EP2161-2170

ตอนที่ 2161: สายฟ้า

“วืด! ตูม…!”

กระแสพลังอันแข็งแกร่งดูดเตาหลอมให้ลอยสูงกลางอากาศ จากนั้นก็เกิดเสียงระเบิดตูม สมุนไพรในเตาหลอมพลันถูกเผาไหม้ กระเด็นกระดอนใส่ผู้คนนับร้อยที่อยู่รอบๆตามแรงอัดกระแทก

ขณะที่ผู้คนกำลังหัวเราะเยาะความทุกข์ของผู้อื่น คิดว่าเตาหลอมยาของเด็กหนุ่มระเบิด นึกไม่ถึงกลับเห็นซากสมุนไพรกระเด็นมาทางพวกเขา ต่างพากันร้องด้วยความตกตะลึง

“อ๊าก!”

ฝูงชนถอยหนีกันให้วุ่น แต่ก็ยังมีคนถูกเศษสมุนไพรเหล่านั้นกระเด็นใส่ เศษสมุนไพรเหล่านั้นเหมือนกาวสีดำที่ติดหนึบอยู่บนเสื้อผ้าของพวกเขา ดูน่ารังเกียจยิ่งนัก โดยเฉพาะกลิ่นเผาไหม้ที่เหม็นสุดจะทน

“ตึง!”

เวลานี้ เตาหลอมที่ลอยอยู่กลางอากาศหล่นลงมากระแทกพื้นดิน เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ เสียงอึกทึกโครมคราม เสียงนั้นดังจนชวนให้ปวดแก้วหู

“ฟุดฟิดๆ! บัดซบ! เจ้าหนูนั่นคงไม่ได้ตั้งใจหรอกกระมัง? นี่มันกากสมุนไพรอะไรกัน? เหม็นปานนี้!” มีคนสบถด่าออกมาเบาๆ พร้อมกับก้มมองกากสมุนไพรที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของตนเอง

ด้านหน้า เฟิ่งจิ่วเห็นสมุนไพรถูกเผาไหม้ก็ตะลึงเช่นกัน เธอมองดูด้วยความประหลาดใจ ครุ่นคิดเงียบๆ พลาดไปตรงไหน? ทั้งที่ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วแท้ๆ!

เธอเดินเข้าไปจับเตาหลอมตั้งขึ้น ครั้นเห็นว่าข้างในไม่เหลือกากสมุนไพรแล้วแม้แต่น้อย ก็ลงมือเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง เธอไม่เชื่อว่าทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วจะพลาดได้ อย่างนั้นก็ลองเปลี่ยนวิธีดูก็แล้วกัน!

อีกด้านหนึ่ง ครั้นเห็นเตาหลอมของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ จากนั้นก็ตกลงมาอีกครั้ง แต่กลับไม่แตกเสียหาย เจ้าเขาโอสถประหลาดใจ หากจะกลั่นยาระดับหกใช้เตาหลอมทั่วไปไม่ได้อยู่แล้ว เตาหลอมที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ก็ใช้เวลานานกว่าจะหามาได้เช่นกัน นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มก็มีเตาหลอมชั้นดีอยู่ด้วยเช่นกัน

ทว่าเห็นเด็กหนุ่มกลั่นยาล้มเหลวเขากลับไม่แปลกใจ หากยาระดับหกกลั่นกันได้ง่ายๆขนาดนั้น อย่างนั้นก็คงไม่ใช่ยาทะลวงใจสีม่วงซึ่งเป็นยาระดับหกที่กลั่นยากที่สุดแล้ว

เขาเลิกสนใจแล้วหันมาจดจ่อกับการกลั่นยาของตนเอง ครั้นเห็นยาทิพย์ในเตาหลอมรวมเป็นหนึ่งและค่อยๆส่งกลิ่นหอมฉุน เขาก็อดดีใจไม่ได้ ดีเหลือเกิน ดูท่าทางเขาต้องทำสำเร็จได้ภายในครั้งเดียวแน่ๆ!

นึกไม่ถึงว่าขณะกำลังคิดเช่นนั้น เขาเผลอไผลไม่ควบคุมระดับไฟให้สมดุลเพราะมัวแต่ดีใจเกินไป พริบตาเดียวกลิ่นไหม้ก็โชยออกมา ครั้นได้กลิ่นเหม็นไหม้ เขาก็หน้าเครียดทันที

บัดซบ! ประมาทเกินไปดังคาด! เผลอเพียงแวบเดียว แค่อารมณ์พลุ่งพล่านเพียงเล็กน้อย เปลวไฟก็แผดเผายาในเตาหลอมจนไหม้เกรียม เมื่อเห็นยาทิพย์ในเตาถูกทำลายไปเช่นนี้ เขารู้สึกปวดใจด้วยความเสียดายยิ่งนัก!

อีกด้าน เจ้าสำนักและคนอื่นๆ มองเจ้าเขาโอสถด้วยความประหลาดใจ นี่เขาล้มเหลวหรือ? ดูท่าทางยาระดับหกไม่ได้กลั่นได้ง่ายๆ อีกอย่าง ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน!

พอเห็นการกลั่นยาของทั้งสองคนไม่มีความคืบหน้า บางคนก็หลับตาฝึกวิชา บางคนก็หลับตางีบพักผ่อน

เมื่อเวลาผ่านไป ฝั่งเฟิ่งจิ่วล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนฝั่งเจ้าเขาโอสถหลังจากล้มเหลวสองครั้ง การกลั่นยาครั้งที่สามเขาจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ ขั้นตอนที่ส่วนผสมใกล้จะจับตัวกันเป็นเม็ด เขาไม่กล้าประมาทอีก จ้องมองด้วยความตั้งใจ กระทั่งกลุ่มพยับเมฆเหนือท้องฟ้าเริ่มแปรปรวน ฟ้าแลบแปรบปราบ สายฟ้าปรากฏรางๆ

“ดูนั่น! สายฟ้าล่ะ! ฝั่งเจ้าเขาโอสถกลั่นยาสำเร็จแล้ว!”

ยามผู้คนรอบๆเห็นภาพนั้น ต่างก็แหงนหน้ามองสายฟ้าที่อยู่เหนือหัวด้วยความตื่นเต้น สิ้นเสียงของพวกเขา เสียงเปรี้ยงดังสั่น สายฟ้าทะลวงผ่านชั้นเมฆผ่าลงมา…

“เปรี้ยง!”

ตอนที่ 2162: กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย

เสียงสะเทือนแผ่นดินทำให้ผู้คนหูอื้อ กลิ่นอายอันแข็งแกร่งของสายฟ้ากระจายไปทั่ว กระแสพลังที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระเพื่อมไหวดุจริ้วน้ำที่กระจายออกไปยังรอบด้าน

“เปรี้ยง!”

สายฟ้าเส้นที่สองฟาดลงมา ผู้คนแย้มยิ้มด้วยความดีใจ โดยเฉพาะไป๋ชิงเฉิงยิ่งยักคิ้วด้วยความลิงโลด นางมองดูสายฟ้าเส้นที่สามที่กำลังจะฟาดไปทางเจ้าเขาโอสถ และหันไปมองเด็กหนุ่มที่ยังคงเริ่มกลั่นยาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงหน้างามปรากฏรอยยิ้มย่ามใจ

เด็กหนุ่มผู้นั้นต้องได้กลายเป็นบ่าวรับใช้ของนางแน่นอน!

เสียงสายฟ้าเส้นสุดท้ายเงียบหายไปหลังจากฟาดฟันลงมา นอกจากซ่งหมิง ทุกคนในที่นี้ต่างก็คิดว่าเด็กหนุ่มชุดเขียวจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

ทว่า เฟิ่งจิ่วกลับไม่สนใจมากนัก เธอสิ้นเปลืองยาทิพย์ไปไม่น้อย ยาหลักที่ต้องใช้ก็เหลือพอสำหรับเตาสุดท้ายเท่านั้น ฉะนั้นเตานี้ อย่างไรก็ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากล้มเหลวมาหลายครั้ง อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ใด ตอนนี้ขอเพียงตั้งใจกลั่นยาเตานี้ออกมาก็พอแล้ว

อีกด้านหนึ่ง หลังจากรอให้กลิ่นอายของสายฟ้าจางไป เจ้าเขาโอสถหยิบยาในเตาหลอมออกมา ยามีสามเม็ด ทว่า สองในสามกลับเสียไปแล้ว มีเพียงเม็ดเดียวที่ประสบความสำเร็จ แม้เป็นเช่นนั้น เขาก็ยังดีใจอย่างอธิบายไม่ถูก

เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุต่างรู้ดีว่ายาทลายใจสีม่วงกลั่นยากขนาดไหน ยามนี้เขาล้มเหลวเพียงสองครั้ง ครั้งที่สามก็กลั่นจนสำเร็จ แม้เป็นยาระดับหกที่คุณภาพต่ำเพียงเม็ดเดียว ก็มากพอที่จะทำให้เขาดีใจไปอีกนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้ว่าตนเองจะต้องชนะอย่างไม่ต้องสงสัยอย่างแน่นอน

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เขาหันไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่กำลังจดจ่อกับการกลั่นยาอยู่ทางนั้นด้วยสายตาย่ามใจ อดหัวเราะในลำคอไม่ได้ “ต้นดอกคู่ใบม่วงนั่นจะต้องตกเป็นของข้าอย่างแน่นอน เจ้าหนู เจ้าต้องสูญเสียบ้างถึงจะรู้ซึ้งว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือ ยอดคนยังมียอดคน”

เฟิ่งจิ่วไม่มีเวลาสนใจว่าเจ้าเขาโอสถพึมพำอะไรอยู่ เธอจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปยังเตาหลอมตรงหน้า หลังจากซึมซับบทเรียนจากความล้มเหลมครั้งก่อนๆ ส่งผลให้เธอทำอะไรอย่างระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อเวลาค่อยๆผ่านไป ดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า เวลาใกล้หมดแล้ว ผู้คนรอบๆกำลังรอดูความล้มเหลวครั้งสุดท้าย ทว่าในเวลานี้เอง กลิ่นหอมฉุนของยากลับกระจายไปทั่ว

กลิ่นหอมของยานั้นต่างจากกลิ่นยาทั่วไป เพียงได้กลิ่นนั้น ก็มีศิษย์สำนักหลายคนอึ้งงันเหม่อลอย กระทั่งสุดท้าย ยังมีคนนั่งลงขัดสมาธิและเริ่มฝึกวรยุทธ์บนพื้น

เจ้าสำนักและคนอื่นๆที่เห็นอย่างนั้นต่างตกตะลึง พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง ต่างเห็นแววตกตะลึงและเหลือเชื่อในดวงตาของกันและกัน

“กลิ่นหอมของยานี้เหมือนจะเป็น…” เจ้าเขาคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น เขาลุกขึ้นยืน ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ขณะคิดจะก้าวออกไปอีก กลับถูกซ่งหมิงรั้งไว้

“ท่านเจ้าเขา อย่าเพิ่งใจร้อน ยังไม่หมดเวลาเลยขอรับ!” ซ่งหมิงเอ่ยด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม เขาเห็นสีหน้าของทุกคนอย่างชัดเจนจึงอดเผยยิ้มไม่ได้

เขารู้อยู่แล้ว เฟิ่งจิ่วไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

จะประลองการกลั่นยากับนางงั้นหรือ? คนพวกนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางเป็นใครถึงได้กล้าประลอง ยังมีไป๋ชิงเฉิงผู้นั้นอีก ถึงขั้นกล้าเอาตนเองมาเดิมพันโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นนี้ หึๆ ชักสนุกเสียแล้วสิ

เจ้าสำนักสูดดมกลิ่นหอมฉุนของยาที่ลอยอยู่ในอากาศ รู้สึกได้ว่าร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ขนาดเขายังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าศิษย์ในสำนักพวกนั้นเลย จากประสบการณ์ของเขา เขาย่อมดูออก พฤติกรรมที่แปลกไปของเหล่าศิษย์ในสำนักล้วนเกี่ยวข้องกับยาที่เด็กหนุ่มกำลังกลั่นอยู่…

ตอนที่ 2163: เจ้าเป็นใครกันแน่

เจ้าเขาโอสถสูดดมกลิ่นหอมของยา ก่อนจะตะลึงค้างไป เขาเป็นเจ้าเขาแห่งยอดเขาโอสถ และยิ่งเป็นผู้นำของสี่นักเล่นแร่แปรธาตุจากสี่สำนักเซียนใหญ่ เพียงได้กลิ่นหอมของยานี้ก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่เขาไม่เคยคาดคิดเลย ไม่เคยคาดคิดเลยว่า…

“เปรี้ยง!”

เสียงสายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดฟันลงมา ก้องกังวานจนดึงเขากลับมาจากห้วงตกตะลึง เขาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะหนึ่งนั้นไม่รู้ว่าควรตอบสนองเช่นไร

“เปรี้ยง!”

สายฟ้าเส้นที่สองฟาดฟันลงมา ตามมาด้วยสายฟ้าเส้นที่สามที่ผ่าตามลงมาติดๆ กลิ่นหอมของยาถูกดึงกลับจนหมด มีเพียงกลิ่นอายสายฟ้าที่กระจายอยู่ในอากาศ และเหล่าศิษย์ในสำนักที่กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกวรยุทธ์พลันลืมตาขึ้นมาในเวลานี้ พวกเขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ รวมถึง…ยาเตานั้นของเขา!

ไป๋ชิงเฉิงอึ้งงัน เห็นสายฟ้าสามเส้นผ่าลงมา จิตใจของนางเริ่มสับสนลนลาน หากไม่ใช่เพราะฝืนยืนหยัดต่อไป เวลานี้ ขาทั้งสองข้างของนางคงอ่อนแรงจนไม่อาจประคองร่างให้ยืนอยู่ได้แล้ว

เจ้าสำนักยืนขึ้น สาวเดินไปข้างหน้า ฝีเท้าของเขาแฝงไว้ด้วยอารามร้อนใจ สายตาเต็มไปด้วยความสอดส่องอย่างปิดไม่มิด เขาเดินหยุดข้างกายเด็กหนุ่มชุดเขียว ถามว่า “ยากลั่นเสร็จแล้วหรือ?”

“อืม เสร็จแล้ว” เธอพยักหน้า ก้าวเข้าไปโบกมือ ฝาเตาถูกเปิด จากนั้นก็หยินยาสามเม็ดที่อยู่ข้างในออกมา ทว่าหนึ่งในนั้นดูต่างจากอีกสองเม็ดที่เหลือ สีของมันไม่เหมือนกัน อีกสองเม็ดที่เหลือกลับเป็นยาทลายใจสีม่วงระดับหกคุณภาพสูง

เฟิ่งจิ่ววางยาสามเม็ดไว้ในจานหยกบนโต๊ะด้านหนึ่ง กลิ่นอายพลังวิญญาณอันเข้มข้นที่กระจายออกมาจากยาสามเม็ดนั้นทำให้เจ้าสำนักและเจ้าเขาทุกคนจ้องมองด้วยความตกตะลึง

“นะ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นยาระดับหกคุณภาพสูง! หนำซ้ำในสามเม็ด เขายังกลั่นสำเร็จได้ถึงสองเม็ด!”

เจ้าเขาท่านหนึ่งอุทานออกมาด้วยความเหลือเชื่อ เขาเบิกตากว้างจ้องมองเด็กหนุ่มชุดเขียวที่อยู่ด้านหนึ่ง แววตาตื่นตะลึง “จะ เจ้าทำได้อย่างไรกันแน่? เจ้าอายุยังน้อยเช่นนี้ เหตุใดจึงกลั่นยาเช่นนี้ได้แล้ว?” 

“ยะ ยาทลายใจสีม่วงระดับหกคุณภาพสูง!”

เจ้าเขาโอสถที่เดินเบียดเข้ามาจ้องมองยาสามเม็ดที่วางอยู่บนจานหยก พึมพำเสียงเบาราวกับสติหลุดลอยไปแล้ว เขาจ้องมองยาบนจานหยกอย่างไม่ละสายตา ราวกับคิดว่าตนเองตาฝาดไปแล้ว

“เป็นไปได้อย่างไร…นี่มันเป็นไปได้อย่างไร…”

ไป๋ชิงเฉิงที่ไม่รู้มายืนอยู่ข้างโต๊ะตั้งแต่เมื่อใด ครั้นเห็นยาสองเม็ดที่เต็มไปด้วยลายอักขระยาระดับหก นางหน้าซีดเผือด จิตใจลนลาน สองขาอ่อนแรงล้มนั่งลงไปบนพื้น

เฟิ่งจิ่วเห็นสีหน้าของทุกคน ก่อนหันไปเอ่ยกับเจ้าเขาโอสถ “ท่านเจ้าเขาเยี่ย ยาของท่านเล่า? เอาออกมาเทียบดูก็รู้แล้วว่าใครแพ้ใครชนะ”

ได้ยินอย่างนั้น เจ้าเขาโอสถสะท้านไปทั้งใจ จ้องเด็กหนุ่มชุดเขียวตรงหน้าเขม็ง “เจ้าเป็นใครกันแน่!” คนที่มีพรสวรรค์ในการกลั่นยาเช่นนี้ ไม่มีทางเป็นคนธรรมดาไร้ชื่อเสียงอย่างแน่นอน! เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่!

ครั้นเขาเอ่ยวาจานี้ออกไป ไม่เพียงพวกเจ้าสำนัก แม้แต่ไป๋ชิงเฉิงที่ล้มนั่งอยู่บนพื้นก็กำหมัดแน่น กัดฟันถามว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่! เป็นใครกันแน่!”

นั่นสิ! เด็กหนุ่มชุดเขียวคนนี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงสามารถกลั่นยาเช่นนี้ออกมาได้? เห็นชัดว่าการประลองกลั่นยาในครั้งนี้เด็กหนุ่มชุดเขียวเป็นฝ่ายชนะแล้ว

เพียงแต่ว่าคนคนนี้เป็นใครกันแน่? นาทีนี้ ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มที่เอาชนะเจ้าเขาโอสถ ด้วยการกลั่นยาทลายใจสีม่วงระดับหกคุณภาพสูงผู้นี้เป็นใครกันแน่!

ตอนที่ 2164: แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ

สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอ เฟิ่งจิ่วหยักยิ้มมุมปากน้อยๆ ประสานมือคารวะ ยิ้มและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแววเกียจคร้านเล็กน้อย “ทุกท่าน ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการสักหน่อย ข้าน้อยเฟิ่งจิ่ว”

“เฟิ่งจิ่ว?”

ครั้นได้ยินชื่อนั้น ทุกคนรู้สึกคุ้นหู ราวกับเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนมาก่อน เพียงแต่ กลับนึกไม่ออกในทันที “ทำไมเหมือนข้าเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนมาก่อน?” เจ้าเขาท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น หน้าตาครุ่นคิด แต่กลับนึกไม่ออก

“ข้าเองก็เหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน เพียงแต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินใครพูดถึงตอนไหน” เจ้าเขาอีกท่านก็เอ่ยขึ้น หน้านิ่วคิ้วขมวด

เจ้าสำนักเองก็รู้สึกคุ้นหูเช่นกัน เพียงแต่แม้แต่เขาก็นึกไม่ออกเช่นกัน

เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มถามว่า “ท่านเจ้าสำนัก ท่านเจ้าเขาทั้งหลาย การประลองครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายชนะ ใช่หรือไม่?”

เมื่อได้ยิน ทุกคนต่างหยุดครุ่นคิดว่าเฟิ่งจิ่วเป็นใครกันแน่ พวกเขามองหน้ากัน ลอบสังเกตสีหน้าของเจ้าเขาโอสถที่เหมือนจะทำใจรับไม่ได้ รวมถึงไป๋ชิงเฉิงที่ราวกับสติหลุดลอยไปแล้ว

การประลองครั้งนี้ แพ้ชนะเป็นเรื่องของคนเพียงสองคน เจ้าเขาโอสถแพ้ ก็เสียเพียงหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีไปต้นเดียว แต่หากไป๋ชิงเฉิงแพ้แล้ว นั่นกลับหมายถึงทั้งชีวิตของนาง…

นึกมาถึงตรงนี้ พอจะเอ่ยปากก็ลำบากใจ หากไป๋ชิงเฉิงคือเฟิ่งซิงจริงๆ แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับเฟิ่งจิ่ว จนต้องกลายเป็นข้ารับใช้ของเขาไปชั่วชีวิต ขอถามหน่อย คนอย่างนี้จะใช่เฟิ่งซิงจริงๆงั้นหรือ?

จากที่พวกเขารู้มา เฟิ่งซิงนั้นไม่ว่าจะเป็นด้านพรสวรรค์หรือโชคชะตาล้วนยอดเยี่ยมทั้งนั้น เฟิ่งซิงนั้นเป็นถึงเจ้าแห่งใต้หล้า มิใช่คนที่ใครจะเทียบได้ง่ายๆ แต่ไป๋ชิงเฉิงนั้น คล้ายว่าจะไม่ได้ขาดไปเพียงเรื่องโชคชะตาเท่านั้น…

“ท่านอาจารย์ ได้โปรดประกาศผลแพ้ชนะเถิด!” ซ่งหมิงเอ่ย หันไปมองอาจารย์ของเขา ซึ่งก็คือเจ้าสำนักตะวันฉาย เขาเชื่อ ด้วยคุณธรรมของท่านอาจารย์ของเขา จะต้องตัดสินเรื่องนี้ด้วยความยุติธรรมอย่างแน่นอน

ได้ยินอย่างนั้น เจ้าสำนักจ้องมองเจ้าเขาโอสถและไป๋ชิงเฉิงด้วยสายตามื่อความหมายลึกซึ้ง ก่อนหันไปกระซิบคุยกับเหล่าเจ้าเขาที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็ลั่นวาจาแฝงกลิ่นอายพลังวิญญาณกระจายไปทั่วบริเวณ “การประลองกลั่นยาในครั้งนี้ เฟิ่งจิ่วเป็นผู้ชนะ”

สุ้มเสียงแฝงกลิ่นอายพลังวิญญาณกระจายไปทั่ว ดังกระทบโสตประสาทของศิษย์ในสำนักทุกคนอย่างชัดเจน ทุกคนเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะเหล่าลูกศิษย์ของเจ้าเขาโอสถ ยิ่งตะโกนค้านผลการตัดสินเสียงดัง “เป็นไปได้อย่างไร! อาจารย์ของพวกเราจะแพ้เจ้าหนูนั่นได้อย่างไรกัน!”

สายคมปลาบแฝงแรงกดดันของเจ้าสำนักตวัดมองไปรอบๆ ทุกคนพลันสงบเสียงลงในทันใด เขาละสายตากลับมา หันไปมองเจ้าเขาโอสถที่ยืนอึ้ง สายตาจับจ้องยาทลายใจสีม่วงบนจานหยกเขม็ง ถามว่า “เยี่ยเหล่า ท่านแพ้แล้ว ท่านยอมรับหรือไม่?”

เจ้าเขาโอสถดึงสติกลับมาแล้วยิ้มขมขื่น “ขอรับ ข้าแพ้แล้ว ข้าแพ้อย่างราบคาบเลย” ยาทลายใจสีม่วงระดับหกคุณภาพสูงของคนอื่นเขาวางอยู่ตรงหน้าถึงสองเม็ดอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพหรือสีของยาล้วนชนะเขาอย่างขาดลอย แล้วเขายังมีเหตุผลอะไรให้ไม่ยอมแพ้อีก?

“แหม่ ยอมแพ้ก็ดีแล้ว” เฟิ่งจิ่วหรี่ตา ใบหน้าประดับรอยยิ้ม “แม้พ่ายแพ้แล้วก็ต้องรักษาเกียรติไว้ นี่สิจึงทำให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญอย่างแท้จริง” ขณะเอ่ย เธอตบไหล่เจ้าเขาโอสถ ก่อนจะก้าวเข้าไปเอาขวดออกมาแล้วหยิบยาเก็บใส่ขวด

ส่วนเจ้าเขาโอสถที่ได้ยินเฟิ่งจิ่วพูดอย่างนั้น ชั่วขณะหนึ่งถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

ทั้งที่เขารู้สึกเสียใจและรู้สึกแย่มากแท้ๆ ทั้งที่เขาถูกกระทบกระเทือนจิตใจหนักถึงเพียงนี้ เด็กหนุ่มกลับพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉยว่าแม้พ่ายแพ้แล้วก็ต้องรักษาเกียรติ บอกว่าการที่ตนเองยอมรับความพ่ายแพ้อย่างองอาจทำให้เขายกย่องสรรเสริญ วาจานี้ช่างเอ่ยได้สวยหรูนัก

ตอนที่ 2165: ตัวตนที่น่าตะลึง

“เฟิ่งจิ่ว ยานี้ของเจ้า…” เจ้าสำนักมองดูเด็กหนุ่มเอาขวดออกมาเก็บยาจนหมด จึง อดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบทก่อนแล้ว

“ยานี้ข้าไม่คิดจะขาย แล้วก็ไม่คิดจะแลกด้วย ยิ่งไม่คิดจะมอบให้ใคร” เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี จ้องเจ้าสำนักที่กำลังอึ้งงัน ขณะเดียวกันก็เก็บยาทั้งสามขวดใส่ห้วงมิติต่อ

เจ้าสำนักที่ได้ยินอย่างนั้นตะลึงงัน เด็กหนุ่มผู้นี้พูดจาฉะฉาน ราวกับเคยผ่านเรื่องราวอย่างนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เขายังพูดไม่ทันจบ เด็กหนุ่มก็รู้แล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่

เจ้าสำนักส่ายหน้ายิ้มๆ มองเด็กหนุ่ม ก่อนเอ่ยว่า “ระดับวรยุทธ์อย่างเจ้าอย่างไรก็ไม่ต้องใช้ยาทลายใจสีม่วงนี้อยู่ดี แทนที่จะเก็บไว้ ไม่สู้เอามาแลกสิ่งที่เจ้าอยากได้จากข้า เป็นอย่างไร? เจ้าวางใจ ข้าจะไม่ให้เจ้าเสียเปรียบอย่างแน่นอน”

เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินอย่างนั้นกระตุกยิ้มมุมปาก เธอช้อนตามองเจ้าสำนัก รอยยิ้มบนใบหน้าแลดูเจ้าเล่ห์ชอบกล “ท่านเจ้าสำนักคิดว่าระดับวรยุทธ์อย่างข้าไม่จำเป็นต้องใช้ยาทลายใจสีม่วงนี้งั้นหรือ?”

“วรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลังของเจ้านั้นยังไม่ต้องใช่ยาทลายใจสีม่วงจริงๆ” เจ้าสำนักเอ่ยตามตรง กลิ่นอายพลังวิญญาณของเด็กหนุ่มอยู่ในระดับหลอมแก่นพลัง ระดับวรยุทธ์เช่นนี้เก็บยาทลายใจสีม่วงไว้กับตัวไปก็ไม่มีประโยชน์

เฟิ่วจิ่วยิ้มๆ “ไม่เป็นไร ต้องมีวันที่ข้าจะได้ใช้อย่างแน่นอน”

สิ้นเสียง เธอไม่เปิดโอกาสให้เจ้าสำนักเอ่ยอะไรอีก แต่หันไปมองไป๋ชิงเฉิงที่อยู่ข้างหน้า แล้วเดินมาย่อกายลงตรงหน้าอีกฝ่าย มองดูไป๋ชิงเฉิงที่ดวงหน้างามกลายเป็นสีขาวซีดไปแล้ว เธอหยักยิ้มมุมปาก ยิ้มพูดด้วยว่า “เจ้าแพ้แล้ว ต่อไปเจ้าก็ต้องเป็นคนรับใช้ของข้า”

ไป๋ชิงเฉิงขยับกลีบปากเล็กน้อย มองเด็กหนุ่มหน้าตาเจ้าเล่ห์ตรงหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด สุดท้ายกลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ นางรู้สึกเพียงหน้ามืดตาลาย ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น

เหตุใดนางต้องเกิดความโลภด้วย? เหตุใดต้องอยากได้แกนเคลื่อนย้ายของเขากันนะ? เหตุใดต้องเอาตนเองไปเดิมพันกับเขา? เพราะเหตุใดกัน…

เวลานี้ ในใจนางเต็มไปด้วยความเสียใจและร้อนรน แทบไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

“ท่านอาจารย์…ท่านอาจารย์ช่วยข้าด้วย…”

นางดึงสติกลับมา นึกถึงท่านอาจารย์ของนาง รีบกุลีกุจอไปดึงชายเสื้อคลุมของอาจารย์เพื่อขอร้องเขา นางไม่อยากไปเป็นคนรับใช้ของเด็กหนุ่มผู้นั้น นางไม่อยาก!

เซียนหยวนเหอดึงชายเสื้อกลับมา พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่ฟัง นี่เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกด้วยตนเอง ในเมื่อแพ้แล้ว ก็จงยอมรับผลเสียเถิด”

“ท่านอาจารย์…”

น้ำใสๆในดวงตาของไป๋ชิงเฉิงหลั่งริน ท่าทางเศร้าสลดไร้ที่พึ่ง ไม่เหลือเค้าความหยิ่งผยองเช่นตอนแรกที่เฟิ่งจิ่วเจอ

“ในเมื่อเป็นทาส เช่นนั้นก็ต้องผูกพันธนาการไว้หน่อย”

เฟิ่งจิ่วเอ่ย ขยับฝ่ามือ กลิ่นอายพลังวิญญาณกระจายอยู่ระหว่างนิ้วมือ เห็นเพียงเธอยกมือทาบลงบนหน้าผากของไป๋ชิงเฉิง ขณะประทับตราสัญลักษณ์ลงบนกายนาง ก็ดึงเอาดวงจิตของนางออกมาเก็บไว้ด้วย

ครั้นรู้สึกว่าร่างของตนเองถูกเขาประทับตราของเขาลงมา ขณะเดียวกันก็ถูกเขาดึงดวงจิตไปเก็บไว้ด้วย ไป๋ชิงเฉิงหน้าตาซีดเผือด ราวกับหมดอาลัยตายอยาก

จบกัน ชีวิตนี้นางไม่เหลืออะไรแล้ว…

เฟิ่งจิ่วเห็นนางหน้าตาหมดอาลัยตายอยากก็หยัดยิ้มมุมปาก เอ่ยว่า “ข้าให้เวลาเจ้าสามเดือน สะสางธุระของเจ้าให้เสร็จแล้วไปหาข้าที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที เป็นเด็กดีทำตัวดีๆเล่า บางที วันไหนข้าอารมณ์ดีๆ อาจปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระก็ได้”

“หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที?”

แวบแรกที่ได้ยินประโยคนั้น เจ้าเขาโอสถสะท้านไปทั้งใจ เขามองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ อุทานเสียงหลงออกมาว่า “เจ้าคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว!”

ตอนที่ 2166: ก็ข้าเองอย่างไรเล่า

เมื่อได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยักคิ้วมองหน้าเจ้าเขาโอสถ

ขณะเดียวกันเจ้าสำนักและเหล่าเจ้าเขาต่างก็ถึงบางอ้อแล้วว่าเหตุใดจึงคุ้นหูกับชื่อของเฟิ่งจิ่วนัก! ที่แท้ก็เป็นนาง! ภูตหมอเฟิ่งจิ่ว!

ไม่แปลกที่เมื่อครู่พวกเขานึกไม่ออก ภูตหมอเฟิ่งจิ่วเป็นผู้หญิง อีกอย่างจากที่พวกเขารู้มา ภูตหมอเฟิ่งจิ่วมักสวมใส่ชุดสีแดง บุคลิกสง่างาม แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับแต่งกายด้วยชุดสีเขียวธรรมดาไม่มีอะไรสะดุดตา หนำซ้ำยังเก็บซ่อนพลังของตนเองไว้เสียมิดชิด

ไม่น่าเล่า ไม่น่าเล่าพวกเขาถึงนึกไม่ออก เวลานี้ เจ้าสำนักเองก็เข้าใจในที่สุด เหตุใดเด็กหนุ่มอายุน้อยเพียงนี้จึงสามารถกลั่นยาทลายใจสีม่วงระดับหกคุณภาพสูงเช่นนี้ได้ ในที่สุดก็รู้ความหมายที่เด็กหนุ่มเอ่ยว่าสักวันหนึ่งเขาต้องได้ใช้ยาทลายใจสีม่วงนี้อย่างแน่นอน

จากที่เขารู้มา วรยุทธ์ของภูตหมอเฟิ่งจิ่วอยู่ในระดับปราชญ์เซียนแล้ว ยาทลายใจสีม่วงนี้ หากนางเก็บไว้ใช้เองก็สมเหตุสมผลแล้ว

ไม่น่าเล่า วาจาของนางมักเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะนางรู้แต่แรกว่านางจะไม่แพ้อย่างแน่นอนนี่เอง!

ครั้นเห็นหน้าตาตกตะลึงของทุกคน เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี “ฮะๆ ก็ข้าเองอย่างไรเล่า” ก็ใครใช้ให้พวกเขาไม่ถามชื่อแซ่ของเธอตั้งแต่แรกกันเล่า? ถึงถามไปแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าเธอเป็นใคร

เอาเถอะ! เธอยอมรับ หลังจากมาอยู่ที่นี่แล้วเธอเก็บตัวเงียบและสงบเสงี่ยมลงเยอะ

ซ่งหมิงไม่รู้ว่าเธอคิดสิ่งใดอยู่ หากรู้จะต้องกลอกตาขาวใส่เธออย่างแน่นอน สงบเสงี่ยม? เธอนั้นอยากสงบเสงี่ยน แต่ดูเรื่องเหล่านั้นที่เธอทำ มีเรื่องใดที่เรียกว่าสงบเสงี่ยมได้บ้าง?

ขณะเดียวกัน ณ หอยาสวรรค์แห่งเมืองร้อยนที เหลิ่งหวากับตู้ฝานเงยหน้ามองท้องฟ้าข้างนอก ดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าแล้ว แต่นายท่านยังไม่กลับมา นายท่านบอกว่าจะกลับมาภายในวันนี้แท้ๆ

“ป่านนี้แล้วนายท่านก็ยังไม่กลับมา เจ้าว่านายท่านหายาทิพย์ไม่ได้หรือเปล่า?” ตู้ฝานถามเหลิ่งหวาที่อยู่ข้างๆด้วยความกังวล

“ไม่น่าใช่” เหลิ่วหวาตอบ “ในสำนักตะวันฉายมีคนที่นายท่านรู้จักอยู่ น่าจะช่วยได้บ้าง อีกอย่าง ตอนนี้ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า หากนายท่านจะกลับมา ไม่นานก็มาถึงแล้ว”

ได้ยินอย่างนั้น ตู้ฝานกำพัดในมือ ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ตั้งแต่บ่ายวันนี้จิตใจข้าไม่ค่อยสงบนัก เจ้าว่า จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่?”

“จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้?” เหลิ่งหวาหันไปถามเขา

ตู้ฝานขมวดคิ้วครุ่นคิด “ข้ากลัวว่าตอนนายท่านไม่อยู่ ศัตรูของตลาดมืดจะตามมาถึงที่นี่ ได้ยินว่าพลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก แม้จะมีหงส์ไฟอยู่ แต่ข้าก็กลัวว่า…”

ได้ยินตู้ฝานว่าอย่างนั้น เหลิ่งหวามองออกไปข้างนอกแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ที่จริงข้าก็กังวลเรื่องนั้นเหมือนกัน เอาอย่างนี้! วันนี้ปิดร้านเร็วหน่อย พวกเราไปหารือกับพวกหลัวอวี่สักหน่อย”

“ดี”

ตู้ฝานรับคำ เดินเข้าไปข้างใน เขาเข้าไปกำชับทุกคนให้เก็บของ และสั่งให้พวกเขาปิดร้านพักผ่อนก่อนเวลา สุดท้ายก็สั่งให้เหล่าหญิงขายยาแยกย้ายกลับบ้านของตนเองไปเสีย

“เสี่ยวเอ้อร์ วันนี้เจ้าเองก็กลับบ้านเร็วหน่อยเถิด!” เหลิ่งหวากำชับหยางเสี่ยวเอ้อร์ “ระหว่างทางระวังตัวด้วย กลับบ้านไปพักผ่อนเถิด”

หยางเสี่ยวเอ้อร์ที่ได้ยินอย่างนั้น รู้สึกสงสัย “พี่ชายเหลิ่งหวา เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ? เหตุใดวันนี้ปิดร้านเร็วนัก?”

“ไม่มีอะไร พวกข้าแค่มีเรื่องจะหารือกันสักหน่อย ฉะนั้นจึงให้ทุกคนปิดร้านกลับบ้านไปพักผ่อนเร็วหน่อย” เหลิ่งหวายิ้มตอบอย่างอ่อนโยน

ได้ยินแล้วหยางเสี่ยวเอ้อร์พยักหน้า ยิ้มตอบไปว่า “ที่แท้ก็อย่างนี้เอง ก็ได้ อย่างนั้นข้า…”

ตอนที่ 2167: ฆ่าไม่เว้น

นางยังพูดไม่ทันจบ ก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารที่พุ่งมาจากข้างหลัง ไอสังหารขุมนั้นรุนแรงและดุดันมาก ส่งผลให้นางที่ยืนอยู่ข้างประตูสั่นสะท้านไปทั้งตัว แม้อยากจะหลบหลีกแต่ร่างกายก็ไม่ขยับ

“วืด!”

“ระวัง!”

ชั่วขณะนั้น เหลิ่งหวาเอื้อมมือคว้าร่างของนาง ก้าวเท้าหนึ่งก้าว ดึงนางเข้าหาตัวและผลักให้อยู่ข้างหลัง ตวัดมองรอยที่เกิดจากพลังกระบี่บนขอบประตู เหลิ่งหวาขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมองคนข้างนอก

“พี่ชายเหลิ่งหวา!”

หยางเสี่ยวเอ้อร์ตะลึง หันมองคนที่จู่ๆก็ปรากฏตัวอยู่ข้างนอกนั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด ขณะเดียวกันก็ตะโกนเข้าไปข้างใน “พี่ชายตู้ พี่ชายฟั่น พี่ชายหลัว พวกท่านรีบมาเร็ว…”

“พวกเจ้าเป็นใคร? เหตุใดต้องใช้กำลังกับหอยาสวรรค์ของเรา?” เหลิ่งหวาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สายตาจับจ้องกลุ่มคนยี่สิบกว่าคนที่ยืนล้อมอยู่ข้างนอก

ยี่สิบกว่าคนนี้ ระดับวรยุทธ์ต่ำสุดอยู่ที่ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด แข็งแกร่งสุดมีถึงระดับปราชญ์เซียนเลยทีเดียว หากสู้กัน เกรงว่าด้วยพลังต่อสู้ของพวกเขาที่คอยคุ้มกันอยู่ที่นี่คงสู้ไม่ได้

ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าคนหนึ่งเดินเอามือไพล่หลังออกมา ขมวดคิ้วตวัดมองเหลิ่งหวาแวบหนึ่ง จากนั้นก็แหงนหน้ามองป้ายชื่อหอยาสวรรค์ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงกลิ่นอายดุดันน่าพรั่นพรึงกระจายออกมา

“คนของตลาดมืดอยู่ที่นี่หรือไม่? จงมอบตัวคนออกมา! ไม่เช่นนั้น ข้าจะทำลายหอยาสวรรค์ของพวกเจ้าเสีย!”

น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแรงกดดันอันแข็งแกร่งกระจายไปทั่ว ทุกวาจากดทับไปยังเหลิ่งหวาราวกับมีน้ำหนักพันชั่ง ทำให้ร่างกายของเขาซวนเซเล็กน้อยภายใต้แรงสะเทือนจากแรงกดดันของอีกฝ่าย เม็ดเหงื่อผุดซึมบนหน้าผาก

“คนของตลาดมืดไม่ได้อยู่กับเรา” เหลิ่งหวา อดกลั้นต่อเลือดลมที่ป่วนพล่านไปทั่วร่าง ก่อนตอบเสียงเข้ม

“เหอะ! นี่คิดจะปกป้องพวกเขาอย่างนั้นหรือ? ใจกล้าไม่เบา!”

ชายวัยกลางคนแค่นเสียงขึ้นจมูก แรงกดดันที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่ออกจากตัวเขา ทว่าในเวลานี้ อาวุโสถานก้าวเข้ามายืนขวางหน้าเหลิ่งหวา ปัดป้องแรงกดดันขุมนั้นออกไป

“เกรงว่าท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ที่นี่เป็นเพียงหอขายยา ไม่มีคนที่ท่านตามหาอยู่” อาวุโสถานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้พลังของเขาจะแข็งแกร่งกว่าเหลิ่งหวา แต่ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของปราชญ์เซียนผู้นั้น

หลังจากปัดป้องแรงกดดันที่อีกฝ่ายตั้งใจโจมตีมา หน้าผากของเขาก็เริ่มมีเหงื่อผุดซึมเช่นกัน

“อย่างนั้นหรือ? ค้นให้ทั่ว! ผู้ใดขวางทาง ฆ่าไม่เว้น!” ชายวัยกลางคนตวาดสั่งเสียงเข้ม โบกมือส่งสัญญาณให้กลุ่มคนข้างหลังบุกเข้าไป

“เตรียมรับศึก!”

ตู้ฝานตวาดเสียงกร้าว เห็นเพียงเงาร่างยี่สิบกว่าร่างพลันปรากฏกาย ยืนขวางอยู่หน้าประตูหอยาสวรรค์ ครั้นเห็นคนพวกนั้นถือดาบโจมตีเข้ามา พวกเขาเองก็ชักดาบเข้าไปรับศึก ได้ยินเพียงเสียงอาวุธเหล็กกระทบกันดังก้องกลางอากาศ

ผู้ผ่านทางที่เห็นเหตุการณ์ ต่างก็ตกใจหน้าซีด รีบถอยหนีเพราะกลัวจะโดนลูกหลงไปด้วย ในชั่วพริบตาเดียว ท่ามกลางประกายดาบเงากระบี่ก็มีไอสังหารแผ่ห้อมล้อมไปทั่วบริเวณ เหล่าชาวบ้านต่างตกใจขวัญผวา

“หอยาสวรรค์แห่งนี้เหตุใดมีเรื่องอีกแล้ว คนพวกนี้ลงมือรุนแรงนัก ทุกกระบวนท่าล้วนหมายปลิดชีพ ดูท่าพลังห่างชั้นกันมาก เกรงว่าคนของหอยาสวรรค์จะต้านไม่อยู่”

“จะเป็นไปได้อย่างไร? พวกเขามีภูตหมออยู่ไม่ใช่หรือ? พลังต่อสู้ของนางน่าทึ่งถึงเพียงนั้น น่าจะไม่มีปัญหาจึงจะถูก”

“จะว่าไปก็แปลก นี่ก็ถึงขั้นสู้กันแล้ว เหตุใดไม่เห็นภูตหมอออกมา? พลังของนางยอดเยี่ยมมาก นางออกมาช่วยก็ยังดี หากมีแต่คนพวกนี้ ข้าเดาว่าพวกเขาคงฝืนทนได้ไม่นาน”

ผู้ฝึกตนคนหนึ่งถกเถียงกับผู้ฝึกตนอีกคนที่อยู่ข้างๆ พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกเซียน มองแวบเดียวก็รู้ระดับพลังของทั้งสองฝ่ายแล้ว และเพราะเหตุนี้ ยิ่งดูพวกเขาจึงยิ่งตกตะลึง

ตอนที่ 2168: เฟิ่งจิ่วอยู่ที่ใด

เพราะพลังของคนพวกนั้นระดับต่ำสุดอยู่ที่ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุด หนำซ้ำคนพวกนั้นไม่ได้ปิดบังพลังของตนเอง แต่ละคนปลดปล่อยพลังของตนเองออกมา ก่อให้เกิดกระแสพลังอันแข็งแกร่งกลางอากาศ แม้พวกเขาจะถอยออกมาไกล แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึงขุมนั้น

คนในหอยาสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์เฟิ่งหรือทหารคนอื่นๆ พลังของพวกเขาล้วนอยู่ในระดับเซียนเหินเป็นส่วนมาก พลังเช่นนี้หากต่อกรกับศัตรูที่มีพลังเท่ากันกลับไม่มีทางเสียเปรียบ แต่ครั้นจะสู้กับปราชญ์เซียนก็ดูจะฝืนเกินไปหน่อย

เสียงฉึบดังสนั่น องครักษ์เฟิ่งคนหนึ่งถูกพลังกระบี่ของอีกฝ่ายโจมตีกระเด็น แม้จะถอยหนีโดยไวแล้ว แต่เสื้อสีดำบริเวณหน้าอกก็ยังถูกฟันขาด กลายเป็นรอยแผลเส้นหนึ่งที่ยาวและลึกจนมองเห็นกระดูก

“ซี๊ด อ๊าก!”

เสียงคำรามอย่าง อดกลั้นต่อความเจ็บปวดเปล่งออกจากปากขององครักษ์เฟิ่งคนนั้น ร่างกายของเขาล้มลงไปข้างหลังราวกับเสียการทรงตัว ถูก องครักษ์เฟิ่งอีกคนที่อยู่ข้างหลังรับร่างและประคองไปนั่ง

“ข้าเอง ข้าเอง” หยางเสี่ยวเอ้อร์ที่เห็นเหตุการณ์แม้จะหวาดกลัว แต่ก็ยังรีบวิ่งเข้าไปประคององครักษ์เฟิ่งที่บาดเจ็บคนนั้น นางประคองเขาเข้าไปข้างใน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะห้ามเลือดให้เจ้าเอง ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร”

มือของนางสั่นเทา หยิบเอายาห้ามเลือดโรยลงบนหน้าอกขององครักษ์เฟิ่งผู้นั้น พลางเอ่ยปลอบขวัญเขา “นี่เป็นยาห้ามเลือดของพี่สาวเฟิ่ง โรยแล้วเลือดก็จะหยุดไหลเอง”

นางฉีกเศษผ้าจากชายกระโปรงเพื่อพันแผลให้เขา ก่อนจะประคองเขาเข้าไปข้างในอีก “เจ้าพักอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าไปดูข้างหน้าหน่อย”

องครักษ์เฟิ่งผู้นั้นหน้าซีดขาว เพราะบาดเจ็บหนักจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ มองดูนางสาวเท้าจากไปเร็วๆ

“กรรซ์!”

เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังก้อง อสูรกลืนเมฆาจำแลงกายปรากฏสู่สายตา กระโจนเข้าไปกดคร่อมตัวผู้ฝึกตนคนหนึ่ง อ้าปากกว้างกัดศัตรู ได้ยินเสียงกระดูกหักดังลั่น ผู้ฝึกตนที่ถูกกดทับร่างคนนั้นสิ้นใจทันที

“สัตว์เทวะขั้นสุดยอด!”

ชายวัยกลางคนที่เป็นปราชญ์เซียนหรี่ตา เจ้าสำนักปัญจพิษของพวกเขาคาดเดาว่านายแห่งตลาดมืดอาจจะซ่อนตัวอยู่กับภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ด้วยเหตุนี้ วันนี้พวกเขาเพียงมาหยั่งเชิงพลังของหอยาสวรรค์ดูสักหน่อย เพราะอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยสู้กับภูตหมอเฟิ่งจิ่วมาก่อน พวกเขารู้จักนางผ่านคำเล่าลือเท่านั้น

ยามนี้ภูตหมอเฟิ่งจิ่วยังไม่ปรากฏตัว แต่กลับมีสัตว์เทวะขั้นสุดยอดโผล่มาตัวหนึ่ง จากที่พวกเขารู้มา ภูตหมอเฟิ่งจิ่วยังมีสัตว์คู่พันธสัญญาอีกหนึ่งตัว นั่นก็คือหงส์ไฟซึ่งเป็นสัตว์เทวะโบราณตัวหนึ่ง พลังต่อสู้ของมันน่าสะพรึงมากทีเดียว

ครั้นนึกมาถึงตรงนี้ เขามองเข้าไปในหอยาสวรรค์ เฟิ่งจิ่วผู้นั้นป่านนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว นางทำอะไรอยู่กันแน่? หรือดูแคลนพวกเขาจึงไม่อยากลงมือด้วยตนเอง?

“นายของพวกเจ้าเล่า? เรียกนางออกมา!”

ชายวัยกลางคนเอามือไพล่หลัง ตวาดเสียงกร้าว แรงกดดันของปราชญ์เซียนพลันพุ่งออกไป เห็นเพียงแรงกดดันขุมนั้นกระจายออกไปราวกับพายุดาบ กระเพื่อมไหวดั่งริ้วน้ำ ม้วนเอาฝุ่นดินบนพื้นตลบคลุ้งไปทั่ว

กลืนเมฆากระโดดขวางตรงหน้าเหลิ่งหวากับคนอื่นๆ มันบิดคอไปมา อ้าปากกว้างเผยเขี้ยวแหลม แววตากระหายเลือดจับจ้องชายวัยกลางคนตรงหน้า คำรามเสียงต่ำ “อย่างเจ้าน่ะหรืออยากเจอนายท่านของข้า?”

ครั้นสิ้นเสียงแฝงแรงกดดันของสัตว์เทวะขั้นสุดยอด มันกระโจนเข้าใส่ชายวัยกลางคน ขณะเดียวกันก็หันไปบอกพวกเหลิ่งหวา “ที่เหลือยกให้พวกเจ้าจัดการ!”

“ฆ่า!”

ตู้ฝานตะโกนกร้าว เงาร่างโฉบไหวออกไปดุจลมกรด พุ่งโจมตีไปยังผู้ฝึกตนพวกนั้น ขอเพียงไม่ต้องประมือกับปราชญ์เซียนคนนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังหากจะให้พวกเขาสู้กับพวกผู้ฝึกตนที่เหลือ

ตอนที่ 2169: ยิงพลาด

กลุ่มคนเบื้องหน้ากำลังต่อสู้กัน อสูรกลืนเมฆาสู้กับปราชญ์เซียนผู้นั้น พวกเหลิ่งหวาสู้กับพวกผู้ฝึกตนที่เหลือ ส่วนหยางเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังสังเกตการณ์อยู่ด้านในหอยาสวรรค์เห็นทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอย่างดุเดือด ก็อดกังวลไม่ได้

เวลานี้ ครั้นผู้ฝึกตนคนหนึ่งเหลือบเห็นเงาร่างที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตู ไอพิฆาตปรากฏในดวงตา กระบี่ยาวมือพลิกหมุน พุ่งเป้าไปทางหยางเสี่ยวเอ้อร์

ไอสังหารพุ่งเข้ามา หยางเสี่ยวเอ้อร์ตกใจกรีดร้อง หงายหลังล้มนั่งลงไปบนพื้น พลังกระบี่เฉี่ยวผ่านเหนือหัวนางไปอย่างเฉียดฉิว นางเหงื่อท่วมกายด้วยความหวาดกลัว

“จะ เจ้าคิดจะฆ่าข้าเชียวหรือ?”

นางทำหน้าตกตะลึง เบิกตากลมโตจ้องผู้ฝึกตนคนนั้น นางเพิ่งอายุสิบกว่าปี ซ้ำยังเป็นสตรี พลังเทียบพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ผู้ฝึกตนคนนี้อย่างน้อยก็มีวรยุทธ์อยู่ในระดับกำเนิดวิญญาณต้นขั้นสูงสุดแล้ว นึกไม่ถึงกลับคิดจะลงมือสังหารนาง? ช่างไร้ยางอายนัก!

หยางเสี่ยวเอ้อร์รู้สึกว่าผู้ฝึกตนคนนั้นช่างหน้าไม่อายนัก! ด้วยความเดือดดาลนางถึงขั้นลืมความกลัว นางกำหมัดแน่น จ้องผู้ฝึกตนคนนั้นที่ถูก องครักษ์เฟิ่งเข้ามาขัดขวาง ขบกรามกรอดๆ หยิบธนูยักษ์ออกมา ยืนหลบอยู่หลังประตูพร้อมกับง้างธนูยักษ์เล็งไปยังผู้ฝึกตนที่โจมตีนางเมื่อครู่

เนื่องจากผู้ฝึกตนคนนั้นกำลังสู้กับหนึ่งในองครักษ์เฟิ่งอยู่ ร่างของพวกเขาสองคนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา นางง้างธนูยักษ์เล็งเป้าไปที่ผู้ฝึกตนคนนั้น แต่กลับกลัวว่าจะยิงโดนองครักษ์เฟิ่ง ด้วยเหตุนี้ลูกธนูจึงเคลื่อนไหวไปตามเงาร่างของทั้งสอง กระทั่งนางสบโอกาส รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า รีบคลายมือออกจากลูกธนูทันใด

“ฟิ้ว!”

ลูกธนูพุ่งออกไปพร้อมกับเสียงแหวกอากาศ เพียงแต่ในขณะนั้น ผู้ฝึกตนคนนั้นหลบการโจมตีขององครักษ์เฟิ่งพอดี จึงทำให้หลบเลี่ยงธนูลูกนั้นได้อย่างเฉียดฉิว ขณะที่หยางเสี่ยวเอ้อร์กำลังงุ่นง่าน ไม่นานกลับต้องอ้าปากค้างจ้องไปข้างหน้า

เพราะแม้ว่าธนูลูกนั้นไม่ได้ยิงโดนคนที่นางต้องการจะยิง กลับยิงโดนผู้ฝึกตนอีกคนที่กำลังสู้กับ องครักษ์เฟิ่งคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง ธนูยาวพุ่งทะลุแผ่นหลังของเขา ผู้ฝึกตนคนนั้นตัวแข็งค้าง ก้มหน้ามองธนูแหลมที่พุ่งทะลุร่างของตนเอง เบิกตากว้างอย่างเจ็บแค้น เขาไม่มีกระทั่งโอกาสเหลียวหลังกลับมา เพราะองครักษ์ที่อยู่ด้านหน้าถือกระบี่ตวัดขวางเข้ามาบั่นคอของเขาออกจากร่างในพริบตา

หยางเสี่ยวเอ้อร์ที่เห็นภาพนั้นก็กลืนน้ำลาย กำธนูยักษ์ในมือแน่นขึ้นหลายส่วน เห็นเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ ไม่รู้คืนนี้นางจะฝันร้ายหรือไม่?

ข่มความหวาดกลัวข้างใน นางง้างธนูยักษ์เพื่อเล็งเป้าใส่ศัตรูอีกครั้ง ครานี้ จะต้องยิงให้โดน!

ธนูยักษ์ถูกง้างเล็งเป้าและปล่อยออกไป ลูกธนูแหลมพุ่งออกไปอีกครั้ง เพราะมันเป็นอาวุธวิเศษอยู่แล้ว กอปรกับธนูคันนี้แรงมาก เรี่ยวแรงที่ยิงออกไปจึงรุนแรงมาก ยิ่งไปกว่านั้นนางซ่อนตัวอยู่ข้างในนี้ขณะเล็งเป้าศัตรู ตามหลักแล้วหากไม่มีคนรบกวนน่าจะยิงโดน แต่ครั้นยิงออกไป นางก็ยิงพลาดเป้าอีก คราวนี้นางยิงโดนผู้ฝึกตนคนอื่นอีกแล้ว

ครั้นเห็นว่าลูกธนูพุ่งผ่านองครักษ์เฟิ่งไปโดนไหล่ของผู้ฝึกตนคนหนึ่ง หยางเสี่ยวเอ้อร์ปาดเหงื่อ หากนางไม่ระวังทำองครักษ์เฟิ่งบาดเจ็บต้องแย่แน่ๆ

ธนูถูกยิงออกไปสองลูก แม้จะตายหนึ่งเจ็บหนึ่ง แต่ก็เริ่มดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนส่วนเหนึ่งแล้ว พวกเขาหาโอกาสเข้าใกล้ประตูหอยาสวรรค์ คิดจะจัดการหยางเสี่ยวเอ้อร์ ทว่าเหลิ่งหวาที่สังเกตเห็นรีบถอยหลังอย่างรวดเร็วหลังจากสังหารผู้ฝึกตนคนหนึ่ง เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าหยางเสี่ยวเอ้อร์ ขัดขวางผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่กำลังพุ่งเข้าใส่หยางเสี่ยวเอ้อร์

“เข้าไปข้างใน! อย่าออกมา!”

เหลิ่งหวาตวาด สั่งให้นางรีบเข้าไปข้างใน เพราะอย่างไรพลังของนางก็ไม่อาจต่อกรกับผู้ฝึกตนเหล่านี้ได้

ตอนที่ 2170: ปู่ของเอ็งกวนสีหลิ่น?

หยางเสี่ยวเอ้อร์ถูกเหลิ่งหวาตวาดอย่างนี้ ตกใจตัวแข็ง นางถือธนูถอยหลังไปทีละก้าว ไม่กล้าเป็นตัวถ่วงเขาอีก

ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าเห็นคนของหอยาสวรรค์ถูกคนของเขาฟันบาดเจ็บ ผ่านไปนานแล้วกลับยังมีพลังต่อสู้ ไม่มีทีท่าว่าจะถูกพิษเล่นงานแม้แต่น้อย เขาอดประหลาดใจไม่ได้ คิ้วบนใบหน้าขมวดแน่น อาวุธของสำนักปัญจพิษของพวกเขาล้วนเคลือบยาพิษไว้ทั้งนั้น เหตุใดคนพวกนี้ถูกดาบและกระบี่เคลือบยาพิษของพวกเขาทำร้ายแล้วก็ยังไม่มีอาการพิษกำเริบอีก? หรือว่าร่างกายของพวกเขาไม่ตอบสนองต่อสารพัดพิษงั้นหรือ?

นึกมาถึงตรงนี้ เขาพลันฉุกคิดได้ ใช่แล้ว นายของคนพวกนี้คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ในเมื่อเป็นคนของเฟิ่งจิ่ว บางที เฟิ่งจิ่วอาจให้คนพวกนี้กินยาแก้พิษกันไว้ก่อนตั้งแต่แรกแล้ว ดูท่า พิษทั่วไปคงทำอะไรพวกเขาไม่ได้

ขณะที่คนทางนี้กำลังต่อสู้กัน ณ ด้านนอกประตูเมืองร้อยนที กวนสีหลิ่นในชุดคลุมสีดำที่มีสภาพสะบักสะบอมกำลังกลับมา

หลังจากเขาเสร็จภารกิจก็ออกจากกลุ่มทหารรับจ้างและมุ่งหน้ามายังเมืองร้อยนทีแห่งนี้ เขาตั้งใจมาเยี่ยมน้องสาวของเขา และนำของขวัญที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้มามอบให้นาง

ครั้นเข้าเมืองมา เห็นความรุ่งเรืองของเมืองร้อยนที เขาเผยรอยยิ้ม ที่แห่งนี้ดีมากจริงๆ เฟิ่งจิ่วลงหลักปักฐานที่นี่เหมาะสมที่สุดแล้ว

เขามุ่งหน้ามาที่ตลาดตะวันตกโดยไม่หยุดพัก ครั้นเหยียบเข้ามาในถนนตะวันตกก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศที่นี่ไม่ปกติ เขาเดินไปข้างหน้า เห็นว่ามีคนมุงอยู่มากมายก็ประหลาดใจ เขาดึงชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่เดินผ่านมาเพื่อถาม “พี่ชายท่านนี้ ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?”

ชายฉกรรจ์คนนั้นไม่พอใจที่ถูกดึงรั้ง กำลังจะอ้าปากด่า แต่ครั้นหันกลับมาเห็นว่าเป็นชายร่างใหญ่กำยำ ในมือถือดาบใหญ่ ก็ถูกรัศมีของอีกฝ่ายข่มขวัญในทันใด วาจาด่าทอที่ตั้งใจในตอนแรกแปรเปลี่ยนไปในทันที “เกิดเรื่องที่หอยาสวรรค์ มีคนกลุ่มหนึ่งโจมตีคนของหอยาสวรรค์ ได้ยินว่าสู้กันดุเดือดมาก”

ได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นหน้าเครียด ไอพิฆาตแผ่กระจายรอบตัว ชายคนนั้นตกใจหน้าซีด สองขาสั่นเทิ้ม ขณะกำลังจะอ้าปากพูดอะไร กวรสีหลิ่นก็ปล่อยเขาแล้วสาวเท้ายาวๆเดินไปข้างหน้า

คนรอบข้างถอยออกมายืนดูอยู่ห่างๆ กวนสีหลิ่นเดินฝ่ากลุ่มคนจากข้างหลังเข้ามา เห็นพวกเหลิ่งหวากำลังสู้กับคนกลุ่มหนึ่งอย่างดุเดือด เขาเห็นตามร่างกายของพวกเหลิ่งหวามีบาดแผล หนำซ้ำอสูรกลืนเมฆาก็ออกมาสู้ด้วย ทว่ากลับไม่เห็นเงาร่างเฟิ่งจิ่วน้องสาวของเขา ลอบนึกประหลาดใจ แต่กลับไม่ได้คิดอะไรมาก

เขาขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังเร้นลับ ดาบใหญ่ในมือตวัดแกว่ง รวมพลังพาเอาร่างโฉบไปข้างหน้า ขณะเดียวกันก็เงื้อดาบฟันใส่ผู้ฝึกตนคนหนึ่ง

“ชิ้ง! ฉึก!”

เสียงกระแสพลังอันดุดันผสมผสานกับเสียงกรีดร้องดังก้องกลางอากาศ เสียงตวาดอย่างฮึกเหิม และเสียงดาบใหญ่ฟาดฟัน รวมถึงเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกัน เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นกลางอากาศ

“ซี๊ด!”

ศีรษะอาบเลือดกลิ้งไปกับพื้นดิน ดวงตาคู่นั้นยังคงเบิกกว้าง หน้าตาราวกับเจ็บแค้นตายตาไม่หลับ น่าสยดสยองยิ่งนัก และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างตกตะลึง หยุดสู้กันไปชั่วขณะหนึ่ง

“เจ้าเป็นใคร! กล้าแทรกมือเข้ามายุ่งเรื่องของเรา!” ปราชญ์เซียนที่เป็นผู้นำจ้องชายในชุดคลุมสีดำที่จู่ๆก็ปรากฏตัว ตวาดถามเสียงดัง

กวนสีหลิ่นควงดาบใหญ่ในมือ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแรงกดดันเปล่งออกจากปากของเขากระจายไปกลางอากาศ “เดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่ ข้าก็ปู่เอ็งกวนสีหลิ่นอย่างไรเล่า!”

จบตอน

Comments