doctor's farmer ep91-100

 91 บทที่ 91 คาหนังคาเขา

 


สะใภ้อู๋มองนางอย่างระแวง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้าพูดว่า “ใช่แล้ว ! ตอนที่ข้าเดินเล่นเสร็จและเตรียมตัวกลับก็ได้เจอกับเจ้า”


“ถ้าอย่างนั้น...เศษผ้าชุดของเจ้าที่หายไป จะต้องถูกเกี่ยวขาดระหว่างทางนี้แน่นอน!” ทุกคนมองตามสายตาของกู้เยี่ย และมองเห็นกระโปรงของสะใภ้อู๋ที่ขาดเป็นรูปสามเหลี่ยม


หลี่เฮ่านั่งยองๆ และเอาคบเพลิงในมือยื่นเข้าไปใกล้ๆ จากนั้นก็อุทานอย่างประหลาดใจ “เป็นรอยที่เพิ่งขาดจริงๆ ด้วย น้องเยี่ยเอ๋อร์สุดยอดมากเลย มืดขนาดนี้ยังสังเกตเห็นได้”


กู้เยี่ยกระตุกมุมปากขึ้นเบาๆ นางสายตาดีไม่ได้หรือ นางบอกได้ไหมว่าแสงสลัวของคบเพลิงเป็นเหมือนแสงสว่างในตอนกลางวันสำหรับนาง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมทั้งห้าช่างมีประโยชน์จริงๆ


จางลี่หู่พิจารณาสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของสะใภ้อู๋ จากนั้นก็หันกลับมาพูดว่า “หลี่เฮ่า เจ้าไปดูที่แถวบ้านกับข้ากัน ดูว่าจะหาเศษผ้าชิ้นนี้เจอไหม...”


“รอย...รอยขาดนี้ ข้าไม่ระวังทำขาดตอนที่ข้าทำอาหารตอนบ่าย มันคุ้มไหมที่ต้องทำให้พวกเจ้าลำบาก” สะใภ้อู๋ร้อนรุ่มในอก ตอนที่นางออกจากบ้าน ชุดของนางยังสมบูรณ์ดีอยู่ ส่วนมันขาดตอนไหนนั้น นางเองก็ไม่รู้เช่นกัน หวังว่าจะถูกกิ่งไม้เกี่ยวขาดระหว่างทางที่กลับ...


นายพรานจางจ้องมองนางอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ในเมื่อทำขาดที่บ้าน แล้วเจ้าจะตื่นตระหนกทำไม ผู้ใหญ่บ้าน เชิญท่านตามมาดูด้วยกันเถอะ เผื่อป้าคนนี้จะหาว่าพวกเราหาเศษผ้ามาซี้ซั้วเพื่อใส่ร้ายนาง” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าป้าคนนี้จะต้องทำแน่นอน


เจียงซื่อและหวังซื่อผู้เป็นภรรยาของลูกชายคนรองของผู้ใหญ่บ้าน จับแขนของสะใภ้อู๋เอาไว้คนละข้างและดึงตัวนางให้เดินไปข้างหน้า เจียงซื่อยิ้มแล้วพูดว่า “ในเมื่อเจ้าไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตรวจเจอ ไปเถอะ ไปดูกับพวกเรา ดูว่าใครมันเป็นโจรชั่วที่มาขโมยของในบ้านท่านพี่ใหญ่จาง โลภจนบ้าไปแล้ว ต่อให้ไม่ได้กินเนื้อมาแปดร้อยปี ก็จะมาขโมยของไม่ได้! มีโจรเป็นพันวัน ไหนเลยจะป้องกันโจรได้ทุกวัน ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะมาขึ้นบ้านไม่ข้าก็เจ้า จะต้องจับตัวมันมาให้ได้ !”


เมื่อสะใภ้อู๋ถูกเจียงซื่อด่าเสียดสีเช่นนี้ นางก็พูดไม่ออก เป็นเวลานานก็ยังไม่ดีขึ้น ในตอนนี้นางหัวใจเต้นแรงราวกับมีหมัดสิบห้าตัวกระโดดไปมาอยู่ภายในใจ ภาวนาอย่าให้เศษผ้าชิ้นนั้นถูกพบเข้าเด็ดขาด


มีหลายๆ คนที่พอได้ยินเสียงก็ตามกันมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น กู้เซียวและหลานชายเห็นว่ากู้เยี่ยออกไปตั้งนานยังไม่กลับมา จึงออกไปรับนางด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นแสงคบเพลิงมากมาย เขาคิดว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับนาง จึงรีบตามเข้าไปในฝูงชน


ไม่นานนัก ผู้คนก็มาถึงบ้านของนายพรานจาง และมีคนจำนวนมากที่มาเข้าร่วมการค้นหาเศษผ้า เห็นได้ชัดว่าเหล่าพระโพธิสัตว์ต่างไม่ได้ยินเสียงอธิษฐานของสะใภ้อู๋ เพียงไม่นาน เสียงอันตื่นเต้นของหลี่เฮ่าก็ดังขึ้น


“เจอแล้ว อยู่ตรงนี้!”


ผู้คนต่างเดินตามเสียงไป ที่แท้ด้านนอกกำแพงลานบ้านของนายพรานจางเต็มไปด้วยฟืนที่ถูกจัดวางเอาไว้อย่างเรียบร้อย ใกล้ๆ กับสันกำแพงที่อยู่ฝั่งด้านในลานบ้านนั้นปลูกต้นพลับเอาไว้ต้นหนึ่ง ซึ่งไม่ยากที่จะปีนขึ้นไปบนสันกำแพงจากกองฟืน จากนั้นก็ปีนลงมาด้วยต้นพลับ ต่อให้เป็นเด็กที่ยังไม่โตนักก็สามารถเข้าไปในลานบ้านสกุลจางได้อย่างง่ายดาย ส่วนเศษผ้าชิ้นนี้ ก็เจอจากบนกิ่งไม้ของต้นพลับ


หลี่เฮ่ายื่นเศษผ้าให้ท่านแม่เจียงซือ เจียงซือหยิบเศษผ้าไปเทียบกับรอยขาดบนกระโปรงของสะใภ้อู๋ ไม่ว่าจะเป็นสี วัสดุ หรือขนาด ก็เข้ากันได้พอดิบพอดี สีหน้าของสะใภ้อู๋ถึงกับซีดเซียว หัวของนางเลอะเลือนไปชั่วขณะ คิดหาข้ออ้างแก้ตัวให้ตัวเองไม่ได้อีกแล้ว


ผู้ใหญ่บ้านเบิกตากว้างแล้วกล่าวด้วยความโมโหว่า “สะใภ้อู๋ เจ้ามีอะไรจะพูดอีกไหม หมู่บ้านชิงซานของพวกเราไม่ใจอ่อนต่อคนที่มือไม้สกปรก ข้าจะให้เวลาเจ้าไม่กี่วัน เจ้าและสามีของเจ้าจงรีบออกไปเสีย!”


“ไม่ได้นะ ผู้ใหญ่บ้าน!” ผู้ใหญ่ร่างอ้วนตัวเตี้ยคนหนึ่งเบียดตัวเข้ามาในกลุ่มคน และรีบตะโกนออกมา “ป้านี่ติดเงินบ้านข้าอยู่หกร้อยเหวินเฉียน! ถ้าไล่พวกเขาออกไป ใครจะคืนเงินให้พวกเรา”


“ใช่แล้ว นางยังติดข้าอยู่หนึ่งตำลึงเงิน ตอนแรกเห็นว่านางน่าสงสาร เลยใจอ่อนให้นางยืม ก่อนหน้านี้รู้แค่ว่านางชอบเอาเปรียบ ไม่คิดเลยว่านางจะกล้าไปขโมยของคนอื่น ถ้ารู้ตั้งแต่แรกก็คงไม่ให้พวกเขายืม ปล่อยให้ลูกชายของเศรษฐีจับพวกเขาไปส่งศาล!” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนด้วยความโมโห


“ข้าผิดไปแล้ว ข้าเกิดอารมณ์ชั่ววูบ ความโลภบังตาจึงได้ทำเรื่องไม่ดีเช่นนี้ขึ้น ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ให้โอกาสข้าอีกครั้งได้ไหม หลังจากนี้ข้าจะกลับตัวกลับใจ ไม่ขโมยของชาวบ้านอีกแล้ว...” ตอนนี้ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว อีกทั้งยังไม่มีเงินติดตัว ถ้าถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน พวกนางสองผัวเมียคงต้องไปอยู่วัดร้างกับขอทานแน่ สะใภ้อู๋กลัวแล้ว จึงร้องห่มร้องไห้จนน้ำหูน้ำตาไหล และสารภาพผิดออกมาอย่างลื่นไหล


มีชาวบ้านที่พูดอย่างไม่ไว้ใจว่า “ผู้ใหญ่บ้าน ตอนป้าคนนี้ไปบ้านคนอื่น ไม่มาหยิบเอาเข็มก็มายืมเส้นด้าย อีกทั้งยังไม่เคยเอามาคืนด้วย ทุกคนต่างเห็นแก่หน้านาง เกรงใจที่จะเปิดโปงนาง จึงหล่อหลอมนางให้เป็นแบบนี้ ตอนนี้นางกล้าลงมือขโมยของแล้ว ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในหมู่บ้าน พวกเราคงฉลองปีใหม่กันด้วยความลำบากใจ”


ใช่แล้ว บ้านไหนเล่าที่จะไม่ตุนของข้ามปี ทุกบ้านทุกเรือนต่างแขวนเนื้อเอาไว้ที่ลานบ้าน ไม่มีใครสามารถอดนอนเฝ้ายามหรอกกระมัง


“ไม่แล้ว ไม่ทำอีกแล้ว! ข้าได้รับบทเรียนแล้ว ไม่กล้าขโมยของคนอื่นอีกแล้ว ถ้าจับข้าได้อีก พวกเจ้าตัดมือข้าไปได้เลย ของร้องพวกเจ้าล่ะ อภัยให้ข้าได้ไหม” สะใภ้อู๋ขอร้องอ้อนวอน


ผู้ใหญ่บ้านเคาะถุงยาสูบหลายครั้ง ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “จะปีใหม่แล้ว ถ้าไล่พวกเจ้าออกไปก็คงไม่ดีนัก เอาแบบนี้เถอะ เจ้าไปเขียนหนังสือรับประกันมา ถ้าก่อเหตุขโมยอีกครั้ง ข้าจะมัดตัวเจ้าไปส่งขึ้นศาล เข้าฤดูใบใม้ผลิในปีหน้า พวกเจ้าชำระหนี้ให้หมดเสีย จากนั้นค่อยจากไปเถอะ หมู่บ้านชิงซานของพวกเราเล็กนัก ไม่มีที่พอสำหรับคนยิ่งใหญ่อย่างพวกเจ้าสองคนหรอก อีกทั้งสามีของเจ้าก็มีทักษะการรักษา ไม่มีทางอดอยากตาย...”


“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน...” สะใภ้อู๋ยังคงอ้อนวอน แต่กลับถูกผู้ใหญ่บ้านโบกมือให้หยุด ผู้ใหญ่บ้านให้คนส่งตัวสะใภ้อู๋กลับบ้าน และตำหนิอู๋ตังกุยที่นอนอยู่บ้านเตียงเตาไปชุดหนึ่ง จากนั้นเรื่องราวก็จบลง


หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจากไป สะใภ้อู๋ก็จ้องมองไปที่กู้เยี่ยด้วยแววตาเคียดแค้นพร้อมกับกัดฟันแน่นแล้วพูดว่า “ตอนนี้เจ้าพอใจหรือยัง”


“พอใจอะไร ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปขโมยของที่บ้านท่านลุงจางเสียหน่อย แบบนี้เขาเรียกว่ากรรมตามสนอง!” กู้เยี่ยเข้ากับป้าอู๋ผู้นี้ไม่ได้ อีกทั้งยังขี้เกียจที่จะยุ่งด้วย นางพูดกับอู๋ตังกุยที่สมควรได้รับโทษว่า “การปรุงยาบางชนิด หาใช่แค่มองดูไม่กี่ครั้งก็จะเรียนรู้ได้ คนที่ขโมยวิชาคนอื่นอย่างเจ้า ต่อให้ถูกตีตายก็ไม่มีใครมาพูดเข้าข้างเจ้าหรอก หลังจากนี้มีหัวคิดหน่อยนะ!”


เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยันของนาง สะใภ้อู๋โกรธจนหยิบไม้กวาดขึ้นมา ยกขึ้นเหวี่ยงจะฟาดคน แต่กู้เซียวก็คว้าเอาไว้ได้ สะใภ้อู๋อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วนั่งลงกับพื้น ตบไปที่ขาของตัวเอง พร้อมกับร้องไห้โฮออกมา “ฟาดมาสิ! ทั้งแก่ทั้งเด็กรวมหัวกันรังแกผู้หญิงคนหนึ่ง ยังมีเหตุผลกันอยู่ไหม...”


“หุบปาก! ขโมยอย่างเจ้า เชื่อไหมว่าข้าสามารถจับเจ้าโยนเข้าไปในคุกจวนเจ้าเมือง ให้อยู่ในนั้นไปตลอดชีวิต” สายตาของกู้เซียวแผ่ความเยือกเย็น ร่างกายแผ่ไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้คนตัวสั่น


สะใภ้อู๋ราวกับไก่ที่ถูกบีบคอ เสียงร้องไห้ถึงกับติดอยู่ในลำคอ นางเบิกตากว้าง น้ำหูน้ำตาไหลแต่ก็ไม่กล้าที่จะเช็ด จนกระทั่งกู้เซียวสามปู่หลานจากไป นางจึงลุกขึ้นจากพื้นด้วยความกลัว


โอ...อาห้าสกุลกู้นั่นน่ากลัวเกินไปแล้ว เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ สะใภ้อู๋ก็รู้สึกได้ว่าชีวิตดวงน้อยๆ ของตัวเองกำลังจะหาไม่ อาห้าสกุลกู้ผู้นี้เคยสังหารผู้คนในสนามรบ ห้ามทำให้เขาโกรธเคืองเด็ดขาด!


ทันทีที่สะใภ้อู๋ลุกขึ้นมา ไม้กวาดด้ามหนึ่งก็ตีไปที่หัวของนาง นางร้อง “โอ๊ย” มาคำหนึ่ง แล้วพูดอย่างข้องใจว่า “ท่านพี่ เจ้าตีข้าทำไม”


“ดู! ดูว่าเจ้าทำอะไรลงไป! ข้าถูกเจ้าทำเสียหน้าไปหมดแล้ว! เจ้าอยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปขโมยของชาวบ้าน! จะขโมยก็ขโมยไปสิ ยังถูกคนจับได้อีก เจ้า...เจ้าอยากทำให้ข้าโกรธจนตายใช่หรือไม่!” อู๋ตังกุยใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ถ้าเขาลุกขึ้นมาได้ จะต้องสั่งสอนเมียตัวดีผู้นี้แน่นอน


“ข้าก็เห็นว่าเจ้าบาดเจ็บ จึงอยากหาของดีๆ มาบำรุงร่างกายให้! ถ้าไม่มียัยเด็กเวรสกุลกู้นั่น คืนนี้เราคงได้กินแกงไก่ป่าหอมกรุ่นแล้ว”


สะใภ้อู๋มุ่ยปากแบบนิสัยไม่เปลี่ยน ทันใดนั้นนางก็เหมือนนึกบางอย่างออกแล้วพูดว่า “ยัยเด็กบ้านั่นไปที่บ้านของนายพรานจาง ไม่รู้ว่าเอาของดีอะไรไปให้ ดมแล้วหอมมากเลย ถ้าจะพูดถึงคนร่ำรวย ในหมู่บ้านเรา บ้านตาลุงห้าสกุลกู้นั่นถือเป็นลำดับหนึ่ง เจ้าไม่ได้เห็นว่าในของขวัญที่ส่งมาจากเมืองเหยี่ยนเฉิงตอนเมื่อวาน แค่ชุดของยัยเด็กบ้านั่นก็มีมากมายแล้ว แต่ละตัวก็ทำด้วยวัสดุอย่างดี ถ้าเอาไปจำนำ จะต้องได้มาหลายตำลึงแน่!”


“เจ้าเลิกยุ่งกับบ้านนางได้แล้ว ลุงห้าสกุลกู้นั่นลงมือเฉียบขาดขนาดนี้ จะต้องไม่ใช่แค่ทหารยศน้อยธรรมดาทั่วไปเป็นแน่ เขาบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า หากเจ้าไปยั่วยุเจ้าเด็กกู้เยี่ยนั่นอีก เขาจะจับเจ้ายัดใส่คุกไปตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าอะไรรู้ไหม แปลว่าเขารู้จักกับคนในศาลทางการ! พวกเรายังมีคดีติดตัวอยู่ เจ้าหยุดหาเรื่องมาใส่ตัวข้าอีกได้ไหม ตั้งใจเป็นคนดีอยู่ในบ้านเสีย ได้ยินหรือไม่” อู๋ตังกุยความคิดโลดแล่น และตระหนักถึงอะไรบางอย่าง ชาวบ้านหรือจะไปสู้ข้าราชการได้ อีกทั้งเขายังก่อคดีไว้อีก!


“โธ่...อีกสิบวันก็ปีใหม่แล้ว เจ้าดูบ้านพวกเราสิ อาหารเหลือแค่พอกินสำหรับครึ่งเดือนเท่านั้น ผักก็มีแค่ผักกาดขาว หัวไชเท้า และมันฝรั่งที่เก็บเอาไว้ที่ห้องใต้ดิน ปีใหม่นี้จะไม่มีเนื้อสัตว์สักหน่อยเลยหรือ” สะใภ้อู๋นั่งถอนหายใจอยู่ข้างเตียง


อู๋ตังกุยให้สะใภ้อู๋ปิดประตูบ้าน จากนั้นกระซิบพูดว่า “ข้ายังมีเงินซ่อนเอาไว้อยู่สิบตำลึง มันอยู่ในหัวไชเท้าลูกที่ใหญ่ที่สุดในห้องใต้ดิน เจ้าอย่าบอกใครนะ รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ พวกเราก็เก็บเงินเพิ่มอีกนิด และออกจากที่แห่งนี้ไปยังทางใต้...”


“ถ้าเช่นนั้น...ก็หมายความว่า...เงินหลายสิบตำลึงที่พวกเรายืมมา ก็ไม่ต้องคืนใช่หรือไม่” ตาของสะใภ้อู๋ลุกวาว ของมีค่าในบ้านถูกกวาดไปจนไม่เหลือสิ่งใดแล้ว ที่นี่จึงไม่มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์ นางเก็บสมุนไพรเป็น ส่วนสามีก็รักษาคนป่วยเป็น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ยังดีกว่าอยู่ในหุบเขาที่ยากจนแห่งนี้


ส่วนเรื่องคดีที่พวกเขาก่อเอาไว้ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว ใบหน้าของพวกเขาสองผัวเมียก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ต่อให้คนผู้นั้นมีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็ไปไกลไม่ถึงทางใต้หรอก ความคิดของสามีเป็นความคิดที่ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงนึกไม่ออก


อู๋ตังกุยวางแผนอย่างรัดกุม “คืน จะต้องคืนเงินไปบ้าง พวกเขาจึงจะไม่ระแวง พวกเราถึงจะสามารถจากไปได้อย่างราบรื่น ช่วงนี้เจ้าก็ทำตัวดีๆ หน่อย อย่าไปก่อเรื่องข้างนอกอีก มิฉะนั้น อย่าโทษข้าที่ทิ้งเจ้าเอาไว้!”


สะใภ้อู๋ได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าแล้วพูดว่า “วางใจเถอะ ช่วงนี้ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะอยู่บ้านดูแลเจ้า...หลังจากนี้ข้าจะไม่ก่อเรื่องแล้ว เจ้าอย่าทิ้งข้าไปเลยนะ”


เมื่ออู๋ตังกุยมองเห็นน้ำมูกที่อยู่บนหน้าและขี้ตาที่อยู่ตรงหางตาของนางจึงพูดอย่างรังเกียจว่า “รีบไปล้างหน้าล้างตาเสีย พรุ่งนี้ไปขอโทษนายพรานจาง ขอร้องให้เขาอภัยให้เจ้า” อย่างไรเสีย ในหมู่บ้านนี้ คำพูดของนายพรานจางก็ถือว่ามีน้ำหนัก


92 บทที่ 92 ความคิดของเพื่อนเก่า

 


ช่วงเวลาที่ไม่มีสะใภ้อู๋คอยยุ่งวุ่นวายอยู่ด้านนอก ทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซานดูสงบขึ้นเยอะ ชาวบ้านต่างเตรียมตัวสำหรับปีใหม่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน


ส่วนกู้เยี่ยก็อยู่ในห้องยาของตัวเอง และกำลังง่วนอยู่กับการปรุงยา นางกำลังเตรียมส่งเครื่องยาสำหรับส่งให้ร้านจี้หมินถังในช่วงก่อนขึ้นปีใหม่ เดิมทีห้องยาของนางเป็นห้องเก็บของภายในบ้าน หลังจากนั้นถูกจัดระเบียบใหม่และจัดวางอุปกรณ์ปรุงยากับยาสมุนไพรบางอย่าง หลังจากที่บ้านไม้หลังนี้ได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น และผ่านการซ่อมแซมกับขยับขยายอยู่หลายครั้ง มันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว


เพราะด้านในนอกจากกู้เยี่ยและอาจารย์ คนอื่นแทบไม่ได้เหยียบเข้าไปเลย ด้วยเหตุนี้กู้เซียวและกู้หมิงจึงไม่รู้ว่าด้านในเก็บเครื่องยาเอาไว้มากแค่ไหน กู้เยี่ยลักลอบนำสมุนไพรชุดหนึ่งมาจากในห้วงมิติ และคนอื่นต่างก็ไม่อาจรู้ได้


ป้าเหยียนนอกจากจะทำอาหารและซักผ้าแล้ว ยังได้รับภารกิจพิเศษอย่างการหั่นยา เนื่องจากนางมีทักษะการใช้มีดที่ดีและชำนาญ เครื่องยาจึงถูกหั่นอย่างประณีตและเม่นยำ ซึ่งสมบูรณ์แบบกว่ากู้เยี่ยที่ฝึกฝนมาหนึ่งเดือนกว่าเสียอีก แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ที่ใช้มีดเป็นประจำ


เมื่อมีนางคอยช่วยเหลือแล้ว กู้เยี่ยก็รู้สึกสบายขึ้นเยอะ ความคืบหน้าในการปรุงยาจึงเร็วขึ้นมาก ใช้เวลาเพียงแค่ห้าถึงหกวัน ยาในห้องยาก็ถูกปรุงขึ้นมาพอสมควรแล้ว กู้เยี่ยแอบเข้าไปในห้วงมิติ และผลิตยาสำหรับเด็กออกมาชุดหนึ่งด้วย


ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ กู้หมิงก็ไม่ได้ทำตัวว่างๆ เขาไปที่บ้านของท่านลุงสามสกุลกู้เพื่อเรียนหนังสือทุกวัน เดิมทีตอนที่แม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ นางก็เริ่มส่งเขาที่มีอายุหกขวบไปเรียนอ่านหนังสือที่บ้านท่านลุงสามสกุลกู้แล้ว ตอนที่หลิวซื่อเข้ามาใหม่ กู้หมิงก็เรียนหนังสือมาได้สองปีแล้ว จนกระทั่งหลิวซื่อตั้งท้องเสี่ยวจ้วง เพื่อที่ให้ลูกชายของตนได้สืบทอดมรดก นางจึงไม่ให้กู้หมิงเรียนหนังสือต่อ


ในช่วงสามปีที่ผ่านมา กู้หมิงมักใช้เวลาว่างจากการทำงาน เพื่อทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมา บางครั้งก็จะไปขโมยวิชาที่สำนักวิชา หรือไปเรียนรู้จากจางลี่หู่และหลี่เฮ่า จึงไม่ได้ทิ้งความรู้ที่เคยร่ำเรียนมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ที่เรียนหนังสือกับท่านลุงสามสกุลกู้แล้ว การจะตามให้ทันก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก


โชคดีที่เขามีความเฉลียวฉลาดและมีความอดทน บางครั้งท่านลุงสามสกุลกู้ก็จะสอนเพิ่มเติมให้เป็นพิเศษ พัฒนาการของกู้หมิงจึงตามทันได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการอ่านหนังสือแล้ว ทุกวันตอนเช้าและตอนกลางคืนเขาก็ต้องฝึกวรยุทธ์กับท่านปู่ ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บที่มีอุณหภูมิติดลบสิบกว่าองศา เขาก็จะฝึกจนเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เขามีความเชื่อที่ยึดมั่นในใจว่า ข้าจะสอบวิทยายุทธ์จอหงวน ข้าจะคอยสนับสนุนน้องสาว และกลายเป็นที่พึ่งของน้องสาว!


เมื่อได้เห็นพรสวรรค์ด้านการปรุงยาและหัวการค้าของน้องสาว เขาก็รู้สึกว่าตนเองต้องเร่งฝีเท้าขึ้น ไม่เช่นนั้นเขาก็จะตามน้องสาวไม่ทัน และถูกทิ้งเอาไว้ด้านหลังอย่างห่างไกล ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกวรยุทธ์หรือการเรียนหนังสือ เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถ


ในความเป็นจริงแล้ว มันก็เหมือนกับพรสวรรค์ด้านการปรุงยาของกู้เยี่ย กู้หมิงเองก็มีความอัจฉริยภาพด้านการฝึกวรยุทธ์ที่หาได้ยาก มิฉะนั้น กู้เซียวคงไม่ปล่อยให้หลานชายที่อุตส่าห์ได้มาอย่างไม่ง่ายมาเดินบนเส้นทางอันตรายนี้หรอก ด้วยความพยายามของกู้หมิง วิชาของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อกู้เซียวได้เห็น ภายใต้สีหน้าที่เข้มงวดของเขา บางครั้งก็เปล่งประกายชื่นชมออกมา


ในวันแรมสิ้นเดือนสิบสอง สำนักวิชาของท่านลุงสามสกุลกู้ให้หยุดปีใหม่ เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่หิมะตกติดต่อกันทั้งวันแล้ว ปีนี้ถือว่าสวรรค์เมตตาเป็นอย่างมากแล้ว ชาวบ้านมากมายในหมู่บ้านชิงซานต่างตัดสินใจรวมตัวกันเข้าเมืองในวันนี้ เมื่อซื้อของปีใหม่เป็นครั้งสุดท้าย


ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน กู้เยี่ยก็นำเครื่องยาที่ปรุงเสร็จบรรจุเป็นห่อๆ เรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับวันที่สองที่จะเข้าเมืองส่งยาพร้อมกับทุกคน นอกจากนี้ อีกสิบวันก็จะถึงปีใหม่ นางจึงแวะไปดูว่ามีข่าวคราวของอาจารย์หรือไม่ โธ่...ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาทันฉลองปีกับนางหรือไม่นะ!


ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ออกเดินทางกันแล้ว กู้เซียวและกู้หมิงต่างจูงม้ากันไปคนละตัว กู้เยี่ยถูกห่อด้วยเสื้อกันหนาวอย่างแน่นหนา นั่งอยู่บนม้าสีน้ำตาลแดงของท่านปู่ โดยมีตะกร้าไม้ไผ่สองใบที่ข้างอานทั้งสองข้าง ซึ่งด้านในบรรจุเครื่องยาสำหรับส่งให้ร้านจี้หมินถัง


เมื่อเห็นม้าตัวสูงใหญ่ทั้งสองตัว ชาวบ้านต่างก็เกิดความอิจฉาเล็กน้อย หลี่เฮ่ารีบวิ่งเข้ามาแล้วพูดอย่างอิจฉาว่า “กู้หมิง ล่อสองตัวของบ้านเจ้าล่ะ ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นม้าแล้วล่ะ”


กู้หมิงอธิบายว่า “ล่อสองตัวนั้น ร้านจี้หมินถังให้พวกเรายืม ครั้งก่อนที่น้องสาวไปช่วยคนที่ด่านชายแดน จึงเอาไปคืนตอนเดินทางผ่านเมือง ส่วนม้าที่น้องสาวขี่อยู่ เป็นม้าที่ท่านปู่เอากลับมา ส่วนอีกตัวหนึ่งแม่ทัพน้อยสกุลฉู่เป็นคนมอบให้”


“แม่ทัพน้อย? ที่เป็นคนที่ท่านปู่เจิ้งและน้องสาวของเจ้ารีบฝ่าความหนาวเหน็บเดินทางไปช่วยหรือ ท่านปู่เจิ้งช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ ส่วนน้องเยี่ยเอ๋อร์ก็ป่วยหนักเพราะเหตุนั้น การรับม้าเอาไว้หนึ่งตัวถือว่าเล็กน้อยไปเลย” เมื่อหลี่เฮ่าเห็นม้าดำที่กู้หมิงจูงอยู่ดูเชื่องๆ เขาจึงพูดอย่างเขินอายว่า “กู้หมิง ข้าขอลองจูงหน่อยได้ไหม”


“ได้สิ! ม้าตัวนี้เชื่องมาก แค่เจ้าเดินนำหน้า มันก็จะเดินตามขึ้นมาเอง ห้ามดึงบังเหียนซี้ซั้วนะ ท่านปู่ของข้าบอกว่า ต่อให้เป็นม้าที่เชื่องแค่ไหนก็ดุร้ายได้” กู้หมิงเตือนไปหนึ่งประโยค


หลี่เฮ่ารับบังเหียนมาอย่างระมัดระวัง และเลียนแบบท่าทางของกู้หมิง ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งทื่อ ม้าที่นิสัยดีตัวนี้ เมื่อเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้าจูง มันก็แค่หยุดเดินไปครู่หนึ่ง พร้อมกับมองหน้ากู้หมิงอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็เดินหน้าต่อไป


เด็กคนอื่นๆ ที่ตามพ่อแม่ไปซื้อของในเมืองต่างมองดูหลี่เฮ่าอย่างอิจฉา ก่อนหน้านี้ เด็กในหมู่บ้านที่สนิทกับกู้หมิงมีจำนวนไม่มาก เด็กเกเรบางคนยังล้อเขากับกู้เยี่ยว่าเป็นเด็กไม่มีแม่ แต่เด็กที่เคยรังแกเขากับน้องสาวเหล่านั้นล้วนถูกกู้หมิงจัดการหมดแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่เด็กเหล่านั้นละอายใจที่จะขอจูงม้าเหมือนกับหลี่เฮ่า


แต่ลาของผู้ใหญ่บ้านกลับกลายเป็นเป้าหมายในการแย่งชิงของเด็กๆ แทน เสียงแหลมๆ แข่งกันโวยวายดังลั่นไปหมดจนเกือบทำให้ลาตกใจแล้ว ท้ายที่สุด ผู้ใหญ่บ้านจึงจัดลำดับการจูงลาให้เด็กทุกคนอย่างเข้มงวด จึงระงับการทะเลาะกันได้


เส้นทางบนภูเขาไกลแสนไกล แม้แต่คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาซึ่งคุ้นชินกับการเดินทางบนเขายังรู้สึกเหนื่อยล้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อมีครอบครัวไม่น้อยที่พาลูกเดินทางมาด้วย ดังนั้นการเดินทางจึงช้าลงและทิ้งระยะห่างกันมาก หลี่เฮ่าและกู้หมิงต่างวิ่งเล่นบนทางเขาจนชินแล้ว วันหนึ่งฟ พวกเขาวิ่งเล่นทั่วภูเขาหลังหมู่บ้านนับครั้งไม่ถ้วน ประกอบกับหลี่เฮ่าก็ได้เรียนวรยุทธ์พร้อมกับกู้หมิงด้วยอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง กำลังขาของเขาจึงตามทันได้


ในช่วงพลบค่ำ กู้เซียวสามปู่หลานและหลี่เฮ่าเป็นกลุ่มแรกที่ไปถึง ‘เรือนใหญ่’ หลี่เฮ่าช่วยกู้เซียวและกู้หมิงขนเครื่องยาลงจากหลังม้า แล้วขนย้ายไปในห้องเตียงเตาใหญ่ จากนั้นก็แย่งกันป้อนอาหารม้ากับกู้หมิงอย่างขยันขันแข็ง ในระหว่างทาง เขาตีสนิทกับเจ้าดำน้อยแล้ว และยังลูบหัวและหลังของมันอย่างได้คืบจะเอาศอก


ไม่นานนัก ชาวบ้านก็ค่อยๆ ทยอยมาถึง ‘เรือนใหญ่’ เช่นเดียวกัน แต่ว่าคนที่ยินดีจ่ายเงินเพื่อเข้าเรือน นอกจากกู้เซียวสามปู่หลานและครอบครัวผู้ใหญ่บ้านแล้ว ก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน


“คือว่า...เยี่ยเอ๋อร์...” กู้เยี่ยเดินตามหลังท่านปู่ ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปพักผ่อนในห้อง นางก็ได้ยินเสียงเรียกด้วยความเขินอายจากด้านหลัง นางหันกลับไปมอง ที่แท้ก็คือแม่หม้ายหลี่ที่อยู่ในหมู่บ้าน ด้านหลังของอีกฝ่ายมีสาวน้อยที่อายุไล่เลี่ยกับนาง ซึ่งกำลังใช้ดวงตาที่สดใสจ้องมองนางอยู่


“ป้าหลี่ มีธุระอะไรหรือ” กู้เยี่ยไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแม่หม้ายหลี่และลูกของนาง แต่ในความทรงจำของร่างเดิมนั้น หลี่ซิ่วหงผู้เป็นลูกสาวของแม่หม้ายหลี่ บางครั้งก็จะมาหาเจ้าของร่างเดิมเพื่อขึ้นเขาด้วยกัน ตอนที่เจ้าของร่างเดิมป่วยหนัก นางก็มาหาอยู่สองรอบ หลังจากที่นางถูกส่งให้ท่านปู่ไปรับเลี้ยงต่อ ดูเหมือนว่าแม่นางน้อยผู้นี้ก็ไม่ได้มาหานางอีกเลย


ในความทรงจำ แม่หม้ายหลี่เป็นหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องเลี้ยงลูกสองคนด้วยตัวคนเดียว ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก โชคดีที่สามีของนางใกล้ชิดกับครอบครัวผู้ใหญ่บ้าน ถ้าหากไม่ได้ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้าน ก็คงจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้


ส่วนความใกล้ชิดกับเจ้าของร่างเดิมนั้น กู้เยี่ยรู้สึกว่าตนสามารถมองทะลุเห็นความคิดของสาวน้อยคนนี้ นางไม่อายที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่มีชีวิตย่ำแย่กว่าตนเอง เพื่อให้ได้รับการปลอบโยนทางจิตใจด้วยการช่วยเหลือผู้อ่อนแอ เมื่อจู่ๆ คนที่เคยดีไม่เท่าตัวเอง กลายเป็นคนร่ำรวยที่สูงส่งกว่าขึ้นมา นางก็ใจเขว และไม่แปลกที่จะเหินห่างออกไป


แม่หม้ายหลี่เงยหน้าขึ้นและมองไปที่เสื้อคลุมขนจิ้งจอกไฟบนตัวของกู้เยี่ย จากนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว และพูดอย่างติดๆ ขัดๆ ว่า “กลางคืนด้านนอกอากาศหนาว เยี่ยเอ๋อร์พอจะมีชุดกันหนาวให้ซิ่วหงยืมใช้สักคืนไหม พรุ่งนี้เช้าจะรีบเอามาคืน...”


แม่หม้ายหลี่มองกลับไปที่เสื้อคลุมผ้าฝ้ายของลูกสาวที่มีรอยเย็บปะซ่อม ผ้าฝ้ายด้านในแข็งตัวกันเป็นก้อนแล้ว แทบไม่ให้ความอบอุ่นใดๆ เมื่อสวมใส่ จากนั้นก็มองไปที่มือทั้งสองข้างของลูกสาวที่เย็นจนบวมแดง และหูที่ถูกความเย็นกัด นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าและโทษตัวเอง นางไร้ความสามารถ จึงทำให้ลูกๆ ต้องมาลำบากตามนาง...


ก่อนหน้านี้ กู้เยี่ยของบ้านสกุลกู้ก็เหมือนกับลูกสาวของตน กินไม่อิ่มสวมเสื้อไม่อุ่น แต่ทั้งสองก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวต่อกัน กู้เยี่ยคงจะยังมีความเห็นใจลูกสาวสุดที่รักของนางอยู่บ้าง ความจริงแล้ว แม่หม้ายหลี่อยากขอยืมชุดคลุมบนตัวของกู้เยี่ยให้ลูกสาวของนางใส่ เนื่องจากซิ่วหงมองดูชุดบนตัวของเพื่อนเก่าด้วยสายตาที่อิจฉาและปรารถนามาตลอดทาง


ต่อให้นางไม่มีความรู้ ก็พอจะรู้ได้ว่าชุดคลุมสีแดงบนตัวของกู้เยี่ยเป็นของที่พวกนางใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจจะซื้อได้ สิ่งเดียวที่นางทำได้ในตอนนี้ก็คือ ทำหนังหน้าให้หนาแล้วเอ่ยปากขอยืมชุดคลุมให้ลูกสาวห่มคืนหนึ่ง เพื่อเติมเต็มความหวังเล็กๆ น้อยๆ ในใจของลูกสาว...


ในความคิดของแม่หม้ายหลี่ ในเมื่อกู้เยี่ยเข้าห้องเตียงเตาใหญ่แล้ว ชุดคลุมตัวนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว อีกทั้งยังเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน คงจะไม่ปฏิเสธเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอกกระมัง นอกจากนี้ ตอนที่กู้เยี่ยชีวิตตกต่ำที่สุด ลูกสาวของนางเป็นคนเดียวที่ยอมเข้าใกล้และเป็นเพื่อนกับนาง ถ้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้กู้เยี่ยก็ไม่ยอมทำเพื่อเพื่อน คนในหมู่บ้านจะมองนางอย่างไร จะต้องคิดว่านางเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย ทิ้งเพื่อนทิ้งฝูงแน่นอน!


กู้เยี่ยลูบไปบนชุดคลุมขนจิ้งจอกไฟบนตัว ดวงตาลุ่มลึกหยุดอยู่ที่ตัวลูกสาวของแม่หม้ายหลี่ เมื่อหลี่ซิ่วหงได้ยินคำพูดของแม่หม้ายหลี่ ก็เงยหน้ามองนางพร้อมกับขยับปาก สายตาของนางจ้องมาที่ชุดคลุมบนตัวของนางอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา


ในหมู่บ้านยังมีครอบครัวที่ยากจนเกินกว่าจะซื้อชุดแต่งงานได้ ตอนที่ลูกสาวแต่งงาน พวกเขาก็ต้องไปขอยืมชุดแต่งงานจากผู้หญิงที่แต่งงานมาแล้ว หลังจากแต่งงานเสร็จค่อยซักให้สะอาดแล้วคืนให้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ว่ากู้เยี่ยคาดคิดไม่ถึงเลยว่า แม้แต่ชุดที่นางใช้อยู่ก็จะถูกคนขอยืมด้วย


อย่าว่าแต่ชุดคลุมขนจิ้งจอกไฟที่เพิ่งได้มาใหม่ตัวนี้เลย ต่อให้เป็นเสื้อผ้าเก่าที่นางเคยใส่แล้วรู้สึกไม่ชอบ นางก็ไม่เต็มใจที่จะให้คนอื่นยืม ในความคิดของกู้เยี่ย ผู้ชายและเสื้อผ้าล้วนเป็นของคู่กายคู่ใจ จะแบ่งปันให้คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด


กู้เซียวผู้มองเจตนาแอบแฝงจากภาษากายของหลานสาวไม่ออก ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า


“นั่นสิ ใกล้จะปีใหม่แล้ว ในตอนกลางคืนด้านนอกหนาวจนหยดน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ผู้ใหญ่อย่างพวกเรายังพอทนได้ แต่เด็ก ๆ ที่อยู่ข้างนอกคงทรมานน่าดู”


93 บทที่ 93 แม่หม้ายและลูกสาว

 


“ไม่อย่างนั้น...เอาแบบนี้ดีไหม หลังจากที่ข้าได้กลับบ้านเกิด ก็ได้รับการดูแลจากชาวบ้านทุกคน ยังคิดอยู่เสมอว่าจะตอบแทนทุกคนอย่างไร...งั้นก็จัดการเช่นนี้เถิด เด็กๆ ที่เข้าเมืองมาด้วยกันในครั้งนี้ คืนนี้มาค้างในห้องเตียงเตาใหญ่เถอะ ค่าห้องข้าจะเป็นคนออกเอง!” กู้เซียวโบกมืออย่างใจกว้าง


เมื่อชาวบ้านที่เสียดายที่จะออกเงินให้ลูกอยู่ในห้องอุ่นๆ ได้ยินดังนั้น ต่างก็ยิ้มอย่างซาบซึ้ง เด็กๆ ต่างพากันเข้ามาขอบคุณท่านปู่ และเดินเข้าไปในห้องเตียงเตาใหญ่อย่างตื่นเต้น


แม่หม้ายหลี่มองไปที่ลูกสาว แล้วลอบถอนหายใจ จากนั้นก็เดินไปข้างหน้าพร้อมกับชาวบ้านเพื่อแสดงความขอบคุณกู้เซียว หลี่ซิ่วหงหรี่ตาลงครู่หนึ่ง ความผิดหวังในใจของนางเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่นางก็ยังคงกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ


เด็กๆ แทบจะยึดที่บนเตียงเตาไปจนหมด เด็กผู้หญิงที่เข้ามาก็มีจำนวนไม่มาก นอกจากกู้เยี่ยและหลี่ซิ่วหงแล้ว ยังมีท่านอาอิง แต่ท่านอาอิงจ่ายเงินเองเพื่อเข้ามา นางได้หมั้นหมายกับชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านชานเมืองแล้ว และจะแต่งงานกันในฤดูหนาวปีหน้า ท่านย่าสามรักนางมาก จึงไม่ยอมปล่อยในนางทนหนาวอยู่ด้านนอก


ท่านอาอิงตบไปที่หัวเตียงเตา แล้วพูดกับหลี่ซิ่วหงว่า “หงเอ๋อร์ หัวเตียงเตาอุ่นนะ เจ้ามานอนนี่เถอะ”


หลี่ซิ่วหงก้มหน้า แล้วขานตอบเสียงแผ่วเบา นางถอดรองเท้าแล้วนอนไปที่หัวเตียงเตา ท่านอาอิงมองไปที่นางอย่างแปลกใจ แล้วหันหน้าไปพูดกับกู้เยี่ยว่า “เยี่ยเอ๋อร์ เจ้ามานอนอีกข้างหนึ่งกับข้าเถอะ พวกเราผู้หญิงสามคนมานอนด้วยกัน”


นี่ก็คือข้อเสียของห้องเตียงเตาใหญ่ ไม่มีแยกชายหญิง และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ป้าๆ น้าๆ มากมายไม่ยอมเสียเงินเข้ามา โชคดีที่ห้องเตียงเตาตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ ในหมู่บ้านชิงซาน กู้เยี่ยและอีกสองคนนอนเบียดกันอยู่ด้านในสุดของเตียงเตา ส่วนกู้หมิงและกู้เซียวก็นอนถัดจากกู้เยี่ย เพื่อแยกผู้หญิงทั้งสามคนออกจากเด็กโตคนอื่นๆ


ทุกคนต่างใส่เสื้อผ้านอน กู้เยี่ยเองก็เอาชุดคลุมห่มไว้บนตัว หลังจากที่เดินทางมาทั้งวัน เด็กๆ ที่เหนื่อยล้าก็นอนกรนอย่างรวดเร็ว ตอนที่กู้เยี่ยกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น ก็รู้สึกเหมือนมีคนมาสัมผัสที่ชุดคลุมของตน


เมื่อลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก็มองเห็นหลี่ซิ่วหงกำลังนั่งอยู่ตรงหัวเตียงเตาที่อยู่ข้างๆ ท่านอาอิงที่หลับสนิทอยู่ และกำลังลูบเบาๆ ไปมาที่ชุดคลุมขนจิ้งจอกของนาง จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วลงไปนอนใหม่ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่พอใจกับความหลงใหลของหลี่ซิ่วหง แต่กู้เยี่ยก็เข้าใจได้ถึงความปรารถนาต่อสิ่งที่เอื้อมไม่ถึงของเด็กคนหนึ่ง


กู้เยี่ยถูกปลุกด้วยเสียงดังจากด้านนอก ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มสว่างขึ้นแล้ว เมื่อหันหน้ากลับไปดู หลี่ซิ่วหงก็ออกจากห้องแล้ว ท่านอาอิงกำลังขยี้ตาพร้อมกับหาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งนอกจากจะมีเจ้าตัวแสบสองสามคนที่ยังคงนอนกรนอยู่ คนอื่นๆ ที่เหลือก็ตื่นกันหมดแล้ว


หลังจากที่ล้างหน้าบ้วนปาก และกินข้าวปั้นเนื้อหมูไปหลายลูกจนอิ่มท้อง กู้เยี่ยก็ออกเดินทางไปพร้อมกับคนอื่น ข้าวปั้นเนื้อหมูเป็นอาหารแห้งที่ป้าเหยียนทำขึ้นมาจากการแนะนำของกู้เยี่ย มันมีรสหอมเค็มและสะดวก เหมาะสำหรับกินในยามเดินทางที่สุด


กู้เยี่ยสังเกตเห็นว่าแม่หม้ายหลี่และลูกสาวเดินรักษาระยะห่างกับนางอย่างตั้งใจหรืออาจไม่ตั้งใจ สายตาของหลี่ซิ่วหงยังคงคอยมองผ่านผู้คนมาที่นางเป็นระยะ เมื่อนางหันกลับไปมอง ซิ่วหงก็หลบสายตาอย่างรวดเร็ว


กู้เยี่ยแอบยักไหล่ขึ้น นางไม่ค่อยให้ความสนใจกับคนที่ไม่สนิทอยู่แล้ว


เมื่อยามพลบค่ำ ผู้คนก็มาถึงเมืองแล้ว กู้เยี่ยสามปู่หลานแยกทางกับชาวบ้านตรงทางเข้าเมือง และเดินทางตรงไปที่ร้านจี้หมินถัง


ค่ำคืนค่อยๆ ปกคลุมเมืองในภูเขาแห่งนี้ ร้านค้าทั้งสองฝั่งถนนต่างจุดไฟ ในร้านไป่เฉ่าถังก็ส่องสว่างด้วยแสงไฟอันสลัว มีชายหนุ่มชุดขาวผู้หล่อเหลาคนหนึ่งเดินออกมาจากร้าน และพบกับกู้เยี่ยสามปู่หลาน


เมื่อจ้าวหมิงซีมองเห็นกู้เยี่ยก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นรอยยิ้มอันสดใสก็เบ่งบานขึ้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา “แม่นางกู้ เพิ่งมาถึงเมืองหรือ ได้ที่พักหรือยัง ถ้ายังไม่มี ข้าได้เช่าบ้านหลังเล็กๆ ไว้ในเมือง ข้าอยู่กับท่านแม่แค่สองคน ถ้าพวกเจ้าไม่รังเกียจ...”


“ขอบคุณความหวังดีของคุณชายสิบ ข้าได้รับความหวังดีแล้ว และพวกเราก็มีที่พักในเมืองแล้ว จึงไม่ต้องลำบากคุณชายสิบ” กู้เยี่ยไม่ค่อยอยากมีปฏิสัมพันธ์กับตระกูลจ้าว นางจึงปฏิเสธจ้าวหมิงซีอย่างสุภาพ


จ้าวหมิงซีได้กลิ่นหอมจากเครื่องยาที่โชยออกมาจากตะกร้าบนหลังม้า จึงยิ้มแล้วพูดว่า “แม่นางกู้นำเครื่องยามาส่งให้ร้านจี้หมินถังหรือ พี่ใหญ่ของข้านับถือฝีมือการปรุงยาของแม่นางกู้ หวังว่าอนาคตจะมีโอกาสร่วมมือกับแม่นางกู้บ้าง”


ล่าสุดร้านจี้หมินถังได้เปิดตัวยารสชาติหวานที่เหมาะสำหรับเด็ก และโด่งดังไปไกลหลายเมือง สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ เดิมทียาสำหรับเด็กชนิดนี้สามารถขายได้ในราคาที่สูงลิ่ว แต่เขากลับขายในราคาเพียงไม่กี่สิบเหวินและไม่ถึงร้อยเหวิน


เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายกักตุนยาสำหรับเด็ก จึงมีเพียงเด็กอายุห้าขวบที่ผ่านการวินิจฉัยโรคกับร้านจี้หมินถังถึงจะมีสิทธิ์ซื้อยาได้ และจำเป็นต้องกินในร้านเท่านั้น ห้ามซื้อกลับ


ไม่ว่าจะเป็นคนยากจนหรือร่ำรวย ลูกๆ ล้วนเป็นสิ่งล้ำค่าในครอบครัว แม้จะเป็นลูกในครอบครัวชนชั้นทั่วไปก็สามารถกินได้ ถึงแม้ว่ายาสำหรับเด็กจะมีรสหวาน แต่ประสิทธิภาพของยาก็ไม่น้อยไปกว่ายาต้ม เผลอๆ อาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำ เด็กส่วนใหญ่กินยาไปแค่สองวันก็สามารถหายดีได้แล้ว ชื่อเสียงของร้านจี้หมินถังเริ่มโด่งดังขึ้นในเมืองใหญ่ต่างๆ ชาวบ้านทั้งหลายต่างขนานนามร้านจี้หมินถังว่าเป็นพระโพธิสัตว์มีชีวิตที่มาปลดทุกข์


จ้าวหมิงซีได้วิเคราะห์กับพี่ใหญ่แล้ว เมืองใหญ่เหล่านี้เป็นเมืองที่ใกล้เคียงกับเมืองไร้ชื่อแห่งนี้ ประกอบกับร้านจี้หมินถังที่อยู่ในเมืองเป็นร้านแรกที่ขายยาสำหรับเด็ก ก่อนที่ยาสำหรับเด็กจะถูกวางขาย แม่นางกู้เคยติดต่อกับเจ้าของร้านจี้หมินถัง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มันก็เป็นการยืนยันการคาดเดาของจ้าวหมิงหลินว่า เรื่องยาสำหรับเด็กนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับแม่นางกู้แน่นอน!


จ้าวหมิงซีถามอย่างลองเชิงว่า “ยาสำหรับเด็กที่แม่นางกู้ปรุงขึ้นมา ได้สร้างความสุขให้เด็กที่ป่วยนับไม่ถ้วน แม่นางกู้เป็นคนกำหนดให้ตั้งราคาต่ำใช่หรือไม่ แม่นางช่างมีจิตใจดีเหลือเกิน ปล่อยให้ร้านจี้หมินถังได้ผลงานไป”


“คุณชายจ้าว เจ้ากำลังสร้างความบาดหมางหรือ” กู้เยี่ยขมวดคิ้วและถามกลับอย่างตรงไปตรงมา นางอดไม่ได้ที่จะบ่นในใจว่า สมแล้วที่เกิดในครอบครัวตระกูลใหญ่ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แม้จ้าวหมิงซีผู้นี้จะดูเหมือนลูกแกะที่อ่อนโยนไร้เดียงสา แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีความชั่วร้ายซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากนั่น


จากการวิเคราะห์ของพี่ใหญ่ จ้าวหมิงซีได้ข้อสรุปว่าแม่นางน้อยไม่ชอบให้คนอื่นใช้ความเจ้าเล่ห์ต่อหน้านาง เขาจึงรีบอธิบายว่า “หมิงซีไม่ได้หมายความเช่นนั้น แค่อยากทวงความยุติธรรมให้แม่นางเท่านั้น”


“ข้าเป็นคนให้ท่านลุงสามสกุลไป่ปกปิดตัวตนคนปรุงยาเอง คุณชายสิบ เจ้าเคยได้ยินคำว่า ‘ผิดที่ครอบครองหยก’ ไหม” ตัวนางในตอนนี้ยังไม่เติบโตจนถึงขั้นที่จะสามารถปกป้องตัวเองได้ ถ้าหากเปิดเผยตัวตน ก็เหมือนกับเด็กที่เดินโซเซไปทั่วตลาดพร้อมกับแท่งทองก้อนใหญ่ ผลสุดท้ายยากเกินที่จะจินตนาการ แต่นางก็เชื่อว่าต้องมีสักวันที่นางจะเป็นเหมือนอาจารย์ กลายเป็นที่ต้องการของเหล่าแพทย์โอสถและเหล่าพ่อค้าขายยา


จ้าวหมิงซีหาได้โง่เขลาไม่ เมื่อเขาได้ยินเช่นนี้แววตาก็ลุกวาว พร้อมกับพยักหน้าพูดว่า “ข้าใจแคบเอง ไม่คิดว่าแม่นางกู้จะคิดรอบคอบเช่นนี้! ตอนนี้ก็ดึกแล้ว หมิงซีไม่รบกวนแม่นางกู้แล้ว ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้า”


กู้เยี่ยยิ้มมุมปากขึ้นเบาๆ และพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวลา


กู้หมิงเกาหัวแล้วถามอย่างไม่เข้าใจว่า “น้องพี่ นายน้อยของร้านไป่เฉ่าถังผู้นี้เข้ามารั้งเจ้าไว้เพื่ออะไรกันแน่ เพื่อทวงความยุติธรรมให้เจ้าแค่นั้นหรือ”


“การที่รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนข้าเป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น” กู้เยี่ยหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็หันกลับไปที่ร่างกายผอมเพรียวที่หายไปในความมืด แล้วยิ้มพูดว่า “พี่ชาย ท่านลองคิดดูนะ ถ้าร้านจี้หมินถังไม่ได้รับคำสั่งจากข้าให้ปกปิดตัวตนของคนปรุงยาสำหรับเด็กเหล่านี้ จนเขาต้องมาเตือนอย่างไม่คิดอะไร ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร”


“ร้านจี้หมินถังมีชื่อเสียงมากขึ้นด้วยการเหยียบทับน้องสาว ผลงานเจ้าถูกแย่งไปจนราบคาบ ต่อให้ไม่ตัดความสัมพันธ์กับร้านจี้หมินถัง ก็จะสร้างความขับข้องใจขึ้น หลังจากนั้นเมื่อปรุงยาชนิดใหม่ขึ้นมา ก็จะไม่ร่วมมือกับร้านจี้หมินถัง หลังจากที่ครบสัญญาการร่วมมือสองปี ก็อาจจะนึกถึงคำเตือนของร้านไป่เฉ่าถัง และหันไปร่วมมือกับพวกเขาแทน...” กู้หมิงค่อยๆ ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ถอนหายใจพูดว่า “พวกหัวการค้าเหล่านี้ จิตใจช่างคดเคี้ยวนัก น้องข้า ตอนที่เจ้าคุยกับพวกเขา ต้องระวังตัวให้มากนะ!”


กู้เยี่ยยิ้มอย่างมั่นใจ “พี่ชาย วางใจเถอะ มีของดีอยู่ในมือ ยังต้องกังวลว่าจะไม่มีโชคลาภอีกหรือ ตราบใดที่มียาดีอยู่ในมือ จะไม่มีหุ้นส่วนมาร่วมมือด้วยได้อย่างไร มือข้างหนึ่งรับเงิน มืออีกข้างหนึ่งส่งยา ข้าไม่เสียเปรียบหรอก!”


กู้เซียวฟังบทสนทนาของหลานสาวและหลานชายอย่างเงียบๆ สามารถกล่าวได้ว่าเขามีหลานคู่หนึ่งที่ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ทำให้คนเป็นปู่อย่างเขารู้สึกกดดันขึ้นมาจริงๆ


เมื่อสามปู่หลานมาถึงร้านจี้หมินถัง คนงานในร้านกำลังถือแผงประตูเตรียมปิดร้าน เมื่อได้เห็นใบหน้าของกู้เยี่ยอย่างชัดเจน คนงานก็ตกใจราวกับเห็นผี จากนั้นก็ทิ้งแผงประตูเอาไว้แล้วรีบวิ่งเข้าไปในโถงด้านใน


กู้เยี่ย ท่านปู่และพี่ชายต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงง ขณะที่กำลังสงสัย ไป่จิ่งเซวียนก็รีบวิ่งออกมาจากร้าน พร้อมกับสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และต้อนรับอย่างอบอุ่น “แม่นางกู้ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว! เร็วเข้า เชิญเข้ามาด้านใน!”


“ท่านลุงสาม คนงานของท่านตลกดีนะ ข้ากำลังสงสัยว่าช่วงนี้ข้าขี้เหร่ลงหรือเปล่า ถึงทำให้คนอื่นตกใจกลัวและยอมทิ้งแม้กระทั่งแผงประตู” กู้เยี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและเอ่ยหยอกล้อ


คนงานผู้นั้นหน้าแดง รีบก้มหน้าเก็บแผงประตู ไป่จิ่งเซวียนหัวเราะ


“ข้ากำชับเขาทุกวันว่า หากเจอแม่นางกู้จะต้องรีบวิ่งมาแจ้งข้า เพราะเขาตื่นเต้นเกินไปจึงทำท่าทางที่เสียมารยาทเช่นนั้น ข้าขออภัยแทนเขาด้วย”


“ท่านลุงสามพูดเกินไปแล้ว!” กู้เยี่ยเดินเข้าไปในลานด้านในอย่างคุ้นชิน เจ้าของร้านพาพนักงานในร้านไปขนเครื่องยาลงจากหลังม้า จากนั้นก็จูงม้าไปที่คอกม้าหลังบ้าน และดูแลเป็นอย่างดี


หลังจากที่พวกเขานั่งลง ไป่จิ่งเซวียนก็สั่งหญิงรับใช้ว่า “ไปชงชาเงินคุณภาพเยี่ยมที่ข้าเพิ่งได้รับมาใหม่ แล้วเอามาต้อนรับแขกผู้มีเกียรติหน่อยซิ”


กู้เซียวปฏิเสธอย่างสุภาพว่า “ลุงสามเกรงใจเกินไปแล้ว เอาชาดีเช่นนี้มาให้คนไม่มีความรู้อย่างพวกเราดื่ม มันจะเป็นการเสียเปล่า” กู้เซียวไม่ค่อยชื่นชมใบชาที่มีรสขม


“ดูท่านปู่กู้พูดเข้าให้สิ เสียเปล่าสักที่ไหนกัน แม่นางกู้เป็นดาวนำโชคของร้านจี้หมินถังของพวกข้า พวกเจ้าเป็นครอบครัวของนางจึงต้องต้อนรับอย่างดีที่สุด ทั้งสามท่านทานอาหารค่ำหรือยัง ไปเรียกแม่ครัวให้ทำอาหารดีๆ มาหลายๆ จาน ข้าจะดื่มกับท่านปู่กู้ให้สุขใจ” ไป่จิ่งเซวียนนึกถึงผลประโยชน์ที่ยาสำหรับเด็กมอบให้กับร้านจี้หมินถังก็ตื่นเต้นจนควบคุมไม่อยู่


94 บทที่ 94 ของขวัญจากอาจารย์

 


หลังจากดื่มเหล้าไปสามยก ไป่จิ่งเซวียนก็พ่นลมหายใจกลิ่นสุราออกมา และพูดกับกู้เยี่ยที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ว่า “แผนยาราคาถูกสำหรับเด็กที่เจ้าเสนอมา ทำให้ร้านจี้หมินถังของพวกเราได้รับชื่อเสียงและผลกำไรมากมายจริงๆ ด้วย แต่ว่าผลประโยชน์ทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่ร้านจี้หมินถังแทบทั้งหมด อย่างไรเสียก็รู้สึกผิดต่อแม่นางกู้ ถ้าหากแม่นางกู้ไม่ยึดมั่นว่าให้ปกปิดนามล่ะก็จะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังแน่นอน!”


“นี่เป็นกฎของสำนักพวกข้า หากยังไม่สำเร็จวิชา เครื่องยาที่ปรุงขึ้นมาก็จะไม่สามารถระบุชื่อของตนหรือสำนัก ท่านลุงไป่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก รอหลังจากที่ข้าสำเร็จวิชา ค่อยระบุชื่อข้าก็ยังได้” กู้เยี่ยที่กินขาไก่อย่างเอร็ดอร่อยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ


ไป่จิ่งเซวียนถามหยั่งเชิงว่า “ไม่รู้ว่ายาสำหรับเด็กเหล่านี้ แม่นางกู้สามารถผลิตต่อเดือนได้มากเท่าไหร่หรือ ยาที่นำไปขายที่ร้านจี้หมินถังตามสาขาเมืองต่างๆ ตอนนี้ใกล้จะหมดแล้ว”


กู้เยี่ยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ในตอนนี้มีแค่ข้าคนเดียว จำนวนการผลิตจึงไม่มาก รอถึงช่วงสิ้นปลายฤดูใบไม้ผลิ ข้าจะหาคนที่พึ่งพาได้ รวมตัวกัรเปิดเป็นโรงปรุงยา และผลิตยาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ...”


เมื่อไป่จิ่งเซวียนได้ยินจึงพูดอย่างดีใจว่า “ดียิ่งนัก! ถ้ายาสำหรับเด็กเหล่านี้สามารถกระจายไปทั่วแคว้นได้ มันก็จะเป็นเรื่องดีที่สามารถสร้างความสุขให้กับเด็กทั่วใต้หล้า ข้าไป่จิ่งเซวียนขอดื่มคารวะแม่นางกู้แทนเด็กๆ หนึ่งจอก”


กู้เยี่ยหยิบถ้วยน้ำแกงขึ้น แล้วยิ้มพูดว่า “ข้ายังเด็กอยู่และร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดื่มเหล้าได้ แต่ความหวังดีของท่านลุงไป่ กู้เยี่ยซาบซึ้งยิ่งนัก ถือว่าขอใช้น้ำแกงแทนเหล้าเถิด”


“ดีเลย ‘น้ำแกงแทนเหล้า’ มา!” ไป่จิ่งเซวียนหัวเราะอย่างมีความสุข เมื่อดื่มเหล้าจนหมดจอก และกินกับข้าวไปสองคำ เขาจึงพูดต่อไป “แต่ว่าข้าขอเตือนด้วยความหวังดี สูตรยาสำหรับเด็กเหล่านี้ เจ้าต้องเก็บไว้เป็นความลับอย่างมิดชิดนะ”


กู้เยี่ยพยักหน้าแล้วพูดว่า “วางใจเถอะ กู้เยี่ยรู้ว่าต้องทำอย่างไร ขอบคุณท่านลุงไป่ที่เตือน”


หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ กู้เยี่ยก็นำยาสำหรับเด็กที่นำมาและส่งให้ไป่จิ่งเซวียนนับ ยาสำหรับเด็กในครั้งนี้มีจำนวนมากกว่าครั้งก่อนสิบเท่า จนทำให้ไป่จิ่งเซวียนดีใจมาก


กู้เยี่ยขายยาสำหรับเด็กให้กับร้านจี้หมินถังในราคาที่สูงกว่าต้นทุนเพียงหนึ่งส่วน ส่วนกำไรที่เหลือให้ร้านจี้หมินถังก็มีเพียงหนึ่งส่วน เมื่อหักค่าขนส่งและการดำเนินการ สามารถบอกได้ว่าร้านจี้หมินถังแทบจะไม่ได้กำไร


แต่ชื่อเสียงและเกียรติยศในตอนนี้มีมูลค่ากว่ากำไรมากกว่าเสียอีก เมื่อชื่อเสียงของร้านจี้หมินถังถูกแพร่กระจายจากปากต่อปาก และได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน ยอดขายของยาตัวอื่นๆ ก็จะเพิ่มสูงตามไปด้วย ส่วนสาขาที่ขายยาสำหรับเด็กเหล่านั้น ยอดขายเพียงสั้นๆ ไม่กี่วัน ก็เกินยอดทั้งเดือนในอดีตแล้ว ไม่เพียงแต่สร้างปรากฏการณ์ตั้งแต่เปิดกิจการมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังทิ้งห่างจากคู่แข่งอีกด้วย นี่เป็นสิ่งที่ร้านจี้หมินถังไม่เคยคาดคิดมาก่อน


เชื่อว่าด้วยการส่งเสริมและแพร่ขยายของยาสำหรับเด็ก ร้านจี้หมินถังจะต้องสามารถแข่งขันกับร้านที่มีชื่อเสียงและสร้างรากฐานที่มั่นคงอย่าง ร้านไป่เฉ่าถัง ร้านเป่าเหอถัง ร้านถงจี้ถัง ได้อย่างแน่นอน ตระกูลไป่ต้องจะรุ่งโรจน์!


มีการตกลงกับไป่จิ่งเซวียนแล้วว่า จะส่งเครื่องยาชุดสุดท้ายในช่วงสิ้นปีที่สอง ซึ่งเครื่องยาหลักจะเป็นยาสำหรับเด็ก นอกจากนี้ ไป่จิ่งเซวียนก็ได้ให้คำแนะนำที่เป็นไปได้ในเรื่องโรงปรุงยาเช่นกัน


จนกระทั่งเสียงฆ้องยามสามดังขึ้น ไป่จิ่งเซวียนจึงออกจากห้องแขกอย่างไม่อยากจาก ร้านจี้หมินถังรู้ว่ากู้เยี่ยและอาจารย์อาศัยอยู่ในภูเขาลึกอย่างสันโดษ จึงได้เตรียมห้องพักพิเศษสองห้องไว้สำหรับพวกเขาไว้ที่ลานด้านหลัง สำหรับกู้เยี่ยแล้ว การอาศัยอยู่ในห้องพักสบายกว่าการอยู่โรงเตี๊ยม อีกทั้งยังประหยัดเงินด้วย จะไม่ยินดีได้อย่างไร


เช้าวันที่สอง กู้เยี่ยนำเงินสองร้อยแปดสิบตำลึงที่ได้จากร้านจี้หมินถังไปซื้อของปีใหม่อย่างสุรุ่ยสุร่าย เนื่องจากในบ้านมีคนเยอะ การซื้อธัญพืชจึงเป็นสิ่งจำเป็น นางซื้อข้าวขาวและแป้งมาอย่างละยี่สิบชั่ง ทั้งข้าวเหลือง ข้าวเหนียว ถั่วแขก และถั่วแดงก็ซื้อมาตั้งยี่สิบชั่ง ป้าเหยียนบอกว่าขนมจำพวกแป้งทั้งหลายจะทำกันเองที่บ้าน กู้เยี่ยจึงสั่งซื้ออย่างไม่ลังเล เนื่องจากฝีมือของป้าเหยียนอร่อยว่าซื้อในเมืองแน่นอน


ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ของที่ตระกูลจวินและตระกูลฉู่มอบให้ก็จะใส่ไม่หมดอยู่แล้ว จึงไม่ต้องซื้อ เมื่อเดินผ่านร้านขายเนื้อ กู้เยี่ยก็ต้องการซื้อเพิ่ม แต่ถูกท่านปู่ห้ามเอาไว้ เนื่องจากก่อนถึงเทศกาล ครอบครัวต่างๆ ในหมู่บ้านชิงซานหรือหมู่บ้านใกล้เคียงที่เลี้ยงหมูเอาไว้จะเชือดหมูฉลองปีใหม่ ซึ่งราคาถูกกว่าซื้อในเมือง อีกทั้งยังไม่ต้องขนกลับให้เหนื่อยด้วย


เมื่อเป็นเช่นนี้ ของจำเป็นที่ต้องซื้อก็มีไม่มากแล้ว กู้เยี่ยบุกไปที่ร้านขายของชำ แล้วซื้อเครื่องปรุงอย่างน้ำมัน เกลือ เครื่องปรุงรส และน้ำตาลมามากมาย อีกทั้งยังซื้อโป๊ยกั๊ก พริกไทย ใบกระวาน และยี่หร่ามาไม่น้อย กู้เยี่ยเองก็ไม่คิดว่าจะสามารถซื้อเครื่องปรุงได้ครบครันเช่นนี้


นี่เป็นปีใหม่หลังจากที่นางได้มาถึงที่แห่งนี้ ที่ที่ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการแก่งแย่ง ไม่มีสัตว์กลายพันธุ์...อีกทั้งนางยังได้รับความรักความเอ็นดูจากท่านปู่และพี่ชาย จึงต้องเฉลิมฉลองอย่างครื้นเครง กู้เยี่ยเดินตลาดสดไปหลายรอบ ซื้อไก่มาสองตัว ห่านสองตัว และเป็ดอีกสองตัว


เมื่อเจอกับร้านขายปลา นางก็ซื้อปลาไนที่หนักสามชั่งมาสองตัว เมืองไร้ชื่ออยู่ติดภูเขาไม่ติดน้ำ ปลาสองตัวจึงมีราคาแพงกว่าไก่และเป็ดมาก แต่ตอนนี้กู้เยี่ยไม่ขัดสนเรื่องเงิน นางทำเพียงจ่ายเงินไปโดยไม่แม้แต่จะต่อรองราคาอย่างสบายอกสบายใจ


กู้เซียวและกู้หมิงต่างสบตากัน ต่างยิ้มขมขื่น เดิมทีเงินในมือมีมากจนใช้ไม่หมด แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่เท่ากระเป๋าถือ ในตอนนี้ทั้งมือทั้งไหล่ของพวกเขาก็เต็มไปด้วยของ เฮ้อ! มีหลานสาว (น้องสาว) มากความสามารถ มันช่างกดดันเสียจริง! พวกเขามองดูกู้เยี่ยที่กำลังผลาญเงินอย่างมีความสุขอย่างไม่มีทางเลือก และยอมรับชะตากรรมด้วยการทำหน้าที่เป็นคนถือของต่อไป


จนกระทั่งอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า กู้เยี่ยจึงจะยอมกลับอย่างไม่ค่อยหนำใจนัก ทันทีที่ไปถึงบริเวณร้านจี้หมินถัง ก็มองเห็นคุณชายใหญ่สกุลติงประคองพ่อของเขาเดินออกจากร้านจี้หมินถัง พร้อมกับสีหน้าที่มีความสุข


“แม่นางกู้ ในที่สุดพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว” ท่าทีของคุณชายใหญ่สกุลติงสุดแสนจะอบอุ่นและจริงใจ ถ้าไม่มีกู้เซียวคอยขวางเอาไว้ เขาจะต้องพุ่งเข้ามาจับมือของกู้เยี่ยอย่างแน่นอน


“ติงหยวนวั่ย คุณชายติง พวกเจ้าใครไม่สบายหรือ” กู้เยี่ยเห็นทั้งสองหน้าแดง ไม่เหมือนกับกำลังป่วยอยู่ จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย คงไม่ตั้งใจมาร้านจี้หมินถังเพื่อหานางหรอกกระมัง ครั้งก่อน นางให้ยาทั้งสองคนในปริมาณที่เพียงพอสำหรับกินสามเดือน จะต้องไม่ได้มาเพื่อซื้อยาแน่นอน


คุณชายติงยิ้มแล้วพูดว่า “นี่ก็ใกล้ปีใหม่แล้วไม่ใช่หรือ ปีใหม่ทั้งทีไม่กินเนื้อได้อย่างไร ดังนั้น...ท่านพ่อของข้าจึงมาร้านจี้หมินถังเพื่อให้ท่านหมอตรวจร่างกาย ดูว่าร่างกายดีขึ้นหรือยัง สามารถอะลุ้มอล่วยให้กินเนื้อสัตว์สักหน่อยได้หรือไม่...”


ติงหยวนวั่ยหน้าแดงพร้อมกับจ้องไปที่ลูกชายแล้วพูดว่า “เจ้าเลิกอ้างข้าได้แล้ว! ทั้งๆ ที่เจ้าเป็นคนทนไม่ได้ อยากกินเนื้อสัตว์แท้ๆ”


“ใช่ๆ ใช่แล้ว !” เมื่อคุณชายติงเห็นท่านพ่อโมโห จึงรีบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วพูดว่า “ข้าอยากกินเอง พอใจหรือยัง หรือท่านไม่อยากกินเนื้อแดงติดมันสักหน่อย”


ติงหยวนวั่ยกระแอมออกมา แล้วพูดกระซิบอย่างไม่พอใจว่า “ข้ากินมังสวิรัติมาหลายเดือนแล้ว ปากของข้าจืดไปหมดแล้ว ขนาดฝันยังนอนฝันว่าได้แทะขาหมู ไม่อยากกินเนื้อสิแปลก!”


สองพ่อลูกคู่นี้ทำให้กู้เยี่ยตลกขบขัน นางทำสุดความสามารถเพื่อกลั้นขำเอาไว้แล้วพูดว่า “สามารถกินเนื้อปลา เป็ด ไก่ แล้วก็เนื้อวัวและเนื้อแกะที่มันน้อยได้ไม่ใช่หรือ”


“ของพวกนั้นจะไปสู้ขาหมูได้อย่างไร!” ติงหยวนวั่ยเหลือบมองที่ท้องของตัวเองด้วยความเศร้าเล็กน้อย สองเดือนที่ผ่านมานี้ เขาผอมลงมาก หน้าท้องก็ยุบลง แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องสั่งตัดใหม่


กู้เยี่ยกัดริมฝีปากเอาไว้ พยายามกลั้นขำอย่างสุดแรง แล้วพูดกับติงหยวนวั่ยว่า “แล้วผลตรวจเป็นอย่างไร”


สีหน้าของคุณชายติงก็ยิ่งร่าเริงขึ้น “ต้องขอบคุณแม่นางกู้ยิ่งนัก จากการตรวจชีพจรก็ไม่พบโรคหัวใจในตัวข้าแล้ว อาการป่วยของท่านพ่อก็บรรเทาลงไม่น้อย...ทั้งหมดเป็นเพราะแม่นางกู้และโอสถบำรุงหัวใจของเจ้า”


เมื่อกู้เยี่ยได้ยินเช่นนั้น นางก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในตอนนี้นางกำลังเรียนการจับชีพจร จึงอดไม่ได้ที่จะช่วยจับชีพจรให้สองพ่อลูกคู่นี้ ซึ่งแน่นอนว่าชีพจรของคุณชายติงดูมั่นคงแข็งแรง ไม่มีจุดบ่งชี้ถึงอาการป่วยเลยแม้แต่น้อย ส่วนโรคหัวใจของติงหยวนวั่ยก็อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้


โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นโรคหัวใจแล้วไม่ทำการผ่าตัด มันก็ยากที่จะรักษาหาย แต่ร่างกายของคุณชายติงกลับมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น หรือว่า...เป็นเพราะน้ำค้างบนกลีบบัวแดงน้อยที่อยู่ในห้วงมิติ?


“เป็นอย่างไร เป็นอย่างไร” คุณชายติงเห็นนางขมวดคิ้วขึ้น ก็รู้สึกใจหายจึงยิงคำถามรัวเร็วอย่างกังวล “หมอเทวดาน้อย พวกเราจะไม่ดีใจเปล่าใช่ไหม”


“ท่านหมอของร้านจี้หมินถังวินิจฉัยได้ถูกต้อง เจ้าหยุดกินยาได้แล้ว หลังจากนี้ก็คอยระวังเรื่องอาหารการกิน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ” กู้เยี่ยมอบโอสถสบายใจให้เขาหนึ่งเม็ด “ส่วนติงหยวนวั่ย หยุดกินยาได้สักพัก หากรู้สึกไม่สบาย ค่อยกินยาบำรุงหัวใจ”


“แล้ว...ตอนปีใหม่ พวกเราสามารถกินขาหมูและเนื้อแดงไหม” ทั้งสองพ่อลูกส่งสายตาคาดหวังราวกับลูกสุนัขที่อ้อนวอนขอกระดูกติดเนื้อจากเจ้าของ แต่ตอนนี้ขาดแค่หางที่ส่ายไปมาเท่านั้น


กู้เยี่ยมองพ่อลูกคู่นี้อย่างหมดทางเลือก และถอนหัวใจพูดว่า “สามารถกินได้นิดหน่อย แต่ห้ามกินเยอะ แล้วปกติก็ต้องระวังเรื่องอาหารการกิน พยายามกินอาหารมันๆ ทั้งหลายและอาหารรสหวานที่ใส่น้ำตาลให้น้อยๆ”


“น้อยนี่คือเท่าไหร่หรือ แม่นางโปรดบอกด้วย” ความปรารถนาเพื่อสุขภาพของติงหยวนวั่ยห่างไกลจากความอยากอาหารของตนนัก เขาเคยลิ้มรสชาติแห่งความตายมาแล้ว จึงไม่ต้องการลิ้มรสอีกเป็นครั้งที่สอง!


“ถ้าในหนึ่งวัน เนื้อติดมันชิ้นใหญ่ขนาดนั้นห้ามกินเกินสามชิ้น ส่วนเนื้อที่ติดมันไม่มากก็ห้ามกินเกินห้าชิ้น” กู้เยี่ยทำมือเทียบกับขนาดของไพ่นกกระจอก


“เอ๋? กินได้แค่นี้เองหรือ!” สองพ่อลูกรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้าราวกับหนูน้อยที่เชื่อฟัง


หลังจากที่ส่งสองพ่อลูกประหลาดคู่นี้กลับแล้ว กู้เยี่ยก็เดินเข้าไปในห้องพักของแขก แล้วจึงรู้ว่าสองพ่อลูกคู่นั้นได้ส่งของขวัญปีใหม่มาให้นาง ซึ่งเป็นของจำพวกเสื้อผ้า เครื่องประดับและขนม


สายตาของกู้เยี่ยถูกดึงดูดด้วยผ้าแพรต่วนชุดหนึ่งที่สีสันสดใส เมื่อมองวัสดุนี้เพียงแวบแรก ก็จะมองไม่เห็นสีสันใดๆ แต่สีของมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามความสว่างและทิศทางของแสง ซึ่งเป็นความแวววาวอันน่าหลงใหล นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบ วัสดุที่ใช้นุ่มลื่นราวกับนมวัว อีกทั้งยังอ่อนโยนราวกับหยกขาว


ไป่จิ่งเซวียนเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา เมื่อเห็นนางกำลังลูบผ้าอยู่ก็รีบพูดว่า “นี่เป็น ‘ผ้าแพรไหม’ ที่อาจารย์ฝากคนเอามาให้ ทั่วทั้งแคว้นตงหลิงสามารถผลิตได้เพียงปีละห้าถึงหกชุดเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นเครื่องบรรณาการส่งมอบให้กับแคว้นเหยียน หากหญิงสาวชนชั้นสูงในเมืองหลวงได้รับผ้าเช็ดหน้าผ้าแพรไหมสักผืน ก็จะทำให้ผู้คนต่างอิจฉา ยิ่งไม่พูดถึงผ้าแพรไหมทั้งชุดแบบนี้! ปราชญ์โอสถรักเจ้าเสียจริง!”


“ข้าเป็นลูกศิษย์สุดที่รักของเขา ถ้าเขาไม่รักข้าจะให้ไปรักผู้ใดเล่า” กู้เยี่ยพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ แต่ว่านางได้รู้จักกับเส้นสายของอาจารย์มากขึ้นอีกขั้น วัสดุผ้าที่หายากเช่นนี้ อีกทั้งม้าที่เขามอบให้ สมแล้วที่เขาเป็นปราชญ์โอสถที่มีชื่อเสียง!


95 บทที่ 95 จดหมายจากใครบางคน

 


ไป่จิ่งเซวียนกะพริบตาหลายครั้ง ปราชญ์โอสถไม่ได้มีลูกศิษย์แค่แม่นางกู้เพียงคนเดียว อีกทั้งยังไม่เห็นว่าเขาจะปฏิบัติต่อแพทย์โอสถใหญ่เจียงผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ถึงเพียงนี้ หรือนี่จะเป็นความแตกต่างระหว่างศิษย์พี่กับศิษย์น้อง ศิษย์ผู้ชายกับศิษย์ผู้หญิง


“ว้าว กระจก! เรือนอิ่นเจินออกกระจกแล้วหรือ” กู้เยี่ยหยิบกระจกที่ประดับด้วยอัญมณีงดงามออกจากห่อผ้า สิ่งที่พิเศษที่สุดคือมันถูกติดด้วยกระจกเงิน


กู้เยี่ยเอามาส่องตัวเอง ว้าว คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตางดงามโดดเด่น จมูกเป็นสันตรง ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีดอกกุหลาบ ประกอบกับใบหน้าทรงเมล็ดแตงโมเล็กๆ และผิวขาวเนียน นางก็เป็นสาวสวยเหมือนกันนะเนี่ย กู้เยี่ยส่องซ้ายส่องขวาอย่างได้ใจ และชื่นชมความงามที่ยังไม่คุ้นเคยนักของตัวเอง


ไป่จิ่งเซวียนหยิบกระจกอีกอันขึ้นมา หลังจากที่ลองส่องดูก็รู้สึกประหลาดใจ “นี่เป็นกระจกที่ทำจากแก้วหรือ ส่องได้ชัดเจนเหลือเกิน แม้แต่เส้นขนบนใบหน้าก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งนัก แม่นางกู้ อาจารย์ของเจ้าช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ถึงกับหาของล้ำค่าแบบนี้มาได้”


เรื่องที่เรือนอิ่นเจินขายผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากแก้วในราคาที่สูงลิ่ว ไป่จิ่งเซวียนเองก็รู้ดี ตอนที่เขากลับมาจากเมืองเหยียนก็ไม่รู้ว่ามีกระจกขาย ซึ่งหมายความว่า สมบัติที่แม้แต่เรือนอิ่นเจินยังไม่มี แต่ปราชญ์โอสถกลับหามาได้แล้วนำมามอบให้กับลูกศิษย์สุดที่รักของเขา หากเป็นเช่นนี้แล้ว ปราชญ์โอสถก็ให้ความสำคัญกับลูกศิษย์คนนี้มากจริงๆ


กู้เยี่ยพลิกดูห่อผ้าไปมา ด้านในนอกจากจะมีกระจกขนาดเล็กแบบถืออยู่ห้าหกอัน ยังมีกระจกสี่เหลี่ยมที่สามารถวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง และกระจกติดผนังที่สามารถแขวนไว้บนผนังได้ ฮ่าๆ อาจารย์น่ารักจริงๆ เลย นี่ตั้งใจจะให้ติดกระจกไว้ทุกห้องที่อยู่ในบ้านเลยหรือ


“ท่านลุงไป่ บ้านท่านมีลูกสาวไหม” กู้เยี่ยพูดออกมาขณะที่เล่นกระจกงดงามวิจิตรเหล่านี้อยู่


“ข้ามีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง เป็นคนเล็กสุดของบ้าน ตอนนี้อายุแปดปีแล้ว” เมื่อพูดถึงบุตรสาวแสนรัก สายตาของไป่จิ่งเซวียนก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอันอ่อนโยน


กู้เยี่ยถึงกับรู้สึกอิจฉาสาวน้อยที่นางไม่เคยพบหน้ามาก่อน เฮ้อ...ทำไมสิ่งที่นางต้องมาพบเจอกลับเป็นพ่อที่เลวทราม แต่ไม่เป็นไร นางยังมีท่านปู่ อาจารย์ และพี่ชายที่รักน้องสาว นี่ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว


“กระจกอันเล็กอันนี้ ท่านลุงไป่เอาไปให้น้องไป่เถอะ” กู้เยี่ยเลือกกระจกด้านหนึ่งที่ฝังด้วยผลึกแก้วสีชมพู แล้วยัดไว้ในมือของไป่จิ่งเซวียน สาวน้อยน่าจะชอบสีชมพูอ่อนๆ แบบนี้นะ


“จะรับไว้ได้อย่างไร” ไป่จิ่งเซวียนรีบปฏิเสธแล้วพูดว่า “แม่นางกู้ กระจกพวกนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ในฐานะผู้อาวุโสอย่างข้า จะให้รับของขวัญที่ล้ำค่าเช่นนี้จากเจ้าได้อย่างไร”


“ท่านลุงไป่” กู้เยี่ยกะพริบตาดำกลมโตที่ดูฉลาดแก่นแก้ว พร้อมกับทำปากมุ่ยพูดว่า “กระจกบานนี้ข้าไม่ได้มอบให้ท่านเสียหน่อย ข้ามอบให้กับน้องไป่ที่ข้าไม่เคยพบหน้าต่างหาก ต่อให้กระจกมีค่าแค่ไหน ก็ใช้เพียงเพื่อส่องหน้า มีแค่อันเดียวก็พอแล้ว การที่อาจารย์ให้กระจกข้ามาเยอะขนาดนี้ ก็เพื่อให้ข้าเอาไปแจกคนอื่นแน่นอน รีบรับเอาไว้เร็วเข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะโกรธแล้วนะ”


เมื่อไป่จิ่งเซวียนได้ยินเช่นนั้น ก็ยื่นมือไปรับกระจกมาอย่างลังเล จากนั้นเขาก็ยิ้มอย่างซาบซึ้งแล้วพูดว่า “หลังจากผ่านปีใหม่ ข้าจะพาเจ้าหนูน้อยมาขอบคุณแม่นางกู้เยี่ยด้วยตัวเอง”


“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” กู้เยี่ยนำกระจกที่เหลือเก็บกลับไปในห่อ “หากน้องไป่สนใจ ก็มาเป็นแขกที่บ้านข้าได้ ข้าจะพาน้องไป่ขึ้นเขาเก็บเห็ด ขุดหาสมุนไพร ถ้าหากโชคดีก็ยังสามารถใช้ด้ามหนังยางยิงนกด้วย!”


แน่นอนว่าไป่จิ่งเซวียนยินดีที่จะให้ลูกสาวของตนใกล้ชิดกับอนาคตแพทย์โอสถใหญ่อยู่แล้ว! แพทย์โอสถใหญ่ไป่หลี่ก็ได้เป็นก้าวจากแพทย์โอสถไปเป็นแพทย์โอสถใหญ่ด้วยการปรุงโอสถออกมาได้ ส่วนแม่นางกู้สามารถปรุงยาสำหรับเด็กได้ด้วยตัวเองแล้ว โอสถก็คงไม่ยากเกินความสามารถนาง ซึ่งหมายความว่าความสามารถของนางได้เริ่มเข้าข่ายการเป็นแพทย์โอสถใหญ่แล้ว เชื่อว่าในงานประชุมแพทย์โอสถในอีกสองปีให้หลัง นางจะต้องเป็นที่สะเทือนทั้งวงการแพทย์โอสถแน่ ถ้าตระกูลไป่ยังคงสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนาง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถพึ่งบารมีนางได้อย่างแน่นอน


ส่วนลูกสาวตัวน้อยที่น่ารักและซุกซนของตน ด้วยความเข้าใจของไป่จิ่งเซวียนที่มีต่อนาง นางจะต้องรู้สึกสนใจกับสิ่งแปลกใหม่ที่แม่นางกู้เล่าแน่ๆ แต่หวังว่านางจะสามารถเล่นด้วยกันกับแม่นางกู้ได้นะ!


“ท่านลุงไป่ อาจารย์ได้ส่งจดหมายมาว่าจะกลับเมื่อไหร่ไหม” อาจารย์ออกเดินทางไปครึ่งเดือนแล้ว กู้เยี่ยรู้สึกคิดถึงตาเฒ่าที่ทั้งเย่อหยิ่งและน่ารักคนนั้นแล้ว


ไป่จิ่งเซวียนส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คนที่มาส่งของไม่ได้พูดถึงวันกลับของปราชญ์โอสถเลย แต่ว่ายังมีจดหมายอีกหนึ่งฉบับที่ส่งมาพร้อมกับห่อสัมภาระ ไม่แน่ว่าด้านในอาจจะมีข่าวคราวที่เจ้าอยากรู้”


กู้เยี่ยรีบเปิดห่อสัมภาระออกอย่างรวดเร็ว และหยิบซองจดหมายปิดผนึกฉบับหนึ่งออกจากด้านใน บนซองจดหมายว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ตัวอักษรเดียว เมื่อเปิดออกมาด้านในเป็นกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง ตัวอักษรที่เขียนอยู่ด้านบนเขียนอย่างสวยงามและเรียบร้อย ดูมีรากฐาน มั่นคงและทรงพลัง


‘ถึงลูกศิษย์ตัวน้อยของปราชญ์โอสถ ข้าได้รับจดหมายขอบคุณของเจ้าแล้ว เมื่อเทียบกับบุญคุณที่ปราชญ์โอสถเคยช่วยชีวิตเอาไว้ ของขวัญเล็กๆ น้อย ๆ เหล่านี้ถือเป็นของเล็กน้อย โปรดรับน้ำใจเล็กน้อยนี้เอาไว้เถิด!’ ท้ายจดหมายไม่ได้ระบุนาม


สวรรค์รู้ดีว่า เพื่อที่จะเขียนตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดนี้ ชายบางคนต้องเขียนแล้วฉีก ฉีกแล้วเขียนใหม่ไปหลายฉบับ จนกินเวลาตลอดทั้งช่วงบ่าย ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อเขียนตัวอักษรที่งดงามสมบูรณ์ที่สุดให้นางดู แต่น่าเสียดายที่ยัยหนูน้อยบางคนไม่รู้จักการชื่นชมความงาม หลังจากที่อ่านเสร็จก็โยนจดหมายไปไว้มุมหนึ่งของห้อง จากนั้นก็กอดผ้าแพรไหมเอาไว้ แล้วครุ่นคิดว่าจะเอาไปทำเสื้อชั้นในแบบไหน


ผ้าแพรไหมเป็นมิตรกับผิวและให้ความรู้สึกสบายเหลือเกิน! เสื้อชั้นในผ้าฝ้ายที่กู้เยี่ยใส่อยู่ ถึงแม้ว่าจะสบายดี แต่ก็ยับง่าย แค่นอนกลิ้งอยู่บนเตียงหน่อยเดียวก็ยับยู่ยี่เหมือนผักดองแล้ว ผ้าแพรไหมทั้งสบายและไม่ยับง่าย อีกทั้งเมื่อสวมใส่ชุดที่ทำจากไหมยังเป็นผลดีต่อร่างกาย ผ้าแพรไหมก็คงจะเหมือนกันสินะ


ถ้าไป่จิ่งเซวียนรู้ถึงแผนการในใจของกู้เยี่ย เขาจะต้องปวดใจจนกระอักเลือดแน่ ผ้าแพรไหมที่เหล่าหญิงสาวชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างภาคภูมิใจและเอามาทำเป็นเช็ดหน้า กลับถูกเอามาทำเป็นเสื้อชั้นใน มันไม่เสียของไปหน่อยหรือ


อย่างไรก็ตาม กู้เซียวได้ติดตามแม่ทัพอาวุโสมานานหลายปีจึงมีความรู้มีประสบการณ์อยู่บ้าง เมื่อกู้เยี่ยพบว่าเสื้อชั้นในผ้าแพรไหมมีประโยชน์ ก็ได้เสนอว่าจะทำเสื้อชั้นในให้ท่านปู่และพี่ชายคนละชุด กลับถูกเขาปฏิเสธเอาไว้


นี่เป็นครั้งแรกที่กู้เซียวเข้ามายุ่งกับของของหลานสาว และเกลี้ยกล่อมให้นางเก็บผ้าที่เหลือเอาไว้ เมื่อนางโตขึ้นก็จะนำมาตัดเป็นชุดกระโปรง หรือเก็บไว้เป็นสินสอดตอนแต่งงาน ซึ่งจะสามารถทำให้ครอบครัวฝั่งสามีชื่นชมยกย่องได้แน่นอน เมื่อกู้เยี่ยเห็นท่านปู่เอาจริงเอาจังขนาดนี้ นางจึงไม่ยุ่งกับผ้าพวกนี้อีก


หลังจากที่กลับจากเมือง กู้เซียวก็ยุ่งอยู่ตลอด เขากับนายพรานจางถูกชาวบ้านชวนให้ไปช่วยเชือดหมูฉลองปีใหม่ ป้าเหยียนเองก็ถูกเชิญให้ไปช่วยทำหม้อไฟเนื้อหมู เนื่องจากนางมีฝีมือในการทำอาหาร กู้หมิงและกู้เยี่ยใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของท่านปู่ไปตระเวนกินหม้อไฟเนื้อหมูตามบ้านคนอื่นติดต่อกันหลายวัน


การฆ่าหมูต้อนรับปีใหม่จะต้องเชื่อเชิญญาติมิตรและคนที่มาช่วยเชือดหมูมาร่วมวงกินด้วย หม้อไฟเนื้อหมูเป็นอาหารที่แทบจะใช้อวัยวะทุกส่วนของหมูมาทำ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหมูเอย เนื้อหัวหมูเอย เนื้อหมูฉีกเอย ไส้กรอกเลือดหมูเอย เนื้อหมูต้มผักกาดดองเอย อีกทั้งยังมีหมูสับ ใส่หมูลงหม้อทั้งตัวไปเลย


กู้เยี่ยยืนอยู่ข้างๆ ในฐานะนักวางแผน ป้าเหยียนก็นำชิ้นส่วนต่างๆ ที่เหลือในตัวหมูมาทำเป็นอาหารระดับภัตตาคาร อย่างหัวหมูพะโล้ และขาหมู หางหมูตุ๋น จนได้การชื่นชมจากทุกคน ส่วนกู้เยี่ยก็แทะหางหมูอย่างเพลิดเพลิน!


ปีใหม่เล็กเองก็มาถึงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ยี่สิบสี่ค่ำเดือนสิบสอง กินขนมจ้าวถัง วันนี้เป็นวันไหว้ส่งเทพเจ้าเตาไฟ ตามตำนานเล่าว่าเทพเจ้าเตาไฟจะอยู่ในบ้านตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมา เพื่อจับตาดูพฤติกรรมของคนในบ้าน เมื่อถึงวันที่ยี่สิบสี่ค่ำเดือนสิบสอง เทพเจ้าเตาไฟก็จะกลับขึ้นศาลสวรรค์ เพื่อรายงานบาปบุญของครอบครัวนี้ให้เง็กเซียนฮ่องเต้ และให้เง็กเซียนฮ่องเต้ตกรางวัลหรือลงโทษ ในขณะเดียวกัน ในปีใหญ่นี้ครอบครัวจะสุขหรือทุกข์ก็อยู่ในกำมือของเทพเจ้าเตาไฟ


ดังนั้นในวันปีใหม่เล็ก ผู้คนก็จะต้องบูชาเตา และต้องวางเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ไว้บนโต๊ะหน้ารูปปั้นเทพเจ้าเตาไฟ ที่สำคัญต้องถวายจ้าวถัง อาหารประเภทนี้มีรสหวานและเหนียว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าใช้จ้าวถังติดเหนียวอยู่ในปากของเทพเจ้าเตาไฟ เพื่อทำให้เทพเจ้าเตาไฟไม่สามารถขึ้นสวรรค์ไปพูดเรื่องไม่ดีของบ้านตน


รุ่งเช้าพอตื่นขึ้นมา กู้เยี่ยก็ตามป้าเหยียนไปทำงานอย่างขยันขันแข็ง นอกจากใช้น้ำตาลเคี่ยวงาและแป้งมันเพื่อทำจ้าวถังตามแบบดั้งเดิมแล้ว ด้วยคำแนะนำของกู้เยี่ย นางยังใช้น้ำตาลเคี่ยวทำเป็นขนมงา ขนมถั่วตัด และขนมแสนอร่อยชนิดต่างๆ ที่มีรสชาติเฉพาะตัว


ท่ามกลางลมหนาวในฤดูหนาว กลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งกระจายทั่วท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงซาน ทำเอาเด็กๆ มากมายตื่นเต้นคึกคัก น้ำลายสอกันถ้วนหน้า หนึ่งในนั้นก็มีต้าจ้วงและเสี่ยวจ้วง ลูกชายทั้งสองคนของหลิวซื่ออยู่ด้วยรวมอยู่ด้วย


ต้าจ้วงอดใจไม่ไหวตั้งนานแล้ว จึงสืบหาที่มาของกลิ่นหอม เขาร้อนรนใจอยู่ในลานบ้าน ลูกตาของเจ้าหมอนี่กลอกไปมา พลางพูดกับหลิวซื่อที่กำลังทำจ้าวถังอยู่ในครัวว่า “ท่านแม่ ยัยเด็กกู้เยี่ยนั่นทำจ้าวถังที่หอมกรุ่นไว้มากมายเลย และยังมีขนมชนิดต่างๆ ด้วย ไม่รู้ว่าจะรู้จักกตัญญูแบ่งมาให้ท่านพ่อสักชุดไหม”


หลิวซื่อถอนใจแล้วพูดว่า “ยัยเด็กเวรดวงไม่ยอมถึงฆาตนั่น ตอนนี้ร่ำรวยแล้ว คงตัดความสัมพันธ์กับทางนี้ ถึงข้าและพ่อของนางแก่ตายก็คงไม่ยอมมาหา นางจะมาส่งของขวัญปีใหม่ให้เราได้อย่างไร”


“แต่ถึงอย่างไร ท่านพ่อก็เป็นพ่อแท้ๆ ของกู้เยี่ย ถ้านางตัดความสัมพันธ์กันถึงขนาดนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองนางว่าไร้ความกตัญญูหรือ” ใบหน้าอ้วนๆ ของต้าจ้วงบูดบึ้ง


หลิวซื่อหยิบจ้าวถังมาสองชิ้น ชิ้นหนึ่งยัดเข้าไปในปากของต้าจ้วง ส่วนอีกชิ้นให้เขาแบ่งไปให้น้องชาย “ตอนนี้นางมีอำนาจมากมายแล้ว ไม่กลัวคำพูดคนอื่นหรอก! เอาล่ะ พาน้องชายของเจ้าไปเล่นที่หมู่บ้านเถอะ คืนนี้จะห่อเกี๊ยวให้พวกเจ้ากิน”


ต้าจ้วงเห็นว่าพึ่งพาพ่อแม่ไม่ได้แล้ว ขมวดคิ้วแล้วคิดแผนใหม่ เขากวักมือเรียกน้องชายที่กำลังไล่ลูกเจี๊ยบอยู่ในลานบ้าน จากนั้นก็ยัดจ้าวถังใส่ปากน้องไปครึ่งชิ้น แล้วถามว่า “หวานไหม อร่อยหรือเปล่า”


“อร่อย” จ้าวถังเหนียวติดฟันของเสี่ยวจ้วง น้ำลายก็ไหลออกจากมุมปาก เขาพูดอย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำว่า “เอาอีก!”


“หมดแล้ว!” ต้าจ้วงเอาส่วนที่เหลืออีกครึ่งชิ้นในมือยัดเข้าปากตัวเอง แล้วพูดไปพร้อมกับรอยยิ้มทะเล้น ใบหน้าของเสี่ยวจ้วงเปลี่ยนจากสดใสเป็นมืดมนทันที ท่าทางเหมือนกำลังจะระเบิดลง


ต้าจ้วงรีบพูดว่า “ข้ารู้ว่าที่ไหนมีจ้าวถังที่อร่อยกว่าที่นี่ ที่นั่นมีมากจนเจ้าอยากกินเท่าไหร่ก็กินได้เลย และไม่ได้มีแค่จ้าวถัง ยังมีขนมอื่นๆ ที่แสนอร่อยอีกมากมาย!”


“จะกินขนม ขนมแป้งน้ำตาล!” เสี่ยวจ้วงได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที เขาจับมือต้าจ้วงแล้วดึงออกไปด้านนอก “พี่ชาย ไปกินขนมกัน”


ต้าจ้วงพาเสี่ยวจ้วงเดินตามกลิ่นหอมหวานอันเข้มข้น เดินผ่านสันเขาไปครึ่งลูกจนมาถึงหน้าประตูบ้านกู้เซียว เขาชี้ไปที่ประตูใหญ่ใหม่เอี่ยมแล้วกระซิบกับเสี่ยวจ้วงว่า “ได้กลิ่นไหม หอมหรือเปล่า ข้างในมีของอร่อยเพียบเลย พอเข้าไปก็จะได้กินแล้ว”


ต้าจ้วงคิดว่าอย่างไรเสียเสี่ยวจ้วงก็เป็นน้องชายของกู้หมิงและกู้เยี่ย มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน ในเมื่อเสี่ยวจ้วงมาหาถึงที่แล้ว จะไม่ให้เขาเอาจ้าวถังหรือขนมกลับสักหน่อยหรือ พอเป็นอย่างนั้นแล้ว ตนก็จะได้ชุบมือเปิบไม่ใช่หรือ


96 บทที่ 96 หัวร้างข้างแตก

 


“พี่ชายไม่ไปด้วยกันหรือ” เสี่ยวจ้วงเดินไปสองก้าวก็เกิดรู้สึกกลัวขึ้นมาจึงหยุดเดิน จากนั้นก็หันกลับมาพูดกับต้าจ้วง


ต้าจ้วงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “พี่เป็นเด็กโตแล้ว จะให้เข้าไปขอของคนอื่นซี้ซั้วได้อย่างไร เจ้าเข้าไปเถอะ พี่ชายอีกคนของเจ้าอยู่ข้างใน เขาต้องให้ขนมเจ้าแน่นอน”


ตอนที่กู้หมิงอยู่บ้าน ก็ปฏิบัติกับน้องชายคนนี้ไม่เลว เมื่อเสี่ยวจ้วงได้ยินว่าเขาอยู่ด้วย จึงรีบเดินไปอย่างร่าเริงและไปที่หน้าประตูอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปอย่างแรง


กู้เซียวและกู้หมิงขึ้นเขาเพื่อตัดฟืนตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาเลย ในลานบ้านว่างเปล่า พื้นถูกกวาดจนสะอาด ฟืนถูกกองไว้ที่ข้างผนังอย่างเรียบร้อย เหนือลานบ้านขึ้นไปมีกลิ่นหอมของขนมที่เข้มข้นลอยอยู่ ผสมกับกลิ่นยาจางๆ ที่ลอยมาตามลม


เสี่ยวจ้วงสูดดมกลิ่นที่หอมหวานแล้วเดินตามมาถึงห้องครัวที่มีควันลอยออกมา จากนั้นก็มองเข้าไปอย่างเขินอาย ข้างในมีป้าคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก และ ‘นังเด็กบ้า’ ที่แม่เขาพูดถึง พวกนางกำลังทำงานอยู่บนเตียงเตาอย่างขันแข็ง ในเวลานี้ ขนมกุ้ยฮวาที่หอมกรุ่นก็เสร็จเรียบร้อยมาหนึ่งหม้อ ไอร้อนกับกลิ่นหอมประสานกันและอบอวลไปทั่วห้องครัว


ป้าเหยียนสังเกตเห็นสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องอยู่ จึงหันกลับไปดู พบว่ามีเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังกัดหัวแม่มือยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว และจ้องมองขนมถั่วตัดบนเขียงด้วยสายตาหยาดเยิ้ม


“นี่! เจ้าเป็นลูกบ้านไหนกัน” ป้าเหยียนมองไปที่เสี่ยวจ้วง จากนั้นก็นั่งยองลงไปในระดับเดียวกับระดับสายตาของเด็กน้อยตัวมอมแมม แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน


เสี่ยวจ้วงเป็นลิงซนประจำบ้าน ตอนอยู่บ้านซนเสียจนบุกสวรรค์ได้ แต่เมื่อเจอกับคนไม่รู้จักก็ถึงกับเจี๋ยมเจี้ยม เขามองป้าเหยียนด้วยรู้สึกกลัวเล็กน้อย มุ่ยปากพร้อมกับน้ำตาคลอ ดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ออกมา


กู้เยี่ยเดินเข้ามา ก้มหน้ามองเสี่ยวจ้วงแล้วพูดว่า “เสี่ยวจ้วง ใครพาเจ้ามา”


เมื่อเห็นกู้เยี่ย เสี่ยวจ้วงก็เหมือนกับได้เจอญาติ เขารีบวิ่งไปที่กู้เยี่ยแล้วหลบไปที่ด้านหลังนาง จากนั้นก็มองไปที่ป้าเหยียนด้วยสายตาเขินอาย แล้วพูดเสียงแผ่วว่า “พี่ชาย พี่ชายพาข้ามา ข้าอยากกินจ้าวถัง อยากกินขนม!”


กู้เยี่ยรู้อยู่แล้วว่าต้าจ้วงเป็นคนก่อเรื่อง อยากจะยืมมือเสี่ยวจ้วงเพื่อกินจ้าวถังและขนมของบ้านนาง ฝันไปเถอะ!


“เสี่ยวจ้วง เด็กที่ไม่มีมารยาทจะกินจ้าวถังและขนมไม่ได้” กู้เยี่ยถือถังน้ำอุ่นมาหนึ่งถัง แล้วล้างหน้าล้างมือให้เจ้าเด็กมอมแมม แล้วเช็ดด้วยผ้าขนหนูให้สะอาด


“เสี่ยวจ้วงมีมารยาท!” หลังจากที่กู้เยี่ยแยกออกจากครอบครัว นางก็ดูเติบโตขึ้น งดงามขึ้น ประกอบกับสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ที่สวยงามผิดตา ทำให้เสี่ยวจ้วงรู้สึกแปลกตาก็ไม่ใช่ คุ้นเคยก็ไม่เชิง สัญชาตญาณที่ราวกับสัตว์ป่าตัวน้อยบอกกับเขาว่า มันจะไม่เป็นผลดีหากมีเรื่องคนตรงหน้า แต่เพื่อที่จะได้กินจ้าวถังและขนมอร่อยๆ เสี่ยวจ้วงจึงแสดงความน่ารักและเชื่อฟังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


“แล้วตอนที่เจ้าเข้ามา ได้ทักทายผู้อื่นหรือยัง” กู้เยี่ยถามเสียงนิ่ง


เสี่ยวจ้วงมองไปที่ป้าคนแปลกหน้า จากนั้นก็มองไปที่พี่สาวของตน แล้วพูดอย่างเชื่อฟังว่า “สวัสดีท่านป้า สวัสดีพี่สาว...เสี่ยวจ้วงหิวแล้ว อยากกินขนม”


ป้าเหยียนสังเกตเห็นว่าตาของเด็กน้อยคนนี้กลอกไปมา ซุกซนเหมือนกับลิง นางจึงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าที่เด็กคนนี้น่ารักเชื่อฟัง ก็แค่ทำเพื่อจ้าวถังและขนมเท่านั้น นางจึงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เฮ้อ เด็กคนนี้ไม่มีคนคอยสั่งสอน ถูกหลิวซื่อเลี้ยงจนเสียนิสัยไปเสียแล้ว!


กู้เยี่ยหยิบขนมกุ้ยฮวามาชิ้นหนึ่งใส่ไว้ในจานไม้ จากนั้นก็ยัดใส่มือของเสี่ยวจ้วงแล้วพูดว่า “นั่งกินอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวยังมีขนมถั่วแดงและขนมถั่วกวนแสนอร่อย”


เสี่ยวจ้วงไม่รีรอใช้มือหยิบขนมกุ้ยฮวาแล้วยัดเข้าปาก ท่าทางของเขาราวกับไม่ได้กินอะไรมาเป็นชาติ ขนาดสำลักจนตาเหลือกก็ยังไม่ยอมคายขนมกุ้ยฮวาที่หอมหวานนุ่มนิ่มในปากออกมา กู้เยี่ยกลัวเขาจะสำลักตาย จึงเทน้ำให้เขาดื่มแก้สำลัก


หลังจากที่กินขนมกุ้ยฮวาหมด กู้เยี่ยก็เอาขนมถั่วตัดให้เขาได้ขบเคี้ยวหนึ่งชิ้น เสี่ยวจ้วงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กๆ และตั้งใจกินขนมถั่วตัดที่หอมหวนกรุบกรอบ ราวกับแค่มีของหวานก็พอใจในชีวิตแล้ว แล้วก็ลืมไปเลยว่ามีพี่ชายรอเขาอยู่ข้างนอกอย่างร้อนรน


กู้เซียวสองปู่หลานกลับมาพร้อมกับฟืนในมือ เมื่อเห็นเสี่ยวจ้วงกินขนมจนเหนียวเหนอะไปทั้งมืออย่างมีความสุข ก็ถามอย่างประหลาดใจว่า “ใครพาเจ้าเด็กนี่มา”


กู้เยี่ยบุ้ยปากชี้ไปที่ประตูใหญ่ แล้วพูดว่า “นอกจากต้าจ้วงแล้วจะมีใครอีกเล่า ทำไมหรือ พวกท่านไม่เจอเจ้าเด็กนั่นที่ประตูหรือ”


“ไม่เจอ” กู้หมิงขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่พบกับท่านปู่ ต้าจ้วงชอบรังแกเขาและน้องสาวมาก จนทำให้เสี่ยวจ้วงเสียนิสัยไปด้วย เขาจึงไม่อยากจะเจอเจ้าเด็กนั่น “บางทีอาจจะเห็นพวกเรากลับมาเลยไปหาที่หลบกระมัง”


หลังจากที่เสี่ยวจ้วงกินอิ่มจนหนำใจ และง่วงจนนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ กู้หมิงก็อุ้มเจ้าเด็กนั่นกลับไป ตอนที่เดินเข้าไปลานบ้าน กู้เฉียวที่เพิ่งกลับจากการไปเล่นไพ่ทักทายลูกชายอย่างประหลาดใจเล็กน้อย แต่กลับได้รับสายตาอันเย็นชาจากกู้หมิง เมื่อนึกถึงการที่ตัวเองยอมตัดสายสัมพันธ์พ่อลูกเพื่อเงินเพียงห้าตำลึง เขาก็เกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นในอก แล้วหันกลับไปมองหลิวซื่อด้วยสายตาโหดเหี้ยม


หลิวซื่อเข้าไปในห้องนอนลูกคนเล็ก แล้วพลิกดูกระเป๋าเสื้อที่ว่างเปล่าของลูกชาย พร้อมกับมุ่ยปากพูดว่า “ใจแคบจริงๆ เลย ปีใหม่ทั้งที ไม่ให้ซองแดงก็ไม่ถือสาอะไร แต่นี่แม้แต่ขนมสักชิ้นก็ไม่ยอมให้เสี่ยวจ้วงเอากลับมา เสี่ยวจ้วงยังเรียกเขาว่าพี่ได้อยู่อีกหรือ! มีเงินทองมากมายขนาดนั้น ตั้งใจจะเตรียมฝังพร้อมกับโลงศพหรืออย่างไร”


“หุบปากไปเลย!” เนื่องจากกู้เฉียวแพ้พนัน อารมณ์จึงไม่ดี เมื่อได้ยินหลิวซื่อจู้จี้จุกจิก จึงตะโกนว่า “พี่ชายงั้นหรือ กู้หมิงและกู้เยี่ยถูกเจ้าขายไปแล้ว เสี่ยวจ้วงมีพี่ชายพี่สาวสักที่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าโลภ ลูกชายคนนั้นกับข้าจะตัดความสัมพันธ์กัน และเห็นข้าราวกับเป็นคนแปลกหน้าเช่นนี้หรือ”


“เรื่องที่จะเอาเงิน เจ้าเองก็เห็นด้วยไม่ใช่หรือ ทำไมกลายเป็นว่าข้าเป็นคนผิดคนเดียวเล่า ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่ายัยเด็กนั่นจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ ได้อาจารย์ดี ได้เรียนรู้ความสามารถที่หาเงินได้ ถ้าข้ามองเห็นอนาคตได้ ข้าจะไล่เทพเแห่งโชคลาภนั่นออกไปหรือ” หลิวซื่อก็รู้สึกคับข้องใจ จึงขึ้นเสียงเพื่อแก้ต่าง!


“ตอนนี้เจ้าเห็นว่านางหาเงินได้แล้ว ตอนนี้จะทำอะไรได้ เจ้ามันคนใจร้ายอำมหิต เกือบทำให้คนเขาหิวตาย แล้วยังแอบโยนนางไปในป่าลึกที่มีหมาป่าอยู่ มาอิจฉาตอนนี้จะได้อะไร ยัยเด็กนั่นยอมทิ้งเงินลงน้ำ ยังดีกว่าเสียแท่งทองแดงให้เจ้าแม้แต่แท่งเดียว!”


ครั้งก่อนที่กู้เยี่ยเข้าเมือง นางพกเครื่องยาไปตั้งสี่ตะกร้าใหญ่ อย่างน้อยต้องขายได้หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ถ้าเด็กสองคนนั้นไม่ได้ถูกส่งต่อให้คนอื่นเลี้ยง เงินเหล่านั้นก็จะเป็นของเขาหมด! หากนำเงินเหล่านั้นมาเป็นทุนเปิดร้าน ด้วยประสบการณ์ที่เขาเคยเป็นผู้ช่วยเจ้าของร้าน จะต้องหาเงินได้ก้อนใหญ่เป็นแน่


หากมีโอกาสเปิดร้านเป็นเจ้าของเอง ใครเล่าจะยอมอยู่ในหุบเขายากจนและเป็นชาวนาขุดหาอาหารในดินเช่นนี้ เขาเสียดายจนราวกับมีมือล่องหนกำหัวใจอันละโมบโลภมากของกู้เฉียวเอาไว้แน่นๆ ส่วนเขาก็ผลักความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่หลิวซื่อ! สายตาที่กู้เฉียวมองไปที่หลิวซื่อราวกับอาบไปด้วยยาพิษ และอดไม่ได้ที่จะอยากพุ่งเข้าไปกัดเพื่อระบายความแค้น


“มองข้าทำไม ถ้าเจ้ารักนางจริง เจ้าจะปล่อยให้ข้าทรมานนางตามใจชอบแบบนั้นหรือ ยัยเด็กนั่นไม่มีความเป็นคนเลยจริงๆ ใครมีผลประโยชน์ก็ประจบคนนั้น นางได้เกาะลุงห้าแล้วไต่ขึ้นสูงแล้ว ยังจะจำคนเป็นพ่ออย่างเจ้าได้อยู่หรือ” หลิวซื่อพูดด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้า


“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าคอยเป่าหูข้า บอกว่านางเป็นตัวขัดดอก ที่ท้ายที่สุดก็ต้องแต่งออกไปนอกเรือนแลกกับเงินสินสอด...ข้าจะไร้เยื่อใยกับลูกชายลูกสาวหรือ ผัวเบาภาระหากมีเมียดี! ในตอนแรก ถ้าข้าแต่งงานกับแม่หม้ายหวังของหมู่บ้านเฉียนเหลียง ครอบครัวข้าคงไม่ลงเอยแบบนี้!” กู้เฉียวพูดอย่างคับแค้นใจ


เมื่อหลิวซื่อได้ยินเช่นนี้ จึงเท้าเอวตะโกนด่าว่า “หนอย เจ้ากู้เฉียว ยังมัวคิดถึงแม่หม้ายหมู่บ้านเฉียนเหลียงนั่นอีก! ตอนแรกใครเป็นคนบอกว่าบ้านแม่หม้ายมีลูกสามคนแล้ว มีภาระเยอะ แล้วใครเป็นคนบอกว่านางผอมแห้งดูทำงานไม่เป็น ในตอนแรกเจ้าถูกใจข้าเพราะปราดเปรียวทำงานได้ ตอนนี้กลับรังเกียจข้าที่ไม่อ่อนโยน เจ้าจะเอาผลประโยชน์เข้าตัวหมดคนเดียวเลยหรือไร”


“เจ้าไม่คิดบ้างหรือ คนทำอะไรหนักไม่ได้อย่างเจ้า ถ้าบ้านนี้ไม่มีข้า เจ้าคงยากจนจนต้องกินลมแทนแล้ว! เจ้าดูผู้ชายบ้านอื่นบ้างสิ เมื่อเข้าฤดูหนาวก็ออกไปล่าสัตว์และขึ้นเขา ขุดหน่อไม้ เมื่อลงเขาก็สามารถขายได้เกือบร้อยโถงเฉียน คนไร้ประโยชน์อย่างเจ้า จะทำอะไรได้นอกจากผลาญเงิน”


คนที่รักศักดิ์ศรีตัวเองอย่างกู้เฉียว เมื่อได้ยินหลิวซื่อดูถูกตนเช่นนี้ก็เดือดปะทุ เขาหยิบไม้หามด้ามหนึ่งขึ้นมา แล้วฟาดไปที่หน้าของหลิวซื่ออย่างแรง หลิวซื่อที่ไม่ได้ตั้งตัวใดๆ จึงถูกฟาดเข้าที่หน้าผากอย่างจัง แล้วเกิดรอยบวมบูดสีเขียวม่วงขึ้นทันตา


หลิวซื่อหาได้เป็นคนที่ยอมใครไม่ นางจับไปที่หัวอันบวมบูด แล้วร้อง “โอ๊ย” แล้วพุ่งเข้าใส่กู้เฉียว จากนั้นก็ใช้เล็บที่ยังไม่ได้ตัดข่วนไปที่หน้าของกู้เฉียว “หน็อยเจ้ากู้เฉียว ข้าคลอดลูกเพื่อเจ้า ทำงานเป็นวัวเป็นควาย ทุ่มแรงกายแรงใจเพื่อครอบครัวนี้ สิ่งที่เจ้าตอบแทนกลับมากลับเป็นการถูกทุบตีไม่หยุดไม่หย่อนงั้นหรือ วันนี้เป็นไงเป็นกัน...”


ปกติกู้เซียวทำงานน้อย เทียบไม่ได้กับหลิวซื่อที่คุ้นชินกับการทำนา แม้ท้ายที่สุดแรงของผู้ชายก็ได้เปรียบกว่า ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองผลัดกันทุบตีไปมา ไม่มีใครยอมใคร


เสี่ยวจ้วงที่หลับอยู่ในห้องถูกเสียงดังปลุกจนตื่น เมื่อเดินออกมาดู ก็เห็นพ่อแม่ก็ตีกันจนหัวร้างข้างแตก เลือดตกยางออก เขาตกใจจนร้อง “แง” และร้องไห้เสียงดังออกมา ทันใดนั้น เสียงด่าของคนสองคนในบ้าน เสียงร้องไห้ของเด็ก เสียงตกแตกของข้าวของในบ้านระหว่างทะเลาะกัน...ก็ปนกันยุ่งเหยิงไปหมด


สองผัวเมียกู้โม่ที่อยู่ข้างบ้านที่เตรียมจ้าวถังเสร็จและเตรียมบูชาเตาไฟ เมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง ทั้งสองก็ต่างสบตากัน สะใภ้เก้าจึงมุ่ยปากพูดว่า “ปีใหม่วันมงคล มีปัญหาอะไรกันอีก ต้องไปดูสักหน่อยไหม เผื่อทำร้ายกันจนถึงชีวิต!”


กู้โม่ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ผัวเมียคู่นั้น เริ่มไม่เข้าท่าขึ้นเรื่อยๆ...”


ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหวกเหวกของต้าจ้วง “ท่านแม่! ท่านอย่าตายนะ! ใครก็ได้มาที ท่านพ่อตีท่านแม่จนตายแล้ว! ช่วยด้วย...”


เมื่อกู้โม่ได้ยินจึงรีบวิ่งไปที่ข้างบ้าน ภายในลานบ้าน กู้เฉียวมีสภาพราวกับไปฟัดกับไก่มา ทั้งหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือด และยืนตะลึงงันอยู่กับที่ หลิวซื่อนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น พร้อมกับใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด


“เกิดอะไรขึ้น” เมื่อสะใภ้เก้าเห็นพื้นที่นองไปด้วยเลือดขนาดนี้ จึงหยุดเดินด้วยความตื่นตระหนก


“นาง...นางมากัดข้าก่อน ข้าไม่ได้ตั้งใจ...” กู้เฉียวตะลึงงันอยู่กับที่ พร้อมกับพึมพำกับตัวเอง


ที่แท้หลิวซื่อมีแรงสู้กู้เฉียวไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมโดยเอาเปรียบ นางจึงกัดอย่างแรงไปที่มือของกู้เฉียว กู้เฉียวเจ็บจึงออกแรงผลักนางออกไป แล้วหัวของนางก็กระแทกกับหินที่ยื่นออกมาจากผนัง ทันใดนั้นก็กระแทกจนหัวแตก จากนั้นหลิวซื่อก็สลบไป


97 บทที่ 97 ปากเสียจริง !

 


“พี่เจ็ด มัวรออะไรอยู่ รีบไปตามหมอมาสิ!” กู้โม่ให้สะใภ้ไปหยิบขี้เถ้าจากเตาไฟมากำมือหนึ่งแล้วอุดไว้ที่แผลเพื่อห้ามเลือด เมื่อหันกลับไปเห็นกู้เฉียวยืนอยู่อย่างไร้สติ จึงอดไม่ได้ที่จะถีบเข้าให้ แล้วตะโกนใส่เขา


“อ้อ...ได้! เอ่อ...ตามหมอ ข้า...จะไปหาท่านหมออู๋...” กู้เฉียวเดินเซไปหลายก้าวก่อนจะตั้งสติได้ จากนั้นก็รีบวิ่งออกจากประตู


กู้โม่ไล่ตามแล้วตะโกนว่า “ท่านหมออู๋รักษาคนจนตาย โดนกระทืบจนลุกออกจากเตียงเตาไม่ได้ เจ้าไปตามเขามาก็ไม่มีประโยชน์หรอก!”


“แล้ว...แล้วทำอย่างไรดี” กู้เฉียวคิดไม่ออก ถึงแม้ว่าหลิวซื่อจะมีแต่สร้างปัญหา แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ด้วยกันมาสี่ห้าปีแล้ว อีกทั้งยังมีลูกกับเขาอีก นางกลายเป็นแบบนี้เพราะถูกเขาผลัก หากนางตายไป เขาก็จะมีคดีความ เมื่อชาวบ้านธรรมดาถูกขึ้นศาล ไม่ตายก็ต้องถูกถลกหนัง! ดังนั้นแล้ว หลิวซื่อห้ามตายเด็ดขาด!


“ไปหากู้เยี่ย! นางเรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ของนางมาไม่ใช่หรือ ได้ยินว่าตอนที่กลับจากเมืองเหยี่ยนเฉิง ในหมู่บ้านเหอวานางสามารถช่วยเด็กที่ไม่หายใจแล้วกลับมามีชีวิตได้...” ทันใดนั้นสะใภ้เก้าก็นึกถึงอาจารย์ของกู้เยี่ย ที่สามารถรักษาขาของจางลี่หู่จนหายดี ทักษะการแพทย์ต้องสุดยอดมากแน่ๆ ถ้ากู้เยี่ยเรียนรู้มาได้สักหนึ่งถึงสองส่วนสิบ ก็จะต้องเก่งกว่าอู๋ตังกุยมากแน่!


“ใช่แล้ว! จริงด้วย! หาเยี่ยเอ๋อร์ ไปหาเยี่ยเอ๋อร์...” กู้เฉียวทำอะไรไม่ถูก ได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งขึ้นเขา


ตอนที่กู้เฉียวผลักประตูใหญ่บ้านกู้เซียวออกอย่างกระหืดกระหอบ ครอบครัวนั้นกำลังกินอาหารกลางวันกันอยู่ ในหมู่บ้านนอกจากบ้านกู้เซียวแล้ว คงไม่มีบ้านไหนอีกแล้วที่กินข้าววันละสามมื้อ


เมื่อเห็นหมั่นโถวที่ส่งกลิ่นหอมวางอยู่บนโต๊ะ อาหารสี่อย่างที่มีเนื้อสองจานกับอีกผักสองจาน และแกงต้มไก่ที่หอมกรุ่นอีกหนึ่งหม้อ ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันปีใหม่เล็ก ยังไม่ตกค่ำก็กินดีเสียยิ่งกว่ามื้อค่ำของบ้านตนอีก หัวใจของกู้เฉียวก็ร้าวระบมขึ้นมาทันที ถ้าเขารู้ว่าพวกกู้เยี่ยกินของแบบนี้แทบทุกวัน เกรงว่าเขาคงจะอิจฉาจนกระอักเลือด!


“มีเรื่องอะไรถึงได้ตื่นตระหนกขนาดนี้” กู้เซียวดูถูกหลานชายสายเลือดห่างคนนี้ยิ่งนัก และรู้สึกโชคดีอีกครั้งที่ไม่ได้รับเลี้ยงเขาเอาไว้ กู้เฉียวที่มีความคิดตื้นเขิน ประกอบกับสะใภ้ที่โลภมากเห็นแก่เงิน หากพวกเขากลายเป็นลูกชายลูกสะใภ้ของตน ถ้าไม่ถูกทำให้โกรธจนตาย ก็คงสร้างภาระให้จนเหนื่อยตาย


ในตอนนี้กู้เฉียวจึงค่อยละสายตาออกจากกับข้าวที่หลากหลายเหล่านั้น เมื่อนึกถึงหลิวซื่อที่นอนอยู่กับพื้นอย่างไม่รู้จะเป็นหรือตาย เขาจึงรีบร้อนจนกระทืบเท้ารัว “ช่วยด้วย ลุงห้า!”


“เกิดอะไรขึ้น! เจ้าพูดให้ชัดเจน!” กู้เซียววางตะเกียบลง และขมวดคิ้วพูด


กู้เฉียวอธิบายเรื่องทั้งหมดคร่าวๆ จากนั้นก็พูดกับกู้เยี่ยว่า “เยี่ยเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าหลิวซื่อทำไม่ดีกับเจ้า ก่อนหน้านี้ที่ยังอยู่บ้านเดียวกันก็ลงไม้ลงมือกับเจ้า แต่เจ้าจะเห็นคนจะตายแล้วไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยไม่ได้นะ ถ้านางตายไป ชีวิตข้าต้องจบสิ้นแน่! รีบไปช่วยนางเถอะ!”


“พอได้แล้ว! ข้าเป็นหมอ การช่วยคนเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว เลิกพูดเรื่องไร้สาระ เจ้ารีบกลับไปก่อน ข้าจะไปเอากล่องยาแล้วตามไป” กู้เยี่ยดื่มน้ำแกงคำสุดท้ายอย่างช้าๆ จากนั้นก็วางตะเกียบแล้วเดินเข้าไปในห้องตน


กู้เฉียวเดินวนอยู่ในลานบ้านอย่างร้อนรน เมื่อเห็นกู้เยี่ยเดินมาพร้อมกับกล่องยาใบใหญ่ จึงรีบเข้าไปช่วยถือ เมื่อมีคนช่วยถือโดยไม่คิดค่าแรง ใครเล่าจะปฏิเสธ กู้เยี่ยจึงยื่นกล่องยาให้ แต่กู้เฉียวเกือบจะคว้าไว้ไม่อยู่


“ท่านใจเย็นๆ หน่อย ของข้างในนี้ล้วนแต่เป็นของล้ำค่าที่ไว้ช่วยชีวิตคน ขืนทำพังท่านจะไม่มีปัญญาชดใช้เอานะ” กู้เยี่ยเห็นเขาอุ้มเอาไว้ด้วยสองมือ พร้อมกับทำท่าเหมือนว่ามันต้องใช้แรงมากมาย ก็มุ่ยปากดูถูกเล็กน้อย


กู้เยี่ยเดินเข้าไปด้านในอย่างสบายๆ ในขณะที่กู้เฉียวถือกล่องยาแสนหนักเดินโซเซตามหลังนาง แค่เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เหงื่อไหลท่วมตัว หายใจหอบราวกับวัว กู้หมิงทนดูต่อไปไม่ได้ จึงยื่นมือข้างหนึ่งไปรับกล่องยาเอาไว้ และรีบเดินตามน้องสาวอย่างรวดเร็ว


กู้เฉียวมองดูบุตรชายและบุตรสาวที่อยู่ด้านหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน กู้หมิงตัวสูงขึ้นแล้ว อีกทั้งยังแรงเยอะกว่าเขา ได้ยินมาว่ากู้หมิงฝึกวรยุทธ์และเรียนหนังสือทุกวัน อนาคตจะต้องก้าวไกลแน่นอน ส่วนกู้เยี่ยก็ไม่ต้องพูดถึงเลย และยิ่งไม่ต้องพูดถึงทักษะการรักษา เพียงฝีมือในการปรุงยาก็หาเงินมาได้ไม่น้อยแล้ว แต่น่าเสียดาย ลูกสาวที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ตอนนี้ไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ กับเขาแล้ว...


หลังจากที่ถูกรับเลี้ยง นี่เป็นครั้งแรกที่เดินเข้ามาในบ้านหลังเก่า ในใจของกู้เยี่ยไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทั้งคนและสิ่งของที่อยู่ที่นี่ รวมทั้งคนในครอบครัวนี้จะดีหรือชั่ว ทั้งหมดนี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางแล้วแม้แต่น้อย


แผลบนหัวของหลิวซื่อไม่ใหญ่นัก เพียงแค่ทำความสะอาดแผล ทายา จากนั้นก็พันด้วยผ้าพันแผลก็เป็นอันเสร็จ แล้วกู้เยี่ยก็พูดว่า “ห้ามโดนน้ำเจ็ดวัน เมื่อตื่นขึ้นมาจะมีอาการวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย นอนพักสองวันก็หายแล้ว”


“ดี...ดีเหลือเกิน !” กู้เฉียวโล่งอก


กู้เยี่ยเก็บกล่องยาแล้วยื่นให้กับกู้หมิง จากนั้นนางก็เดินไปที่ด้านหน้ากู้เฉียว นางยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ส่วนกู้เฉียวก็มองอย่างสับสน พร้อมกับใบหน้าที่อธิบายความรู้สึกไม่ถูก


กู้เยี่ยถอนหายใจแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้าน ไม่คิดค่าเดินทางออกมารักษา เจ้าแค่จ่ายค่ายามาสิบเหวินเฉียนก็พอ”


“อะไรนะ ยาแค่นั้น เก็บตั้งสิบเหวินเฉียนเลยหรือ เจ้าไม่ปล้นกันเลยล่ะ” ต้าจ้วงเห็นว่ากู้เยี่ยแค่บีบยาเล็กน้อยโรยบนแผลของแม่ตน กลับคิดค่ายาตั้งสิบเหวินเฉียน นางจงใจคิดราคาสูงแน่นอน เพื่อแก้แค้นที่ท่านแม่เคยทำไม่ดีไว้กับนาง !


“ยาของท่านหมออู๋ราคาถูก เจ้าไม่ไปเรียกเขามาล่ะ” กู้เยี่ยเหลือบมองดูเขา แล้วพูดอย่างเฉยเมย


ต้าจ้วงพ่นลมหายใจแล้วพูดว่า “ถ้าท่านหมออู๋ไม่บาดเจ็บ ก็คงไม่ไปเรียกคนใจดำอย่างเจ้ามา...”


“ข้าขอถามเจ้า แล้วท่านหมออู๋บาดเจ็บเพราะอะไร” กู้เยี่ยมองบน ขี้เกียจเถียงกับเจ้าเด็กนี่ “ข้าภาวนาว่าชาตินี้เจ้าอย่าได้ป่วย ต่อให้ป่วยก็อย่าได้มาหาหมอ ‘ใจดำ’ อย่างข้า โรคเล็กจะได้ไม่ลามเป็นโรคใหญ่ โรคใหญ่ก็ไม่ต้องลามจนเสียชีวิต!”


“นี่เจ้า...” คนทั่วไปยังคงเกรงใจและเคารพหมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่ป่วย การทำให้หมอขุ่นเคือง คนที่รับบาปก็ต้องเป็นตัวเอง


“ของที่ข้าใช้คือยาผงจินชวงที่ดีที่สุด แผลจะตกสะเก็ดภายในสามวัน และสะเก็ดจะหลุดออกอย่างช้าที่สุดก็เจ็ดวัน แล้วแผลก็จะหายสนิท ถ้าเทียบยาคุณภาพเดียวกันกับที่ขายอยู่ในร้านยาอย่างน้อยสามตำลึงเงิน ท่านว่าการที่ข้าเก็บสิบเหวินเฉียน มันแพงหรือไม่” กู้เยี่ยมองไปที่กู้เฉียวผู้เป็นบิดาที่แสนเลว คำพูดคำสุดท้ายคือพูดกับเขา


“ไม่...แพง...ไม่แพง!” กู้เฉียวตอบเสียงอึกอัก เขาเดินไปที่ที่หลิวซื่อซ่อนเงินเอาไว้ จากนั้นก็หยิบทองแดงออกมาสิบแท่ง แล้วยื่นให้กับกู้เยี่ย


ในเวลานี้ หลิวซื่อก็ค่อยๆ ตื่นขึ้น เมื่อเห็นสามีของตนถือโถใส่เงินที่ตนคิดว่าซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว และกำลังยื่นเงินให้กับยัยกู้เยี่ย ทันใดนั้นนางก็เด้งตัวลุกจากเตียงเตา พร้อมกับตะโกนอย่างโกรธเคืองว่า “ยัยเด็กชั่วช้า สารเลว นังแพศยา กล้าดียังไงมาเอาเงินของครอบครัวข้า ข้าจะตัดมือของเจ้าทิ้งเสีย!”


“ชั่วช้าเหรอ เจ้าด่าใครอยู่!” เกิดไฟโชนภายในดวงตาสีเข้มของกู้เยี่ย ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ถ้าอนาคตข้าต้องรักษาเจ้าอีก ข้าตัดแขนตัวเองทิ้งเสียยังดีกว่า เฮงซวยจริง ๆ เลย ออกจากบ้านก็ดันต้องมาถูกหมาบ้ากัด!”


“หลิวซื่อ เจ้าต่างหากที่เป็นคนไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ! สามีของเจ้าเชิญน้องสาวข้ามาเพื่อรักษาเจ้า เจ้าไม่รู้คุณแล้ว ยังจะด่าทอผู้อื่น เจ้ามันแตกต่างอะไรจากหมาบ้า” กู้หมิงโกรธจนตัวสั่น ถ้าหากเขาไม่มีสามัญสำนึกหลงเหลืออยู่ ก็คงใช้กล่องยาในมือฟาดไปที่หน้ายัยป้าจิตวิปริตนี้แล้ว


หลิวซื่อจับไปที่ผ้าพันแผลบนหัว จากนั้นก็แสร้งใจแข็งแล้วพูดว่า “ใครใช้ให้เจ้ารักษาข้า แค่แผลเล็กๆ น้อยๆ เจ้าก็เก็บตั้งสิบเหวินเฉียน ไม่ปล้นไปเลยล่ะ!” สมแล้วที่นางเป็นแม่ลูกกันกับต้าจ้วง พูดจาไม่เข้าหูเหมือนกันไม่มีผิด!


กู้เยี่ยขี้เกียจที่จะเถียงด้วย จึงหันไปจ้องพ่อเลวอย่างดูถูกราวกับจะพูดว่า ‘หมาบ้านเจ้า ไม่ยอมล่ามเอาไว้ให้แน่นๆ ปล่อยให้มาเห่าใส่คนซี้ซั้วแบบนี้จะดีหรือ’


กู้เฉียวใบหน้าแดงก่ำ สตรีบ้าผู้นี้สมควรโดนหนักๆ จริงๆ ตอนแรกเขาต้องตาบอดไปชั่วขณะแน่ ถึงได้แต่งงานใหม่กับนาง ผู้หญิงที่หยาบคายไร้เหตุผลเช่นนี้ ทำให้เขาไม่มีหน้าที่จะอยู่ในหมู่บ้านต่อ


นึกถึงตอนแรกที่เหมียวซื่อยังอยู่ จะมีใครในหมู่บ้านบ้างที่ไม่ชื่นชมนางว่ามีมารยาท เมื่อชาวบ้านเห็นนาง ก็ต่างยิ้มแย้มให้และปฏิบัติต่างสุภาพ แล้วตอนนี้เล่า เดินไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนถูกชาวบ้านทุกคนมองด้วยสายตาดูถูก และได้ยินเสียงคำพูดเสียดสีของพวกเขา เมื่อเขานึกถึงตัวเองที่ทำดีมาครึ่งชีวิต ตอนนี้กลับต้องมีจุดจบที่น่าขายหน้าเช่นนี้ กู้เฉียวมองไปที่หลิวซื่อด้วยความโกรธเคืองและรังเกียจ...เขานำความผิดทั้งหมดโยนไปที่คนอื่น


เมื่อหลิวซื่อเห็นกู้เยี่ยเอาเงินของตนไป ก็รีบลุกออกจากเตียงเตา แล้ววิ่งพุ่งไปหากู้เยี่ย โดยไม่สนแม้แต่จะสวมรองเท้า นางอยากจะแย่งแผ่นทองแดงกลับคืนมา กู้หมิงไม่คาดคิดเลยว่ายัยป้านี่จะมาไม้นี้ เขาถือกล่องยาเอาไว้ในมือจึงไม่ทันที่จะขวางนางเอาไว้ ทำได้เพียงมองดูหลิวซื่อใช้เล็บมืออันสกปรกข่วนไปที่ใบหน้ารูปไข่อันสวยงามของกู้เยี่ย


ในตอนนี้เอง กู้เยี่ยดีดนิ้วมือเบาๆ ผงยาไร้สีก็ฟุ้งกระจายไปที่ใบหน้าใหญ่ๆ ของหลิวซื่อ หลิวซื่อแข้งขาอ่อน แล้วร่างกายอ้วนท้วมก็ล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง ใบหน้าใหญ่ๆ นั้นกระแทกลงกับพื้นก่อน ทันใดนั้นเลือดกำเดาก็ไหลออกมา


“เจ้า...นังเด็กเลว เจ้าทำอะไรกับข้า” หลิวซื่อเงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยเลือดกำเดาขึ้น นางนอนกองกับพื้นราวกับขี้โคลน ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ


“เปล่าสักหน่อย เจ้าโมโหจนเกินไป ไม่เป็นผลดีกับการสมานแผล ดังนั้นแล้ว จึงให้เจ้าได้นอนดีๆ สักหลายๆ วัน ให้ร่างกายได้ฟื้นฟู จะได้ไม่ทำให้ข้าเสียชื่อ” กู้เยี่ยจับคางแล้วหันไปพูดกับกู้เฉียวว่า “ยังไม่รีบแบกเมียท่านไปไว้บนเตียงเตาอีก”


กู้เฉียวนำโถใส่เงินวางไว้บนเตียงเตา จากนั้นก็ก้มตัวพยุงหลิวซื่อขึ้นมา ร่างกายของหลิวซื่อในตอนนี้ราวกับไร้ซึ่งกระดูก ประกอบกับตัวที่อ้วนท้วม กู้เฉียวต้องใช้สุดแรงจึงจะสามารถพยุงนางไปนอนบนเตียงเตาได้ด้วยความช่วยเหลือของต้าจ้วง


“เจ้า...เจ้าวางยาพิษข้า?” ใบหน้าใหญ่ๆ ที่เปื้อนไปด้วยเลือดกำเดาของหลิวซื่อแสดงความตื่นกลัว ร่างกายสั่นเทา


“มันไม่ใช่พิษ โง่จริงๆ !” กู้เยี่ยมองบน “นี่เรียกว่าผงอ่อนแรง มันใช้เพื่อจัดการกับคนไข้ที่ไม่ให้ความร่วมมือโดยเฉพาะ แต่ไม่ต้องกลัว ทนอีกห้าวัน รอจนกว่าแผลบนหัวเจ้าจะหายดี เจ้าก็จะลงจากเตียงเตาได้แล้ว”


“เจ้านี่มัน...” เมื่อหลิวซื่อได้ยินว่าชีวิตของตนไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย ความกลัวก็เริ่มหายไป ปากของนางจึงเตรียมจะเริ่มแผลงฤทธิ์อีกแล้ว


“ถ้าเจ้ายังจะปากชั่ว กล้าด่าข้าอีก เชื่อไหมว่าข้าจะทำให้เจ้าปริปากไม่ได้ซักคำไปตลอดชีวิต” กู้เยี่ยแสดงด้านมืดของนาง


คำด่าในปากของหลิวซื่อก็ติดค้างอยู่ในลำคอ สะอึกจนแทบจะหยุดหายใจ นางยกแขนที่อ่อนแรงขึ้น แล้วตบไปที่เตียงเตาอย่างไร้เรี่ยวแรง เพื่อแสดงความโกรธในใจ แขนของนางเผลอชนเข้ากับโถใส่เงินที่วางไว้ริมเตียงเตา


ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดัง ‘เพล้ง’ โถหล่นลงและแตกกระจายเต็มพื้น คงไม่ต้องพูดว่าหลายปีมานี้หลิวซื่อเก็บเงินเอาไว้ไม่น้อยเลยจริง ๆ ด้วย


98 บทที่ 98 มรดกจากเหมียวซื่อ

 


ท่ามกลางเศษโถที่แตกกระจาย นอกจากเงินห้าตำลึงจากการขายสองพี่น้องแล้ว ยังมีเงินหยวนเป่ามูลค่าสิบตำลึงอยู่สองก้อน อีกทั้งเศษเงินที่กระจัดกระจายที่มีมูลค่ารวมกันกว่าหลายตำลึงเงิน


สายตาของกู้หมิงถูกดึงดูดด้วยเครื่องประดับอันคุ้นเคยที่อยู่ท่ามกลางเศษโถ “นี่มัน...นี่มันปิ่นและกำไลข้อมือของท่านแม่ข้ามิใช่หรือ”


“ของข้า! นี่มันเครื่องประดับของข้า! ห้ามแตะต้อง!” หลิวซื่อที่นอนอยู่บนเตียงเตาอยากจะพลิกตัวลงไปแย่ง แต่กลับขยับตัวไม่ได้จึงร้อนรนจนเกร็งหน้าเกร็งคอจนแดงก่ำ แล้วโวยวายออกมาอย่างร้อนรน


กู้หมิงหยิบเครื่องประดับเหล่านั้นขึ้นมาทีละชิ้นๆ และปัดฝุ่นที่ติดอยู่ออกไปอย่างหวงแหน พร้อมกับลูบเบาๆ เพียงไม่นาน เขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่กู้เฉียว สายตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธเคือง “นี่เป็นเครื่องประดับที่ท่านแม่ชอบที่สุด โดยปกติขนาดจะใส่ยังทำใจไม่ได้ เนื่องจากมันเป็นของที่นายหญิงจากบ้านเก่ามอบให้ท่าน ท่านแม่เคยบอกว่าเครื่องประดับเหล่านี้จะมอบเป็นของติดตัวในยามที่น้องสาวแต่งงาน ท่านเคยบอกไม่ใช่หรือว่า นำเครื่องประดับเหล่านี้ไปจำนำเพื่อที่จะซื้อยามาให้น้องสาวหมดแล้ว”


กู้เฉียวไม่ได้พูดอะไร กู้หมิงมองหน้าเขาแล้วก้าวถอยหลังอย่างโซซัดโซเซไปหลายก้าว พร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า “เป็น...เป็นข้าที่โง่เอง! ในเมื่อท่านยอมปรนเปรอนังหลิวซื่อใจดำอำมหิตผู้นี้จนไม่ให้น้องสาวได้กินข้าว มองดูนางทิ้งน้องสาวไว้ในหุบเขาที่มีหมาป่าอย่างไม่รู้สึกรู้สา แล้วจะยอมออกเงินเพื่อรักษานางได้อย่างไร ยาเหล่านั้น...เพราะน้องสาวกินยาเหล่านั้น อาการป่วยจึงรุนแรงขึ้น จนแม้แต่จะลงจากเตียงเตาก็ยังทำไม่ได้สินะ!”


“หมิงเอ๋อร์ ข้า...” กู้เฉียวยากที่จะเอ่ยปาก เขาอยากจะอธิบาย แต่ก็ทำไม่ได้


“พวกเจ้าโหดร้ายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!” กู้หมิงตะคอกใส่สองคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง “ท่านพ่อ! อย่าว่าแต่ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองเลย ต่อให้เป็นญาติห่างๆ ที่ไม่มีข้าวกินไม่มีเงินรักษาโรค ท่านก็ยังยอมให้ข้าวพวกเขาให้เงินพวกเขาไปซื้อยา แต่ทำไมกับลูกสาวตัวเอง ท่านกลับสามารถทนดูลูกสาวตัวเองหิวตาย ป่วยตายได้ลงคอ!”


กู้หมิงหยิบเงินและทองแดงที่อยู่บนพื้นขึ้น ปาใส่สองผัวเมียกู้เฉียวอย่างแรง พร้อมกับตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด


“ชาวบ้านต่างทุกข์ยาก ยากจนเสียจนไม่มีอะไรจะกิน ครอบครัวอยู่ต่อไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขายลูกสาวในบ้านทิ้ง แต่พวกเจ้าเล่า พวกเจ้าเอาเครื่องประดับของท่านแม่ไป ใช้เงินที่ท่านแม่หลงเหลือเอาไว้ แต่กลับทำร้ายลูกสาวของนาง พวกเจ้าลองถามจิตสำนึกของตัวเองหน่อย พวกเจ้ารู้สึกผิดบ้างไหม”


“เยี่ยเอ๋อร์นางไม่ใช่...” พอกำลังจะพูดออกมา กู้เฉียวก็หยุดลง ในตอนแรกที่ครอบครัวฝั่งเหมียวซื่อประสบปัญหา จึงทิ้งลูกไว้ที่พวกเขา เมื่อครั้งก่อนที่เขาเข้าเมือง ดูเหมือนว่ามีคนกำลังสืบหาเรื่องราวของเด็กคนนั้น หากเรื่องราวถูกเปิดเผย และมีคนสืบสาวขึ้นมา เขาและครอบครัวก็จะติดร่างแหไปด้วย ไม่ได้ ความลับนี้จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด!


หลิวซื่อที่อยู่บนเตียงเตากลับแหกปากตะโกนว่า “เหลวไหล เงินเหล่านี้เป็นของข้า เครื่องประดับเหล่านั้นก็เป็นของข้า ทั้งหมดนั่นเป็นของข้า โจรอย่างพวกเจ้า วางของของข้าลงเดี๋ยวนี้!”


“หุบปาก!” กู้หมิงจ้องมองไปที่หลิวซื่อด้วยแววตาเคียดแค้น แล้วพูดอย่างเย้ยหยันว่า “ของเจ้างั้นหรือ ตอนที่เจ้าแต่งงานเข้ามา นอกจากเสื้อผ้าขาดๆ ชุดหนึ่ง ก็เอามาแค่ลูกติดอย่างต้าจ้วง เจ้าบอกข้ามาสิ ในเวลาสั้นๆ สี่ปีนี้ เจ้าไปหาเงินยี่สิบกว่าตำลึง และเครื่องประดับที่มูลค่ากว่าห้าสิบตำลึงมาได้อย่างไร หรือว่าสวรรค์โปรยเงินเหล่านี้ลงมาให้เจ้า”


“เงินเหล่านี้มาจากข้าและพ่อของเจ้าที่คอยประหยัดอดออมและคอยทำงานอย่างหนัก เครื่องประดับเหล่านี้พ่อของเจ้าเป็นคนซื้อให้ข้า ถ้าไม่เชื่อ...เจ้าก็ไปถามพ่อเจ้าสิ ท่านพี่ พูดอะไรบ้างสิ!” หลิวซื่อร้อนรนจนแทบตกลงมาจากเตียงเตา


กู้หมิงหยิบเครื่องประดับที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ แล้วพูดกับกู้โม่ที่อยู่ข้างๆ ว่า “ท่านลุงเก้า บ้านท่านที่ดินมากกว่าบ้านข้าเยอะ อีกทั้งท่านยังขยันขันแข็งกว่าพ่อของข้า ข้าขอถามหน่อย ภายในหนึ่งปีท่านหาเงินได้มากเท่าไร”


กู้โม่เหลือบมองดูกู้เฉียวที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าลูกชาย จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ที่ดินของพวกเราไม่อุดมสมบูรณ์ ของที่เพาะปลูกขึ้นในหนึ่งปี ยังไม่พอสำหรับหนึ่งครอบครัวกินเลย ประกอบกับเงินที่ได้จากเก็บของป่าขาย เหลือเงินแค่ไม่กี่ร้อยเฉียนก็คือว่าดีแค่ไหนแล้ว คนที่ล่าสัตว์ได้อย่างนายพรานจาง ภายในหนึ่งปีก็อาจมีไม่ถึงสิบตำลึง...”


“พวกเจ้าเก็บเงินไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเก็บไม่ได้สักหน่อย! เจ้าไม่รู้สถานการณ์บ้านคนอื่น ก็อย่ามาพูดซี้ซั้ว! ระวังจะได้รับผลกรรม!” หลิวซื่อใช้แววตาอันเคียดแค้นมองไปที่หลิวโม่


เมื่อเห็นสามีตนถูกด่า สะใภ้เก้าก็รู้สึกไม่พอใจ “คนที่สมควรได้รับผลกรรมคือเจ้าต่างหาก! ทำร้ายเด็กของครอบครัวเดิม ยึดครองทรัพย์สินของคนอื่น แม้แต่ความสำนึกผิดสักนิดยังไม่มีเลย ถ้าสวรรค์จะลงโทษ ก็คงจะลงโทษคนใจอำมหิตอย่างเจ้าก่อน!”


ปิ่นและกำไลข้อมือนี้ เหมียวซื่อเคยใส่เพียงครั้งเดียวตอนที่ไปร่วมงานวันเกิดครบรอบห้าสิบปีของประมุขตระกูล ตอนนั้นผู้หญิงมากมายต่างอิจฉา สะใภ้เก้าก็เคยเห็นด้วย


“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนหาเงินเหล่านี้ เจ้าบอกข้ามาสิ ว่าเจ้าหามาได้จากอะไร” กู้หมิงถามเสียงเย็น


“ข้า...ข้า...ท่านพี่ ท่านจะมองดูข้าถูกคนนอกรังแกอย่างเดียวเลยหรือไง เจ้าพูดอะไรบ้างสิ!” หลิวซื่อใช้สายตาอ้อนวอนมองไปที่กู้เฉียว


กู้เฉียวมองไปที่กู้หมิงที่เจ็บช้ำ และใบหน้าอันสงบนิ่งของกู้เยี่ยด้วยแววตาอันสับสน....ลูกสองคนนี้ ตัดขาดเยื่อใยกับตนโดยสมบูรณ์แล้วจริงๆ แต่ชีวิตของครอบครัวเขายังต้องดำเนินต่อไป เขามองดูลูกชายคนเล็กที่หลบอยู่ด้านนอก กู้เฉียวจึงกดความรู้สึกผิดเอาไว้แล้วเริ่มพูดว่า


“เงินเหล่านี้ ข้าหามาได้ตอนเป็นผู้ช่วยร้านในเมืองเหยี่ยนเฉิง ตอนที่ข้ากลับบ้านเกิดกับเหมียวซื่อ ข้าได้นำเงินห้าสิบตำลึงกลับมาด้วย หลังจากที่สร้างบ้านและซื้อของใช้ในบ้าน ก็ยังเหลืออยู่สามสิบกว่าตำลึง ตอนที่น้องสาวของเจ้าร่างกายอ่อนแอและป่วยเป็นประจำ ข้าก็เสียเงินไปไม่น้อยกับการรักษานาง...ส่วนเครื่องประดับเหล่านี้...”


“เครื่องประดับเหล่านี้เป็นของที่เหมียวซื่อเก็บเอาไว้ให้ลูกทั้งสองคน ข้าเป็นพยานได้!” ประมุขตระกูลกู้เดินเข้ามาจากด้านนอก โดยมีลูกชายคนโตคอยช่วยพยุง


กู้เฉียวทุบตีหลิวซื่อจนหัวแตก เลือดตกยางออก ต้าจ้วงกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับท่านแม่ จึงรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากประมุขตระกูล การกระทำแต่ละอย่างของกู้เฉียวและหลิวซื่อ ประมุขตระกูลไม่อาจทนดูได้ตั้งนานแล้ว เดิมทีครั้งนี้เขาก็ไม่ได้อยากจะมา แต่กลัวจะถึงขั้นตาย เขาจึงเพิ่งมาในเวลานี้


บทสนทนาที่อยู่ในบ้าน ประมุขตระกูลก็ได้ยินจนหมด เขาทนฟังอยู่ที่ข้างนอกต่อไปไม่ได้แล้ว จึงได้ผลักประตูเข้ามา


“เหมียวซื่อเคยฝืนร่างกายที่ป่วยหนักมาบ้านข้าเพื่อให้ข้าเป็นพยาน ทรัพย์สินที่นางทิ้งเอาไว้จะแบ่งอย่างไรนั้น ล้วนถูกเขียนเอาไว้แล้ว และข้าก็เอากระดาษใบนั้นมาด้วย บนกระดาษยังมีรอยนิ้วมือที่นางประทับเอาไว้ กู้เฉียว เจ้ามาดูสิ! เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะโกหกเจ้าหรอกนะ” ประมุขตระกูลรับกระดาษแผ่นหนึ่งจากมือของลูกชาย จากนั้นก็ยื่นให้กับกู้เฉียว


กู้เฉียวรับมาดู พบว่าเป็นลายมือของเหมียวซื่อจริงๆ ด้านในระบุถึงทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวในตอนนั้น


เงินสามสิบสองตำลึง ปิ่นเงินนกกางเขนหนึ่งอัน กำไลโชคลาภหนึ่งคู่ ต่างหูจำนวนหนึ่ง…อีกทั้งยังระบุเอาไว้พิเศษว่า เครื่องประดับเหล่านี้เก็บเอาไว้สำหรับกู้เยี่ยแต่งงาน


หลิวซื่อขยับตัวไม่ได้ แต่ใบหน้าของนางโกรธแค้นราวกับจะกินคนได้ แล้วพูดอย่างเกรี้ยวกราดว่า “กู้หมิงและกู้เยี่ยถูกรับเลี้ยงไปแล้ว ในเมื่อไม่ใช่ครอบครัวของพวกเรา ทรัพย์สินเหล่านี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาแล้ว!”


ประมุขตระกูลอาวุโสมองนางอย่างรังเกียจแล้วพูดว่า “ไม่ว่าสองพี่น้องกู้หมิงจะถูกใครรับเลี้ยง ก็ล้วนเป็นลูกแท้ๆ ของเหมียวซื่อ ของที่นางทิ้งเอาไว้ ถ้าไม่ให้ลูกของตัวเอง จะให้กับคนนอกหรือ” เขากวาดสายตามองไปที่ต้าจ้วงซึ่งจ้องถมึงทึงอยู่ข้างๆ พร้อมกับยกริมฝีปากเป็นรอยยิ้มประชดประชัน


กู้หมิงลูบไปที่ปลายปิ่นเงินที่ผิดรูปเล็กน้อย ในตอนเด็ก เขามีนิสัยที่ซนมาก เขาแอบเอาปิ่นของท่านแม่ไปสลักชื่อบนหิน เมื่อท่านแม่เห็นปิ่นเสียรูป นางก็แค่ตบไปที่ก้นกลมๆน้อยๆ ของเขาอย่างแผ่วเบา และตำหนิเขาด้วยเสียงอันแผ่วเบาเพียงไม่กี่คำ ในความทรงจำของเขา ท่านแม่เป็นแม่ที่สวยที่สุด อ่อนโยนที่สุด และรักลูกๆ ที่สุด แต่น่าเสียดายที่คนดีมักจะอายุสั้น...


“ท่านปู่ประมุขตระกูล เงินที่ท่านแม่เก็บเอาไว้ ถือว่าเก็บไว้ให้ลุงเจ็ดเถอะ ไหนๆ พวกเขาก็เป็นผัวเมียกัน” คำพูดเมื่อครู่นี้ของกู้เฉียวได้ทำร้ายหัวใจของกู้หมิง ตัดเยื่อใยที่ยังเหลือโดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากนี้ กู้เฉียวก็เป็นแค่ลุงสายเลือดห่างๆ ของเขาและน้องสาวเท่านั้น


“แต่ว่า เครื่องประดับเหล่านี้เป็นของที่ท่านแม่เก็บเอาไว้ให้น้องสาว ถึงแม้จะไม่ล้ำค่า แต่ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ท่านแม่เก็บไว้ให้พวกเราดูต่างหน้า พวกเราต้องเอาไปให้ได้!” กู้หมิงกล่าวอย่างหนักแน่น


ประมุขตระกูลอาวุโสมองไปที่กู้เฉียว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้าเจ็ด เจ้ามีอะไรจะพูดไหม”


แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ลึกๆ แล้วกู้เฉียวยังคงไม่ละอายใจ เขามาถึงจุดที่ทำเพื่อทรัพย์สินโดยที่ไม่สนสิ่งอื่นใด “เครื่องประดับ พวกเจ้าเอาไปได้....”


หลิวซื่อคร่ำครวญราวกับถูกกรีดเนื้อ “ท่านพี่ เครื่องประดับเหล่านั้นจะเก็บเอาไว้เพื่อเป็นสินสอดของเสี่ยวจ้วงนะ จะให้พวกเขาเอาไปไม่ได้เด็ดขาด! พวกเจ้ามันเป็นโจร พวกอันธพาล...”


“กู้เฉียว เจ้าดูแลคนที่คอยก่อปัญหาในบ้านเจ้าให้ดีด้วย หากก่อปัญหาขึ้นอีก ก็อย่าหาว่าลุงอย่างข้าไม่ไว้หน้า!” ประมุขตระกูลอาวุโสมองกู้เฉียวอย่างผิดหวัง


ตนช่างตาบอดไปแล้วจริงๆ ที่ตอนแรกคิดว่าเขาเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในตระกูล แต่มองดูตอนนี้สิ เจ้าเจ็ดผู้นี้กลายเป็นคนไม่เอาถ่านไปเสียแล้ว ได้ยินมาว่าช่วงนี้เขายังทำตัวใกล้ชิดกับพวกคนเลวในหมู่บ้าน ทั้งใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย คุยโวโอ้อวด ไม่ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน โธ่ หลังจากที่เหมียวซื่อจากไป เจ้าเจ็ดก็กลายเป็นขยะไปแล้ว!


ไม่ว่าหลิวซื่อจะคร่ำครวญอย่างไร กู้หมิงก็ยังคงเอาเครื่องประดับเหล่านั้นไป กู้เฉียวรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ แค่เอาขี้เถ้าไปป้ายแผลของหลิวซื่อก็พอแล้ว ดูตอนนี้สิ เงินหายไปตั้งหลายสิบตำลึง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะนังเมียตัวดีมาบาดเจ็บไม่ดูเวล่ำเวลา ความรังเกียจที่กู้เฉียวมีต่อหลิวซื่อทวีคูณขึ้น


หลังจากออกมาจากประตูใหญ่บ้านกู้เฉียว ประมุขตระกูลอาวุโสก็มองดูกู้เยี่ยที่เงียบขรึม ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เจ้าหนูเยี่ยเอ๋อร์ แม่ของเจ้ายังฝากของชิ้นหนึ่งไว้ที่ข้า และกำชับข้าเป็นพิเศษว่า ให้มอบให้เจ้าในเวลาที่เหมาะสม ในตอนนี้ก็มอบให้เจ้าไปด้วยเลยเถิด”


กู้เยี่ยมองไปที่ประมุขตระกูลอาวุโสด้วยแววตาที่เบิกกว้างและอยากรู้อยากเห็น พร้อมกับนึกสงสัยในใจ มันเป็นของดีอะไรกัน ท่านแม่ถึงฝากให้ประมุขตระกูลอาวุโสเก็บรักษาอย่างจริงจังเช่นนี้


สามปู่หลานมาที่บ้านของประมุขตระกูลอาวุโสด้วยกัน ประมุขตระกูลอาวุโสหยิบกล่องใบเล็กใบหนึ่งออกมาจากใต้หีบ จากนั้นก็ใช้กุญแจไข เผยให้เห็นผ้าอ้อมแพรต่วนสีซีดผืนหนึ่ง ประมุขตระกูลอาวุโสคลายผ้าอ้อมออก สิ่งที่อยู่ในคือจี้กรกุญแจหยกงดงามแวววาว


มันเป็นจี้กรกุญแจหยกที่ทำจากหยกขาวที่ดีที่สุด เนื้อเนียนละเอียด ปราศจากตำหนิ ฝีมือการแกะสลักวิจิตรงดงาม ด้านหน้าสลักตัวอักษรว่า ‘อายุยืนยาว’ มุมที่อยู่ด้านหลังลายมงคลสลักคำว่า ‘ลูก’ เอาไว้ แค่ดูก็รู้แล้วว่ามันเป็นจี้กุญแจอายุยืนที่เยี่ยเอ๋อร์ใส่ แต่จี้กุญแจอายุยืนนี้ แม้แต่กู้เยี่ยที่ไม่มีความรู้เรื่องหยก ก็ยังรู้ได้ในทันทีว่ามันมีมูลค่ามาก


99 บทที่ 99 เกล็ดหิมะล่องลอยและการมาถึงของปีใหม่

 


“แม่ของพวกเจ้าเคยเป็นสาวรับใช้ในตระกูลใหญ่ ว่ากันว่านางยังติดตามนายหญิงบ้านนั้นออกเรือนไปอยู่ในตระกูลข้าราชการชั้นสูงด้วย ส่วนหยกกุญแจอันนี้ น่าจะเป็นของขวัญที่นายใหญ่มอบให้เจ้าตอนที่เจ้าเกิด” ตอนที่เหมียวซื่อฝากกุญแจหยกนี้ให้เขา ประมุขตระกูลอาวุโสก็เห็นถึงความพิเศษของมันได้ในทันที หลังจากที่เหมียวซื่อจากไป เขาก็เคยตกอยู่ท่ามกลางความพัวพันและความขัดแย้ง


เห็นได้ชัดว่าเหมียวซื่อจงใจปกปิดการมีอยู่ของกุญแจหยกออกจากสามีของตน นอกจากเหมียวซื่อแล้ว ก็มีแค่ประมุขตระกูลอาวุโสคนเดียวที่รู้ ถ้าเขาจะยึดไว้เป็นของตัวเองจริงๆ ก็คงไม่มีใครรู้ โดยเฉพาะตอนที่กู้เยี่ยถูกแม่เลี้ยงทรมานจนเกือบเสียชีวิต มีชั่วขณะหนึ่งที่เขาคิดว่า ถ้ากู้เยี่ยตายไป ก็ไม่ต้องคืนกรกุญแจหยกชิ้นนี้ใช่ไหม


แต่จิตสำนึกของเขาก็คอยเตือนเขาอยู่ตลอดเวลา การทำเช่นนี้ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งจะทำให้อนาคตของเขาต้องจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิด และอย่าได้หวังถึงชีวิตที่สงบสุขอีกต่อไป


เมื่อเห็นสองพี่น้องกู้เยี่ยที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ประมุขตระกูลอาวุโสก็รู้ว่าหากคืนกรกุญแจหยกให้เยี่ยเอ๋อร์ นางก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้ สุดท้ายก็ต้องตกอยู่ในมือของหญิงโลภมากอย่างหลิวซื่อ ด้วยเหตุนี้ ประมุขตระกูลอาวุโสจึงตัดสินใจอย่างลับ ๆ ถ้ากู้เยี่ยยังตกอยู่ในกำมือของหลิวซื่อต่อไป และไม่มีปัญญาที่จะปกป้องตัวเองและทรัพย์สินของตัวเอง เขาก็จะรักษากุญแจหยกชิ้นนี้ไว้ตลอดไปเอง


เมื่อกู้เยี่ยถูกรับเลี้ยงโดยน้องห้าที่เป็นญาติห่างๆ อีกทั้งยังโชคดีได้อาจารย์ที่มีทักษะการแพทย์ที่ล้ำเลิศ ประมุขตระกูลอาวุโสก็เริ่มคิดหนักอีกครั้งว่า สรุปจะคืนกุญแจหยกหรือไม่คืนดี เขาคิดหนักเช่นนี้อยู่หลายเดือน


เมื่อไม่กี่วันก่อน ของขวัญและของบำรุงล้ำค่าหลายคันรถทำให้เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า น้องห้าที่เป็นญาติห่างๆ ของเขา ไม่ใช่แค่ทหารยศน้อยธรรมดาทั่วไปแน่นอน การที่สามารถพูดคุยต่อหน้าแม่ทัพอาวุโส และทุ่มเงินกับเด็กทั้งสองคนอย่างไม่เสียดาย อีกทั้งความน่าเกรงขามที่แสดงออกมาเป็นครั้งคราวล้วนแสดงให้เห็นถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของเขาในกองทัพ


ประกอบกับอาจารย์ของเจ้าหนูกู้เยี่ย ที่สามารถช่วยชีวิตแม่ทัพน้อยโดยที่แม้แต่แพทย์ทหารยังไม่สามารถรักษาได้ อีกทั้งการที่ต่อเอ็นร้อยหวายของจางลี่หู่ได้ เขาจะต้องเป็นคนที่อยู่ในระดับหมอเทวดาผู้เร้นลับอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่ากู้เยี่ยจะเรียนรู้วิชาความสามารถจากเขามาเพียงเศษหนึ่งถึงสองส่วนสิบ ทักษะการแพทย์ของนางก็เหนือกว่าหมอทั่วไปที่จะเทียบได้ ตราบใดที่เป็นมนุษย์อยู่ ใครเล่าจะสามารถรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่เจ็บไม่ป่วย การผูกมิตรกับหมอมีชื่อเสียงสักคน เมื่อถึงยามจำเป็น ก็จะสามารถช่วยชีวิตของตัวเองและครอบครัวได้!


เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว ในที่สุดประมุขตระกูลอาวุโสก็สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่สุด บังเอิญวันนี้ก็พูดถึงมรดกของเหมียวซื่อ เขาจึงอาศัยโอกาสนี้ นำกุญแจหยกและผ้าอ้อมคืนให้กับกู้เยี่ย


เมื่อเห็นกุญแจหยกและผ้าอ้อมสีมอซอ ทันใดนั้นกู้เยี่ยก็รู้สึกคุ้นเคยกับภาพฉากนี้ขึ้นมา บทละครอันวุ่นวายที่เคยดูเมื่อชาติก่อน มักมีเรื่องผ้าอ้อมกับหยกอะไรทำนองนี้ ไขปริศนาเรื่องชาติกำเนิดของตน และพบกับพ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองท้ายที่สุดก็ได้ใช้ชีวิจเป็นหญิงในตระกูลใหญ่...


แค่กแค่ก! ตื่นก่อน! ถ้าตนเป็นเด็กรับเลี้ยงของเหมียวซื่อ ในหมู่บ้านจะไม่มีข่าวคราวเลยได้อย่างไร ตอนที่พ่อสารเลวอย่างกู้เฉียวถูกผู้คนกล่าวหาว่าไม่ดูแลลูกสาว เขาจะไม่แก้ตัวให้ตัวเองได้อย่างไร หรืออาจเป็นจริงอย่างที่ประมุขตระกูลอาวุโสพูด เจ้านายผู้ใจกว้างผู้นั้นยอมมอบหยกขาวนี้ให้!


แต่การมีเจ้านายแบบนี้ เหตุใดท่านแม่ของเจ้าของร่างเดิมถึงได้ยอมจากไป แล้วกลับมาใช้ชีวิตที่หมู่บ้านทุรกันดารเช่นนี้ กู้เยี่ยออกจากบ้านประมุขตระกูลอาวุโสด้วยความสงสัยอยู่เต็มอก


เมื่อกลับมาถึงบ้านตัวเองที่อยู่ตรงไหล่เขา กู้เยี่ยก็นำกุญแจหยกยัดใส่มือพี่ชาย “กุญแจหยกนี้มีมูลค่า ท่านเก็บเอาไว้เป็นมรดกตระกูลกู้ของพวกเราเถอะ เมื่อถึงเวลาค่อยสืบทอดให้หลานชายคนโตของข้า”


กู้หมิงรีบยื่นคืนกลับไปราวกับถูกไฟลวงมือ “ประมุขตระกูลอาวุโสบอกแล้วว่านี่เป็นของที่ท่านแม่เก็บไว้ให้เจ้า! คนเป็นพี่ชายอย่างข้า นอกจากจะไม่มีของดีให้เจ้าแล้ว ยังมาแย่งของของเจ้าอีก ข้าจะมีหน้าเป็นพี่ชายเจ้าได้อย่างไร”


น้องสาวสามารถหาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ตัวเองในฐานะลูกผู้ชาย กลับต้องคอยพึ่งพาท่านปู่และน้องสาว สิ่งนี้ทำให้กู้หมิงท้อใจมาก แต่เขาเอาความล้มเหลวและความท้อใจเหล่านี้แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความพยายาม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกวรยุทธ์หรือการเรียนหนังสือ เขาก็พยายามอย่างหนักมากยิ่งขึ้น


เมื่อเห็นท่าทีปฏิเสธอันหนักแน่นของพี่ชาย กู้เยี่ยจึงจำใจเก็บกุญแจหยกเอาไว้ แล้วยิ้มพลางพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเก็บเอาไว้ให้หลานก่อน เมื่อถึงเวลาที่คนเป็นอาอย่างข้าให้ของขวัญ เจ้าต้องรับเอาไว้อย่างไม่มีข้ออ้างนะ”


กู้เซียวพูดว่า “ว่ากันว่าหยกเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกายที่ดีที่สุดแล้ว ยัยหนู เจ้าอย่าเก็บกุญแจหยกเอาไว้เลย ใส่เอาไว้เถอะ มันดีต่อร่างกายของเจ้า”


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว” กู้หมิงยกมือเห็นด้วย “หยกยิ่งถูกใส่ก็จะยิ่งชุ่มชื้น ผูกไว้กับเชือกที่ป้าเหยียนถักให้เจ้า และใส่ตอนนี้เลย”


กู้เยี่ยที่อยู่ภายใต้การ ‘กำกับ’ ของสองปู่หลาน นางก็สวมสร้อยคอกุญแจหยกเอาไว้ที่คอ เนื้อหยกที่อบอุ่นและชุ่มชื้นให้ความรู้สึกราวกับมือของท่านแม่ที่ทั้งอบอุ่นอ่อนโยน


พวกเขาเสียเวลาอยู่ที่บ้านกู้เฉียวก็เกือบถึงพลบค่ำแล้ว ปีใหญ่เล็กมีประเพณีการกินเกี๊ยว ป้าเหยียนได้เตรียมไส้ไว้แล้ว เพียงรอให้พวกเขากลับมาห่อ คนในครอบครัวต้องห่อเกี๊ยวด้วยกันจึงจะได้บรรยากาศของปีใหม่


ป้าเหยียนเตรียมเอาไว้สามไส้ มีแบบเนื้อสัตว์สามชนิด แบบกุยช่ายไข่ไก่ และแบบเนื้อหมูผักกาดขาว ท้องฟ้าด้านนอกถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีเทา ลมเหนือพัดแผ่วเบาเป็นเสียงหวีดหวิว โพยพัดกิ่งไม้ที่ปราศจากใบ นอกบ้านเย็นเยือกจนถึงกระดูก แต่ภายในห้องครัวเล็กๆ กลับอบอุ่น


กู้เซียวบีบเกี๊ยวอย่างเชื่องช้า และมองดู ‘ผลงาน’ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกันซึ่งถูกวางไว้อยู่บนเขียงอย่างบิดๆ เบี้ยวๆ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ในตอนแรกกู้หมิงก็ซุ่มซ่าม แต่หลังจากนั้นก็เริ่มชำนาญ และห่อเกี๊ยวเรียบร้อยขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าคนที่ฝีมือดีที่สุดก็ต้องเป็นป้าเหยียน นางใช้ไส้ที่แตกต่างกัน ห่อเป็นเกี๊ยวรูปทรงสามแบบ มันช่างสวยงามราวกับงานศิลปะ ทำให้ผู้คนอยากกินทันทีที่ได้เห็น


สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดก็คือเกี๊ยวของกู้เยี่ย มันแย่ยิ่งกว่าเกี๊ยวที่กู้เซียวห่อ เกี๊ยวที่นางห่อนอกจากจะบิดเบี้ยวแล้ว บางอันยัง ‘หนังท้อง’ แตกอีก บางอันก็อ้าปาก บางอันก็เป็นแค่ก้อนแป้งชัดๆ ส่วนบางอันก็วางแบะอยู่...


ในตอนแรก ป้าเหยียนยังสอนนางห่ออย่างอดทน แต่หลังจากที่ได้เห็นผลงานที่ไม่มีการพัฒนาขึ้นของนางแล้ว จึงหมดความอดทนและไล่นางกลับไปวุ่นกับยาในห้องยาของนาง


กู้เยี่ยทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ นางในชาติก่อนเป็นคนที่ห่วยแตกเรื่องการทำอาหาร อย่าว่าแต่ห่อเกี๊ยวเลย เพียงแค่ทำข้าวต้มธรรมดาก็ทำให้คนยากที่จะกลืนลง ในความทรงจำในชาตินี้ นางเคยกินเกี๊ยวเมื่อตอนเจ็ดขวบ แต่หลังจากที่หลิวซื่อมาเป็นแม่เลี้ยง นางก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเกี๊ยว แล้วจะให้นางห่อเกี๊ยวเป็นได้อย่างไร


แป้งเกี๊ยวเหล่านั้นชอบมีปัญหากับนางเองนี่นา นางพยายามฝึกอย่างตั้งใจแล้ว โทษได้เพียงนางที่ไม่มีพรสวรรค์ โธ่...ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ด้วย บางทีสมองของนางอาจจะขาดรอยหยักด้านการทำอาหาร


กู้เยี่ยปิดประตูด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเข้าไปในห้วงมิติ นางก็คิดค้นยาชนิดต่างๆ ที่มีความยากระดับสูง หนึ่งในนั้นมียารักษาแผลที่ต่อให้สาหัสแค่ไหนก็ไม่ตาย! ยาต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นในมือของนางทีละขวดๆ ความรู้สึกล้มเหลวจากการเรียนห่อเกี๊ยวถูกแทนที่ไปด้วยความสำเร็จตั้งนานแล้ว...นางเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ด้วย !


ตอนที่เกี๊ยวออกจากหม้อ กู้หมิงก็จุดประทัดที่นอกบ้าน เสียงประทัดที่ดังเปรี้ยงปร้างทำให้หมู่บ้านชิงซานที่เงียบเหงาก่อเกิดบรรยากาศของปีใหม่ เสียงประทัดของตระกูลกู้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น จากนั้นในหมู่บ้านก็มีเสียงประทัดดังตาม ๆ กันมา...ในคืนปีใหม่เล็ก ทุกครอบครัวที่พออยู่พอกิน ต่างจุดประทัดและกินเกี๊ยวอย่างมีความสุข


ด้านนอกบ้าน เกล็ดหิมะก็ไม่รู้ตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ภายในตัวบ้าน คนในครอบครัวนั่งรอบวงกันอยู่ที่โต๊ะเตา และกินเกี๊ยวร้อนๆ หอมกรุ่น ทุกคนหัวเราะไปพลาง คุยกันไปพลางอย่างมีความสุข ในบรรยากาศของเทศกาลนี้ หัวใจของกู้เยี่ยก็ความรู้สึกถึง ‘บ้าน’ หลังจากใช้ชีวิตมาสองภพชาติ ในที่สุดนางก็สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากครอบครัว...สิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกเสียดายก็คือ อาจารย์นิสัยเหมือนเด็กผู้นั้นของนางกลับมาไม่ทันฉลองปีใหม่เล็กกับพวกเขา


วันที่ยี่สิบสามกินถังกวาจาน วันที่ยี่สิบสี่ ทำความสะอาดบ้าน


วันที่ยี่สิบห้าทอดเต้าหู้ วันที่ยี่สิบหกตุ๋นเนื้อ


วันที่ยี่สิบเจ็ดเชือดไก่ตัวผู้ วันที่ยี่สิบแปดหมักแป้ง


วันที่ยี่สิบเก้านึ่งหมั่นโถว วันที่สามสิบโต้รุ่งขึ้นปีใหม่...


หลายวันต่อมามีลมหิมะพัดติดต่อกันหลายวัน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศปีใหม่ของหมู่บ้านชิงซานแต่อย่างใด ทุกครอบครัวกำลังเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อถึงวันที่สามสิบ กองหิมะบนพื้นก็ไม่หนาเท่าเข่าแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงซานที่ขยันขันแข็งต่างช่วยกันกวาดหิมะเป็นเส้นทางไปยังบ้านต่างๆ ในหมู่บ้าน เรื่องแรกที่กู้เซียวและกู้หมิงตื่นขึ้นมาทำในแต่ละวันก็คือ กวาดหิมะที่กองอยู่ตรงทางลานบ้านและหน้าประตูให้สะอาด


กู้เยี่ยที่อยู่ในห้องครัวช่วยอะไรได้ไม่มาก ทุกวันนอกจากปรุงยาแล้ว ก็คิดค้นของเล่นใหม่ๆ อย่างเช่น โคมน้ำแข็งเอย ลากเลื่อนหิมะเอย ม้าสองตัวที่อยู่ในคอกม้าบ้านนางถูกผลัดกันจูงออกมาเพื่อลากเลื่อนหิมะ หน้าประตูบ้านของนางมีเด็กมาเพื่อดูของแปลกทั้งวัน


กู้เยี่ยนำอุปกรณ์ไถลหิมะออกมาจากห้วงมิติ ซึ่งประกอบด้วยแผ่นไถลหิมะ ไม้ค้ำ และอุปกรณ์จับยึดต่างๆ เมื่อเห็นว่าท่านปู่ว่าง นางก็จะให้เขาใช้ไม้ที่แข็งแรงกว่าทำอุปกรณ์ไถลหิมะขึ้นอีกหลายชุด


เมื่อชาติก่อน ตอนที่กู้เยี่ยยังเรียนอยู่ เคยถูกเพื่อนร่วมชั้นลากไปเรียนไถลหิมะ แต่ในช่วงสิบปีสมัยกลียุคเป็นต้นมา ก็แทบไม่ได้สัมผัสอีกเลย แต่นางก็มีพื้นฐานอยู่บ้าง จึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผ่านการล้มอยู่หลายรอบ นางก็สามารถเล่นแผ่นไถลหิมะอยู่ในลานบ้านได้อย่างอิสรเสรีแล้ว


การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว ทักษะอันชำนาญ และความรวดเร็ว ทำให้เด็กๆ ในหมู่บ้านอิจฉากันเป็นแถว พวกเขาจึงขอร้องผู้ใหญ่ในบ้านให้ทำอุปกรณ์ไถลหิมะให้พวกเขาสักชุด ผู้ใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นต่างก็ไม่มีอะไรจะทำ แต่หลังจากที่ขอให้ลุงห้าสกุลกู้สอนให้ พวกเขาไม่เพียงจะทำแผ่นไถลหิมะให้กับเด็กๆ เท่านั้น พวกผู้ใหญ่ขี้เล่นหลายคนก็ทำสำหรับตัวเองอีกชุด


เด็กๆ และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่เหยียบแผ่นไถลหิมะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านชิงซานแล้ว ผู้ใหญ่บ้านจับหลานชายคนโตของตน แล้วถอดแผ่นไถลหิมะที่ขาของเขาออก หลังจากที่ศึกษาอย่างจริงจัง ก็รู้สึกได้ว่าแผ่นไถลหิมะมีความคล่องแคล่ว สะดวก และประหยัดแรงงานมากกว่ารอกเลื่อน หลังจากนี้ต่อให้หิมะตกปกคลุมภูเขา ก็จะไม่หมดหนทางเฉกเช่นอดีตแล้ว


ไม่ทันตั้งตัว กู้เยี่ยก็ผ่านปีใหม่แรกหลังจากที่ตนได้ข้ามมิติมาแล้ว นางกินอาหารค่ำส่งท้ายปีเก่าอย่างเอร็ดอร่อย สามปู่หลานและป้าเหยียนนั่งล้อมรอบโต๊ะเตาแทะเม็ดแตงโม แทะลูกสาลี่แช่แข็ง และพูดคุยกัน ท้ายที่สุดปราชญ์โอสถก็ไม่สามารถกลับมาทันข้ามปีกับลูกศิษย์ จึงทำให้กู้เยี่ยผิดหวังเล็กน้อย แต่ท่านปู่และพี่ชายก็เล่นตลกเพื่อปลอบใจ และขนมแสนอร่อยของป้าเหยียนก็ค่อยๆ ทำให้ความเสียใจเล็กๆ ของกู้เยี่ยเบาลงอย่างรวดเร็ว


การโต้รุ่งทั้งที่ไม่มีกิจกรรมจะทำให้ง่วงนอน กู้เยี่ยจึงให้ท่านปู่ปอกเปลือกไม้ไผ่ให้เป็นแผ่นๆ และวาดเป็นไพ่หนึ่งชุด จากนั้นนางก็สอนทุกคนเล่นเกม ‘ศึกชิงเจ้าบ้าน’ และ ‘หนีให้ไว’ สองปู่หลานที่เพิ่งเล่นไพ่เป็น ยิ่งเล่นก็ยิ่งจดจ่อ ยิ่งเล่นก็ยิ่งสนใจ หลังจากที่จุดประทัดตอนยามจื่อ[1] กินเกี๊ยวตอนยามก่อนรุ่งสาง พวกเขาก็ยังไม่ยอมพัก กู้เยี่ยไม่มีทางเลือกต้องถ่างเปลือกตาเล่นไพ่กับสองปู่หลานแบบเบลอๆ


[1] ช่วงห้าทุ่ม-ตีหนึ่ง


100 บทที่ 100 คลอดลูกยาก

 


แต่ว่าเกมไพ่ของพวกเขาไม่ได้ดำเนินไปนานมากนักก็ถูกเสียงเคาะประตูเร่งเร้าจากด้านนอกขัดไว้ก่อน "เยี่ยเอ๋อร์ เยี่ยเอ๋อร์!" คนที่ลุยหิมะมาคือลูกชายคนที่สามของผู้ใหญ่บ้าน หลี่ชิวซาน ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและร้อนรน "ภรรยาข้า...ภรรยาข้าล้มแล้วเลือดออกเยอะมาก..."


อะไรนะ ภรรยาของหลี่ชิวซานท้องเก้าเดือนและใกล้จะคลอดเต็มทีแล้ว ดีไม่ดีอาจจะตายทั้งกลมได้! กู้เยี่ยทิ้งไพ่ไม้ไผ่ในมือและใส่เสื้อผ้าลวกๆ คลุมด้วยเสื้อขนสุนัขจิ้งจอกผืนหนา สวมถุงเท้ารองเท้าให้แน่นหนา เสร็จแล้วรีบตามหลี่ชิวซานออกไป


กู้หมิงถือกล่องยาอันใหญ่ของน้องสาวและรีบตามหลังไป กู้เซียวไม่วางใจลูกทั้งสองคนจึงตามไปเช่นกัน ป้าเหยียนเห็นเตาอุ่นมือในห้อง นางรู้ว่ากู้เยี่ยมักจะมือเท้าเย็น พอเข้าฤดูหนาวแล้วเตาอุ่นมือแทบจะไม่เคยห่างตัว จึงรีบร้อนใส่ถ่านเข้าไปแล้วห่อด้วยผ้าเสร็จแล้วจึงรีบตามไป


ทางบนเขาเต็มไปด้วยหิมะหนาๆ ขาของกู้เยี่ยนั้นสั้นทำให้แต่ละก้าวที่ก้าวออกไปล้วนยากลำบาก กู้เซียวเห็นหลี่ชิวซานร้อนรนจนแทบจะร้องไห้ออกมาจึงรีบแบกหลานสาวขึ้นหลังแล้วก้าวขายาวๆ ที่แข็งแกร่งนั่นไปทางบ้านของผู้ใหญ่บ้านด้วยความรวดเร็ว


"ท่านหมออู๋ล่ะ ทำไมเจ้าจึงกลับมาคนเดียว " ผู้ใหญ่บ้านตะโกนเสียงดังออกมาจากลานบ้าน


หลี่ชุนซาน ลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านพูดอย่างโกรธเคืองว่า "ไม่ต้องพูดถึงเลย เจ้าอู๋ตังกุยนั่นหนีไปแล้ว!"


"หนีไปแล้ว? หมายความว่าอย่างไร" ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านถามอย่างตื่นตระหนก


"ของมีค่าในบ้านของเขาหายไปหมดแล้ว เตาผิงก็ไม่มีไฟ ไม่อยู่กันทั้งคู่ วันปีใหม่แบบนี้ไม่อยู่ที่บ้านจะไปไหนได้ ต้องหนีหนี้ไปแล้วแน่ๆ !" ตอนที่หลี่ชุนซานไปบ้านตระกูลอู๋ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ประตูบ้านตระกูลอู๋ยังแง้มอยู่เลย เขาเคาะเรียกตั้งนานก็ไม่มีเสียงตอบรับ พอเข้าไปในบ้าน ไม่เพียงแต่จะพบหม้อกับเตาผิงที่เย็นไปแล้ว แม้แต่เตียงก็ไม่ได้อุ่นเอาไว้


อากาศติดลบยี่สิบสามสิบองศาแบบนี้ ถ้าไม่อุ่นเตียงเอาไว้ไม่มีทางอยู่ได้แน่นอน พอไปดูตู้และลิ้นชักในบ้านตระกูลอู๋ พวกเสื้อผ้าที่สามารถเอาไปด้วยได้ล้วนหายไปหมด


"นี่หิมะก็กำลังตกหนักเลย พวกเขาจะไปที่ไหนได้" ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านเดินไปมาอยู่ภายในลานบ้านแล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า "เจ้าสารเลวสองคนนี้หนีไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเขายังติดเราอยู่ตั้งหลายสิบตำลึงเงิน"


บ้านตระกูลอู๋อยู่ตรงหน้าหมู่บ้าน ตั้งแต่ภรรยาตระกูลอู๋ก่อเหตุขโมยแล้วก็แทบจะขาดการติดต่อกับคนในหมู่บ้าน หิมะตกติดต่อกันหลายวันบวกกับเป็นช่วงเทศกาล ทำให้ไม่มีใครว่างไปจับตาดูพวกเขา คิดไม่ถึงว่าสามีภรรยาคู่นี้จะฝ่าหิมะแล้วหนีออกไป ไม่กลัวหนาวตายระหว่างทางหรือไร


หลี่เฮ่าเหมือนจะเข้าใจอะไรขึ้นมาจึงตะโกนขึ้นมาว่า "เมื่อสามวันก่อนตอนที่ข้าไถกระดานหิมะผ่านหน้าหมู่บ้าน ท่านหมออู๋ยังเรียกข้าอยู่เลย คล้ายว่าจะสนใจในกระดานหิมะของข้ามากนักและถามคำถามเกี่ยวกับกระดานหิมะมากมาย เขาคงไม่ไถกระดานหิมะไปหรอกใช่ไหม"


กระดานหิมะเคลื่อนที่บนหิมะได้อย่างรวดเร็ว ถ้ามีวิธีการไถดีๆ ล่ะก็วันเดียวก็สามารถออกจากภูเขาได้แล้ว เร็วกว่าการเดินปกติถึงสองเท่า ดูเหมือนว่าตอนนั้นอู๋ตังกุยได้เตรียมพร้อมสำหรับการหนีไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว


"โอ๊ย ตำลึงเงินเอ๊ย ตำลึงเงินที่เราเก็บมาอย่างยากลำบากตั้งหลายปี ถูกคนสารเลวสองคนนั้นโกงไปแบบนี้เลยงั้นหรือ! จะให้พวกเราใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกัน!" ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านนั่งลงบนพื้นหิมะและร้องห่มร้องไห้เสียงดังพร้อมตบหน้าขาของตัวเองไปด้วย


ภรรยาของลูกคนโตวิ่งออกมาจากในห้องแล้วตะโกนว่า "ท่านหมอยังไม่มาอีกหรือ ภรรยาเจ้าสามเลือดไหลไม่หยุดจนหมดสติไปแล้ว!"


"มาแล้ว มาแล้ว! เยี่ยเอ๋อร์มาแล้ว!" ในคืนที่หนาวเย็น หลี่ชิวซานเดินจนเหงื่อออกทั้งตัว ข้างหลังเขามีกู้เซียวที่กำลังก้มลงเพื่อวางกู้เยี่ยลงกับพื้น ส่วนกู้หมิงที่ถือกล่องยาก็รีบตามมาพร้อมหอบหายใจหนักหน่วง


กู้เยี่ยรีบสาวเท้าเข้าไปในห้อง กลิ่นเลือดเข้มข้นภายในห้องโชยพัดใส่หน้า โดยมีย่าสามที่เคยทำหน้าที่เป็นแพทย์สูติทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ


"ตั้งเตาไฟในห้องเพิ่มอีก แล้วก็ไปหาตะเกียงมา ยิ่งเยอะยิ่งดี พี่ชาย เอาเข็มไปเจาะเลือดทุกคนในบ้าน คนเจ็บเสียเลือดมากเกินไปต้องให้เลือดเพิ่ม" ระหว่างที่กำลังพูดอยู่กู้เยี่ยก็ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ออก พร้อมเปลี่ยนเป็นชุดและหมวกสำหรับผ่าตัด เห็นปริมาณเลือดที่ไหลออกมาของสตรีมีครรภ์ตรงหน้าแล้ว น่าจะเป็นเพราะมดลูกได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าทารกข้างในจะเป็นอย่างไรบ้าง


ตรวจเลือดของคนเจ็บแล้วพบว่าเป็นเลือดกรุ๊ปโอที่พบได้ทั่วไป ในบ้านผู้ใหญ่บ้านมีภรรยาของผู้ใหญ่บ้านและภรรยาของเจ้าสองที่มีเลือดกรุ๊ปโอ แต่ว่าพอได้ยินว่าต้องเอาเลือดของตัวเองไปให้คนเจ็บ ทั้งสองกลับต่อต้านอย่างมาก ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านตกใจจนหมดสติไป ส่วนภรรยาเจ้าสองพูดเสียงสั่นว่าตัวเองก็ท้องแล้ว ดีไม่ดีอาจจะทำให้นางและลูกในท้องตายได้


ในตอนที่กู้เยี่ยไม่รู้จะทำอย่างไรดี ป้าเหยียนก็เข้ามาจากข้างนอกแล้วพูดเสียงเรียบนิ่งว่า "แม่นาง เจ้าดูเถิดว่าเลือดข้าใช้ได้ไหม"


กู้เยี่ยเคยตรวจเลือดให้ท่านปู่และพี่ชายแล้ว ทั้งสองคนล้วนเป็นกรุ๊ปบี ถึงตัวเองจะเป็นกรุ๊ปโอ แต่นางยังต้องผ่าตัดให้คนเจ็บอยู่ หลังเจาะเลือดแล้วอาจจะอดทนผ่าตัดจนจบไม่ไหว คำพูดของป้าเหยียนจึงราวกับฝนในหน้าแล้ง


หลังเจาะเลือดและตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว โชคดีที่กรุ๊ปเลือดของป้าเหยียนตรงกัน เมื่อได้ยินว่าใช้เลือดของป้าเหยียนได้ ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านก็ได้สติขึ้นมาทันที ภรรยาเจ้าสองเองเองก็เลิกร้องไห้ ผู้ใหญ่บ้านโกรธจนต้องอดทน ห้ามใจไม่ไห้ตัวเองยกเท้าขึ้นถีบภรรยาซักที!


คนนอกยังไม่กลัวที่จะให้เลือดกับลูกสะใภ้เลย แล้วดูคนบ้านเดียวกันสิว่าทำอะไรบ้าง! กู้หมิงพูดย้ำหลายครั้งแล้วว่าการบริจาคเลือดให้คนอื่นในปริมาณที่กำหนดจะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่...เฮ้อ น่าอับอายเสียจริง!


ตะเกียงสิบกว่าดวงทำให้ห้องสว่างไสว แน่นอนว่าแสงจากตะเกียงไม่มีทางสว่างถึงมาตรฐานของการผ่าตัดหรอก แต่กู้เยี่ยสายตาดีมาก สำหรับนางแล้วแสงนี้ราวกับตอนกลางวัน เลือดของป้าเหยียนค่อยๆ ไหลเข้าไปในร่างกายคนเจ็บ


ตอนผ่าตัด กู้เยี่ยต้องการผู้ช่วยหนึ่งคน แต่พอเห็นสภาพย่าสามที่หน้าซีดเล็กน้อยแล้วก็ได้แต่คิดว่าช่างเถิด นางก็ไม่ได้อายุน้อยๆ แล้ว ถ้าถูกภาพเลือดสาดนี้ทำให้หมดสติไปอีก ตัวเองก็ต้องแยกประสาทไปดูแลนาง


ป้าเหยียนลุกออกมาอีกครั้ง "แม่นาง มา ให้ข้าช่วยเจ้าเถิด"


กู้เยี่ยเห็นว่าถึงสีหน้าของนางจะซีดเล็กน้อยแต่ก็ยังดูมีชีวิตชีวา ลังเลสักพักจึงพยักหน้าตกลง


การผ่าตัดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่เพิ่งเริ่ม ป้าเหยียนยังไม่ค่อยชินกับภาพการผ่าท้องและมดลูก แต่ในฐานะที่เป็นลูกน้องของตำหนักเร้นวิญญาณ จะมีภาพเลือดสาดสภาพไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น ไม่นานนักนางก็สามารถหยิบยื่นอุปกรณ์ผ่าตัดให้กู้เยี่ยได้อย่างสบายๆ


ทารกถูกนำออกมาจากแผลผ่าคลอดอย่างรวดเร็ว ดีที่ตอนนางล้มลงไม่ได้กระเทือนกระเทือนถึงเด็ก ดีที่กู้เยี่ยมาทัน ดีที่น้ำรกไม่ได้ไหลจนหมดไปก่อนที่นางจะมาถึง...ทารกตัวจิ๋วร้องไห้ออกมาเสียงดังในมือของกู้เยี่ย


กู้เยี่ยยื่นเด็กให้ย่าสามที่อยู่ห้องข้างนอกจัดการ ก่อนจะทำความสะอาดภายในมดลูกอย่างละเอียด หาจุดที่ได้รับบาดเจ็บจนเจอและเย็บห้ามเลือดอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นก็เย็บมดลูกและแผลทีละชั้น


สายตาของป้าเหยียนที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยอยู่ข้างๆ นั้นเต็มไปด้วยความนับถือและชื่นชม มือคู่นั้นที่ถือเข็มและด้ายนั่นเย็บเสื้อไม่ได้สักตัว แต่กลับสามารถถักทอปาฏิหาริย์ของชีวิตภายในช่องท้องและผิวหนังได้


สถานการณ์ของคนเจ็บเมื่อครู่ ถ้าไม่ผ่าตัดจะไม่มีทางรอดเลย เด็กก็จะไม่มีทางเกิดมาอย่างปลอดภัย แต่ตอนนี้ คนเจ็บหายใจเป็นจังหวะเหมือนกับแค่เหนื่อยเกินไปจึงนอนหลับ ข้างนอกมีเสียงร้องไห้ของเด็กแรกเกิด


แผ่นหลังที่ดูบอบบางตรงหน้าเมื่ออยู่ภายใต้แสงตะเกียงกลับเกิดเงาที่สะท้อนลงบนกำแพงที่ดูยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่เสียจนสามารถเอาชนะยมทูตที่จะมาพรากวิญญาณและแย่งคนจากเทพแห่งความตายได้...


กู้เยี่ยเดินออกมาจากห้องคลอดแล้วประกาศว่าการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี อีกทั้งยังกำชับเกี่ยวกับข้อควรระวังหลังการผ่าตัด พอเห็นคนทั้งบ้านล้วนมองนางอย่างงุนงง กู้เยี่ยจึงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ก็ได้ วันแรกๆ ข้าจะมาดูการฟื้นตัวของคนไข้ ถ้านางมีไข้ก็รีบไปหาข้าทันที..."


ผู้ใหญ่บ้านพูดขอบคุณยาวเหยียดแล้วยื่นเศษตำลึงเงินให้หนึ่งตำลึงเงิน ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านจ้องตำลึงเงินนั่นอย่างหวงแหนแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร คนที่อยู่ในที่นี้ต่างก็รู้กันหมดว่าเทียบกับชีวิตของภรรยาเจ้าสามแล้วตำลึงเงินแค่หนึ่งตำลึงเงินจะนับเป็นอย่างไรได้


กู้เยี่ยก็รับตำลึงเงินนี้เอาไว้อย่างไม่เกรงใจ เพราะเงินนี้เป็นส่วนที่นางควรได้จากการทำงานหนักในคืนวันปีใหม่ทั้งคืน ผู้ใหญ่บ้านให้ลูกชายคนโตไปจับแม่ไก่แก่ๆ มาอีกตัวหนึ่งบอกว่าจะให้ป้าเหยียนเอาไปบำรุงร่างกาย เพราะไม่ว่าอย่างไรในร่างกายของภรรยาเจ้าสามก็มีเลือดของเขาไหลวนอยู่!


ตอนแรกป้าเหยียนไม่อยากรับไว้ "คนท้องต้องบำรุงร่างกาย เก็บไว้ปรุงซุปให้ภรรยาชิวซานกินเถิด"


ถึงบางทีภรรยาของผู้ใหญ่บ้านจะเห็นแก่ตัว แต่ก็หวงภาพลักษณ์อย่างมาก "ที่บ้านเลี้ยงไก่ไว้เยอะ มีพอให้ภรรยาเจ้าสามกินอยู่แล้ว รีบเอาไปเถิด พวกเจ้าเป็นผู้มีพระคุณของภรรยาเจ้าสามกับหลานชายข้านะ!"


ยื้อยุดกันตั้งนาน สุดท้ายป้าเหยียนก็สู้ความต้องการของบ้านผู้ใหญ่บ้านไม่ไหวจึงต้องรับแม่ไก่ตัวนั้นเอาไว้ แต่ว่าที่บ้านมียาบำรุงเยอะแล้ว แม่ไก่ตัวที่กำลังออกไข่นั่นจึงถูกนำกลับไปเลี้ยงแทน


กู้เยี่ยพาร่างกายที่เหนื่อยอ่อนเดินกลับไปบนทางกลับบ้าน เวลานี้ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว การผ่าตัดจากยามจื่อถึงยามเหม่าร่วม 3 ชั่วยาม[1] ไม่ได้มีแค่ร่างกายเท่านั้นที่รู้สึกเหนื่อยล้า สภาพจิตใจก็เช่นกัน


กู้เซียวแบกหลานสาวขึ้นมาอีกครั้งแล้วเดินย่ำบนพื้นหิมะอย่างเงียบๆ เท้าเหยียบลงบนกองหิมะหนา ส่งเสียงสวบสาบไปตลอดทาง ลมหนาวที่พัดอยู่บนเหนือหมู่บ้านชิงซานเกิดเป็นเสียงคล้ายนกหวีด ภาพตรงหน้าเป็นสีขาวโพลน หิมะยังคงตกอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ท้องฟ้าและผืนดินแทบจะถูกหิมะหลอมรวมเป็นผืนเดียวกัน...


กู้เยี่ยเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศอึมครึม จึงยิ้มแล้วยื่นมือออกมา "ท่านปู่ สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้ท่านสมปรารถนาในทุกๆ เรื่อง ร่ำรวยเงินทอง อย่าลืมอั่งเปาซองใหญ่ๆ..."


"เจ้าเด็กบ้าเงินนี่ เมื่อครู่เพิ่งจะได้มาหนึ่งตำลึงเงินก็คิดจะปล้นเงินของปู่แล้วหรือ" ในที่สุดบนหน้าของกู้เซียวก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น เขาหยิบอั่งเป่าออกมาจากอกซองหนึ่งแล้วตบลงบนมือของหลานสาว


กู้เยี่ยพูดอย่างมีความสุขว่า "ที่หามาเองกับที่ท่านปู่ให้มาจะเหมือนกันได้อย่างไร ไม่ได้รับอั่งเปาตั้งนานแล้ว!"


ก็ถูกของนาง เพราะหลังจากแม่ของเจ้าของร่างคนเก่าตายไป นางก็หมดดวงกับอั่งเปาโดยสิ้นเชิง ส่วนนาง เมื่อชาติก่อนก่อนที่จะอายุสิบแปด ก็เคยให้อั่งเปากับเขาด้วยใบหน้าเย็นชาราวกับน้ำแข็ง แต่หลังจากนั้นสถานการณ์ก็แย่ลงเรื่อยๆ แค่มีชีวิตรอดในสมัยกลียุคแบบนั้นก็ถือว่าดีมากแล้ว อีกอย่าง ในสมัยกลียุคแบบนั้น เงินทองหาได้มีค่าไม่ แต่ว่าอั่งเปาในสองปีนั้น กลับมีค่ามากสำหรับนาง


[1] 3 ชั่วยาม เท่ากับ 6 ชั่วโมง


จบตอน

Comments