ตอนที่ 2111: จัวจวินหยาง
จัวฉู่ฮุยพยักหน้า “อืม น้องรองดีกับครอบครัวของเรามาก และดูแลพวกเราดีมากด้วย”
“ใช่! แค่พวกผู้ใหญ่ในตระกูลพวกนั้นเท่านั้นที่ไม่ค่อยยอมรับพวกเจ้า จัวเจิ้งหลินใส่ใจพวกเจ้ามาก เขาเองก็ถือว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นตระกูลจัวของพวกเจ้าคงไม่รุ่งเรืองเช่นนี้”
ตาเฒ่าเปิดฝาน้ำเต้าดื่มสุราหนึ่งอึก เหลือบมองจัวฉู่ฮุยแวบหนึ่ง “จะไปหาน้องชายของจวินเยวี่ยไม่ใช่หรือ? นี่เป็นโอกาสดีที่มาหาถึงที่เชียวนะ หากพลาดครั้งนี้ไป ครั้งหน้าอาจไม่มีโอกาสดีๆเช่นนี้อีกแล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น จัวฉู่ฮุยมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนจะกำชับลูกชายคนโตของเขา “เจ้าพาท่านเซียนกับแม่นางเฟิ่งไปเถิด! ข้าจะไปคุยธุระกับแม่ของเจ้าหน่อย”
“ขอรับ” จัวจวินเยวี่ยพยักหน้า มองฮุ่นหยวนจื่อกับเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง พยักหน้าเป็นเชิงให้พวกเขาสองคนตามเขามา
“เจ้าท่อนไม้นี่นะ” ตาเฒ่าพึมพำ ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเดินตามเขาไปยังลานสวนของเรือนอีกหลังหนึ่ง
ครั้นมาถึงลานสวนของเรือนอีกหลัง พวกเขายังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังออกมาจากข้างใน
“พี่รอง เมื่อครู่ท่านแม่บอกว่าพี่ใหญ่กลับมาแล้ว ยังมีผู้เฒ่าที่นิสัยประหลาดท่านนั้นกลับมาด้วย แต่พวกเขาไปหาท่านย่าที่เรือนตะวันออก ท่านแม่บอกว่าอีกเดี๋ยวให้พวกเราไปหา นางสั่งห้องครัวให้เตรียมอาหารไว้แล้ว! บอกว่าให้ทุกคนกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
ผู้พูดคือเด็กสาวในชุดกระโหรงสีส้ม รูปร่างหน้าตาสะสวย อายุประมาณสิบห้าสิบหก ยามนี้นางย่อตัวนั่งลงข้างๆรถเข็น มองพี่รองของนางที่นั่งอยู่บนรถเข็น
ส่วนชายที่นั่งอยู่บนรถเข็น อายุหระมาณยี่สิบต้นๆ สวมชุดคลุมสีฟ้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ในมือของเขาถือหนังสือไว้ ยามนี้กำลังฟังเด็กสาวพูดเจื้อยแจ้ว เหมือนสัมผัสได้ว่ามีคนมา จู่ๆเขาก็หันหน้ามองออกมานอกลานสวน
“พี่ใหญ่? ท่านเซียน พวกท่านมาแล้วหรือ!” ครั้นเห็นคนคุ้นเคย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายิ่งกว้างขึ้น เอ่ยกับเด็กสาวข้างๆว่า “เข็นข้าไปหน่อย”
“พี่ใหญ่ ท่านผู้เฒ่า” จัวอวี้เจินยิ้มกว้าง ทักทายทั้งสองด้วยความเบิกบาน ก่อนจะเข็นพี่รองของนางไปหาพวกเขา
ครั้นเห็นน้องชายและน้องสาวของเขา ใบหน้าของจัวจวินเยวี่ยอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน เขามองทั้งสองคนและเอ่ยว่า “มาถึงได้ครู่หนึ่งแล้ว เพิ่งกลับมาจากไปหาท่านย่า” เอ่ยจบ เขาก็หยิบของในห้วงมิติออกมาแบ่งให้ทั้งสองคน
“นี่ของขวัญให้พวกเจ้า”
“ขอบคุณพี่ใหญ่”
ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน จัวอวี้เจินเปิดถุงฟ้าดินที่พี่ใหญ่ของนางมอบให้นางก่อน นางหยิบเอาสิ่งของที่สวยงามและน่าสนใจออกมาจากข้างในหลายชิ้น ท่ามกลางสิ่งของเหล่านั้นยังมีอาวุธวิเศษที่เอาไว้ใช้ป้องกันตัวถึงสามชิ้น
ส่วนจัวจวินหยางเองก็หยิบสิ่งของออกมาเช่นกัน เห็นอาวุธวิเศษหลายชิ้น รวมถึงตำราฝึกวรยุทธ์และตำราแพทย์หลายเล่ม เขาดีใจมาก “พี่ใหญ่ ข้าชอบของขวัญมาก”
“อื้มๆ ข้าก็ชอบเหมือนกัน” จัวอวี้เจินที่อยู่ข้างยิ้มอย่างมีความสุข
“ชอบก็ดีแล้ว” เขาเอ่ย ก่อนจะแนะนำให้น้องชายกับน้องสาวของเขา “ผู้นี้ก็คือเฟิ่งจิ่ว”
ทั้งสองมองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่ยืนเงียบอยู่ด้านหนึ่ง ลอบมองพิจารณา ก่อนจะเอ่ยทักทาย “คุณชายเฟิ่ง”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับชายที่กำลังนั่งอยู่ “ยื่นมือออกมา”
ได้ยินอย่างนั้น จัวจวินหยางก็ชะงักงัน มองเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะได้ยินเสียงพี่ใหญ่ของเขาดังขึ้น “วิชาแพทย์ของนางยอดเยี่ยมมาก ให้นางดูหน่อยเถิด”
จัวจวินหยางจึงค่อยยื่นมือออกไป ในใจกลับลอบสงสัย ไม่นานก็เห็นอีกฝ่ายยื่นมือมาวางบนข้อมือของเขาเพื่อตรวจชีพจร…
ตอนที่ 2112: ยาทิพย์สามชนิดเสาะหายาก
เขาก้มหน้า เก็บซ่อนแววตาประหลาดใจ ป่วยมานานจนทำให้เขามีความรู้ด้านวิชาแพทย์อยู่บ้าง เพราะขาทั้งสองข้างของเขาทำให้เขาไม่อาจลุกเดิน เขาจึงชอบศึกษาตำราแพทย์ด้วย แต่เด็กหนุ่มตรงหน้า ดูแล้วอายุน้อยกว่าเขา เพียงยื่นมือมาแตะชีพจร เขาก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดาแล้ว
รู้สึกเพียงว่าหลังจากที่นิ้วมือเรียวขาวของเด็กหนุ่มวางลงบนจุดชีพจรของเขา ก็มีพลังวิญญาณขุมหนึ่งไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรและกระจายไปทั่วร่างของเขา ทว่าเพียงพริบตาเดียวก็ถูกเก็บกลับไปแล้ว
“ข้าต้องดูขาทั้งสองข้างของเจ้าหน่อย” เธอเอ่ยกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็น
จัวจวินเยวี่ยอดตะลึงงันไม่ได้ หันไปมองพี่ใหญ่ของเขาโดยจิตใต้สำนึก พอเห็นพี่ใหญ่ของเขาพยักหน้า จึงเก็บหนังสือและถุงฟ้าดินในมือให้เรียบร้อย ก่อนจะก้มตัวพับขากางเกงของตนเองขึ้นมาจนถึงหัวเข่า
เฟิ่งจิ่วย่อกายนั่งลงเบื้องหน้าเขา พบว่าสองขาของเขาไม่ได้ลีบผอมเหมือนที่คิดไว้ เพียงแค่ซีดขาวเล็กน้อยเท่านั้น ราวกับไม่มีสีเลือด เธอยื่นมือไปตรวจสอบดู รู้สึกได้ว่าเส้นเอ็นที่ขาของเขามีน้อยจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มี
“เห็นอย่างไรบ้าง? รักษาได้อยู่หรือไม่?” ตาเฒ่าที่อยู่ด้านหนึ่งอดถามไม่ได้
“รักษานั้นรักษาได้ เพียงแต่ ค่อนข้างยุ่งยากอยู่สักหน่อย”
เธอเอ่ย ลุกขึ้นหันไปเอ่ยกับจัวจวินเยวี่ย “เส้นเอ็นที่ขาของน้องชายเจ้าแม้จะไม่ได้ขาด แต่ก็แทบไม่ต่างจากขาดไปแล้ว ถือเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่พบเจอได้ยาก คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ กล้ามเนื้อทั่วตัวจะอ่อนแรงไปหมด แต่คนที่ป่วยเฉพาะจุดอย่างนี้ ข้ากลับเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก ทว่าเทียบกับผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งตัว เรียกได้ว่าเขาโชคดีมากแล้ว”
จัวจวินหยางตะลึง รู้สึกตั้งตัวไม่ทัน หลายปีมานี้เพิ่งเคยได้ยินคนบอกว่าเขาโชคดีเป็นครั้งแรก ฟังดูแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย อีกอย่าง ขาของเขายังรักษาได้อยู่หรือ?
พูดตามตรง อาจเพราะเคยพบหมอมามากเกินไป และผ่านความผิดหวังมาครั้งแล้วครั้งเล่า เวลานี้ วาจาแฝงความหวังนี้ กลับไม่ได้ปลุกความหวังในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าจู่ๆ เขาก็ได้ยินพี่ใหญ่ของเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จึงอดเงยหน้ามองไม่ได้
“นางบอกว่ารักษาหายได้ ก็ต้องรักษาหายได้แน่” จัวจวินเยวี่ยมองน้องชายของเขา ก่อนจะเอ่ยว่า “วิชาแพทย์ของนางเยี่ยมยอดมาก”
จัวจวินหยางตะลึงเล็กน้อย ครั้นได้ยินอย่างนั้นก็อดหันไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียวคนนั้นไม่ได้ เห็นเพียงเด็กหนุ่มชุดเขียวผู้นั้นเองก็กำลังยักคิ้วมองพี่ใหญ่ของเขาเหมือนกัน สีหน้าของเด็กหนุ่มเหมือนประหลาดใจ คล้ายไม่คิดว่าพี่ใหญ่ของเขาจะพูดอย่างมั่นใจอย่างนี้เหมือนกัน
“อืม ถูกต้องแล้ว ในเมื่อนางบอกว่ารักษาหายได้ อย่างนั้นก็ต้องรักษาหายได้แน่นอน อย่างอื่นข้าไม่รู้ แต่ในเมื่อนางกล้าพูดออกมาอย่างนี้ แสดงว่าต้องมีหนทางแน่นอน” ฮุ่นหยวนจื่อลูบหนวด ชำเลืองมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ถามว่า “ที่เจ้าบอกว่ายุ่งยากนั้นหมายความว่าอย่างไร? ขาดสมุนไพรงั้นหรือ?”
เห็นทั้งสองมั่นใจในวิชาแพทย์ของเธอ เฟิ่งจิ่วอดเผยยิ้มไม่ได้ หันไปมองตาเฒ่า เอ่ยว่า “ใช่แล้ว จะรักษาขาของเขา มีสมุนไพรสองสามอย่างที่สำคัญมาก ซึ่งสมุนไพรเหล่านั้นค่อนข้างหายาก”
“ยาอะไรหรือ? ข้าจะไปหามาเอง” จัวจวินเยวี่ยเอ่ย
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแช่มช้า “หญ้าโคมสวรรค์เก้าข้อและดอกหมื่นเกล็ดงูอายุห้าร้อยปี รวมถึงเอ็นกวางโลหิต”
ครั้นได้ยินชื่อของสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ จัวจวินเยวี่ยขมวดคิ้ว ลอบท่องจำในใจ “ข้าจะไปหามาให้ได้”
ส่วนจัวจวินหยางที่นั่งอยู่บนรถเข็นได้ยินชื่อสมุนไพรสามชนิดนั้นก็มองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาลึกล้ำ “สมุนไพรสามชนิดนี้ล้วนเป็นของล้ำค่า อีกอย่าง อย่าว่าแต่เสาะหาลำบาก แม้แต่ในตลาดประมูลก็ไม่แน่ว่าจะมี”
ตอนที่ 2113: เชื่อได้
“ใช่! ข้าถึงได้บอกว่าหายากอย่างไรเล่า!” เฟิ่งจิ่วยิ้ม มองจัวจวินเยวี่ย “เจ้ามั่นใจหรือว่าหาได้?”
จัวจวินเยวี่ยสบตากับดวงตาแฝงยิ้มของเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หาไม่ได้ก็ต้องหา ขอแค่มีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด ข้าก็จะไม่มีทางปล่อยผ่านไป” ขอเพียงทำให้น้องชายของเขาลุกขึ้นมาได้ ไม่ว่าโอกาสใดเข้ามาเขาก็จะขอลอง!
ครั้นได้ยินคำพูดของพี่ใหญ่ จัวจวินหยางรู้สึกอบอุ่นข้างในใจ เขามองพี่ใหญ่ที่เย็นชาไม่ค่อยพูด ยิ้มและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ใหญ่ ไม่เป็นไร ข้าชินแล้วล่ะ”
“เจ้าวางใจ พี่ใหญ่จะหายาที่ต้องใช้มาให้ครบ” เขายื่นมือไปตบไหล่จัวจวินหยาง “ไม่ต้องห่วง”
เห็นอย่างนั้นแล้วจัวจวินหยางไม่พูดอะไร เพียงยิ้มๆเท่านั้น เขารู้ว่าในเมื่อพี่ใหญ่ออกปากแล้ว อย่างไรก็จะทำให้ได้ เพียงแต่ ขาของเขาจะยังมีโอกาสลุกขึ้นมาได้อีกจริงๆหรือ?
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ขาทั้งสองข้างของตนเอง ไปหาหมอมามากมายหลายคน เขายังไม่รู้เลยว่าขาของตนเองเป็นอะไร แต่เด็กหนุ่มที่ชื่อเฟิ่งจิ่วคนนี้กลับดูอาการเพียงเล็กน้อย และตรวจชีพจรของเขาครู่เดียวก็รู้อาการของเขาแล้ว พูดตามตรงว่านั่นทำให้เขาตะลึงมาก
วิชาแพทย์ของเด็กหนุ่มคนนี้ดีมากจริงๆหรือ?
ขณะมองดูภาพตรงหน้า จัวอวี้เจินที่อยู่ด้านหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมีความสุข “ดีเหลือเกิน ขาของพี่รองรักษาได้ด้วย ท่านพ่อกับท่านแม่รู้เรื่องนี้จะต้องดีใจมากแน่ๆ” ขณะเอ่ย นางหันไปมองทุกคน เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านผู้เฒ่า พี่ชายเฟิ่ง พวกเราไปข้างหน้ากันเถอะเจ้าค่ะ! น่าจะถึงเวลากินข้าวแล้ว”
“ไปๆๆ ไปกินข้าวกัน” ตาเฒ่าพยักหน้า หมุนตัวดึงเฟิ่งจิ่วเดินออกไปข้างนอก พลางเอ่ยกับสามคนข้างหลังว่า “พวกเจ้าสามคน รีบตามมาเร็ว”
เห็นทั้งสองคนเดินออกจากลานสวนไปก่อนแล้ว จัวจวินหยางจึงค่อยถาม “พี่ใหญ่ คุณชายเฟิ่งท่านนี้มีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆหรือ? เขาเป็นคนที่ใด? ท่านไปเจอเขาที่ไหน?”
จัวจวินเยวี่ยเห็นพวกเขาสองคนออกไปก่อนแล้ว จึงบอกกับน้องชายและน้องสาวของเขาว่า “เขาเป็นลูกศิษย์ของท่านปู่แท้ๆของเรา ข้าพบเขาตั้งแต่ช่วงก่อนแล้ว เพียงแต่เพิ่งรู้ไม่นานมานี้เองว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของท่านปู่ของพวกเรา”
ครั้นเห็นน้องชายและน้องสาวต่างทำหน้าตกตะลึง เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เมื่อครู่ตอนกลับมาก็พบท่านพ่อ ท่านแม่ จากนั้นก็พาไปพบท่านย่ามาแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้มีแต่พวกเราไม่กี่คนที่รู้ ไม่ได้บอกให้พวกท่านลุงรองรู้เรื่องด้วย ตอนนี้ที่บอกพวกเจ้าเพียงแค่อยากให้พวกเจ้ารู้ไว้ เขาเป็นคนที่มีความสามารถมากจริงๆ อย่าได้ปฏิบัติกับเขาเหมือนคนธรรมดาทั่วไป”
เงียบไปครู่หนึ่ง เขาเอ่ยกับน้องรองของเขาว่า “ในเมื่อเขาบอกว่าขาของเจ้ารักษาได้ อย่างนั้นก็ต้องรักษาได้แน่ วิชาแพทย์ของเขาล้ำเลิศ ข้าเชื่อเขา”
ทั้งสองคนฟังจบก็ตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้สติกลับคืนมา ความจริงพวกเขารู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของพวกเขาและเรือนฝั่งตะวันออกอยู่บ้าง เพียงแค่แต่ก่อนท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้บอกอะไรกับพวกเขามาก พวกเขารู้เพียงเล็กน้อย แต่กลับไม่เคยถาม ยามนี้พี่ใหญ่พูดเรื่องนี้กับพวกเขา ทำให้ลึกๆข้างในของพวกเขารู้สึกประหลาดใจแต่ก็ปลงในเวลาเดียวกัน
ที่แท้ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านปู้แท้ๆของพวกเขา มิน่าเล่า
แพทย์ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง เกรงว่าน้อยนักที่จะมาหาถึงที่เช่นนี้ เดาว่าน่าจะเป็นเพราะท่านปู้แท้ๆของพวกเขาเป็นอาจารย์ของเขา เด็กหนุ่มจึงรักษาขาของเขาให้กระมัง!
นึกมาถึงตรงนี้ เขากลับรู้สึกวางใจ แค่รู้ที่มาที่ไปของคนนั้นก็พอแล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านปู่แท้ๆของเราตายไปเมื่อหลายปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?” จัวอวี้เจินถามเสียงเบา รู้สึกแปลกใจ เห็นๆอยู่ว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวคนนั้นโตกว่านางไม่กี่ปี เหตุใดจึงเป็นลูกศิษย์ของท่านปู่ได้เล่า?
ตอนที่ 2114: คนธรรมดา
“เรื่องนี้พูดแล้วยาว วันหน้าหากมีเวลาข้าจะค่อยๆเล่าให้พวกเจ้าฟัง ไปเถอะ! อย่าปล่อยให้ท่านพ่อกับท่านแม่รอนาน” จัวจวินเยวี่ยเอ่ยพลางเดินเข็นรถเข็นไปข้างนอก
จัวอวี้เจินไม่พูดอะไรอีก เพียงคิดในใจเงียบๆ จัวจวินหยางกลับเปลี่ยนเรื่องคุย พลางถามพี่ใหญ่ของเขาถึงเรื่องราวที่เจอตอนอยู่ข้างนอก…
ในลานสวนของเรือนฝั่งตะวันตก บนโต๊ะกลมตัวหนึ่งมีอาหารหลากสีกลิ่นหอมวางเต็มไปหมด รวมถึงสุราหอมสองกา ทุกคนนั่งล้อมวงกัน บรรยากาศผ่อนคลายรื่นรมย์
“แม่นางเฟิ่ง อยู่ที่นี่ให้คิดเสียว่าเป็นบ้านของตนเอง อยากกินอะไรก็คีบเอง ไม่ต้องเกรงใจพวกเรา” จัวฉู่ฮุยยิ้มเอ่ย พลางรินสุราให้เธอกับฮุ่นหยวนจื่อ
สวนจัวจวินหยางที่อยู่ด้านหนึ่งได้ยินท่านพ่อเรียกเด็กหนุ่มชุดเขียวว่าแม่นาง ก็ทำหน้าตะลึง จัวจวินหยางหันไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่นั่งข้างๆฮุ่นหยวนจื่ออีกครั้ง ดูอย่างไร พิจารณาอย่างไร คนคนนั้นก็เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งนี่นา! แต่ทำไม…
“พี่ชายเฟิ่ง ท่านเป็นผู้หญิงหรือ? อย่างนั้นก็ต้องเรียกพี่สาวเฟิ่งไม่ใช่หรือ?” จัวอวี้เจินตรงไปตรงมากว่า หลังจากได้ยินวาจาของพ่อนาง ก็หันไปถามเฟิ่งจิ่วตรงๆ
“อืม เป็นผู้หญิง แต่ข้าใส่เสื้อผ้าผู้ชายเพราะทำอะไรสะดวกกว่า” เฟิ่งจิ่วจิบสุราคำหนึ่ง ก่อนหันมายิ้มให้นาง
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ” จัวอวี้เจินเอ่ยด้วยสีหน้าตกตะลึง
“อะแฮ่ม!”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วกระแอมเบาๆ ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี นี่เธอเหมือนผู้ชายมากหรือ? เอาเถอะ! ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนดูไม่ออก
“ฮี่ๆ เพราะนางไม่มีความเป็นหญิงเลยแม้แต่น้อย ตอนข้ากับพี่ชายของเจ้าเพิ่งเจอนางก็ไม่รู้ว่านางเป็นผู้หญิงเหมือนกัน” ตาเฒ่ายิ้มตาหยี ชำเลืองมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนจะคีบเนื้อชิ้นหนึ่งมากิน
จัวฉู่ฮุยและฮูหยินจัวกลับมองหน้ากันยิ้มๆ พลางบอกให้พวกเขากินเยอะๆ แม้จะมีอาหารไม่กี่ชนิด แต่อาหารทุกจานก็มีปริมาณไม่น้อย หลังกินเสร็จทุกคนก็อิ่มเอิบ หนำซ้ำยังเหลืออาหารหลายจานที่กินไม่หมดด้วย
“ข้าให้คนเตรียมห้องรับรองไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าพักที่นี่อย่างสบายใจเถิด! ยามปกติจวนของเราค่อนข้างเงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวนหรอก” ฮูหยินจัวยิ้มเอ่ย เรียกหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง ให้นางพาพวกเขาไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง
หลายวันนี้ระหว่างเดินทางรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ยามนี้ครั้นกินอิ่มก็ย่อมอยากเอนหลังพักผ่อนดีๆสักหน่อย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตามหญิงรับใช้ไปที่ห้องรับรอง เตรียมตัวอาบน้ำพักผ่อนสักหน่อย อีกเดี๋ยวหัวค่ำค่อยไปที่เรือนตะวันออก
หลังจากมาถึงห้องรับรอง ตาเฒ่าทิ้งตัวลงนอนทันที ส่วนเฟิ่งจิ่วกลับสั่งให้คนเตรียมน้ำร้อน จากนั้นก็อาบน้ำขึ้นเตียงนอนพักผ่อน ไม่ได้สัมผัสเตียงนุ่มๆมานาน ยามนี้พอรู้สึกผ่อนคลาย เพียงไม่นานก็เข้าสู่ห้วงความฝัน…
สองคนในห้องรับรองกำลังนอนกลางวัน ส่วนครอบครัวของจัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างหน้ากลับมุ่งหน้าไปที่ห้องโถง ไม่รู้ว่ากำลังคุยอะไรกันข้างในนั้น กระทั่งช่วงหัวค่ำ เรือนฝั่งตะวันออกส่งคนมาเชิญ พวกเขาจึงให้จัวจวินเยวี่ยไปปลุกฮุ่นหยวนจื่อกับเฟิ่งจิ่ว
ตาเฒ่านึกถึงงานเลี้ยงที่จะจัดในเรือนฝั่งตะวันออก จึงตื่นทันทีที่จัวจวินเยวี่ยไปเคาะประตูเรียก จัดแจงตนเองเล็กน้อยก็ออกจากห้อง ส่วนทางเฟิ่งจิ่ว ตอนที่จัวจวินเยวี่ยไปเคาะประตู กลับได้ยินเสียงง่วงงุนดังออกมาจากข้างใน
“ไม่ต้องเคาะแล้ว พวกเจ้าไปกันเถอะ! ข้าไม่ไปแล้ว อย่าลืมว่าข้าเป็นแค่ผู้ติดตามของตาเฒ่า ไม่ต้องไปก็ได้ จะได้ไม่ยุ่งยากด้วย” เฟิ่งจิ่วที่กำลังนอนกอดผ้าห่มอยู่บนเตียงตะโกนบอกโดยไม่ลืมตาด้วยซ้ำ
ตอนที่ 2115: วิกฤติของตลาดมืด
จัวจวินเยวี่ยที่อยู่ข้างนอกได้ยินอย่างนั้น กลับยังคงเคาะประตูและเอ่ยว่า “เจ้าเปิดประตู”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเสียงเคาะประตู ได้แต่อดกลั้นความหงุดหงิดเพราะความง่วง อยากนอน แต่กลับถูกเสียงเคาะประตูรบกวน สุดท้ายเธอเลิกผ้าห่มแล้วเดินออกมา เปิดประตูห้องถลึงตาใส่คนที่กำลังจะยกมือเคาะประตูอีกครั้ง
“บอกแล้วไม่ใช่หรือ? ข้าไม่ต้องไปก็ได้ ท่านลุงรองของเจ้าเชิญตาเฒ่า ข้าไปยังต้องเสียเวลาอธิบายอีก หนำซ้ำตอนนี้ข้าก็ไม่หิวด้วย พวกเจ้าไปก็พอแล้ว ไม่ต้องสนใจข้า ข้าว่าจะนอนสักตื่นแล้วค่อยออกไปข้างนอกสักหน่อย”
เอ่ยจบ เธอเกาหัวและปิดประตูทันที จากนั้นก็เดินกลับไปขึ้นเตียงเพื่อนอนหลับต่อ
ตาเฒ่าที่อยู่ในสวนได้ยินคำพูดของเธอ ลูบหนวดเอ่ยว่า “นางไม่ไปก็ได้ อย่างไรท่านลุงรองของเจ้าก็ไม่ได้บอกให้นางไปด้วย พวกเราไปเถิด!” เขาตะโกนเรียกจัวจวินเยวี่ย ก่อนเดินทอดน่องออกไปข้างนอก
เห็นอย่างนั้น จัวจวินเยวี่ยชะงักเล็กน้อย “อย่างนั้นข้าจะสั่งให้คนเตรียมอาหารให้เจ้าสักหน่อย” เอ่ยจบ เขาก็หันตัวเดินออกไป
เฟิ่งจิ่วยังนอนไม่พอ เพียงไม่นานเธอก็เข้าสู่ภวังค์หลับใหลอย่างรวดเร็ว กระทั่งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับถูกความหิวปลุกตื่น
หลังจัดแจงตนเองเสร็จ เดินออกมานอกห้องมองรอบๆ จึงเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว โคมไฟในจวนถูกจุดให้แสงสว่าง กอปรกับเห็นว่าทิวทัศน์ยามค่ำคืนไม่เลว จึงอยากออกไปเดินเล่นสักหน่อย
แต่ทว่า พอเดินออกจากลานสวนเธอเพิ่งนึกได้ เหมือนจัวจวินเยวี่ยบอกว่าจะสั่งให้คนเตรียมอาหารให้เธอ ช่างเถอะ เธอออกไปเดินเล่นข้างนอก ดูว่ามีอะไรน่ากินบ้างดีกว่า!
นึกถึงตรงนี้ รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นก็ปรากฏบนใบหน้าของเธอ เธอกระโดดเขย่งปลายเท้าออกจากจวนไปอย่างมีความสุข
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าในงานเลี้ยงของเรือนฝั่งตะวันตกไม่มีเงาเฟิ่งจิ่วปรากฏให้เห็น จึงเอ่ยถาม “เหตุใดเฟิ่งจิ่วไม่มาด้วย?”
“นางหรือ ไม่ต้องสนใจนาง ตอนเรามานางยังนอนอยู่ จวินเยวี่ยกำชับให้ห้องครัวเตรียมอาหารไว้ให้นางแล้ว ไม่เป็นไร เรากินของเราเถอะ” ตาเฒ่ายิ้มตาหยีตอบ จิบสุราคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับผู้นำตระกูลจัวว่า “สุรานี้หอมจริงๆ คงใช้เวลาหมักหลายปีกระมัง?”
ผู้นำตระกูลจัวกำลังประหลาดใจที่มารดาของเขาถามหาเด็กหนุ่มชุดเขียวที่ติดตามฮุ่นหยวนจื่อมา ขณะกำลังครุ่นคิดว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวน่าสงสัยเป็นใครกันแน่ ก็ได้ยินฮุ่นหยวนจื่อถามขึ้นก่อน เขายิ้มตอบว่า “หมักมาหลายปีแล้ว หากท่านเซียนโปรดปราน อีกเดี๋ยวข้ามอบให้ท่านสองไห”
“ฮ่าๆๆ อย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจล่ะ” เขาหัวเราะเสียงดัง ท่าทางชอบใจมาก
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่ออกจากจวนกำลังเดินเล่นรอบๆ เธอชอบกินอาหารประจำถิ่น โดยเฉพาะของกินเล่นที่ขายตามแผงลอยข้างถนนเหล่านั้น หลังจากเดินวนรอบหนึ่ง เธอก็มานั่งที่แผงลอยเล็กๆแห่งหนึ่ง กินของกินเล่นที่เธอไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อด้วยซ้ำ
“ได้ยินหรือยัง? พักนี้หลายสาขาของตลาดมืดถูกทำลายไปไม่น้อยแล้ว ธุรกิจเสียหายหนักมาก พักนี้ตลาดมืดมักจะปิดบ่อยๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้แก้ปัญหาได้หรือยัง”
เฟิ่งจิ่วที่นั่งกินขนมอยู่ตรงมุมร้านได้ยินอย่างนั้นก็ยักคิ้วเล็กน้อย เธอหันไปมองข้างหลัง เห็นผู้ฝึกตนสองสามคนกำลังนั่งกินอาหารอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง พลางพูดคุยกันไปด้วย
“ตลาดมืดถูกเล่นงานงั้นหรือ? ทำไมข้าไม่ได้ยินข่าวเลย?”
พวกเขาที่กำลังนั่งคุยกันได้ยินคำถามจากเด็กหนุ่มชุดเขียว ก็มองพิจารณาเขาแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มตอบว่า “เจ้าได้ยินแล้วอย่างไร? คนที่กล้าเล่นงานตลาดมืดต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ข้าจะบอกเจ้าให้ ข้ายังได้ยินมาอีกว่า นายแห่งตลาดมืดบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นอาการไม่สู้ดีเลยล่ะ”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วประหลาดใจ “มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ?”
ตอนที่ 2116: ป้ายคำสั่ง
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ! หากไม่มีเรื่องอย่างนี้ข้าจะพูดออกมาได้หรือ? ได้ยินมาว่าอาการบาดเจ็บรุนแรงมาก เจ้าลองคิดดู! หากไม่ใช่เพราะอาการของนายแห่งตลาดมืดไม่สู้ดี พักนี้ตลาดมืดจะถูกเล่นงานหนักขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?”
“นั่นสิ อำนาจของตลาดมืดยิ่งใหญ่มาโดยตลอด นึกไม่ถึงครั้งนี้กลับเจอปัญหารับมือยากเช่นนี้ได้ จากที่ข้าดู หากนายแห่งตลาดมืดไม่อาจฟื้นตัวและผ่านด่านนี้ไปได้ เกรงว่าตลาดมืดก็คงล่มสลายไปด้วย”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วครุ่นคิด ก่อนถาม “อย่างนั้นพี่ชายทั้งหลายได้ยินมาบ้างหรือไม่ว่าเป็นกลุ่มอำนาจใดเล่นงานตลาดมืด? อยู่ทางนี้ ยังมีกลุ่มอำนาจใดที่สูสีกับบตลาดมืดอีกหรือ? จากที่ข้ารู้มา นายแห่งตลาดมืดผู้นี้มีพลังลึกล้ำยากหยั่งถึง เหตุใดจึงบาดเจ็บได้ง่ายๆ? หรือว่ามีลับลมคมในอะไรอีก?”
“เรื่องนี้พวกข้าไม่รู้หรอก ไม่มีข่าวลืออะไรแพร่ออกมา อยากรู้ก็คงไม่มีวันรู้ จากที่ข้าดู แม้แต่คนของตลาดมืดก็ยังไม่แน่ว่าจะรู้ เดาว่าคงจะมีแต่พวกบุคคลสำคัญของตลาดมืดที่รู้เรื่องราวความเป็นมากระมัง! แต่คนที่จะเป็นบุคคลสำคัญของตลาดมืดได้ก็ต้องเป็นคนที่มีความสามาร คนระดับนั้น พวกข้าที่เป็นเพียงคนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ได้พบเจออยู่แล้ว”
ชายคนนั้นยิ้มอธิบาย ยกถ้วยสุราขึ้นดื่ม มองเฟิ่งจิ่ว ก่อนเอ่ยว่า “เหตุใดน้องชายจึงสนใจเรื่องของตลาดมืดนัก? หรือเจ้าเป็นคนของตลาดมืด?” ขณะถาม เขาจ้องพิจารณาเฟิ่งจิ่วไปด้วย
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มตอบว่า “กำลังอย่างข้า จะเป็นคนของตลาดมืดได้อย่างไรกัน แค่ความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น อีกอย่างก็เหมือนที่ทุกท่านว่า อยู่ทางนี้ตลาดมืดมีรากฐานอำนาจที่มั่นคง นึกไม่ถึงว่ากลับถูกทำลายไปหลายสาขา ได้ยินแล้วข้าก็แค่แปลกใจเท่านั้น”
พวกนั้นได้ยินก็หัวเราะ เริ่มพูดคุยสัพเพเหระกับเฟิ่งจิ่ว ผ่านไปครู่หนึ่ง เฟิ่งจิ่วขอตัวออกมาก่อน เธอไม่ได้กลับตระกูลจัว แต่เดินเล่นในเมืองต่อ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้ายขายสมุนไพร
“คุณชายท่านนี้ ต้องการอะไรหรือ?” คนขายยาเดินมาต้อนรับ พลางถามไถ่
เฟิ่งจิ่วมองสังเกตร้านขายยาแห่งนี้ ก่อนถามว่า “เถ้าแก่ของพวกเจ้าเล่า?”
“เถ้าแก่อยู่ข้างในขอรับ! คุณชายมีอะไรหรือ?” คนขายยามองคุณชายชุดเขียวตรงหน้าด้วยความแปลกใจ
“อืม เรียกเขาออกมาเถิด!” เธอเอ่ย ก่อนจะเดินรอบๆ พลางสังเกตยาที่อยู่ในร้านไปด้วย
เห็นอย่างนั้น คนขายยาจึงเดินเข้าไปข้างใน รายงานเถ้าแก่ที่กำลังแยกประเภทสมุนไพรว่า “เถ้าแก่ ข้างนอกมีคุณชายชุดเขียวคนหนึ่งบอกว่าต้องการพบท่าน”
เถ้าแก่ได้ยินก็ตอบ “เข้าใจแล้ว เจ้าออกไปก่อน ข้าจัดการตรงนี้เสร็จก็จะออกไป” เถ้าแก่แยกประเภทสมุนไพรตรงหน้าเสร็จ ก็จัดระเบียบให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกมา
ครั้นมาถึงข้างนอก ก็เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวกำลังเดินชมร้านอยู่ ไม่รู้ว่ากำลังดูอะไร ทว่าพอเห็นใบหน้าของคนผู้นั้น เถ้าแก่ก็ประหลาดใจ
เขาไม่รู้จักคนคนนี้นี่นา! หรือเขาไม่ได้มาหาตนเอง แต่มาหาซื้อยา? นึกมาถึงตรงนี้ เขาก็ก้าวเดินไปหา ยิ้มถามว่า “คุณชายท่านนี้ ต้องการยาอะไรหรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วหันไปมองเถ้าแก่ ก่อนถามว่า “ท่านคือเถ้าแก่ของที่นี่หรือ?”
“ใช่ ข้าคือเถ้าแก่ของที่นี่ มีอะไรให้ข้าช่วยหรือ?” เขายิ้มถาม
เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วพลิกฝ่ามือ แสดงให้เห็นป้ายคำสั่งกลางฝ่ามือ
เถ้าแก่ที่กำลังพูดคุยกับเขาด้วยรอยยิ้ม ครั้นเห็นเด็กหนุ่มแบมือแสดงป้ายคำสั่ง ครั้นเพ่งมองป้ายคำสั่งดีๆ เขาก็ตกตะลึง เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “จะ เจ้า…”
“หาที่คุยกันเงียบๆดีกว่า”
“ขอรับ ขอรับ” เถ้าแก่ข่มความตกตะลึงในใจ รีบเชิญเขาเข้าไปข้างใน
ตอนที่ 2117: ไม่ต้องให้ท่านห่วง
“ผู้น้อยไม่รู้ว่านายท่านมาถึงแล้ว มิได้ออกไปต้อนรับ โปรดอภัยด้วย อภัยด้วย” หลังจากเข้าไปข้างในเถ้าแก่ก็รีบคารวะ สีหน้าของเขาแตกตื่น ดวงตามีประกายแห่งความตื่นเต้นโลดแล่นอยู่
เป็นภูตหมอเฟิ่งจิ่ว นายท่านของพวกเขา! นึกไม่ถึงเลย เขาที่เป็นเพียงเถ้าแก่ผู้ดูแลร้านยาเล็กๆทางนี้กลับมีโอกาสได้พบนายท่านด้วย น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
“ลุกขึ้นเถิด!” เฟิ่งจิ่วเก็บป้ายคำสั่ง ก่อนหาที่นั่งในห้องด้านในและนั่งลง “ข้ามาเพื่อจะให้เจ้าส่งข่าวกลับไปที่หอยาสวรรค์ นำพู่กันกับหมึกมาให้ข้าที”
“ขอรับ ขอรับ” เถ้าแก่รีบรับคำ ยกพู่กันกับหมึกมาวางไว้ข้างๆอย่างนอบน้อม จากนั้นก็ลอบมองพิจารณานายท่านเป็นระยะ
เขารู้ว่านายท่านอยู่ที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที กลับนึกไม่ถึงว่านายท่านออกมาข้างนอก และมาถึงที่นี่อย่างนี้ สำหรับนายท่านที่เขาเพียงแค่ได้ยินเรื่องราว แต่กลับไม่เคยพบหน้า เขารู้สึกฉงนฉงาย ตื้นตัน และนับถือ ได้พบนายท่านครั้งแรกในระยะใกล้เช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตื่นเต้นขนาดไหน
เฟิ่งจิ่วเขียนจดหมายเสร็จก็ประทับตราน้ำ ก่อนจะยื่นให้เขา “รีบส่งกลับไปให้เร็วที่สุด อีกสองวันข้าจะมาใหม่”
“ขอรับ ขอรับ” เขารับตำ เห็นนายท่านจะกลับแล้ว จึงถาม “นายท่านอยู่ทางนี้มีที่พักหรือยังขอรับ? ผู้น้อยมีเรือนอยู่ด้านหลังให้นายท่านไว้พักผ่อนได้”
“ไม่ต้องแล้ว” เธอโบกมือ ฝีเท้าที่กำลังเดินออกไปข้างนอกชะงักหยุด หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง “พักนี้ข้าจะอยู่ที่ตระกูลจัว หากมีเรื่องด่วนอะไรก็ไปหาจัวจวินเยวี่ยได้ที่เรือนฝั่งตะวันตก”
“ขอรับ ผู้น้อยจะจำไว้” เขารับคำอย่างนอบน้อม พลางออกไปส่งเธอ ครั้นเห็นนายท่านจากไปแล้ว เถ้าแก่จึงรีบสั่งให้คนนำจดหมายไปส่งที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที…
ในเมืองแห่งนี้ก็มีตลาดมืดเหมือนกัน เพียงแต่เฟิ่งจิ่วไม่ได้ไปเยือนเท่านั้น ยามนี้เธอลงหลักปักฐานในเมืองร้อยนที คนในตลาดมืดย่อมรู้ข่าวอยู่แล้ว หากนายแห่งตลาดมืดอาการไม่สู้ดี จะต้องส่งข่าวไปที่หอยาสวรรค์แน่นอน
กลับเป็นตระกูลจัวทางนี้ ร่างกายของอาจารย์แม่ของเธอยังต้องการการรักษาฟื้นฟู ขาของจัวจวินหยางก็ต้องรักษาด้วยเช่นกัน เดาว่ายังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่นายแห่งตลาดมืดและเธอก็ถือว่ามีบุญคุณต่อกัน หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ อย่างไรเธอก็ต้องไปเยี่ยมเขาสักครั้ง
เพราะได้ยินข่าวของตลาดมืด เฟิ่งจิ่วเลยไม่มีอารมณ์เดินเที่ยวอีก เธอเดินวนรอบหนึ่งแล้วกลับไปที่จวนตระกูลจัว ครั้นเข้าไปข้างใน ก็เห็นตาเฒ่าเดินมาหาทันที
“เจ้าไปไหนมา? ข้านึกว่าเจ้าแอบหนีไปเสียแล้ว” ฮุ่นหยวนจื่อเห็นเธอกลับมา ก็อดถอนหายใจโล่ง อกไม่ได้
“ก็แค่ออกไปเดินเที่ยวสักหน่อย ทำไม? มีเรื่องอะไรงั้นหรือ?” เฟิ่งจิ่วตอบ ก่อนนั่งลงข้างโต๊ะในลานสวน
“เจ้าคิดจะสอนวิชามวยไทเก๊กให้ข้าเมื่อใด?” เขานั่งลงข้างๆก่อนถาม
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขา ไม่พูดอะไร
เห็นอย่างนั้น ตาเฒ่าถลึงตา “เจ้าคงไม่ได้คิดจะผิดคำพูดหรอกนะ? เจ้าผิดคำพูดไม่ได้เด็ดขาด! ไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนั้นข้าจะ…”
“ไม่อย่างนั้นจะทำไม?” เธอยักคิ้วถาม
“ไม่อย่างนั้นข้าจะตามเจ้าไปตลอด ตามเจ้าไม่ให้ห่างแม้แต่ครึ่งก้าว!”
เฟิ่งจิ่วกลอกตา เอ่ยว่า “รอวันไหนข้าอารมณ์ดีค่อยว่ากันก็แล้วกัน!” เธอลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง เอ่ยกับฮุ่นหยวนจื่อที่กำลังจะเดินตามมาว่า “ข้าจะพักผ่อน ไม่ต้องตามมา”
ตาเฒ่าชะงัก ถลึงตา “ไหนเจ้าว่าจะฟื้นฟูสุขภาพอาจารย์แม่ของเจ้าอย่างไรเล่า? เจ้าจะเอาแต่กินๆนอนๆอย่างนี้ทั้งวันหรือ? นี่ไม่เท่ากับเสียเวลาเปล่าหรือ?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้ท่านมาห่วงหรอก” เฟิ่งจิ่วตอบโดยไม่หันกลับมามอง หลังจากเข้าไปในห้องก็ปิดประตู
ตอนที่ 2118: ฝังเข็ม
ตาเฒ่าเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกหมดสนุก ทำได้เพียงหันตัวเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง
ทว่ากลางดึกสงัด เฟิ่งจิ่วกลับแอบออกจากห้องไปเงียบๆ มุ่งหน้าไปยังเรือนที่พักของฮูหยินผู้เฒ่า เรื่องนี้เธอเคยบอกไว้ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ว่าจะมารักษาให้นางตอนกลางคืน ขอเพียงฝังเข็มสามวันและกินยาอีกไม่กี่วัน อาการป่วยของนางก็จะหายไปเอง
ตอนเฟิ่งจิ่วออกมาจากห้อง ตาเฒ่าก็รู้แล้ว ยามเขาออกมาดู เห็นเฟิ่งจิ่วเดินไปทางเรือนฝั่งตะวันตก จึงพึมพำเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปนอนต่อ
ทางเรือนฝั่งตะวันออก ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือคนสนิทไว้เฝ้าเรือนเพียงคนเดียว ตอนที่เธอเข้าไปในลานบ้าน คนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าก็ถอยออกไปเฝ้าอยู่นอกลานบ้าน
เข้ามาในเรือน เห็นนางหรี่ตาเอนตัวอยู่บนตั่ง ร่างกายห่มไว้เพียงผ้าห่มผืนเดียว จึงขานเรียก “อาจารย์แม่ ยังไม่นอนหรือเจ้าคะ?” เธอนึกว่านางจะหลับสักตื่นแล้วค่อยปลุก แต่ดูแล้วเหมือนจะรออยู่ตลอด?
“นอนไม่หลับ จึงรอเจ้าอยู่ที่นี่” ฮูหยินผู้เฒ่าตอบ พยักหน้าให้เธอนั่งลง ก่อนถามว่า “ค่ำนี้ได้กินข้าวหรือยัง?”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “กินแล้วเจ้าค่ะ ข้าออกไปเดินเที่ยวข้างนอก จึงถือโอกาสกินข้างนอกมาแล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า “เจ้าเป็นลูกศิษย์ของเขา แต่ข้ากลับละเลยเจ้าเช่นนี้ คืนนี้ที่จริงควรเชิญเจ้ามากินข้าวด้วยกันแท้ๆ”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เธอเป็นคนไม่ถือสาเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
“ขาของจวินหยางรักษาหายได้จริงหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าถาม สายตาจับจ้องมาที่เฟิ่งจิ่ว
“รักษาได้เจ้าค่ะ เพียงแต่หากยังหายาไม่ครบก็ยังรักษาไม่ได้ เดาว่าต้องใช้เวลาสักหน่อย!” เฟิ่งจิ่วหยิบเข็มเงินออกมา พลางเอ่ยว่า “ขาของเขาไม่ได้ใช้การมานาน แม้จะหายแล้ว ก็ต้องฝึกฝนจึงจะเดินได้ ในเวลาสั้นๆ เกรงว่าจะยังเดินไม่ได้”
ได้ยินอย่างนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า ถามว่า “เขาไม่รู้วิชาแพทย์ วิชาแพทย์ของเจ้าไม่ใช่เขาสอนมาหรอกกระมัง?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วเงยหน้า มองนางด้วยนัยน์ตาแฝงรอยยิ้ม “ที่จริงจะว่าไปแล้ว ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้สอนอะไรข้า เพราะเขาเหลือทิ้งไว้เพียงวิญญาณต้นดวงเดียว จึงสอนอะไรข้าไม่ได้ แต่เขาช่วยข้าเปิดเส้นชีพจรในร่าง และมอบกระบี่คมพยับให้ข้า แล้วยังทิ้งตำราลับไว้ให้ข้ามากมาย”
หลายปีมานี้ นอกจากความรู้ที่เธอเรียนมาในชาติก่อน อย่างอื่นล้วนศึกษาจากตำราลับเหล่านั้นด้วยตนเองทั้งสิ้น
ครั้นได้ยิน ฮูหยินผู้เฒ่าตะลึง แม้จะคาดเดาได้แต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้นางถึงกับพูดออกว่าตอนนั้นฉู่ป้าเทียนเหลือไว้เพียงวิญญาณต้นดวงเดียว ย่อมสอนอะไรนางไม่ได้ ทว่าเพียงเพราะคำว่าอาจารย์ นางจึงช่วยเหลือพวกเขาอย่างนี้ น้ำใจนี้ทำให้นางอดซาบซึ้งไม่ได้
วันนี้ระหว่างพูดคุยกันนางบอกทางอ้อม หากครอบครัวของเจ้าใหญ่จะออกไปสร้างจวนของตนเองข้างนอกนางจะช่วยเหลือ แต่นางก็ยังคงตัดความเป็นไปได้นี้ จะว่าไปแล้ว นับเป็นความเห็นแก่ตัวของนาง
“ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าฮูหยินผู้เฒ่าเถิด! ไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์แม่แล้ว” นางเอ่ย
เฟิ่งจิ่วแปลกใจ มองหน้านางก่อนถามว่า “เพราะเหตุใด?”
“ยามนี้ข้าเป็นมารดาของผู้นำตระกูลจัว เจ้าว่า หากเจ้าเรียกข้าว่าอาจารย์แม่จะไม่วุ่นวายกันไปใหญ่หรือ” นางยิ้มๆ เอ่ยว่า “เรียกข้าว่าฮูหยินผู้เฒ่าเถิด!”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ อย่างนั้นข้าจะฝังเข็มให้ท่านก็แล้วกัน!”
“อืม”
นางรับคำ เอนกายพิงหมอนต่ำเงียบๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายฝังเข็ม มองดูเฟิ่งจิ่วที่แต่งกายเป็นเด็กหนุ่มฝังเข็มให้นางด้วยสีหน้าจริงจัง นางเหม่อลอยและคิดไปเรื่อยเปื่อย…
เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายปีขนาดนี้แล้ว เดิมนึกว่าจะไม่มีข่าวคราวของเขาให้ได้ยินอีกแล้ว นึกไม่ถึงว่าลูกศิษย์ของเขาจะกลับมาหาพวกเขาถึงที่อย่างนี้…
ตอนที่ 2119: กราบนางเป็นอาจารย์จะเป็นไรไป
ฮูหยินผู้เฒ่าย้อนสู่ห้วงความทรงจำ ค่อยๆปิดตาและหลับไปเพราะฤทธิ์จากการฝังเข็ม พอนางตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นเฟิ่งจิ่วเก็บเข็มเงินแล้ว
“เสร็จแล้วหรือ?” นางถาม น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
เฟิ่งจิ่วรินน้ำถ้วยหนึ่ง “ดื่มน้ำเถิดเจ้าค่ะ! จะช่วยให้ชุ่มคอขึ้น” เธอบอกพลางยื่นน้ำให้ “ส่วนของวันนี้เสร็จแล้ว พรุ่งนี้กับวันมะรืนอีกสองครั้งก็พอ ข้าจะกลับไปจัดยาให้ท่านกิน ผ่านไปไม่กี่วันอาการป่วยหลายปีของท่านก็จะหายไปเอง”
ได้ยินแล้วฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า “ขอบใจมาก”
“เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว” เธอยิ้มตอบ ลุกขึ้นเอ่ยว่า “นอกจากพวกนี้ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้พวกท่านได้บ้าง”
“เจ้าไม่ได้ติดค้างอะไรพวกข้า ที่ทำให้พวกข้าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” นางตบไหล่เธอ “นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด!”
“เจ้าค่ะ อย่างนั้นข้ากลับก่อน” เฟิ่งจิ่วเอ่ยก่อนจะหันตัวเดินออกไป จากนั้นเงาร่างโฉบไหว ก่อนจะหายลับไปท่ามกลางความมืดอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน” หญิงวัยกลางคนที่อยู่ด้านนอกเข้ามา เห็นนายท่านที่นั่งอยู่บนตั่งสีหน้าดีขึ้น จึงถามขึ้น “นายท่าน จะพักผ่อนเลยหรือไม่เจ้าคะ?”
“นอนไม่หลับ เจ้าอยู่กับข้าเถิด!” นางกวักมือเรียก พยักหน้าให้หญิงวัยกลางคนนั่งลงพูดคุยกัน
“เจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ค่ำคืนนี้ แสงไฟในเรือนเล็กสว่างอยู่ตลอด กระทั่งฟ้าสาง…
เช้าตรู่ของวันต่อมา จัวจวินเยวี่ยออกจากจวน เขาออกไปสืบหาข่าวสมุนไพรสามชนิดที่เฟิ่งจิ่วพูดถึงในสถานที่อย่างตลาดประมูล และออกไปตามหาในร้านขายยาอายุร้อยปีทั่วเมือง กระทั่งเที่ยงวันจึงค่อยกลับมา
ส่วนเฟิ่งจิ่วนอนถึงกลางวันค่อยตื่น ตอนเธอออกไปนอกห้อง ก็เห็นตาเฒ่ากำลังเดินไปเดินมาด้วยหน้าตากลัดกลุ้ม น้อยครั้งที่จะเห็นตาเฒ่าเป็นอย่างนี้ เธอจึงถาม “เป็นอะไรไป? ท่านทำอะไรของท่านตั้งแต่เช้าตรู่อย่างนี้?”
ตาเฒ่าชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เช้าตรู่อะไรของเจ้า? นี่ก็เที่ยงแล้ว มีแต่เจ้านั่นแหละที่นอนมาจนถึงตอนนี้”
เธอยักคิ้ว มองหน้าเขาที่ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ยิ้มถามว่า “ท่านมีอะไรจะพูดงั้นหรือ? ทำไมไม่พูดเล่า? ท่าทางอึกอักข้าเห็นแล้วอึดอัดนัก” ขณะเอ่ย เธอเดินมาบิดขี้เกียจกลางลานบ้าน
หายากที่ครั้งนี้ตาเฒ่าไม่ได้เป่าหนวดถลึงตาใส่ แต่กลับเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ท่าทางลังเลอยู่นาน ก่อนเอ่ยว่า “ข้าเพิ่งได้รับจดหมาย มีเรื่องต้องกลับไปสะสางหน่อย”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วก็ประหลาดใจ “เรื่องแค่นี้เองหรือ? อย่างนั้นท่านก็ไปเสียสิ! มีอะไรให้ลังเลกัน?”
“ข้าก็กลัวว่าหากข้าไปแล้วเจ้าจะแอบหนีไปไม่ใช่หรือไง? ใครจะรู้ว่าหากไปที่หอยาสวรรค์แล้วจะหาเจ้าเจอหรือไม่” เขาอดพึมพำไม่ได้ จ้องเธอเหมือนไม่ไว้ใจ
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วรู้สึกราวหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก “นั่นเป็นกิจการของข้า ท่านไม่เคยได้ยินสำนวนที่ว่าพระหนีไม่พ้นวัดหรือ? มีอะไรให้ห่วงกัน? หาข้าไม่เจอก็ไปที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที อีกอย่าง ข้าก็ไม่มีอะไรให้ต้องหลบหน้าท่าน ไม่ใช่หรือ?”
“อย่างนี้ก็หมายความว่าเจ้าจะไม่เล่นลูกไม้หายตัวไป ใช่หรือไม่?” ตาเฒ่าได้ยินก็ตาเป็นประกาย “อย่างนั้นรอข้าเสร็จธุระแล้วจะไปหาเจ้าที่หอยาสวรรค์ เจ้าหาเวลาสอนวิชามวยไทเก๊กให้ข้า?”
เอ่ยจบ เขาก็มองเธอด้วยสีหน้าแปลกๆ ถามว่า “เจ้าไม่ยอมสอนข้ามาตลอด หรือเพราะข้าไม่เรียกเจ้าว่าอาจารย์งั้นรึ? ถ้าอย่างไร ข้ากราบเจ้าเป็นอาจารย์ตอนนี้เลยก็ยังได้” เพื่อจะได้เรียนวิชามวยไทเก๊ก แค่กราบนางเป็นอาจารย์จะเป็นไรไป?
ตอนที่ 2120: จักรพรรดิเซียนมีสี่คน
ได้ยินแล้วนัยน์ตาของเธอไหวระริก จ้องมองฮุ่นหยวนจื่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยักยกมุมปากเผยรอยยิ้มแปลกๆ “ฐานะของท่านในสำนักดาราจักรไม่ธรรมดาจริงหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” เขายืด อก เชิดคาง ลูบหนวดที่เหมือนเคราแพะ หน้าตาย่าม อกย่ามใจ “ไม่เพียงแต่ในสำนักดาราจักร แม้แต่ในอีกสี่สำนักเซียนก็ยังรู้จักข้าด้วย”
“วรยุทธ์ของท่านตอนนี้อยู่ที่ระดับใด? อาวุโสเซียนขั้นสูงสุด?” เธอถาม
แม้เฟิ่งจิ่วไม่ได้พูดอะไร แต่ตาเฒ่าได้ยินอย่างนั้นกลับถลึงตาใส่เธอ “นี่เจ้ากำลังดูแคลนข้าว่าระดับวรยุทธ์ต่ำงั้นหรือ? จะบอกเจ้าให้ ระดับอาวุโสเซียนขั้นสูงสุดอย่างข้าไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ มีหลายคนที่เข้าสู่ระดับอาวุโสเซียนแล้วก็ต้องล้มเหลวระหว่างถูกสายฟ้าฟาด รุ่นราวคราวเดียวกับข้า ก็มีแค่ไม่กี่คนที่มาถึงระดับพวกข้าได้ แน่นอน พวกผู้ฝึกวิชามารเหล่านั้นย่อมไม่นับ”
“อย่างนั้นท่านก็น่าจะหยุดอยู่ที่ระดับอาวุโสเซียนนานแล้วกระมัง? ทะลวงขั้นไม่ได้แล้ว?” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยีจ้องเขา รอยยิ้มนั้นแฝงความหมาย
ตาเฒ่าเห็นเฟิ่งจิ่วดูแคลนเขา จึงแค่นเสียงขึ้นจมูก “เจ้าคิดว่าทะลวงขั้นจากอาวุโสเซียนไประดับจักรพรรดิเซียนเป็นเรื่องง่ายหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับจักรพรรดิเซียนมีไม่กี่คนในแผ่นดินใหญ่แถบเหนือแม่น้ำนี้”
“อ้อ? น้อยมาก? ก็หมายความว่ายังมี”
เธอพยักหน้า หน้าตาครุ่นคิด เหนือปราชญ์เซียนคืออาวุโสเซียน เหนืออาวุโสเซียนคือจักรพรรดิเซียน ตอนนี้พลังของเธออยู่ในระดับปราชญ์เซียนขั้นสูงสุด อาวุโสเซียนคนเดียวที่เธอรู้จักก็มีเพียงตาเฒ่า ส่วนจักรพรรดิเซียนกลับยังไม่เคยพบ และไม่รู้ว่าใครมีพลังระดับนี้บ้าง
“แน่นอนว่ามี จะไม่มีได้อย่างไร? นอกมหาสมุทรนั่นไม่นับ แต่บนแผ่นดินใหญ่นี้ จากที่ข้ารู้ว่าก็มีจักรพรรดิเซียนอยู่สี่คน สี่คนนั้นก็คือ…
เขากำลังจะบอก แต่เห็นท่าทางเธอเหมือนกำลังรอฟัง จึงหัวเราะคิกคักขึ้นมา “ไม่บอกเจ้าหรอก”
รออย่างนานก็ยังไม่ได้คำตอบ สุดท้ายยังเห็นเขาหัวเราะชอบใจ เฟิ่งจิ่วอดมุมปากกระตุกไม่ได้ “ท่านไม่บอก หากข้าอยากสืบยังกลัวสืบไม่ได้อีกหรือ?” ขณะเอ่ย เธอมองเขา “ท่านมีธุระต้องไปทำไม่ใช่หรือ? ยังไม่ไปอีก?”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ครั้งหน้าหากข้าเจอเจ้าอีก ข้าค่อยบอกเจ้า ข้าไปก่อนล่ะ ประเดี๋ยวฝากเจ้าบอกเจ้าท่อนไม้จวินเยวี่ยหน่อยก็แล้วกัน เมื่อถึงเวลาข้าค่อยไปหาเจ้าที่หอยาสวรรค์ ไม่มาที่นี่แล้ว” เขารู้ว่ากว่าเขาจะจัดการธุระเสร็จ เธอคงไม่อยู่ที่นี่แล้ว
“อืม ไว้เจอกัน” เธอพยักหน้าตอบ
เห็นอย่างนั้น ตาเฒ่าจึงค่อยจากไปอย่างวางใจ ดูท่าทางเฟิ่งจิ่วคงไม่คิดจะหนีเขา รอสะสางอะไรเสร็จแล้วค่อยไปดูว่าหอยาสวรรค์ของแม่หนูนี่เป็นอย่างไนกันแน่
หลังจากตาเฒ่าไป เฟิ่งจิ่วเดินออกมาข้างนอก เจอสาวรับใช้คนหนึ่งที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอก จึงสั่งให้นางยกอาหารมาให้ กินอาหารง่ายๆเสร็จ ก็เตรียมจะไปที่เรือนของจัวจวินหยาง แต่กลับเห็นจัวจวินเยวี่ยเข้ามาก่อน
“เขาเล่า?” จัวจวินเยวี่ยเข้ามาในลานบ้าน แต่กลับไม่เห็นเงาร่างของตาเฒ่า อดประหลาดใจไม่ได้
“ตาเฒ่ามีธุระจึงไปก่อนแล้ว เขาฝากข้ามาบอกเจ้า” เฟิ่งจิ่วเอ่ย พลางเดินไปข้างนอก “ไปเถอะ! ไปหาน้องชายของเจ้า”
ได้ยินว่าตาเฒ่าไปแล้ว จัวจวินเยวี่ยไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงเดินออกไปข้างนอกกับเฟิ่งจิ่ว เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “วันนี้ข้าออกไปตามหายาสามชนิดนั้น วิ่งไปทั่วเมืองแล้วก็ยังไร้ข่าวคราวของสมุนไพรสามชนิดนั้น”
จบตอน
Comments
Post a Comment