ตอนที่ 2131: โรงเตี๊ยม
“คุณชาย หากไม่พอก็เรียกข้าได้เลยนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยก่อนจะถอยออกไป
เธอรินสุราอุ่นๆถ้วยหนึ่ง ยกขึ้นจิบ ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบถั่วดินกิน พลางสังเกตคนในชั้นหนึ่ง พอมองพิจารณาดีๆ เธอกลับพบปัญหาบางอย่าง
คนพวกนี้นอกจากผู้ฝึกตนบางส่วน ที่เหลือส่วนมากล้วนมีโรคติดตัว โดยเฉพาะหญิงอายุน้อยนางหนึ่งที่อยู่ตรงมุมห้อง นางแต่งกายเรียบง่าย นั่งอุ้มเด็กน้อยอายุสามปีที่กำลังหลับสนิทอยู่ตรงมุมร้าน ดูท่าทางแล้วเจ้าของโรงเตี๊ยมคงใจดีให้พวกนางสองแม่ลูกเข้ามาค้างคืนข้างในนี้หนึ่งคืน
เด็กน้อยในอ้อมแขนหญิงนางนั้นหน้าซีดขาว ใบหน้าเล็กๆบวมเป่ง ใช้เสื้อผ้าพันรอบตัวหลายชั้น แต่ก็ยังมีอาการกระตุกสั่นให้เห็นเป็นบางครั้ง เห็นอย่างนั้น เธอจึงเรียกเสี่ยวเอ้อร์มา
“คุณชาย มีอะไรให้รับใช้หรือขอรับ?” เสี่ยวเอ้อร์เดินมาหาเธอ ก่อนถาม
“สองแม่ลูกนั่นเป็นใคร?” เธอหันไปมองหญิงสาวและเด็กน้อยในอ้อมแขนของนางตรงมุมร้าน
เสี่ยวเอ้อร์มองตามสายตาของเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะถึงบางอ้อ รีบตอบว่า “นางผ่านทางมาขอรับ หญิงนางนี้น่าสงสารมาก นางบอกว่าลูกนางป่วยหนัก จึงหมดเงินไปกับการรักษาไม่น้อย แต่ก็ยังรักษาไม่หาย หนำซ้ำหมอยังบอกว่าลูกนางอยู่ได้ไม่เกินสองสามวันแล้ว
ฟังจากที่หญิงนางนั้นเล่า พ่อของเด็กหย่ากับนาง กลับบ้านมารดาก็กลับไม่ได้ เข้าบ้านแม่สามีก็เข้าไม่ได้ นางได้ยินมาว่าหอยาสวรรค์มีท่านหนึ่งชื่อภูตหมอ วิชาแพทย์ยอดเยี่ยมนัก จึงอยากไปขอรับการรักษา”
พูดมาถึงตรงนี้ เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มๆ “เถ้าแก่ของเราเป็นคนดี เห็นข้างนอกอากาศหนาว ซ้ำหญิงนางนั้นยังอุ้มเด็กอายุสามขวบไว้อีก จึงให้นางเข้ามาพักคืนหนึ่ง อย่างไรอยู่ข้างในนี้แม้นั่งอยู่ที่มุมร้านก็ยังดีกว่าอยู่ข้างนอก”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วพยักหน้า เอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เจ้าไปเชิญนางมานี่เถิด!”
“หา?” เสี่ยวเอ้อร์ตะลึง ถึงขั้นตั้งตัวไม่ทัน
เฟิ่งจิ่วเอ่ยออกไปก็ตระหนักได้ว่าไม่ค่อยเหมาะ จึงยิ้มเอ่ยว่า “ข้าเห็นว่าพวกนางน่าสงสาร นี่ก็เป็นเวลากลางดึก อุณหภูมิลดลง นั่งอยู่ตรงนั้นก็คงหนาว จึงอยากเชิญนางมาดื่มสุราอุ่นสักหน่อย อีกอย่าง ข้าพอรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ช่วยดูอาการลูกนางได้”
ได้ยินอย่างนั้น เสี่ยวเอ้อร์เผยยิ้ม “คุณชาย ท่านช่างเป็นคนดี ข้าจะไปเชิญนางมาเดี๋ยวนี้” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ย ก่อนจะเดินไปที่มุมร้าน
หญิงอายุน้อยที่อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนพอได้ยินเสี่ยวเอ้อร์เอ่ย ก็หันมามองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่นั่งอยู่ข้างในด้วยความตกใจระคนสงสัย เห็นอีกฝ่ายแม้ว่าเป็นชาย แต่อย่างไรก็ยังเด็ก จึงลุกขึ้นเดินตามเสี่ยวเอ้อร์มาทางนี้
“คุณชาย” หญิงอายุน้อยอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน กลีบปากซีดเซียวแห้งแตก
“นั่งเถิด!” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า รินสุราอุ่นถ้วยหนึ่งแล้วเลื่อนไปตรงหน้านาง “ดื่มสุราอบอุ่นร่างกายสักหน่อย”
“ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ” หญิงอายุน้อยเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะนั่งลงอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งอุ้มลูก มือหนึ่งยกสุราขึ้นดื่ม เพราะรีบดื่มเกินไป จึงสำลัก
“แค่ก แค่ก!”
หญิงสาวรีบวางถ้วยสุราในมือ ยกมือปิดปากไอ สุราไหลลงท้อง สัมผัสอุ่นร้อนกระจายไปทั่ว ร่างกายที่เดิมทีเย็นเฉียบ เวลานี้อุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว ทำให้นางอดรู้สึกซาบซึ้งต่อคุณชายอายุน้อยตรงหน้าไม่ได้
“ข้าน้อยขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ” นางคารวะขอบคุณอีกครั้ง
“เอามือของลูกเจ้าออกมา ข้าจะตรวจชีพจรให้เขา” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า มองเด็กน้อยในอ้อมแขนหญิงสาว
หญิงสาวได้ยินก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะดึงเสื้อผ้าชั้นนอกของลูกนางลง…
ตอนที่ 2132: เกิดเรื่อง
เฟิ่งจิ่ววางนิ้วมือลงบนชีพจรของเด็กน้อย หลังจากตรวจคร่าวๆก็เอ่ยว่า “เป็นโรคลมชัก ไม่ใช่เรื่องใหญ่” จากนั้นดึงมือกลับมาแล้วหยิบเข็มเงินออกมา “วิชาแพทย์ของข้าไม่เลว เจ้าจะให้ข้าลองหน่อยหรือไม่?”
หญิงสาวได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ มือที่อุ้มลูกกระชับแน่นทันที ให้เขาลอง? ให้เด็กหนุ่มตรงหน้าลองงั้นหรือ? เขารู้วิชาแพทย์จริงหรือ? หากลองแล้วเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไรเล่า?
แม้จะคิดเช่นนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเด็กหนุ่มเป็นคนจิตใจดีขนาดนี้ บางทีนางน่าจะเชื่อเขาสักครั้ง ด้วยเหตุนี้ นางจึงถามว่า “คุณชายจะลองอย่างไรหรือ? มีอันตรายหรือไม่? เข็มพวกนั้น…จะฝังที่ใด? ต้องใช้เข็มเงินพวกนี้ด้วยหรือ? เด็กยังอายุน้อยขนาดนี้ ข้ากลัวว่า…”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหยักยิ้มมุมปาก “ข้าไม่ได้ช่วยรักษาให้ใครง่ายๆหรอกนะ เพียงแต่เห็นเจ้านั่งอุ้มลูกอยู่ตรงนั้นพอดี ลูกของเจ้าก็ยังเด็กขนาดนี้ จึงอยากจะช่วยเจ้าสักครั้ง ตามใจเจ้า หากเจ้าไม่ยินยอมข้าก็จะไม่บังคับ”
“ไม่เจ้าค่ะ ไม่เจ้าค่ะ คุณชายเป็นคนจิตใจดี ข้าน้อยซาบซึ้งน้ำใจ เพียงแต่ ไม่ทราบว่าคุณชายช่วยอธิบายโรคของลูกชายข้าอย่างละเอียดได้หรือไม่เจ้าคะ?” นางถาม คิดในใจว่าหากเด็กหนุ่มอธิบายได้ นั่นก็แสดงว่าเขารู้วิชาแพทย์จริงๆ เพราะโรคลมชักที่เขาว่ามาไม่เหมือนกับหมอพวกนั้นที่นางเคยไปหามา ไม่แปลกที่นางจะกังวล
วาจารอบคอบของหญิงสาวทำให้เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ มองนางแวบหนึ่ง ก่อนอธิบายว่า “โรคลมชักหรือที่เรียกว่าโรคชักกระตุก คนที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีร่างกายเย็นเฉียบ บางครั้งก็มีอาการกระตุกเบาๆ กลางคืนยามนอนหลับ ผู้ป่วยมักสะดุ้งตื่น หัวใจเต้นเร็วนอนไม่หลับ หากรักษาไม่ทันเวลา อย่างเบา…” เธอยังพูดไม่จบ ก็ถูกตัดบท
“เป็นเด็กเป็นเล็กก็ทำทีเป็นหมอกับเขาแล้วหรือ? เจ้าสำเร็จการศึกษาแล้วหรือ? มีตราหมอแล้วหรือไม่?” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเหล่มองเฟิ่งจิ่ว แค่นเสียงเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าทุกคนเป็นหมอกันได้หมดงั้นหรือ? หรือคิดจะใช้เด็กเป็นตัวทดลอง? ช่างจิตใจโหดเหี้ยมนัก!”
เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว หันไปมองคนผู้นั้น หยักยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ส่วนหญิงสาวครั้นได้ยินอย่างนั้น กอปรกับเห็นชายวัยกลางคนผู้นั้นติดตราหมอไว้ตรงหน้า ก็อุ้มลูกถอยหลังไปสองสามก้าวพลางมองเฟิ่งจิ่วอย่างหวาดระแวง
เห็นได้ชัดว่านางเชื่อคำพูดของชายวัยกลางคน เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็มีตราหมอ แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าดูอายุน้อยขนาดนี้ แม้แต่หมอหลายคนยังบอกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เด็กหนุ่มคนนี้จะมีความสามารถรักษาหายได้จริงๆหรือ? หรือคิดจะใช้ลูกนางเป็นตัวทดลองเพื่อฝึกฝนจริงๆ?
นึกมาถึงตรงนี้ นางอุ้มเด็กถอยหลังไปด้วยความหวาดระแวง พลางเอ่ยว่า “ข้าน้อยขอบคุณคุณชาย ลูกคือชีวิตของข้า อภัยที่ข้าน้อยไม่กล้าลองส่งเดช” พูดจบ นางก็อุ้มเด็กถอยกลับไปที่มุมเดิมอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วส่ายหน้ายิ้มๆ เธอช่างยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ ช่างเถิด ตอนแรกเห็นว่าเด็กคนนั้นอายุยังน้อยจึงเกิดความสงสาร อยากช่วยนางรักษาลูกนางสักหน่อย นึกไม่ถึงคนอื่นเขากลับไม่ยอมรับน้ำใจ!
“แม่นางน้อย ข้าเห็นว่าเจ้าก็เป็นสาวงามนางหนี่ง ตอนนี้เป็นเวลากลางดึกพอดี ข้างนอกลมหนาวพัดโชยน่าเบื่อ หากเจ้าทำให้พวกเราพี่น้องมีค่ำคืนอันรื่นรมย์ได้ บางทีข้าอาจช่วยรักษาลูกในอ้อมแขนของเจ้าให้ เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ชายสูงผอมที่นั่งอยู่ข้างหมอคนนั้นกล่าว ดวงตาจับจ้องไปที่ดวงหน้าที่นับว่าสะสวยของหญิงอายุน้อยนางนั้น
หญิงอายุน้อยตกใจเมื่อได้ยินอย่างนั้น หน้าซีดเผือดไปทั้งดวง…
ตอนที่ 2133: ตกตะลึง
เธอมองชายวัยกลางคนกลุ่มนั้นด้วยสายตาหวาดกลัว กลืนน้ำลายพลางถอยหลัง “พวกท่านอย่าล้อข้าเล่น ข้าน้อยต้อยต่ำจะเข้าตาพวกท่านได้อย่างไรกัน”
“ฮ่าๆๆน้องชาย เจ้าอย่าหยอกแม่นางน้อยเล่นเลย สภาพอย่างนาง จะเข้าตาพวกเราได้อย่างไรกัน!” ชายอีกคนหัวเราะลั่น ทว่า สายตาของเขากลับวนเวียนอยู่ที่เรือนร่างของหญิงสาว สายตาที่โจ่งแจ้งนั่นจะโกหกทุกคนที่อยู่ในนี้ได้หรือ?
แขกในชั้นหนึ่งเดิมทีต่างกำลังดื่มกินและพูดคุยกัน บางคนก็ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ เพราะได้ยินคำพูดของพวกเขา ยามนี้จึงหันไปมองตาม ย่อมเห็นสีหน้าของคนพวกนั้นอย่างชัดเจน
พวกเขาหันไปมองหญิงอายุน้อยนางนั้น รูปร่างหน้าตานับว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่ง แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ แต่เรือนร่างอวบอิ่มสมบูรณ์ของนางก็ยังหนีไม่พ้นสายตาของผู้ชายอย่างพวกเขาอยู่ดี
สภาพ อย่างนางไม่เข้าตาพวกเขาอย่างนั้นรึ? พวกเขาไม่คิดว่าจะเข้าตาหรือไม่นั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาก็คือต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ จะทำเกินไปก็ไม่ดี ไม่แน่อีกเดี๋ยวพวกเขาอาจฉุดหญิงสาวนางนั้นกลับไปด้วยก็ได้
เรื่องที่เดิมทีก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาอยู่แล้ว พวกเขาเห็นแล้วก็ปล่อยผ่านไป ไม่อยากมีปัญหาเพราะยุ่งไม่เข้าเรื่อง ด้วยเหตุนี้ หลังจากมองครู่หนึ่ง ทุกคนก็ละสายตาออกไป ที่ดื่มสุราก็ดื่มต่อ ที่พูดคุยกันก็พูดคุยกันต่อ
ตรงมุมร้าน เฟิ่งจิ่วยกมือข้างหนึ่งยันแก้ม มือหนึ่งควงถ้วยสุราในมือเล่น ยิ้มมุมปากดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ เธอจิบสุราคำหนึ่ง วางถ้วยสุราลงคีบเนื้อขึ้นมากิน เธอไม่คิดจะมีเรื่องอยู่แล้ว แต่พวกผู้ชายโต๊ะนั้นพอเหล้าเข้าปาก ก็พูดจาเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นยังถือถ้วยสุราเดินมาทางเธอด้วย
พอชายคนนั้นเดินเข้ามา กลิ่นสุราก็ลอยโชยตามมา เธอ อดขมวดคิ้วไม่ได้ ยังไม่ทันพูดอะไร ชายคนนั้นก็โอบไหล่เธอ เห็นอย่างนั้น เธอเงื้อตะเกียบขึ้น
“เพียะ!”
“ซี้ด!”
ตะเกียบตวัดตีไปที่ข้อมือของชายคนนั้น เจ็บจนเขาต้องซี๊ดปาก รีบหดมือกลับไป ถลึงตาจ้องเด็กหนุ่มที่กำลังดื่มสุรา
“เจ้าหนูนี่กล้าตีข้างั้นรึ!”
เสียงสบถด่าดังก้อง กำปั้นถูกเหวี่ยงมาที่เฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่วยกตะเกียบในมือตวัดออกไปโดยไม่หันมอง สกัดจุดลมปราณของชายคนนั้น เห็นเขาหน้าเปลี่ยนสี ร่างกายเซถอยไปข้างหลังทันที เพียงชั่วพริบตา เขาก็พูดไม่ได้ แม้แต่จะหายใจก็ยังหายใจไม่ออก
“น้องรอง? เป็นอะไรไป?”
อีกสามคนเห็นเขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ ซ้ำร่างกายแข็งทื่อ ก็รีบเข้าไปดู
ชายคนนั้นสูดหายใจอย่างยากลำบาก ชี้ไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังดื่มสุรา ตวาดสั่งเสียงกร้าว “จัดการเจ้าหนูนั่นเสีย!” สิ้นเสียง ก็พุ่งตัวเข้าไปอีกครั้ง
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองคนที่พุ่งเข้ามา กลีบปากหยักยกตะเกียบในมือพุ่งออกไป ได้ยินเสียงฟิ้ว กระแสพลังแหวกอากาศออกไป เพียงพริบตาเดียว เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังตามมา
“อ๊าก!”
เห็นเพียงชายคนที่พุ่งเข้ามาถูกตะเกียบปักเข้าที่น่อง ตะเกียบเล่มนั้นพุ่งทะลุไปข้างหลัง เลือดไหลนอง ชายคนนั้นทรุดนั่งลง ก่อนจะคลานถอยหลัง
“น้องรอง!”
หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ มองตะเกียบที่พุ่งทะลุน่องเล่มนั้น อดหันไปมองเด็กหนุ่มที่ท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจคนนั้นอีกครั้งไม่ได้
นาทีนี้ ทุกคนในโรงเตี๊ยมเงียบกริบ ต่างหันมามองเหตุการณ์ทางนี้เป็นตาเดียว แม้แต่คนที่นอนอยู่บนชั้นสองก็ยังเดินออกมาดูเหตุการณ์ข้างล่างด้วย ชั่วขณะหนึ่ง สายตาตกตะลึงทุกคู่จับจ้องมาที่เด็กหนุ่มชุดเขียวที่กำลังดื่มสุราอย่างอารมณ์ดี
ตอนที่ 2134: ลอบโจมตี
พลังของชายกลุ่มนั้นไม่ธรรมดา หนึ่งในนั้นยังเป็นถึงหมอ เพราะอย่างนี้พวกเขาจึงไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับใจกล้าไม่เบา กล้าสู้กับพวกเขาหนึ่งต่อสี่ หนำซ้ำยังดูท่าทางไม่สะทกสะท้าน เห็นได้ว่าพลังของเขาเหนือกว่าชายกลุ่มนั้น
“ฆ่าเขา!” อีกสามคนที่เหลือตะโกนด้วยความเคียดแค้น หยิบอาวุธออกมาพุ่งจู่โจม ทว่า คนที่พุ่งออกไปคนแรกยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ถูกเฟิ่งจิ่วเตะกระเด็นออกไปไกล นอนร้องโหยหวนอยู่บนพื้น
ครั้นเห็นว่าเกิดการสู้กัน ของในโรงเตี๊ยมก็เสียหายไปด้วย เถ้าแก่รีบออกมาห้าม “โถ่ อย่าสู้กันอีกเลย อย่าสู้กันอีก!”
ทว่า กลับไม่มีใครฟังเขาสักคน ตรงกันข้ามยิ่งคว้าเอาข้าวของขว้างใส่เฟิ่งจิ่ว เห็นของพวกนั้นถูกขว้างมาทางเธอ เธอขมวดคิ้ว เหลือบมองชายคนนั้นแวบหนึ่ง ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะ ตะเกียบหลายเล่มลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปทางสี่คนนั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
“อ๊าก…”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากชายสี่คนนั้น ขาทั้งสองข้างของชายสี่คนนั้นถูกตะเกียบปักทะลุ แต่ละคนทรุดนั่งลงไป ยืนไม่ได้ด้วยซ้ำ
“จะสู้อีกไหม?” เฟิ่งจิ่วควงถ้วยสุราในมือเล่น ชำเลืองมองสี่คนนั้น
“มะ ไม่สู้แล้ว ไม่สู้ คุณชายโปรดไว้ชีวิต พวกข้ามีตาหามีแววไม่” พวกเขารีบอ้อนวอน ก้มหน้าลอบส่งสายตาให้กัน สายตาไหวระริก
ขณะที่พวกเขาสี่คนร้องขอชีวิต จู่ๆก็กระโดดขึ้นกลางอากาศ มีบางสิ่งพุ่งออกจากแขนเสื้อไปทางเด็กหนุ่มชุดเขียว ในนาทีนั้น เฟิ่งจิ่วสายตาเย็นชา สะบัดแขนเสื้อเพื่อไล่ผงยาที่สาดใส่เธอ ขณะเดียวกันตะเกียบสี่เล่มพุ่งออกไปพร้อมกัน พุ่งทะลุกลางหัวคิ้วของสี่คนนั้น เหลือไว้เพียงรูแผลเล็กๆ ที่มีเลือดไหลเป็นทาง…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ผู้คนที่มุงดูอยู่กลั้นหายใจ พวกเขาเห็นเด็กหนุ่มออมมือ เห็นสี่คนนั้นร้องขอชีวิต จึงคิดว่าน่าจะหยุดสู้กันแล้ว นึกไม่ถึงสี่คนนั้นกลับยังคิดจะสาดผงยาใส่เด็กหนุ่มชุดเขียวอีกครั้ง ยิ่งนึกไม่ถึงว่าในนาทีนั้น เด็กหนุ่มชุดเขียวสะบัดแขนเสื้อไล่ผงยา พร้อมกับฆ่าสี่คนนั้นได้ในเวลาเดียวกัน…
ใต้หล้านี้ผู้ใดแข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ ล่วงเกินผู้แข็งแกร่งย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพออีกฝ่ายปรานีแล้วยังคิดจะลอบโจมตีอีก การที่เด็กหนุ่มชุดเขียวฆ่าสี่คนนั้น พวกเขาเพียงตะลึงในฝีมือของเขา และรู้สึกว่าสี่คนนั้นสมควรโดนแล้ว
เถ้าแก่เองก็เป็นผู้ฝึกเซียนเช่นกัน แม้พลังไม่สูง แต่พอเห็นเหตุการณ์อย่างนั้นก็อดหน้าซีดไม่ได้ เนิ่นนานก็ยังกูดอะไรไม่ออก…
“เถ้าแก่”
“ขะ ขอรับ” เถ้าแก่ดึงสติกลับมา เดินมาหาเฟิ่งจิ่ว มองเด็กหนุ่มชุดเขียวด้วยความระมัดระวัง
“เอาของบนตัวพวกเขาทั้งหมดมาให้ข้า” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ยังคงดื่มสุรากินเนื้อต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
“ได้ๆ” เถ้าแก่รีบเข้าไปค้นตัวสี่คนนั้น เอาของจำพวกอาวุธและถุงฟ้าดิน รวมถึงแหวนห้วงมิติมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเฟิ่งจิ่ว
“คุณชาย ยะ อยู่นี่หมดแล้ว” เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก เปิดโรงเตี๊ยมที่นี่มาก็หลายปี เขาเปลี่ยนข้าวของในร้านไปไม่รู้กี่หน ดูท่าวันนี้เขาคงต้องทำงานเสียเปล่าเสียแล้ว
“อาวุธพวกนี้ท่านนำไปแลกเป็นเงิน เหรียญทองนี่ข้าให้ท่านเป็นค่าชดเชย นอกจากนี้ ลากศพสี่คนนั้นออกไปจัดการให้เรียบร้อยเสีย”
ตอนที่ 2135: ตัดพ้อ
เฟิ่งจิ่วดันอาวุธของชายสี่คนนั้นไปตรงหน้าเขา จากนั้นก็ให้เหรียญทองเขา เพื่อสั่งให้เขาเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย
ได้ยินอย่างนั้นเถ้าแก่ตะลึงเล็กน้อย มองอาวุธของสี่คนนั้น ก่อนถามอย่างไม่มั่นใจว่า “คุณชายจะบอกว่าให้ข้าหรือ?” อาวุธสี่ชิ้นนี้หากนำไปขาย จะขายได้เงินขนาดไหนกันนะ!
“อืม ให้เจ้า” เฟิ่งจิ่วยกถ้วยสุราขึ้นจิบ
“ขอบคุณคุณชายมากๆ” เถ้าแก่ยิ้มจนเรียวคิ้วยกโค้ง เก็บของ จากนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาลากศพออกไปฝังข้างนอก จากนั้นก็จัดการเก็บกวาดชั้นหนึ่งให้เรียบร้อย สุดท้ายก็ยกสุราอุ่นไปให้เฟิ่งจิ่วอีกหนึ่งกา
“คุณชาย ท่านดื่มกินไปก่อน หากไม่พอยังมีอีก” เถ้าแก่เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยกของมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็ถอยออกไป
หญิงอายุน้อยที่นั่งอุ้มลูกอยู่ตรงมุมร้านเห็นทุกอย่าง ลึกๆข้างในอดลังเลไม่ได้ คุณชายคนนี้ร้ายกาจขนาดนี้ หรือว่าเขาจะมีความสามารถจริงๆ? วิชาแพทย์ของเขายอดเยี่ยมจริงๆงั้นหรือ?
นึกมาถึงตรงนี้ เธอ อดหวั่นไหวไม่ได้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอุ้มเด็กเดินไปหา “คุณชาย”
“หืม?” เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว หันไปมองหญิงสาว
“คุณชาย ท่านได้โปรดช่วยดูลูกชายข้าหน่อยได้หรือไม่?” นางรวบรวมความกล้า คิดในใจว่าเมื่อครู่คุณชายคนนี้อาสารักษาให้ลูกชายนาง แต่นางกลับไม่ยอม ตอนนี้นางอุ้มเด็กมาขอให้เขาช่วยรักษา เขาคงไม่ปฏิเสธกระมัง?
แต่ทว่า นางสำคัญตัวเองมากไป และดูเบาคนอื่นมากไปเช่นกัน นั่นจึงทำให้พลาดโอกาสไป
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วอมยิ้ม ยกถ้วยสุราขึ้นจิบ เอ่ยว่า “เมื่อครู่ตอนข้าจะช่วยลูกของเจ้า เจ้าปฏิเสธเอง ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ไปหาคนอื่นเถิด! ตอนนี้ข้าไม่มีอารมณ์แล้ว”
หญิงสาวได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก เอ่ยว่า “คุณชาย เมื่อครู่ข้าน้อยไม่รู้ว่าคุณชายมีความสามารถ แล้วข้าก็กลัวว่าลูกของข้า…”
“โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ในเมื่อพลาดไปแล้ว ก็คือพลาดไปแล้ว ต่อไปจะเป็นเช่นไรก็เป็นเรื่องของพวกเจ้า ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าแล้ว”
“คุณชายรักษาลูกข้าได้จริงหรือ?” หญิงสาวได้ยินคำพูดของเขา ก็อดถามไม่ได้ เพราะเด็กหนุ่มหน้าตามั่นใจ น้ำเสียงราวกับโรคนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาแม้แต่น้อย
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ คีบถั่วดินขึ้นมากิน ทำราวกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะเป็นอากาศธาตุ
“คุณชาย ช่วยคนหนึ่งชีวิตยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดยอด คุณชายได้โปรดช่วยลูกข้าด้วยเถิด!” นางอุ้มลูกคุกเข่าขอร้อง
มองดูหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เฟิ่งจิ่วควงถ้วยสุราในมือเล่น ถามว่า “เจ้ามีเงินไหม?”
หญิงสาวควักเศษเงินออกมา “มีเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นเจ้ามียาทิพย์อายุห้าร้อยปีหรือไม่?” เฟิ่งจิ่วถามอีก น้ำเสียงไม่ยี่หระ เหมือนกำลังพูดคุยกับนาง “ไม่มีเจ้าค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้า
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วกระตุกยิ้มมุมปาก “ในเมื่อไม่มีเงิน ไม่มียา เจ้าจะขอรับการรักษาได้อย่างไร? เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! เจ้าคำนับข้าสักพันครั้ง บางทีข้าอาจอารมณ์ดี ช่วยเจ้ารักษาลูกเจ้าก็ได้”
ได้ยินอย่างนั้น สายตาของหญิงสาวฉายแววตัดพ้อ “คุณชาย ในเมื่อท่านรู้วิชาแพทย์ เหตุใดจึงไม่ยอมช่วยเหลือ? เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะรักษาลูกให้ข้าไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ข้ายอมให้ท่านรักษาแล้ว เหตุใดท่านต้องเล่นแง่เช่นนี้ด้วย? คนเป็นหมอห่วงคนไข้เหมือนพ่อแม่ห่วงลูก ท่านเห็นคนกำลังจะตายเหตุใดจึงไม่ยอมช่วยเหลือเล่า!”
เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นแขกชั้นหนึ่งหรือแขกบนชั้นสองที่ยังไม่เข้าห้อง ครั้นได้ยินวาจาของหญิงสาวก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
ตอนที่ 2136: ไล่ออกไป
นี่มันตรรกะใดกัน? รู้วิชาแพทย์ก็ต้องรักษางั้นหรือ? หรือว่าคนมีเงินก็ต้องแบ่งเงินให้คนยากไร้ด้วย? ผู้หญิงคนนี้ลืมไปแล้วหรือ ก่อนหน้านี้ตนเองเป็นคนปฏิเสธความหวังดีของเด็กหนุ่มเอง ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่อยากช่วยแล้ว นางกลับตำหนีเขาอีก?
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มให้นางคำนับหนึ่งพันครั้งก็เพราะอยากให้นางแสดงความจริงใจ นางไม่มีทั้งเงินทั้งสิ่งของ ก็คิดจะขอให้คนอื่นช่วยเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคงั้นหรือ? ใต้หล้านี้มีเรื่องง่ายๆอย่างนี้เสียที่ไหน?
ไม่เพียงแขกชั้นหนึ่งและชั้นสองเท่านั้นที่ขมวดคิ้ว แม้แต่เถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อร์ที่ดูอยู่ก็รู้สึกว่าหญิงสาวทำไม่ถูก ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นว่านางน่าสงสารจึงให้เข้ามาพักหนึ่งคืน ใครจะรู้หญิงสาวกลับเป็นคนไม่รู้บุญคุณ
พวกเขาดูออก หากไม่ใช่คุณชายชุดเขียวฆ่าคนพวกนั้น เดาว่าหญิงสาวนางนี้อาจตกอยู่ในกำมือของสี่คนนั้นก็ได้ และเพราะพวกเขาดูออก ยามนี้จึงไม่พอใจต่อคำตัดพ้อของหญิงสาว
เหตุใดจึงได้คืบจะเอาศอก และไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเช่นนี้?
เฟิ่งจิ่วได้ยินวาจาของหญิงสาว กลับไม่โกรธ เพียงยิ้มๆ หันไปดื่มสุราต่ออย่างไม่สนใจ ปล่อยให้หญิงสาวคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ไม่บอกให้นางลุกขึ้นด้วย
หญิงสาวนางนั้นราวกับคำนวณไว้แล้ว นางคิดว่าหากตนเองคุกเข่าอยู่ตรงนี้ เด็กหนุ่มอายุยังน้อย สุดท้ายน่าจะทนสายตาของทุกคนไม่ไหว และยอมรักษาลูกให้นาง
แต่น่าเสียดาย นางคิดผิดเสียแล้ว เฟิ่งจิ่วดื่มสุรา คีบเนื้อกินอย่างสบายอารมณ์ ส่วนหญิงสาวนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะ ดมกลิ่นหอมของสุราและเนื้อ แต่กลับทำได้เพียงมองเฉยๆ นาง.อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เห็นเด็กหนุ่มไม่สนใจนาง กอปรกับคุกเข่าจนปวดไปหมด สุดท้ายมือหนึ่งอุ้มลูก มือหนึ่งประคองเก้าอี้ลุกขึ้นยืน
นางไม่ได้จะไปไหน กลับดึงเก้าอี้ทำท่าจะนั่ง ทว่า เฟิ่งจิ่วที่เห็นอย่างนั้นกลับดีดนิ้วมือ กระแสพลังขุมหนึ่งพุ่งกระแทกเก้าอี้ตัวนั้นให้ปลิวออกไป หญิงสาวที่กำลังจะนั่ง ล้มลงไปบนพื้นอย่างหมดสภาพ
“โอ๊ย!”
นางกรีดร้อง อุ้มลูกไว้แน่น ความรู้สึกอัดอั้นตันใจ โกรธขึ้ง เคียดแค้น พรั่งพรูออกมาในคราวเดียว ชั่วขณะหนึ่ง ถึงกับไม่สนใจแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร
“เหตุใดเจ้าต้องผลักเก้าอี้ออกทำให้ข้าล้ม! เจ้ามันชั่วร้าย คิดจะฆ่าข้าหรือ?”
ก่อนหน้านี้คุกเข่าอ้อนวอนกลับไม่ได้ผล ยามนี้ยังล้มก้นจ้ำเบ้าอีก นึกถึงเรื่องที่ถูกสามีปลดไร้บ้านให้กลับ นึกถึงเด็กในอ้อมแขนที่ป่วยไร้หนทางรักษา ความอัดอั้นตันใจและโมโหในใจนางพลันระบายออกมาจนหมดในคราวเดียว
เฟิ่งจิ่วลุกขึ้น สาวเดินมาหยุดตรงหน้านาง เธอในตอนนี้เริ่มไม่พอใจขึ้นมาแล้ว ใบหน้าสะอาดสะอ้านไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตากระจ่างใสดูเยือกเย็น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดสีอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าเชิญเจ้านั่งหรือ? เจ้าเป็นใคร? คู่ควรนั่งร่วมโต๊ะกับข้ารึ?”
หญิงสาวขวัญเสียเมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของเฟิ่งจิ่ว แต่ครั้นเห็นสายตาและสีหน้าดูแคลนของเด็กหนุ่ม ก็อดรู้สึกอับอายและเคืองแค้นไม่ได้ “เมื่อกี้เจ้ายังเชิญข้าดื่มสุราอยู่!”
“นั่นเป็นเพราะข้าอารมณ์ดี ข้าจึงให้เจ้านั่ง แต่ตอนนี้ ข้าไม่ได้ให้เจ้านั่ง” เธอยิ้มเย็น ยืนมองหญิงสาวที่เสียหลักนั่งอยู่บนพื้นด้วยหางตา “ไม่ดูฐานะตนเอง ยังกล้ามาอวดดีต่อหน้าข้าอีก?”
เวลานี้ เถ้าแก่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้าแล้วเข้าไปลากหญิงสาว “ลุกขึ้น ลุกขึ้น ออกไป ออกไป! พวกเราที่นี่ไม่ต้อนรับคนอย่างเจ้า!” เสี่ยวเอ้อร์กึ่งดึงกึ่งลากนางออกไปจากโรงเตี๊ยม
ตอนที่ 2137: ไม่ช่วย
“พวกท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน! ทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน! ดึกดื่นอย่างนี้ไล่ข้าออกไป หากพวกข้าสองแม่ลูกมีอันตรายจะทำอย่างไร? พวกท่านไล่พวกข้าออกไปไม่ได้นะ!”
หญิงสาวตะโกนโวยวาย ไม่ยอมออกไป แต่สู้แรงเสี่ยวเอ้อร์ไม่ไหว สุดท้ายก็ถูกลากออกไปนอกโรงเตี๊ยม ทว่าพอเสี่ยวเอ้อร์จะกลับเข้ามา หญิงสาวก็ตามมาด้วย
“พวกท่านไล่พวกข้าได้อย่างไร? ลูกข้ายังป่วยอยู่ หากโดนลมหนาวแล้วป่วยหนักกว่าเดิมจะทำอย่างไร? ให้ข้าเข้าไป ให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าจะนั่งอยู่แค่ที่มุมร้าน ไม่ไปรบกวนแขกคนอื่น”
เสี่ยวเอ้อร์ผลักนาง “ไม่รบกวนแขกงั้นหรือ! คุณชายเขานั่งดื่มเหล้าอยู่ดีๆ เจ้าก็ไปหาเรื่องเขา จู่ๆก็ไปนั่งโต๊ะคนอื่นเขา แล้วยังชี้หน้าด่าเขาอีก! ก่อนหน้านี้เห็นว่าน่าสงสารจึงยอมให้เจ้าเข้ามา นึกไม่ถึงว่าเจ้ากลับเป็นคนไม่รู้ผิดชอบชั่วดีอย่างนี้ ไปๆไป ไปไกลๆ!”
หญิงสาวเซถอยไปข้างหลังสองสามก้าว ครั้นเห็นประตูโรงเตี๊ยมปิด นางเข้าไปไม่ได้อีก จึงยืนตะโกนด่าอยู่ข้างนอก “พวกเจ้าเห็นว่าคุณชายชุดเขียวเป็นคุณชายตระกูลผู้ดีจึงผูกสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร ข้าตัวคนเดียวซ้ำยังอุ้มลูกที่ป่วยไว้อีก สามีก็ไม่เอาข้าแล้ว ข้าไม่มีบ้านให้กลับ ตอนนี้พวกเจ้ายังไล่ข้าไปอีก พวกเจ้าเลือดเย็นเกินไปแล้ว!”
เสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างในได้ยินวาจาเหล่านั้น ก็สบถด้วยความโกรธ “ไม่รู้จักบุญคุณ ไม่มีคุณธรรม ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี สมควรแล้ว!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเสียงที่ดังมาจากข้างนอก ไม่ได้พูดอะไร เพียงควงถ้วยสุราในมือเล่น ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ แขกทั้งชั้นหนึ่งชั้นสองไม่มีใครอยู่ข้างหญิงสาวสักคน เพียงหันกลับไปดื่มสุราและพูดคุยกันต่อ กระทั่งฟ้าสาง ยามเปิดประตูอีกครั้ง แขกในโรงเตี๊ยมจึงค่อยๆทยอยจากไป
เวลานี้ หน้าหอยาสวรรค์ หญิงสาวที่ถูกไล่ออกจากโรงเตี๊ยมเมื่อคืนกำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตู
“ขอร้องพวกท่านล่ะ ให้ข้าพบภูตหมอเถิด! ลูกข้าป่วยหนักมาก ขอภูตหมอได้โปรดช่วยเขาด้วย!” นางคำนับอยู่ตรงนั้น พลางเอ่ยว่า “ข้าได้ยินมาว่าหอยาสวรรค์มีภูตหมอผู้หนึ่งวิชาแพทย์สูงส่ง จึงตั้งใจเดินทางไกลมา เพื่อรักษาลูกข้า เงินในบ้านก็ใช้หมดแล้ว สามีก็ปลดข้าและไล่ข้าออกมา ยามนี้ข้าไม่เหลืออะไรแล้ว เหลือแค่ลูกของข้าคนเดียว ขอร้องพวกท่านล่ะ ขอร้องพวกท่านได้โปรดช่วยชีวิตลูกข้าด้วย!”
นางอุ้มลูกคุกเข่าอยู่หน้าหอยาสวรรค์ ร้องไห้วิงวอน พลางพร่ำพูดประสบการณ์อันเลวร้ายระหว่างทางที่เจอ ทำให้ผู้คนมารวมตัวมุงดูกันอยู่หน้าหอยาสวรรค์มากมาย
ด้านนอกหอยาสวรรค์ หยางเสี่ยวเอ้อร์ได้ยินหญิงสาวคร่ำครวญ ก็เดินเข้าไปข้างใน มาหยุดอยู่ข้างเหลิ่งหวา “พี่ชายเหลิ่งหวา พี่ชายตู้ นางดูน่าสงสารมาก พวกเราจะไม่สนใจนางจริงหรือ?”
เหลิ่งหวากับตู้ฝานนั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะชาชั้นหนึ่ง ได้ยินคำถามของหยางเสี่ยวเอ้อร์ ทั้งสองมองหน้ากันอย่างยิ้มๆ ก่อนที่ตู้ฝานจะตอบว่า “ใต้หล้านี้มีคนน่าสงสารถมเถไป ผู้หญิงคนนี้น่าสงสารตรงไหนกัน? ข้าไม่เห็นรู้สึกได้เลย”
“แต่นางบอกว่าลูกนางป่วยหนักมาก ข้าเองก็เห็นแล้ว ลูกนางหน้าซีดมากจริงๆ” ว่ากันตามตรง นางทนดูไม่ได้จริงๆ เพราะอย่างไรเด็กก็ยังอายุน้อยขนาดนั้น หากป่วยหนักอะไรจริงๆขึ้นมาเล่า? ปล่อยไว้ไม่ดูดำดูดี จะไม่เลือดเย็นเกินไปหรือ?
ได้ยินอย่างนั้น เหลิ่งหวาจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “บางทีลูกนางอาจป่วยหนักจริงๆ แต่วิธีการของหญิงสาวนางนี้เกินไปหน่อย”
ตอนที่ 2138: ปัญหา
“หมายความอย่างไร?” นางชะงัก เอียงคอมองเขาด้วยสายตาสงสัย ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขานัก
“หญิงนางนี้มาขอรับการรักษา แต่กลับร้องไห้โวยวายและคุกเข่าอยู่หน้าหอยาสวรรค์ เพียงร้องไห้วิงวอนก็แล้วไป แต่นี่นางยังคร่ำครวญถึงประสบการณ์อันเลวร้ายระหว่างทางเพื่อเรียกความสงสารอีก”
เหลิ่งหวายิ้มอย่างอ่อนโยน มองหยางเสี่ยวเอ้อร์พลางเอ่ยว่า “นางกำลังอ้อนวอน และบีบบังคับในเวลาเดียวกัน นางพูดเสียตนเองน่าอนาถขนาดนั้น ไร้ที่พึ่งพิงซ้ำลูกยังป่วยหนักอีก หากเราไม่ช่วย ก็จะกลายเป็นคนใจจืดใจดำ ข้าว่านางคงคิดว่าหอยาสวรรค์เราใหญ่ขนาดนี้ จะต้องให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและหน้าตา ฉะนั้นจึงได้ใช้ความสงสารจากชาวบ้านเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้ตนบรรลุเป้าหมาย”
พูดมาถึงตรงนี้ เหลิ่งหวายิ้มๆ “พวกข้าล้วนไม่เห็นด้วยกับวิธีการของหญิงนางนี้ ด้วยเหตุนี้ พวกข้าจึงไม่สนใจนาง และไม่คิดจะช่วยด้วย”
“ถูกต้องแล้ว”
ตู้ฝานที่อยู่ข้างๆ โบกพัดในมือพลางพยักหน้า แม้พวกเขาจะเกิดความรู้สึกสงสารอยู่บ้าง แต่พวกเขากลับดูแคลนและไม่ชอบคนอย่างนี้ คนที่มาขอรับการรักษาอย่างนี้ อย่าว่าแต่นายท่านของพวกเขาไม่อยู่ แม้อยู่ พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้นางได้พบนายท่านแน่นอน
หยางเสี่ยวเอ้อร์ได้ยินพวกเขาอธิบายจึงเข้าใจ อดเบิกตากว้างไม่ได้ ทำหน้าประหลาดใจ “จะขอรับการรักษายังมีวิธีการซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรมากมายอย่างนี้ด้วยหรือ? พวกท่านไม่บอก ข้าก็ไม่รู้”
ทั้งสองได้ยินก็อดยิ้มไม่ได้ ลอบส่ายหน้า นางเป็นคนตรงไปตรงมา จะทันความคิดของคนพวกนี้ได้อย่างไร
“พี่ชายเหลิ่งหวา พี่ชายตู้ ไม่น่าเล่าพี่สาวเฟิ่งถึงได้ให้พวกท่านทั้งสองเป็นผู้ดูแล พวกท่านร้ายกาจจริงๆ” นางมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าชื่นชม รู้สึกว่าพวกเขาช่างฉลาดนัก
สายตาแอบจับจ้องไปที่เหลิ่งหวาเงียบๆ ลอบคิดในใจ หากแต่งงานกับพี่ชายเหลิ่งหวาได้ จะต้องโชคดีมากแน่ๆ นางคงไม่ต้องห่วงอะไรอีก
แต่ครั้นคิดดูอีกที นางก็อดถามไม่ได้ว่า “แต่นางอุ้มลูกคุกเข่าอยู่ข้างนอก เมื่อครู่ข้าเห็นว่าข้างนอกมีคนมามุงดูมากมาย เราจะปล่อยไว้แบบนี้หรือ?”
“หอยาสวรรค์ของเรามีกฎเกณฑ์ของเราอยู่แล้ว ในเมื่อนางจะคุกเข่า ก็ปล่อยให้นางคุกเข่าไป ไม่ต้องไปสนใจนาง” ตู้ฝานโบกพัดในมือ พลางตอบ
ได้ยินอย่างนั้น หยางเสี่ยวเอ้อร์จึงขอตัวก่อน ไม่อยู่รบกวนพวกเขาสองคนอีก นางวิ่งไปดูที่หน้าประตู เห็นหญิงสาวนางนั้นอายุไม่มาก อีกทั้งยังรูปร่างหน้าตานับว่าสวย เหตุใดจึงคิดเรื่องซับซ้อนอย่างนั้นได้กันนะ
ดูท่าทาง พวกเขาไม่คิดจะสนใจแน่นอน ผู้หญิงคนนี้ต่อให้อุ้มลูกคุกเข่าอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์
หลังจากหยางเสี่ยวเอ้อร์ขอตัวออกไป ตู้ฝานเอ่ยว่า “เหลิ่งหวา นายท่านน่าจะกลับมาภายในวันสองวันนี้ แต่จนป่านนี้ทางตลาดมืดก็ยังไม่ส่งข่าวมา เจ้าว่านายแห่งตลาดมืดจะมาหาพวกเราถึงหอยาสวรรค์หรือไม่?”
“หากเป็นอย่างที่ในจดหมายเขียนไว้จริงๆ อย่างนั้นก็ต้องมาแน่ นอกจากนายท่าน ตอนนี้เขายังเชื่อใจใครได้อีก? มีเพียงต้องมาที่นี่ เขาถึงจะปลอดภัย เพียงแต่ไม่รู้ว่าอาการของเขาหนักขนาดไหน หากถึงขั้นชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ เกรงว่า…”
“นายแห่งตลาดมืดมีพลังแข็งแกร่งขนาดนั้นยังบาดเจ็บขนาดนี้ เห็นได้ว่าศัตรูร้ายกาจเพียงใด ข้าเป็นห่วงว่าหากนายท่านเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่รู้จะทำให้เกิดปัญหาด้วยหรือไม่?” ตู้ฝานสายตาดูเป็นกังวล
ได้ยินอย่างนั้น เหลิ่งหวายิ้มเอ่ยว่า “แม้จะมีปัญหาก็ช่วยไม่ได้ ข้าเชื่อว่าอย่างไรนายท่านก็ต้องช่วยแน่”
ตอนที่ 2139: กลับหอยาสวรรค์
ขณะที่สองคนทางนี้กำลังคุยกัน ด้านนอก เฟิ่งจิ่วกำลังเดินมาทางหอยาสวรรค์ ครั้นเห็นผู้คนยืนมุงอยู่ด้านนอกหอยาสวรรค์ก็ประหลาดใจ นึกว่าเกิดอะไรขึ้น ยามเดินเข้าไปก็เห็นหญิงสาวอายุน้อยคนนั้นอุ้มลูกคุกเข่าอยู่หน้าหอยาสวรรค์
เธอไม่แปลกใจที่เจอนางอีกครั้ง เพราะอย่างไรก็ได้ยินแต่แรกแล้วว่านางจะมาขอรับการรักษาที่หอยาสวรรค์ เพียงแต่สิ่งที่เธอไม่พอใจก็คือวิธีการของหญิงสาวนางนี้ ไม่นึกว่านางจะอุ้มลูกคุกเข่าร้องขอรับการรักษาอยู่ตรงนั้น
เธอเดินเข้าไปทีละก้าวๆ ยามเดินผ่านนางฝีเท้าชะงักเล็กน้อย มองหญิงสาวที่กำลังคร่ำครวญให้เหล่าชาวบ้านฟังว่าตนเองเศร้าสลดเพียงใด
หญิงสาวอายุน้อยเห็นรองเท้าคู่หนึ่งจู่ๆก็หยุดอยู่ข้างกายนาง อดเงยหน้ามองไม่ได้ ครั้นเห็นเฟิ่งจิ่ว นางก็กระเด้งตัวลุกยืน “เป็นเจ้า!”
เฟิ่งจิ่วเหลียวมองนางแวบหนึ่ง ก่อนสาวเดินเข้าไปในหอยาสวรรค์ต่อ ทว่าหญิงสาวนางนั้นกลับเดินมาขวางหน้าเธออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ชี้นิ้วด่าเธอ “เจ้าคนใจจืดใจดำ เป็นเพราะเจ้าทำให้พวกข้าสองแม่ลูกต้องตาก ลมหนาวทั้งคืน ลูกข้าจึงป่วยหนักกว่าเดิม นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมาอยู่ที่นี่ เจ้ารู้ว่าข้าจะมาขอรับการรักษาที่หอยาสวรรค์ จึงมาขัดขวางข้าใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินเสียงข้างนอก คนในหอยาสวรรค์ก็เดินออกมา หนึ่งในนั้นมีหยางเสี่ยวเอ้อร์อยู่ด้วย รวมถึงเหลิ่งหวากับตู้ฝาน
เหลิ่งหวากับตู้ฝานเห็นเฟิ่งจิ่วกลับมาก็ดีใจ ทว่าเห็นหญิงสาวนางนั้นกำลังต่อว่านายท่าน ซ้ำยังขวางทางเดินไม่ให้นายท่านเข้ามา ทั้งสองจึงหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เดินเข้าไปหา
หยางเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างๆ กำลังจะวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ แต่กลับถูกเหลิ่งหวาดึงไว้ก่อน
หยางเสี่ยวเอ้อร์มองเขาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเห็นเขายิ้มอย่างอ่อนโยน “ดูไปก่อน”
“ผู้ดูแลเหลิ่ง คุณชายของข้าให้ข้ามาเอายา” ชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางคล้ายพ่อบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามา ก่อนยื่นป้ายห้อยเอวให้เหลิ่งหวา
ได้ยินอย่างนั้น เหลิ่งหวามองป้ายห้อยเอวแวบหนึ่ง ก่อนจะกวักมือเรียกหญิงขายยาในร้านมากำชับ “พาพ่อบ้านเฉินไปหาฟั่นหลินข้างใน”
“เจ้าค่ะ” หญิงขายยารับคำ ก่อนจะเชิญพ่อบ้านคนนั้นเข้าไป
หญิงสาวอายุน้อยที่ขวางเฟิ่งจิ่วเห็นอย่างนั้น กอปรกับเห็นชาวบ้านมามุงดูกันมากมาย อดหันไปถามเหลิ่งหวาไม่ได้ “ท่านเป็นผู้ดูแลของหอยาสวรรค์หรือ?”
“ถูกต้องแล้ว” เหลิ่งหวาพยักหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เพียงแต่รอยยิ้มนั้นกลับขึ้นไปไม่ถึงดวงตา เขายังไม่ลืม เมื่อครู่หญิงนางนี้กำลังด่านายท่านของเขา
“ผู้ดูแล เด็กหนุ่มคนนี้ เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนดี เขายุยงให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมนอกเมืองไล่พวกข้าแม่ลูกออกไป ทำให้พวกข้าต้องตาก ลมหนาวทั้งคืน ไม่เพียงเท่านี้ เขายังลบหลู่ภูตหมอแห่งหอยาสวรรค์ บอกว่าภูตหมอมีวิชาแพทย์ไม่สู้เขา บอกว่าภูตหมอ…” นางยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกตัดบทเสียก่อน
เฟิ่งจิ่วที่ฟังอยู่ได้แต่ส่ายหน้า เดินเอามือไพล่หลังเข้าไปในหอยาสวรรค์ จากนั้นหันไปกำชับตู้ฝาน “ไล่นางไป”
“ขอรับ นายท่าน” ตู้ฝานรับคำ ก่อนเหลือบมองหญิงสาวด้วยรอยยิ้มมุมปาก เห็นสายตาตกตะลึงและเหลือเชื่อของนาง ก็อดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณชายชุดเขียวเมื่อครู่เป็นใคร? ไม่รู้ล่ะสิ? ไม่เป็นไร ข้าบอกเจ้าเอง นั่นคือนายท่านแห่งหอยาสวรรค์ของเรา หรือก็คือภูตหมอที่เจ้าพูดถึง เจ้าว่าเขาลบหลู่ภูตหมอ? ยุยงเถ้าแก่โรงเตี๊ยมให้เจ้าออกไปตาก ลมหนาวข้างนอกทั้งคืน? หึๆ หากเป็นอย่างนั้นจริง ข้าก็บอกได้คำเดียวว่า เจ้าสมควรโดนแล้ว”
ตู้ฝานโบกพัดในมือ ใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่แววตากลับเย็นยะเยือก
ตอนที่ 2140: ไล่ออกไป
เขาจ้องหน้าอันซีดเผือดของหญิงสาว น้ำเสียงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “กล้าดูหมิ่นนายท่านของข้า กุเรื่องหลอกลวง เจ้าช่างบังอาจนัก!”
ผู้คนที่กำลังมุงดูอยู่ตกตะลึง ที่แม้เด็กหนุ่มเมื่อครู่ก็คือนายท่านแห่งหอยาสวรรค์ที่แต่งกายเป็นชายออกไปข้างนอกนี่เอง! ไม่น่าเล่า พวกเขายังคิดอยู่เลยว่าเด็กหนุ่มคนนั้นช่างมีบุคลิกโดดเด่นนัก! ที่แท้ก็เป็นนายท่านแห่งหอยาสวรรค์ คือภูตหมอผู้นั้นนี่เอง!
นึกถึงว่าเมื่อครู่หญิงสาวอุ้มลูกชี้หน้าต่อว่า กอปรกับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ละคนจากเห็นใจก็กลายเป็นดูแคลนแทน
เสียแรงที่พวกเขาคิดว่าหญิงสาวนางนี้น่าสงสาร หากนางวิงวอน ไม่แน่ภูตหมออาจช่วยชีวิตลูกนางสักครั้ง ใครจะรู้หญิงสาวกลับวางแผนไว้เช่นนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ
หญิงสาวอ่อนแรงไปทั้งตัว อุ้มลูกทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น เนิ่นนานก็ยังตั้งสติไม่ได้ เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร? เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้? นางมาขอรับการรักษาแท้ๆ เหตุใดจึงกลายเช่นนี้ไปได้?
“ลากนางออกไป อย่าปล่อยให้ขวางหูขวางตาอยู่ตรงนี้” ตู้ฝานกำชับองครักษ์เฟิ่งสองคนให้ลากนางออกไป ตั้งใจจะหันตัวเดินกลับเข้าไป ทว่าในเวลานี้เอง หญิงสาวนางนั้นกลับพุ่งเข้ามากอดขาเขาไว้
“อย่าไล่ข้าไป ข้ามาขอรับการรักษา ขอร้องล่ะ ภูตหมอได้โปรดช่วยลูกข้าด้วย ลูกข้าป่วยใกล้ตายแล้ว…”
ตู้ฝานก้มหน้ามองหญิงสาวที่กอดขาเขา แสยะยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “ที่ลูกเจ้าป่วยพวกข้าไม่ได้เป็นคนทำ แต่หากเขาป่วยตาย นั่นเป็นเพราะเจ้า คนอย่างเจ้า ไม่มีสิทธิ์มาขอร้องให้นายท่านช่วย ไสหัวไป!” เขากระชากขากลับ ก่อนจะสาวเดินเข้าไปข้างใน
“ไม่ ไม่ใช่แบบนี้…ต้องไม่ใช่แบบนี้…”
นางล้มลงไปบนพื้น ถูกองครักษ์เฟิ่งสองคนลากออกไป และเมื่อมองดูภาพนั้นอีกที ไม่มีใครสงสารนางอีกแล้ว ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าสมควรแล้ว
ด้านในหอยาสวรรค์
“พี่สาวเฟิ่ง ผู้หญิงคนนั้นว่าท่านทำไม?” หยางเสี่ยวเอ้อร์ไม่พอใจ เสียแรงที่ตอนแรกนางยังอุตส่าห์สงสาร! นึกไม่ถึงกลับทำร้ายพี่สาวเฟิ่งของนางอย่างนั้น น่าชังนัก
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “ไม่มีอะไรหรอก แค่บังเอิญเกิดเรื่องอะไรนิดหน่อยตอนอยู่นอกเมือง”
“ไม่จำเป็นต้องสนใจนางอีก ใช่สิ ทำไมข้ารู้สึกเหมือนว่าเจ้าผอมลงไม่น้อย? พักนี้เจ้าไม่ได้กินข้าวให้ดีหรือ?” เธอมองหยางเสี่ยวเอ้อร์ที่ผอมลงไม่น้อย เห็นดวงหน้าที่เคยอ้วนกลมกลายเป็นเรียวเล็ก ดูผอมเพรียวขึ้นมาก
ได้ยินอย่างนี้ หยางเสี่ยวเอ้อร์รู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย เพราะพักนี้นางไม่ได้กินข้าวให้ดี สุดท้ายถึงขั้นล้มป่วยด้วยซ้ำ!
“ไม่นะเจ้าคะ ข้ากินข้าวครบทุกมื้อ พะ เพียงแต่ข้าฝึกวรยุทธ์ตอนเย็น ฉะนั้นจึงผอมลงไปหน่อย” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รู้สึกเหมือนข้ออ้างนี้ฟังขึ้น!
เหลิ่งหวาที่อยู่ด้านหนึ่งได้ยินก็เผยยิ้ม เอ่ยกับเฟิ่งจิ่ว “นายท่าน ท่านเดินทางมาไกลคงเหนื่อย กลับไปพักที่จวนก่อนดีหรือไม่?”
“คนของตลาดมืดยังมาไม่ถึงหรือ?” เธอถาม
“ยังไม่ถึงขอรับ แต่พวกเขาเคยมาถามแล้ว ข้าคิดว่าอีกสองสามวันน่าจะมาถึง”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วพยักหน้า เอ่ยว่า “อย่างนั้นก็กลับจวนก่อนเถิด!”
“อย่างนั้นข้าตามนายท่านกลับไปด้วย จะได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะนี้ให้นายท่านฟังด้วย” เหลิ่งหวาเอ่ย
“อืม” เธอตบไหล่หยางเสี่ยวเอ้อร์ บอกว่า “ข้ากลับก่อน เจ้าอยู่ช่วยงานที่นี่นะ”
“ได้ พี่สาวเฟิ่งกลับไปพักผ่อนเถิด!” หยางเสี่ยวเอ้อร์ส่งพวกเขากลับ จากนั้นกลับเข้ามาช่วยงานข้างใน
จบตอน
Comments
Post a Comment