ตอนที 31 แหวนซวีหมี ป้ายไร้อักษร
ท้องฟ้า ค่อยๆ สว่างขึนแล้ว
พอรู้ว่าจะถึงเวลาทีโย่วเหอและฮวาเยวียจะมาช่วยแต่ง
ตัว มู่เกอก็รู้ว่าเวลาทีจะมาเตร่อยู่ข้างนอกแบบนีหมดลง
แล้ว
ถํา ถูกทําลายเสียจนราบคาบ
พอมู่เกอเดินมาหยุดตรงหน้าศพของผู้เฒ่าเป่ยหมิง ก็คุก
1
เข่าลง มือทังคู่คลําสํารวจบนตัวเขาอย่างละเอียด
ปกติแล้ว ของมีค่าทีสุดจะต้องพกติดตัวเอาไว้
แม้ว่า คุณชายตระกูลมู่จะไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ว่า
เจ้าเฒ่าบัดซบนีทรมานเธอมาทังคืนและยังทําให้เธอ
เกือบตาย ยังไงก็ต้องได้ของอะไรมาปลอบประโลมจิตใจ
ดวงน้อยทีได้รับการกระทบกระเทือนของเธอเสียหน่อย
แต่ว่า พอมู่เกอค้นทัวร่างกายของผู้เฒ่าเป่ยหมิงดูแล้ว
กลับต้องเศร้าทีพบว่า เจ้าเฒ่าบัดซบนี ไม่ได้พกอะไรติด
ตัวเลย
2
ซือมัวมองท่าทางของมู่เกอ ก็เดาออกว่านางคิดจะทํา
อะไร
เขายิมมุมปาก ในแววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู ไม่ได้มี
ท่าทีจะห้ามปรามแต่อย่างใด แต่ว่าเมือเห็นมือทังคู่ทีนุ่ม
นิมเนียนละเอียดลูบไปตามศพของผู้เฒ่าเป่ยหมิง รอย
ยิมในดวงตาเขาก็ถูกแทนทีด้วยไอสังหารทันที เขาจ้อง
มองศพของผู้เฒ่าเป่ยหมิงเหมือนอยากจะลงมือกับศพ
ของเขาเพือระบายความแค้น
ตอนทีมู่เกอยังไม่ยอมแพ้ อยากจะตรวจสอบดูอีกรอบ
นัน........จู่ๆ ก็มีลมแรงพัดผ่านทีด้านหลัง มือทีเธอยืน
ออกไปถูกฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นกุมเอาไว้ ข้างหูมีเสียงอัน
น่าดึงดูดดังขึนว่า : "เสียวเกอเอ๋อร์ ร่างกายของมัน
3
สกปรกเกินไป อย่าทําให้มือของเจ้าต้องแปดเปือน"
สรรพนามทีชวนขนลุกนี ทําให้มู่เกอขมวดคิว กัดฟันพูด
"อย่าเรียกข้าว่าเสียวเกอเอ๋อร์อะไรแบบนีอีก"
"ได้ ข้ารับปาก บนโลกใบนีจะมีเพียงข้าคนเดียวที
สามารถเรียกเจ้าแบบนีได้ หากใครกล้าเรียกเจ้าแบบนี
ข้าจะฆ่ามัน" ซือมัวตอบอย่างจริงจัง
หน้า ด้าน มาก!
มู่เกอโกรธจนอารมณ์ขึน ดึงมือของตนเองออกอย่าง
รุนแรงและจ้องมองคนผู้นัน "อย่างนัน เจ้าก็ฆ่าตัวเอง
4
ก่อนเลย"
เสียดายทีซือมัวทําเป็นไม่ได้ยิน สายตาจ้องมองไปทีผู้
เฒ่าเป่ยหมิง หัวเราะแล้วพูดกับมู่เกอว่า "เสียวเกอเอ๋อร์
ไม่ได้อะไรกลับไปเลยหรือ?"
"พูดมาก" มู่เกอไม่พอใจ
คําตอกกลับทีไร้เหตุผลนี ซือมัวไม่เห็นมันอยู่ในสายตา
แต่กลับยิมน้อยๆ แล้วชีไปทีนิวมืออันผอมแห้งของผู้เฒ่า
เป่ยหมิง
ทันใดนัน ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึน
5
ตอนแรกมู่เกอเห็นว่านิวมือของท่านผู้เฒ่าเป่ยหมิงนันไม่
มีอะไรอยู่เลย แต่อยู่ๆ ก็มีแหวนโบราณสีดําวงหนึง
ปรากฏขึน
มู่เกอรีบไปดึงแหวนวงนันออกจากนิวมือของผู้เฒ่าเป่ยห
มิงอย่างไม่ลังเล แล้วมองชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตา
หล่อเหลาทียืนอยู่ข้างกายอย่างอึงๆ
"ก็แค่วิชาลวงตาธรรมดาๆ" ซือมัวพูดนิงๆ
แต่ว่าในใจของมู่เกอรู้ดีว่า คําเปรียบเทียบว่าธรรมดาๆ
ของเขานัน ไม่ใช่ว่ายอดฝีมือทุกคนจะดูออกได้
6
เป็นอีกครัง ทีมู่เกอรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของซือมัว
ในใจพลันเกิดแรงกดดันบางอย่างขึน แต่นันก็เป็นแรง
ผลักดันด้วยเช่นกัน
'ข้าจะเก่งขึน แล้วสักวันหนึงข้าจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของ
โลกใบนี!'
ซือมัวไม่ได้สังเกตว่ามู่เกอกําลังคิดอะไรอยู่ แต่กลับมอง
ไปทีแหวนวงนัน พูดยิมๆ ว่า "ทีหลินชวน ผู้ทีมีแหวนซวี
หมีวงนีไว้ในครอบครอง ถือว่าเป็นผู้ทีมีโชควาสนามาก"
มู่เกอเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ วาสนาดีแล้วอย่างไร สุดท้าย
7
ก็ต้องตายด้วยนํามือของเธอและมู่ชิงเกอ
แล้ว........ก็แค่แหวนจะมีอะไรพิเศษ?
มู่เกอมองแหวนสีดําในมือด้วยความสงสัย
พอเห็นท่าทางแบบนีของนาง ซือมัวก็อธิบายว่า "แหวน
ซวีหมีนัน ความจริงแล้วเป็นแหวนทีจะทํามาจากวัสดุ
พิเศษบางชนิด เป็นอาวุธวิญญาณแห่งช่องว่างทีจอม
ขมังเวทย์ได้สร้างขึน สามารถจุสิงของไว้ด้านในได้"
ถ้าอย่างนันก็เป็นแหวนทีมีพลังช่องว่างน่ะสิ!
8
มู่เกอเข้าใจแล้ว นอกจากพลังสายฟ้า เธอเองยังมีพลัง
ช่องว่างอีกด้วย ตรรกะเกียวกับการเก็บสิงของไว้ในช่อง
ว่างนัน เธอเข้าใจ แต่ว่าเธอไม่คิดว่าทะลุมิติมายังคนละ
โลกแบบนีแล้วจะยังมีช่องว่างทีทํามาจากของวิเศษแบบ
นี
เธอคิดทบทวนคําพูดของซือมัวแล้วรู้สึกว่าแหวนซวีหมี
ในมือเธอ ก็คงจะเหมือนกับตุ้มหูสีม่วงบนหูซ้ายของเธอ
ทีหาได้ยากมากในหลินชวน
แหวนซวีหมีนีเธอไม่ต้องการหรอก ตัวเธอเองก็มีพลัง
ช่องว่างอยู่แล้ว และยังดูปลอดภัยกว่าด้วย แต่ตอนนีสิง
ทีเธอสงสัยคือ ในแหวนซวีหมีทีผู้เฒ่าเป่ยหมิงซุกซ่อนอา
ไว้อย่างดีนี มันมีสมบัติอะไรอยู่ข้างในกันแน่
9
"เปิดอย่างไร?" มู่เกอถือแหวนขึนมา แล้วถามซือมัวทีอยู่
ข้างๆ
เธอพบว่าบนโลกใบนีไม่มีอะไรทีผู้ชายคนนีไม่รู้ เพราะ
อย่างนีเธอจึงต้องใช้ Google เคลือนทีนีให้เป็น
ประโยชน์
มู่เกอชวนคุยก่อน ทําให้ซือมัวอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
พร้อมตอบว่า : "ปกติแล้ว แหวน ซวีหมีจะรู้ว่าใครเป็น
เจ้าของ และนอกจากเจ้าของของมันแล้ว ก็ไม่มีใคร
สามารถเปิดได้ แต่ว่าตอนนีเจ้าของของมันได้ตายไป
แล้ว แหวนซวีหมีนีก็ไม่มีเจ้าของ ขอเพียงเจ้าเพ่งพลังจิต
10
ก็จะสามารถเปิดแหวนและเอาของข้างในออกมาได้"
พลังจิตเป็นสิงทีคุ้นเคยมากสําหรับมู่เกอ
อย่าลืมว่า เมือชาติทีแล้ว การทีเธอจะสามารถพัฒนา
ฝีมือได้นันต้องอาศัยการฝึกฝนพลังจิต จนเธอแอบสงสัย
ว่าทีเธอตายแล้วสามารถฟืนคืนชีพได้นัน เป็นเพราะว่า
เธอมีพลังจิตเข้มแข็งกว่าคนธรรมดา
หลังจากทีได้รับคําแนะนําจากซือมัว มู่เกอปล่อยจิตให้
ว่าง ค่อยๆ ปลดปล่อยพลังจิตของตนเองออกมา
พลังจิตทีไม่มีรูปกายในจิตสํานึกของมู่เกอ ส่งผ่านพลัง
11
ไปทีแหวนซวีหมีในมือของเธอราวกับเส้นใย
เมือพลังจิตทีรวบรวมไว้มาอยู่ทีแหวนซวีหมี มู่เกอไม่ได้
รีบร้อนเข้าไปในทันที แต่ค่อยๆสังเกตการณ์ จนแน่ใจ
แล้วว่าไม่มีอันตราย เธอจึงเข้าไปยังอาณาเขตของแหวน
ซวีหมี
เพราะพลังจิต ทําให้มู่เกอรู้สึกว่าตนเองเข้าไปอยู่ในพืนที
เกือบ 10 กว่าตารางเมตร ในช่องว่างนีเหมือนกับช่อง
ว่างของเธอ คือไม่มีประตูและหน้าต่าง
แต่ว่าสิงทีต่างกันคือช่องว่างของเธอมีแสงส่องเป็น
ประกายระยิบระยับ แต่ช่องว่างในแหวนซวีหมีวงนีกลับ
12
ดูมืดทึบ
เมือเปรียบเทียบกันเสร็จแล้ว มู่เกอก็เริมค้นหาสมบัติ
ของผู้เฒ่าเป่ยหมิง
สิงทีผู้เฒ่าเป่หมิงสะสมไว้นัน ส่วนมากเป็นพวกยา
สมุนไพรทีหายากแต่ว่าสําหรับมู่เกอแล้วยาสมุนไพร
พวกนีไม่ต่างอะไรกับวัชพืชเลย
นอกจากนีก็เป็นพวกเครืองเงินกับเครืองทอง
มู่เกอทีผิดหวังเล็กน้อย รู้สึกไม่อยากจะยอมรับ อย่าบอก
นะว่าเสียเวลาไปทังคืนกลับได้แต่ของไร้สาระพวกนีมา
13
เธอทียังไม่ยอมแพ้ ยังคงค้นหาต่อไป
ทันใดนันเธอก็พบว่าตรงมุมของช่องว่างมีกล่องไม้ใบ
ใหญ่ประมาณเท่าฝ่ามือวางอย่างเงียบเชียบ
'มันคืออะไร' ความแปลกใจทําให้มู่เกอเดินไปหยิบกล่อง
ไม้ทีดูแสนจะธรรมดานันขึนมา แต่ว่าในขณะทีเธอกําลัง
จะเปิดออก กลับพบว่า ไม่ว่าตนเองจะทําอย่างไรก็ไม่
สามารถเปิดกล่องไม้ออกได้
"เกิดอะไรขึน" มู่เกอขมวดคิว เงียบไปสักพักก็นํากล่องไม้
ใบนันออกจากช่องว่างของแหวนซวีหมี
14
พอลืมตาขึนในมือของมู่เกอก็มีกล่องไม้ทีเธอเอาออกมา
มาจากช่องว่างวางอยู่
มู่เกอยืนกล่องไม้ให้ซือมัวอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย
"เปิดไม่ออก"
ซือมัวยืนมือมารับพร้อมรอยยิม ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจทีโดน
สังเลยแม้แต่น้อย เขาพิจารณากล่องไม้นันอยู่ครู่หนึง
แล้วจึงตอบข้อสงสัยของมู่เกอ "กล่องนีมีคนสะกดมัน
เอาไว้ ต้องคลายมนต์สะกดเสียก่อนถึงจะสามารถเปิด
ได้
15
"สะกดไว้?" มู่เกอไม่ค่อยเข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร แต่รู้ว่า
สิงทีสําคัญทีสุดตอนนีคืออะไร : "เจ้าคลายมนต์ได้ไหม?"
แม้จะเป็นคําถามแต่นําเสียงของเธอยังคงเต็มไปด้วย
ความมันใจ
ซือมัวพยักหน้ารับ ยืนยันคําพูดของมู่เกอ
มู่เกอยักคิวทีหนึง และพยักเพยิดเบาๆ ราวกับกําลังบอก
กับซือมัวว่า "ลําบากเจ้าแล้ว"
ซือมัวถือกล่องไม้นันไว้ ดวงตากระจ่างราวอําพันเปลียน
ไปยามร่ายเวท แต่เพียงพริบตาเดียวก็กลับคืนสู่สภาวะ
ปกติ
16
"ได้แล้ว" ซือมัวยืนกล่องไม้ให้กับมู่เกอ
เสร็จแล้วเหรอ ?
มู่เกอรู้สึกสงสัย เธอคิดว่าจะได้เห็นฉากทีน่าตืนตาตืนใจ
แต่ไม่คิดว่าเพียงพริบตาเดียวก็เสร็จแล้ว?
มู่เกอยังคงสงสัย แล้วจึงยืนมือไปรับกล่องไม้ใบนันมา
พอปลายนิวแตะเบาๆ ลงบนฝากล่อง ก็มีเสียง 'แกร๊ก'
ดังขึน
17
เปิดได้แล้วจริงด้วย
มู่เกอหรีตา ในแววตาเต็มไปด้วยความดีใจ
กล่องไม้ทีถูกเปิดออก ด้านในมีแผ่นป้ายไร้อักษรแผ่น
หนึงนอนนิงสงบอยู่ในนัน และยังมียาเม็ดทีส่องแสง
ประกายระยิบระยับอีกเม็ดหนึง ยาเม็ดนันขนาด
ประมาณเท่าเม็ดลําไย ส่องแสงสดใสเป็นประกายราว
กับแก้วและมีตัวอักษรสีทองจางๆ
เมือเทียบกันแล้ว ป้ายไร้อักษรดูด้อยค่ามาก แต่เพราะ
ถูกเก็บไว้ในกล่องไม้ทีมีมนต์ต้องห้ามคุมกันอยู่แบบนี
18
มันจะเป็นของธรรมดาได้ทีไหนกัน
สิงทีอยู่ในกล่อง ซือมัวก็เห็นเช่นกัน
ในแววตามีความตกตะลึงวาบผ่าน และถอดถอนใจพูด
กับมู่เกอ "เสียวเกอเอ๋อร์ ข้าต้องยอมรับจริงๆ ว่าเจ้าช่าง
โชคดีเหลือเกิน"
19
ตอนที 32 ยาวิเศษสืบทอดพลัง
“ข้าก็เป็นคนทีโชคดีมาโดยตลอดอยู่แล้ว” มู่เกอหรีตาแล
ดูน่าดึงดูด
20
แม้จะไม่รู้มูลค่าของสิงทีอยู่ในกล่องไม้ แต่หากสามารถ
ทําให้ผู้ทียิงใหญ่ทีสุดในหลินชวนพูดแบบนีได้ ไม่ต้องคิด
อะไรมาก มู่เกอก็รู้เลยว่าตนเองเจอของมีค่าเข้าให้แล้ว
ริมฝีปากแดงเรือของมู่เกอโค้งขึนเป็นรอยยิมจางๆ มอง
ไปทีป้ายและยาในกล่องไม้ มู่เกอในเวลานีได้ลืมความ
โกรธหลายๆ ครังทีมีต่อชายผู้นีไปชัวขณะ
มู่เกอเขียยาเม็ดนันไปไว้ข้างๆ แล้วยืนมือไปหยิบป้ายไร้
อักษรขึนมาเป็นอันดับแรก
‘หนักมาก’
21
เมือหยิบป้ายนันขึนมา มู่เกอรู้สึกว่าของในมือเธอน่าจะ
มีนําหนักไม่น้อยกว่า 50 กิโล
ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนีเธอเป็นระดับชันสูงสุดของขันเหลือง
เธออาจจะถือป้ายนีไม่ไหวและขายหน้าต่อหน้าชายตรง
หน้านีอีกครัง
มู่เกอขมวดคิวรู้สึกสงสัยกับนําหนักของป้ายแผ่นนี ใน
ขณะเดียวกันก็ใช้ปลายนิวสัมผัสกับตัวผิวของป้ายเพือ
วิเคราะห์ว่ามันทํามาจากอะไร
แต่ทว่า คลําอยู่นานมู่เกอก็ยังไม่แน่ใจว่าป้ายทําจาก
22
อะไร
ป้ายนีเรียบลืน แต่สีสันของมันดูซีดจางไปไม่น้อย เมือ
สัมผัสดูก็รู้สึกถึงได้ความเย็นเล็กน้อย แต่กลับไม่เนียน
ละเอียดเหมือนหยก
โลหะเหรอ? มู่เกอปฏิเสธในใจ
แม้ไม่รู้ว่าโลหะในโลกนีมีวิธีการผลิตอย่างไร แต่
ประสบการณ์เมือชาติทีแล้วของเธอกําลังบอกเธอว่าสิง
ทีอยู่ในมือเธอนันไม่ใช่โลหะ
หิน? แต่ความเงาของมันนันมีมากกว่าหิน
23
และทีสําคัญคือ สิงทีดูเหมือนจะมีค่ามากกว่าทีเห็นนีไม่
สามารถเอาไปเปรียบกับอะไรทีเธอรู้จักได้เลย
“ป้ายอันนีมันมีประโยชน์อย่างไร?” ถ้าเทียบกับวัตถุดิบ
ทีใช้ทําแล้ว มู่เกอสนใจประโยชน์ใช้สอยของมันมากกว่า
พอเธอคลายมือ ป้ายทีหนัก 50 กว่าโลก็ตกไปอยู่ในมือ
ของซือมัว มือทีดูสวยงามของเขาดูเหมาะสมกับป้ายนี
มากเป็นพิเศษ
มู่เกออึงไป พอรู้สึกตัวก็คํารามว่า “นี! เจ้าแย่งของของ
ข้าทําไม”
24
ซือมัวมองท่าทางทีเหมือนสัตว์ตัวน้อยถูกรังแกของมู่เก
อแล้วหัวเราะชอบใจแล้วถามกลับว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิง
นีคืออะไร?”
“ไร้สาระ ข้าจะรู้ได้อย่างไร?” มู่เกอตอบอย่างไม่ชอบใจ
“ถ้าเจ้าไม่รู้ ข้าจะบอกให้เอาไหม?” ซือมัวไม่ใส่ใจนํา
เสียงของมู่เกอ
“เจ้ารู้หรือ?” มู่เกอตาเป็นประกาย ใช่ เธอลืมไปได้อย่าง
ไรว่าคนทียืนอยู่ตรงหน้าเธอนันเป็นเจ้าตัวประหลาดเฒ่า
ทีมีชีวิตยาวนานมาร่วม 1000 กว่าปีแล้ว จะยังมีอะไรที
25
เขาไม่รู้อีกหรือ เป็น Google เวอร์ชันมนุษย์เลยก็ว่าได้
ซือมัวพยักหน้า ป้ายเมือมาอยู่ในมือเขาก็เหมือนกลาย
เป็นของเล่นชินหนึง
ถ้าอย่างนันก็รีบพูดมาสิ!
สายตาทีรอคอยของมู่เกอ ทําให้ซือมัวอารมณ์ดี
เขาพูดนิงๆ “แม้ว่าหลินชวนจะจบสินไปแล้ว แต่ของ
โบราณจํานวนไม่น้อยในตํานานก็ยังคงเหลืออยู่ในพืนที
แห่งนี ป้ายไร้อักษรนี หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงจะ
เป็นวัตถุโบราณทีหลงเหลืออยู่ทีนี สิงทีเป็นวัตถุโบราณ
26
ทังหมดต่างก็เป็นสมบัติลําค่า ป้ายไร้อักษรนีเป็นป้ายคํา
สังทีใช้เปิดช่องว่าง”
“ป้ายทีใช้เปิดช่องว่างแปลว่าอะไร” มู่เกอขมวดคิวถาม
หรือว่าป้ายนีจะทําให้สามารถเข้าไปกระโดดโลดเต้น
ภายในช่องว่างได้ หรือจะสามารถทะลุมิติเข้าไปในช่อง
ว่างได้?
ซือมัวมองมู่เกอด้วยสายตาทีกําลังบอกว่า ‘ไม่ต้องรีบ
ร้อน’ แล้วอธิบายต่อว่า “บนป้ายนีไม่มีร่องรอยตัวอักษร
สลักอยู่เลย ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือความ
สามารถในการเปิดช่องว่างของมันได้ถูกทําลายลงไป
27
แล้ว หรือไม่ก็ได้สูญเสียเจ้าของไปแล้ว ถ้าเจ้าสามารถ
กระตุ้นป้ายนีให้กลับมามีพลังได้อีกครัง ไม่แน่ว่าหาก
โชคดีเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นเจ้าของของช่องว่างนัน
ได้ อีกทังยังสามารถเข้านอกออกในช่องว่างนีได้อย่าง
อิสระ จะทําให้เจ้ามีข้อได้เปรียบเพิมขึนมาอีก”
“ร้ายกาจขนาดนีเลย!” มู่ตกตะลึง
แม้ว่าตัวเธอเองก็มีช่องว่าง แต่ช่องว่างของเธอนัน ใช้จุ
ได้เพียงสิงของเท่านัน ตัวเธอเข้าไปได้เพียงจิตวิญญาณ
โดยทีกายเนือยังอยู่ภายนอก
แต่หากเป็นไปตามทีเจ้าเฒ่าพันปีนีพูด หากเธอสามารถ
28
ทําให้ป้ายนีกลับมามีพลังได้อีกครัง ก็จะสามารถเข้าไป
ในช่องว่างนันได้อย่างอิสระ มันเป็นถึงกระดองเต่า
10,000 ปีเลยนะเนีย
หากเจอกับคนทีมีความสามารถเหนือตนเองแล้วสู้ไม่ได้
อย่างน้อยก็สามารถเอาตัวรอดได้
“จะคืนพลังให้มันได้อย่างไร” มู่เกอทียิงคิดก็ยิงเห็นถึงข้อ
ดีของมันถามอย่างตืนเต้น
แต่ ครังนีซือมัวไม่ได้ตอบคําตอบทีเธอต้องการ แต่พูด
เป็นปรัชญาว่า “วิธีทีจะทําให้ป้ายสามารถกลับมาใช้ได้
นันไม่เคยมีบันทึกมาก่อน จะสามารถทําได้หรือไม่ก็ต้อง
29
ดูว่ามันมีวาสนาสัมพันธ์กับเจ้าหรือเปล่า”
มู่เกอสลด
ในใจรู้สึกเหมือนตกลงมาจากยอดเมฆ เจ็บใจจนเธอ
อยากจะกระอักเลือด
ความรู้สึกทีมีกุญแจแต่หาช่องเสียบกุญแจไม่เจอ พวก
เจ้าเคยเป็นไหม?
“ไม่ต้องรีบ หากมันเป็นของเจ้า อย่างไรเสียมันก็ต้องเป็น
ของเจ้า” ซือมัวไม่อยากเห็นเธอหมดหวังจึงคืนป้ายให้
กับเธอแล้วปลอบใจอย่างอ่อนโยน
30
นําหนักเกือบ 50 กิโลกรัม ของมันไม่ได้ทําให้แขนของมู่
เกองอลงเลยแม้แต่น้อย
เธอจับป้ายไว้แน่น ทันใดนันป้ายก็หายไปจากมือของ
เธอ เหมือนกับป้ายนันถูกเธอเก็บกลับคืนเข้าไปในแหวน
ซวีหมีแต่ความเป็นจริงแล้วเธอเอาป้ายนันใส่ไว้ในช่อง
ว่างของตนเอง
พูดเป็นเล่น ของมีค่าแบบนีจะเก็บไว้ในแหวนซวีหมีได้
อย่างไร เก็บไว้ในช่วงของตนเองปลอดภัยทีสุด
แต่ว่าแหวนซวีหมีวงนีก็ถือว่าเป็นเครืองอําพรางชันยอด
31
เพราะแบบนีแล้วก็จะไม่มีใครรู้ว่าเธอมีช่องว่างทีเป็นของ
เธอเอง มู่เกอแอบมองซือมัวเห็นเขาไม่ได้สงสัยอะไรก็
แอบถอนหายใจ
เธอตังใจเก็บป้ายนันเข้าไปในช่องว่างของตนเองต่อหน้า
เจ้าเฒ่าประหลาดนี เพือจะดูว่าเจ้าคนน่ากลัวนีจะดูออก
หรือเปล่าว่าเธอมีช่องว่างของตนเอง หากไม่ ช่องว่าง
ของเธอก็ถือว่าปลอดภัยในแผ่นดินหลินชวน
ดูเหมือนว่า เธอจะยังสามารถรักษาความลับเอาไว้ได้
บางส่วน
แต่เธอไม่รู้ว่าในตอนทีเธอเก็บป้ายนัน แววตาของซือมัว
32
เปลียนไปเล็กน้อย ช่องว่างทีไม่เหมือนแหวนซวีหมีนัน
เขารู้ตังนานแล้ว เพียงแต่เขารู้ว่ามู่เกอไม่ไว้ใจในตัวเขา
จึงเก็บเรืองนีเอาไว้ในใจ
หลังจากหยิบป้ายออก ในกล่องไม้ก็เหลือเพียงยาเม็ดที
แผ่ซ่านพลังลึกลับบางอย่างออกมา
มู่เกอเขย่ากล่องไม้ เม็ดยาจึงกลิงไปมาอยู่ในกล่อง
“ยานีดูแปลกๆ” มู่เกอพึมพํา หลังจากทีเกิดใหม่มาเกือบ
เดือนกว่า เธอกินยาแปลกๆ เข้าไปมากมาย แต่ไม่ว่าจะ
เป็นยาของมู่ซงหรือยาของเจ้าเฒ่าประหลาดคนนี ก็
เทียบไม่ได้กับยาในกล่องไม้ใบนี
33
“ยานีใช้รักษาอะไร” สิงสําคัญคือต้องรู้สรรพคุณของมัน
ก่อน มู่เกอหยิบยาเม็ดนันออกจากกล่องไม้ แล้วสังเกต
อย่างละเอียด
“อย่าเม็ดนีก็มีมนต์ต้องห้ามปิดผนึกไว้เช่นกัน” จู่ๆ ซือมัว
ก็พูดขึนมา
มนต์ต้องห้ามอีกแล้ว
มู่เกอขมวดคิว
“มนต์ต้องห้ามมันคืออะไรกันแน่ ทําไมข้าไม่เคยได้ยิน
34
มาก่อน” ในระยะนี เธอก็เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างใน
หลินชวนแห่งนีมากขึน แต่คําว่ามนต์ต้องห้ามนีเธอได้
ยินเป็นครังแรกจากปากของซือมัว
ซือมัวหันหน้ามามองเธอ แล้วเงียบไปสักพัก ก่อนจะพูด
พร้อมหัวเราะว่า : “เสียวเกอเอ๋อร์หมันฝึกฝนพลังเข้าไว้
สักวันเจ้าจะเข้าใจว่าอะไรคือมนต์ต้องห้ามและมันก็ไม่
ใช่ของแผ่นดินหลินชวนแห่งนี”
มู่เกอขมวดคิวมากขึนอีก เธอมองด้วยความไม่เข้าใจ
“เจ้าเคยบอกว่าตุ้มหูของข้าเป็นสิงทีไม่ควรอยู่ในหลิน
ชวน แล้วบอกว่าการทีแหวนซวีหมีมาอยู่ในหลินชวนเป็น
เรืองทียากจะเกิดขึน ตอนนีก็บอกว่ามนต์ต้องห้ามไม่
ควรปรากฏขึนทีนี ถ้าของพวกนีไม่ควรอยู่ในหลินชวน
35
แล้วควรจะไปปรากฏอยู่ทีใด”
คําถามของมู่เกอทําให้รอยยิมของซือมัวกดลึดมากขึน
แต่เขาก็ยังคงไม่ตอบคําถามของเธอและเปลียนเรือง :
“หากเสียวเกอเอ๋อร์ตังใจฝึกฝน เจ้าก็จะรู้ว่าโลกใบนีมัน
กว้างใหญ่กว่าทีเจ้าจินตนาการเอาไว้มากนัก หลินชวนก็
เป็นเพียงส่วนเล็กๆ มีเรืองบางเรืองหากรู้เร็วเกินไป ก็ไม่
ใช่ผลดีต่อตัวเจ้า”
“เจ้าเคยไปทีโลกอืนใช่ไหม? ท่านปู่บอกว่าทีหลินชวนไม่
มีมังกรพยัคฆ์วายุ แต่เจ้ากลับพาพวกมันมา มาปรากฏ
ต่อสายตาทุกคน” มู่เกอพูดข้อสงสัยในใจของตนเองออก
มา
36
หากผู้ชายคนนีสามารถทะลุมิติไปโลกอืนได้จริง ถ้า
อย่างนันเขาจะเก่งกล้าถึงขันไหนกัน
ซือมัวส่ายหน้าเบาๆ แล้วหัวเราะโดยไม่พูดอะไร
ขีงก!
มู่เกอแอบเบะปากในใจ บ่นทีเขามาหยุดเล่าเอาช่วง
สําคัญแบบนี
แต่อยู่ๆ มือข้างทีถือยาอยู่ของเธอก็สันอย่างรุนแรง
37
“เกิดอะไรขึน?” มู่เกอตกใจ กํายาไว้แน่น
แต่อยู่ๆ ยาเม็ดนันก็หลุดจากการควบคุมของเธอ ยาเม็ด
นันเคลือนไหวอย่างรวดเร็วพุ่งมาทีใบหน้าของเธอ เห็น
เพียงเงาทีสะท้อนเข้ามาในนัยน์ตากระจ่างใสของเธอ
เท่านัน ยานันราวกับเป็นกระสุนปืนทีถูกยิงพุ่งมาทาง
เธอ
ทันใดนัน มันก็ฝังเข้าไปอยู่ตรงกลางหว่างคิวของเธอ
วินาทีต่อมามู่เกอรู้สึกว่าภาพตรงหน้ามืดมิด จากนันก็ไม่
รู้สึกตัวอีก
38
“เสียวเกอเอ๋อร์!” ซือมัวรีบเข้ามาพร้อมยืนมือออกไปรับ
ร่างทีกําลังจะร่วงลงพืนของมู่เกอไว้ ใบหน้าเขาไม่ได้ดู
ตกใจหรือกังวล เพียงพึมพําอย่างเรียบเฉยว่า “เสียวเก
อเอ๋อร์ ข้าบอกแล้วว่าหากโอกาสเป็นของเจ้า มันก็ต้อง
เป็นของเจ้า”
ในมุมมืด กูหยาพูดกับกูเย่ว่า : “เจ้าลองคิดดูว่า ในโลก
ใบนี คนทีทําให้ท่านประมุขของเราถ่ายทอดเวทคุ้มกัน
ให้ด้วยตนเองแบบนี คงจะมีแค่คนตรงหน้าใช่ไหม?”
39
ตอนที 33 ไอ้เจ้าเฒ่าประหลาดตําช้า
40
ท่ามกลางความมึนงง มู่เกอรู้แค่ว่าตนเองถูกดูดเข้าไป
อยู่ในทีทีซึงสับสนวุ่นวาย
ความรู้สึกนันเหมือนตอนทีเธอทะลุมิติมาเกิดใหม่
“หรือว่า ข้าจะเกิดใหม่อีกครัง? เฮ้ย! นีข้าตายเพราะไอ้
ยาเม็ดนีเหรอ?!” พอได้สติมู่เกอก็ต้องตกใจกับความคิด
ของตนเอง
ทันใดนัน ในหัวก็มีความรู้สึกราวกับมีอะไรฉีกขาด ขัด
จังหวะสิงทีเธอกําลังคิดทําให้จิตใต้สํานึกของเธอไหล
ย้อนกลับอย่างรวดเร็ว
41
“เกิดอะไรขึน!” มู่เกอเอามือกุมหัวแน่น นิวทังสิบ จิกเข้า
ไปทีหนังศีรษะ
อ๊ากๆๆ------!
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทําให้มู่เกออดไม่ได้ทีจะร้อง
ออกมาด้วยความเจ็บปวด นีไม่ใช่สิงทีคนธรรมดาจะ
ทานทนได้ เคยปวดหัวไมเกรนไหม? ถ้าเคย ก็จะรู้ แต่
ทว่าความเจ็บปวดในตอนนีของมู่เกอมันมากกว่าการ
ปวดหัวไมเกรนเป็นร้อยเท่า
ความรู้สึกเจ็บปวดนีทําให้มู่เกออยากจะกัดลินตัวเอง
42
ตายไปเสีย
เธอกํามือแน่นทุบหัวตัวเองราวกับว่าการทําร้ายตัวเอง
แบบนีจะทําให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง
ตัวอักษรแปลกประหลาดจํานวนมากมายปรากฏขึนใน
สมองของเธอ ราวกับบังคับให้เธอจดจํามันให้ขึนใจ จน
ยากทีจะลืมเลือน
ไม่เพียงแต่อักษรพวกนัน แต่ยังมียาสมุนไพรนานาชนิด
และซากสัตว์จํานวนมากทีหมุนวนซําไปมาในหัวของเธอ
ราวกับฉายหนัง เทียบยามากมายวนเวียนอยู่ในสมอง
ของเธอจนแทบจะทําให้หัวของเธอระเบิด
43
และยาเม็ดนันทีพุ่งเข้าไปฝังตัวอยู่ตรงหว่างคิวของเธอ ก็
กําลังหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว มันค่อยๆ ละลายเล็กลง
ตามแรงหมุนนัน
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” มู่เกองอตัวลงกลิงไปมาบนพืนที
สับสนวุ่นวายนี
ความเจ็บปวดของร่างกายนันเธอสามารถทนได้
แม้ว่าจะถูกเฉือนเนือเลาะกระดูก เธอก็จะไม่ร้องสักคํา
แต่ทว่าความเจ็บปวดทางจิตนี กลับทําให้เธออยากจะ
44
รีบตายไปซะเพือจะได้หลุดพ้น
พลังจิตแม้ว่าจะแข็งแกร่งแต่มันก็เปราะบางและไวต่อ
ความรู้สึก หากพลังจิตได้รับการกระทบกระเทือน เกรง
ว่าชาตินีทังชาติก็คงยากทีจะรักษา แล้วตอนนีความเจ็บ
ปวดทางจิตทีเธอได้รับก็พุ่งสูงถึงขีดสุดแล้ว
หากทนไม่ไหว ไม่แน่ว่าพลังจิตของเธออาจะสูญเสียการ
ควบคุมและพังทลายลง จากนีก็อาจจะต้องกลายเป็น
อัมพาต เป็นเจ้าหญิงนิทราหรือไม่ก็กลายเป็นคนสติไม่
สมประกอบ
ทันใดนัน แสงสีเขียวก็มาปรากฏขึนทีข้างตัวมู่เกอก่อน
45
จะกลายร่างเป็นคนโปร่งแสง
มู่ชิงเกอมองท่าทางเจ็บปวดของมู่เกออย่างตกใจ นาง
สามารถรับรู้ได้ว่าพลังจิตของมู่เกออ่อนแอลงเรือยๆ และ
ใกล้จะพังทลายเต็มที “เข้มแข็งไว้นะ!”
แต่มู่เกอทีตกลงไปในความเจ็บปวดอันแสนสาหัสนัน
กลับไม่ได้ยินสิงทีนางพูดแม้แต่น้อย ไม่รู้แม้กระทังว่า
นางมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี
ทําไมจู่ๆ มู่เกอถึงกลายเป็นแบบนี
มู่ชิงเกอมีร่างเป็นวิญญาณโปร่งแสง สามารถมองเห็น
46
อะไรๆ ได้ชัดเจนกว่ามู่เกอ
นางรู้ว่ามู่เกอกําลังอดทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที
ได้รับ นีเป็นชะตาของมู่เกอและเป็นชะตาของนางด้วย
เช่นกัน เพราะว่ามู่เกอคือมู่ชิงเกอและมู่ชิงเกอก็คือมู่เกอ
หากทนไม่ได้ เช่นนันเกรงว่ามู่ชิงเกอคงต้องตายไปจริงๆ
มู่ชิงเกอเม้มปากแน่น คิวขมวดมุ่น
ทําอย่างไรดี ข้าจะช่วยเจ้าอย่างไรดี
สมองของมู่ชิงเกอรีบคิดหาวิธีอย่างว่องไว ทันใดนัน ดวง
47
ตาของนางก็เป็นประกาย นางคิดออกแล้วว่าจะช่วยให้มู่
เกอ ผ่านพ้นวิกฤติครังนีไปได้อย่างไร
หลังจากทีไตร่ตรองดูดีแล้ว สายตาของมู่ชิงเกอก็เต็มไป
ด้วยประกายเด็ดเดียว
นางพูดกับมู่เกอเบาๆ “ต่อไปนี ตระกูลมู่ ท่านปู่และท่าน
อา คงต้องพึงเจ้าแล้ว!” พูดจบนางก็นังขัดสมาธิ ดวงตา
ทังคู่ปิดสนิท
ร่างทีโปร่งแสงพลันสันไหวอย่างรุนแรง ใบหน้าของนาง
บิดเบียวด้วยความเจ็บปวด
48
หลังจากนันพลังโปร่งแสงบริสุทธิกลุ่มหนึงก็พวยพุ่งออก
มาจากศีรษะของนางราวกับเชือกเส้นหนึง และหมุนวน
ขึนเป็นเกลียว เข้าไปกลางศีรษะของมู่เกอ
เมือพลังเข้าสู่ร่างกายของมู่เกอ ร่างของมู่ชิงเกอจากเดิม
ทีโปร่งแสงอยู่แล้วก็ซีดจางลงหลายส่วนตามไปด้วย
ทังหมดนี มู่เกอไม่รู้เลยแม้แต่น้อย
เธอในตอนนีกําลังรับมือกับความเจ็บปวดทีทวีมากขึน
เรือยๆ
ทันใดนัน ก็มีความร้อนกลุ่มหนึงปรากฏขึนมาห่อหุ้มตัว
49
เธอเอาไว้และค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึงเดียวกับพลังจิต
ของเธอ พลังทีเกิดขึนนี ทําให้ความเจ็บปวดของเธอ
บรรเทาลง ราวกับว่าอาณาเขตพลังจิตในตัวเธอ มีพืนที
ในการรับมือกับความเจ็บปวดเพิมมากขึน
มู่เกอตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึน แต่รู้ว่าคราวนีตนเองคง
รอดแล้ว
ในป่าซือมัวอุ้มร่างของมู่เกอไว้ คิวทีขมวดแน่นค่อยๆ
คลายออก เขายังเป็นห่วงกลัวว่านางจะทนไม่ไหว ขณะ
ทีกําลังจะยืนมือเข้าช่วยนัน กลับไม่คิดว่านางจะทนผ่าน
มันมาได้
50
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ร่างทีโปร่งแสงของมู่ชิงเก
อ จู่ๆ ก็เริมโปร่งแสงมากขึนเรือยๆ ราวหมอกควันที
สามารถสลายหายไปได้ตลอดเวลา
แต่ร่างกายทีได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสจนเกร็งแน่น
ของมู่เกอกลับค่อยๆ ผ่อนคลายลงราวกับวิชาทีถ่ายทอด
มาสู่ตัวเธอจนเกือบจะคร่าชีวิตเธอนี ได้เดินทางมาจนถึง
จุดสุดท้ายแล้ว
ผ่านไปครู่หนึง พลังสายสุดท้ายของมู่ชิงเกอก็เข้าไปสถิต
อยู่ในร่างของมู่เกอ
มู่เกอสงบลง นอนนิงอยู่ท่ามกลางความสับสนแล้ว
51
ค่อยๆ ลืมตาขึน
สิงทีเห็น คือภาพทีพร่ามัว
มู่เกอรีบลุกขึนนังขัดสมาธิ สบตากับสายตาทีประเดียว
ชัดเจนประเดียวพร่าเลือนของมู่ชิงเกอ “นีมันเกิดอะไร
ขึน?” มู่เกอตกใจ
มู่ชิงเกอยิมบางๆ รอยยิมนันมีความโล่งใจราวกับได้รับ
การปลดปล่อย “ข้าต้องไปแล้ว คงจะอยู่กับเจ้าได้ไม่ถึง
49 วันแล้ว”
“เกิดอะไรขึน” มู่เกอขมวดคิวเธอรับรู้ได้ถึงความอ่อนแอ
52
และอ่อนแรงของมู่ชิงเกอในตอนนี
มู่ชิงเกอยังคงยิมแต่ไม่ได้ตอบคําถามของมู่เกอ “เจ้าลอง
พูดมาก่อนดีกว่าว่าเจ้าได้รับการถ่ายทอดอะไรมา”
มู่ชิงเกอทําเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึนทําให้มู่เกอเม้มปาก
แต่เธอก็ยังคงตอบคําถามของมู่ชิงเกอ : “ศาสตร์ในการ
ปรุงยา เหมือนเป็นสิงทีนักปรุงยาสมัยบรรพกาลเคย
เรียนรู้มา”
“ดีเหลือเกิน!” สายตาทีดูมืดมนของมู่ชิงเกอ เป็น
ประกายขึนบ้าง
53
นางดีใจจริงๆ ดีใจกับความโชคดีของมู่เกอ
จากนียิงมู่ชิงเกอเก่งกาจมากขึนเพียงใด นางก็จะจากไป
อย่างสบายใจมากเพียงนัน
มู่เกอจ้องมู่ชิงเกอและพูดขึนว่า “ในตอนทีข้าเกือบจะทน
ไม่ไหว พลังจิตทีมาหลอมรวมกับพลังจิตของข้า มันเป็น
พลังจิตของเจ้าใช่ไหม?”
มู่ชิงเกอพูดนิงๆ “วิญญาณแต่เดิมก็เป็นพลังจิตชนิดหนึง
อยู่แล้ว ถือว่าพวกเราโชคดีทีข้าได้ดูดพลังวิญญาณของ
เจ้าเฒ่าสารเลวเป่ยหมิงนันเข้าไปในร่างกาย ประจวบ
เหมาะกับตอนทีพลังจิตของเจ้าไม่เพียงพอสําหรับการ
54
ถ่ายทอดพลัง ข้าจึงหลอมพลังวิญญาณนันให้เป็นพลัง
จิตทีบริสุทธิแล้วถ่ายมันให้แก่เจ้า”
“แล้วจะเกิดอะไรขึนกับเจ้า?” มู่เกอพูดเสียงแข็ง
เมือรับรู้ได้ถึงนําเสียงทีเป็นห่วงเป็นใย มู่ชิงเกอจึงยิม
พร้อมพูดว่า “อย่างไรก็ตาม ข้าก็ต้องสลายหายไปและ
จากทีนีไปอยู่ดี ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า เจ้าเองก็ไม่ต้องรู้สึก
ว่าติดค้างอะไรข้าเจ้ากับข้านันมีร่างกายเดียวกัน ช่วย
เจ้าก็เหมือนช่วยตัวข้าเอง”
มู่เกอเงียบไปสักพักแล้วถามอย่างจริงจังว่า “วิญญาณ
ของเจ้าจะแตกสลายไปไหม”
55
มู่ชิงเกออึงไปสักพักแล้วพูดพร้อมรอยยิมว่า “ถึงบอกว่า
พวกเราโชคดีอย่างไรเล่า หากข้าใช้พลังของตนเองเพียง
คนเดียวในการช่วยเจ้า ไม่แน่ว่าวิญญาณอาจแตกสลาย
ไปจริงๆ”
คําพูดของมู่ชิงเกอ มู่เกอเข้าใจดี
เรืองบางเรืองคงจะถูกฟ้ากําหนดเอาไว้แล้ว ผู้เฒ่า
เป่ยหมิงเอาเธอมาทดลองยา กระทังคิดจะสังหารเธอ
แต่สุดท้ายกลับต้องถูกฆ่าตาย สมบัติทีมีค่าก็ถูกมู่เกอข
โมยมา สุดท้ายแล้วแม้กระทังพลังของวิญญาณก็ยังต้อง
มาช่วยเธอในการสืบทอดวิชา
56
“ข้าต้องไปแล้ว ต่อจากนี มู่เกอก็จะกลายเป็นมู่ชิงเกอตัว
จริง ข้าฝากท่านปู่และท่านอาด้วย” พอพูดจบร่างของ
นางก็ดูซีดจางมากขึนเรือยๆ
มู่เกอเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ไม่ได้พูดอะไร เพียงพยัก
หน้า
เมือได้รับคํามันจากมู่เกอ มู่ชิงเกอก็ราวกับหมดห่วง ร่าง
กายแตกกระจายเป็นละอองล่องลอยขึนสู่ฟากฟ้า
หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึงของความสับสนวุ่นวายนี
มู่เกอเงยหน้าขึนใช้สายตาคู่นันส่งมู่ชิงเกอเป็นครังสุด
57
ท้าย
เธอไม่รู้จุดหมายปลายาทางของมู่ชิงเกอ แต่เธอรู้ว่าเป็น
อย่างทีมู่ชิงเกอบอกนับแต่นีเธอจะกลายเป็นมู่ชิงเกอที
แท้จริง
ระหว่างทีค่อยๆ ฟืนสติ มู่เกอ….ไม่สิ หลังจากนีคงต้อง
เรียกว่ามู่ชิงเกอแล้ว......... มู่ชิงเกอก็รู้สึกว่าแก้มของตน
เองสัมผัสกับเข้าลมหายใจอุ่นๆ ขนตานางขยับไหวเบาๆ
พร้อมกับลืมตาขึนมาอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นดวงตาสุก
ใสเป็นประกาย
มู่ชิงเกอเพิงลืมตาขึน ก็มองเห็นใบหน้าอันงดงามหล่อ
58
เหลาทีแนบชิดกับผิวของนาง สีหน้านางพลันแปรเปลียน
กําหมัดขวาและสะบัดออกไปอย่างไม่ลังเล : “เจ้าคนตํา
ช้า!”
59
ตอนที 34 องค์หญิงมาเยียม
หลังกลับมาจากป่าก็ผ่านไปสองวันแล้ว
สองวันมานี มู่ชิงเกอไม่ได้ฝึกเวทพลังเลย เพราะกําลังทํา
ความเข้าใจกับความทรงจําทีเพิมเข้ามาในหัวอย่าง
ละเอียด
นักปรุงยาเป็นอาชีพสูงส่งมีเกียรติและเป็นทีต้องการ
60
อาชีพหนึง
เพราะว่า การทีจะเป็นนักปรุงยาได้นันต้องมีคุณสมบัติที
สูงส่ง พูดได้ว่าในหมืนคน แทบจะไม่มีผู้สําเร็จเลยสักคน
และการจะสําเร็จเป็นปรมาจารย์ขันสูงและได้รับการ
ยอมรับนันก็มีโอกาสทีน้อยมาก
การทีจะเป็นนักปรุงยานัน ก็หมายถึงการทีจะต้องสร้าง
เส้นสายให้กว้างขวาง
สําหรับผู้กล้าทังหลาย การจะผูกสัมพันธ์กับนักปรุงยา
สักคน จะขอยาต่อชีวิตสักเม็ด หรือกระทังยาชันเลวทีสุด
ก็ยังถือเป็นเรืองทียากเย็นมาก
61
และหากต้องติดหนีบุญคุณนักปรุงยา ยิงเป็นสิงทีพวก
เขาไม่ต้องการ
เท่าทีมู่ชิงเกอรู้ ในแคว้นฉิน จํานวนของนักปรุงยามีแทบ
จะนับนิวได้ อีกทังระดับของพวกเขาก็ไม่ได้สูงมากนัก
วันนัน ยาเม็ดทีมู่ซงใช้ช่วยชีวิตนาง ไม่ใช่ยาทีนักปรุงยา
ในแคว้นฉินจะสามารถปรุงออกมาได้ ยาเม็ดนัน เป็นยา
ทีมู่ซงในวัยหนุ่มได้มาจากแคว้นอวีตอนออกไปท่อง
เทียว ขณะทีเดินทางผ่านแคว้นอวีเขาได้บังเอิญช่วยชีวิต
คนผู้หนึงไว้ คนผู้นันเลยมอบยาเม็ดนันให้เป็นการตอบ
แทน แม้ตอนนัน มู่ซงจะไม่ได้ถาม แต่ก็พอดูออกว่าเขา
62
เป็นนักปรุงยาขันสูงท่านหนึง
แต่ว่า มู่ซงก็มีศักดิศรีในตนเองและไม่ได้ต้องการสิงตอบ
แทน หากอีกฝ่ายไม่อยากเปิดเผยฐานะทีแท้จริง เขาก็
คร้านจะถาม แต่สุดท้ายก็ต้องรับยาเม็ดมานันมาตาม
ความต้องการของอีกฝ่าย
เขาเก็บรักษายาเม็ดนันมาทังชีวิต แต่สุดท้ายก็มาใช้กับ
มู่ชิงเกอ
และตอนนี มู่ชิงเกอได้รับการถ่ายทอดตํารายาจากเทพ
แห่งยา นางเองก็ไม่รู้ว่าเทพแห่งยาจะอยู่ในฐานะอะไร
ในบรรดานักปรุงยา แต่ก็มันใจว่ามันคงจะสุดยอดมาก
63
ไม่อย่างนันจะกล้าเรียกว่าเทพได้อย่างไร?
อีกอย่างตํารายาทีสืบทอดมานันมีจํานวนมหาศาล นาง
เรียบเรียงมาสองวันสองคืนแล้วก็ยังไม่หมด และทีเรียบ
เรียงมานันก็เป็นเพียงหนึงในสิบของตํารายาทังหมดเท่า
นัน
โชคดีทียาและรูปภาพพร้อมสรรพคุณพวกนัน ราวกับ
สลักไว้ในหัวของมู่ชิงเกออย่างไรอย่างนัน หากจะให้นาง
ท่องตํารายาทังหมดคงต้องใช้เวลาครึงชีวิต
ตํารายาทีสืบทอดมานีเหมือนสลักอยู่ในหัวของนางและ
64
ตอนนีสิงทีนางต้องทําก็คือเรียบเรียงทําความเข้าใจและ
นําไปใช้
“นี ! ฮวาเยวีย-----! ฮวาเยวีย-------!” มู่ชิงเกอเอามือ
นวดขมับพร้อมตะโกนเรียกเสียงดัง
พอสินเสียง ก็เห็นเงาร่างสีชมพู ดังผีเสือบินเดินเข้ามา
และทันใดนันใบหน้าเล็กๆ เย้ายวนของฮวาเยวียก็
ปรากฏขึนในสายตาของมู่ชิงเกอ
“คุณชาย ฮวาเยวียมาแล้ว ท่านมีอะไรจะสังเจ้าคะ?”
ฮวาเยวียก้มหน้าลงแล้วมองไปทางชายหนุ่มชุดแดงที
นอนอยู่บนเก้าอีโยกในสวน ตาทังคู่หลับอยู่และดูไม่ค่อย
65
ผ่อนคลายนัก
มู่ชิงเกอลืมตาขึนด้วยความเกียจคร้าน ทังร่างราวกับไร้
กระดูกพูดว่า : “ข้าปวดไหล่แล้วก็ปวดหัว”
ฮวาเยวียหัวเราะ ‘คิกคัก’ พร้อมขยับกายและเดินมาอยู่
ด้านหลังมู่ชิงเกอ มือทังคู่วางลงบนศีรษะมู่ชิงเกออย่าง
เป็นธรรมชาติ แล้วกดให้นางเบาๆ
มู่ชิงเกอหลับตาเสพสุข “โย่วเหอเล่า?”
“โย่วเหอไปเตรียมสํารับให้คุณชายเจ้าค่ะ” ฮวาเยวียนวด
ให้มู่ชิงเกอไปด้วยพลางตอบคําถามไปด้วย
66
มู่ชินงกอตอบว่า “อืม” คําเดียว และไม่พูดอะไรต่อ
เหมือนกําลังจะหลับ
ในสวนสระเมฆา อบอวลไปด้วยกลินดอกไม้
ดอกมู่จินในสวนปลิวไปมากับสายลม เกสรสีชมพูลอย
อยู่กลางสายลม แล้วค่อยๆ ร่วงหล่นลงบนพืน ท่าม
กลางดอกไม้ทีปลิวไสว ชายในชุดแดงผู้หนึงนอนอยู่บน
เก้าอีโยกด้วยความเกียจคร้าน ด้านหลังมีสาวใช้รูปโฉม
งดงามกําลังบีบนวดให้
สิงทีฉินอีเหยาเห็นตอนเดินเข้ามาพร้อมมู่เหลียนหรงก็
67
คือภาพนี
สีแดงสดราวกับกองเพลิงทีลุกโชนอยู่กลางสวนนัน
เทียบกับดวงอาทิตย์ทีเจิดจ้าแล้วยังดูงดงามยิงกว่า ใบ
หน้าทีงดงาม แม้จะยังดูเยาว์วัย แต่ก็ยังแฝงไปด้วย
ความสุขุมบางอย่างทียากจะอธิบายโดยเฉพาะรอยยิม
โอหังน้อยๆ ทีมุมปากนัน ราวกับไม่เห็นโลกนีอยู่ในสาย
ตาอย่างนัน
อาจเป็นเพราะภาพตรงหน้าสวยงามเกินไป จึงทําให้ฉิน
อีเหยาหลงใหลจนลืมจุดประสงค์ทีมาไปเสียสนิท
มู่เหลียนหรงทีเดินเข้ามาพร้อมกับนางก็ตกใจกับภาพ
68
ตรงหน้า ในใจก็นึกตําหนิว่า : เจ้าเด็กบ้านี เจ้าชู้เสียจริง
อีกหน่อยก็ไม่รู้ว่าจะทําร้ายผู้หญิงอีกมากน้อยเพียงใด
พอนางได้สติก็พบว่าองค์หญิงฉางเล่อทีอยู่ข้างๆ นาง ว่า
ทีหลานสะใภ้ในอนาคตของตระกูลมู่เวลานียืนอึงอยู่ที
เดิม
ทันใดนัน มู่เหลียนหรงก็อดไม่ได้ทีจะรู้สึกภาคภูมิใจว่า
หลานชายของตนเองนันช่างสุดยอดเสียจริง!
“อะแฮ่ม องค์หญิง?” มู่เหลียนหรงยกยิมอย่างอดไม่ได้
ร้องเรียกฉินอีเหยา ทําให้ฉินอีเหยาทีเหม่อลอยอยู่ได้สติ
69
ฉินอีเหยาทีถูกดึงสติกลับมา เห็นสายตามองประเมินที
แฝงด้วยท่าทีมีเลศนัยของมู่เหลียนหรง ใบหน้าขาว
ผุดผาด จึงค่อยๆ แดงระเรืออย่างห้ามไม่ได้ แต่ก็กลับคืน
สู่ท่าทีเย็นชาสูงส่งเหมือนปกติในทันที
เห็นท่าทางขององค์หญิงฉางเล่อกลับไปเป็นดังเดิม มู่เห
ลียนหรงก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
มู่เหลียนหรงก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปหามู่ชิงเกอ ไม่ได้รู้สึก
ผิดเลยสักนิดทีต้องไปทําร้ายฝันดีของใครเข้า : “ไอ้เด็ก
บ้า กลางวันแสกๆ แบบนียังจะมาแอบหลับอยู่ทีนี ดูซิว่า
ใครมาหาเจ้า”
70
คําพูดนีก็มีความหมายแอบแฝงเช่นกัน
ประโยคนีทําให้นัยน์ตาของฉินอีเหยาเปลียนไป แต่สุด
ท้ายก็กลับเป็นเรียบเฉยดังเดิม
นางบอกกับตนเองในใจตลอดเวลาว่า ทีตนเองมาเยือน
จวนมู่ในวันนีก็เพราะได้รับคําสังจากเสด็จย่าให้มาถ่าย
ทอดพระเสาวนีย์เท่านัน
มีคนมารบกวนฝันอันแสนหวาน ทําให้มู่ชิงเกอลืมตาขึน
อย่างไม่ค่อยชอบใจนัก
เมือนางลืมตาขึน ใบหน้ายิมน้อยยิมใหญ่ของมู่เหลียนห
71
รงก็สะท้อนเข้าสู่ดวงตากระจ่างใสของนาง มู่เหลียนหรง
อึงกับสายตาของมู่ชิงเกอ สายตาสุกใสแบบนีเหมือนกับ
คนทีเพิงตืนนอนเสียทีไหนกัน?
“ท่านอา” มู่ชิงเกอลุกขึนยิมบางๆ ให้กับมู่เหลียนหรง
ตอนนีเองนางจึงเพิงจะเห็นร่างอันสง่างามขององค์หญิง
ฉางเล่อทียืนอยู่ข้างประตูตําหนักผ่านไหล่ของมู่เหลียนห
รง
นางเกิดมาพร้อมกับความสูงส่งแห่งราชวงศ์ แม้อายุไม่
มากแต่กลับมีรูปโฉมหยาดฟ้า อาภรณ์ไหมสีฟ้าทําให้
นางยิงดูเยือกเย็น
72
มู่ชิงเกอกะพริบตา แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “องค์หญิงก็
เสด็จมาด้วย”
มู่เหลียนหรงเดินห่างออกไปเพือให้หนุ่มสาวทังสองคุย
กันเอง
ในเมือมู่ชิงเกอเห็นนางแล้ว ฉินอีเหยาเองก็ไม่ได้ขัดเขิน
อะไร ค่อยๆ เดินหน้าไปสองสามก้าวแล้วพูดอย่างตรงไป
ตรงมาว่า “เสด็จย่าให้ข้ามาเชิญท่านไปเข้าร่วมงานเลียง
ในวังคืนนี”
งานเลียงในวัง? เหตุใดนางต้องเข้าร่วมด้วย? มู่ชิงเกอม
73
องหน้ามู่เหลียนหรงอย่างสงสัย
มู่เหลียนหรงรู้ได้ในทันทีว่านางมีข้อสงสัย จึงยิมพร้อม
พูดว่า “ข้ากับท่านปู่ก็จะไป”
ในเมือเป็นเช่นนี เหตุใดยังต้องให้องค์หญิงฉางเล่อมา
เชิญนางด้วยองค์เองแบบนี มู่ชิงเกอมองฉินอีเหยาและ
เข้าใจจุดประสงค์ของไทเฮาในทันที
ดูเหมือนว่าหญิงชราผู้นีกําลังคิดสร้างโอกาสในการบ่ม
เพาะความสมพันธ์ระหว่างพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่า---------
74
สุดท้าย เกรงว่าแผนการของหญิงชราผู้นี คงต้องสูญ
เปล่าเสียแล้ว
75
ตอนที 35 เข้าวัง ห้ามยัวหญิงสาว
มู่ชิงเกอทีถูกมู่เหลียนหรงบังคับให้ขึนรถม้าขององค์
หญิงฉางเล่อไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีในตอนนี
อะไรคือการคลุมถุงชน นางเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว
โชคดีทีองค์หญิงฉางเล่อเหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจนักกับ
งานแต่งงานครังนี เพราะฉะนันในรถม้าอันกว้างใหญ่
ทังสองนังจึงห่างกันมากและไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย
76
ใช่ เท่าทีมู่ชิงเกอสังเกต องค์หญิงฉางเล่อจะต้องไม่เห็น
ชอบกับการแต่งงานครังนีเป็นแน่
เพราะผู้หญิงปกติทัวไปก็คงไม่หวังให้สามีเป็นผู้ชาย
เสเพลเจ้าชู้ เป็นคนทีไร้ประโยชน์บุ๋นบู๊ไม่ได้สักอย่าง ถึง
แม้ว่าจะได้รับขนานนามว่างดงามทีสุดในลัวตู แต่ความ
งามนีก็ไม่อาจลบล้างความจริงทีว่านางเป็นเพียงคนไร้
ค่าไปได้
อีกอย่าง ได้ยินมาว่าองค์หญิงฉางเล่อเป็นองค์หญิงฟ้า
ประทานผู้โด่งดังแห่งแคว้นฉิน ไม่เพียงแต่เปียมไปด้วย
พรสวรรค์ ยังมีความสามารถทีโดดเด่น ทังยังมีรูปโฉมงด
77
งาม
ทีนีเป็นโลกทีบูชานับถือพลังในการต่อสู้ หากไม่แข็ง
แกร่ง ก็จะเป็นอะไรไม่ได้เลย
มู่ชิงเกอเอาหัวพิงกับเสาบนรถม้าหลับตาแกล้งหลับ
ในวันนัน ก่อนทีจะจากกัน นางถามชายหนุ่มทีว่ากันว่า
เก่งกาจทีสุดในหลินชวนอย่างไม่อายว่าจะมีเวทลึกลับ
ใดทีจะสามารถปิดบังกระแสพลังและซ่อนเร้นไอการ
ต่อสู้บนร่างนางได้บ้าง
และเขาก็ไม่ทําให้มู่ชิงเกอผิดหวังจริงๆ เขาบอกวิธีง่ายๆ
78
แต่ได้ผลวิธีหนึงให้กับนาง ทําให้สามารถปิดบังระดับ
ความสามารถของนางในตอนนีเอาไว้ได้
ตอนนีในสายตาของคนรอบข้าง นางก็ยังคงเป็นคนไร้ค่า
ทีทําอะไรไม่เป็นเลยเช่นเดิม
นอกจากว่านางจะต้องต่อสู้กับใครสักคน จนทําให้กลิน
อายของพลังเกิดขึน จึงจะทําให้คนอืนๆ ล่วงรู้ระดับของ
นางได้
“ถึงแล้ว” เสียงแผ่วเบาทีเยือกเย็นเสียงหนึงดังขึนในรถ
ม้า
79
มู่ชิงเกอค่อยๆ ลืมตาทังสองข้างขึน เปิดผ้าม่านบนรถม้า
แล้วมองออกไปข้างนอก ทีแท้ก็มาถึงหน้าประตูวังแล้ว
วันนีงานเลียงในวังคงไม่ใช่งานเล็กๆ ด้านนอกประตูวังก็
มีชนชันสูงลูกท่านหลานเธอจํานวนไม่น้อยหยุดรถม้า
เพือตรวจตราก่อนเข้าไปภายในวัง แต่รถม้าของฉินฉินอี
เหยาสามารถเข้าไปได้โดยไม่จําเป็นต้องมาจอดทีนี
พอผ่านด่านตรวจตรงบริเวณประตูวัง รถม้าก็เข้าไปยัง
กําแพงเมืองทีสูงประมาณ 3 เมตร
เมือม่านรถถูกปล่อยลง มู่ชิงเกอก็หันมาถามว่า “งาน
เลียงวันนีเชิญคนใหญ่คนโตทีใดมารึ?”
80
นําเสียงของนางไม่มีความเคารพอยู่เลยและเหมือนจะ
ไม่เห็นองค์หญิงอยู่ในสายตา นีอาจจะเป็น ‘อาการค้าง’
ของวิญญาณทีมาจากยุคปัจจุบันอย่างนาง แต่เมือยู่ใน
สาตาของฉินอีเหยากลับยิงทําให้นางรู้สึกว่ามันเข้ากับ
ชือเสียงจอมเสเพลของนางนัก
ไม่เรียน ไร้ความสามารถ ไร้มารยาท ไม่รู้จักทีตําทีสูง
หยิงยโส มีเพียงเปลือกนอกทีงดงามแต่ข้างในนันว่าง
เปล่า.......
ทันใดนันคําวิจารณ์ทังหมดทีคนภายนอกมีให้กับมู่ชิงเก
อแห่งตระกูลมู่ก็ลอยเข้ามาในหัวของฉินอีเหยา
81
ฉินอีเหยาพยายามเก็บอาการ แล้วพูดอย่างเยือกเย็น :
“มหาปราชญ์แห่งอาณาจักรเซิงหยวนมาเยือนแคว้นฉิน”
ทีแท้ก็เป็นเจ้านัน!
สายตาขอบมู่ชิงเกอดูเปลียนไป ในใจไม่ตืนเต้นกับงาน
เลียงในวังนีอีกต่อไป
ในใจของนางปฏิเสธการจะต้องเจอกับไอ้เฒ่าตายยาก
นันเป็นอย่างมาก ความรังเกียจแบบนี ไม่รู้ว่าเกิดขึน
เพราะเขาเป็นกันเองกับนางเกินไปหรือเป็นเพราะทุกครัง
ทีเจอกันเขามักจะเห็นตอนทีนางกําลังบาดเจ็บจนไม่
82
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และอาจจะเพราะว่านาง
รู้สึกว่าเวลาทีอยู่กับเขา
ตัวนางเองเหมือนไม่สามารถเก็บความลับอะไรไว้ได้เลย
“ข้าได้ยินมาว่า ระหว่างทางทีเจ้ากลับมาจากทีราบลัวรือ
ได้พบกับองค์มหาปราชญ์หรือ? เขาเคยบอกว่าจะมาที
แคว้นฉิน มาเยียมเจ้าทีตระกูลมู่ใช่ไหม” เสียงของฉินอี
เหยาดังขึนอีกครัง
มู่ชิงเกอยักคิวมองนางมุมปากเผยรอยยิมมีเลศนัย ถาม
กลับว่า “แล้วองค์หญิงท่านคิดว่าเป็นอย่างไรเล่า?”
83
เหอะ ได้ยินมาว่า ได้ยินจากใครหรือ?
วันนัน คนทีอยู่ในเหตุการณ์ นอกจากทหารของมู่ซงก็มี
แค่รุ่ยอ๋องฉินจินห้าว และองค์หญิงฉางเล่อคนนีก็เป็นพี
น้องฝาแฝดกับรุ่ยอ๋องฉินจินห้าว.........
เกรงว่า ว่าคําถามเมือครู่นีจะเป็นการมาสืบข่าวให้พีชาย
สายตาของมู่ชิงเกอฉายแววคมปลาบ
นางรู้ว่าคําพูดทีไอ้แก่ตายยากนันทิงท้ายเอาไว้ต้องทําให้
หลายคนเกิดคําถามและการทีฉินอีเหยาทําเป็น
ถามอย่างไม่ใส่ใจแบบนี มากสุดก็แค่อยากรู้ความจริง
84
และอยากจะแอบสังเกตปฏิกิริยาของนาง ว่านางอาจจะ
มีความสัมพันธ์กับมหาปราชญ์แห่งอาณาจักรเซิงหยวน
“ถ้าเจ้าไม่อยากเล่า ก็ช่างเถอะ” ฉินอีเหยาเม้มปาก และ
หันหลังกลับไปและเงียบลงอีกครัง
ยอมแพ้ง่ายๆ แบบนีเลยรึ?
มู่ชิงเกอรู้สึกแปลกใจ เมือสังเกตว่าฉินอีเหยาไม่ได้พูด
อะไรอีก นางถึงแอบคิดในใจว่า : ช่างเป็นสายลับทีขาด
คุณสมบัติเสียจริง
รถม้าขององค์หญิงเดินไปได้สักพักก็หยุดลงอีกครัง
85
“ลงรถเถอะ” ฉินอีเหยาพูดอย่างเยือกเย็นและลงรถไป
ก่อน
มู่ชิงเกอเดินตามลงไป และเพิงสังเกตุเห็นว่าพวกเขามา
ถึงสถานทีจัดงานเลียงในวังแล้ว
งานเลียงจัดขึนในศาลาทีอยู่ท่ามกลางดอกไม้ แบบนีก็
แสดงว่าขุนนางทัวไปก็สามารถเข้าได้ เพราะไม่ได้เป็น
พืนทีตําหนักส่วนลึกในวัง
นางกํานัลและองครักษ์ฝ่ายในต่างก็เดินไปมาอยู่ในสวน
ดอกไม้ เพือจัดเตรียมของจําเป็นในงานเลียง
86
ตอนนี บริเวณทีมู่ชิงเกอยืน อีกไม่อีกก้าว ก็จะถึงงาน
เลียงแล้ว
ฉินอีเหยาทีอยู่ในชุดสีฟ้าทังชุด เยือกเย็นราวกับเซียนนํา
แข็ง พอพามู่ชิงเกอมาถึงที นางก็พูดนิงๆ ว่า “ข้าจะไป
รายงานตัวกับเสด็จย่า คุณชายรออยู่ทีนีสักครู่ อีกหนึง
ชัวยามงานเลียงจึงจะเริม”
พูดจบฉินอีเหยาก็พานางกํานัลของตนเองเดินจากไป
“........” มู่ชิงเกอเงยหน้าถอนหายใจ พูดเบาๆ ว่า: “ยอม
ล่วงเกินบัณฑิต ดีกว่าล่วงเกินคนตําช้าและผู้หญิง
87
จริงๆ ”
ทีไทเฮาให้องค์หญิงฉางเล่อไปรับนางเข้ามาในวัง เห็นได้
ชัดว่าอยากให้ทังสองได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน ทําความรู้จัก
กัน ตอนอยู่บนรถม้า ตนเองทําให้องค์หญิงฉางเล่อปวด
หัวไม่น้อย ตอนนีเลยกรรมตามสนอง
กว่างานเลียงจะเริมในอีกตังหนึงชัวยาม นางต้องยืน
ตากลมอยู่ตรงนี
มู่เกอมองไปรอบๆ ยังไม่มีแขกคนใดมาถึงเลย ชุดสีแดง
ราวกับพระอาทิตย์ทีส่องแสงเจิดจ้า ดูสะดุดตาเป็นอย่าง
มาก
88
ช่างเถิด ตอนมาพระราชวังครังทีแล้ว ยังไม่ทันได้เดิน
เล่น ก็ถือโอกาสนีในการเดินดูรอบๆ แล้วกัน
คิดว่า องค์ผู้หญิงฉางเล่อผู้เพียบพร้อมไปด้วยความ
สามารถ ตอนทีจะทิงมู่ชิงเกอไว้ทีนี ก็คงจะคาดการณ์
เอาไว้แล้วว่า คนอย่างคุณชายตระกูลมู่ มีหรือจะยอม
ยืนอยู่กับที
89
ตอนที 36 เด็กสาวกลางสวนทีรกร้าง
มู่ชิงเกอเดินเล่นอยู่ในสวน
90
ด้วยฐานะและชุดสีแดงของนาง องครักษ์ฝ่ายในพบนาง
แล้วต่างก็ต้องโน้มตัวลงทําความเคารพและปล่อยให้
นางเดินต่อไป
พูดได้ว่าหากนางไม่เดินเข้าไปในส่วนลึกของตําหนักใน
ไม่เข้าไปในเขตหวงห้ามของราชวัง นางก็จะสามารถเดิน
ไปไหนก็ได้ภายในวังแห่งนี
เพราะว่า ท่านปู่ของนางคือมู่ซง
เพราะว่า นางเป็นคุณชายผู้สืบทอดสายเลือดโดยตรง
91
และเพราะว่า นางเป็นคู่หมายขององค์หญิงฉางเล่อ
แล้วทีสําคัญเพราะเมือก่อนไทเฮาเคยให้อภิสิทธิพิเศษ
นางให้สามารถเดินเล่นภายในวังได้ตามใจชอบ
ผู้ทีได้รับความโปรดปรานเช่นนี ขอถามหน่อย นอกจาก
คุณชายแห่งตระกูลมู่ มู่ชิงเกอผู้นีแล้วจะยังมีใครอีก
‘พระราชวัง ก็แค่นีเอง’ มู่ชิงเกอทีกําลังเดินเล่นฆ่าเวลา
หลังจากความรู้สึกแปลกใหม่ในตอนแรกแล้ว ก็ไม่ได้ถูก
ใจความโอ่อ่าฟุ้งเฟ้อในพระราชวังแคว้นฉินเลยแม้แต่
น้อย
92
“เฮ้อ~ น่าเบือ! เวลานีข้าควรจะกําลังมีความสุขกับฝีมือ
การนวดของฮวาเยวีย และอาหารอันเลิศรสของโย่วเห
อสิจึงจะถูก” มู่ชิงเกอรู้สึกเสียใจทีตัดสินใจเข้าวังมาอีก
ครัง
“เจ้าเป็นใคร?” ทันใดนัน มีเสียงใสๆ เสียงหนึงทีแฝงไป
ด้วยความกลัวดังมาจากทางด้านหลังนาง
มู่ชิงเกออึง รีบหันไปมองหาต้นเสียง ตอนนีจึงเพิงพบว่า
ตนเดินเข้ามายืนอยู่ในสวนทีรกร้างเพียงคนเดียวโดยไม่รู้
ตัว
ทีบอกว่าเป็นสวนร้างนัน ไม่ได้พูดโดยไม่มีเหตุผล
93
เพราะสวนแห่งนี มีหญ้าขึนสูง ก้อนหินทีเห็นก็มีตะไคร่
นําเกาะเต็มไปหมด ประตูหน้าต่างของเรือนในสวนแห่ง
นีก็บิดเบียวไม่เป็นรูปทรง และยังเต็มไปด้วยใยแมงมุม
ในพระราชวังอันใหญ่โตแห่งนี มีทีแบบนีอยู่ จะไม่ให้
เรียกว่าสวนร้างได้อย่างไรกัน
แต่ว่า หากเป็นสวนร้างจริงๆ ถ้าอย่างนันนอกจากนางที
เดินเข้ามาโดยไม่ได้ตังใจแล้วยังจะมีใครอยู่ทีนีอีกหรือ?
มู่ชิงเกอหันไปดูรอบๆ เห็นดวงตากลมโตอันใสซือบริสุทธิ
คู่หนึงแอบอยู่บริเวณกอหญ้า
94
บริสุทธิมาก!
สายตาคู่นันไม่มีอะไรเจือปนเลยแม้แต่น้อย ทําให้มู่ชิงเก
ออึง
หรือว่าเพราะนางเคยประสบกับสิงทีซับซ้อนวุ่นวายมาก
มากมาย ดังนันสําหรับความไร้เดียงสาและความ
บริสุทธิ นางจึงมักจะเกิดความรู้สึกดีทุกครังทีได้พบ
มู่ชิงเกอค่อยๆ เดินอย่างแผ่วเบาเข้าไปหาสายตาคู่นัน
“เจ้าเป็นใคร? เหตุใดถึงมาอยู่ทีนี?” เจ้าของสายตาคู่นัน
เหมือนจะตกใจมาก แอบถอยไปด้านหลังและถามขึนมา
95
อีกครัง
หญ้าทีสูงประมาณเอวเคลือนไหวไปตามการกระทําของ
นาง และเผยให้เห็นร่างของนางชัดเจนขึนเรือยๆ
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร?” มู่ชิงเกอเดินเข้าไปใกล้ ก้มตัวลง
ถาม
จากเสียงทียังดูเด็ก นางจึงรู้ว่า คนทีแอบอยู่ในกอหญ้า
เป็นสาวน้อยทียังอายุยังน้อยนางหนึง ในตอนนีนางเห็น
หญิงสาวทีม้วนอยู่ในกอหญ้าทีรกชัฏนันชัดเจนแล้ว พบ
ว่าอายุของนางไม่น่าจะเกิน 12 หรือ 13 ขวบและเด็ก
กว่าตนเองเล็กน้อย
96
บนใบหน้ากลมดังซาลาเปาน่ารักของนาง สิงทีน่าดึงดูด
ทีสุดคือแววตาทีดูใสซือบริสุทธิดังกวางตัวน้อยคู่นัน
นําตาทีคลออยู่ในดวงตาอันสดใสบริสุทธิดังนําทีไหลลง
มาจากภูเขา ไม่ถูกสิงใดปนเปือนเลยแม้แต่น้อย
นางมวยผมเป็นทรง *ยิงจีคู่ ประดับด้วยดอกอินฮวา
หว่างคิวถูกแต้มด้วยชาดเป็นแต้มคนงาม ทําให้นางไม่
เพียงแต่น่ารัก แต่ยังเพิมเสน่ห์ให้ไม่น้อย
ท่อนล่างเป็นกระโปรงอย่างสาวชาววัง สีเขียวอ่อน ดู
จากลักษณะเสือผ้าและการแต่งกายทีดูซับซ้อนของนาง
ฐานะของนางต้องไม่ต้อยตําแน่นอน
97
“ข้าชือเหลียนเหลียน” สาวน้อยตอบเบาๆ
พอคําตอบออกมาจากปากนาง นางก็ได้สติและรีบเอา
มือปิดปาก เหมือนกําลังตกใจทีตนเองตอบคําถามคน
แปลกหน้าอย่างง่ายดาย
“เหลียนเหลียนหรือ?” ท่าทางทีดูน่ารักของสาวน้อย ยิง
ทําให้มู่ชิงเกอยิงรู้สึกเบิกบานจนเผลอยิมออกมาโดยไม่รู้
ตัว
รอยยิมนีทําให้สาวน้อยหลงใหล และกล่าวชืนชมอย่าง
ไม่รู้ตัว “พีชายหน้าตางดงามยิงนัก ยิงยิมก็ยิงงาม”
98
เอ่อ !
มู่ชิงเกอยิมค้าง ในใจแอบหัวเราะ ‘เหอะๆ’
อืม พีชายก็พีชาย
มู่ชิงเกอยกมือขึนลูบศีรษะของสาวน้อยอย่างยอมแพ้
พูดด้วยนําเสียงทีอ่อนโยน “เหลียนเหลียนเองก็สวย
มาก”
ระหว่างทีสนทนากันสาวน้อยเกือบจะลืมไปว่าจริงๆ แล้ว
ตนเองไม่ได้รู้จักมู่ชิงเกอ พอมู่ชิงเกอพูดจบนางก็ทําปาก
99
จู๋น่ารักพร้อมส่ายหน้า “เหลียนเหลียนไม่สวยหรอก
เสด็จแม่บอกว่า ความน่ารักของข้าไม่มีผู้ใดสามารถ
เทียบได้ แต่ความสวยนันเทียบพีเหยาไม่ได้เลยสักนิด”
ใน นําเสียงของสาวน้อยเหมือนกําลังเสียใจมองมู่ชิงเก
อแวบหนึงแล้วพูดเบาๆ ว่า “ยิงกับพีชายข้ายิงแทบไม่ได้
เลยแม้แต่น้อย”
เสด็จแม่?!
คําเรียกขานนีทําให้มู่ชิงเกอแอบเดาอะไรบางอย่างในใจ
เด็กสาวตรงหน้านางนีอาจจะเป็นพระธิดาองค์ใดองค์
หนึงของฮ่องเต้ พอคิดถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนใน
100
พระราชวัง ความรู้สึกดีๆทีมู่ชิงเกอมีให้กับนางในตอน
แรกก็ลดน้อยลงไปมาก
“เจ้าอยากสวยหรือ?” อยู่ๆ มู่ชิงเกอก็ถามขึน นําเสียง
เยือกเย็นลงหลายส่วน
เด็กสาวแทบจะไม่รู้สึกถึงนําเสียงทีผิดปกติไป และส่าย
หน้ายังใสซือ “เหลียนเหลียนพอใจกับหน้าตาของตนเอง
แล้ว เสด็จแม่บอกว่า รูปร่างหน้าตาแบบนีของข้า เป็น
หน้าตาของคนมีวาสนา” พูดจบก็พยักหน้าให้มู่ชิงเกออ
ย่างจริงจัง
มู่ชิงเกอหรีตา เชือมโยงสิงทีเด็กหญิงสาวผู้นีพูด แล้วเริม
101
เข้าใจ
คิดว่า องค์หญิงทีเติบโตในพระราชวัง เห็นคนรอบข้าง
ต่างก็หน้าตางดงาม จึงผิดหวังกับความเรียบง่ายของตน
เอง แต่นางมีแม่ทีแสนดี ทําให้นางไม่หลงลืมความเป็น
ตัวเอง ท่ามกลางสถานทีหลอกลวงแห่งนี
“แล้วเจ้ามาทําอะไรอยู่ทีนี” มู่ชิงเกอถามด้วยสายตาดุๆ
เด็กสาวกะพริบตา ขนตาของนางยาวงอนราวกับใบพัด
นางตอบอายๆ ว่า “เหลียนเหลียนขาแพลง ชิงเอ๋อร์กําลัง
ไปตามคนมาช่วย"
102
มู่ชิงเกอมองข้อเท้าของนางทีถูกชายกระโปรงปกปิดไว้
มู่ชิงเกอก้มหน้าลงพูดนิงๆ “ถ้าอย่างนัน ข้าไม่รบกวนเจ้า
แล้ว” พูดจบ ก็เตรียมจะเดินจากไป
“พีชายจะไปแล้วหรือ?” องค์หญิงตัวน้อยรีบเรียกมู่ชิงเก
อ
มู่ชินเกอค่อยๆ หันข้างมาเล็กน้อย พร้อมยกยิมจางๆ
“ข้าแค่หลงทางเข้ามาและกําลังจะไปแล้ว”
“พีชายอยู่เป็นเพือนเหลียนเหลียนจนชิงเอ๋อร์มาได้หรือ
ไม่?” เสียงใสๆ ขององค์หญิงตัวน้อยพูดด้วยนําเสียง
103
อ้อนวอน
มู่ชิงเกอหันหน้ากลับมา และสบตากับสายตาอันไร้
เดียงสาคู่นัน
ความงดงามนี ทําให้จิตใจทีไม่อยากจะยินยอมของนาง
ต้องพ่ายแพ้
นางแอบบ่นในใจ ก่อนทีจะเดินเข้าไปหาองค์หญิงตัว
น้อยอีกครัง
จริงๆ แล้วนางไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกียวกับคนใน
ราชวงศ์มากเกินไป แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายก็แพ้ให้ใจตัวเอง
104
“ให้ข้าดึงเจ้าขึนมาก่อน” มู่ชิงเกอเดินไปอยู่ตรงหน้าองค์
หญิงตัวน้อย
แต่องค์หญิงตัวน้อยกลับส่ายหน้าอย่างน่าสงสารพร้อม
พูดว่า : “เหลียนเหลียนเจ็บขามากเดินไม่ไหวแล้ว”
ขาแพลงแน่นอนว่ามันต้องเจ็บอยู่แล้ว
มู่ชิงเกอแอบสงสัยว่าระหว่างทีทังสองสนทนากันมานาน
ขนาดนี ทําไมองค์หญิงตัวน้อยผู้นีไม่ได้แสดงความตืน
ตกใจกับความเจ็บปวดออกมาเลย
105
องค์หญิงตัวน้อยทีอยู่ท่ามกลางกอหญ้าเงยหน้าขึนมอง
นาง ทําให้มู่ชิงเกอใจอ่อนโน้มตัวลงอุ้มนางไว้ในอ้อม
แขน แล้วเดินออกจากกอหญ้า
ทุกอย่างมันกระทันหันมาก ทําให้องค์หญิงตัวน้อยตกใจ
แก้มนวลทังสองข้างของนางเริมแดง
“พีชาย รีบปล่อยข้าลง” องค์หญิงตัวน้อยพูดเบาๆ
มู่ชิงเกอวางองค์หญิงตัวน้อยลงตรงขันบันได นางลืมคิด
ไปว่าตอนนีตนเองมีฐานะเป็นผู้ชายเข้าใกล้ผู้หญิงขนาด
นีมันเป็นการเสียมารยาท
106
“นังตรงนีสบายกว่าตรงกอหญ้านะ” มู่ชิงเกอปัดเสือผ้า
ของตนเองพร้อมพูดนิงๆ
องค์หญิงตัวน้อยพยักหน้า ไม่เพียงแต่ใบหน้าทีแดง
ตอนนีหูก็เริมแดงแล้ว
“ทีนีทีไหนกัน” พอสังเกตเห็นรอบข้างทีรกร้างมู่ชิงเกอก็
ถามขึน
เหลียนเหลียนเลิกอายแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึน นัยน์ตาใส
ดังนํา มองใบหน้าอันงดงามของมู่ชิงเกอ “ทีนีเป็นฐาน
ลับของเหลียนเหลียน ไม่มีคนอยู่ทีนีมานานแล้ว เหลียน
107
เหลียนและชิงเอ๋อร์ชอบมาเล่นทีนี จริงด้วย! แล้วยังมีพี
เฉิง แต่ว่าเขาไม่ค่อยสบายเลยไม่ได้มานานแล้ว”
มู่ชิงเกอคิดว่าสาวน้อยคนนีไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ไม่ต้อง
ให้ใครพูดอะไร ก็เล่าความจริงออกมาเองหมดเลย
“ทีนีมีอะไรน่าสนุกงันรึ?” มู่ชิงเกอเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ซ่อนแอบไง” สายตาของนางเต็มไปด้วยความตืนเต้น
ท่าทางเหมือนเด็กน้อยชอลเล่นสนุกทีเจอของเล่นทีตน
เองชอบ
‘เหอะๆ’
108
ทีนีเหมาะกับการเล่นซ่อนแอบจริงๆ
มู่ชิงเกอไม่เถียง
ทันใดนัน รอบบริเวณรกร้างแห่งนีมีเสียงดังขึน มู่ชิงเก
อได้ยินแล้วก็พูดกับองค์หญิงตัวน้อยว่า “คาดว่าชิงเอ๋อร์
ของเจ้าคงใกล้มาถึงแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน"
พูดจบเงาร่างของมู่ชิงเกอก็ออกจากสวนทีรกร้างอย่าง
รวดเร็ว
นางไม่อยากสร้างปัญหาให้ตัวเองมากไปกว่านี
109
“อ๊ะ พีชาย........” ใบหน้าทีกลมเหมือนซาลาเปาขององค์
หญิงตัวน้อยดูเสียใจมาก ริมฝีปากสีชมพูบ่นพึมพํา “ข้า
ยังไม่รู้ชือของท่านเลย”
*ยิงจีคู่ เป็นทรงผมทีมวยผมสูง แบ่งผมเป็นสองส่วนแล้ว
ยึดตรงกลางไว้ แล้วหลังจากนันก็มวยผมทังสองข้างขึน
สูงให้เด่นอยู่บนศีรษะ
110
ตอนที 37 พบคนงามอมโรคอีกครา มหาปราชญ์เสด็จ
แล้ว!
เพราะความจําทีดีเยียม ทําให้มู่ชิงเกอกลับมายังสถานที
111
จัดงานเลียงได้อย่างง่ายดาย
เมือนางกลับมาถึง ก็เห็นคนจํานวนมากอยู่ในงานเลียง
แล้ว
สามารถปรากฏตัวในงานเลียงในพระราชวังแบบนี แน่
นอนว่า ฐานะของคนพวกนี ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่
นอน แต่มู่ชิงเกอแทบจะไม่รู้จักใครเลย
เห็นผู้คนทักทายกัน นางก็ยิงรู้สึกว่าตนเองแปลกแยก
แน่นอนว่า สายตาเสียดสีและรอยยิมเย้ยหยันทีดูราวกับ
มองมาอย่างไม่ใส่ใจของคนพวกนันทีมองมายังนาง ทํา
112
ให้นางรู้ว่า ตนเองดูไม่น่าคบหาเท่าใดนัก
มู่ชิงเกอเบะปากอย่างไม่สนใจ และในขณะทีตัดสินใจจะ
เดินไปหาทีนังทีจัดไว้ให้กับตระกูลมู่ ก็ได้ยินเสียงของ
ท่านอาดังขึน
“ชิงเกอ ทางนี”
พอเงยหน้าขึน มู่ชิงเกอเห็นมู่เหลียนหรงกําลังโบกมือให้
นางท่ามกลางฝูงชนและข้างกายนางก็มีมู่ซงทีสวมชุด
ขุนนางยืนอยู่ด้วย
ท่าทางเปียมพลังและความน่าเกรงขามของมู่ซง ดูสะดุด
113
ตายิงนักแม้อยู่ท่ามกลางฝูงชน
หลายคนอยากจะเดินเข้าไปคารวะแต่เพราะท่าทางที
เปียมไปด้วยอํานาจของเขา ทําให้ไม่มีใครกล้าเข้าไป
ในแคว้นฉิน พูดได้ว่ามู่ชิงเกอทําให้คนรู้สึกรังเกียจ แต่
มู่ซงกลับชวนให้ผู้คนรู้สึกเลือมใส
คามแตกต่างกันทีเห็นได้ชัดเจนนี หากเป็นมู่ชิงเกอคน
เก่า คงจะรู้สึกผิดหวังเสียใจแต่มู่ชิงเกอในตอนนีกลับไม่
ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเลยแม้แต่น้อย นางเผยรอยยิม
เรียบเฉยให้กับทังสองแล้วเดินเข้าไปหา
114
ท่าทีสง่างามกําเกริบเสิบสานและความสงบนิงแบบนัน
ของนางทําให้คนรอบข้างต่างก็จับจ้อง
ราวกับว่า ในใจของพวกเขาอดทีจะคิดไม่ได้ว่านันคือ
คุณชายตระกูลมู่แน่หรือ เหตุใดจึงเหมือนมีสิงใดไม่
เหมือนเดิม
“ท่านปู่ ท่านอา” เมือเดินเข้าไปใกล้ มู่ชิงเกอก็ทักทายทัง
สองก่อน
มู่ซงทีแอบสังเกตท่าทางของนางอยู่ ยิงรู้สึกพอใจ
เป็นคนไร้ค่าแล้วอย่างไร! แต่ก็ยังสามารถทําให้ทุกคนไม่
115
กล้าดูถูกและเกรงกลัวอํานาจของตระกูลมู่ได้อยู่ดี!
“เด็กบ้า เจ้าไปไหนมา แล้วองค์หญิงเล่า?” มู่เหลียนหรง
ยืนมือไปดึงมู่ชิงเกอมาใกล้แล้วกระซิบถามเสียงเบาที
ข้างหูนาง
มู่ชิงเกอแอบคิดในใจว่า : นางจะรู้ได้อย่างไรเล่า?
แต่ปากก็ยังตอบว่า “องค์หญิงมีธุระต้องไปจัดการ ข้าจึง
เดินเล่นอยู่ในอุทยานเพียงลําพัง” ความจริงแล้ว บางทีมู่
ชิงเกอก็ไม่เข้าใจความคิดของมู่เหลียนหรงนัก
เรืองราวของตระกูลมู่ เท่าทีมู่เหลียนหรงเคยเล่าให้ฟัง
116
เห็นได้ชัดว่า นางสงสัยบรรดาเชือพระวงศ์ ถ้าอย่างนัน
เหตุใดถึงยังต้องการให้มีการแต่งงานระหว่างนางกับคน
ในเชือพระวงศ์เกิดขึนด้วย?
ราวกับว่ากลัวว่านางจะไม่ได้แต่งงานกับองค์หญิง ถึงขัน
จะยัดเยียดแม่ดอกบัวขาวนันให้กับนางด้วย
“เจ้าซือบือ! ปกติบอกว่าตนเป็นจอมเจ้าชู้ เสเพล แต่มี
โอกาสดีๆ แบบนีไยไม่รู้จักรักษาเอาไว้ ปีหน้าเจ้าก็จะ
เข้ารับการสวมหมวกแล้ว เมือกลายเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเข้า
พิธีวิวาห์และมีลูกหลานเพือสืบทายาทให้แก่ตระกูลมู่สืบ
ไป แต่หากไปทําให้พระคู่หมันไม่พอใจ แล้วไม่ยอมแต่ง
งานกับเจ้า ข้ากับท่านปู่เจ้าจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหน”
มู่เหลียนหรงบ่นยืดยาว
117
มู่ชิงเกอพลันเข้าใจทุกอย่างในทันที
ความเป็นจริงแล้วมู่เหลียนหรงทําไปก็เพราะ.......
แต่ว่านางคงต้องผิดหวังเสียแล้ว
ไม่ต้องพูดเรืองทีว่าร่างกายแต่เดิมเป็นหญิง ไม่อาจมีลูก
กับผู้หญิงด้วยกันได้ ถึงแม้ว่าเครืองมือมายาจะเหมือน
จริงเพียงไหน แต่เรืองแบบนีมันก็เป็นไปไม่ได้ หากสักวัน
ฐานะทีแท้จริงของนางปรากฏ แล้วให้นางไปหาผู้ชายสัก
คนเพือให้กําเนิดทายาท แค่คิด นางก็รู้สึกขนลุกไปทังตัว
แล้ว
118
“เหอะๆ ท่านอา ท่านช่างว่างเสียจริง” มู่ชิงเกอยิมเย้ย
มู่เหลียนหรงอึงทีได้ยินคําพูดกับนําเสียงเอือมระอาของ
หลานชาย นางยกมือขึนกําลังจะตีแต่ถูกมู่ซงห้ามเอาไว้
“พอเถอะ จะทําอะไรก็ดูก่อนว่าทีนีคือทีไหน”
พูดจบเขาก็นําทังสองเดินไปยังทีนังประจําของตระกูลมู่
พอได้ยินท่านปู่สัง มู่เหลียนหรงก็ไม่พูดอะไรต่ออีก แต่
จ้องมู่ชิงเกอ เพือเป็นการตักเตือน
119
มู่ชิงเกอยิมบางเดินตามมู่ซงไปอย่างไม่สนใจ สายตาที
เต็มไปด้วยความขีเล่นของมู่ชิงเกอทําให้มู่เหลียนหรง
โกรธจนเกือบจะเดินไปดึงหูของมู่ชิงเกออย่างไม่ให้
เกียรติสถานที
ทีนังของตระกูลมู่ถูกจัดให้อยู่ถัดจากทีนังขององค์ฮ่องเต้
เดิมทีทีนังขององค์ฮ่องเต้ต้องอยู่สูงทีสุด แต่วันนีกลับไม่
เหมือนเดิม ตําแหน่งทีนังของฮ่องเต้ เหมือนจงใจจะทํา
ให้ตําลงกว่าเดิมเล็กน้อย ด้านบนทีนังยังจงใจเว้นทีนัง
กว้างไว้อีกทีหนึง ทีนังนันมีเก้าอีและโต๊ะทีแกะสลักจาก
หยกขาวโปร่งแสงดังหิมะวางอยู่
120
ด้านบนวางอุปกรณ์ รับประทานอาหารเอาไว้ เมือเทียบ
กับของฮ่องเต้แล้วดูสวยงามและหรูหรากว่าเล็กน้อย
ทุกอย่างดูสูงค่ากว่าคนธรรมดา 1 ระดับ
มู่ชิงเกอตามมู่ซงไปนังตรงทีนังของตระกูลมู่ ค่อยๆ
กวาดสายตามองทีนังสูงตรงนัน ไม่ต้องให้ผู้ใดมาบอก
นางก็รู้ได้ในทันทีว่านันเป็นทีนังของใคร นางกล้ายืนยัน
ว่าทีตรงนีเตรียมไว้ให้เจ้าเฒ่าประหลาดนันแน่นอน
‘ดูไม่ออกเลยนะ ว่าเจ้าแก่ฮ่องเต้ฉินนีจะเคารพนับถือ
นายตัวประหลาดมากขนาดนี’ มู่ชิงเกอแอบคิด
ในใจ นายตัวประหลาดเป็นสรรพนาม ‘ด้วยความ
เคารพ’ ทีนางใช้เรียกซือมัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทุก
121
ครังทีคิดว่าเขามีอายุเป็น 1000 ปีแล้วก็ทําให้นางนึกถึง
สัตว์ประหลาดผีร้ายทีอยู่คับฟ้า ทีนางเคยได้ยินมาเมือ
ชาติทีแล้ว แน่นอนว่ารูปโฉมอันหล่อเหลาเป็นหนึงของ
ซือมัวทําให้เขาดูเหมือนเพทเซียนเสียมากกว่า แต่ว่า
หากจะให้นางเรียกไอ้ถํามองคนนันว่า “พีชายเซียน” มัน
คงเป็นเรืองทีเป็นไปไม่ได้!
“เกอเอ๋อร์ องค์มหาปราชญ์มาทีแคว้นฉินจริงๆ แล้วท่าน
เคยไปหาเจ้าหรือเปล่า” อยู่ๆ มู่ซงก็ถามเสียงตํา ขัด
จังหวะความคิดของมู่ชิงเกอ
มู่ชิงเกอรีบดึงสติตัวเองกลับมามองท่านปู่แล้วตอบว่า :
“ข้าอยู่ในตําหนักทุกวัน เจอใครบ้างท่านปู่ก็น่าจะรู้ดีที
สุด”
122
สายตาทีดูมีความหวังของมู่ซงเปลียนเป็นความผิดหวัง
เพราะคําตอบแสน ‘จริงใจ’ นี
เขาถอนหายใจแล้วพูดเองเออเองว่า : “หรือว่า วันนัน
มหาปราชญ์จะพูดไปอย่างนันเอง? ท่านผู้เฒ่าคงลืมเจ้า
ไปแล้วกระมัง”
คําพูดของมู่ซง มู่ชิงเกอได้ยินทุกคําและทําให้นางรู้สึก
อึดอัด
นางรู้ว่าท่านปู่ผู้เก่งกล้าในชาตินีของนาง ยังไม่ล้มเลิก
ความคิดทีจะให้นางพึงบุญบารมีของผู้มีอํานาจในการมี
123
ชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยต่อไป
แต่นางกลับไม่หวังให้มันเป็นเช่นนัน!
มู่ชิงเกอไม่ได้พูดอะไรต่อและสังเกตแขกรอบๆ อีกครัง
ทันใดนันนางเห็นเจ้าอ้วนเซ่าทีโบกมือให้นางสุดแรงเกิด
อยู่บนทีนังซึงอยู่ค่อนข้างไกลจากนาง
ไม่คิดว่างานเลียงครังนีจะเชิญตระกูลเซ่ามาด้วย
มู่ชิงเกอยิมให้เขา ยังไม่ทันได้หุบยิม ก็รู้สึกถึงสายตาที
เต็มไปด้วยแรงอาฆาตและความโกรธแค้นทีมองนางอยู่
124
มู่ชิงเกอค่อยๆ หันหน้าไปมองทีนังตรงมุมทีดูมืดๆ เห็น
เป็นเหอเฉิงทีนังอยู่เพียงลําพัง
เหอะ เขาก็มาด้วยรึ?
จะว่าไปแล้ว ตระกูลเหอก็ช่างกล้า ทําเรืองไว้ขนาดนัน
ยังกล้าปล่อยเขาออกมาให้ขายหน้า หรือว่า งานเลียง
ครังนีมีจุดประสงค์อืน จึงจําเป็นต้องให้หนุ่มสาวทุก
ตระกูลมาเข้าร่วม?
ในใจพลันสว่างวาบ มู่ชิงเกอดไม่ได้ทีจะแสยะยิมหยอก
เย้าไปให้เหอเฉิง ในใจวางแผนอะไรบางอย่าง
125
แม้ว่าการปรากฏตัวของเจ้าอ้วนเซ่า จะทําให้นางรู้สึก
แปลกใจ และเหอเฉิงทีควรจะหลบคํานินทาอยู่ทีบ้านก็
มาปรากฏตัวในทีแห่งนี
พอมองไปรอบๆ อีกครัง--------
อืม เป็นการรวมพลหนุ่มสาวผู้มากความสามารถแห่ง
เมืองลัวตูแคว้นฉินโดยแท้
เมือสักครู่นางไม่ทันได้สังเกต แต่ตอนนีมู่ชิงเกอรู้แล้วว่า
งานเลียงต้อนรับของนายตัวประหลาดในครังนีเหมือน
จะเชิญคนหนุ่มสาวจํานวนไม่น้อยมาเข้าร่วม
126
และใบหน้าของหนุ่มสาวทังหลายต่างก็เต็มไปด้วยความ
ตืนเต้นและความอยากรู้อยากเห็น
ราวกับว่า งานเลียงต้อนรับในครังนี เป็นงานเลียงเลือกคู่
และสาวงามทีทุกคนต่างก็อยากจะแย่งชิงก็คือนายตัว
ประหลาดอย่างนันแหละ
หืม ! มู่ชิงเกอตกใจกับความคิดของตนเอง
แม้จะเป็นไปไม่ได้ แต่ความรู้สึกของนางกําลังบอกนาง
ว่าการคาดเดานีใกล้เคียงความเป็นจริงมากทีสุดแล้ว
ในระหว่างทีสายตาของมู่ชิงเกอกําลังกวาดมองไปรอบๆ
127
ก็มีอะไรบางอย่างสีเหลืองนวลวาบผ่านตานางไป นาง
อึง และจ้องนิงทีคนๆ นันในทันที
‘เป็นเขา!’ พอเห็นใบหน้าอันขาวซีดดวงนันชัดเจนแล้ว มู่
ชิงเกอก็แอบคิดในใจ
สีเหลืองนวลทีกระจ่างนัน เมือสวมใส่อยู่บนตัวเขา
แล้วกลับดูโดดเด่น หน้าตางดงามดังภาพวาด แต่เพราะ
ความขาวซีดทีต่างจากคนทัวไปของเขาทําให้ไม่มีใคร
กล้าเข้าใกล้ เพราะกลัวว่าจะทําให้เขาแตกสลายโดยไม่รู้
ตัว
ราวกับว่า ภายในอาณาเขต 6 ฟุต รอบตัวเขาเป็นพืนทีที
128
ห้ามเข้าใกล้
มาร่วมงานเลียงในพระราชวังแบบนี ผมยาวของเขา
กลับไม่ได้รวบขึนเลยแม้แต่น้อย แต่ปล่อยให้มันปลิวไสว
ไปตามสายลม เขานังดืมเหล้าเงียบๆ อยู่บนเก้าอีราวกับ
ว่าทุกสิงทุกอย่างตรงหน้าไม่เกียวข้องกับตัวเขาเลย
ทําไมเขาถึงมาอยู่ทีนี? เขาเป็นใครกัน?
มู่ชิงเกอถามตัวเองในใจ
แต่ด้วยความบังเอิญจึงสบเข้ากับดวงตานิงสงบไร้
อารมณ์คู่นันเข้า ฉับพลัน ทุกอย่างรอบด้านค่อยๆ เงียบ
129
ลง ราวกับว่าโลกทังใบมีเพียงนางกับเจ้าของสายตาคู่
นัน
เย็นชาเสียจริง !
มู่ชิงเกอพยายามดึงสติของตนเองกลับมา ดึงเสียงฮือฮา
รอบข้างกลับมา อุณหภูมิทีลดลงก็ราวกับค่อยๆ เพิมขึน
ดังเดิม นางเม้มปากแน่นไม่พูดอะไรแต่ยังคงสบตากับ
คนทีนังอยู่ไกลลิบๆ ผู้นัน
‘ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนหรือพบเจอกับอะไร
ถึงจะทําให้สายตาของคนๆ หนึงเย็นชาได้ถึงเพียงนี ราว
กับว่าเขาขังตัวเองไว้ท่ามกลางปราสาทหิมะ ไม่ยอมให้
130
อุณหภูมิทีสูงเกินไปได้เข้าใกล้’
“ท่านอา คนๆ นันคือใครกัน” มู่ชิงเกอโน้มตัวไปหามู่เหลี
ยนหรงแล้วถามเบาๆ
มู่เหลียนหรงเงยหน้าขึนมองตามมู่ชิงเกอแค่ชัวขณะ
เดียวแล้วรีบดึงสายตากลับมา พูดกับนางเสียงเบาว่า
“เขาคือเสียนอ๋อง เกิดมาก็ทําให้เสด็จแม่ของตนเองต้อง
ตาย ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง ชอบเก็บตัวไม่ค่อยได้รับ
ความโปรดปรานจากฮ่องเต้นัก ก็ไม่แปลกทีเจ้าจะไม่
รู้จัก ไม่แน่ว่ากระทังคนในวังเองก็อาจจะไม่รู้จักเขาด้วย
ซํา”
131
เสียนอ๋อง ? คนทีทําให้เสด็จแม่ของตนต้องตาย ? ร่าง
กายไม่แข็งแรง ?
สิงทีมู่เหลียนหรงอธิบาย ก็ดูเข้ากันกับท่าทางอันเยือก
เย็นของเขา บางทีความเยือกเย็นแบบนันอาจบ่งบอกถึง
ความผิดหวังและใช้ชีวิตบนโลกโดยไม่หวังสิงใด
มู่ชิงเกอเม้มปากก้มหน้าลงไม่มองเขาอีก
ถ้าไม่เกียวข้องกับตัวนาง นางก็จะไม่เสียเวลาไปคิด ใน
ตอนนีสิงทีนางสนใจคือข่าวทีมู่เหลียนหรงเผลอหลุด
ออกมา
132
นันก็คือสายข่าวของตระกูลมู่
องค์ชายทีแม้กระทังคนในวังก็ไม่รู้จัก แต่มู่เหลียนหรงแค่
มองไกลๆ ก็รู้แล้วว่าเขาเป็นใคร นอกจากพวกเขาจะรู้จัก
และสนิทสนมกันอยู่แล้ว ก็มีอีกความเป็นไปได้ที
สามารถอธิบายเรืองนีได้ นันก็คือมู่เหลียนหรงมีข้อมูล
ของเสียนอ๋องผู้นีอย่างละเอียด จึงทําให้สามารถบอกได้
ในแวบแรกทีเห็น
สายข่าวแบบนี ถือเป็นของดี! มีค่ามหาศาลเชียวนะ!
มู่ชิงเกอกลืนนําลายด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่นาง
ก็รู้ว่า ตอนนีตนเองเป็นเพียงจอมเสเพล ไม่มีสิทธิจะรู้
133
ความลับของตระกูลมู่
ไม่ใช่ไม่เชือใจ แต่กลัวว่าหากนางยิงรู้ความจริงมาก
เพียงใด ก็จะยิงง่ายต่อการตกเป็นเครืองมือของคนรอบ
ข้างเพียงนัน
ตอนนี คนกลุ่มหนึงทีมีคนคอยคุมกันอย่างดีก็เดินเข้ามา
การเข้ามาของพวกเขา ทําให้บรรยากาศในงานเลียงเริม
เงียบ ทุกคนต่างลุกขึนยืน
มู่ชิงเกอยืนขึนตามมู่ซง และเห็นคนกลุ่มหนึงทีนางรู้จัก
ฉินจินห้าว ฉินอีเหยา ยังมีไทเฮา และเจียงกุ้ย
134
เฟย...................
ชายชุดสีเหลืองทองอร่ามลายมังกรทีเดินอยู่หน้าสุด ไม่
รู้จักก็พอจะเดาออกว่าเป็นใคร
น่าจะเป็นฮ่องเต้ทีปล่อยให้นางรอเก้อในวันนัน
หน้าตาก็ดูพอใช้ได้ ท่าทางกล้าหาญเกรียงไกร แต่ใน
แววตามากแผนการ ทําให้มู่ชิงเกอรู้สึกไม่ชอบ ข้างๆ ตัว
เขามีหญิงสาวทีสวยใสผุดผ่องยืนอยู่สองนาง แต่เหมือน
จะอายุไม่น้อยแล้ว นางทีบนศีรษะประดับด้วย
มงกุฏหงส์ท่าทางสูงสง่าเปียมศักดิ น่าจะเป็นภรรยาเอก
ของฮ่องเต้ ฮองเฮาแห่งแคว้นฉิน และอีกคนทีสวมชุดผ้า
135
ไหมสีขาวปักลายดอกไม้สีม่วง หน้าตาสวยสดงดงาม
ท่าทางดูอ่อนโยนดุจสายนํา ดูจากการแต่งตัวของนาง
แล้ว น่าจะเป็นหนึงในสนมคนใดคนหนึงของฮ่องเต้
ข้างหลังฮองเฮามีชายคนหนึงเดินตามมา รูปร่างหน้าตา
คล้ายคลึงกับฉินจินห้าวหลายส่วน แต่เหมือนฮองเฮา
มากกว่า เพียงแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความหยิงยโส
ทําลายความสูงส่งทีถ่ายทอดมาจากฮองเฮาไปเสียหมด
เขาสวมชุดสีเหลืองสีอ่อนกว่าของฮ่องเต้เล็กน้อย และ
มงกุฏทีประดับบนศีรษะก็บ่งบอกถึงฐานะของเขาได้เป็น
อย่างดี
ทังนีไม่ต้องให้มู่เหลียนหรงบอก มู่ชิงเกอก็เดาออกว่า
ชายคนนีเป็นลูกชายของฮ่องเต้แล้วยังเป็นรัชทายาทที
136
ฮองเฮาให้กําเนิด
‘เหอๆ เป็นคนเหมือนกันแต่โชคชะตาไม่เหมือนกันเลย
จริงๆ ต่างก็เป็นลูกชายของฮ่องเต้เหมือนกันแท้ๆ แต่เสีย
นอ๋องกลับถูกลืม’ มู่ชิงเกอแอบถอนหายใจแต่ไม่ได้แสดง
อาการอะไรออกมา
ในกลุ่มคนทีเดินมานางไม่เห็นองค์หญิงตัวน้อยทีเจอเมือ
ตอนเย็นเลย พอคิดทบทวนสักพักนางก็เข้าใจแล้วว่าใน
พระราชวังแห่งนีผู้ทียังไม่บรรลุนิติภาวะคงจะไม่สามารถ
ร่วมงานเลียงแบบนีได้และอาจจะเป็นเพราะฮ่องเต้ผู้ที
เต็มไปด้วยเล่ห์กลผู้นี ในใจมีแผนการอะไรบางอย่าง
137
มู่ชิงเกอหยุดคิดและยืนอยู่ข้างๆ มู่ซงอย่างสงบเสงียม
แต่ว่าฮ่องเต้ทีมาช้ากลับไม่ได้นังประจําที แต่นําทุกคน
ยืนอยู่ทีเดิมเหมือนกําลังรอคอยอะไรบางอย่าง
อยู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดลงเล็กน้อย เสียงกระดิงลมดังขึน
ทุกคนเงยหน้าขึน สิงทีเห็นคือมังกรพยัคฆ์วายุท่าทางดุ
ร้ายน่าเกรงขามหลายตัวกําลังลากรถสีดําหนักอึงใกล้
เข้ามาเรือยๆ
138
ตอนที 38 เขาเป็นเซียน!
มังกรพยัคฆ์วายุพวกนีไม่มีอยู่ในหลินชวน และพวกมัน
139
เป็นสัญลักษณ์ของชายผู้เก่งกาจทีสุดในผืนแผ่นดินนี
ว่ากันว่าทุกทีๆ เขาปรากฏกายจะต้องมีมังกรพยัคฆ์วายุ
ลากรถให้เขา
และลือกันว่า มังกรพยัคฆ์วายุทีดูน่าเกรงขาม ท่าทางดุ
ร้าย และมีระดับฝีมือไม่ย่อหย่อนไปกว่ายอดฝีมือขัน
นําเงินเลยสักนิด เป็นสัตว์ทีเขานํากลับมา ตอนออกไป
เทียวเล่นนอกเขตอาณาจักร สัตว์ทีดูดุร้ายขนาดนีกลับคู่
ควรแค่ลากรถให้กับเขา
แสดงว่า ความแข็งแกร่งของเขาคงจะเหนือระดับของ
แผ่นดินผืนนีไปมากแล้ว กระทังมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
140
ก็ยังไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึนมอง
ฮ่องเต้ของแคว้นฉิน ฉินชาง ยอมรับว่าเคยเจอลมพายุที
รุนแรงมาก่อน แต่แวบเเรกทีเห็นเกียวสีดําสนิททีมังกร
พยัคฆ์วายุลากมา ก็สันไปทังตัวอย่างอดไม่ได้
ต้องเข้าใจว่า ในหลินชวนมีแคว้นมากมาย
และระหว่างแคว้นด้วยกันก็มักจะมีปัญหาขัดแย้งกัน
ตลอด แต่อาณาจักรเซิงหยวนก็ยังสามารถคงอยู่ในแผ่น
ดินนีได้อย่างมันคง เป็นอาณาจักรอันดับ 1 เพียงหนึง
เดียว ส่วนใหญ่แล้วก็พึงพาชายผู้เก่งกล้าท่านนี
141
ถ้า.....ถ้า ความโชคดีแบบนีจะเกิดขึนในหลินชวนล่ะก็
เขาก็จะ.......
ฉินชางตืนเต้นมากขึนเรือยๆ แม้กระทังริมฝีปากก็เริมสัน
ระริก
ไม่ว่าอย่างไร จะต้องคิดว่าวิธี ให้องค์มหาปราชญ์รังอยู่ที
แคว้นฉินให้ได้! แม้จะไม่สามารถอยู่ตลอดไป ก็ต้องรีบ
สร้างสัมพันธ์เข้าไว้
เพราะตัดสินใจเอาไว้แต่แรกแล้ว เมือเห็นเกียวมังกร
พยัคฆ์วายุ ก็ยิงรู้สึกมุ่งมันยิงกว่าเดิมสายตาคนทีลึกลํา
ของฉินชาง ค่อยๆ กวาดมองบรรดาชายหนุ่มแต่ละคน
142
ในงานเลียงโดยไม่พูดอะไร
เหมือนกับว่า ทุกอย่างจะสําเร็จตามเป้าหมายหรือไม่นัน
กุญแจสําคัญอยู่ที ‘กําลังหลักของแคว้น’ กลุ่มนี
ในขณะนัน ฉินชางราวกับได้ยินบรรดาแคว้นอืนๆ
สรรเสริญเยินยอตัวเขา ภาพของการประจบประแจงนี
ทําให้เขายิมอย่างเปียมสุข
เกียวมังกรพยัคฆ์วายุ เพียงพริบตาก็วูบจากขอบฟ้ามา
ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าบริเวณงานเลียงของพระราชวังใน
ทันที
143
ความเร็วอันน่าตืนกลัวนัน ทําเอาผู้คนทีอยู่ข้างล่างตกใจ
ความแตกต่างเห็นได้ชัดอีกครัง
ฉินชางทีเพิงได้สติจากความตกใจ รีบนําทุกคนคุกเข่าลง
ทําความเคารพ : “ฮ่องเต้แคว้นฉิน ฉินชาง ประชาชน
และราชวงศ์ น้อมต้อนรับองค์มหาปราชญ์!”
ขณะทีทุกคนจะคุกเข่า มู่เกอทีต้องคุกเข่าลงทังทีในใจไม่
ยิมยอม แอบบ่นและจดบัญชีนีไว้ในใจ ทันใดนัน เงาสี
ดําเงาหนึงก็วาบผ่านไป ปรากฏตัวหน้าเกียวมังกร
พยัคฆ์วายุ
144
คนผู้นันพูดอย่างเย็นชาว่า : “ท่านประมุขสังว่า ไม่ต้อง
คุกเข่า”
หืม ?
คําสังนีหยุดทุกคนทีกําลังจะคุกเข่าไว้ทัน ทําให้มู่ชิงเก
อทีไม่ยอมคุกเข่าไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของใคร
นางยักคิวเบาๆ รู้สึกเหมือนคนเสือดําผู้นันกวาดตามอง
นางแวบหนึง
“ขอบพระทัยองค์มหาปราชญ์ ขอบพระคุณใต้เท้าท่าน
นี” ฉินชางพูดด้วยนําเสียงทีเต็มไปด้วยการสํานึกบุญ
145
คุณ ในใจรู้สึกว่ามหาปราชญ์ให้ความสําคัญกับแคว้น
ฉิน
“ไม่ต้อง” กูหยาตอบกลับอย่างเยือกเย็นและมองฮ่องเต้
ทียืนอยู่ครู่หนึง หากไม่ใช่ว่าท่านประมุขของพวกเขารู้ว่า
แม่นางผู้นันจะต้องไม่ยอมคุกเข่าลง และไม่อยากสร้าง
ปัญหาให้นางแล้วล่ะก็ หาไม่จะสังเช่นนีทําไม?
เอ ~! ตังแต่พบกับคนผู้นี ท่านประมุขของพวกเขาจากที
เป็นภูเขานําแข็งก็ละลายกลายเป็นเพียงแม่นําอบอุ่น
สายหนึง
“ท่านปู่ ท่านยืนกลางอากาศได้หรือไม่” อยู่ๆ มู่ชิงเกอก็
146
ถามมู่ซงเสียงตํา
มู่ซงตอบว่า : “ถ้าทะลวงขันนําเงินขันไปได้ก็จะสามารถ
ยืนกลางอากาศได้ แต่จะได้นานแค่ไหนนัน ก็ต้องดูพลัง
จิตอีกที ปู่ของเจ้า สามารถยืนได้เพียงแค่ชัวหนึงก้านธูป
เท่านัน”
พูดจบก็มองคนทียืนอยู่กลางอากาศอย่างง่ายดายด้วย
ความอิจฉา
ความจริงแล้วการกูหยาสามารถยืนบนอากาศหรือเดิน
กลางอากาศได้ไม่ใช่เรืองแปลก คนทีสามารถอยู่ข้าง
กายคนผู้นันได้ จะอ่อนฝีมือได้อย่างไรเล่า?
147
ไม่แน่ นีอาจจะเป็นพลังฝีมือขันม่วงในตํานานก็เป็นได้
เอาผู้แข็งแกร่งระดับขันม่วงมาเป็นผู้รับใช้ ?
เมือความคิดนีแพร่กระจายไปในหมู่ลูกชายตระกูลต่างๆ
สายตาทีพวกเขามองเกียวมังกรพยัคฆ์วายุก็ร้อนขึนมา
แม้กระทังองค์หญิงฉางเล่อทีปกติแล้วเย็นชาเหมือนนํา
แข็ง ตอนนีก็มองไปยังเกียวสีดําสนิทด้วยความตืนเต้น
ราวกับว่าคนในเกียวคือความหวังเดียวของนาง หาก
สามารถกราบเขาเป็นอาจารย์ได้ล่ะก็ ก็จะสามารถหลุด
พ้นจากชะตากรรมทีต้องตกเป็นตัวหมากตัวหนึงใน
148
วังวนราชวงศ์แห่งนีได้
ก่อนหน้านี ทีนางถามเรืองของมหาปราชญ์จากมู่ชิงเก
อ นางไม่ได้ถามเพือท่านแม่หรือพีชาย แต่เพือตนเอง
“เรียนท่านมหาปราชญ์ งานเลียงตระเตรียมพร้อมแล้ว
ขอเชิญท่านมหาปราชญ์" ฮ่องเต้ผู้ส่งศักดิกลายเป็นคน
เชิญแขกไปเสียแล้ว แต่เมือนึกถึงผลประโยชน์ในอนาคต
ฉินชางก็ต้องยอมแต่โดยดี
รุ่ยอ๋องฉินจินห้าวแอบสบตากับรัชทายาทฉินจินซิว ใน
สายตาของทังสองเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการแก่ง
แย่ง
149
ฉินจินห้าวแค่นเสียงเย็น เขามันใจในความสามารถของ
ตนเองเต็มร้อย
ครังทีแล้วเขาไม่ได้คว้าโอกาสในการทําความรู้จักกับ
มหาปราชญ์ไว้ให้ดี ครังนีเขาจะไม่ทําผิดซําสอง และยิง
กว่านันคือมหาปราชญ์เหมือนจะมีความรู้สึกดีๆให้กับ
เจ้าคนไร้ค่าอย่างมู่ชิงเกอ และไอ้เจ้าไร้ค่านันก็แอบมีใจ
คิดไม่ซือกับเขาไม่ใช่หรือ?
บางทีนีอาจจะเป็นโอกาส!
แม้ว่าฉินจินห้าวจะไม่รู้ว่าทําไมมหาปราชญ์ถึงได้พอใจ
150
คนไร้ค่าคนหนึงแต่เขากลับเชือว่า มหาปราชญ์ก็คงเพียง
หลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอกของมู่ชิงเกอเท่านัน คงจะ
คิดว่าเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์คนหนึงแต่รอให้เขารู้ว่ามู่ชิงเก
อก็เป็นได้แค่คนไร้ค่า เขาก็จะต้องเลิกสนใจมู่ชิงเกอและ
หันเหสายตาอาทรนันมาทีเขาแทนแน่
อีกอย่าง ในแคว้นฉินแห่งนีความสามารถของเขาเองก็
ถือว่ายากจะพานพบในรอบร้อยปี
และเขาก็มีน้องสาวทีมีพรสวรรค์ไม่แพ้กัน นีไม่ใช่จะยิง
เข้าตามหาปราชญ์มากกว่าผู้อืนหรอกรึ?
กรรร์------!
151
อยู่ๆ มังกรพยัคฆ์วายุทังหลาย ก็ส่งเสียงขู่อย่างพร้อม
เพรียงกัน
กระแสกดดันทะลุก้อนเมฆลงมา ทําให้คนบนพืนต่างก็
ตืนตระหนก
ความคิดของทุกผู้พลันหยุดลง ต่างแหงนหน้าขึนมอง
เกียวมังกรพยัคฆ์วายุบนท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว
กูหยา ยืนกอดกระบี มองด้านล่างอย่างไม่แยแส
ฉินชางรีบพูดด้วยความตืนตระหนก : “ใต้เท้า เรา.......
152
ข้าทําอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือเปล่า?”
‘เจ้าไม่ได้ทํา แต่ท่านประมุขของพวกข้าไม่พอใจทีเจ้าคิด
ไม่ซือกับตระกูลมู่ และตังใจใช้พวกเขาเป็นเครืองมือให้
แก่ตัวเอง’ กูหยาคิดในใจ แต่ไม่ได้ตอบฉินชาง
ท่าทางไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาทําให้ฉินชางทีเคยชินกับ
การถูกทุกคนปกป้องเอาใจเกิดโทสะ แต่ก็ไม่กล้าทํา
อะไร
เขาแค่หวังว่างานเลียงในคืนนีจะไม่ล้มเหลว
ทันใดนัน ในขณะทีทุกคนกําลังตกใจ เสียงอันน่าดึงดูด
153
ยากจะคาดเดาของชายหนุ่มคนหนึงก็ดังขึนจากไม่ใกล้
ไม่ไกล “หนวกหู”
คําคําเดียว ราวกับเป็นมนต์สาปแช่งทีร้ายแรงก็ไม่ปาน
ทําให้มังกรพยัคฆ์วายุต่างเงียบและก้มหน้าลง
ทุกผู้ทีอยู่บนพืนดินยิงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ราวกับว่าทีทัง
หมดต่างเงียบลงกะทันหันเพราะคนผู้นีบอกว่าเสียงดัง
เกินไป
คําๆ นี ไม่มีนําเสียงของการกดดันข่มขู่เลยแม้แต่น้อย
แต่กลับทําให้ทุกคนบนพืนรู้สึกราวกับว่ารอบด้านถูกปิด
ตายไว้ทําให้ไม่สามารถขยับตัวได้ และคนเดียวเป็นข้อ
154
ยกเว้น ก็คือมู่ชิงเกอทีรู้จักคนๆ นีอยู่แล้ว
อยู่ๆ เกียวก็พลันเปลียนรูป
ในสายตาของทุกคน คือ มีพายุสีดําพัดผ่าน เกียวสีดํา
นําหนักมหาศาลหลังนันพลันหายไปมีบันไดสีดําเป็น
ขันๆ จากบนลงล่างขึนมาแทนที
มังกรพยัคฆ์วายุทังแปดตัว แบ่งเป็นสองฝังก้มลงคารา
วะอย่างนอบน้อม
มังกรพยัคฆ์วายุตัวทีเหลือเป็นตัวทีศีรษะใหญ่ทีสุดและ
ดูน่าเกรงขามทีสุด เวลานีกลับอยู่ใต้ร่างคนผู้หนึง เป็น
155
เก้าอีให้แก่เขา
ชุดสีขาวทีปลิวไปมาแม้ไร้ซึงแรงลม ราวกับเป็นเพียง
แสงสว่างแสงเดียวทีมีอยู่ท่ามกลางรัตติกาล ปลายแขน
เสือสีม่วงดูสูงส่งน่าค้นหา ราวกับเป็นสีทีเกิดขึนมาเพือ
เขาโดยเฉพาะ
ผมยาวราวหมึกดํานัน เพียงรวบไว้อย่างลวกๆ ประกอบ
กับชุดสีขาว ก็ราวกับสีขาวและดําทังหมดบนโลกนีอยู่
ภายใต้การควบคุมของเขา
เจิดจ้าดังดวงตะวัน เกรงว่านีคงเป็นความประทับใจแรก
ของทุกคนตอนทีเห็นซือมัว
156
เพราะ เจ้าจะเห็นหน้าเขาไม่ชัด จะรู้สึกได้เพียงว่าตัวเขา
เหมือนดวงอาทิตย์ทีส่องแสงแรงกล้า จนไม่กล้าสบมอง
ตรงๆ กลับเป็นความรู้สึกอดไม่ได้ทีจะต้องคุกเข่า
ในตอนทีเขาเผยใบหน้าอันงดงามไร้ทีติให้ทุกคนด้าน
ล่างได้เห็นอย่างชัดเจนนัน
แทบจะทุกคนต่างก็สูดหายใจเย็นเยียบ ถูกใบหน้า
ละเอียดงามเป็นหนึงดังหยก งามราวชาวสวรรค์จนลืม
สินทุกสิงอย่าง
เวลานี ความแตกต่างระหว่างมนุษย์สามัญและเซียน
157
ช่างชัดเจนเหลือเกิน
พวกเขาเป็นมนุษย์สามัญ แต่ท่านนี.....คือเซียน!
158
ตอนที 39 ใครเข้าตาเขาบ้าง?
ฉินจินห้าวเงยหน้าขึนมองอย่างไม่รู้ตัว เงาร่างสีขาวที
เดินลงมาทีละก้าวทีละก้าวจากขันบันไดสีดําบนฟากฟ้า
ทําให้สายตาทีสูงส่งเย็นชามาโดยตลอดของเขาเต็มไป
ด้วยความอิจฉาเป็นครังแรก
มีสิทธิอะไร ?! มีสิทธิอะไร ?!
159
คนไร้ค่าทีไม่สามารถฝึกฝนพลังได้ รู้จักแต่ทําตัวเสเพล
ไปวันๆ มีสิทธิอะไรทีจะได้รับความโปรดปรานจากท่าน
ผู้นี?
เมือก่อน ถ้ามีคนบอกว่าสักวันเขาทีเป็นถึงรุ่ยอ๋องจะมี
วันหนึงทีต้องอิจฉาตระกูลมู่เจียนบ้า เขาก็จะหัวเราะ
เบาๆ และสังให้คนไปตัดลินเจ้าปากมากนันทิงเสีย
แต่ตอนนี----------
ฉินจินห้าวไม่อาจไม่ยอมรับว่า เขาอยากจะไปแทนทีมู่ชิง
เกอและอยากจะเป็นคนทีเข้าตามหาปราชญ์และวันหนึง
160
เขาก็จะได้เป็น ‘เซียน’ ผู้เป็นทีเคารพนับถือและยืนอยู่
เหนือทุกคนเหมือนคนทีอยู่ตรงหน้านี
เป็นผู้ชาย ใครบ้างทีไม่มีความทะเยอทะยาน
และความทะเยอทะยานในตัวของฉินจินห้าวมีแต่จะเพิม
พูนมากขึนเรือยๆไม่มีถดถอยลงแม้แต่นิด
ขอแค่คว้าโอกาสตรงหน้าเอาไว้ให้มัน เขาก็อาจจะได้ขึน
ครองบัลลังก์และยืนอยู่ในจุดทีสูงขึนกว่าเดิม
มือทังสองข้างทีซ่อนอยู่ใต้แขนเสือของฉินจินห้าว กํา
เป็นหมัดแน่น ในสายตาของเขามีประกายแห่งความ
161
ต้องการแรงกล้า ราวกับว่า ไม่ว่าใครก็ตามทีมาขัดขวาง
เขาก็จะฆ่ามันอย่างไร้ซึงปรานี
นีหรือผู้แข็งแกร่งทีไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ใคร?
ฉินอีเหยาจ้องชายชุดขาวตาไม่กะพริบ ราวกับว่า การ
ปรากฏตัวของคนผู้นี เป็นการเปิดทางสว่างทางใหม่ให้
กับนาง
บางที นางอาจจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวังอีกต่อ
ไป
บางที วันหนึงนางก็อาจจะกลายเป็นคนยิงใหญ่ทีมีชือ
162
เสียงขจรขจายไปทุกทิศเหมือนคนทีอยู่ตรงหน้า
แค่-------นางต้องเข้มแข็งขึน!
คนจํานวนมากทียืนอยู่บนพืนดิน จ้องเงาร่างสีขาวนัน
แล้วค่อยๆ ก้มหน้าลง
ในใจทังเกรงกลัวและชืนชม แต่ทีมากทีสุดคือการยอม
ศิโรราบโดยไม่อาจต่อต้าน
มีคนเดียวทีได้รับการยกเว้นจากความรู้สึกพวกนี คนๆ
นันก็คือ มู่ชิงเกอ
163
สําหรับการปรากฏตัวทุกครังของนายตัวประหลาด นาง
มีเพียงคําเดียวมอบให้ “โอ้อวด”!
มู่ชิงเกอละสายตาจากท้องฟ้า มองคนตัวสูงสวมเสือสี
เหลืองนวลนันโดยไม่รู้ตัว ไหล่ของเขากว้างมาก แต่กลับ
ดูอ่อนแอมากเช่นกัน
ในตอนนี เขาก็เงยหน้าขึนมองผู้ทีแกร่งกล้าทีสุดในแผ่น
ดินนีเช่นกัน
แต่ดวงตาทีตาขาวและตาดําตัดกันอย่างชัดเจนคู่นัน
เหมือนไร้ซึงความรู้สึกใดๆ ยังคงแนบนิงเหมือนเดิม ราว
กับว่า ไม่มีเรืองใดในโลกใบนีทีจะทําให้เขาตืนตระหนก
164
ได้เลย
เขาเหมือนเป็นคนนอก ทีคอยเฝ้าสังเกตการณ์เรืองทัง
หมดทีเกิดขึนเท่านัน
บางที อาจจะเป็นเพราะมู่ชิงเกอตังใจมองเขาเกินไป
จึงทําให้คนบางคนไม่พอใจ
ทันใดนัน แรงกดดันรอบด้านก็พลันเพิมขึน ราวกับขุน
เขาทีกดทับทุกคนเอาไว้ โดยเฉพาะบริเวณของชายชุด
เหลืองนวลทีได้รับ ‘การดูแล’ เป็นพิเศษ
165
“อึก… ” เสียงอึดอัดดังขึนทําลายความเงียบ
แววตาของมู่ชิงเกอสาดประกายวาบ มองเห็นคนงามผู้
นันกําลังใช้มือหนึงเพือจับขอบโต๊ะไว้ มือหนึงปิดปากตัว
เองไว้ รอยยแยกตรงปลายนิวทีซีดขาวมีโลหิตสีแดง
สะดุดตาให้เห็นอยู่รางเลือน
นางขมวดคิว สายตากวาดไปทีชายผู้เหมือน ‘เทพเซียน’
ผู้นัน
ฉับพลันแรงกดรอบด้านก็สลายไป ฝูงชนต่างพากันถอน
ใจโล่งอก ราวกับว่าได้เดินกลับมาจากความตายอย่างไร
อย่างนัน
166
และซือมัวในชุดตัวยาวสีขาว ก็เหินลงมาสู่พืนดินอย่าง
‘สง่างาม’ และไปนังบนเก้าอีลายมังกรทีทําจากหยกขาว
ซึงเป็นทีๆ ฮ่องเต้เตรียมไว้ให้
มังกรพยัคฆ์วายุทีเขานังมาเอาขาเหยียบพรมนุ่มหลาก
สีสันทีปูเอาไว้บนพืน แหงนหน้าคํารามเสียงตําขึนฟ้าไป
เสียงหนึง มังกรพยัคฆ์วายุทัง 8 ตัว ก็กลายเป็นแสง
สว่าง 8 ดวงในทันที ลอยเข้าไปในปากของมันและถูก
มันกลืนลงไป
จากนัน มันก็คลานเข้าไปอยู่ข้างๆ เท้าของเจ้าของแล้ว
หลับตาลงนอน
167
กูหยาทียืนอยู่ข้างหลังเก้าอีลายมังกรก็ทําตัวดังเงา แฝง
ตัวอยู่ตรงมุมมืด
ฉากทังหมด เหมือนเป็นภาพมายา จนกระทังบันไดสีดํา
นันหายไป ทุกคนจึงค่อยๆได้สติ
มู่ชิงเกอเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตาม ภาพทีมังกรพยัคฆ์วายุกลืนพวกเดียวกัน
มันช่างน่าทึงเหลือเกิน มากทีสุดเท่าทีเคยเห็นมา
‘เขาเก่งกาจระดับไหนเชียว ? มากกว่าขันม่วงเลยรึ?’
168
“แค่ก แค่ก ” เสียงฝืนกลันอาการไอ ดังขึน
สายตาของซือมัวทีราวกับหยุดได้ทุกสรรพสิงนัน ค่อยๆ
ปรายตามองไปตามเสียงนัน
ฮ่องเต้แคว้นฉิน เป็นผู้ทีมีความรู้สึกทีเฉียบไว ตอนฉินชา
งมองตามสายตาของเขาไปและมองเห็นร่างของคนทีทํา
ให้เขาเดียดฉันท์ นัยน์ตาก็มีความเย็นเยียบวาบผ่าน
รีบออกคําสัง : “เสียนอ๋องไม่สบาย ยังไม่รีบส่งตัวเขา
ออกไปอีก”
นําเสียงแบบนัน ราวกับสังให้คนเอาของไร้ค่าชินหนึงไป
169
ทิง ไม่มีนําเสียงของความเป็นห่วงเป็นใยอยู่เลยแม้แต่
น้อย ยิงไปกว่านันไม่มีแม้แต่คําสังให้ไปเชิญหมอหลวง
องครักษ์ในวังรับคําสัง ท่ามกลางความน่าเกรงขามของ
ซือมัว พวกเขารีบพยุงฉินจินเฉินออกไปอย่างรวดเร็ว
ตังแต่ต้นจนจบเงาร่างสีเหลืองนันไม่ได้ตอบโต้เลยแม้แต่
น้อย
พอคนทีตนเองเกลียดจากไปแล้ว ฉินชางจ้องฮองเฮา
อย่างตําหนิแวบหนึง
หานฮองเฮารีบอธิบายเสียงเบาว่า : “หม่อมฉันคิดว่า
อย่างไรเขาก็เป็นโอรสองค์หนึงของฝ่าบาท”
170
เจาตัวอัปมงคลแบบนัน คู่ควรกับการจะเป็นลูกชายของ
เขาหรือ? หากไม่ใช่เพราะต้องรักษาชือเสียง เขาคงจะ
ทําให้ไอ้เด็กผลาญบิดามารดาคนนีตายไปตังนานแล้ว
ฉินชางแอบคิด แต่ไม่กล้าพูดออกมา
เพราะเขาไม่กล้าให้ท่านทีนังอยู่บนตําแหน่งทีสูงทีสุดใน
งานเลียงรู้ว่าเขามีใจคิดจะฆ่าลูกของตนเอง
“นัง” เสียงทีฟังดูเย็นชาจนทําให้ผู้คนไม่อาจต่อต้านดัง
ขึนอีกครัง
171
ทุกคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ โน้มตัวลงขอบพระทัย แล้ว
นังลงกับที ในเวลานี ราวกับว่าคนชุดขาวทีนังอยู่บน
แท่นสูงนีต่างหากจึงจะเป็นเจ้าของตัวจริงของทีนี
หลังจากทีฉินชางนังลง ก็แอบส่งสายตาให้กับไทเฮา พอ
ไทเฮาพยักหน้าทีหนึง เขาจึงหันกลับมาเหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึน และพูดว่า : “มหาปราชญ์ เสด็จมายังเมืองฉิน
ของข้า ถือเป็นเกียรติของแคว้นเรายิงนัก วันนี ในวังจึง
จัดงานเลียง ข้อแรก เพือต้อนรับองค์มหาปราชญ์ และ
ข้อสอง เพือให้องค์มหาปราชญ์ทรงเมตตา ลองดูว่าหนุ่ม
สาวรุ่นใหม่คนใดในแคว้นฉินทีฝีมือพอใช้ได้ ไม่ทราบ
มหาปราชญ์ทรงคิดเห็นว่าอย่างไร?”
คําพูดพวกนี ถือว่าพูดอย่างชาญฉลาด
172
ไม่ได้พูดตรงๆ ว่า ไหนๆ ท่านก็มาแคว้นฉินแล้ว ข้าก็
ต้อนรับท่านอย่างดี ท่านรับหนุ่มสาวของแคว้นฉินกลับ
ไปเป็นศิษย์ ให้พวกเราสร้างความสัมพันธ์อันดีกันไว้
เพียงแต่ ซือมัวเป็นใครกัน?
เมือได้ยินคําพูดอ้อมค้อมประโยคนี มุมปากเขาก็ยกยิม
อย่างมีเลศนัย
ความเยือกเย็นนัน ทําให้ทุกคนทีนังอยู่ประหม่าขึนมาอีก
ครัง พวกแก่ๆ ก็กลัวจะทําให้ท่านไม่พอใจ หนุ่มสาว ก็
กําลังคิดอยู่ว่าจะแสดงฝีมือของตนเองอย่างไรดี
173
หน้าผากสองด้านของฉินชางเต็มไปด้วยเม็ดเหงือ ใน
ตอนทีเขาใกล้จะรับไม่ไหวแล้วกล่าวขออภัยกับคําทีพูด
ไปนัน เสียงคล้ายจะหัวเราะเสียงหนึงก็ดังขึนว่า ‘ดี’
174
ตอนที 40 จอมเสเพลสวะ เศษขยะไร้ค่า
พอสินเสียงคําว่า "ดี"
ทุกคนค่อยๆ ได้สติกลับมาต่างก็เต็มไปด้วยความดีใจ
อย่างหาทีสุดไม่ได้
175
โอกาสแบบนี ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสทีหายากสําหรับ
แคว้นฉิน แต่ยังเป็นโอกาสทียากจะได้รับของตระกูล
พวกเขาด้วย เพราะไม่แน่ว่าเมือพ้นคืนนีไป วงศ์ตระกูล
ของพวกเขาอาจจะเปลียนแปลงชนิดทีว่าพลิกจากหน้า
มือเป็นหลังมือเลยก็ได้
ทันใดนัน ผู้อาวุโสของทุกตระกูลต่างก็ดึงตัวชายหนุ่ม
ของตระกูลตนเองมากําชับเบาๆ ว่าภารกิจคือเข้าตาของ
คนผู้นันให้ได้
แม้กระทังเจ้าอ้วนเซ่าทีถูกตระกูลเซ่าลอยแพก็ไม่ได้รับ
การยกเว้น ถูกสังสอนชุดใหญ่
176
จะว่าไปแล้วการทีเขามาอยู่ทีนีได้ ก็เพราะมู่ชิงเกอ
ในตอนแรก ตระกูลเซ่าทราบข่าวโดยบังเอิญว่ามหา
ปราชญ์เหมือนจะพอใจในตัวคุณชายของตระกูลมู่ แม้
จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ก็ไม่เสียหายหากพวกเขาจะ
พาเจ้าอ้วนเซ่าของตระกูลตนเองทีเป็นจอมเสเพลเหมือน
กันมาด้วย
ไม่แน่ว่ามหาปราชญ์ทีดูลึกลับอาจจะมีรสนิยมชอบพวก
เจ้าสําราญก็ได้?
มู่ซงเองก็ตืนเต้น มือหยาบใหญ่ขยุ้มชุดผ้าไหมของตน
เองแล้วคลายออก ซําไปซํามาหลายครังจนเสือยับย่น
177
ทําให้สายตาของมู่ชิงเกอทีนังอยู่ด้านข้างเต็มไปด้วย
ความสงสัย
ท่าทางสับสนของมู่ซง มู่เหลียนหรงเองก็เห็นเช่นกัน
นางถอนหายใจและพูดกับบิดาว่า : “ท่านพ่อไม่ต้องคิด
แล้ว ถึงแม้ว่าตระกูลมู่ของเราจะไร้สามารถอย่างไร แต่ก็
จะไม่ไปพึงพาอํานาจของผู้ใดอย่างแน่นอน”
ได้รับความโปรดปรานจากชายผู้ยิงใหญ่ทีสุดในหลิน
ชวนนัน ถือว่าเป็นเรืองน่ายินดีมาก สําหรับตระกูลมู่ก็
เช่นกัน แต่ต้องอยู่ในสถานการณ์ทีทายาทของตระกูลมู่
เป็นผู้ทีเต็มเปียมไปด้วยความสามารถด้วย
178
หากความสามารถของมู่ชิงเกออยู่เหนือทุกคน และได้รับ
การชีนําจากมหาปราชญ์ ในหนทางแห่งการฝึกฝนนัน
ถือว่ามีประโยชน์มาก
แต่ทว่ามู่ชิงเกอกลับเป็นคนทีไม่สามารถฝึกพลังได้
หากเป็นเช่นนี หากต้องไปเข้าไปใกล้ชิดท่านมหา
ปราชญ์ ก็จะกลายเป็นว่าไปพึงพาท่านเสียมากกว่า
เท่าทีมู่เหลียนหรงสังเกต ตระกูลมู่อาจพ่ายแพ้ได้ แต่จะ
ทอดทิงทายาทไม่ได้ หากยังคงมีสายโลหิตทีสืบทอดต่อ
ไป สักวันหนึงตระกูลมู่จะต้องกลับมายิงใหญ่ เพราะ
179
ฉะนันไม่ว่ามหาปราชญ์จะสนับสนุนมู่ชิงเกอหรือไม่ นาง
ไม่ได้ใส่ใจเหมือนมู่ซง
มู่ซงยิมขืนไม่พูดอะไร เป็นครังแรกทีเขาแสดงความรู้สึก
ของตนเองออกมาให้ลูกหลานได้รับรู้ : “ตระกูลมู่ชนะ
หรือแพ้แล้วมีประโยชน์อันใด เพราะข้ารู้อยู่แก่ใจแล้ว
ตอนนีข้าแค่อยากให้เรา มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ต้อง
พบกับอันตรายอะไรอีก และตอนนีเราเหมือนติดอยู่ใน
คลืนทะเลจะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังกลับหลังก็ไม่ได้
อีกแล้ว คนแก่อย่างข้าสามารถคุ้มครองพวกเจ้าได้แค่ใน
เวลานี แต่ไม่สามารถคุ้มครองพวกเจ้าได้ทังชีวิตได้
โอกาสในวันนีคาดว่าคง..........” ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็
พยักหน้าเบาๆ
180
ความหมายนันชัดเจนอยู่แล้ว
วันนันมหาปราชญ์อาจเพียงแค่บังเอิญผ่านมาเห็นมู่ชิง
เกอรับโทษด้วยความกล้าหาญ จึงรู้สึกพอใจ แต่ตอนนี
เขาอาจจะรู้แล้วว่าหลานชายของมู่ซงเป็นคนไร้ค่า
ประกอบกับผู้ทีมีความสามารถของแต่ละตระกูลและ
เชือพระวงศ์ทีคอยจับตามอง
เกรงว่า เขาคงจะไม่เหลือบแลมู่ชิงเกออีกแล้ว
‘ทีแท้ ท่านผู้เฒ่าก็ยังคงเป็นห่วงเรืองนี’ บทสนทนาของ
ทังสอง ทําให้มู่ชิงเกอเข้าใจทุกอย่างแล้ว ริวรอยความ
กังวลทีหางตาของมู่ซงทําให้นางเกือบจะอดไม่ไหวบอก
181
ความลับเรืองทีว่านางสามารถฝึกพลังได้แล้วออกไป
แต่สุดท้ายนางก็กัดฟันอดทนไว้
หากสถานการณ์ของตระกูลมู่ยังไม่มังคง นางจะไม่เปิด
เผยความจริงเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนันจะยิงทําให้ตระ
กูลมู่ถูกสังเก็บเร็วกว่าเดิม
ระหว่างทีทุกตระกูลกําลังเตรียมการ งานเลียงก็เริมขึน
นางกํานัลในวังยกสุราชันเลิศและกับแกล้มออกมา นาง
รําก็เริมร่ายรํา
182
พอดืมกันได้สักพัก ในทีสุดก็ถึงเวลาสําคัญ
ฮ่องเต้แคว้นฉิน ฉินชางยกมือขึน นางรําทังหลายก็หยุด
ร่ายรําและค่อยๆ ถอยออกไป เหลือพืนทีตรงกลางเวที
ทรงกลมทียกสูงเอาไว้
ฉินชางแอบมองคนผู้นันแวบหนึง เห็นเขาหรีตา และยก
มุมปากขึนเบาๆ ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจ จึงค่อยๆ พูด
ขึนมาว่า : “วันนีถือเป็นโอกาสทีสําคัญ หนุ่มสาวของแต่
ละตระกูลจงออกมาแสดงฝีมือทังหมดทีพวกเจ้าเคยรํา
เรียนมาให้องค์มหาปราชญ์ได้ชืนชม”
พอพูดจบเขาก็มองโอรสทีเป็นทีโปรดปรานของตนพร้อม
183
ส่งสายตา
ตามกําหนดการองค์ชายทังหลายจะยังไม่ขึนเวทีแสดงฝึ
มือ แต่ให้ทายาททีมีฝีมืออยู่ในระดับปานกลางของแต่
ละตระกูลขึนไปก่อน เพราะเมือเวลาองค์ชายขึนไป จะ
ได้เปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจน
การวางแผนแบบนีถือว่าดี แต่พวกเขาประเมินซือมัวผิด
ไป
ในขณะทีทุกอย่างกําลังจะเริมตามแผน พอชายหนุ่มคน
แรกของตระกูลหนึงขึนเวทีไป ซือมัวพูดขึนมาว่า :
“แสดงพรสวรรค์ด้านพลังนันน่าเบือเกินไป ในเมืออยาก
184
จะแสดงความสามารถของตนเอง ลองคิดดูว่าตนเอง
สามารถทําอะไรอย่างอืนได้บ้างจะดีกว่า"
นีเป็นประโยคทียาวทีสุดเท่าทีเขาเคยพูดในคืนนีแต่กลับ
ทําลายแผนการทีฮ่องเต้แคว้นฉินวางไว้เสียป่นปี
สีหน้าฮ่องเต้ดูแย่ลง ทรงเม้มปากเงียบๆ
และคุณชายคนทียืนอยู่บนเวทีคนนัน ก็ตะลึงยืนตัวแข็ง
อยู่กับที ไม่รู้ว่าควรทําอย่างไรต่อ
“หากไม่มีความสามารถพิเศษอะไรก็ลงไป” กูหยา
ปรากฏตัวขึน พูดอย่างเย็นชาคําหนึงจบแล้วก็ยกมือขึน
185
ปล่อยพลังโจมตี ทําให้คนผู้นันตกจากเวทีไป
ฉากตรงหน้าทําให้คนจํานวนไม่น้อยตืนจากฝันหวาน
ค่อยๆ เริมเปลียนกลยุทธ์
คุณชายพวกนี วันๆ คิดแต่จะฝึกพลังแล้วจะมีกระ
จิตกระใจอะไรไปเรียนพวกดนตรี คํากลอน หมากรุก
วาดภาพพวกนีกัน?
มหาปราชญ์อยากจะชมการแสดงความสามารถพิเศษ
ตอนนีในใจของคนจํานวนมากมีความรู้สึกเหมือนอยาก
ร้องไห้แต่ร้องไม่ออก
186
ในบรรดาตระกูลต่างๆ นอกจากตระกูลมู่ทีวางตัวอยู่
เหนือเรืองๆ นีแล้ว ตระกูลทีดูตืนเต้นทีสุดคือตระกูลเซ่า
ผู้นําตระกูลเซ่าซึงก็คือบิดาของเจ้าอ้วนเซ่าพลันรู้สึกว่า
การทีตนเองพาเจ้าอ้วนเซ่ามาเป็นความคิดทีชาญฉลาด
แล้ว
แต่ฉับพลันเขาก็ต้องหมดหวังอีกรอบ
เพราะลูกชายของตนเองนอกจากกิน เทียว เล่นการพนัน
ก็ไม่มีความสามารถอะไรทีจะเอาออกมาแสดงได้
ภายในงานเลียงดูเย็นยะเยือกขึนมาในทันที
187
ฉินชางกังวลจนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงือ สบตากับ
ไทเฮาอยู่หลายครัง เจียงกุ้ยเฟยและฮองเฮารีบสังให้ลูก
ชายของตนเองออกไปแสดงความสามารถ แต่พระสนม
ทีสวมใส่อาภรณ์สีขาวใบหน้ากลับดูเรียบเฉยและดูจิตใจ
ไม่อยู่กับเนือกับตัว ในสายตาเหมือนซ่อนความกังวลไว้
ไม่มีใครกล้าขึนไปบนเวที ทําให้คําสังของฉินชางเหมือน
เป็นแค่เรืองน่าขบขัน
ซือมัวมองสถานการณ์นิงๆ ราวกับทุกอย่างอยู่ในการ
ควบคุมของเขา ตังแต่ต้นจนจบเขาแทบจะไม่ได้มองมู่ชิง
เกอเลย แต่ทุกการกระทําของมู่ชิงเกอกลับไม่รอดพ้น
จากสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
188
ทีเขามาทีนีในวันนีก็เพราะแค่อยากจะเห็นเสียวเกอเอ๋อร์
นานๆ
หลังจากทีลังเลไปสักพัก ฉินอีเหยามองเวทีทีไม่มีใคร
เลยพร้อมเม้มปากก้าวเท้าเดินออกไป
“เจ้าจะทําอะไร?”
แต่ว่า นางเพิงจะก้าวเท้าออกไป ก็ได้ยินเสียงอันเยือก
เย็นและอยู่ๆ ข้อมือของนางก็ถูกคนๆ หนึงคว้าไว้ แรง
บีบนันเกือบทําให้นางคิดว่ากระดูกของตนเองคงหักไป
แล้ว
189
นางเงยหน้าขึนมองและสบเข้ากับสายตาอันเยือกเย็น
ของเสด็จพีตน “เสด็จพี” นางพึมพําเบาๆ
ฉินจินห้าวจ้องนางด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า :
“สถานการณ์แบบนีผู้หญิงอย่างเจ้าทําได้แค่ดูอยู่ห่างๆ
ทําไม? เจ้าอยากจะขึนไปแสดงความสามารถ จงใจจะ
แย่งโอกาสกับข้างันรึ?”
“ข้า เปล่า” ความกล้าทังหมดทีฉินอีเหยารวบรวมมาได้
ถูกทําลายจนหมดสิน
“หึ ไม่คิดก็ดี” ฉินจินห้าวปล่อยข้อมือของฉินอีเหยาและ
190
ไม่มองหน้านางอีก
การกระทําของทังสองนอกจากฉินจินซิวทีนังอยู่ข้างๆ
แล้ว ก็ไม่มีใครเห็นอีก เขาเพียงหัวเราะเย้ยหยันเบาๆ
แล้วหันหน้าหนี
‘นีแหละคือ ความสัมพันธ์ฉันพีน้องของคนในราชวงศ์’
ในขณะทีมองแผ่นหลังของพีชายในใจของฉินอีเหยาก็
เต็มไปด้วยความอ้างว้าง
สําหรับไทเฮาและเสด็พ่อ นางก็เป็นเพียงหมากทีมีไว้ใช้
จัดการกับตระกูลมู่
191
และสําหรับเสด็จแม่และเสด็จพี นางก็ยังเป็นหมากที
ต้องพร้อมจะเสียสละทุกอย่างในเวลาทีพวกเขาต้องการ
ไม่มีคนขึนไปบนเวที ก็จะไม่มีการเปรียบเทียบ ฉินจิน
ห้าวเห็นฉินจินซิวขยับตัวเล็กน้อย ก็รีบกัดฟันลุกขึนยืน
และเดินขึนเวทีไป
ท่าทางทีเต็มไปด้วยความมันใจและรู้จักแก้ไข
สถานการณ์เฉพาะหน้าทําให้ฮ่องเต้ฉินพึงพอใจ แต่ทํา
ให้สายตาของรัชทายาทดูมืดครึมลง
บนใบหน้าอันสวยงามของเจียงกุ้ยเฟยทังภาคภูมิใจและ
ได้ใจ
192
ฉินจินห้าวยืนอยู่กลางเวที หันไปคารวะซือมัวอย่าง
นอบน้อม แล้วพูดว่า “มหาปราชญ์ ยามปกติจินห้าวเอา
แต่มุ่งมันฝึกฝนพลังจนไม่ได้ใส่ใจความสามารถอืนๆ ข้า
น้อยก็มีเพียงความสามารถในการบรรเลงเพลงพิณทีพอ
จะดูได้อยู่บ้าง เพือความสําราญของมหาปราชญ์ หวัง
ว่าพระองค์จะไม่ทรงตําหนิ”
พูดจบองครักษ์ก็นําพิณโบราณขึนมาถวาย
ฉินจินห้าวนังลงอย่างสง่า นิวทังสิบค่อยๆ สัมผัสกับตัว
พิณ
193
ไม่อาจไม่ยอมรับว่า ความสามารถในการเล่นพิณของ
ฉินจินห้าวนันไม่เลวเลย
มู่ชิงเกอก้มหน้าลงฟัง แอบเสพความสุนทรีย์ เพียงแต่น่า
เสียดายจริง..........
มู่ชิงเกอส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเย้ยหยันความรู้สึกรักที
ผู้ชายโง่ๆ คนหนึงยอมเพือหญิงสาวได้ทุกอย่างทีเนือ
เพลงกําลังสือ เพราะหากเนือเพลงสือถึงสงครามคงจะ
เหมาะกับตัวเขามากกว่า
เสียดายจริงๆ
194
ถ้าจะโทษก็ต้องโทษบางคนทีขึนมาแต่ไม่ได้เอาสมองมา
ด้วย
มู่ชิงเกอค่อยๆ ก้มหน้าลงสิมรสสุราในใจก็วิพากษ์
วิจารณ์
เมือการแสดงของฉินจินห้าวจบลง รอบข้างก็มีเสียง ‘ฮือ
ฮา’ ดังขึน แต่ซือมัวกลับไม่แสดงอาการใดๆ และไม่ได้
เอ่ยชมอะไรทังนัน
ผลลัพธ์นี ทําให้ฉินจินห้าวสีหน้าดูเปลียนไปก่อนจะลง
จากเวที
195
มีรุ่ยอ๋องขึนเปิดฉากก่อน ต่อมาชายหนุ่มจากหลาย
ตระกูลก็ขึนเวทีอย่างต่อเนืองและสิงทีแสดงก็เป็นอะไรที
ซําไปซํามา มู่ชิงเกอชมการแสดงจนเริมเอือม ตอนทีชาย
หนุ่มของตระกูลสุดท้ายขึนแสดง เป็นการแสดงฟันดาบ
แต่ก็ยังคงไม่ทําให้มัวซือรู้สึกอะไรได้เลย
งานเลียง ดูเหมือนกําลังจะเลิกราแล้ว
มู่ชิงเกอกําลังคิดว่าในทีสุดก็จะได้กลับบ้านไปนอนแล้ว
แต่ไม่คิดว่า อยู่ๆ นําเสียงลึกลับแปลกประหลาดก็ดัง
ขึน : “คุณชายตระกูลมู่ผู้ทีมีชือเสียงไปขจรไกลไปทัว
เหตุใดถึงไม่ยอมขึนมาแสดงความสามารถถวายมหา
196
ปราชญ์สักหน่อยเล่า?”
มู่ชิงเกอน่ะหรือมีชือเสียงขจรไกล?
เป็นชือเสียงฉาวโฉ่ล่ะสิไม่ว่า!
ทุกคนทีได้ยินคําพูดนี ต่างหัวเราะเยาะพร้อมกันโดยมิได้
นัดหมาย
มู่ชิงเกอทีเริมจะเคลิมๆ พอได้ยินคําพูดนีก็เบิกตาโตใน
ทันที สายตาอันเยือกเย็นเหมือนมีไหนเลยจะเหลือความ
ง่วงงุนอยู่อีก แทบไม่ต้องเสียแรงนางก็หาเจ้าของเสียง
นันเจอในทันที
197
เหอเฉิงนังอยู่ประจําทีของตน นางเห็นรอยยิมอันเยือก
เย็นของเหอเฉิง
“นันสิ! คุณชายตระกูลมู่ไม่สามารถฝึกฝนพลังได้ คิดว่า
คงใช้เวลามากมายไปกับเพลงกลอน ไม่สู้ให้คุณชายตระ
กูลมู่ออกมาแสดงให้ดูหน่อยเล่า”
ท่ามกลางผู้คน ชายหนุ่มบางตระกูลทีสนิทสนมกับเห
อเฉิง ก็เริมส่งเสียงสนับสนุน
และบางคน แม้ว่าจะไม่สนิทกับเหอเฉิง แต่กลับเอา
ความไม่พอใจทีได้รับจากสายตาเย็นชาของซือมัว
198
มาระบายใส่มู่ชิงเกอแทน
“ใช่ๆๆ! ขึนชือว่าเป็นจอมเจ้าชู้เสเพล ชือเสียงโด่งดัง
สามารถเป็นหนุ่มเจ้าสําราญอันดับ 1 ในลัวตูได้ ก็ถือ
เป็นความสามารถหนึง ถ้าอย่างนัน วันนีก็ลองแสดง
ความสามารถนีออกมาให้พวกเราได้ชืนชมเสียหน่อย
เป็นไร”
“เพียงแต่ไม่รู้ว่า มู่ชิงเกอจะแสดงความสามารถว่าจะ
ประมูลแย่งพวกนางโลมอย่างไร หรือจะแสดงว่าท่าทาง
โอ้อวดเป็นอย่างไร”
เสียงหัวเราะจากรอบๆ ดังขึน จนพวกเขาลืมไปแล้วว่า
199
ซือมัวก็อยู่ตรงนี และลืมไปแล้วว่าทีนีคือพระราชวัง แต่
พยายามจะระบายความไม่พอใจทุกอย่างลงกับกับเจ้า
จอมเสเพลนี
“ถ้าอย่างนันลองให้คุณชายตระกูลมู่แสดงความ
สามารถในการแต่งกลอนดูเถิด ได้ข่าวว่า คุณชายตระกู
ลมู่ *สามารถทําให้ผู้หญิงเปียกด้วยมือได้นีนา” (พ้อง
เสียงกับคําว่าแต่งกลอนอันไพเราะให้กับหญิงสาว) คําดูถูก ยังคงดังขึนเรือยๆ
แต่ฮ่องเต้ฉินกลับไม่ได้ห้ามปราม เพียงนังชมสีหน้าทีแย่
ลงเรือยๆ ของมู่ซง
200
“ไอ้พวก.....อือ.....” เจ้าอ้วนเซ่าอยากจะลุกขึนมาตอบ
แต่ถูกพีน้องเลยตระกูลของตนเองเอามือปิดปากและ
หยุดเสียงของเขาเอาไว้
ชายหนุ่มของทุกตระกูลต่างก็มาลงทีมู่ชิงเกอ ใช้นางมา
เป็นทีระบายอารมณ์ และไม่มีใครสังเกตเห็นประกาย
เย็นเยียบจากสายตาของซือมัวทีกําลังมอง ‘กําลัง
สําคัญ’ ผู้ทีไม่รู้จักทีตําทีสูงแห่งแคว้นฉินพวกนีสายตา
ราวกับมองดูคนทีตายแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment