ตอนที่ 2121: เคยถูกเล่นงาน
“ก็ไม่แปลกนี่!” เฟิ่งจิ่วตอบโดยไม่หันมามอง เพียงชะลอฝีเท้าเอ่ยว่า “ยาทิพย์เช่นนั้นจะหาได้ง่ายๆเสียที่ไหน? เจ้าคิดว่าไปหาซื้อที่ตลาดประมูลที่ไหนก็ได้หรือ?” ขณะเอ่ย เธอชำเลืองมองจัวจวินเยวี่ยที่เดินมาเคียงไหล่
“อย่างนั้นจะทำเช่นไรดี? ไม่มีสมุนไพรสามชนิดนั้น ขาของจวินหยาง…” เขาหลุบตา เก็บซ่อนความกังวลในใจ
“ถึงตอนนี้จะไม่มียาทิพย์สามชนิดนั้น แต่ยังหาได้ แต่ก่อนหน้านั้น เราจะใช้เข็มเงินเปิดเส้นชีพจรที่ขาของเขาก่อน รอหายาทิพย์สามชนิดนั้นได้เมื่อใดค่อยนำมาใช้ก็ได้” เธอสาวเดินช้าๆ พลางอธิบายให้เขาฟังไปด้วย
จัวจวินเยวี่ยไม่พูดอะไรอีก เพียงเดินตามนางเงียบๆ
ทั้งสองมาถึงลานบ้าน ก็เห็นจัวจวินหยางนั่งอาบแดดอ่านหนังสืออยู่หน้าเรือน เฟิ่งจิ่วสังเกตเห็นว่าเขาถือตำราแพทย์ไว้ จึงยักคิ้วถาม “เจ้าสนใจวิชาแพทย์หรือ?”
ได้ยินแล้วจัวจวินหยางปิดตำราแพทย์ในมือ เงยหน้ามองเธอพลางยิ้มบอก “ป่วยมานานจึงรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ข้าอยากอ่านตำราให้มากหน่อย บางทีอาจหาทางรักษาได้”
“เจ้าเก็บตัวฝึกอยู่ในบ้านตลอด เคยคิดบ้างหรือไม่ หากขาหายดีแล้วจะไปกราบอาจารย์ที่สำนักใด?” เธอเดินมานั่งที่โต๊ะ กวักมือเรียกจัวจวินเยวี่ย พยักหน้าบอกให้เขาพับขากางเกงของจัวจวินหยางขึ้น
จัวจวินเยวี่ยเดินเข้ามาย่อกายนั่งข้างรถเข็น ช่วยพับขากางเกงขึ้นให้น้องรองของเขา เผยให้เห็นบริเวณเข่า
“เพราะขาของข้าไม่ดี จึงนั่งรถเข็นอยู่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก หากข้าลุกขึ้นยืนได้จริงๆ กลับไม่อยากเข้าสำนักใด แต่อยากออกไปฝึกฝนข้างนอก ท่องเที่ยวไปทั่ว ออกไปดูโลกภายนอก” ดวงตาแฝงประกายแห่งความหวังหันไปมองพี่ใหญ่ของเขา ยิ้มเอ่ยด้วยว่า “พี่ใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นหากท่านจะออกไปอีกครั้ง พาข้าไปด้วยดีหรือไม่?”
จัวจวินเยวี่ยเงยหน้ามองเขา พยักหน้ารับ “อืม”
ได้ยินอย่างนั้นแล้ว เฟิ่งจิ่วเผยยิ้ม ดวงตาเล็กหยี เอ่ยคล้ายทีเล่นทีจริงว่า “โลกภายนอกอันตรายมากนะ อย่าว่าแต่เจ้าเลย จากที่ข้ารู้มา พี่ใหญ่ของเจ้ายังเคยถูกเล่นงานเลย แถมยังเป็นประเภทที่…”
“อะแฮ่ม!”
จัวจวินเยวี่ยหูแดง กระแอมเบาๆขัดคำพูดของเฟิ่งจิ่ว หันหน้ามองไปทางเธอ สบเข้ากับรอยยิ้มหยอกล้อของเธอพอดี อดรู้สึกอับอายไม่ได้ รีบเบือนหน้าหนี ก่อนเอ่ยว่า “ฝังเข็มได้แล้วใช่หรือไม่?”
จัวจวินหยางเห็นอย่างนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ พี่ใหญ่ของเขาถูกเล่นงานอะไร? เหตุใดไม่ให้เฟิ่งจิ่วพูด? หนำซ้ำยังทำหน้าแปลกๆอย่างนั้นด้วย?
“รีบร้อนไปไหน? คุยกันก่อนสิ!” เฟิ่งจิ่วเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เมื่อวานตอนข้าเดินผ่านถนนตะวันตก ได้กลิ่นหอมของเป็ดแปดสมบัติ จู่ๆก็อยากกินขึ้นมา ทำอย่างไรดี?”
จัวจวินเยวี่ยกับจัวจวินหยางสองพี่น้องได้ยินอย่างนั้นก็มุมปากกระตุก ที่แท้นางก็ตะกละอยากกินเป็ดแปดสมบัตินี่เอง
“ข้าไปซื้อให้” จัวจวินเยวี่ยลุกขึ้น สาวเดินออกไปข้างนอก
พอพี่ใหญ่ของเขาออกไป จัวจวินหยางก็อดยิ้มถามไม่ได้ “พี่ใหญ่ของข้าถูกเล่นงานอะไรหรือ? ข้าเห็นหน้าตาเขาดูแปลกๆไป”
“คิกๆ…”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะคิกคัก เสียงนั้นฟังดูเจ้าเล่ห์อยู่หลายส่วน กอปรกับสีหน้าแปลกๆของเธอ ดูขัดกับภาพลักษณ์เด็กหนุ่มชุดเขียวที่ดูหล่อเหลาบริสุทธิ์ของเขาอยู่บ้าง แต่ในสายตาของจัวจวินหยาง กลับรู้สึกว่าเธอเป็นคนอารมณ์หลากหลาย ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก
ยิ่งรู้จักก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้มีหลายมุมหลายด้าน ไม่ว่าด้านใดล้วนทำให้ละสายตาออกไปได้ยาก…
ตอนที่ 2122: ในที่สุดข้าก็เชื่อ
หากไม่ใช่เพราะพวกเขาบอก ดูอย่างไรเขาก็ดูไม่ออกว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวคนนี้เป็นผู้หญิง บนตัวนางมีกลิ่นอายของความอิสระและไม่ถูกผูกมัด รอบกายนางมีประกายแห่งความเชื่อมั่นและภาคภูมิกระจายอยู่
เขารู้สึกเหลือเชื่อมาก ผู้หญิงคนหนึ่ง เหตุใดจึงเลียนแบบพฤติกรรม ท่าทางและคำพูดของผู้ชายได้อย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้?
เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี ในดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข “เห็นแก่ที่เขาไปซื้อเป็ดแปดสมบัติให้ข้า เรื่องนี้ข้าไม่พูดดีกว่า ไม่พูดดีกว่า” เธอส่ายหน้า ยิ้มตาหยีเอ่ย พลางหยิบเข็มเงินออกมา แทงลงไปที่เข่าของเขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแม้แต่น้อย
เข็มเงินที่จู่ๆ ก็แทงลงมาไม่ได้เจ็บ แต่ยามเข็มเงินหมุนไปหมุนมา ตรงเส้นเอ็นที่อยู่ลึกลงไปข้างในหัวเข่า กลับมีความรู้สึกแปลบๆและจั๊กจี้เล็กน้อย ขณะกำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเสียงเธอดังมา
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองเขา
“ตอนเข็มทิ่มลงมาไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้หมุนเข็มรู้สึกแปลบๆ และจั๊กจี้เล็กน้อย” เขาบอกไปตามตรง ลึกๆข้างในกลับลอบประหลาดใจ เขาเคยฝังเข็มที่จุดลมปราณเอง แต่เหตุใดจึงไม่มีความรู้สึกแปลบๆ หรือจั๊กจี้เหมือนตอนนางทำเล่า?
“มีความรู้สึกถือเป็นเรื่องดี”
เธอเอ่ยพลางหมุนเข็มเงินในมือไปมา จากนั้นก็แทงเล่มที่สองตามลงไปและหมุนอีกครั้ง ดูเป็นการฝังเข็มทั่วไป แต่ครั้นถึงมือเธอกลับกลายเป็นว่ามีกลิ่นอายพลังวิญญาณอ่อนๆ ขุมหนึ่งไหลผ่านเข็มเงินสู่ขาของเขา
ทางนี้กำลังดำเนินการรักษา ส่วนจัวจวินเยวี่ยกำลังไปซื้อเป็ดแปดสมบัติ ขณะเดียวกันที่เรือนฝั่งตะวันออก เหมือนผู้นำตระกูลจัวจะพบปัญหาบางอย่าง กำลังเรียกรวมเหล่าอาวุโสในตระกูลเพื่อปรึกษาหารือกัน…
สำหรับเรื่องในเรือนฝั่งตะวันออก เรือนฝั่งตะวันตกไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย คนทางนั้นไม่พูด พวกเขาเองก็ไม่เคยถาม
“เป็ดแปดสมบัติซื้อกลับมาแล้ว” จัวจวินเยวี่ยเดินเข้ามาในลานบ้าน เอ่ยกับเฟิ่งจิ่วที่กำลังนั่งคุยกับจัวจวินหยาง ขณะเดียวกันก็ยื่นถุงให้เธอ
“อืม! หอมมาก!” ได้กลิ่นหอมกลิ่นนั้นที่ลอยมา เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยีรับไป เอ่ยกับเขาว่า “อย่างนั้นข้ากลับก่อน” พูดจบก็ไม่สนใจพวกเขาสองคนอีก รีบหยิบเป็ดแปดสมบัติแล้วจากไป
“พี่ใหญ่ วิชาแพทย์ของเฟิ่งจิ่วร้ายกาจมากจริงๆ ครั้งนี้ข้าเชื่อแล้ว” เขาเผยยิ้ม บอกกับพี่ใหญ่ของเขา
ได้ยินอย่างนั้น จัวจวินเยวี่ยพยักหน้า “วิชาแพทย์ของนางร้ายกาจมาก” เงียบไปครู่หนึ่ง ก็ถามอีกว่า “นางฝังเข็มให้เจ้าแล้วหรือ? รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“ที่จริงแต่ก่อนข้าเคยฝังเข็มเงินเอง เคยลองฝังที่จุดลมปราณ แต่ไม่เคยมีความรู้สึกอะไรเลย แต่เมื่อครู่นางใช้เข็มเงินฝังลงไปที่จุดลมปราณ ข้างในขาของข้ากลับมีความรู้สึกแปลบๆ และจั๊กจี้เล็กน้อย”
เขาเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้จัวจวินเยวี่ยฟัง ก่อนถามว่า “พี่ใหญ่ ท่านว่าเหตุใดวิชาแพทย์ของนางจึงยอดเยี่ยมเช่นนี้? ที่ผ่านมาเราหาหมอมารักษาหลายคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวว่ารักษาไม่ได้ หลายปีมานี้ มีแค่นางคนเดียวที่บอกว่ารักษาได้”
จัวจวินหยางเผยยิ้มอย่างหาดูได้ยาก “นางบอกว่านางชื่อภูตหมอ ขอเพียงนางอยากรักษา ไม่มีโรคใดที่นางรักษาไม่หาย”
สองพี่น้องพูดคุยกันอยู่ทางนี้ ส่วนเฟิ่งจิ่วกลับไปที่เรือนเล็ก หยิบสุราวิญญาณออกมา กินแกล้มกับเป็ดแปดสมบัติ…
พอถึงช่วงหลังเที่ยงคืน เธอไปหาฮูหยินผู้เฒ่าอีกครั้ง ฝังเข็มให้นางเสร็จถึงกลับออกมา กลางวันก็รักษาขาให้จัวจวินหยาง
ยุ่งอยู่อย่างนี้มาสามวัน หลังเที่ยงคืนของวันที่สาม เมื่อเฟิ่งจิ่วฝังเข็มครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นก็เก็บเข็มเงินกลับ ยิ้มพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ไม่ต้องใช้เข็มเงินแล้ว ในนี้มียาสิบเม็ด กินวันละหนึ่งเม็ดเป็นเวลาสิบวัน จากนั้นโรคภัยทั้งปวงก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง”
ตอนที่ 2123: จวนตระกูลจัววุ่นวาย
เฟิ่งจิ่วมองนาง เงียบไปเล็กน้อย จากนั้นถามว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าขอล่วงเกินถามสักคำ ท่านผู้เฒ่าจัวดีกับท่านหรือไม่?” เพราะเธออยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นผู้เฒ่าท่านนี้เลย อีกทั้งเหมือนว่าผู้เฒ่าท่านนี้จะไม่ค่อยมาที่เรือนของนางด้วย
ครั้นได้ยินคำถาม ฮูหยินผู้เฒ่าแปลกใจเล็กน้อย ยิ้มตอบไปว่า “เขาย่อมดีกับข้าอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นปีนั้นเขาจะสู่ขอข้าทำไมเล่า?”
พูดมาถึงตรงนี้ นางทอดถอนใจ “จะว่าไปแล้วก็เป็นข้าที่ผิดต่อเขา หลายปีมานี้ ในใจข้ามีปมที่ไม่อาจคลายได้ ตั้งแต่ลูกชายสองคนโต ข้าก็ยิ่งหลบมาอยู่ในเรือนหลัง ไม่ค่อยออกไปพบใคร ส่วนเขาเห็นข้าเป็นอย่างนี้ จึงไม่ค่อยมาหาข้า มาแค่ช่วงมีเทศกาลเท่านั้น”
“วันเวลาเนิ่นนาน ร่างกายของฮูหยินพักฟื้นจนหายดีแล้ว บางครั้งจิตใจก็ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ฮูหยินผู้เฒ่ามิสู้ลองปล่อยวางจิตใจ แทนที่จะเก็บตัวเงียบอยู่ที่นี่ ไม่สู้ออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง” เธอแนะนำเสียงเบา
รู้ว่าเธอหวังดี ฮูหยินผู้เฒ่าจึงพยักหน้า เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “อืม ข้าจะทำ”
“อยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ร่างกายของฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีอะไรน่าห่วงอีก ส่วนขาของจวินหยางก็ขาดสมุนไพรสามชนิด ข้าอาจต้องเตรียมตัวไปแล้ว หากหายาสมุนไพรสามชนิดนั้นได้เมื่อใดค่อยกลับมา”
เธอเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล คารวะนางหนึ่งครั้ง “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าขอตัวกลับก่อน” เอ่ยจบ ก็หันตัวเดินออกไป
เธอกลับไปพักผ่อนที่ห้อง เช้าวันต่อมาก็ออกไปข้างนอก มุ่งหน้าไปยังร้านขายยาที่อยู่ในเมือง สองสามวันนี้เพราะยุ่งอยู่กับการปรุงยาให้พวกเขาสองคน จึงไม่มีเวลาออกมาข้างนอก ตอนนี้มีเวลาจึงจะไปดูสักหน่อยว่าตลาดมืดส่งข่าวอะไรมา
เถ้าแก่ร้านขายยารอเฟิ่งจิ่วมาสองวันแล้ว พอเห็นเธอมา ก็ออกไปต้อนรับด้วยความดีใจ “นายท่าน มาแล้วหรือขอรับ! เชิญข้างในขอรับ” เขารีบเชิญเธอเข้าไปในห้องด้านใน คนขายยาที่อยู่ด้านนอกเห็นก็อึ้ง ไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวกลายเป็นนายท่านของเถ้าแก่ได้อย่างไร?
“นายท่าน จดหมายมาถึงตั้งแต่เมื่อวานตอนเที่ยงแล้ว ข้ารอนายท่านอยู่ตลอดเลยขอรับ” เถ้าแก่เอ่ย ก่อนจะยื่นของให้
เฟิ่งจิ่วปาดลายน้ำที่อยู่บนจดหมายออก จากนั้นก็เปิดอ่านเนื้อหาข้างใน ยิ่งอ่านไปเรื่อยๆ สีหน้าก็ยิ่งตึงเครียด นึกไม่ถึงว่าปัญหาที่ตลาดมืดเจอครั้งนี้จะยุ่งยากขนาดนี้ หนำซ้ำอาการของนายแห่งตลาดมืดก็แย่มาก เคยมีคนของตลาดมืดไปหาเธอที่หอยาสวรรค์แล้ว
เธอเก็บจดหมาย หันไปเอ่ยกับเถ้าแก่ร้านว่า “ข้าอาจจะต้องกลับวันพรุ่งนี้ หากมีข่าวอะไรไม่ต้องส่งไปที่ตระกูลจัวแล้ว นอกจากนี้ เจ้าส่งจดหมายกลับไปอีกฉบับ ให้พวกเขาสืบหาสมุนไพรสามชนิด…” เธอกำชับเถ้าแก่ร้าน หลังจากบอกชื่อสมุนไพรสามชนิดนั้นให้เถ้าแก่ ก็เดินออกไปข้างนอก
เธอมีแกนเคลื่อนย้ายนั้นอยู่กับตัว ใช้เวลากลับไปไม่นาน ด้วยเหตุนี้ เธอตั้งใจว่าจะกลับวันพรุ่งนี้ วันนี้สะสางเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ระหว่างทางกลับ พอมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลจัว กลับเห็นคนยืนล้อมประตูจวนไว้ หนำซ้ำกลุ่มคนที่มายืนล้อมยังท่าทางดุดันขึงขัง ยืนตะโกนร้องด่าอยู่นอกจวนเหมือนจะไม่ยอมลดละง่ายๆ ทำให้เธอที่กำลังจะกลับเข้าไปต้องชะงักฝีเท้า ยืนมองอยู่ในมุมที่ไม่สะดุดตา ลอบคิดในใจว่าคนพวกนี้เป็นใคร? เหตุใดมายืนล้อมอยู่หน้าตระกูลจัว?
“จัวเจิ้งหลิน! ออกมา! บอกให้เขาออกมา! หากยังไม่ออกมาอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน! อย่าคิดว่าซ่อนตัวอยู่ข้างในแล้วเราจะทำอะไรเจ้าไม่ได้! หากยังไม่ออกมาพวกข้าจะบุกเข้าไป!”
คนข้างนอกเพิ่งจะตวาดเสร็จ ก็เห็นประตูจวนค่อยๆเปิดออก…
ตอนที่ 2124: ผู้นำตระกูลสู้ไม่ได้
กลุ่มคนที่มายืนล้อมมีไม่น้อย เสียงดังชุลมุนไปหมด คนนั้นพูดทีคนนี้พูดที โกลาหลราวกับอยู่ในตลาดผัก เธอเองก็ฟังไม่ชัดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เห็นเพียงระหว่างกระแทกกระทั้นกันมีคนสองกลุ่มที่เริ่มใช้กำลังกัน ชั่วขณะหนึ่งเสียงดาบและกระบี่ฟันกันดังไปทั่ว เสียงตวาดโวยวายไม่ขาดสาย
เห็นอย่างนั้น เธอตะลึงเล็กน้อย พูดไม่เข้าหูคำเดียวถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลยหรือ! เพียงแต่ พลังของทั้งสองฝ่ายอาจดูเหมือนสูสีกัน แต่อย่างไรที่นี่ก็เป็นหน้าจวนตระกูลจัว ถึงอย่างไรก็น่าจะเป็นคนกลุ่มนั้นที่เสียเปรียบ
ทว่าขณะกำลังครุ่นคิด จู่ๆ หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นว่าท่ามกลางคนกลุ่มนั้นมีชายชราชุดเทาที่ไม่สะดุดตาคนหนึ่ง พลังของเขาสูงกว่าจัวเจิ้งหลินที่เป็นผู้นำตระกูลจัวเสียอีก ขณะกำลังสงสัย ก็เห็นทั้งสองเริ่มต่อสู้กัน
ทันทีที่สองคนนี้สู้กัน กลิ่นอายพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งรอบๆ พลันป่วนพล่าน รวมถึงคนพวกนั้นที่กำลังสู้กันก็เริ่มถอยหลังอย่างต้านไม่อยู่
ผู้แข็งแกร่งต่อสู้กัน แค่พลังของอีกฝ่ายก็เขย่าขวัญพวกเขาได้แล้ว พวกเขายังมีปัญญาที่ไหนไปสู้กันอีก? ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าของทั้งสองฝ่ายก็สู้กันเองแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ก็มีทางออกเพียงทางเดียวเท่านั้น
ชายชราชุดเทาผู้นั้นซัดฝ่ามือออกไปก่อนจะเปลี่ยนท่าร่างและพุ่งโจมตีเข้าไป ยามฝ่ามือลมพุ่งออกไปมีเสียงสวบสาบดุจมีดดาบแหวกอากาศ สายตาพยาบาทเคียดแค้นจ้องไปที่จัวเจิ้งหลิน กระบวนท่ายิ่งไร้ความปรานี
ทั้งสองประมือกันสองสามกระบวนท่า สีหน้าของจัวเจิ้งหลินเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ พลังของอีกฝ่ายสูงกว่าเขา หากยังสู้กันต่อ เกรงว่าเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย หากเขาแพ้ต่อหน้าจวนตระกูลจัว เกรงว่านับจากนี้ ตระกูลจัวจะกลายเป็นที่ครหาของคนในเมือง!
นึกมาถึงตรงนี้ เขาลอบกัดฟัน เพิ่มพลังขึ้นอีกหนึ่งขั้น ดึงพลังทั้งหมดออกมาสู้กับชายชรา ขณะวาดหมุนฝ่ามือ พลังดาบขุมหนึ่งเปล่งเสียงดังหึ่งๆ ก่อนจะพุ่งโจมตีไปที่ชายชรา”
“หึ!”
ชายชราแสยะยิ้ม ยกมือสลายพลังของจัวเจิ้งหลินที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็ไล่บี้เข้ามาติดๆ กระบวนท่าที่ใช้โจมตีรุนแรงแฝงแววสังหาร คล้ายกับว่าต้องการเอาชีวิตเขาเสียที่นี่
ไอพิฆาตที่พวยพุ่งเข้ามาทั้งเย็นเยือกและอำมหิต ทำให้จัวเจิ้งหลินเกร็งไปทั้งตัว ตั้งสติต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตรงมุมถนนลอบส่ายหน้า พลังของผู้นำตระกูลจัวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายชราชุดเทา ยามนี้เขาดึงพลังทั้งหมดของตนเองออกมาสู้ ก็เกรงว่าจะยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอยู่ดี
พลังของผู้นำตระกูลจัวอยู่ในระดับปราชญ์เซียนขั้นแรก ส่วนชายชราอยู่ในระดับปราชญ์เซียนขั้นกลาง ซึ่งสูงกว่า การต่อสู้ครั้งนี้ใครจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ ดูแวบเดียวย่อมรู้แล้ว
ในเวลานี้เอง เธอเห็นชายชราวาดมือรวบรวมกระแสพลังขุมหนึ่ง กระแสพลังขุมนั้นกลายเป็นแรงกดดันอันแข็งแกร่งอยู่ระหว่างสองฝ่ามือ ป่วนพล่านไปตามการเคลื่อนไหวของฝ่ามือเขา สายตาเคียดแค้นของเขาจับจ้องไปที่จัวเจิ้งหลินราวกับอสรพิษร้าย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย ในชั่วพริบตาเดียว เขาซัดพลังในมือออกไป พุ่งใส่จัวเจิ้งหลินด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด
“ท่านผู้นำตระกูล!”
“ท่านผู้นำตระกูล!”
“ท่านผู้นำตระกูล!”
เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นพร้อมกันหลายเสียง นั่นเป็นเสียงซี๊ดปากและตะโกนด้วยความตกใจจากเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล พวกเขาดูออกว่าการโจมตีครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน เกรงว่าผู้นำตระกูลจะต้านรับไว้ไม่ไหว หากถูกโจมตี เกรงว่า เกรงว่า…
นาทีนี้ จัวเจิ้งหลินเองก็ตกตะลึงไม่แพ้นกัน เขารีบถอยหลัง อยากหลบเลี่ยง ทว่ากระแสพลังขุมนั้นกลับพุ่งตรงเข้ามา ทำให้เขาไร้หนทางหนี…
ตอนที่ 2125: คมในฝัก
เฟิ่งจิ่วที่ดูอยู่ขมวดคิ้ว เธออยู่ค่อนข้างไกล อยากจะช่วยเขาคงเป็นไปไม่ได้ แต่หากเขาถูกโจมตี เกรงว่าไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส หากเขาล้มลง ตระกูลจัวจะวุ่นวายหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่พวกคนนอกที่คอยจ้องเล่นงานพวกเขาจะต้องไม่ปล่อยไปง่ายๆแน่
ทว่าในเวลานี้เอง เงาร่างหนึ่งพลันโฉบเข้าไป เงาร่างที่รวดเร็วดุจลำแสงพาจัวเจิ้งหลินที่ตกอยู่ในอันตรายถอยไปอีกด้านหนึ่ง
นาทีนั้น สิ่งที่เธอคิดก็คือ หรือจะเป็นผู้เฒ่าจัว?
แต่ครั้นเพ่งมองดีๆ กลับอดตะลึงไม่ได้ แม้แต่ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นหลายส่วน จ้องมองคนผู้นั้นที่เธอคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่และช่วยจัวเจิ้งหลิน
คนผู้นั้นแต่งกายเรียบง่าย ธรรมดาไม่สะดุดตา แต่เวลานี้เขายืนอยู่ตรงนั้น กลิ่นอายรอบกายกลับดูเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ไม่ใช่แค่เธอ แม้แต่ทุกคนในตระกูลจัวก็จ้องมองคนที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวและช่วยจัวเจิ้งหลินไว้ด้วยความตกตะลึง
นาทีนี้ ทุกคนล้วนตกตะลึงและแปลกใจ เป็นเขาไปได้อย่างไรกัน? เหตุใดจึงเป็นเขา…
จัวฉู่ฮุยประคองน้องชายของเขาที่กำลังมองเขาด้วยความแปลกใจ ช่วยเขาให้ยืนอย่างมั่นคง ก่อนถามว่า “ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“พี่ใหญ่? ท่าน ทำไมท่านถึง…”
ทำไมถึงช่วยเขาในสถานการณ์อย่างนี้ได้? กระบวนท่านั้น แม้แต่เขาก็ยังต้านรับไม่ไหว พี่ใหญ่ที่ธรรมดาไม่มีอะไรสะดุดตามาตลอด เหตุใดจึงช่วยเขาไว้ได้ง่ายๆเช่นนี้?
หรือว่าพลังของพี่ใหญ่เหนือกว่าเขา? หรือว่าหลายปีมานี้เขาปิดบังพลังของตนเองมาตลอด?
เวลานี้เขาสังเกตเห็น ว่ารอบกายของพี่ใหญ่มีกระแสพลังขุมหนึ่งกระจายอยู่ กระแสพลังขุมนี้กระจายออกมาจากร่างกายของพี่ใหญ่ตอนที่ช่วยเขาไว้เมื่อครู่ ทว่า เพียงชั่วพริบตาเดียว กระแสพลังขุมนั้นก็จางหายไป ราวกับไม่เคยมีมาก่อน
เห็นอย่างนั้น เขาตื่นตะลึงในใจ รู้สึกเหลือเชื่อ…
มุมถนนด้านนอก เฟิ่งจิ่วยืนพิงกำแพง ดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสน อกสนใจ ใครว่าจัวฉู่ฮุยธรรมดา? ใครว่าเขาไม่มีอะไรโดดเด่น? เดาว่าทั้งตระกูลจัว จัวฉู่ฮุยคือคนที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง
สามารถเก็บซ่อนพลังทั้งหมดไว้ เผยให้เห็นแค่ระดับวรยุทธ์ที่ไม่สะดุดตา อีกทั้งอาศัยอยู่ในตระกูลจัวมาหลายปีก็ยังไม่มีใครรู้ เห็นได้ว่าวรยุทธ์ของเขายอดเยี่ยมเพียงใด หนำซ้ำ ไม่เพียงพลังยอดเยี่ยม แม้แต่ความสามารถในการเก็บซ่อนพลังก็ยังยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เธอเห็นมา
คนเช่นเขา ไม่เพียงคนในตระกูลจัวเท่านั้นที่ไม่มีใครรู้มานานหลายปี แม้แต่ฮุ่นหยวนจื่อก็ยังมองผิดไป ส่วนเธอที่อาศัยอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ก็ยังดูไม่ออกว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่ง
คนอย่างนี้ แรงกดดันที่ระเบิดออกมาก่อให้เกิดปรากฏการณ์ฟ้าครึ้ม มีพลังเหนือผู้ใด ชั่วพริบตานั้น เธอเหมือนเห็นเงาของท่านอาจารย์และราศีอันโดดเด่นบนตัวเขา
เพียงแต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ทำให้เธอรู้ว่าเขามีนิสัยที่น่านับถือ อีกทั้งยังไม่เห็นแก่ชื่อเสียง ไม่อย่างนั้นด้วยพลังและระดับวรยุทธ์อย่างเขา อย่างไรก็สร้างอำนาจของตนเองได้แล้ว
แต่เขากลับใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งอยู่ในจวนตระกูลจัวเงียบๆ ภาษิตถึงได้ว่าไว้คนเราควรรอบรู้โลก แต่ไม่รอบจัด มีชีวิตมานานขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอคนที่มีพลังแข็งแกร่งและมีรัศมีของผู้นำอันโดดเด่น แต่กลับใช้ชีวิตเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างนี้
ก็จริง ไม่ว่าจะเป็นจัวจวินเยวี่ยหรือจัวจวินหยางล้วนเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทั้งนั้น แล้วบิดาของพวกเขาจะธรรมดาได้อย่างไรกัน?
ตอนที่ 2126: ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
เวลานี้ เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลจัวต่างก็รู้สึกสับสน นึกไม่ถึงว่าจัวฉู่ฮุยจะมีพลังโดดเด่นขนาดนี้ ยิ่งนึกไม่ถึงว่ามีพลังที่โดดเด่นขนาดนี้ แต่เขากลับปิดบังมาตลอด ยอมเป็นคนเรียบง่ายธรรมดาคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในเรือนฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นเพียงมุมเล็กๆของใต้หล้านี้
เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลอย่างพวกเขาต่างรู้ว่าเขาไม่ใช่สายเลือดของตระกูลจัว และคอยระแวงเขามาตลอด ระแวงว่าตระกูลจัวจะตกอยู่ในกำมือของเขา ยามนี้ดูแล้ว พวกเขากลับกลายเป็นฝ่ายที่น่าขำ ที่ปฎิบัติต่อคนอื่นเขาอย่างจิตใจแคบเช่นนั้น
คนที่มีพลังน่ากลัวขนาดนี้ กลับยอมเป็นคนธรรมดา หลายปีมานี้ไม่เคยแสดงตนเหนือกว่าผู้อื่น เห็นได้ว่าเขาไม่มีความคิดอย่างนั้นแม้แต่น้อย กลับกัน หากเมื่อครู่ไม่ได้เขายื่นมือเข้ามาช่วยผู้นำตระกูล เกรงว่าภายใต้การโจมตีอันรุนแรงนั้น ผู้นำตระกูลไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส
“เจ้าเป็นใคร?”
ชายชราขมวดคิ้ว มองเขาด้วยสีหน้าตึงเครียด สามารถช่วยจัวเจิ้งหลินในสถานการณ์อย่างนั้นได้ เห็นได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน! ทว่าแม้จะเป็นผู้เฒ่าจัวก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขา และช่วยคนในสถานการณ์อย่างนั้นได้อย่างแน่นอน ประวัติของคนในตระกูลจัว พวกเขาสืบมาอย่างชัดเจนแล้ว แต่คนคนนี้ โผล่มาจากไหนอีก?
“แล้วท่านล่ะเป็นใคร? เหตุใดพาคนมาหาเรื่องตระกูลจัว? ลงมือหมายเอาชีวิตผู้อื่นเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่!” สายตาของจัวจวินเยวี่ยมีประกายคมปลาบ รัศมีแข็งแกร่งกระจายไปรอบตัว ท่าทางแข็งกร้าวดุดัน ไม่คิดปิดบังไอสังหารในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย
เห็นรอบตัวพี่ใหญ่ของเขามีรัศมีน่าเกรงขามกระจายอยู่ จัวเจิ้งหลินที่อยู่ข้างๆนึกชื่นชม แต่ก็สับสนในเวลาเดียวกัน ชื่นชมที่พี่ใหญ่ของเขามีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ชื่นชมที่เขาโดดเด่นถึงขนาดนี้ แต่ที่สับสนก็เพราะ เขามีพลังที่แข็งแกร่งและโดดเด่นเช่นนี้ กลับเป็นเพราะเขา จึงต้องปิดบังมาตลอด และยอมเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรสะดุดตาคนหนึ่ง
อย่าว่าแต่คนในจวนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา แม้แต่คนนอกจวนก็ไม่รู้จักเขาเป็นส่วนใหญ่ หากไม่ใช่ว่าวันนี้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เกรงว่าพี่ใหญ่คงไม่ยื่นมือเข้ามาแทรก และไม่เปิดเผยให้พวกเขารู้ว่าเขามีพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น
แต่เขาเชื่อว่า หลังจากวันนี้ ไม่ว่าจะคนในจวนหรือนอกจวน ไม่มีใครกล้าดูแคลนเขาอีกแน่นอน!
นึกมาถึงตรงนี้ เขาก็อดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้
“พี่ใหญ่ พวกเขาก็คือคนของตระกูลโหว ศัตรูตัวฉกาจของตระกูลจัวเรา พวกเขาถูกจับได้ว่าจ้องจะฮุบกิจการของตระกูลจัวเรา ข้าจึงใช้วิธีดึงฟืนที่กำลังไหม้ออกจากใต้หม้อจัดการพวกเขาให้เสียหลายอย่างหนัก นึกไม่ถึงวันนี้พวกเขากลับพาคนมาหาเรื่องถึงที่!”
จัวเจิ้งหลิน ผู้นำตระกูลอายุสี่สิบกว่าปีเวลานี้กลับเหมือนเด็กน้อยที่กำลังฟ้องผู้ใหญ่ เล่าทุกอย่างให้พี่ใหญ่ของเขาฟังคร่าวๆ น้ำเสียงแฝงแววโกรธขึ้งแท้ๆ แต่สายตากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง
เขาอยากให้พี่ใหญ่ของเขาลงมือสั่งสอนพวกนั้น!
หากทำอย่างนั้น ไม่เพียงสร้างบารมีให้แก่พี่ใหญ่ของเขาได้ ต่อไปพวกอาวุโสในตระกูล น่าจะไม่เอาเรื่องที่พี่ใหญ่ของเขาไม่ใช่สายเลือดของตระกูลจัวขึ้นมาพูดอีก
เหล่าอาวุโสในตระกูลที่ยืนอยู่ข้างหลังได้ยินจัวเจิ้งหลินว่าอย่างนั้น แต่ละคนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าจัวเจิ้งหลินที่เป็นผู้นำตระกูลมาหลายปี จะมีด้านที่เป็นเด็กน้อยอย่างนี้ซ่อนอยู่ด้วย ดูสีหน้าของเขานั่นสิ ไม่เหมือนเด็กน้อยที่กำลังฟ้องผู้ใหญ่หรอกหรือ?
เฟิ่งจิ่วที่ยืนกอด อกดูเหตุการณ์อยู่ตรงมุมถนน อดเผยยิ้มออกมาไม่ได้ เธอรู้ว่าเธอไม่ต้องเป็นห่วงทายาทรุ่นหลังของท่านอาจารย์อีกแล้ว
[1] ใช้วิธีดึงฟืนที่กำลังไหม้ออกจากใต้หม้อ หมายถึงการแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ตอนที่ 2127: ข่มขวัญ
เมื่อได้ยิน จัวฉู่ฮุยมีสีหน้าตึงเครียด สายตาคมปลาบตวัดมองไปที่ชายชราชุดเทา น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแรงกดดันอันแข็งแกร่งแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ “จ้องเล่นงานตระกูลจัวแล้วยังมาหาเรื่องถึงที่อีก? คิดว่าตระกูลจัวของเราเหยียบย่ำได้ง่ายๆงั้นหรือ?”
สิ้นเสียงทรงพลัง เห็นเพียงเงาร่างของเขาโฉบไหว พุ่งโจมตีออกไปในพริบตา ระหว่างที่เหวี่ยงหมัดซัดกำปั้นออกไป กระแสพลังอันแข็งแกร่งซัดออกไปพร้อมกับฝ่ามือลม พุ่งไปทางชายชราชุดเทา
ชายชราชุดเทาเห็นเขาจู่โจมกะทันหันก็ก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ พลางยกมือหนึ่งขึ้นต้านรับ ทว่าหลังจากที่ทั้งสองสู้กัน เขาหลบการจู่โจมไม่พ้น ถูกอีกฝ่ายใช้ฝ่ามือซัดใส่หน้าอกอย่างแรง
“พลั่ก!”
“อึก! พรืด!”
เสียงฝ่ามือลมกระแทกหน้าอกดังสนั่น ชายชราชุดเทาร้องครวญ กระอักเลือดอึกใหญ่ออกมา ฝีเท้าเซถอยหลังอย่างหยุดไม่อยู่ กระทั่งชนเข้ากับคนข้างหลังจึงค่อยหยุดยืนได้ ก่อนจะล้มลงไปไม่เป็นท่า เขาเงยหน้ามองด้วยความตะลึง เห็นคนตรงหน้าสีหน้าเคร่งเครียด สองมือไพล่หลังตวาดเสียงกร้าว
“ไสหัวไป! หากมีครั้งหน้า อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแรงกดดันดังขึ้น แรงกดดันอันแข็งแกร่งนั้นสะท้านสะเทือนจนทำให้คนรอบๆต้องถอยหลัง แต่ละคนไม่กล้าเข้ามาอีก
รวมถึงชายชราชุดเทาที่กุมหน้าอกและมองจัวฉู่ฮุยอย่างเจ็บแค้น สะบัดแขนเสื้อ ออกคำสั่งว่า “ไป!” เขาปล่อยให้ผู้ฝึกตนสองคนประคองจากไปอย่างรวดเร็ว
พอพวกเขาไป กลุ่มคนที่ล้อมอยู่หน้าจวนเองก็สลายตัวไปด้วย เหลือเพียงชาวบ้านในเมืองและคนจากตระกูลใหญ่บางส่วนที่ยืนมองด้วยความตกตะลึง
“ตระกูลจัวมีคนที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้อยู่ด้วย? แต่ก่อนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนี่!”
“นั่นสิ! คนคนนี้เป็นใครกันแน่? ทำไมแต่ก่อนไม่เคยได้ยินเรื่องเขาเลย?”
“ก่อนหน้านี้ผู้นำตระกูลจัวเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าลืมแล้วหรือ ผู้นำตระกูลจัวมีพี่ชายคนหนึ่ง อยู่ที่เรือนฝั่งตะวันตก”
“อ้อ! ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าจำได้ว่าพี่ชายของผู้นำตระกูลจัวชื่อจัวฉู่ฮุยกระมัง? เพียงแต่ได้ยินมาว่าพลังของเขาธรรมดาทั่วไป หนำซ้ำหลายปีมานี้ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น นึกไม่ถึง เขากลับซ่อนคมไว้ในฝัก!”
“โชคดีที่พี่ชายของผู้นำตระกูลจัวมีพลังเช่นนี้ พวกเจ้าดูสิ เมื่อครู่สุ่มเสียงขนาดไหน หากผู้นำตระกูลจัวถูกการโจมตีเมื่อครู่เต็มๆ ไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส คนของตระกูลโหวจ้องจะเล่นงานตระกูลจัวของพวกเขา อยากจะฮุบตระกูลของพวกเขา”
“นั่นสิ! นึกไม่ถึง ลูกชายคนโตของตระกูลจัวจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่คมในฝักเช่นนี้ เดาว่าคงแข็งแกร่งที่สุดในตระกูลจัวแล้วกระมัง? ข้าจำได้ว่าผู้เฒ่าจัวไม่ทะลวงขั้นมาหลายปีแล้ว ส่วนพลังของผู้นำตระกูลจัวก็อยู่ในระดับปราชญ์เซียนขั้นแรก ดูท่า พลังของลูกชายคนโตตระกูลจัวน่าจะสูงกว่าพวกเขาหมดเลย”
“ก็แปลกนะ คนที่มีพลังอย่างนี้ กลับอาศัยอยู่ในเรือนฝั่งตะวันตกของจวนตระกูลจัวและใช้ชีวิตเงียบๆ ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก หากไม่ใช่เพราะเรื่องวันนี้ เดาว่าหลายคนคงลืมไปแล้วว่าตระกูลจัวมีคนเช่นนี้อยู่ด้วยคนหนึ่ง”
คนรอบข้างวิพากษ์วิจารณ์พลางค่อยๆแยกย้ายกันไป ส่วนหน้าประตูจวน จัวฉู่ฮุยมองจัวเจิ้งหลิน เอ่ยว่า “เจ้ายังสะสางเรื่องราวไม่เสร็จก็ไปทำงานต่อเถิด! ข้ากลับก่อนล่ะ” สิ้นเสียง เขาก็ก้าวเข้าไปในจวน ตั้งใจจะกลับเรือนฝั่งตะวันตก ทว่า เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกเรียกไว้ก่อน
“พี่ใหญ่ รอเดี๋ยว” จัวเจิ้งหลินเรียกเขา สาวเท้ายาวๆเดินมาหยุดตรงหน้าเขา “พี่ใหญ่ พวกเราคุยกันหน่อย!”
เวลานี้ เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าจัวฉู่ฮุยด้วย…
ตอนที่ 2128: แพร่กระจาย
“ฉู่ฮุย ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยผู้นำตระกูล” อาวุโสหลายคนเอ่ยปากขอบคุณเขา
“เขาก็เป็นน้องชายข้า ช่วยเขาเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก” จัวฉู่ฮุยเอ่ย หันไปเอ่ยกับจัวเจิ่งหลิน “เจ้าไปทำงานก่อนเถิด! ข้ากลับจวนก่อนล่ะ” เอ่ยจบ ครั้งนี้ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาพูดอะไรอีก เขาสาวเดินกลับไปที่เรือนตะวันตกทันที
มองดูเขาเดินจากไป จัวเจิ้งหลินกับเหล่าผู้อาวุโส.มองหน้ากัน ก่อนจะเดินไปยังเรือนฝั่งตะวันออก วันนี้เกิดเรื่องขึ้นขนาดนี้ พวกเขาจำเป็นต้องหารือกันจริงๆ
พอทุกคนสลายตัว เฟิ่งจิ่วที่ยืนพิงมุมกำแพงยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในตระกูลจัว และกลับเรือนฝั่งตะวันตก
เพียงชั่วพริบตา เรื่องที่จัวฉู่ฮุยช่วยผู้นำตระกูลโจมตีอาวุโสประจำตระกูลโหวจนพ่ายแพ้กระจายไปทั่วจวน แม้แต่ผู้เฒ่าจัวก็ได้ยินข่าวด้วย
หลังจากรู้เรื่อง ไม่ว่าใครในตระกูลจัวต่างก็ตกตะลึงมาก รู้สึกเหลือเชื่อ เพราะอย่างไรคนในเรือนฝั่งตะวันตกก็ใช้ชีวิตราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกมาตลอด ลูกชายคนโตที่อยู่เรือนฝั่งตะวันตกก็ทำตัวธรรมดาจนไม่รู้จะธรรมดาอย่างไรอีกแล้ว จู่ๆก็กลายเป็นผู้แข็งแกร่งทรงพลังไปได้อย่างไร? แล้วยังช่วยชีวิตผู้นำตระกูลไว้อีก? ไม่อยากเชื่อจริงๆ
ทว่า เพราะเรื่องนี้ทุกคนเห็นกับตาตนเอง แม้จะไม่อยากเชื่อ ก็ไม่มีใครตั้งข้อสงสัย
หลังจากหารือกันเสร็จ ก็สั่งให้คนระวังกิจการสาขาต่างๆให้มากหน่อย จากนั้นสั่งให้คนคอยสังเกตการเคลื่อนไหวของตระกูลโหวอย่างเงียบๆ ครั้นหารือกันเสร็จแล้ว เหล่าผู้อาวุโสมองผู้นำตระกูลที่นั่งอยู่ด้านบน เอ่ยว่า “ผู้นำตระกูล ท่านคิดจะจัดการอย่างไรกับเรือนฝั่งตะวันตก?”
“จัดการอย่างไรอะไร?” ผู้นำตระกูลจัวมองพวกเขา ถามว่า “ต้องจัดการอะไร?”
“เปล่า พวกข้าหมายถึงว่าเราควรเชิญคุณชายใหญ่มาหารือกันหน่อยหรือไม่? เขามีพลังเช่นนี้อยู่ หากใช้มันเพื่อตระกูลจัวได้…” ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบทก่อน
“เขาเป็นพี่ใหญ่ของข้า!” ผู้นำตระกูลจัวขมวดคิ้วมองชายชราที่กำลังพูด “ท่านหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าหากเขาใช้พลังเพื่อตระกูลจัวได้? หรือเพราะเขามีพลังแข็งแกร่ง จึงต้องให้เขาเสียสละเพื่อตระกูลจัว?”
พูดมาถึงตรงนี้ จัวเจิ้งหลินแค่นเสียง “อย่าลืมว่าหลายปีมานี้อาวุโสทุกท่านคอยขัดขวางไม่ให้ข้ามอบหมายงานสำคัญให้ท่านพี่มาตลอด! ที่ผ่านมาไม่เคยยอมให้เขายื่นมือเข้ายุ่ง พอวันนี้เขาช่วยข้า ก็จะให้เขาถวายชีวิตให้ตระกูลจัวงั้นหรือ?”
“พวกข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…” พวกเขาแก้ตัว ลอบทอดถอนใจ
จัวเจิ้งหลินลุกขึ้น มองหน้าทุกคนเอ่ยว่า “ที่ผ่านมาเขาไม่เคยยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในตระกูล วันนี้ เขาก็จะไม่ทำเช่นกัน แต่เขาไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งไม่ได้แปลว่าหากตระกูลจัวมีภัยเขาจะนิ่งดูดาย เหมือนกับเหตุการณ์ในวันนี้ หากข้ามีอันตราย หรือตระกูลจัวเจอวิกฤติ เขาก็จะยื่นมือเข้ามาช่วย เรื่องนี้ไม่ต้องบอกข้าก็เชื่อว่าเขาจะทำ”
เขามองทุกคน เอ่ยว่า “ข้าหวังแต่ว่าหลังจากผ่านเรื่องราวในวันนี้มา ต่อจากนี้อาวุโสทุกท่านจะไม่เห็นเขาเป็นคนนอกอีก”
ทุกคนเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะรับคำ “พวกข้าเข้าใจแล้ว”
“ข้าไปหาท่านแม่ก่อน ทุกท่านกลับไปเถิด!” เขาเอ่ย ก่อนจะเดินออกไป
เห็นผู้นำตระกูลออกไปแล้ว ทุกคนมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะทยอยแยกย้ายกันกลับ
ในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ยามนี้นางกำลังนั่งอยู่บนตั่ง ฟังหญิงวัยกลางคนคนสนิทเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนวันนี้
“ในช่วงเวลาคับขัน เป็นคุณชายใหญ่ที่ช่วยคุณชายรองไว้ สุดท้ายยังกำราบอาวุโสประจำตระกูลโหว ช่วยตระกูลจัวให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วย”
ตอนที่ 2129: ความคิด
เล่ามาถึงตรงนี้หญิงวัยกลางคนก็หยุด มองหน้านาง แล้วเอ่ยต่อว่า “ฉะนั้นตอนนี้ทั่วทั้งจวนไม่ว่าบนหรือล่างต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอยู่ แต่ได้ยินมาว่าหลังจบเรื่องคุณชายใหญ่ตรงกลับเรือนฝั่งตะวันตกเลย ไม่ได้มาที่เรือนฝั่งตะวันออกแต่อย่างใด”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินอย่างนั้น นัยน์ตาไหวระริกเล็กน้อย นางถอนหายใจ “ที่แท้เขาก็มีพลังเช่นนั้นอยู่ เขาปิดบังแม้กระทั่งข้าที่เป็นแม่ เป็นข้าที่ผิดต่อเขาเอง ข้ารู้ว่าสั่งให้เขาอยู่ตระกูลจัวต่อไปเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว โดยเฉพาะยิ่งเขามีพลังเช่นนั้นอยู่ด้วยแล้ว”
“คุณชายใหญ่กตัญญู ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอะไรเขาล้วนฟัง และเขาก็ทำตามที่ฮูหยินผู้เฒ่าสั่ง คอยดูแลอยู่ที่ตระกูลจัว”
หญิงวัยกลางคนยิ้ม เอ่ยว่า “แม้หลายปีมานี้คุณชายใหญ่จะซ่อนพลังไว้ แต่วันนี้ตอนที่คุณชายรองมีอันตราย ตระกูลจัวเจอวิกฤติ เขาก็ยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหา เห็นได้ว่าคุณชายใหญ่ใส่ใจตระกูลจัวและคุณชายรองอยู่ไม่น้อย”
“ท่านแม่!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น หญิงวัยกลางคนถอยไปยืนด้านหนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองผู้มา
“เจ้ามาแล้วหรือ!” ฮูหยินผู้เฒ่าทักทาย ก่อนพยักหน้าให้เขานั่งลง
“ท่านแม่ ข้ามาคุยอะไรกับท่านหน่อย” จัวเจิ้งหลินบอกนาง
“เรื่องอะไร? เจ้าว่ามาเถิด!”
“เรื่องของพี่ใหญ่ท่านน่าจะรู้แล้วกระมัง!”
“อืม” ฮูหยินผู้เฒ่ารับคำ พยักหน้าให้เขาพูดต่อ
“ที่จริงวันนี้ที่ข้ามาเพราะอยากบอกท่าน ข้าอยากให้พี่ใหญ่ออกไปสร้างจวนของตัวเอง” พอเขาเอ่ยประโยคนี้ออกไป ก็เห็นแม่ของเขาลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าตึงเครียด
“เจ้าว่าอะไรน่ะ!” ฮูหยินผู้เฒ่าถามด้วยเสียงเครียดๆ
เห็นอย่างนั้น เขายังคงดึงดันเอ่ยต่อ “ท่านแม่ พลังของพี่ใหญ่ท่านแม่ก็น่าจะรู้เรื่องแล้ว เขามีพลังเช่นนี้ ข้ารู้สึกว่าให้เขาอยู่ในเรือนตะวันตกเล็กๆอย่างนั้นไม่เป็นธรรมกับเขาเกินไป ลูกๆของเขาก็โตแล้ว กอปรกับพอเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น ข้าก็ยิ่งอยากหารือกับพี่ใหญ่ ให้เขาออกไปสร้างจวนของตนเอง”
“ไม่ได้!” นางปฏิเสธโดยไม่คิด น้ำเสียงแข็งกร้าว ราวกับไม่คิดจะหารือด้วย
“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ทำอย่างนั้นไม่ยุติธรรมกับพี่ใหญ่เลยแม้แต่น้อย เขามีพลังที่โดดเด่นขนาดนั้น ท่านจะตัดปีกเขาไม่ให้เขาโบยคิน และขังเขาไว้ในกรงเล็กๆอย่างเรือนตะวันตกไม่ได้นะขอรับ!”
ได้ยินอย่างนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหวั่นไหวเล็กน้อย “พี่ใหญ่ของเจ้าไม่มีทางเห็นด้วยหรอก”
“ใช่ พี่ใหญ่ไม่มีทางเห็นด้วย เพราะเขาเชื่อฟังท่าน ท่านไม่เห็นด้วย ฉะนั้นเขาย่อมไม่มีทางเห็นด้วย เพราะอย่างนี้ ท่านแม่ ข้าถึงได้มาหาท่านอย่างไรเล่า!”
เขามองนาง เอ่ยว่า “หลายสิคปีมานี้พี่ใหญ่ใช้ชีวิตอย่างไรมาในจวนตระกูลจัว? ท่านแม่น่าจะรู้ แต่ก่อนข้าไม่เคยพูดถึง เพราะกลัวว่าพลังของพี่ใหญ่ที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย หากออกไปสร้างจวนของตนเองอาจเจอปัญหาใหญ่ แต่ตอนนี้ เห็นๆอยู่ว่าพี่ใหญ่มีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน เหตุใดท่านแม่ไม่เห็นด้วยเล่า!”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พูดอะไร เพียงหลับตาเงียบๆ
“ท่านแม่!” จัวเจิ้งหลินขานเรียก
“เจ้ากลับไปเถิด!” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงนุ่มนวล
“ท่านแม่ ท่านพิจารณาคำพูดของข้าให้ดีก็แล้วกัน! เรื่องนี้ข้าจะไปหารือกับท่านพ่อด้วย” เขาเอ่ย ก่อนจะหันตัวเดินจากไป
ในอีกด้านหนึ่ง เรือนฝั่งตะวันตก
เพราะคนในเรือนตะวันตกค่อนข้างน้อย ปกติก็ไม่ค่อยมีเรื่องซุบซิบนินทาอยู่แล้ว เรื่องที่ตกเป็นประเด็นในเรือนตะวันออก คนในเรือนตะวันตกกลับไม่มีใครรู้ ที่นี่ยังคงเหมือนเช่นเคย เงียบสงบและร่มรื่น
เฟิ่งจิ่วเดินเข้ามาในเรือนตะวันตก เห็นว่าทางนี้เงียบสงบ ก็อดยิ้มไม่ได้ เรือนตะวันตกและเรือนตะวันออก ช่างเหมือนอยู่กันคนละที่จริงๆ
ตอนที่ 2130: ถนนยามค่ำคืน
ยามหัวค่ำ จัวจวินเยวี่ยเดินเข้าในเรือนหลังเล็กที่เฟิ่งจิ่วอยู่ เห็นเธอนั่งอยู่ในลานบ้าน จึงถามว่า “เจ้าหาข้าหรือ?”
“อืม นั่งเถิด!” เธอพยักหน้าให้เขานั่งลง รินชาถ้วยหนึ่งยื่นให้เขา เอ่ยว่า “ข้าจะบอกเจ้าว่า ข้าจะกลับไปแล้ว สวนเรื่องสมุนไพรสามชนิดนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าให้คนออกตามหาแล้ว”
“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” ได้ยินอย่างนั้น จัวจวินเยวี่ยชะงักเล็กน้อย
“ทางนั้นมีเรื่องต้องกลับไปสะสางสักหน่อย ทางน้องชายของเจ้า ตอนนี้ยาไม่ครบ ข้าอยู่ไปก็ทำอะไรไม่ได้ ข้าอยู่ที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที มีข่าวคราวเมื่อใดจะให้คนมาบอกเจ้า” เธออธิบายเสียงเนิบช้า ยกชาขึ้นจิบคำหนึ่ง
“อืม ข้ารู้แล้ว” เขาพยักหน้า ถือถ้วยชาไว้ แต่กลับไม่ดื่ม
เห็นอย่างนั้น เธอลุกขึ้นเอ่ยว่า “อย่างนั้นข้ากลับห้องพักผ่อนก่อนนะ ถึงเวลาข้าไปเจ้าก็ไม่ต้องมาส่งข้าแล้ว” เอ่ยจบ เธอก็เดินเข้าห้องไป
จัวจวินเยวี่ยเห็นอย่างนี้ ก็นั่งดื่มชาต่ออีกครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกออกไป
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่อยู่ในห้องเข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติ กระทั่งฟ้าเริ่มมืดจึงค่อยออกมาจากห้วงมิติ เธอกระโดดขึ้นไปบนหลังคาเรือน ใช้แกนเคลื่อนย้ายเพื่อไปจากตระกูลจัว…
เฟิ่งจิ่วสามารถควบคุมแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงได้ดีแล้ว ยามจากไปจึงไม่มีใครรู้ ยามแกนเคลื่อนย้ายทำงานไม่มีลำแสงปรากฏอีก ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด เงาร่างสีเขียวหายไปอย่างเงียคงันเช่นนั้นเอง
บนทางเดินเล็กๆนอกเมืองร้อยนที เฟิ่งจิ่วในชุดเขียวปรากฏกายอย่างเงียบงันในทางเดินเล็กๆเส้นนั้น
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้ายามกลางคืน สาวเดินช้าๆ เวลานี้เข้าประตูเมืองไม่ได้อยู่แล้ว แต่เธอจำได้ว่านอกเมืองมีโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง น่าจะอยู่แถวนี้ เธอไปพักที่นั่นก่อนก็ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยเข้าเมือง
ตอนนี้ยังเป็นเวลาดึกสงัด บนถนนเล็กๆไม่มีคน มีเพียงดวงดาวบนฟ้าที่ส่องแสงวิบวับ และดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าโผล่หน้ามาเพียงครึ่งเสี้ยว ราวกับหญิงสาวขี้อาย สายลมกลางคืนโชยผ่าน ป่าไม้ข้างๆเสียดสีกันเสียงดังสวบสาบ จั๊กจั่นส่งเสียงร้อง ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดเช่นนี้ บรรยากาศดูแปลกประหลาด
แต่ทว่า ในสถานที่เช่นนี้ แม้เธอจะเดินเพียงลำพัง กลับเดินทอดน่องอย่างสบายใจ เหมือนกำลังชมเดือนชมดาว หลังจากเดินมาประมาณสามสิบจั้ง แสงไฟก็เริ่มปรากฏข้างทาง
เธอเพ่งมอง เป็นโรงเตี๊ยมแห่งนั้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เธอเร่งฝีเท้าเล็กน้อย ไม่นาน ก็มาถึงด้านนอกโรงเตี๊ยมแห่งนั้น แม้จะดึกแล้ว แต่ชั้นหนึ่งของโรงเตี๊ยมก็ยังมีคนนั่งดื่มและพูดคุยกันอยู่หลายคน บางคนก็นอนฟุคหน้าอยู่บนโต๊ะทั้งอย่างนั้น เทียบกับความมืดข้างนอกนั้น ที่นี่แสงไฟส่องสว่างไสว บรรยากาศคึกคัก
“คุณชายท่านนี้ เชิญด้านใน เชิญด้านใน!” เห็นว่ามีแขกเข้ามาอีก เสี่ยวเอ้อร์เข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางเอ่ยว่า “สองสามคืนนี้มีแขกค่อนข้างเยอะ ห้องพักบนชั้นสองเต็มหมดแล้ว หากคุณชายไม่รังเกียจ ก็ถูๆไถๆ พักที่ชั้นหนึ่งสักคืนก็แล้วกัน!”
“อืม” เธอพยักหน้า มาถึงโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ข้างในภายใต้การนำทางของเสี่ยวเอ้อร์
“คุณชาย กลางคืนอากาศหนาว รับสุราและอาหารสักหน่อย ดีหรือไม่?” เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มถาม
“ได้” เธอพยักหน้า เป็นเชิงบอกให้เขาไปเตรียมมา
“ได้เลย คุณชายนั่งรอสักครู่” เสี่ยวเอ้อร์หันตัวเดินจากไป ไม่นาน สุรากาหนึ่งก็ถูกยกมาให้ จากนั้นก็เป็นถั่วดินจานเล็กจานหนึ่ง รวมถึงเนื้อหมักอีกหนึ่งจาน และผัดผักจานเล็กๆอีกหนึ่งจาน
จบตอน
Comments
Post a Comment