้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความสามารถในชั่วพริบตา ร้ายกาจจนน่าเกรงกลัว แผลที่ชุ่มไปด้วยเลือดก็เหลือไว้เพียงรอยเย็บไร้รอยเท่านั้น
ขั้นตอนสุดท้ายคือการทายาผงจินชวง และพันผ้าพันแผล
ผู้บาดเจ็บที่นอนอยู่บนเตียงผ่าตัด ในตอนแรกเขายังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสของบาดแผล หลังจากนั้นครู่เดียวก็เหลือเพียงความรู้สึกที่ถูกเข็มทิ่มอยู่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ไม่นานนักแม้แต่ความรู้สึกเจ็บจากเข็มทิ่มผิวหนังก็ยังหายไปจนหมด เขาไม่เข้าใจจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา และถามอย่างไม่หยุดว่า “ท่านหมอ ขาของข้าเป็นอะไรไป ทำไมไม่มีความรู้สึกแล้ว มันพิการแล้วใช่ไหม”
ระหว่างที่ผ่าตัด เขาก็อยากจะลุกขึ้นตลอด แต่ถูกทหารแพทย์ทั้งหลายกดตัวเอาไว้ ขณะที่สภาพจิตใจของเขาแทบจะพังทลายลง กู้เยี่ยก็ผ่าตัดสำเร็จแล้ว กระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
“เรียบร้อยแล้ว เจ้ากลับบ้านได้แล้ว สามวันให้หลังอย่าลืมมาล้างแผลด้วย” กู้เยี่ยใช้แปรงเล็กๆ ขัดล้างคราบเลือดในมือจนสะอาดทุกซอกทุกมุม เฮ้อ ไม่มีถุงมือแพทย์ที่ใช้แล้วทิ้ง มันลำบากเสียจริง!
“เอ่อ...ข้าหายดีแล้วหรือ” ผู้บาดเจ็บขยับขาเบาๆ ขายังอยู่ดี ยังขยับได้ เขาคงจะไม่กลายเป็นคนพิการหรอกกระมัง
“พักผ่อนอยู่ที่บ้านตามสบายเถอะ อย่าเพิ่งใช้แรงขาข้างที่บาดเจ็บ เพื่อไม่ให้บาดแผลฉีก” กู้เยี่ยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา พลางอธิบายการล้างและฆ่าเชื้อเครื่องมือหลังผ่านการผ่าตัดต่อ
80 บทที่ 80 สำเร็จวิชาแล้ว
“แม่นางกู้ ทำไม...ไม่ให้เขาอยู่ดูอาการอีกสักหน่อยเล่า...ซักวันสองวัน” ทหารแพทย์ซือเสนออย่างระมัดระวัง ก่อนหน้านี้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสนามรบไม่ได้บาดเจ็บหนักขนาดนี้ แต่เนื่องจากบาดแผลใหญ่เกินไป รักษาไม่หายเป็นเวลานาน จึงได้เพิ่มโอกาสการติดเชื้อ บางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิต
ส่วนแม่นางน้อยที่อยู่ตรงหน้ามีอายุประมาณเพียงสิบปีเท่านั้น ก็สามารถจัดการกับบาดแผลอย่างถูกต้อง และมีฝีมือที่ชำนาญขนาดนี้ อีกทั้งยังบอกว่าเจ็ดวันให้หลังสามารถตัดไหมได้แล้ว หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังคุยโวอยู่แน่นอน ในตอนนี้เขายังคงมีข้อสงสัยอยู่ในมุมหนึ่งในใจ ดังนั้นเขาจึงเสนอให้เก็บตัวผู้บาดเจ็บเอาไว้ จะมีอะไรน่าเชื่อถือไปกว่าการได้เห็นบาดแผลที่หายดีด้วยตาตัวเองอีก
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นจัดเตรียมห้องปีกฝั่งตะวันตก เพื่อใช้เป็นห้องพักสำหรับผู้บาดเจ็บ” กู้เยี่ยเก็บเครื่องมือสุดรักสุดหวงของตนอย่างครบถ้วน และพูดกับเหล่าแพทย์ทหารว่า “วิชาการเย็บของข้าเมื่อครู่ พวกเจ้าจำเอาไว้หมดหรือยัง ช่วงนี้พวกเจ้าก็ผลัดกันฝึกเย็บหนังหมู ฝึกจนกว่าจะเชี่ยวชาญ”
ในตอนแรกที่กู้เยี่ยหยิบเข็มผ่าตัดขึ้นมา เหล่าทหารแพทย์ยังคงสงสัยเล็กน้อย แต่หลังจากที่ได้เห็นความชำนาญในวิชาการเย็บของนาง พวกเขาก็ยอมรับอย่างไม่เงื่อนไข และไม่กล้าขัดภารกิจที่นางมอบหมาย
ทันทีที่ออกจากประตู เหล่าญาติมิตรที่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อก็แห่ล้อมกันเข้ามาและถามถึงอาการของผู้บาดเจ็บ ทหารแพทย์สองคนนำตัวผู้บาดเจ็บออกมา เขามีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้ที่ขา บนผ้าไม่มีคราบเลือดอยู่แม้แต่น้อย เมื่อเห็นสภาพร่างกายและจิตใจของผู้บาดเจ็บ พวกเขาต่างโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ภรรยาของผู้บาดเจ็บดีใจจนน้ำตาไหลไม่หยุด
เมื่อรู้ว่าผู้บาดเจ็บต้องอยู่รอดูอาการเป็นเวลาหลายวัน ภรรยาของเขาก็แสดงสีหน้าลังเล นางถามค่ารักษากับกู้เยี่ยอย่างเงียบๆ ดูจากเสื้อผ้าที่มีรอยปะซ่อมหลายแห่งที่ครอบครัวนี้สวมใส่และใบหน้าอันเหลืองโทรม ก็รู้ได้ว่าครอบครัวของพวกนางฐานะไม่ดี
“ไม่ต้องจ่ายการรักษาในครั้งนี้ ข้าไม่เก็บเงินพวกเจ้าสักแดงเดียว!” การที่กู้เยี่ยตามหาผู้บาดเจ็บ เดิมก็เพื่อใช้เป็นการสาธิตประกอบการสอน ผู้บาดเจ็บคนนี้มาได้ทันเวลาพอดี ทำให้ภารกิจการสอนในวันนี้สำเร็จไปอย่างราบรื่น ต้องตอบแทนเสียหน่อย
เมื่อภรรยาของผู้บาดเจ็บได้ฟังเช่นนั้นจึงรู้สึกผ่อนคลายดลง นางดึงเด็กน้อยสองคนที่อายุไม่ถึงห้าปีซึ่งอยู่ข้างๆ คุกเข่าลงต่อหน้ากู้เยี่ยและทหารแพทย์ทั้งหลาย จากนั้นก็พูดปนสะอื้นว่า “ขอบคุณ...ขอบคุณเหล่าผู้เมตตาสำหรับบุญคุณการช่วยชีวิตในครั้งนี้ ต้าเหมา เอ้อร์ยา รีบคุกเข่าคำนับผู้มีพระคุณสิ...”
ทหารแพทย์ซือรีบพยุงเด็กทั้งสองขึ้น แล้วพูดกับสตรีผู้นั้นว่า “สามีของเจ้าดวงดียิ่งนัก ได้พบกับหมอเทวดาและลูกศิษย์ของเขา พวกเขามีจิตใจเมตตา ไม่คิดค่ารักษากับพวกเจ้า...”
“ไม่ต้องพูดเรื่องที่ไม่มีประโยชน์หรอก” กู้เยี่ยพูดขัดคำพูดของทหารแพทย์ซือ แล้วพูดกับภรรยาของผู้บาดเจ็บว่า “ท่านป้า ถ้าท่านมีคนรู้จักที่มีบาดแผลค่อนข้างสาหัส ก็สามารถพาพวกเขามารักษากับข้าในช่วงนี้ได้ ทั้งหมดล้วนไม่คิดค่ารักษา”
หนึ่งในเพื่อนบ้านของภรรยาผู้บาดเจ็บที่ช่วยแบกตัวผู้บาดเจ็บมาพูดขึ้นมาในทันทีว่า “ท่านหมอน้อย เมียของข้ามีญาติอยู่คนหนึ่ง ถูกมีดบาดเข้าที่มือ ติดเชื้อเป็นหนองยังไม่หายสักที กินยาไปตั้งมากมายแต่ก็ยังไม่ได้ผล ได้ยินมาว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ไข้ขึ้นสูงไม่ลด ดูใกล้จะไม่รอดแล้ว...ไม่ทราบว่าพวกท่านช่วยรักษาได้ไหม”
“นำตัวมาดูก่อนเถอะ ต้องวินิจฉัยอาการก่อนจึงจะรู้ว่ารักษาได้ไหม” กู้เยี่ยพูดกับคนผู้นั้นอย่างรักษาน้ำใจ
“ดียิ่งนัก!” พอชายคนนั้นได้ยินก็รีบวิ่งออกไปในทันที ญาติฝั่งภรรยาของเขาเดิมทีเป็นผู้ช่วยในห้องครัวของร้านอาหาร ตอนที่ได้รับบาดแผลก็หาได้บาดเจ็บรุนแรงไม่ จึงไม่ได้ใส่ใจ แค่ใช้ขี้เถ้าเพื่อห้ามเลือด
นางทำงานอยู่ในครัวและต้องล้างสิ่งต่างๆ เป็นประจำ บาดแผลจึงสัมผัสกับน้ำสกปรก ไม่เพียงแต่แผลไม่สมาน อีกทั้งยังเปื่อยจนติดเชื้อด้วย ต่อมาจากบาดแผลเดียว มือของนางก็แทบเน่าไปครึ่งฝ่ามือ เจ้าของร้านกลับไล่นางออก ครอบครัวของนางพานางไปที่โรงหมอ แต่หมอกลับบอกว่าไม่สามารถช่วยได้แล้ว!
กู้เยี่ยอาศัยจังหวะที่ผู้ป่วยยังไม่ถูกส่งตัวมา สรุปจุดสำคัญในการผ่าตัดเมื่อครู่นี้ เหล่าทหารแพทย์ได้เห็นถึงความสามารถอันสูงส่งของนาง ในตอนนี้ความดูถูกเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในใจพวกเขาก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว พวกเขาตั้งใจฟังและจดบันทึกราวกับเป็นนักเรียน
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ป่วยก็ถูกนำตัวมา กู้เยี่ยทำการฆ่าเชื้อที่มืออีกรอบ จากนั้นก็ชี้ไปที่ทหารแพทย์ซือแล้วพูดว่า “เดี๋ยวเจ้ามาเป็นผู้ช่วยของข้า”
“อะ...อะไรนะ” ทหารแพทย์ซือตกตะลึงในทันที เขา....เขาเพิ่งได้เรียนไม่ถึงครึ่งวัน จะแบกรับภารกิจที่หนักหนาเช่นนี้ได้หรือ
“เจ้ารู้จักเครื่องมือผ่าตัดครบหมดแล้วใช่ไหม” เมื่อเห็นทหารแพทย์ซือพยักหน้าอย่างตะลึง นางจึงพูดว่า “แค่นั้นก็พอแล้วไม่ใช่หรือ มัวชักช้าอะไรอยู่”
“แต่ว่า...” ทหารแพทย์ซือกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พูดเสียงอ่อนว่า “ข้ากลัวจะตื่นเต้นจนสมองใช้การไม่ได้ ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ผิดพลาดก็แก้ไขสิ! นี่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินเสียหน่อย มีอะไรให้ตื่นเต้นกัน อีกอย่างมีอาจารย์อย่างข้ายืนดูอยู่ข้างๆ ถ้าเจ้าทำผิด ข้าก็จะตักเตือนเจ้า การมีส่วนร่วมทำให้จำขึ้นใจมากกว่าให้เจ้ายืนดูอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่ากี่เท่า!” กู้เยี่ยสวมชุดคลุมสีขาวใหม่อีกครั้ง และยืนอยู่หน้าโต๊ะผ่าตัด
ทหารแพทย์ซือสุดลมหายใจเข้าลึกๆ เขายืนอยู่ที่ตำแหน่งที่ปราชญ์โอสถยืนเมื่อครู่นี้ ท่ามกลางสายตาเห็นใจและอิจฉาระคนกันของทหารแพทย์คนอื่นๆ ข้างมือของเขาเป็นเครื่องมือผ่าตัดที่ถูกวางเรียงเอาไว้
ผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบปี นางไข้ขึ้นสูงจนหน้าแดงจัด ตอนนี้นางสูญเสียสติแล้ว บาดแผลของนางอยู่ในตำแหน่งขวาล่างของฝ่ามือซ้าย แผลบวมแดงและมีหนองไหลออกมา กู้เยี่ยมองดูก็รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ก่อนอื่นต้องให้ยาปฏิชีวนะสำหรับต้านการอักเสบและติดเชื้อให้นาง
“ยาระงับความรู้สึกถูกจำแนกเป็นแบบชาทั่วร่างกายและชาเฉพาะส่วน กรณีอย่างเมื่อครู่นี้และครั้งนี้ แค่ฉีดยาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนเข้าที่บริเวณใกล้ๆ บาดแผลก็พอแล้ว” กู้เยี่ยใช้เข็มฉีดยาดูดยาระงับความรู้สึกออกมาในปริมาณที่เหมาะ และฉีดเข้าบริเวณใกล้กับบาดแผล
ทหารแพทย์ขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น...ที่ใช้กับแม่ทัพน้อยคือแบบชาทั่วร่างกายหรือ”
“ใช่แล้ว” กู้เยี่ยพยักหน้า และชี้ที่เนื้อเยื่อตายตรงบาดแผลขนาดใหญ่แล้วพูดต่อว่า “บาดแผลที่เป็นหนองรุนแรงแบบนี้ จำเป็นต้องทำความสะอาดภายนอกให้ดี มีดผ่าตัดหมายเลขสาม...”
“อ่า? อ้อ! ทราบแล้วๆ” หลังจากที่ทหารแพทย์ตื่นเต้นจนมือไม้พันกัน ในที่สุดก็หาหมายเลขมีดผ่าตัดที่กู้เยี่ยต้องการเจอ
กู้เยี่ยรับมีดผ่าตัดมา จากนั้นก็ตัดเนื้อเยื่อตายบนบาดแผลทิ้ง และทำความสะอาดสารคัดหลั่งที่ออกจากบาดแผล บาดแผลมีความลึกมาก หลังจากที่ทำความสะอาดเสร็จ นางก็ใช้วิชาการเย็บแบบต่อเนื่อง เพื่อเย็บบาดแผลให้สมานกัน
“ข้อดีของการเย็บแบบต่อเนื่องคือประหยัดไหมและเวลา อีกทั้งยังเย็บปิดได้ดี แต่ข้อเสียคือหากเส้นไหมเกิดขาดขึ้นหนึ่งจุด บาดแผลก็จะเสี่ยงต่อการฉีกขาด” หลังจากที่ทายาเสร็จ กู้เยี่ยก็มอบภารกิจการพันแผลให้กับทหารแพทย์ซือ
เนื่องจากเป็นทหารแพทย์มาหลายปี จึงมีความชำนาญในการพันแผล ทหารแพทย์ซือจึงมีความมั่นใจพอตัว
“ขวดที่แขวนอยู่นี่คือยาต้านการอักเสบและติดเชื้อหรือ” ทหารแพทย์ซือมองไปที่หลอดใส น้ำยาไหลเข้าไปในหลอดเลือดของผู้ป่วยทีละหยดๆ ถึงแม้เขาจะเคยเห็นที่ด่านชายแดนมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกทึ่ง เขาถือว่าได้เปิดโลกแล้ว ไม่คิดเลยว่าเลือดในร่างกายของมนุษย์จะสามารถรับของเหลวอย่างอื่นเข้าไปได้ อีกทั้งยังสามารถนำเลือดของคนหนึ่ง ถ่ายเข้าสู่ร่างกายของอีกคนหนึ่ง ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง!
“อื้ม น้ำยานี้มีค่ามาก เมื่อผู้ป่วยไข้ลดแล้วและฟื้นขึ้นมา ก็จะสามารถใช้แบบกินมาทดแทนได้” กู้เยี่ยขมวดคิ้ว เนื่องจากยาปฏิชีวนะสำเร็จรูปที่อยู่ในห้วงมิติเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ต้องหาโอกาสเข้าไปทำเพิ่มสักชุดแล้ว
หลังจากที่ออกจากห้องผ่าตัด นางก็มอบหน้าที่การปลอบโยนครอบครัวให้กับเหล่าทหารแพทย์ นางวางแผนกับอาจารย์ และเอาเครื่องยาชุดหนึ่งมาจากแม่ทัพฉู่ผู้อาวุโส พวกเขาไม่สามารถถ่ายทอดทักษะวิชาได้ ถ้าอย่างนั้นก็ปรุงเครื่องยาเองเถอะ
เมื่อปราชญ์โอสถได้ยินว่าลูกศิษย์จะปรุงยาระงับความรู้สึกและยาปฏิชีวนะ เขาก็รู้สึกสนใจในทันทีและเสนอตัวเป็นผู้ช่วย กู้เยี่ยไม่ได้คิดจะเก็บซ่อนวิธีการปรุงยาเหล่านี้ แต่ว่าอุปกรณ์ทดลองอันตระการตาเหล่านั้นที่อยู่ในห้วงมิติ ยากที่จะเอาออกมาได้จริงๆ ดังนั้นนางจึงปฏิเสธ ‘ความหวังดี’ ของอาจารย์
ปราชญ์โอสถแสดงสีหน้าผิดหวัง เขาคิดว่าเครื่องยาเหล่านี้ต้องเป็นความลับที่ไม่อาจเผยแพร่ จึงไม่ฝืนตามรบเร้าให้อีกฝ่ายลำบากใจ กู้เยี่ยนึกถึงอาจารย์ที่ไม่เพียงแต่จะสอนวิธีการปรุงยาให้นางอย่างสุดความสามารถ อีกทั้งยังช่วยให้นางได้รับผลประโยชน์จากอาจารย์ลุงอย่างไม่หยุดหย่อน นางจึงแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย
นางตัดสินใจว่าหลังจากที่หลอดฉีดยาและขวดน้ำเกลือที่สั่งจากเรือนอิ่นเจินมีคุณภาพผ่านเมื่อไหร่ ก็จะนำภาพวาดของถ้วยตวง ขวดรูปชมพู่ และหลอดทดลองให้พวกเขา เมื่อถึงเวลาปรุงยาในตอนนั้น ก็จะไม่ต้องคอยหลบอาจารย์
เมื่อนางกินอาหารกลางวันกับอาจารย์ ท่านปู่และพี่ชาย ทหารแพทย์ซือก็วิ่งเข้ามาอย่าตื่นเต้นและตะโกนอย่างมีความสุขว่า “ท่านปู่เจิ้ง แม่นางกู้ ผู้บาดเจ็บคนนั้นไข้ลดแล้ว อีกทั้งยังฟื้นขึ้นมาแล้ว นางยังบอกว่าจะมาคุกเข่าคำนับท่าน ขอบคุณที่พวกท่านช่วยชีวิตนางเอาไว้”
คนในยุคนี้ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสุรุ่ยสุร่าย ทำให้ร่างกายไม่ได้เกิดความเคยชินและภูมิต้านทาน จึงเห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว นี่เป็นสิ่งที่นางคาดการณ์เอาไว้แล้ว กู้เยี่ยจึงพยักหน้าอย่างสงบนิ่งมาก
แต่ทหารแพทย์ซือกลับตื่นเต้นจนตาแดงก่ำ “ดีเหลือเกิน! เมื่อมียาแก้อักเสบและป้องกันการติดเชื้อนี้ เหล่าทหารของพวกเราก็จะไม่ตายเปล่าเพราะแผลเน่าเปื่อยแล้ว! ท่านปู่เจิ้ง ท่านไม่รู้อะไร เมื่อเห็นทหารเหล่านั้นที่ต้องตัดแขนหรือขา เพราะแผลเปื่อย กระทั่งเสียชีวิตเพราะแผลติดเชื้อ ในฐานะทหารแพทย์อย่างพวกเรา ต้องเจ็บปวดใจถึงเพียงไหน”
หลังจากสูดลมหายใจเข้า ทหารแพทย์ซือก็ขยี้ตาอย่างแรง อ้าปากกว้าง เผยรอยยิ้มอันน่าเกลียดแต่จริงใจขึ้น “ตอนนี้ดีแล้ว! มียาใหม่ที่ท่านปู่เจิ้งปรุงขึ้นมา ชีวิตทหารของพวกเราก็สามารถรับประกันได้อีกชั้นแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะต้องตายด้วยบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว”
ทหารแพทย์ซือผู้นี้ดูๆ ไปแล้วมีความแปลกไปซักนิด ขาดความสุขุมไปซักหน่อย แต่ก็ไม่ได้สูญเสียหัวใจที่แท้จริงของการเป็นหมอ นั่นคือไม่ย่อท้อต่อความลำบาก พยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คน...เชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะเติบโตเป็นศัลยแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างแน่นอน
สตรีที่ได้รับบาดเจ็บที่มือได้ตัดไหมออกในอีกเจ็ดวันต่อมา ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนหนึ่งที่บาดเจ็บที่ต้นขา ดูจากอาการแล้ว ต้องเลื่อนออกไปอีกสามวันจึงค่อยตัดไหมออก กู้เยี่ยเตือนเขาว่าห้ามทำงานหนักภายในหนึ่งเดือนนี้
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา นางนำความรู้วิชาศัลยแพทย์ทั่วไปที่อยู่ในหัวของตนถ่ายทอดให้กับทหารแพทย์ทั้งหลาย ทหารแพทย์เหล่านี้สมแล้วที่ถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี มีความสามารถในการเรียนรู้ที่สูง ในวันที่ห้า พวกเขาก็สามารถจัดการกับบาดแผลธรรมดาได้แล้ว
มีญาติมิตรของผู้บาดเจ็บทั้งสองคนคอยเผยแพร่ข่าว ประกอบกับการรักษาบาดแผลโดยไม่คิดเงินของพวกเขา จึงทำให้พวกเขาได้ฝึกฝนฝีมืออย่างไม่ขาดสาย หลังจากนั้นหลายวัน ทหารแพทย์ทั้งห้านายต่างผ่าตัดเย็บแผลให้ผู้บาดเจ็บได้สำเร็จ
ในตอนแรก ถึงแม้ว่าทักษะจะยังไม่ค่อยชำนาญนัก บาดแผลที่เย็บประสานก็ยังเบี้ยวและมีขนาดไม่เสมอกัน แต่ดูในภาพรวมก็ไม่มีจุดบกพร่องใดๆ เมื่อถึงวันที่สิบ ถึงแม้ฝีมือของพวกเขาจะเทียบกู้เยี่ยไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเชี่ยวชาญแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment