EP2101-2110

ตอนที่ 2101: มีคนผู้หนึ่งน่าจะทำได้

คุณชายรองอินได้ยินเขาว่าอย่างนั้น สีหน้าก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติด เขามองมู่หรงอี้เซวียน เอ่ยว่า “คุณชายมู่หรง ข้าขออภัยแทนเหิงเอ๋อร์ ณ ที่นี่ ท่านอย่าถือสาเขาเลย ยามนี้แม้แต่ภูตหมอก็ยังไม่ได้พบ ท่านจะรามือไม่ยุ่งได้อย่างไรกัน!”

มู่หรงอี้เซวียนส่ายหน้า “ไม่ใช่ข้าถือสาเขา และไม่ใช่ว่าข้าอยากรามือ ข้าเคยบอกแล้ว นิสัยของภูตหมอเดิมก็ไม่เหมือนคนทั่วไป หากอยากขอให้นางช่วยรักษาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยามนี้ จื่อเหิงลงมือกับคนของนาง นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าอยากยุ่งก็จะยุ่งได้อีกต่อไป”

พูดมาถึงตรงนี้ เขายิ้มหดหู่ “อีกอย่าง คุณชายรองอิน พวกท่านประเมินความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางสูงเกินไปแล้ว”

เดิมทีเขามาด้วยใจที่คิดว่าลองดูสักครั้ง แต่นึกไม่ถึง อินจื่อเหิงกลับลงมือกับคนของหอยาสวรรค์ลับหลังเขา จากที่เขารู้จักเฟิ่งจิ่วมา เดาว่าหากจะขอให้นางรักษานั้นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว หนำซ้ำ หากเขายังยุ่งเรื่องนี้ต่อไป เกรงว่าแม้แต่เขาก็อาจถูกเฟิ่งจิ่วขึ้นบัญชีดำไปด้วย

“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?” เขาถาม

มู่หรงอี้เซวียนตั้งใจจะส่ายหน้าตอบ ทว่า จู่ๆเขาก็ชะงักไป มองคุณชายรองอินแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้ากลับนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา”

“ใครหรือ?” คุณชายรองอินถาม

“น่าหลันโม่เฉิน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เขากับภูตหมอมีสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น หากคุณชายรองอินขอร้องเขาให้ช่วยพูดแทนจื่อเหิงได้ เดาว่าอาจมีโอกาสขอร้องภูตหมอรักษาให้มากขึ้น”

เงียบไปครู่หนึ่ง เขาเอ่ยเสริมอีกว่า “แต่เงื่อนไขคือ ห้ามไปหาเรื่องคนของหอยาสวรรค์อีกเด็ดขาด”

ได้ยินอย่างนั้น คุณชายรองอินชะงักไปเล็กน้อย “น่าหลันโม่เฉิน? ชื่อนี้คุ้นหูนัก” เขาน่าจะเคยได้ยิน เพียงแต่นึกไม่ออกเท่านั้น

มู่หรงอี้เซวียนยิ้มๆ “เขาเป็นลูกศิษย์ของผู้เฒ่าเทียนจี ได้ยินว่าตอนนี้อยู่ที่บ้าน ตระกูลน่าหลันอยู่ในเมืองร้อยนทีแห่งนี้ คุณชายรองอินแทนที่จะไปเยี่ยมเยียนประธานสมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุ มิสู้ไปเยี่ยมเยียนตระกูลน่าหลันสักหน”

“ที่แท้ก็ลูกศิษย์ของผู้เฒ่าเทียนจี ไม่น่าเล่าคุ้นหูนัก” เขาพยักหน้า ลังเลเล็กน้อย “แต่ข้าเคยได้ยินมาว่า คุณชายโม่เฉินผู้นี้คล้ายจะไม่ค่อยพบปะผู้คนนัก” ควรบอกว่าคนทั่วไปไม่เข้าตาเขามากกว่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากเขาจะขอร้องให้อีกฝ่ายเอ่ยปากช่วยเหลือ

มู่หรงอี้เซวียนพนักหน้า “ถูกต้องแล้ว แต่นี่ถือเป็นโอกาสจริงๆ หากเขาเอ่ยปากให้ อย่างไรก็มีโอกาสสำเร็จห้าหกส่วน ขอเพียงภูตหมอยินยอมรักษาให้ ข้าคิดว่าอาการป่วยของจื่อเหิงน่าจะรักษาให้หายขาดได้”

เมื่อได้ยินอย่างนั้น คุณชายรองอินเกิดคล้อยตาม เขาไม่ลังเลอีก “ข้าจะไปที่ตระกูลน่าหลันสักครั้ง หวังว่าจะได้พบคุณชายน่าหลันผู้นี้ก็แล้วกัน!”

อีกด้านหนึ่ง ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืด เหลิ่งหวากลับมาถึงหอยาสวรรค์

“กลับมาแล้วหรือ? ไหนเจ้าว่าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ? ทำไมนานเช่นนี้? คงไม่ใช่ว่าผู้นำตระกูลหยางกับเสี่ยวเอ้อร์รั้งเจ้าไว้กินข้าวที่นั่นหรอกกระมัง?” ตู้ฝานนั่งพิงเฉียงอยู่บนเก้าอี้ มองเหลิ่งหวาที่สาวเดินเข้ามาอย่างหยอกล้อ

“เจ้าช่างหยั่งรู้นัก”

เหลิ่งหวายิ้มๆ มานั่งลงข้างๆเขา “เดิมทีข้าตั้งใจจะเอายาไปส่งให้แล้วก็กลับ นึกไม่ถึงพวกเขาสองพ่อลูกจะรั้งข้าไว้ให้กินข้าวด้วยให้ได้ ช่วยไม่ได้ ข้าจึงกินสักหน่อย จากนั้นอยู่คุยกับพวกเขา จึงเพิ่งกลับมาถึงป่านนี้” เหลิ่งหวาอธิบายเสียงนุ่มนวล พลางรินชาดื่ม

ฟั่นหลินเดินออกมาจากข้างใน มองเหลิ่งหวายิ้มๆ “พี่สาวเจ้าส่งคนมาเมื่อครู่ บอกให้เจ้ากลับไปจวนเฟิ่งหน่อย”

ตอนที่ 2102: ตั้งตารอ

“ได้ ข้ารู้แล้ว”

เหลิ่งหวารับคำ พลางจิบชา นึกถึงตอนที่ออกไปข้างนอกวันนี้แล้วเห็นสภาพยามอาการป่วยของชายชุดหรูกำเริบ อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ เงยหน้ามองฟั่นหลิน ถามว่า “คราวที่แล้วเจ้าบอกว่าผู้ชายชุดหรูผู้นั้นป่วย อยู่ได้อีกไม่นาน ดูออกหรือไม่ว่าป่วยเป็นอะไร?”

ได้ยินอย่างนั้น ฟั่นหลินมองเขาด้วยความประหลาดใจ “เจ้าสงสัยว่าคนคนนั้นจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?”

“วันนี้ข้าเจอเขาระหว่างทางที่ไปตระกูลหยาง เห็นสภาพตอนอาการป่วยของเขากำเริบพอดี” เหลิ่งหวาเอ่ย นึกถึงภาพอันแปลกประหลาดนั่น ได้แต่รู้สึกเหลือเชื่อ

ได้ยินอย่างนั้น ฟั่นหลินครุ่นคิดเล็กน้อย ตอบว่า “คนคนนั้นข้ามองแค่แวบเดียว ไม่ได้วินิจฉัยละเอียด แต่ดูจากสภาพร่างกายและสีหน้าของเขา อยู่ได้อีกไม่นานแล้วจริงๆ แต่นั่นเป็นโรคอะไร? และยามอาการป่วยกำเริบจะเป็นอย่างไร? เรื่องนี้ข้ากลับไม่รู้”

ตู้ฝานที่กำลังดื่มชาได้ยินก็รู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ถูกต้อง หันไปถามเหลิ่งหวา “เจ้าไปเจอเขาได้อย่างไร?”

“เขาพาผู้ฝึกตนสามสี่คนมาขวางทางข้า ยังบอกว่าจะเชิญข้าไปดื่มสุรา ข้าไม่ไปก็คิดจะใช้กำลังกับข้า” เหลิ่งหวาอธิบายสั้นๆ สิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงตู้ฝานกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยความโมโห

“มีอย่างที่ไหนกัน! เขาช่างกล้านัก!”

ได้ยินเขาตวาดลั่น เหลิ่งหวายิ้มๆ “เจ้าเบาเสียงหน่อย โชคดีที่ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นคงทำลูกค้าตกใจ”

“แล้วอย่างไรต่อ? จากนั้นเจ้าได้สั่งสอนเขาหรือไม่?” ตู้ฝานจี้ถาม แม้แต่ฟั่นหลินที่อยู่ข้างๆ ก็ยังมองเหลิ่งหวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถึงอย่างไรเหลิ่งหวาสุภาพอ่อนโยนกับผู้อื่นมาตลอด น้อยครั้งที่จะทำให้ผู้อื่นขายหน้า

“ข้าหักแขนหนึ่งในผู้ฝึกตนที่ติดตามเขา แล้วตำหนิชายชุดหรูคนนั้นไปสองสามประโยค สุดท้ายจู่ๆ เขาก็อาการกำเริบ หนำซ้ำสภาพตอนที่อาการป่วยของเขากำเริบก็ดูแปลกประหลาดมาก” เขาเล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ก็ยิ่งสงสัย

โรคอะไรกันนะ? เหตุใดยามอาการกำเริบจึงมีสภาพเช่นนั้นได้?

ฟั่นหลินกับตู้ฝานมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนถามขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย “แปลกอย่างไร?” เขาติดตามนายท่านมีเรื่องแปลกประเภทใดบ้างที่ไม่เคยเจอ? ยังมีโรคอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าแปลกอยู่อีกหรือ

“ตอนที่เขาอาการกำเริบ ผิวหนังของเขาจะกลายเป็นสีดำอมม่วงไปทั้งตัว เล็บยาวขึ้น เหมือนภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน รูปร่างหน้าตาของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย ในปากมีเขี้ยวแหลมๆสองซี่งอกขึ้นมา กล้ามเนื้อบนร่างกายขยายใหญ่ เรี่ยวแรงมากขึ้น”

เหลิ่งหวาอธิบายด้วยน้ำเสียงเนิบช้า พลางมองฟั่นหลิน “เจ้าเคยเห็นอาการป่วยเช่นนี้หรือไม่?”

“ไม่เคย” ฟั่นหลินส่ายหน้า ครุ่นคิดเล็กน้อย “แต่เหมือนข้าจะเคยได้ยินอาการอย่างที่เจ้าว่ามา เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่”

“ที่แท้ยามอาการกำเริบจะกลายเป็นตัวประหลาดงั้นหรือ? ไม่น่าเล่าถึงได้มาขอรับการรักษา โรคเช่นนั้นเดาว่าคนทั่วไปคงไม่อาจรักษาได้กระมัง! เจ้าหนูนั่นดูแล้วก็นิสัยไม่น่าคบหานัก กอปรกับนายท่านก็ไม่อยู่ ข้าว่าเขาอยากจะขอรับการรักษาคงไม่ง่ายเช่นนั้น” ตู้ฝานเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ พลางโบกพัดในมือเบาๆ

ฟั่นหลินยิ้มๆ เอ่ยว่า “ก็ไม่แน่ หากเป็นโรคที่นายท่านไม่เคยพบเห็น บางทีนางอาจจะยอมรักษา” เขาหยุดพูด ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “ไม่เกี่ยวกับว่าคนคนนั้นเป็นใคร เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นและอยากศึกษาโรคที่ไม่เคยเจอของหมอคนหนึ่งเท่านั้น”

ได้ยินแล้วตู้ฝานอดยิ้มไม่ได้ “แต่พวกเจ้าว่าตอนนี้นายท่านจะอยู่ที่ใดกันนะ? นานขนาดนี้แล้ว น่าจะอยู่ระหว่างทางกลับแล้วกระมัง?”

ตอนที่ 2103: ตระกูลจัว

“ไม่รู้ว่ากลับมาคราวนี้ นายท่านจะเอาอะไรดีๆกลับมาด้วยบ้าง” เขาเอ่ยอย่างตั้งตารอ รู้สึกว่านายท่านไปครั้งนี้ นอกจากสังหารหานหรงผู้นั้นแล้วจะต้องได้อย่างอื่นกลับมาด้วยแน่ๆ

เหลิ่งหวากับฟั่นหลินได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มมองหน้ากัน ทั้งสองคนหนึ่งเดินไปที่ลานสวนด้านหลัง คนหนึ่งกลับเอ่ยว่า “ข้ากลับไปดูที่จวนหน่อย”

สองวันต่อมา ในเมืองแห่งหนึ่ง ด้านหน้าประตูตระกูลจัวมีคนยืนอยู่สามคน

“ถึงแล้ว” จัวจวินเยวี่ยหันไปบอกเฟิ่งจิ่ว

“จะว่าไป ข้าก็ไม่ได้มานานแล้วเหมือนกัน” ฮุ่นหยวนจื่อลูบหนวด มองจัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างหน้า ชำเลืองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนถามว่า “อีกเดี๋ยวพวกเจ้าคิดจะแนะนำตัวกันอย่างไร? บอกไปตามตรงว่ามาหาท่านย่าของเจ้าหรือ?”

เฟิ่งจิ่วมองตาเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับจัวจวินเยวี่ยว่า “เข้าไปแล้วข้าจะอยู่ข้างๆตาเฒ่า ไม่ต้องแนะนำข้า แค่หาโอกาสให้ข้าได้ไปพบท่านย่าของเจ้าก็พอ”

ตาเฒ่ายิ้มตาหยี “อยู่ข้างๆข้า? เป็นศะ…อะแฮ่ม!” ยังไม่ทันพูดคำว่าศิษย์ออกไป ก็เห็นนางมองมาตาขวาง จึงรีบกลืนคำนั้นลงไป

ข้ายังต้องเรียนวิชามวยไทเก๊กกับนางอีก! จะหาเรื่องทำให้นางไม่พอใจไม่ได้

จัวจวินเยวี่ยพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว” เขาเดินเข้าไปเคาะประตู ไม่นาน ประตูใหญ่เปิดออก ชายชราผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมาครึ่งตัว

“คุณชายใหญ่กลับมาแล้วหรือ!” ชายชราเผยยิ้ม หันมองข้างกายเขา ยามเห็นฮุ่ยหยวนจื่อที่กำลังลูบหนวด ก็รีบคารวะ “ท่านเซียนฮุ่นหยวน”

“อืม” ตาเฒ่ารับคำ เหลือบมองชายชราแวบหนึ่ง

“คุณชายใหญ่ ท่านเซียนฮุ่นหยวน เชิญพวกท่านเข้ามาข้างใน ข้าจะไปเรียนท่านผู้นำตระกูล” ชายชรารีบเชิญพวกเขาเข้ามาข้างใน เวลานี้เพิ่งสังเกตเห็นข้างหลังท่านเซียนฮุ่นหยวนมีเด็กหนุ่มชุดเขียวคนหนึ่งตามมา เด็กหนุ่มชุดเขียวแต่งกายเรียบง่าย ยืนก้มหน้าเงียบท่าทางเรียบร้อย เขาคิดว่าน่าจะเป็นผู้ติดตามของท่านเซียนฮุ่นหยวน

“ไม่ต้องรบกวนท่านลุงรองหรอก เขาจะตามข้าไปที่เรือนตะวันตก” จัวจวินเยวี่ยเอ่ย

ชายชราชะงัก มองพวกเขาเข้าจวนมาก็มุ่งหน้าไปยังเรือนตะวันตก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าในเมื่อท่านเซียนฮุ่นหยวนมาแล้ว แม้จะไปเรือนตะวันตก เขาก็ควรไปรายงานให้ผู้นำตระกูลทราบ

ด้วยเหตุนี้ หลังจากปิดประตูใหญ่ ชายชราจึงไปที่เรือนใหญ่

เฟิ่งจิ่วที่เดินตามหลังตาเฒ่าแอบมองพิจารณาที่นี่เงียบๆ เห็นว่าที่นี่นอกจากองครักษ์และสาวใช้จำนวนหนึ่ง ในที่ลับยังมีองครักษ์ลับคอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบๆด้วย ข้างในนี้ไม่ว่าจะเป็นศาลาบันได หรือทางเดินหินกรวดล้วนประณีต สภาพแวดล้อมเงียบสงบและงดงามมาก

ทว่า หลังจากเดินผ่านทางเดินเล็กๆเส้นหนึ่งไปยังเรือนตะวันตก กลับกลายเป็นอีกสภาพแวดล้อมหนึ่ง เรียกได้ว่าบนทางเดินเล็กๆเส้นนั้นไม่เห็นเงาองครักษ์แม้แต่คนเดียว แม้แต่ในที่ลับก็ไม่มีองครักษ์อยู่สักคน กระทั่งหลังจากเข้ามาในเรือนตะวันตก ราวกับเป็นคนละที่กับจวนตระกูลจัวที่อยู่ด้านหน้าอย่างไรอย่างนั้น  เพียงแต่เรือนหลังหนึ่งสูงส่งดูมีระดับ เรือนอีกหลังดูเงียบสงบเรียบง่าย

บริเวณนี้ไม่มีคนอยู่เลย เฟิ่งจิ่วถามจัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างหน้า “เหตุใดที่นี่จึงเงียบนัก? ในเมื่ออยู่ในจวนตระกูลจัวเหมือนกัน เหตุใดยังต้องแบ่งออกมาเป็นเรือนตะวันตก?”

จัวจวินเยวี่ยยังไม่ทันตอบ ก็ได้ยินฮุ่นหยวนจื่อลูบหนวดหันมาหาเฟิ่งจิ่ว “ใช่แล้ว ข้ายังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังเลยนี่นา! เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่”

เขาชะลอฝีเท้าเดินเคียงไหล่เฟิ่งจิ่ว ก่อนเล่าว่า “ตระกูลจัวแบ่งเป็นเรือนตะวันออกและเรือนตะวันตก แม้จะอยู่ในจวนเดียวกัน แต่เจ้าก็เห็นแล้ว มีถนนสองเส้นที่นำไปสู่เรือนตะวันออกและเรือนตะวันตกซึ่งอยู่คนละทิศกัน”

ตอนที่ 2104: เรือนตะวันออกและเรือนตะวันตก

“ตระกูลจัวนั้นบุตรคนรองเป็นผู้นำตระกูล อาศัยอยู่ที่เรือนตะวันออก ฉะนั้นฝั่งนั้นจะมีคนมากกว่า เรียกได้ว่าตระกูลจัวยึดเรือนตะวันออกเป็นหลัก ส่วนเรือนตะวันตกทางนี้ก็คือที่อาศัยของครอบครัวพวกเขา คนไม่มาก มีแค่พ่อแม่และน้องสาวน้องชายของเขาไม่กี่คน รวมถึงคนรับใช้สองสามคนด้วย”

ฮุ่นหยวนจื่อชี้จัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างหน้า กระซิบเบาๆว่า “ส่วนเหตุผลเจ้าก็น่าจะรู้ ก็อย่างนั้นแหละ”

เฟิ่งจิ่วเม้มปาก เขาเล่าให้ฟังขนาดนี้เธอย่อมต้องรู้แล้ว

คนที่อาศัยอยู่ที่เรือนตะวันออกคือลุงรองของจัวจวินเยวี่ย หรือก็คือสายเลือดที่แท้จริงของตระกูลจัว การให้เขาสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลก็เป็นเรื่องที่สมควร ผู้นำตระกูลอาศัยในเรือนตะวันออกก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลเช่นกัน เพียงแต่ เรือนตะวันตกจะไม่เงียบเหงาเกินไปหน่อยหรือ 

เธอเดินข้างในนี้รู้สึกเพียงว่า เรือนตะวันตกแม้อยู่ในจวนตระกูลจัวเช่นเดียวกับเรือนตะวันออก ทว่าที่นี่กลับเหมือนถูกแบ่งแยกออกมา และเป็นจวนที่ถูกลืมมากกว่า

ขนาดเรือนยังมีสภาพเช่นนี้ อย่างนั้นพวกเขาที่อาศัยอยู่ที่นี่ จะต้องรู้สึกอึดอัดขนาดไหนกัน? จะรู้สึกเหมือนอาศัยเขาอยู่หรือไม่? หากท่านอาจารย์ของเธอรู้ว่าทายาทรุ่นหลังของเขาต้องมีชีวิตอย่างนี้ จะต้องรู้สึกผิดมากแน่ๆ

เธอรู้สึกหนักอึ้งข้างในใจ มองจัวจวินเยวี่ยที่กำลังสาวเดินอยู่ข้างหน้า นาทีนี้ในที่สุดเธอก็รู้แล้ว เหตุใดเขาจึงมีนิสัยเงียบขรึมพูดน้อยเช่นนี้

หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง จัวจวินเยวี่ยพาพวกเขามาที่ห้องโถงของเรือนตะวันตก บอกทั้งสองว่า “พวกท่านนั่งก่อน ข้าจะไปพบท่านพ่อกับท่านแม่ข้าหน่อย”

“ไปเถอะ ไปเถอะ!” ตาเฒ่าโบกมือ หาที่นั่งเองตามอัธยาศัย หยิบน้ำเต้าสุราออกมาดื่ม ไม่ลืมบอกเฟิ่งจิ่วด้วย “นั่งๆ ไม่ต้องเกรงใจ จวนของพวกเขาไม่ค่อยมีคนมาหรอก”

เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วจึงหาที่นั่ง มองดูห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย อดถามขึ้นไม่ได้ “เหตุใดพวกเขาไม่ย้ายออกไปอยู่ข้างนอก? ด้วยความสามารถของจัวจวินเยวี่ย น่าจะมีคุณสมบัติมากพอที่จะสร้างจวนเองได้แล้ว”

“เป็นท่านย่าของเขา ท่านย่าของเขาไม่ยอมให้พวกเขาย้ายออกไปอยู่ข้างนอก อีกอย่าง นอกจากจัวจวินเยวี่ย พรสวรรค์ของพ่อของเขาก็ไม่ค่อยเท่าไร กลับเป็นน้องชายของจัวจวินเยวี่ยที่ถือว่าไม่เลวนัก เพียงแต่ไม่มีอาจารย์ดีก็ถือว่าเสียเปล่า” ตาเฒ่าดื่มสุรา พลางส่ายหน้า

ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดจึงไม่มีอาจารย์ดี? ไปสอบเข้าสี่สำนักใหญ่ก็ได้ไม่ใช่หรือ?”

ตาเฒ่าลูบหนวดท่าทางครุ่นคิด “หรือว่าข้าไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังหรือ น้องชายของเขาพิการขาทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิด นั่งรถเข็นมาตลอด” เขากลอกตาไปมา นึกไม่ออกว่าเคยเล่าให้เฟิ่งจิ่วฟังหรือไม่

เฟิ่งจิ่วรู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย “ท่านเคยเล่าเสียที่ไหน? ท่านแค่เคยบอกว่าเขามีน้องชายและน้องสาว จากนั้นก็บอกว่าครอบครัวของเขาค่อนข้างลำบากพอสมควร ในบ้านก็มีกันเพียงไม่กี่คน บอกว่าท่านย่าของเขาเพราะร่างกายไม่แข็งแรงจึงได้แต่สวดภาวนาอยู่ในเรือนเล็กอยู่ทุกวัน เคยเล่าถึงรายละเอียดพวกนี้เสียที่ไหน?”

“ไม่เคยหรอกหรือ? ข้าเองก็ลืมไปแล้ว จำไม่ค่อยได้”

เขายิ้มแห้ง เอ่ยว่า “บอกตอนนี้ก็ยังไม่สายไปนี่! เรื่องก็เป็นอย่างนั้นแหละ พรสวรรค์นั้นไม่เลว แต่ขาทั้งสองข้างใช้การไม่ได้ ลุกไม่ขึ้นจะคารวะอาจารย์ก็ทำได้ไม่สะดวก เจ้าว่า ใครจะยอมรับคนที่นั่งรถเข็นเป็นศิษย์กัน? ฉะนั้นเขาจึงได้แต่อยู่ในบ้าน ระดับพลังวิญญาณถือว่าใช้ได้ แต่ด้านวรยุทธ์นั้นฝึกฝนไม่ค่อยสะดวกนัก”

เฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไรอีก แทนที่จะถามตาเฒ่าที่พึ่งพาไม่ได้ มิสู้อีกเดี๋ยวเธอดูเองถามเองจะดีกว่า

ตอนที่ 2105: ข่าวคราว

ครั้นเห็นเธอไม่พูดอะไรอีก ตาเฒ่าลูบหนวด กระแอมเบาๆ “แม้ข้าจะไม่มีศิษย์ แต่สายตาข้าเฉียบแหลมมากนะ ถึงเขาจะมีพรสวรรค์ไม่เลว แต่ยังไม่ถึงมาตรฐานของข้า ฉะนั้น…ฮี่ๆ”

เฟิ่งจิ่วนั่งเงียบๆ ไม่สนใจเขา ตาเฒ่ารู้สึกหมดสนุก จึงไม่พูดอะไรอีก

ขณะเดียวกัน ในเรือนหลักของจวนฝั่งตะวันตก จัวฉู่ฮุยกับฮูหยินของเขากำลังพูดคุยกันอยู่ในลานสวน หางตาเหลือบเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยเดินเข้ามา ครั้งเห็นผู้มาเยือน สองสามีภรรยาชะงักงันไปครู่หนึ่ง

“จวินเยวี่ย? เจ้ากลับมาแล้วหรือ?” ทั้งสองลุกขึ้น เดินไปหาลูกชายคนโต “เจ้าออกไปฝึกฝนกับท่านเซียนฮุ่นหยวนไม่ใช่หรือ? เหตุใดจู่ๆก็กลับมา? เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?”

“ท่านพ่อ ท่านแม่” จัวจวินเยวี่ยขานเรียกและคารวะทั้งสอง มองดูพ่อกับแม่ของเขา เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้ากลับมาเพราะมีเรื่องบางอย่างจริงๆขอรับ”

“เรื่องอะไรหรือ? หรือเจ้าเจอปัญหาอะไรข้างนอก? หรือว่าท่านเซียนฮุ่นหยวนไล่เจ้ากลับมาแล้ว?” แม่ของเขาถามด้วยความเป็นห่วง มองดูลูกชายคนโตที่ไม่กลับบ้านมานานก็รู้สึกปวดใจ “เจ้าอยู่ข้างนอกลำบากมากใช่หรือไม่? เจ้าดูตัวเองสิ ผอมลงไปเยอะเลย”

“ท่านแม่ ข้าสบายดีขอรับ” จัวจวินเยวี่ยเอ่ย ชั่วขณะหนึ่ง ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี

พ่อของเขาสังเกตเห็นจึงถามว่า “แล้วเพราะเหตุผลอะไร? เจ้ากลับมาเพราะเรื่องใดกัน?”

มองดูพ่อกับแม่ที่เป็นห่วงเขา เขาสูดหายใจลึกๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามีข่าวของท่านปู่แล้วขอรับ”

ได้ยินแล้วทั้งสองตะลึงงัน “อะ อะไรนะ?”

“ท่านปู่ ข้ามีข่าวคราวของท่านปู่แล้ว ท่านปู่แท้ๆของข้า” เขาย้ำด้วยน้ำเสียงแช่มช้า มองพ่อของเขาที่กำลังตะลึง จากนั้นก็อธิบายว่า “ตอนที่ข้าออกไปฝึกฝนในป่าภูเขาไฟพร้อมกับท่านเซียนฮุ่นหยวน ได้พบกับลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านปู่ รู้เรื่องของท่านปู่จากปากนาง ฉะนั้นครั้งนี้…”

เขาอธิบายอย่างใจเย็น เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังคร่าวๆ มองหน้าพ่อกับแม่ของเขาที่อยู่ในอารมณ์ตกตะลึงเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยเสริมว่า “นางบอกว่า ความปรารถนาของท่านปู่ก็คืออยากรู้ว่าทายาทรุ่นหลังของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ฉะนั้น นางจึงมาเยี่ยมพวกท่านแทนท่านปู่”

เล่ามาถึงตรงนี้ เขาชะงักเล็กน้อยก่อนกล่าวอีกว่า “อีกอย่าง ท่านย่าเคยสั่งไว้ว่าหากข้ามีข่าวคราวของท่านปู่ให้บอกนาง กลับมาครั้งนี้ ข้าอยากให้นางพบท่านย่าด้วยขอรับ”

จัวฉู่ฮุยนั่งฟังอย่างเหม่อลอย บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร ในที่สุดก็มีข่าวคราวของท่านพ่อแล้ว? ท่านพ่อ? สำหรับเขาช่างเป็นบุคคลที่คุ้นเคย แต่ก็แปลกหน้าในขณะเดียวกัน

ในตัวของเขามีเลือดของท่านพ่อไหลเวียนอยู่ เขาเป็นทายาทของท่านพ่อ แต่เขากลับไม่เคยพบหน้าท่านพ่อของเขาสักครั้ง ยิ่งไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับอีกฝ่าย รู้เพียงว่า ทุกครั้งที่ท่านแม่คิดถึงท่านพ่อ นางมักจะหลั่งน้ำตาเงียบๆเสมอ

ยามนี้ ครั้นบอกว่าในที่สุดก็มีข่าวคราวของท่านพ่อ บอกว่าลูกศิษย์ของเขามาเยี่ยมพวกเขาแทนท่านพ่อ ได้ยินประโยคนี้ เขาอดยิ้มไม่ได้ “หึๆ นึกไม่ถึงว่าจะยังมีข่าวคราวของเขาอยู่”

รอยยิ้มของเขาดูเศร้าสร้อย และหดหู่ถึงเพียงนั้น แม้ใบหน้าของเขากำลังยิ้ม แต่สีหน้ากลับดูแย่เสียยิ่งกว่ากำลังร้องไห้

“ท่านพี่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ออกไปพบสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ!” ภรรยาของจัวจวินเยวี่ยแนะนำ มือหนึ่งตบหลังมือของจัวฉู่ฮุยเบาๆ เป็นการปลอบโดยไร้เสียง

“ไปเถิด! พอออกไปพบหน้าแล้วค่อยพาไปพบท่านแม่” จัวฉู่ฮุยเอ่ย สูดหายใจลึกๆ ข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน หลังจากจัดการอารมณ์ตัวเองเสร็จ จึงหันไปถามลูกชายคนโต “ท่านเซียนฮุ่นหยวนก็อยู่ด้วยหรือ?”

ตอนที่ 2106: สอบถาม

“อยู่ด้านหน้าขอรับ” เขาพยักหน้า “เรื่องนี้เขาเองก็รู้เหมือนกัน”

ได้ยินอย่างนั้น จัวฉู่ฉุยเอ่ยว่า “ไปดูกันเถิด!” เขาหันไปเอ่ยกับฮูหยินที่อยู่ข้างๆ “เจ้าอยู่ที่นี้เถิด ไม่ต้องไปด้วยหรอก”

“เจ้าค่ะ อย่างนั้นพวกท่านสองพ่อลูกรีบไปเถิด! อย่าให้คนรอนาน ข้าจะไปเตรียมอาหารที่ห้องครัว” ฮูหยินจัวเอ่ย พยักหน้าให้ทั้งสองรีบไป

ด้วยเหตุนี้ สองพ่อลูกจึงเดินไปที่ด้านหน้า พอมาถึงด้านหน้า ทันทีที่เข้าไปในห้องโถง จัวฉู่ฮุยก็เห็นฮุ่นหยวนจื่อกำลังนั่งพิงเฉียงและดื่มสุราอยู่ในห้องรับแขกอย่างสบายอารมณ์ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเบนสายตาไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ยามมองเด็กหนุ่ม เขาประหลาดใจเล็กน้อย

เด็กหนุ่มคนนั้นสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวทั้งตัว นั่งเงียบๆ ท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิด ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ ครั้นเห็นพวกเขามา เขาก็หันมามอง ประกายประหลาดใจพาดผ่านดวงตา จ้องพิจารณาพวกเขาเงียบๆ

นี่หรือศิษย์ของท่านพ่อ? เหตุใดอายุน้อยถึงเพียงนี้?

เขาแอบสงสัย เดิมทีนึกว่าศิษย์ของท่านพ่ออย่างไรก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา กลับนึกไม่ถึงจะเด็กขนาดนี้ ครั้นเห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยเช่นนี้ เขาก็รู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง

“ท่านเซียน” เขาคารวะฮุ่นหยวนจื่อก่อน ยิ้มทักทายว่า “นึกไม่ถึงว่าจะได้พบท่านเซียนอีกครั้งเร็วเช่นนี้”

“นั่นสิ! ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้มาบ้านเจ้าอีกครั้งเร็วเช่นนี้เหมือนกัน” ฮุ่นหยวนจื่อยิ้มตาหยีมองเขา พลางดื่มสุราไปด้วย ชำเลืองมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับจัวฉู่ฮุยว่า “แต่วันนี้เขาเป็นคนมาหาเจ้า ไม่ใช่ข้า เจ้าเห็นข้าเป็นเพียงอากาศธาตุก็ได้”

ได้ยินอย่างนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของจัวฉู่ฮุยสะดุดเล็กน้อย ลอบคิดในใจ ท่านเซียนช่างพูดได้…ตรงไปตรงมานัก

“เฟิ่งจิ่ว ท่านนี้คือท่านพ่อของข้า จัวฉู่ฮุย” จัวจวินเยวี่ยหันไปแนะนำพ่อของเขาให้เฟิ่งจิ่ว

“นายท่านจัว” เฟิ่งจิ่วขานเรียกและคารวะ

“คุณชายเฟิ่งนั่งก่อน” จัวฉู่ฮุยทำท่าผายมือ ก่อนตนเองจะนั่งตาม

“นายท่านจัว ข้าอยากพบฮูหยินผู้เฒ่า นายท่านจัวโปรดไปกับข้าด้วย” เธอเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

ได้ยินอย่างนั้น จัวฉู่ฮุยชะงักเล็กน้อย มองเฟิ่งจิ่ว เอ่ยว่า “คุณชายเฟิ่ง เมื่อครู่ลูกชายของข้าเล่าเรื่องให้ฟังหมดแล้ว เพียงแต่ ข้ายังมีคำถามอยากถามเจ้าสักสองสามข้อ”

“เชิญถามมาได้” เธอเอ่ย

“เจ้าบอกว่าอาจารย์ของเจ้าชื่อฉู่ป้าเทียน เป็นผู้มีชื่อเสียงในแผ่นดินใหญ่แถบใต้แม่น้ำ เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ใต้หล้านี้มีคนชื่อซ้ำกันอยู่ เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าอาจารย์ของเจ้าคือท่านพ่อของข้า?”

ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหยักยิ้มมุมปาก “อย่างอื่นไม่ว่า แค่ใบหน้าของท่านก็คล้ายกับท่านพ่อของท่านถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว หากก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมั่นใจ ทว่าหลังจากได้เห็นหน้าตาท่าน ข้าก็มั่นใจแล้วพวกท่านคือทายาทรุ่นหลังของเขา”

จัวฉู่ฮุยชะงักงัน เขาหน้าตาคล้ายกับท่านพ่อของเขางั้นหรือ? ที่แท้ เขากับท่านพ่อของเขาหน้าตาเหมือนกันถึงเจ็ดแปดส่วน ที่แท้ หน้าตาของท่านพ่อก็เป็นอย่างนี้เองหรือ…

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้า ถามด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังพึมพำกับตนเอง “เช่นนั้นหาทายาทรุ่นหลังของเขาเจอแล้วอย่างไร? เขาไม่อยู่แล้ว พวกข้าเป็นอย่างไร เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยเล่า?”

“ได้ยินว่าลูกชายคนรองของท่านขาไม่ดี? ข้ารู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ช่วยดูให้ได้” เธอไม่ได้ตอบคำถามของเขา กลับเอ่ยประโยคนี้ออกไป

ใช่แล้ว คนก็ไม่อยู่แล้ว แม้หาทายาทรุ่นหลังของเขาเจอแล้วอย่างไรเล่า? อย่างอื่นเธอไม่รู้ แต่ในเมื่อเธอรับบุญคุญจากท่านอาจารย์มาแล้ว หากทายาทรุ่นหลังของเขากำลังลำบาก เธอก็จะช่วยอย่างสุดกำลัง

ตอนที่ 2107: พบฮูหยินผู้อาวุโส

ท่านอาจารย์เองก็คงต้องการอย่างนี้กระมัง! เพียงแต่ ตอนนี้เธอแค่ไม่ได้พูดให้กระจ่างเท่านั้น ทว่า หากพวกเขาอยากสร้างจวนของตนเอง อยากสร้างจวนเป็นของตระกูลจัวเองในเมืองแห่งนี้หรือที่ไหนสักที่ เธอก็จะช่วยอย่างสุดความสามารถ

อีกอย่าง ลูกชายคนรองของเขาลุกเดินไม่ได้ หากรักษาได้ เธอย่อมต้องช่วยรักษาเขาอยู่แล้ว ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกหลานของท่านอาจารย์ ขอเพียงไม่ใช่คนเลวทรามต่ำช้า ขอเพียงไม่ใช่คนชั่วช้าสามานย์ เรื่องใดช่วยได้เธอก็จะช่วย

“อีกอย่าง” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ มองเขาที่กำลังตะลึง “ข้าคิดว่าฮูหยินใหญ่ยังคงคิดถึงท่านอาจารย์ของข้าอยู่ ไม่อย่างนั้น ชื่อของท่านคงไม่ถูกตั้งว่าฉู่ฮุย”

ครั้นพูดประโยคนี้ออกไป ห้องรับแขกพลันเงียบงัน จัวฉู่ฮุยก้มหน้าอย่างเหม่อลอย ส่วนจัวจวินเยวี่ยก็ได้แต่ยืนเงียบ ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ ครั้นเห็นอย่างนั้น ตาเฒ่าที่อยู่ด้านหนึ่งจึงกระแอมขึ้น

“พวกเจ้าพาเขาไปพบฮูหยินผู้เฒ่าก่อนเถิด! อีกเดี๋ยวค่อยไปหาน้องชายของจวินเยวี่ย วิชาแพทย์ของเขายอดเยี่ยมจริงๆ ไม่แน่อาจมีหวังก็ได้”

ตาเฒ่าเอ่ย มองพวกเขาสองพ่อลูก เอ่ยอีกว่า “แม้คนจะไม่อยู่แล้ว แต่เขากำชับศิษย์เขาไว้ขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นก็แสดงว่าในใจเขานึกถึงลูกหลานอย่างพวกเจ้าอยู่เสมอ บางครั้ง เรื่องราวมากมายไม่อาจคาดเดา บางทีตัวเขาเองก็อาจนึกไม่ถึงว่าปีนั้นจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นก็ได้ สำหรับพวกเจ้า นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าที่รู้จากปากของคนอื่น แต่สำหรับเขา เขากลับผ่านเรื่องราวพวกนั้นมาด้วยตนเอง”

ไม่ว่าใครหากต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายอย่างการถูกฆ่าล้างตระกูล ย่อมไม่มีทางรู้สึกดีอยู่แล้ว ในเมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายปี ลูกหลานรุ่นหลังของเขาล้วนแต่งงานมีลูก เรื่องราวเหล่านั้นผ่านไปราวกับพลิกหน้าหนังสือ ไม่มาตัดสินว่าใครผิดหรือถูกอีกต่อไป

เงียบอยู่นาน ในที่สุดจัวฉู่ฮูยก็เอ่ยกับเฟิ่งจิ่ว “เจ้าตามข้ามาเถิด! ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านแม่”

“ท่านพ่อ พาเขาไปอย่างนี้ ท่านลุงรองจะต้องสงสัยแน่ อาจทำให้ท่านปู่รู้เรื่องไปด้วยก็ได้” ท่านปู่ที่เขาพูดถึงตอนนี้ แน่นอนว่าเป็นนายท่านใหญ่แห่งตระกูลจัว

แม้จะมีข่าวคราวของท่านปู่ของเขา และตามหาลูกศิษย์ของเขาเจอแล้ว แต่หากพาคนไปเจอท่านย่าของเขาอย่างโจ่งแจ้ง อาจไม่ค่อยดีนัก

ได้ยินอย่างนั้นจัวฉู่ฮุยครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้า “ใช่ ท่านแม่เก็บตัวเงียบมานานหลายปี จู่ๆพาคนไปเจออย่างนี้ต้องทำให้คนในจวนแตกตื่นแน่ ถึงตอนนั้นหากถามขึ้นมา…”

“ข้าจะไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าหน่อยก็แล้วกัน! พาพวกเขาไปด้วยให้หมดก็พอ อย่างไรข้ากับฮูหยินผู้เฒ่าก็มีวาสนาเคยพบหน้ากันหลายครั้ง หากข้าไปก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

ตาเฒ่ายิ้มตาหยีเอ่ย หันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้เฟิ่งจิ่ว ทำท่าทางเหมือนจะบอกว่า เห็นไหม ข้าปกป้องดูแลเจ้าดีขนาดไหน

“อย่างนั้นก็รบกวนท่านเซียนแล้ว” จัวฉู่ฮุยเอ่ย พลางหันไปประสานมือคารวะตาเฒ่า

“ไม่รบกวน ไม่รบกวน” เขาโบกมือ ยิ้มตาหยี พลางเอ่ยกับพวกเขาว่า “ไปๆไป ไปตอนนี้เลย” สิ้นเสียงก็ออกเดินนำหน้าก่อน

เห็นอย่างนั้น พวกเขาสามคนเดินตามหลังเขา มุ่งหน้าไปยังเรือนตะวันออก

ขณะเดียวกัน ในเรือนตะวันออก

“อ้อ? เจ้าบอกว่าท่านเซียนฮุ่นหยวนมางั้นหรือ?” ผู้นำตระกูลจัวในเวลานี้ หรือก็คือท่านลุงรองที่จัวจวินเยวี่ยพูดถึง พอรู้เรื่องก็ประหลาดใจ “แสดงว่าจวินเยวี่ยก็กลับมาด้วย?”

ชายชราเฝ้าประตูตอบด้วยความนอบน้อม “ขอรับท่านผู้นำ คุณชายใหญ่ก็กลับมาแล้วเหมือนกัน เขากับท่านเซียนไปที่เรือนตะวันตกแล้ว น่าจะไปพบนายท่านใหญ่ก่อน”

ตอนที่ 2108: ผู้นำตระกูลจัว

ได้ยินอย่างนั้น เขาพยักหน้า กำชับว่า “อย่างนั้นก็ให้ในจวนเตรียมอาหารหน่อย หัวค่ำเชิญพวกเขามารวมตัวกันที่เรือนตะวันออก จะว่าไปพวกพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ออกจากเรือนตะวันตกนานแล้วเหมือนกัน”

พูดมาถึงตรงนี้ เขาถอนหายใจเบาๆ โบกมือสั่งให้ชายชราถอยออกไป

“ขอรับ” ชายชรารับคำ ก่อนจะถอยออกไปอย่างนอบน้อม

ผู้นำตระกูลจัวนั่งครุ่นคิดอยู่บนเก้าอี้เจ้าบ้าน นึกถึงว่าครอบครัวพี่ใหญ่ของเขาหลายปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนตะวันตกราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก แม้จะอยู่ในจวนตระกูลจัวเหมือนกัน แต่หากพูดกันตามจริง ครอบครัวพี่ใหญ่ของเขากลับให้ความรู้สึกเหมือนมาอาศัยคนอื่นอยู่มากกว่า

ไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกอย่างนี้ เชื่อว่าทุกคนในจวนไม่ว่าเบื้องบนหรือเบื้องล่างต่างก็รู้สึกเหมือนกัน เรื่องราวที่ลือกันในจวนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเองก็หลับตาข้างหนึ่งเปิดตาข้างหนึ่ง ไม่เคยไปสนใจเลยแม้แต่น้อย

แม้พี่ใหญ่ของเขาไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของท่านพ่อ แต่ก็เป็นลูกชายแท้ๆของท่านแม่ เป็นพี่น้องต่างพ่อของเขา เพียงแต่ พวกผู้ใหญ่ในจวนกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น

พวกเขากลัวว่าพี่ใหญ่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในตระกูลจัว กลัวว่าตระกูลจัวจะตกอยู่ในกำมือของคนนอก ด้วยเหตุนี้ เรียกได้ว่าเรื่องในตระกูลจัวแทบไม่เคยให้พี่ใหญ่ของเขาเข้ามายุ่งเกี่ยว หนำซ้ำยังแอบกดดันเขาลับๆ ส่วนพี่ใหญ่ของเขาก็สงบเสงี่ยมมาตลอด ดูไม่ออกว่ามีอะไรโดดเด่นเหนือคนอื่น

หลายปีมานี้มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้เขาประหลาดใจ ไม่รู้ว่าจวินเยวี่ยไปรู้จักท่านเซียนฮุ่นหยวนได้อย่างไร เหมือนว่าครอบครัวของเขาจะมีสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับท่านเซียนฮุ่นหยวน นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ก็เห็นพ่อบ้านเดินเข้ามาจากข้างใน

“ท่านผู้นำตระกูล” พ่อบ้านสูงอายุก้าวเข้ามาขานเรียกอย่างนอบน้อม

เขาได้สติกลับคืนมา มองพ่อบ้านสูงอายุแวบหนึ่ง ถามว่า “มีอะไรหรือ?”

“ท่านผู้นำตระกูล นายท่านใหญ่กับคนอื่นๆ ไปหาฮูหยินผู้เฒ่าที่ลานฝึกวรยุทธ์แล้วขอรับ” พ่อบ้านสูงอายุรายงาน

“พี่ใหญ่ไปหาท่านแม่ก็เป็นเรื่องปกติ มีอะไรให้แปลกใจกัน?” เขาเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ ทว่า พอเอ่ยจบก็ชะงักไปเล็กน้อย หันไปถามพ่อบ้านสูงอายุว่า “นอกจากพี่ใหญ่แล้วยังมีใครไปอีก?”

“นายท่านใหญ่กับคุณชายใหญ่ แล้วก็ยังมีท่านเซียนฮุ่นหยวนกับเด็กหนุ่มชุดเขียวคนหนึ่งขอรับ”

ได้ยินอย่างนั้น เขาชะงักงัน “ท่านเซียนฮุ่นหยวนกับเด็กหนุ่มชุดเขียว? ไหนว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวแค่ติดตามท่านเซียนฮุ่นหยวนมาไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงไปหาฮูหยินผู้เฒ่าด้วย?”

เขารู้สึกแปลกใจ แต่กลับบอกไม่ถูกว่าแปลกที่ใด

ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ณ ลานสวนของฮูหยินผู้เฒ่า

“พวกท่านรอเดี๋ยว ข้าเข้าไปบอกท่านแม่ก่อน” จัวฉู่ฮุยเอ่ยกับฮุ่นหยวนจื่อและเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะเดินเข้าไป

ตาเฒ่าเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะในลานสวนตามอัธยาศัย เฟิ่งจิ่วกลับยืนอยู่ สังเกตการตกแต่งในลานบ้านแห่งนี้เงียบๆ กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป จัวฉู่ฮุยเดินออกมาจากข้างใน

“คุณชายเฟิ่ง เจ้าเข้ามาเถิด! ท่านแม่ของข้าอยากเจอเจ้า” เขาเอ่ยกับเฟิ่งจิ่ว

เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วจึงเดินเข้าไป ส่วนฮุ่นหยวนจื่อกับจัวจวินเยวี่ยกลับอยู่ข้างนอก

พอพวกเขาข้าไป ตาเฒ่าดื่มสุรา ถามจัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างๆ “เจ้าไม่ได้บอกพ่อเจ้าหรือว่าแม่หนูนั่นเป็นผู้หญิง?”

จัวจวินเยวี่ยชะงักเล็กน้อย ตอบว่า “ข้าบอกแค่ว่านางเป็นลูกศิษย์ของท่านปู่ข้า”

“ฮะๆ ไม่น่าเล่า พ่อเจ้ายังเอาแต่เรียกแม่หนูนั่นว่าคุณชายเฟิ่ง” ตาเฒ่าส่ายหน้ายกสุราขึ้นดื่ม หรี่ตาเล็กน้อย หน้าตาดูสบาย อกสบายใจ “ครั้งนี้กลับมาจะพักผ่อนดีๆสักหน่อย จะได้เรียนวิชามวยไทเก๊กจากนางด้วย” พูดถึงวิชามวยไทเก๊ก ตาเฒ่าก็อดตั้งตารอไม่ได้

ตอนที่ 2109: บุญคุณตระกูลจัว

ไม่รู้ว่าแม่หนูนี่เมื่อไรจะยอมเขาเสียที?

เวลานี้ เฟิ่งจิ่วที่ตามจัวฉู่ฮุยเข้าไปเห็นว่าข้างในนี้เป็นห้องโถงเล็กๆ ตกแต่งธรรมดาเรียบง่าย นอกจากพระพุทธรูปหนึ่งองค์ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก

ด้านในห้องโถง ฮูหยินผู้เฒ่านั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพระพุทธรูปเงียบๆ ในมือของนางมีลูกประคำที่กำลังถูกหมุนช้าๆ กลีบปากขยับเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใด

“ท่านแม่ มาแล้วขอรับ” จัวฉู่ฮุยเอ่ย มองมารดาที่อยู่ตรงหน้าพระพุทธรูป

ได้ยินอย่างนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดหมุนลูกประคำในมือ ก่อนจะลุกขึ้น ปล่อยให้จัวฉู่ฮุยประคองไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นจึงค่อยมองผู้มา

ดวงตาชราจับจ้องมาที่เฟิ่งจิ่ว จ้องพิจารณาเงียบๆ นางมองหญิงสาวที่แต่งกายเป็นชายตรงหน้า ถามว่า “แม่นางเป็นลูกศิษย์ของฉู่ป้าเทียนหรือ?”

ได้ยินอย่างนั้น จัวฉู่ฮุยอึ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปมองเฟิ่งจิ่ว

เฟิ่งจิ่วเผยยิ้ม สายตาจับจ้องไปที่ฮูหยินผู้เฒ่า ก้าวเข้าไปคารวะ “เฟิ่งจิ่วคารวะอาจารย์แม่ ท่านอาจารย์ของข้า ชื่อฉู่ป้าเทียนจริงๆเจ้าค่ะ”

ได้ยินอย่างนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าเผยยิ้ม “นึกไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีลูกศิษย์ด้วย นึกไม่ถึงว่าเขาจะยังจำได้ว่าตนเองมีลูกหลานอยู่ด้วย หึๆ…”

ด้านใน ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกัน ส่วนด้านนอก ชายชรามองจัวจวินเยวี่ยที่กำลังนั่งหลังตรง เขาอยากรู้ว่าข้างในเป็นอย่างไรบ้าง จึงชะเง้อมองเป็นระยะ และมองจัวจวินเยวี่ยที่ใบหน้าไร้อารมณ์ จึงถามว่า “เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าพวกเขาคุยอะไรกันอยู่? ไม่เข้าไปดูหน่อยหรือ?”

“ท่านย่ากับท่านพ่ออยู่ข้างใน ไม่มีธุระกงการอะไรของข้า” จัวจวินเยวี่ยตอบ

“ฮี่ๆ เจ้าหนู ข้าจะบอกเรื่องจริงจังอะไรบางอย่างให้เจ้าฟัง” ตาเฒ่าหรี่ตาหัวเราะ ถึงปากพูดว่าจะบอกเรื่องจริงจังให้เขาฟัง แต่ดูจากสีหน้าและเสียงหัวเราะของเขา กลับทำให้จัวจวินเยวี่ยนึกไม่ออกว่าจะเชื่อมโยงตาเฒ่าเข้ากับเรื่องจริงจังได้อย่างไร

เห็นจัวจวินเยวี่ยได้แต่มองเขาโดยไม่พูดอะไร ตาเฒ่ากระแอมเบาๆ เอ่ยว่า “คืออย่างนี้ ข้าเห็นว่าเฟิ่งจิ่วมีความสามารถไม่น้อย เจ้าดูสิ! จอมมารโลหิตที่เราเจอในป่าภูเขาไฟยังรู้จักฉายาภูตหมอของนางเลย แค่เดาก็รู้แล้ว ชื่อเสียงของนางต้องไม่ธรรมดาแน่

อีกอย่างคือไม่ว่าจะเป็นด้านพลังหรือความสามารถนางล้วนโดดเด่นเหนือคนอื่น โดยเฉพาะวิชาแพทย์ของนาง ยิ่งเยี่ยมยอดหาใครเปรียบไม่ได้ คนอย่างนี้หากผูกสัมพันธ์กับนางได้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตนเอง คนอื่นอยากผูกสัมพันธ์กลับทำไม่ได้ แต่พวกเจ้าไม่เหมือนกันนะ พวกเจ้าเป็นทายาทรุ่นหลังของอาจารย์นาง นางยังต้องเรียกย่าของเจ้าว่าอาจารย์แม่เลย มีสายสัมพันธ์ระดับนี้ พวกเจ้าต้องกอดไว้ให้แน่นเชียว จะได้ไม่เสียใจภายหลัง”

พูดมาถึงตรงนี้ ตาเฒ่าเงียบไปครู่หนึ่ง หันไปมองข้างในแวบหนึ่ง ก่อนจะกระซิบเบาๆว่า “เพราะฉะนั้น หากนางบอกว่าจะช่วยพวกเจ้า พวกเจ้าอย่าได้เกรงใจ สิทธิประโยชน์ดีๆเช่นนี้ ไม่เอาก็เสียเปล่า”

ฟังตาเฒ่าพูดจนจบ จัวจวินเยวี่ยได้แต่มองเขาด้วยหางตาอย่างเอือมระอา ไม่พูดอะไร

ภายในห้อง ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกัน

ฮูหยินผู้เฒ่ามองเฟิ่งจิ่ว น้ำเสียงแหบชราเอื้อนเอ่ยทีละคำ “หลายปีมานี้ข้าไม่ให้ฉู่ฮุยออกไปสร้างจวนของตนเอง ก็เพราะรู้สึกว่าติดค้างตระกูลจัวอยู่ ปีนั้นหากไม่ใช่เพราะได้เจอสามีคนปัจจุบันของข้า และได้เขาช่วยไว้ ไม่ใช่แค่ข้า แม้แต่ฉู่ฮุยก็คงไม่รอดแล้ว หลายปีมานี้ ก็เป็นตระกูลจัวที่คอยปกป้องพวกข้ามาตลอด ตระกูลจัวมีบุญคุณกับเรา ฉะนั้น แม้ฉู่ฮุยจะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกผู้ใหญ่ในตระกูลจัว แต่ข้าก็ยังไม่อนุญาตให้เขาทิ้งตระกูลจัวไป”

เมื่อได้ยินอย่างนั้น จัวฉู่ฉุยเอ่ยว่า “ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด! ข้าไม่มีทางลืมบุญคุณที่ตระกูลจัวมีต่อเรา”

ตอนที่ 2110: ร่วมฉลองกันคืนนี้

เฟิ่งจิ่วมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ว่าหากวันหน้ามีอะไรอยากให้ข้าช่วย พวกท่านไปหาข้าได้ที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที” เอ่ยจบ เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอีกว่า “อาจารย์แม่ ท่านน่าจะป่วยเรื้อรังมานานแล้ว หลายวันนี้ข้าจะพักอยู่ในจวน ช่วยท่านฟื้นบำรุงร่างกายหน่อยก็แล้วกัน!”

วันนี้พูดคุยกันเพียงเล็กน้อย ทำให้เธอรู้ว่านางเป็นคนมีคุณธรรมน้ำใจ ในเมื่อนางเป็นฮูหยินของท่านอาจารย์ แม้ภายหลังนางจะแต่งงานใหม่กับผู้อาวุโสตระกูลจัว แต่ก็ยังต้องเคารพนางเช่นเดิม อีกทั้งเพียงขยับเข็มเงินเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ได้ยินอย่างนั้นฮูหยินผู้เฒ่าชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “อย่างนั้นก็รบกวนเจ้าแล้ว” เอ่ยจบ ก็หันไปบอกจัวฉู่ฮุย “อย่างนั้นเจ้าก็ต้อนรับดูแลแม่นางเฟิ่งให้ดี”

“ขอรับ ท่านแม่” จัวฉู่ฮุยเอ่ย ก่อนจะคารวะ และออกจากห้องไปพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว

ฮุ่นหยวนจื่อกับจัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างนอกครั้นเห็นพวกเขาออกมาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ฮุ่นหยวนจื่อมองพวกเขา ถามว่า “คุยกันจบแล้วหรือ?”

“อืม” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า เอ่ยกับจัวจวินเยวี่ยว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่ระยะหนึ่ง พักนี้ต้องรบกวนด้วย”

จัวจวินเยวี่ยไม่ว่าอะไร เพียงเอ่ยว่า “ขอเพียงเจ้าไม่รังเกียจ อยู่นานเท่าใดย่อมได้”

“ไปกันเถิด! พวกเรากลับเรือนตะวันตกกันก่อน” จัวฉู่ฮุยชักชวน ขณะกำลังจะเดินออกไปพร้อมกับพวกเขา ก็เห็นเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากข้างนอก ครั้นเห็นผู้มา เขาก็หยุดเดิน

“พี่ใหญ่”

ผู้มาคือผู้นำตระกูลจัว เขาเดินเอามือไพล่หลังมาเพียงลำพัง มองพวกเขาที่อยู่ในลานสวนแวบหนึ่ง ก่อนจะทักทายจัวฉู่ฮุยเป็นคนแรก จากนั้นก็หันไปมองฮุ่นหยวนจื่อ ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านเซียน สบายดีหรือไม่”

“ท่านลุงรอง” จัวจวินเยวี่ยคารวะพร้อมกับขานเรียก พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าและเผยยิ้มเล็กน้อย จัวจวินเยวี่ยก็ยืนเงียบๆ

“น้องรอง เจ้ามาหาท่านแม่หรือ?” จัวฉู่ฮุยถาม สีหน้าอ่อนโยน

“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่” เขายิ้มๆ เอ่ยว่า “ข้าได้ยินคนเฝ้าประตูบอกว่าจวินเยวี่ยกลับมาแล้ว หนำซ้ำท่านเซียนก็มาด้วย แล้วยังได้ยินอีกว่าพวกท่านมาหาท่านแม่ที่นี่ จึงมาดูเสียหน่อย ข้าสั่งให้ในครัวเตรียมอาหารไว้แล้ว นานๆทีอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ค่ำนี้พวกท่านมากินข้าวด้วยกันที่เรือนตะวันออกเถิด!”

ได้ยินอย่างนั้น ตาเฒ่าลูบหนวด พยักหน้ายิ้มๆ “ก็ดีเหมือนกัน ข้าคนนี้ไม่เคยปฏิเสธของกินอยู่แล้ว แต่ข้าบอกไว้ก่อนนะ อย่างอื่นไม่มีก็ได้ แต่สุราหอมต้องเตรียมไว้ด้วยเล่า”

“หึๆ แน่นอนอยู่แล้ว ท่านเซียนวางใจได้” เขายิ้มเอ่ย หันไปมองพี่ใหญ่ที่ยังไม่รับปาก จึงถามว่า “พี่ใหญ่ ค่ำนี้มากินข้าวด้วยกัน ดีหรือไม่? เรียกเด็กๆทั้งสามคนมาให้หมดเถิด! ครอบครัวเราจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกันบ้าง”

เห็นอย่างนั้น จัวฉู่ฮุยจึงตอบว่า “ก็ได้! อย่างนั้นอีกเดี๋ยวข้ากลับไปบอกพี่สะใภ้เจ้าก่อน หัวค่ำพวกข้าค่อยมาอีกที”

“อย่างนั้นก็ดี ข้าไปหาท่านแม่ก่อน จะได้บอกนางด้วย ท่านแม่เองก็ไม่ได้ออกมาเดินข้างนอกนานแล้ว พอดีกับที่วันนี้ท่านเซียนก็อยู่ด้วย จะได้เชิญนางกับท่านพ่อออกมาพร้อมกัน”

“อย่างนั้นพวกข้ากลับก่อน” จัวฉู่ฮุยเอ่ย ก่อนจะเดินกลับไปพร้อมกับพวกฮุ่นหยวนจื่อ

เห็นพวกเขากลับไปแล้ว ผู้นำตระกูลจัวจึงเดินเข้าไปข้างใน เพื่อไปพบท่านแม่ของเขาก่อน…

หลังจากที่พวกเขาเดินเข้ามาในเขตเรือนตะวันตก เฟิ่งจิ่วจึงค่อยหันมาเอ่ยกับจัวฉู่ฮุย “ไม่น่าเล่าท่านแม่ของท่านไม่ยอมให้พวกท่านออกไปสร้างจวนของตนเอง น้องชายของท่าน ดูเหมือนจะดีกับพวกท่านไม่น้อย”


จบตอน

Comments