ห้วงภวังค์ยามรัตติกาลมักปรากฏอาคารพิลึกแห่งหนึ่ง ท่ามกลางหมอกควันคละคลุ้ง หลินชีเยี่ยจำต้องเคาะประตูซ้ำๆ จนกว่าตนจะฟื้นคืนจากราตรีอันยาวนาน…
เรื่องย่อ
หลินชีเยี่ยในวัยเยาว์เป็นเพียงผู้ที่ชื่นชอบดาราศาสตร์ ในวันนั้นเขาแค่นอนดูดาวบนหลังคาบ้านเก่าๆแล้วพบกับเรื่องน่าพิศวง เพียงสบตาคู่สวยที่เปี่ยมด้วยพลังอันศักดิ์สิทธิ์ โลกทั้งใบของเขาพลันมืดมัว…
สิบปีต่อมา หลินชีเยี่ยในวัยสิบเจ็ดปีมีผ้าพันตาแน่น ถึงแม้เขาจะปิดตาไว้ ทว่าเขากลับ ‘เห็น’ ทุกอย่างรอบตัว นั่นอาจเป็นเพราะพลังอำนาจประหลาดที่มาจากห้วงฝัน ท่ามกลางหมอกควันอันขมุกขมัวในภวังค์ ปรากฏอาคารที่คล้ายกับโรงพยาบาลจิตเวชที่เขาเคยอาศัยอยู่ แต่ที่นี่นั้นมีสิ่งที่พิเศษซ่อนเอาไว้…
บทที่ 1: ปิดตาด้วยผ้าไหมสีดำ
เดือนสิงหาคมอันร้อนระอุ
จี๊ด จี๊ด จี๊ด!
เสียงจั๊กจั่นแสบแก้วหูผสานกับเสียงแตรรถที่ดังสลับกันไม่หยุด ก้องกังวานทั่วท้องถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน แสงแดดอันร้อนแรงแผดเผาถนนยางมะตอยสีเทาน้ำตาล คลื่นความร้อนระอุแผ่กระจาย ราวกับถนนทั้งสายกำลังบิดเบี้ยว
ใต้ร่มไม้ที่ประปรายอยู่ริมถนน มีหนุ่มน้อยกำลังยืนคุยกันอยู่เป็นกลุ่ม คาบบุหรี่รอสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนสี
ทันใดนั้น หนุ่มน้อยคนหนึ่งที่กำลังสูบบุหรี่เหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เปล่งเสียงอุทานเบาๆ สายตาจับจ้องไปยังมุมถนนแห่งหนึ่ง
“อาร์โนลด์ นายมองอะไรอยู่น่ะ?” เพื่อนข้างๆถามขึ้น
หนุ่มน้อยนามว่าอาร์โนลด์จ้องมองไปยังมุมถนนอย่างเหม่อลอย พักใหญ่จึงเอ่ยปาก “นายว่า… คนตาบอดข้ามถนนยังไง?”
เพื่อนชะงักชั่วครู่ ลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก "โดยทั่วไปแล้ว คนตาบอดออกจากบ้านก็จะมีคนดูแล หรือไม่ก็มีสุนัขนำทาง หากเป็นในเมืองที่ทันสมัย ข้างถนนจะมีเสียงประกาศไฟจราจร ถ้าหากไม่ได้จริงๆ ก็ต้องอาศัยเสียงและไม้เท้านำทางค่อยๆเดินข้ามไปทีละนิด"
อาร์โนลด์ส่ายหน้า “แล้วถ้าไม่มีคนดูแล ไม่มีสุนัขนำทาง ไม่มีเสียงประกาศ แม้แต่ไม้เท้านำทางก็เอาไปหิ้วน้ำมันถั่วลิสงล่ะ?”
“...นายตลกมากเหรอ?”
เพื่อนกลอกตา มองตามสายตาของอาร์โนลด์ เพียงชั่วขณะทั้งตัวกลับแข็งค้างอยู่กับที่
ตรงอีกฟากของถนน มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งสวมเสื้อแขนสั้นสีดำกำลังยืนอยู่ ดวงตาทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าไหมสีดำหนาหลายรอบ มิดชิดจนแสงส่องผ่านเข้าไปไม่ได้
มือซ้ายถือถุงพลาสติกราคาถูกที่เต็มไปด้วยผัก มือขวาจับไม้เท้านำทางที่สะพายไว้บนบ่า เหมือนกับกำลังแบกไม้คาน ที่ปลายไม้เท้านำทางมีถังน้ำมันถั่วสีเหลืองทองขนาดใหญ่เปล่งประกายภายใต้แสงแดด!
ผ้าไหมสีดำปิดตา ไม้เท้าพาดบ่า มือซ้ายถือผัก มือขวาหาบน้ำมัน...
ภาพที่น่าเหลือเชื่อนี้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมากที่อยู่โดยรอบ
“เฮ้ย ดูคนนั่นสิ ไม่น่าเชื่อ”
“ตาถูกผ้าพันไว้ขนาดนี้ จะมองเห็นทางได้หรือ?”
“นายไม่เห็นหรือไงว่าเขาถือไม้เท้านำทางอยู่ เขาเป็นคนตาบอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ยุคสมัยนี้แล้ว คนตาบอดส่วนใหญ่ใส่แว่นตาดำกันทั้งนั้น ใครจะมาพันผ้าปิดตาตอนอากาศร้อนๆแบบนี้ ไม่กลัวอึดอัดหรือไง?”
“ก็ใช่ แล้วนายเคยเห็นคนตาบอดที่ไม่ใช้ไม้เท้าเดิน แต่กลับเอามาหิ้วของแทนบ้าง?”
“วัยรุ่นสมัยนี้ขี้เล่นจริงๆ”
“...”
แม้แต่เสียงจักจั่นในฤดูร้อนก็ไม่อาจกลบเสียงซุบซิบจากผู้คนสัญจรได้ พวกเขาจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยความสงสัย กระซิบกันว่าเขาตาบอดจริงหรือแกล้งทำ ในขณะเดียวกันก็มองไฟแดงที่กะพริบอยู่ด้วยความคาดหวัง
ยามนั้นเอง เสียงใสกังวานก็ดังขึ้นจากข้างๆตัวเด็กหนุ่ม
“พี่ชาย ให้หนูพาข้ามถนนมั้ยคะ?”
เด็กผู้หญิงตัวเล็กในชุดนักเรียน อายุราวสิบสองสิบสามปี บนแก้มมีหยดเหงื่อใสวาว ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยความเป็นห่วง ช่างบริสุทธิ์และไร้เดียงสา
เด็กหนุ่มชะงักงัน เอียงหน้ามองเด็กผู้หญิง มุมปากคลี่ยิ้มน้อยๆ
“อืม”
เขาเอาถุงผักที่ถือไว้ไปคล้องที่มือขวา ยกมือซ้ายเช็ดเหงื่อตรงชายเสื้อ แล้วกุมมือเด็กผู้หญิงแผ่วเบา
ติ๊ด...!
ไฟเขียวสว่างวาบ
เด็กหนุ่มก้าวเท้า เดินพร้อมกับเด็กหญิงตัวน้อยข้ามถนนไปอีกฝั่ง
เด็กหญิงตัวน้อยพลันตื่นเต้น มองซ้ายแลขวาระวังรถยนต์ทั้งสองฝั่ง ก้าวเดินอย่างระมัดระวังและขลาดกลัว
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้น… เขาเพียงเดินต่อไปอย่างมั่นคง
ในสายตาของผู้คน ภาพนี้ไม่เหมือนเด็กหญิงใจดีจูงคนตาบอดข้ามถนน กลับดูเหมือนพี่ชายพาน้องสาวข้ามถนนมากกว่า
ถนนไม่กว้างมาก ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวินาที ทั้งสองก็มาถึงอีกฝั่งของถนนแล้ว เด็กหนุ่มพูดขอบคุณเด็กหญิงตัวน้อย แล้วเดินจากไปตามตรอกเล็กๆโดยไม่หันหลังกลับ
“เขาไม่ใช่คนตาบอด” อาร์โนลด์เห็นภาพนี้แล้วพูดอย่างมั่นใจ “เขาต้องมองเห็นแน่ๆ”
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังอาร์โนลด์เอามือท้าวคาง ครุ่นคิดสักพัก แล้วเหมือนนึกอะไรออก ตระหนักได้ทันทีว่า
“ฉันรู้แล้ว เขากำลังคอสเพลย์*[1] เป็นนักพรตตาบอด!”
เพียะ!
ฝ่ามือใหญ่ตบท้ายทอยของเขาอย่างแรง อาร์โนลด์ด่าว่าอย่างโมโห “ไร้ค่า มัวแต่เล่นเกมทั้งวัน ใครจะบ้าไปคอสเพลย์เป็นนักพรตตาบอดกลางถนนล่ะ อยากตายหรือไง?”
เพียงชั่วยาม อาร์โนลด์พึมพำเสริมอีกประโยคว่า “อีกอย่าง… ผ้าปิดตาของนักพรตตาบอดเป็นสีแดง คอสเพลย์แบบนี้คงไม่เหมือนสักเท่าไหร่”
“อาร์โนลด์ นายยังจะมาว่าฉันอีก…”
“หุบปาก”
“เออ”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น เด็กหนุ่มที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ มองตามร่างของผู้ที่กำลังเดินจากไปพร้อมขมวดคิ้ว
“มีอะไรหรือ?” อาร์โนลด์สังเกตเห็นแววตาเขา
“ฉันรู้จักเขา”
“รู้จักเขา?”
“ใช่แล้ว” เด็กหนุ่มพยักหน้า “ตอนที่ลูกพี่ลูกน้องยังเรียนอยู่ชั้นประถม เคยได้ยินมาว่าโรงเรียนของพวกเขามีนักเรียนคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ตาเขาจึงมีปัญหา ต้องใช้ผ้าไหมสีดำปิดไว้ และยังมีปัญหาทางจิตใจอีกด้วย…”
“ปัญหาทางจิตใจ?” อาร์โนลด์ตกตะลึง พยายามนึกถึงสถานการณ์เมื่อครู่ “ฉันว่าเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรนะ”
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบปีก่อนแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเขาอาจจะหายดีแล้วก็ได้ แต่ตอนนั้นเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นข่าวใหญ่ ไม่กี่วันต่อมานักเรียนคนนั้นก็ลาออกจากโรงเรียน ได้ยินมาว่าเขาย้ายไปโรงเรียนพิเศษสำหรับคนตาบอด”
ในตอนนั้น อีกคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ว่าแต่มันเป็นอุบัติเหตุอะไร? ทำไมถึงทำให้ตาบอดและมีปัญหาทางจิตได้ คงไม่ใช่เรื่องผีสางอะไรใช่ไหม?”
“ไม่รู้สิ” เขาหยุดสักพัก “แต่...ได้ยินว่ามันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้น”
“เป็นคนที่ชีวิตขมขื่นจริงๆ” อาร์โนลด์ถอนหายใจ “เขาชื่ออะไรน่ะ?”
“เหมือนจะชื่อ หลิน… หลิน… หลินชีเยี่ย?”
.........
ยามตะวันยอแสง หลินชีเยี่ยผลักประตูเปิดออก
กลิ่นหอมอาหารภายในบ้านโชยเข้าโพรงจมูก เขาสูดดมกลิ่นพลางกลืนน้ำลาย ถือของเดินเข้าไปข้างใน
แกร๊ก!
ประตูบ้านเก่าๆส่งเสียงแหลมเสียดแทงหู กลบเสียงผัดผักจากในครัว หญิงวัยกลางคนเปิดประตูครัวออกมา เห็นหลินชีเยี่ยถือของเต็มมือ จึงร้องอุทานแล้วรีบเดินเข้าไปหา
“เสี่ยวชี ทำไมนายถือของกลับมาเยอะแยะอีกแล้วล่ะ?” หญิงสาวเช็ดมือบนผ้ากันเปื้อน พลางช่วยหลินชีเยี่ยรับของ เอ่ยพึมพำ
“ทำไมถังน้ำมันถั่วถึงใหญ่ขนาดนี้? เจ้าเด็กนี่ใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลผิดๆอีกแล้วใช่ไหม?”
“คุณป้า เงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้คนพิการก็ใช้เพื่อการดำรงชีวิต ผมเอามาซื้อน้ำมันก็ถือว่าใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว” หลินชีเยี่ยหัวเราะ
“พูดจาเหลวไหล เงินนี่เก็บไว้ให้นายเรียนมหาวิทยาลัย จะใช้ผิดๆได้ยังไง ฉันบอกแล้วนะ เงินที่ป้าทำงานหาได้จริงๆ ก็พอเลี้ยงพวกเราสามคนแล้ว นายอย่าควักเงินเองสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะ”
ป้าใช้มือเช็ดถังน้ำมันอย่างระมัดระวัง สีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อย พึมพำเบาๆ “ถังน้ำมันใหญ่ขนาดนี้ ยังเป็นยี่ห้อดังด้วย… คงแพงมากเลยใช่ไหมล่ะ?”
หลินชีเยี่ยยังไม่ทันกล่าวอะไร ป้าพลันนึกขึ้นได้
“ไม่สิ… ของเยอะขนาดนี้ นายเอากลับมาได้ยังไง?”
“อ้อ ระหว่างทางเจอคนใจดีหลายคน ช่วยผมเอากลับมา” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างใจเย็น
“ดี ดีมาก ดูเหมือนในสังคมยังมีคนดีเยอะอยู่นะ… นายได้ขอบคุณพวกเขาดีๆหรือเปล่า?”
“ขอบคุณแล้วครับ” หลินชีเยี่ยเปลี่ยนเรื่อง “คุณป้า อาจิ้นล่ะ?”
“เขากำลังทำการบ้านอยู่ที่ระเบียง… จริงสิ หมอจากโรงพยาบาลจิตเวชที่มาตรวจประจำปีมาถึงแล้ว กำลังพักอยู่ในห้อง นายไปให้หมอตรวจหน่อย ป้าจะไปทำกับข้าวก่อน พร้อมแล้วจะไปเรียกนะ”
หลินชีเยี่ยหยุดชะงักลงชั่วครู่ ขานรับว่า ‘อ้อ’ แล้วหันกลับไปทางห้องนอน
..........
“สวัสดีครับ ผมแซ่หลี่ เป็นหมอจากโรงพยาบาลจิตเวชหยางกวงครับ”
เมื่อหลินชีเยี่ยเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กในห้องนอนก็ผุดลุกขึ้น เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าของเขาสวมแว่นตากรอบดำขนาดใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นคนสุภาพเรียบร้อย
หลินชีเยี่ยเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “ปกติไม่ใช่หมอหันเหรอ?”
“หมอหันเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการตั้งแต่ปีที่แล้วครับ” หมอหลี่ยกยิ้มเล็ก แววตาเผยความอิจฉาเล็กน้อย
หลินชีเยี่ยพยักหน้าเบาๆกล่าวรับคำ
หมอหันอายุมากแล้ว ทักษะการรักษานั้นเยี่ยมยอด การเลื่อนขั้นเป็นรองผู้อำนวยการไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจ การเปลี่ยนหมอหนุ่มมาตรวจให้ตัวเองเป็นประจำก็เป็นเรื่องปกติ
เมื่อเห็นหลินชีเยี่ยนั่งลง หมอหลี่จึงกระแอมเบาๆ หยิบแฟ้มประวัติผู้ป่วยออกมาจากกระเป๋า
“ขอโทษนะครับ เนื่องจากผมเพิ่งมา จึงไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ของคุณเท่าไหร่ ผมขอทำความเข้าใจคร่าวๆก่อนนะครับ” หมอหลี่เอ่ยขออภัย
หลินชีเยี่ยพยักหน้า
“ชื่อ… หลินชีเยี่ยใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
“ปีนี้อายุ17ปี”
“ใช่ครับ”
“อืม… ตามประวัติผู้ป่วยระบุว่า คุณตาบอดทั้งสองข้างเมื่อสิบปีก่อน และถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลของเราด้วยเหตุผลบางประการใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
หมอหลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “คุณเคยเปลี่ยนชื่อหรือเปล่า?”
“...ไม่เคยครับ ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ?” หลินชีเยี่ยงุนงง
หมอหลี่เกาหัวด้วยความเขินอาย “เอ่อ… ดูเหมือนผมจะคิดมากไปเอง”
เขาเอื้อมมือชี้ไปที่อายุบนแฟ้มประวัติผู้ป่วย แล้วชี้คำว่า ‘สิบปีก่อน’ อีกครั้ง “คุณดูสิ คุณตาบอดเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นคุณอายุเจ็ดขวบพอดี แล้วชื่อของคุณก็เป็น ‘หลินชีเยี่ย’*[2] ด้วย ผมเลยคิดว่าคุณอาจเปลี่ยนชื่อหลังจากตาบอด…”
หลินชีเยี่ยเงียบไปนาน แล้วส่ายหน้า “ไม่… ผมไม่เคยเปลี่ยนชื่อเลย ก่อนที่ผมจะเกิด พ่อแม่ตั้งชื่อผมว่าหลินชีเยี่ยแล้ว”
“งั้นมันก็… เอ่อ” หมอหลี่พูดได้เพียงครึ่งประโยค พลันตระหนักได้ว่านั่นไม่ค่อยสุภาพ จึงรีบปิดปากทันที
“บังเอิญ” หลินชีเยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ “บังเอิญจริงๆ”
หมอหลี่รู้สึกอึดอัด เขาจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที “อืม… ดูเหมือนในประวัติจะไม่ได้ระบุรายละเอียดของอุบัติเหตุที่ทำให้คุณตาบอดและเสียสติ ถ้าหากสะดวก คุณช่วยเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ?”
หลินชีเยี่ยยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หมอหลี่ก็รีบเสริม “ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกิน แต่ยิ่งเข้าใจผู้ป่วยมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งรักษาได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่อยากพูด ผมก็จะไม่บังคับครับ”
หลินชีเยี่ยนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ภายใต้ผ้าพันตาสีดำ ดวงตาคู่นั้นเหมือนจ้องมองหมอหลี่อยู่
หลังผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆเอ่ยขึ้น
“ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอก… แต่คุณอาจจะไม่เชื่อ หรืออาจจะจับผมกลับไปที่โรงพยาบาลจิตเวชอีกก็ได้”
“ไม่ๆๆ อย่ามองความสัมพันธ์ของเราเป็นแค่หมอกับคนไข้สิ นี่เป็นเพียงการคุยกันปกติระหว่างเพื่อน คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก” หมอหลี่พูดติดตลก “ต่อให้คุณบอกผมว่าคุณถูกไท่ซ่างเหล่าจวิน*[3] ลากเข้าไปในเตาหลอมโอสถ ผมก็จะเชื่อ”
หลินชีเยี่ยนิ่งงันสักพัก แล้วพยักหน้าเบาๆ
“ในสมัยเด็ก ผมชอบดาราศาสตร์”
“ครับ แล้วยังไงต่อ?”
“คืนนั้น ผมนอนอยู่บนหลังคาบ้านเก่าแล้วมองดูพระจันทร์”
“คุณเห็นอะไร? กระต่ายบนดวงจันทร์หรือ?” หมอหลี่หัวเราะ
หลินชีเยี่ยส่ายหน้า วาทะถัดมาทำให้รอยยิ้มของหมอหลี่แข็งค้างฉับพลัน
“ไม่ใช่ ผมเห็นทูตสวรรค์” หลินชีเยี่ยกล่าวจริงจัง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำท่าประกอบ
“ทูตสวรรค์เซราฟผู้โอบล้อมด้วยรัศมีทองคำ มีปีกสีขาวหกปีก”
[1] คอสเพลย์: เป็นการแต่งกายเลียนแบบตัวละครในเกม การ์ตูน หรือละคร
[2] หลินชีเยี่ย: คำว่า ‘ชี’ (七) ในชื่อของหลินชีเยี่ยหมายถึงเลขเจ็ด
[3] ไท่ซ่างเหล่าจวิน: คือ หนึ่งในสามเทพเจ้าสูงสุดของลัทธิเต๋าตามความเชื่อของชาวจีน
บทที่ 2: ทูตสวรรค์บนดวงจันทร์
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด
ไม่กี่วินาทีผ่านไป คุณหมอหลี่ก็ฟื้นคืนสติ “เซราฟ?”
“ใช่”
“พระองค์กำลังทำอะไร?”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย พระองค์ดุจประติมากรรมสีทองตั้งอยู่กลางหลุมขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ก้มหน้ามองโลก ราวกับ… เฝ้าดู?”
หมอหลี่ขยี้หางตา กล่าวอย่างอับจนปัญญา “ชีเยี่ย คุณรู้ไหมว่าดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกเท่าไหร่?”
“เกือบสี่แสนกิโลเมตร” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างสงบ
“เกือบสี่แสนกิโลเมตร” คุณหมอหลี่ทวนคำ “ถึงจะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ล้ำสมัยที่สุดก็ยังเห็นสภาพผิวดวงจันทร์ได้ลำบาก แต่คุณกลับบอกว่าตอนอายุเจ็ดขวบ คุณแค่ทิ้งตัวนอนบนชายคาบ้านเกิด กลับมองเห็นทูตสวรรค์บนดวงจันทร์ด้วยตาเปล่าเหรอ?”
“ไม่ใช่ผมเห็นพระองค์” หลินชีเยี่ยเอ่ยเสียงเบา “แต่พระองค์เห็นผม ผมแค่เงยหน้าขึ้น ตาของผมก็เหมือนโดนลากผ่านอวกาศ จนสบตากับพระองค์”
“ถ้าอย่างนั้น พระองค์บังคับคุณงั้นเหรอ?”
“ประมาณนั้น ไม่งั้นผมจะมองเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้ยังไง ผมไม่ได้มีตาทิพย์เสียหน่อย”
“ถ้าหากบนดวงจันทร์มีรูปปั้นทูตสวรรค์จริงๆ ทำไมหลายปีมานี้ถึงไม่มีคนค้นพบ?”
“ไม่รู้สิ” หลินชีเยี่ยส่ายหน้า “หรือบางทีทูตสวรรค์เซราฟองค์นั้นอาจไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น อีกอย่าง… มนุษย์หยั่งถึงดวงจันทร์จริงๆเหรอ?”
หลินชีเยี่ยพูดอย่างจริงใจ จริงใจจนคุณหมอหลี่อยากจะโทรเรียกรถมารับเขากลับโรงพยาบาลจิตเวชทันที
หมอหลี่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคทางจิตเวช เขาเคยพบเห็นอาการผู้ป่วยหลากหลายรูปแบบมาแล้ว จนถักทอเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ยิ่งเพ้อเจ้อด้วยท่าทางจริงจัง แต่กลับทำให้คนฟังคล้อยตามได้ แสดงว่าอาการป่วยยิ่งหนักเท่านั้น
“แล้วตาของคุณล่ะ? เกิดอะไรขึ้น?”
หลินชีเยี่ยยกมือลูบไล้ผ้าไหมสีดำที่ปิดตาทั้งสองข้างเบาๆ เสียงพูดไร้อารมณ์ “วันนั้น ผมสบตากับพระองค์เพียงชั่วขณะ แล้ว… ผมก็ตาบอด”
หมอหลี่อ้าปากค้าง ก้มหน้าอ่านประวัติผู้ป่วยในมือ แล้วเงียบไป
ในช่องสาเหตุของการตาบอด มีเพียงสี่ตัวอักษรเท่านั้น
‘ไม่ทราบสาเหตุ’
แล้ว… มันเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นกันแน่?
หรือจะเป็นความจริงดังที่หลินชีเยี่ยพูดไว้ว่าเขาเห็นทูตสวรรค์บนดวงจันทร์? ไม่อย่างนั้นจะอธิบายอาการตาบอดเฉียบพลันได้อย่างไร?
ความคิดนี้ปรากฏเพียงชั่วขณะ ก่อนที่หมอหลี่จะกำจัดมันทิ้งไป
เกือบไปแล้ว เกือบถูกผู้ป่วยจิตเวชชักนำให้หลงทางแล้ว!
เขาสามารถจินตนาการได้ว่า เมื่อสิบปีก่อน ยามหลินชีเยี่ยเด็กน้อยตาบอดได้พูดประโยคเมื่อครู่ต่อหน้าหมอหลายคน สีหน้าของพวกเขาจะดูวิเศษเพียงใด
ไม่แปลกใจที่เด็กคนนี้จะถูกบังคับให้อยู่โรงพยาบาล ไม่ว่าจะมองอย่างไร สิ่งที่เขากล่าวล้วนเป็นคำพูดที่มีแต่ผู้ป่วยจิตเวชเท่านั้นที่จะเอ่ยออกมา
คนแบบนี้ในโรงพยาบาลมีไม่น้อย มีคนอ้างว่าตนเป็นซุนหงอคงกลับชาติมาเกิด จึงนั่งเหม่ออยู่บนคานทั้งวัน มีคนคิดว่าตัวเองเป็นราวแขวนเสื้อ จึงยืนนิ่งอยู่ในห้องทั้งคืน บางคนมองผู้อื่นเหมือนสามีตน จึงแอบลวนลามสัมผัสคนอื่นอยู่เรื่อย...
อืม ผู้ป่วยคนสุดท้ายเป็นลุงอ้วนอายุสี่สิบปี
“สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องในอดีต แล้วตอนนี้ล่ะ? คุณคิดอย่างไร?” หมอหลี่ปรับอารมณ์ แล้วดำเนินการซักถามต่อ
“มันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันทั้งนั้น” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างใจเย็น “วันนั้น ผมแค่พลัดตกจากชายคาบ้านจนหัวกระแทกพื้น ส่วนดวงตา อาจเป็นเพราะเส้นประสาทบางเส้นได้รับความเสียหาย จึงทำให้ตาบอด”
เขาพูดประโยคนี้นับครั้งไม่ถ้วน จนพูดได้อย่างคล่องแคล่วและเยือกเย็น
หมอหลี่เลิกคิ้ว จดบันทึกลงในแฟ้มประวัติคนไข้ จากนั้นก็คุยกับหลินชีเยี่ยเรื่องชีวิตประจำวันอีกสักพัก ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา เขามองนาฬิกา แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม
“เอาล่ะ การตรวจวันนี้ก็สิ้นสุดแล้ว โรคของคุณไม่มีปัญหาอะไร หวังว่าคุณจะปรับสภาพจิตใจและใช้ชีวิตให้ดีนะครับ” หมอหลี่จับมือกับหลินชีเยี่ย แล้วพูดให้กำลังใจ
หลินชีเยี่ยยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ
“เอ๊ย คุณหมอหลี่ อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนสิ” ป้าเห็นหมอหลี่กำลังจะกลับ จึงรั้งด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่ล่ะครับ ไม่ล่ะ ผมยังมีคนไข้คนต่อไปที่ต้องไปดู คงไม่รบกวนแล้ว”
หมอหลี่กล่าวลาป้าอย่างสุภาพ แล้วเปิดประตูออกไป
ในขณะที่ประตูปิดลง รอยยิ้มของหลินชีเยี่ยเลือนหาย ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน
“เรื่องเพ้อฝัน… เหรอ…” เขาพึมพำ
“พี่ มากินข้าวเถอะ!” ลูกพี่ลูกน้องหยางจิ้นถือจานอาหารออกมาจากครัว พร้อมตะโกนเรียก
หยางจิ้นเป็นลูกชายของป้า อายุน้อยกว่าหลินชีเยี่ยสี่ปี เพิ่งเข้ามัธยมต้น ตั้งแต่พ่อแม่ของหลินชีเยี่ยหายตัวไปจนได้มาอาศัยอยู่บ้านป้า ทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน มีความสัมพันธ์สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ
“มาแล้ว” หลินชีเยี่ยตอบรับ
หลินชีเยี่ยเพิ่งนั่งลงข้างโต๊ะอาหารเล็กๆ จู่ๆก็สัมผัสถึงความอบอุ่นจากฝ่าเท้า ตอนแรกชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมามุมปากพลันยกขึ้นเล็กน้อย
หยางจิ้นก้มมองใต้โต๊ะ แล้วหัวเราะประชดว่า
“เจ้าดำน้อย ปกติขี้เกียจไม่ยอมขยับ แต่พอถึงเวลากินข้าวกลับมาเร็วกว่าคนอื่น”
ลูกหมาจรจัดสีดำโผล่ออกมาจากใต้โต๊ะ ลิ้นห้อยนอกปาก หอบหายใจหนัก เข้ามาเบียดแนบหลินชีเยี่ย แล้วเลียเท้าของเขาพร้อมทำท่าประจบประแจง
สามคน หนึ่งหมา นี่คือครอบครัว
เรียบง่าย ลำบาก แต่กลับทำให้รู้สึกอุ่นใจ
สิบปีผ่านมาเช่นนี้
หลินชีเยี่ยลูบหัวมัน หยิบชิ้นเนื้อที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นบนจาน วางลงในถ้วยของลูกพี่ลูกน้องหยางจิ้น
“เอากระดูกให้มันแทะซะ”
หยางจิ้นไม่ปฏิเสธ ด้วยมิตรภาพพี่น้องของพวกเขา หากพูดมากความก็จะดูเป็นการเกรงใจกันเกินไป
เขาสนใจเรื่องอื่นมากกว่า
“พี่ ตาของพี่หายดีจนเกือบปกติแล้วจริงๆเหรอ?”
หลินชีเยี่ยยิ้มเล็กน้อย “อืม ตอนนี้มองเห็นแล้ว แต่ยังไม่ค่อยทนแสง ผ้าไหมสีดำนี่ต้องพันไว้อีกสักพัก”
“อีกสักพักอะไรกัน เสี่ยวชี ป้าบอกแล้วนะ ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ ถึงแม้ตอนนี้นายจะมองเห็นแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบถอดผ้าไหมสีดำออก ถ้าหาก… หากโดนแสงแดดจนทำให้ตาพังอีกคงน่าเสียดายแย่” ป้ารีบกำชับ
“ผมเข้าใจแล้วครับ คุณป้า”
“จริงสิพี่ ผมเก็บเงินซื้อแว่นกันแดดเท่ๆให้พี่ เดี๋ยวเอามาให้ดูนะ!” หยางจิ้นเหมือนนึกอะไรออก จึงพูดอย่างตื่นเต้น
หลินชีเยี่ยหัวเราะพลางส่ายหน้า “อาจิ้น แม้ว่าแว่นกันแดดจะบังแสงได้ แต่ประสิทธิภาพก็ด้อยกว่าผ้าไหมสีดำ ตอนนี้ฉันยังใส่ไม่ได้หรอก”
“ก็ได้…” หยางจิ้นรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“รอให้ตาฉันหายดีก่อนนะ ฉันจะใส่มันไปเดินเล่นทุกวันเลย ตอนนั้นจะซื้อให้นายอีกอันนึง แล้วเราสองคนไปด้วยกัน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หยางจิ้นตาเป็นประกายขึ้น พยักหน้าตอบรับแข็งขัน
“จริงสิเสี่ยวชี ป้าเตรียมเรื่องย้ายโรงเรียนให้นายเรียบร้อยแล้ว รอเปิดเทอมนี้ นายก็สามารถย้ายจากโรงเรียนพิเศษไปโรงเรียนมัธยมปลายปกติได้แล้ว” เหมือนป้านึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “แต่ว่า นายคิดดีแล้วหรือ? โรงเรียนมัธยมปกติกับโรงเรียนพิเศษมันไม่เหมือนกันนะ ด้วยสถานการณ์ของนาย ถ้าหากว่า…”
“ไม่มีถ้าหากครับ คุณป้า” หลินชีเยี่ยขัดคำพูดของเธอ “ตาของผมหายดีแล้ว และถ้าอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี ผมจำเป็นต้องยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นเดียวกับคนอื่นๆ”
“เจ้าเด็กคนนี้... ต่อให้นายสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังไงป้าก็เลี้ยงนายไปตลอด!”
“พี่ ผมก็เลี้ยงพี่ได้นะ!”
ร่างของหลินชีเยี่ยสั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าภายใต้ผ้าไหมสีดำนั้น ดวงตาของเขาเป็นเช่นไร ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
ส่ายหัวอย่างหนักแน่น
ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ทั้งหยางจิ้นและป้าต่างรับรู้ถึงความตั้งใจของเขา
แม้แต่ลูกหมาจรจัดสีดำยังเอาจมูกมาดุนข้อเท้าของหลินชีเยี่ย
“โฮ่ง!”
บทที่ 3: เคาะประตู
กลับมาถึงห้อง หลินชีเยี่ยปิดประตู
เขาไม่ได้เปิดไฟ
ยามราตรี แสงดาวส่องประกายลงบนพื้น ภายในห้องมืดสนิท หลินชีเยี่ยนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ค่อยๆถอดผ้าไหมสีดำที่ปิดตาทั้งสองข้างออก
กระจกบนโต๊ะหนังสือ สะท้อนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่หล่อเหลา
หลินชีเยี่ยหน้าตาดีมาก หากถอดผ้าปิดตาสีดำออก แล้วจัดแต่งตัวเล็กน้อย กอปรกับบุคลิกเย็นชาและลึกลับ เขาย่อมเป็นหนุ่มหล่อระดับท็อปโรงเรียนอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่เขาปิดตาด้วยผ้าสีดำมาโดยตลอด ประกอบกับสถานะคนพิการ ทำให้ความเปล่งประกายของเขาถูกบดบัง
กระจก หลินชีเยี่ยหลับตาลง
คิ้วขมวดเล็กน้อย เปลือกตาที่ปกคลุมดวงตาทั้งสองข้างสั่นระริก เหมือนพยายามจะลืมตาขึ้น มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที...
ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มอยู่นานจนทนไม่ไหว พลันทิ้งตัวลง หอบหายใจถี่
หยาดเหงื่อไหลผ่านแก้มของหลินชีเยี่ย ความโกรธปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของเขา
อีกนิด… อีกนิดเดียว!
ทำไมทุกครั้งถึงขาดเพียงนิดเดียว?
เมื่อไหร่กันที่เขาจะสามารถลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อมองโลกใบนี้ด้วยตัวเอง?
เขาบอกว่าตอนนี้ตนมองเห็นได้แล้ว เขาโกหก
ตาของเขาไม่สามารถลืมขึ้นได้เลย แม้แต่แง้มเล็กน้อยก็ไม่ได้
ทว่า เขาก็ไม่ได้โกหก
ถึงแม้เขาจะหลับตาอยู่ แต่ยังสามารถ ‘มองเห็น’ ทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน
ความรู้สึกนี้แปลกมาก ราวกับว่าทั่วร่างกายของเขามีดวงตาอยู่ สามารถรับรู้ทุกสิ่งรอบด้านโดยไม่มีมุมอับ อีกทั้งยังมองเห็นได้ชัดเจนและไกลกว่าตาเดิมของเขา
เริ่มแรกเขาทำไม่ได้ ในช่วงห้าปีแรกที่ตาบอด เขาไม่ต่างจากคนตาบอดทั่วไป ต้องใช้เสียงและไม้เท้านำทางเพื่อรับรู้โลก
เนื่องด้วยเหตุผลบางอย่าง ตั้งแต่ห้าปีก่อน ดวงตาของเขาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และตัวเขาก็เริ่มรับรู้สภาพแวดล้อมโดยรอบได้ในระดับเบื้องต้น
ตอนแรกมีเพียงไม่กี่เซนติเมตรเบื้องหน้าเท่านั้น ทว่าหลังจากนั้น เขาสามารถ ‘มองเห็น’ ได้ไกลและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในห้าปีต่อมา ตอนนี้ระยะที่เขา ‘มองเห็น’ ได้ไกลถึงสิบเมตรแล้ว
ถ้าหากคนปกติมองเห็นได้เพียงสิบเมตร ดวงตาของเขาคงแทบไร้ประโยชน์แล้ว แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เคยสูญเสียแสงสว่างมาก่อน สิบเมตรนี้จึงมีความหมายมหาศาล
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สิบเมตรที่เขา ‘มองเห็น’ นั้นมองข้ามสิ่งกีดขวาง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภายในรัศมีสิบเมตรรอบตัวหลินชีเยี่ย เขามีวิสัยทัศน์ที่สมบูรณ์แบบ พูดตามตรง เขาสามารถมองทะลุสิ่งต่างๆได้ แต่ถ้าพูดให้ดูดี เขาสามารถมองเห็นฝุ่นละอองทุกอณูที่ลอยอยู่ในอากาศ มองเห็นชิ้นส่วนภายในเครื่องจักร และมองเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆของนักมายากลใต้โต๊ะ...
และที่มาของความสามารถนี้ เหมือนจะมาจากดวงตาที่ถูกปิดไว้เป็นเวลาสิบปีภายใต้ผ้าไหมสีดำ
ถึงจะมีพลังที่เกือบเหนือมนุษย์เช่นนี้ หลินชีเยี่ยยังคงไม่พอใจ การที่มีวิสัยทัศน์สมบูรณ์แบบในระยะสิบเมตรก็ดีอยู่ ทว่า เขาอยากใช้ดวงตาของตนเองมองโลกใบนี้มากกว่า
นี่คือความยึดมั่นของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
แม้ว่าวันนี้จะลืมตาไม่สำเร็จ แต่เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า...
การลืมตาอย่างแท้จริงนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ หลินชีเยี่ยก็เข้านอนเร็วเหมือนทุกวัน ชีวิตคนตาบอดหลายปีมานี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป อย่างน้อยเขาก็มีนิสัยที่ดีในการนอนหลับเร็ว
แต่เมื่อล้มตัวบนเตียง ภาพนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ใต้นภาอันมืดมิดของจักรวาล บนพื้นผิวจันทราอันเงียบสงัด ผืนดินสีขี้เถ้าสะท้อนแสงดาวอันริบหรี่ ใจกลางหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ มีร่างหนึ่งยืนนิ่งดั่งงานประติมากรรม
ร่างนั้นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับว่ามีมาตั้งแต่บรรพกาล รัศมีสีทองอันศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย พลังอันศักดิ์สิทธิ์นั้นเพียงพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดหมอบอยู่บนพื้น
ข้างหลังของเขา ปีกขนาดมหึมากางออก บดบังแสงสุริยันที่ส่องมาจากด้านหลัง ทิ้งเงาขนาดใหญ่ไว้บนพื้นสีเทาเงิน
ทว่า สิ่งที่ประทับอยู่ในใจของหลินชีเยี่ยจนมิอาจลบเลือนได้ คือดวงตาของพระองค์
ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมล้นด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ลุกโชนราวกับเตาหลอม ดั่งดวงตะวันเจิดจรัสในระยะใกล้!
เขาเห็นดวงตาคู่นั้น ในชั่วขณะ โลกของเขาคงเหลือเพียงความมืดมิด
สิบปีก่อน เขาพูดความจริง แต่กลับถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิต
ทว่า ในใจเขาตระหนักดีว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความเพ้อฝัน
นับตั้งแต่ได้เห็นทูตสวรรค์เซราฟบนดวงจันทร์ เขาก็ได้รู้ว่า โลกใบนี้… ไม่ได้ง่ายดายดังที่เห็น
หลินชีเยี่ยค่อยๆจมอยู่ในห้วงนิทรา
เขาไม่รู้เลยว่า ขณะที่เขาล่องลอยสู่ห้วงภวังค์ ภายในห้องอันมืดมิด มีรัศมีสีทองสองสายส่องออกมาจากรอยแยกของดวงตาเขา เพียงวูบหนึ่งแล้วหายไป
..........
ตึก ตึก ตึก......
ในโลกที่ปกคลุมด้วยหมอกควัน หลินชีเยี่ยเดินอยู่เพียงลำพัง
หมอกควันคละคลุ้งรอบตัว ดูราวกับไร้ที่สิ้นสุด ถึงแม้จะเดินท่ามกลางความว่างเปล่า แต่ทุกครั้งที่หลินชีเยี่ยย่ำเท้า บังเกิดเสียงกระทบก้องกังวาน ราวกับว่าใต้เท้ามีพื้นที่มองไม่เห็น
หลินชีเยี่ยก้มพินิจตนเอง พลางถอนหายใจ
“ฝันนี้อีกแล้ว.... ต้องเคาะประตูทุกคืน เหนื่อยแล้วเข้าใจไหม?” หลินชีเยี่ยส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วก้าวเท้าไปข้างหน้า
เพียงชั่วครู่ หมอกควันรอบตัวหมุนวน ตึกสมัยใหม่ที่มีสไตล์แปลกประหลาดปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินชีเยี่ย
ที่บอกว่าแปลกประหลาด เพราะถึงแม้จะเป็นตึกสไตล์สมัยใหม่ แต่รายละเอียดบางอย่างกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายพิศวง
อย่างประตูเหล็กใหญ่ที่แกะสลักเทพเจ้าทั่วท้องฟ้า โคมไฟฟ้าที่ลุกโชนดั่งลูกไฟ และกระเบื้องลายครามที่ลอยอยู่ใต้เท้าเขา......
ราวกับว่าสไตล์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ถูกผสมผสานกับองค์ประกอบของเทวสถานในตำนานโบราณ สร้างความย้อนแย้ง ทว่ากลับมีความงามที่ยากจะอธิบาย
หลินชีเยี่ยคุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมประเภทนี้ มันดูคุ้นตาอย่างมาก
คล้ายกับโรงพยาบาลจิตเวชหยางกวงที่เขาเคยอาศัยอยู่นับปี หลักฐานที่แจ่มชัดที่สุดคือ ข้อความ ‘โรงพยาบาลจิตเวชหยางกวง’ ที่เคยเขียนไว้เหนือทางเข้าประตูใหญ่ กลับถูกแทนที่ด้วยข้อความหนึ่ง
โรงพยาบาลจิตเวชแห่งเทพเจ้า
“สถานที่พิลึก” หลินชีเยี่ยส่ายหน้า ก้าวเท้าไปข้างหน้า เดินจนถึงด้านหน้าของประตูเหล็กใหญ่
เมื่อห้าปีก่อน สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงร่างกาย แต่ยังรวมถึงความฝันของเขาด้วย
ช่วงห้าปีมานี้ เขาฝันถึงเรื่องเดิมๆทุกคืน โดยมีโรงพยาบาลจิตเวชจูเฉินซึ่งเต็มไปด้วยปริศนาเป็นฉากหลัง
เพียงแต่ว่า ประตูของโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้ปิดสนิทตลอด ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเปิดได้
หลินชีเยี่ยเดินวนรอบโรงพยาบาลจิตเวชนับครั้งไม่ถ้วน พบว่าทางเข้ามีเพียงประตูเหล็กใหญ่ด้านหน้า แม้ว่ากำแพงโดยรอบจะไม่สูง แต่สิ่งที่ไร้สาระที่สุดคือ ทุกครั้งที่หลินชีเยี่ยกระโดดขึ้น ความสูงของกำแพงก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ส่วนพละกำลัง... แม้ว่าหลินชีเยี่ยจะพุ่งชนจนร่างกายแหลกละเอียด ประตูเหล็กใหญ่ก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ดูเหมือนจะมีเพียงวิธีเดียวที่จะเข้าไปได้
เคาะประตู
หลินชีเยี่ยคว้าห่วงกลมบนประตูเหล็กใหญ่ สูดหายใจลึกๆ แล้วเคาะลงบนประตูเหล็กอย่างหนัก
แกร๊ง!
เสียงกึกก้องราวกับเสียงระฆังโบราณดังสะท้อนไปทั่วโรงพยาบาลจิตเวช ประตูเหล็กใหญ่สั่นสะเทือนโยกไหว ทว่าไม่เปิดออก
แกร๊ง!
เคาะอีกครั้ง ประตูเหล็กยังคงไม่เปิด
หลินชีเยี่ยไม่แปลกใจกับเรื่องนี้ และไม่กรุ่นโกรธ เขายังคงเคาะประตูต่อไปอย่างอดทน
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาได้หยั่งถึงกฎของห้วงฝันนี้ ประตูเหล็กใหญ่สามารถเปิดได้ด้วยการเคาะเท่านั้น วิธีอื่นใดล้วนไร้ผล และในฝันนี้ นอกจากการเคาะประตู... เขาก็ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย
โชคดีที่ในความฝัน เขาไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่อย่างนั้นร่างกายคงล้มลงไปนานแล้ว
ดังนั้น หลินชีเยี่ยจึงเป็นเหมือนคนงานก่อสร้างที่ขยันขันแข็ง เคาะประตูไปทั้งคืนอย่างอุตสาหะ...
บทที่ 4: วันแห่งการหลุดพ้น
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา โรงเรียนมัธยมที่หกเมืองชางหนาน
“เฮ้ย นายดูสิ คนนั้นเป็นนักเรียนโรงเรียนเราหรือเปล่า? ทำไมถึงปิดตาด้วยผ้าแบบนั้นล่ะ?”
“ใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียน ย่อมต้องเป็นนักเรียนของเราแน่ๆ”
“เขาถือไม้เท้านำทางด้วย ดูเหมือนจะเป็นคนตาบอด”
“แปลกจัง ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเลยนี่?”
“น่าจะเป็นนักเรียนใหม่ม.ปลายปีนี้หรือเปล่า?”
“ว่าแต่พันผ้าสีดำรอบตาแบบนั้น ดูเท่จัง”
“แต่คนตาบอดจะเรียนยังไงล่ะ โรงเรียนเราไม่มีห้องเรียนพิเศษนี่นา”
“ไม่รู้สิ”
“...”
ตามคาด เมื่อหลินชีเยี่ยก้าวเข้าสู่ประตูโรงเรียน เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน
ทว่า หลินชีเยี่ยคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้มาก เขาเดินผ่านถนนใบเมเปิลของโรงเรียนไปยังอาคารเรียนโดยไม่สนใจใคร
ก่อนมาที่นี่ หลินชีเยี่ยเตรียมพร้อมรับมือกับพวกหัวโจกไว้แล้ว เพราะในนิยายสนุกๆไร้สาระหลายเรื่อง มักจะมีพวกโง่เง่าอย่าง ‘อันธพาลประจำโรงเรียน’ โผล่ออกมาเยาะเย้ยเสียดสีเขา เพื่อวางรากฐานให้เขาได้โชว์เท่ในภายหลัง...
แต่พวกก่อกวนพวกนั้นกลับไม่ปรากฏตัว ในทางกลับกัน มีนักเรียนหลายคนเข้ามาถามเขาเองว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่
นี่ทำให้หลินชีเยี่ยรู้สึกผิดหวังอย่างประหลาด
นั่นคงเพราะนักเรียนล้วนผ่านการศึกษาภาคบังคับเก้าปีมาแล้ว เช่นนั้นคงไม่มีใครตาบอดจนไปหาเรื่องคนอื่นหรอก? อีกอย่าง ถึงแม้จะมีกลุ่มเล็กๆพวกนั้น แต่เดี๋ยวนี้ก็เน้นเรื่อง ‘น้ำใจนักเลง’ ช่วยเหลือพี่น้องจัดการเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน ระบายอารมณ์เพียงนิดหน่อย แต่ถ้าหากกล้าไปรังแกคนพิการ วันรุ่งขึ้นคงโดนประณามจนชื่อเสียงย่อยยับ
หลินชีเยี่ยเดินขึ้นบันไดไปตามทาง ไม่นานก็พบห้องเรียนของตัวเอง ม.5/2 เขาเคยเรียนม.4 ที่โรงเรียนพิเศษแล้ว ตอนนี้ย้ายมาเรียนที่นี่ จึงถือว่าเป็นนักเรียนย้ายเข้ามากลางคัน
จากละครและนวนิยายส่วนใหญ่ นักเรียนย้ายเข้ามักจะเป็นตัวแทนของความโดดเดี่ยว ถูกแบ่งแยก และน่าสงสาร เพราะในช่วงชั้นม.4 หนึ่งปี กลุ่มต่างๆมักจะก่อตัวขึ้นแล้ว ถ้าไม่เข้าหาก่อน ก็ยากที่จะเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นได้
หลินชีเยี่ยตระหนักดีว่าตนไม่ใช่ประเภทที่จะเข้าหาคนอื่นก่อน
แม้ว่าตอนม.4 จะได้อยู่ร่วมกัน แต่ด้วยบุคลิกที่ดูไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ของเขา ตอนนี้ก็อาจจะยังคงโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวก็เป็นได้
แต่การอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แย่อะไร อย่างน้อยหลินชีเยี่ยเองก็ชอบความรู้สึกนี้ ไม่มีใครมารบกวน จิตใจสงบ มุ่งมั่นกับการเรียน...
หากให้เขาพยายามสานสัมพันธ์กับคนอื่น เขาคงทำไม่ได้
ยามยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียน หลินชีเยี่ยสูดหายใจลึก ปรับสภาพจิตใจ แล้วก้าวเข้าไป
เมื่อหลินชีเยี่ยก้าวเข้ามาในห้องเรียน เสียงอึกทึกโครมพลันเงียบลง บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน...
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที…
ขณะที่หลินชีเยี่ยกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ห้องเรียนเริ่มวุ่นวายขึ้นทันที!
“นายคือเพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ยใช่ไหม? ที่นั่งของนายเตรียมไว้ให้แล้ว อยู่ตรงนั้น”
“เพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ย นายมองไม่เห็นใช่ไหม? ฉันจะพานายไปเอง”
“เดินช้าๆหน่อยนะ ทางเดินมีของเยอะ... เฮ้ย นั่นใคร รีบเก็บกระเป๋าหนังสือซะ!”
“……”
ก่อนที่หลินชีเยี่ยจะตอบสนอง เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเดินเข้ามาหา ค่อยๆพาเขาไปที่นั่งอย่างระมัดระวัง มีนักเรียนชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งรับกระเป๋าหนังสือของหลินชีเยี่ยไปสะพายไว้บนบ่าของตนเอง
ท่ามกลางฝูงชนที่ห้อมล้อม หลินชีเยี่ยมาถึงที่นั่งของตัวเองอย่าง ‘ปลอดภัย’
หลินชีเยี่ย ‘……?’
นี่มันไม่ค่อยเหมือนในบทเลยนะ?
“เพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ย ฉันชื่อเจี่ยงเชี่ยน เป็นหัวหน้าห้อง ถ้ามีอะไรก็มาหาฉันได้นะ” นักเรียนหญิงผมหางม้าคนหนึ่งพูดพลางตบอกตัวเอง
“ฉันชื่อหลี่อี้เฟย ถ้าจะไปกินข้าวก็เรียกฉันได้ ฉันจะพาไป” ชายที่ช่วยถือกระเป๋าเอ่ยแย้มยิ้ม
“ฉันด้วย ฉันชื่อวังเส้า…”
“...”
ผู้คนมากมายแออัดอยู่โดยรอบ ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
ชั่วขณะหนึ่ง หลินชีเยี่ยมึนงงเล็กน้อย
พูดตามตรง มันแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้พอสมควร
“พวกนาย รู้จักผมเหรอ?” หลินชีเยี่ยมีสีหน้าแปลกๆ
“ครูประจำชั้นบอกพวกเราเกี่ยวกับนาย” หัวหน้าห้องเจี่ยงเชี่ยนตอบ “แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราประทับใจที่สุดคือป้าของนาย วันนั้นเธอถือตะกร้าไข่ไก่อยู่ที่นี่ แล้วแจกไข่ไก่ให้พวกเราทีละคน ฝากฝังให้ช่วยดูแลนายด้วย…”
เหมือนมีฟ้าผ่าลั่นในหัวของหลินชีเยี่ย ทั้งตัวชะงักค้างอยู่กับที่
เขาไม่ได้ฟังสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นพูดอีกต่อไป เพียงเพ่งพินิจรอบห้องเรียนนี้ นึกถึงภาพของหญิงวัยกลางคนหลังค่อม หิ้วตะกร้าใส่ไข่ต้มร้อนๆกำลังอ้อนวอนเพื่อนร่วมชั้นด้วยใจจริง
“นักเรียนทุกคน ช่วยหน่อยนะ หลานชายของป้าตาไม่ค่อยดี บุคลิกยังเย็นชาอีก พวกเธอช่วยดูแลเขาหน่อย…”
“สาวน้อย เธอสวยจังเลย หลานชายของป้าก็หล่อมากนะ เธอต้องชอบเขาแน่ๆ…”
“ชีเยี่ย เด็กคนนี้ภายนอกเย็นชา แต่ข้างในอบอุ่น หากสนิทกันแล้ว พวกเธอต้องเข้ากันได้ดีแน่นอน…”
“...”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผ้าไหมสีดำเริ่มเปียกชื้น
“คุณป้า…” เขาพึมพำ
ขณะที่ทุกคนกำลังเอะอะโวยวาย ครูหญิงคนหนึ่งถือหนังสือเดินเข้ามา เมื่อเห็นหลินชีเยี่ยนั่งอยู่แถวหน้า จึงเดินเข้ามาทักทายสองสามประโยค แล้วแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จักคร่าวๆ ก่อนจะเริ่มสอน
“ทุกคนเปิดหนังสือไปที่หน้า91 วันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติศาสตร์และความยากลำบากของต้าเซี่ยในยุคใกล้เคียงกัน…”
เหมือนว่าเพราะมีหลินชีเยี่ยเพิ่มมา วันนี้ครูคนนี้จึงตัดสินใจข้ามขั้นตอนการอ่านหนังสือ แล้วเข้าสู่การอธิบายเนื้อหาในหนังสือทันที
“เมื่อร้อยปีก่อน โลกยังมีมากกว่าสองร้อยประเทศ กระจายอยู่ในเจ็ดทวีป สี่มหาสมุทร ประเพณีวัฒนธรรมมีความหลากหลาย แม้จะอยู่ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า เราก็ยังสามารถโดยสารเรือไปยังประเทศต่างๆ เพื่อสัมผัสกับการผสมผสานของวัฒนธรรมระหว่างกัน…”
“ทว่าในวันที่9มีนาคม มีหมอกหนาหนาทึบปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันเหนือทวีปแอนตาร์กติกา จากนั้นก็แผ่ขยายด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ภายในเวลาเพียง24ชั่วโมง ก็กลืนกินพื้นที่บนโลกไปเกือบ98%”
“ตึกสูงที่มนุษย์สร้างขึ้น ป่าดิบที่มีมาแต่โบราณ มหาสมุทรที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง... ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหมอกปกคลุม ประเทศนับไม่ถ้วนอยู่ท่ามกลางหมอก ไร้ซึ่งข่าวคราว”
“แต่ทว่า หมอกหนาทึบที่น่าพิศวงนี้ ก่อนที่จะเข้าลุกลามบนดินแดนของประเทศต้าเซี่ย... กลับหยุดลงอย่างกะทันหัน”
“ไม่มีใครรู้สาเหตุ แต่มันก็หยุดลงอย่างน่าประหลาด”
“ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา มีทฤษฎีและข้อสันนิษฐานมากมายถูกเสนอขึ้น บางคนบอกว่าหมอกลึกลับนี้จริงๆ แล้วเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง หลังจากกลืนกิน98%ของโลกแล้วจนอิ่มพอดี จึงหยุดอยู่ใกล้ๆกับต้าเซี่ย บางคนบอกว่าเป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของต้าเซี่ยมีสนามแม่เหล็กพิเศษ ขัดขวางการแพร่กระจายของหมอก และยังมีคนบอกว่านี่คือพลังที่สั่งสมมาตลอดห้าพันปีของต้าเซี่ยกำลังสัมฤทธิ์ผล ปกป้องผืนแผ่นดินนี้…”
“องค์ประกอบของหมอกลึกลับนี้ล้วนเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นแสง เสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีตรวจจับอื่นๆล้วนไม่สามารถทะลุทะลวงหมอกนี้ได้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าหลังม่านหมอกนี้ ประเทศอื่นๆที่ถูกกลืนหายไปเมื่อร้อยปีก่อนยังคงอยู่หรือเปล่า…”
“ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ โอกาสที่พวกเขาจะมีชีวิตรอดในหมอกนั้นต่ำมาก เพราะไม่ว่าจะสูดหมอกนี้เข้าปอด หรือสัมผัสโดนผิวหนัง… ล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น!”
“ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ประเทศของเราได้ส่งทีมสำรวจที่มีอุปกรณ์ครบครันเข้าไปในหมอกนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีใครกลับมาเลยสักคน”
“ห้าสิบปีก่อน ดาวเทียมดวงแรกของประเทศเราถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ ภาพถ่ายที่ถูกส่งกลับมาจากอวกาศ ทั่วทั้งโลกกลายเป็นสีเทาขาว มีเพียงต้าเซี่ยเท่านั้นที่ยังคงเป็นผืนดินบริสุทธิ์”
“ต้าเซี่ยในปัจจุบัน เหมือนเกาะร้างบนดาวดวงนี้ และพวกเรา...อาจเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายบนดาวดวงนี้ก็เป็นได้”
“ดังนั้น วันที่หมอกปรากฏขึ้น ซึ่งก็คือวันที่9มีนาคมของทุกปี จึงถูกเรียกขานว่า ‘วันแห่งการหลุดพ้น’”
บทที่ 5: น่านฟ้าไร้แดน
จันทร์กระจ่าง ดาราพร่างพราย
เสียงกริ่งหมดคาบเรียนภาคค่ำดังขึ้น นักเรียนทยอยออกจากห้องเรียน พูดคุยหัวเราะกันไปตามถนนยามรัตติกาล ซึ่งนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาผ่อนคลายที่สุดหลังผ่านความเครียดมาทั้งวัน
ไม่มีการบ้าน ไม่มีครู รายล้อมด้วยเพื่อนสนิทสองสามคน กลับถึงบ้านอาบน้ำเสร็จแล้วล้มตัวบนเตียงได้อย่างสบายใจ นี่มันวิเศษไปเลยไม่ใช่เหรอ?
ในฝูงชนที่กระจัดกระจายเหล่านี้ กลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกมากถึงสิบกว่าคนพลันพุ่งออกมา ก้าวเดินไปด้านนอกโรงเรียนอย่างเป็นระเบียบและมั่นคง
ท่ามกลางของพวกเขามีเด็กหนุ่มที่ปิดตาด้วยผ้าไหมสีดำ ราวกับไส้ของเกี๊ยวที่ถูกห่อหุ้มอย่างแน่นหนา
ขบวนขนาดใหญ่เช่นนี้ ดึงดูดความสนใจของนักเรียนโดยรอบในบัดดล
“ความจริงแล้ว... ผมเดินกลับเองได้จริงๆนะ” หลินชีเยี่ยมุมปากกระตุก เอ่ยอย่างอ่อนใจ “ผมมองเห็นนะ แค่ตาไม่ค่อยสู้แสง…”
“ไม่ต้องพูดแล้วน่าเพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ย!” เจี่ยงเชี่ยนขัดจังหวะคำพูดของหลินชีเยี่ย กล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “พวกเราสัญญากับป้าของนายแล้วว่าจะดูแลนายให้ดี เราก็ต้องทำให้ได้!”
“ใช่แล้วชีเยี่ย บ้านของพวกเราอยู่ทางเดียวกันพอดีเลย”
“ฉันก็ผ่านทางนั้นเหมือนกัน”
หลินชีเยี่ย “...”
พูดตามตรง ตอนนี้เขาหวังว่าตนจะได้กลายเป็นคนโดดเดี่ยว หลังจากตกอยู่ในความมืดมิดมานาน เขาจึงไม่คุ้นชินกับความรู้สึกที่ถูกล้อมรอบด้วยผู้คนมากมายเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกอึดอัด
แน่นอนว่าคุณป้ากับหยางจิ้นไม่นับ เพราะพวกเขาเป็นครอบครัวของตน
ถึงอย่างไรพวกเพื่อนๆก็มีความปรารถนาดี เขาจึงพูดอะไรไม่ได้ ทำได้แต่เดินตามฝูงชนไปข้างหน้าอย่างอ่อนใจ
“ฉันต้องเลี้ยวขวาที่ทางแยกข้างหน้า แต่จะเดินไปกับพวกนายอีกสักพักละกัน”
“ฉันต้องเลี้ยวตรงนี้แล้ว ไปก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้”
“เจอกันพรุ่งนี้”
“......”
เมื่อยิ่งเดินออกห่างจากโรงเรียน เพื่อนๆที่เดินอยู่รอบๆหลินชีเยี่ยก็ทยอยกันบอกลากลับบ้าน ไม่กี่นาทีต่อมา ข้างกายของหลินชีเยี่ยก็เหลือเพียงห้าคนเท่านั้น
บรรยากาศที่พลุกพล่านก็ค่อยๆเงียบสงบลง พื้นที่โดยรอบดูกว้างขวางขึ้น หลินชีเยี่ยถอนหายใจยาวเหยียด
“พวกนายว่า... หมอกนั่นจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง แล้วกลืนกินต้าเซี่ยหรือเปล่า?” หลี่อี้เฟยสะพายกระเป๋า ผินหน้ามาถามด้วยความสงสัย
“นายไม่ได้ฟังที่ผู้เชี่ยวชาญพวกนั้นพูดเหรอ? โอกาสที่หมอกจะฟื้นกลับมามีน้อยมาก หรืออาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ส่วนอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้าจะเป็นยังไง... เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราก็คงไม่อยู่แล้ว จะไปกังวลทำไมกัน?” เจี่ยงเชี่ยนกลอกตา
“เฮ้อ เธอก็รู้นี่ว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญพวกนั้นพูดมันไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ถ้าหากว่าพวกเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แล้วหมอกนั่นก็กลืนกินต้าเซี่ยทั้งหมดเข้าไป นั่นมันไม่ขาดทุนแย่เหรอ?”
“นี่จึงเป็นสาเหตุที่นายทำตัวเกเรไม่ตั้งใจเรียนสินะ?” เจี่ยงเชี่ยนเดินเข้าไปหาหลี่อี้เฟย พูดอย่างจริงจัง “ฉันขอเตือนนายนะ คุณครูหวังพูดแล้วว่า ถ้าคราวนี้สอบได้ที่โหล่ นายต้องเอาโต๊ะไปวางไว้ข้างๆโต๊ะครูน่ะ”
“รู้แล้ว รู้แล้ว” หลี่อี้เฟยยิ้มแห้ง
“แต่ฉันก็ไม่คิดหรอกนะว่าหมอกนั่นจะฟื้นกลับมาได้อีก” วังเส้าที่เดินนำหน้าสุดเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “ถ้าจะให้พูด หมอกก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เมื่อไปถึงจุดวิกฤตระดับหนึ่งแล้ว มันก็จะค่อยๆสลายไปเหมือนกับยุคน้ำแข็งนั่นแหละ เมื่อธารน้ำแข็งปกคลุมแผ่นดิน เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น น้ำแข็งก็จะค่อยๆละลาย แล้วยุคสมัยใหม่ก็จะมาถึง”
“ฉันรู้จักทฤษฎีที่นายพูดถึงนะ เหมือนจะเรียกว่าทฤษฎีภัยพิบัติทางธรรมชาติใช่ไหม? ตอนนี้ก็ได้รับการยอมรับค่อนข้างสูงเลยล่ะ” เจี่ยงเชี่ยนพยักหน้า
“แต่ถ้า... หมอกนั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติล่ะ?” หลินชีเยี่ยที่เงียบงันมาโดยตลอดพลันเอ่ยขึ้น
วังเส้าชะงัก จากนั้นก็หัวเราะพลางพูดว่า “ชีเยี่ย นายคงไม่ได้เชื่อคำพูดของนักเทววิทยาพวกนั้นจริงๆหรอกนะ ที่ว่าหมอกนี่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติน่ะ”
“ตอนนี้เป็นศตวรรษที่21แล้ว พวกเราต้องเชื่อวิทยาศาสตร์ ในโลกนี้ไม่มีเรื่องภูตผีปีศาจอะไรนั่นหรอก” หลิวหย่วน เพื่อนร่วมชั้นอีกคนแทรกขึ้นมา
หลินชีเยี่ยไม่ได้ตอบ ในโลกนี้จะมีสิ่งที่อยู่นอกเหนือวิทยาศาสตร์หรือไม่ เขาเข้าใจดีกว่าใคร เพียงแต่เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องบอกคนภายนอก
หลี่อี้เฟยพึมพำเสียงเบา “ฉันว่านะ ถ้ามีสิ่งพวกนั้นจริงๆ โลกคงจะน่าสนใจขึ้นเยอะเลย”
“อย่าพูดถึงเรื่องไร้สาระเลย เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราควรสนใจ เอาเวลาที่มานั่งกังวลว่าหมอกจะฟื้นกลับมา ไปนอนเล่นในช่วงวันหยุดของวันแห่งการหลุดพ้นสามวันนั้นให้เต็มที่ยังจะดีกว่า” เจี่ยงเชี่ยนหัวเราะแล้วกล่าว
“ใช่แล้ว ช่วงวันหยุดนั้นคุ้มค่าที่สุด!”
...............
ขณะนั้น ย่านเมืองเก่าชางหนาน
ชายคนหนึ่งกำลังแบกป้ายประกาศ เดินไปตามถนนอันเงียบสงัดและมืดสลัวอย่างไม่เร่งรีบ โคมไฟข้างทางเก่าๆ สาดแสงสลัวลงมา ทำให้เงาของเขาทอดยาวออกไป...
เขาชำเลืองมองโทรศัพท์มือถือ ยามเดินไปถึงทางเข้าตรอกแคบแห่งหนึ่ง จึงหยุดฝีเท้า
“ที่นี่สินะ…”
เขาพึมพำแล้ววางป้ายประกาศที่แบกไว้ลง จัดตั้งให้ตรง
ภายใต้แสงไฟถนนที่กะพริบ เงาของป้ายประกาศปรากฏเลือนราง และเหนือพื้นหลังสีดำนั้น มีตัวอักษรสีแดงสดขนาดใหญ่จนเด่นสะดุดตา!
ข้างหน้าห้ามผ่าน!
ชายคนนั้นพิงเสาไฟ แล้วจุดบุหรี่สูบเข้าไปอย่างแรงครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงเปิดหูฟัง
“หัวหน้า ติดตั้งป้ายประกาศแผ่นที่สามแล้ว”
“รับทราบ เริ่มได้เลย”
“ครับ”
ชายคนนั้นคาบบุหรี่ไว้ ก้าวเดินไปยังป้ายประกาศ นิ้วหัวแม่มือแนบชิดริมฝีปาก แล้วกัดลงไปอย่างแรง!
หยดเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผล ชายคนนั้นย่อตัวลง ใช้นิ้วโป้งที่เปื้อนเลือดลากเส้นตัดผ่านตัวอักษรสี่ตัวใหญ่ที่เขียนว่า ‘ข้างหน้าห้ามผ่าน’
สายตาพลันแข็งกร้าว พลังอำนาจบางอย่างที่ยากจะอธิบายระเบิดออกมาจากตัวเขา!
เขาเงยหน้ามองฟ้ายามราตรี พึมพำด้วยเสียงที่มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่ได้ยิน...
“ผนึกต้องห้าม [น่านฟ้าไร้แดน]”
เพียงชั่วครู่ รอยเลือดสีแดงฉานบนป้ายประกาศตรงหน้าเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกดูดซับเข้าไป จากนั้นตัวอักษรสี่ตัวใหญ่ ‘ข้างหน้าห้ามผ่าน’ พลันเปล่งประกายสีแดงขึ้นมา!
แล้วก็ค่อยๆกลับคืนสู่สภาพเดิม
ชายคนนั้นทิ้งตัวลงกับพื้น ถอนหายใจยืดยาว เปิดปากบ่นอย่างไม่พอใจ
“บ้าเอ๊ย โดนดูดจนหมดอีกแล้ว…”
ตอนนี้ หากมีใครมองลงมาจากท้องฟ้าเหนือเมืองชางหนาน ก็จะพบว่ามีแสงสามจุดกะพริบอยู่บริเวณใกล้กับย่านเมืองเก่า ซึ่งแสงสว่างทั้งสามจุดนี้ทำหน้าที่เป็นจุดยอดของสามเหลี่ยมด้านเท่าสีแดงเข้มที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว!
ทันทีที่สามเหลี่ยมด้านเท่าก่อตัวขึ้น ครึ่งหนึ่งของย่านเมืองเก่าที่ถูกปกคลุมก็ค่อยๆเลือนหายไป ราวกับถูกใครบางคนลบทิ้งออกจากแผนที่...
แต่เมื่อมองจากพื้นดิน ย่านเมืองเก่าก็ยังคงเป็นย่านเมืองเก่าเหมือนเดิม
ตรงจุดศูนย์กลางของรูปสามเหลี่ยมนี้ มีเสื้อคลุมสีดำและสีแดงหกตัวพุ่งผ่านท้องฟ้าราวกับอัสนี!
ชายที่เป็นผู้นำเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีแดงเข้ม ยกมือไปจับด้ามดาบที่หลังและหรี่ตาลง
“เริ่มปฏิบัติการกำจัดหน้ากากปีศาจ”
บทที่ 6: หน้ากากปีศาจ
นอกเขตเมืองเก่า
ชายที่เพิ่งปลดผนึกต้องห้ามทรุดนั่งลงข้างป้ายประกาศ หันกลับไปมองย่านเมืองเก่าครึ่งหนึ่งที่หยุดนิ่งราวกับผืนผ้าใบ เขาส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง ล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มเล่นเกมจับคู่
“พี่ชาย ดึกดื่นป่านนี้แล้วมานั่งเล่นโทรศัพท์ตรงนี้ทำไม ไม่กลัวก้นเย็นหรือไง?”
ไม่นานนัก ผู้สัญจรคนหนึ่งเดินข้ามถนนมาจากฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นภาพดังกล่าวก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขำ
ชายหนุ่มเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือต่อ “ไม่มีอะไรทำน่ะ เบื่อจะแย่แล้ว”
ผู้สัญจรยิ้ม หยิบบุหรี่มวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มโบกมือปฏิเสธ พูดอย่างจริงจังว่า “เวลาทำงาน ไม่สูบบุหรี่”
“เฮ้ย นายนั่งยองเล่นโทรศัพท์ข้างถนนแบบนี้ นี่ก็เรียกว่าการทำงานเหรอ?” ผู้สัญจรหัวเราะ
“อืม”
“ได้ๆ” ผู้สัญจรยักไหล่ ลุกขึ้นยืนเดินไปทางถนนด้านหลังของชายหนุ่ม
“นายจะไปไหน?” ชายหนุ่มเอ่ยถามในทันใด
“กลับบ้าน”
“นายกลับไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ไปตอนนี้ไม่ได้”
ผู้สัญจรเลิกคิ้ว “หมายความว่ายังไง?”
“ถนนเส้นนี้ถูกปิดแล้ว นายจะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อมันเปิด” ชายหนุ่มชี้ไปที่ป้ายประกาศด้านหลัง
ผู้สัญจรมองตามนิ้วของเขาไป เห็นป้ายประกาศที่ดูแปลกตาตั้งอยู่กลางถนน กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นตัวอักษรสี่ตัวใหญ่ ‘ข้างหน้าห้ามผ่าน’ บนป้ายนั้นเปล่งประกายวูบหนึ่ง
สายตาของผู้สัญจรแปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอย
หลังผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็หันหลังกลับอย่างเชื่องช้า เดินกลับไปทางเดิมทีละก้าวด้วยแววตาที่สับสน...
ชายหนุ่มดูจะไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เลย ในตอนที่เขากำลังจะเล่นเกมต่อ เสียงของชายอีกคนก็ดังขึ้นจากหูฟัง
“จ้าวคงเฉิง!!”
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น ชายหนุ่มพลันผุดลุกขึ้นจากพื้น ใบหน้าปราศจากความผ่อนคลายและความง่วงงุน แล้วถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึม!
“ครับ! หัวหน้า เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“มีปัญหานิดหน่อย พวกหน้ากากปีศาจกลุ่มนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นราชาหน้ากากปีศาจตนหนึ่ง อาศัยจังหวะที่พวกเรากำลังล้อมปราบหน้ากากปีศาจตนอื่นๆ มันลอบทำร้ายหงอิงจนบาดเจ็บสาหัส แล้วหนีออกจากเขตต้องห้ามไปทางท่อระบายน้ำ”
“ราชาหน้ากากปีศาจ?” จ้าวคงเฉิงหน้าเปลี่ยนสี “มันวิ่งไปทางไหน? ผมจะไปสกัดมัน!”
“ไม่ได้ คงเฉิง นายไม่ถนัดการต่อสู้ เอาชนะราชาหน้ากากปีศาจไม่ได้หรอก ปล่อยให้ฉันไล่ตามมันเอง”
จ้าวคงเฉิงชะงัก “งั้นผม…”
“หลังจากที่ราชาหน้ากากปีศาจหนีไป ก็มีหน้ากากปีศาจอีกสองตัวฉวยโอกาสหนีเข้าไปในท่อระบายน้ำ คนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่กับการกวาดล้างหน้ากากปีศาจที่เหลือ ทำให้ไม่มีเวลามาดูแลเรื่องนี้”
“ไปทางไหน?”
“ตะวันออกเฉียงใต้”
“รับทราบ”
จ้าวคงเฉิงแววตาสว่างวาบ วิ่งด้วยความเร็วสูงไปอีกฟากของถนน แล้วพุ่งเข้าไปในรถตู้สีดำ เหยียบคันเร่งอย่างแรง แล้วทะยานออกไปท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์คำรามดังก้อง
บนเบาะนั่งข้างคนขับ มีเสื้อคลุมสีดำแดงพับเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
และดาบตรงในฝัก!
.................
“เอาล่ะ ฉันจะเลี้ยวตรงนี้ งั้นไปก่อนนะ”
วังเส้าหยุดฝีเท้า หันกลับมาบอกกับสี่คนที่อยู่ด้านหลัง
ในขณะนั้นเอง หลี่อี้เฟยราวกับเพิ่งนึกอะไรออก จึงเอ่ยขึ้นว่า “วังเส้า ถ้าฉันจำไม่ผิด บ้านนายอยู่ใกล้ย่านเมืองเก่าใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว มีอะไรหรือเปล่า?”
“...ไม่มีอะไร แค่ตอนนายกลับบ้านก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”
วังเส้ามุมปากกระตุก แล้วกลอกตา “นายมีอะไรก็พูดมาเลย อย่าพูดครึ่งๆกลางๆสิ มันทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีนะ”
หลี่อี้เฟยลังเลครู่หนึ่ง “ได้ยินมาว่าช่วงนี้ย่านเมืองเก่าไม่ค่อยสงบ มีฆาตกรโรคจิต!”
“ฆาตกรโรคจิต? จริงหรือเปล่าเนี่ย!” เจี่ยงเชี่ยนไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่
“แน่นอนว่าจริง!” หลี่อี้เฟยมองไปรอบๆ แล้วลดเสียงลง “พวกนายอาจจะไม่รู้ ช่วงไม่กี่วันมานี้ในย่านเมืองเก่ามีคนตายไปแล้วสิบกว่าคน”
“สิบกว่าคน? เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นก็ต้องออกข่าวไปนานแล้วสิ” วังเส้าส่ายหัว
“เฮ้ย ทำไมจะเป็นไปไม่ได้เล่า บอกตามตรง เรื่องนี้มันแปลกๆ เหมือนมีใครบางคนตั้งใจปิดข่าวนี้เอาไว้ ถ้าพ่อฉันไม่ได้ทำงานที่สถานีตำรวจ ฉันก็คงไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน”
“แปลก? แปลกยังไง?”
“ได้ยินมาว่า…” หลี่อี้เฟยหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วลดเสียงลงอีกนิด
“ได้ยินมาว่า… คนที่ตายพวกนั้น ใบหน้าถูกถลกออกไปจนหมด จนเหลือแต่เนื้อเละที่เต็มไปด้วยเลือดและลูกตาที่โปนออกมา วิธีการโหดเหี้ยมมาก!”
สายลมหวนยามค่ำพัดผ่าน เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากฝ่าเท้าขึ้นไปถึงศีรษะ!
“หลี่อี้เฟย! นายบ้าไปแล้วหรือไง พูดเรื่องพวกนี้ตอนกลางค่ำกลางคืน!” เจี่ยงเชี่ยนหน้าซีดเผือด ผินมองไปรอบถนนที่เงียบงัน แล้วพูดอย่างโมโห
ที่นี่อยู่ใกล้ย่านเมืองเก่าซึ่งเป็นย่านชานเมืองของเมืองชางหนาน เลิกเรียนพิเศษตอนเกือบสี่ทุ่ม บนถนนไม่มีแม้แต่คนสัญจร กอปรกับคำพูดของหลี่อี้เฟย ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น แม้แต่ผู้ชายตัวโตอย่างวังเส้าและหลิวหย่วนก็รู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน วังเส้าเหลือบมองไปทางแคบๆที่ตนกำลังจะเดินเข้าไปอย่างใจไม่ค่อยดี...
หากบอกว่าคำพูดของหลี่อี้เฟยทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว คำพูดถัดมาของหลินชีเยี่ยก็ทำให้พวกเขาขนหัวลุกชัน!
หลินชีเยี่ยใคร่ครวญครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา “นายแน่ใจหรือเปล่า... ว่าเรื่องพวกนี้เป็นฝีมือมนุษย์?”
“ชีเยี่ย นาย…” เจี่ยงเชี่ยนตัวสั่นเทา!
วังเส้าและหลิวหย่วนมุมปากกระตุก มองหลินชีเยี่ยด้วยสายตาประหลาดใจ
หลินชีเยี่ยผู้นี้ภายนอกดูเรียบร้อย ไม่นึกเลยว่าจะซ่อนความคิดแบบนี้ไว้ข้างใน!
หลี่อี้เฟยมองหลินชีเยี่ยอย่างตกตะลึง “นายก็คิดแบบนี้เหมือนกันเหรอ?”
“หุบปาก หุบปาก หุบปาก!” เจี่ยงเชี่ยนทนไม่ไหวอีกต่อไป ยื่นมือไปบิดแขนหลี่อี้เฟยอย่างแรง จนอีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว อย่ามาเล่าเรื่องผีสางกันได้ไหม! ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ!”
หลี่อี้เฟยกุมแขน ปากบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หลบไปด้านข้างแล้วพึมพำ “นี่ไม่ใช่เรื่องผีสางสักหน่อย…”
วังเส้าไหวไหล่ “ฉันไม่อยากคุยเรื่องไร้สาระกับพวกนายแล้ว ยังไงฉันก็ไม่เชื่อเรื่องผีสางพวกนี้หรอก ไปล่ะ”
ร่างของวังเส้าค่อยๆหายไปในตรอกแคบ
เจี่ยงเชี่ยนจ้องหลี่อี้เฟยอีกครั้ง เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วหยุดลง
เธอสูดลมหายใจลึก ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ดวงตาฉายแววฉงน
ผินหน้ากลับมาพูดว่า “พวกนายได้กลิ่นเหม็นไหม?”
“กลิ่นเหม็น?”
“ก็กลิ่นแบบ...กลิ่นอะไรบางอย่างที่เน่าเปื่อยไง”
“ฉันไม่ได้กลิ่นนะ หลิวหย่วนล่ะ?”
“ฉันก็ไม่... แหวะ!!”
หลิวหย่วนกับหลี่อี้เฟยพูดยังไม่ทันจบ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน รีบปิดจมูกตัวเองอย่างตกใจ แล้วมองไปรอบๆด้วยความหวาดกลัว
หลินชีเยี่ยกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วกลิ่นเหม็นอันน่าขยะแขยงแทรกเข้ามาในโพรงจมูก ความรู้สึกนี้เหมือนมีเนื้อเน่าที่หมักหมมมานานกว่าสิบวันถูกโยนลงไปในถังส้วม แล้วผสมกับไข่เน่าอีกหนึ่งโหล เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะปั่นป่วนอย่างหนัก
นี่คือกลิ่นที่เหม็นที่สุดเท่าที่หลินชีเยี่ยเคยสัมผัสมาตลอดชีวิต
ส่วนเจี่ยงเชี่ยนที่มีจมูกที่ไวที่สุดก็ทรุดตัวลงอาเจียนออกมา
“บ้าเอ๊ย อะไรมันเหม็นขนาดนี้?!” หลี่อี้เฟยตะโกนพร้อมกับปิดจมูก
“ไม่รู้สิ” หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็ชี้ไปยังตรอกเล็กๆที่วังเส้าจากไป
“แต่ดูจากทิศทางที่กลิ่นแพร่กระจายมา น่าจะมาจากทางนั้น”
ในวินาทีถัดมา เสียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวชก็ดังมาจากที่ไกลๆ ก้องกังวานไปทั่วราตรีอันเงียบสงัด
บทที่ 7: ฉันอยากมีชีวิต
“วังเส้า?!” ทั้งสามคนได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ต่างตะโกนออกมาพร้อมเพรียงกัน
ทั้งสามสบตากัน แล้ววิ่งไปยังตรอกเล็กๆที่วังเส้าเดินเข้าไป
หลินชีเยี่ยยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง ขมวดคิ้วมองตรอกที่มืดครึ้มด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในใจของเขากลับมีลางสังหรณ์ไม่ดี
ย่านเมืองเก่า ฆาตกรโรคจิต กลิ่นเหม็นประหลาด เสียงกรีดร้อง...
มีบางอย่างผิดปกติ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากชั่งใจดูแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ในที่สุดก็หยิบไม้เท้านำทางขึ้นมาแล้ววิ่งตรงไปที่ตรอก
โดยปกติแล้ว หากหลินชีเยี่ยเจอสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวอย่างแน่นอน แต่กลับจะวิ่งไปในทิศทางตรงข้ามและหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!
ในเมื่ออีกฝ่ายกรีดร้องออกมา นั่นหมายความว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
ไม่ใช่เรื่องดี นั่นก็หมายถึงมีเรื่องยุ่งยาก
ปล้นจี้ ฆาตกรรม หรือเป็นพยานในที่เกิดเหตุอาชญากรรม… ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน หลินชีเยี่ยก็ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น
เขาไม่ได้มีความอยากรู้อยากเห็นมากขนาดนั้น ไม่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเขาก็ไม่ได้มีจิตใจดีงาม ไม่อยากทำตัวเป็นวีรบุรุษอะไรนั่นด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่รู้จักการต่อสู้ ถ้าเกิดพลาดท่าจนสิ้นชีพขึ้นมาจะทำอย่างไร?
แต่สถานการณ์ตรงหน้ามันแตกต่างออกไป
แม้ว่าหลินชีเยี่ยจะไม่อยากยอมรับนัก แต่เรื่องที่วังเส้าตกอยู่ในอันตรายนั้นเกี่ยวข้องกับเขา
หากไม่ใช่เพราะพวกเขาอาสาคุ้มกันหลินชีเยี่ยกลับบ้าน บางทีวังเส้าอาจจะกลับไปอีกทางหนึ่งแล้ว หรือกลับไปก่อนหน้านี้สักสองสามนาที ก็คงไม่ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เหรอ?
เขาไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านก็จริง แต่เขาเกลียดการติดหนี้บุญคุณคนอื่นมากกว่า
ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยก็ถือว่าได้ทำตามมารยาท ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาจริงๆ ค่อยหนีทีหลัง
หลินชีเยี่ยปิดตาอยู่ แต่ความเร็วของเขากลับไม่ได้ช้าลงแม้แต่น้อย ยิ่งเข้าใกล้จุดที่ได้ยินเสียงกรีดร้อง คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่น
กลิ่นเหม็นทวีความรุนแรงขึ้น
“กรี๊ด!!!”
เสียงกรีดร้องครั้งที่สองดังมาจากหัวมุมข้างหน้า แต่คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิง
เจี่ยงเชี่ยน!
หลินชีเยี่ยหยุดฝีเท้าฉับพลันตรงหัวมุมตึก ในระยะการรับรู้ทางจิตของเขาปรากฏภาพของเจี่ยงเชี่ยนและอีกสองคน
ไม่ไกลจากเขานัก เจี่ยงเชี่ยนทรุดตัวลงนั่งกับพื้น อ้าปากค้างมองไปข้างหน้า ทั่งร่างสั่นเทิ้ม!
เบื้องหน้าเธอ หลิวหย่วนกับหลี่อี้เฟยยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้น สายตาจ้องตรงไปข้างหน้า ต่างก็ตัวสั่นด้วยความกลัว!
ไกลออกไป… หลินชีเยี่ยไม่สามารถรับรู้ได้อีก
เขายังไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้ ไม่สามารถมองเห็นโลกนี้ด้วยสายตาของตนเอง ขอบเขตการรับรู้ทางจิตของเขามีเพียงสิบเมตร จึงเกิดสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ภายในสิบเมตร เขามองเห็นทุกอย่าง แต่นอกสิบเมตร เขาก็เป็นแค่คนตาบอดตัวจริง
ทั้งสามคนเห็นอะไรถึงได้ตกใจขนาดนั้น?
แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น ทว่าเขามีประสาทสัมผัสทางการได้ยินที่ฉับไว เขาได้ยินเสียงกุกกักอย่างชัดเจนอยู่ไม่ไกล
ราวกับมีใครบางคนกำลังแทะอะไรบางอย่างด้วยความหิวกระหาย และเอร็ดอร่อยจนน้ำลายไหล
อืม… ฟังดูเหมือนกับตอนที่ลูกหมาดำน้อยกำลังแทะกระดูก
"เกิดอะไรขึ้น?" หลินชีเยี่ยถามเสียงเบา
เจี่ยงเชี่ยนดูจะตกใจที่หลินชีเยี่ยปรากฏตัวขึ้น เธอคว้าชายเสื้อของเขาไว้ด้วยความตื่นตระหนก ฟันสั่นระริก!
“สัตว์… สัตว์ประหลาดกำลังแทะหน้าของวังเส้า!”
สีหน้าของหลินชีเยี่ยพลันแปรเปลี่ยน!
“วิ่ง!!”
หลินชีเยี่ยและหลี่อี้เฟยตะโกนพร้อมกัน!
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปาก หลิวหย่วนก็เหมือนสุนัขบ้าที่หันหลังวิ่งสุดชีวิต ชนเข้ากับไหล่ของหลินชีเยี่ยจนเซ ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งต่ออย่างไม่คิดชีวิต!
“สัตว์ประหลาด… ช่วยด้วย! ใครก็ได้!! สัตว์ประหลาด!” เขาวิ่งหนีพลางตะโกนลั่น
หลินชีเยี่ยซวนเซเพราะถูกชนโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะทรงตัวได้ก็มีเสียงกระทบกันอย่างรุนแรงดังก้องจากที่ไกลๆ
ราวกับมีหมีกริซลีตัวใหญ่กำลังเหยียบพื้นอย่างรุนแรง วิ่งตรงมาหาเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว
ม่านตาของเจี่ยงเชี่ยนหดเกร็ง จนไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เธอลุกขึ้นจากพื้นปานสายฟ้าและวิ่งหนีไปพร้อมกับเสียงกรีดร้อง
ส่วนหลี่อี้เฟย… เขาวิ่งไปตั้งแต่ที่ตะโกนคำว่า ‘วิ่ง’ แล้ว ความเร็วของเขานั้นมากกว่าหลิวหย่วนที่ผลักหลินชีเยี่ยเสียอีก
หากไม่ใช่เพราะเจ้าสารเลวหลิวหย่วนที่ชนหลินชีเยี่ยจนเสียหลัก ป่านนี้เขาก็คงวิ่งหนีไปไกลแล้ว
แต่เพียงเพราะความล่าช้าเพียงเสี้ยววินาที ตอนนี้เขากับเจี่ยงเชี่ยนจึงกลายเป็นคนที่อยู่ข้างหลังสุด
ในตอนนี้ ดูเหมือนทุกคนจะลืมสถานะ ‘คนพิการ’ ของหลินชีเยี่ยไปเสียแล้ว เพื่อนร่วมชั้นที่เพิ่งจะให้สัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะพาเขากลับบ้าน กลับทิ้งเขาไว้ข้างหลังโดยไม่ใยดี
โอ้ ไม่สิ ไม่เชิงว่าลืมเขาไปเสียทีเดียว อย่างน้อยเมื่อกี้ยังวิ่งชนเขาไปทีนึง
หลินชีเยี่ยหัวเราะเยาะในใจ
ทว่าตอนนี้หลินชีเยี่ยไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนั้นแล้ว เพราะทันทีที่เขาวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่พุ่งเข้ามาในระยะสิบเมตร
มันเหมือนคน แต่ก็ไม่เหมือนคน
ที่บอกว่ามันเหมือน เพราะมันมีแขนขาและหัวเหมือนมนุษย์ แต่ที่บอกว่าไม่เหมือน เพราะตอนนี้มันกำลังวิ่งอยู่บนพื้นด้วยแขนและขาพร้อมกัน ร่างกายใหญ่โตเหมือนหมีกริซลี!
และที่สำคัญที่สุดคือ บนหัวของมันมีหน้ากากปีศาจปรากฏอยู่
ซีดเซียว บิดเบี้ยว
ลิ้นสีแดงฉานที่ยาวและแหลม ยื่นออกมาจากปากยาวเกือบครึ่งเมตร บิดไปมาอย่างน่าขยะแขยง
หลินชีเยี่ยหน้าซีดเผือดในบัดดล
มันเร็วเกินไป เพียงไม่กี่ก้าว มันก็พุ่งจากระยะสิบเมตรเข้ามาในขอบเขตการรับรู้ทางจิตของเขา และมันยังคงพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ!
หลินชีเยี่ยมั่นใจว่า แม้แต่แชมป์วิ่งระยะสั้นระดับโลกมาเอง ก็ไม่มีทางวิ่งเร็วกว่ามันได้แน่นอน
เขาคำนวณระยะทางจากตรงนี้ไปถึงปากซอยในใจ หัวใจของเขาพลันจมดิ่ง
ด้วยความเร็วที่ต่างกันมากขนาดนี้ เขาคงจะถูกมันตามทันก่อนที่จะวิ่งออกจากตรอกนี้แน่
ต้องมีทางอื่นสิ...
สมองของหลินชีเยี่ยประมวลอย่างรวดเร็ว รับรู้ถึงวัตถุทุกอย่างที่อยู่รอบตัว พยายามหาวัตถุที่จะใช้สกัดกั้นสัตว์ประหลาดที่อยู่ข้างหลังเขาได้
ทันใดนั้น พลังจิตของเขาก็จับไปยังกระเป๋าเป้ที่อยู่ด้านหลังของเจี่ยงเชี่ยน
“โยนกระเป๋าใส่มัน! ถ่วงเวลาไว้!” หลินชีเยี่ยตะโกน
เจี่ยงเชี่ยนที่อยู่ด้านข้างเขาตัวสั่นเทา ดวงตาเปล่งประกายเย็นชา เธอกรีดร้องก่อนจะกระชากกระเป๋าเป้...
แล้วเหวี่ยงมาทางหลินชีเยี่ย
รูม่านตาของหลินชีเยี่ยหดเกร็ง.!
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเจี่ยงเชี่ยนจะทำร้ายเขา!
เมื่อหลินชีเยี่ยรู้ตัว กระเป๋าเป้ก็กระแทกอกของเขาอย่างจัง!
ผ่านการรับรู้ทางจิต หลินชีเยี่ยมองเห็นสีหน้าของเจี่ยงเชี่ยนได้อย่างชัดเจน
ใบหน้าของเธอซีดเผือด ราวกับกระต่ายที่ตื่นตระหนก เต็มไปด้วยความหวาดกลัว...
ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!!
‘นายคือเพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ยใช่ไหม? ที่นั่งของนายเตรียมไว้ให้แล้ว อยู่ตรงนั้น…’
‘เพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ย ฉันชื่อเจี่ยงเชี่ยน เป็นหัวหน้าห้อง ถ้ามีอะไรก็มาหาฉันได้…’
‘แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราประทับใจที่สุดคือป้าของนาย วันนั้นเธอถือตะกร้าไข่ไก่อยู่ที่นี่ แล้วแจกไข่ไก่ให้พวกเราทีละคน ฝากฝังให้ช่วยดูแลนายด้วย…’
‘พวกเราสัญญากับป้าของนายแล้วว่าจะดูแลนายให้ดี เราก็ต้องทำให้ได้…’
“...”
หัวหน้าห้องที่เคยอ่อนโยนและใจดี ในเวลานี้กลับเหมือนปีศาจที่กำลังคลุ้มคลั่ง!
เธอมองหลินชีเยี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความบ้าคลั่ง และความโหดเหี้ยม...
ใช่ ฉันเป็นหัวหน้าห้อง
ฉันเคยสัญญาว่าจะช่วยเหลือนาย
ฉันสัญญากับป้านายแล้วว่าจะดูแลนาย
ฉันสามารถสอนนายทำการบ้าน พานายกลับบ้าน ช่วยนายตักข้าว... สิ่งเหล่านี้ฉันทำได้หมด!
แต่ตอนนี้...
ฉันอยากมีชีวิตอยู่
ดังนั้น
ช่วยตายไปเถอะนะ
ในยามนั้น ราวกับเวลาหยุดหมุน หลินชีเยี่ยมองเจี่ยงเชี่ยนด้วยดวงตาที่เย็นชาและมืดมนดั่งรัตติกาล
การโยนกระเป๋าเป้ไม่สามารถหยุดสัตว์ประหลาดได้นานนัก แต่ถ้าทิ้งคนไว้... โอกาสรอดชีวิตย่อมมีมากกว่า
นี่คือทางเลือกของเจี่ยงเชี่ยน
กระเป๋าเป้ไม่ได้หนัก แรงกระแทกก็ไม่มาก แต่เมื่อเหวี่ยงใส่หลินชีเยี่ยโดยไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้ร่างของเขาโอนเอน
ขณะเดียวกัน สัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาก็กระโดดขึ้น กระโจนเข้าใส่หลินชีเยี่ยที่อยู่ด้านหลังสุด
ในเสี้ยววินาทีนั้น หลินชีเยี่ยกลับแย้มยิ้ม
รอยยิ้มที่เย็นชา
เขาราวกับมีตาอยู่ด้านหลัง คาดเดาวิถีการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดได้ แล้วทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว หลบการโจมตีของสัตว์ประหลาดได้อย่างแม่นยำ!
ในเวลาเดียวกัน ไม้เท้านำทางที่เขาถืออยู่ก็ฟาดไปข้างหน้าดั่งอัสนีบาต ปลายไม้เท้าฟาดเข้าที่ข้อเท้าของเจี่ยงเชี่ยน!
เจี่ยงเชี่ยนร้องอย่างตกใจ ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น
เงาสีดำหนักอึ้งร่วงลงมาทับร่างของเธอ...
พริบตานั้น โลหิตก็ย้อมค่ำคืนยามรัตติกาลให้กลายเป็นสีแดงฉาน
บทที่ 8: ดวงตาของพระองค์
เจี่ยงเชี่ยนตายแล้ว
หลินชีเยี่ยเห็นการตายของเธอต่อหน้าต่อตา
สัตว์ประหลาดนั้นพุ่งลงมาจากฟ้า ใช้กรงเล็บกรีดผ่านคอของเธอราวกับการหั่นเต้าหู้ ก่อนจะเริ่มกัดกินร่างของเธออย่างกระหาย
จนถึงวินาทีสุดท้าย ดวงตาของเจี่ยงเชี่ยนยังคงจ้องมองหลินชีเยี่ย แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเกลียดชัง
การรับรู้ทางจิตของหลินชีเยี่ยสัมผัสถึงรายละเอียดทั้งหมดอย่างชัดเจน น้ำย่อยในกระเพาะปั่นป่วน เกือบจะอาเจียนออกมา
แม้ว่าเขาจะผ่านความทุกข์ยากและความยากลำบากมามากมาย จิตใจจึงเข้มแข็งกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นภาพอันโหดร้ายเช่นนี้
และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะอาเจียน
หลินชีเยี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาฉวยโอกาสในขณะที่สัตว์ประหลาดกำลังกัดกินศพของเจี่ยงเชี่ยน หันหลังวิ่งไปอีกทางหนึ่งของตรอก!
เส้นทางเดิมถูกสัตว์ประหลาดขวางกั้นไว้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงวิ่งไปทิศทางตรงกันข้าม เป็นทางที่วังเส้าโดนโจมตี
สัตว์ประหลาดดูจะสนใจศพมากกว่า จึงไม่ได้ไล่ตามมา หลินชีเยี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดนั้นคือตัวอะไร แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่ได้อยู่ในขอบเขตของ ‘มนุษย์’ และไม่ได้อยู่ในขอบเขตของ ‘สัตว์’ ที่มนุษย์รู้จัก
ถ้าจะบอกว่ามันคือลิงที่กลายพันธุ์จากกัมมันตภาพรังสี เขาก็อาจจะเชื่อ เพราะขนาดตัว พละกำลัง และความเร็วระดับนี้ มนุษย์ปกติไม่มีทางเทียบได้เลย
แต่ก็เป็นเพียง ‘อาจจะ’ เท่านั้น
ในโลกที่ปกคลุมด้วยหมอกแห่งนี้ เขาที่เคยเห็นการมีอยู่ของเซราฟด้วยตาตนเอง จึงไม่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์จะเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในโลก
เขาเชื่อในการมีอยู่ของ ‘สิ่งลี้ลับ’
ยิ่งไปกว่านั้น หลินชีเยี่ยยังรู้สึกว่า… รูปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดชนิดนี้ดูคุ้นตา เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ในขณะที่กำลังครุ่นคิด เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เข้ามาในระยะการรับรู้ทางจิตอีกครั้ง หลินชีเยี่ยหยุดฝีเท้ากะทันหัน
ลมหายใจหอบถี่ขึ้น
ตรงหน้าเขาในระยะสิบเมตร ร่างของสัตว์ประหลาดปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลินชีเยี่ยยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเดียวกับที่เจอเมื่อครู่
ถึงแม้จะหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนกัน ทว่าไม่ใช่ตัวเดียวกันแน่นอน
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ ในอ้อมกอดของสัตว์ประหลาดตัวนี้ กำลังกอดศพของวังเส้าที่เสียชีวิตแล้ว และกำลังกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
ยามนี้ใบหน้าของวังเส้าหายไปจนหมด เหลือเพียงเนื้อหนังที่แหลกเหลว ถ้าไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าที่เขาใส่ หลินชีเยี่ยอาจจำไม่ได้ว่านี่เป็นใคร
นี่คือสัตว์ประหลาดตัวที่สอง
และเป็นตัวที่ฆ่าวังเส้าด้วย!
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่กับพวกเจี่ยงเชี่ยน เขาไม่เห็นภาพที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตร จึงคิดไปเองว่ามีสัตว์ประหลาดเพียงตัวเดียว แต่ตอนนี้เขาคิดผิดมหันต์
จากพฤติกรรมของสัตว์ประหลาดที่ฆ่าเจี่ยงเชี่ยน แสดงให้เห็นว่ามันชอบกินซากศพมากกว่าไล่ล่าคนเป็น มิฉะนั้นหลินชีเยี่ยก็คงหนีออกมาไม่ได้
ทว่าหลังจากที่วังเส้าตาย ก็มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งไล่ตามพวกเขาในทันที
ซึ่งหมายความว่า… มีสัตว์ประหลาดอีกตัวกำลังเพลิดเพลินกับศพของวังเส้าอยู่แล้ว
ในตรอกแคบๆแห่งนี้ มีสัตว์ประหลาดถึงสองตัว ปิดกั้นเส้นทางหนีของหลินชีเยี่ยไว้อย่างสิ้นเชิง
หลินชีเยี่ยหน้าซีดเผือด ความรู้สึกสิ้นหวังที่ไม่ได้พบมานานปรากฏขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง
ตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังจริงๆ
ครั้งแรกคือเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เขาเห็นดวงตาคู่นั้นบนดวงจันทร์
และอีกครั้งก็คือตอนนี้
เบื้องหน้า สัตว์ประหลาดที่เพิ่งกินใบหน้าของวังเส้าจนหมด โยนศพอีกฝ่ายทิ้งราวกับเป็นขยะ ก่อนจะหันมามองที่หลินชีเยี่ย แล้วแลบลิ้นสีแดงฉานเลียเลือดสดที่มุมปาก
ในเวลานั้น หลินชีเยี่ยอยากจะสบถออกมาดังๆ
ให้ตายสิ! ทำไมฉันถึงโชคร้ายขนาดนี้นะ!?
ตอนเด็กๆ แค่ปีนหลังคาบ้านก็ดันไปเห็นทูตสวรรค์เซราฟ
ตาทั้งสองข้างก็บอด แล้วยังตกลงมาจากหลังคาอีก
จนถูกคนคิดว่าเป็นบ้าเลยต้องไปอยู่โรงพยาบาลจิตเวชอีกตั้งหนึ่งปี
ตอนนี้ฉันสู้ฟันฝ่าอุปสรรคมาจนได้ กำลังจะตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่...
ทว่ากลับต้องมาเจอตัวประหลาดน่าเกลียดนี่เนี่ยนะ?
คนอื่นทั้งชีวิตยังไม่เคยเจอสักครั้ง แต่ฉันดันเจอพร้อมกันสองตัวเลยเรอะ!?
มันน่าขันสิ้นดี!
ภายใต้แรงกดดันจากความตาย ความโกรธและความคับแค้นที่ถูกข่มไว้ในใจของหลินชีเยี่ยมาหลายปี พลันปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟ!
เพลิงโทสะลุกโชน ความกลัวในใจก็ค่อยๆทุเลาลง ถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน!
เขากำไม้เท้านำทางแน่น เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่พร้อมจะโจมตี หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
ในยามนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เพิ่งจะกินคนเสร็จ แต่เป็นความคับข้องใจและความล้มเหลวทั้งหมดที่เขาประสบมาตลอดในช่วงสิบปี
แม้แต่คุณป้าและหยางจิ้นก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในใจของเด็กหนุ่มที่ถูกกดดันมานานกว่าสิบปีนั้น ซ่อนความโกรธแค้นเอาไว้มากมายเพียงใด!
เขาไม่ยอมแพ้!!
บางทีแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวว่า ภายใต้อารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ดวงตาที่ปิดสนิทมานานกว่าสิบปีกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับกำลังจะลืมขึ้นมา
กร๊าซ!
สัตว์ประหลาดจ้องมองหลินชีเยี่ยที่มีผิวพรรณบอบบาง ราวกับอันธพาลที่เห็นสาวสวย มันคำรามลั่นก่อนจะกระโจนเข้าใส่!
“แม่ง ฉันไม่กลัวแกหรอก!” หลินชีเยี่ยตะโกนก้อง ยกไม้เท้านำทางขึ้น และพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดที่กำลังกระโจนเข้ามา!
ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงอย่างรวดเร็ว!
ในขณะที่กรงเล็บของสัตว์ประหลาดกำลังจะเฉือนผ่านลำคอของหลินชีเยี่ย เขาก็เบี่ยงตัวหลบอย่างฉับพลัน หลีกเลี่ยงกรงเล็บนั้นได้อย่างหวุดหวิด!
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลินชีเยี่ยจะสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดได้อย่างแม่นยำ ทว่าสภาพร่างกายของเขาก็ยังด้อยกว่า กรงเล็บของมันครูดผ่านขมับของเขา ทิ้งรอยเลือดจางๆเอาไว้
ในขณะเดียวกัน ผ้าผูกตาสีดำของเขากลับขาดสะบั้น ปลิวหายไปท่ามกลางสายลม
หลินชีเยี่ยหลับตา ฉวยโอกาสนี้รวบรวมพลังทั้งหมดตะโกนก้อง ไม้เท้านำทางในมือแทงเข้าใส่ท้องของสัตว์ประหลาดสุดแรง!
เพล้ง!
เสียงดังก้องกังวาน หลินชีเยี่ยรู้สึกเหมือนมีบางอย่างหลุดออกจากมือ ตามมาด้วยแรงกระแทกมหาศาลจากด้านหลัง หางของสัตว์ประหลาดฟาดเข้าใส่เขาเต็มแรง!
หลินชีเยี่ยลอยละลิ่วไปกระแทกกับพื้น กลิ้งไปหลายตลบ กัดฟันฝืนทนความเจ็บปวดพยายามลุกขึ้นยืน เขาสัมผัสได้ถึงไม้เท้านำทางในมือหักเป็นสองท่อน
ไม้เท้าของเขาทำขึ้นเพื่อใช้นำทาง วัสดุจึงไม่ได้แข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับร่างกายที่แข็งแกร่งของสัตว์ประหลาด มันจึงไม่อาจต้านทานได้
“บัดซบ!”
เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะปาไม้เท้าที่หักครึ่งในมือลงกับพื้น
พยายามอย่างหนักเพื่อคว้าโอกาส แต่กลับต้องมาลงเอยแบบนี้
ไม้เท้าที่หักเหมือนเป็นชนวนจุดระเบิดอารมณ์ทั้งหมดของหลินชีเยี่ย เขายืนอยู่ตรงนั้น กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทาง
“ฉันไม่ยอม!!” เขาคำรามลั่น!
ท่ามกลางอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ความรู้สึกประหลาดก็พลันบังเกิดขึ้นในใจ
ดั่งสายลมแห่งฤดูวสันต์ที่โชยมาพร้อมสายฝน ราวกับสายน้ำที่ไหลรินไปตามลำธาร ความเย็นสบายค่อยๆไหลออกมาจากใจของเขา ชะล้างสิ่งอุดตันภายใน เพียงสัมผัสเบาๆ ...
สิ่งที่ขวางกั้นมานานพลันพังทลายลง!
หลินชีเยี่ยรู้สึกเหมือนมีดวงอาทิตย์ระเบิดขึ้นในกาย ความร้อนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่ว เปลือกตาของเขาร้อนผ่าว ราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟ!
ในที่สุด...
เขาก็เปิดเปลือกตาที่ปิดสนิทมานานกว่าสิบปีขึ้นมา
และภาพสุดท้ายที่ดวงตาคู่นี้มองเห็น ก็คือดวงตาอีกคู่หนึ่ง
ดวงตาของทูตสวรรค์เซราฟ!
พริบตานั้น ประกายสีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากตรอกย่านเมืองเก่า!
ในชั่วขณะนั้น ราตรีกาล สว่างไสวราวกับรุ่งอรุณ!
บทที่ 9: ไม้เท้าครึ่งท่อน
“สว่างจัง!”
“นั่นอะไรน่ะ?!”
“ไฟไหม้ที่ไหนหรือเปล่า?”
“ไม่น่าใช่นะ? ไฟไหม้ที่ไหนจะสว่างขนาดนี้! แถมในเมืองชางหนานก็ไม่มีตึกสูงขนาดนี้ด้วย!”
“เร็วเข้า! ถ่ายรูปไว้! เอาไปโพสต์ลงโซเชียลกัน!”
“...”
ลำแสงที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้านั้นสว่างจ้าเกินไป ผู้คนครึ่งเมืองชางหนานต่างก็สังเกตเห็น ผู้คนต่างหยุดฝีเท้า ตื่นเต้นคาดเดาถึงสาเหตุของปรากฏการณ์นี้
บางคนบอกว่าเป็นการระเบิด บางคนบอกว่าเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ บางคนบอกว่าเป็นปาฏิหาริย์... แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าลำแสงนี้หมายถึงอะไร
ย้อนกลับไปเมื่อสองนาทีก่อน ในย่านเมืองเก่า
บนถนนที่ไร้ผู้คน ระลอกคลื่นแห่งมิติปรากฏขึ้น ราวกับมีใครบางคนกำลังเปิดม่านที่ปกคลุมเมืองเก่าแห่งนี้ออก ตามมาด้วยร่างเงาทั้งห้าที่สวมชุดคลุมสีดำแดงปรากฏขึ้น
หนึ่งในนั้นมองไปรอบๆ แล้วก้าวไปข้างหน้า ยกป้าย ‘ข้างหน้าห้ามผ่าน’ ที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วพับเก็บไว้
ทันทีที่ป้ายนี้ถูกเก็บไป เมืองเก่าที่เงียบสงบพลันแตกสลายไร้เสียงราวกับฟองสบู่ เผยให้เห็นภายในเมืองเก่าที่แท้จริง
เลือดสดน่าขนลุกย้อมถนนเก่าแก่ให้กลายเป็นสีแดงฉาน ซากศพของสัตว์ประหลาดกระจัดกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากหลินชีเยี่ยเห็นภาพนี้ เขาคงจำได้ว่าสิ่งที่ถูกสับเป็นชิ้นๆโปรยอยู่บนพื้นนั้นก็คือปีศาจหน้ากากที่เขาเผชิญหน้าอยู่นั่นเอง!
พวกมันมีมากมาย อย่างน้อยก็สามสิบสี่ตัว!
“ปิดผนึกต้องห้าม [น่านฟ้าไร้แดน] เรียบร้อย” ชายที่ถือป้ายเอ่ยเสียงเรียบ “แจ้งหน่วยสนับสนุนมาเก็บกวาดสนามรบได้”
“แล้วอาจ้าวล่ะ?”
“ไปตามล่าหน้ากากปีศาจสองตัวที่หนีไปน่ะ”
“...พวกเราพลาดเอง” หญิงสาวที่บาดเจ็บกุมไหล่ขวา สีหน้าซีดเซียว
“อย่าพูดแบบนั้นเลย หงอิง ใครจะไปรู้ว่าในบรรดาหน้ากากปีศาจพวกนี้จะมีราชาหน้ากากปีศาจแฝงตัวอยู่ด้วย” ชายข้างๆปลอบใจ
“หัวหน้าคนเดียว รับมือราชาหน้ากากปีศาจไหวใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไรหรอก อย่าลืมสิว่าหัวหน้าเป็นถึงผู้ใช้พลังระดับสามขั้น ‘ชวน’ นะ ไม่มีทางเป็นอะไรไปได้” ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง “แค่หวังว่า… หน้ากากปีศาจสองตัวนั้นจะไม่ทำร้ายคนธรรมดาก็พอ…”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ ลำแสงสีทองก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากอีกฟากหนึ่งของเมือง ส่องประกายทั่วท้องฟ้าครึ่งหนึ่ง!
ทั้งห้าคนหันไปมองพร้อมกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง!
“นั่นมัน…”
“มีผนึกต้องห้ามปรากฏขึ้นแล้ว คลื่นพลังความผันผวนนี้… มหาศาลเกินไป!”
“อย่างน้อยก็น่าจะเป็นระดับห้า ขั้น ‘พิภพ’ ไม่สิ หรือว่าจะเป็นระดับหก ขั้น ‘อนันต์’... เมืองชางหนานเล็กๆแบบนี้ ทำไมถึงได้ดึงดูดผู้แข็งแกร่งระดับนี้มาได้?”
“ไม่ใช่ มันไม่เหมือนกับผนึกต้องห้ามของมนุษย์” ชายคนนั้นขมวดคิ้วแน่น
หงอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก “คุณหมายความว่า…”
“นี่เหมือนผนึกต้องห้ามของเทพเจ้า หรือก็คือ… ผนึกเทวะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เทพเจ้า’ ดวงตาของทุกคนก็เป็นประกาย
“เทพเจ้าองค์ไหนกัน?”
“ร้อนแรง ศักดิ์สิทธิ์ ทรงพลัง และยังมีกลิ่นอายของการสร้างโลก ถ้าฉันเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็น…”
ชายคนนั้นจ้องมองไปยังลำแสงที่ค่อยๆจางหายไป ก่อนจะเอ่ยทีละคำว่า
“รหัสเทพเจ้า003 ราชาแห่งทูตสวรรค์ มิคาเอล”
..........
หลินชีเยี่ยรู้สึกไม่สบายใจ
ณ ใจกลางลำแสงสีทอง ร่างกายของเขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป จึงลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างน่าประหลาด พลังงานอันไร้ขีดจำกัดพวยพุ่งออกมาจากดวงตา
หลินชีเยี่ยรู้สึกราวกับว่าเขาย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน มองผ่านจักรวาลอันไร้ขอบเขต และได้เห็นดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง
กลิ่นอายอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ เขายังจดจำได้อย่างแจ่มชัด
ความแตกต่างคือ เมื่อสิบปีก่อน กลิ่นอายนี้มาจากดวงจันทร์ ทว่าตอนนี้มันมาจาก… ดวงตาของเขาเอง
กลิ่นอายและพลังศักดิ์สิทธิ์ของทูตสวรรค์เซราฟ กำลังทะลักออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของเขาเหมือนดวงตะวันสองดวงที่กำลังลุกโชน ราวกับว่าจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้
เมื่อสิบปีก่อน ทูตสวรรค์เซราฟมิคาเอลจากดวงจันทร์ได้สบตากับเขา
สิบปีต่อมา หลินชีเยี่ยลืมตาขึ้น พลังของทูตสวรรค์เซราฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในดวงตาของเขาก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง!
เคราะห์ดีที่พลังของทูตสวรรค์เซราฟที่หลงเหลืออยู่ในดวงตาของหลินชีเยี่ยนั้นไม่ได้มีมากนัก ลำแสงค่อยๆจางหายไปหลังจากผ่านไปประมาณเจ็ดถึงแปดวินาที ร่างของหลินชีเยี่ยร่วงลงมาจากกลางอากาศ ซวนเซก่อนจะทรงตัวได้
ประกายสีทองที่สว่างจ้าในดวงตาของเขาค่อยๆหรี่ลง จนในที่สุดก็เหลือเพียงรัศมีสีทองอ่อนๆ
ถ้าหากความสว่างก่อนหน้านี้เทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ ความสว่างในตอนนี้ก็เปรียบได้กับเปลวเทียนเล่มเล็ก
แม้ว่าแสงสีทองที่ปะทุออกมาก่อนหน้านี้จะทรงพลังอย่างยิ่ง แต่มันก็ไม่ใช่ของเขา ส่วนรัศมีสีทองที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของหลินชีเยี่ยในตอนนี้ คือสิ่งที่เขาควบคุมได้อย่างแท้จริง
พลังของทูตสวรรค์เซราฟที่อ่อนแอเพียงเส้นใย
หลินชีเยี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้น
ท้องฟ้ายามรัตติกาลอันมืดมิด ถนนเก่าๆ สัตว์ประหลาดที่น่าขนลุก และโลหิตที่เจิ่งนองพื้น... เมื่อภาพที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสวยงามนี้ปรากฏต่อสายตาของหลินชีเยี่ย เขากลับหัวเราะลั่น
เขายิ้มอย่างมีความสุข
สิบปีแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้ใช้ดวงตาของตัวเองมองโลกนี้อีกครั้ง
ยามนั้นในสายตาของหลินชีเยี่ย สัตว์ประหลาดที่เปื้อนเลือดเต็มปากกลับดูน่ารักขึ้นมา
นับตั้งแต่หลินชีเยี่ยปลดปล่อยพลังทูตสวรรค์เซราฟออกมา สัตว์ประหลาดทั้งสองตัวก็ถูกกดลงกับพื้นจนเกือบจะกลายเป็นเนื้อบด
จนกระทั่งแสงสีทองจางหายไป พวกมันถึงได้สติกลับมา มองไปรอบๆอย่างงุนงง แล้วก็จ้องมองมาที่หลินชีเยี่ย
ความกระหายเลือดปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกมันอีกครั้ง
กร๊าซ!
หนึ่งในนั้นคำรามลั่น พุ่งเข้าใส่หลินชีเยี่ยทันที!
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ หลินชีเยี่ยดูสงบนิ่งกว่าเดิมมาก ในวินาทีที่สัตว์ประหลาดขยับตัว เขาก็สามารถคาดเดาทิศทางการเคลื่อนไหวของมันได้ทันที แล้วพุ่งตัวหลบไปด้านข้าง
ความเร็วของหลินชีเยี่ยนั้นช้ากว่าสัตว์ประหลาดมาก ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเขากลับรวดเร็วอย่างน่าตกใจ การคาดการณ์ล่วงหน้าเพียงไม่กี่วินาทีนั้นเพียงพอที่จะช่วยให้เขาหลบหลีกได้ทัน
ไม่ใช่ว่าเขาสามารถทำนายอนาคตได้ แต่หลังจากที่ลืมตาขึ้น ประสาทสัมผัสของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ
ประการแรกคือ ขอบเขตการรับรู้ทางจิตขยายจากสิบเมตรเป็นยี่สิบเมตร ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้หลินชีเยี่ยใช้เวลาถึงห้าปีกว่าจะรับรู้ได้สิบเมตร แต่ตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
และประการที่สองคือ การมองเห็นแบบไดนามิก
ภายในระยะยี่สิบเมตรนี้ หลินชีเยี่ยมีการมองเห็นแบบไดนามิก หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘การหยั่งรู้’ ซึ่งมากกว่าคนทั่วไปเกือบสามเท่า ปฏิกิริยาตอบสนองของเขารวดเร็วเป็นพิเศษ ในระหว่างการต่อสู้แบบประชิดตัว จึงสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำราวกับมองเห็นอนาคต
ส่วนความสามารถอื่นๆที่ดวงตาคู่นี้มอบให้ หลินชีเยี่ยยังไม่รู้สึกถึงในตอนนี้
ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาไม่มีเวลามาค่อยๆสำรวจ
สัตว์ประหลาดพุ่งเข้าใส่ราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากสาย ผ่านจุดที่หลินชีเยี่ยยืนอยู่เมื่อครู่ พุ่งชนกำแพงจนพังทลาย ก่อนจะใช้เท้าทั้งสี่เหยียบบนซากผนัง แล้วกระโจนใส่หลินชีเยี่ยอีกครั้ง!
ในขณะเดียวกัน หลินชีเยี่ยก็หมุนตัวหลบหลีกจากจุดที่สัตว์ประหลาดจะลงมา เอื้อมมือคว้าไม้เท้านำทางที่ตกอยู่บนพื้นครึ่งท่อนขึ้นมา!
หลินชีเยี่ยลุกขึ้นยืน ย่อตัวลงเล็กน้อย สองมือกำไม้เท้านำทางแน่น สายตาจับจ้องสัตว์ประหลาดที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว!
สัตว์ประหลาดทิ้งร่องรอยการเคลื่อนไหวเป็นเงาเลือนราง ลมกรรโชกพัดผมสีดำขลับของหลินชีเยี่ยปลิวไสว
มันออกแรงถีบขาหลัง ทั้งร่างลอยขึ้นไปในอากาศ!
คราวนี้ หลินชีเยี่ยไม่ได้หลบ
เขากำไม้เท้าครึ่งท่อนไว้แน่น จ้องมองดวงตาของสัตว์ประหลาดโดยไม่ละสายตา
กร๊าซ!
กรงเล็บอันแหลมคมของสัตว์ประหลาดพุ่งเข้าหา หมายจะเฉือนลำคอของหลินชีเยี่ย
ในวินาทีที่มันกำลังจะสัมผัสกับร่างของหลินชีเยี่ย ดวงตาทั้งสองข้างของเขาพลันหดเกร็ง!
รัศมีสีทองจางๆในดวงตาของเขาราวกับถูกโหมกระพือด้วยเชื้อไฟ ส่องสว่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ราวกับเตาหลอมที่กำลังลุกโชน!
พลังศักดิ์สิทธิ์ถูกส่งผ่านออกมาจากดวงตาของหลินชีเยี่ย ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของสัตว์ประหลาด
ในชั่วขณะนั้น ภาพของหลินชีเยี่ยในสายตาของสัตว์ประหลาดพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นเทพเจ้าผู้สูงส่งที่มีปีกหกปีก เปล่งรัศมีแห่งอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว!
ภายใต้พลังกดดันอันมหาศาล ร่างกายของมันแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ในช่วงเวลาสั้นๆนั้น หลินชีเยี่ยเงื้อไม้เท้านำทางที่หักครึ่งในมือขึ้น...
แล้วแทงเข้าไปในดวงตาขวาของสัตว์ประหลาดอย่างแม่นยำ!
บทที่ 10: ดาบตรงใต้แสงจันทร์
ปลายไม้เท้าที่แหลมคมแทงทะลุสมองของสัตว์ประหลาด ปลิดชีพของมันจนสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น แรงเฉื่อยจากการกระโดดของมันก็ยังคงอยู่
ร่างอันใหญ่โตของมันร่วงลงมาราวกับลูกปืนใหญ่ ตกลงใส่หลินชีเยี่ยที่ยืนถือไม้เท้าอยู่ จนล้มลงไปกองกับพื้น
หากจะกล่าวว่า หลินชีเยี่ยสามารถสังหารสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ ก็เป็นเพราะการหยั่งรู้ที่เหนือมนุษย์ และพลังศักดิ์สิทธิ์ของทูตสวรรค์เซราฟ พละกำลังของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด สัตว์ประหลาดตัวนี้หนักอย่างน้อยสองร้อยกิโลกรัม ด้วยพละกำลังของเขาไม่สามารถสลัดมันออกไปได้ในเวลาอันสั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่หลินชีเยี่ยฝืนใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของทูตสวรรค์เซราฟ ทั้งตัวของเขาก็เหมือนถูกสูบพลังงานจนหมด ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว แถมยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะอีกด้วย
ทว่าในขณะนั้น สัตว์ประหลาดตัวที่สองที่ซ่อนตัวอยู่อีกฝั่งก็เคลื่อนไหว
นักล่าที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ในที่สุดก็เผยเขี้ยวเล็บอันน่ากลัวออกมา!
แขนขาของมันก้าวย่างอย่างรวดเร็ว ผ่านแสงไฟสลัวๆ เงาที่ทาบทอไปตามพื้น ราวกับวิญญาณร้าย ลิ้นสีแดงฉานบิดไปมาอย่างน่าขนลุก
หลินชีเยี่ยมองเห็นการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้เขาไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ทำได้เพียงมองเขี้ยวอันแหลมคมของมันพุ่งเข้ามาใกล้!
ยามที่สัตว์ประหลาดอยู่ห่างจากหลินชีเยี่ยเพียงสองเมตร ม่านตาของหลินชีเยี่ยพลันหดเกร็ง!
ในระยะการรับรู้ของเขา มีบางสิ่งบางอย่างที่เร็วกว่าสัตว์ประหลาดกำลังพุ่งเข้ามา!
ดูเหมือนว่า… จะเป็นมนุษย์?
เป็นมนุษย์จริงๆ
ฟิ้ว!
หลินชีเยี่ยรู้สึกเพียงภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ ก่อนที่เงาร่างของใครบางคนจะร่วงลงมาจากท้องฟ้ายามราตรี เท้าทั้งสองข้างเหยียบลงพื้นอย่างมั่นคง สายลมที่พัดผ่านทำให้ชุดคลุมสีแดงเข้มปลิวสะบัด เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของชายวัยกลางคน
ไม่ได้หล่อเหลา แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ ดูเหมือนลุงที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน ทำให้เป็นคนที่ใครๆก็มองข้าม
ทว่าจิตรสังหารในดวงตาคู่นั้น กลับเปล่งประกายราวกับคมดาบ!
เขาย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง จ้องเขม็งไปยังสัตว์ประหลาดที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งเมตร มือขวากุมด้ามดาบที่อยู่ด้านหลังไว้อย่างมั่นคง
ชิ้ง!
เสียงชักดาบดังก้อง คมดาบสีฟ้าอ่อนสะท้อนแสงจันทราอันเลือนราง ตัดผ่านอากาศที่อึมครึม ฟาดฟันไปเบื้องหน้าอย่างไร้สุรเสียง!
ดาบตรงนั้นเรียบง่าย ไร้ลวดลาย!
คมดาบกรีดผ่านเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ปะทะกับกรงเล็บของสัตว์ประหลาด จนเกิดประกายไฟสว่างวาบ
จ้าวคงเฉิงคำรามลั่น กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียด เขาก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว!
สัตว์ประหลาดที่ใหญ่โตราวกับหมีกริซลี ถูกบังคับให้ถอยร่นไปหลายก้าว!
หลินชีเยี่ยมีตาเบิกกว้าง เขาเคยต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวนี้มาก่อน ย่อมตระหนักดีว่าพลังของมันน่ากลัวเพียงใด ทว่าชายตรงหน้าผู้นี้กลับสามารถบังคับให้มันถอยได้?
เขาเป็นใครกัน?
หลังจากที่จ้าวคงเฉิงบังคับให้สัตว์ประหลาดถอยหลังไปได้หลายก้าว เขาก็เคลื่อนไหวเท้าอย่างคล่องแคล่วด้วยท่วงท่าเป็นเอกลักษณ์ ราวกับเงาที่ติดตามสัตว์ประหลาดไปทุกที่ ดาบตรงในมือฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง ทิ้งรอยแผลเหวอะหวะไว้บนร่างของมัน!
สัตว์ประหลาดร้องโหยหวน จ้องมองจ้าวคงเฉิงด้วยความอาฆาตแค้น ยกแขนหน้าที่แหลมคมราวกับหอกขึ้น หมายจะสังหารมนุษย์ที่น่ารำคาญตนนี้
ทว่า ประกายดาบสองสายพลันวาบขึ้น แขนของมันถูกฟันขาดทันที!
ยังไม่ทันที่สัตว์ประหลาดจะกรีดร้อง แววตาของจ้าวคงเฉิงเป็นประกายเย็นเยียบ ดาบตรงฟันเข้าที่คอของสัตว์ประหลาดราวกับสายฟ้าฟาด!
คมดาบสีฟ้าอ่อนกรีดผ่านเนื้อหนังของสัตว์ประหลาด ในชั่วพริบตา หัวของมันก็ลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ...
ก่อนจะกลิ้งตกพื้น
ฉึบ!
ดาบตรงสอดกลับเข้าฝัก เสื้อคลุมสีแดงเข้มเปื้อนเลือดของสัตว์ประหลาด แต่เนื่องจากสีเลือดใกล้เคียงกับสีเสื้อคลุมมากเกินไป หากไม่พินิจให้ดีก็แทบมองไม่เห็น
จ้าวคงเฉิงไม่สนใจซากศพของสัตว์ประหลาดที่อยู่บนพื้นแม้แต่น้อย ค่อยๆหยิบบุหรี่มวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า จุดไฟแล้วสูบอย่างแรง ก่อนจะหยิบวิทยุสื่อสารออกมา
“กำจัดหน้ากากปีศาจที่หลบหนีทั้งสองตัวเรียบร้อยแล้ว แจ้งหน่วยสนับสนุนมาเก็บกวาดสนามรบได้เลย”
พูดจบ เขาก็เก็บวิทยุสื่อสาร เดินตรงไปหาหลินชีเยี่ยที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืน
หลินชีเยี่ยมองเขาเงียบๆ เขาก็มองหลินชีเยี่ยเงียบๆเช่นกัน
ภายใต้แสงจันทรา ข้างแอ่งโลหิต ชายสองคนต่างจ้องมองกันและกันอย่างเงียบงัน...
ผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวคงเฉิงก็ทนไม่ไหว จึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“เมื่อกี้ฉันเท่ไหม?”
หลินชีเยี่ย “...”
หลินชีเยี่ยมองตาเขาครู่หนึ่ง พบว่าเขาถามจริงจัง จึงเอ่ยตอบเสียงเบา “เท่”
“เท่ก็ดีแล้ว” จ้าวคงเฉิงยิ้มกว้าง “อยากเท่เหมือนฉันไหม?”
“ไม่ครับ”
“......” จ้าวคงเฉิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย “ทำไมล่ะ?”
“ตายง่าย”
หลินชีเยี่ยสีหน้าจริงจัง
จ้าวคงเฉิงถึงกับพูดไม่ออก “แต่นายก็เห็นแล้วนี่ นายมีพลังเหนือธรรมชาติที่คนธรรมดาใฝ่ฝันถึง นายไม่อยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่เหมือนในหนังบ้างเหรอ?”
“ไม่ครับ”
“......เพราะตายง่าย?”
"ครับ"
จ้าวคงเฉิงขยี้ตา ดูเหมือนเด็กหนุ่มตรงหน้าจะรับมือได้ยาก แต่มันก็สายเกินไปแล้ว เขาเข้ามาพัวพันเรื่องนี้ แถมยังมีพลังที่แข็งแกร่งมาก......
“งั้นเอาอย่างนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่พูดคุยกัน เราไปหาที่อื่นแล้วนั่งคุยกันดีกว่า” จ้าวคงเฉิงคิดสักพักแล้วพูดขึ้น “อ้อ จริงสิ ฉันชื่อจ้าวคงเฉิง ฉันไม่ใช่คนเลวนะ”
หลินชีเยี่ยกะพริบตา พยักหน้าอย่างว่าง่าย “ผมเชื่อคุณ คุณรอผมตรงนี้นะ ผมจะไปเอากระเป๋าหน่อย หนังสือเรียนของผมยังอยู่ข้างใน”
“......ไปเถอะ ไปเถอะ” จ้าวคงเฉิงโบกมืออย่างจนปัญญา ก่อนจะเดินไปนั่งที่ขอบฟุตบาท ในใจรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ถ้าคนทั่วไปมาเจอเรื่องแบบนี้ คงขวัญเสียไปแล้ว แต่เด็กคนนี้ยังนึกถึงหนังสือเรียนอีก......
ที่สำคัญที่สุดคือ...... เขาปฏิเสธตนอย่างไม่ใยดี?
บ้าเอ๊ย! เขาทุ่มเทขนาดนั้นเชียวนะ! ท่วงท่าตอนฟาดฟันดาบเมื่อกี้ เท่สุดๆไปเลย!
ตอนที่ฝึกกับหัวหน้าทีม เขายังไม่เคยทุ่มเทขนาดนี้เลย!
พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าหัวหน้าเป็นอย่างไรบ้าง ราชาหน้ากากปีศาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะจัดการได้ง่ายๆนะ...
จ้าวคงเฉิงนั่งอยู่ริมถนนอย่างไม่แยแส สูบบุหรี่อย่างใจลอย
ใจลอย...
หืม?
เหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ?
จ้าวคงเฉิงตื่นจากภวังค์ ครุ่นคิดอยู่ครึ่งวินาที ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืน มองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว...
เด็กหนุ่มคนนั้นหายไปไหนแล้ว!?
จ้าวคงเฉิงยืนอ้าปากค้างสิบกว่าวินาที ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
“แม่ง เด็กนั่นหนีไปได้ยังไง?!”
..........
“พี่ วันนี้ทำไมกลับมาดึกจัง?”
หยางจิ้นถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นหลินชีเยี่ยที่ดูเหนื่อยล้า “ไม้เท้านำทางของพี่หายไปไหน?”
หลินชีเยี่ยเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะ แล้วฝืนยิ้มออกมา “ระหว่างทางเกิดเรื่องนิดหน่อย ก็เลยทำหล่นหายไปน่ะ”
เพื่อไม่ให้หยางจิ้นเห็นบาดแผลข้างขมับ หลินชีเยี่ยจึงใช้ผ้าไหมสีดำพันไว้ที่เดิม ส่วนไม้เท้านำทางนั้นหักไปแล้วจริงๆ แทนที่จะเอากลับมาจนทำให้ครอบครัวต้องเป็นห่วงเป็นใย เขาจึงเลือกที่จะทิ้งมันไป
“ไม่เป็นไร หายก็แค่ซื้อใหม่... แล้วเรื่องนั้นล่ะ เรียบร้อยแล้วเหรอ?”
“อืม เรียบร้อยแล้ว”
ลูกหมาสีดำกระโดดเข้ามาจากระเบียง เอาหัวถูขาของหลินชีเยี่ย แล้วล้มตัวลงนอนหันท้องขึ้น
หลินชีเยี่ยย่อตัวลงอย่างไม่มีทางเลือก ลูบท้องมันพลางถามว่า “คุณป้ายังไม่กลับมาอีกเหรอ?”
“คืนนี้แม่เข้างานกะดึก พรุ่งนี้เช้าถึงจะกลับมา”
“งั้นเหรอ แล้วทำการบ้านเสร็จหรือยัง?”
“ยังเหลืออีกนิดเดียวครับ”
“ม.ต้นแล้วยังมีการบ้านเยอะขนาดนี้เลยเหรอ... โหดร้ายชะมัด” หลินชีเยี่ยบ่นพึมพำ ก่อนจะหันไปบอกกับหยางจิ้นว่า “ไม่ต้องทำก็ได้ ถ้าเหนื่อยก็พักเถอะ ถ้าครูดุก็บอกฉันนะ ฉันจะไปคุยให้เอง”
หยางจิ้นยกยิ้ม พยักหน้ารับ “อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”
หลินชีเยี่ยพยักหน้าตอบ “ฉันเหนื่อยแล้ว ขอไปนอนก่อนนะ พอนายทำเสร็จแล้วก็รีบไปนอนด้วยล่ะ”
“ครับ”
หลินชีเยี่ยลากร่างอันอ่อนล้าเข้าไปในห้องของตน กำลังจะปิดประตู เสียงของหยางจิ้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พี่... ไม่มีอะไรจริงๆใช่ไหม?”
“ไม่มีอะไรจริงๆ รีบไปนอนเถอะ... อ้อใช่ นมอยู่ในตู้เย็น ถ้าพรุ่งนี้ตื่นเช้าก็อุ่นเองนะ”
“ครับพี่”
“ราตรีสวัสดิ์”
“ราตรีสวัสดิ์”
ประตูห้องปิดลงอย่างแผ่วเบา หยางจิ้นยืนอุ้มลูกหมาสีดำอยู่หน้าประตู จ้องมองห้องของหลินชีเยี่ยอย่างเงียบงัน
หยางจิ้นลูบหัวลูกหมาสีดำเบาๆ “แกก็รู้สึกได้ใช่ไหม?”
“โฮ่ง!”
เขามองไปยังแสงจันทร์อันเลือนรางนอกหน้าต่าง พึมพำกับตัวเอง
“บนตัวพี่… มีกลิ่นคาวเลือดติดอยู่”
จบตอน
Comments
Post a Comment