81 บทที่ 81 เส้นสายของปราชญ์โอสถ
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมากู้เยี่ยอาศัยความแตกต่างของเวลาในห้วงมิติ ผลิตยาระงับความรู้สึกและยาปฏิชีวนะเป็นจำนวนมาก สำหรับเภสัชกรชั้นนำอย่างนางแล้ว การผลิตยาอย่างยาระงับความรู้สึกและยาปฏิชีวนะ ถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากสำหรับนาง
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางยังอยู่ด้วยกันกับอาจารย์ปราชญ์โอสถตลอด หลังจากผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียนรู้จากความล้มเหลวในแต่ละครั้ง ในที่สุดก็สามารถผลิตยาระงับความรู้สึกออกมาได้แล้ว ถึงแม้ว่านางจะสามารถผลิตยาระงับความรู้สึกที่สมบูรณ์ได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับคนในยุคนี้แล้ว ยาระงับความรู้สึกของฮว่าถัวมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือยิ่งกว่า
เซียนแพทย์กลับมาจากการออกไปรักษาที่ต่างแดน พบว่าตนมาไม่ทันที่จะมีส่วนร่วมในการสอนวิชาเย็บบาดแผล แม้แต่การถือกำเนิดขึ้นของยาระงับความรู้สึก เขาก็ไม่สามารถได้เห็นกับตา เขารู้สึกเสียดายจนตีอกชกตัวและเสียใจเป็นอย่างมาก จนกระทั่งปราชญ์โอสถและลูกศิษย์ตกลงที่จะคัดลอกสูตรของยาระงับความรู้สึกให้เขาหนึ่งชุด จิตใจอันบอบช้ำของเขาจึงค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นเล็กน้อย
ปีใหม่ใกล้เข้ามาขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตระกูลจวินและแม่ทัพฉู่ผู้อาวุโสจะคอยดูแลเป็นอย่างดี แต่กู้เซียวยังคงตัดสินใจพาหลานชายและหลานสาวกลับหมู่บ้านชิงซานเพื่อฉลองข้ามปี ปราชญ์โอสถก็จัดเก็บสัมภาระแล้ว เขาไม่มีลูกและญาติ จึงตัดสินใจติดตามลูกศิษย์ไปฉลองข้ามปีด้วย! ส่วนลูกศิษย์คนโตของเขานั้นช่างเถอะ ถือเสียว่าถูกเขาทอดทิ้งไปนานแล้ว (ศิษย์พี่เจียง : ข้ามันลูกเก็บมาเลี้ยง ศิษย์น้องถึงเป็นลูกแท้ๆ ใช่ไหมเล่า? ใช่ไหม!)
คุณชายรองแห่งตระกูลฉู่ได้เข้ารับตำแหน่งในด่านจวิ้นหลางแล้ว และทำหน้าที่แทนคุณชายใหญ่เป็นการชั่วคราว คุณชายใหญ่ก็ตามเซียนแพทย์กลับเมืองหลวงเพื่อรักษาตัวแล้ว เมืองเหยี่ยนเฉิงมีอากาศที่หนาวเย็น จึงไม่ดีต่อการฟื้นฟูบาดแผล
ก่อนออกเดินทาง กู้เยี่ยมอบน้ำมันยาที่ปรุงขึ้นให้เขาสองขวด และสอนวิธีการนวดให้กับฉู่มู่ฮว่า ให้เขานวดแผลเก่าที่ข้อมือของท่านพ่อเจิ้นกั๋วกงทุกวัน ซึ่งมันสามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อและรักษาผลที่จะตามมาจากกล้ามเนื้อเสียหาย
“ในที่สุดก็ได้กลับบ้านแล้ว!” กู้เยี่ยนอนลงบนที่นั่งนุ่มๆ ในรถม้า กลิ้งตัวไปมาสองรอบอย่างสุขใจ ตระกูลจวินช่างมีน้ำใจเสียจริง ถึงกับให้รถม้าที่ฮูหยินใหญ่ใช้เดินทางมาส่งพวกเขากลับเมืองไร้ชื่อ
รถม้าคันนี้ทั้งใหญ่ทั้งกว้าง บนที่นั่งนุ่มๆ คลุมด้วยขนจิ้งจอกหิมะหนาๆ นอนอยู่บนขนจิ้งจอกนุ่มฟูช่างสบายเหลือเกิน ด้านหนึ่งของรถม้ามีโต๊ะขนาดเล็กสั่งทำพิเศษที่สามารถพับเก็บได้ บนโต๊ะมีที่สำหรับวางถ้วยชาม จึงไม่ต้องกังวลว่าจะหกเลอะเทอะ
ตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับประตูก็มีเตาดินเผาที่แข็งแรงตั้งอยู่ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำร้อนให้ดื่ม ตอนที่ไม่ได้ต้มน้ำก็สามารถเร่งไฟให้แรงขึ้น แล้วใช้แทนเตาผิงได้
เมื่อรู้ว่ากู้เยี่ยชอบกินขนม ในช่องลับของรถม้าก็บรรจุไปด้วยขนมต่างๆ ทั้งถั่ว ผลไม้เคลือบน้ำตาล และลูกอม ในตอนนี้กู้เยี่ยกำลังยัดผลไม้เชื่อมเข้าปากอย่างมีความสุข
กู้เซียววางกระดานหมากไว้บนโต๊ะเล็ก และกำลังจะสอนกู้หมิงเล่นหมาก เมื่อได้ฟังน้ำเสียงแห่งความสุขที่ออกมาจากหัวใจของนาง เขาจึงอดที่จะยิ้มไม่ได้แล้วพูดว่า
“รอกลับบ้านไม่ไหวแล้วหรือ ทำไม อยู่เมืองใหญ่ไม่ดีหรืออย่างไร มีคนคอยประเคนอาหารเสื้อผ้าให้ถึงมือ อีกทั้งยังมีบ่าวคอยรับใช้ ทั้งของกิน เครื่องประดับ ของเล่น...ล้วนหาซื้อได้ตามถนน ไม่ดีกว่าหุบเขายากจนของพวกเราหรือ”
“ต่อให้เมืองใหญ่จะดีแค่ไหนก็ไม่ใช่บ้านของพวกเรา! ต่อให้ตระกูลจวินดูแลเราดีแค่ไหน ก็แค่เป็นการให้เกียรติคุณชายฉู่เท่านั้น ดั่งสำนวนที่ว่า ต่อให้เป็นรังเงินรังทองก็ไม่ดีเท่ารังหมาของตน...โอ๊ย ท่านปู่ ท่านเคาะหัวข้าทำไมกันเล่า ถ้าอนาคตหมอเทวดาอย่างข้าถูกเคาะหัวจนโง่งมขึ้นมา นี่ถือเป็นความสูญเสียของเหล่าผู้ป่วยนับหมื่นพันของใต้หล้านี้เชียวนะ...”
“เจ้าเด็กปากดี!” กู้เซียวจิ้มไปที่หัวของนาง “มีสำนวนที่บอกว่าบ้านตัวเองเป็น ‘รังหมา’ เสียที่ไหนกัน”
“น้องพี่ มันต้องเป็น ‘ต่อให้เป็นรังเงินรังทองก็ไม่ดีเท่ารังหญ้าฟางของตน’ ต่างหาก” กู้หมิงใช้ความคิดอย่างเต็มที่เพื่อเดินหมาก แต่ก็ยังแบ่งเวลาหันไปแย้งน้องสาว
“เหมือนกันนั่นแหละ!” กู้เยี่ยแกะเปลือกถั่วแล้วยัดเข้าปาก นึกถึงเมื่อสามเดือนก่อน นางกับพี่ชายพยายามเก็บสะสมลูกสนตลอดฤดูใบไม้ร่วง อดทนไม่ยอมที่จะกินสักคำ หลังจากทำงานอย่างหนักกว่าครึ่งเดือน กลับขายไปได้เพียงไม่กี่ร้อยเหรียญเท่านั้น ขนมจุกจิกในร้านที่เมืองใหญ่ ลูกสนผัดหนึ่งชั่งก็ราคาหลายสิบเหวินแล้ว ถั่วสนก็ยิ่งมีราคาแพง เฮ้อ โลกของคนรวยช่างห่างไกลจากนางเหลือเกิน...
“มัวเศร้าอะไรอยู่เล่า เจ้าเด็กบ้า ทำตัวมีความสุขเอาไว้สิ มีอะไรให้ต้องกังวล มีผู้ใหญ่อย่างพวกเราอยู่ไม่ใช่หรือ อย่าเอาแต่เก่งกาจจนเกินไป มันทำให้ปู่อย่างข้าดูล้มเหลวมาก!” กู้เซียวเองก็เล่นหมากไม่ค่อยเก่ง กู้หมิงเพิ่งจะเรียนรู้เพียงไม่กี่วัน เขาอยากจะเล่นชนะเจ้าเด็กนี้ จะยอมแพ้ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นไม่ได้ จึงใช้ความพยายามอย่างมาก
กู้เยี่ยเกาคางของตัวเอง นางที่เป็นเด็กกำพร้าในชาติก่อนต้องพึ่งพาตัวเองตลอด อยู่คนเดียวจนชินแล้ว แบกรับปัญหาทั้งหมดด้วยตัวเองจนเป็นนิสัย เมื่อได้ยินท่านปู่พูดเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มแหย
“ท่านปู่ รถม้าไปไม่ถึงหมู่บ้านชิงซานของพวกเรา ของหลายคันรถที่อยู่ด้านหลังจะขนกลับหมู่บ้านอย่างไร” กู้เยี่ยมองย้อนกลับไปข้างหลังจากหน้าต่างเล็กๆ ที่ผนังด้านหลังรถม้า มันมีตั้งห้าคันรถ มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้นที่เป็นของไหว้ปีใหม่ที่พวกเขาซื้อมาจากเมืองใหญ่ ของอื่นๆ ล้วนเป็นของที่ตระกูลจวินและแม่ทัพฉู่อาวุโสมอบให้ มีทั้งของใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างครบครัน
กู้เซียวชนะหลานชายหนึ่งตาได้อย่างหวุดหวิด เขาเก็บกระดานหมากและพูดว่า “เจ้าไม่ต้องกังวล ทำใจให้สบายเสียเถอะ เซียนแพทย์บอกแล้วว่าเจ้ายังต้องพักฟื้นอีกหลายเดือนจึงจะหายดีเหมือนคนทั่วไป”
ความจริงแล้วเซียนแพทย์พูดเช่นนี้ ‘ถ้าครั้งนี้ไม่บำรุงให้ดี เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการมีลูกในอนาคต...’ กู้เซียวคิดคำนวณของบำรุงที่อยู่ในรถด้านหลังว่าพอดีสำหรับหนึ่งฤดูหนาวไหม ต้องหาซื้อเพิ่มในเมืองระหว่างทางหรือไม่
“อาจารย์ก็ถูกอาจารย์ลุงเซียนแพทย์เอาตัวไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะสามารถกลับมาฉลองข้ามปีกับพวกเราทันไหม” เซียนแพทย์พบผู้ป่วยที่รักษายาก ต้องพึ่งพาวิชาการปรุงยาของปราชญ์โอสถ จึงทั้งบังคับทั้งล่อลวงเอาตัวอาจารย์ไปก่อนที่พวกนางจะออกเดินทาง เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ลุงเซียนแพทย์ อาจารย์ของนางก็จะกลายเป็นคนที่ถูกบีบคั้นอยู่เสมอ อาจารย์ผู้น่าสงสาร ดูก็รู้แล้วว่าคงจะถูกรังแกมาตั้งแต่เล็กจนโต
กู้เยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า “ยังมีเวลาหนึ่งเดือนก่อนจะถึงปีใหม่ ผู้ป่วยของเซียนแพทย์อยู่ไม่ไกลจากเมืองไร้ชื่อ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คงจะกลับมาทันแน่”
“ท่านปู่” กู้เยี่ยนึกถึงตอนที่อยู่เมืองเหยี่ยนเฉิง และได้รับของบำรุงอันล้ำค่าเหล่านั้น จึงพูดอย่างสงสัยว่า “ท่านว่า...ครอบครัวของอาจารย์เป็นใครกัน ถึงสามารถมีของบำรุงร่างกายดีๆ มากมายเช่นนี้ ได้ยินนายหญิงใหญ่ตระกูลจวินบอกว่า มีของบำรุงล้ำค่ามากมาย ที่แม้แต่เหล่าท่านหญิงในวังก็ไม่อาจจะหาได้”
“ว่ากันว่าปราชญ์โอสถเป็นเด็กกำพร้า ถูกอาจารย์ของเขารับเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ตลอดชีวิตไม่เคยมีบุตรภรรยา นอกจากศิษย์พี่หนึ่งคนและลูกศิษย์หนึ่งคน นอกจากนี้ไม่มีญาติคนอื่นๆ แล้ว” กู้เซียวก็ไม่รู้ว่าปราชญ์โอสถเอาของบำรุงเหล่านั้นมาจากไหน จึงอดไม่ได้ที่จะเดาว่า “ผู้เฒ่าอย่างเขาปรุงยามาชั่วชีวิต คงจะมีเส้นสายอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีทรัพย์สินมากมาย ถ้าเป็นคนอื่นย่อมไม่สามารถหาของดีมากมายขนาดนี้ภายในเวลาอันสั้นถึงเพียงนี้”
เมื่อนึกถึงของบำรุงล้ำค่าเหล่านี้ แค่รังนกชั้นเลิศก็มีเป็นสิบกล่องแล้ว ทั้งโสมแดงและหลิงจือที่มีอายุมากกว่าร้อยปีเป็นอย่างต่ำ อีกทั้งยังมีบัวหิมะ ถั่งเช่า ดักแด้...และยังมีของบำรุงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งหมดล้วนแต่เป็นยาวิเศษที่เหมาะสมกับร่างกายของกู้เยี่ย
กู้เซียวรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย คนเป็นปู่อย่างเขากลับถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น เรื่องเงินเขาไม่ขาด แต่สิ่งที่สำคัญคือของล้ำค่าในเครื่องยา คนทั่วไปต่างเก็บซ่อนเอาไว้เพื่อใช้รักษาชีวิตของตน หากไม่มีเส้นสายก็จะไม่มีทางซื้อได้เด็ดขาด!
เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องยาล้ำค่าเหล่านี้ เป็นของสุภาพบุรุษจอมปลอมบางคนที่คอยคิดถึงหลานสาวของเขาเป็นคนส่งมาในนามปราชญ์โอสถ เขาย่อมต้องคิดไม่ถึงอย่างแน่นอนว่าหลานสาวของตนที่อายุน้อยเพียงนี้ ก็มีคนคอยจับจ้องอยู่ห่างๆ แล้ว
“ท่านปู่ คืนนี้ไม่กินรังนกได้ไหม” หลังจากที่นางหยุดกินยา นางก็ได้กินอาหารบำรุงสารพัดชนิด ต้องกินรังนกวันละหนึ่งถ้วย กู้เยี่ยกังวลว่าตัวเองจะถูกบำรุงมากเกินไป
“ไม่ได้! เซียนแพทย์บอกแล้วว่าต้องกินอาหารบำรุงอย่างน้อยครึ่งปี!” หลานสาวป่วยหนัก ร่างกายอ่อนแอโดยกำเนิด หลังจากคลอดออกมาก็ถูกทารุณจนร่างกายย่ำแย่ ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด คำพูดของกู้เซียวไม่มีช่องว่างสำหรับการต่อรองเลยแม้แต่น้อย
“ท่านปู่ ประโยชน์ของรังนกล้วนถูกปรุงแต่งขึ้นมา น้ำลายและขนของนกนางแอ่นจะบำรุงอะไรได้” กู้เยี่ยต่อรองกลับ ยาบำรุงรังนกตุ๋นอาจจะมีสรรพคุณทางจิตใจ แต่นางก็รู้สึกว่ามันมีรสชาติที่แปลกประหลาด ทุกครั้งที่นางดื่มยังแอบรู้สึกรังเกียจเล็กน้อย
กู้หมิงเห็นว่าน้องสาวพยายามเลี่ยงที่จะกินของบำรุงอีกครั้ง เขาจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “ท่านปู่เซียนแพทย์บอกแล้วว่ารังนกสามารถบำรุงปราณ เสริมสร้างร่างกาย หล่อเลี้ยงธาตุหยิน มีประโยชน์มากมาย”
ขณะที่กู้เยี่ยกำลังจะพูดอะไรออกมา ก็ถูกกู้เซียวพูดกลับมาว่า “จะกินอาหารบำรุงหรือกินยา เจ้าเลือกเอาเอง!”
กู้เยี่ยทำปากยู่ แล้วหันหลังให้กับสองปู่หลานที่บังคับนางกินของบำรุง นอนอิงขนจิ้งจอกบนที่นั่งนุ่มๆ อย่างโมโห กู้หมิงนำถั่วสนที่ตนแกะเอาไว้แล้วใส่เข้าไปในมือของน้องสาว เพื่อประจบนางให้ยิ้ม
กู้เยี่ยหยิบถั่วสนหนึ่งกำมือยัดเข้าไปในปาก และเคี้ยวราวกับระบายความโกรธ กู้เซียวที่ถือถ้วยชาอยู่ข้างๆ มองดูสองพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวอย่างมีความสุข รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ลมหนาวถูกผ้าม่านหนาทึบปิดกั้นเอาไว้ไม่ให้เข้ามา ภายในรถม้ามีเพียงความอบอุ่น...
ห้าวันต่อมา ขบวนรถเข้ามาถึงเมืองไร้ชื่อ สามปู่หลานเป็นคนกลุ่มเดียวที่เข้าพักโรงเตี๊ยมในเมืองแห่งนี้ กู้เซียวตามหาเถ้าแก่เฉียน และใช้เงินยี่สิบตำลึงเพื่อจ้างเขาช่วยขนส่งสัมภาระ
เถ้าแก่เฉียนคุ้นเคยกับเส้นทางของหมู่บ้านชิงซาน เขาเลี้ยงม้าและล่อเอาไว้สิบกว่าตัว หลังจากเข้าสู่ฤดูหนาวก็ไม่ได้ถูกใช้งาน ช่วงนี้อากาศดี กองหิมะบนทางขึ้นเขาก็ละลายไปเกือบหมดแล้ว ม้าและล่อสามารถฝืนเดินทางได้ อย่างไรเสียเขาก็ว่างอยู่ เถ้าแก่เฉียนจึงรับข้อเสนออย่างรวดเร็ว
กู้เยี่ยใช้เวลากลางคืนเข้าไปในห้วงมิติเพื่อปรุงยาบำรุงหัวใจมาห้าสิบขวด ยาลดไข้สำหรับเด็กหนึ่งชุด ยาแก้หวัดและน้ำเชื่อมแก้ไอ ฤดูหนาวของทางเหนือทั้งหนาวเหน็บและยาวนาน เด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงง่ายต่อการป่วย เชื่อว่ายาเหล่านี้เพียงพอสำหรับการชดเชยความเสียหายของร้านจี้หมินถังที่นางไม่ได้ส่งเครื่องยาให้
กู้เยี่ยและพี่ชายไปที่บ้านสกุลติงก่อน เพื่อมอบยาบำรุงหัวใจสามสิบขวดให้พวกเขา ต่อให้รวมปริมาณการใช้ยาของอาหญิงและคุณชายใหญ่สกุลติง มันก็เพียงพอสำหรับให้พวกเขากินเป็นเวลาสามเดือน
นางปฏิเสธคำเชิญกินอาหารกลางวันของพวกเขา และเตรียมตัวไปร้านจี้หมินถังด้วยตัวเอง เพื่อแสดงคำขอโทษที่เดือนก่อนนางไม่สามารถส่งเครื่องยาได้ตามเวลา
หลังจากที่ออกจากบ้านสกุลติง และเดินทางออกไปได้ไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงชุดประทัดดังปั้งๆๆๆ กู้เยี่ยหันมองไปตามเสียง มองเห็นร้านขายยาที่มีป้ายเขียนว่า ‘ร้านไป่เฉ่าถัง กลับมาเปิดกิจการอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้’ หน้าร้านยามีกลุ่มคนรวมตัวกันมากมาย มีทั้งคนที่มาพบแพทย์ ซื้อยา และมาร่วมตื่นเต้นด้วย ทำให้หน้าร้านไป่เฉ่าถังอัดเต็มไปด้วยผู้คน
“ท่านลุง ทำไมร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ร้านนี้ถึงกิจการดีแบบนี้” กู้เยี่ยเรียกชายวัยกลางคนที่กำลังจะเดินเข้าไปร่วมสนุก และถามอย่างเสียงดัง
82 บทที่ 82 ยาสำหรับเด็กราคาถูก
ชายคนนั้นพูดว่า “เจ้าไม่รู้หรือ ร้านไป่เฉ่าถังเปิดกิจการ สามวันแรกไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการปรึกษาหมอ ลดค่ายาลงครึ่งหนึ่ง เมื่อคนในเมืองและหมู่บ้านใกล้เคียงรู้ข่าวก็ต่างพากันหลั่งใหลมา จะไม่ให้คนเยอะได้อย่างไร ว่ากันว่าในร้านไป่เฉ่าถังยังมีโอสถขายด้วย น่าเสียดายที่แพงเกินไป แต่แค่ได้ลองมาดูก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว”
เมืองไร้ชื่อเล็กๆ นี้มีครัวเรือนรวมกันก็แค่ร้อยกว่าหลัง มีร้านยาเพียงร้านเดียวก็เพียงพอแล้ว เท่าที่นางรู้ ร้านไป่เฉ่าถังมักจะเปิดในเมืองใหญ่และในมณฑลหรือจังหวัดที่ค่อนข้างใหญ่ เหตุใดครั้งนี้จึงผิดแปลก เปิดกิจการในเมืองชายขอบเล็กๆ แห่งนี้ คำตอบนั้นชัดเจน
เรื่องที่กู้เยี่ยเป็นศิษย์ปราชญ์โอสถ และได้กลับมาพร้อมกับปราชญ์โอสถนั้นถูกเปิดเผยแล้ว ในเมืองเหยี่ยนเฉิง นางก็ได้เปิดเผยตัวตนกับร้านจี้หมินถัง เชื่อว่าร้านไป่เฉ่าถังก็ได้รับข่าวอย่างรวดเร็ว แต่ตระกูลจ้าวเพียงอาศัยฝีมือการปรุงยาของนางซึ่งคล้ายคลึงกับปราชญ์โอสถ ก็สามารถเปิดสาขาย่อยที่เมืองไร้ชื่อ เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความกล้าของผู้ตัดสินใจ
ในตอนแรกนางเรียนการปรุงยาก็เพื่อหาเงินเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ การที่จะร่วมมือกับใครหาได้ส่งผลกับนาง แต่ถ้าหากเลือกได้ นางก็ไม่อยากใกล้ชิดกับคุณชายใหญ่สกุลจ้าวที่ฉลาดเกินไปจริงๆ
น่าเสียดาย เรื่องที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับความปรารถนา ขณะที่กู้เยี่ยกำลังจะก้าวเท้าออกไป ก็ได้ยินเสียงอันอ่อนโยนดังมาจากด้านหลัง “แม่นางกู้ บังเอิญเหลือเกิน เจอกันอีกแล้ว”
กู้เยี่ยหันหลังกลับและแสร้งยิ้มให้กับใบหน้าอันหล่อเหลานั้น “คุณชายใหญ่สกุลจ้าว ยินดีด้วย! ข้าไม่รู้ว่าร้านไป่เฉ่าถังเปิดกิจการ จึงไม่ได้เตรียมของขวัญ นับว่าเสียมารยาทแล้ว”
“แม่นางกู้เกรงใจเกินไปแล้ว หากเจ้าสะดวกอยู่กินอาหารกลางวันสักมื้อ ก็ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้ว” จ้าวหมิงหลินรู้สึกถึงความต่อต้านเขาลึกๆ ในตัวนาง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ตนเองปฏิบัติต่อนางอย่างมีมารยาทเสมอมา หาได้เคยทำอะไรไม่ดีแม้แต่น้อย
“ต้องขออภัยจริงๆ” กู้เยี่ยพูดด้วยท่าทางเสียใจ “ข้าอยู่เมืองเหยี่ยนเฉิงรักษาร่างกายมาเกือบเดือน เครื่องยาที่ท่านลุงสามสกุลไป่สั่งเอาไว้จึงไม่สามารถทำเสร็จ วันนี้จึงตั้งใจเดินทางไปขอโทษท่านลุงสามสกุลไป่”
ร้านไป่เฉ่าถังให้ความสนใจท่าทีของกู้เยี่ยเสมอมา ข่าวที่นางไปช่วยชีวิตคนที่ด่านชายแดนกับอาจารย์ จนเกือบเสียชีวิตเพราะโรคเก่า และต้องรักษาตัวในตระกูลจวินที่เมืองเหยี่ยนเฉิงเป็นเวลายี่สิบกว่าวัน จ้าวหมิงหลินก็รู้ดี เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาจึงพูดอย่างเป็นห่วงว่า “เครื่องยาเป็นเรื่องรอง สุขภาพของแม่นางกู้สำคัญที่สุด เชื่อว่าท่านลุงสามสกุลไป่ต้องเข้าใจ”
“ธุรกิจเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ ถึงแม้ว่าร้านจี้หมินถังไม่ได้โทษข้าที่ผิดสัญญา แต่ก็ต้องแสดงความจริงใจออกมา คุณชายใหญ่สกุลจ้าว ร้านของท่านคนเยอะขนาดนี้ ข้าไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของท่านแล้ว” กู้เยี่ยประสานมือและก้มหัวมองดูชุดผ้าฝ้ายสีชมพูบนตัว จากนั้นก็ย่อตัวคำนับ เตรียมที่จะเดินจากไป
“พี่ใหญ่ ในร้านมีคนจะซื้อโอสถสำหรับรักษาไข้ลมหนาวด้วย ท่านดูสิ...” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน อายุของเขาราวสิบห้าสิบหกปี คิ้วเรียวยาวราวกับใบหลิว หางตาเรียวคม ขนตาหนาดุจพัด ดวงตาใสกระจ่างราวกับบ่อน้ำ ระหว่างที่พูดก็เปล่งประกายดึงดูดใจผู้คนราวกับผีเสื้อคู่หนึ่งที่บินเข้ามาในดวงใจ...
ว้าว! หนุ่มน้อยสุดหล่ออีกคน! กู้เยี่ยอดไม่ได้ที่จะทำตาเป็นประกายขึ้น แอบชื่นชมลักษณะทางพันธุกรรมอันทรงพลังของตระกูลจ้าว คุณชายใหญ่สกุลจ้าวหล่อเหลาสง่างาม เมื่อมองข้ามความฉลาดเจ้าเล่ห์ของเขา ก็ถือว่าเป็นหนุ่มหล่อมากคนหนึ่ง ส่วนหนุ่มน้อยสุดหล่อที่อยู่ตรงหน้า อาจจะเพิ่งแตกหนุ่ม บุคลิกจึงดูยังไม่โดดเด่นเท่า แต่ดูบริสุทธิ์น่าชิดใกล้มากกว่า
มีหนุ่มหล่อเต็มไปหมดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ตอนแรกคือชายหนุ่มรูปงามที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้ที่หุบเขา ต่อไปก็พี่น้องฝาแฝดตระกูลไป่ อีกทั้งพี่น้องตระกูลจ้าวคู่นี้ที่อยู่ตรงหน้า ยังมีคุณชายใหญ่สกุลฉู่และคุณชายเก้าสกุลจวิน...ต่างมีดีกันไปคนละอย่างในตัว ทำให้กู้เยี่ยอิ่มตาสบายใจแล้ว
แต่คนที่หน้าตาถูกใจนางที่สุดก็ยังเป็นคุณชายนิรนามกลางเขาคนนั้น ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะท่องกลอน ‘แม่นางโฉมงาม นัยน์ตางามประกาย...’
เมื่อเห็นกู้เยี่ยจ้องมองใบหน้าของน้องสิบอย่างตาไม่กะพริบ ประกายในดวงตาของจ้าวหมิงหลินก็ไหวสั่นเล็กน้อย เขายิ้มเบาๆ แล้วพูดว่า “แม่นางกู้ ผู้นี้คือน้องสิบของข้า นามว่าจ้าวหมิงซี เป็นผู้ดูแลกิจการของร้านไป่เฉ่าถัง หลังจากนี้โปรดรบกวนแม่นางกู้ช่วยดูแลด้วย น้องสิบ ผู้นี้คือแม่นางกู้”
“แม่นางกู้” จ้าวหมิงซีรู้จักกู้เยี่ย แต่ไม่รู้ว่าที่ตัวเองถูกเลือกให้มาฝึกประสบการณ์ที่เมืองเล็กแห่งนี้ เป็นเพราะรูปลักษณ์ของเขา เขาค่อยๆ โค้งคำนับ แสดงให้เห็นว่าได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี ท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความสง่างาม
“คุณชายสิบ” กู้เยี่ยทำความเคารพกลับ จากนั้นจึงตัดใจเบนสายตาออกจากหนุ่มน้อยสุดหล่อ แล้วหันมาพูดกับคุณชายใหญ่สกุลจ้าวว่า “ไม่รบกวนคุณชายใหญ่ทำงานแล้ว ไว้พบกันใหม่”
จ้าวหมิงหลินมองดูกู้เยี่ยจากไป รอจนกระทั่งนางหายไปที่มุมถนนจึงหันสายตากลับ “สถานการณ์เป็นอย่างไร”
เขาได้ทำความเข้าใจเมืองเล็กไร้ชื่อแห่งนี้อย่างกระจ่างแล้ว ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีเพียงตระกูลติงเท่านั้นที่มีกำลังทรัพย์พอที่จะซื้อโอสถ สองพ่อลูกตระกูลติงต้องกินยารักษาหัวใจระยะยาว โอสถที่ราคาแพงเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่คิดที่จะซื้อ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนำโอสถที่อุตส่าห์ได้มาอย่างยากลำบาก วางไว้ในร้านสาขาใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้า ไม่คาดคิดว่าวันแรกของการเปิดกิจการ จะมีคนเสนอซื้อในราคาสูง
“คนที่เสนอซื้อโอสถคือนายหญิงของตระกูลติง” โอสถเพียงเม็ดเดียวในร้าน เดิมทีคิดว่าในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ยากที่จะมีคนยอมซื้อโอสถ จึงใช้มันเพื่อเป็นกลไกดึงดูดผู้คนเท่านั้น ใครจะคาดคิด...จ้าวหมิงซีตัดสินใจไม่ได้ จึงตั้งใจมาขอคำแนะนำจากพี่ใหญ่
นายหญิงของตระกูลติงได้แต่งงานกับนักธุรกิจผู้ร่ำรวยของเมืองเหยี่ยนเฉิง ในตระกูลจึงไม่ขัดสนเรื่องเงิน เมื่ออยู่ในเมืองเหยี่ยนเฉิง หากไม่มีเส้นสาย ก็จะไม่สามารถซื้อโอสถมาได้ ท่านยายของนายหญิงตระกูลติงสุขภาพที่ไม่ค่อยดีมาโดยตลอด ฤดูหนาวในแต่ละปีก็จะป่วยหลายรอบ นางก็ไม่คิดว่าร้านยาเปิดใหม่ในบ้านเกิดของตน จะมีโอสถแก้ไข้ลมหนาวขาย ถ้าซื้อไปให้ท่านยาย ก็จะสามารถทำให้ท่านยายชื่นชม และสามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาในเหล่าสะใภ้
จ้าวหมิงหลินขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ร้านไป่เฉ่าถังเปิดกิจการเพื่อทำธุรกิจ ในเมื่อลูกค้าต้องการซื้อ พวกเราก็ต้องขาย”
“แต่ว่า...จุดขายของร้านเราคือ ‘โอสถ’ ถ้าหากถูกคนซื้อไป ก็จะทำให้ลูกค้าที่เดินทางมาเพื่อดูโอสถเสียความเชื่อใจไม่ใช่หรือ” จ้าวหมิงซีพูดอย่างลำบากใจเล็กน้อย
จ้าวหมิงหลินพูดอย่างช้าๆ ว่า “จ้าวจวิน ไปเอา ‘โอสถเจริญโภชน์’ มา และเอาไปไว้ในร้าน...”
“คุณชายใหญ่ แต่นั่นเป็นของขวัญวันเกิดที่ท่านตั้งใจเตรียมเพื่อให้ท่านฮูหยินอาวุโสนะ...” จ้าวจวินเป็นคนรับใช้ข้างกายของคุณชายใหญ่สกุลจ้าว รู้ดีว่า ‘โอสถเจริญโภชน์’ ได้มาไม่ง่าย จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูด
จ้าวหมิงหลินหยุดไม่ให้เขาพูดต่อ “วันเกิดของท่านแม่ยังมีเวลาอีกครึ่งปี มีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมของขวัญวันเกิดให้ท่าน แต่จะทิ้งความน่าเชื่อถือของร้านไป่เฉ่าถังไปไม่ได้ ข้าเชื่อว่าเมื่อท่านแม่รู้เข้า ก็จะเข้าใจในสิ่งที่ข้าทำ”
จ้าวจวินไม่พูดอะไรต่อ เขาหันหลังแล้วเดินไปเอาโอสถที่โรงเตี๊ยม จ้าวหมิงซีพูดปลอบว่า “พี่ใหญ่ โอสถเจริญโภชน์ ในเมืองหลวงก็ปั่นราคาไปจนถึงพันตำลึงขึ้นต่อเม็ดแล้ว เชื่อว่าการอยู่ในเมืองเล็กอันไกลโพ้นเช่นนี้ ไม่น่าจะมีผู้สามารถยอมจ่ายเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อโอสถได้ บางทีท่านพี่อาจไม่จำเป็นต้องเตรียมของขวัญให้ท่านป้าสะใภ้ใหม่ก็ได้”
“หวังว่านะ...” จ้าวหมิงหลินดึงเสื้อคลุมให้กระชับ มองไปยังทิศทางที่กู้เยี่ยเดินจากไป จากนั้นก็เดินเข้าไปในร้านไป่เฉ่าถังสาขาย่อยที่รายล้อมไปด้วยผู้คน ภายในร้าน นายหญิงตระกูลติงยืนเด่นอยู่ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของผู้คน นางเก็บขวดยาที่บรรจุโอสถเอาไว้ พร้อมกับเผยรอยยิ้มอันภาคภูมิใจ
เมื่อกู้เยี่ยมาถึงร้านจี้หมินถัง เมื่อหลงจู๊ฝางรู้ข่าว ก็ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น “แม่นางกู้ เชิญเข้ามาด้านใน ท่านลุงออกไปมอบของขวัญให้กับร้านไป่เฉ่าถัง อีกสักพักก็จะกลับมา เชิญเจ้ากับคุณชายกู้เข้าไปดื่มชาร้อนในห้องให้ร่างกายอบอุ่นก่อน ข้าน้อยจะรีบส่งคนไปตามท่านลุงสาม”
สองพี่น้องสกุลกู้ถูกเชิญเข้าไปในห้องรับแขก ในห้องมีเตาผิงสองเตา เมื่อเดินเข้าไปก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาก กู้เยี่ยถอดชุดคลุมด้านนอกออก และถือถ้วยชาพุทราแดงเอาไว้ให้อุ่นมือ ไม่นานหลังจากนั้น ไป่จิ่งเซวียนก็กลับเข้ามา
เขามาพร้อมกับรอยยิ้ม และมองกู้เยี่ยอย่างพินิจพิจารณาก่อนพูดว่า “แม่นางกู้ดูดีมาก ดูเหมือนว่าอาการป่วยจะหายดีแล้ว”
“ใช่แล้ว ข้าหายดีแล้ว ข้าได้บารมีของแม่ทัพน้อยสกุลฉู่ ทำให้ได้รับการปรับสภาพร่างกายจากเซียนแพทย์ นี่ถือเป็นเรื่องดีที่คนอื่นไม่สามารถพบได้” เรื่องที่กู้เยี่ยตามอาจารย์ไปยังชายแดนย่อมไม่อาจปกปิดได้ แต่ในค่ายทหารและเมืองเหยี่ยนเฉิง มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่รู้ตัวตนของปราชญ์โอสถ คนอื่นต่างรู้แค่ว่าเขาเป็นแพทย์ชื่อดังที่เชิญโดยแม่ทัพฉู่ผู้อาวุโส
“นั่นหมายความว่าแม่นางกู้โชคดีมาก” ตลอดหนึ่งเดือนกว่านี้ นางพักฟื้นอยู่ที่เมืองเหยี่ยนเฉิง จึงไม่สามารถส่งเครื่องยามาได้...ไป่จิ่งเซวียนพิจารณาถึงการมาเยือนครั้งนี้ของนาง
“ท่านลุงไป่ ตอนที่ข้าอยู่เมืองเหยี่ยนเฉิง ข้าได้เรียนรู้การทำยาสำหรับเด็กมาหลายชนิดจากอาจารย์ จึงอยากนำมาฝากขายที่ร้านจี้หมินถัง”
คำพูดของกู้เยี่ยทำให้ตาของไป่จิ่งเซวียนเป็นประกาย นายน้อยของตระกูลจวินกินยาต้มไม่ลง ทำให้การรักษาโรคล่าช้า หลังจากนั้นข่าวที่หมอเทวดาใช้ยาสูตรใหม่ที่มีรสหวานรักษาโรคก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองเหยี่ยนเฉิง ตระกูลไป่รู้ดีถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘หมอเทวดา’ กู้เยี่ยในฐานะลูกศิษย์สายตรงของปราชญ์โอสถ การถ่ายทอดสูตรยาชนิดใหม่ให้นางก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็พยายามยับยั้งความตื่นเต้นในใจ “แม่นางกู้ให้เกียรติพวกเรา ถือเป็นเกียรติของร้านจี้หมินถัง!”
ร้านไป่เฉ่าถังที่เพิ่งเปิดกิจการ ใช้โอสถเพื่อดึงดูดสายตาของชาวบ้านส่วนใหญ่ในเมือง ไป่จิ่งเซวียนคาดเดาได้ว่าในอนาคตอีกยาวไกล การค้าขายของร้านจี้หมินถังจะต้องซบเซา แต่ถ้ามียาชนิดใหม่สำหรับเด็ก อนาคตก็จะเปลี่ยนไป
ในฤดูหนาว คนประเภทไหนที่ป่วยง่ายที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นเด็กและคนแก่ คนแก่ยังดีที่ไม่มีปัญหาเรื่องการกินยา แต่ไม่ใช่กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก การป้อนยาก็เหมือนกับการออกรบ ยาสำหรับเด็กที่มีรสหวาน ทั้งถูกปากเด็ก อีกทั้งยังรักษาโรคได้ เชื่อว่ามันจะต้องดึงดูดสายตาผู้คนมากกว่าโอสถ
“ท่านลุงไป่พูดเกินไปแล้ว” กู้เยี่ยยิ้มนิดๆ นางมีคำขอสำหรับการขายยาสำหรับเด็ก “ยาสำหรับเด็กเหล่านี้ ข้าหวังว่าจะไม่ตั้งในราคาที่สูง แค่ให้แพงกว่ายาต้มนิดหน่อยก็พอแล้ว เพื่อให้เด็กๆ จากครอบครัวธรรมดาสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ลูกคือสมบัติล้ำค่าของบิดามารดาทุกคน ในตอนป่วยไข้ ไม่ควรให้เรื่องอย่างตัวตน ฐานะและเงินทองทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องสูญเสียลูกไป”
กู้เยี่ยได้เห็นความทรมานของคุณชายน้อยตระกูลจวินขณะที่กินยา จนนึกถึงเด็กๆ ของครอบครัวธรรมดาเหล่านั้น บางคนอายุน้อยกว่าเขาเสียอีก พวกเขาจะกินยาขมไม่ลงจนทำให้อาการป่วยยิ่งแย่ลงจนเสียชีวิตหรือไม่ ถึงแม้กู้เยี่ยจะชอบเงิน แต่กลับมีหัวใจอันอ่อนโยน
เมื่อชาติก่อนตอนที่อยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทุกครั้งที่มีคนใจดีมาให้ของใช้เครื่องนุ่งห่ม มันเป็นช่วงเวลาที่นางและเด็กคนอื่นๆ มีความสุขที่สุด
83 บทที่ 83 ไม่ตรงสเปกข้า
ตอนที่นางเป็นเด็ก นางก็แอบตั้งความปรารถนาขึ้นในใจว่าเมื่อถึงตอนที่ตนมีความสามารถ นางจะต้องใช้พลังอันน้อยนิดของตัวเองอุทิศและพยายามเพื่อคนที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้น แต่ไม่ทันที่นางจะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง ก็ต้องพบกับจุดจบ...
เกิดใหม่ในโลกอันแปลกใหม่นี้ และได้รับชีวิตครั้งที่สอง นางรู้สึกขอบคุณอย่างเหลือล้น ความตั้งใจที่ทำไม่สำเร็จในชาติก่อน ก็พยายามทำให้สำเร็จในชาตินี้เถอะ
“แม่นางกู้ช่างมีเมตตาเหลือเกิน...” ไป่จิ่งเซวียนรู้สึกซาบซึ้ง แม่นางกู้น่าจะเกิดในครอบครัวที่ยากจน ถึงแม้ว่านางจะยากจนข้นแค้น แต่นางกลับสามารถต้านทานความล่อตาล่อใจของเงินทอง และคำนึงถึงจุดยืนของประชาชน ช่างน่านับถือยิ่งนัก “แม่นางวางใจเถิด ตราบใดที่แม่นางฝากขายยาสำหรับเด็กที่ร้านจี้หมินถัง จี้หมินถังก็จะไม่เพิ่มกำไรขึ้นเกินควรเด็ดขาด”
“ท่านลุงสามช่างมีคุณธรรมสูงส่งยิ่งนัก! ยารักษาทั้งยี่สิบขวดนี้ขอมอบให้กับร้านจี้หมินถัง มันสามารถส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดลม ขจัดอาการปวดจากโลหิตขัดคล่อง บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก และสามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้” กู้เยี่ยไม่คิดว่าไป่จิ่งเซวียนจะตอบตกลงง่ายเช่นนี้ จึงไม่ปล่อยให้ร้านจี้หมินถังขาดทุน ถึงแม้ว่าจะเจ็บใจเล็กน้อย แต่ก็ยังนำยาบำรุงหัวใจใส่ไว้ในมือท่านลุงสาม
ไป่จิ่งเซวียนมองเห็นความเสียดายในสายตาของนาง รู้ว่านางขายให้กับตระกูลติงในราคาขวดละห้าสิบตำลึง ยี่สิบขวดก็เท่ากับหนึ่งพันตำลึง เงินจำนวนนี้ สำหรับหญิงสาวที่เกิดในครอบครัวยากจนแล้ว ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย แต่นางกลับมอบให้ร้านจี้หมินถังโดยไม่คิดเงิน จิตใจและความกล้าหาญเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้
ข่าวที่แม่นางกู้เป็นลูกศิษย์สายตรงของปราชญ์โอสถแพร่กระจายมาจากเมืองเหยี่ยนเฉิงตั้งนานแล้ว ศักยภาพของนางสูงกว่าแพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ ร้านจี้หมินถังยังไม่ทันที่จะผูกมิตรกับนาง จะให้เอาเปรียบนางได้อย่างไร
ไป่จิ่งเซวียนรีบพูดว่า “ยาล้ำค่าเช่นนี้ จะกล้ารับจากแม่นางกู้ได้อย่างไร เอาแบบนี้เถอะ ตามระเบียบของแพทย์โอสถใหญ่ กำไรจากการขายยาจะแบ่งห้าสิบห้าสิบกับร้านและแพทย์โอสถใหญ่ ท่านวางใจได้ กำไรจากยาบำรุงหัวใจเหล่านี้ที่ได้จากร้านจี้หมินถังของพวกเรา จะต้องไม่น้อยกว่าที่ท่านขายให้กับตระกูลติงเด็ดขาด!”
กู้เยี่ยไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนที่ยิ่งร่ำรวยถึงยิ่งหวงแหนชีวิต ที่เมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่างๆ โอสถธรรมดาก็ถูกปั่นราคาไปถึงหลายร้อยตำลึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยาช่วยชีวิตที่สามารถบรรเทาโรคหัวใจล้ำค่าหายากเช่นนี้
“ข้าชอบการคบค้ากับคนตรงไปตรงมาที่สุด ในอีกสองปีข้างหน้า พวกเราต้องร่วมมือกันได้เป็นอย่างดีแน่นอน!” คำพูดของกู้เยี่ยเท่ากับเป็นการมอบ ‘โอสถสบายใจ’ ซึ่งมีผลทางใจให้กับไป่จิ่งเซวียน ในเวลาสองปี เพียงพอที่จะทำให้ร้านจี้หมินถังมีที่ยืนในวงการแพทย์และยา ไม่เป็นรองเมืองข้างเคียงแล้ว !
เมื่อออกจากร้านจี้หมินถัง หนุ่มน้อยสุดหล่อจ้าวหมิงซีก็กำลังรออยู่ตรงทางแยกที่นางต้องเดินผ่าน เขาบอกว่าวันนี้เป็นวันเปิดกิจการของร้านไป่เฉ่าถัง จึงเชิญนางไปดื่มสุราสักแก้ว กู้เยี่ยทนปฏิเสธความหวังดีของหนุ่มน้อยสุดหล่อไม่ได้ จึงตามไปนั่งเล่นที่ร้านอาหาร นางนำโสมอายุห้าสิบปีที่อยู่ในห้วงมิติมอบให้เป็นของขวัญ ของที่ออกจากห้วงมิติ มีฤทธิ์ยาที่แรงกว่าของอายุร้อยปีที่อยู่ด้านนอก ถือเป็นของขวัญที่ค่อนข้างดีแล้ว
ในงานเลี้ยง กู้เยี่ยถูกเชิญให้ไปนั่งที่โต๊ะประธาน นางนั่งด้วยกันกับคุณชายทั้งสองของตระกูลจ้าวและแขกผู้มีเกียรติต่างๆ ที่เดินทางมาจากเมืองเหยี่ยนเฉิงเพื่อมาแสดงความยินดี
เมื่อเห็นสาวน้อยที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาและชายหนุ่มที่ดูบ้านนอกมานั่งโต๊ะประธานด้วยกันกับพวกเขา แขกเหล่านี้ก็รู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่เข้าใจคุณชายใหญ่สกุลจ้าวดีต่างรู้ว่าเขาทำทุกอย่างล้วนมีเป้าหมายเสมอ จึงแน่นอนว่าต้องเป็นความตั้งใจของเขา อาหารมื้อนี้จึงดื่มกินกันอย่างสงบ
หลังจากที่กินเสร็จ หนุ่มน้อยสุดหล่อตระกูลจ้าวที่อยู่ภายใต้การอบรมของคุณชายใหญ่ ก็ไปส่งกู้เยี่ยกลับโรงเตี๊ยมด้วยตัวเอง จ้าวหมิงซีมีนิสัยอ่อนโยน เสียงของเขาก็นุ่มนวลและมีเสน่ห์ ระหว่างทางที่เดินกลับโรงเตี๊ยมก็เล่าเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายในแคว้นเหยียนให้กู้เยี่ยฟัง กู้เยี่ยฟังอย่างเพลิดเพลิน และรู้สึกประทับใจกับชายหนุ่มที่ใสซื่อและอ่อนโยนผู้นี้ อย่างไรเสีย คนมักจะยอมรับสิ่งที่สวยงามได้ง่ายดายกว่า
เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม กู้หมิงก็ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าของเขาย่นจนกลายเป็นเฒ่าชราน้อย กู้เยี่ยรู้สึกสงสัยจึงถามว่า “พี่ชาย มีเรื่องกังวลใจอะไรหรือ ไม่สู้ลองพูดออกมาให้น้องสาวช่วยหาวิธี”
กู้หมิงลังเลที่จะพูด แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความกังวลในใจ จึงพูดขึ้นว่า “ไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้ได้มาโดยไม่มีการแลกเปลี่ยน น้องพี่ คุณชายสิบตระกูลจ้าวนั้น ดูเหมือนว่าจะอบอุ่นเป็นมิตรกับเจ้าเกินไปแล้ว”
ในฐานะผู้รับผิดชอบสาขาย่อย อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันเปิดกิจการของร้านไป่เฉ่าถัง เจ้าหนูสกุลจ้าวกลับปล่อยวางงานทั้งหมด มารอที่หน้าประตูร้านจี้หมินถัง ตอนกินอาหารก็มีมารยาทดี คอยดูแลโดยไร้ข้อบกพร่อง หลังจากกินอาหารเสร็จยังส่งน้องสาวกลับโรงเตี๊ยม จงใจเล่าเรื่องสนุกๆ เพื่อทำให้น้องสาวมีความสุข ฮึ เจ้าหนูนั่นคงไม่ได้ชอบน้องสาวเข้าหรอกมั้ง ไม่ได้นะ เมื่อผ่านปีใหม่ไปน้องสาวก็เพิ่งจะอายุสิบสองปีเอง ยังอ่อนต่อโลกยิ่งนัก จะให้เจ้าหนูนั่นล่อลวงไปไม่ได้!
“พี่ชาย เขาไม่ได้ ‘ไม่มี’ อะไรแลกเปลี่ยนเสียหน่อย ในเมืองเล็กไร้ชื่อแห่งนี้ มีร้านยาร้านเดียวก็เพียงพอแล้ว ท่านรู้ไหมทำไมตระกูลจ้าวถึงยอมแบกความเสี่ยงนี้ และมาเปิดสาขาย่อยในเมืองไร้ชื่อเล็กๆ แห่งนี้” กู้เยี่ยถามกลับ
“เอ่อ...หรือว่าเพื่อแข่งกับร้านจี้หมินถัง” กู้หมิงเกาหัว ในสายตาของเขา ถึงแม้ว่าน้องสาวจะมีพรสวรรค์ในการเรียนรู้วิชาปรุงยาที่สูง แต่ก็ศึกษามาเพียงสองเดือนกว่าเท่านั้น ต่อให้ยาที่ปรุงออกมาดีแค่ไหน ก็ไม่ถึงขั้นที่คนต่างมาแย่งซื้อหรอกมั้ง
กู้เยี่ยกลอกตาใส่เขาแล้วพูดว่า “ในตอนนี้ ด้วยกำลังของร้านจี้หมินถัง ไม่เพียงพอที่จะแข่งกันกับร้านไป่เฉ่าถังที่มีอายุมากว่าร้อยปีได้ นอกจากนี้แล้ว ถ้าต้องการจะเอาชนะร้านจี้หมินถัง ร้านไป่เฉ่าถังก็จะไม่เลือกอยู่เมืองเล็กที่กันดารเช่นนี้”
“มัน..ไม่ใช่...เพื่อน้องสาวหรอกมั้ง” กู้หมิงกล่าวอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ
กู้เยี่ยหยิกไปที่ใบหน้าของเขาแล้วดึงให้ยืดออก พร้อมกับกัดฟันพูดว่า “ท่านหมายความว่าอะไร หรือท่านจะบอกว่าน้องสาวของท่านไม่คู่ควรให้ผู้อื่นสนใจ ข้าเป็นถึงอนาคตปรมาจารย์การปรุงยาเชียวนะ! คอยดูเถอะ วันนี้ใครพูดอะไรไม่เข้าหูพี่สาวอย่างข้า อนาคตพี่สาวจะไม่ให้ผู้นั้นได้โดดเด่น!”
“ชะ...ใช่แล้ว! น้องสาวสุดยอดที่สุด เจ้าสุดยอดสุดๆ เลย พอใจหรือยัง ปล่อยนะ ปล่อยมือเร็ว แก้มข้าโดนเจ้าหยิกจนบวมหมดแล้ว!” กู้หมิงเอนหัวไปข้างหลัง ก่อนจะนำใบหน้าออกจากกรงเล็บปีศาจของน้องสาวอย่างยากลำบาก เขาถูหน้าพร้อมกับส่งสายตาน้อยๆ ที่แฝงไปด้วยความขุ่นเคืองให้อีกฝ่าย
“น้องพี่ ร้านจี้หมินถังรู้ว่าเจ้าเป็นลูกศิษย์ของท่านปู่เจิ้ง จึงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเคารพ จุดนี้ยังพอเข้าใจได้ แต่การที่ร้านไป่เฉ่าถังให้เกียรติแพทย์โอสถมือใหม่อย่างเจ้า มันเพราะเหตุผลใดกัน” กู้หมิงยังคงรู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย
กู้เนี่ยทำหน้าผยอง “แน่นอนต้องเป็นเพราะว่าเห็นศักยภาพของน้องสาวไง! อาจารย์เคยบอกว่า การจะสามารถบรรลุถึงขั้นแพทย์โอสถใหญ่ นอกจากความพยายามแล้วยังต้องดูพรสวรรค์ด้วย มีแพทย์โอสถมากมายใช้เวลาชั่วชีวิตก็ไม่อาจสามารถบรรลุถึงขั้นแพทย์โอสถ ถ้าร้านยานั่นสามารถได้รับความโปรดปรานจากแพทย์โอสถใหญ่ ก็จะยิ่งใหญ่ทะยานฟ้าแน่นอน”
“แต่ท่านปู่เจิ้งบอกว่าระดับฝีมือการปรุงยาของน้องสาวในตอนนี้ มากสุดก็เท่ากับแพทย์โอสถระดับกลาง ทำไมร้านไป่เฉ่าถังยังต้องใช้ความคิดวางอุบายเช่นนี้ และยังใช้กระทั่งแผนหนุ่มรูปงาม” จุดที่กู้หมิงรับไม่ได้ที่สุดก็คือจุดนี้ น้องสาวเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปีเอง จ้าวหมิงซีช่างร้ายกาจเสียจริง!
“ ‘แผนหนุ่มรูปงาม’ อะไรกัน เรียนวิชาพิชัยสงครามกับคุณชายใหญ่สกุลฉู่ไปเพียงสองวัน ก็เที่ยวอวดวิชาแล้วหรือ ต้องรู้ไว้ว่าแพทย์โอสถใหญ่ในตอนนี้ต่างรับใช้เหล่าตระกูลใหญ่ค้าขายเครื่องยา เครื่องยาที่หลั่งไหลออกสู่ตลาดก็มีจำนวนน้อยเหลือเกิน เหล่าตระกูลใหญ่ค้าขายเครื่องยาที่มีประสบการณ์ ก็จะเลือกผูกมิตรกับแพทย์โอสถวัยเยาว์ที่มีอนาคต มอบสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด และเฝ้ารอให้เขาเติบโต เมื่อถึงงานแข่งขันด้านยาที่จัดขึ้นห้าปีครั้ง แพทย์โอสถวัยเยาว์ที่แสดงความสามารถได้อย่างโดดเด่น ก็จะถูกเหล่าร้านขายยารายใหญ่ต่างแย่งตัว” เมื่อคำนวณดูแล้ว งานแข่งขันด้านยาจะจัดขึ้นที่เมืองหลวงในอีกสองปีให้หลัง กู้เยี่ยอดคิดเพ้อฝันเล็กน้อยไม่ได้
กู้หมิงพยักหน้าและพูดว่า “ร้านจี้หมินถังและร้านไป่เฉ่าถังได้เห็นถึงศักยภาพด้านการปรุงยาของน้องสาวแล้ว แต่ข้าคิดว่าร้านจี้หมินถังน่าเชื่อถือกว่า เจ้าคุณชายสิบสกุลจ้าวของร้านไป่เฉ่าถังมีเจตนาไม่ดี น้องสาวอยู่ห่างจากเขาไว้ดีกว่า”
“วางใจเถอะ จ้าวหมิงซีหน้าตาดีก็จริง แต่นั่นไม่ใช่เสปก...เอ่อ หมายถึงแบบของบุรุษที่ข้าชอบ” กู้เยี่ยคิดเพียงแค่ว่า ‘ชายหนุ่มรูปงาม เป็นแค่อาหารตาเท่านั้น’ ถ้าตระกูลจ้าวคิดจะใช้จ้าวหมิงซีเพื่อล่อนาง หมากตานี้ก็ถือว่าเดินผิดแล้ว ในสายตาของกู้เยี่ย จ้าวหมิงซีก็ถือว่างามอยู่ แต่ไม่มีไหวพริบพอ และไม่มีจิตวิญญาณ
“ถ้าอย่างนั้น...น้องสาว ต้องเป็นผู้ชายแบบไหน ถึงเป็นอาหารที่เจ้าชอบ” กู้หมิงรู้สึกว่าการอุปมา ‘สเปก’ เป็น ‘อาหาร’ แบบนี้ มันดูค่อนข้างเร้าใจดี
กู้เยี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด ในหัวของนางปรากฏดวงตาคู่หนึ่งที่มีประกายแวววาว ริมฝีปากอวบอิ่มราวกับกลีบดอกไม้ รอยยิ้มที่ปกปิดความเขินอาย...เอ่อ นางถูกพิษเข้าให้แล้ว แต่แค่ชายหนุ่มที่เคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียว แต่กลับลอยปรากฏอยู่ในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า โธ่ ร้ายกาจเสียจริง!
นางสลัดภาพในหัวออกแล้วพูดอย่างเฉยเมยว่า “ต้องได้พบเจอก่อนถึงจะรู้”
“น้องพี่ มองคนอย่ามองแค่ภายนอก ผู้ชายก็เหมือนกับเห็ด สิ่งที่สวยงามมักล้วนแต่มีพิษ” กู้หมิงกลัวว่าน้องสาวของตนจะถูกคนอื่นหลอก จึงเตือนอย่างกับคนแก่
“อะไรมีพิษ” กู้เซียวผลักประตูเดินเข้ามา เขาได้ยินไปเพียงครึ่งประโยค จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“อ่า...เครื่องยาหลายชนิดมีพิษอยู่ในตัว ในระหว่างกระบวนการปรุงยาจะสามารถทำให้พิษเหล่านี้อ่อนลง จนกลายเป็นยามีประโยชน์สำหรับรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คน เมื่อครู่นี้ข้าอธิบายความรู้เกี่ยวกับการปรุงยาให้พี่ชายฟัง แต่เห็นได้ชัดว่าพี่ชายไม่สนใจ” ถ้าขืนให้ท่านปู่รู้ว่านางกำลังคุยเรื่องผู้ชายกับพี่ชาย ไม่รู้ว่าท่านปู่จะตกใจจนโรคหัวใจกำเริบหรือไม่นะ
กู้เซียวพยักหน้าแล้วพูดว่า “ในเมื่อไม่สนใจ เจ้าก็ไม่ต้องฝืนแล้ว แม่ทัพฉู่ผู้อาวุโสบอกว่าพี่ชายของเจ้าเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการฝึกวิทยายุทธ์ มาสร้างพื้นฐานกับข้าสักไม่กี่ปีก่อน รอจนโตอีกสักหน่อยค่อยส่งไปให้แม่ทัพอาวุโส เพื่อให้เขาขัดเกลา หมิงเอ๋อร์ ทักษะของปู่ก็ได้ร่ำเรียนมาจากแม่ทัพอาวุโส พรสวรรค์ของปู่มีไม่เท่าเจ้า เจ้าต้องพยายามให้ดีนะ อนาคตจะต้องแข็งแกร่งกว่าปู่แน่นอน!”
ตลอดหลายวันที่อยู่ในเมืองเหยี่ยนเฉิง กู้หมิงได้รู้มาจากปากของแม่ทัพฉู่ผู้น้อยและทหารส่วนตัวของเขา ว่าท่านปู่หาได้ใช่ทหารยศธรรมดา เขายอมสละตำแหน่งแม่ทัพผู้ภักดีขั้นสี่เพื่อเจ้านายเก่า ความรักพรรครักพวกและความเก่งกล้าสามารถที่ได้ฟังมาทำให้เขารู้สึกชื่นชมยิ่งนัก
เมื่อได้ยินท่านปู่ชื่นชมเขา และบอกว่าความสำเร็จในอนาคตของเขาจะต้องเหนือกว่าท่านปู่ หัวใจของกู้หมิงก็ร้อนผ่าว และแอบสาบานว่าจะต้องตั้งใจฝึกวิทยายุทธ์อย่างหนัก เพื่อจะได้โดดเด่นในอนาคต และกลายเป็นผู้ปกป้องอันแข็งแกร่งของน้องสาว
“ท่านปู่หาขบวนม้าสำหรับขนส่งสินค้าได้หรือยัง” กู้เยี่ยเห็นท่านปู่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเต็มหน้า จึงอดไม่ได้ที่จะถาม
“อืม ทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อมแล้ว คืนนี้พักผ่อนให้ดี พวรเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า” กู้เซียวพยักหน้าแล้วพูด “หมิงเอ๋อร์ เจ้าไปดูที่ห้องครัวหน่อย วันนี้น้องสาวของเจ้ายังไม่ได้กินอาหารบำรุงเลย” กู้หมิงไปตามคำบอก
กู้เยี่ยคอตก พูดด้วยใบหน้าบูดบึ้งว่า “ท่านปู่ ข้าเพิ่งกินอาหารกลางวันเสร็จ ยังอิ่มอยู่เลย ไว้ค่อยกินอาหารบำรุงตอนดึกไม่ได้หรือ” ยัยหนูน้อยต่อรองอย่างสิ้นหวัง
84 บทที่ 84 ช่วยชีวิตคนที่หมู่บ้านเหอวา
“ไม่ได้ ! เซียนแพทย์บอกแล้วว่าต้องกินตอนบ่ายหนึ่งถ้วย กลางคืนก่อนนอนอีกหนึ่งถ้วย การเดินทางเมื่อหลายวันก่อนไม่เอื้ออำนวยต่อการกินยา แต่หลังจากนี้ห้ามหลอกข้าอีก ทั้งหมดนี้ก็เพราะหวังดีกับเจ้า ไม่ต้องมาทำหน้าเศร้าเลย ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง ครั้งนี้ที่เจอกับอาจารย์ลุงของเจ้า แล้วถูกบังคับให้กินยารสขมอีก ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทำอย่างไร” กู้เซียวขู่นาง ส่วนกู้เยี่ยก็ทำหน้าเศร้าและดื่มอาหารบำรุงอย่างจำยอม
เช้าวันที่สองขณะที่ฟ้ายังไม่สว่าง กู้เยี่ยก็ถูกปลุกให้ตื่นแล้ว นางกินอาหารเช้าอย่างไร้สติ ดวงตาพร่า สมองเบลอ และถูกท่านปู่อุ้มขึ้นหลังม้า บนมือของนางคลุมด้วยชุดคลุมขนจิ้งจอกที่มิดชิด ในมือยังถือเตาอุ่นมืออันอบอุ่นเอาไว้
ขบวนม้าและล่อของเถ้าแก่เฉียนมาถึงโรมเตี๊ยมก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วยาม ด้วยความช่วยเหลือจากองครักษ์ของตระกูลจวินที่นำของในรถม้าหลายคันย้ายขึ้นไปบนม้าและล่อ องครักษ์ของตระกูลจวินได้รับคำสั่งให้เดินทางร่วมไปด้วยเพื่อปกป้องพวกเขา และจะกลับเมืองเหยี่ยนเฉิงในวันนี้
ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว เมื่อกู้เซียวก็หันหน้ากลับไปดู ก็มองเห็นหลานสาวของตนกำลังงีบอยู่บนหลังม้า ร่างกายที่ผอมบางกำลังโยกส่ายไปมา จนเกือบร่วงลงจากหลังม้าตั้งหลายครั้ง เขาส่ายหน้าขบขำ แล้วตบเบา ๆ ไปที่กู้หมิงที่กำลังจัดของ แล้วชี้ไปที่น้องสาวของเขา
กู้หมิงหันไปมอง และเห็นร่างกายของน้องสาวที่อยู่บนหลังม้ากำลังเอนตัวจนใกล้จะนอนลงแล้ว พร้อมกับท่าทางที่เหมือนกำลังจะตกลงมา เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปและพยุงตัวของน้องสาวขึ้นให้นั่งตัวตรง
กู้เยี่ยรู้สึกได้ว่ามีคนโดนตัวนาง พอก้มมองก็เห็นว่าเป็นพี่ชายของตน จึงยิ้มแหยๆ ให้ นางที่ยังนอนไม่เต็มอิ่ม ในตอนงัวเงียแบบนี้แฝงไปด้วยความโง่เง่า ดูแล้วไม่ฉลาดเฉลียวเก่งกล้าเหมือนตอนที่เรียนปรุงยา และไม่หลักแหลมเหมือนตอนที่ต่อรองธุรกิจ แต่ว่าเจ้าน้องสาวที่อ่อนโยนน่ารักเช่นนี้ ได้กระตุ้นความปรารถนาที่จะปกป้องของกู้หมิง
เขาปีนขึ้นไปบนหลังม้าและนั่งด้านหลังน้องสาว เพื่อให้นางนั่งพิงตนอย่างมั่นคง มือข้างหนึ่งของเขาถือสายบังเหียน มืออีกข้างหนึ่งประคองน้องสาวเอาไว้ จากนั้นก็ออกเดินทาง เมื่อร่างกายของกู้เยี่ยมีที่หนุนพิง จากที่กึ่งหลับกึ่งตื่นก็ค่อยๆ หลับลึกลง ไม่นานก็เหลือไว้เพียงเสียงลมหายใจอันแผ่วเบา
เมื่อนางตื่นขึ้น ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว ขบวนม้าและล่อกำลังเข้าไปในเขตภูเขา ม้ากำลังเดินอยู่บนทางเขาอันขรุขระ ต้นไม้ที่อยู่ทั้งสองฝั่งต่างใบไม้ร่วงหล่นจนหมดต้น กิ่งไม้ไหวไปตามสายลมหนาว อีกาหดหัวเกาะอยู่บนต้นไม้และส่งเสียงร้องออกมาเป็นบางครั้ง ห่างไกลออกไปมีภูเขามากมายเรียงรายติดกัน ราวกับถูกสวมด้วยหมวกกองหิมะ
เนื่องจากหิมะที่ละลายทำให้ทางบนเขาลื่น ขบวนม้าและล่อจึงเดินได้อย่างเชื่องช้า ดูจากความเร็วแบบนี้แล้ว ยากที่จะไปถึงหมู่บ้านชิงซานภายในวันเดียว
สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จนถึงเวลาพลบค่ำ การเดินทางยังเหลืออยู่เศษหนึ่งส่วนสามของเส้นทาง เถ้าแก่เฉียนเดินเข้ามาและขอคำปรึกษาจากกู้เซียว
“ทางภูเขาที่อยู่ด้านหน้านั้นสูงชัน เดินทางตอนกลางคืนไม่ปลอดภัย ท่านคิดว่าจะนอนค้างคืนในป่า หรือพักแรมที่หมู่บ้านเหอวาที่อยู่ห่างไปอีกสามลี้ดี”
ในฤดูหนาว ต่อให้เป็นคนวัยหนุ่มสาวที่แข็งแรงก็ไม่อาจจะทนนอนค้างคืนในป่าได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสุขภาพของกู้เยี่ยในตอนนี้ที่เพิ่งจะรักษาตัวได้ดีขึ้นมาหน่อย จะให้ทนหนาวอีกไม่ได้แล้ว กู้เซียวพูดอย่างไม่ลังเลว่า
“ไปหมู่บ้านเหอวาเถอะ”
เถ้าแก่เฉียนเองก็คิดเช่นนั้น ตอนกลางคืนอุณหภูมิในป่าหนาวเย็นจนสามารถทำให้หยดน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ต่อให้ผ้าห่มจะหนาแค่ไหนก็ยากที่จะต้านทานความหนาวเย็นที่กัดกินเข้าไปในกระดูก ประกอบกับความชื้นของพื้นดิน ถ้าหากค้างคืนกลางป่าก็คงจะถูกแช่แข็งแน่นอน
เถ้าแก่เฉียนมักจะเดินทางไปค้าขายที่หมู่บ้านเหอวาและคุ้นชินเส้นทางดี จึงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึง เมื่อชาวบ้านในหมู่บ้านเหอว่าได้ยินเสียงกระดิ่งที่คุ้นเคย พวกเขาก็ต่างพากันออกมา
“เถ้าแก่เฉียน คราวก่อนไม่ได้บอกว่าจะไม่มาอีกจนกว่าจะปีใหม่หรือ พอดีเลย ด้ายที่ใช้เย็บผ้าห่มของข้ามีไม่เพียงพอแล้ว ข้าขอหนึ่งม้วน” สะใภ้ร่างอวบอ้วนคนหนึ่งถือแผ่นทองแดงหลายแผ่นเดินเข้ามา
ส่วนชายแก่ร่างผอมอีกคนหนึ่งก็ตามเข้ามาแล้วพูดว่า “ใบยาสูบของข้ามีไม่พอให้ดูดจนถึงปีใหม่ ข้าขอซื้อสองตำตึง”
“มีเนื้อหมูไหม ข้าขอซื้อสักหนึ่งชั่ง ขอมันๆ นะ ปีใหม่ข้าจะห่อเกี๊ยวให้เด็กๆ กินให้หายอยาก...”
“บ้านหลิวจู้ ทำไมบ้านเจ้ายังไม่ซื้อเนื้ออีก นี่เวลาไหนแล้ว และยังไม่กลัวหิมะปกคลุมภูเขาอีก ปีนี้อดกินเกี๊ยวแน่แล้ว!”
“เฮ้อ ช่วงก่อนหน้านี้หัวหน้าครอบครัวของข้าป่วย จึงต้องคอยดูแลเขา จะเอาเวลาที่ไหนเข้าเมืองไปซื้อเนื้อ พอข้ากำลังคิดว่าจะเข้าเมืองซื้อเนื้อกับพ่อของลูกในวันพรุ่งนี้ เถ้าแก่เฉียนก็มาพอดี...”
ขบวนม้าและล่อยังไม่หยุดสนิทดี ชาวบ้านก็แห่มารุมล้อมแล้ว เถ้าแก่เฉียนรีบอธิบายว่า
“พวกท่านทั้งหลาย ข้าขออภัยจริงๆ ครั้งนี้เฉียนโม่วช่วยคนขนของไปหมู่บ้านชิงซาน พลบค่ำจึงเดินทางผ่านหมู่บ้านเหอวาเพื่อหยุดพัก”
“ไม่ได้มาขายของเหรอ โธ่ พวกเราอุตส่าห์ดีใจ พรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองแล้ว!” สะใภ้ของหลิวจู้ถอนหายใจ สายตาของนางถูกดึงดูดด้วยชุดผ้าแพรต่วนสีแดงลูกท้อที่โผล่ออกมาจากกองสัมภาระ จึงอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า “โอ้ ดูนั่นสิ สีสันช่างสดใสจริงๆ อีกทั้งยังมีทำมาจากแพรต่วน ลายปักบนนั้นก็แสนละเอียด บ้านไหนในหมู่บ้านชิงซานถึงได้ร่ำรวยจนสั่งทำชุดแต่งงานที่สวยงามเช่นนี้ให้กับลูกสาวได้กัน!”
“เดี๋ยวนะ จริงด้วย! วัสดุและฝีมือแบบนี้ ร้านผ้าในเมืองไม่สามารถทำได้แน่นอน เกรงว่าคงจะซื้อมาจากเมืองใหญ่ ได้ยินมาว่ามันมีราคาตั้งหลายตำลึงเงิน!” สะใภ้วัยเยาว์คนหนึ่งรีบดึงเสื้อผ้าออกจากกองสัมภาระ และลูบไล้อย่างตัดใจวางมือไม่ได้
นางเพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงสองเดือน ครอบครัวของนางเพียงทำชุดแต่งงานผ้าฝ้ายสีเลือดหมูให้นางเท่านั้น ถ้าหากนางสามารถสวมชุดที่สวยงามเช่นนี้แต่งงาน ชีวิตชาตินี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว!
“มาดูเร็ว ในนี้มีชุดขนสัตว์ด้วย ดูจากความละเอียดและความสม่ำเสมอแล้ว มันคงจะเป็นขนจิ้งจอกไฟ!”
“โอ้ ห่อสัมภาระใหญ่นี้เต็มไปด้วยเสื้อผ้าวัสดุชั้นดี! บ้านไหนเกิดมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมา ถึงทุ่มเงินได้ขนาดนี้”
“หยุด! ทุกท่าน วางมันลง!” เถ้าแก่เฉียนรีบวิ่งเข้ามาและรับเสื้อตัวนั้นเอาไว้อย่างระวัง จากนั้นก็พับเก็บอย่างดีแล้วใส่เข้าไปในกองสัมภาระใหม่ “ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย สิ่งของเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของของเจ้านายเฉียนโม่ว ถ้าทำเสียหายต้องชดใช้นะ”
“เถ้าแก่เฉียน เจ้าขนของให้ใคร หมู่บ้านชิงซานยากจนยิ่งกว่าหมู่บ้านเหอวาของพวกเราอีก ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีบ้านไหนจะสามารถซื้อเสื้อผ้าที่ดีแบบนี้ได้” ชายแก่ร่างผอมที่อยากจะซื้อใบยาสูบถามขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
เถ้าแก่เฉียนมองกลับไปอย่างเงียบๆ แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วว่า “เมื่อสามสิบปีก่อน บ้านสกุลกู้มีชายหนุ่มที่เคยไปเป็นทหารใช่ไหม เขาไม่ใช่แค่ทหารยศน้อยธรรมดาๆ ทั่วไป ว่ากันว่าเป็นถึงนายทหารห้าวหาญของเจิ้นกั๋วกง หลายวันที่ผ่านมาได้กลับไปยังบ้านเกิด และได้รับเลี้ยงหลานชายและหลานสาวมาอย่างละคน เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เขาซื้อให้หลานชายและหลานสาว”
“เรื่องนี้ข้ารู้!” สะใภ้ที่แต่งงานมาจากหมู่บ้านชิงซานคนหนึ่งร้องขึ้น เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างล้อมวงกันเข้ามาและรอนางพูดต่อ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดอย่างได้ใจว่า “ครั้งก่อนที่ข้ากลับไปบ้านท่านแม่ ได้ยินคนในบ้านบอกว่า อาห้าสกุลกู้คนนั้นเป็นตัวแทนพี่น้องทั้งห้าคนของตระกูลกู้เพื่อไปออกรบ ในตอนแรกพี่น้องทั้งห้ายกกู้เฉียวให้เขารับเลี้ยง”
“แล้วทำไมเด็กที่รับเลี้ยงถึงเป็นหลานชายและหลานสาวล่ะ” ใครบางคนถาม
สะใภ้คนนั้นกลอกตาใส่เขา “ฟังข้าพูดให้จบก่อนสิ ! อาห้าสกุลกู้คนนั้นหวังที่จะทดสอบนิสัยของกู้เฉียว ตอนที่กลับไปหมู่บ้านจึงแต่งตัวด้วยชุดที่ขาดรุ่งริ่ง อีกทั้งแสร้งทำเป็นขาเสีย กู้เฉียวและภรรยารังเกียจเขาที่เป็นภาระ จึงคิดแผนการชั่วร้าย โดยการยกลูกชายลูกสาวคู่หนึ่งที่เมียคนเก่าทิ้งเอาไว้ออกไป ไม่คาดคิดว่าอาห้าสกุลกู้จะมีทรัพย์สินที่มากมายเช่นนี้ ครั้งนี้กู้เฉียวคงจะเสียใจจนต้องกระแทกตัวใส่กำแพงแน่นอน !”
“ชู่ มาแล้ว ตัวละครหลักมาแล้ว!”
กู้เซียวสวมชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเขียวเข้ม แม้จะดูธรรมดา แต่เนื้อผ้าอันละเอียดอ่อนนุ่มและลายปักที่เรียบง่ายแต่วิจิตรได้เปิดเผยถึงราคาของมัน ส่วนเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำที่อยู่ด้านนอกนั้นแค่มองก็รู้ว่ามีมูลค่ายิ่งกว่า
เขาโดดลงจากหลังม้าและอุ้มกู้เยี่ยลงในทันที กู้เยี่ยกระทืบเท้าที่สวมรองเท้าหนังขนาดเล็ก นิ้วเท้าของนางชาจนเกือบจะถูกแช่แข็งแล้ว
“ทำไมถึงคนเยอะขนาดนี้ล่ะ” กู้หมิงกระโดดลงจากหลังม้าและเดินมาข้างกายกู้เยี่ย เมื่อเห็นผู้คนในหมู่บ้านเหอวาออกกันมาแทบทุกคนและจ้องมองมาที่พวกเขา จึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เถ้าแก่เฉียนไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องขอพักค้างคืน เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงรีบวิ่งกลับมาแล้วพูดว่า “ท่านอาห้าสกุลกู้ เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงกระดิ่งบนคอของม้าและล่อ จึงต่างออกมาเพื่อซื้อของ เมื่อครู่นี้ข้าได้อธิบายให้พวกเขาฟังแล้ว...จริงด้วย บ้านของผู้ใหญ่บ้านมีห้องว่างอยู่สองห้อง คืนนี้พวกเราจะค้างคืนกันที่นั่น ท่านคิดอย่างไร”
“เถ้าแก่เฉียนจัดการได้เลย” กู้เซียวหยิบรังนกกล่องหนึ่งออกจากกระเป๋าเดินทาง และพูดกับผู้ใหญ่บ้านที่ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่นว่า “ผู้ใหญ่บ้าน หลานสาวของข้าสุขภาพไม่ดี ข้าขอยืมห้องครัวของพวกท่านเพื่อทำข้าวต้มในนางบำรุงร่างกายได้ไหม”
“ท่านปู่ ในเมื่อไม่สะดวก ก็ไม่ต้องลำบากท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านหรอก” กู้เยี่ยคิดว่าคืนนี้จะรอดจากการกินอาหารบำรุงแล้ว ไม่คิดเลยว่าท่านปู่จะจดจำเอาไว้ตลอด
“ไม่ลำบากหรอก พี่กู้เชิญใช้ได้ตามสบายเลย” ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ หนึ่งวันกินข้าวเพียงสองมื้อ ตอนนี้พวกเขากินอาหารค่ำเสร็จแล้ว และกำลังเตรียมที่จะพักผ่อน
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! สะใภ้หนิว เสี่ยวตุนจื่อของเจ้ากินถั่วคั่วแล้วติดคอ ตอนนี้หน้าม่วงซีดไปหมดแล้ว! รีบหาวิธีเร็วเข้า!” เจ้าหนูคนหนึ่งวิ่งเข้ามา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรีบหรือเป็นเพราะเหนื่อย ศีรษะเล็กๆ จึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“อะไรนะ ตุนจื่อ หลานรักของข้า! เจ้าหนิว เจ้ารีบไปเชิญท่านหมอมา!” เมื่อสะใภ้สกุลหนิวได้ยินก็ถึงกับตื่นตระหนกในทันที และรีบวิ่งไปที่บ้าน
“เชิญท่านหมออย่างนั้นหรือ นั่นคือต้องไปถึงหมู่บ้านเถาฮวาที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของพวกเราตั้งสิบกว่าลี้เชียวนะ ต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับหนึ่งชั่วยามกว่า เมื่อปีก่อน หลานชายของบ้านสกุลสิงของหมู่บ้านเรากินอาหารธรรมดาแล้วติดหลอดลม แค่เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็ตายแล้ว เฮ้อ ข้าว่าไม่มีหวังแล้ว!” สะใภ้หลี่จู้อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว
สะใภ้ร่างขาวอวบอีกคนหนึ่งถอนหายใจแล้วพูดว่า “ชีวิตของสะใภ้สกุลหนิวก็รันทดยิ่งนัก เมื่อปีก่อนลูกชายเพียงคนเดียวของนางขึ้นเขาล่าสัตว์คนเดียว ถูกสัตว์ป่าโจมตี ตอนที่เจอตัว ร่างกายของเขาก็ถูกกินไปครึ่งตัวแล้ว จึงเหลือเพียงตุนจื่อเพียงคนเดียว ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างโดดเดี่ยว....ถ้าเสียคนนี้ไปอีก สกุลหนิวก็จะสูญสิ้นแล้ว!”
“ท่านปู่ ข้าจะไปดูเอง!” พูดไม่ทันจบ กู้เยี่ยก็วิ่งตามสะใภ้สกุลหนิวไปที่บ้านของนาง เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดเข้าไปในหลอดลม มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิต หวังว่ามันจะไม่สายเกินไป
กู้เซียวและกู้หมิงก็ตามไปด้วย กู้เซียวเคยเห็นหลานสาวกู้ชีวิตติงหยวนวั่ยที่สลบไป สามารถช่วยให้คนที่ไม่หายใจแล้วกลับมามีชีวิตได้ เขาหวังว่าครั้งนี้นางจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้เช่นกัน
ตอนที่กู้เยี่ยมาถึงบ้านสกุลหนิว ใบหน้าของเด็กอายุประมาณเจ็ดปีนั่นก็เขียวซีดเนื่องจากหายใจไม่ออกแล้ว เขาดิ้นรนอยู่หลายทีก่อนจะตัวอ่อนแน่นิ่งไป
สะใภ้สกุลหนิวเอามือทาบไปที่จมูกของเขา และพบว่าเขาไม่หายใจแล้ว ทันใดนั้นนางก็ทรุดตัวลงกับพื้นและร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
กู้เยี่ยไม่รีรอ ไม่เสียเวลาพูดอะไร รีบเบียดตัวเข้าไปในฝูงชน นางใช้แรงเต็มที่อุ้มเด็กขึ้นมาจากด้านหลัง มือทั้งสองข้างของนางโอบรัดไปที่เอวของเด็ก กำหมัดไปที่ระหว่างซี่โครงล่างกับสะดือด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจับแน่นไปที่กำมือข้างนั้น จากนั้นก็ดันขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว การทำแบบนี้สามารถทำให้เกิดแรงดันอากาศอย่างแรงในร่างกายของผู้ป่วย และดันสิ่งแปลกปลอมที่ขวางหลอดลมเอาไว้ออกมา
85 บทที่ 85 ยึดครอง?
“เจ้าทำอะไร คืนตุนจื่อมาให้ข้านะ เขาตายแล้ว เจ้ายังทรมานเขาเช่นนี้อีก เจ้าอยากให้เขาจากไปอย่างไม่สงบงั้นหรือ” สะใภ้สกุลหนิวร้องไห้จนแทบจะเป็นลมล้มลงกับพื้น เมื่อนางเงยหน้าขึ้นและเห็นท่าทางของกู้เยี่ย นางก็โมโหขึ้นในทันที และยื่นมือออกไปเพื่อแย่งตัวหลานชายกลับมา
กู้หมิงคว้าแขนของนางเอาไว้แล้วอธิบายต่อว่า “ท่านป้าสกุลหนิว น้องสาวข้ารู้เรื่องวิชาแพทย์ นางกำลังช่วยชีวิตหลานชายท่านอยู่ ท่านอย่าขัดจังหวะนางเลย”
“ช่วย...ช่วยตุนจื่อหรือ เขาไม่หายใจแล้ว ยังช่วยได้อีกหรือ” ในดวงตาอันสิ้นหวังของสะใภ้สกุลหนิวได้ปรากฏแสงไฟแห่งความหวังขึ้น นางรีบจับมือของกู้หมิงเอาไว้ราวกับคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ “ข้าขอร้องพวกเจ้าช่วยชีวิตหลานชายของข้ากลับมาให้ได้นะ ข้ามีหลานชายแค่คนเดียว ถ้าเขาเป็นอะไรไป ข้าเองก็มีชีวิตอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ข้าขอร้องพวกเจ้า ขอร้องพวกเจ้าแล้วจริงๆ...”
“ท่านป้าหนิว ท่านลุกขึ้นมาก่อนเถิด น้องสาวของข้าจะต้องช่วยเหลือนางตุนจืออย่างสุดความสามารถแน่ๆ ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย เพื่อไม่เป็นการรบกวนน้องสาวข้าช่วยเหลือผู้ป่วย” กู้หมิงประคองนางไปนั่งลงบนเก้าอี้
สะใภ้หลี่จู้มุ่ยปากแล้วพูดว่า “โกหกหรือเปล่า เขาตายแล้ว จะช่วยชีวิตกลับมาได้อย่างไร นอกเสียจากเทวดาจุติลงมา...”
“ใช่แล้ว! ตอนที่ข้ายังไม่ได้แต่งงานมาที่นี่ นางหนูสกุลกู้นั่นป่วยแทบทุกวัน ถ้านางรู้วิชาแพทย์จริง ทำไมไม่รักษาตัวเองให้ดี นี่ถูกรับเลี้ยงไปได้แค่ไม่กี่เดือนเองก็รู้เรื่องวิชาแพทย์แล้ว อย่าบอกนะว่าเทวดาฝากฝังวิชาแพทย์ให้นางในความฝัน” ใบหน้าของสะใภ้ที่แต่งมาจากหมู่บ้านชิงซานเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าเลิกพูดได้แล้ว! ไหนๆ เขาก็ไม่หายใจแล้ว ลองรักษาดูเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ ไม่แน่ว่า...” ไม่ทันที่เสียงของคนพูดจะขาดคำ ก็ได้ยินใครบางคนตะโกนออกมา
“ดูสิ! คายออกมาแล้ว ถั่วถูกคายออกมาแล้ว!” ตามหลังเสียงตะโกนนี้ ตุนจื่อที่เดิมทีไม่หายใจแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ไอสำลักออกมาอย่างรุนแรง
“รอดแล้ว! เขารอดแล้ว!” สายตาที่ชาวบ้านมองไปที่กู้เยี่ยเต็มไปด้วยความประหลาดใจและกลัวเกรง นางสามารถช่วยชีวิตคนให้ฟื้นจากความตาย แม่นางผู้นี้เป็นหญิงเซียนที่จุติลงจากสวรรค์ชัดๆ
“แค่กๆๆ...ท่านป้า ฮือๆๆ” ในที่สุดตุนจื่อก็หายใจคล่องแล้ว และร้องไห้ออกมาเพราะความกลัว
สะใภ้สกุลหนิวกอดหลานชายไว้ในอ้อมอกแน่นและร้องไห้ไปพร้อมกับเขา นางเกือบเสียเขาไปแล้ว เกือบสูญเสียความหวังเพียงหนึ่งเดียวของสกุลหนิว
“ตุนจื่อ หมอเทวดาน้อยผู้นี้ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เร็วเข้า รีบไปคุกเข่าคำนับขอบคุณนางเร็ว” เมื่อสะใภ้สกุลหนิวเงยหน้าขึ้น และมองเห็นรอยยิ้มอันสบายใจของกู้เยี่ย นางก็รีบผลักหลานชายให้คุกเข่าลงต่อหน้ากู้เยี่ย ก่อนที่ตัวเองจะคุกเข่าตาม
“ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด!” กู้เซียวรีบพยุงพวกเขาขึ้นมา “เจ้าจะทำให้เยี่ยเอ๋อร์ของพวกเราอายุสั้นลงหรือ การรักษาโรคและช่วยชีวิตผู้คนล้วนเป็นหน้าที่ของผู้ร่ำเรียนวิชาแพทย์ รีบลุกขึ้นมาเถอะ!”
“หมอเทวดาได้ช่วยชีวิตคนสำคัญของข้าเอาไว้ ก็เท่ากับได้ช่วยชีวิตทั้งครอบครัวของข้า นางสมควรที่จะได้การคำนับจากข้า” สะใภ้สกุลหนิวเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ แล้วพูดกับหลานชายว่า “ฝากคำนับให้พี่สาวแทนป้าหลายๆ ครั้งหน่อย...”
กู้เยี่ยไม่ทันที่จะห้ามเขา ตุนจื่อก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างว่องไว และคำนับก้มหัวลงกับพื้นอย่างแรงหลายรอบ เมื่อครู่นี้เขาหายใจไม่ออก ความกลัวตายเข้ากลืนกินหัวใจของเขาอย่างหนัก พี่น้องผู้นี้ได้ดึงเขากลับมาจากความตาย นางเป็นคนช่วยชีวิตเขาเอาไว้ การคำนับหลายครั้งนี้ เขาคำนับด้วยความเต็มใจ
“เพราะชีวิตของตุนจื่อยังไม่ถึงฆาต โชคดีที่ได้พบกับหมอเทวดาน้อยที่มาขอค้างคืนที่หมู่บ้านเรา ถ้าหากเมื่อสองปีก่อนมีหมอเทวดาน้อยอยู่ เด็กน้อยของบ้านสกุลสิงก็คงไม่ต้องตาย เฮ้อ...นี่คือโชคชะตาจริงๆ” ชายร่างผอมส่ายหัวด้วยความเสียดาย ไม่ไกลออกไปนัก ผู้หญิงคนหญิงที่สีหน้าซีดเซียวก็แสดงสีหน้าโศกเศร้าขึ้น
“หมอเทวดาน้อย ทุกคนที่กินอาหารแล้วติดคอ ก็สามารถใช้วิธีนี้เพื่อรักษาใช่หรือไม่” ชายหนุ่มคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่อยู่ข้างเขาจ้องไปที่เขาแล้วพูดว่า “วิชาลับการช่วยชีวิตของหมอเทวดา จะถ่ายทอดให้คนอื่นซี้ซั้วได้อย่างไร ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะ!”
“ถ้าหากมีสิ่งแปลกปลอมติดในหลอดลม ก็สามารถลองใช้วิธีของข้าในตอนเมื่อครู่นี้” กู้เยี่ยอธิบายวิธีการทำงานโดยรวมอย่างละเอียด “มันคือการอาศัยแรงดันอย่างกะทันหันเพื่อสร้างแรงดันขึ้น การบีบอัดส่วนล่างของปอดทั้งสองข้าง จะทำให้อากาศที่เหลืออยู่ในปอดก่อตัวเป็นแรงอัด แรงลมนี้จะมีแรงดันและทิศทางย้อนกลับไปที่หลอดลม มีโอกาสสูงที่จะทำให้อาหารหรือสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในลำคอหรือหลอดลมพุ่งออกมา ทำให้ช่วยชีวิตให้รอดได้”
“ขอบคุณท่านหมอเทวดา” ชาวบ้านทั้งหลายของหมู่บ้านเหอวาไม่คิดเลยว่า กู้เยี่ยจะสอนวิธีการปฐมพยาบาลให้พวกเขาอย่างไม่หวงแหน ต่างแสดงความขอบคุณ “หลังจากนี้เมื่อได้พบเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ก็จะไม่ต้องมองดูเด็กๆ ตายไปโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”
ในเวลานี้ ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ผู้ใหญ่บ้านเชิญพวกเขากลับไปที่บ้านตนด้วยความเคารพ และให้ภรรยากับลูกสะใภ้ทำความสะอาดห้องว่างทั้งสองห้อง พร้อมกับชุดเตาให้อุ่น โดยเฉพาะห้องของกู้เยี่ยที่อยู่กันสามปู่หลาน ที่เปลี่ยนผ้าห่มชุดใหม่
ชาวบ้านบางคนส่งบะหมี่ให้หนึ่งถ้วย บ้างก็ให้ข้าวสารหนึ่งกำมือ บ้างก็ให้ไข่ไก่สองฟอง....ส่วนสะใภ้สกุลหนิวก็นำเนื้อหมูที่ไว้ใช้ข้ามปีหั่นออกครึ่งหนึ่งแล้วนำมามอบให้ กู้เยี่ยสามปู่หลานปฏิเสธอยู่นาน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานน้ำใจได้ จึงรับของทั้งหมดเอาไว้ ของที่ชาวบ้านมอบให้ พวกเขาสามคนและคนสิบคนที่มาพร้อมกับขบวนม้าล่อของเถ้าแก่เฉียนไม่สามารถกินหมดภายในมื้อเดียว
ชาวบ้านของหมู่บ้านเหอวาไม่รู้ไปได้ยินจากใครมาว่า สิ่งของที่บรรทุกอยู่บนม้าและล่อสิบกว่าตัวเหล่านี้ ล้วนเป็นของขวัญที่ได้จากการที่หมอเทวดาน้อยได้ช่วยชีวิตคนใหญ่คนโตที่มีชื่อเสียงในเมืองเหยี่ยนเฉิง พวกเขาต่างเคารพและไว้วางใจในวิชาแพทย์ของกู้เยี่ยมากยิ่งขึ้น
จากตรงนี้ไปยังหมู่บ้านชิงซาน มีระยะทางที่ใกล้กว่าการเข้าเมือง ในฤดูหนาว คนทุกเพศทุกวัยในหมู่บ้านเหอวา มีคนหนึ่งปวดหัวเป็นไข้ เขาล้มเลิกที่จะไปหาหมอในเมืองและเปลี่ยนไปหมู่บ้านชิงซานแทน เพื่อให้กู้เยี่ยช่วยดูอาการ
กู้เยี่ยไม่คิดค่าดูอาการ เพียงเก็บค่ายาเท่านั้น ยาที่นางจัดให้ก็เห็นผลเร็ว ราคาถูกกว่าในเมืองตั้งครึ่งหนึ่ง พอเรื่องแพร่กระจายปากต่อปาก ชื่อเสียงโด่งดังไปถึงหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว นี่ถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ที่ไม่คาดคิดจากการไปหมู่บ้านเหอวาสินะ
เช้าวันที่สอง ผู้ใหญ่บ้านเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว และเชิญสามปู่หลานสกุลกู้มาทานข้าว ข้าวต้มขาวที่หอมกรุ่น หมั่นโถวนึ่ง ไข่ทอดที่เหลืองอร่าม นี่แทบจะเป็นอาหารเช้าที่ดีที่สุดที่ครอบครัวในหมู่บ้านเล็กๆ กลางเขาจะสามารถทำได้ หลังจากออกจากหมู่บ้านเหอวา กู้เซียวพูดติดตลกว่า พวกเขาได้อาศัยบารมีของหมอเทวดาน้อยแล้ว
ตอนที่พวกเขาจะจากไป แทบจะทุกคนในหมู่บ้านเหอวาต่างออกมาส่ง คนที่อาศัยอยู่ในภูเขาหาหมอลำบาก เมื่อมีโรคหรือบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ก็จำต้องฝืนทน บางครั้งโรคเล็กกลายเป็นโรคใหญ่ โรคใหญ่กลายเป็นโรคระยะสุดท้าย
การเดินทางจากหมู่บ้านเหอวาไปหมู่บ้านชิงซานใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยาม ท่านหมออู๋ที่มีทักษะแพทย์ปานกลางมีค่ารักษาแพง จึงไม่มีใครยอมไปหาเขา ในตอนนี้มีหมอเทวดาน้อยเพิ่มมาหนึ่งคน ก็เท่ากับว่าชีวิตของพวกเขาได้รับความคุ้มครองมากขึ้นแล้ว ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงตอบแทนนางอย่างกระตือรือร้น
เนื่องจากออกเดินทางเร็ว ไม่ถึงยามเฉินสือ (เก้าโมงเช้า) ก็ถึงหมู่บ้านชิงซานแล้ว กู้หมิงแล ะกู้เยี่ยสองพี่น้องควบม้าวิ่งเร็วขึ้น จนทิ้งขบวนม้าและล่อเอาไว้ด้านหลัง และรีบเข้าไปในหมู่บ้านก่อน
เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงเกือกม้าจึงพากันออกมาดู และเมื่อเห็นสองพี่น้องสกุลกู้กลับมาแล้ว หลี่เฮ่าก็รีบพุ่งเข้ามาหาราวกับลูกธนู พร้อมกับตะโกนว่า “กู้หมิง กู้เยี่ย พวกเจ้ากลับมาแล้ว! ถ้าพวกเจ้ายังไม่ยอมกลับมาอีก บ้านก็จะถูกยึดแล้ว รีบกลับบ้านไปดูเร็วเข้า แม่เลี้ยงของพวกเจ้าไปสร้างปัญหาที่บ้านเจ้าอีกแล้ว!”
หลิวซื่อ? ไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กันไปหมดแล้วหรือ นางมีสิทธิ์อะไรมาสร้างปัญหา กู้หมิงและกู้เยี่ยขมวดคิ้วพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย กู้หมิงหนีบขาไปที่ท้องม้าเบาๆ แล้วเร่งม้าไปที่ไหล่เขาหลังภูเขา
ห่างไกลออกไปได้ยินเสียงของหลิวซื่อที่แผดตะโกนราวกับเสียงไก่ถูกบีบคอ นางตะโกนเสียงแหลมว่า “นังคนไร้ยางอาย เจ้าก็แค่คนใช้ที่เก็บมาได้ มีสิทธิ์อะไรมายึดบ้านของลูกชายข้า”
ป้าเหยียนพูดอย่างเย็นชาและเฉยเมยว่า “ไม่ได้ยึดบ้านเจ้าเสียหน่อย เจ้าเดือดร้อนอะไร!”
“ทำไมถึงไม่ใช่บ้านข้า สงครามตรงชายแดนวุ่นวาย ไม่แน่ว่าตาแก่หนังเหนียวและยัยเด็กชั่วนั่นอาจตายด้วยคมดาบศัตรูไปแล้ว เจ้าเด็กบ้ากู้หมิงออกตามหาจนหายไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย ไม่แน่ว่าอาจถูกลักพาตัวไปแล้ว ถ้าจะพูดเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งตระกูลมีครอบครัวข้าเท่านั้นที่สายเลือดใกล้ชิดกับตาแก่หนังเหนียวนั่นที่สุด พวกเขาไม่อยู่แล้ว บ้านหลังนี้จึงต้องเป็นของข้า!” หลิวซื่อพูดอย่างมั่นใจ
ป้าเหยียนเยาะเย้ย “ครอบครัวเจ้าใกล้ชิดลุงกู้ที่สุดหรือ แล้วทำไมไม่คิดดีกับพวกเขา ยังกล้ามาแช่งพวกเขาให้ตายอีก! การมีญาติอย่างเจ้า พวกเขาช่างโชคร้ายเสียจริง! ในหมู่บ้านมีใครเล่าจะไม่รู้ว่าคนอย่างเจ้าหลิวซื่อก็เป็นแค่แมลงวันตัวหนึ่ง ที่เห็นกองขี้ก็จะบินไปเกาะ!”
เมื่อชาวบ้านที่อยู่โดยรอบได้ยินต่างก็หัวเราะคิกคัก เจ้าพูดเปรียบเปรยได้เหมาะสมมาก!
“ด่าใครอยู่ ตัวเจ้าเองหรือ” หลิวซื่อโกรธจนสีแดงลามขึ้นทั่วหน้า นางพับแขนเสื้อขึ้น จ้องมองไปที่ป้าเหยียน และเตรียมจะลงมือ
ป้าเหยียนแค่หลบเล็กน้อยและยื่นขาออก หลิวซื่อก็ล้มลงกองกับพื้น เสียงหัวเราะของชาวบ้านก็ยิ่งดังขึ้น ใครบางคนจงใจพูดเสียงดังว่า “โถ ลงไปนอนทำไม เห็นขี้หมาหรือ ไม่ต้องรีบ ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก!”
ใบหน้าของหลิวซื่อราวกับผ้าใบราดสี บางครั้งเขียวบางครั้งม่วง นางรู้แล้ว รู้ว่าหาประโยชน์จากป้าเหยียนไม่ได้ จึงนั่งลงกับพื้นแล้วสะบัดขาร้องไห้ “ทุกคนรีบมาดูเร็ว คนนอกภูเขามายึดครองทรัพย์สินของหมู่บ้านชิงซาน! พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรือ ถ้ากู้หมิงสามปู่หลานไม่กลับมาอีกต่อไป จะให้คนนอกอย่างเจ้าอยู่ต่อไปแล้วยึดครองบ้านไปเฉยๆ แบบนี้หรือ”
คนในภูเขารังเกียจคนนอกที่สุด เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ เสียงหัวเราะก็ค่อยๆ หายไป สายตาของชาวบ้านเริ่มแฝงไปด้วยความต้องการจะกำจัดคนนอกออกไป
เมื่อหลิวซื่อเห็นเช่นนี้ จึงแอบดีใจแล้วร้องโหยหวนอย่างแรง “พี่น้องทั้งหลาย! นังนี่เป็นตัวซวย! เจ้านายเดิมของนาง เดิมทีการงานค้าขายรุ่งเรืองอยู่ดีๆ สุดท้ายถูกนางทำลายจนสิ้นตระกูลตายยกครัว พอนางกลับมาพร้อมกับนังกู้เยี่ย กู้เยี่ยสามปู่หลานออกไปที่อื่นจนนานเป็นเดือนแล้ว ยังไม่ได้รับข่าวคราวกลับมาเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ยังไม่ใช่เพราะถูกนางพาซวยอีกหรือ ถ้าขืนปล่อยให้นางอยู่ในหมู่บ้านชิงซานต่อไป ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่ถูกนางพาซวยไปด้วย!”
ในตอนนี้ผู้คนต่างหลงเชื่อ สายตาของคนไม่น้อยต่างแสดงความต้องการกำจัดคนนอกออกมา หลิวซื่อรู้สึกได้ใจอย่างมาก จึงตะโกนออกมาว่า “อาศัยจังหวะที่นางยังไม่ได้ทำให้บ้านอื่นซวยไปด้วย รีบไล่คนออกไปตอนนี้ก็ยังทัน!”
“พอไล่นางออกไป เจ้าก็จะสามารถยึดครองบ้านหลังนี้อย่างไม่ละอายใจได้สินะ” เสียงถามกังวานดังขึ้นมาจากด้านหลังฝูงชน
86 บทที่ 86 บ้านตัวเองดีที่สุด
“ยึดครองอะไรกัน แต่เดิมนี่ก็เป็นบ้านของลูกชายข้า ก่อนที่เขาจะกลับมา ข้าก็ต้องช่วยเขาดูแลอย่างดีสิ” หลิวซื่อพูดอย่างมีเหตุผล ความได้ใจในดวงตาได้ทรยศหัวใจของนาง
บ้านของครอบครัวกู้เฉียวสร้างมาสิบกว่าปีแล้ว ความสุขสบายในการอาศัยอยู่เทียบกับบ้านหลังนี้ไม่ได้แม้แต่น้อย อีกทั้งยังมีเครื่องใช้ภายในบ้านที่เพิ่งทำขึ้นใหม่และเพิ่งหาซื้อเพิ่ม เครื่องนอนใหม่...อย่างน้อยก็หลายสิบตำลึงเงินแล้ว ตาเหลี่ยมๆ ของหลิวซื่อเปล่งประกาย
“ลูกชายเจ้า? เจ้ามีลูกชายคนอื่นที่ไหน หลิวซื่อ เจ้าคงไม่ได้ลืมนะว่า ลูกเลี้ยงสองพี่น้องของเจ้าถูกเจ้าตัดความสัมพันธ์ด้วยเงินห้าตำลึงแล้ว บ้านหลังนี้ต่อให้พวกเราไม่กลับมาอีก ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า!” กู้เยี่ยและกู้หมิงเดินออกมาจากการรวมตัวเบียดเสียดของชาวบ้าน และใช้สายตาที่เย็นชามองไปที่หลิวซื่ออย่างเย้ยหยัน
เมื่อเห็นสองพี่สองกู้เยี่ย สีหน้าของหลิวซื่อก็เปลี่ยนไปในทันที ตัวละครหลักกลับมาแล้ว นางรู้ว่าทำหน้าหนาต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงรีบลุกขึ้นมาจากพื้นและปัดเศษดินที่อยู่บนตัวออก ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมกับพูดพึมพำว่า “หมาไม่รู้คุณ ลอบกัดผู้มีพระคุณ ข้ากลัวว่าบ้านของพวกเจ้าจะถูกคนอื่นยึดไป จึงมาช่วยดูให้พวกเจ้า...”
“พวกเราไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย ทำไมจะแยกแยะคนดีคนชั่วไม่ได้ ส่วนเจ้าน่ะหรือ...บอกตามตรงนะ ข้าไม่เห็นว่าจะเป็นคนดีอะไรเลย กลับมองเห็นคนบ้าที่อยากจะเอาเปรียบคนอื่น!” กู้เยี่ยถอดหมวดกันลมที่ติดอยู่กับชุดคลุมออก เผยให้เห็นถึงศีรษะที่เสียบปิ่นผลึกแก้ว
ชาวบ้านมองดูสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า นางสวมใส่เสื้อคลุมตัวใหญ่สีแดงลูกท้อ เสื้อกั๊กไหมพรมขนฟูสีขาวเงิน กระโปรงผ้าฝ้ายปักไหมลายผีเสื้อสีเงิน ด้านนอกคลุมด้วยผ้ากันลมขนจิ้งจอกไฟ บนหมวกกันลมก็ติดขนจิ้งจอกสีขาวเอาไว้ นางทำทรงผมมวยคู่ พร้อมกับติดปิ่นผลึกแก้วสีชมพู ใบหน้าทรงเมล็ดแตงโมที่ใหญ่เท่ากับฝ่ามือ พร้อมกับดวงตาคู่โตโดดเด่นดูฉลาดหลักแหลม ในตอนนี้ดวงหน้างดงามนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา เสริมให้ดูมีกลิ่นอายสูงส่งยิ่งขึ้น
นี่...นี่มันใช่เด็กขี้โรคที่ป่วยจนจะเป็นจะตายของบ้านกู้เฉียวหรือ ไม่หรอกมั้ง เห็นได้ชัดว่านางงดงามและโดดเด่นกว่าหญิงสาวที่อยู่ในเมืองเสียอีก...อืม แน่นอนว่าพระงามเพราะหุ้มทอง คนงามเพราะแต่งตัว
“กู้เยี่ย กลับมาแล้วหรือ พอแต่งตัวแบบนี้ ป้าแทบจะจำไม่ได้เลย!” สะใภ้เก้าเดินเข้ามาและมองกู้เยี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า อยากที่จะตบไหล่นาง แต่ก็กลัวมือสกปรกของตนจะทำให้ชุดกระโปรงอันสวยงามของนางแปดเปื้อน
หลิวซื่อมุ่ยปากและพูดกระซิบว่า “แต่งตัวเป็นหญิงชั้นสูงอะไรกัน แต่งไปก็ช่วยเปลี่ยนภูมิหลังยากจนของเจ้าไม่ได้หรอก!”
“บางคนอยากแต่งตัว ยังไม่มีเงินทุนเลย ทำได้แค่อิจฉานินทาลับหลัง” ป้าเหยียนเหลือบมองนางอย่างดุดัน แล้วหันกลับมายิ้มพูดกับกู้เยี่ยว่า “แม่นาง ข้าคิดถึงพวกเจ้าเหลือเกิน กินอาหารเช้าหรือยัง ข้าจะเข้าครัวทำขนมถ้วยอินทผลัมที่เจ้าชอบกินดีหรือไม่”
กู้เยี่ยทักทายคนสนิทท่ามกลางสายตาตกตะลึงและอิจฉาของชาวบ้าน หลังจากนั้นก็พูดกับป้าเหยียนว่า “ป้าเหยียน ไม่จำเป็นหรอก แค่ทำอะไรง่ายๆ ให้เถ้าแก่เฉียนและลุงทั้งหลายที่กำลังตามมากินรองท้องก็พอ ตอนกลางวันค่อยทำกับข้าวหลายอย่างหน่อย”
เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงกระดิ่งของขบวนม้าและล่อที่อยู่ด้านหลัง จึงหันกลับไปดู พวกเขาต่างตกตะลึงกับสิ่งของที่บรรจุเต็มหลังม้าและล่อ หลี่เฮ่าอ้าปากค้างเป็นเวลานานก็ยังหุบกลับไม่ได้ เขาชี้ไปที่ของเหล่านั้นแล้วถามกู้หมิงว่า
“ของ...ของบนม้าและล่อสิบกว่าตัวนี้ ล้วนเป็นของของพวกเจ้าหรือ อะไรกัน พวกเจ้ารวยแล้ว เลยซื้อของข้ามปีมากมายขนาดนี้?”
กู้หมิงอธิบายว่า “มีแต่ของบนล่อนำขบวนเท่านั้นที่เป็นของที่พวกเราซื้อ ส่วนที่เหลือตระกูลจวินแห่งเมืองเหยี่ยนเฉิงและท่านแม่ทัพฉู่อาวุโสเป็นคนมอบให้”
“ตระกูลจวินแห่งเมืองเหยี่ยนเฉิง? ที่ลูกสองคนเป็นราชครู ส่วนอีกหนึ่งคนเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือ” ลุงสามสกุลกู้พูดอย่างตื่นเต้นจนเสียงสั่น
“จริงหรือ ลูกชายสามคนของนายหญิงใหญ่ตระกูลจวิน สองคนเป็นข้าราชการชั้นสูงอยู่ต่างแดน ส่วนอีกคนเป็นนักปราชญ์ชั้นสูงในหอสมุดเมืองเหยี่ยนเฉิง ว่ากันว่ามีผู้คนมากมายอยากจะขอเป็นศิษย์เขา...” กู้หมิงไม่ค่อยรู้เรื่องราชครู จึงพูดไปแค่เรื่องที่ตนรู้ให้ท่านลุงสามสกุลกู้ฟัง
ลุงสามสกุลกู้เอามือประสานกัน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น แล้วเขาก็เปล่งเสียงพูดขึ้นมาว่า “ใช่แล้ว! ตระกูลจวินนั่นแหละ! พวกเจ้าไปรู้จักกับคนของตระกูลจวินได้อย่างไร ทำไมตระกูลจวินถึงมอบของขวัญให้พวกเจ้า”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างยื่นหูเข้ามาฟัง กู้หมิงเกาหลังหัวแล้วมองไปที่น้องสาวก่อนจะพูดว่า “น้องสาวของข้าได้รับจดหมายจากท่านปู่ ตอนที่ตามท่านปู่เจิ้งเดินทางไปยังด่านชายแดน ได้ช่วยชีวิตแม่ทัพน้อยสกุลฉู่เอาไว้ ตระกูลจวินเป็นครอบครัวฝั่งมารดาของแม่ทัพน้อย ของเหล่านี้จึงมอบให้เป็นของขวัญตอบแทน”
“ชิ ที่แท้เขาก็มอบให้กับหมอเทวดาเฒ่านั่น เกี่ยวอะไรกับสกุลกู้ของพวกเจ้า” มีใครบางคนในฝูงชนอิจฉาตาร้อนกับสิ่งของเหล่านี้ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดนินทาเบาๆ
“กู้หมิง กู้เยี่ย ทำไมปู่หมอเทวดาไม่กลับมาพร้อมกับพวกเจ้าด้วย” จางลี่หู่เบียดตัวเข้ามาจากนอกฝูงชน เขาค่อยๆ เดินมาที่ด้านหน้าสองพี่สองอย่างมั่นคง และจงใจเตะขาข้างที่บาดเจ็บให้ดู “ดูสิ ขาของข้าหายดีแล้ว ไม่ได้พิการ”
กู้เยี่ยพยักหน้าแล้วพูดว่า “ช่วงสองเดือนนี้ห้ามวิ่งหรือกระโดด ห้ามออกกำลังกายหักโหม ยังต้องทำกายภาพบำบัดต่อไป รอให้ถึงเข้าฤดูใบไม้ผลิในปีหน้า เจ้าก็จะสามารถเข้าป่าล่าสัตว์กับพ่อของเจ้าได้แล้ว”
จางลี่หู่ฉีกยิ้ม และเผยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา “กู้เยี่ย ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูออกลูกของสัตว์ป่า ไม่เหมาะที่จะล่าสัตว์ รอให้ถึงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้า ข้าจะล่าไก่ป่าและพิราบป่าให้เจ้า พวกมันล้วนแต่เป็นของบำรุงร่างกายที่ดีที่สุด”
กู้เซียวจูงม้ามาถึงหน้าประตูบ้านของตัวเอง และพูดกับชาวบ้านที่รวมตัวกันมามุงดูอยู่หน้าประตูว่า “ชาวบ้านทั้งหลาย ด้านนอกลมแรง เข้าไปนั่งในลานก่อนเถอะ!”
ผู้ใหญ่บ้านโบกมือแล้วพูดว่า “พวกเจ้าเพิ่งกลับมาถึง อีกทั้งต้องจัดเก็บของมากมายขนาดนี้ พวกเราไม่รบกวนแล้ว เหลือไม่กี่คนเอาไว้คอยช่วยเหลือ ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปเถอะ”
ชาวบ้านที่สอดรู้สอดเห็นบางคน ถึงแม้อยากจะรู้ว่าตระกูลจวินที่เป็นข้าราชการชั้นสูงมอบของอะไรให้กับหมอเทวดา แต่ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านพูดแล้ว จึงต่างพูดทักทายอย่างสุภาพและแยกย้ายกันกลับ
เมื่อหลิวซื่อเห็นกู้เซียวกลับมาแล้ว รู้ดีว่าตนเองหวังผลประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว จึงแฝงตัวไปกับฝูงชนและเดินคอตกลงจากภูเขา
กู้เยี่ยจ้องมองไปที่แผ่นหลังของนางอย่างรังเกียจ และพูดเสียงดังออกมา “จิตใจของใครบางคนช่างชั่วร้ายจริงๆ เพื่อที่จะได้ยึดครองบ้านคนอื่น ถึงขั้นต้องแช่งคนอื่นให้กลับมาไม่ได้ คนที่ใจดำอำมหิตเช่นนี้ ทุกคนต้องระวังเอาไว้ให้ดีนะ!”
หลิวซื่อสะดุดก้อนหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า จนพุ่งตัวไปข้างหน้าหลายก้าวก่อนจะตั้งตัวได้ นางรู้สึกได้ว่ามีสายตาระแวงมากมายกำลังจ้องมองมาที่นาง นางอยากจะตอบโต้ แต่ก็สรรหาคำพูดไม่ถูก จึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาวิ่งกลับบ้านอย่างเจียมตัว
สะใภ้เก้าและอาเก้าอยู่ต่อเพื่อช่วยพวกเขาขนของ เมื่อได้ยินจึงยิ้มพูดกับกู้เยี่ยว่า “ในตอนนี้ คนในหมู่บ้านที่ยอมติดต่อกับหลิวซื่อมีไม่เกินสามครอบครัว เจ้าไปเสียแรงกับคนไร้เหตุผลแบบนั้นมันไม่คุ้มหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางมาวุ่นวายที่บ้านเจ้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าน้องเหยียน เห็นน้องเหยียนเรียบร้อยแบบนี้ พอเอาจริงขึ้นมา คำพูดของนางบาดใจราวกับมีดเลย”
เมื่อเหยียนชิวถงได้ยิน นางก็ยื่นหน้าออกจากห้องครัวแล้วยิ้มพูดว่า “การจะจัดการคนไม่มีเหตุผลแบบนั้น ต้องห้ามไว้หน้านางเด็ดขาด มิฉะนั้นนางจะคิดว่าเจ้าอ่อนแอรังแกได้”
“ใช่ไหมเล่า! หลิวซื่อถูกตาถูกใจบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จของพวกเจ้า จึงหาโอกาสยึดเป็นของตัวเอง” สะใภ้เก้ามุ่ยปาก และขนห่อเสื้อผ้าของกู้เยี่ยลงจากหลังล่อ
กู้เซียวพูดอย่างเย้ยหยันว่า “นางก็ช่างไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย เมื่อก่อนนางเคยทำอะไรไว้กับหมิงเอ๋อร์และเยี่ยเอ๋อร์ ต่อให้อนาคตพวกเราย้ายออกจากหมู่บ้าน บ้านหลังนี้ก็จะไม่มีทางตกเป็นของนางหรอก!”
“อะไรนะ อาห้า พวกเจ้าจะย้ายออกจากหมู่บ้านหรือ” เมื่อกู้โม่ จางลี่หู่และคนที่ช่วยลงแรงขนของอีกหลายคนได้ยิน จึงต่างพากันหันมองไปที่เขา
กู้เซียวหัวเราะแล้วพูดว่า “จะไปหรือไม่ไป ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ช่วงสองปีนี้ พวกเราไม่มีแผนที่จะย้ายออก”
“คิดไว้แล้วเชียว! อาห้าเพิ่งกลับหมู่บ้านได้ไม่นาน จะจากไปเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร” กู้โม่แบกสัมภาระขึ้นบนไหล่ แล้วหันกลับมามองกู้เยี่ยแล้วพูดว่า “แต่พูดก็พูดเถอะ กูเยี่ยมีพรสวรรค์การเรียนวิชาปรุงยา กู้หมิงก็เรียนวิทยายุทธ์กับท่าน อนาคตจะต้องเป็นที่เชิดหน้าชูตาแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในภูเขานี้ตลอดไป...การที่พวกเจ้าจะจากไป ก็เป็นเพียงเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดขึ้น”
“ใช่แล้ว อยู่ในภูเขาที่ทุรกันดารแบบนี้ เป็นการสิ้นเปลืองความสามารถของเด็กสองคนนี้เสียเปล่าๆ อาห้าสกุลกู้ พวกเจ้าได้ติดต่อรู้จักกับแม่ทัพอะไรนั่นในตระกูลจวินแห่งเมืองเหยี่ยนเฉิง อนาคตจะต้องสามารถสร้างเส้นทางดีๆ ให้กับเด็กๆ ได้แน่นอน” ลูกชายคนรองของผู้ใหญ่บ้านพูดอย่างอิจฉา
กู้เซียวส่ายหน้าแล้วพูดว่า “หลานๆ ข้านับว่ามีโชคนัก แต่การที่พวกเขาจะมีเส้นทางดีๆ ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องพึ่งพาความพยายามของพวกเขาเอง”
นายพรานจางพูดต่ออีกว่า “อาห้าพูดถูก อนาคตที่ได้มาด้วยความพยายามของตัวเอง ถึงจะเรียกว่ามีความสามารถจริงๆ กู้หมิง เจ้าต้องตั้งใจเรียนให้เก่งๆ นะ อนาคตของปู่และน้องสาวขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
“อื้อ อนาคตข้าจะต้องสอบวรยุทธ์จอหงวน ตอบแทนพระคุณท่านปู่ และให้การสนับสนุนน้องสาว...” กู้หมิงพยักหน้าอย่างแรง ใบหน้าอันไร้เดียงสานั้นแสดงความมุ่งมั่นออกมาอย่างชัดเจน
“เด็กดี มีความมุ่งมั่น! แต่การสอบวรยุทธ์จอหงวนอาศัยเพียงวรยุทธ์อย่างเดียวไม่ได้ พรุ่งนี้มาที่บ้านลุงสาม ลุงสามจะสอนเจ้าอ่านหนังสือ” ลุงสามสกุลกู้ตบเบาๆ ไปที่หัวของเจ้าหนู และพูดอย่างชื่นชม
คนเยอะงานเดินไว สิ่งของบนล่อสิบกว่าตัวถูกย้ายลงมาจนหมดอย่างรวดเร็ว ห้องทิศตะวันออกของกู้หมิงและปราชญ์โอสถถูกวางเต็มไปด้วยสิ่งของ เหลือเพียงช่องทางแคบๆ ที่เหลือไว้ให้คนเดินผ่าน
“กินข้าวได้แล้ว!” ป้าเหยียนทำอาหารเช้าเสร็จอย่างรวดเร็ว ข้าวต้มผักเข้มข้นหนึ่งหม้อ แป้งทอดที่ห่อด้วยผักกาดขาว และหัวไชเท้ากรอบหนึ่งจานที่กู้เยี่ยเรียนรู้การดองจากสะใภ้เก้าตอนฤดูใบไม้ร่วง
หัวไชเท้ากรอบมีความกรุบกรอบเมื่อกินเข้าไป ในความเปรี้ยวมีรสเผ็ด กินคู่กับแป้งทอดผักกาดขาวที่ทำมาจากแป้งมันล้วน กินจนเถ้าแก่เฉียนและลูกน้องของเขาต่างพึงพอใจ
หลังจากที่เถ้าแก่เฉียนกินข้าวเสร็จ เขาก็พาลูกน้องของตัวเองไปรับสินค้าที่หมู่บ้าน เก็บผักตากแห้งจากบ้านทิศตะวันออกมาได้หลายชั่ง เก็บเห็ดตากแห้งมาจากบ้านทิศตะวันตกได้อีกหลายชั่ง อีกทั้งยังมีเนื้อสัตว์ตากแห้งอีกนิดหน่อย เขาเก็บสินค้าไปทีละหมู่บ้าน และเดินทางกลับเพราะไม่มีเวลาว่าง เถ้าแก่เฉียนผู้นี้ไม่ยอมปล่อยโอกาสการหาเงินหลุดรอดแม้แต่ครั้งเดียว ไม่แปลกใจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถสร้างขบวนค้าขายที่มีม้าและล่อสิบกว่าตัวนี้ขึ้นได้
กู้เยี่ยกระโดดเบาๆ นอนหงายลงบนเตียงเตา นางนอนกลิ้งไปมาหลายครั้งอย่างสบาย อย่างไรเสียอยู่บ้านตัวเองก็ดีที่สุด! นางกอดหมอนของตัวเองเอาไว้ ซุกหัวลงไปพร้อมกับสูดดมกลิ่นที่คุ้นเคย
“แม่นาง ตอนเที่ยงต้มแกงไก่ดีไหม” เหยียนชิวถงเดินเข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นท่าทางของนางในตอนนี้จึงยิ้มอย่างรู้ใจ
กู้เยี่ยพยักหน้า พร้อมกับดวงตาโตๆ ที่เปล่งประกายอย่างเจิดจรัส “ทำแกงไก่เม็ดเก๋ากี้เถอะ บำรุงเลือดลม มันเหมาะกับเจ้าที่เพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก และร่างกายอ่อนแอของข้า”
87 บทที่ 87 กิ่งทองใบหยก
อาหารยาและอาหารบำรุงที่แม่ครัวตระกูลจวินทำออกมา มีรสชาติที่แย่พอๆ กันกับยา ส่วนป้าเหยียนนั้นมีฝีมือดี อีกทั้งยังมีกู้เยี่ยคอยชิมและแนะนำอยู่ข้างๆ ขาดรสอะไรหรือต้องปรับปรุงอะไร ปากปลิ้นปล้อนของนางแค่ชิมก็รู้แล้ว สุดท้ายไก่เก๋ากี้ที่ต้มออกมานั้นมีรสชาติที่เทียบเท่ากับฝีมือของพ่อครัวระดับห้าดาว ต่อมรับรสของกู้เยี่ยที่เสียดุลมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็มีโอกาสฟื้นตัว นางกินอาหารมื้อนี้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง
กลิ่นหอมน่าอร่อยที่ลอยโชยออกมา ทำให้แม้แต่กู้เซียวและกู้หมิงสองปู่หลานก็อดไม่ได้ที่จะลองลิ้มรส เมื่อได้ชิมก็ยากที่จะหยุดปาก แกงไก่ต้มหนึ่งหม้อ กู้เยี่ยและป้าเหยียนต่างกินเข้าไปเพียงคนละถ้วยเท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกสองปู่หลานจัดการเรียบ
กู้หมิงคายกระดูกออกมาชิ้นหนึ่ง และกินน้ำแกงคำสุดท้ายเข้าปาก จากนั้นก็พูดอย่างยังไม่หนำใจว่า “ไม่คิดเลยว่าอาหารที่เป็นยาจะสามารถทำออกมาได้อร่อยขนาดนี้ น้องพี่ เจ้านี่ตัวล่องลอยอยู่ในความสุข แต่กลับไม่รู้จักค่าเสียจริง!”
กู้เยี่ยกลอกตาใส่เขาแล้วพูดว่า “เจ้าไม่เคยลิ้มรสอาหารบำรุงที่แม่ครัวตระกูลจวินทำ พวกเขาให้ความสำคัญแต่ประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย ไม่ใส่ใจเรื่องรสชาติ อาหารที่ทำออกมาไม่มีรสชาติเลยสักนิด รสอย่างกับเทียน ฝีมือป้าเหยียนของพวกเราล้ำเลิศยิ่งกว่าไม่รู้กี่เท่า ดียิ่งกว่าร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเหยี่ยนเฉิงเสียอีก!”
เหยียนชิวถงเม้มปากยิ้มแล้วพูดว่า “เพราะมีแม่นางคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ”
“น้องสาวเกิดมามีลิ้นเงินลิ้นทอง จู้จี้จุกจิกกับเรื่องกิน หมูแดงที่ทำครั้งก่อน ข้าคิดว่าอร่อยแล้ว แต่น้องสาวกลับทำหน้าไม่ชอบ” กู้หมิงอดไม่ได้ที่จะบ่นน้องสาว
กู้เยี่ยกลอกตาใส่เขาแล้วพูดว่า “แล้วเจ้าเคยกินหมูแดงที่อร่อยจริงๆ หรือไม่ รสชาติของมันเนื้อนุ่มหอมหวาน และยังละลายในปาก อร่อยเสียจนอยากกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย !”
พอพูดถึงตรงนี้ นางก็กลืนน้ำลายแล้วหันกลับไปพูดกับเหยียนชิวถงว่า “ป้าเหยียน คืนนี้พวกเราทำหมูตงพอกินกันไหม”
“หมูตงพอ?” เหยียนชิวถงถามด้วยใบหน้าที่สงสัย “มันคือกับข้าวอะไร ข้าไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อ ทำอย่างไรหรือ”
“หมูตงพอมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ พวกเจ้าต่างไม่เคยได้ยินกันเลยเหรอ” กู้เยี่ยเบิ่งตากว้าง มองเห็นท่านปู่ที่เคยติดตามแม่ทัพผู้อาวุโสท่องไปทุกสารทิศก็ยังส่ายหน้าอย่างไม่แน่ใจ จึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “น่าเสียดายจริง อาหารเลิศรสแบบนี้กลับไม่เคยได้ยิน โธ่...”
“น้องพี่ เจ้าเคยกินหมูตงพอหรือ เจ้ารู้วิธีทำหรือ” กู้หมิงกลายร่างเป็นนักชิม และถามต่ออย่างอดใจไม่ไหว
“พวกเจ้ารอสักครู่” กู้เยี่ยกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง นางนำหนังสือสอนทำอาหารออกมาหนึ่งเล่มจากในกองหนังสือที่ห้วงมิติ เมื่อชาติก่อนนางเคยนำหนังสือมีค่าทั้งหมดที่อยู่ในหอสมุดเมืองหลวงรวบรวมไว้ในห้วงมิติ ใครใช้ให้นางให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมขนาดนี้กันเล่า เมื่อชาติก่อนนางไม่ได้ใช้หนังสือเหล่านี้ ดังนั้นชาตินี้พยายามแสดงความล้ำค่าของพวกมันออกมาเถอะ
กู้เยี่ยเปิดไปหน้าที่มีรูปประกอบของหมูตงพอ นางจดคัดลอกด้วยลายมือตวัด จากนั้นก็กลับมาห้องกลางด้วยความคึกคัก นางกลับขึ้นไปบนเตียงเตาอีกครั้ง และนำสูตรอาหารที่คัดลอกมาตบไปบนเตียงเตา จากนั้นก็พูดกับเหยียนชิวถงว่า “นี่เป็นสูตรอาหารที่ข้าได้มาอย่างบังเอิญ เจ้าลองนำไปศึกษาดูเถิด”
เหยียนชิวถงรับสูตรอาหารเอาไว้และดูอย่างตั้งใจ คิ้วของนางขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วพูดอย่างเสียงแผ่วว่า “แม่นาง เจ้าเอาสูตรอาหารนี้มาจากไหน ด้านบนนี้มีตัวอักษรเขียนผิดเยอะเลย และมีบางตัวที่ข้าไม่รู้จัก...”
กู้เยี่ยแย่งกระดาษกลับมาอย่างหมดคำพูด และคิดในใจว่า แย่แล้ว ลืมไปว่าคนสมัยนี้ใช้อักษรตัวเต็ม! นางกระแอมในลำคอ แล้วนำวัตถุดิบ ขั้นตอนและแรงไฟเล่าให้เหยียนชิวถงฟังอย่างละเอียด อย่างที่กล่าวเอาไว้ว่าเมื่อเข้าใจหนึ่งสิ่งก็จะเข้าใจต่อๆ ไป เหยียนชิวถงมีความรู้ในการทำอาหารอย่างลึกซึ้ง กู้เยี่ยสอนเพียงนิดเดียว นางก็สามารถเข้าใจวิธีการทำที่แท้จริงของ ‘หมูตงพอ’ ได้แล้ว
กู้เซียวซื้อหมูมาครึ่งชิ้นจากในเมือง เหยียนชิวถงหันสามชั้นที่ดีที่สุดออกมา และเริ่มปรุงหมูตงพอ กู้เซียวสามปู่หลานอยู่ในห้องเพื่อจัดเก็บของขวัญที่ตระกูลจวินและตระกูลฉู่มอบให้
ของส่วนใหญ่ที่มอบให้กับกู้เยี่ยมักจะเป็นเครื่องประดับและเสื้อผ้า ประกอบกับของที่ท่านปู่ซื้อให้นางเพิ่มในเมืองเหยี่ยนเฉิง แค่ชุดกระโปรงสำหรับฤดูหนาวก็มีถึงหกชุดแล้ว ผ้าที่เหมาะสำหรับทำชุดให้สาวน้อยก็มีอยู่หลายชุด เมื่อรวมกับเสื้อผ้าที่มอบให้กับท่านปู่และพี่ชาย กู้เยี่ยรู้สึกว่าตอนนี้สามารถเปิดร้านขายผ้าเล็กๆ ได้เลย
กล่องไม้ขนาดใหญ่ที่แต่เดิมมีเสื้อผ้าเพียงเล็กน้อย ตอนนี้มันกลับถูกใส่จนเต็มแล้ว และยังมีชุดที่ยังไม่ได้เก็บใส่เข้าไปอีก กู้เยี่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากห่อเสื้อผ้าด้วยห่อผ้าสัมภาระเอาไว้ และวางไว้ที่ปลายเตียงเตา
ปิ่นลูกปัด ที่หนีบผม ต่างหูและสร้อยข้อมือที่เหมาะกับสาวน้อยก็มีกว่ายี่สิบชิ้นแล้ว กู้เยี่ยห่อทั้งหมดเอาไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าและยัดไว้ด้านในสุดของกล่อง สำหรับสาวน้อยในภูเขา ของติดตัวตอนออกเรือนมีแค่สามชิ้นเท่านั้น ได้แก่ ปิ่นเงิน เครื่องประดับเงิน และสร้อยข้อมือเงิน ทั้งหมดนี้ถือว่าดูดีแล้ว อีกทั้งส่วนใหญ่ก็กลวงทั้งนั้น มากสุดก็แค่ไม่กี่ตำลึงเงิน
เครื่องประดับเหล่านี้ของนาง แค่หยิบออกมาชิ้นหนึ่งก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลายสิบตำลึงเงินแล้ว มันดึงดูดสายตามาก ปกตินางไม่ใช่เป็นคนหัวสูง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตัว แค่ใส่สบายก็พอแล้ว
สิ่งสุดท้ายที่จัดเก็บเป็นของที่ทำให้นางปวดหัวที่สุด ซึ่งก็คือของบำรุงและเครื่องยาราคาแพง นางกินมาหลายวันแล้ว ทำไมยังไม่ลดลงอีก ของบำรุงมากมายขนาดนี้ เมื่อไหร่จะกินหมด ตอนที่กู้เซียวเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือหลานสาวตัวน้อยของเขากำลังทำหน้าเครียดกับกองของบำรุง
“เจ้านี่นะ มีความสุขรอบกายแต่ไม่รู้จักคุณค่าจริงๆ เลย ของบำรุงล้ำค่าแบบนี้ คนอื่นพยายามแทบตายก็ไม่อาจจะได้ของบำรุงสักชิ้นจากในนี้ เจ้ากลับทิ้งของบำรุงเหล่านี้อย่างไม่เสียดาย” กู้เซียวนำของบำรุงเหล่านี้ใส่ไว้ในตู้หัวเตียงเตาของกู้เยี่ย
แค่ใส่ไปเพียงครึ่งเดียว ตู้ก็เต็มแล้ว เขาขมวดคิ้วแล้วพูดกับตัวเองว่า “ดูแล้วต้องให้กู้เฉียวทำตู้กับตู้กรงขึ้นมาใหม่แล้ว มิฉะนั้นต้องกองไว้บนเตียงเตา ใช้ได้ที่ไหนกัน”
เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าหลานสาวกำลังรีบออกไปข้างนอก เขาจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “หยุดเลย คิดได้หรือยังว่าตอนบ่ายจะกินของบำรุงอะไร รังนก? โสม? เห็ดหลินจือ? นมผึ้ง? หรือคางคกหิมะ?”
เมื่อเห็นว่าหลบไม่พ้น กู้เยี่ยก็ทำปากยื่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจนใจว่า “ถ้าอย่างนั้นกิน ‘คางคกหิมะตุ๋นดอกกุ้ยฮวาและเห็ดหูหนูขาว’ เถอะ ใส่น้ำตาลเยอะหน่อย” ตอนฤดูใบไม้ร่วง กู้เยี่ยเก็บดอกกุ้ยฮวามาไม่น้อย เดิมทีคิดจะเอามาทำขนมดอกกุ้ยฮวา เมื่อใส่เข้าไปในอาหารบำรุง รสชาติก็คงจะดีขึ้นนิดหน่อย ความหวังที่ด่วนที่สุดของนางในตอนนี้ ก็คือการทำให้อาหารบำรุงกลายเป็นอาหารเลิศรส
เมื่อจัดห้องเสร็จ กู้เยี่ยก็เดินไปที่กลางลาน นางเห็นเนื้อตากแห้งที่แขวนอยู่ที่ใต้ชายคา จึงถามขึ้นมาว่า “ป้าเหยียน เนื้อเหล่านี้ท่านลุงจางเป็นคนให้หรือ สัตว์ที่เขาล่าในหนึ่งเดือนกว่านี้ คงไม่ได้เอามาให้พวกเราหมดนะ”
เสียงของเหยียนชิวถงดังออกมาจากในครัว “นายพรานเฉินได้ยินมาว่าเจ้าป่วย จึงตั้งใจเอาไก่ป่าที่เขาล่ามาได้ไปตากแห้งแล้วนำมาให้ เขาบอกว่าเอาไว้ให้เจ้าบำรุงร่างกาย ตอนพวกเจ้าไม่อยู่บ้าน ทุกครั้งเขาก็จะเคาะประตูบ้าน และเอาเนื้อสัตว์วางไว้แล้วจากไป ไม่แม้แต่จะให้โอกาสข้าปฏิเสธเลย...”
“อ้อ...ถ้าเช่นนั้นรอให้ทำหมูตงพอเสร็จ เดี๋ยวข้าจะเอาไปแบ่งให้พวกท่านลุงจางสักถ้วย แล้วไปดูขาของพี่ลี่หู่ด้วย” กู้เยี่ยรู้ว่าท่านลุงจางทำเพื่อขอบคุณพวกเขาสองลูกศิษย์อาจารย์ ที่ช่วยรักษาขาของจางลี่หู่
“ตอนที่พวกเราไม่อยู่ตั้งหนึ่งเดือนกว่า ในหมู่บ้านมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม” กู้เยี่ยหยิบถั่วสนมาหนึ่งกำมือ แล้วนั่งอยู่หน้าประตูห้องครัว นางแทะกินไปเรื่อยๆ เหมือนกับกระรอกน้อย
เหยียนชิวถงครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ท่านหมออู๋ที่อยู่หน้าหมู่บ้าน ได้รักษาเศรษฐีคนหนึ่งในหมู่บ้านต้นน้ำ ปรากฏว่ายิ่งรักษาอาการก็ยิ่งหนัก ยังไม่ทันที่จะส่งตัวถึงเมือง เขาก็ตายแล้ว หมอในหมู่บ้านของเขาบอกว่า ท่านหมออู๋ปรุงยาตัวหนึ่งผิด เนื่องจากกระบวนการปรุงยาตัวนั้นไม่ถูกต้อง จึงทำให้มีพิษ ไม่เพียงไม่สามารถรักษาโรคได้ เมื่อกินระยะยาวก็ทำให้เสียชีวิตได้”
ลูกชายของเศรษฐีหมู่บ้านต้นน้ำ พาคนจำนวนไม่น้อยมารุมทำร้ายท่านหมออู๋ อีกทั้งยังให้เขาจ่ายค่าชดเชยหนึ่งร้อยตำลึงเงิน มิฉะนั้นจะจับเขาส่งให้ทางการ ท่านหมออู๋ต้องดิ้นรนทุกวิธีทางจึงสามารถรวบรวมเงินจนครบ คนของหมู่บ้านต้นน้ำลงไม้ลงมือได้โหดเหี้ยมนัก ตอนนี้อู๋ตังกุยยังลงจากเตียงเตาไม่ได้เลย ภรรยาของเขาร้องไห้ทั้งวัน พอเจอใครก็ดึงตัวเขามาระบายความทุกข์ จนเหล่าป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านต่างหลบหน้านาง”
กู้เยี่ยไม่ค่อยมีความทรงจำดีๆ กับสองผัวเมียคู่นี้ จึงพูดอย่างไม่สนใจว่า “เครื่องยาหลายชนิดล้วนแต่มีพิษอยู่ในตัว ต้องปรุงให้ถูกต้องจึงจะกลายเป็นยาดีที่สามารถรักษาคน ท่านหมออู๋อายุมากขนาดนี้แล้ว เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้หรืออย่างไร”
เหยียนชิวถงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินออกจาห้องครัวแล้วพูดกระซิบว่า “เมียของอู๋ตังกุยยังพูดไปทั่วว่า วิธีการปรุงยานั่นของอู๋ตังกุยได้เรียนรู้มาจากเจ้า บอกว่าเจ้าจงใจสอนวิธีปรุงยาผิดๆ ให้พวกเขา จิตใจชั่วร้ายยิ่งนัก...เอาเป็นว่า นางทำลายชื่อเสียงของแม่นางไปทั่วเลย”
“เรียนจากข้าหรือ ข้าจะไปถามเขาว่ามาคำนับฝากตัวเป็นศิษย์ของข้าหรือยัง จ่ายค่าเล่าเรียนแล้วหรือไร ข้าว่าแล้วตอนที่ข้าไปด่านชายแดน ป้าคนนั้นจะต้องมาทำอะไรสักอย่างกับครอบครัวเราแน่นอน ที่แท้ก็มาขโมยวิชา เฮ้อ การปรุงยาหาได้ง่ายดายดังที่พวกเขาคิด แค่ดูไม่กี่ครั้งก็นึกว่าสามารถเรียนรู้ได้แล้วหรือ ตอนนี้กรรมตามสนองแล้วสินะ” ใบหน้าของกู้เยี่ยเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เหยียนชิวถงยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ใช่ไหมล่ะ ตอนนี้เจ้าอู๋ตังกุยนั่นนอนอยู่บนเตียงเตา เงินที่ครอบครัวหามาได้ก็เอาไปชำระหนี้ให้เขาหมด และเขายังติดหนี้อยู่อีกมาก พอเขารักษาคนจนตาย ใครเล่าจะกล้าให้เขารักษาอีก”
“วางใจเถอะ พวกเขาไม่หิวตายหรอก สกุลอู๋สามารถปรุงเครื่องยาธรรมดาได้หลายชนิด เงินที่หามาได้ในแต่ละเดือนเพียงพอให้พวกเขาอยู่รอดได้ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้จักพอ มิฉะนั้นจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้หรือ” กู้เยี่ยกินถั่วสนในมือจนหมด จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัว นางใช้ต่อมรับรสที่เฉียบคมกว่าคนธรรมดาทั่วไปชี้แนะอาหารบำรุงที่ป้าเหยียนทำ
คางคกหิมะตุ๋นเก๋ากี้และเห็ดหูหนูขาว ทำออกมาได้มีสีรสกลิ่นที่สมบูรณ์ เมื่อมีป้าเหยียนอยู่ กู้เยี่ยก็จะไม่ปฏิเสธที่จะกินอาหารบำรุงต่อไปแล้ว นางยังพูดติดตลกว่า “ป้าเหยียน หลังจากนี้พวกเราร่วมมือกันเปิดร้านอาหารยาที่เมืองหลวงเถอะ จะต้องขายดีแน่นอน!”
เหยียนชิวถงยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าเป็นหญิงรับใช้ที่แม่นางซื้อมา เจ้าให้ข้าทำอะไร ข้าก็ต้องทำ ยังจะพูดเรื่องร่วมไม่ร่วมมืออะไรอีก ถ้าแม่นางจะเปิดร้านอาหารยา หญิงรับใช้อย่างข้าก็จะช่วยท่านจัดการเรื่องครัว มันเป็นเรื่องที่ข้าต้องทำอย่างแน่นอนอยู่แล้ว”
“ป้าเหยียน ตอนนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ห้ามพูดว่าเป็น ‘หญิงรับใช้’ เด็ดขาด ข้าฟังแล้วรู้สึกไม่สบายหูเลย” ถึงแม้ป้าเหยียนจะมีภูมิหลังที่น่าสงสัย แต่กู้เยี่ยก็ไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายจากตัวนาง กลับมีความรู้สึกที่ชวนให้อยากใกล้ชิด ทักษะการทำอาหารอันยอดเยี่ยมของป้าเหยียน ได้พิชิตใจนักชิมตัวน้อยอย่างนางตั้งนานแล้ว หลังจากที่ป้าเหยียนฝืนร่างกายที่ป่วยอยู่เพื่อทำอาหารให้นาง กู้เยี่ยก็รู้สึกยอมรับอย่างลึกซึ้งแล้ว
เหยียนชิวถงยิ้มมุมปากขึ้น ดวงตาของนางแอบเปล่งประกายไปด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นนางก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ตกลง หลังจากนี้ข้าจะไม่เรียกตัวเองว่าหญิงรับใช้แล้ว ว่าแต่แม่นางเตรียมไปเติบโตที่เมืองหลวงหรือ การมีต่อมรับรสอันพิเศษของแม่นาง ประกอบกับฝีมือของข้า พวกเราที่เป็นกิ่งทองใบหยก จะต้องทำให้ร้านอาหารยาเติบโตได้อย่างยิ่งใหญ่ได้แน่นอน!”
88 บทที่ 88 ภาพอักษรของแม่หนูน้อย
ณ แคว้นเหยียน จวนของอ๋องแม่ทัพใหญ่
ห้องหนังสือที่ตกแต่งด้วยกลิ่นอายโบราณ บนชั้นหนังสือที่แกะสลักด้วยไม้จันทน์แดงมีหนังสือมากมายวางเรียงรายอยู่ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของหนังสือเล็กน้อย ด้านข้างโต๊ะหนังสือที่ทำจากไม้ใยทอง มีชายผู้สง่างามยืนอยู่
เครื่องแต่งกายสีดำอันประณีตช่วยส่งเสริมทรวดทรงที่ดีของร่างกายเขา เข็มขัดที่ประด้วยหยกดำกระชับให้เห็นถึงเอวที่เรียวบาง ใบหน้าด้านข้างที่สง่างามราวกับถูกแกะสลักขึ้นอย่างประณีต ริมฝีปากสีแดงที่อวบอิ่มประกอบกันเป็นเส้น ดวงตาคู่หนึ่งที่มืดสนิทราวกับค่ำคืนอันมืดมิด เปล่งประกายแสงอันเยือกเย็นน่าสะพรึงกลัว
เขานำจดหมายในมือตบลงบนโต๊ะ ริมฝีปากระบายยิ้มอันเยือกเย็น คำพูดที่เยือกเย็นราวกับผลึกน้ำแข็งเปล่งออกจากริมฝีปากอันอวบอิ่ม “ลูกปลาติดกับดัก เริ่มเก็บอวนได้แล้ว”
รองแม่ทัพที่อยู่ด้านข้างขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ท่านแม่ทัพ ฝ่าบาทป่วยติดเตียง สั่งให้องค์ชายรองว่าราชการ องค์ชายรองได้สั่งให้ไปหาที่จวนหลายครั้ง มีเจตนาชักชวน แต่ก็ถูกท่านแม่ทัพปฏิเสธกลับไปทุกครั้ง องค์ชายรองไม่ใช่คนใจกว้างตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาจะอาศัยโอกาสนี้ทำอะไรท่าน...”
“กลัวก็แต่เขาไม่ลงมือนี่แหละ!” แสงเย็นยะเยือกในดวงตาของหลิงเจวี๋ยเฉินส่องประกายแวบหนึ่ง ตระกูลหลิงทำงานรับใช้ฝ่าบาท และภักดีต่อฝ่าบาทมาโดยตลอด การที่องค์ชายรองรอไม่ไหวที่จะโน้มน้าวเขาเช่นนี้ ได้ละเมิดข้อห้ามของฝ่าบาทตั้งนานแล้ว ‘การป่วยหนัก’ ครั้งนี้ของฝ่าบาท เป็นไปโดยเจตนาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแน่นอนว่ามีคนเตรียมเคลื่อนไหวอย่างโง่เขลาแล้ว
ซุนโย่วพยักหน้าแล้วพูดว่า “กองทัพใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของอ๋องแม่ทัพอย่างท่าน ขุนพลส่วนใหญ่ในกองทัพล้วนเป็นผู้ใต้บัญชาเก่าของแม่ทัพหลิงผู้อาวุโสและท่าน แม้ว่าองค์ชายรองคิดจะเข้าแทรกแซง แต่ก็จะถูกเมินเฉย แผนการในครั้งนี้ของเขา เกรงว่าจะล้มเหลวแล้ว”
“ระวังคำพูด! กองทัพใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นกองทัพของแคว้นเหยียน ภักดีต่อฝ่าบาทเท่านั้น แต่ว่า...การที่องค์ชายรองอยากจะได้อำนาจสั่งการกองทัพ รอให้เขาได้ขึ้นครองราชย์ก่อนค่อยว่ากันอีกที” หลิงเจวี๋ยเฉินกวาดสายตามองรองแม่ทัพซุนอย่างเรียบนิ่ง จ้องจนซุนโย่วตกตะลึงจนไม่กล้ากล่าวอะไรออกมาสักคำเดียว
นิ้วมือของหลิงเจวี๋ยเฉินเคาะบนโต๊ะเบาๆ ส่วนหัวใจของซุนโย่วราวกับถูกดึงดูดด้วยบางสิ่ง และกระโดดตามจังหวะของเขา ทันใดนั้นเสียงเคาะก็หยุดลง ซุนโย่วรีบยืนตัวตรงขึ้น และกลั้นลมหายใจรอคำสั่งจากท่านแม่ทัพ
“รองแม่ทัพซุน ได้ยินมาว่าคนขององค์ชายรองมาเจอเจ้า และอยากเก็บเจ้าเอาไว้ใช้งาน จริงหรือไม่” น้ำเสียงของหลิงเจวี๋ยเฉินฟังแล้วแยกไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ
ซุนโย่วคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อแสดงความมุ่งมั่น “ท่านอ๋องแม่ทัพ ท่านเป็นผู้มอบชีวิตให้กับข้าน้อย หากไม่มีท่านก็จะไม่มีซุนโย่วในวันนี้ ข้าน้อยไม่มีทางทรยศท่านเด็ดขาด! ท่านโปรดเชื่อใจข้าน้อย...”
“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อใจเจ้า ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้ด้วย” หลิงเจวี๋ยเฉินมองลึกลงไปที่เขา ทันใดนั้นซุนโย่วก็รู้สึกได้ว่าตนขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง และเหงื่อไหลทั่วตัวในทันที
หลิงเจวี๋ยเฉินเอามือไพล่หลังและหันมองไปที่ชั้นหนังสือ สายตามองไปที่ ‘สามสิบหกกลยุทธ์’ เล่มหนึ่ง เขาหรี่ตาลงรวบรวมความคิด แพขนตายาวหนาบดบังดวงตาที่ลุ่มลึก “การที่องค์ชายรองมาหาเจ้า จะต้องสัญญามอบผลประโยชน์ที่เพียงพอให้รู้สึกใจเต้นสินะ”
“....” ซุนโย่วชะงักไปชั่วพริบตาหนึ่ง แล้วพูดตอบในทันทีว่า “องค์ชายรองสัญญาว่า หลังจากงานสำเร็จลุล่วง ข้าน้อยก็จะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ที่ควบคุมกองทัพใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่ข้าน้อยรับใช้เพียงท่านเท่านั้น ท่านแม่ทัพโปรดอย่าเข้าใจผิด!”
“ทั่วทั้งกองทัพตะวันตกเฉียงใต้ต่างรู้ว่าเจ้าเป็นคนสนิทของข้า หากเกิดอะไรกับข้า เจ้าก็จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดเพียงหนึ่งเดียวที่จะบัญชาการกองทัพทัพตะวันตกเฉียงใต้ แน่นอนว่าองค์ชายรองตัดสินใจได้ดี แต่น่าเสียดาย...จิตใจละโมบจนเกินไป หวังประสบความสำเร็จเร็วเกินไป!” หลิงเจวี๋ยเฉินถอนหายใจแผ่วเบา
“ท่านแม่ทัพ ข้า...” ซุนโย่วอยากรีบแสดงเจตจำนงของเขาออกมา แต่กลับถูกท่านแม่ทัพยกมือห้ามเอาไว้
“หากองค์ชายรองส่งคนมาอีก เจ้าลองตอบตกลงเขา...” หลิงเจวี๋ยเฉินหันกลับมาและมองดูซุนโย่วอย่างเรียบนิ่ง ดวงตาอันนิ่งสงบราวกับแอ่งน้ำลึก
ซุนโย่วตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เข้าใจ “แม่ทัพหมายความว่า...จะให้ข้าน้อยแสร้งยอมจำนนต่อศัตรูหรือ”
หลิงเจวี๋ยเฉินเลิกคิ้วแล้วพูดอย่างสงบว่า “หรือว่า...เจ้าต้องการยอมจำนนต่อองค์ชายรองอย่างจริงใจ? ข้าเองก็ไม่ขัดขวางหรอกนะ ท้ายที่สุดผู้คนมักต้องการไต่เต้าขึ้นที่สูง”
“ข้าน้อยไม่ปันใจเป็นอื่นเด็ดขาด!” เมื่อซุนโย่วได้ยิน หน้าผากก็ไหลชุ่มไปด้วยเหงื่อในทันที และเขาก็แสดงความจงรักภักดีอย่างชัดเจน
“อือ เจ้าคงรู้นะว่าต้องทำอย่างไร ไปเถอะ!” สายตาของหลิงเจวี๋ยเฉินค้างอยู่บนจดหมายกองหนึ่ง มันเป็นข่าวที่ถูกส่งมาจากเมืองเหยี่ยนเฉิงของแคว้นเหยียน ไม่คิดเลยว่ายัยหนูนั่นจะคิดว่า ‘ร้านเบญจมาศ’ เป็นสถานที่ชมดอกร้านเบญจมาศ! ริมฝีปากอันสมบูรณ์แบบของหลิงเจวี๋ยเฉินยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ราวกับดอกถานฮวาเบ่งบานในชั่วพริบตา
ซุนโย่วที่ก้มหน้าอยู่และกำลังจะถอยออกจากห้องหนังสือ หางตาของเขามองเห็นรอยยิ้มเพียงชั่วขณะของอ๋องแม่ทัพ ทันใดนั้นเขาก็ตกใจราวกับเห็นผี เขาติดตามอ๋องแม่ทัพมาเกือบแปดปี ใบหน้าอันหล่อเหลาของท่านแม่ทัพที่เทียบเท่ากับพานอัน ใบหน้าที่ราวกับถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งมาโดยตลอด ความเหน็บหนาวในดวงตาที่สามารถทะลุผ่านหัวใจ จนทำให้ผู้คนเกรงกลัว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพยิ้มเลย และยิ่งไม่เคยเห็นสายตาที่อ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน อ๋องแม่ทัพ....คิดถึงใครอยู่ ซุนโย่วไม่กล้าที่จะสืบความลับของเจ้านาย จึงออกจากจวนอ๋องด้วยความเคลือบแคลงใจ
หลิงเจวี๋ยเฉินในตอนนี้ ทั้งหัวใจของเขาอยู่ที่ยัยหนูนั่นหมดแล้ว มือของเขาลูบเบาๆ ลงไปบนจดหมายที่นกพิราบของอิ่นป๋าส่งมา ความโค้งของมุมปากยิ่งมายิ่งยกขึ้นสูง...ยัยหนูนั่นยังคงไร้เดียงสาเหลือเกิน!
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เมื่อชาติก่อนนางเพิ่งก้าวออกสู่สังคมได้ไม่นาน ก็พบกับหายนะแล้ว ขณะที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ท่ามกลางความพลิกผัน จนกระทั่งพบกับขบวนของเขา จึงจะสามารถปลดปล่อยพรสวรรค์ของตนอย่างมั่นคง และศึกษายาที่สามารถกระตุ้นศักยภาพของร่างกายมนุษย์
เขาปกป้องนางอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้เรื่องโสโครกไปรบกวนนาง ซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องถูกหรือผิด เขาตั้งสมมติฐานมามากกว่าหนึ่งครั้งว่า หากไม่ได้ปกป้องนางอย่างดีเช่นนั้น ปล่อยให้ได้รู้จักถึงความอัปลักษณ์ของจิตใจมนุษย์ นางก็จะไม่ติดกับดักที่คนอื่นวางเอาไว้จนต้องเสียชีวิตหรือไม่
ทันใดนั้น สายลมพัดผ่าน ภายในห้องก็มีชายชุดดำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน รูปร่างของเขาผอมกว่าอิ่นป๋าเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทยาวจรดเอวที่มัดด้วยสายรัดสีดำหลวมๆ ชุดสีดำล้วนของเขาปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความเย็นชา แต่น่าเสียดายที่เขาก้มหน้าอยู่ จึงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
“เม่ย มีข่าวจากแคว้นตงหลิงหรือ” หลิงเจวี๋ยเฉินไม่ได้มอง แต่ก็มีความคาดหวังเล็กน้อยจากในน้ำเสียงของเขา
“ท่านหลิงคาดการณ์ดุจองค์เทพโดยแท้ มันเป็นจดหมายจากปราชญ์โอสถ ทว่าปีกของนกพิราบข่าวเกิดบาดแผล ดูเหมือนว่าจะเกิดความล่าช้าขึ้นระหว่างทาง” ชายชุดดำผู้นี้เป็นหนึ่งในสี่องครักษ์ลับของเขา มีนามว่า ‘อิ่นเม่ย’ ในตอนนี้ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แล้วยื่นส่งจดหมายด้วยสองมือ
ใบหน้าที่เงยขึ้นช้าๆ นั้นงามสง่า ตาเรียวคมดุจตาหงส์นำมาซึ่งเสน่ห์ที่ยากจะอธิบาย สันจมูกสูงโด่ง ริมฝีปากเล็กทรงเชอร์รีสีแดงสดใส ถ้าหากไม่มีเรียวคิ้วที่มั่นคงและรูปร่างที่สูง ก็มักจะถูกผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นยอดหญิงงามอยู่เสมอ ชายผู้นี้สามารถมองให้เป็นได้ทั้งบุรุษและสตรี เชี่ยวชาญการปลอมตัวและสืบข่าว ผู้คนขนานนามว่า ‘บุรุษงามร้อยแปร’
หลิงเจวี๋ยเฉินรับจดหมายเอาไว้และเปิดออกอย่างช้าๆ จากนั้นก็ถามอย่างเรียบนิ่งว่า “บาดแผลของพิราบจดหมาย มีคนจงใจทำใช่ไหม”
“ข้าน้อยดูแล้วเหมือนเป็นรอยถากของลูกธนู” อิ่นเม่ยสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างกายของนายท่าน จึงรีบก้มหน้าลง เพื่อลดความรู้สึกของการมีอยู่ของตน เมื่อพูดจบ พายุที่คาดหวังเอาไว้ก็ไม่ได้พัดโหมกระหน่ำเข้ามา อิ่นเม่ยจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กลับมองเห็นท่านหลิงที่กำลังเปิดจดหมาย พร้อมกับสายตาที่อ่อนโยนราวกับจะคั้นหยดน้ำออกมาได้
เขาตัวสั่นขึ้นมา หลังจากที่นายท่านกลับมาจากเขาชังหมั่ง ก็ดูเปลี่ยนไปอย่างผิดปกติ...ไม่สิ เปลี่ยนเป็นปกติ...ก็ไม่ถูกอีก! เอาเป็นว่า นายท่านมีการแสดงออกและความอบอุ่นดั่งคนปกติแล้ว นี่...คงจะนับว่าเป็นเรื่องดีสินะ...
สายตาของหลิงเจวี๋ยเฉินหยุดอยู่ที่ตัวอักษรพู่กันที่คดเคี้ยวอยู่ตรงสองบรรทัดสุดท้ายของจดหมาย ตัวอักษรเอียงไปมา อีกทั้งยังมีขนาดที่ไม่เท่ากัน เส้นขีดอักษรก็ยิ่งไร้ทิศทาง ราวกับมีพลังเวทย์อันมหัศจรรย์ ที่ทำให้เขาไม่อยากที่จะละสายตา
แม่สาวน้อยเขียนจดหมายถึงเขาแล้ว! นางขอบคุณสำหรับของบำรุงและของขวัญที่เขามอบให้นางแล้ว! ถึงแม้ว่ายัยหนูนั่นจะคิดว่าเขาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากเครื่องยาของปราชญ์โอสถ ถึงแม้ว่าตัวอักษรของยัยหนูนั่นจะน่าเวทนาเกินกว่าที่จะทนดูได้ แต่หัวใจของเขาก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่เรียกว่า ‘ความสุข’ นี่เป็นจดหมายฉบับแรกที่ยัยหนูนั่นเขียนให้ตนในชั่วสองชาติภพนี้! มันไม่คุ้มค่าที่จะให้หวงแหนหรือ
หลิงเจวี๋ยเฉินนำข้อความที่สรุปกระชับพลิกไปมาอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับจะจดจำทุกขีดอักษรให้ฝังลึกลงไปในความทรงจำ รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาค่อยๆ ขยายออก แม่สาวน้อยของเขาไม่เคยจับพู่กัน ตอนที่เขียนตัวอักษรเหล่านี้ คงจะลำบากน่าดูสินะ
ราวกับเขาได้เห็นสาวน้อยตัวเล็กผอมบางกำลังนอนอยู่บนโต๊ะ ขมวดคิ้วแน่น พร้อมกับใบหน้าหงุดหงิดที่น่ารักน่าชังยิ่งนัก ทำไมยัยหนูนั่นถึงน่าเอ็นดูได้ถึงขนาดนั้นกันนะ
จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายตอบกลับที่ปราชญ์โอสถส่งให้หลิงเจวี๋ยเฉิน เพื่อบอกว่าร่างกายของกู้เยี่ยดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องคอยทะเลาะกับนางจากการเกลี้ยกล่อมให้นางกินยาทุกวัน อีกทั้งยังบอกว่าเขาได้รับของขวัญเหล่านั้นที่ส่งมาให้แล้ว และจะจับตาดูสาวน้อยกินลงไป เป็นต้น
ตอนที่ปราชญ์โอสถกำลังเขียนจดหมายอยู่ ลูกศิษย์สุดที่รักของเขาก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นจดหมายตอบกลับฉบับนี้ นางจึงคิดว่ามีคนส่งของขวัญที่ล้ำค่าขนาดนี้ ควรที่จะแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ นางจึงเขียนภาพอักษรทิ้งท้ายไว้ที่ตอนท้ายของจดหมาย
ทว่าตอนที่นางได้เห็นผลงานชิ้นเอกของตนที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างราวกับร่องรอยยุ่งเหยิงของรอยเท้าสุนัข นางก็ขำจนเกือบจะลื่นไถลลงจากโต๊ะ หลังจากนั้น นางรู้สึกว่าตัวเองได้ทำลายจดหมายของอาจารย์ จึงให้อาจารย์เขียนใหม่อีกฉบับอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย จากนั้นตนก็คอตกวิ่งออกไป
ปราชญ์โอสถรู้สึกว่านายท่านของตำหนักเร้นวิญญาณเป็นห่วงลูกศิษย์ของเขาถึงเพียงนี้ และคอยคำนึงถึงนางโดยตลอด เขาจึงตัดสินใจใส่จดหมายที่มี ‘ภาพอักษร’ ของลูกศิษย์ และจดหมายที่อธิบายที่มาของ ‘ภาพอักษร’ นี้ ส่งมาพร้อมกับนกพิราบ
ไม่คาดคิดเลยว่าความไม่ตั้งใจของเขา ได้ตกไปอยู่ในอ้อมอกของหลิงเจวี๋ยเฉิน ‘ภาพอักษร’ แผ่นนี้ถูกเขาเก็บรักษาเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า และคอยหยิบออกมาชื่นชมเป็นครั้งคราว จากจดหมายของปราชญ์โอสถ เขาได้จินตนาการประกอบเป็นภาพของยัยหนูน้อยที่ร่าเริงซุกซนและแปลกประหลาด ในชาตินี้ ดูเหมือนว่ายัยหนูน้อยจะร่าเริงขึ้นเยอะเลย! นี่เป็นสิ่งที่เขามีความสุขเมื่อได้เห็น เขาหวังว่าตนจะสามารถคืนชีวิตวัยเด็กอันอบอุ่นและไร้กังวลให้กับนาง
“เม่ย” สายตาของหลิงเจวี๋ยเฉินหันสายตาละออกจากจดหมายอย่างอาลัยอาวรณ์
“ขอรับ!” อิ่นเม่ยรีบถอนสายตาที่กำลังจดจ้องนายของตนอย่างพิจารณา และหดคอลงราวกับนกกระทา
“นำ ‘ผ้าแพรไหม’ ที่เก็บไว้ในวังและกระจกที่ผลิตขึ้นใหม่จากโรงแก้วส่งไปที่เมืองเหยี่ยนเฉิง แล้วให้ป๋าหาเหตุผลส่งไปให้เป้าหมายที่อยู่ในหมู่บ้านชิงซาน ภารกิจนี้ต้องส่งให้ถึงก่อนปีใหม่!” หลิงเจวี๋ยเฉินลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยนลงบนตัวอักษรบนจดหมาย ราวกับกำลังลูบไล้ไปบนใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของยัยหนูน้อย ก่อนหน้านี้มีจดหมายแจ้งมาว่าหลังจากที่ยัยหนูน้อยถูกรับเลี้ยงเอาไว้ ร่างกายของนางก็มีน้ำมีเนื้อขึ้นเล็กน้อย การป่วยหนักในครั้งนี้ จะทำให้กลับไปเป็นแบบก่อนที่ถูกปลดปล่อยหรือไม่นะ
89 บทที่ 89 ขโมย
‘ผ้าแพรไหม’ เป็นถึงสมบัติชาติของแคว้นตงหลิง มันทำมาจากไหมที่คายออกมาจาก ‘หนอนไหมสวรรค์’ ซึ่งจะเติบโตอยู่ที่ต้นหม่อนริมทะเลสาบบนเขา ต้นหม่อนที่สามารถเลี้ยงหนอนไหมสวรรค์มีเพียงหกต้นเท่านั้น ในแต่ละปี ผ้าแพรไหมที่โรงไหมถักออกมามีเพียงสี่ถึงห้าชุดเท่านั้น และจะส่งบรรณาการให้กับแคว้นเหยียนแทบทั้งหมด แม้แต่การที่ราชวงศ์ในแคว้นตงหลิงจะมีชุดผ้าแพรไหมสักชุดได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่านับถือมาก
เมื่อมองดูผ้าแพรไหมในมุมมองที่ต่างกัน จะได้เห็นสีสันที่แตกต่างกัน ผืนผ้าสีสันสดใส มีเสน่ห์เลิศล้ำ เมื่อนำมาทำเป็นเสื้อผ้า สามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นในฤดูหนาว ทำให้ร่างกายเย็นสบายในฤดูร้อน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือสามารถนำไปทำชุดชั้นในแนบตัว สามารถปรับปรุงสภาพร่างกาย ทว่าแพรไหมที่ล้ำค่าเช่นนี้ เป็นใครก็ไม่ยอมเอามาทำเป็นชุดแนบตัวและใส่เอาไว้ด้านในหรอก จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม คนที่ยอมมอบผ้าแพรไหมให้หนึ่งชุดอย่างเต็มใจ ก็ไม่มีใครอื่นนอกจากหลิงเจวี๋ยเฉินแล้ว ผ้าแพรไหมชุดนี้เป็นของที่ราชสำนักมอบให้เขา เนื่องจากเขาได้ตามหาผลวิญญาณหิมะในตำนานจนเจอ และทำให้อาการป่วยของฝ่าบาทบรรเทาลง ผ้าแพรไหมหนึ่งชุดทำให้ผู้คนในราชสำนักต่างอิจฉา
องค์ชายรองเองก็กัดฟันจนเกือบแทบแตกหัก เขาไม่คาดคิดเลยว่า แผนการร้ายต่างๆ ที่ตนลงมือกับหลิงเจวี๋ยเฉิน กลับช่วยให้อีกฝ่ายได้รับสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ เขาในฐานะองค์ชายยังไม่เคยมีผ้าแพรไหมสักชุดเลย เหตุใดหลิงเจวี๋ยเฉินที่เป็นเพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่งในราชสำนักกลับได้รับเกียรติพิเศษเช่นนี้ พระราชบิดาต้องแก่จนสติเลอะเลือนไปแล้วเป็นแน่ ถึงไว้ใจมอบอำนาจทหารให้กับตระกูลหลิง หรือว่าหลิงเจวี๋ยเฉินถึงเป็นลูกชายแท้ๆ ที่ปิดบังไว้ของเขา
ผ้าแพรไหมหนึ่งชุด ทำให้องค์ชายรองยิ่งเกรงกลัวและเคียดแค้นอ๋องแม่ทัพใหญ่ ต้องบอกว่าจิตใจขององค์ชายรองยังไม่มั่นคงเพียงพอที่จะแบกรับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่
กลับมาที่เนื้อเรื่องหลัก กระจกที่หลิงเจวี๋ยเฉินเตรียมจะส่งออกไป เป็นกระจกปรอทที่โรงแก้วเพิ่งผลิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีความใสมากกว่ากระจกทองแดงในปัจจุบัน ในตอนนี้เพิ่งจะทดลองสำเร็จ และผลิตกระจกออกมาห้าบานที่มีขนาดแตกต่างกันออกไป แต่ข่าวก็ถูกแพร่ออกไปแล้ว หญิงสาวชนชั้นสูงมากมายในเมืองหลวงต่างหาวิธีเพื่อซื้อมันมาในราคาสูงลิบลิ่วอย่างไม่เสียดาย แต่น่าเสียดายที่พวกนางถูกปฏิเสธหมด กระจกเหล่านี้เป็นของที่อ๋องแม่ทัพสั่งทำเพื่อมอบให้กับใครบางคน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ขาย!
ในบรรดาเหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวง ต่างซุบซิบพูดคุยกันว่าผู้ใดเป็นคนโชคดีขนาดนั้น สามารถทำให้อ๋องแม่ทัพปฏิบัติอย่างพิเศษ และมอบกระจกให้ หรือว่าอ๋องแม่ทัพใหญ่ที่ไม่เคยสนใจเรื่องผู้หญิงจะมีสตรีในดวงใจแล้ว เป็นฝีมือของผู้ใดกัน ถึงสามารถพิชิตหมาป่าเดียวดายที่ป่าเถื่อนเช่นนี้ได้ ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างแอบจับตาดูจวนของอ๋องแม่ทัพใหญ่ คอยสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของคนในจวนอ๋อง...
ส่วนในตอนนี้ ยัยหนูน้อยบางคนที่กำลังถูกใครบางคนเฝ้าคิดถึง กลับกำลังกินหมูตงพออย่างพึงพอใจโดยไม่สนสิ่งอื่นใด นางมีความสุขเสียจนน้ำตาแทบจะไหลรินออกมา รสชาติแบบนี้แหละ มันคือรสชาติที่นางคิดถึงที่สุด ตอนที่นางใช้เงินทุนการศึกษากองแรกในชีวิตเพื่อกินอาหารมื้อใหญ่ครั้งแรก หนึ่งในนั้นก็มีรสชาติของหมูตงพอที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของนาง
อร่อย...อร่อยเหลือเกิน! กู้เยี่ยกินไปหลายชิ้นติดต่อกัน แต่เมื่อนางใช้ตะเกียบยื่นไปหาหมูตงพอชิ้นที่ห้า ซึ่งมีสีแดงสดเงางามราวกับอัญมณี นางก็ถูกห้ามเอาไว้ ที่แท้กู้เซียวเกรงว่าลำไส้และกระเพาะของนางอ่อนแอ การกินของมันมากเกินไปจะทำให้ปวดท้อง
“หากเจ้าชอบกิน พรุ่งนี้พวกเราค่อยทำกันอีก มาเถอะ ไข่ตุ๋นปลาเงินนี้รสชาติไม่เลวเลย ปลาเงินน่าจะเป็นของที่มีเฉพาะในทะเลลี่ว์ปัวของแคว้นเหยียน เนื้อสดใหม่มากเชียวนะ”
กู้เยี่ยตักไข่ตุ๋นมาช้อนหนึ่งอย่างเชื่อฟัง พร้อมกับกินไปพูดไปว่า “ท่านปู่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นของเฉพาะในแคว้นเหยียน”
“เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ติดตามท่านแม่ทัพอาวุโสกลับไปรายงานที่เมืองหลวง ทางราชสำนักตอบแทนท่านแม่ทัพอาวุโสด้วยปลาเงินจากทะเลลี่ว์ปัวหนึ่งหม้อ ท่านแม่ทัพอาวุโสสั่งให้ห้องครัวทำปลาเงินตุ๋นมาหม้อหนึ่ง รสชาติมันช่างยากจะลืมเลือน ว่ากันว่าปลาเงินเป็นของที่จักรพรรดิแคว้นเหยียนมอบให้กับองค์ชายใหญ่ตอนที่ส่งบรรณาการให้กับแคว้นเหยียน” กู้เซียวหวนนึกถึงวันวานอันรุ่งโรจน์ ในตอนนั้นท่านแม่ทัพอาวุโสยังไม่ถูกคนชั่วใส่ร้าย ยังได้รับความเชื่อใจอย่างมากจากฝ่าบาท...
กู้เยี่ยกัดตะเกียบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น...แสดงว่าคนที่ส่งของบำรุงมาให้อยู่แคว้นเหยียนหรือ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา อาจารย์อยู่ที่แคว้นเหยียนหรือ ไม่แปลกใจที่ตลอดหลายปีอันยาวนาน ในวงการแพทย์และยาถึงไม่มีข่าวคราวของเขา”
“ได้ยินมาว่าปลาเงินทะเลลี่ว์ปัวมีจำนวนน้อย แม้แต่ในตลาดของแคว้นเหยียนก็ยากที่จะหาซื้อได้ โดยปกติแล้วจะถูกส่งเข้าวังหมด” กู้เซียวดูเหมือนว่าจะนึกบางอย่างออก
กู้เยี่ยกะพริบตาแล้วพูดว่า “หรือว่าคนที่อาจารย์ช่วยเอาไว้ จะเป็นคนในราชวงศ์แคว้นเหยียน”
“มันก็ไม่แน่ บางทีอาจจะได้รับเป็นรางวัลจากราชสำนัก” กู้เซียวใช้ช้อนของหลานสาว ตักไข่ตุ๋นให้นางไปหลายช้อน แล้วใส่ไว้ในถ้วยของนาง
กู้เยี่ยคีบปลาเงินตัวน้อยที่มีสีเขียวอ่อนโปร่งแสงขึ้นมาตัวหนึ่ง ยิ้มพูดว่า “ถ้าไม่ใช่คนในราชวงศ์ ก็ต้องเป็นคนมีอำนาจที่จักรพรรดิแคว้นเหยียนให้ความสำคัญมาก คนธรรมดาทั่วไปจะได้ของล้ำค่าแบบนี้มาได้อย่างไร แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าใครเป็นคนส่งมาให้ ถือว่าพวกเรามีลาภปากละกัน ท่านปู่ ป้าเหยียน พวกท่านก็กินด้วยสิ...พี่ชาย เจ้ากินหมูตงพอไปกี่ชิ้นแล้ว ไม่กลัวท้องเสียหรือ!”
หมูตงพอที่นุ่มแต่ไม่เละ มันแต่ไม่เลี่ยน ไม่เพียงแต่กู้เยี่ยที่ชอบ กู้หมิงเองก็กินอย่างไม่หยุดปาก เขากลืนเนื้อในปากลง และยิ้มพูดว่า “กระเพาะและลำไส้ของข้าดี กินอะไรก็ไม่เป็นไร”
มันเป็นการโอ้อวดอย่างเปิดเผย กู้เยี่ยจ้องมองเขา ทำเสียงเชอะแล้วพูดว่า “เดี๋ยวให้กินลูกสลอด[1]เสียหรอก!”
“เอ่อ...ก็ได้ ข้าจะกินผักแล้ว พอใจหรือยัง” น้องสาวน่ากลัวมาก แต่น้องสาวที่รู้วิชาการปรุงยาและวิชาแพทย์น่ากลัวเสียยิ่งกว่า ฮือๆๆ แม้แต่จะให้คนอื่นกินข้าวอย่างมีความสุขยังไม่ยินยอมอีกหรือ กู้หมิงจับไปที่ข้อเท้า แล้วนั่งยองที่มุมกำแพงพร้อมกับวาดเป็นรูปวงกลม
หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จ กู้เยี่ยก็ถือชามขนาดใหญ่ที่ใส่หมูตงพอเอาไว้ เดินฝ่าความมืดไปที่บ้านของนายพรานจางที่อยู่ไม่ไกล ระหว่างทาง นางเกือบชนเข้ากับร่างใครบางคนที่มีท่าทีตื่นตกใจ
“นี่! เดินดูทางหน่อยสิ ระวังเท้าด้วย!” กู้เยี่ยรีบปกป้องชามกระเบื้องในมือเอาไว้ และหลีกทางไปข้างๆ ในชั่วพริบตาที่มองไปที่อีกฝ่าย นางก็จำได้ว่าคือสะใภ้อู๋ที่อยู่ต้นหมู่บ้าน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามปกปิดความรังเกียจในดวงตาไม่ให้ชัดเจนจนเกินไป
ในฤดูหนาวจะกินข้าวเย็นกันเร็ว ในเวลานี้ครอบครัวส่วนใหญ่ต่างนอนเร็วเพื่อประหยัดค่าน้ำมันตะเกียงไฟ สะใภ้อู๋ไม่คิดว่าบนทางเขาที่ขรุขระนี้จะได้พบเจอกับคนอื่น จึงตื่นตกใจไปชั่วขณะ จากนั้นรีบยิ้มออกมาแล้วพูดว่า
“โอ๊ย! ข้าก็นึกว่าใคร ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังไม่ยอมนอน ยังจะวิ่งออกมาข้างนอกอีก ที่แท้ก็กู้เยี่ยนี่เอง...หอมจัง ในมือเจ้าถืออะไรอยู่ ”
กู้เยี่ยเห็นนางเอามือไว้ข้างหลังพร้อมกับสีหน้าที่ดูผิดปกติเล็กน้อย จึงถามกลับว่า “เจ้าจะสนของที่ข้าถืออยู่ทำไม สะใภ้อู๋ ดึกๆ ดื่นๆ เจ้ามาป้วนเปี้ยนแถวบ้านท่านลุงจางทำไม มือเจ้าถืออะไรอยู่ คงไม่ใช่ทำอะไรผิดมาอีกแล้วนะ”
นางเป็นภรรยาของอู๋ตังกุย มักจะทำเรื่องไม่ดี เมื่อกู้เยี่ยถามเช่นนี้ สีหน้าของสะใภ้อู๋จึงยิ่งไม่ยอมรับ พร้อมกับพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าออกมาเดินเล่นย่อยอาหาร ไม่ได้หรืออย่างไร! ทางเดินบนเขาไม่ใช่บ้านของเจ้าเสียหน่อย ยุ่งอะไรด้วย ข้าเห็นเจ้าลับๆ ล่อๆ ดูท่าจะไม่ทำเรื่องดีเสียเองมากกว่า ไม่มัวเสียเวลากับเจ้าแล้ว สามีข้ายังนอนรอข้าอยู่บนเตียง...เฮ้อ โชคร้ายเสียจริง...”
สะใภ้อู๋เดินดุ่มๆ จากไป ตอนที่เดินสวนกับกู้เยี่ย นางกอดของในมือเอาไว้ที่อก ราวกับกลัวใครมาเห็น
กู้เยี่ยจ้องมองแผ่นหลังของสะใภ้อู๋ที่จากไปอย่างเร่งรีบ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ นางจึงรีบเดินและเคาะประตูบ้านของนายพรานจาง
เมื่อได้ยินเสียงของนาง ไฟตะเกียงในบ้านก็สว่างขึ้น จางลี่หู่คลุมด้วยชุดคลุมขนแกะ รีบวิ่งออกมาเปิดประตูให้นาง ท่านลุงจางและสะใภ้จางก็ตามออกมาจากในบ้านเช่นกัน
“กู้เยี่ย เจ้ามาหาตอนนี้มีอะไรหรือ” จางลี่หู่ยังชอบดึงเปียของนางเล่นเฉกเช่นกับเมื่อก่อน
กู้เยี่ยกลอกตาแล้วพูดว่า “บ้านข้าทำอาหารแบบใหม่ จึงเอามาแบ่งให้ครอบครัวพวกเจ้า ไม่คิดเลยว่าพวกเจ้าจะนอนไวขนาดนี้ รบกวนการนอนพวกเจ้าแล้ว...”
“ไม่รบกวนๆ...กลิ่นหอมของเนื้อเข้มข้นมาก!” จางลี่หู่รับชามในมือของนางอย่างไม่เกรงใจ แล้วหยิบฝาด้านบนออก จากนั้นก็หยิบเนื้อตงพอชิ้นสี่เหลี่ยมเข้าปาก ทันใดนั้น รสชาติอันเข้มข้นก็แตกกระจายในปาก อร่อยเสียจนน้ำตาแทบจะไหลรินออกมา
ขณะที่กำลังจะหยิบชิ้นที่สอง เขาก็ถูกท่านแม่ตบลงไปที่มือ แล้วแย่งชามกระเบื้องมาและพูดว่า “เยี่ยเอ๋อร์ เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว อุตส่าห์เข้าเมืองทั้งที เนื้อที่พวกเจ้าซื้อมาก็เก็บไว้กินช่วงปีใหม่เถอะ ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก”
“ไหนๆ ก็ทำแล้ว ถึงอย่างไรก็เก็บไว้ไม่ได้นานขนาดนั้น ตอนที่พวกข้าไม่อยู่ ท่านและท่านลุงจางคอยดูแลบ้านข้าเป็นอย่างดี และยังมอบเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ให้พวกเราเยอะขนาดนี้ การให้เนื้อชามหนึ่งให้พวกท่านชิมเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว นี่เป็นสูตรที่ข้าคิดค้นขึ้น และป้าเหยียนเป็นคนทำ ท่านลองดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร ถ้าอร่อย มื้อฉลองข้ามปีข้าจะทำให้พวกท่านอีกชุด” กู้เยี่ยมองเห็นสายตาที่แฝงไปด้วยความโลภของจางลี่หู่ที่กำลังจ้องไปที่ชามเนื้อในอ้อมอกของสะใภ้จาง จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
สะใภ้จางจ้องไปที่ลูกชาย แล้วพูดดุด้วยความหวังดีว่า “เจ้าเด็กตะกละ! ทำท่าทำทางอะไรของเจ้า! ปกติข้าปล่อยให้เจ้าอดอยากหรือ ไม่อายเยี่ยเอ๋อร์หรือ”
จางลี่หู่พึมพำเสียงเบา “ฝีมือของท่านจะไปเทียบกับป้าเหยียนที่เคยเป็นแม่ครัวในร้านอาหารได้อย่างไร น้องเยี่ยเอ๋อร์ เจ้าคิดค้นเนื้อตงพอออกมาได้อย่างไร เคยกินที่ร้านอาหารในเมืองเหยี่ยนเฉิงแล้วจดเอาไว้หรือ” ทักษะที่กู้เยี่ยแค่ได้ชิมรสก็สามารถรู้ได้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ในหมู่บ้านมีแค่คนที่สนิทกับกู้หมิงและกู้เยี่ยเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
“เจ้าไม่ต้องสนหรอกว่าได้สูตรมาจากไหน แค่รู้สึกอร่อยก็พอแล้ว” กู้เยี่ยหันไปพูดกับสะใภ้จางว่า “ป้าจาง เมื่อครู่นี้ป้าอู๋มาหาพวกท่านหรือ”
“ภรรยาของอู๋ตังกุยหรือ เปล่านะ วันนี้กินข้าวกันเร็ว พวกเราสามคนพักผ่อนตั้งนานแล้ว...” สะใภ้จางรู้สึกสับสน จึงรีบปฏิเสธ
“เมื่อครู่นี้ข้าพบนางระหว่างทางที่มาบ้านท่าน นางดูตื่นตระหนก และยังเกือบชนข้าด้วย” กู้เยี่ยขมวดคิ้ว และรู้สึกว่าป้าคนนั้นต้องมีปัญหาแน่นอน
จางลี่หู่เหมือนจะนึกอะไรออก แล้วพูดว่า “เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินเสียงบางอย่างในลาน นึกว่าท่านพ่อท่านแม่ยังไม่หลับเสียอีก จึงไม่ได้ออกมาดู”
นายพรานจางทำหน้าขรึมแล้วพูดว่า “ข้ากับแม่ของเจ้าก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน เจ้าไม่ได้เป็นคนออกมาเดินที่ลานหรือ” สองพ่อลูกจ้องตากัน แล้วอุทานว่าแย่แล้วเบาๆ
นายพรานจางรีบจุดคบเพลิงเพื่อสำรวจเนื้อสัตว์ที่ตากเอาไว้ที่ใต้ชายคา ตอนขึ้นเขาในวันนี้ เขาโชคดี ได้ลูกกวางมาตัวหนึ่งและไก่ป่าอีกสองตัว ลูกกวางถูกหั่นเนื้อออก แล้วหั่นเป็นเส้นๆ พร้อมกับทาด้วยเกลือ เพื่อที่จะทำเป็นเนื้อตากแห้ง ไก่ป่าก็ถูกแขวนไว้ที่ใต้ชายคา เพื่อเตรียมเอาไปให้กู้เยี่ยวันหลัง เมื่อเขาเดินไปดู ก็พบว่าไก่ป่าหายไปตัวหนึ่ง เนื้อตากแห้งก็หายไปสองเส้น
[1] เป็นสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์ทำให้ขับพิษ ทำให้อาเจียน
90 บทที่ 90 จับขโมย
คนทั้งครอบครัวอยู่ในตัวบ้าน ก็เลยไม่มีใครรู้ว่ามีขโมยเข้ามาในลานบ้าน นายพรานทำรูจมูกฟุดฟิดและถอนหายใจแรงๆ
กู้เยี่ยรีบพูดขึ้นว่า “ทางขึ้นเขาสัญจรลำบาก ไม่แน่ว่าป้าอู๋อาจยังไม่ถึงบ้านก็ได้ ท่านลุงจาง ตอนนี้ยังตามไปทัน”
นายพรานจางได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดประตูแล้วเดินออกไป เมื่อเดินไปถึงข้างประตู เขาก็ตะโกนพูดกับลูกชายว่า “ไปตามผู้ใหญ่บ้านมา ในหมู่บ้านมีขโมย มันไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัวเราครอบครัวเดียว!”
“ทราบแล้วท่านพ่อ!” จางลี่หู่ตกปากรับคำ เขาสวมเสื้อพลางวิ่งเหยาะๆ ออกไป กู้เยี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินตามสองผัวเมียนายพรานจางลงเขา
จากบ้านของนายพรานจางไปถึงหน้าหมู่บ้านอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสิบห้านาที ตอนที่สองผัวเมียสกุลจางคุยกับกู้เยี่ย ใช้เวลาไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป แต่นายพรานจางขายาว คุ้นชินทางบนเขา ทั้งยังมีคบเพลิงส่องสว่างนำทาง เพียงไม่นานนักก็มองเห็นเงาล้มลุกคลุกคลานที่แลดูตื่นตระหนกอยู่ด้านหน้า
สะใภ้อู๋ลักขโมยจึงร้อนตัวและคอยหันหลังกลับมามองเป็นระยะๆ เมื่อนางมองเห็นแสงจากคบเพลิงก็ตกใจจนหน้าซีด และพยายามวิ่งกลับบ้านด้วยกำลังขาเล็กๆ ของนาง คืนนี้ปราศจากแสงจันทร์ ท้องฟ้าจึงมืดสนิท ระหว่างทางนางสะดุดล้มหลายครา แต่ก็ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ใกล้เข้ามา
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถูกตามทัน สะใภ้อู๋รู้ว่าหากตนถูกจับได้พร้อมกับหลักฐาน นางและสามีก็อย่าหวังที่จะได้อยู่ในหมู่บ้านชิงซานต่อไป ภายใต้สถานการณ์อันคับขัน นางจึงโยนของในมือที่ขโมยมาลงไปในคูน้ำข้างๆ และวิ่งกลับบ้านอย่างสุดแรงเกิด
เพียงร้อยกว่าก้าวก่อนถึงบ้านของนาง นายพรานจางก็ตามนางมาทันแล้วเข้าขวางหน้านางเอาไว้ พร้อมกับจ้องนางด้วยสายตาที่เคร่งขรึม
สะใภ้อู๋จัดการกับอารมณ์ที่ตื่นตระหนก แล้วแสร้งพูดเสียงเรียบนิ่งว่า “พี่ใหญ่ ดึกๆ ดื่นๆ ท่านเข้ามาขวางข้าเอาไว้คิดจะทำอะไร ท่านอย่าเข้ามานะ ไม่เช่นนั้นข้าจะตะโกน!”
“เฮอะ เจ้าขโมยของแล้วยังจะมาเปลี่ยนเรื่องอีก! รีบคืนของมาเดี๋ยวนี้!” นายพรานจางล่าสัตว์ป่ามานานหลายปี ตัวของเขาจึงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอันน่าหวาดหวั่น เขาเดินหน้าหนึ่งก้าว บีบให้ภรรยาของอู๋ตังกุยถอยหลังไปหลายก้าว จนเกือบสะดุดกับก้อนหินบนพื้นล้มหงายหลัง
สะใภ้อู๋กลืนน้ำลายและก้มลงมองดูมือทั้งสองข้างที่ว่างเปล่า จากนั้นนางก็รีบยืดตัวตรงอย่างมั่นใจ “ของอะไร เจ้าว่าใครเป็นขโมย ไหนขโมย ไหนหลักฐาน ใครเห็นว่าข้าเป็นคนขโมยเนื้อจากบ้านเจ้า”
“สะใภ้อู๋ ท่านลุงจางยังไม่บอกเลยว่าของอะไรในบ้านที่หายไป เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าของที่หายไปคือเนื้อ” เสียงอันสดใสของกู้เยี่ยดังขึ้น ร่างเล็กๆ ของนางค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด นัยน์ตาที่ดำสนิทราวกับราตรีอันมืดมิดคู่หนึ่งเปล่งประกายแสงแห่งปัญญาขึ้น
สะใภ้อู๋กลืนน้ำลายไปทีหนึ่ง จากนั้นก็กระแอมแล้วพูดว่า “ลานบ้านของนายพรานจาง นอกจากเนื้อสัตว์แล้วจะมีอะไรคุ้มค่าพอให้คนอื่นขโมยอีก คนมีสมองก็รู้กันทั้งนั้น!”
ตอนนั้นเอง จางลี่หู่ก็เรียกผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว ลูกชายทั้งสามของผู้ใหญ่บ้านก็ตามมาด้วย ด้านหลังมีหลี่เฮ่าสวมเสื้อผ้าอย่างลวกๆ แล้วตามมาร่วมสนุกด้วย
กู้เยี่ยเหลือบมองดูสะใภ้อู๋พลางยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อ้าว ถ้าอย่างนั้นสะใภ้อู๋ก็ถือว่าเป็นคนมีสมองสินะ ดังนั้นเมื่อครู่นี้ตอนที่ใกล้จะถูกตามทัน จึงเอาของที่ขโมยมาโยนทิ้งไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่มีหลักฐานและเอาผิดเจ้าไม่ได้”
เมื่อสะใภ้อู๋ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของนางก็ซีดเซียว แล้วตะโกนเสียงดังว่า “ยัยเด็กบ้า เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ! เจ้าก็บอกเองว่าไม่มีหลักฐาน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าข้าเป็นคนขโมย เพราะข้าเดินเล่นอยู่ข้างนอกแล้วโดนเจ้าเจอเข้า พอบ้านใครเกิดของหาย เจ้าเลยโยนความผิดมาให้ข้าหรือ”
“จะโยนความผิดหรือไม่นั้น ให้คนไปมองหาตามทางระหว่างจากบ้านสกุลอู๋ถึงบ้านสกุลจางก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ” กู้เยี่ยจ้องมองสะใภ้อู๋อย่างแน่วแน่ ตอนที่นางเจอกับป้าคนนี้ อีกฝ่ายก็เดินมาจากทิศของบ้านนายพรานจางอย่างลับๆ ล่อๆ และมีท่าทีตื่นตระหนก ไม่น่าสงสัยสิแปลก!
“พี่ลี่หู่ ข้าจะไปกับท่าน” หลี่เฮ่าตื่นเต้นกับเรื่องตรงหน้า รับคบเพลิงจากมือของพ่อเขา จากนั้นก็เดินสำรวจตามเส้นทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวอย่างละเอียด สีหน้าของสะใภ้อู๋เปลี่ยนไปทันควัน แววตาตื่นตระหนกตกใจ
“ต่อให้หาของเจอก็ไม่ได้หมายความว่าข้าเป็นคนขโมยนี่ เส้นทางนี้ใครก็เดินได้ พวกเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าก่อนหน้าข้าไม่มีใครมาเดินผ่าน” สะใภ้อู๋เถียงข้างๆ คูๆ เพื่อดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
นายพรานจางหายใจฟึดฟัดอย่างไม่พอใจ แล้วพูดว่า “เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ข้าและเมียข้าเพิ่งจะเก็บของที่ล่ามาได้ไว้ในบ้าน ส่วนกู้เยี่ยก็เพิ่งเอาของมาส่งให้ ซึ่งหมายความว่าขโมยมีเวลาลงมือและหนีออกไปเพียงชั่วครู่ แต่ช่วงเวลานี้ สะใภ้อู๋กลับบังเอิญเดินอยู่บนเส้นทางที่มาบ้านข้า ถ้าอย่างนั้นขอถามสะใภ้อู๋หน่อย เจ้าได้เห็นคนอื่นไหม”
“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้น...เขาอาจจะหนีไปทางอื่นแล้ว เช่นหนีขึ้นเขาแล้วอ้อมกลับมาหมู่บ้าน เพราะคนที่รู้ว่าวันนี้เจ้าล่าสัตว์มาได้ ก็ไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองครอบครัวนี่นา” ต่อให้ตายยังไงสะใภ้อู๋ก็ไม่ยอมรับ
จะไปยอมรับผิดได้อย่างไร ขืนยอมรับไปก็ต้องถูกไล่ออกจาหมู่บ้านน่ะสิ ตอนนี้ครอบครัวของนางยากจนมาก ทั้งยังมีคดีความติดตัวอยู่ด้านนอก ขืนออกจากหมู่บ้านชิงซานไป ชีวิตพวกเขาก็จะไร้ซึ่งหนทาง!
นางมองดูกู้เยี่ยอย่างเกลียดชังและเคียดแค้น ถ้าหากไม่มียัยเด็กบ้านี้ไปส่งของให้บ้านนายพรานจางในตอนกลางคืน นางจะถูกเจอเข้าได้อย่างไร พอวันที่สองนายพรานจางมาพบว่าของที่ล่ามาหายไป ถึงตอนนั้นเนื้อก็คงตกไปอยู่ในท้องของพวกเขาโดยที่ไม่เหลือร่องรอยให้ตามหาเจอตั้งนานแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องโทษยัยเด็กนั่น ทำไมสวรรค์ไม่รับตัวนางกลับไป ให้นางตายอยู่ที่ด่านชายแดนเสีย!
“เจอแล้ว หาเจอแล้ว!” เสียงของหลี่เฮ่าดังขึ้น ตามด้วยชายหนุ่มสองคนที่รีบวิ่งหอบหายใจกลับมา ในมือของจางลี่หู่ถือไก่ป่าที่ถูกถอนขนและชำแหละเครื่องในแล้ว ส่วนหลี่เฮ่าถือเนื้ออยู่สองชิ้น
จางลี่หู่เดินมาข้างกายพ่อแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ของพวกนี้หาเจอจากในลำธารที่อยู่ข้างทางไปบ้านเรา”
พอหมู่บ้านเกิดเหตุขโมยขึ้น ผู้ใหญ่บ้านก็มีสีหน้านิ่งขรึม เขาทำหน้าบึ้งตึงแล้วถามว่า “สะใภ้อู๋ เจ้าบอกว่าขโมยหนีไปทางหลังเขาไม่ใช่หรือ แต่ของเหล่านี้กลับปรากฏอยู่บนเส้นทางนี้ เจ้าจะอธิบายอย่างไร”
“ข้า...ข้าต้องอธิบายอะไร พวกเจ้ามีใครเห็นว่าข้าเป็นคนขโมยรึเปล่าล่ะ ต่อให้ขึ้นศาลตัดสินก็ต้องมีหลักฐานไม่ใช่หรือไร แค่ข้าเดินเล่นอยู่แถวนี้ก็มาตัดสินโทษข้าแล้ว แบบนี้ก็เท่ากับข้าตายอย่างไม่ยุติธรรมไม่ใช่หรือ ข้าไม่ยอม!” สะใภ้อู๋แถจนถึงที่สุด
เจียงซื่อ ลูกสะใภ้คนโตของผู้ใหญ่บ้านมุ่ยปากแล้วถามว่า “สะใภ้อู๋ อากาศหนาวแบบนี้ ทำไมเจ้าไม่อยู่บนเตียงเตา มาเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทำอะไร”
“เจ้ายุ่งอะไรด้วย! ข้ากินอิ่มแล้ว เลยออกมาเดินย่อย ไม่ได้หรือ!” สะใภ้อู๋ยังคงปากแข็ง
เจียงซื่อกลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “ของมีค่าในบ้านของเจ้าเอาไปจ่ายชดเชยให้กับบ้านเศรษฐีที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ หมดแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าควรจะกินอย่างประหยัดในแต่ละมื้อ ทำไมถึงยังกินจนอิ่มลงด้วย หรือว่า...บ้านของเจ้ายังมีอะไรซ่อนเอาไว้ ถ้าอย่างนั้นก็รีบคืนเงินห้าตำลึงที่ติดข้าเอาไว้ได้แล้ว นั่นเป็นเงินที่น้องสามทำงานอย่างยากลำบากอยู่ข้างนอกเป็นปีแล้วเหลือเอาไว้ เป็นเงินที่จะเก็บเอาไว้ซื้อของบำรุงน้ำนมเพื่อให้เมียน้องสาม พวกเราเองยังทำไม่ลงที่จะกินอิ่มจนพุงยื่น!”
เมียของลูกคนที่สามของผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้ตั้งครรภ์ได้แปดเดือน อีกไม่นานก็คลอดแล้ว ตอนที่สะใภ้อู๋ไปที่บ้านพวกเขาเพื่อยืมเงิน นางร้องห่มร้องไห้ราวกับมารดาเสียชีวิต พร้อมกับท่าทีที่ดูเหมือนว่าถ้าไม่ให้ยืมก็ไม่ยอมกลับ ผู้ใหญ่บ้านไม่มีทางเลือก จึงนำเงินให้นางยืม ยัยป้าหนังหน้าหนาคนนี้ ยังไม่รู้จักอายไปขอยืมเงินทั่วหมู่บ้านไปสามสิบกว่าตำลึงเงิน!
“ใคร...ใครบอกว่าบ้านข้าซ่อนเงินเอาไว้ ไม่จริง! บอกแล้วไม่ใช่หรือ เงินของพวกเจ้าต้องรอให้เข้าฤดูใบไม้ผลิก่อน แล้วสามีของข้าจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรแล้วนำไปขาย ได้กลับมาค่อยคืนให้ไม่ใช่หรือ” เมื่อได้ยินว่าให้คืนเงิน ท่าทีของสะใภ้อู๋ก็เบาลง
“ถ้าไม่ได้ซ่อนเงินเอาไว้ พวกเจ้าจะกล้ากินจนพุงกางได้อย่างไร ควรจะทนหิวแล้วคืนเงินให้หมดก่อนค่อยว่ากันไม่ใช่หรือ ท่านพ่อสามี ตอนแรกข้าก็บอกแล้วว่าไม่ควรให้พวกเขายืมเงิน ท่านดูสิว่าพวกเขามีทีท่าทจะคืนเงินหรือ” แต่เดิมเจียงซื่อดูถูกนิสัยของสะใภ้อู๋อยู่แล้ว เพราะเรื่องที่มายืมเงิน นางโกรธจนกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน!
ลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านดึงแขนเสือของภรรยาตน แล้วกระซิบว่า “เจ้าหยุดพูดบ้างจะได้ไหม!”
สะใภ้อู๋แสร้งยิ้มแล้วพูดว่า “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านวางใจเถอะ พอถึงฤดูใบไม้ผลิในปีหน้า พวกข้าจะรีบคืนเงินให้บ้านท่าน ตอนนี้หมดธุระกับข้าแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นข้ากลับก่อนน....”
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงของกู้เยี่ยดังขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางราตรีอันเงียบสงบ “เรื่องที่บ้านท่านลุงจางถูกขโมยขึ้นบ้าน ความน่าสงสัยของเจ้ายังไม่กระจ่างเลย ยังจากไปไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว ในตอนนี้คนที่มาเตร็ดเตร่แถวบ้านท่านลุงจางก็มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น”
“ไอ้เด็กเวร เจ้านี่มันสารเลวจริงๆ ไม่แปลกใจที่หลิวซื่อไม่อยากเจอเจ้า! ข้ามีอะไรให้สงสัย การจะจับโจรต้องมีหลักฐาน มีให้พิสูจน์ได้ว่าข้าไปขโมยของ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาข้า ใครบอกว่ากลางคืนมีข้าออกมาเพียงคนเดียว เจ้าเองก็แอบบางอย่างไว้ในอ้อมอก แล้วเดินไปที่บ้านนายพรานจางอย่างลับๆ ล่อๆ ไม่ใช่หรือ ทำไมไม่บอกว่าเจ้าเป็นคนขโมยบ้างล่ะ ดูคางแหลมๆ ของเจ้าสิ ดูอย่างไรก็หน้าอย่างกับโจร!” สะใภ้อู๋โวยวายแสร้งเปลี่ยนเรื่อง แล้วโยนความผิดไปที่กู้เยี่ย
จางลี่หู่หัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ถ้ากู้เยี่ยอยากกินเนื้อสัตว์ ยังต้องขโมยอีกหรือ เจ้าไม่รู้หรือ ไก่ป่าสองตัวนั้น และเนื้อกวางหนึ่งตะกร้าที่แขวนเอาไว้ที่ใต้ชายคา เดิมทีพรุ่งนี้ก็จะเอาไปมอบให้ที่บ้านท่านปู่ห้าอยู่แล้ว อีกอย่าง ที่กู้เยี่ยมาบ้านพวกเราในคืนนี้ ก็เพราะทำอาหารอร่อยให้พวกเราได้กินของสดใหม่”
กู้เยี่ยมองดูเขาแล้วพูดว่า “ท่านลุงจางเกรงใจเหลือเกิน เอาเนื้อสัตว์มากมายขนาดนี้มามอบให้บ้านข้า ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี จึงนำอาหารที่ข้าและป้าเหยียนเพิ่งคิดค้นใหม่มามอบให้ ไม่คิดเลยว่าจะมาพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องนี้ห้ามปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้นะ ! พวกเราชาวบ้านชิงซานซื่อสัตย์มีคุณธรรม ขยันและใจดี ตามสำนวนที่ว่า ‘ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง’ เราจะปล่อยให้ปลาเน่าตัวเดียวมาทำหมู่บ้านแปดเปื้อนไม่ได้นะ!”
เดิมทีกู้เยี่ยก็ไม่ได้อยากจะจองล้างจองผลาญขนาดนี้ แต่ป้าอู๋ผู้นี้กล้ามาโยนความผิดให้นาง มันเกินกว่าจะทนไหวจริงๆ อย่าหาว่านางเล่นใหญ่เลย!
“ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยอมรับเช่นนี้ หลักฐานที่ชัดเจนก็ไม่มี มันก็ช่วยไม่ได้นะ” นางอู๋ผู้นี้เป็นคนหน้าด้านหน้าทน ต่อให้ฆ่านางให้ตายนางก็ยืนกรานว่าแค่ออกมาเดินเล่นข้างนอก อีกทั้งยังจับไม่ได้แบบคาหนังคาเขาอีก ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีปัญญาที่จะเอาผิดนางได้
“สะใภ้อู๋ เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าแค่เดินเล่นบนทางไปบ้านท่านลุงจางในคืนนี้ ไม่ได้ไปที่อื่นหรือ” กู้เยี่ยขยับแก้มกลม ๆ ข้างริมฝีปากไปมา ดวงตาของนางเปล่งประกายราวกับดวงดาวท่ามกลางความมืดมิด
จบตอน
Comments
Post a Comment