EP2171-2180

ตอนที่ 2171: ผู้ฝึกพลังเร้นลับระดับเทพนักรบ

ครั้นได้ยินเช่นนั้น ปราชญ์เซียนชายวัยกลางคนหน้าเครียด ไอพิฆาตอันน่าพรั่นพรึงแผ่กระจายรอบตัว เขาจ้องชายชุดคลุมสีดำที่ถือดาบเล่มใหญ่ไว้ในมือ ครั้นเพ่งมอง สีหน้าก็พลันหนักอึ้งทันใด

“ผู้ฝึกพลังเร้นลับระดับเทพนักรบหรือนี่!”

ผู้ฝึกพลังเร้นลับให้ความสำคัญกับทักษะการต่อสู้และเรี่ยวแรงเป็นหลัก การฝึกวรยุทธ์มีพัฒนาการที่เชื่องช้า ปกติจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้ฝึกเซียน แต่คนคนนี้อายุกระดูกเพียงยี่สิบกว่าปี กลับเป็นถึงผู้ฝึกพลังเร้นลับระดับเทพนักรบแล้ว!

ต้องรู้ว่าระดับของผู้ฝึกพลังเร้นลับจากต่ำสุดถึงสูงสุด ไล่จากระดับนักรบ ปรมาจารย์นักรบ ยอดปรมาจารย์นักรบ บรรพชนนักรบ จักรพรรดินักรบ นักรบทรงเกียรติ ปราชญ์นักรบ เทพนักรบ สอดคล้องกับระดับของผู้ฝึกเซียนไล่จากระดับผู้ฝึกพลังวิญญาณ ระดับปรมาจารย์พลังวิญญาณ ระดับยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณ ระดับสร้างรากฐาน ระดับหลอมแก่นพลัง ระดับกำเนิดวิญญาณ ระดับเซียนเหิน ระดับปราชญ์เซียน

ด้วยพลังของผู้ฝึกพลังเร้นลับระดับปราชญ์นักรบ มีคุณสมบัติที่สามารถสู้กับเขาได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพลังต่อสู้ของคนคนนี้จะเป็นเช่นไร?

นึกมาถึงตรงนี้ ชายวัยกลางคนที่เป็นปราชญ์เซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย คนของหอยาสวรรค์รับมือยากอยู่แล้ว ยามนี้จู่ๆก็มีชายคนนี้โผล่มาอีกคน ส่วนเฟิ่งจิ่วผู้นั้นจนป่านนี้ก็ยังไม่โผล่หน้ามา ไม่รู้ว่าวางแผนอะไรอยู่ที่ใดหรือไม่?

“พี่ใหญ่กวน” เหลิ่งหวาเห็นเขาก็เผยยิ้ม

“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” กวนสีหลิ่นหันมองเขา เห็นบนตัวเขามีรอยแผลหลายเส้น เลือดสีแดงสดท่วมเสื้อคลุม อดขมวดคิ้วไม่ได้ สายตาคมปลาบแฝงไอสังหารตวัดมองผู้ฝึกตนเหล่านั้น

“กลืนเมฆา เจ้าถ่วงเวลาเขาไว้ รอกำจัดคนพวกนี้เมื่อใด ค่อยสังหารเจ้าลูกลิงนั่น!”

เสียงเย็นชาของกวนสีหลิ่นเปล่งออกไป นาทีถัดมา เขาตวัดดาบพุ่งออกไป การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วมาก ลงมือด้วยกระบวนท่าดุดันเอาชีวิต ซ้ำยังเป็นพลังของผู้ฝึกพลังเร้นลับระดับปราชญ์นักรบ แม้ผู้ฝึกตนเหล่านั้นตั้งรับการต่อสู้ไว้แล้ว แต่ก็ยังยากจะต้านทานผู้ฝึกตนที่มีพลังแข็งแกร่งกว่าพวกเขาได้ หนึ่งในนั้นหลบเลี่ยงไม่ทัน ถูกสังหารในพริบตา

ความดุดันของกวนสีหลิ่น ทำให้ผู้ฝึกตนสำนักปัญจพิษเหล่านั้น อกสั่นขวัญแขวน พวกเขาถอยหลังโดยไม่รู้ตัว พลางหันไปมองชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้า วันนี้พวกเขาตั้งใจมาหยั่งเชิงพลังของอีกฝ่ายเท่านั้น หรือต้องสู้รบต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ? 

คนที่พวกเขาพามาวันนี้นับว่าล้วนมีพลังที่ไม่ธรรมดา แต่นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งจิ่วยังไม่ทันออกมา กวนสีหลิ่นที่ไม่รู้โผล่มาจากที่ใดก็มีพลังต่อสู้ที่พรั่นพรึงถึงเพียงนี้แล้ว หากยังสู้ต่อไป เกรงว่าพวกเขาแต่ละคนคงต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว

“ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง! ดูสิว่าเจ้าจะมีปัญญาสักแค่ไหนกันเชียว!” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย โฉบกายพุ่งเข้ามา แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะถูกกลืนเมฆาขวางไว้ก่อน

กวนสีหลิ่นที่สังหารผู้ฝึกตนสำนักปัญจพิษสองคนตายในคราวเดียวได้ยินอย่างนั้น หันไปมองชายวัยกลางคนและแค่นเสียงว่า “ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตาย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้เอง! กลืนเมฆา เจ้าไปสู้กับพวกลูกสมุนตัวเล็กๆพวกนั้นกับเหลิ่งหวา เจ้าลูกลิงนี่ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!”

ดาบใหญ่ในมือของเขาตวัดโบก ฟาดฟันไปทางชายวัยกลางคน กลิ่นอายพลังเร้นลับอันแข็งแกร่งพุ่งออกไป ดุจคมดาบอันน่าสะพรึงกลัว ชายวัยกลางคนรีบใช่กระบี่ยาวในมือต้านรับ หลังจากปัดป้องการโจมตีของอีกฝ่าย เขารวมพลังลอยตัวกลางอากาศ กระบี่ยาวตวัดพลังกระบี่เส้นหนึ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าออกไป

“ชิ้ง!”

“ต้องการฆ่าข้า? อย่างนั้นก็ต้องดูว่าเจ้ามีปัญญานั้นหรือไม่!”

ไอสังหารรอบกายชายวัยกลางคนพลุ่งพล่าน เขาตวัดกระบี่ปะทะกับดาบใหญ่ที่กวนสีหลิ่นตวัดฟันเข้ามา ดาบและกระบี่กระแทกกัน เกิดเป็นเสียงดังสนั่น พลังเร้นลับและพลังวิญญาณถ่วงดุลกันอย่างดุดัน เกิดเป็นสะเก็ดไฟข้างกายทั้งสองคน กระแสพลังสองขุมปะทะกันจนกลายเป็นเส้นโค้ง ไม่มีใครยอมใคร 

ขณะเดียวกันทางด้านหลัง กลืนเมฆากระโดดกลางอากาศพุ่งใส่ผู้ฝึกตนสำนักปัญจพิษคนหนึ่ง เหลิ่งหวากับพวกตวัดกระบี่พุ่งเข้าไป ชั่วขณะหนึ่งนั้นทุกคนสู้กันชุลมุนวุ่นวาย…

ตอนที่ 2172: นั่นกลายเป็นของข้าแล้ว

ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ณ สำนักตะวันฉาย บรรยากาศกำลังตึงเครียด หลังจากที่รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

ในหมู่พวกเขา ไป๋ชิงเฉิงที่นั่งอ่อนแรงอยู่บนพื้น หลังจากถูกเฟิ่งจิ่วประทับตราบนร่างก็ได้แต่นั่งเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น ส่วนเจ้าเขาโอสถหลังจากตกตะลึง สายตาก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล

“เจ้าตั้งใจใช่หรือไม่? เจ้าไม่บอกว่าเจ้าคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว! หากเจ้าบอกว่าเจ้าคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ขะ ข้า…” เขาโมโหจนหน้าแดง รู้สึกเหมือนถูกหลอก

เดิมทีนึกว่าเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกฝ่าย แต่ใครจะรู้มาถึงตอนสุดท้ายเด็กหนุ่มกลับจงใจปิดบังเพื่อเอาเปรียบเขา! เขาวางแผนมาก่อนแล้วชัดๆ! เขาตั้งใจวางแผนมาหลอกเอาหญ้าเจ็ดดาราของเขา!

ชะ ช่างไร้ยางอายอย่างถึงที่สุด! ภูตหมอเฟิ่งจิ่วกลับไร้ยางอายถึงเพียงนี้!

“เจ้าเขาเยี่ย วาจาของท่านช่างพูดได้ไร้เหตุผลนัก!” เฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ย “ตั้งแต่ต้นจนจบท่านไม่เคยถามข้าว่าเป็นใคร? อีกอย่าง หากข้าบอกว่าข้าคือเฟิ่งจิ่ว ท่านจะไม่กล้าแข่งกับข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”

พูดมาถึงตรงนี้ เธอหยักยิ้มมุมปาก “การประลองของเราครั้งนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้เล่นสกปรกแม้แต่น้อย วันนี้หากข้าแพ้ ข้าก็จะไม่พูดอะไรสักคำอย่างแน่นอน”

“จะ เจ้าตั้งใจชัดๆ…”

เขาพูดไม่ออก รู้สึกเพียงเพลิงโทสะสุมในอก หรือหากเขารู้ว่านางคือเฟิ่งจิ่วเขาจะไม่กล้าแข่งกับนางแล้วอย่างนั้นหรือ? เขารู้ดี แม้เขาจะรู้ก่อนเขาก็ไม่มีทางยอมแพ้นาง ยิ่งไม่มีทางคิดว่าตนเองจะแพ้นาง!

แต่ตอนนี้ สถานการณ์ตอนนี้…

ครั้นนึกถึงเรื่องที่เขาต้องสูญเสียหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีต้นหนึ่งไป เขาก็รู้สึกเสียดายนัก โดยเฉพาะยิ่งเขารู้สึกว่าถูกภูตหมอเฟิ่งจิ่วหลอกเอาไป ก็ยิ่งโมโห

นี่เป็นการแข่งขันที่พ่ายแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่รู้ว่านางคือภูตหมอเฟิ่งจิ่วก็เรื่องหนึ่ง แต่ครั้นรู้ว่านางคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว กอปรนึกถึงเรื่องนี้ เขามีหรือจะไม่รู้ว่าคนอื่นเขาขุดหลุมรอให้เขากระโดดเข้าไป

“ข้าเห็นว่าฟ้าก็มืดแล้ว เจ้าเขาเยี่ย เราไปขุดยากันเถิด!” เฟิ่งจิ่วหันไปยิ้มตาหยีพลางเอ่ยกับเจ้าเขาเยี่ย

ได้ยินดังนั้นเจ้าเขาโอสถตัวแข็งทื่อ ขุดยาหรือ…

ใช่แล้ว หญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีต้นนั้นที่เขาเฝ้าถนอม นับตั้งแต่ที่เขาพ่ายแพ้แก่เฟิ่งจิ่ว หญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีต้นนั้นก็ไม่ใช่ของเขาแล้ว…

นึกมาถึงตรงนี้ เขาปวดใจด้วยความเสียดาย อดหันไปมองเฟิ่งจิ่วด้วยความขุ่นเคืองไมได้ “หญ้าเจ็ดดาราต้นนั้นเป็นหนึ่งในยาแก้พิษระดับเจ็ด เจ้ากลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดไม่ได้เสียหน่อย ขุดไปแล้วเจ้าจะใช้ทำอะไรได้?”

“หึๆ…”

เฟิ่งจิ่วหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาหรี่เล็ก ยิ้มร่า “หญ้าเจ็ดดาราต้นนั้นเป็นของข้าแล้ว เจ้าเขาเยี่ย ข้าจะทำอะไรกับเขา ก็ไม่เรื่องของท่านเจ้าเขาแล้ว”

เมื่อได้ยินแล้ว สีหน้าของเขาแข็งกระด้าง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย หญ้าเจ็ดดาราของเขา…เขามีหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีเพียงต้นเดียวเท่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องแพ้ให้เจ้าหนู…ไม่สิ แม่หนูคนนี้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขาแพ้แล้ว ซ้ำยังแพ้จนหมดสภาพถึงเพียงนี้…

เจ้าสำนักที่ยืนมองอยู่ด้านหนึ่ง เขากระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “เอาล่ะ เหล่าเยี่ย ท่านพาสหายน้อยเฟิ่งไปขุดหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีต้นนั้นของท่านเสียเถิด! นี่เป็นเดิมพันที่ตกลงกันไว้ก่อนการประลองแล้ว เมื่อกล้าเดิมพันก็ต้องยอมรับผล รีบไปเถิด”

เจ้าเขาโอสถได้ยินก็หนวดกระตุก ถลึงตาจ้องเฟิ่งจิ่ว สะบัดเสียงสั่ง “ตามข้ามา!”

ตอนที่ 2173: ทำเรื่องสำคัญ

เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอมองไป๋ชิงเฉิงที่นั่งหมดแรงอยู่บนพื้น ก้าวเข้าไปหานางแล้วถามว่า “คำพูดของข้าเมื่อครู่เจ้าฟังเข้าใจแล้วหรือยัง? ภายในสามเดือน สะสางธุระทางนี้ให้เสร็จแล้วไปหาข้า หากสามเดือนให้หลังข้ายังไม่เห็นเจ้าที่หอยาสวรรค์ อย่างนั้นข้าจะไปหาถึงหน้าตระกูลไป๋”

ไป๋ชิงเฉิงเงยหน้ามองเธอ กัดฟันแน่น ตอบว่า “ข้ารู้แล้ว สามเดือนไห้หลัง ข้าจะไปหาเจ้าแน่นอน!”

“ต้องเรียกว่านายท่าน” เฟิ่งจิ่วหรี่ตา หน้าตาแฝงแววเกียจคร้าน

ได้ยินอย่างนั้น ไป๋ชิงเฉิงก้มหน้าเก็บงำสายตา ตอบไปว่า “เจ้าค่ะ นายท่าน”

“เด็กดี”

เฟิ่งจิ่วเผยยิ้มอย่างพึงพอใจ ตบหัวนางเบาๆ จากนั้นหันไปมองซ่งหมิงแวบหนึ่ง ขณะกำลังคิดจะไปขุดยาทิพย์กับเจ้าเขาเยี่ย กลับเห็นเจ้าเขาเยี่ยยืนเหม่อลอยอยู่หน้าเตาหลอมยาของเธอ

เฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปหา มองเตาหลอมยาของเธอแวบหนึ่ง เมื่อครู่เธอหยิบออกมาแค่ยา แต่กลับยังไม่ได้เก็บเตาหลอม ตั้งใจว่าค่อยเดินมาเก็บทีหลัง ใครจะรู้กลับถูกเจ้าเขาเยี่ยหมายตาเสียแล้ว

เธอเผยยิ้มบางๆ สะบัดแขนเสื้อเก็บเตาหลอมเข้าห้วงมิติ หันไปเอ่ยกับเจ้าเขาเยี่ยว่า “นี่ก็สายมาแล้ว เจ้าเขาเยี่ย พวกเราไปกันเถิด!”

“ตะ เตาหลอมนั่นของเจ้า…” เจ้าเขาเยี่ยมองเธอด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “เตาหลอมนั่นของเจ้า…”

“เตาหลอมของข้าค่อนข้างใช้ดีทีเดียว” เธอยิ้มๆ

“ไม่ใช่ เตาหลอมนั่นของเจ้า เตาหลอมนั่นคือ คือ…”

“อืม ข้าเอาไว้ใช้กลั่นยา เตาหลอมนี้ข้าก็ไม่ขายเช่นกัน” เธอยิ้มตอบตาหยี

“เมื่อครู่ข้าเหมือนจะเห็นว่ามันเป็น เป็นเตาหลอมเทพกสิกรรม?” เขาพึมพำ ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เฟิ่งจิ่ว

“ฮะๆ ก็แค่เตาหลอมเก่าๆที่ข้าเก็บได้จากข้างทาง ใช้ดีกว่าเตาหลอมทั่วไปหน่อยก็เท่านั้น” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ มองเจ้าเขาเยี่ยที่กำลังตะลึงงัน เอ่ยอีกว่า “เจ้าเขาเยี่ย พวกเรายังต้องไปทำเรื่องสำคัญอีก ท่านว่าใช่หรือไม่?”

ครั้นได้ยิน ซ่งหมิงที่อยู่ด้านหนึ่งมุมปากกระตุก ก็จริง ไปขุดเอาหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีที่คนอื่นเขาเฝ้าถนอมมาก็คือเรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญเช่นนี้เดาว่ามีเพียงเธอเท่านั้นที่ทำได้

เจ้าเขาเยี่ยมองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะเอามือไพล่หลังเอ่ยว่า “ไปกันเถิด!” ภูตหมอเฟิ่งจิ่วไม่ใช่คนทั่วไป ไม่เพียงเป็นอัจฉริยะด้านการกลั่นยา สมบัติล้ำค่าที่ติดตัวอยู่ก็เหมือนจะมีไม่น้อย

อย่างแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงและเตาหลอมเล็กๆใบนั้น อย่าคิดว่าเขาแก่แล้วสายตาฝ้าฟาง เตาหลอมนั่นเป็นเตาหลอมเทพกสิกรรมไม่ผิดแน่ สมบัติล้ำค่าเช่นนั้น มาอยู่ในมือนางได้อย่างไรกัน?

เดินไปพลางคิดไปพลาง ไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเจ้าหนูนั่น…ไม่สิ แม่หนูนั่นเหตุใดจึงได้โชคดีปานนี้?

ซ่งหมิงกับเฟิ่งจิ่วเดินคล้อยหลังเจ้าเขาเยี่ยหลายก้าว มองดูร่างที่อยู่ข้างหน้า ซ่งหมิงหันไปเอ่ยกับเฟิ่งจิ่วที่อยู่ข้างกาย “ข้าก็เพิ่งเคยไปเยือนจวนถ้ำของเจ้าเขาเยี่ยเป็นครั้งแรก ได้ยินว่าข้างถ้ำของเขามีสวนยาทิพย์อยู่หนึ่งแปลง ที่นั่นมียาทิพย์หลายชนิดที่เจ้าเขาเยี่ยปลูกด้วยตนเอง ซ้ำยังเป็นยาที่หาได้ยากข้างนอกนั่น ล้วนมีอายุหลายร้อยปีทั้งนั้น”

เฟิ่งจิ่วได้ยินอย่างนั้นแล้วนัยน์ตาก็ไหวระริก กลีบปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “อ้อ? อย่างนั้นต้องไปดูสักหน่อยแล้ว ข้าชอบสวนยาทิพย์ที่สุดแล้ว โดยเฉพาะสวนยาทิพย์ที่ปลูกยาทิพย์ล้ำค่าไว้นานาชนิด”

ครั้นได้ยิน ซ่งหมิงเผยยิ้มแล้วหันมองเจ้าเขาเยี่ยที่อยู่ข้างหน้าแวบหนึ่ง จะให้ดีขออย่าให้เฟิ่งจิ่วต้องตาสวนยาทิพย์ของเจ้าเขาเยี่ยเลย ไม่อย่างนั้นเดาว่าต่อไปหากนางจะใช้ จะต้องมาแน่

ตอนที่ 2174: ต่อไปอย่ามาอีก

ทั้งสองคนเดินตามเจ้าเขาเยี่ยเข้าไปข้างใน กำจัดค่ายกลและเขตอาคม เฟิ่งจิ่วที่เดินทอดน่องตามมาแปลกใจเล็กน้อย เจ้าเขาเยี่ยผู้นี้หวงแหนสวนยาทิพย์แปลงนี้ของเขาขนาดไหนกัน ที่นี่ถูกป้องกันอย่างแน่นหนา ราวกับเขตหวงห้ามก็ไม่ปาน

“ถึงแล้ว”

เจ้าเขาเยี่ยที่อยู่ข้างหน้าหยุดเดินอยู่ตรงหน้าสวนยาทิพย์ เขาหันไปมองเฟิ่งจิ่ว ชี้ไปทางสวนยาทิพย์ข้างหน้า กล่าวว่า “เจ้าเข้าไปขุดเองก็แล้วกัน! แต่ข้าบอกเจ้าไว้ก่อน อย่าทำแปลงยาทิพย์ของข้าเสียหาย ไม่เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าชดใช้”

“ได้”

เฟิ่งจิ่วยิ้ม ให้ซ่งหมิงยืนรอเธออยู่ข้างนอก ตนเองกลับสาวเดินเข้าไปข้างใน เจ้าเขาเยี่ยไม่ได้บอกเธอว่าต้นไหนคือหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปี เพียงบอกให้เธอเข้าไปหาเอาเองด้านใน แต่ว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเธอ

เจ้าเขาเยี่ยยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านหนึ่ง หางตากลับชำเลืองมองเงาร่างที่กำลังเดินอยู่ในสวนยาทิพย์ ลอบคิดในใจ เฟิ่งจิ่วคงจะหาหญ้าเจ็ดดาราต้นนั้นเจออยู่กระมัง?

ก็จริง คนที่สามารถกลั่นยาระดับหกได้จะไม่รู้จักหญ้าเจ็ดดาราได้อย่างไรกัน? เดาว่ายาทิพย์ในสวนของเขา นางคงรู้จักหมดกระมัง? ขณะกำลังคิด พลันนั้นสมองพลันฉุกคิดได้ คนคนนี้ทำตัวราวกับโจร คงไม่ได้หมายตายาทิพย์ชนิดอื่นของเขาหรอกกระมัง?

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาพลันตึงเครียดขึ้นมา หันไปจ้องเงาร่างที่กำลังเดินอยู่ในแปลงยาทิพย์ของเขาเขม็ง เห็นนางมองสำรวจยาทิพย์ของเขาไปทีละต้น หัวใจของเขาพลันตึงเครียด

เฟิ่งจิ่วเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก หากมียาทิพย์ใดที่นางหมายตาเข้าจริงๆ เกรงว่าจะต้องวางแผนขุดหลุมล่อลวงเขาอีกเป็นแน่ ครั้นนึกได้เช่นนี้ เขารีบพูดว่า “เจ้าอย่ามัวแต่เดินไปทั่ว หญ้าเจ็ดดาราอยู่ข้างขวาของเจ้า ต้นที่อยู่ด้านในสุดคือต้นที่มีอายุห้าร้อยปี รีบขุดรีบไปเสียเถิด”

“เจ้าเขาเยี่ย นึกไม่ถึงว่าสวนยาทิพย์ของท่านจะครบครันถึงเพียงนี้! ล้วนเป็นยาทิพย์ที่หาได้ยากข้างนอกนั่น หนำซ้ำยังมีอายุหลายปีด้วย ท่านย้ายมาปลูกจากข้างนอกกระมัง?” เฟิ่งจิ่วหันไปยิ้มและถามเจ้าเขาเยี่ยที่กำลังจ้องเธอเขม็ง

“เจ้าไม่ต้องสนใจว่าข้าเอายาทิพย์เหล่านี้มาจากไหน เอาเป็นว่าเอามาจากไหนก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า รีบๆเข้า ขุดหญ้าเจ็ดดาราต้นนั้นแล้วรีบไปเสีย ตอนนี้แค่เห็นเจ้าข้าก็ปวดหัวจะแย่แล้ว” เขาเอ่ยด้วยสีหน้ารังเกียจรังงอน

เฟิ่งจิ่วได้ยินก็ยิ้ม ตอบเขาว่า “ได้ๆๆ ข้าขุดแล้วก็จะไป ไม่รั้งอยู่นานแน่นอน” รอภายหน้ามีโอกาสเธอค่อยมาใหม่ก็ได้ อย่างไรเสียเขตอาคมและค่ายกลที่นี่ขวางเธอไม่ได้อยู่แล้ว

เธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญ้าเจ็ดดาราอายุห้าร้อยปีต้นนั้น ขุดอย่างระมัดระวังจนถึงรากของมันแล้วค่อยย้ายไปเก็บในห้วงมิติ ก่อนจะเดินออกมาเอ่ยกับเจ้าเขาเยี่ย “เจ้าเขาเยี่ย อย่างนั้นข้าไปแล้ว วันหน้ามีโอกาสค่อยมาใหม่”

ครั้นได้ยินประโยคสุดท้าย เจ้าเขาเยี่ยหน้าเปลี่ยนสี จ้องเธอด้วยสีหน้าหวาดระแวง “อะไรคือวันหน้ามีโอกาสจะมาใหม่? ต่อไปเจ้าอย่ามาอีก อย่ามาอีกเด็ดขาด”

เห็นเขาทำหน้าหวาดระแวง เฟิ่งจิ่วเผยยิ้มบางๆ “ชีวิตยังอีกยาวไกล เรื่องในภายภาคหน้าใครจะไปรู้? ท่านก็รู้ ข้ามีแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงอยู่กับตัว อยากไปไหนก็ล้วนสะดวกสบาย” สิ้นเสียง ก็เห็นเจ้าเขาเยี่ยหน้าเขียวคล้ำ รีบผลักพวกเขาสองคนออกไปข้างนอก

“ไปๆๆ ต่อไปอย่ามาอีก อย่าได้มาอีกเด็ดขาด ข้ากลัวเจ้าแล้ว หากเรื่องในวันนี้แพร่งพรายออกไป แล้วตาเฒ่าในอีกสามสำนักเซียนพวกนั้นต่างรู้ ข้ายังไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนไปเจอพวกเขา” เขาเอ่ยด้วยความเดือดดาล ผลักทั้งสองออกไป จากนั้นก็เดินเอามือไพล่หลังเดินเข้าไปในถ้ำ

เฟิ่งจิ่วเดินออกมาพร้อมกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แหงนหน้ามองท้องฟ้าและพูดกับซ่งหมิงที่อยู่ข้างๆว่า “อย่างนั้นข้ากลับก่อนละ”

ตอนที่ 2175: ตั้งตารอให้กลับมา

“ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ไม่สู้ไปดื่มสุราที่ถ้ำของข้าก่อนแล้วค่อยกลับเถิด?”

ซ่งหมิงเอ่ย รู้สึกว่าฟ้ายังไม่มืด กอปรกับเธอจะกลับก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ตรงกันข้ามหากเธอไปแล้ว กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งคงใช้เวลาอีกนาน

เฟิ่งจิ่วมองดูสีท้องฟ้า ตอบว่า “ข้ากลับก่อนดีกว่า! ข้ากังวลว่าทางนั้นจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่” เธอมองเขา ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าลงจากเขาเมื่อใดก็เรียกพวกเขาไปรวมตัวกันดื่มสุราที่นั่นกับข้า วันนี้ข้าคงไม่อยู่ต่อแล้ว”

“ก็ได้!”

ไม่ได้เจอกันนาน ยามนี้ครั้นเธอจะไปก็อดอาลัยอาวรณ์ไม่ได้ ทว่าเมื่อคิดว่าเขายังได้เจอเธอหนึ่งครั้ง ขณะที่อีกสามคนกลับไม่ได้เจอเธอสักครั้งด้วยซ้ำ เขาจึงปล่อยวาง บอกยิ้มๆว่า “อย่างนั้นเจ้ากลับไปเถิด! ผ่านไปช่วงหนึ่งข้าจะต้องเรียกพวกเขาสามคนไปหาเจ้าด้วยกันแน่”

เฟิ่งจิ่วหยิบแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวงมาวางกลางฝ่ามือแล้วเปิดออก เธอท่องชื่อในใจ นาทีต่อมาก็หายวับไปในพริบตา

เฟิ่งจิ่วหายไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ซ่งหมิง อดทอดถอนใจด้วยความชื่นชมไม่ได้ “ช่างเป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ ไม่น่าเล่า ไป๋ชิงเฉิงถึงขั้นเอาตนเองไปเดิมพันอย่างนั้น”

เฟิ่งจิ่วมาที่สำนักตะวันฉายเพียงสองวันก็ก่อเรื่องถึงขนาดนี้แล้ว นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเขาก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ไม่นานเขาก็เดินลงจากยอดเขาไป

ในอีกด้านหนึ่ง ณ เมืองร้อยนที หน้าประตูหอยาสวรรค์ ศพมากมายเกลื่อนเต็มพื้น เลือดสีแดงสดกระจายไปทั่ว รวมถึงกลิ่นคาวเลือดที่ฉุนเสียดแทงจมูก ทำให้ผู้คนรอบๆ อดพะอืดพะอมไม่ได้

หลังจากผ่านการต่อสู้อันดุเดือด คนของสำนักปัญจพิษเหลือเพียงไม่กี่คน แม้แต่ปราชญ์เซียนชายวัยกลางคนก็ถูกกวนสีหลิ่นทำร้ายบาดเจ็บ เลือดสีแดงสดไหลเป็นทางไม่ขาดสาย น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

เห็นว่าคนของตนเองเหลือไม่มาก ปราชญ์เซียนชายวัยกลางคนก็ฉวยโอกาสตอนพักหายใจรีบถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว พลางตวาดสั่งด้วยความเจ็บใจ “ถอย!” เขาถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว สายตากลับจ้องกวนสีหลิ่นอย่างเคียดแค้น

“ความแค้นที่ตัดแขน ข้าจะมาเอาคืนอย่างแน่นอน! กวนสีหลิ่น เจ้ารอดูเถิด!”

ไกลออกไป เสียงของชายวัยกลางคนดังมา กวนสีหลิ่นไม่ได้ไล่ตามไป แต่กลับหันไปมองเหลิ่งหวากับพวก “พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

เหลิ่งหวากับตู้ฝานกำลังจะตอบ ก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความตกใจของหยางเสี่ยวเอ้อร์ดังมาจากข้างใน “แย่แล้วแย่แล้ว เขาอาเจียนเป็นเลือดตลอดเลย ข้าห้ามเลือดให้เขาไม่อยู่แล้ว!”

ได้ยินอย่างนั้น ทุกคนที่อยู่ข้างนอกรีบพุ่งตัวเข้าไปข้างใน เห็นเพียงกู้โม่ หนึ่งในหัวหน้าองครักษ์ตระกูลเฟิ่งทั้งแปดนอนอยู่บนพื้น เขาอาเจียนเป็นเลือด หน้าเขาซีดเผือด ตรงหน้าอกยังมีกระบี่หักปักคาอยู่ ลมหายใจรวยรินราวกับจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ ทุกคนเห็นแล้วก็ตกตะลึง

“กู้โม่!”

“กู้โม่!”

ทุกคนตะโกนเรียก ยืนล้อมอยู่รอบตัวเขา หลัวอวี่ควานหายาออกมาป้อนเขา แต่กลับถูกฟั่นหลินห้ามไว้ก่อน

“กินไม่ได้ กระบี่ที่ปักคาอกเขาไว้มีพิษ!! ตอนนี้ยาอะไรก็ช่วยเขาไม่ได้แล้ว มีแต่จะทำให้เขาตายเร็วขึ้น!” ฟั่นหลินกำมือของหลัวอวี่ที่กำลังจะยัดยาเข้าปากของกู้โม่ ก่อนเอ่ยว่า “อุ้มเขาเข้าไปก่อน! หากนายท่านกลับมาทัน อาจมีวิธีช่วยเขาได้!”

ได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นที่อยู่ด้านหนึ่งพลันตระหนัก ไม่น่าเล่าพวกเขาต่อสู้กันอยู่ข้างนอกนี้ตั้งนานเฟิ่งจิ่วก็ยังไม่ปรากฏตัว ที่แท้นางก็ไม่อยู่ที่หอยาสวรรค์?

“ใช่ๆ! นายท่านบอกว่าจะกลับมาวันนี้! ขอเพียงนายท่านกลับมา กู้โม้จะต้องมีทางรอดแน่!” หลัวอวี่เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ รีบร่วมแรงกับคนอื่นประคองเขาเข้าไปข้างใน

ตอนที่ 2176: นายท่านกลับมาแล้ว

เวลานี้ เฟิ่งจิ่วเพิ่งเข้ามาในเมืองร้อยนที เธอมุ่งหน้าไปยังหอยาสวรรค์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนตะวันตกทันที ทว่าเพิ่งจะถึงถนนตะวันตก ยังไม่ทันเดินเข้าไปถึงด้านใน เธอก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ กระจายไปกลางอากาศ

เหตุใดจึงมีกลิ่นคาวเลือดอยู่ด้วย? หนำซ้ำยังเป็นกลิ่นที่กระจายอยู่กลางอากาศด้วย? เธอคิดอย่างสงสัย อดกังวลไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงรีบสาวเท้าเข้าไป ระหว่างทางได้ยินเสียงชาวบ้านข้างทางพูดคุยถกเถียงกัน “คนตายไปไม่น้อย เหตุใดหอยาสวรรค์มักมีเรื่องกับคนอย่างนี้?”

“ต้องมีคนตายไปไม่น้อยแน่ สู้กันดุเดือดขนาดนั้น พลังของทั้งสองยังร้ายกาจเพียงนั้นด้วย พวกเจ้าดูหอยาสวรรค์เพิ่งเปิดกิจการมานานสักแค่ไหนกันเชียว? แต่กลับมีเรื่องบ่อยๆอย่างนี้ จากที่ข้าดู เรื่องอย่างวันนี้คงจะไม่ได้เกิดเป็นครั้งสุดท้าย วันหน้าจะต้องมีอีกแน่ ชีวิตคนเรายังอีกยาวไกลนี่นา! พวกเจ้ารอดูเถิด!”

“เพราะฉะนั้น คนกลัวชื่อเสียง หมูกลัวอ้วน หากมีชื่อเสียงมากเกินไปก็มีภัยมาถึงตัวง่าย ไม่เป็นเสี้ยนหนามในสายตาคนอื่น ก็มีความแค้นกับคนรอบตัว หอยาสวรรค์เป็นอย่างนี้แล้ว บางคนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้ เจ้าไม่หาเรื่องพวกเขา ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่หาเรื่องเจ้า!”

ครั้นได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหน้าเครียดขึ้นมาทันที

มีคนตายไม่น้อย? หมายถึงคนในหอยาสวรรค์ของเธองั้นหรือ? เธอน่าจะรู้แต่แรกแล้วว่าศัตรูของตลาดมืดจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ นึกไม่ถึงครั้นมาถึงก็ก่อเรื่องเอิกเกริกถึงเพียงนี้ หนำซ้ำยังเป็นตอนที่เธอไม่อยู่อีกด้วย

ถนนภายใต้แสงไฟมากมาย เธอไม่มีแก่ใจเดินชม รีบพุ่งตัวไปข้างหน้า กระทั่งมาถึงหน้าประตูหอยาสวรรค์ เห็นประตูใหญ่ที่ปิดสนิท รวมถึงรอยเลือดที่ยังไม่ทันได้เก็บกวาด

“นายท่าน!” องครักษ์ตระกูลเฟิ่งสองคนปรากฏตัวหน้าประตู เห็นเธอกลับมาก็รีบร้องเรียกด้วยความดีใจ “นายท่าน ท่านกลับมาแล้ว กู้โม่ได้รับบาดเจ็บ อาการสาหัสมาก!”

ครั้นได้ยินอย่างนั้น เธอเม้มปาก รีบก้าวเข้าไปผลักประตูใหญ่เดินเข้าไป และมุ่งหน้าไปยังหลังร้านทันที

“นายท่าน!”

“นายท่าน!”

“นายท่าน!”

องครักษ์ตระกูลเฟิ่งคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บเห็นเธอกลับมา ก็พากันทยอยปรากฏกายคารวะ

เหลิ่งหวากับพวกที่อยู่หลังร้านกำลังร้อนใจ ครั้นได้ยินเสียงขานเรียกก็ลิงโลด รีบเดินออกมาดู “นายท่าน! ท่านกลับมาเสียที!”

“กู้โม่เป็นอย่างไรบ้าง?” เฟิ่งจิ่วถามพวกเหลิ่งหวาที่เดินออกมาดู

“พิษร้ายแรง ถูกแทงหน้าอก ฟั่นหลินไม่กล้าชักดาบออก บอกว่ากลัวจะทำให้เส้นชีพจรเสียหายจนห้ามเลือดไม่อยู่และมีอันตรายถึงชีวิต” เหลิ่งหวารีบอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง

“คนอื่นๆเป็นอย่างไรบ้าง?” เธอถามอีก รีบสาวเดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะแปลกใจที่เห็นพี่ชายของเธออยู่ด้วย “ท่านพี่ ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด?”

“นอกจาก องครักษ์ตระกูลเฟิ่งที่ตายไปสองคน คนอื่นแม้บาดเจ็บเหมือนกัน แต่กู้โม่บาดเจ็บหนักที่สุด” เหลิ่งหวารายงาน

กวนสีหลิ่นเห็นว่าเป็นเธอ จึงพยักหน้าบอก “ข้าเองก็เพิ่งมาถึงไม่นาน พอมาถึงก็เห็นว่ามีคนกำลังเล่นงานพวกเหลิ่งหวาอยู่”

“นายท่าน คนของสำนักปัญจพิษมีปราชญ์เซียนหนึ่งคน รวมถึงผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินและกำเนิดวิญญาณขั้นสูงสุดจำนวนหนึ่ง โชคดีที่พี่ใหญ่กวนเข้ามาช่วย”

เฟิ่งจิ่วได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้า “ข้าไปดูอาการของกู้โม่ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” เธอเดินมาหยุดข้างเตียง มองกู้โม่ที่หน้าซีดขาว แต่ยังคงมีสติอยู่ ถามว่า “สติยังแจ่มชัดอยู่หรือไม่?”

“นะ นายท่าน…” เสียงของกู้โม่อ่อนแรง ลมหายรวยรินราวกับจะสิ้นใจ

“เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูดอะไร” เธอวางนิ้วลงบนข้อมือของเขาเพื่อตรวจอาการ

ฟั่นหลินที่อยู่ด้านหนึ่งเอ่ยว่า “พวกข้ากลัวว่าเขาจะทนรอนายท่านกลับมาไม่ไหว จึงใช้พลังวิญญาณปกป้องชีพจรหัวใจของเขาไว้” หากไม่ทำอย่างนี้ กู้โม่คงทนไม่ไหวนานแล้ว

ตอนที่ 2177: แผลสมานตัวในพริบตา

“เตรียมน้ำให้ข้า คนอื่นออกไปก่อน ฟั่นหลินอยู่ต่อ” เธอออกคำสั่ง พลางหยิบเข็มเงินออกมาจากห้วงมิติ “ขอรับ” ทุกคนขานรับ นอกจากฟั่นหลิน คนอื่นล้วนออกจากห้อง มีเพียงเหลิ่งหวาที่ยกน้ำเข้ามา

ภายใต้การออกคำสั่งของเฟิ่งจิ่ว ฟั่นหลินหยิบกรรไกรมาตัดเสื้อรอบๆแผล เห็นว่าบาดแผลบนหน้าอก บวมเป่งจนกลายเป็นสีดำ ฟั่นหลิน อดหันไปมองนายท่านของเขาไม่ได้

เฟิ่งจิ่วเห็นบาดแผลก็ขมวดคิ้ว เอื้อมมือไปตรวจสอบจุดลมปราณรอบๆเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับกู้โม่ว่า “ข้าจะดึงกระบี่หักออกให้เจ้า เจ้าอดทนหน่อย มันจะเจ็บมากทีเดียว”

กู้โม่พยักหน้าเล็กน้อย กลีบปากขยับขานรับเบาๆ “ได้”

เฟิ่งจิ่วใช้ผ้าผืนหนึ่งหุ้มด้ามกระบี่ไว้ ก่อนออกแรงกระชากกระบี่หักออกมา เสียงฉึบดังขึ้นพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูดตามมาราวกับน้ำพุ ย้อมมือของเฟิ่งจิ่วจนแดงฉาน เธอไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น แต่รีบใช้เข็มเงินแทงไปยังจุดลมปราณรอบๆบาดแผลเพื่อห้ามเลือด

ฟั่นหลินที่ตกตะลึงเพราะเห็นเลือดพุ่งกระฉูดออกมาในตอนแรก ไม่นานหลังจากเห็นนายท่านใช้เข็มเงินแทงลงไป เลือดที่พุ่งออกมาก็หยุด เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก

“ฝานโสมให้เขาอมไว้หนึ่งแผ่น จากนั้นก็ทำความสะอาดรอบๆแผลเสีย ข้าจะตัดเนื้อรอบๆแผลออกให้เขา” เฟิ่งจิ่วสั่ง พลางหยิบมีดเล็กขึ้นมาเตรียมพร้อมรอ

ฟั่นหลินทำตามที่เธอบอก หลังทำความสะอาดเสร็จก็ถอยไปยืนด้านหนึ่ง

หลังจากทำความสะอาดมือ เฟิ่งจิ่วฆ่าเชื้อมีดด้วยไฟ ก่อนจะค่อยๆตัดเนื้อที่เน่ารอบๆแผลที่บวมเป่งเหล่านั้นออก ส่วนกู้โม่ที่อดกลั้นตั้งแต่ดึงกระบี่หักออกมาอยู่ก่อนแล้วร้องครวญด้วยความเจ็บปวด หากไม่ใช่เพราะอมโสมอายุพันปีไว้ เดาว่าคงทนไม่ไหวและหมดสติไปนานแล้ว

หลังจากจัดการเนื้อเน่ารอบๆแผล เธอขับเคลื่อนพลังเม็ดบัวเขียวในร่างเงียบๆ เห็นเพียงประกายแสงสีเขียวอ่อนค่อยๆไหลออกจากฝ่ามือเธออาบไล้ลงบนผิว บาดแผลเริ่มสมานตัวอย่างช้าๆ

ฟั่นหลินที่อยู่ด้านหนึ่งเห็นภาพนั้นก็อดใจเต้นไม่ได้ เขามองดูบาดแผลที่สมานตัวด้วยความเร็วซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างเหลือเชื่อ บาดแผลที่เคยเป็นรูลึกค่อยๆสมานต่อหน้าต่อตาเขา กระทั่งหายสนิทในที่สุด ไม่เหลือกระทั่งรอยแผลเป็นทิ้งไว้ให้เห็น

หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง มองนายท่านของตนเองด้วยความตะลึง พลังเช่นนี้เรียกได้ว่าฝืนลิขิตสวรรค์! นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น ทำให้บาดแผลหายได้ภายในพริบตา? พลังเช่นนี้ สามารถชุบชีวิตคนตายได้ในหลายๆครั้งเชียวนะ!

สีหน้าของเขาดูหนักอึ้งขึ้นมา นายท่านเปิดเผยพลังเช่นนี้ต่อหน้าเขาอย่างไม่คิดปิดบัง นั่นเพราะนางเชื่อใจเขา หากถูกคนนอกรู้เข้าว่านายท่านมีพลังเช่นนี้ เกรงว่าพลังที่เหนือลิขิตฟ้าเช่นนี้คงจะนำภัยถึงชีวิตมาให้นาง

“พิษในร่างกายของเขาข้าสกัดไว้ชั่วคราวแล้ว รอข้ากลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดได้เมื่อใดจึงจะแก้พิษในร่างเขาได้” เฟิ่งจิ่วอธิบายให้ฟั่นหลินฟัง “ช่วงนี้เขาจะยังไม่เป็นไร แต่อย่างไรเจ้าก็อยู่ดูแลเขาด้วย อย่าให้เกิดอะไรขึ้น”

“นายท่าน พิษในตัวกู้โม่เป็นชนิดเดียวกับนายแห่งตลาดมืดใช่หรือไม่?” เขาคาดเดาได้รางๆ อาการของสองคนนี้ดูคล้ายกันอยู่บ้าง

“อืม เป็นพิษชนิดเดียวกัน ต้องใช้ยาแก้พิษระดับเจ็ดเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแก้ไม่ได้” เธอขมวดคิ้ว หันไปถามเขา “ใครเป็นคนใช้พิษเช่นนี้กับเขา?”

ตอนที่ 2178: ไปที่อื่น

“เป็นผู้แข็งแกร่งระดับปราชญ์เซียนของสำนักปัญจพิษคนหนึ่ง เดิมทีกระบี่เล่มนั้นพุ่งแทงไปทางกลืนเมฆา เพียงแต่จับพลัดจับผลูมาโดนกู้โม่เข้า กู้โม่ฝืนฟันกระบี่เล่มนั้นจนหัก เพียงแต่ บาดเจ็บไปถึงชีพจรหัวใจ หนำซ้ำพิษที่เคลือบกระบี่เล่มนั้นไว้เป็นพิษที่ข้าแก้ไม่ได้”

ฟั่นหลินเล่าให้เธอฟัง นึกถึงชายวัยกลางคนคนนั้น “โชคดีที่สีหลิ่นมา ไม่อย่างนั้นพลังของพวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา แม้จะมีกลืนเมฆาอยู่ก็คงทำได้เพียงถ่วงเวลาพวกเขาเท่านั้น ไม่มีทางฆ่าเขาได้ แต่ตอนท้ายคนผู้นั้นถูกสีหลิ่นฟันแขนขาดไปหนึ่งข้าง”

พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาหนักอึ้ง “ข้าว่าคนของสำนักปัญจพิษจะต้องไม่รามือง่ายๆแน่ ไม่ว่าจะกับนายแห่งตลาดมืดหรือกับหอยาสวรรค์ของเรา หนำซ้ำคนของพวกเขามีพลังอยู่ในระดับเซียนเหินเป็นส่วนมาก ด้วยพลังของพวกเรายากจะรับมือได้”

เฟิ่งจิ่วได้ยินอย่างนั้นก็ครุ่นคิด “อืม เรื่องนี้ข้าจะไปหารือเรื่องแผนรับมือกับพวกเขา” เธอเอ่ยและมองกู้โม่ที่นอนอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง “เจ้าเฝ้าที่นี่ไว้ ข้าไปดูข้างหน้าหน่อย”

ฟั่นหลินพยักหน้า ครั้นเห็นว่านางออกไปแล้ว จึงค่อยเปิดหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่นเลือดในห้อง

ข้างนอก พวกคนที่รอกวนสีหลิ่นอยู่เห็นเธอออกมาก็เดินเข้ามา พวกหลัวอวี่ถามอย่างรอไม่ไหว “นายท่าน กู้โม่เป็นอย่างไรบ้าง? เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?” ในน้ำเสียงแสดงถึงความกังวลอย่างปิดไม่มิด

“ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ยังไม่พ้นขีดอันตราย” เฟิ่งจิ่วตอบ มองพวกเขาแวบหนึ่ง เห็นว่าบนตัวพวกเขาล้วนมีบาดแผลเล็กใหญ่ต่างกันไป จึงเอ่ยว่า “คนของสำนักปัญจพิษชำนาญการใช้พิษ แม้พวกเจ้าจะกินยาแก้พิษกันไว้แล้ว แต่จะประมาทไม่ได้”

ขณะเอ่ย เธอส่ายหน้าถอนหายใจ “โชคดีที่พิษของพวกเจ้าไม่ได้ร้ายแรงเหมือนกู้โม่ ไม่อย่างนั้นต้องแย่แน่” นึกดูแล้วพิษนั่นร้ายกาจยิ่งนัก แต่การจะทำยาพิษที่ร้ายแรงขนาดนั้นขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เช่นนั้นเดาว่าพวกเขาคงไม่รอดกันสักคนแล้ว

“พวกข้าล้วนไม่ได้เป็นอะไรมาก บาดแผลเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเล็ก กลัวก็แต่กู้โม่เขา…”

“รอข้ากลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดได้ก่อนเถิด! พิษที่เขาโดนเป็นชนิดเดียวกับที่นายแห่งตลาดมืดโดน ตอนนี้มีเพียงยาแก้พิษระดับเจ็ดเท่านั้นที่แก้พิษของเขาได้” เฟิ่งจิ่วเอ่ย ขณะที่ในใจก็ยังครุ่นคิดว่ายาเตานี้จะมีอัตราความสำเร็จสูงแค่ไหน?

ครั้นได้ยินเช่นนั้น กวนสีหลิ่นจึงถาม “อย่างนั้นเจ้าตั้งใจจะกลั่นยาเมื่อใด? ยาระดับเจ็บ? เจ้ามั่นใจหรือไม่?”

“คืนนี้เตรียมตัวสักหน่อย พรุ่งนี้ก็จะกลั่นแล้ว”

เธอตอบ จากนั้นมองพวกเขาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากลัวว่าหากข้ากลั่นยาจะถูกคนของสำนักปัญจพิษขัดขวาง ฉะนั้นพรุ่งนี้ข้าตั้งใจว่าจะไปกลั่นยาแก้พิษระดับเจ็ดที่อื่น หลังจากที่ข้ากลั่นยาได้แล้วค่อยนำกลับมา ระหว่างนี้ พวกเจ้าต้องคอยระวังไว้ตลอด เพราะคนของสำนักปัญจพิษก็อาจกลับมาอีกครั้ง”

“เจ้าจะไปกลั่นยาที่อื่น?” กวนสีหลิ่นได้ยินก็อึ้งไป นึกสงสัยเล็กน้อย

เห็นอย่างนั้นเฟิ่งจิ่วยิ้มตอบ “เรื่องนี้พูดแล้วยาว ช่วงก่อนข้าได้สมบัติมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่าแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวง สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ภายในชั่วพริบตา”

“อ้อ? มีสมบัติเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?” กวนสีหลิ่นได้ยินก็ตาเป็นประกาย ก่อนจะพยักหน้า “อย่างนั้นก็ดี เจ้าหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อกลั่นยาเสีย ส่วนทางนี้เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยเจ้าดูไว้เอง”

เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “อืม ทางนี้แม้มีพวกหงส์ไฟอยู่ แต่หากมีท่านอยู่ด้วยข้าจะยิ่งวางใจ”

ตอนที่ 2179: ผิดคำพูด

ขณะเอ่ย เฟิ่งจิ่วหันไปมองทุกคน ถามว่า “พักนี้โม่เฉินไม่ได้มาหรือ?”

ได้ยินอย่างนั้น ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ พวกเขามองหน้ากัน สุดท้ายเหลิ่งหวาก็เป็นคนเอ่ยปาก “นายท่าน มีเรื่องหนึ่งข้าลืมบอกท่านมาตลอด”

“หืม?” เธอยักคิ้ว “เรื่องอะไร?”

“ที่จริงก่อนหน้านี้ มีคนมาขอรับการรักษา เพียงแต่เรื่องมีอยู่ว่า…” เหลิ่งหวาเล่าเรื่องที่มู่หรงอี้เซวียนพาคนคนนั้นมาให้เฟิ่งจิ่วฟังคร่าวๆ สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ต่อมาเพราะเรื่องนายแห่งตลาดมืด กอปรกับพวกเขาไม่ได้มาอีก ฉะนั้นเรื่องนี้…” เขาจึงลืมไปเสียสนิท

เฟิ่งจิ่วพยักหน้า “อืม เรื่องนี้ไม่ต้องสนใจ ดูแลเรื่องตรงหน้าให้ดีก่อนก็พอ”

“ขอรับ” ทุกคนรับคำ

“เสี่ยวจิ่ว…”

กวนสีหลิ่นขานเรียกเธอ อยากมอบของขวัญที่เขาเตรียมมาให้เธอ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอยังมีเรื่องต้องสะสาง คงไม่มีอารมณ์เช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ พอเธอหันมามองเขาจึงบอกว่า “เจ้าเองก็อย่ากดดันตนเองมากไป ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

เขารู้ว่ายาระดับเจ็ดไม่ได้กลั่นกันได้ง่ายๆ ทว่าเวลานี้ เธอกลับจำเป็นต้องกลั่นยาระดับเจ็ดเพื่อช่วยชีวิตนายแห่งตลาดมืดและกู้โม่ เขาเป็นห่วงว่ายิ่งเธอร้อนใจ จะยิ่งทำพลาดง่าย

“อืม ข้ารู้” เธอยิ้มๆ บอกกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าพากู้โม่กลับจวนเฟิ่งไป ข้าจะไปดูท่านลุงเฮยที่จวนหลิงเสียหน่อย”

ชายชราจากตลาดมืดคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินประโยคนั้น มุมปากกระตุกเล็กน้อย นายท่านผู้ปราดเปรื่องเลื่องชื่อของเขา กลับถูกแม่หนูคนนี้เรียกว่าท่านลุงเฮยเสียแล้ว

“ภูตหมอ” ชายชราคารวะเฟิ่งจิ่ว เมื่อเห็นเธอมองมาจึงเอ่ยว่า “ข้าได้ยินว่าทางนี้เกิดเรื่อง จึงมาดูสักหน่อย”

“จบเรื่องแล้ว” เฟิ่งจิ่วเอ่ยกับชายชรา “คนของสำนักปัญจพิษร้ายกาจมากจริงๆ ทำคนของข้าบาดเจ็บถึงขนาดนี้ ท่านดู” เธอหันไปมองทางพวกเหลิ่งหวา สายตาบ่งบอกความหมายชัดเจนมาก

เห็นอย่างนั้น ชายชราหน้าตารู้สึกผิด “เป็นพวกข้าที่ทำให้พวกท่านเดือดร้อนไปด้วย” เขาประสานมือคารวะทุกคน

พวกเหลิ่งหวาเห็นอย่างนั้นกลับไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร

“สองวันนี้อาการของนายท่านของท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ได้ดูแลตามที่ข้ากำชับไว้หรือไม่?” เฟิ่งจิ่วถาม กลับไม่ได้พูดอะไรอย่างอื่นมาก หลังจากที่รับตัวนายแห่งตลาดมืดมาอยู่ด้วย เธอก็รู้อยู่แล้วว่าต้องมีวันนี้ ศัตรูของตลาดมืด จะกลายเป็นศัตรูของเธอ และจะมาตามหาเธอเช่นกัน

“แน่นอน อาการไม่ได้แย่ลง แต่ยังคงไม่ได้สติ ฉะนั้นพวกข้าต่างก็กังวล”

“ข้ากลับไปดูพร้อมท่านก็แล้วกัน!” เธอเอ่ย หันไปกำชับพวกเหลิ่งหวาสองสามประโยค จากนั้นก็ออกไปทางประตูหลัง

หลังจากที่เฟิ่งจิ่วไปจวนหลิงไม่นาน โม่เฉินก็มาที่หอยาสวรรค์

แม้ว่าวันนี้ฟ้ามืดแล้ว แต่กลิ่นคาวเลือดข้างนอกก็ยังคงไม่จางหายไปหมด โดยเฉพาะร่องรอยจากการต่อสู้กันอย่างดุเดือดยังคงเหลือไว้ใหเห็นอย่างชัดเจน

เขาสาวเท้าเดินเข้าไปในหอยาสวรรค์ เห็นพวกเหลิ่งหวาอยู่ข้างใน จึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “พักนี้ข้าเก็บตัวฝึกวรยุทธ์อยู่ตลอด วันนี้เพิ่งออกจากการเก็บตัว จึงเพิ่งรู้เรื่องหอยาสวรรค์เอาป่านนี้”

เขารู้สึกผิดเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าพักนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หนำซ้ำหอยาสวรรค์ก็มีคนเฝ้าอยู่มากมาย เขาจึงเก็บตัวฝึกวรยุทธ์ นึกไม่ถึงว่าพักนี้จะเกิดเรื่องขึ้นมากมายขนาดนี้ ด้วยเหตุนี้จึงอดรู้สึกผิดไม่ได้

เขารับปากเฟิ่งจิ่วว่าจะช่วยนางดูแลหอยาสวรรค์ ยามนี้กลับผิดคำพูด

“คุณชายโม่เฉินไม่จำเป็นต้องโทษตนเอง เรื่องนี้นายท่านเตรียมการไว้แล้ว พวกเรารับมือได้”

ตอนที่ 2180: รอดูก่อนเถิด

เหลิ่งหวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เพียงแต่ เมื่อครู่นายท่านเพิ่งถามถึงคุณชายด้วย”

“นางอยู่ไหน?” โม่เฉินถาม

“นายท่านกลับจวนไปแล้ว นางมีเรื่องต้องจัดการ เกรงว่าจะไม่มีเวลามาพบคุณชาย อีกสองสามวันคุณชายค่อยมาใหม่ก็ได้”

ได้ยินเช่นนั้น โม่เฉินจึงถาม “กำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของนายแห่งตลาดมืดใช่หรือไม่?”

“ใช่ขอรับ” เหลิ่งหวาค่อนข้างแปลกใจที่เขารู้เรื่องนี้ แต่กลับยังคงพยักหน้า

เขากลับไม่พูดอะไรอีก เพียงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อีกสองสามวันข้าค่อยมาก็แล้วกัน!” เอ่ยจบ เขาหันกายจากไป

ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วไปดูอาการของนายแห่งตลาดมืดที่จวนหลิงครู่หนึ่ง จากนั้นเตรียมวัสดุยาที่ต้องใช้ ก่อนจะเปิดแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวง ไล่อ่านบนนั้นอย่างละเอียด เพื่อหาสถานที่กลั่นยาที่เหมาะสม

เธอไล่อ่านอยู่ครู่หนึ่ง อ่านไปอ่านมากลับไม่เจอที่ที่ถูกใจ ด้วยเหตุนี้ เธอเก็บแกนเคลื่อนย้ายจี๋กวง หลังเข้าไปในห้อง เธอหายตัวเข้าไปในห้วงมิติ

หากเป็นเรื่องกลั่นยา ยังมีที่ไหนเทียบกับห้วงมิติของเธอได้อีก? ข้างในนั้นไม่มีใครมารบกวน มีแผ่นดินแยกออกมาเป็นของตนเอง ซ้ำยังมีกลิ่นอายพลังวิญญาณที่หนาแน่นกว่าด้วย

เพียงแต่ ยาระดับเจ็ดไม่ได้กลั่นง่ายๆขนาดนั้น แม้เธอจะศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยาหลักมีจำกัด เธอจึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะล้มเหลว

ขณะเดียวกัน ณ ที่ตั้งของสำนักปัญจพิษ ชายวัยกลางคนที่ถูกกวนสีหลิ่นตัดแขนข้างหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้าซีดขาว คุกเข่าข้างเดียวต่อหน้าที่นั่งสูงสุด ก้มหน้าต่ำ

“เจ้าสำนัก ข้าทำภารกิจล้มเหลวขอรับ!”

แม้แต่เขาเองก็ยังไม่คาดคิดว่าการไปหอยาสวรรค์ครั้งเดียวจะทำให้เสียแขนไปหนึ่งข้าง ด้วยพลังระดับปราชญ์เซียนของเขา กลับถูกตัดแขนข้างหนึ่งไปทั้งอย่างนี้! น่าแค้นใจนัก!

มองดูชายวัยกลางคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า บนที่นั่งที่สูงสุด คนผู้หนึ่งซึ่งสวมหน้ากากเพียงเผยแววตาเหี้ยมเกรียมออกมาคู่หนึ่ง เขาหรี่ตา “มือข้างนี้ของเจ้า ภูตหมอเป็นคนฟันขาดหรือ?”

ได้ยินอย่างนั้น ชายวัยกลางคนยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม “เรียนเจ้าสำนัก ไม่ใช่ภูตหมอ แต่เป็นชายที่ชื่อกวนสีหลิ่น! วันนี้ที่พวกข้าไปหยั่งเชิงหอยาสวรรค์ เฟิ่งจิ่วผู้นั้นไม่โผล่หน้ามาด้วยซ้ำ”

“อ้อ?”

คนบนที่นั่งประทานลากเสียงยาวเล็กน้อย ราวกับประหลาดใจ ทว่าไม่นานก็ปล่อยวาง “ได้ยินมาว่ารอบกายภูตหมอเฟิ่งจิ่วมีคนมากความสามารถอยู่มากมาย แต่พลังของเจ้าเองก็ไม่ได้อ่อนด้อย กลับถูกตัดแขนเช่นนี้ เห็นชัดว่าดูเบาศัตรูมากเกินไป”

ชายวัยกลางคนก้มหน้า กัดฟันตอบว่า “เจ้าสำนัก กวนสีหลิ่นผู้นี้เป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับระดับเทพนักรบขอรับ!”

ได้ยินอย่างนั้น คนบนที่นั่งสูงสุดสะดุดใจ “ระดับเทพนักรบ? เป็นผู้ฝึกพลังเร้นลับอย่างนั้นหรือ?”

“ขอรับ ข้าติดตามเจ้าสำนักมาหลายปี ไม่เคยคิดว่าจะพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของผู้ฝึกพลังเร้นลับ ความแค้นนี้ข้าไม่อาจ กล้ำกลืน เจ้าสำนักได้โปรดทวงความเป็นธรรมให้ข้าด้วยขอรับ!” เขาโขกหัวแรงๆ เพราะเขารู้ หากต้องการต่อกรกับกวนสีหลิ่นและเฟิ่งจิ่ว มีเพียงต้องขอร้องให้เจ้าสำนักออกหน้าเอง ไม่อย่างนั้น ใครไปก็ไร้ประโยชน์!

แขนของเขา เขาไม่มีวันปล่อยให้ถูกตัดขาดไปอย่างเสียเปล่าอย่างนี้แน่! ไม่ว่าจะเป็นภูตหมอเฟิ่งจิ่ว! หรือกวนสีหลิ่นผู้นั้น! หรือแม้แต่คนของนายแห่งตลาดมืด! ขอเพียงมีโอกาส เขาจะไม่มีทางปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!

ครั้นได้ยินอย่างนั้น คนบนที่นั่งสูงสุดยกมือข้างซ้ายที่สวมถุงมือสีดำขึ้นจ้องมอง เปล่งเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ “เจ้าถอยออกไปก่อนเถิด! อีกไม่กี่วัน หัตถ์หมื่นพิษของข้าก็จะฝึกสำเร็จแล้ว ถึงตอนนั้น ข้าค่อยจัดการกับพวกมันทีละคน ทีละคน!” ขณะเอ่ย มือของเขาค่อยๆบิดหมุน เกิดเป็นเสียงดังกร๊อบแกร๊บ…

จบตอน

Comments