ตอนที 41 การร่ายรําเคียงคู่ทีไม่เคยเห็นมาก่อน
พระราชวังแห่งแคว้นฉินทีกําลังคึกคัก แต่ในสายตาอัน
เยือกเย็นของซือมัว ราวกับพืนทีแห่งนีได้กลายเป็นสถาน
ทีเต็มไปด้วยซากศพ เมือสัมผัสได้ถึงกระแสสังหารของผู้
เป็นนาย กูหยาก็กํากระบีในมือของตนเองแน่น
“คุณชายตระกูลมู่ทําไมท่านยังไม่ขึนไปอีกเล่า แบบนีจะ
ได้ทําให้ได้หน้าได้ตานะ!”
“ไม่ต้องเร่ง คุณชายมู่เขารําเรียนมาเยอะความรู้กว้าง
1
ขวาง คงกําลังคิดว่าจะแสดงอะไรดี”
“คุณชายให้ข้าออกความเห็นให้ไหมล่ะ ท่านลองแสดง
ให้พวกข้าดูว่าท่านทําตัวติดกับรุ่ยอ๋องของพวกข้า
เหมือนปลิงได้อย่างไรก่อน แล้วค่อยแสดงว่าทีท่าน
พาทหาร 500 นายไปร่วมสงครามและทหารทัง 500
นายตายหมด เหลือแค่ท่านเพียงคนเดียวทีรอดมาได้นัน
เป็นอย่างไร”
เสียงของเหอเฉิงราวกับอาบไปด้วยยาพิษ พูดโดยไม่ใส่
ใจอะไรทังสิน และไม่สนใจด้วยว่าคําพูดเหล่านีไม่ได้ล่วง
เกินเพียงมู่ชิงเกอเท่านัน
2
เหมือนว่าเขาอยากจะยัวโทสะมู่ชิงเกอ ให้มันขึนเวทีไป
ขายหน้า จะดีทีสุดหากทําให้มหาปราชญ์ทรงกริว ทําให้
มันเละกลายเป็นเพียงเนือบด เพือล้างแค้นให้กับตัวเขา
เอง
พอเขาพูดจบ คนแรกทีสีหน้าดูเปลียนไปคือฉินจินห้าว
เขาคิดว่าความรักทีมู่ชิงเกอมีให้เขาเป็นเรืองน่าอับอาย
แต่ตอนนีไอ้เหอเฉิงกลับประกาศมันต่อหน้ามหาปราชญ์
ถ้าท่านเข้าใจเขาผิดจะทําอย่างไร
แต่ คนทีเขาเกลียดทีสุดในตอนนีไม่ใช่เหอเฉิง แต่เป็นมู่
ชิงเกอทียังคงนิงเงียบ ความเงียบของมันเป็นยิงทําให้คํา
3
พูดของเหอเฉิงดูเป็นความจริง
ส่วนตระกูลเหอ พอได้สติ อยากจะพาตัวเหอเฉิงออกไป
แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ในตอนแรกพวกเขาพาเหอเฉิง
มาทีแห่งนีก็เพือสร้างโอกาส แต่ไม่คิดว่าไอ้ตัวบัดซบนี
จะก่อเรือง ล่วงเกินตระกูลมู่ยังไม่เท่าไหร่ แต่ยังล่วงเกิน
ไปถึงรุ่ยอ๋องและเจียงกุ้ยเฟยอีกด้วย อย่างนันตระกูล
เหอของพวกเขาคง.........
เจ้าบ้านตระกูลเหอแอบมองเจียงกุ้ยเฟย เห็นคิวทีขมวด
ด้วยความไม่พอใจของพระนางดังคาด
เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร
4
หากว่าเขาพูดอะไรออกไปในตอนนี ก็จะยิงทําให้เรืองยิง
ยุ่งไปกันใหญ่ไม่ใช่หรือ
“ไอ้พวกเลว !” มู่ซงหมดความอดทน กําหมัดแน่นพร้อม
ยืนขึน
“ท่านปู่” ข้อมือถูกมู่ชิงเกอดึงไว้ เพือห้ามการกระทําของ
เขา พอมู่ซงหันหน้ามา นางก็พูดพร้อมรอยยิมว่า : “ไย
ต้องลดตัวด้วย?”
เพราะตังแต่ต้นจนจบผู้ทีพูดยัวยุทังหมดเป็นผู้ทีอายุน้อย
กว่า
5
หากว่ามู่ซงพูดอะไรออกไปเพือปกป้องนางในตอนนี จะ
ไม่ยิงทําให้ถูกเจ้าพวกจิงจอกเฒ่าพวกนีถือโอกาสเอาจุด
นีมาโจมตีได้หรือ?
นาง มู่ชิงเกอ ไม่เคยมีนิสัยชอบหลบอยู่ข้างหลัง
ใคร
หากคนพวกนีกล้าเปิดศึกกับนาง นางก็จะทําให้
พวกเขาได้เห็นว่า อะไรคือการทําให้ตัวเองต้องเสียหน้า
ก็แค่แสดงความสามารถไม่ใช่รึ?
พวกกบในกะลา เบิกตาสุนัขของพวกเจ้าแล้ว
6
ตังใจดูให้ดี!
มู่ชิงเกอค่อยๆ ลุกขึนยืน กดไหล่ชองมู่ซงให้เขา
นังลง
ร่างในชุดแดง ยืนขึนพร้อมกับสายลม ใบหน้ารูป
ไข่อันสวยงามดวงนันไร้ซึงความกังวล กลับยิมน้อยๆ ดู
สงบเย็นชา ราวกับว่า คนทีทุกคนดูถูกไม่ใช่ตนอย่างนัน
ท่าทางโอหังสง่างามและอยู่เหนือทุกสิงของนาง
ทําให้คําดูถูกรอบด้านค่อยๆ เงียบลง
ราวกับว่า หากพวกเขายังไม่หยุดพูด ก็จะกลาย
7
เป็นดังเด็กน้อยเอาแต่ใจทีกําลังงอแงใส่ผู้ใหญ่อย่างนัน
ตอนนีสายตาของทุกผู้ต่างจับจ้องทีร่างอันงด
งามของนาง
ไทเฮาทีเห็นมู่ชิงเกอลุกขึนยืน ก็ยิมอย่างมีเลศนัยขึน
หลายส่วน : “เจ้าเด็กตระกูลมู่ถือว่าใช้ได้ คําพูดกําเริบ
ของเจ้าเด็กพวกนี ฮ่องเต้ต้องออกหน้าสักหน่อยแล้วล่ะ
เพราะตระกูลมู่ก็ถือเป็นทองแผ่นเดียวกับเรา”
สายตาของฉินชางดูเปลียนไป แต่ไม่ได้เถียงหรือ
แก้ตัวอะไร ก้มหน้าลงแล้วตอบกลับว่า : “พะยะค่ะ”
8
“ชิงเกอ เจ้า……..” มู่เหลียนหรงดึงชายเสือของ
มู่ชิงเกอเอาไว้ แล้วมองด้วยความห่วงใย
แต่มู่ชิงเกอกลับดึงชายเสือของตนเองออกจาก
มือของมู่เหลียนหรง พร้อมยิมปลอบใจ แล้วเดินออกไป
ทางเวทีโดยไม่แสดงความกังวลใดๆ ทังสิน
การปรากฏตัวของมู่ชิงเกอ ทําให้กระไอสังหาร
เยียบเย็นของซือมัวสลายไป
เหมือนเขาจะพอเดาได้ถึงเจตนาของเจ้าพวกชันตําเหล่า
นีแต่ก็ยังชมการแสดงต่อไปอย่างวางใจ
9
นีเป็นการแสดงทีเสียวเกอเอ๋อร์แสดงให้กับเขา
เป็นครังแรก
ตอนนีชายคนนีได้ลืมเหตุผลทีแท้จริงทีทําให้มู่
ชิงเกอต้องขึนมาแสดงบนเวทีไปแล้ว และกําลังรอคอย
ว่าการแสดงต่อไปจะทําให้เขาหวันไหวได้เพียงใด
แม้ว่ามู่ชิงเกอจะแค่ขึนมายืนนิงๆ อยู่บนเวที ก็
สามารถทําให้เขาชืนใจ หากเทียบกับการแสดงวุ่นวายไร้
สาระพวกนันแล้ว ดีกว่าไม่รู้ตังกีร้อยเท่า
มู่ชิงเกอเดินไปคิดไปทีละก้าวๆ ความเป็น
ธรรมชาติแบบนัน ทําให้ทุกคนไพล่คิดไปถึงตอนทีซือมัว
10
เหินลงมาจากฟากฟ้า
นางเดินไปหานักบรรเลงดนตรี แล้วคุยกับพวก
เขาเบาๆ
พอนักบรรเลงดนตรีพยักหน้าด้วยสายตาทีเต็ม
ไปด้วยความสงสัย นางก็เดินมาอยู่กลางเวที พูดกับ
ฮ่องเต้ว่า : “ฝ่าบาท การแสดงของชิงเกอพิเศษมาก จึง
ต้องการผู้ช่วยคนหนึง”
“หืม?” ฉินชางตอบด้วยความสงสัย แล้วตอบว่า:
“ต้องการผู้ใด?”
11
พูดแบบนี แสดงว่ามอบอํานาจในการตัดสินใจ
ให้กับมู่ชิงเกอ
ทันใดนัน ฉินจินห้าวก็รู้สึกตึงเครียดขึนมา ราว
กับว่าเขามันใจเป็นอย่างยิงว่าคนทีมู่ชิงเกอจะเลือก็คือ
ตัวเขา แต่เขาไม่สมัครใจทีจะคู่กับมู่ชิงเกอทีเป็นทังคนไร้
พลังและพวกรักร่วมเพศเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการแสดง
อะไรก็ตาม
ความโกรธเกลียดแทบจะทะลุสายตาอันเยือก
เย็นคู่นันออกมา
ฉินจิวห้าวเห็นมู่ชิงเกอเดิมมาหาตนเอง ในใจก็
12
ยิงรังเกียจ แอบคิดในใจว่า : มู่ชิงเกอ เจ้าไม่ได้เปลียนไป
เลยจริงๆ ก่อนหน้านีทีจงใจทําเย็นชากับข้า ก็คงเพราะ
ต้องการเรียกร้องความสนใจจากข้า ตอนนีก็ถือโอกาส
มาเอาเปรียบข้าอย่างนันหรือ!
มู่ชิงเกอมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินจิวห้าว สายตา
อันน่ากลัวและเต็มไปด้วยความไอสังหารไม่ได้รอดพ้น
ไปจากสายตาของนาง ในขณะทีฉินจินห้าวกําลังจะ
ปฏิเสธ มู่ชิงเกอกลับยกแขนขึนชีไปทีข้างๆ เขา กระตุก
ยิมแล้วพูดว่า : “ข้าต้องการนาง”
ทันใดนัน ทุกสายตาจดจ้องไปยังผู้ทีมู่ชิงเกอชี
13
ฉินอีเหยาทีถูกเลือกตะลึงไป เหมือนจะยังไม่
รู้สึกตัว
ไอ้เจ้าบัดซบ ! กล้าแกล้งข้างันรึ !
ฉินจิวห้าวหน้าเสีย โกรธจนกัดฟันกรอด
เขามันใจว่ามู่ชิงเกอแกล้งทํา เพราะเขาเห็นสาย
ตาเยาะเย้ยทีมู่ชิงเกอมองเขา หลังจากทีเลือกฉินอีเหยา
“นีมัน............” ฉินชางลังเล
แต่ไทเฮากลับพูดขึนอย่างประจวบเหมาะ
14
ว่า :“ฮ่องเต้ พวกเขาเป็นคู่หมายกันอยู่แล้ว ภรรยาช่วย
สามีในการทําการแสดง มีอะไรทีไม่สมควรเล่า?”
พูดแบบนี แม้ฮ่องเต้อยากจะปฏิเสธก็ไม่รู้จะพูด
อย่างไร ได้แต่พยักหน้าเงียบๆ
คู่หมาย ?
คําๆ นีค่อยๆ ลอยเข้าหูของซือมัว ทําร้ายความ
รู้สึกดีๆ ทีมู่ชิงเกอเลือกผู้หญิงมาเป็นคู่แสดงจนหมดสิน
เมือมองฉินอีเหยาอีกครัง สายตานันก็มีรังสี
สังหารแผ่ออกมาอย่างชัดเจน หากเขาไม่ได้พยายาม
15
เก็บอาการไว้ ก็คงทําให้หญิงผู้นันตกใจจนฉีราดไปแล้ว
‘ท่านประมุข ผู้หญิง ผู้หญิง ! คนพวกนีคงไม่รู้ถึง
ฐานะทีแท้จริงของคุณชายจึงได้จับคู่ให้พวกเขาเช่นนี’ กู
หยาถอนใจอย่างไม่รู้จะทําอย่างไรดี
เจ้านายสูงศักดิผู้เก่งกาจของเขา กําลังค่อยๆ
กลายร่างเป็น*ไหนําส้มแล้ว! (หึงหวง)
กูหยากังวลแทนเจ้านาย แต่เขากลับไม่รู้ว่าตอน
นีเจ้านายของตนเองยังไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรต่อมู่ชิง
เกอ
16
บางที นีอาจจะเป็นเหมือนคําพูดทีว่า คนนอก
ย่อมรู้ดีกว่าคนใน !
ฉินอีเหยาเดินขึนเวทีไปยืนอยู่ตรงหน้ามู่ชิงเก
อ พูดอย่างเย็นชาว่า : “เจ้าจะให้ข้าทําอะไร”
มู่ชิงเกอพูดพร้อมรอยยิม : “เต้นรํา”
“เต้นรํา” ฉินอีเหยาตาโต นางไม่เคยเต้นรํามา
ก่อนเลย “ข้าเต้นไม่เป็น” นางพูดความจริงออกมาอย่าง
ไร้ซึงความลังเล
แต่มู่ชิงเกอกลับพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า : “ไม่เป็นไร
17
กระหม่อมจะนําพระองค์เอง”
ฉินอีเหยาตกใจยิงกว่าเดิม การเต้นอะไรแบบ
ไหนกัน ไม่ต้องฝึกฝนก็สามารถขึนแสดงได้เลย?
ท่ามกลางความตกใจของนางและการรอคอย
ของทุกคน ผู้บรรเลงเพลงก็เริมบรรเลงบทเพลงทีไม่เคย
ได้ยินมาก่อนตามทีมู่ชิงเกอสังเอาไว้
เสียงกลองดังเบาสลับกัน จังหวะรวดเร็วสดใส
เสียงทํานองแบบโบราณแต่แฝงด้วยความหนักแน่น
ค่อยๆ ดังขึน
18
มู่ชิงเกอถอนใจอย่างชืนชม นักดนตรีของวัง
หลวงพวกนีถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว สามารถบรรเลงให้ไม่
ต่างจากบทเพลงดังเดิมมากนัก
เพลงทีไม่เคยได้ยินมาก่อนทําให้ทุกคนตกใจ
พวกเขาไม่ลืมว่า เมือสักครู่มู่ชิงเกอยืนคุยกับนักดนตรี
อยู่นานมาก หากคาดไม่ผิด เพลงทีมีทํานองไพเราะราว
กับเพลงจากสรวงสวรรค์จนทุกคนอยากลุกขึนมาเต้นนี
เป็นเพลงทีมู่ชิงเกอเป็นคนแต่งขึนมาเอง
เจ้าจอมเสเพลนี อยู่ๆ ก็กลายเป็นผู้แต่งเพลง
มากฝีมืออย่างนี! เรืองแบบนี จะเป็นไปได้อย่างนันหรือ?
19
มู่ชิงเกอยืนมือไปหาฉินอีเหยาท่ามกลางความ
ตกตะลึงของทุกคน
ลมยามคําคืนโชยผ่านมา พัดจนผมของนางยุ่ง
เหยิง โชยสะบัดจนชุดไหมสีแดงของนางพลิวไหว มือ
ขาวดุจหยกอยู่ตรงหน้า ฉินอีเหยาวางมือของตนเองลง
บนนันโดยไม่รู้ตัว
พลันนันมือก็รู้สึกถึงความกระชับแน่น ความ
อบอุ่นสายหนึงไหลผ่านปลายนิวก่อนจะกระจายไปทัว
ทังร่างกาย
ไม่ทันทีฉินอีเหยาจะทําอะไร มือข้างหนึงก็แนบ
20
เข้ากับเอวของนาง และดึงตัวนางเข้าไปใกล้ พอได้สติ
นางก็เห็นใบหน้าอันงดงามของมู่ชิงเกออยู่ใกล้นางมาก
ในสายตาของฉินอีเหยาเต็มไปด้วยความตกใจ
อยากจะดึงมือของมู่ชิงเกอทีอยู่บนเอวของตนเองออก
แต่ร่างกายของนางกลับถูกมู่ชิงเกอบังคับให้เคลือนไหว
ไปพร้อมกับจังหวะทีไม่เคยได้ยินมาก่อน...............
21
ตอนที 42 แผนร้ายหาเรืองใส่ตัว
ชายแขนเสือพลิวสะบัดเบาๆ กระโปรงสีฟ้าอ่อน
อ่อนโยนดุจสายนํา ชุดสีแดงสด ดังดวงอาทิตย์ร้อนแรง
ทุกจังหวะทีขาของมู่ชิงเกอเหยียบลงไปตรงกับทํานอง
ของเพลงอย่างแม่นยํา ฉินอีเหยาแทบจะไม่ต้องทําอะไร
22
แค่ขยับไปตามนางก็พอแล้ว
“ผ่อนคลายเถอะ มีกระหม่อมอยู่” เมือรับรู้ถึงความ
ประหม่าของฉินอีเหยา มู่ชิงเกอก็พูดเบาๆ ข้างหูนาง
ไออุ่นของลมหายใจรินรดผ่านหูนางไป
ฉินอีเหยาหัวใจเต้นรัวเร็วโดยไม่มีสาเหตุ หูเริมแดงอย่าง
รวดเร็ว ‘ผ่อนคลายเถอะ มีกระหม่อมอยู่’ คําธรรมดาๆ
เพียงไม่กีคํากลับทําให้นางรู้สึกเหมือนมีทีพึง
ความรู้สึกแบบนีนางไม่คุ้นชินเลย
23
ตอนแรกนางอยากจะขัดขืนแต่ร่างกายกลับผ่อนคลาย
ความตืนเต้นลงมาก
แก้มสีขาวสองข้างเริมอาบย้อมไปด้วยสีแดงเรือ ใน
ขณะทีเต้นรําฉินอีเหยาแอบมองใบหน้าหันข้างทีอยู่ห่าง
กับนางเพียงไม่กีนิว สายตาอันกระจ่างใสนันเหมือนไม่
ได้คิดอะไรอยู่เลย สะอาดสดใสจนทําให้นางรู้สึกผิด
อยู่ๆใบหน้างดงามดวงนีอยู่ๆ ก็ไม่ได้ดูน่ารังเกียจถึงเพียง
นันอีก ทําให้นางอยากจะใช้สายตาของตนมองสํารวจ
เค้าโครงของใบหน้านันโดยไม่รู้ตัว
การเต้นแทงโก้ เป็นการแสดงถึงความร้อนแรงเปียมด้วย
ชีวิตชีวา
24
แต่ลีลาและทํานองการเต้นของมู่ชิงเกอ ทําให้นางเต้น
ออกมาในอีกแบบหนึง คนสองคนทีกําลังเต้นพลิวไหว ดู
เหมือนคู่รักทีรักกันมาก และเหมือนคู่รักทีจากลากันมา
นาน
จังหวะฝีเท้ากระชับว่องไว ร่างยืดเอวตรง ขยับไปตาม
แรงหมุน สัมผัสทีอ่อนโยนรับ ทําให้บทเพลงนี ดังก้องไป
ทัวท้องฟ้าแห่งพระราชวังอันโอ่อ่า
ลม ค่อยๆ พัดไหว
โบกพัดจนดอกไม้ร่วงพลิว เกสรสีชมพูถูกม้วนขึนกลาง
25
อากาศมาสู่กลางเวที
ราวกับว่า ดอกไม้นันโดนดึงดูดจากการร่ายรําอันแปลก
ใหม่ และเริงระบําพร้อมไปกับพวกเขา
การก้าวย่างร่ายรําอันแปลกใหม่ และความรู้สึกแปลก
ประหลาดแบบนัน ทําให้ฉินอีเหยาตกอยู่ในภวังค์ นาง
เคลือนไหวไปตามการกระทําของมู่ชิงเกอราวกับผีเสือ
โบยบิน มีความรู้สึกเกิดขึน เหมือนหลุดพ้นและได้รับ
การปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
ลมทีพัดผ่านข้างแก้ม กลีบดอกไม้ร่วงทีปลิวไปมาตรง
หน้า ทําให้นางลืมสินทุกสิงราวกับทีนีมีแค่นางและผู้ร่วม
26
เต้นกับนางนีเท่านัน
“สวยงามเหลือเกิน ! นีมันการร่ายรําแบบใดกัน?”
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“เพลงและทํานองแบบนีคงจะมีเพียงบนสรวงสวรรค์เท่า
นันจึงจะมี ในโลกมนุษย์นัน ยากทีจะพบสดับสักครัง”
เพลงดังซําไปมาไม่หยุด จังหวะการเต้นทีต่อเนืองไม่ขาด
ในตอนนี ราวกับว่า ทุกคนแทบจะลืมบรรยากาศความ
ขัดแย้ง และการหัวเราะเยาะกันในตอนแรกไปแล้ว
27
ทุกคนต่างไม่อยากให้เพลงๆนีหยุดลง
กระทังในสายตาของฉินจินห้าวเอง ก็เต็มไปด้วยความ
ตกตะลึง จ้องมองเงาร่างสีแดงราวเปลวเพลิงทีโลดแล่น
ไปมาอยู่บนเวที
ในดวงตาลึกลําของซือมัว มืดมนไร้จุดดสินสุด สายตาที
แววใสดังแก้วนันบดบังความรู้สึกของเขาเอาไว้ เวลานี
สายตาของเขา ส่องสะท้อนเพียงเงาร่างสีแดงและ
ดอกไม้ทีปลิวไปมาเท่านัน
อยู่ๆ ความคิดหนึงก็แวบเข้ามาในหัว จนเขาเกือบจะ
ควบคุมตัวเองไม่อยู่
28
‘หากคู่เต้นของมู่ชิงเกอเป็นเขา จะดีเพียงไหนกันนะ’
นัยน์ตาทีกําลังมองผู้ทีเต้นอยู่เหมือนมีอะไรเปลียนไป ใน
จินตนาการ เงาร่างสีฟ้าอ่อนค่อยๆ จางหายไป แทนที
ด้วยเสือขาวบริสุทธิของตัวเขา เขาโอบประคองเงาร่างสี
แดงนัน พานางเต้นรําท่ามกลางกลีบดอกไม้ทีพร่าง
พราว......
“ท่านพ่อ ชิงเกอเต้นรําเป็นตังแต่เมือใดกัน?” มู่เหลียนห
รงถามด้วยความงุนงง
สายตาของนาง โดนการเต้นรําอันน่าทึงนีทําให้ตกตะลึง
29
ไป กระทัง นางยังสงสัยเลยด้วยซําว่าตอนนีนางกําลังฝัน
อยู่
มู่ซงทีถูกถามก็สงสัยเช่นกัน เขาไม่เคยเห็นการเต้นแบบ
นี และไม่เคยเห็นว่ามู่ชิงเกอเต้นรําได้ จึงไม่อาจตอบคํา
ถามของลูกสาวได้ เขาทําได้เพียงส่ายหน้า
ในขณะเดียวกัน ในใจก็แอบโทษตัวเอง ทีใส่ใจหลาน
ชายไม่มากพอ
ในงานเลียง นอกจากเสียงเพลงทีกึกก้อง ก็ไม่มีเสียงอืน
เลยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างเบิกตาโต ชืนชมท่าเต้นอันน่า
ทึงของมู่ชิงเกอ
30
กระทัง นักปราชญ์หลายคนทีมองว่ามู่ชิงเกอไม่รู้จัก
ระมัดระวังว่าชายหญิงไม่พึงใกล้ชิดกันก่อนหน้านี ตอน
นีก็กลับเปลียนความคิด อืม บางทีการมีศิลปะติดตัวก็
เป็นสิงทีน่านับถือ อีกอย่าง พวกเขาก็เป็นคู่หมายกัน
ด้วยไม่ใช่หรือ?
บริเวณทีห่างจากงานเลียง เงาร่างในชุดสีเหลืองนวล
ยาว ยืนอยู่เพียงลําพังบนภูเขาจําลองกลางศาลา มอง
ผ่านรอยแยกของแมกไม้ไปทีคนสองคนทีกําลังเต้นรําอยู่
ในสายตาทีไร้ระลอกคลืนใดของเขาแทบจะดูไม่ออกเลย
ว่ากําลังรู้สึกอะไรอยู่ การเต้นนี ราวกับซึมเข้าสู่จิต
วิญญาณของเขา และก็ราวกับจะไม่สามารถทําให้เขา
รู้สึกอะไรเลยในเวลาเดียวกัน
31
“ลูกพี ! สุดยอดมาก ! ข้าขอนับถือท่านเลย!” สายตาเจ้า
อ้วนเซ่าเต็มไปด้วยความนับถือ ในใจคิดว่าจะต้องถาม
วิธีการฝึกการแสดงขันเทพแบบนีจากมู่ชิงเกอให้ได้!
ผู้คน ต่างหลงใหลอยู่ในท่วงทํานองของจังหวะการเต้น
แต่มีเพียงคนเดียวทีแตกต่าง นันก็คือ เหอเฉิงทีใบหน้า
เต็มไปด้วยความอิจฉาและโกรธเกลียด เขาอยากจะทํา
ให้มู่ชิงเกออับอาย แต่กลับกลายเป็นว่าทําให้มันกลาย
เป็นตัวเด่นเสียอย่างนัน
เขาไม่ยอม!
32
มู่ชิงเกอเต้นช้าลง ฉินอีเหยาทีค่อยๆ ตืนจากภวังค์รู้แล้ว
ว่า การเต้นกําลังจะจบลง
ตอนนี ในใจของนาง เหมือนตกลงมาจากทีสูง ทําให้นาง
รู้สึกเหมือนกลับมาสู่พระราชวังทีทังหนาวเย็นและน่าอึด
อัดอีกครัง
นางปิดบังดวงตาโศกสลดของตน ใบหน้าของนางกลับ
ไปเยือกเย็นและสันโดษเหมือนก่อน
เสียงเพลงค่อยๆ เงียบลง มู่ชิงเกอก็ค่อยๆ ปล่อยตัวฉินอี
เหยา พูดพร้อมรอยยิมว่า : “ขอบพระทัยองค์หญิงทีช่วย
33
เหลือ”
ข้าไม่ได้ทําอะไรเลยสักนิด
ฉินอีเหยาตังใจจะตอบแบบนี แต่ในขณะทีกําลังจะเงย
หน้าขึน ก็สัมผัสถึงแสงสีแดงสายหนึง พุ่งมาทางด้าน
หลังของมู่ชิงเกอ
“ระวัง !” ดวงตางดงามพลันเบิกกว้าง ไม่ทันได้คิดอะไร
มาก ฉินอีเหยาก็ยืนมือไปผลักมู่ชิงเกอ ระหว่างนันก็สะ
บัดมือเเสงสีเหลืองพุ่งออกไปปะทะเข้ากับแสงสี
แดงกลางอากาศ เสียงดังกึกก้องจนทําให้ทุกคนในงาน
เลียงตกใจ
34
“เกอเอ๋อร์!”
“ชิงเกอ!”
สิงทีเกิดขึนอย่างกะทันหัน ทําให้มู่ซงและมู่เหลียนหรง
รีบเคลือนตัวไปอยู่ข้างกายมู่ชิงเกอทันที ยืนปกป้อง
นางอย่างแน่นหนาจากซ้ายขวา
ทันใดนัน แสงสีนําเงินเจิดจ้าและแสงสีเหลืองเสียดแทง
นัยน์ตานันก็ทําให้ทุกคนได้สติ
ใครกล้ามาลอบสังหารคนกลางงานเลียง!
35
“ขอบพระทัยองค์หญิง” มู่เหลียนหรงประคองหมัดคารา
วะขอบคุณฉินอีเหยา ด้วยฐานะของมู่ซง แน่นอนว่าจะ
ไม่กล่าวคําขอบคุณผู้ทีอายุน้อยกว่า จึงให้มู่เหลียนหรง
ทําหน้าทีนันแทน
ฉินอีเหยาส่ายหน้า นางก็ไม่รู้ว่าตนเองลงมือทําไม
เงยหน้าขึนมองใบหน้านิงเฉยของมู่ชิงเกอ นางเม้มปาก
แน่น
ซือมัวไม่ได้ขยับ ทุกคนไม่รู้พลังทีแท้จริงของมู่ชิงเกอ แต่
เขารู้อยู่แก่ใจว่าแค่ไก่อ่อนขันพลังสีแดงผู้หนึง จะลอบทํา
36
ร้ายขันเหลืองระดับสูงสุดสําเร็จได้อย่างไร?
ถึงแม้ว่ามู่ชิงเกอจะยืนนิงให้เฆียนตีได้ตามใจชอบ นางก็
จะไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย แล้วนับประสาอะไรกับทีนางมี
ความสามารถในการเยียวยาอันน่าทึงนันอีก
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนี แต่คนทีเขาถูกใจจะต้องเป็นคน
ทีไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ
กูหยา ทียืนอยู่ข้างหลังซือมัวรู้ว่า ตอนนีท่าทางของเจ้า
นายแม้จะดูไม่แตกต่าง แต่ในใจมีความคิดทีจะสังหาร
คนเกิดขึนแล้ว
37
เกรงว่า ไอ้โง่ทีกล้าคิดร้ายกับตระกูลมู่ผู้นัน แม้ฟ้าจะคุ้ม
ครองอย่างไรก็คงจะมีชีวิตรอดไม่ถึงพรุ่งนีเช้าแล้ว
กูหยาแอบจุดเทียนไว้อาลัยให้คนๆ นันในใจเงียบๆ
“ใครกล้าปองร้ายหลานชายของเขา!” เกอเอ๋อร์ เกือบได้
รับบาดเจ็บแบบนี มู่ซงไม่สนใจอีกต่อไป ว่าทีนีคือทีไหน
เสียงทีเขาเปล่งออกมาแทรกไว้ด้วยพลังวิญญาณเสียง
ดังกัมปนาทไปทัวทังงานเลียง
เรืองมันเกิดขึนรวดเร็วเกินไป เขาไม่เคยคิดว่าจะมีคน
กล้าฆ่าหลานชายของเขาต่อหน้าต่อตา เขาจึงไม่ได้
สังเกตว่าแสงสีแดงนันมาจากทีไหน
38
แต่มู่ชิงเกอกลับรู้สึกแตกต่างออกไป ตอนทีแสงสีแดง
กําลังจะพุ่งเข้ามาโดนเสือของนางนัน นางก็รู้สึกได้ถึง
รังสีสังหารทีอยู่เบืองหลังแล้ว แม้ว่าฉินอีเหยาจะไม่ลง
มือ นางก็สามารถหลบมันได้อย่างปลอดภัย
แต่การกระทําของฉินอีเหยาก็ช่วยปกปิดความสามารถ
ของนางได้ดีขึนก็เท่านัน
ในขณะทีมู่ซงคํารามด้วยความโกรธเกรียว ดวงตาใส
กระจ่างของมู่ชิงเกอก็จ้องไปทีใบหน้าอันขาวซีดและ
สายตาทีเต็มไปด้วยความตืนตระหนกของเหอเฉิง
39
นางแอบยิมอย่างเยือกเย็น : ‘เหอเฉิงเอ๋ยเหอเฉิง เจ้าช่าง
แสดงให้เห็นถึงคําพูดทีว่า ‘หาเหาใส่หัว’ ได้ดีจริงๆ’
40
ตอนที 43 หากเจ้าจะลงนรก ข้าก็ขอถีบส่ง
เหอเฉิงกําลังตืนตระหนกอย่างถึงทีสุด!
เขาไม่รู้เลย ว่าตนเองลงมือไปได้อย่างไร ตอนนัน เขาแค่
เกลียดใบหน้านันของมู่ชิงเกอยิง ไม่ต้องการจะเห็นมัน
อีกต่อไป อยากให้มันตายๆ ไปเสีย จึง...........
41
พอเขารู้สึกตัว ก็สบสายตาเข้ากับแววตารู้ทันของมู่ชิงเก
อ ไหนจะยังเปลวไฟแห่งความโกรธทีลุกโชนของมู่ซงอีก
‘ทําอย่างไรดี? เขาควรทําอย่างไรดี?’
“ผู้เฒ่าตระกูลมู่ มหาปราชญ์ยังอยู่ทีนี อย่าเกินไปนัก”
ฉินชางค่อยๆ ลุกขึนยืน พูดพร้อมขมวดคิว เหมือนกําลัง
เตือนด้วยความหวังดี
แต่ในสายตาของเขา ซ่อนความเสียดายจางๆ ไว้
จริงๆ แล้ว สิงทีเขาอยากเห็นคือสีหน้าของมู่ซง หลังจาก
42
ทีทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลมู่ตาย หากการปอง
ร้ายเมือสักครู่สําเร็จ เขาอาจจะดึงเสียมหนามตําใจ
อย่างตระมูลมู่ออกได้สําเร็จ
แต่น่าเสียดาย........
ฉินชางเหลือบมองฉินอีเหยาอย่างตํานิทีนางเข้ามายุ่งไม่
เข้าเรือง
มู่ซงหันหน้ากลับไป กระแสพลังสีนําเงินบนร่างก็ลดลง
เล็กน้อย แต่ความโกรธเกรียวกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่นิด
พูดเสียงดังว่า : “ฝ่าบาท มีคนคิดจะปองร้ายหลานชาย
ของข้า ในงานเลียงทีพระองค์ทรงจัดขึนเพือองค์มหา
43
ปราชญ์ หรือว่านีไม่ใช่การดูหมินพระองค์และองค์มหา
ปราชญ์?”
“เอ่อ.....” ฉินชางขมวดคิว ตามองไปยังทีนังของตระกูล
เหอ
ก่อนทีจะเกิดเรือง กลุ่มคนยังไม่มีใครให้ความสนใจกับ
ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลเหอ แต่ตอนนี สายตาทีเต็มไป
ด้วยแววเยาะเย้ยของมู่ชิงเกอ และเหอเฉิงทีนังหน้าเสีย
อยู่กับทีเป็นการอธิบายทุกอย่างได้เป็นอย่างดี
ตอนนีบิดาของเหอเฉิงสีหน้าซีดขาวและสันไปทังร่าง
เมือเห็นสายตาอันเยือกเย็นของฮ่องเต้ จึงรีบคุกเข่าลง
44
โขกหัวกับพืนไม่หยุด : “ฝ่าบาท! กระหม่อมผิดไปแล้ว !
เจ้าบัดซบนีช่างกําแหงเกินไปแล้วจริงๆ กล้าทําเรืองชัว
ร้ายแบบนีในงานเลียงของพระองค์ ตายสักหมืนครังก็ไม่
พอชดใช้ความผิด ! แต่ ขอให้ฝ่าบาททรงเห็นแก่ที
ตระกูลเหอจงรักภักดีเสมอมา ลงโทษสถานเบาด้วย
เถิด!” พูดแล้วก็หันไปพูดกับมู่ซงทังนําตา : “นายท่านผู้
เฒ่า เด็กไม่รู้เรือง ทําอะไรไม่รู้จักแยกแยะ โชคดีทีคุณ
ชายไม่เป็นอะไร ขอให้นายท่านผู้เฒ่าโปรดระงับโทสะ
และไว้ชีวิตมันด้วยเถิด!”
คําพูดทังนําตาแบบนี ราวกับเหอเฉิงเป็นผู้บริสุทธิอย่าง
ไรอย่างนัน
มู่ซงสีหน้าดําคลํา ริมฝีปากเกร็งแน่นแค่นเสียงเย็นชาคํา
45
หนึง คร้านจะดูเขาแสดงละคร ฉินชางทีแอบสังเกตท่า
ทางของมู่ซง ก็รู้แล้วว่าคราวนีมู่ซงโกรธเข้าแล้วจริงๆ ใน
ขณะเดียวกันเขาก็แอบมองชายชุดขาวแท่นสูงแวบหนึง
แต่กลับต้องตกใจเพราะใบหน้าทีเหมือนยิมและไม่ยิมใน
ขณะเดียวกันนัน
‘แย่แล้ว! เรืองขบขันพวกนีคงจะทําให้องค์มหาปราชญ์
ไม่พอใจมาก’
ในความคิดของฮ่องเต้ ความเป็นความตายของมู่ชิงเก
อเป็นเพียงเรืองน่าขบขัน
ในขณะทีหันหน้ากลับมา ฉินชางก็ตัดสินใจบางอย่าง
46
ตอนนี มู่ชิงเกอจะเป็นอย่างไร มู่ซงจะเป็นอย่างไรและ
ตระกูลเหอจะเป็นอย่างไรนันไม่สําคัญเท่าทําให้ชาย
หนุ่มผู้นีเบิกบานใจ
“บัดซบ! ยังไม่คุกเข่าลงเพือขอให้มหาปราชญ์และท่านผู้
เฒ่าเมตตาไว้ชีวิตสุนัขของเจ้าอีกรึ!” เพราะความเงียบ
ของฝูงชน ทําให้ผู้เป็นบิดาคิดว่าเรืองราวอาจยังมีโอกาส
แก้ไข จึงรีบเอ่ยเตือนเหอเฉิง
เหอเฉิงทีตืนกลัวจนสติจะแตกอยู่แล้วนัน พอได้ยินคํา
พูดของบิดา ก็รีบรับคํา สองขาคุกเข่าลงพืน พูดด้วย
ความตืนตระหนกจนควบคุมสติตนเองไม่ได้ : “ฝ่าบาท
โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ท่านผู้เฒ่าโปรดไว้ชีวิตด้วย ! ข้า.....
47
ข้าแค่พลังมือไป”
ดวงตาเหอเฉิงกลอกไปมารวดเร็ว อยากจะหาเหตุผลที
ฟังขึนสักข้อ
แต่ เขาไม่รู้จักยืดหยุ่นพลิกแพลงและไม่ได้เฉียบแหลม
นัก ทําให้เหตุผลทีหลุดพูดออกมา ยิงทําให้มู่ซงโกรธ
แค้นหนักกว่าเดิม
มู่ซงพูดอย่างโหดเ**◌้ยม : “หึ พลังมือ ! หากข้าตบเจ้า
จนตายตรงนีก็เรียกว่าพลังมือเช่นกันใช่หรือไม่?”
ครังทีแล้ว เพราะคําพูดของเหอเฉิง ทําให้เขาเกือบจะ
48
เสียหลานชายและทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลไป ที
เขามู่ซง ไม่ได้ฆ่ามันก็เพราะเห็นแก่ส่วนรวม ไม่คิดว่า
ครังนี มันจะกล้าลอบฆ่าหลานชายต่อหน้าต่อตาเขา!
ท่าทางโกรธจนยากระงับของมู่ซง ทําให้เหอเฉิงตกใจจน
เกือบจะควบคุมตนเองไม่ได้
เขารู้สึกเหมือนดาบนับพันเล่มกําลังจะตกสู่ตัวเขา และ
ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้
ในความสินหวัง เหอเฉิงมองฉินจินห้าว ตะโกนอย่างเจ็บ
ปวดว่า : “รุ่ยอ๋อง ช่วยข้าด้วย!”
49
ฝูงชนพลันวิจารณ์เซ็งแซ่
ทําไมไปโยงกับรุ่ยอ๋องได้เล่า?
ทุกสายตาเต็มไปด้วยความสงสัยจ้องไปฉินจินห้าว
รัชทายาทกลับยิมเยาะเย้ยด้วยมุมปาก
ความสัมพันธ์ของรุ่ยอ๋อง ตระกูลเหอ หรือเหอเฉิงนันฉิน
ชางเองก็คงพอรู้เรืองนีมาบ้าง
ถ้าอย่างนัน เหอเฉิงทีกล้าปองร้ายมู่ชิงเกอในทีแบบนี
เพราะเป็นความคิดของตัวเขาเอง หรือเพราะคําสังของ
ใคร ทีเขาขอความช่วยเหลือแบบนี เพราะท่าทางตอบ
50
สนองไปตามธรรมชาติ หรือเป็นเพราะต้องการขอความ
ช่วยเหลือจากผู้อยู่เบืองหลัง?
ทันใดนัน การคาดเดาต่างๆ นานาก็เกิดขึน
สีหน้าของฉินจินห้าวและเจียงกุ้ยเฟยดูแย่ลงเรือยๆ
ทังฉินชางและมู่ซงก็มองฉินจินห้าวด้วยสายตาทีเต็มไป
ด้วยความสงสัย
ฉินจินห้าวทีตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน ในใจร้อนรน
ดังไฟเผา สายตาทีมองเหอเฉิงราวกับดาบแหลมคม
อยากจะฆ่าไอ้สวะไร้ประโยชน์ทีทํางานพลาดไม่พอยัง
51
จะสร้างปัญหานีนัก
“เหอเฉิง เจ้ากล้าทําเรืองกําเริบเยียงนี จะให้ข้าช่วยอย่าง
ไร? แม้ข้าจะเสียดายคนมีความสามารถเช่นเจ้า แต่ก็ผิด
หวังกับการกระทําของเจ้าในวันนียิงนัก” ฉินจินห้าวกด
อารมณ์เกรียวกราดเอาไว้ในใจ เผยท่าทางปวดใจออก
มา
คําพูดทีเหมือนเป็นการสังสอนเหอเฉิง ในความเป็นจริง
ก็เป็นการประกาศกับทุกคนว่า เขาไม่เกียวข้องกับเรืองนี
แต่การทีเขาแก้ตัวอย่าง ‘เร่งรีบ’ เช่นนี กลับยิงทําให้ทุก
คนรู้สึกว่าเขากําลังต้องการจะปกปิดความจริง ทําให้
52
สายตาของทุกคนยิงดูสงสัย
“รุ่ยอ๋อง !” เพียงคนเดียวทีสามารถช่วยเขาได้ก็ทอดทิง
เขาไปแล้ว ทําให้ความหวังสุดท้ายของเขาถูกทําลายลง
คําพูดของบิดา เหมือนจะเป็นการช่วยเขา แต่ความจริงก็
คิดจะทอดทิงเขาเช่นกัน พูดไปพูดมา ก็หวังแต่จะไม่ให้
ตระกูลเหอต้องเข้าไปเกียวข้องกับเรืองนี
และสายตาทีไร้ความรู้สึกของรุ่ยอ๋อง ก็บ่งบอกอย่าง
ชัดเจนว่าสลัดเขาทิงโดยไม่แยแส
ทันใดนัน ในใจของเหอเฉิงรู้สึกถึงความเจ็บปวด ‘ข้าทํา
ทุกอย่างเพือท่าน แต่เหตุไฉนท่านจึงทํากับข้าเยียงนี’
53
และในขณะนันเอง มู่ชิงเกอทีดูงิวฉากตรงหน้ามาสักพัก
ก็ยกยิมและพูดด้วยนําเสียงทีไม่ค่อยใส่ใจว่า : “เหอเฉิง
เจ้าจะขอความช่วยเหลือ ก็ไม่ต้องถึงขันต้องขอร้องรุ่ย
อ๋องหรอก เจ้าไม่เห็นหัวข้าหรืออย่างไร?”
เสียงอันเยือกเย็นดังขึน ทุกคนจึงได้สติ
ตัวละครหลักอีกคนของเรือง เหมือนจะยังไม่ได้พูดอะไร
เลยมาตังแต่ต้น
ทันใดนัน ทุกสายตาก็ไปรวมอยู่ทีร่างของคนชุดแดงทีถูก
ปกป้องอย่างแน่นหนาบนเวที
54
มู่ชิงเกอยืนเอามือไพล่หลัง ยิมกว้างขึนกว่าเดิม หรีตา
จนทําให้ทุกคนไม่เห็นอารมณ์ทีแท้จริงของนาง ท่าทาง
แบบนี ลึกลับและน่าดึงดูด ทําให้ทุกคนเกิดความรู้สึก
หนึงขึนมา
เหมือนกับว่า คนทีอยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ใช่คุณชายจอม
เสเพล แต่เป็นยอดฝีมือผู้มีพลังลําลึกทีปิดบังฝีมือของ
ตนเองเอาไว้อย่างนัน
“มู่ชิงเกอ เจ้าจะให้ข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้างันรึ?
ฝันไปเถอะ!” เหอเฉิงกัดฟัน จ้องเขม็งไปทีมู่ชิงเกอ ในนํา
เสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด
55
“ถือว่ามีศักดิศรี” มู่ชิงเกอยักคิว นําเสียงยังคงเรียบนิง
ซือมัวทีนังอยู่บนแท่น มองชุดสีแดงสดนันจากข้างบน
แล้วยิมโดยไม่รู้ตัว ในส่วนลึกของสายตาเต็มไปด้วย
ความอ่อนโยน
ราวกับว่า การมองการกระทําทุกอย่างของนางเงียบๆ
อยู่ตรงนี เป็นเรืองทีน่าเบิกบานใจทีสุดแล้ว
มู่ชิงเกอค่อยๆ เดินไปหยุดตรงขอบเวที หันหน้าไปหาเห
อเฉิงและคุกเข่าลง เอียงศีรษะ แล้วยิมอย่างมีเลศนัย :
“ถ้าจะเลือกศักดิศรี ก็คงต้องทิงชีวิต”
56
ทันใดนันสีหน้าของเหอเฉิงพลันแปรเปลียน
ยังไม่ทันทีเขาจะพูดอะไร มู่ชิงเกอก็แสยะยิมเผยฟันขาว
และเตือนด้วยความหวังดีว่า : “ไม่อย่างนัน เมือสักครู่
เจ้ากําลังคิดจะโยนความผิดทังหมดให้กับรุ่ยอ๋องรึ? ปอง
ร้ายคุณชายอย่างข้า ยังไงเจ้าก็ยากจะหนีพ้นโทษ
ตายอยู่แล้ว ตอนนี ยังเพิมความผิดฐานใส่ความเชือพระ
วงศ์เข้าไปอีก เจ้าอยากจะให้ตระกูลเหอของเจ้าทังสาม
ร้อยคนจูงมือกันลงนรกงันรึ?”
“เจ้า ! เหลวไหล ! ข้าไม่เคยใส่ความรุ่ยอ๋อง!” เหอเฉิง
ตะโกนเสียงดังด้วยความโมโห
57
แต่ พอเขาพูดจบ ท่านพ่อและคนอืนๆในตระกูลเหอต่าง
ก็นิงอึงอยู่กับที สันไปทัวทังร่าง
ฉินจินห้าวทีนังมองเงาร่างในชุดสีแดงอยู่ไกลๆ ในใจรู้สึก
เหมือนมีอะไรแปลกๆ
“ไม่เคยใส่ความ?” มู่ชิงเกอค่อยๆ ลุกขึน สะบัดมือไป
ไพล่หลังอย่างเป็นธรรมชาติพร้อมพูดเสียงสูงว่า : “นันก็
หมายความว่า ทีเจ้าคิดจะปองร้ายข้า เป็นคําสังของรุ่ย
อ๋องสินะ!”
“มู่ชิงเกอ เจ้าพูดเหลวไหลอะไร! ข้าเคยออกคําสังแบบนี
58
เมือไหร่กัน” ไม่รอให้เหอเฉิงโต้ตอบ ฉินจินห้าวก็ลุกขึน
พูดเสียงดัง
ริมฝีปากสีแดงเย้ายวนยกยิม มู่ชิงเกอค่อยๆ หันหลังเข้า
ประจันหน้ากับรุ่ยอ๋องทีกําลังโกรธจัด ยักไหล่อย่างไม่
สนใจพร้อมพูดว่า : “ข้าไม่ได้พูดนะ เขาพูดของเขาเอง”
พูดจบนางก็พลิกมือไปชีเหอเฉิงทีอึงตัวแข็งอยู่ทีเดิม
เหอเฉิง ?!
คําพูดชักนําทีมู่ชิงเกอจงใจพูดเมือสักครู่ไม่ดังมากนัก
ฉินจินห้าวอยู่ไกลมาก แน่นอนว่าได้ยินไม่ชัด ตอนนี เห็น
นางชีไปทีเหอเฉิงทีอึงตัวแข็งอยู่กับที สายตาเขาก็พลัน
59
สาดประกายเข่นฆ่าขึนมา.........
60
ตอนที 44 ให้นางอยู่ต่อ
“ไอ้ตัวสวะบัดซบ! สร้างความวิบัติให้ตระกูลเหอแล้ว!”
บิดาของเหอเฉิงทีหมอบอยู่บนพืน สายตาเต็มไปด้วย
ความสินหวัง
ทําให้ตระกูลมู่ไม่พอใจ ไม่แน่ว่าอาจจะยังพอได้รับ
โอกาส
แต่หากทําให้เชือพระวงศ์ไม่พอใจ
61
เพือหลีกเลียงคําครหาและเพือไม่ให้ตนเองมีส่วนเกียว
ข้องกับเรืองนี ฮ่องเต้ของพวกเขามีอะไรบ้างทีทําไม่ลง?
บิดาของเหอเฉิงเป็นข้าราชการมาทังชีวิตรู้จักนิสัยของ
ฉินชางดี สําหรับเรืองนี ไม่ว่าจะเกียวกับรุ่ยอ๋องหรือไม่
นัน มันก็ไม่ใช่เรืองสําคัญอีกต่อไป
สิงทีสําคัญคือตอนนีเชือพระวงศ์ไม่อาจเป็นศัตรูกับมู่ซง
ได้
เพือรักษาหน้าตาและความสัมพันธ์อันดี ตระกูลเหอข
องเขาทําได้เพียงเสียสละ และเขาจะโทษใครได้ หากจะ
โทษก็ต้องโทษตนเองทีตอนแรกควรจะอดทนหน่อย ไม่
62
ควรให้กําเนิดเจ้าสวะบัดซบอย่างเหอเฉิงออกมาเลย จะ
ได้ไม่ทําให้วงศ์ตระกูลเขาต้องวิบัติอย่างนี
เพราะคําชักนําเหลวไหลของมู่ชิงเกอเหมือนกําลังทําให้
ประเด็นเปลียนไปกลายเป็นว่าใครเป็นคนสังการแทน
ตอนแรกนางถูกเหอเฉิงปองร้ายนันเป็นความจริง ถ้าแค่
เรืองนีอย่างมากก็มีแค่เหอเฉิงเพียงคนเดียวทีซวย และ
นางเองก็เป็นประเภททีไม่อาจยอมให้ใครมาหาเรืองได้
ต้องขุดรากถอนโคนมันสถานเดียวเท่านัน ในเมือเหอเฉิง
เองมีเมตตามอบโอกาสนีให้แก่นาง ทําไมนางถึงไม่ใช้
โอกาสในการสร้างเรืองขึนมาเสียเลยเล่า
63
นางเชือมันว่าการปองร้ายครังนีไม่เกียวข้องกับรุ่ยอ๋อง
เพราะรุ่ยอ๋องไม่ใช่คนโง่ถึงเพียงนัน
แต่เรืองนีสําคัญด้วยหรือ ฉินจินห้าวจะแอบสังการหรือ
เปล่านันไม่สําคัญ แค่มีคนเริมสงสัยก็พอแล้ว
จัดการตระกูลเหอให้สินซาก และสาดโคลนใส่ฉินจิน
ห้าว ในขณะเดียวกันก็เด็ดปีกของเขาลงข้างหนึง แบบนี
มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวจริงๆ แล้วนางจะไม่ยินดี
ทําได้อย่างไร?
เพราะฉะนัน นางจึงล่อหลอกให้เหอเฉิงพูดจาคุมเครือดู
64
มีความนัยและลากฉินจิวห้าวลงนําไปด้วย
ครังนี ตระกูลเหอคงรอดยาก เพราะฉินจินห้าวไม่เคย
เป็นคนทีเสียสละศักดิศรีของตนเองเพือใคร
มู่ชิงเกอยิมมุมปากอย่างเยือกเย็น ในสายตาเต็มไปด้วย
ความเย็นชา
นางใช้สายตาไร้ความรู้สึก มองใบหน้าทีเริมจะบิดเบียว
ของฉินจินห้าวเหมือนกําลังชมภาพวาดทีงดงามทีสุดใน
โลกอย่างไรอย่างนัน
“เสด็จพ่อ ! ลูกไม่เกียวข้องกับเรืองนี ขอให้เสด็จพ่อให้
65
ความเป็นธรรมด้วย!” ฉินจินห้าวเก็บความแค้นในใจเอา
ไว้ คุกเข่าลงแสดงความบริสุทธิ
ตอนนีสีหน้าของฉินชางดูแย่มากแล้ว ตอนแรกจะได้งิว
สนุกๆ สักฉาก แต่ไม่คิดว่าไฟจะกลับมาเผาตนเองเสียได้
ลูกชายของเขาทีชือฉินจินห้าวคนนี เป็นคนทีทําให้เขา
ภูมิใจมาตลอด แต่ครังนีกลับทําให้เขาผิดหวัง
ในสายตาของฉินชางมีความผิดหวังซ่อนอยู่ แม้คนรอบ
ข้างจะไม่สังเกต แต่เจียงกุ้ยเฟยและฮองเฮาทีจับตามอง
ท่าทีของเขาตลอดเวลานันเห็นทังหมด เจียงกุ้ยเฟยรู้สึก
ตกใจ กําลังคิดว่าควรจะทําอย่างไร แต่ฮองเฮายิมร่า
66
เบาๆ แล้วละสายตาจากฉินชาง
“ฝ่าบาท ห้าวเอ๋อร์แต่ไรมาก็เถรตรง แล้วจะทําเรืองแบบ
นีได้อย่างไร อีกอย่างพวกเราและตระกูลมู่ถือเป็นทอง
แผ่นเดียวกัน หากห้าวเอ๋อร์คิดจะฆ่าคุณชายตระกูลมู่
จริงๆ ก็ต้องทนเห็นน้องสาวแท้ๆ ของตนเองเป็นหม้ายไม่
ใช่หรือเพคะ?” เจียงกุ้ยเฟยบิดเอวทีอ่อนราวกับงู จนตัว
ของเธอแทบจะจมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของฉินชางแล้ว
พูดด้วยนําเสียงอ้อนๆ
ตอนนีนางลืมฐานะของตนเองและสถานทีไปแล้ว และ
ลืมไปแล้วว่าบนแท่นทีสูงทีสุดยังมีบุคคลทีแม้แต่ฉินชา
งก็ไม่กล้าทําให้ไม่พอใจนังอยู่ คิดแต่จะใช้วิธีทีตนเอง
ถนัดทีสุดในการทําให้ลูกชายรอดผลจากข้อกล่าวหา
67
ฉากๆ นี ทําให้สีหน้าของฮองเฮายิงดูเหยียดหยาม ราว
กับว่าเจียงกุ้ยเฟยทีงดงามทีสุดในวังหลังเป็นเพียงตัว
ตลกในสายตาของพระนาง
แผ่นอกทีสัมผัสกับความอ่อนนุ่ม ทําให้ฉินชางใจสัน
แต่โชคดีทีเขายังมีสติสัมปชัญญะ ค่อยๆ ผลักเจียงกุ้ย
เฟยทีตัวอ่อนราวไร้กระดูกออกไป และพูดกับฉินจิน
ห้าวอย่างเยือกเย็นว่า : “หากเจ้าบริสุทธิจริง เหตุใดเห
อเฉิงถึงไม่ขอความช่วยเหลือจากรัชทายาทหรือเรา
เล่า?” เขาจําเป็นต้องพูดแบบนี เพราะด้านบนยังมีเซียน
ท่านนันนังมองอยู่
68
“เสด็จพ่อ!” ฉินจินห้าวมองเสด็จพ่อของตนด้วยความ
ตกใจ เขาควรจะอธิบายอย่างไรดี?
ในดวงตาของเจียงกุ้ยเฟยต็มไปด้วยความตืนตระหนก
นางมองหาตระกูลตนเองท่ามกลางงานเลียง แต่ทว่า
เมือนางสบสายตาเข้ากับผู้เป็นบิดา บิดากลับส่ายหน้า
ให้กับนาง
“ฮ่องเต้ทรงพระปรีชา!” อยู่ๆ มู่ชิงเกอก็พูดขึนด้วยรอย
ยิม พอสายตาของทุกคนจ้องไปทีนาง นางจึงพูดต่อว่า :
“ข้าก็ไม่เชือว่าเรืองนีจะเกียวข้องกับรุ่ยอ๋อง แต่เหอเฉิง
พูดแบบนี หากไม่จัดการให้รู้ความจริง แล้วลือกันออก
ไป เกรงว่าจะทําให้องค์ชายและเชือพระวงศ์เสือมเสียชือ
69
เสียง รวมทังความเคารพนับถือจากผู้คนได้”
“ถูกต้อง เรืองนีขอให้องค์ฮ่องเต้ให้ความเป็นธรรมกับ
ตระกูลมู่ด้วย คนตระกูลของข้าทัง 2 รุ่นต่างเสียเลือด
เสียเนือเพือแคว้นฉิน วันนีทายาทเพียงคนเดียวของ
ตระกูลถูกเจ้าคนตําช้าลอบสังหารในงานเลียง หากข่าว
ถูกแพร่ออกไป เกรงว่าไม่ใช่แค่ข้าทีเป็นท่านแม่ทัพเท่า
นันทีจะหมดความนับถือ” มู่ซงพูดเสียงดัง ไม่ยอมความ
คําพูดของปู่หลานตระกูลมู่ ไม่มีคําใดทีชีตัวฉินจินห้าว
เลย แต่คําอธิบายกลับเต็มไปด้วยการข่มขู่
ใช่ ! ข่มขู่แล้วอย่างไร?
70
ตระกูลมู่นันมีศักดิศรี ใครก็อย่าหวังจะมาเหยียบบนหัว
ตระกูลมู่ได้
ทีฝืนทน เป็นเพราะมู่ซงไม่อาจทนเห็นประชาราษฏ์
แคว้นฉินต้องทุกข์ยากก็เท่านัน
ไม่อย่างนัน ทหารในปกครองของเขา คงจะถล่ม
พระราชวัง ตังแต่ตอนทีลูกชายทัง 2 คนและภรรยาของ
เขาตายโดยไม่ทราบสาเหตุนันแล้ว
‘ตระกูลเหอ ครังนีคงจบสินแน่แล้ว!’
71
คนของตระกูลเหอต่างหน้าเสียและมองไปทีเหอเฉิงที
แทบจะละลายอยู่บนพืน นัยน์ตามีความโกรธเกลียดที
ไม่สามารถปิดบังได้
ฉินจินห้าวทีคุกเข่าอยู่กับพืนได้รับสัญญาณลับจากท่าน
แม่ รีบพูดว่า : “เสด็จพ่อ ลูกบริสุทธ์ใจ หากตระกูลเหอมี
หลักฐานว่า ลูกคิดร้ายต่อตระกูลมู่ ลูกก็จะยอมรับผิดแต่
หากไม่มี ก็ขอให้ท่านพ่อลงโทษพวกเขาทีใส่ความลูก
ด้วย!”
หลักฐานหรือ?
พวกเขาจะมีหลักฐานได้อย่างไร?
72
แบบนีก็หมายความชัดแล้วว่าจะให้ฮ่องเต้เอาชีวิตของ
คนทังตระกูลเหอเพือสยบเรืองนีลง !
“ใช่ ตระกูลเหอ พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่” ฉินชางหรีตา
พูดด้วยนําเสียงเย็น
บิดาของเหอเฉิงหลับตาลงอย่างหมดหวัง หมอบอยู่บน
พืนอย่างรู้ชะตากรรมของตนเองและอ้อนวอนว่า : “ฝ่า
บาท กระหม่อมต้องมาเป็นเช่นนีเพราะลูกชายทรพี
กระหม่อมเองก็คงไม่อาจพูดอะไรได้ แต่ขอให้ฝ่าบาท
ทรงเห็นแก่ความบากบันในการรับใช้พระองค์ และทรง
เมตตาต่อเด็กน้อยในตระกูลเหอทีไม่รู้เรืองด้วย ทรงอย่า
73
ประหารชีวิตพวกเขาเลย”
‘ตระกูลเหออยากจะเก็บทายาทเอาไว้สักคนอย่างนัน
หรือ’ มู่ชิงเกอก้มหน้าลง ขนตาอันยาวงอนปิดบังรอยยิม
ทีเย็นชาและแสนเยือกเย็นเอาไว้
ไม่ต้องให้นางลงมือทําอะไร ครังนีฉินจินห้าวและตระกูล
เหอก็กลายเป็นศัตรูกันแล้ว หากครังนีฮ่องเต้จะปล่อย
ลูกหลานตระกูลเหอไปจริงๆ ภายใต้การตามไล่ล่า
สังหารของรุ่ยอ๋อง พวกเขาก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อ
ไปได้หรอก
นางเลือดเย็นไร้นําใจงันหรือ?
74
เหอะ นางก็เพียงยุยงไปไม่กีคํา ต้องการแค่คําอธิบาย
และคําตัดสินเท่านัน แต่การตัดสินใจของราชวงศ์ต่าง
หากทีเลือดเย็นอย่างแท้จริง
หากวันนีการปองร้ายของเหอเฉิงสําเร็จ หากนางตายอยู่
ตรงนี นางกล้ารับรองว่า ในขณะทีตระกูลมู่กําลังพบเจอ
กับความเจ็บปวดครังยิงใหญ่นัน จะเป็นโอกาสอันงาม
ในการลงมือของบรรดาเชือพระวงศ์ทังหลาย
ตระกูลมู่ จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ท่านปู่และท่านอาของนาง
ทังสองคนทีเป็นญาติทีสนิททีสุดของนางก็คงยากจะ
หลบเคราะห์กรรมครังนีพ้น เกรงว่ากระทังตายไปแล้วแม้
75
แต่ทีจะฝังกระดูกก็ยังไม่มี
เรืองมาถึงขนาดนีแล้ว ก็ไม่ควรจะยืดเยืออีกต่อไป
ฉินชางทียังไม่ลืมเรืองสําคัญของคืนนี ในใจคิดแต่จะ
จัดการเรืองนีให้ไวทีสุด “เหอเฉิงวางแผนปองร้ายมู่ชิงเก
อคุณชายตระกูลมู่ ตามกฏหมายแล้วต้องประหาร แล้ว
ยังกล้าใส่ความรุ่ยอ๋อง จึงต้องโทษประหาร 9 ชัวโคตร
แต่ เราเห็นแก่ตระกูลเหอทีทํางานเพือแผ่นดินมานาน
หลายปีลูกหลานตระกูลเหอทียังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้
ละเว้นโทษตาย แต่ปลดลงเป็นทาส เนรเทศไปอยู่ชาย
แดน”
76
“ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วย------!”
ขณะทีถูกทหารลากตัวไป เหอเฉิงจึงร้องเสียงแหลม
เหมือนเพิงตืนจากฝันร้าย
แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจเขาอีกต่อไป
หลังจากทีคนตระกูลเหอถูกพาตัวออกไป ไม่มีใครคิด
เลยว่างานเลียงต้อนรับมหาปราชญ์ในครังนี กลับกลาย
เป็นตัวเร่งให้พวกเขาตายเร็วยิงขึน ท่ามกลางเสียงจอแจ
ของทุกคน ฉินชางมองไปยังฉินจินห้าวทีคุกเข่าอยู่บน
พืนแล้วพูดว่า “แม้รุ่ยอ๋องจะถูกใส่ความ แต่โทษของ
ความไม่รอบคอบก็ไม่สามารถปล่อยไปได้ เราขอลงโทษ
77
ให้เจ้าไปสงบสติอารมณ์ในอารามหลวงเป็นเวลา 3
เดือน เพือคัดลอกพระคัมภีร์แทนไทเฮาและอธิษฐานขอ
พรให้กับแคว้นฉิน”
แบบนีโอกาสทีจะเป็นคนทีมหาปราชญ์เลือกก็คงจะ
หมดไปแล้วสินะ
ฉินจินห้าวอึง ความเกลียดทีมีต่อตระกูลมู่เพิมมากขึน
หลายเท่า แต่ก็ทําได้แค่ยอมรับกรรมและเก็บอารมณ์
โกรธภายในใจเอาไว้
“คืนนีมู่ชิงเกอชิงเสียขวัญ เราจะมอบทอง 20,000 ชัง
ของมีค่าอีกมากมายให้กับเจ้า เพือเป็นการปลอบใจ”
78
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” มู่ชิงเกอรับด้วยรอยยิม พาท่านปู่
และท่านอาของตนเองกลับไปยังทีนังของตระกูลมู่
ในทีสุดก็จัดการเรืองทังหมดจนเสร็จสิน ฉินชางค่อยๆ
หันไปมองชายหนุ่มทีหน้าเย็นชาเหมือนพระจันทร์วัน
เดือนดับ : “มหาปราชญ์ ขายหน้าพระองค์แล้ว ถ้าอย่าง
นัน ในบรรดาหนุ่มๆ ในแคว้นฉินมีใครพอจะเข้าตา
พระองค์บ้างหรือไม่?”
ตาสองชันของซือมัวค่อยๆ ลืมขึน มือทีซ่อนอยู่ในแขน
เสืออันกว้างใหญ่ชีไปทีไกลๆ แล้วพูดว่า : “เขาแล้วกัน”
79
80
ตอนที 45 ถุ้ย! ไอ้พวกคนหน้าซือใจคด
“เขาแล้วกัน”
ซือมัวกระดิกนิวมือ ทําให้มู่ชิงเกอตกเป็นเป้าสายตาของ
ทุกผู้อีกครัง
สายตาทีมองมายังตัวนาง ทังตกใจ อิจฉา ไม่ยินยอม
และไม่อยากจะเชือ........
81
ดังทีว่า ร้อยคนพันความคิด
คนทีดีใจกับนางด้วยความจริงใจ คงแทบจะนับนิวได้
ท่านปู่และท่านอาของนาง เจ้าอ้วนเซ่าทีดีใจยิงกว่าตน
ถูกเลือกเองเสียอีก
และยังมีอีกคน.........
หางตาของมู่เกอค่อยๆ กวาดมองใบหน้าของนาง
เรืองราวทีเกิดขึนในงานเลียงเมือสักครู่ นางก็ทําตัว
เหมือนคนนอกทีไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ นอกจากตอนแรก
ทีลงมือช่วย เรืองราวหลังจากนันก็ราวกับไม่เกียวข้อง
82
อะไรกับนาง
ตอนนี สิงทีมู่ชิงเกอเห็นบนใบหน้าของนาง คือความรู้สึก
อิจฉาแวบหนึงและความผิดหวังทีไม่ชัดเจนนัก
“นีมัน......” ฉินชางเองก็อึง ถามซือมัวให้แน่ใจอีกครัง :
“มหาปราชญ์ ท่านหมายถึงมู่ชิงเกอ คุณชายตระกูลมู่
หรือ”
นอกจากเสียวเกอเอ๋อร์แล้ว ยังจะมีใครทีเข้าตาเขาอีก
ซือมัวแอบหัวเราะเยาะในใจ แต่กลับตอบโดยการพยัก
หน้าเบาๆ อดทนแสดงการตัดสินใจของตนเองออกมา
83
อีกครัง
เป็นมู่ชิงเกอไอ้คนไร้พลังนันจริงๆ เสียด้วย!
ครังนีสายตาริษยาและไม่ชอบใจทีมองมู่ชิงเกอนัน ไม่
อาจจะปิดบังได้อีกต่อไป แต่แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“มหาปราชญ์ ใครๆ ก็รู้ว่าคุณชายตระกูลมู่ผู้นีเป็นผู้ไร้
พลัง ไม่สามารถฝึกฝนพลังได้ พระองค์อย่าทรงโดนมัน
หลอก!”
“ใช่ เขาไม่ได้เป็นแค่คนไร้พลังเท่านัน แต่ยังเอาแต่เทียว
เล่น ไม่มีวิชาความรู้ มีแค่รูปลักษณ์ภายนอกอันงดงาม
84
แต่ความจริงเป็นแค่จอมเสเพล ขอให้มหาปราชญ์ทรง
ไตร่ตรองดูให้รอบคอบด้วยเถิด”
“ขอให้มหาปราชญ์ทรงไตร่ตรองดูอีกครังเถิด จะได้ไม่ถูก
คนแบบนีหลอก”
“แม้ว่าข้าจะไม่สามารถเป็นคนทีพระองค์ทรงเลือกได้ แต่
ก็ไม่อาจทนเห็นพระองค์โดนหลอก! หากคนแบบนีไป
เกียวพันกับพระองค์ ก็คงจะใช้พระอํานาจในการอวด
เบ่งไปทัว ทําให้ชือเสียงพระองค์ต้องมัวหมอง”
คุณชายทีมีฐานะสูงส่งของแต่ละตระกูลต่างช่วยกันพูด
85
ราวกับว่า มู่ชิงเกอเป็นหนอนทีทุกคนรังเกียจ ใครเข้า
ใกล้เป็นต้องพังพินาศ ทุกคนต่างไม่สนใจสีหน้าทีดูแย่ลง
เรือยๆ ของมู่ซงเลย
คนพวกนี ต่างหน้ามืดตามัวเพราะความอิจฉา
หากตอนนีผู้ทีถูกเลือกเป็นผู้อืน พวกเขาอาจจะไม่ทํา
แบบนี แต่จะเป็นมู่ชิงเกอไม่ได้
หากคนไร้พลังคนหนึงยังเข้าตามหาปราชญ์ นันก็หมาย
ความว่าพวกเขาเทียบไม่ได้กับคนไร้พลังคนหนึงเลย
ชายหนุ่มผู้มากพรสวรรค์ของแคว้นฉิน ต่างพูดกันคนละ
86
คําสองคํา แทบจะเปรียบมู่ชิงเกอเป็นคนทีทําผิดมหันต์
ไม่อาจจะให้อภัยได้ ฉากตรงหน้านี เป็นสิงทีฉินชางต้อง
การ เท่าทีเขาดู ผู้ทีองค์มหาปราชญ์ผู้ทรงอํานาจทีสุดใน
หลินชวนควรจะต้องตา ควรเป็นพวกโอรสของตนต่าง
หากจึงจะถูก และเจ้ามู่ชิงเกอนันเป็นตัวอะไรกัน ก็แค่ไอ้
คนทีแม้กระทังปราณวิญญาณยังไม่สามารถเข้าสู่ร่าง
กายได้ก็เท่านัน
เพราะฉะนัน เขาทีเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นจึงเงียบ รอให้มู่
ชิงเกอโดนทุกคนโจมตีจนต้องถอยฉากออกไปเงียบๆ
และรอให้คําพูด ‘ไร้มารยาท’ ของบรรดาชายหนุ่มจาก
ตระกูลต่างๆ ทําให้คนผู้ นันเกรียวกราดขึนมา และสุด
ท้ายลูกชายของเขาก็จะเป็นผู้ถูกเลือกโดยทีไม่ต้องลง
แรงอะไรเลยสักนิด
87
แต่ ลูกชายทีดูเหมาะสมทีสุดของเขา เพราะมีส่วนเกียว
ข้องกับตระกูลเหอ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสแล้ว ก็ต้องดูว่า
รัชทายาทจะเป็นอย่างไร
คิดถึงตรงนี ฉินชางก็ส่งสายตาให้กําลังใจรัชทายาทฉิน
จินซิว
ฉากนี ทําให้ฉินจินห้าวทีมองอยู่เจ็บปวด ในใจเหมือน
โดนเพลิงกําลังเผาไหม้
‘สายตาให้กําลังใจแบบนันของเสด็จพ่อ มันควรจะเป็น
ของเขา!’
88
แต่ ตอนนีเขาทําได้เพียงเงียบ มองท่าทางได้ใจของผู้ที
ตนทังแค้นทังเกลียดมากทีสุด
‘ฉินจินซิว มู่ชิงเกอ และยังมีเจ้าเหอเฉิงทีควรตายไปสัก
หมืนรอบนัน ! พวกเจ้าตังหน้าตังตารอข้าไว้ให้ดีเถอะ!’
ตาของฉินจินห้าวลุกเป็นไฟ จนเล็บจิกลึกเข้าไปในเนือก็
ยังไม่รู้สึกตัว
มู่ชิงเกอทีถูกทุกคนวิพากษ์วิจารณ์จนสาดเสียเทเสียยิม
มุมปาก เหมือนสิงทีออกจากปากของทุกคนไม่เกียวข้อง
กับนางและไม่ได้พูดถึงนางอย่างนัน ในมือของนางกําลัง
89
หมุนเหล้าในแก้ว สายตากระจ่างใส บวกกับกลินเหล้า
อ่อนๆ ให้ความรู้สึกน่าหลงใหลและน่าเอ็นดู
“แบบนีมันเกินไปแล้ว!” อยู่ๆ มู่เหลียนหรงก็กําหมัดชก
กับโต๊ะ รอบๆ มือทีกําหมัดเอาไว้มีแสงสีเหลืองส่อง
ประกาย โต๊ะทีดูหนาแข็งแรงมีเศษไม้หลุดออกมาอย่าง
ง่ายดาย
“เหลียนหรง” มู่ซงพูดเสียงแข็ง ทําไมในใจเขาจะไม่โกรธ
แต่ ตอนเรืองของเหอเฉิงเมือสักครู่ทีผ่านมา ทําให้มู่ซง
เห็นแล้วว่า ถ้ายังคงใช้ไม้แข็ง อาจจะทําให้มหาปราชญ์
ไม่หลงเหลือความประทับใจดีๆ จนทําลายโอกาสของมู่
ชิงเกอ
90
เพราะฉะนัน พวกเขาต้องอดทน
ตังแต่ต้นจนจบ มู่ซงยังคงรู้สึกว่ามหาปราชญ์เอ็นดูชิง
เกอของเขา บางที อาจจะเพราะเห็นชิงเกอโดนเฆียนเมือ
ครังก่อน ท่าทางไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน ทําให้ชายผู้ยิง
ใหญ่คนนีจดจําได้โดยไม่ได้ตังใจ
เพราะฉะนัน เขามันใจว่า ไม่ว่าคนพวกนีจะพูดอะไร ก็
จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของท่านผู้เฒ่าท่านนี
แน่นอน
“ท่านอา ไยท่านต้องใส่ใจเจ้าพวกคนใจแคบชอบคิดเล็ก
91
คิดน้อยแบบนีด้วยเล่า” มู่ชิงเกอกวาดตามองผ่านมือ
ของมู่เหลียนหรงพร้อมพูดยิมๆ
“พวกเขาว่าเจ้าขนาดนี!” มู่เหลียนหรงโกรธจนกัดฟัน
เสียงดัง นางไม่เข้าใจเลยว่า ถูกคนด่าว่าขนาดนี ทําไมมู่
ชิงเกอยังคงนิงเฉย ไม่เหมือนมู่ชิงเกอในอดีต
“สิงทีพวกเขาพูดก็เป็นความจริง” มู่ชิงเกอยักไหล่อย่าง
ไม่สนใจ
นางไม่ได้อยากให้ไอ้เฒ่าประหลาดผู้นีเลือกตนเลยสัก
นิด ใครชอบคนนันก็เอาไปเถอะ
92
“เจ้า......” มู่เหลียนหรงถูกคําพูดคํานีของมู่ชิงเกอทําให้
สะอึกไป ในแววตาโกรธขึงฉายแววจนปัญญามองไปทีมู่
ชิงเกอ สุดท้ายทุกคําพูดก็กลายเป็นเพียงเสียงถอน
หายใจ
“นี! พวกเจ้าจะพอได้รึยัง! ลูกพีของข้าเป็นคนทีพวกเจ้า
เอามาพูดแบบนีได้หรือ มหาปราชญ์พอใจในตัวของลูก
พีข้า นันก็หมายความว่า ลูกพีของข้าฉลาด มีพรสวรรค์
ฟ้าประทาน ร่างกายแข็งแรงสูงใหญ่ ไม่ใช่คนทีคน
ธรรมดาเดินดินแบบพวกเจ้าจะเข้าใจได้ ข้าว่า พวกเจ้า
คงจะอิจฉาและโกรธแค้นเสียมากกว่า ถึงได้ใส่ร้ายลูกพี
ของข้า”
ทางนี มู่ชิงเกอเพิงจะทําให้มู่เหลียนหรงใจเย็นลงบ้าง
93
ทางนัน นําเสียงทีประกาศว่าไม่ชอบใจก็ดังขึน
มู่ชิงเกอขมวดคิวมองไป เห็นตัวกลมๆ ของเจ้าอ้วนเซ่าที
ไม่สนใจการห้ามปรามของคนในครอบครัว ลุกขึนยืน
ด้วยใบหน้าทีเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ในขณะนัน มู่ชิงเกอกระตุกยิมหัวเราะออกมา
น้องชายอย่างเจ้าอ้วนเซ่านีใช้ได้เลยจริงๆ
นางแอบตําหนิในใจ : มู่ชิงเกอนะมู่ชิงเกอ คนนอกทีอยู่
ข้างเจ้าในวินาทีคับขันแบบนี ก็คงจะมีแค่เจ้าอ้วนนีเท่า
นันแหละ ในชีวิตคนเราได้มีเพือนดีๆ แบบนีสักคน แต่
94
เจ้ากลับไม่เห็นค่ามัน
“เหอะ ข้าก็นึกว่าใคร ทีแท้ก็เจ้าเสเพลไร้ค่าชือดังอีกคน
ของแคว้นลัวตูของเรานีเอง เซ่าเยว่เจ๋อเจ้าคิดว่าเจ้าเป็น
ใคร เป็นผู้ไร้พลังเหมือนกัน ถนัดแค่เขียนบทความบน
หน้าท้องของผู้หญิงก็เท่านันแหละ” คนหนึงหัวเราะเยาะ
ขึนมา
อีกคนรีบพูด : “ฮ่าๆๆ พวกเสเพลทังสองของแคว้นลัวตู
นอกจากตัวกร่างไปทัวตามตลาดแล้ว เกรงว่าสถานทีที
คุ้นเคยมากทีสุดคงจะเป็นสถานทีทีเต็มไปด้วยแสงสี
สกปรกโสมสินะ”
95
“ฉลาดมีพรสวรรค์ฟ้าประทาน ร่างกายแข็งแรงสูงใหญ่
หากอย่างพวกเจ้ายังสามารถเรียกแบบนันได้ ถ้าอย่าง
นันพวกเราก็เป็นยอดคนในบรรดาหมู่ผู้มีพรสวรรค์แล้ว”
“พวกเจ้า ! ไอ้พวกคนขีอิจฉาไร้ประโยชน์ คิดว่าตัวเองมี
อะไรดี? ถุ้ย!ไอ้พวกคนหน้าซือใจคด” ไอ้อ้วนเซ้าถ่ม
นําลายลงบนพืน ตาเล็กๆ นันเต็มไปด้วยการดูถูก
96
ตอนที 46 พาพวกมารุมอย่างนันหรือ ข้าก็จะสู้จนถึงที
สุด!
พูดจบ ใบหน้าของชายหนุ่มหลายตระกูลดูเย็นชาขึน
มาก พูดจาข่มขู่อย่างไม่สนใจสถานการณ์ : “ไอ้อ้วนเซ่า
97
ข้าว่าเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วสินะ อยากจะประลอง
ตัดสินกับข้าต่อหน้ามหาปราชญ์อย่างนันรึ?”
ผู้พูดเป็นขันส้มชันสูงสุด หากคิดรับมือกับขันแดงชันต้น
ก็ถือเป็นเรืองทีทําได้ง่ายดายมาก
และบนสนามประลอง จะเป็นหรือตายก็ต้องขึนอยู่กับ
ชะตาฟ้าลิขิต
เห็นได้ชัดว่า เขาต้องการชีวิตของเจ้าอ้วนเซ่า
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้ารึ!”
98
“เจ้าอ้วน”
มู่ชิงเกอเรียกสติเจ้าอ้วนเซ้าทีกําลังรนหาทีตาย
เอาไว้ได้ทันเวลา
ทีแรกนางไม่อยากจะยุ่งกับเรืองนี แต่จะให้เจ้า
อ้วนเซ้ามาเกียวข้องกับเรืองนีเพราะนางไม่ได้
นางค่อยๆ ลุกขึน ส่งเหล้าทีอยู่ในมือเข้าปาก ชุด
สีแดงปลิวสะบัด ผมดําราวหมึกปลิวไหวไปมา ดูน่าดึง
ดูดอย่างหาทีเปรียบไม่ได้
เมือดืมหมดแก้ว มู่ชิงเกอทีตกเป็นเป้าสายตา
99
ของทุกคนอยู่ในตอนนี ก็ทิงแก้วไปด้านหลังอย่างไม่
แยแส พูดกับซือมัวทีนังอยู่บนทีสูงว่า : “จะไปได้รึยัง?”
พอพูดจบสีหน้าทุกคนก็พลันแปรเปลียน
กลัวว่าคําพูดไม่เข้าหู ความเสเพลและโง่เง่าของ
มู่ชิงเกอจะทําให้มหาปราชญ์ทรงกริว จนทําให้แคว้นฉิน
ทังแคว้นต้องเดือดร้อน
“มู่ชิงเกอ เจ้าเป็นใคร? กล้าพูดแบบนีกับมหา
ปราชญ์ได้อย่างไร?”
“บังอาจ! มู่ชิงเกอ ยังไม่รีบคุกเข่าลงสํานึกผิด
100
อีก!”
“ข้าว่าพวกเจ้าพอได้รึยัง?” นําเสียงของมู่ชิงเก
อทังเยือกเย็นและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน กลบเสียงทุก
เสียงในทันใด
ทัวทังบริเวณเงียบลงอย่างกะทันหัน ทุกคนมอง
นางด้วยความตกใจ มองราวกับกําลังส่งนางไปสู่ตวาม
ตาย ขนาดมู่ซงและมู่เหลียนหรงเองก็ตาโตค้างด้วย
ความตืนตระหนก สายตาของฉินอีเหยาทีนังอยู่ท่าม
กลางเชือรพะวงศ์ก็มีความกังวลพาดผ่าน
มีเพียงคนเดียว ทีนัยน์ตามีรอยยิมแฝงอยู่
101
นันก็คือซือมัวทีนังอยู่ด้านบนสุด
มู่ชิงเกอใช้สายตาอันเยือกเย็นและเรียบเฉยมอง
ไปรอบๆ รอยยิมเยาะเย้ยตรงมุมปากกดลึกยิงขึน : “ก็
แค่พวกจอมปลอม มีสิทธิอะไรมาว่าข้า? ใช่ ข้าซ้อมคน
คนกลางตลาด แล้วอย่างไร หากเทียบกับผู้ทีกล้าแอบ
ปองร้ายข้าแล้ว ก็ถือว่าทําอย่างสง่างามเปิดเผย ข้าไป
ค้างทีตรอกนางโลม แล้วอย่างไรเล่า ก็แค่ไปฟังเพลง ชม
การแสดงเต้นรํา ข้าให้เกียรติพวกนางโลมมาก แม้ว่าจะ
เอาเปรียบไปบ้าง แต่ก็จ่ายเงิน ไม่เหมือนบางคน ภาย
นอกก็ทําตัวเป็นวิญ ูชน แต่ในทีลับกลับฉุดคร่าหญิง
สาวชาวบ้าน รังแกสาวใช้ในตําหนัก ยังไม่ทันจะเข้าพิธี
สวมหมวก ก็มีสาวใช้อุ่นเตียงอยู่เต็มตําหนัก เหมือน
102
พวกม้าตัวเมียติดสัดก็ไม่ปาน ข้าไม่อาจฝึกฝนพลังได้
แต่อย่างไรมหาปราชญ์ก็ทรงชืนชอบข้า แล้วมันเกียว
อะไรกับเจ้าพวกว่างงานชอบยุ่งเรืองชาวบ้านอย่างพวก
เจ้าด้วย จงเก็บซ่อนความรู้สึกอิจฉาริษยาของพวกเจ้าไว้
ให้ดีเถอะ อย่าให้ข้าเห็นมันอีก ไม่เช่นนัน เจอหน้าทีไหน
ข้าจะเหยียบมันให้จมดินทีนัน อยากจะเอาพวกมารุม
ข้าก็จะสู้ให้ถึงทีสุด!”
พูดจบ นางก็ไม่สนใจสีหน้าตระหนกของคนรอบ
ข้าง กวาดสายตาคมปลาบไปทางซือมัวทีนังอยู่บนสุด :
“ท่านน่ะ จะไปหรือไม่ไป!”
คําพูดโอหังสามหาว และใบหน้าหยิงยโส แทบ
จะทําให้ทุกคนตกใจจนฉีราด
103
ซือมัวยิมมุมปาก ท่าทางดูโมโหของคนชุดแดง
ทําให้เขามีความสุข เงาร่างอันสูงใหญ่เพียงพลิวกายก็
พามู่ชิงเกอหายไปจากครรลองสายตาของทุกคน
เหลือไว้เพียงผู้คนทีงงเป็นไก่ตาแตก
เกรงว่า จะไม่มีใครคาดคิดว่า จอมเสเพลไร้พลัง
ของตระกูลมู่ จะกล้าพูดอุกอาจแบบนีออกมา
และทีสําคัญก็คือ ไม่ได้ทําให้มหาปราชญ์ทรง
กริว แต่กลับทําให้พระองค์พาเขาจากไปแล้วด้วย
104
ทุกคนมองไปยังเก้าอีมังกรทีทําจากหยกขาว
บรรยากาศเงียบสงบไร้เสียง
มังกรพยัคฆ์วายุทีดูน่าเกรงขามพวกนันก็หายไป
เช่นเดียวกัน ราวกับกลายเป็นสายลมหอบหนึงทีพัดไป
ทันใดนัน ในมุมมืดหลังเก้าอีมังกรทีทําจากหยก
สีขาว ก็มีเงาร่างอันผอมบางเดินออกมา เขาสวมชุดดํา
สนิทตลอดทังร่าง กอดกระบีไว้แนบอก ใบหน้าดูเยือก
เย็นไร้ความรู้สึก
เขาค่อยๆ เดินออกมา กวดสายตามองทุกคน
จากหัวจรดเท้าด้วยสายตาอันเยือกเย็น และหยุดสายตา
105
ทีมู่ซง
“ท่านผู้เฒ่ามู่ เจ้านายของข้าให้มาบอกท่านว่า
อีกสักครู่คุณชายมู่จะกลับตําหนักเอง ท่านไม่ต้องเป็น
กังวลไป” กูหยาพูดอย่างเย็นชา
ในใจ รู้สึกสลดยากจะระงับ
ใต้หล้านี มีคนทีทําให้เจ้านายของตนเองคิดก่อน
ทําอย่างรอบคอบขนาดนีด้วยหรือ
ถ้าคนพวกนันรับรู้ทุกเรืองทีเกิดขึนทีนี คงจะเกิด
ความโกลาหลครังยิงใหญ่ ทําให้หลายคนต้องตกใจจน
106
ลูกตาหลุดออกเบ้าแน่
มู่ซงทีถูกขานชือ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน
วุ่นวาย แต่ก็ยังคงยกมือขึนประสานหมัดแสดงความ
เคารพ เพือเป็นการขอบคุณทีกูหยานําข่าวมาแจ้ง
การให้ความเคารพคล้อยตามผู้ทีแข็งแกร่งกว่า
ตรงกันข้ามกับนิสัยของคนตระกูลมู่
แต่ มู่ชิงเกอได้รับเกียรติจากมหาปราชญ์ ทําให้
เขารู้สึกโล่งใจ ราวกับว่า หากวันหนึงเขาไม่สามารถปก
ป้องเลือดเนือเชือไขเพียงคนเดียวของตระกูลมู่ได้ ก็คง
จะไม่ถึงขันโดนใครมาโขกสับเอาได้ง่ายๆ
107
ท่ามกลางท้องฟ้าในยามคําคืน มู่ชิงเกอรู้สึกแค่
ว่าตนเองเหมือนไร้ซึงนําหนักไปชัวขณะและตกสู่อ้อม
กอดอันอบอุ่นในทันที สายลมทีพัดอยู่รอบๆ ถูกกันเอาไว้
ด้านนอก
เมือนางตังใจสังเกต กลับเห็นว่าตนเองกําลังนังอยู่บนรถ
ม้าอันกว้างใหญ่และคนทีโอบตัวนางก็คือนายตัว
ประหลาดทีอยู่ในชุดขาวอันงดงาม
ถูกคนทีมีอายุมากกว่าพันปีกอด มู่ชิงเกอรู้สึกขนลุกขึน
มาทันที
108
นางแกะมือของชายหนุ่มออกโดยไม่ลังเล แล้วดินออก
มาจากอ้อมกอดอันอบอุ่น ไปเบียดอยู่ตรงมุมๆ หนึงของ
รถม้า
นางมองชายหนุ่มทีกําลังยิมแวบหนึงแล้วจึงเริม
พิจารณาสภาพภายในรถม้าหลังนี
รถม้านีกว้างมากใหญ่มากจริงๆ
ในใจนางกําลังคํานวณว่า นีคงจะประมาณ 100 ตาราง
เมตรเห็นจะได้ ใหญ่กว่าทีเห็นภายนอกมากนัก ในรถม้า
มีทุกอย่างทีต้องการ ถือเป็นห้องนอนของชายคนนีโดย
สมบูรณ์
109
แต่ว่า--------
มู่ชิงเกอขมวดคิวอย่างไม่เข้าใจ
หลายครังทีเจอกับเจ้าเฒ่าประหลาดคนนี เขาก็มักจะ
สวมชุดสีขาว ทีแรกนางคิดว่าสีโปรดของเขาคงจะเป็นสี
ขาวบริสุทธิเสียอีก แต่ไม่คิดว่าทุกสิงทุกอย่างในรถม้า
หลังนีกลับเป็นสีดําล้วน
เบาะนุ่ม ทีนอน หมวก ล้วนเป็นสีดําทังหมด รวมทัง
กระถางธูป โต๊ะเก้าอีต่างก็เป็นสีดํา สีดําสนิทแบบนี ราว
กับจะกลืนสีแดงสดบนตัวของนางไปทังหมด
110
111
ตอนที 47 พลังระดับสวรรค์
ซือมัวทีนังเท้าเปล่าอยู่บนทีนอนกลับกลายเป็นแสงสว่าง
เพียงหนึงเดียวในรถม้าหลังนี
แต่ว่าความลําค่าของสิงของทีวางประดับอยู่ในรถม้า สํา
หรับมู่ชิงเกอทีตาไม่ถึงแล้วนางจึงไม่มีความตืนเต้นแม้
แต่น้อย นอกเสียจากจะมีคนมาบอกนางตรงๆ ว่า แค่
หยิบสิงของทีดูไม่เข้าตาสักชินทีตกแต่งอยู่ในห้องนีออก
ไป ก็จะสามารถซือเมืองเมืองหนึงได้อย่างง่ายดาย นาง
จึงจะยอมประจบเขาว่า : “ท่านเศรษฐี เป็นเพือนกับข้า
112
เถอะ!”
“เสียวเกอเอ๋อร์......”
ซือมัวเพิงอ้าปากพูดก็เห็นมู่ชิงเกอยืนมือออกมาทําท่าให้
หยุดพูด เขาปิดปากด้วยท่าทางขําๆ อยากจะรู้ว่าแม่หนู
คนนีจะทําอะไร
มู่ชิงเกอเก็บซ่อนสายตาพิจารณาเอาไว้ แล้วพูดด้วยใบ
หน้าทีเย็นชาว่า : “เจ้าอยากจะเล่นอะไรอีก?”
“เล่น?” ซือมัวขมวดคิวเหมือนไม่เข้าใจ แต่สีหน้ากําลัง
บ่งบอกถึงความสุข
113
มู่ชิงเกอยิมเยาะเย้ย : “แม้จะไม่สนิทกับเจ้า แต่ข้าว่าเจ้า
ไม่เหมือนคนทีว่างถึงขนาดไปปรากฏตัวอยู่ในงานเลียง
พระราชวังให้คนนับหมืนต้องกราบไหว้”
“เสียวเกอเอ๋อร์ ช่างเข้าใจข้าดีจริงๆ เลย” ซือมัวพูด
พร้อมรอยยิม ในเสียงหัวเราะนันหอมหวานดังสุราชันดี
ดังกึกก้องอยู่ในรถม้าเหมือนเพิมความน่าดึงดูดให้กับ
ทุกสิงทุกอย่างในนี
เข้าใจเจ้ากับผีน่ะสิ!
ในใจของมู่ชิงเกอดูถูกไอ้เจ้าคนชอบคิดเองเออเองผู้นีนัก
114
พยายามรักษาระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคนไว้
การเตรียมพร้อมและตืนตัวตลอดเวลาภายใต้ชุดสีแดง
อันสวยงามนัน ทําให้ซือมัวไม่ค่อยจะชอบใจนัก
เขาไม่ได้พูดอะไรและตอบคําถามของมู่ชิงเกอตาม
ปกติ : “ข้าก็แค่อยากเจอเจ้าอีกครังก็เท่านัน” และอยาก
จะเห็นว่านางเป็นอย่างไรในสายตาของคนอืนๆ
“จะอ้วก” มู่ชิงเกอสะบัดแขนทีกําลังขนลุกไปมา พูด
อย่างเหลืออด : “ขอร้องเถอะ เจ้าเฒ่าประหลาดทีมีอายุ
มาแล้วไม่รู้กีปี พูดจาชวนอ้วกให้น้อยลงกว่านีหน่อย”
เห็นเรืองน่าขนลุกเป็นเรืองสนุกตลอดเลย
115
“เจ้าเฒ่าประหลาดอย่างนันหรือ?” ซือมัวทวน ‘ชือเล่น’
ทีมู่ชิงเกอใช้เรียกเขา นัยน์ตามีรอยยิมและค่อยๆ ยอม
รับมัน
หากกูหยาและกูเย่เห็นฉากนีเข้า คนไว้ใจได้ทังสองคนที
กว่าจะเก็บมาได้ ก็คงจะสลายหายไปอีกครัง
“รถม้านีและมังกรพยัคฆ์วายุของเจ้ามันคืออะไรแน่”
อยู่ๆ มู่ชิงเกอก็ถามขึนด้วยความสงสัย สองตาทีสว่างสด
ใสและเต็มไปด้วย ความอยากรู้อยากเห็น
รถม้าสีดําสนิททีมีอยู่จริงกลายเป็นหมอกควันไปได้
116
อย่างไร แล้วมังกรพยัคฆ์วายุทีเห็นๆกันอยู่กลับสามารถ
กลืนกินพวกเดียวกันได้อย่างไร?
มู่ชิงเกอยิงค้นพบก็ยิงรู้สึกว่าเจ้าเฒ่าตัวประหลาดทีมี
ชีวิตอยู่มานานนันไม่ธรรมดาจริงๆ
ซือมัวตอบด้วยรอยยิม : “เครืองมือมายา แม้จะสูงค่าหา
ยากก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เจ้าคนเดียวทีมี”
มู่ชิงเกอตะลึงกับคําตอบทีได้รับและรีบดึงสติกลับมา
แล้วมองไปรอบๆ รถม้าด้วยความตกใจอีกครังพร้อม
พึมพําว่า : “เจ้าหมายความว่ารถม้านีเป็นแค่เครืองมือ
มายาอย่างนันหรือ?”
117
ซือมัวยอมรับทังรอยยิม
ตอนนี ในใจของคนบางคนเริมกังวลมากขึน
เมือเปรียบเทียบเครืองมือมายาอันสูงส่งและยิงใหญ่ของ
เขากับตุ้มหูปิดบังเพศชายหญิงบนหูซ้ายของตนเอง
แล้ว.......
นางเอามือจับหูตนเองไว้โดยไม่รู้ตัว มู่ชิงเกอพึมพําด้วย
ความสงสัย : “เครืองมือมายาเกิดขึนได้อย่างไรกันแน่?”
ซือมัวได้ยินเสียงพึมพําของนาง แต่ไม่ได้ตอบในสิงทีนาง
118
สงสัยเพียงแต่ยืนมือขวาออกมาทําให้เกิดลมหมุนสีฟ้า
วงหนึงทีดึงดูดความสนใจจากมู่ชิงเกอ
ขณะทีนางกําลังสนอกสนใจอยู่นัน ลมหมุนสีฟ้าวงนันก็
กลายเป็น มังกรพยัคฆ์วายุขนาดเล็ก ทีกําลังเล่นสนุก
ออดอ้อนอยู่ในมือของซือมัว ดูน่ารักเป็นอย่างยิง ไม่
เหลือท่าทางเปียมด้วยอํานาจ และไอสังหารอยู่เลยแม้
แต่น้อย
“สําหรับมังกรพยัคฆ์วายุ...........” ซือมัวมองนาง แล้ว
พูดว่า : “สิงทีสัตว์เทพให้ความสําคัญคือการสืบสาย
เลือด เลือดยิงเป็นบริสุทธิมากเท่าไหร่ พลังก็ยิงมากขึน
เท่านัน สําหรับมังกรพยัคฆ์วายุแล้ว ปีกเนือตรงหลังยิง
มาก เลือดก็จะยิงบริสุทธิ และเจ้าพวกนีก็จะเคารพมังกร
119
พยัคฆ์วายุหกปีกมากทีสุด มังกรพยัคฆ์วายุหกปีกจะมี
ความสามารถพิเศษอย่างหนึงก็คือ สามารถแบ่งร่างได้
ตัวหนึงของมันสามารถแบ่งออกได้เก้าร่างเป็นร่างทีมี
ลักษณะแตกต่างกันไป
ในขณะทีซือมัวอธิบาย มู่ชิงเกอก็ตกตะลึงจนตาทังสอง
ข้างเบิกกว้าง
ทีแรก นางรู้สึกว่าในโลกทีแตกต่างใบนีถือว่าเหนือ
จินตนาการมากแล้ว ไม่คิดว่าในบรรดาสัตว์ยังมีสิงที
เหนือจินตนาการมากกว่าเสียอีก และสัตว์ทีแค่ฟังก็รู้สึก
ว่าเทพแบบนี กลับถูกผู้ชายคนนีเอามาใช้เป็นเก้าอีนัง
เนียนะ?
120
“มังกรพยัคฆ์วายุไม่ใช่ของหลินชวนจริงๆ เสียด้วย” หลัง
จากทีมู่ชิงเกอหายตกใจ ก็พึมพําขึนมา
ช่วงทีผ่านมา น้อยมากทีนางจะออกจากจวน นอกจาก
ฝึกพลังและเรียบเรียงตํารายา ก็จะอ่านหนังสือในหอ
ตํารา เพือให้ตนเองเข้าใจโลกทีกําลังอยู่โดยเร็วทีสุด
แต่นางไม่เคยเจอสัตว์แปลกๆ อย่างมังกรพยัคฆ์วายุใน
หนังสือเลย
สิงเดียวทีสามารถอธิบายได้ก็คือมังกรพยัคฆ์วายุไม่ได้มี
อยู่ในหลินชวน สิงทีท่านปู่ของนางพูดในตอนแรก ตอนนี
121
ในใจนางเริมเชือครึงไม่เชือครึงแล้ว
“นอกหลินชวน ยังมีโลกแบบไหนอยู่กันนะ?” มู่ชิงเก
อถามอย่างจริงจัง นัยน์ตากระจ่างใสมีประกายไฟแห่ง
ความมุ่งมันลุกโชนขึน
ราวกับว่า ในหัวของเธอกําลังมีโลกแปลกๆ หลายใบผุด
ขึนมา
น่าเสียดาย ทีซือมัวไม่คิดทีจะเล่ารายละเอียด
แต่กลับคว้าแพรต่วนกลางอากาศมาผืนหนึงแล้วโยนให้
มู่ชิงเกอ
122
นางได้สติและรับเอาไว้ ลายผ้าทีอยู่ในมือนันดูละเอียด
ละออ เบาราวกับขนนก นางก้มหน้าลงมองแล้ว ขมวด
คิวถามว่า : “นีคืออะไร?”
ซือมัวพูดอย่างขีเล่นว่า : “ในเมือเลือกเจ้าท่ามกลางผู้คน
ขนาดนันแล้ว แน่นอนว่าต้องให้ของดีอะไรกับเจ้าเสีย
หน่อย ลองเปิดดูสิ”
‘ของดี’ สองพยางค์นีทําให้มู่ชิงเกอตาเป็นประกายแอบ
คิดในใจ : สิงทีเจ้าเฒ่าประหลาดทีมีชีวิตอยู่มานาน
ขนาดนีมอบให้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าต้องไม่ธรรมดา
123
“พลังระดับสวรรค์อย่างนันหรือ?”
ซือมัวยิมยอมรับ : “พลังต่อสู้ในหลินชวน แบ่งออกเป็น
ภาคสวรรค์และพิภพ โดยพลังจากสวรรค์จะสูงค่าและมี
จํานวนน้อยมาก คัมภีร์พันสายฟ้าในมือของเจ้า นับได้
ว่าเป็นพลังระดับสวรรค์ทีเหมาะสมกับการต่อสู้ของเจ้า
รอให้เจ้าถึงขันม่วงเมือไหร่ ข้าจะหาสิงทีดีกว่านีให้กับ
เจ้า”
ระดับขันของพลังในหลิงชวน มู่ชิงเกอรู้มาตังนานแล้ว
และรู้เป็นอย่างดีว่าพลังทีท่านปู่และท่านอาของตนเอง
กําลังฝึกอยู่เป็นขันสูงของระดับสวรรค์ ถือว่าเป็นพลังที
124
สูงทีสุดในแคว้นฉินแล้ว ในบรรดาคัมภีร์ทีวังหลวงเก็บ
รักษาไว้ ทีสูงกว่าระดับนีก็คงมีแค่หนึงถึงสองเล่มเท่านัน
แต่เจ้าเฒ่าประหลาดนี แค่พลิกฝ่ามือก็มีคัมภีร์ภาค
สวรรค์ในตํานานออกมาแล้ว?
“นีมันระดับไหนของระดับสวรรค์” มู่ชิงเกอรู้สึกว่าปาก
ลินของตนเองเริมแห้ง
“อืม......” ซือมัวค่อยๆ ขมวดคิว พูดราวกับรังเกียจ : “ก็
แค่ขันสูงของระดับสวรรค์ แม้จะไม่ถือว่าเก่งกาจอะไร
มาก แต่ก็อยู่ในขันสูงทีสุดเท่าทีจะสามารถปรากฏออก
มาในหลินชวนได้แล้ว เสียวเกอเอ๋อร์อย่าได้รังเกียจไป
เลย”
125
รังเกียจ! รังเกียจกับผีสิ! หากเจ้ารังเกียจก็ยกคัมภีร์ทัง
ระดับสวรรค์และพิภพอะไรนันให้ข้าทังหมดสิ ถึงจะเรียก
ว่าดีจริง
126
ตอนที 48 ความแตกต่างของพลัง เดินทางออกจากจวน
เคล็ดวิชาพันสายฟ้า ใช้โดยการรวบรวมพลังจิตในตัว
ทําให้ฟ้าดินแปรปรวนก่อกําเนิดฟ้าร้องฟ้าแลบได้ตามที
ใจต้องการ........
หลังจากทีมู่ชิงเกออ่านเนือหาทีซือมัวให้นางมา ตัว
หนังสือบนผืนผ้าพวกนันก็ค่อยๆ จาง หายไป ผ้าผืนนัน
เหมือนกลายเป็นแค่ผ้าธรรมดาทีไม่มีความพิเศษอีกต่อ
127
ไป
ใครจะคิดว่าบนนีเคยมีเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ทีคนนับไม่
ถ้วนในหลินชวนอยากจะได้และครอบครองอยู่
อยู่ๆ ในหัวของมู่ชิงเกอเหมือนมีอะไรเพิมเข้ามา
ราวกับว่าในส่วนลึกของจิตสํานึกของนางมีคนตัว เล็กๆ
สีม่วง เพิมเข้ามาและกําลังแสดงความมหัศจรรย์พันลึก
ของเคล็ดวิชาพันสายฟ้าให้นางดูซําแล้วซําเล่า
เคล็ดวิชานี หากเข้าสู่ขันสีเหลืองก็สามารถฝึกได้เลย
128
เพือเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนฝึกยุทธ์ แคว้นฉินจึง
เปิดโรงฝึกยุทธ์ส่วนกลางขึน ในนันมีเคล็ดวิชาสําหรับ
สายเหลืองขันต้นไปจนขันตําจํานวนมากให้ประชาชนใน
แคว้นได้หยิบยืม
แต่สําหรับตระกูลทีสูงส่ง ต่างก็มีหอตําราหรือกระทัง
เคล็ดวิชาทีตกทอดกันมาเป็นของตนเอง
พวกนีส่วนมากจะใช้เคล็ดวิชาภาคพิภพขันสูงเป็น
พืนฐานและภาคสวรรค์ระดับสูงจึงจะเป็นระดับสูงทีสุด
เช่นเดียวกับตระกูลมู่ตําราประจําตระกูลของตระกูลมู่ก็
คือ เคล็ดวิชาภาคสวรรค์ระดับสูงทีมู่ซงบังเอิญพบตอน
ยังเป็นหนุ่มทีมีชือว่า ‘ปักษาราชสีห์คําราม’ (กริฟฟอน) 129
แค่ฟังชือก็รู้ว่าเป็นเคล็ดวิชาทีเกียวกับพลังเสียง
แต่ในความเป็นจริงหากฝึกจนถึงจุดสูงสุด ก็จะสามารถ
ใช้พลังจิตในการสร้างปักษาราชสีห์ออกมา คํารามเพียง
ครังเดียวก็ทําให้ศัตรูชีพจรขาดสะบันต้องถอยร่นกลับไป
ด้วยความหวาดกลัว
‘ปักษาราชสีห์คําราม’ ต้องใช้พลังจิตอย่างมากในการ
ระเบิดพลังเสียงออกมาถือเป็นเคล็ดวิชาอันแข็งแกร่งแต่
ตอนนีในตระกูลจะมีเพียงมู่ซงคนเดียวทีฝึกฝนอยู่
เพราะว่ามู่ชิงเกอไม่สามารถฝึกพลังได้และท่านอามู่เหลี
130
ยนหรงเองก็เป็นหญิง ไม่สามารถฝึกเคล็ดวิชาทีแข็ง
แกร่งแบบนีได้เช่นกัน สิงทีนางฝึกคือพลังภาคสวรรค์ขัน
กลางทีมู่ซงทุ่มเงินมหาศาลซือมาในงานประมูลมีชือว่า
‘ก้าวซ่อนเงา’
นีถือเป็นเคล็ดวิชาตัวเบา เหมาะทีจะให้ผู้หญิงฝึก
ประกอบกับกระบวนท่าสังหารขันสูงหากฝึกจนถึงขันสูง
สุดก็สามารถทําให้คนอืนตกตะลึงได้เช่นกัน สามารถ
ปลิดชีพอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
ในสวนสระเมฆา บนเก้าอีโยกมีชุดสีแดงสดปลิวไหวไป
ตามลมอย่างงดงาม
131
มู่ชิงเกอทีนอนหลับตาอยู่ ทําให้ผมปลิวไสวไปมาตาม
สายลม นางจดจําทุกท่วงท่าของคนตัวเล็กๆ ในจิตใต้
สํานึกเอาไว้ ส่งสัมผัสไปทัวทุกเส้นชีพจร
นางรู้ว่าคนตัวเล็กนีจะไม่คงอยู่ตลอดไป หลังจากทีนาง
เข้าใจวิธีการใช้พันสายฟ้ามันก็จะหายไป
เพราะฉะนันนางกําลังเร่งทําเวลาหวังว่าจะค้นพบอะไร
มากขึน
สักพักใหญ่มู่ชิงเกอก็ค่อยๆ ลืมตาทังสองข้างขึน
ดวงตาทังคู่ทีสว่างสดใสเปล่งประกายแสงสีม่วงขึนมา
132
ราวกับว่าในนันมีสายไฟฟ้าวาบอยู่ชัวขณะ หลังจากนัน
ก็กลับไปเป็นปกติแทบจะทันที
“พันสายฟ้าคิดค้นขึนมาเพือข้าจริงๆ!” มู่ชิงเกอถ
อนหายใจอย่างมีเลศนัยแอบคิดด้วยความตืนเต้น
นางมีพลังสายฟ้าอยู่แล้วสําหรับการตอบสนองต่อพลัง
สายฟ้าแบบนีน่าจะเก่งกล้ากว่าทุกคน ซึงถือว่าเป็นตัว
ช่วยทีดีในการรับรู้ถึงพลังพันสายฟ้า ทีสําคัญหากใน
ภายภาคหน้านางมีความจําเป็นต้องใช้พลังสายฟ้าก็จะ
ใช้พันสายไฟมาเป็นตัวช่วยในการปิดบังพลังทีแท้จริง
สําหรับนางแล้ว ช่างดีจนไม่อาจดีไปกว่านีได้แล้วจริงๆ
133
เป็นครังแรกทีภายในใจของนางรู้สึกดีกับซือมัวทีให้ของ
ขวัญชินพิเศษนีกับนาง
“คุณตัวประหลาด ครังนีถือว่าข้าติดหนีนําใจเจ้าแล้ว” มู่
ชิงเกอพูดเบาๆ
“คุณชาย คุณชาย!”
นอกเรือนฮวาเยวียวิงเข้ามาราวกับผีเสือสีชมพู ใบหน้า
อันขาวสว่างเป็นสีชมพูอ่อนๆ เพราะความเหน็ดเหนือย
จากการวิงยิงทําให้นางดูน่าดึงดูด
134
หากมู่ชิงเกอเป็นผู้ชายจริงๆ แล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าอาจจะ
หลงเสน่ห์ของปีศาจน้อยตนนีเข้าแล้วก็ได้
“รีบร้อนขนาดนีมีอะไร?” มู่ชิงเกอยืนมือขึนเชยคางนาง
ขึน จนฮวาเยวียต้องหลบด้วยกริยาแง่งอน
“คุณชายท่านอย่าเล่นอีกเลย นายท่านผู้เฒ่ายังรอ
ท่านอยู่นะเจ้าคะ”
ท่านปู่เรียกพบงันหรือ?
มู่ชิงเกอมองด้วยหางตา ท่าทางไม่เข้าใจ
135
ฮวาเยวียเห็นใบหน้างามอันงดงามของเจ้านายเต็มไป
ด้วยความมึนงง จึงดึงตัวเขาขึนมาจากเก้าอีโยกแล้วพูด
ว่า : “นายท่านมู่ซงบอกว่าจะพาท่านไปค่ายนอกเมือง
เพือคัดเลือกทหารตอนนีรอท่านอยู่นอกประตูจวนแล้ว
เจ้าค่ะ”
คัดเลือกทหาร ? ทําไมท่านปู่ไม่บอกก่อน ?
มู่ชิงเกอทีอยู่ในความสงสัยถูกฮวาเยวียลากตัวออกจาก
ประตูเรือน และมุ่งหน้าออกนอกจวน
เพิงถึงหน้าประตูจวนนางไม่เพียงแต่เห็นมู่ซงทีใส่ชุด
ทหารเต็มยศ แต่ยังเห็นโย่วเหอทีแต่งตัวดูดีกว่าปกติ
136
และ....... สายตาของมู่ชิงเกอกวาดผ่านไปยังมัวหยางที
แต่งตัวดูดีกว่าปกติเช่นกัน
เจ้าเด็กนีทําไมถูกท่านปู่เอาตัวออกมาจากโรงเรียนจือ
หยางด้วยล่ะ?
“เจ้าเด็กบ้า ยังไม่ขึนม้าอีก” มู่ซงทีอยู่บนหลังม้าจ้องหน้า
หลานชายแล้วพูด
สักพักก็มีองครักษ์คนหนึงของตระกูลมู่จูงม้าตัวหนึงเดิน
มาให้มู่ชิงเกอเหยียบโกลนขึนหลังม้าไป
พอพลิกตัวขึนหลังม้า ทังขบวนก็เริมออกเดินทาง
137
คิดไม่ถึงว่าโย่วเหอและฮวาเยวียสาวใช้ทังสอง รวมทัง
มัวหยางต่างก็เป็นหนึงในขบวนด้วย คอยตามประกบอยู่
ซ้ายขวาของนางอย่างใกล้ชิด
รอจนกระทังทังขบวนออกเดินทางไปสักพัก เงาสีขาว
ของคนผู้นึงก็ปรากฏขึนตรงประตูจวนตระกูลมู่ มองเงา
หลังของขบวนทีกําลังจากไป
ลวีจือรีบพุ่งตัวเข้ามาพูดกับป๋ายซีเยวียว่า : “คุณหนู ได้
ข่าวว่าครังนีคุณชาย โดดเด่นมากในพระราชวังและยัง
ได้รับความเอ็นดูจากผู้ยิงใหญ่ท่านหนึง วันนีนายท่านก็
พาทุกคนในเรือนสวนสระเมฆาทังหมดออกไปด้วย หรือ
138
ว่าท่านคิดจะทําอะไร?”
พวกนางอยู่ในจวนทังวัน ข่าวสารทีได้รับนันมีจํากัดจึง
ไม่รู้ว่าวันนันในพระราชวังเกิดอะไรขึนกันแน่
คําพูดของลวีจือทําให้ความโกรธในดวงตาของป๋ายซีเย
วียเข้มข้นขึน
จริงๆ แล้วนางเองก็มีสิทธิเข้าร่วมงานเลียงของ
พระราชวังแต่เสียดายทีบิดาสินชีพไปในสนามรบ ตอนนี
นางก็เป็นเพียงแค่เด็กกําพร้าทีอาศัยอยู่ในจวนตระกูลมู่
จะมีใครจดจํานางได้?
139
ทุกอย่างคงต้องพึงตนเองแล้ว!
“เราไปตําหนักรุ่ยอ๋องกันเถอะ” ป๋ายซีเยวียกัดปากพูด
พูดจบก็เอาผ้ามาปิดหน้าแล้วพาลวีจือออกจากตระกูลมู่
ไป
แต่ว่า นางกลับไม่รู้ว่าการไปครังนีของนางจะต้องเปล่า
ประโยชน์เพราะรุ่ยอ๋องทีนางมีใจให้นัน ยามนีถูกลงโทษ
อยู่ทีอารามหลวง
140
ตอนที 49 แรกเข้าค่ายตระกูลมู่
มู่ชิงเกอตามท่านปู่ของตนเองออกจากเมือง
141
บางทีอาจจะเพราะว่าช่วงนีนางไม่ได้ก่อความเดือดร้อน
ตามตลาด นางจึงสัมผัสได้ว่าความกลัวและเกลียดชังที
ประชาชนมีให้กับนางเหมือนไม่ได้มีมากดังแต่ก่อนแล้ว
มู่ซงพาทังขบวนออกจากเมืองไปยังค่ายพักแรมของ
ทหารโดยไร้ซึงอุปสรรคใดๆ
กองทัพทีขึนตรงต่อมู่ซง ทหารของตระกูลมู่ ส่วนมากไม่
ได้อยู่ในลัวตู แต่เฝ้าอยู่ตามชายแดน ผู้ทีรับผิดชอบเรือง
เล็กๆ น้อยๆ ภายในกองทัพ ก็คือมือซ้ายและมือขวาของ
มู่ซง
142
ทหารตระกูลมู่ทีประจําอยู่ในลัวตู มีอยู่เพียงไม่ถึงหนึง
หมืนคน
และกองทัพนี หากไม่ได้รับคําสังจากฮ่องเต้ก็ห้ามออก
จากค่ายโดยเด็ดขาด ไม่อย่างนันจะต้องโทษฐานสมคบ
กันก่อกบฏ
แม้เป็นทหารตามชายแดนของตระกุลมู่ก็เช่นกัน หากไม่
ได้รับพระบัญชาเรียกตัวจากองค์ฮ่องเต้ ก็ไม่อาจทิงชาย
แดนไปได้ง่ายๆ มู่ซงทีอยู่ในลัวตูจึงเป็นกุญแจสําคัญที
ฮ่องเต้จะใช้กวาดล้างทหารของกองทัพตระกูลมู่
องครักษ์คนสนิทของตระกูลมู่ ก็คัดเลือกมาจากทหาร
143
กองทัพตระกูลมู่ทังสิน
กองทหารตระกูลมู่ รับใช้มู่ซงมาทังชีวิต ความซือสัตย์
นันมาจากใจจริงอย่างแน่นอน
ค่ายพักแรมของตระกูลมู่อยู่ในทีราบระหว่างภูเขาซึงเป็น
ทีลับตาคน คนภายนอกยากทีจะเข้าไปในบริเวณนันได้
ภายในอาณาเขตร้อยเมตรถือเป็นพืนทีของกองทหาร ไม่
มีใครสามารถเข้าไปได้
จากจุดนี เห็นได้ชัดถึงความสามารถของมู่ซง
กองทหารตระกูลมู่ทีจงรักภักดีต่อมู่ซง สําหรับฮ่องเต้ฉิน
144
ชางแล้วเหมือนดังหญิงสาวทีงดงามและเย็นชา ทําให้
พระองค์ทังหวาดกลัวและอยากจะครอบครอง
พระองค์อยากจะล้วงความลับจากทหารตระกูลมู่ แต่
เสียดายทีไม่เคยสําเร็จเลยแม้แต่ครังเดียว
เห็นได้ชัดว่า การนําทัพของมู่ซงนันยอดเยียมมาก
บางที อาจจะเป็นเพราะกองทัพตระกูลมู่รักใคร่
ปรองดองและซือสัตย์เกินไปจึงยิงทําให้ฮ่องเต้หวาดกลัว
มู่ซง
หากฮ่องเต้อยากจะกล่าวโทษใครสักคน ผู้ใดจะกล้าว่า
145
อันใดได้ ฮ่องเต้อยากจะสังหารผู้ใด ไม่จําเป็นต้องมีเหตุ
มีผล หากเจ้าได้กลายเป็นภัยมหันต์ในใจของกษัตริย์
แล้วไซร้ แม้ว่าเจ้าจะไม่มีใจคิดกบฏ ก็มีแต่ต้องตาย
สถานเดียวเท่านัน ทุกคําพูดและทุกการกระทํา ล้วน
กลายเป็นความผิดได้ทังนัน
มู่ชิงเกอค่อยๆ เดินเข้าไปในอาณาเขตค่ายพักทหารตาม
มู่ซง
ระหว่างทางเต็มไปด้วยเวรยาม ทีมีการจัดวางไว้อย่าง
แยบคายโดยไร้ซึงช่องโหว่ใดๆ
แม้ว่ามู่ซงจะนําทัพมาด้วยตนเอง แต่ก็ต้องตรวจสอบให้
146
ละเอียด ความเคร่งครัดในการทหารแบบนี ทําให้จิต
วิญญาณของมู่ชิงเกอทีมาจากกองทหารในยุคปัจจุบัน
รู้สึกชืนชม
ในทีสุดมู่ชิงเกอก็มองเห็นค่ายทหารทีซ่อนอยู่ระหว่าง
ภูเขา
ภายในค่ายเต็มไปด้วยกระโจม เสียงของเหล่าทหารที
กําลังฝึกกันอยู่ดังราวกับฟ้าร้อง ทําให้สรรพสัตว์ในป่า
ต่างตืนตระหนก
“เกอเอ๋อร์ ทีนีคือค่ายทหารของตระกูลมู่ นีคงเป็นครัง
แรกทีเจ้ามาทีนี” มู่ซงนังหลังตรงอยู่บนหลังม้า นัยน์ตา
147
เปียมไปด้วยความภาคภูมิใจ
สิงทีมู่ชิงเกอเห็นคือทหารทีเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ
เรียบร้อย การเคลือนไหวทุกท่วงท่าทีพร้อมเพียงกัน ทุก
คนต่างยืดอกหลังตรง
แม้จะเป็นแค่การฝึกแปรรูปขบวนทัพ แต่ทุกคนต่างก็
ตังใจอย่างจริงจังและทะมัดทะแมงยิง
ทหารแบบนี หากไปอยู่ในสนามรบ คงจะทําให้ศัตรูเกรง
กลัวได้จริงๆ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ
มู่ชิงเกอเม้มปากเบาๆ
148
ชาติทีแล้วนางเป็นผู้นําของค่ายบังคับบัญชาพิเศษ ได้
รับการฝึกฝนมา ทหารธรรมดาก็ไม่อาจเทียบได้ และใน
โลกนัน ในยุคสมัยนัน การทําสงครามอย่างเป็นจริงเป็น
จังนันมีน้อยมาก สิงทีมีมากคือการแทรกซึมเข้าไปในถิน
ศัตรู
นางชํานาญการต่อสู้วิธีพิเศษ นันก็คือ การฆ่าคน ปลิด
ชีพอีกฝ่ายโดยทีใบหน้ายังคงยิมอยู่
เพราะฉะนัน บรรดาทหารตระกูลมู่ตรงหน้า แม้ว่าจะไม่
ธรรมดา แต่ก็ไม่อาจทําให้นางตืนกลัวได้
149
หลังจากทีรู้ว่ามู่ซงจัดองครักษ์ให้ตนเองใหม่ในใจของมู่
ชิงเกอก็มีความคิดหนึงเกิดขึนมา บางที นางอาจจะ
สามารถก่อตังค่ายทหารฝีมือดีของตัวเองขึนมาในโลกนี
เป็นทหารทีเก่งกาจไม่มีอะไรทีทําไม่สําเร็จและไม่เคย
พ่ายแพ้ในสงคราม
มู่ชิงเกอเก็บความคิดในใจของตนเองไว้ก่อน แล้วลงจาก
หลังม้าตามมู่ซงไปทางสนามฝึกทหาร
ระหว่างทางผู้บังคับบัญชาการทหารหลายคนเริมเข้ามา
ต้อนรับเมือได้รับข่าว
คนพวกนีมู่ชิงเกอรู้จักแต่ไม่รู้ว่าชืออะไรจําได้เพียงเลือน
150
รางว่าในวันทีนางโดนเฆียน พวกเขาก็เฝ้าอยู่ข้างๆ มู่ซง
“ท่านแม่ทัพ คุณชาย!”
ในขณะที ทุกคนประสานมือขึนคาราวะ เสือเกราะทีสวม
อยู่บนกายก็กระทบกันจนเกิดเสียงดัง
มู่ชิงเกอค่อยๆ พยักหน้าแล้วถอยหลังไปหนึงก้าว
สถานการณ์แบบนีปล่อยให้ท่านปู่จัดการจะดีทีสุด
มู่ซงเองก็พยักหน้าแล้วพูดกับพวกเขาว่า “บอกเหล่า
ทหารแล้วหรือยัง”
151
รองแม่ทัพหลายคนมองหน้ากันและพูดเป็นเสียงเดียว
กันว่า : “เรียนท่านแม่ทัพ เรืองทีคุณชายจะมาคัดเลือก
องครักษ์ข้าน้อยได้บอกทหารทุกนายแล้ว ขณะนีทหาร
กองตระกูลมู่มีทังหมดหนึงหมืนนายถ้วน ตอนนีรอท่าน
แม่ทัพและคุณชายไปตรวจสอบอยู่ทีสนามฝึกขอรับ”
มู่ซงยิมและพูดด้วยความพอใจเป็นอย่างมากว่า : “พอ
เถอะ ครังนีทีมาเพราะเกอเอ๋อร์เจ้าเด็กบ้านีจะคัดเลือก
องครักษ์ ไม่ได้มีเรืองใหญ่โตอะไร ไม่ต้องเป็นทางการ
อะไรมาก”
พูดจบ ก็บอกกับรองแม่ทัพหลายคนว่า : “พวกเจ้าไป
เตรียมการก่อน ข้ากับเกอเอ๋อร์จะตามไปทีหลัง”
152
รองแม่ทัพหลายคนรับคําสังและเดินออกไป
ตอนนี รอบข้างของมู่ซง เหลือคนอยู่ไม่กีคนซึงต่างก็เป็น
ผู้ติดตามทีเดินทางมาพร้อมกัน
มู่ซงพยักหน้าให้กับมู่ชิงเกอทีเดินอยู่ข้างๆ เขา
ผู้ติดตามทีรู้หน้าทีรู้ว่าเจ้านายทังสองมีเรืองจะพูดคุยกัน
ก็เดินช้าลง พร้อมทังสังเกตความเคลือนไหวรอบๆ เพือ
ไม่ให้มีคนแอบฟัง
แม้ว่าทหารของกองทัพตระกูลมู่จะไม่ทําแบบนันก็ตาม
153
แต่ปฏิกิริยาพวกนีได้รับมาจากการฝึกฝน เป็นการตอบ
สนองอัตโนมัติของพวกเขาทีถูกหยังรากลึกมา
มู่ชิงเกอแอบกวาดสายตามองแล้วจึงรู้ว่าไม่ใช่แค่
องครักษ์ของมู่ซงเท่านัน แต่สาวใช้ทังสองของนางและ
เด็กรับใช้อย่างมัวหยางเองก็เช่นกัน
สายตาของพวกเขามีสิงหนึงทีเหมือนกันมาก นันก็คือ
ความซือสัตย์อย่างหาทีสุดไม่ได้
“เกอเอ๋อร์ ครังนีองครักษ์ของเจ้า ปู่ให้เจ้าเลือกเอง” อยู่ๆ
มู่ซงก็พูดขึนมา
154
ให้นางเลือกเอง ? ตรงกับความคิดของนางพอดี
155
ตอนที 50 คุณชายคัดเลือกองครักษ์
มู่ชิงเกอไม่รอช้าและตอบอย่างยินดี
ความนิงของนางทําให้มู่ซงรู้สึกชืนชมจนพยักหน้าโดยไม่
รู้ตัวพร้อมพูดว่า : “เจ้าโตขึนแล้วจริงๆ แม้เจ้าจะไม่
สามารถฝึกพลังได้ แต่หากมีองครักษ์ทีซือสัตย์ต่อเจ้า
ใครก็ยากทีจะปองร้ายเจ้าได้ หลังจากทีเจ้าคัดเลือก
156
องครักษ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทีฝึกก็ให้สาวใช้ทัง
สองอย่างโย่วเหอ ฮวาเยวีย และเจ้าเด็กมัวหยางมาด้วย
พวกเขาต่างก็เป็นคนรับใช้ใกล้ชิดเจ้า มีความสามารถ
หลากหลายไว้ถือเป็นเรืองทีดี”
เหตุผลทีแท้จริงทีมู่ซงพาสามคนนีมาเพราะมีจุดประสงค์
แบบนีนีเอง
มู่ชิงเกอเข้าใจแล้ว
สําหรับการตัดสินใจของมู่ซงนางไม่ได้คัดค้านใดๆ ใน
ทางกลับกัน นางกลับเห็นด้วย
157
“หลังจากทีเจ้าเลือกองครักษ์เสร็จเรียบร้อยแล้วข้าจะส่ง
ตัวพวกเขาไปฝึกกับท่านลุงฉงถึงตอนนัน.......”
“ท่านปู่ องครักษ์ทีเลือกวันนี ข้าขอเป็นคนฝึกเอง”
“ห๊ะ อะไรนะ!” มู่ซงได้สติ แล้วตะโกนถามด้วยความ
ตกใจ
การตอบกลับของเขาทําให้องครักษ์ทียืนอยู่รอบๆ ต่างก็
หันมามอง
“อะแฮ่มๆ” มู่ซงแสร้งไอเพือกลบเกลือน พอทุกคนหัน
กลับไปแล้วเขาก็พูดกับมู่ชิงเกออย่างจริงจังว่า : “เก
158
อเอ๋อร์เจ้าพูดเล่นหรือเปล่า เจ้าจะฝึกได้หรือ ฝึกทหารไม่
ใช่เรืองล้อเล่นนะ”
“ท่านปู่ ข้าจริงจัง” มู่ชิงเกอมองมู่ซงด้วยนัยน์ตาอันสดใส
สงบนิง
มู่ซงขมวดคิวเหมือนกําลังอ่านความคิดของมู่ชิงเกอ แต่
กลับพบว่าไม่รู้ตังแต่เมือไหร่ทีเขาอ่านใจหลานชายของ
ตนเองไม่ออกเสียแล้ว
“ท่านปู่ไม่เชือใจข้าหรือ?” มู่ชิงเกอย้อนถาม
มู่ซงเริมกังวลใจ
159
เขาเชือในตัวของหลานชาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะ
วางใจว่ามู่ชิงเกอจะฝึกทหารให้เก่งกาจได้
ทีลัวรือ ตังแต่มู่ชิงเกอทําให้ทหาร 500 นายต้องตายก็
กลายเป็นจุดดํามืดในใจของเหล่าทหารเสียแล้ว หากไม่
ใช่เพราะหลังจากนันนางยอมรับความผิดอย่างกล้า
หาญได้รับการลงโทษด้วยการเฆียนโดยไม่ปฏิเสธ ทําให้
ทหารพวกนีเลือมใสแล้วล่ะก็ ในวันนีจะมีคนยอมเป็น
องครักษ์ของนางได้อย่างไร
การยอมเป็นองครักษ์ให้กับมู่ชิงเกอกับยอมรับการฝึก
จากนางนันเป็นคนละเรืองกัน
160
หลานชายคนนีของเขายังคงมีความคิดเป็นเด็กๆ และ
หยิงยโสเกินไป
คิดว่าทหารพวกนีฝึกง่ายรึ?
“เกอเอ๋อร์ นีมัน.....” ในใจมู่ซงปฏิเสธ
แต่เมือสบเข้ากับสายตาอันสว่างและสดใสของหลาน
ชายทีเหมือนอ่านใจคนออกเขากลับปฏิเสธไม่ลง
“หากท่านปู่เชือใจข้า ก็เอาตามนีเถิด การคัดเลือกในครัง
นีในเมือยอมให้ข้าเป็นผู้เลือก ถ้าอย่างนันก็ต้องทําตาม
161
วิธีการของข้า คนทีได้รับการคัดเลือกไม่ต้องรบกวนท่าน
ลุงฉง ข้าจะเป็นคนฝึกพวกเขาด้วยตัวของข้าเอง หาก
ท่านปู่ยังกังวลใจ งันเรามาพนันกันไหม?” มู่ชิงเกอพูดไป
ตามทีคิด
“พนันอะไร” พอได้สติมู่ซงก็โดนมู่ชิงเกอจูงจมูกเอาเสีย
แล้ว
ทังทีควรจะคัดค้านความคิดเอาแต่สนุกของมู่ชิงเกอ แต่
กลับกลายเป็นว่ายอมรับข้อเสนอของนางไปเสียอย่าง
นัน
เพียงแต่ว่า ตอนนีท่านปู่เองก็ยังไม่รู้ตัว
162
มู่ชิงเกอยิมอย่างขีเล่น : “ท่านปู่เป็นกังวลว่าข้าจะไม่
สามารถฝึกทหารได้ไม่ใช่หรือ ถ้าอย่างนัน 3 เดือนหลัง
จากนีให้นําทหารทัง 500 นายของข้ามาประลองกับ
ทหารทีเหลือของท่านปู่ดูว่าใครจะเหนือกว่ากัน ผู้แพ้
ต้องทําตามสัญญาข้อหนึง”
หนวดของมู่ซงเริมกระตุกเล็กน้อย ดวงตาเบิกโต : “เจ้า
เด็กนี เจ้ากล้ามาก ทหารแค่ 500 นายของเจ้าจะสู้กับ
ทหารนับหมืนของข้าได้อย่างไรกัน”
“ไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้” มู่ชิงเกอยิมอย่างมีเลศ
นัยแต่กลับชวนให้ผู้คนเชือในคําพูดของนาง
163
มู่ซงพยักหน้าอย่างไม่ค่อยรู้ตัว รอจนเขารู้สึกตัวก็เดินมา
จนถึงสนามฝึกแล้ว เขามองไปทีร่างผอมบางในชุดสีแดง
แสบตาแล้วจึงพบว่าตนเองถูกหลานชายมัดมือชกเข้าให้
แล้ว
ในสนามฝึก ทหารนับหมืนยืนเรียงกันเป็นแถวอย่างเป็น
ระเบียบเรียบร้อย
รองแม่ทัพทังหลายทีเจอก่อนหน้านี ก็ยืนรออยู่บนเวที
แล้ว
พอมู่ชิงเกอเดินตามมู่ซงขึนเวทีไป ก็รู้สึกถึงสายตาอัน
164
แรงกล้าทีมองมายังนาง
คนพวกนีส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนทีไปตามหานางทีลัวรือ
และเห็นนางรับทัณฑ์เฆียนตีกับตาตัวเอง
แม้จะไม่ใช่อะไรทีผิดปกติ แต่ก็เป็นฉากทีน่าตกตะลึง
มากฉากหนึง
ทําให้ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งทนงตัวพวกนียอมให้อภัยใน
ความบ้าบินของมู่ชิงเกอและยอมรับในตัวเจ้านายน้อยผู้
นี
แน่นอนว่าหนึงในนันคือสายตามองประเมินทีแสดง
165
ความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นราวกับยากทีจะเชือม
โยงชายชุดแดงกับชายหนุ่มผู้หนักแน่น กายเหยียดตรง
ราวกับกระบี พูดคําไหนคํานันในชุดแบบเดียวกันนีเข้า
ด้วยกันได้
มู่ชิงเกอเลิกสนใจสายตาพวกนัน แล้วเดินไปข้างหน้า
หนึงก้าว เอามือไพล่หลัง พูดเสียงดังว่า : “วันนีข้าจะมา
คัดเลือกองครักษ์ ข้าเป็นใครคิดว่าทุกท่านคงจะเคยได้
ยินมาบ้าง ตอนนี ข้าขอถามคําเดียวว่าในทีนี ผู้ใดทีไม่
สมัครใจจะเป็นองครักษ์ของข้าเชิญถอยหลังไปห้าก้าว”
พูดจบภายในสนามฝึก ก็เต็มไปด้วยเสียงดังเซ็งแซ่
166
เลือกองครักษ์ส่วนตัวก็แค่เลือกคนทีรู้สึกว่าเข้าตาก็พอ
แล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงต้องมีอะไรแบบนีด้วย?
ไม่ใช่แค่พวกเขาขนาดรองแม่ทัพหลายคนก็มองมู่ซงด้วย
ความสงสัย แต่มู่ซงกลับไม่ได้พูดอะไรทําได้เพียงยิมขืน
แล้วส่ายหน้า เพือบอกให้พวกเขาใจเย็นๆ
ไม่รู้ว่ามู่ชิงเกอกําลังคิดอะไรอยู่ หลังจากเงียบไปสักพัก
ทหารจํานวนสองสามพันนายก็ก้าวถอยหลัง 5 ก้าวไป
อย่างลังเล
บางที พวกเขาอาจจะไม่เต็มใจทีจะเป็นองครักษ์ของมู่
ชิงเกอและบางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าการเป็นองครักษ์
167
อาจเทียบไม่ได้กับการได้ฆ่าฟันศัตรูในสนามรบ แต่
ทหารส่วนมากก็ยังคงยืนอยู่กับทีด้วยความสงสัย
สําหรับทหารสองสามพันนายนัน มู่ชิงเกอไม่ได้มองเลย
แม้ชัวแวบเดียว สายตาของนางสนใจแค่เพียงทหารทียัง
เหลืออยู่ แล้วพูดว่า : “บรรดาคนทีเหลืออยู่ คนทีอายุ
มากกว่า 20 ปี โปรดถอยหลังไป 5 ก้าว”
ผู้คนส่งเสียงฮือฮาอีกครัง
ทําไมต้องมีการจํากัดอายุ? แม้หากว่ามี คนทีอายุมาก
จะดีกว่าไม่ใช่หรอกหรือ อายุยิงมาก ก็จะหมายถึงระดับ
ขันของพลังทีเหนือกว่า
168
คัดเลือกเด็กๆ ทียังอยู่ในระดับขันแดงไปทําไมกัน? ไป
เป็นเพือนเล่นกับคุณชายอย่างนันหรือ?
รองเม่ทัพฉงส่ายหน้าอย่างผิดหวัง เดินก้าวใหญ่ไปหา
มู่ซงพร้อมพูดอย่างจริงจังว่า : “ท่านแม่ทัพ อย่าให้มู่ชิง
เกอเล่นสนุกแบบนีต่อไปอีกเลย”
มู่ซงขมวดคิว ‘หลานชายกําลังเล่นสนุกอยู่จริงหรือ’
หลังจากทีคิดทบทวนสักพัก มู่ซงก็พูดกับรองแม่ทัพ
ฉงว่า : “ดูต่อไปก่อน”
169
การตัดสินใจของมู่ซง แน่นอนว่ารองแม่ทัพทังหลายไม่
อาจขัดขืน ทําได้เพียงถอนหายใจ แล้วเดินถอยไปหา
ทหารคนอืนๆ
เมือไม่มีคนห้าม ทหารทังเจ็ดแปดพันนายถอยหลังไปห้า
พันกว่าคน ทีเหลือเป็นทหารทีอายุประมาณ 16 ถึง 17
ปี ชายหนุ่มทีอายุประมาณ 20 ปี ส่วนมากก็ยังฝึกขัน
แดงอยู่เท่านัน
คัดเลือกมาสองรอบจากหมืนคนเหลือแค่เพียงไม่ถึง
3,000 คน
จํานวนองครักษ์ของมู่ชิงเกอคือ 500 นาย นันหมาย
170
ความว่า คนทีเหลืออยู่มีอัตราส่วนเป็นหนึงในห้าหรือไม่
ก็เป็นหนึงในหกของจํานวนทหารเหล่านัน
สายตาทีทังสว่างและสดใส ต่างจ้องทุกคนทียังคงเหลือ
อยู่ พอมองทุกคนอย่างละเอียดแล้ว มู่ชิงเกอก็พูดต่อ
ว่า : “ตอนนีให้คนทีเหลือ แบกของหนักสิบต้านและวิง
รอบสนามร้อยรอบ”
พูดจบ มู่ชิงเกอก็มองมัวหยางท่ามกลางความมึนงงของ
เหล่าทหาร : “เจ้าก็ไปด้วย”
มัวหยางไม่ลังเลและพยักหน้าเงียบๆ โดดลงมาจากเวที
คัดเลือก ลงมือกระทําเป็นคนแรก การกระทําของเขา ทํา
171
ให้สายตาของมู่ชิงเกอเต็มไปด้วยความชืนชม
พอมัวหยางทําเป็นคนแรก อีกสองสามพันคนทีเหลือก็
เริมลงมือ
ไม่นาน บนสนามอันกว้างใหญ่ก็เริมมีคนพันกว่าคนวิง
ไปรอบๆ
ร้อยรอบ คํานวณแล้ว เป็นระยะประมาณ 100 กิโลเมตร
รับนําหนักสิบต้าน เปรียบได้กับนําหนัก 30 กิโลกรัม
หากไม่มีร่างกายทีแข็งแรง และความมุมานะ ก็ยากทีจะ
172
วิงไปได้
สุดท้าย ก่อนตะวันจะลับฟ้า คนทีวิงเสร็จร้อยรอบ มีไม่
ถึงเจ็ดร้อยคน และต่างก็ล้มนอนลงไปพืน
มัวหยางก็อยู่ในนันเช่นกัน ใบหน้าเขาขาวซีด ริมฝีปาก
กลับเม้มแน่นแต่ตังแต่ต้นจนจบกลับไม่ส่งสียงโอด
ครวญออกมาเลยแม้แต่น้อย
มองทหาร 670 นายแวบหนึง แล้วมู่ชิงเกอหันไปพูดกับ
มู่ซงว่า : “ท่านปู่ การเลือกในขันตอนแรกของข้าได้เสร็จ
สินลงแล้ว ทหารหกร้อยเจ็ดสิบนายนีเป็นองครักษ์ทีข้า
เลือกเอาไว้ สําหรับอีก 170 คนจะคัดใครออกบ้างนัน
173
อีก 10 วันข้างหน้า ข้าจะให้คําตอบ”
มองแค่แวบเดียวก็นับจํานวนคนได้อย่างถูกต้อง ดู
เหมือนว่า คุณชายน้อยท่านนีจะไม่ได้เป็นอย่างทีเล่าลือ
กันมาว่าเป็นคนไร้ค่าขนาดนันแล้วสิ แต่ว่า เขาคิดจะทํา
อะไรกันแน่
รองแม่ทัพหลายคนลอบสบตากัน ในใจก็ต่างคาดเดาไป
ต่างๆ นานา
จบตอน
Comments
Post a Comment