ตอนที่ 2041: กลับเป็นนาง
รอยยิ้มของเด็กหนุ่มพลันเปลี่ยนไป ความชั่วร้ายบนมุมปากที่หยักยกขึ้น และประกายเยือกเย็นที่พาดผ่านดวงตาที่หรี่เล็กนั่น ทำให้หัวใจของหานหรงสั่นไหว เขาใช้กระบี่ยาวชี้หน้าเด็กหนุ่ม ตวาดเสียงกร้าวว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่!”
“ไม่นานเจ้าก็จะได้รู้” เฟิ่งจิ่วเอ่ยเสียงเบา สิ้นเสียง เงาร่างพลันโฉบออกไป
เห็นเพียงเธอขยับฝีเท้าในชั่วพริบตา เงาร่างเคลื่อนไหวรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ในมือเธอไม่มีอาวุธ ทว่าครั้นลงมือก็เป็นกระบวนท่าหมายปลิดชีวิต พุ่งเป้าไปที่จุดตายของอีกฝ่ายทันที
“วูบ!”
กระแสพลังพาดผ่านไปพร้อมกับเงาร่างของเธอที่พุ่งออกไป ท่าร่างและกระบวนท่าสังหารอันรวดเร็วดึงดูดความสนใจของทุกคน แม้แต่หานหรงก็ยังตั้งตัวไม่ถูกเพราะการโจมตีที่รวดเร็วและกะทันหันของเฟิ่งจิ่ว
เขารีบหลบหลีก แต่แม้เขาจะหลบเร็วอีกแค่ไหน ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่ลำคอ หลังจากถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว เขาหันขวับไปจ้องเด็กหนุ่ม ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้นกุมแผลบนลำคอ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“จะ เจ้าคือ…”
เขายังไม่ทันพูด ก็เห็นเด็กหนุ่มยักคิ้วด้วยความประหลาดใจ มุมปากกระตุกขึ้นเผยยิ้มชั่วร้าย เพียงแต่ รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา ขณะเดียวกัน เงาร่างสีเขียวพุ่งโจมตีเข้ามาอีกครั้ง ไอพิฆาตและกระบวนท่าสังหารเหล่านั้นบีบคั้นเข้ามา ทำให้เขาตื่นตะลึงและหวาดกลัวสุดขีด!
เฟิ่งจิ่ว! เด็กหนุ่มคนนี้ต้องเป็นภูตหมอเฟิ่งจิ่วแน่! ผู้หญิงคนนั้น!
เขาเกลียดชังนางเข้ากระดูกดำ มีข้อมูลทุกอย่างของนางอยู่ในมือ ท่าร่างของนาง วิธีการโจมตีของนาง รวมถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนางล้วนอยู่ในมือของเขา รอยยิ้มชั่วร้ายเช่นนี้ รวมถึงรัศมีน่าพรั่นพรึงในดวงตาและท่าร่างแปลกประหลาดเหล่านี้ นอกจากเฟิ่งจิ่วก็ไม่มีใครอื่นแล้ว!
เพียงแต่ เขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะตะโกนชื่อที่แท้จริงของเธอออกมา เธอประชั้นชิดเข้ามาติดๆ กระบวนท่าสังหารทำให้เขาตั้งรับแทบไม่ทัน บัดซบ! เขาว่าแล้วเชียว เขาว่าแล้วว่าต้องเป็นนาง!
“ชิ้ง!”
กระแสพลังอันดุดันพุ่งออกจากฝ่ามือของเฟิ่งจิ่ว เฉือนผ่านแขนของหานหรง นั่นคือดาบสั้นที่พุ่งออกไปพร้อมกับพลังดาบ ดุดันรุนแรง ครั้นซัดออกไป บนแขนของหานหรงก็ปรากฏรอยแผลที่ลึกจนมองเห็นกระดูกเส้นหนึ่ง เลือดสีแดงสดไหลทะลัก ไม่นานก็เปียกชุ่มเสื้อผ้าบนตัวเขา
แม้เขาจะใส่หน้ากาก แต่ยามนี้กลับมองออกว่าหน้าเขาซีดขาวเพียงใด ริมฝีปากสั่นเทิ้ม แววตาแฝงความแตกตื่นหวาดกลัว สีหน้าลนลานของเขาทุกคนล้วนเห็นหมดแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครเดาออกว่าเพราะอะไร?
เพราะถึงแม้เด็กหนุ่มจะมีท่าร่างประหลาด แต่ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้พลังที่แสดงออกมาก็เป็นเพียงพลังระดับหลอมแก่นพลังเท่านั้น ส่วนจอมมารโลหิตแม้รู้สึกแปลกใจ แต่ก็คิดว่าหากหานหรงไม่มีแม้แต่ความสามารถที่จะต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนหนึ่งได้ เช่นนั้นก็ไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกดีกับหานหรงผู้นี้เลย แม้เขาจะตายอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย ยามนี้เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวทำให้เขาบาดเจ็บได้ ซ้ำยังบีบคั้นเขาให้จนตรอกเช่นนี้ กลับรู้สึกสน.อกสนใจ
“ซี๊ด! อ๊าก!”
หานหรงสูดปาก กรีดร้องโหยหวน ข้อเข่าพับ.งอ ก่อนที่จะล้มคะมำลงไปบนพื้น ขาด้านหลังของเขาถูกแทงหนึ่งครั้ง เลือดสีแดงสดไหลอาบ เจ็บปวดจนขากระตุกสั่นไปทั้งท่อน
ผู้ฝึกวิชามารที่เห็นภาพนั้นนัยน์ตาไหวระริก เพียงแต่จอมมารโลหิตกลับไม่ได้สั่งให้พวกเขาเข้าไปช่วย พวกเขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นหานหรง ไม่ใช่พวกเขาเสียหน่อยที่ถูกบีบให้จนตรอก
เพียงแต่ พวกเขากลับรู้สึกประหลาดใจกับฝีมือกับเด็กหนุ่มคนนั้น
ตอนที่ 2042: การตายของหานหรง
บาดแผลบนตัวเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ แต่ละครั้งที่รอดพ้นจากการโจมตีจุดตายมาได้อย่างเฉียดฉิวทำให้เขาอกสั่นขวัญหาย ยิ่งรู้สึกอับอาย เฟิ่งจิ่วบัดซบ แต่ละกระบวนท่าดูเหมือนบีบคั้นเอาชีวิต ทว่าทุกครั้งเพียงทำให้เขาบาดเจ็บแค่เจ็ดส่วนก็หยุดไป นางปั่นหัวเขา เหมือนแมวเล่นกับหนู นางตั้งใจจะดูเขาเลือดไหลจนตายงั้นหรือ? นางต้องการให้เขาทรมานจนถึงที่สุดก่อนตายงั้นหรือ?
บัดซบ เขาจะไม่ปล่อยให้นางสมหวังแน่!
เขาคิดอย่างเคียดแค้น ในเมื่อพวกจอมมารโลหิตไม่ช่วยเขา เช่นนั้นแม้เขาต้องตายก็จะลากเฟิ่งจิ่วไปตายด้วยกัน!
นึกมาถึงตรงนี้ เขากัดฟันแน่น ขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่าง เตรียมจะใช้พลังทั้งหมดสู้ตายกับเฟิ่งจิ่ว! เพียงแต่ เฟิ่งจิ่วราวกับอ่านใจเขาออก ก่อนที่เขาจะโจมตีเธอก็พุ่งตัวเข้ามาหาเขาก่อน ดาบสั้นที่หมุนควงอยู่กลางฝ่ามือของเธอฟาดฟันผ่านอากาศ จากนั้นก็เฉือนผ่านลำคอของเขา
“ฉึก!”
ดาบที่เกือบคร่าชีวิตนั้นทิ้งรอยแผลตื้นๆ ไว้บนลำคอของเขา ความหวาดกลัวที่เกิดจากการเผชิญหน้ากับความตายและการดูแคลนจากอีกฝ่ายทำให้เขาระเบิดโมสะ เขาจ้องเธอด้วยแววตาเคียดแค้น “ข้าจะเอาจริงแล้วนะ!”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยัน ที่แท้ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้เอาจริงกับเธอ? ดูท่าเขาคงจะร้อนใจเสียแล้ว ครั้นเห็นบาดแผลเล็กใหญ่บนตัวเขา นอกจากแผลที่คอ แต่ละดาบล้วนลึกจนมองเห็นกระดูก เธอรู้สึกว่าเล่นสนุกได้ที่แล้ว หานหรงก็ถูกเธอบีบจนจนตรอกแล้ว จิตสังหารพลันพวยพุ่ง เงาร่างพุ่งไหวออกไป คมดาบพุ่งแทงไปยังจุดชีพจรของเขา
จอมมารโลหิตที่เห็นว่าดาบนี้ของเด็กหนุ่มแฝงไอสังหาร อดนัยน์ตาไหวระริกไม่ได้ ขณะมองดูหานหรงพุ่งเข้าไปต้านรับเขาเผยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนที่เสียงอันเยือกเย็นจะดังตามมาด้วยเช่นกัน
“คนของข้า ไม่ใช่ว่าใครก็ฆ่าได้ง่ายๆ”
ขณะที่เสียงของจอมมารโลหิตดังขึ้น เห็นเพียงเขาดีดนิ้วมืด กระแสพลังขุมหนึ่งพุ่งออกจากมือของเขา คิดจะดีดดาบในมือของเฟิ่งจิ่วให้ร่วง ทว่า ในเสี้ยวนาทีนั้นเอง เฟิ่งจิ่วขว้างดาบสั้นในมือขึ้นกลางอากาศ ขณะที่เงาร่างพุ่งไปข้างหน้า ก็หลบเลี่ยงการโจมตีของจอมมารโลหิต จากนั้นก็รับดาบสั้นที่หล่นลงมา หมุนตัวพุ่งเข้าไปเสียบดาบเข้าที่หน้าอกของหานหรง
“ฉึก!”
“อึก!”
พลังดาบอันรุนแรงกระจายออกไป ได้ยินเพียงเสียงร้องครวญ หานหรงเซถอยไปข้างหลัง ดวงตาเต็มไปด้วยแววโกรธเกลียดเคียดแค้น จ้องมองเฟิ่งจิ่ว เขายกมือข้างหนึ่งกุมหน้าอก กดบาดแผลที่มีเลือดไหล ก่อนจะล้มลงด้วยความเจ็บแค้น
ขณะที่จอมมารโลหิตกำลังตะลึงที่เฟิ่งจิ่วหลบการโจมตีของเขาได้ ก็เห็นหานหรงหลังจากที่เซถอยล้มลงไปบนพื้น กลับคิดจะถอดวิญญาณต้นเพื่อหนี ดวงตาของเขาไหวระริก ในใจคิดว่าหานหรงบาดเจ็บหนักขนาดนั้น หากไม่ฉวยโอกาสตอนที่ยังเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายถอดวิญญาณต้นออกมาเพื่อหนีเอาชีวิตรอด เกรงว่าวันนี้หานหรงคงต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ
ขณะกำลังคิด ก็เห็นวิญญาณต้นของเขาลอยออกจากร่างนั้น แต่ขณะที่วิญญาณของเขากำลังจะหนีออกไป เด็กหนุ่มเขย่งปลายเท้าลอยตัวเหนืออากาศ เอื้อมมือจะคว้าวิญญาณต้นดวงนั้น เห็นอย่างนั้น เขายื่นมือเข้าไปขัดขวางเด็กหนุ่มที่คิดจะทำลายวิญญาณต้นดวงนั้นอีกครั้ง ขณะที่กระแสพลังขุมหนึ่งของเขาพุ่งออกไป และเด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบ ได้ยินเสียงเย็นใสตวาดสั่งเสียงกร้าว
“กลืนเมฆา! กินมันเสีย!” เสียงเย็นใสเปล่งออกจากปากของเฟิ่งจิ่ว แขนเสื้อโบกสะบัด ประกายแสงเส้นหนึ่งพุ่งบินออกไป พริบตาเดียวกลายเป็นอสูรกายอ้าปากพุ่งเข้ากลืนกินวิญญาณต้นดวงนั้น!
“กรรซ์!”
เจ้ากลืนเมฆาที่พุ่งออกไปคำรามเสียงดัง กลืนกินวิญญาณต้นดวงนั้นเสร็จก็กระโดดกลับมายืนข้างกายเฟิ่งจิ่วด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ตอนที่ 2043: เจ้าเป็นใคร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนที่ดูอยู่ตะลึงตาค้าง ไม่ว่าจะเป็นพวกผู้ฝึกวิชามารหรือพวกฮุ่นหยวนจื่อที่ยืนอยู่ทางนี้ แต่ละคนล้วนปากอ้าตาค้าง จ้องเด็กหนุ่มชุดเขียวด้วยความเหลือเชื่อ…
อสูรกลืนเมฆาที่ตัวใหญ่กำยำและน่าเกรงขามตัวนั้น เป็นสัตว์เทวะขั้นสุดยอดแล้ว ยามนี้กลับยืนเลียปากอยู่ข้างเฟิ่งจิ่วอย่างว่าง่าย ราวกับกำลังหวนนึกถึงรสอร่อยที่ยังติดลิ้นจากการกลืนกินวิญญาณต้นดวงเมื่อกี้
ส่วนเด็กหนุ่มชุดเขียวคนนั้น บุคลิกและกลิ่นอายรอบกายของเขาราวกับเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา เด็กหนุ่มที่ตอนแรกยังดูใสซื่อ นาทีนี้กลับให้ความรู้สึกว่าทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายเจ้าเล่ห์และเย่อหยิ่ง สายลมกลางคืนพัดผ่านเบาๆ ม้วนเอาเส้นผมที่ปรกหน้าของเขาให้ลอยไหว เผยให้พวกเขาเห็นมุมปากที่หยักยิ้มเล็กน้อยของเด็กหนุ่ม น้ำเสียงเกียจคร้านทว่าหยิ่งยโสเปล่งออกจากปากของเขา
“คนที่ข้าอยากฆ่า ยังไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียวจริงๆ!”
เฟิ่งจิ่วเชิดคางเล็กน้อย เรียวคิ้วเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่งจองหอง นาทีนี้เธอไม่ปิดบังกลิ่นกายพลังบนตัวเธออีก บุคลิกอันสูงส่ง และรัศมีแข็งแกร่งของผู้ที่อยู่เหนือกว่าเปล่งประกายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
บนพื้นเหลือทิ้งไว้เพียงศพไร้วิญญาณ ส่วนวิญญาณต้นที่คิดจะหนีได้ถูกอสูรกลืนเมฆาซึ่งเป็นสัตว์เทวะขั้นสุดยอดกลืนลงท้องไปแล้ว รอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงซี๊ดปากรวมถึงเสียงใบไม้ร่วงบนพื้นถูกสายลมพัดพาเอาไป
“จะ เจ้าเด็กนี่เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้นี่นา…”
ฮุ่นหยวนจื่อที่นั่งขัดสมาธิขับเคลื่อนลมปราณเพื่อรักษาตัวอยู่ข้างหลังเบิกตากว้างขณะพึมพำเบาๆ ไม่นึกเลยว่าเขาจะมีช่วงเวลาที่มองคนผิดอย่างนี้ด้วย ฝีมือและพลังของเจ้าเด็กนั่น เกรงว่าคงจะไม่ได้มีแค่เท่าที่พวกเขาเห็นกระมัง?
ไม่น่าเล่าเขาถึงไม่ยอมกราบเขาเป็นอาจารย์ ที่แท้เพราะเขามีวรยุทธ์และสัตว์คู่พันธสัญญาอย่างนี้อยู่แล้ว
สัตว์เทวะขั้นสุดยอดหนึ่งตัว? จิ๊ๆ ไม่ธรรมดาจริงๆ!
จัวจวินเยวี่ยที่เห็นเหตุการณ์ ประกายประหลาดใจพาดผ่านดวงตา ที่แท้ก็อย่างนี้เอง ไม่น่าเล่าเขาถึงได้รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้แปลกๆ อยู่ตลอดเวลา ที่แท้ก็เป็นเพราะอย่างนี้เอง
คนที่มีสัตว์เทวะขั้นสุดยอดอย่างนี้ได้ อย่างไรวรยุทธ์ของเขาก็ต้องไม่ใช่แค่ระดับหลอมแก่นพลังแน่นอน นั่นหมายความว่า เขากดพลังเอาไว้งั้นหรือ?
พวกตระกูลไฉเองก็ตะลึงตาค้างเช่นกัน เสี่ยวจิ่วที่ดูเป็นคนซื่อตรงและจริงใจ ไม่นึกเลยว่าจะมีสัตว์คู่พันธสัญญาที่แข็งแกร่งดุดันอย่างนี้? นะ…นั่นมันสัตว์เทวะขั้นสุดยอดกระมัง?
ฝานอี้ซิวเองก็มองเด็กหนุ่มชุดเขียวด้วยความตกตะลึง เด็กหนุ่มที่อยู่อย่างสงบเสงี่ยมมาตลอดเส้นทาง แต่กลับช่วยชีวิตพวกเขาไว้ถึงสองครั้งคนนี้ หากไม่เห็นกับตาตัวเอง เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าคนเมื่อกี้ จะเป็นคนเดียวกับคนที่ยิ้มตาหยีและเรียกเขาว่าพี่ชายฝานมาตลอดการเดินทางนี้
คนอย่างนี้ เป็นคนของตระกูลไฉงั้นหรือ? นาทีนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นมา
ส่วนคนของตระกูลไฉหลังจากที่ตกตะลึงก็ครุ่นคิด สำนักดาราจักรช่างเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพยัคฆ์และมังกรจริงๆ แม้แต่เสี่ยวจิ่วที่ดูเป็นเด็กจริงใจผอมบางร่างน้อยเช่นนี้กลับมีความสามารถและสัตว์คู่พันธสัญญาที่ดุดันแข็งแกร่งอย่างนี้ด้วย สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่
จอมมารโลหิตมองสัตว์เทวะขั้นสุดยอดตัวนั้น แววตาสน.อกสนใจยิ่งชัดเจนขึ้น เขาจ้องเด็กหนุ่ม เห็นว่าวรยุทธ์ของเด็กหนุ่มยังคงอยู่ในระดับหลอมแก่นพลังเหมือนเดิม ทว่า เพราะไม่ได้เก็บซ่อนรัศมีรอบกายอีก เขาจึงรับรู้ได้ว่าเด็กหนุ่มดูแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่?
“เจ้าเป็นใคร?”
เขาถามออกไปตรงๆ สายตาพิจารณายังคงจับจ้องไปที่เด็กหนุ่ม พลางครุ่นคิดในใจ ‘ดูจากสีหน้าของหานหรงก่อนตาย น่าจะรู้จักเด็กหนุ่มนี่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่นะ?’
ตอนที่ 2044: เด็กหนุ่มวิปริต
“ข้าเป็นใครเกี่ยวอะไรกับเจ้า”
เฟิ่งจิ่วตวัดสายตามอง พลางแค่นเสียงเย็น “เจ้าจะพาคนของเจ้าไป? หรือจะสู้กับข้า? แล้วแต่เจ้าจะเลือก แต่ข้าบอกไว้ก่อน ข้าไม่ได้รับมือง่ายเหมือนตาเฒ่าหรอกนะ”
ฮุ่นหยวนจื่อที่นั่งขัดสมาธิขับเคลื่อนลมปราณอยู่ด้านหลังได้ยินก็มุมปากกระตุก ไม่ได้รับมือง่ายเหมือนตาเฒ่าอย่างนั้นหรือ? ที่แท้ก็จะบอกว่าเขาสู้เขาไม่ได้? เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนี่ เป็นเด็กเมื่อวานซืนดังคาด ไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย
ได้ยินคำพูดของเฟิ่งจิ่ว จอมมารโลหิตหัวเราะชอบใจ จ้องเขาด้วยสายตานึกสนุก “เจ้าคิดว่าตนเองคู่ควรที่จะสู้กับข้า?”
เฟิ่งจิ่วกระตุกมุมปาก “มีหรือไม่มีสิทธิ์เจ้าลองดูสักครั้งก็ได้ อยากสู้ตัวต่อตัวหรือสู้แบบหมู่? เจ้าเลือกเอา”
หากสู้ตัวต่อตัวเธออาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจอมมารโลหิต หากสู้แบบหมู่ เธอจะได้ปล่อยให้พวกสัตว์คู่พันธสัญญาในห้วงมิติออกมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย แม้ครั้งนี้หงส์ไฟจะไม่ได้ตามมา แต่ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากลืนเมฆาหรือเหล่าไป๋ล้วนมีพลังต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา
เห็นเด็กหนุ่มเชิดคิ้วขึ้นอย่างมั่นใจ ไม่รู้ฟ้าสูงดินต่ำ จอมมารโลหิตแสยะยิ้มชั่วร้าย “สังหารคนของข้า ข้าก็ควรจะสั่งสอนเจ้าสักหน่อย ดูว่าเจ้าจะเก่งสักแค่ไหนเชียว!”
สิ้นเสียง เงาร่างสีแดงหม่นโฉบไหวดุจภูตผี ฝ่ามือขดงอเป็นกรงเล็บคว้าไปที่เฟิ่งจิ่ว มือของเฟิ่งจิ่วยังกำดาบสั้นไว้ ฝ่ามือพลิกหมุน ดาบสั้นที่ส่องประกายเยือกเย็นพุ่งแทงไปที่ฝ่ามือที่คว้ามาทางเธอ จอมมารโลหิตเห็นอย่างนั้นก็เปลี่ยนจากกรงเล็บเป็นฝ่ามือ ฝ่ามือลมซัดพลังใส่มือของเฟิ่งจิ่วที่ถือดาบสั้นเอาไว้
เธอหมุนตัวหลบหลีก นอกจากก้าวสลับฝีเท้า ก็ยังโจมตีด้วยมือพร้อมกันไปด้วย ทั้งสองโจมตีกันคนละทีสองที ส่วนทุกคนที่กำลังยืนดูอยู่ได้แต่ตื่นตะลึงพรึงเพริด
ยังไม่พูดถึงประสบการณ์ด้านการต่อสู้ของจอมมารโลหิตที่เด็กหนุ่มอย่างเฟิ่งจิ่วไม่อาจเทียบได้ แม้แต่ระดับวรยุทธ์ของเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถรับมือได้! ครั้นแรงกดดันอันแข็งแกร่งกระจายออกไป พวกคนที่มีพลังต่ำกว่าแค่จะยืนตัวตรงอยู่บนพื้นยังยาก
ทว่าเด็กหนุ่มกลับสามารถต่อกรกับจอมมารโลหิตได้ ไม่เกรงกลัวบารมีปราชญ์เซียนของเขาแม้แต่น้อย นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพลังของเด็กหนุ่มไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยอย่างไรเล่า!
บ้าไปแล้ว! ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิปริตจริงๆ! อายุขัยกระดูกเช่นนี้กลับมีระดับพลังที่เทียบเท่ากับจอมมารโลหิตแล้ว? ต้องมีความเร็วในการฝึกวรยุทธ์ระดับใดกัน? ผิดมนุษย์เกินไปแล้ว!
ไม่น่าเล่า ไม่น่าก่อนหน้านี้ผู้ฝึกวิชามารคนเมื่อกี้ถึงได้ไร้หนทางต่อสู้อย่างนั้น ไม่น่าเล่าผู้ฝึกวิชามารคนนั้นถึงได้ยอมถอดวิญญาณต้นเพียงเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอด…
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นยังมองดูจนตกตะลึงตาค้าง แล้วจอมมารโลหิตที่สู้กับเฟิ่งจิ่วจะไม่ตะลึงได้อย่างไรกัน?
แม้แต่ตอนสู้กับฮุ่นหยวนจื่อเขายังไม่ตะลึงเช่นนี้ แต่เจ้าเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ นี่ กลับสามารถต่อกรกับเขาอย่างง่ายกายหลายกระบวนท่า ฝีมือเช่นนี้ พลังเช่นนี้ วิปริตเกินไปแล้ว!
ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ จู่ๆ เขาก็ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว จ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา เห็นเพียงเด็กหนุ่มดวงหน้าสะอาดสะอ้านหล่อเหลา เรียวคิ้วแสดงถึงความเย็นชาและมั่นใจ นัยน์ตาคู่นั้นยิ่งงดงาม ประกายเฉียบคมน่าพรั่นพรึง เมื่อมองเด็กหนุ่มอีกครั้ง แม้รูปร่างผอมบาง แต่ดูเหมือนจะยังไม่โตเต็มที่ หากโตขึ้นอีกสองปีและร่างกายโตเต็มวัย นับว่าเป็นเด็กหนุ่มที่รูปร่างสมส่วนเลยทีเดียว
ครั้นเห็นร่างกายและใบหน้าที่อ่อนเยาว์เช่นนี้ แล้วนึกถึงร่างกายและใบหน้าของเขาในยามนี้ ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมา ไฟปรารถนาปรากฏในส่วนลึกของดวงตา บนใบหน้าชรานั่นพลันเผยยิ้มประหลาดออกมา
ตอนที่ 2045: เจ้า ข้าจะเอาให้ได้
จู่ๆ จอมมารโลหิตก็ถอยหลัง ซ้ำยังใช้สายตาอย่างนั้นจ้องพิจารณาเธอ เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าเย็นชา สายตาอย่างนี้เธอคุ้นเคยยิ่งนัก คนที่มองเธอด้วยสายตาเช่นนี้ ไม่ได้เห็นเธอเป็นมนุษย์ แต่เห็นเธอเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น
“เจ้าหนู ข้ายิ่งมองเจ้าก็ยิ่งถูกชะตา เจ้ามาอยู่กับข้าเป็นอย่างไร? ข้าจะมอบอนาคตที่สดใสให้เจ้าเอง” จอมมารโลหิตเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เขาคิดว่ารอยยิ้มของตนเองดูอบอุ่นและเป็นมิตรมาก กลับไม่รู้เลยว่า เขาไม่ยิ้มยังดี ครั้นยิ้มยิ่งดูประหลาดกว่าเดิม
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหัวเราะหยัน “แต่ข้าไม่ถูกชะตาเจ้านี่! อายุปูนนี้แล้วยังใส่เสื้อผ้าสีแดง ขัดหูขัดตายิ่งนัก”
จอมมารโลหิตได้ยินอย่างนั้น สายตาหรี่เล็ก ประกายเหี้ยมเกรียมพาดผ่านดวงตา “หึ! ในเมื่อพูดดีๆ ไม่ยอมทำตาม เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม้เกรงใจเล่า! วันนี้ เจ้าจะยอมหรือไม่ยอมก็ดี เจ้า ข้าจะเอาให้ได้!”
สิ้นเสียง เงาร่างสีแดงหม่นพุ่งโจมตีเฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่วนัยน์ตาเหี้ยมโหด กลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างพลุ่งพล่าน จากนั้นก็พุ่งเข้าไปด้วยเช่นกัน
ฮุ่นหยวนจื่อที่ดูสองคนนั้นสู้กัน ได้แต่สบถด่าด้วยความโมโห “ไอ้แก่นั่น ไอ้แก่โรคจิต! ไม่ว่ายินยอมหรือไม่ก็ดี จะเอาให้ได้งั้นหรือ? ไม่นึกว่าไอ้แก่นั่นจะโรคจิตขนาดนี้!”
ทุกคนที่ได้ยินคำพูดของจอมมารโหหิตต่างก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน จอมมารโลหิตพูดอย่างนั้นเพราะชอบพอในตัวเฟิ่งจิ่วงั้นหรือ? จอมมารโลหิตอายุขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่พวกแขนเสื้อกุดหรอกระมัง?
พวกเขามองทั้งสองด้วยสีหน้าแปลกๆ กลับลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่ายามนี้ตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
มีเพียงจัวจวินเยวี่ยที่ได้ยินคำพูดของจอมมารโลหิตแล้วครุ่นคิด เขาไม่คิดว่าจอมมารโลหิตจะหมายความเช่นนั้น เขาน่าจะอยาก…
เห็นฝีมือและวรยุทธ์ที่โดดเด่นของเด็กหนุ่ม ความคิดหนึ่งแวบผ่านในหัว
เขาคิดจะแย่งร่างเด็กหนุ่มไป! เขาคิดจะเลี้ยงเฟิ่งจิ่วไว้ข้างกาย เพื่อต่อไปยามที่เขาใกล้สิ้นอายุขัยจะได้แย่งร่างของเฟิ่งจิ่ว!
นึกมาถึงตรงนี้ สายตาของเขาพลันตึงเครียด เม้มปากมองเหตุการณ์ตรงหน้า คาดเดาว่าเฟิ่งจิ่วมีโอกาสชนะหรือไม่? หากแพ้จอมมารโหหิต ทุกคนที่นี่ก็ไม่มีใครรอดไปได้ เฟิ่งจิ่วก็จะตกอยู่ในกำมือของเขา กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาเลี้ยงไว้ข้างกายเท่านั้น!
ขณะกำลังคิดก็ได้ยินเสียงดังปึง เขาเงยหน้ามองไป เห็นเพียงเฟิ่งจิ่วเด็กหนุ่มชุดเขียวถูกจอมมารโหหิตโจมตีจนเซถอยไปข้างหลังหลายก้าว เห็นอย่างนั้น เขาตึงเครียด ทำท่าจะก้าวออกไป แต่ถูกเรียกไว้ก่อน
“จวินเยวี่ย มานี่!”
ฮุ่นหยวนจื่อเรียกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้า สายตาเฉียบแหลมแฝงแววครุ่นคิด ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
จัวจวินเยวี่ยหันมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหันไปมองเฟิ่งจิ่วอีกครั้ง จากนั้นก็เดินไปหยุดตรงหน้าเขา ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “มีอะไร?”
ตาเฒ่านี่ไม่เห็นหรือว่าเฟิ่งจิ่วใกล้สู้ไม่ไหวแล้ว? จอมมารโลหิตกำลังใช้หมัดตะปูเจ็ดก้าวกับเด็กหนุ่มอยู่ เขาจะทนไหวได้อย่างไรกัน? ต้องบอกก่อนว่าหมัดตะปูเจ็ดก้าวเป็นกระบวนท่าขึ้นชื่อประจำตัวของจอมมารโลหิตเลยทีเดียว!
ฮุ่นหยวนจื่อเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “พลังของเจ้ายังสู้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นไม่ได้เลย! อย่าไปเพิ่มภาระให้เขา ดูอยู่ข้างๆก็พอ”
“ท่านคิดว่าเขาจะสู้ไหวหรือ?” จัวจวินเยวี่ยขมวดคิ้วเอ่ย
“เรื่องนี้…พูดยาก”
เขาลูบหนวด เอ่ยอย่างครุ่นคิด “แต่ข้าดูแล้ววิธีการโจมตีของเจ้าเด็กเมื่อวานซืนมีเอกลักษณ์มาก ท่าร่างก็แปลกประหลาดนัก ใครชนะใครแพ้ยังไม่แน่นอน!”
ตอนที่ 2046: นี่คือมวยไทเก๊ก
เอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกไปเขาเองก็ตะลึงเช่นกัน นี่เท่ากับเขายอมรับว่าวรยุทธ์ของเจ้าเด็กเมื่อวานซืนแข็งแกร่งมาก หรือกระทั่งอาจกำราบจอมมารโลหิตได้ด้วยซ้ำ เช่นนั้นย่อมไม่ต้องกราบเขาเป็นอาจารย์ก็ได้ หากไม่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง แม้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นจะบอกเขาด้วยตนเองว่าพลังของเขาแข็งแกร่งจนถึงขั้นที่ไม่จำเป็นต้องกราบเขาเป็นอาจารย์แล้ว เขาก็คงไม่เชื่อ!
“เขาต้านรับหมัดตะปูเจ็ดก้าวของจอมมารโลหิตไม่ได้แน่” จัวจวินเยวี่ยเอ่ย มองเด็กหนุ่มที่ถอยหลังไปก้าวแล้วก้าวเล่าเพราะถูกหมัดตะปูเจ็ดก้าวของจอมมารโลหิตโจมตี ในสายตาฉายแววเป็นห่วง
ฮุ่นหยวนจื่อเห็นการโจมตีของเฟิ่งจิ่วถูกหมัดตะปูเจ็ดก้าวของจอมมารโลหิตข่ม ในใจนึกห่วงเช่นกัน ปากก็อดบ่นไม่ได้ “เจ้าเด็กนั่น บอกให้เขากราบข้าเป็นอาจารย์เขาก็ไม่ฟัง เจ้าว่าด้วยพรสวรรค์ของเขาหากกราบข้าเป็นอาจารย์ และเรียนวิชาหมัดแปดทิศของข้าไป ยังต้องกลัวจอมมารโลหิตอีกเสียที่ไหน?”
“ข้าจะไปช่วยเขา!” จัวจวินเยวี่ยบอก ทำท่าจะก้าวเข้าไป แต่กลับถูกตาเฒ่ารั้งไว้ก่อน
“เดี๋ยวก่อน เจ้าดู ท่าทางของเจ้าเด็กเมื่อวานซืนเปลี่ยนไปแล้ว” ตาเฒ่าดึงเขาไว้ พลางจ้องมองเด็กหนุ่มที่เปลี่ยนวิธีการสู้หลังจากถูกหมัดตะปูเจ็ดก้าวของจอมมารโลหิตโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จัวจวินเยวี่ยมองไปข้างหน้า นัยน์ตาไหวระริกเล็กน้อย
จริงอย่างที่ตาเฒ่าว่า หลังจากที่เด็กหนุ่มถูกโจมตีถอยหลังไปอีกครั้ง กลิ่นอายรอบกายรวมถึงท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป เห็นเพียงหลังจากที่เขาถูกโจมตีถอยหลังก็ก้าวขากางขาออกและย่อตัวลง สองมือแบออกกลายเป็นฝ่ามือ ฝ่ามือหนึ่งกดต่ำลงเบื้องหน้า อีกฝ่ามือหนึ่งยกสูงอยู่ข้างหลัง สายตาจับจ้องจอมมารโลหิต กลิ่นอายทั่วร่างพลันถูกดึงกลับมารวมกันเมื่อเขาตั้งท่านี้ ทำให้จัวจวินเยวี่ยที่กำลังดูอยู่ไม่ค่อยเข้าใจนัก
แต่ทว่า ยามเด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้า ฝีเท้าที่เดิมทีก็รวดเร็วดุจสายฟ้าอยู่แล้วยามนี้กลับก้าวไปข้างหน้าอย่างเบาหวิวดุจฝีเท้าแมว ขณะเดียวกันสองมือก็ขยับเขยื้อน กลิ่นอายพลังวิญญาณพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ขณะที่จอมมารโลหิตกำหมัดแน่น คำรามเสียงต่ำ ซัดหมัดตะปูเจ็ดก้าวใส่เขาพร้อมกับพลังอันแข็งแกร่ง กลับเห็นเด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบด้วยการเคลื่อนไหวอันเบาหวิวและว่องไว มือหนึ่งพลิกหมุนและคว้าจับมือของจอมมารโลหิตไว้ อาศัยเรี่ยวแรงมหาศาลของอีกฝ่ายโจมตีกลับไป
“ปึง!”
“อึก!”
ได้ยินเพียงเสียงดังปึง จอมมารโลหิตถูกซัดถอยหลังออกไปไกลถึงหกจั้ง ร่างกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งข้างหลังจนร้องครวญ แผ่นหลังของเขากระแทกกับต้นไม้ใหญ่ส่งเสียงดังกร๊อบ กระดูกแตกหัก เลือดไหลออกจากมุมปาก
สายตาเหี้ยมเกรียมของเขาจับจ้องเด็กหนุ่มที่กำลังขยับไหวมือทั้งสองข้างอย่างเชื่องช้า เห็นกลิ่นอายพลังวิญญาณรอบกายถูกรวบรวมไว้ที่ตรงกลางระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้าง กลายเป็นวงกลมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“นี่มันวิชาหมัดอะไรของเจ้า?”
จอมมารโหหิตถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ยกมือเช็ดเลือดตรงมุมปาก พลังมหาศาลของเขากลับถูกเด็กหนุ่มโต้กลับด้วยวิธีสี่ตำลึงปาดพันชั่ง? ใต้หล้านี้มีวิชาที่ร้ายกาจเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?
ฮุ่นหยวนจื่อที่เห็นภาพนั้นอดเบิกตากว้างไม่ได้ เขามองเฟิ่งจิ่วด้วยความตกตะลึง ตัวเขาลุกพรวดจากพื้น มือหนึ่งจับไหล่ของจัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างหน้าแน่น ใบหน้าตื่นเต้นจนแดงก่ำ “นะ นี่ นี่มันไทเก๊ก!”
เฟิ่งจิ่วหันกลับมาชำเลืองมองฮุ่นหยวนจื่อแวบหนึ่ง กระตุกมุมปากแวบหนึ่ง เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ใช่ นี่ก็คือมวยไทเก๊ก!”
“มวยไทเก๊ก?” จอมมารโลหิตขมวดคิ้ว “มวยไทเก๊กกับหมัดแปดทิศคือวิชาเดียวกันหรือ?” เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่ามันเหมือนหมัดแปดทิศ?
“มวยไทเก๊ก? กลับเป็นมวยไทเก๊ก!”
ฮุ่นหยวนจื่อมองเฟิ่งจิ่วด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่าน ปากก็พึมพำเบาๆ “ไทเก๊กถือกำเนิดสองขั้ว สองขั้วถือกำเนิดสี่ธาตุ สี่ธาตุถือกำเนิดแปดทิศ หมัดแปดทิศนั้นดัดแปลงมาจากไทเก๊ก นึกไม่ถึง นึกไม่ถึงเลยจริงๆ”
[1] แขนเสื้อกุด หมายถึงคนที่ชมชอบเพศเดียวกัน
[2] สี่ตำลึงปาดพันชั่ง หมายถึง วิธีการที่ใช้แรงน้อยกว่าเอาชนะแรงที่มากกว่า
ตอนที่ 2047: พลังกระบี่บีบคั้น
“ช่างหัวเจ้าจะเป็นไทเก๊กหรือแปดทิศ วันนี้ ข้าไม่เชื่อว่าจะปราบเจ้าไม่ได้!” จอมมารโลหิตตวาดเสียงกร้าว ก้าวเท้าไปข้างหน้า เหวี่ยงหมัดโจมตีออกไปพร้อมกับพลังอันดุดัน พุ่งใส่เฟิ่งจิ่ว
“ไทเก๊ก สยบความแข็งกร้าวด้วยความนุ่มนวล สยบความเคลื่อนไหวด้วยความสงบนิ่ง สยบความแข็งแกร่งด้วยความอ่อนแอ…”
เสียงนุ่มนวลแช่มช้าเปล่งออกจากปากของเฟิ่งจิ่ว สิ้นเสียงของเธอ การเคลื่อนไหวและท่าร่างของเธอก็เปลี่ยนไปด้วย การเคลื่อนไหวอันเชื่องช้าทว่าต่อเนื่อง กลับสามารถหลบหลีกการโจมตีด้วยหมัดตะปูเจ็ดก้าวของจอมมารโหหิตได้อย่างง่ายดาย ท่าร่างของเธองดงามดุจเมฆคล้อยและสายน้ำ คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล วิชาหมัดที่ดูเหมือนไร้พลัง กลับสามารถข่มหมัดตะปูเจ็ดก้าวของจอมมารโลหิตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า มองดูจนทุกคนรอบข้างต่างตะลึงตาค้าง
โดยเฉพาะฮุ่นหยวนจื่อที่ตื่นเต้นที่สุด มือที่กุมไหล่ของจัวจวินเยวี่ยอยู่เรลอออกแรงโดยไม่รู้ตัว บีบรัดจนจัวจวินเยวี่ยรู้สึกเจ็บ ขมวดคิ้วหันไปมองตาเฒ่าที่กำลังดูการต่อสู้ด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นจนแดงก่ำ
“เอามือของท่านออกไป”
“ไทเก๊กล่ะ! ดูนั่นเร็ว! ไม่นึกเลยว่าจะเป็นไทเก๊ก! เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่น เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นใช้วิชามวยไทเก๊กเป็นได้อย่างไรกัน? ใครเป็นคนสอนเขากัน?” เขาเหมือนไม่ได้ยินที่จัวจวินเยวี่ยบอก ได้แต่พึมพำด้วยความตื่นเต้น มองดูจอมมารโลหิตหลบหลีกการโจมตีจากมวยไทเก๊กด้วยสภาพน่าอนาถ อดรู้สึกชอบอกชอบใจไม่ได้
“สู้ได้ดี! ซัดมัน! ซัดมันให้แรง! ซัดไอ้แก่ไร้ยางอายนั่นให้ตายไปเสีย!” เขาตะโกนให้กำลังใจอยู่ด้านหนึ่ง สีหน้าแดงเรื่อน้ำเสียงทรงพลังนั่นทำให้พวกรู้ฝึกวิชามารตกตะลึง
ฮุ่นหยวนจื่อรู้นั้นถูกยาพิษเล่นงานไปแล้วไม่ใช่หรือ? อาศัยยาพิษของจอมมารโลหิต คนที่ถูกเล่นงานร่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูปล้วนต้องตาย ตาเฒ่านี่แม้มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ก็ไม่น่าจะอยู่ดีไม่มีปัญหา กระทั่งยังมีใบหน้าแดงเรื่อเช่นนี้ได้นี่นา?
นี่มันอะไรกัน? พิษนั่นไม่ส่งรลกับเขางั้นหรือ? หรือว่าเขาแก้พิษได้แล้ว? หากฮุ่นหยวนจื่อไม่ถูกพิษ ซ้ำยังมีคนพวกนั้นอีก อย่างนั้นหากพวกเขาจะเอาชีวิตคนพวกนั้นก็คงยากแล้ว
ขณะที่พวกเขากำลังครุ่นคิด ก็เห็นกลิ่นอายพลังวิญญาณขุมหนึ่งที่ขยับเคลื่อนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มถูกซัดใส่จอมมารโลหิต เสียงดังปึง ร่างของจอมมารโลหิตถูกซัดออกไปไกลหลายจั้ง
“พรืด!”
ขณะที่ร่างกายถูกซัดปลิวออกไป จอมมารโลหิตกระอักเลือดออกมา เขาใช้มือยันต้นไม้ลุกขึ้น แต่กลับไม่พุ่งเข้าไปโจมตีต่อในทันที ทว่าสวมใส่วัตถุแหลมๆ ลงบนนิ้วมือทั้งสิบ จากนั้นก็คำรามเสียงเข้ม รวมพลังพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
“ย้าก!”
เสียงคำรามดังขึ้น เห็นเพียงเขาพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราวกับบิน คล้ายคิดจะเอาจริงด้วยการสู้กับเธอด้วยชีวิต ทว่า ดูเหมือนเขาโจมตีด้วยหมัด แต่เสี้ยวนาทีที่ใกล้ถึง ทันใดนั้น เขากลับชักกระบี่ยาวเล่มหนึ่งออกมาเหวี่ยงใส่เฟิ่งจิ่ว พลังกระบี่อันดุดันถูกซัดออกมา รุนแรงน่าพรั่นพรึง!
“ต่ำทราม!”
คนของตระกูลไฉตกตะลึง สบถด่าด้วยความเดือดดาล หัวใจตึงเกร็งไปทั้งดวง หากเทียบกับเรื่องอาวุธ เกรงว่าเสี่ยวจิ่วจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ย ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวจิ่วในตอนนี้ไร้อาวุธติดมือ มีเพียงดาบสั้นที่เขาเก็บซ่อนไว้ตรงข้างรองเท้าเท่านั้น
“ไอ้แก่หน้าไม่อายนั่น! สู้ไม่ได้ก็คิดจะเล่นสกปรกอีกแล้ว!” ฮุ่นหยวนจื่อเองก็ก่นด่าเสียงดัง
จัวจวินเยวี่ยขมวดคิ้ว คิดจะรุดหน้าไปช่วย กลับเห็นว่ามือของตาเฒ่าบนไหล่ยังไม่คลาย จึงหันไปมองเขา “ท่านคิดจะยืนดูเขาตายไปเฉยๆหรือ?”
“ใครว่าเล่า? เขาไม่ตายแน่นอน!” ตาเฒ่าตอบด้วยความมั่นใจ ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “แต่หากเจ้าจะเข้าไปแทรก อาจตายอยู่ใต้คมดาบของไอ้แก่ต่ำทรามนั่นได้ทุกเมื่อ หนำซ้ำ เหมือนว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเข้าไปยุ่งก็ได้!”
ตอนที่ 2048: เจ้าคือภูติหมอเฟิ่งจิ่ว
ตาเฒ่าพยักหน้าให้เขามองไปข้างหน้า เห็นเพียง ขณะที่กระบี่ยาวในมือเขาพุ่งแทงไปที่เฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่วเบี่ยงตัวหลบ ประกายแสงสีเขียวเส้นหนึ่งพาดร่าน เสี้ยวนาทีนั้นพวกเขามองไม่เห็นว่าคืออะไร ได้ยินเพียงกระบี่กระทบกันดังเกร๊ง
“เกร๊ง!”
“ชิ้ง!”
“อึก!”
ประกายกระบี่พุ่งออกไป พลังกระบี่พลุ่งพล่าน เสียงร้องครวญดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่กระจายไปทั่วอากาศ เงาร่างสองร่างประมือกันหลายกระบวนท่าภายในชั่วพริบตา เสียงกระบี่กระทบกันดังก้องไปทั่ว กลิ่นอายพลังวิญญาณและแรงกดดันอันแข็งแกร่งกระจายไปทั่วอากาศ
ความเร็วของทั้งสองสูงมาก ทำให้ไม่มีใครมองเห็นกระบี่ที่พวกเขาถือรวมถึงกระบวนท่าที่พวกเขาใช้ จนกระทั่ง กระแสพลังอันแข็งแกร่งขุมหนึ่งถูกซัดกระจายออกไปรอบข้าง เงาร่างของทั้งสองก็ถอยห่างออกจากกัน
กระบี่ยาวชี้เฉียงลงบนพื้น เงาร่างสีเขียวยืนสง่าท้าสายลม ตอนนั้นเองที่ทุกคนเห็นกระบี่ในมือของเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน
“กระบี่คมพยับ!”
ฮุ่นหยวนจื่อและคุณชายรองไฉตะโกนขึ้นด้วยความตะลึงพร้อมกัน พวกเขารู้จักกระบี่คมพยับ จากที่ได้ยินมา กระบี่นี้เป็นกระบี่เท.วะโบราณ เพียงแต่กระบี่เท.วะโบราณที่เป็นดั่งสมบัติล้ำค่านี้ได้หายสาบสูญไปหลายปีแล้ว เหตุใดจู่ๆก็ปรากฏตัว? ซำยังอยู่ในมือของเด็กหนุ่มที่อายุน้อยเช่นนี้ด้วย?
จัวจวินเยวี่ยมองเด็กหนุ่มที่ถือกระบี่คมพยับไว้ในมือ ประกายมืดมนพาดร่านดวงตา สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา เพียงแต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติจนสังเกตไม่ทัน เขาเม้มปาก จ้องมองอยู่เงียบๆ มองดูกระบี่คมพยับที่ส่องประกายแสงสีเขียวอยู่ในมือเด็กหนุ่ม
คมดาบอันแหลมคมส่องประกายเย็นยะเยือก ตัวดาบเรืองแสงสีเขียว ยังไม่ได้เข้าใกล้ ก็สัมรัสได้ถึงพลังกระบี่อันดุดันน่าพรั่นพรึงแล้ว นะ นี่มันกระบี่คมพยับ กระบี่เท.วะโบราณในตำนาน!
ต่างจากคนอื่นที่กำลังตะลึงพรึงเพริด จอมมารโลหิตที่ถึงแม้จะตะลึงเพราะเห็นกระบี่คมพยับในมือเด็กหนุ่มเหมือนกัน แต่เขากลับไม่ได้ตะลึงเพราะกระบี่คมพยับ ทว่าตกตะลึงในตัวตนที่แท้จริงของคนรู้นี้!
“เจ้าคือเฟิ่งจิ่ว! เจ้าก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว! เจ้าเป็นผู้หญิง!”
วาจามั่นใจเปล่งออกจากปากเขาถึงสามประโยคติด แต่ละประโยคล้วนเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นและตกตะลึง หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง เขาแทบไม่กล้าเชื่อว่าเด็กหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้านี้ก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังบนแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ!
บัดซบ! เขายังอุตส่าห์คิดจะจับอีกฝ่ายมาอยู่ข้างกาย เพื่อที่วันหน้าจะได้แย่งร่างอันอ่อนเยาว์ของเขามาใช้ แต่ตอนนี้กลับต้องมารับรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นผู้หญิง! หนำซ้ำยังเป็นภูตหมอเฟิ่งจิ่วที่ปีศาจจอมมารผู้นั้นยังหวั่นเกรง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร
หลังจากที่พวกเขาเข้าร่วมแรนการทำลายล้างราชวงศ์เฟิ่งหวง ต่อมาพวกเขาพลิกกลับมามีชัย หลังจากทำลายล้างสองราชวงศ์อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น พวกเขาก็ได้สร้างความตะลึงให้แก่กลุ่มอำนาจต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่แถบเหนือแม่น้ำ และทำให้กลุ่มอำนาจต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำรวมเป็นกลุ่มอำนาจเดียวทำให้พวกเขาไม่อาจยื่นมือเข้ามาแทรกได้ ภูตหมอเฟิ่งจิ่วผู้นี้เป็นคนที่ปีศาจจอมมารกำชับแล้วกำชับอีกว่าห้ามไปมีเรื่องกับนาง นึกไม่ถึง นึกไม่ถึงว่ากลับบังเอิญเจอในป่าภูเขาไฟแห่งนี้!
นาทีนี้ นึกถึงวิธีการที่นางสังหารหานหรงก่อนหน้า นึกถึงที่นางเจาะจงเล่นงานหานหรง จนถึงขั้นที่หานหรงต้องถอดวิญญาณต้นเพื่อหนีเอาตัวรอด ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว! ที่แท้นางก็คือเฟิ่งจิ่ว นางก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว!
“อะ อะไรนะ? ภูตหมอเฟิ่งจิ่วอะไร? ผู้หญิงอะไรกัน?”
ด้านหนึ่ง ฮุ่นหยวนจื่อเบิกตากว้างจ้องเฟิ่งจิ่ว มองพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด “เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนี่เป็นเด็กผู้ชายชัดๆ ใช่ผู้หญิงเสียที่ไหน? ไอ้แก่อย่างเจ้าสายตาเลอะเลือนแล้วกระมัง!”
ตอนที่ 2049: จอมมารโลหิตตกใจหนีเตลิด
เพียงแต่ยามเอ่ยประโยคนั้นออกมา เสียงของตาเฒ่าเหมือนจะอ่อนลงอย่างชัดเจน คล้ายไม่ค่อยมั่นใจ เขาจ้องพิจารณาเฟิ่งจิ่วซ้ำๆ ด้วยสีหน้าแปลกๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หน้าตาดูประหลาดยิ่งนัก
คนอื่นก็มองดูด้วยสีหน้าแปลกๆเช่นกัน เหตุใดจอมมารโลหิตจึงบอกว่าเฟิ่งจิ่วเป็นผู้หญิง? เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือ? เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง?
จัวจวินเยวี่ยแววตาไหวระริก สายตาจับจ้องพิจารณาเฟิ่งจิ่วตั้งแต่หัวจรดเท่า สายตาแฝงแววครุ่นคิด
ฝานอี้ซิวเองก็ตะลึงเช่นกัน ผู้หญิงหรือ เป็นไปไม่ได้กระมัง? ดูอย่างไรก็เป็นเด็กหนุ่มนี่นา! แม้หน้าตาจะดูงามละเอียดไปบ้าง แต่อย่างไรก็ไม่ใช่ผู้หญิงแน่นอน! เฟิ่งจิ่วดูไม่มีความกระมิดกระเมี้ยนเฉกเช่นสตรีเลยแม้แต่น้อย จะเป็นผู้หญิงไปได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเส้นทางนี้พวกเขาก็ถือว่าสนิทกันระดับหนึ่ง หากเขาเป็นผู้หญิงมีหรือพวกเขาจะแยกไม่ออก?
จอมมารโลหิตไม่สนใจพวกเขา เขาถอยหลังและจ้องเด็กหนุ่มที่กำลังกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความระแวดระวัง ตวาดด้วยความอับอายระคนโกรธแค้น “เป็นถึงภูตหมอเฟิ่งจิ่วกลับปลอมตัวเป็นชายก็แล้วไป แม้แต่หน้าตาก็ยังต้องแปลงโฉม ปลอมตัวจนมีสภาพเช่นนี้ ทำไมเล่า? หรือไม่กล้าสู้หน้าใคร?”
นึกไม่ถึงว่าเขาจะดูไม่ออกว่าเด็กหนุ่มนี่เป็นผู้หญิง แล้วยังคิดจะแย่งร่างอีกฝ่ายมาอีก ไม่อยากคิดว่าหากเขาแย่งร่างได้สำเร็จ ถึงตอนนั้นเขาที่เป็นถึงจอมมารโลหิตกลับเข้าไปอยู่ในร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ถึงตอนนั้นไม่อยากคิดว่าจะเป็นอย่างไร!
เพียงแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งอดสูดหายใจด้วยความหวาดเสียวไม่ได้ อีกฝ่ายคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว คนที่แม้แต่ปีศาจจอมมารยังหวั่นเกรง แล้วเขาจะจับคนอย่างนี้มาง่ายๆได้อย่างไรกัน? เขาคิดง่ายเกินไปแล้ว
เฟิ่งจิ่วขยับหมุนดาบคมพยับในมือ ช้อนตามองจอมมารโลหิต กลีบปากเผยอยิ้มที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “นึกไม่ถึงว่าท่านจอมมารโลหิตผู้ยิ่งใหญ่กลับรู้จักข้าด้วย ช่างเป็นเกียรติยิ่ง”
“เหอะ! เฟิ่งจิ่ว ข้ารู้ว่าเป้าหมายของเจ้าคือหานหรง ยามนี้หานหรงตายไป เท่ากับชำระแค้นสำเร็จแล้ว วันนี้ ข้าจะไม่ถือสาเจ้าก็แล้วกัน!” เอ่ยจบ จอมมารโลหิตถอยหลังไปทีละก้าวทีละก้าว ขณะเดียวกันก็โบกมือสั่งให้เหล่าผู้ฝึกวิชามารถอยทัพ
เฟิ่งจิ่วมองดูจอมมารโลหิตถอยทัพ กลับไม่ได้ไล่ตามไป เพียงยืนมองอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกัน น้ำเสียงเย็นใสแฝงกลิ่นอายพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งเปล่งออกจากปากของเธอ “ฝากบอกปีศาจจอมมารของเจ้าด้วย สักวันหนึ่ง ข้าจะเหยียบตำหนักมารของพวกเจ้าให้ราบคาบ!”
ได้ยินเสียงนั้น เลือดลมในร่างของจอมมารโลหิตตีขึ้นลำคอ เขาหันกลับมาจ้องเงาร่างสีเขียวด้วยสีหน้าตึงเครียด ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ตำหนักมารของพวกข้ายินดีต้อนรับเสมอ!”
สิ้นเสียง เหล่าผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นหายวับไปในพริบตา เหลือไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในอากาศ รวมถึงความตกตะลึงและเหนือความคาดหมายของผู้คนรอบข้าง…
ปะ ไปทั้งอย่างนี้เลยหรือ?
ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้นที่แม้แต่ฮุ่นหยวนจื่อยังสู้ไม่ได้ ไม่นึกเลย ไม่นึกเลยว่าพอจำเฟิ่งจิ่วได้ก็หนีไปทั้งอย่างนี้แล้ว?
ทุกคนตะลึงตาค้าง มองเงาร่างสีเขียวตรงหน้าอย่างอึ้งๆ รู้สึกเพียงเหนือความคาดหมาย ภูตหมอเฟิ่งจิ่วผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่? เพียงแค่แสดงกระบี่คมพยับเล่มนั้นให้เห็น และเอ่ยนามภูตหมอเฟิ่งจิ่วออกมา ก็ทำให้พวกผู้ฝึกวิชามารตกใจจนหนีเตลิดไปได้เลยหรือ? หนำซ้ำ ยังทำให้จอมมารโลหิต ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบจอมมารภายใต้อาณัติของปีศาจจอมมารตกใจหนีไปได้ด้วย?
พวกเขาไม่ได้มองผิดไปแน่ใช่หรือไม่?
เวลานี้ เรียกได้ว่าทุกคนรู้สึกตกตะลึงและเหลือเชื่อ พวกเขาไม่เคยพบเจอเรื่องอย่างนี้มาก่อน มันประหลาด และน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว…
อีกอย่าง หากภูตหมอเฟิ่งจิ่วที่จอมมารโลหิตพูดถึงคือเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ อย่างนั้น อย่างนั้นเขาก็คือนาง? เป็นผู้หญิง?
นึกมาถึงตรงนี้ สายตาแปลกประหลาดที่แฝงแววอยากรู้อยากเห็นจับจ้องไปที่เด็กหนุ่ม ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนผู้หญิง…
ตอนที่ 2050: อาจารย์ข้าแซ่ฉู่
ครั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคนที่อยู่ข้างหลัง เฟิ่งจิ่วหันกลับมามองพวกเขา ยามสบกับสายตาฉงนฉงายระคนเลื่อมใส เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจนใจ “ที่จริงเหตุผลสำคัญที่ข้าเข้ามาในป่าภูเขาไฟก็เพื่อสังหารคนคนนั้น “เธอยกกระบี่คมพยับในมือชี้ไปยังศพของหานหรงที่อยู่บนพื้น
ประโยคเดียว บ่งบอกพวกเขาว่านางไม่ใช่คนของสำนักดาราจักร และไม่ใช่คนของตระกูลไฉด้วยเช่นกัน
ได้ยินอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกฝานอี้ซิว หรือพวกคุณชายรองไฉ ต่างจ้องเธออย่างปากอ้าตาค้าง ตลอดเส้นทางนี้พวกเขานึกว่าเธอเป็นคนของอีกฝ่าย นึกอยู่นาน พวกเขากลับไม่รู้ว่าเธอแฝงตัวเข้ามาตั้งแต่ตอนไหน?
“สะ เสี่ยวจิ่ว จะ เจ้าเป็นผู้หญิงจริงหรือ?” ไฉเฟิงจ้องเธอด้วยสีหน้าแปลกๆ คิดภาพไม่ออกว่าหากเด็กหนุ่มตรงหน้าสวมใส่เสื้อผ้าผู้หญิงจะเป็นอย่างไร?
“อืม ข้าเป็นผู้หญิง” เธอเผยยิ้มจนตาหยี และรอยยิ้มนี้ ไม่มีแววเย่อหยิ่งเจ้าเล่ห์เหมือนตอนสู้กับพวกนั้น มีเพียงความเป็นมิตรเหมือนเด็กสาวข้างบ้านเท่านั้น
“แต่ แต่ว่าเจ้าจะเป็นผู้หญิงไปได้อย่างไร เจ้า…” เขาจ้องมองเธอขึ้นๆลงๆอยู่อย่างนั้น ชี้ไปที่หน้าอกแบนราบของเฟิ่งจิ่วอยากจะถาม แต่สุดท้ายกลับถามไม่ออกสักคำ
“เจ้าเด็กนี่ ถามอะไรส่งเดช! นางบอกว่าเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นผู้หญิงสิ ยังจะถามอะไรมากมายอีกทำไม?” คุณชายรองไฉตบหัวไฉเฟิง ห้ามไม่ให้เขาถามอะไรไม่เหมาะสมออกไป
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเช็ดทำความสะอาดกระบี่คมพยับก่อนจะเก็บ ทว่า เงาร่างหนึ่งกลับเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเธอ
“นี่ก็คือกระบี่คมพยับ กระบี่เท.วะโบราณหรือ? ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?” จัวจวินเยวี่ยยืนอยู่ตรงหน้าเฟิ่งจิ่ว สายตาจับจ้องกระบี่ในมือเธอ
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วชะงักเล็กน้อย แต่กลับยังคงยื่นกระบี่คมพยับที่เก็บเข้าฝักให้เขา “มือจับไม่ได้ พลังกระบี่คมพยับจะทำให้บาดเจ็บได้” เธอเตือน
ฮุ่นหยวนจื่อที่อยู่ข้างหลังแปลกใจเล็กน้อย ลอบคิดในใจ จัวจวินเยวี่ยเป็นอะไรไป เหตุใดจึงได้สน.อกสนใจกระบี่คมพยับนัก? แม้กระบี่คมพยับจะเป็นกระบี่เทวะโบราณที่แม้แต่เขายังอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง แต่โดยปกติแล้ว หากเป็นกระบี่ของคนอื่น การขอจับส่งเดชกลับดูไม่เหมาะสมนัก
“ขอบใจมาก”
จัวจวินเยวี่ยรับไปก่อนจะชักออกมาดู บนตัวกระบี่สลักคำว่าคมพยับเอาไว้ พลังกระบี่นั่นพรั่นพรึงน่าเกรงขาม แหลมคมยิ่งนัก จ้องมองกระบี่ในมือ สายตาของเขาไหวระริก ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เนิ่นนาน เขายื่นกระบี่คมพยับคืนให้เฟิ่งจิ่ว มองเธอ ก่อนถามว่า “ดาบเล่มนี้เจ้าได้มาได้อย่างไร?”
จัวจวินเยวี่ยไม่ใช่คนที่จะเสียมารยาท แต่คนอย่างนี้กลับกระทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมถึงสองครั้งติดกัน เฟิ่งจิ่วได้ยินคำถามของเขา ก็มองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง
“กระบี่เล่มนี้เดิมเป็นของอาจารย์ของข้า เขาซ่อนกระบี่เล่มนี้ไว้ในสุสานหมื่นกระบี่ ปีนั้นตอนที่ข้ากราบเขาเป็นอาจารย์ เรื่องที่เขาให้ข้าทำเป็นเรื่องที่สองก็คือเข้าไปตามหากระบี่คมพยับในสุสานหมื่นกระบี่ เขาส่งข้าเข้าไปในสุสานหมื่นกระบี่ จากนั้นก็ให้ข้าตามหามันด้วยตนเอง และนำมันออกมา”
ขณะเล่าให้ฟัง เฟิ่งจิ่วเก็บกระบี่คมพยับ มองจัวจวินเยวี่ยแล้วถาม “เจ้าสนใจหรือ?”
จัวจวินเยวี่ยมองเธอ นัยน์ตาลึกซึ้ง คล้ายมีอะไรอยากจะบอก แต่สุดท้ายกลับส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วจ้องหน้าเขา เอ่ยว่า “อาจารย์ของข้าแซ่ฉู่”
เธอเห็นจัวจวินเยวี่ยหลุบตาต่ำ เก็บซ่อนประกายในสายตา อดสะดุดใจไม่ได้ ก่อนจะยื่นป้ายคำสั่งให้เขา “ภายหน้าหากมีโอกาสก็มาหาข้าได้ที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที”
จัวจวินเยี่ย.มองป้ายคำสั่งแผ่นนั้น ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรับป้ายคำสั่งที่เธอยื่นให้
จบตอน
Comments
Post a Comment