ตอนที่ 2081: หวังว่าเจ้าจะไม่ไป
“คุณชายท่านนี้” หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างพยัคฆ์เดือดกลับมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับเอาเนื้อชิ้นใหญ่ที่เพิ่งย่างเสร็จกลับมาด้วย
เขาเดินไปหยุดตรงหน้าจัวจวินเยวี่ย เห็นว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวตื่นแล้วจึงยิ้มให้เขา และเอ่ยกับพวกเขาสองคนว่า “พวกข้าย่างเนื้ออยู่ข้างหน้านั้น จึงเอามาให้พวกท่านกินด้วย”
เฟิ่งจิ่วกะพริบตาถี่ๆ มองทหารรับจ้างคนที่อยู่ตรงหน้า ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ้อ ท่านเองหรือ!”
“คุณชายน้อยยังจำข้าได้หรือ?” หัวหน้าทหารรับจ้างพยัคฆ์เดือดเป็นชายอายุสามสิบสี่สิบปี เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวหน้าตาหล่อเหลาทำหน้าเหมือนถึงบางอ้อ ก็อดเผยยิ้มออกมาไม่ได้
“หลายวันก่อนเพิ่งเจอกันในป่าไม่ใช่หรือ? ตอนนั้นท่านยังคุยกับตาเฒ่าอยู่เลย” เฟิ่งจิ่วชี้ฮุ่นหยวนจื่อที่ยังนอนหลับไม่ยอมตื่นอยู่ด้านหนึ่ง
ตาเฒ่า? รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างพยัคฆ์เดือดแข็งกระด้าง มองเด็กหนุ่มชุดเขียวอย่างประหลาดใจ คนที่กล้าเรียกฮุ่นหยวนจื่อว่าตาเฒ่ามีไม่มากนัก! เด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้เป็นใครมาจากไหน? แต่ดูท่าทางแล้วคงไม่ใช่คนธรรมดาแน่
“ตอนบ่ายข้ามาครั้งหนึ่งแล้ว เห็นพวกท่านสองคนหลับอยู่ จึงเฉือนเนื้อที่ย่างเสร็จแล้วมาให้พวกท่านหน่อย พวกท่านรีบกินตอนยังร้อนๆเถิด! หากไม่พอพวกข้ายังมีอีก” หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างยื่นเนื้อย่างให้
“ไม่ต้อง” “อย่างนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะ” เสียงสองเสียงดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย คนแรกคือจัวจวินเยวี่ย ส่วนคนที่สองก็คือเฟิ่งจิ่วที่ยื่นมือออกไปรับเนื้อย่าง ยามได้ยินสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างอึ้ง ก่อนจะหัวเราะ
เฟิ่งจิ่วรับเนื้อย่างไปแล้วมองจัวจวินเยวี่ยตาขวาง “นี่เป็นน้ำใจของหัวหน้าเขา จะปฏิเสธได้อย่างไรกัน? ไม่น่าเล่าตาเฒ่าถึงได้ว่าเจ้าเป็นท่อนไม้”
ได้ยินแล้วจัวจวินเยวี่ยมุมปากกระตุก เหล่มองเธออย่างหมดคำพูดแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาออกไปเงียบๆ เขาไม่มีหน้าจะมองต่อแล้ว คนคนนี้พอเห็นของกินทีไรก็ทิ้งศักดิ์ศรีและความเย่อหยิ่งไปเสียหมดสิ้น
“อย่างนั้นข้ากลับก่อนแล้ว” หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างเอ่ย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป
“เอ้า!” เฟิ่งจิ่วยื่นเนื้อย่างให้จัวจวินเยวี่ยชิ้นหนึ่ง
“เจ้ากินเถอะ! ข้าไม่หิว” เขาตอบ ก่อนจะนั่งเงียบต่อไป
เฟิ่งจิ่วยักไหล่ นั่งขัดสมาธิกินเนื้อย่างต่อ ไม่ลืมหยิบสุราออกมาดื่มด้วย ก่อนเอ่ยว่า “ศิลาเพลิงก็หาได้แล้ว หญ้าเซียนก็มีแล้ว ฉะนั้นข้าจึงตั้งใจว่าจะกลับแล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น จัวจวินเยวี่ยมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองตาเฒ่าที่กำลังเมาหลับอยู่ด้านหนึ่ง ถามว่า “เจ้าตั้งใจจะฉวยโอกาสตอนที่ตาเฒ่าเมาหลับหนีไปงั้นหรือ?” เขามั่นใจได้ว่าหากเธอไปทั้งอย่างนี้ ตาเฒ่าตื่นมาจะต้องโมโหหนวดตั้งแน่นอน
“เดิมทีก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่นานอยู่แล้วนี่นา! อีกอย่างข้าก็เคยบอกแล้ว ข้ายังต้องกลับไปดูแลที่นั่นอีก จากมาหลายวันขนาดนี้แล้วไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง ต้องกลับไปดูหน่อย”
เฟิ่งจิ่วดื่มสุราหนึ่งอึก มองตาเฒ่าแวบหนึ่ง “หากเขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอข้า อย่างมากก็แค่กระทืบเท้า ไม่กี่วันก็ดีเอง อีกอย่าง ข้าก็ทิ้งที่อยู่ไว้ให้พวกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? มีเวลาเมื่อใดก็ไปหาข้าได้”
ได้ยินอย่างนั้น จัวจวินเยวี่ยมองเธอเงียบๆ คล้ายอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ได้แต่มองเธอ และก้มหน้าเก็บงำสายตา ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่
เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว ถามว่า “เจ้ามีอะไรอยากพูดงั้นหรือ? อย่างน้อยพวกเราก็ใช้เวลาร่วมกันมาตลอดเส้นทางแล้ว ยังมีอะไรที่พูดไม่ได้อีกหรือ?”
ได้ยินอย่างนั้น จัวจวินเยวี่ยเงยหน้ามองเธอ ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ไปตอนนี้”
ตอนที่ 2082: ทายาทของฉู่ป้าเทียน
เฟิ่งจิ่วยักคิ้วมองเขา “ไม่ไปตอนนี้?”
“อืม ข้าอยากชวนเจ้ากลับไปที่ตระกูลจัว พบท่านย่าของข้าสักครั้ง” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อว่า “นางไม่สบาย เหลือเวลาไม่มากแล้ว”
เฟิ่งจิ่วนัยน์ตาไหวระริก จับจ้องใบหน้าเขา “เหตุใดต้องพบท่านย่าของเจ้า? อย่างไรเจ้าก็ควรบอกเหตุผลข้าหน่อย” ในใจคาดเดาได้รางๆ กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นความจริง
เขาเงยหน้ามองเธอ เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านย่าของข้าเคยกำชับไว้ ให้ข้าสืบข่าวของท่านปู่ และกระบี่คมพยับก็คือเบาะแส”
“ท่านปู่ของเจ้าชื่ออะไร?” เธอถาม สายตาจับจ้องใบหน้าของเขา ไม่ปล่อยให้ทุกการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเล็ดลอดไปได้
“คนนอกรู้เพียงว่าท่านปู่ของข้าเป็นอาวุโสของตระกูลจัว แต่มีเพียงครอบครัวของข้าเท่านั้นที่รู้ว่า ท่านปู่ของข้าแซ่ฉู่ ชื่อฉู่ป้าเทียน” เขาจ้องหน้าเธอนิ่งๆ เอ่ยชื่อที่ซ่อนอยู่ในใจเขามาเนิ่นนาน
ครั้นได้ยินชื่อนี้จากปากของเขา เฟิ่งจิ่วหัวใจสะดุด เอ่ยว่า “ใช่แล้ว อาจารย์ของข้าก็คือฉู่ป้าเทียน ข้ากลับไปพบท่านย่าของเจ้ากับเจ้าก็ได้ แต่ข้าต้องรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลังของครอบครัวเจ้า”
แม้เธอจะไม่ได้เอ่ยเจาะจง แต่เธอรู้ว่าเขาเข้าใจ
จัวจวินเยวี่ยอธิบาย “ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องของท่านปู่กับท่านย่ามากนัก ท่านย่าของข้าไม่ได้เล่าให้พวกข้าฟังอย่างละเอียด นางเล่าให้ฟังเพียงเล็กน้อย เรื่องอื่น เจ้าถามนางหลังจากไปพบนางก็ได้”
เฟิ่งจิ่วครุ่นคิด หากพวกเขาเป็นลูกหลานของท่านอาจารย์จริง เช่นนั้นเธอก็ต้องไปพบคนผู้นี้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงพยักหน้า “ก็ได้! อย่างนั้นก็ไปด้วยกันเถิด! รอตาเฒ่าตื่นแล้วบอกเขา เราไม่มีธุระอะไรที่นี่แล้ว อย่ามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกเลย”
“อืม” จัวจวินเยวี่ยพยักหน้า เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “เจ้าเล่าเรื่องท่านปู่ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่? เจ้าพบเขาได้อย่างไร? เขา…”
“เขาตายไปนานแล้ว ข้าเองก็บังเอิญเข้าไปพบกับดวงจิตที่หลงเหลืออยู่ของเขาในจวนลับใต้น้ำแห่งนั้น” เธอมองเขา เอ่ยอีกว่า “เรื่องที่สามที่เขาขอให้ข้าทำ ก็คือตามหาทายาทรุ่นหลังของเขา ดูว่าพวกเขามีชีวิตที่ดีหรือไม่ เพียงแต่นึกไม่ถึง พวกเจ้ามาอยู่ที่แผ่นดินใหญ่แถบเหนือแม่น้ำนี้ ส่วนข้ากลับตามหาพวกเจ้าอยู่ที่แผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ ข้าคิดว่าแม้แต่เขาก็คงนึกไม่ถึงว่าต่อมาท่านย่าของเจ้าจะย้ายมาอยู่ที่นี่กระมัง!”
เฟิ่งจิ่วมองเขา “บนแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำมีกลุ่มอำนาจมากมายที่รู้จักชื่อฉู่ป้าเทียนของเขา เพียงแต่เขาล่วงลับไปนานแล้ว ผู้คนก็เริ่มพากันลืมเลือนเขาไปตามกาลเวลา พลังของเขานับได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับต้นๆ บนแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ กอปรกับปีนั้นมีกระบี่คมพยับอยู่ในมือ เรียกได้ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้เขาได้ เพียงแต่หนึ่งคนไม่อาจสู้คนหมู่มากได้”
“เทียบกับผู้แข็งแกร่งบนแผ่นดินใหญ่แถบเหนือแม่น้ำแห่งนี้ เขาอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่นับได้ว่าเป็นชายชาตรีที่กล้าทำกล้ารับคนหนึ่ง” เธอยิ้ม เอ่ยต่ออีกว่า “หลังจากกราบเขาเป็นอาจารย์ด้วยความบังเอิญ ต่อมาข้าก็ตามสืบเรื่องราวสมัยเขายังหนุ่มอยู่อีกมากมาย พลังของเขาแม้นับว่าแข็งแกร่งในแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ กลับไม่เคยรังแกคนอ่อนแอ ในอดีตหากไม่ใช่เพราะคนพวกนั้นต้องการชิงกระบี่คมพยับของเขาจึงลอบเล่นงานเขาด้วยวิธีสกปรก ตอนนี้เขาก็คงยังมีชีวิตอยู่”
เล่ามาถึงตรงนี้เธอก็ถอนหายใจ “บางทีอาจเพราะเรื่องนี้ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมสกุลจัวล่มสลาย เขาจึงรู้สึกผิด ฉะนั้นหลังจากบาดเจ็บหนักถึงได้ส่งกระบี่คมพยับเข้าไปในสุสานหมื่นกระบี่”
จัวจวินเยวี่ยฟังเงียบๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร สำหรับท่านปู่ที่ไม่เคยเจอ และไม่รู้จักคนนี้ จัวจวินเยวี่ยรู้เรื่องของเขาไม่มากนัก
ตอนที่ 2083: นำกลับเข้าไปหลอมใหม่ในเตา
ทว่านับตั้งแต่จำความได้ เขาก็รู้ว่าเขากับพ่อไม่ใช่สายเลือดของตระกูลจัว เรื่องนี้แทบไม่ใช่ความลับในตระกูลจัว และเพราะเหตุผลนี้ ฐานะของพวกเขาในตระกูลจัวจึงค่อนข้างน่าอึดอัดใจเช่นนี้
“งืม…”
ตาเฒ่าที่กำลังหลับสบายพลิกตัว กระแทกเข้ากับก้อนหินที่อยู่ข้างๆทำให้ตื่นขึ้นมา เขาอ้าปากหาวกว้างๆพลางบิดขี้เกียจมองสองคนที่อยู่ด้านหนึ่ง ขยี้ตาถามว่า “พวกเจ้าสองคนนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น?”
เฟิ่งจิ่วหันไปมองแวบหนึ่ง ยิ้มบอกว่า “คุยกันอยู่! เอ้า เมื่อครู่หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างคนนั้นเอาเนื้อย่างมาให้” เธอโยนเนื้อย่างชิ้นโตที่เหลือชิ้นสุดท้ายให้เขา
“ฮะๆฮะ คนที่เราเจอในป่าก่อนหน้านี้น่ะหรือ?” ตาเฒ่ารับเนื้อย่างไปกิน พลางพูดงึมงำว่า “ข้ากำลังหิวอยู่พอดี แต่อยู่ที่นี่มีโอกาสกินเนื้อไม่มากจริงๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ คนอื่นเอามาให้ถึงที่หมดเลย”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วกลอกตา เอ่ยว่า “รีบกินเสียเถิด! ข้าเตรียมตัวจะไปจากที่นี่แล้ว ท่านจะอยู่ที่นี่ต่อ หรือจะไปด้วย?”
“แค่กๆ!”
ตาเฒ่าที่กำลังกัดเนื้อกินคำโตได้ยินก็สำลัก รีบกลืนเนื้อในปากลงคอ ก่อนหันไปมองเฟิ่งจิ่ว “เจ้าจะไปแล้ว?” ถามจบ เขามองเธอด้วยสายตาประหลาด “สุนัขจิ้งจอกน้อยที่เจ้าเล่ห์อย่างเจ้า เหตุใดไม่แอบย่องหนีตอนข้าหลับ?”
เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุกมองเขาแวบหนึ่ง ถูกเขาทายถูกเสียได้ เดิมทีเธอตั้งใจจะฉวยโอกาสตอนเขาหลับย่องหนีไป ใครจะรู้จัวจวินเยวี่ยกลับบอกว่าจะพาเธอกลับไปพบท่านย่าของเขา? เดาว่าหากเขาไม่พูดอย่างนั้น เธอคงไปนานแล้ว
เห็นสีหน้าของเฟิ่งจิ่ว ตาเฒ่าถมึงตากว้าง “เจ้าคงไม่ได้มีความคิดอย่างนั้นจริงๆหรอกกระมัง? เจ้าคิดจะฉวยโอกาสหนีไปตอนข้าหลับจริงๆหรือ? ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะ! คราวนี้หากเจ้ากล้าทิ้งข้า ข้าจะตามไปถึงบ้านเจ้าเลยทีเดียว!”
“พรุ่งนี้ออกจากป่าทันทีที่ฟ้าสาง” เธอตัดบท ก่อนถามขึ้นว่า “ใช่แล้ว แกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงนั่นพาเราสามคนออกจากป่าไปพร้อมกันได้หรือไม่?”
ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่าหัวเราะพรืด เขามองเธอตาขวาง “เจ้าเคยลองเคลื่อนย้ายทีเดียวหลายคนแล้ว?”
“ไม่เคย” เธอส่ายหน้าตอบ เพราะไม่เคยลอง ถึงได้ถามเขาอย่างไรเล่า!
“แกนเคลื่อนย้ายทั่วไปสามารถพาคนอื่นไปด้วยได้อยู่แล้ว ยิ่งของที่ถูกท่านเรียกว่าสมบัติล้ำค่า จะเคลื่อนย้ายได้เพียงทีละคนหรือ?” เธอมองเขาด้วยสายตาประหลาด หากเคลื่อนย้ายได้เพียงคนเดียว เช่นนั้นข้อจำกัดนี้ก็เกินไปแล้ว สู้แกนเคลื่อนย้ายทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ!
“ข้าถึงได้บอกว่าเจ้าเพ้อเจ้อไร้สาระอย่างไรเล่า” ตาเฒ่าแค่นเสียงขึ้นจมูก เอ่ยว่า “แกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงเมื่อเปิดออก สถานที่ที่มีชื่ออยู่ในนั้นล้วนไปถึงได้ทุกที่ แกนเคลื่อนย้ายอื่นทำได้หรือ? หากยังพาคนอื่นไปด้วยได้ เช่นนั้นสมบัติชิ้นนั้นก็เป็นสมบัติที่ฝืนลิขิตสวรรค์เกินไปแล้ว จะเหลือมาถึงมือเจ้าได้อย่างไรกัน?”
เห็นสีหน้าดูแคลนของตาเฒ่า เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก ตาเฒ่าคนนี้ เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่เอาสมบัติล้ำค่าอะไรออกมาให้เธอ แต่คิดดูแล้วก็จริง แม้จะพาเธอเคลื่อนย้ายไปได้คนเดียวก็ถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าแล้ว อย่างน้อย แม้เธอจะอยากกลับไปที่ราชวงศ์เฟิ่งหวงซึ่งอยู่บนแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ ก็ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
ตาเฒ่าชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “แต่ว่า! หากหานักหลอมอาวุธชั้นยอดเจอ เจ้าสิ่งนี้อาจยกระดับขึ้นไปอีกขั้นได้ ไม่แน่เมื่อถึงเวลาอาจนำแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงเข้าเตาหลอมใหม่อีกครั้ง บางทีอาจกลายเป็นอย่างที่เจ้าว่าได้จริงๆ”
ตอนที่ 2084: อารมณ์หนักอึ้ง
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น สะบัดชายเสื้อมองรอบๆแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปด้านหลังเขา ชายชราเห็นอย่างนั้นรีบถาม “ดึกดื่นอย่างนี้เจ้าจะไปไหน?”
เฟิ่งจิ่วหันไปชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าไปปลดทุกข์ ท่านจะไปด้วยไหมเล่า?”
ได้ยินอย่างนั้น ชายชราหนังหน้ากระตุก ถลึงตาจ้องหน้าเธออย่างอับอาย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับจัวจวินเยวี่ย “เจ้าดูนางเจ้าดูนาง เหมือนสตรีเสียที่ไหน? อย่างไรก็เด็กเมื่อวานซืนชัดๆ!”
จัวจวินเยวี่ยไม่สนใจตาเฒ่า แต่หันไปถามเฟิ่งจิ่ว “ให้ข้าไปเฝ้าหรือไม่?”
“ไม่ต้อง” เฟิ่งจิ่วโบกมือโดยไม่หันกลับมา เงาร่างค่อยๆหายลับไปในความมืด
“แม่หนูนี่คงไม่ฉวยย่องหนีไปหรอกกระมัง?” ฮุ่นหยวนจื่อถามอย่างไม่ค่อยวางใจ หันไปมองยังทางที่เฟิ่งจิ่วจากไป ส่ายหน้าเอามือไพล่หลังแล้วเดินไปเดินมา รอเฟิ่งจิ่วกลับมา
เห็นเขาท่าทางเหมือนกลัวนางจะหนีไป จัวจวินเยวี่ยจึงเอ่ยว่า “ข้าจะเชิญนางกลับตระกูลจัวด้วยกัน นางรับปากแล้ว ฉะนั้นนางไม่ไปไหนหรอก”
ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่าชะงัก “เจ้าจะเชิญนางกลับตระกูลจัว? ไปทำอะไร?” เห็นเขาหลุบตาไม่ยอมตอบอะไร ตาเฒ่ากลอกตาไปมา ถามว่า “หรือว่า เจ้ากับอาจารย์ของแม่หนูนั่นเกี่ยวข้องกันจริงๆงั้นหรือ?”
“อาจารย์ของนางน่าจะเป็นท่านปู่ของข้า” จัวจวินเยวี่ยตอบ
ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่าพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ใต้หล้านี้มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ด้วยหรือ…
ขณะเดียวกัน ณ จุดที่ห่างออกไปประมาณสามสิบจั้ง ซึ่งก็คือพื้นที่ด้านหลังภูเขาไฟ เฟิ่งจิ่วนั่งขัดสมาธิลงไป เธออยากลองดูว่าหญ้าเซียนสองต้นที่วิ่งมาหาเธอวันนี้ถูกดึงดูดมาเพราะกลิ่นอายของเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดหรือไม่
เธอวางสองมือไว้บนเข่า ปล่อยกายใจตามสบาย ขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนกลิ่นอายของเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดในร่างกายไปด้วย ปล่อยกลิ่นอายของบัวเขียวกระจายไปกลางอากาศ จากนั้นเธอก็มองไปรอบๆ คอยสังเกตความเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน
หญ้าเซียนไม่ได้มีแค่สองต้น อย่างนั้นหลังจากที่เธอปล่อยกลิ่นอายเม็ดบัวเขียวออกไป จะดึงดูดหญ้าเซียนมาได้อีกหรือไม่? นาทีนี้ เธอรู้สึกคาดหวังและตื่นเต้นอยู่บ้าง
เวลาประมาณครึ่งก้านธูปผ่านไป ดวงจิตที่ปล่อยออกไปสัมผัสได้ถึงหญ้าเพลิงฉายสองต้นที่กำลังเคลื่อนไหวมาทางเธอ หญ้าเซียนสองต้นนั้นเคลื่อนไหวบนดิน มาหยุดอยู่ข้างเธอ ใช้ใบของมันสะกิดเธอ สุดท้ายก็ดึงตนเองออกจากดิน หนึ่งในนั้นกระโดดเข้ามาในอ้อมอกเธอ ส่วนอีกต้นซ่อนตัวในแขนเสื้อของเธอ มองดูจนเธออึ้งงันตั้งสติไม่ได้
“เป็นกลิ่นอายของเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดดึงดูดมาจริงหรือ?”
เธอพึมพำอย่างรู้สึกเหลือเชื่อ แต่สิ่งที่ทำให้เธอเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ ในชั่วเวลาครึ่งก้านธูปต่อมา กลับมีหญ้าเซียนอีกหลายต้นวิ่งมาหาเธอ บ้างก็ต้นเล็ก บ้างก็ต้นใหญ่ แต่ละต้นราวกับมีวิญญาณโอสถสิงอยู่ทำให้เกิดสติปัญญา พากันเคลื่อนไหวมาหาเธอ
ครั้นเห็นอย่างนั้น เธอรีบเก็บงำกลิ่นอายเม็ดขัวเขียวก่อกำเนิดไว้ในร่างกาย จากนั้นก็เก็บหญ้าเซียนสิบกว่าต้นเข้าไปปลูกในห้วงมิติ เธอรู้สึกว่าคนพวกนั้นน่าจะหาหญ้าเซียนไม่เจอแล้ว หากมี เดาว่าคงมาหาเธอหมดแล้ว
“ดูท่า เม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดน่าจะมีแรงดึงดูดต่อยาทิพย์ที่มีสติปัญญา หนำซ้ำยังต้องเป็นเหมือนหญ้าเซียนที่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วย” เธอพึมพำกับตนเอง ถอนหายใจเบาๆ ลึกๆข้างในรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย
ตอนที่ 2085: เป้าหมายคือทหารรับจ้าง
พลังของเม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ตอนนั้นเหตุใดชายชราผู้นั้นต้องมอบเม็ดบัวเขียวให้เธอด้วย? อีกทั้งเงียบงันมานานขนาดนี้ก็ยังไม่เคยเกิดเรื่องอะไรเพราะเม็ดบัวเขียวนี้เลยสักครั้ง หรือมันจะเงียบสงบอย่างนี้ไปตลอด?
เธอรู้สึกว่าเป็นไปไม่ค่อยได้ เม็ดบัวเขียวก่อกำเนิดในร่างกายของเธอหลอมรวมเป็นหนึ่งกับเธอนานแล้ว หากภายหน้าปิดบังไม่อยู่อีก จะเกิดเรื่องใหญ่แบบใดขึ้นกันนะ? ทั้งหมดนี้เธอไม่อาจรู้และไม่อาจคาดเดาได้
ตาเฒ่าที่รออยู่ทางนั้นเห็นเฟิ่งจิ่วหายไปนานแล้วก็ยังไม่กลับมา อดเป็นห่วงไม่ได้ “เจ้าว่านางจะแอบหนีไปหรือยัง? เหตุใดนานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่กลับมา?”
“อีกเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” จัวจวินเยวี่ยเอ่ย น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่กังวลหรือตระหนกแต่อย่างใด
“อีกเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว? เจ้าว่าตั้งแต่เมื่อกี้เจ้าพูดประโยคนี้มากี่หนแล้ว?” ตาเฒ่าถลึงตาจ้องเขา พลางยกมือลูบหนวดตนเอง
“ท่านถามกี่ครั้ง ข้าก็พูดไปเท่านั้น” เขาตอบ มองตาเฒ่าแวบหนึ่ง “แค่นี้ก็นับไม่เป็นหรือ? หรือว่าแก่แล้วจริงๆ?”
ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่าเป่าหนวดถลึงตาจ้องเขา “เจ้า เจ้าเด็กเมื่อวานซืน อยู่กับเจ้าเด็กเมื่อวานซืนคนนั้นมากไปจนเสียคนตามนางแล้วจริงๆ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นพูดจาแดกกันข้าแล้วหรือ?”
“เสียคนตามเด็กเมื่อวานซืนอะไร?”
เสียงหนึ่งพลันดังมา ทำเอาตาเฒ่าสะดุ้งโหยง เขาตบหน้าอกตนเองทำหน้าตาตกใจหันกลับมา เห็นเฟิ่งจิ่วที่มาอยู่ข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้กำลังยิ้มกว้าง ก็อดถอนหายใจโล่ง อกไม่ได้ “เจ้าคิดจะทำให้ข้าตกใจตายหรือ? เหตุใดไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงเสียบ้าง? ข้ายังนึกว่าเจ้าถูกสัตว์ร้ายเขมือบไปแล้วเสียอีก!”
“สัตว์ร้ายตัวใดกล้าเขมือบข้ากัน?” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี หาที่นั่ง ก่อนหันไปเอ่ยกับจัวจวินเยวี่ย “เจ้าไปพักผ่อนหน่อยเถิด! ฟ้าสางก็ต้องออกเดินทางแล้ว พักเอาแรงเสียหน่อย”
“อืม” จัวจวินเยวี่ยรับคำ หันไปมองตาเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินมานั่งขัดสมาธิลงที่ที่ตาเฒ่าเคยพักผ่อน จากนั้นก็หลับตาทำสมาธิ
“เมื่อครู่ท่านหลับไปนานขนาดนั้น คืนนี้ท่านเฝ้ายาม? หลังเที่ยงคืนข้ามาเปลี่ยน” เฟิ่งจิ่วเอ่ยกับตาเฒ่า ไม่รอให้เขาตอบ ก็อ้าปากหาวจากนั้นก็หลับตา
“เจ้า…”
ตาเฒ่ามองสองคนที่หลับตานอนไปแล้ว รู้สึกจะพูดก็พูดไม่ออก ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนอยู่อย่างนั้น ทำไมแต่ละคนถึงไม่ได้เรื่องสักคนอย่างนี้? หากเป็นคนอื่น มีใครบ้างที่กล้าใช้เขาผู้ที่เป็นดุจภูเขาไท่ซานแห่งสำนักให้เฝ้ายามกลางคืน? มีแค่สองคนนี้ที่กล้าทำอย่างนี้กับเขา ไม่รู้กฎเกณฑ์เสียบ้างเลย
เห็นทั้งสองหลับไปอย่างนี้ เขาก็หลับไม่ลง จะนั่งก็นั่งไม่ติด เอามือไพล่หลังเดินไปเดินมา เวลาก่อนเที่ยงคืนกลับผ่านไปวาก หนำซ้ำยังถือว่าเงียบสงบด้วย เพียงแต่หลังจากเที่ยงคืน เขากลับสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายรอบๆเปลี่ยนแปลงไป ไอสังหารเบาบางแม้จะถูกเก็บงำไว้ ทว่าเขาก็ยังสัมผัสได้
เขามาหยุดยืนข้างเฟิ่งจิ่วกับจัวจวินเยวี่ย เรียกทั้งสองเบาๆ “อย่ามัวนอนอยู่เลย มีความเคลื่อนไหวแล้ว”
เฟิ่งจิ่วตื่นตั้งแต่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศกดดันรอบๆ หลับตาปล่อยดวงจิตออกไป เห็นเพียงคนจากหลายสิบกลุ่มรวมตัวกัน ล้อมวงเข้ามาทางนี้
เธอลืมตา ขณะเดียวกันก็เห็นจัวจวินเยวี่ยมองมา เห็นอย่างนั้นเธอยิ้มๆ “ดูเหมือนจะมีการซุ่มโจมตีล่ะ!” เธอลุกขึ้น สะบัดแขนเสื้อหันมองรอบๆ สายตาแฝงแววครุ่นคิด
“เอ๊ะ? เป้าหมายของคนพวกนั้นกลับเป็นทหารรับจ้างกลุ่มนั้นหรือ?”
ตอนที่ 2086: ที่แท้ก็เขานี่เอง
ตาเฒ่าเอ่ยด้วยความประหลาดใจ เก็บดวงจิตกลับมา เอ่ยว่า “คนจากหลายสิบกลุ่มรวมตัวเล่นงานทหารรับจ้างกลุ่มเดียว ครั้งนี้แม้กลุ่มของพวกเขาจะมีทหารรับจ้างที่แข็งแกร่ง ก็เกรงว่าจะไม่อาจรอดไปได้ง่ายๆ”
“ไม่ พวกเขาเริ่มถอยแล้ว” เธอกระตุกมุมปากยิ้ม ท่ามกลางความมืด เหล่าทหารรับจ้างที่สวมชุดเครื่องแบบทหารรับจ้างถอยหลังอย่างเงียบงัน ฉวยโอกาสถอยหนีอย่างรวดเร็วตอนที่คนพวกนั้นยังไม่รู้ตัว ดูท่าสัญชาตญาณไม่เลวเลยทีเดียว
ทว่า ท่ามกลางทหารรับจ้างที่กำลังถอยหนี มีทหารรับจ้างคนหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาราวกับได้รับคำสั่ง การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วมาก เงียบเชียบไร้เสียง เพียงพริบตาเดียวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
“ท่านเซียนฮุ่นหยวน หัวหน้าของพวกข้าให้มาบอกพวกท่าน รีบหนีไปเสีย กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังเขาล้อมมาทางนี้แล้ว หากยังไม่ไปอาจสายเกินไป”
ตาเฒ่าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “อ้อ พวกข้ารู้แล้ว พวกเจ้าถอยไปก่อนเถิด!”
“รักษาตัวด้วยขอรับ!” ทหารรับจ้างนายนั้นเอ่ย ก่อนจะรีบตามกลุ่มของเขาไปอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ?”
ครั้นดวงจิตของนางกวาดผ่านทหารรับจ้างเหล่านั้น พลันเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่ง เธอชะงัก ก่อนจะตะลึงเล็กน้อย ยิ้มพึมพำว่า “นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอที่นี่ เสียดายที่เพิ่งมาเห็นเขาตอนนี้”
เงาร่างอันคุ้นเคยที่สวมชุดเครื่องแบบทหารรับจ้างกลับเป็นกวนสีหลิ่น พี่ชายของเธอ นึกถึงเขาเมื่อใด เธออดเผยยิ้มไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่อาจปิดบัง
ฮุ่นหยวนจื่อกับจัวจวินเยวี่ยเห็นเธอยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น ต่างก็สงสัย จัวจวินเยวี่ยไม่ได้ถาม เพราะเขารู้ว่าตาเฒ่าจะต้องสงสัยและถามแน่ๆ ตามคาด ขณะที่เขาหันไปมองตาเฒ่า ก็ได้ยินเสียงของตาเฒ่าดังมา “เจ้ายิ้มอะไรอยู่? เหตุใดจึงยิ้มแปลกเช่นนั้น?”
เฟิ่งจิ่วปล่อยดวงจิตออกไป และเห็นว่าพี่ชายของเธอกำลังนำกลุ่มทหารรับจ้างหนีไป เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งหายไปท่ามกลางความมืด เธอจึงละสายตากลับมา ยิ้มตอบว่า “ไม่มีอะไร”
ตอบเสร็จ เธอประสานนิ้วเข้าด้วยกันและนวดมือ หมุนเอวเพื่อบริหารร่างกายเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นยิ้มด้วยความเจ้าเล่ห์ “คืนนี้ดวงจันทร์สวยจริงๆ! ในเมื่อนอนไม่หลับกัน อย่างนั้นเราก็มายืดเส้นกันหน่อยก็แล้วกัน!”
“ยืดเส้น?” ตาเฒ่าชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ถามวา “เจ้าไม่ใช่คนชอบช่วยเหลือคนอื่น นี่เกิดคึกอะไรขึ้นมา?”
“ไม่ใช่คนชอบช่วยเหลือใคร?” เฟิ่งจิ่วแค่นเสียง เอ่ยว่า “คนอื่นเขาเอาเนื้อย่างมาให้เรากิน อย่างไรพวกเราก็ควรช่วยคนอื่นเขาหน่อยหรือเปล่า?”
“เจ้าใจดีอย่างนี้เชียวหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก” ตาเฒ่าเอ่ย พยักหน้าไปทางทหารรับจ้างกลุ่มนั้น เอ่ยว่า “ในนั้นมีคนที่เจ้ารู้จักอยู่หรือ?”
“ใช่แล้ว!” เธอยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงหันไปมองทางนั้น ก่อนจะได้ยินเสียงของคนพวกนั้นดังมา
“หนีไปแล้ว? เหตุใดไม่เห็นใครเลย?”
“จะหนีไปได้อย่างไรกัน? หรือว่ามีคนแอบส่งข่าว?”
“จะมีคนแอบส่งข่าวได้อย่างไรกัน? พวกเราไม่ได้รู้จักกับทหารรับจ้างกลุ่มนั้นเสียหน่อย!”
“ต้องเป็นเพราะรู้ตัวก่อนจึงหนีไปแน่ๆ กองไฟยังอยู่ ดูจากสถานที่พวกเขาไม่ทันเก็บกวาดด้วยซ้ำ น่าจะหนีไปได้ไม่ไกล ไล่ตามไป!”
เสียงของคนพวกนั้นดังแว่วมา ไอสังหารที่เดิมถูกเก็บซ่อนไว้ถูกปลดปล่อยออกมาในเวลานี้ ฝีเท้าที่เบา เสียงในตอนแรกเพราะกลัวถูกจับได้กลายเป็นชุลมุนวุ่นวายในนาทีนี้
“ตาม! เจ้าหนูนั่นได้ศิลาเพลิงชั้นยอดไปครองเชียวนะ! สมบัติชิ้นนั้นนับเป็นสมบัติล้ำค่าตีราคาไม่ได้! ต้องแย่งมาให้ได้!”
ตอนที่ 2087: เจ้าแห่งภูเขา
ทว่า ขณะที่คนหลายสิบกลุ่มเตรียมจะไล่ตามไป ทันใดนั้นกลับเห็นเงาร่างสามร่างยืนขวางข้างหน้า ยามเห็นเงาร่างหนึ่งเฒ่าสองหนุ่ม ทุกคนชะงักงัน โดยเฉพาะพวกคนที่จำฮุ่นหยวนจื่อได้ยิ่งมีสีหน้าลังเล อีกฝ่ายคือฮุ่นหยวนจื่อเชียวนะ หากสู้กับพวกเขา เกรงว่า…
เมื่อนึกถึงจุดจบที่อาจจะเจอ หัวหน้าของคนหลายกลุ่มก็ลอบส่งสัญญาณเงียบๆ พาคนในกลุ่มถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
คนที่เหลือเห็นคนหลายกลุ่มถอยไปเงียบๆก็ตะลึง มีคนในกลุ่มหนึ่งถามด้วยความแปลกใจ “ทำไมพวกเขาหนีไปแล้ว? ตกลงกันว่าจะร่วมมือกันไม่ใช่หรือ? นี่แค่สามคนกลับทำให้พวกเขาตกใจหนีไปแล้ว?”
เอ่ยจบคนคนนั้นก็พลันฉุกคิดได้ ไม่ใช่สิ! นี่แค่สามคน พวกเขาจะหนีทำไม? ในเมื่อเห็นแค่สามคนก็หนีไปแล้ว หรือว่าสามคนนี้แข็งแกร่งมาก?
หัวหน้าของเก้ากลุ่มที่เหลืออยู่จ้องพิจารณาสามคนนั้น เพียงแต่น่าเสียดาย ด้วยพลังของพวกเขายังไม่อาจหยั่งรู้พลังของอีกฝ่ายได้ ทำให้พวกเขาแม้จะอยากลงมือแต่ก็อดลังเลไม่ได้
“ท่านทั้งสามเป็นใครกัน? เหตุใดต้องขวางทางพวกเรา?” หนึ่งในนั้นตะโกนถาม ขณะเดียวกันก็ปล่อยแรงกดดันโจมตีเด็กหนุ่มชุดเขียว คิดใช้แรงกดดันของตนเองเพื่อหยั่งเชิงพลังของอีกฝ่าย ใครจะรู้…
“เจ้าจะสนใจทำไมว่าพวกข้าเป็นใคร? ทิ้งของมีค่าบนตัวไว้ให้หมด ไม่อย่างนั้น…หึๆ!” เฟิ่งจิ่วแค่นเสียง วาจาที่เอ่ยออกมาทำให้จัวจวินเยวี่ยกับตาเฒ่ามุมปากกระตุก
ที่แท้นางก็มีจุดประสงค์เช่นนี้เอง? นอกจากช่วยทหารรับจ้างกลุ่มนั้นขวางคนพวกนี้ไว้แล้ว ยังคิดจะกวาดของมีค่าบนตัวคนพวกนี้ไว้อีก? ร้ายกาจ! ร้ายกาจเกินไปแล้ว! นี่มันจอมโจรชัดๆ! นางเป็นจอมโจรไม่เท่าไร แต่ทำไมต้องลากพวกเขาสองคนลงน้ำไปซวยด้วยเล่า?
“แม่หนู อย่างไรข้าก็เป็นถึงภูเขาไท่ซานแห่งสำนักเซียน เจ้าว่าหากเรื่องในคืนนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงที่ข้าสั่งสมมาทั้งชีวิตไม่ป่นปี้หมดหรือ?” ฮุ่นหยวนจื่อถอนหายใจเอ่ย หน้าตาดูกังวล
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เรื่องนี้ใช่ว่าท่านไม่เคยทำเสียหน่อย ครั้งแรกอาจแปลกใหม่ ครั้งสองก็คุ้นเคยเอง ยังมีอะไรต้องลังเลอีก? อีกอย่าง หากท่านไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ก็ฆ่าปิดปากพวกเขาเสียให้หมดจะได้ไม่แพร่งพรายออกไป หากหลุดออกไปจริงๆ ก็คงมีแต่คำสรรเสริญท่าน”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง พยักหน้าชี้คางไปทางคนพวกนั้น “ท่านดู ท่านดู คนพวกนี้แต่ละคนหน้าตาอำมหิตเหี้ยมโหด ใช่คนดีเสียที่ไหน? ท่านแย่งของพวกเขานับว่าแย่งน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”
ตาเฒ่าหนังตากระตุก พึมพำว่า “ข้ารู้อยู่แล้วเชียว อยู่กับเจ้าจะต้องถูกเจ้าทำเสียคนแน่ น่าสงสารข้าที่เป็นถึงภูเขาไท่ซาน กลับมีวันหนึ่งต้องตกมาอยู่ในกำมือของจอมโจร”
“พึมพำอะไรของท่าน? หากท่านไม่อยากทำจริงๆก็ได้ ไปอยู่ห่างๆ พอถึงตอนที่พวกข้าได้ของมารู้ไว้ด้วยว่าไม่มีส่วนของท่าน” เฟิ่งจิ่วเอ่ย มองพวกคนที่อยู่ข้างหน้า ตะโกนเสียงดังว่า “รีบเอาของมีค่าบนตัวออกมาเสีย ไม่อย่างนั้นวันนี้พวกเจ้าอย่าคิดจะรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
ได้ยินอย่างนั้น พวกเขากราดด่าด้วยความเดือดดาล “เจ้าหนู เจ้าไม่อยากอยู่แล้วหรือ! รู้หรือไม่ว่าบิดาเอ็งเป็นใคร? เจ้า…”
เสียงของคนที่ตะโกนด่าพลันเงียบหายไป มองสัตว์เทวะขั้นสูงที่จู่ๆก็ปรากฏตัวด้วยสีหน้าหวาดกลัว เห็นสัตว์เทวะขั้นสูงตัวนั้นเผยเขี้ยวเล็บ และพุ่งมาทางเขาภายใต้คำสั่งของเด็กหนุ่ม เขาตกใจจนหน้าซีด กรีดร้องเสียงแหลม…
ตอนที่ 2088: สองอสูรปรากฏตัวพร้อมกัน
“อ๊าก!”
“กรร!”
เสียงกรีดร้องดังก้อง เสียงคำรามของสัตว์เทวะขั้นสูงเองก็ดังตามมาติดๆ เมื่อเสียงคำรามของเจ้ากลืนเมฆาดังก้อง แรงกดดันอันแข็งแกร่งก็สะท้านไปในอากาศเป็นริ้วๆ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แรงกดดันขุมนี้แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนร่างกายแข็งทื่อ เย็นวาบไปทั้งตัว
เห็นเพียงอสูรกลืนเมฆาที่มีขนาดตัวมหึมาพุ่งกระโจนไปข้างหน้า กดทับร่างของชายที่ด่าเฟิ่งจิ่วราวกับพยัคฆ์กระโจนใส่อาหาร แรงมหาศาลกดทับลงไป เสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง “ไม่! ช่วยด้วย…ช่วยข้าด้วย…อึก!”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือเงียบหายไป เจ้ากลืนเมฆากัดชายคนนั้นจนหักก่อนสะบัดทิ้ง ศพท่วมเลือดกระเด็นไปอยู่ตรงหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น สภาพศพที่คอจะขาดมิขาดแหล่ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความกลัวนั้น ทำให้คนพวกนั้นเหงื่อท่วมตัว ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว จ้องเด็กหนุ่มและสัตว์เทวะขั้นสูงที่กำลังเช็ดคราบเลือดตรงมุมปากด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างหวาดกลัว
บ้าไปแล้วจริงๆ! พวกเขากลับมองเห็นคำว่าสง่างามบนตัวสัตว์เทวะขั้นสูงที่กระหายเลือดตัวหนึ่งงั้นหรือ? ทว่าทั้งที่สัตว์เทวะขั้นสูงตัวนั้นเพียงนั่งอยู่บนพื้น ยกอุ้งเท้าขึ้นมาเช็ดมุมปากด้วยท่าทางเกียจคร้าน ซ้ำยังแลบลิ้นออกมาเลียอุ้งเท้า แต่กลับทำให้พวกเขานึกถึงว่าสง่างามขึ้นมาได้
“อึดอัดจะแย่แล้ว” เหล่าไป๋กระโจนออกมาจากห้วงมิติของเฟิ่งจิ่ว มันพุ่งตัวขึ้นเหนืออากาศ อวดโฉมเรือนร่างมังกรขาวเหนือหัวของทุกคน ขวางทางหนีข้างหลังคนพวกนั้น ยิ้มด้วยความตื่นเต้น “นายท่าน ต้องจัดการพวกนี้ใช่หรือไม่?”
“อะ อสูรกลายพันธ์?”
ทุกคนสูดปาก จ้องมังกรขาวที่มีลำตัวสีขาวดุจหิมะ รวมถึงเขาแปลกๆบนหัวมังกรนั่นด้วย สีหน้าซีดเผือดไปทั้งดวง หันขวับไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียว ดวงตาปรากฏแววพรั่นพรึง
เจ้าเด็กหนุ่มนั่นเป็นใครมาจากไหนกันแน่? มีสัตว์เทวะขั้นสูงตัวหนึ่งยังไม่พอ เหตุใดยังมีอสูรกลายพันธ์ที่หายากเช่นนี้อยู่ด้วย?
อย่าว่าแต่คนพวกนั้นตกใจ แม้แต่ตาเฒ่ากับจัวจวินเยวี่ยก็ยังตกใจเพราะสัตว์คู่พันธสัญญาของเฟิ่งจิ่ว สัตว์เทวะขั้นสูงตัวนั้นพวกเขารู้ว่านางมี แต่อสูรกลายพันธ์มังกรขาวตัวนี้มาจากที่ใดอีก? เหตุใดนางคนเดียวจึงมีสัตว์คู่พันธสัญญาที่หายากอย่างนี้ถึงสองตัวได้เล่า? ที่สำคัญคือคนทั่วไปมีสัตว์คู่พันธสัญญาได้เพียงตัวเดียวไม่ใช่หรือ? เหตุใดนางจึงมีถึงสองตัว?
หากพวกเขารู้ว่าเฟิ่งจิ่วไม่ได้มีสัตว์คู่พันธสัญญาเพียงสองตัว เดาว่าต้องตกใจยิ่งกว่านี้แน่นอน
เฟิ่งจิ่วมองเหล่าไป๋แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับพวกคนที่ตกใจหน้าซีด “เป็นอย่างไร? พวกเจ้าจะยอมเอาของออกมาดีๆ หรืออยากจะให้ข้าฆ่าพวกเจ้าก่อนแล้วค่อยชิงของมาก่อนดีเล่า? คิดให้ดี ประเดี๋ยวจะเสียใจภายหลังได้”
ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่ากับจัวจวินเยวี่ยยืนเงียบอยู่ข้างหลังเธอ ดูท่าแทบไม่ต้องให้พวกเขาลงมืออะไรเลยด้วยซ้ำ แค่นางคนเดียวก็จัดการได้แล้ว
ตาเฒ่ายืนจ้องพิจารณาเฟิ่งจิ่วอยู่ข้างหลังเธอด้วยสายตาแปลกๆ มีอะไรต่างจากคนทั่วไปดังคาด ดูจากที่นางหลอกเอาสมบัติล้ำค่าของเขาไปตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรก หนำซ้ำยังสลัดเขาทิ้งแล้วล่ะก็ คนคนนี้ไม่ได้ทำเรื่องอย่างนี้เพียงครั้งสองครั้ง ดูท่าทางอันคุ้ยเคยและช่ำชองนี้ ไม่แน่อาจเคยทำเรื่องอย่างการขวางทางแย่งชิงทรัพย์สินมาแล้วเป็นร้อยๆหน
นึกถึงตรงนี้ เขาลูบหนวด เหตุใดวันนั้นจึงได้รู้สึกว่านางเป็นคนซื่อๆไร้พิษภัยได้นะ? ถูกท่าทางใสซื่อของนางหลอกเสียแล้ว
คนพวกนั้นได้ยินคำพูดของเฟิ่งจิ่ว กอปรกับเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี ชั่วขณะหนึ่งเกิดลังเลขึ้นมา หากเอาของทั้งหมดที่มีให้นาง อย่างนั้นพวกเขาก็ถือว่าเสียแรงแล้วเปล่าไม่ใช่หรือ?
ตอนที่ 2089: พูดคำไหนคำนั้น
แต่หากไม่ยอมส่งมอบของ พวกเขาจะรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่!
“หากพวกข้าเอาของมีค่าให้พวกท่าน พวกท่านก็จะปล่อยพวกข้าจริงหรือ?” หนึ่งในนั้นขมวดคิ้วถาม สายตาจับจ้องไปที่เฟิ่งจิ่ว
“แน่นอน ข้าไม่ใช่จอมมารกระหายเลือดเสียหน่อย แม้พวกเจ้าเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร แต่อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นสมควรตาย ทิ้งของไว้ แล้วพวกเจ้าก็ไปเสียเถอะ!” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยีจ้องพวกเขา
ได้ยินอย่างนั้น พวกเขามองหน้ากัน หนึ่งในนั้นยังถามอย่างไม่วางใจ “หากพวกข้าทิ้งของไว้ แล้วเจ้ายังทำร้ายพวกข้าอีกเล่า?”
เฟิ่งจิ่วได้ยินอย่างนั้น ก็แย้งเสียงสูง ทำหน้างงงัน “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน! ข้าจะทำเรื่องไร้คุณธรรมอย่างนั้นได้อย่างไรกัน? พวกเจ้าต้องเชื่อในคุณธรรมของข้า”
ได้ยินอย่างนั้น ฮุ่นหยวนจื่อกับจัวจวินเยวี่ยมุมปากกระตุก คุณธรรม? เอาเถอะ! พวกเขารู้สึกว่ามองไม่เห็นคุณธรรมอะไรบนตัวนางเลย หนำซ้ำคำพูดของนางก็มีความน่าเชื่อถือต่ำ นี่ล้วนเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาเคยผ่านมาทั้งนั้น
คนพวกนั้นกลับไม่ได้คิดอะไรมาก อีกทั้งตอนนี้ก็ไร้ทางเลือกอื่นแล้วด้วย หากมีเพียงพวกนั้นสามคนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แม้สู้สุดชีวิต บางทีในหมู่พวกเขาอาจยังมีคนหนีรอดไปได้ แต่นอกจากสามคนนั้นที่มีพลังลึกล้ำยากจะคาดเดาแล้ว ยังมีสัตว์คู่พันธสัญญาณที่มีพลังแข็งแกร่งอีกสองตัวอยู่ด้วย
หากสู้ พวกเขาไม่มั่นใจว่าจะรอดไปได้อย่างปลอดภัย แต่หากยอมส่งมอบของแล้วรักษาชีวิตไว้ได้ แม้จะเจ็บใจ และเสียดาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่เหลือชีวิตให้รักษา
นาทีนี้ ครั้นเห็นพวกคนที่ถอยทัพอย่างรวดเร็วยามเห็นสามคนนี้ปรากฏกาย ลอบสบถในใจ คนพวกนั้นต้องรู้แต่แรกแล้วแน่ว่าสามคนนี้ไม่ธรรมดาจึงได้ถอยทัพทันที บัดซบ อย่างน้อยก็เคยตกลงว่าจะร่วมมือกัน ในเมื่อจะถอยก็ควรส่งสัญญาณเตือนพวกเขาหน่อยสิ! ทำเอาตอนนี้แม้พวกเขาอยากถอยก็ไร้หนทางถอยแล้ว ทำได้เพียงยอมส่งมอบของมีค่าให้สามคนนี้แต่โดยดี
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง ไม่นานพวกเขาก็เอาของมีค่าบนตัวออกมาวาง ก่อนจะถอยหลังไปทีละก้าว ทว่าในเวลานี้เอง เสียงของเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ซื่อสัตย์หน่อยเล่า ไม่อย่างนั้น ข้าจะให้สัตว์เทวะขั้นสูงของข้าถลกเสื้อผ้าของพวกเจ้าออก พอถึงตอนนั้นจะไม่น่าดูเอาได้”
ได้ยินแล้ว คนที่แอบเหลือของมีค่าไว้บนตัวพลันตัวแข็งทื่อ แม้เด็กหนุ่มจะไม่ได้ชี้ชัดว่าหมายถึงใคร แต่พวกเขากลับร้อนตัวขึ้นมาแปลกๆ ราวกับประโยคนั้นกำลังพูดกับพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
สุดท้าย ทำได้เพียงกล้ำกลืนคำสบถและเอาของที่เหลือออกมาวางบนพื้น สองมือยกเหนือหัว ถอยหลังไปทีละก้าว ทีละก้าว “คราวนี้ไม่เหลือแล้วจริงๆ”
ฮุ่นหยวนจื่อกับจัวจวินเยวี่ยต่างเอือมระอากับคำพูดแต่ละประโยคของเฟิ่งจิ่ว พวกเขามองสิ่งของที่วางอยู่บนพื้น ก่อนหันไปมองเฟิ่งจิ่ว หมายจะเอ่ยปาก กลับเห็นนางหันกลับมาหาจัวจวินเยวี่ย “รบกวนเจ้าไปเก็บของพวกนั้นที”
“อืม” จัวจวินเยวี่ยรับคำ เดินไปเก็บของบนพื้นขึ้นมา เห็นคนพวกนั้นครั้นถอยออกไปในระยะปลอดภัยก็รีบวิ่งหนี จึงหันกลับมาหาเฟิ่งจิ่ว
“มองข้าทำไม? ข้าเป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น ในเมื่อบอกว่าจะปล่อยพวกเขา ย่อมต้องปล่อยพวกเขาอยู่แล้ว ข้าเป็นคนเชื่อถือได้อยู่แล้ว” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี หันไปมองเจ้ากลืนเมฆาและเหล่าไป๋แวบหนึ่ง “พวกเจ้าสองตัว เข้าไปในห้วงมิติได้แล้ว”
ครั้นได้ยิน จัวจวินเยวี่ยกลับไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด ทำได้เพียงเก็บของเหล่านั้นขึ้นมายื่นให้เธอ เหล่าไป๋กับกลืนเมฆามองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะหายตัวเข้าไปในห้วงมิติ
ตอนที่ 2090: ออกจากป่าภูเขาไฟ
“นี่ของ” จัวจวินเยวี่ยเอ่ย เป็นเชิงบอกให้เธอรับของไป
เฟิ่งจิ่วมองสิ่งของในมือเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรับของมาเก็บไว้ พลางทอดถอนใจ “เข้ามาในป่าภูเขาไฟครั้งนี้กลับได้กำไรไม่น้อย ข้าว่าแล้วว่าควรออกมาเดินเล่นข้างนอกบ่อยๆ ดูสิ นี่ได้กำไรก้อนโตเชียวนะ”
ตาเฒ่าลูบหนวดชำเลืองมองเธอ “กำไรก้อนโตอะไร? เห็นอยู่ว่าเจ้าทำตัวเป็นจอมโจรฉกของของเขามา” ดูไม่ออกจริงๆว่าแม่หนูคนนี้พอได้ทำตัวเป็นโจรขึ้นมากลับช่ำชองไม่เบา ไม่รู้ว่าแต่ก่อนแม่หนูนี่ทำมาหากินอะไร?
เธอเก็บของทั้งหมดไว้ในห้วงมิติ คิดในใจว่าค่อยจัดระเบียบทีหลัง ของที่มีประโยชน์เก็บไว้ ของไม่มีประโยชน์เอาไปขาย สุดท้าย เธอหันไปมองสองคนนั้น “ไปเถอะ! คราวนี้เราออกจากป่า เราขี่กระบี่บินออกไปกันเถอะ! น่าจะประหยัดเวลาได้ไม่น้อย”
“ไปตระกูลจัวจริงหรือ?” ตาเฒ่าถามเธอ
“อืม ไปตระกูลจัว” เธอพยักหน้า หยิบขนนกหลากสีที่เหน็บเอวไว้ขึ้นมาโยนไปกลางอากาศ ขนนกหลากสีแสนสวยนั้นขยายใหญ่ ลอยละล่องอยู่กลางอากาศ
“เอ๊ะ? สมบัติชิ้นนี้ไม่เลวเลยนี่”
ตาเฒ่าร้องด้วยความตะลึง มองขนนกหลากสีแสนสวยพลางลูบหนวด ถามว่า “นี่เป็นขนนกเคลือบหลากสีกระมัง? นึกไม่ถึงว่าแม่หนูอย่างเจ้าจะมีสมบัติล้ำค่าติดตัวไม่น้อย นี่คงไม่ได้แย่งมาด้วยหรอกกระมัง?”
เฟิ่งจิ่วเขย่งปลายเท้า กระโดดขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนขนนกเคลือบหลากสี เอ่ยว่า “จะไปหรือไม่ไป? ไม่ไปข้าไปแล้วนะ?” สิ้นเสียง เธอลอยตัวขึ้นสูง ทะลุผ่านแรงกดดันกลางอากาศชั้นนั้น และลอยสูงขึ้นอีก ก่อนจะบินออกนอกป่า
“รอพวกข้าด้วย!” ตาเฒ่าตะโกน ขว้างพาหนะบินขี่ตามไป ส่วนจัวจวินเยวี่ยเรียกกระบี่บินออกมาขี่ตามทั้งสองไป เพียงแต่ยามที่ทะลุผ่านแรงกดดันกลางอากาศชั้นนั้น ร่างกายของเขาพลันดิ่งต่ำลงเล็กน้อย
พื้นที่บริเวณป่าภูเขาไฟ อุณหภูมิร้อนอบอ้าวในอากาศกลายเป็นแรงกดดันขุมหนึ่ง โดยเฉพาะแรงกดดันกลางอากาศขุมนั้นที่เห็นได้อย่างชัดเจน ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่อาจขี่กระบี่บินภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาฝึกฝนในป่าภูเขาไฟจะเดินเท้า และอีกเหตุผลก็คือ หากขี่กระบี่บินเข้ามาก็ไม่นับว่าเป็นการฝึกฝน
ข้างในนี้ มีเพียงคนที่แข็งแกร่งจริงๆเท่านั้นที่จะสามารถต้านทานแรงกดดันในอากาศได้ ทว่า ก็เหมือนกับพวกเฟิ่งจิ่ว พวกเขาเหยียบอาวุธบินลอยตัวขึ้นจากพื้น กระทั่งทะลุผ่านแรงกดดันกลางอากาศขุมนั้นก่อนจึงจะเดินทางโดยใช้พาหนะบินได้จริงๆ
จัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างหลังเหยียบกระบี่บินแหวกสายลม สายตาจ้องมองไปข้างหน้า ชายเสื้อของเด็กหนุ่มชุดเขียวที่นั่งอยู่บนขนนกลอยละลิ่ว เส้นผมสีหมึกปลิวสยาย ชันแขนสองข้างไว้บนขนนกด้านหลัง ท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์
เขาอดคิดไม่ได้ นางช่างเป็นคนที่แปลก หลายวันที่อยู่ด้วยกันมา ยิ่งรู้จัก ก็ยิ่งรู้สึกว่านางลึกล้ำยากคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือระดับวรยุทธ์ ล้วนเหนือความคาดหมายครั้งแล้วครั้งเล่า
พบกันครั้งแรกนางแก้พิษให้เขา หลอกเอาแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงไปจากตาเฒ่า แล้วยังปั่นหัวตาเฒ่าอีก ทำเอาเขาเต้นเร่าด้วยความโกรธ พบกันอีกครั้ง กลับได้ยินเรื่องที่นางช่วยคนพวกนั้นโดยใช้แผนการอย่างไรบ้าง
ยามเผชิญหน้ากับผู้ฝึกวิชามารนางไม่เคยออกมือ วิธีการเด็ดขาดหมดจดและพลังนั้นชวนให้ตื่นตะลึง ต่อมา กลับได้รู้ความจริงว่าเด็กหนุ่มในสายตาของพวกเขาที่แท้เป็นผู้หญิง
นึกมาถึงตรงนี้ มุมปากของเขาหยักยิ้มเบาๆ รู้สึกว่าช่างน่าขันนัก เหมือนที่ตาเฒ่าว่า บนตัวนางไร้ซึ่งความกระมิดกระเมี้ยนเหนียมอายของหญิงสาว ดูอย่างไรก็เหมือนเด็กหนุ่มที่เย่อหยิ่งรักอิสระคนหนึ่ง
จบตอน
Comments
Post a Comment