eye ep101-110

  บทที่ 101: พวกนอกรีต

   

   "อ้าว นี่มันเสิ่นชิงจู่จอมเกเรนี่ โดนเขี่ยตกรอบแล้วเหมือนกันเหรอ?"

   

   "...ครับ"

   

   "ยังกล้าทำลายโดรนอีกนะ ใครให้นายบังอาจทำแบบนั้น?"

   

   "ขอโทษครับ ผมลืมตัว"

   

   "ถ้าอย่างนั้นก็เพิ่มโทษเจ้านี่เป็นสองเท่าแล้วกัน! เอ… ว่าแต่จะเริ่มถามจากตรงไหนดีนะ... อ้อ ใช่แล้ว! ที่หลี่เลี่ยงพูดเมื่อกี้ นายได้ยินไหม?"

   

   "ได้ยินครับ"

   

   "ที่เขาพูด เป็นเรื่องจริงไหม?"

   

   "...ครับ"

   

   "แล้วทำไมนายถึงต้องทำตัวโหดเหี้ยม ไร้กฎเกณฑ์ และเอาแต่ใจตัวเองแบบนี้ล่ะ?"

   

   "เพราะมนุษย์น่ะ ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า คนอ่อนแอจะต้องถูกข่มเหงรังแกเสมอ"

   

   "ถึงฉันจะอยากรู้เรื่องราวในอดีตของนายมาก แต่ในเมื่อตอนนี้สถานการณ์มันพิเศษ ก็ข้ามไปก่อนแล้วกัน… ช่วยเล่าเรื่องที่นายอยากเป็นคนแข็งแกร่งให้ฟังหน่อยสิ"

   

   "ผมไม่อยากให้ใครดูถูก"

   

   "เหตุผลแค่นี้เองเหรอ?"

   

   "ครับ"

   

   "ปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริง แสดงออกภายนอกแข็งกร้าวแต่ภายในอ่อนไหว แล้วยังแคร์สายตาคนอื่นอีก... นายเกิดราศีกันย์เหรอ?"

   

   "...ครับ"

   

   "งั้นมาคุยเรื่องประสบการณ์ความรักของนายดีกว่า จนถึงตอนนี้ นายเขียนจดหมายรักไปแล้วกี่ฉบับ?"

   

   "หนึ่งร้อยสิบสี่ฉบับ"

   

   "เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ"

   

   "ตอนผมอายุสี่ขวบ ผมหลงรักพี่สาวข้างบ้าน แล้ว..."

   

   หลินชีเยี่ยและพรรคพวกกำลังวิ่งอยู่ในภูเขา พร้อมกับเงี่ยหูฟังการลงโทษของเสิ่นชิงจู่

   

   “โอ้โห คราวนี้เสิ่นชิงจู่เจอดีเข้าแล้ว” ไป๋หลี่พั่งพั่งหอบหายใจ พลางหัวเราะเป็นระยะ

   

   หลินชีเยี่ยมองท้องฟ้าที่ค่อยๆมืดลง แล้วพูดอย่างช้าๆว่า

   

   “นับตั้งแต่ที่พวกเราเข้ามาในภูเขาจินหนานก็ผ่านไปเกือบห้าชั่วโมงแล้ว คนส่วนใหญ่คงถูกคัดออกไปแล้ว”

   

   เฉาเยวียนหันไปมองไป๋หลี่พั่งพั่งแล้วเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “นายไม่ได้หมดแรงตั้งแต่เพิ่งเข้ามาหรอกหรือ? ทำไมถึงยังทนอยู่ได้จนถึงตอนนี้?”

   

   "ต่อให้ผมต้องวิ่งจนสลบ ผมก็ไม่ขอรับบทลงโทษนั่นเด็ดขาด" ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดด้วยสีหน้าซีดเผือด ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก

   

   "ยิ่งนายพูดแบบนี้ ฉันก็ยิ่งอยากรู้ความลับของนายนะ"

   

   “...ไปให้พ้น!”

   

   หลังจากที่ทหารใหม่ถูกพาลงจากภูเขามากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนโดรนบนภูเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในตอนแรกมีโดรนเพียงสองถึงสามลำที่ไล่ตามพวกเขา ทว่าตอนนี้มีมากกว่าสิบลำ!

   

   โชคดีที่ครูฝึกยังมีความเมตตาอยู่บ้าง จึงไม่ได้ให้โดรนล้อมรอบพวกเขาจากทุกสารทิศ แต่จะเปิดช่องว่างให้พวกเขาหนีรอดไปได้ทุกครั้ง

   

   โดรนจะไล่ตามพวกเขาแบบนี้ไประยะหนึ่ง เพื่อเค้นพละกำลังจนถึงขีดสุด จากนั้นก็หายไป ปล่อยให้พวกเขามีเวลาฟื้นฟูกำลังชั่วคราว วนเวียนไปมาแบบนี้ ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับขีดจำกัดครั้งแล้วครั้งเล่า

   

   ตอนนี้ หลินชีเยี่ยก็ตระหนักได้ว่าทำไมถึงเรียกสิ่งนี้ว่าการฝึกขีดจำกัด

   

   ยิ่งเข้าไปในภูเขาจินหนานลึกขึ้น ความเร็วของทั้งสามคนก็ยิ่งช้าลง ไป๋หลี่พั่งพั่งเดินโซเซตามหลังหลินชีเยี่ยกับเฉาเยวียน ใบหน้ายิ่งซีดเซียว

   

   "ถ้าไม่ไหว ก็นั่งพักก่อนก็ได้" หลินชีเยี่ยสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่ายได้ จึงพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง

   

   "ไม่... ไม่ได้... ผมต้องวิ่ง..." 

   

   ดวงตาของไป๋หลี่พั่งพั่งเลื่อนลอย เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาก้าวต่อไปข้างหน้าทีละก้าวด้วยความมุ่งมั่น

   

   "แม่งเอ๊ย... ทำไมยังไม่สลบอีกนะ..."

   

   เฉาเยวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นนายเอาหัวโขกต้นไม้ดีไหมล่ะ?"

   

   "...ผมกลัวเจ็บ" 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งโบกมือ "พวกนายรีบไปกันก่อนเถอะ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว... ถ้าผมเป็นลม พวกนายไม่ต้องกลับมาช่วยผมก็ได้"

   

   "พวกเราก็ไม่ได้คิดจะช่วยนายอยู่แล้ว..."

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งทำหน้าเหยเก เขาไอหลายครั้ง "แค่กแค่ก… ทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้ว ทำร้ายจิต... อึก..." 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งลูบอกตัวเอง พูดไม่ทันจบก็เป็นลมล้มพับไป

   

   เฉาเยวียนเดินเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วหันไปพยักหน้ากับหลินชีเยี่ย "ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยจนเป็นลมไปน่ะ"

   

   "อืม งั้นไปกันเถอะ"

   

   หลินชีเยี่ยหันหลังกลับแล้วเดินหน้าต่อไป

   

   พูดตามตรง ตัวหลินชีเยี่ยเองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว การวิ่งพร้อมแบกสัมภาระติดต่อกันห้าชั่วโมง ถึงแม้จะได้พักเป็นระยะ แต่ร่างกายของเขาก็ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น ตอนนี้ตาเริ่มพร่ามัวแล้ว

   

   "นายไม่พักหน่อยเหรอ?" เฉาเยวียนเอ่ยถาม

   

   หลินชีเยี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วส่ายหน้า "ฉันยังไหว"

   

   "ทำไมนายถึงพยายามขนาดนี้?"

   

   "ถ้าไม่ก้าวข้ามขีดจำกัด ก็จะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้" หลินชีเยี่ยกล่าวอย่างใจเย็น "และมีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด และมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อที่จะได้กลับไป..."

   

   "กลับไป? กลับไปไหน?"

   

   หลินชีเยี่ยส่ายหน้าโดยไม่ตอบคำถาม

   

   "ถ้านายแค่อยากให้ฉันช่วยชำระล้างบาปให้นายในอนาคต ไม่จำเป็นต้องทำดีกับฉันขนาดนี้ก็ได้" หลินชีเยี่ยพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

   

   "หืม?"

   

   "ถ้าเป็นการแลกเปลี่ยน นายแค่ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เพียงพอก็ได้แล้ว"

   

   "การแลกเปลี่ยนอย่างนั้นเหรอ… นี่นายคิดแบบนั้นจริงๆเหรอ?"

   

   "ทำไม?" 

   

   “...นายไม่มีเพื่อนเลยเหรอ?”

   

   "ฉันเป็นพวกนอกรีตมาตั้งแต่เด็กแล้ว"

   

   “บังเอิญจัง ฉันก็เหมือนกัน” เฉาเยวียนพูดอย่างเฉยเมย “แต่นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เรากลายเป็นเพื่อนกันได้ ไม่ใช่เหรอ?” 

   

   หลินชีเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คนสุดท้ายที่อยากเป็นเพื่อนกับฉัน ฉันเป็นคนตัดหัวเขาเอง ส่วนคนที่มาก่อนหน้านั้น ฉันเป็นคนจับยัดเข้าปากสัตว์ประหลาด ตอนนี้หญ้าบนหลุมศพคงสูงครึ่งเมตรแล้วมั้ง”

   

   "การเป็นเพื่อนกับนาย มันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ?"

   

   “ใช่”

   

   “ที่จริงพวกเราก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก” เฉาเยวียนยักไหล่ “ฉันไม่ได้แค่ฆ่าเพื่อนสมัยเด็กไปสิบกว่าคน แต่ยังฆ่าคนทั้งหมู่บ้านด้วย หลังจากวันนั้น ในหมู่บ้านที่ฉันเติบโตขึ้นมา แม้แต่สุนัขก็ไม่เหลือสักตัว” 

   

   “อย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับนายแบบนั้นสิ ฟังดูแล้ว ฉันเทียบนายไม่ติดเลย”

   

   “นายพิเศษ ถึงแม้จะไม่นับคำทำนายของพระอาจารย์จินฉาน นายก็ยังพิเศษอยู่ดี” เฉาเยวียนจ้องมองไปที่ดวงตาของหลินชีเยี่ย “ที่จริงแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็ยังหวังว่าพวกเราสองคนที่เป็นพวกนอกรีตจะได้เป็นเพื่อนกัน”

   

   หลินชีเยี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปยังไป๋หลี่พั่งพั่งที่นอนอยู่ด้านหลัง “แล้วเขาล่ะ?” 

   

   “เขาเหรอ?” เฉาเยวียนยิ้ม “นายไม่คิดเหรอว่า… ในแง่หนึ่ง เขาก็เป็นพวกนอกรีตเหมือนกัน”

   

   “ก็นั่นน่ะสิ เขาโง่แบบสุดๆ แล้วยังรวยแบบสุดๆอีก” 

   

   “พูดได้ตรงประเด็นมาก”

   

   …......

   

   ไม่นานนัก ครูฝึกสองคนก็แบกเปลหามไปหาไป๋หลี่พั่งพั่งที่หมดสติไปแล้ว พวกเขาเอ่ยด้วยความประหลาดใจ 

   

   “เจ้าอ้วนน้อยนี่ทนได้จนถึงตอนนี้เชียวเหรอ? แถมยังวิ่งจนเป็นลมไปเองอีก”

   

   ครูฝึกอีกคนส่ายหัวอย่างเสียดาย “น่าเสียดายจัง นึกว่าจะได้ยินเรื่องซุบซิบของตระกูลไป๋หลี่ซะอีก ฉันได้ยินมาว่าคุณชายจากตระกูลใหญ่โตพวกนี้ ชีวิตรักส่วนตัวมักจะวุ่นวาย!” 

   

   "เฮ้อ ช่างเถอะ พาลงไปข้างล่างกันได้แล้ว"

   

   “โอ้โห! หนักชะมัด!” 

   

   ทั้งสองคนยกไป๋หลี่พั่งพั่งขึ้นเปล ก่อนจะแบกลงเขาไปอย่างยากลำบาก

   

   บนเปลหาม ไป๋หลี่พั่งพั่งนอนนิ่งราวกับหมูตาย ครู่หนึ่งก็ส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ ก่อนจะแอบลืมตาขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์...

   

   ด้านล่างเชิงเขา

   

   "ผ่านไปเจ็ดชั่วโมงแล้ว เหลือคนอยู่เท่าไหร่?" ครูฝึกหงเดินเข้าไปในเต็นท์ทหารแล้วเอ่ยถาม

   

   ครูฝึกหลายคนที่จ้องมองหน้าจออยู่ นับจำนวนแล้วตอบว่า 

   

   "เหลืออีกสิบคน ส่วนใหญ่เป็นคนที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ หรือไม่ก็ทหารหน่วยรบพิเศษ ส่วนคนอื่นๆ... หืม หลินชีเยี่ยกับเฉาเยวียนยังอยู่ในสนามนี่ เกินคาดจริงๆ"

   

   "ถึงแม้พวกเขาจะเก่งกาจด้านการต่อสู้ แต่เรื่องพละกำลังไม่ใช่จุดแข็ง ถ้าเดาไม่ผิด พวกเขาก็น่าจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว" 

   

   ครูฝึกหงมองไปทางภูเขาจินหนานที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด พลางกล่าวอย่างช้าๆ 



 บทที่ 102: เพียงผู้เดียว


   

   ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วหลังจากที่เข้าสู่ภูเขาจินหนาน 

   

   หลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนแบกสัมภาระหนักอึ้ง ปีนป่ายข้ามยอดเขามานับไม่ถ้วน ท้องฟ้ายามราตรียิ่งทวีความมืดมิดลง ขุนเขาเบื้องหน้าถูกความมืดกลืนกินจนมองไม่เห็น

   

   ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้และหลุมบ่อเช่นนี้ หากปราศจากไฟฉายแล้วแทบจะทำให้ก้าวเท้าเดินต่อไปไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าก้าวต่อไปจะเหยียบลงบนพื้นดินเรียบๆ หรือหลุมพรางที่เต็มไปด้วยหนาม

   

   ณ เวลานี้ บนภูเขาจินหนานอันกว้างเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆ

   

   “เหลืออีกกี่คน?” ครูฝึกหงเหลือบมองนาฬิกาแล้วถามขึ้น

   

   "เหลือสามคนครับ ทหารหน่วยรบพิเศษเจิ้งจง หลินชีเยี่ย และเฉาเยวียน" 

   

   “บ้าจริง เจ้าเด็กสองคนนั้นยืนหยัดมาถึงตอนนี้ได้ยังไงเนี่ย? มันไม่น่าเป็นไปได้…” ครูฝึกรายหนึ่งพึมพำ

   

   "ร่างกายของเฉาเยวียนผ่านการฝึกฝนจาก [ราชันทมิฬล้างผลาญ] การที่เขายังคงทนอยู่ได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หลินชีเยี่ย... เขาทําได้ยังไง?" ครูฝึกหงลูบคาง ดวงตาเต็มไปด้วยฉงน

   

   "ตอนนี้เหลือแค่สองคนแล้ว" ครูฝึกที่จ้องมองหน้าจออยู่ตลอดเอ่ยขึ้น “เจิ้งจงเพิ่งพลัดตกเขาไปเพราะความมืด ทีมแพทย์ได้เข้าไปแล้ว”

   

   "ดึกป่านนี้แล้ว ยุติการฝึกขีดจำกัดแค่นี้ก่อนดีไหม?"

   

   "ใช่ ฟ้ามืดมากแล้ว มองอะไรในป่าไม่เห็นเลย ถ้าฝืนฝึกต่อ อาจเกิดอุบัติเหตุได้นะ"

   

   ครูฝึกหงนิ่งไปครู่หนึ่ง "ใจเย็นๆ ส่งโดรนทั้งหมดไปที่เด็กสองคนนั่น ทีมแพทย์ตามหลังพวกเขาไป เตรียมพร้อมช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ"

   

   "ฉันอยากรู้ว่า... ขีดจำกัดของเด็กสองคนนี้มันอยู่ตรงไหนกันแน่"

   

   ….....

   

   ภายในป่าทึบอันมืดมิด

   

   หลินชีเยี่ยดวงตาเป็นประกาย ในมือถือมีดเล่มหนึ่ง กำลังตัดเถาวัลย์ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้าอย่างแม่นยำ ก่อนจะก้มตัวลอดผ่านไป 

   

   เฉาเยวียนเดินตามหลังมาติดๆ ไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว

   

   “ฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว นายยังมองเห็นอีกเหรอ?” เฉาเยวียนเอ่ยถาม ไม่สามารถเก็บความสงสัยไว้ได้ 

   

   "อืม" หลินชีเยี่ยตอบกลับอย่างเฉยเมย 

   

   "...ถ้างั้นนายก็เดินช้าลงหน่อย ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย"

   

   "ฉันเดินช้ามากแล้วนะ"

   

   "ไม่ใช่แบบนั้น นายเพิ่งบอกว่าถึงขีดจำกัดแล้วเมื่อชั่วโมงครึ่งก่อนไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้ถึงยังมีแรงอยู่ล่ะ?" เฉาเยวียนบ่นติดตลกว่า "นายเป็นพวกนกฮูกกลางคืนรึไง?"

   

   "ก็ใกล้เคียงแหละ"

   

   หลินชีเยี่ยรู้สึกเหนื่อยล้าตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้ว แต่พอทั่วทั้งฟ้ายิ่งมืดลง พละกำลังของเขากลับฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ เพียงแค่หยุดพักอยู่กับที่สักพัก เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่ากว่าตอนที่เพิ่งเข้ามาในภูเขาจินหนานเสียอีก!

   

   แม้ว่าเขาจะไม่อยากใช้ความสามารถพิเศษนี้เพื่อโกง แต่… ความสามารถติดตัวแบบนี้มันปิดไม่ได้นี่นา!

   

   เขาก็อยากจะฝึกฝนอย่างเต็มที่ ทะลุขีดจำกัดทางร่างกายของตัวเอง แต่ทุกครั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะถึงขีดจำกัด พละกำลังของเขากลับฟื้นตัวขึ้นมาอย่างลึกลับ…

   

   ในทางกลับกัน แม้ว่าร่างกายของเฉาเยวียนจะถูกแปรสภาพโดยผนึกต้องห้ามจนแข็งแกร่งมาก แต่ความอดทนก็ยังมีขีดจำกัด หลังจากฝืนมาจนถึงตอนนี้ เขาก็ใกล้ถึงขีดจำกัดของตัวเองแล้วเช่นกัน

   

   พูดง่ายๆก็คือ หลินชีเยี่ยเหมือนตัวละครเกมที่มีค่าฟื้นฟูพลังเวทย์ 1,000%ส่วน เฉาเยวียน แม้ว่าจะมีพลังเวทย์เยอะ แต่การฟื้นฟูนั้นช้าเกินไป สุดท้ายก็ต้องมีเวลาที่พลังเวทย์จะหมดลง

   

   “ไม่ได้ยินเสียงลงโทษมานานแล้ว ในภูเขานี้อาจจะเหลือแค่เราสองคนแล้วก็ได้นะ”

   

   “สิบนาทีก่อนหน้านี้ยังมีอีกคน ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนแล้ว”

   

   “นายรู้ได้ยังไงเนี่ย?”

   

   หลินชีเยี่ยไม่ตอบ เพียงแต่เหลือบมองค้างคาวที่เพิ่งบินผ่านไป

   

   ยามค่ำคืนบนภูเขาเงียบสงัดแห่งนี้ ไส้เดือน กิ้งกือ จิ้งเหลน ค้างคาว... สิ่งมีชีวิตยามราตรีทั้งหมดล้วนเป็นสายตาของหลินชีเยี่ย ตั้งแต่ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน หลินชีเยี่ยก็ได้ใช้พวกมันเพื่อควบคุมสถานการณ์ของภูเขาลูกนี้ไว้แล้ว

   

   แม้แต่หน่วยแพทย์ที่ตามหลังมาไม่กี่คน และโดรนที่บินวนอยู่เหนือศีรษะ เขาก็รู้ทุกอย่าง แม้กระทั่งตอนนี้ หากเขาต้องการ เขาก็สามารถซ่อนตัวอยู่ในภูเขาลึกได้โดยที่ไม่มีใครพบเห็น

   

   ตอนนี้ ภูเขาแห่งนี้ได้กลายเป็นสนามเหย้าของหลินชีเยี่ยแล้ว

   

   “ฉันว่าฉันไม่ไหวแล้ว” ทั้งสองเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง เฉาเยวียนก็หยุดฝีเท้าที่ก้าวอย่างโซเซลง หยุดอยู่ข้างหลังหลินชีเยี่ย

   

   หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว “ไม่พยายามอีกหน่อยเหรอ?”

   

   “ฉันเป็นลมไม่ได้” เฉาเยวียนส่ายหัว “เมื่อใดก็ตามที่ฉันหมดสติ ผนึกต้องห้ามก็อาจจะเข้าควบคุมร่างกายได้ ซึ่งมันจะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิมน่ะ”

   

   “ดูเหมือนว่าลำดับของผนึกต้องห้ามที่สูงเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีสินะ” หลินชีเยี่ยถอนหายใจ 

   

   “นายไปเถอะ ฉันจะรออยู่ที่นี่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสักพักนายก็คงจะได้ยินเสียงที่ฉันโดนลงโทษแล้วล่ะ” เฉาเยวียนนั่งลงกับพื้น ส่งยิ้มบางๆให้หลินชีเยี่ย 

   

   “งั้นฉันไปก่อนนะ” 

   

   “เจอกันที่ค่ายฝึกอบรม”

   

   “อืม” 

   

   หลินชีเยี่ยหันหลัง กำมีดในมือแน่น ก้าวเท้ายาวๆเข้าไปในหุบเขาที่มืดมิด 

   

   …...

   

   เบื้องล่างเชิงเขา

   

   “เฉาเยวียนยอมแพ้แล้ว ตอนนี้เหลือแค่หลินชีเยี่ยคนเดียว” ครูฝึกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น 

   

   “เจ้าเด็กนี่… ไม่ว่าจะทำอะไรก็สร้างความประหลาดใจให้เราได้เสมอ” ครูฝึกหงเลิกคิ้วพลางนึกชมเชย

   

   “และอีกอย่าง…” 

   

   “อะไรเหรอ?”

   

   “ตั้งชั่วโมงกว่าแล้ว เขาเดินเป็นเส้นตรงมาตลอด”

   

   "อะไรนะ?" ครูฝึกภายในเต็นท์ต่างชะงัก "เป็นไปได้ยังไง? พวกเราเปลี่ยนเส้นทางบนภูเขาจินหนานตลอด เขาจะเดินเป็นเส้นตรงได้อย่างไร?"

   

   "ไม่รู้สิ แต่เขาก็ทำได้จริงๆในอัตรานี้... อีกไม่เกินสามชั่วโมง ก็คงข้ามภูเขาจินหนานทั้งลูกได้จริงๆ!"

   

   "สามชั่วโมง? เขามีพละกำลังพอเหรอ?"

   

   “ถึงจะอยากบอกว่าไม่พอ แต่สามัญสำนึกมันใช้ไม่ได้กับเขาอยู่แล้ว”

   

   …ครูฝึกหงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เก็บเต็นท์ตรงนี้ให้หมด เหลือคนไว้ลงโทษเฉาเยวียน ส่วนที่เหลือตามฉันไปที่อีกฝั่งของภูเขาจินหนาน"

   

   "พวกเราไปรอเขาที่นั่นกัน"

   

   "ครูฝึกหง คุณคิดว่าเขาทำได้จริงๆเหรอ?"

   

   “ถ้าเป็นคนอื่น ฉันอาจจะไม่เชื่อ แต่ถ้าเป็นเขา… มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

   

   …......

   

   เข้าสู่ชั่วโมงที่เก้าบนภูเขาจินหนาน

   

   หลินชีเยี่ยทวีความเร็วยิ่งขึ้นในป่าเขาอันมืดมิด ราวกับวิญญาณที่ล่องลอยไปทั่วหุบเขาอย่างอิสระ ราวกับว่าที่นี่คือบ้านของตัวเอง

   

   ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากสัมภาระที่เขาแบกอยู่

   

   "เฉาเยวียน?"

   

   "ครับ"

   

   "นายทำได้ดีมาก"

   

   "ผมรู้"

   

   "แต่น่าเสียดาย... นายก็ยังต้องถูกลงโทษอยู่ดี"

   

   "ผมรู้"

   

   "ตอนนี้มีไม่กี่คนที่ได้ยินบทสนทนาของเรา นอกจากครูฝึกไม่กี่คน ก็มีแค่สหายของนายที่ยังคงต่อสู้ดิ้นรนอยู่บนภูเขา นายผ่อนคลายได้นะ" 

   

   "ถามมาเถอะ"

   

   "นายชอบเด็กสาวแบบไหน?"

   

   "ผมไม่ชอบเด็กสาว"

   

   "หา? นาย... อย่าบอกนะว่า..."

   

   "ผมชอบผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ มีเสน่ห์ และถ้าผ่านการมีคู่อยู่แล้วจะยิ่งดี… แบบนั้นน่ะ" 

   

   "โชคดีไป... เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน! เหมือนนายพูดอะไรแปลกๆไปรึเปล่า?" ครูฝึกหน้าเปลี่ยนสี "รสนิยมของนายนี่มัน..."

   

   "..."

   

   "อะแฮ่ม เฉาเยวียนเปลี่ยนคำถามดีกว่า… สิ่งที่นายเสียใจที่สุดในชีวิตคืออะไร?" 

   

   เฉาเยวียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งเงียบไปชั่วครู่

   

   "ในตอนนั้น ผมน่าจะจมน้ำตายไปซะก็ดี"

   

   "ทำไมล่ะ?"

   

   "ถ้าตอนนั้นผมตาย เรื่องต่อจากนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น" เฉาเยวียนกล่าวอย่างสงบ "ผมคงไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้าน คงไม่หยิบเคียวเล่มนั้นขึ้นมาเพราะความอยากรู้อยากเห็น..."

   

   "คงไม่ทำให้ผนึกต้องห้ามอาละวาด ฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไป172คน"

   

   "และคงไม่ถูกขังไว้ในสถานีตำรวจ แล้วใช้กรงเล็บฆ่าคนทั้งสถานีไป161คน..."

   

   "...มันไม่ใช่ความผิดของนาย"

   

   "มันคือความผิดของผม ผมจะไม่หนีความจริง"

   

   “นายแค่ควบคุมพลังในตัวไม่ได้ มันไม่ใช่ความตั้งใจของนาย”

   

   "ร่างกายของผม ผมควบคุมมันไม่ได้ นั่นแหละคือความผิดของผม"

   

   "..." ครูฝึกเงียบไปครู่หนึ่ง "งั้นตอนนี้ นายมีอะไรจะพูดกับเพื่อนบนภูเขานั่นไหม?"

   

   เฉาเยวียนยิ้มน้อยๆ หันไปมองภูเขาจินหนานที่อยู่ภายใต้ความมืด แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆว่า 

   

   "หลินชีเยี่ย อย่าทำให้พวกเราเหล่าคนนอกรีตต้องเสียหน้าล่ะ..." 



  บทที่ 103: น่าเสียดาย


   

   หลินชีเยี่ยได้ยินวาทะนั้น มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

   

   เขากำมีดเล่มเล็กไว้แน่น ร่างกายเคลื่อนไหวราวกับภูตผีผ่านดงไม้ ในตอนนี้เขาไม่สงวนพลังอีกแล้ว จึงเร่งความเร็วของตัวเองขึ้นจนถึงขีดสุด

   

   แม้ว่าจะมีวัตถุต้องห้ามลึกลับคอยกดขั้น แต่ก็ไม่ได้ผลกับ [นักร่ายรำยามราตรี] ยามนี้เขาก็เหมือนกับผู้เล่นที่เปิดใช้สูตรโกง มีทั้งวิสัยทัศน์ยามค่ำคืน การฟื้นฟูเป็นสองเท่า พละกำลังที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ความเร็วเพิ่มขึ้นเท่าตัว และแผนที่เปิดทั้งหมด!

   

   บนอุปกรณ์ระบุตำแหน่งในมือของครูฝึก หลินชีเยี่ยกำลังเคลื่อนที่ผ่านภูเขาจินหนานอย่างฉับไว มุ่งตรงไปยังอีกด้านหนึ่ง

   

   ในขณะนี้ รถบัสสี่คันที่บรรทุกทหารใหม่ได้ออกไปนานแล้ว เหลือเพียงคันเดียวที่บรรทุกเสบียงและครูฝึก กำลังแล่นไปยังทางออกของภูเขาจินหนานในยามราตรี

   

   แบตเตอรี่ของโดรนเริ่มหมด จำเป็นต้องบินกลับฐาน เหล่าพลแพทย์ที่ตามหลังหลินชีเยี่ยมาเริ่มเหนื่อยล้า ค่อย ๆ ถูกทิ้งห่าง จนในที่สุดก็หายลับไปจากสายตา

   

   หากไม่ใช่เพราะจุดสีแดงเล็ก ๆ บนแผนที่ยังคงเคลื่อนไหว ครูฝึกเกือบจะคิดว่าหลินชีเยี่ยขาดการติดต่อไปแล้ว

   

   เข้าสู่ชั่วโมงที่เก้าบนภูเขาจินหนาน…

   

   เข้าสู่ชั่วโมงที่สิบบนภูเขาจินหนาน…

   

   รถบัสของครูฝึกมาถึงอีกฟากหนึ่งของภูเขาแล้ว พวกเขาลงจากรถ ใช้กล้องส่องกลางคืนในมือเพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า

   

   “อีกนานไหมกว่าเขาจะมาถึง?”

   

   “ใกล้แล้ว... แค่สองชั่วโมง เขาทำได้ยังไง?” ครูฝึกที่ถือแท็บเล็ตเอ่ยขึ้น “ถึงแม้ [ศิลาสกัดกั้น] จะไม่สามารถสะกดพลังผนึกต้องห้ามของเขาได้อย่างสมบูรณ์ แต่นี่มันเร็วเกินไปแล้วนะ!”

   

   “หรือว่าเขากลายเป็นผี ลอยออกมาเหรอ?”

   

   “ตัวแทนของเทพเจ้านี่มันโหดขนาดนี้เลยเหรอ? ครั้งล่าสุดที่หน้ากากหวังฝึกขีดจำกัด ใช้เวลานานเท่าไหร่?” ครูฝึกหันลี่ถามขึ้น

   

   “สถิติที่ดีที่สุดคือหกชั่วโมง แต่ตอนนั้นก็ใกล้จบการฝึกแล้ว ในการฝึกขีดจำกัดห้าครั้งก่อนหน้านั้น เขาไม่เคยผ่านมันไปได้เลย” ครูฝึกหงจ้องมองยอดเขาสีดำเบื้องหน้า

   

   “แม้ว่าค่ายฝึกก่อนหน้านี้จะไม่ใช่ภูเขาจินหนาน แต่ทั้งสองแห่งก็แทบไม่ต่างกัน แถมภูมิประเทศของที่นี่ยังยากกว่าอีก…”

   

   “ไม่ใช่แค่เขา ในประวัติศาสตร์ของค่ายฝึกทหารใหม่ มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถผ่านการฝึกขีดจำกัดได้จริง ๆ และไม่มีใครผ่านได้ในการฝึกครั้งแรก”

   

   “หากหลินชีเยี่ยผ่านมันไปได้จริง ๆ เขาก็ถือว่าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ของค่ายฝึกแล้ว...”

   

   “เขาใกล้จะออกมาแล้ว” เสียงของครูฝึกคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

   

   ทุกคนพลันเงียบลง ยกกล้องส่องทางไกลขึ้นจ้องมองไปข้างหน้าอย่างตั้งใจ

   

   ทันใดนั้น ใต้ยอดเขาสีดำเบื้องหน้า เด็กหนุ่มร่างกายเปรอะเปื้อนก็ค่อย ๆ เดินออกมา…

   

   ชุดทหารของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้และรอยเปื้อนดินโคลน หมวกทหารบนศีรษะก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน เขากำมีดเล่มเล็กไว้แน่น ฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือด

   

   ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าที่หล่อเหลานั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เขาค่อย ๆ เดินมาหยุดที่เบื้องหน้าครูฝึกทุกคน

   

   "ผม... ผมผ่านแล้วใช่ไหมครับ?"

   

   หลินชีเยี่ยเอ่ยเสียงแหบแห้ง

   

   ครูฝึกทุกคนต่างตะลึงงัน ครู่หนึ่ง ครูฝึกหงก็เดินเข้ามาตบไหล่เบา ๆ

   

   “นายผ่านแล้ว” เขาพูด "นายสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาแล้ว"

   

   ร่างกายของหลินชีเยี่ยโงนเงนจนเสียหลักล้มไปข้างหน้า ครูฝึกหงตาไวคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน

   

   หลินชีเยี่ยเหนื่อยมากจริง ๆ ถึงแม้จะได้รับการเสริมพลังจาก [นักร่ายรำยามราตรี] ทว่าภายใต้การฝึกฝนอันหนักหน่วงเช่นนี้ เขาก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว และอาจกล่าวได้ว่าเขาได้ทำลายขีดจำกัดของตัวเองไปแล้ว!

   

   ที่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้ ไม่ได้อาศัยเพียงความมืดมิดยามค่ำคืน แต่ยังเป็นเพราะความมุ่งมั่นอันน่าทึ่ง และจิตใจที่แน่วแน่ของเขาด้วย!

   

   ครูฝึกหงพยุงเขาไปนั่งพักที่ด้านข้าง หันลี่ยื่นกระติกน้ำของตัวเองให้ พร้อมกับชูนิ้วโป้งให้เขา 

   

   "เยี่ยมมาก!"

   

   หลินชีเยี่ยยิ้มบาง ๆ รับกระติกน้ำมา รินน้ำเข้าปากอย่างกระหาย

   

   สิบชั่วโมงเต็ม ๆ นอกจากน้ำลำธารที่ดื่มไปเล็กน้อยระหว่างทางแล้ว เขาก็ไม่ได้แตะอะไรเลย ลำคอแห้งจนแทบจะพ่นควันออกมาได้แล้ว

   

   "ค่อย ๆ ดื่ม ค่อย ๆ ดื่ม" ครูฝึกหันปราม

   

   “ผมเพิ่งนึกเรื่องนึงได้”

   

   "เรื่องอะไร?"

   

   “พวกคุณยังไม่ได้ให้ค่าชดเชยผมเลย” หลินชีเยี่ยพูดอย่างจริงจัง

   

   "ค่าชดเชย?" หันลี่ขมวดคิ้ว "ค่าชดเชยอะไร?"

   

   ครูฝึกหันเพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้ จึงไม่รู้เรื่องการต่อสู้ระหว่างทหารใหม่กับหน่วยเร้นลับเมื่อวาน ทว่าครูฝึกคนอื่น ๆ ต่างก็รู้เรื่องนี้ดี พอหลินชีเยี่ยพูดขึ้น ต่างก็รู้สึกอายจนต้องหันหน้าหนี

   

   “ไม่ต้องห่วง นายได้แน่ พรุ่งนี้หาเวลาว่างมาหาฉันที่ห้องทำงานล่ะ”

   

   ครูฝึกหงเดินมาข้าง ๆ พร้อมกับยื่นแหวนวงหนึ่งให้ด้วยท่าทางลำบากใจ

   

   "ครับ" หลินชีเยี่ยพยักหน้า

   

   "ในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์ นายอยากลองรับบทลงโทษดูไหม?" 

   

   หลินชีเยี่ยชะงัก "ผมทำสำเร็จแล้ว ทำไมต้องถูกลงโทษด้วย?"

   

   "เอาน่า เล่น ๆ หน่อย! ยังไงตอนนี้ก็ไม่มีใครได้ยิน จะถามแค่คำถามเดียว!" 

   

   หลินชีเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ก็ได้ครับ"

   

   เขารับแหวนสัจวาจามาสวมที่นิ้ว 

   

   ครูฝึกหงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะถามออกมาด้วยท่าทีจริงจัง 

   

   “ในชีวิตนี้ สิ่งที่นายเสียใจที่สุดคืออะไร?”

   

   หลินชีเยี่ยตัวแข็งค้าง

   

   คำถามนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้คำตอบ

   

   ดูเหมือนจะมีหลายเรื่องที่เขาเสียใจ คืนนั้นที่ปีนขึ้นไปบนหลังคาแล้วได้พบกับเซราฟ ดวงตาที่มืดบอด สูญเสียช่วงวัยเด็กที่คนธรรมดาต่างโหยหา

   

   หรือจะเป็นตอนที่ร่วงหล่นจากหลังคา ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลจิตเวช นับแต่นั้นมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีต

   

   หรือจะเป็นการที่เขาไม่สามารถทำให้คุณป้าและอาจิ้นมีชีวิตที่ดีขึ้นได้…

   

   ชีวิตของเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมและความเสียใจ

   

   เขาเงียบไปนานเท่าใดก็ไม่อาจทราบได้ หันไปมองท้องฟ้ายามรัตติกาลอันมืดมิด เอ่ยคำตอบที่จิตใต้สำนึกพยายามหลีกเลี่ยงอย่างเชื่องช้าและหนักแน่น 

   

   "ผม... ไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้..."

   

   …

   

   “เบลอจัง…” ไป๋หลี่พั่งพั่งลืมตาขึ้น

   

   "หืม? ทำไมฉันถึงอยู่ในถัง?" เขามองร่างกายที่ถูกเปลื้องผ้าจนหมดอย่างงุนงง ในตอนนี้ เขากำลังนอนอยู่ในถังอาบน้ำขนาดใหญ่ ภายในถังบรรจุไปด้วยของเหลวบางอย่าง ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง

   

   เขาคิดจะปีนออกมาโดยไม่รู้ตัว

   

   "นายอยู่นิ่ง ๆ ในนั้นจะดีกว่า" หลินชีเยี่ยที่แช่อยู่ในถังข้าง ๆ เอ่ยเตือน

   

   "ชีเยี่ย นี่… เกิดอะไรขึ้น?" 

   

   "ฉันกลับมาทีหลังพวกนาย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าครูฝึกเตรียมอ่างยาสมุนไพรให้พวกเราทุกคน ดูเหมือนว่าจะใช้เพื่อขจัดความเหนื่อยล้าและเสริมสร้างร่างกายโดยเฉพาะ" 

   

   "แล้วเสื้อผ้าของผมล่ะ..."

   

   "ไม่รู้สิ ตอนที่ฉันกลับมา นายก็นอนอยู่ในนั้นเหมือนไก่ต้มแล้ว"

   

   "..." 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาหัว รู้สึกว่าแขนที่เคยปวดเมื่อยราวกับจะหลุดออกมากลับเป็นปกติ จึงเอ่ยอย่างประหลาดใจ

   

   “ยาสมุนไพรนี่ได้ผลดีเหมือนกันนะ”

   

   “สูตรลับของหน่วยพิทักษ์ราตรี แน่นอนว่าต้องดีอยู่แล้ว”

   

   ประตูหอพักถูกเปิดออก เฉาเยวียนยืนอยู่ที่ประตูพร้อมคาบแปรงสีฟัน เอ่ยขึ้นอย่างสงบ

   

   “ทำไมนายไม่แช่ยาสมุนไพรล่ะ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งถามอย่างสงสัย

   

   “ฉันออกมาแล้ว” เฉาเยวียนกลอกตาพลางชี้ไปที่ท้องฟ้าแจ่มใสด้านนอก “เช้าแล้ว ครูฝึกบอกว่าวันนี้งดการฝึกตอนเช้า เดี๋ยวไปกินข้าวที่โรงอาหารกันเลย”

   

   “โรงอาหารเหรอ…” ดวงตาของไป๋หลี่พั่งพั่งเป็นประกาย แต่แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าพลันหม่นลง

   

   เฉาเยวียนหันหลังกลับ ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง

   

   “ได้ยินมาว่า อาหารเช้าที่โรงอาหารวันนี้เป็นซาลาเปา ปาท่องโก๋ และน้ำเต้าหู้”

   

   “ว้าว!!”

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งร่างอวบอ้วนพุ่งออกจากถังไม้อย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้าง ไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบสวมรองเท้าแล้ววิ่งออกจากห้องไป

   

   หลินชีเยี่ยหันไปมองเสื้อผ้าที่ไป๋หลี่พั่งพั่งทิ้งไว้บนเตียงอย่างครุ่นคิด…

   

   วินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง!



  บทที่ 104 ของขวัญชิ้นใหญ่

   

   วันนี้ไม่มีการฝึกตอนเช้า เวลาจึงไม่เร่งรีบนัก หลินชีเยี่ยแช่น้ำยาสมุนไพรอย่างสบายใจอีกพักหนึ่ง จากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าและมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร

   

   เฉาเยวียนพูดถูก โรงอาหารวันนี้ไม่ใช่หมั่นโถวแป้งขาวกับเนื้อดิบที่น่าสะอิดสะเอียนอีกต่อไป แต่เป็นอาหารเช้าสไตล์ต้าเซี่ยที่หอมกรุ่น ทั้งน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ซาลาเปา เปี๊ยะ และข้าวต้ม...

   

   ในเวลานี้ โรงอาหารเต็มไปด้วยทหารใหม่ หลังจากผ่านการฝึกขั้นสุดยอดที่เหมือนฝันร้าย พวกเขาล้วนหิวโหยอย่างแท้จริง ต่างก็ยัดอาหารเข้าปากราวกับผีที่หิวโซ

   

   หลินชีเยี่ยมองดูไป๋หลี่พั่งพั่งที่กินซาลาเปาไปแล้วสองเข่ง มุมปากกระตุกเล็กน้อย

   

   "ชีเยี่ย ซาลาเปานี่อร่อยจริง ๆ ไม่รู้ว่าตาแก่ซุนเกิดสำนึกผิดขึ้นมาหรือเปล่า... เอาไหม?" ไป๋หลี่พั่งพั่งยัดอาหารเข้าปาก พลางยื่นซาลาเปาในมือให้

   

   หลินชีเยี่ยไม่ปฏิเสธ รับซาลาเปามาถือไว้ แล้วค่อย ๆ จิบน้ำเต้าหู้

   

   "จริงสิ ชีเยี่ย เมื่อคืนนายลงจากเขามายังไง? เป็นลมหรือโดนยิง?" ไป๋หลี่พั่งพั่งถามขึ้นราวกับนึกอะไรบางอย่างได้

   

   เมื่อคืนหลินชีเยี่ยใช้เวลานานเกินไป ทหารใหม่คนอื่น ๆ จึงถูกส่งกลับมายังค่ายฝึกแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหลินชีเยี่ยสามารถข้ามภูเขาจินหนานได้เพียงลำพัง

   

   "เดินออกมา" หลินชีเยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจความหมายของหลินชีเยี่ย จากนั้นก็อ้าปากค้าง

   

   “นายหมายความว่า… นายข้ามผ่านภูเขาจินหนานมาจริง ๆ เหรอ?"

   

   “อืม” 

   

   “…นายเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่?”

   

   “…”

   

   “นายทำได้จริง ๆ ด้วย” เฉาเยวียนเดินเข้ามาจากโต๊ะข้าง ๆ วางซาลาเปาเนื้อก้อนโตลงในถ้วยของหลินชีเยี่ย “ดีแล้ว ที่ไม่ได้ทำให้พวกนอกรีตอย่างเราขายหน้า” 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาหัวอย่างงุนงง “เดี๋ยวก่อน นายบอกว่าพวกนอกรีต นอกจากพวกนายสองคนแล้ว ยังมีใครอีก?”

   

   หลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนจ้องไปที่ไป๋หลี่พั่งพั่งพร้อมกัน

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่ง “…”

   

   “ผมก็แค่คนธรรมดา…”

   

   "หุบปากซะ" 

   

   "โอเค"

   

   หลินชีเยี่ยกินจนอิ่มหนำสำราญ วางถ้วยในมือลง พลางเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง

   

   "พวกนายกินกันต่อเถอะ ฉันมีธุระนิดหน่อย"

   

   สิ้นเสียง เขาก็หันหลังเดินออกจากโรงอาหาร

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งเลิกคิ้ว สะกิดถามเฉาเยวียน "นี่ นายว่าวันนี้เขามีแผนการอะไร ทำไมถึงได้ลึกลับขนาดนั้น?"

   

   "ใครจะไปรู้ล่ะ" ฝ่ายถูกถามตอบอย่างเฉยเมย "แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่การไปนัดพบสาวหรอก"

   

   “ทำไมล่ะ?”

   

   “ด้วยนิสัยแบบเขา นายคิดว่าเป็นไปได้เหรอ?”

   

   "...ก็จริง" 

   

   …

   

   หลังจากหลินชีเยี่ยออกจากโรงอาหาร เขาก็ตรงไปยังสำนักงานครูฝึกทันที

   

   "รายงาน!"

   

   "เข้ามา"

   

   หลินชีเยี่ยเดินเข้าไปในห้องทำงาน ครูฝึกหงเหลือบมองแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา

   

   “ฉันบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน เมื่อคืนบอกให้นายมาวันนี้นายก็รีบมาแต่เช้าเลยเหรอ?”

   

   "ผมแค่บังเอิญว่างครับ" หลินชีเยี่ยยักไหล่

   

   "นั่งลงก่อนสิ" 

   

   ครูฝึกหงลุกขึ้น หยิบซองจดหมายกับกล่องสีดำเล็ก ๆ ออกมาจากตู้ด้านหลัง แล้วยื่นให้หลินชีเยี่ย

   

   "เมื่อวานนี้ หน้ากากหวังคุยกับพวกเราแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด แต่พวกเราก็รับได้"

   

   “ในซองจดหมายด้านซ้ายเป็นบัตรธนาคาร ข้างในมีเงินห้าแสนหยวน รหัสเขียนไว้ข้างในแล้ว สามารถไปถอนเงินที่ธนาคารไหนก็ได้”

   

   “ในกล่องด้านขวา คือวัตถุต้องห้ามที่พวกเรามอบเป็นรางวัลให้นาย”

   

   ครูฝึกหงนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับถอนหายใจ

   

   "นายนี่มันสุดยอดจริง ๆ คนที่สามารถรีดไถขนแกะจากผู้บัญชาการหยวนได้นั้นมีไม่มากนักหรอก"

   

   หลินชีเยี่ยชะงัก “นี่เป็นสิ่งที่ครูฝึกหยวนมอบให้เองเหรอครับ?”

   

   "ใช่แล้ว" ครูฝึกหงพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดอย่างช้า ๆ ว่า "การให้หน่วยเร้นลับมาต่อสู้กับพวกนาย เป็นความคิดของผู้บัญชาการเอง ใครจะไปคิดว่าจะแพ้แบบนี้… ผู้บัญชาการต้องรับผิดชอบเอง จึงหาเงื่อนไขเหล่านี้มาให้นาย พวกเราอยากช่วยออกเงินให้บ้าง แต่เขาก็ไม่ยอม"

   

   หลินชีเยี่ยก้มมองซองจดหมายและกล่องที่อยู่ตรงหน้า เงียบไปครู่หนึ่งแล้วผลักซองจดหมายกลับไป

   

   “ไม่เอาอันนี้ครับ”

   

   ครูฝึกหงชะงัก “นี่เป็นสิ่งที่พวกนายตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงไม่เอาล่ะ?”

   

   "ไม่เอาแล้วครับ" 

   

   “นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ คนผู้นั้นเป็นผู้บังคับบัญชาของเรา และยังเป็นรองหัวหน้าหน่วยประจำเมืองหลวง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งในระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรี นายคิดว่าเขาจะขาดเงินห้าแสนหยวนนี้หรือ?”

   

   “ไม่ใช่เรื่องขาดหรือไม่ขาดครับ” หลินชีเยี่ยเอ่ย “ผมไม่รับเงินจากทหาร”

   

   ครูฝึกหงมองหลินชีเยี่ยอย่างประหลาดใจ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก “นายคิดให้ดีนะ ถ้าครั้งนี้ไม่รับ ครั้งหน้าอยากได้ก็จะไม่มีให้แล้วนะ”

   

   “ไม่เอาครับ”

   

   “ดี มีหัวคิดดี” ครูฝึกหงพยักหน้าพลางเก็บซองกลับไป จากนั้นก็เอื้อมมือจะหยิบกล่องบนโต๊ะ…

   

   แปะ!

   

   หลินชีเยี่ยยื่นมือไปกดกล่องไว้

   

   “นี่เป็นของผม” หลินชีเยี่ยสบตาครูฝึกหงพลางเอ่ยอย่างจริงจัง

   

   “…ไม่ใช่ว่านายจะไม่เอาแล้วเหรอ…” ครูฝึกหงแยกเขี้ยว

   

   “ผมไม่เอาเงิน แต่ของสิ่งนี้มีประโยชน์กับผมมากนะ”

   

   “ฮ่าฮ่า ล้อเล่นน่า” หงฮ่าวปล่อยมือแล้วหัวเราะ “นายไม่รู้หรอก ตอนที่ผู้บัญชาการหยิบสิ่งนี้ออกมา สีหน้านั้นปวดใจแค่ไหน”

   

   “ข้างในคืออะไรครับ?”

   

   “เปิดดูก็รู้แล้ว”

   

   หลินชีเยี่ยเปิดกล่องในมือ ภายในมีผลึกสีฟ้ารูปเพชรเม็ดเล็ก ๆ เท่าเล็บ แต่พื้นผิวกลับเปล่งประกายจาง ๆ เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ของธรรมดา

   

   “นี่มัน…”

   

   “[ดวงใจสีคราม] เป็นวัตถุต้องห้ามที่เก็บได้จากทะเลตะวันออกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในรัศมีหนึ่งเมตรจะมีผนึกต้องห้ามลำดับที่ 278 [พิทักษ์ฟ้าคราม] ปรากฏขึ้นมาตลอดเวลา สามารถต้านทานการโจมตีทางจิตวิญญาณได้เกือบทั้งหมด”

   

   “แน่นอนว่า การโจมตีทางจิตวิญญาณที่มันต้านได้นั้นมีขีดจำกัด หากขอบเขตพลังจิตของผู้โจมตีสูงกว่านาย มันก็แค่ช่วยลดทอนพลังลงได้เท่านั้น”

   

   หลินชีเยี่ยตาเปล่งประกาย

   

   ถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีผนึกเทวะสองอันติดตัวอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้เน้นความสามารถทางด้านจิตวิญญาณ หากเผชิญหน้ากันโดยตรงก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้การโจมตีทางจิตวิญญาณกับเขา นอกจากจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของเซราฟต้านทานแล้ว เขาก็ไม่มีทางรับมืออย่างอื่นอีก

   

   พลังศักดิ์สิทธิ์ของเซราฟนั้นสิ้นเปลืองพลังจิตมาก แถมยังเน้นการโจมตี ไม่ถนัดการป้องกัน ดังนั้น [ดวงใจสีคราม] จึงช่วยเติมเต็มข้อบกพร่องตรงนี้ให้เขาได้อย่างพอดี 

   

   “ของดี” หลินชีเยี่ยพยักหน้า

   

   “ของที่ผู้บัญชาการหยิบออกมาน่ะเหรอ จะไม่ดีได้ยังไง” ครูฝึกหงหัวเราะ “กลับไปหาเชือกมาคล้องมันแล้วสวมติดตัวเอาไว้ เรื่องไกลตัวเราจะไม่พูดถึง แต่อย่างน้อยก็ใช้ได้ผลกับขั้นชวนแน่นอน”

   

   หลินชีเยี่ยเก็บดวงใจสีครามอย่างระมัดระวัง “ฝากขอบคุณครูฝึกหยวนด้วยนะครับ”

   

   ครูฝึกหงโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธี รีบกลับไปได้แล้ว การฝึกกำลังจะเริ่ม”

   

   หลินชีเยี่ยกล่าวลากับครูฝึกหง จากนั้นก็รีบออกจากห้องทำงานไป

   

   หลังจากที่เขาจากไป ร่างของหยวนกังก็ปรากฏขึ้นในห้องราวกับภูตผี เขามองไปที่ซองจดหมายบนโต๊ะ มุมปากเผยรอยยิ้ม

   

   “ผู้บัญชาการ คุณคิดว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง?” หงฮ่าวไม่ได้แสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อยที่หยวนกังปรากฏตัวขึ้น

   

   “เยี่ยมมาก จริง ๆ แล้ว ต่อให้หน้ากากหวังจะไม่ทำข้อตกลงกับเขา ฉันก็จะหาวิธีมอบดวงใจสีครามให้เขาอยู่ดี ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงตัวแทนของเซราฟ ฉันยังไม่อยากให้เขาตายเร็วนัก”

   

   หยวนกังมองไปยังทิศทางที่หลินชีเยี่ยออกไป

   

   “แล้วตอนนี้ล่ะ?” 

   

   “ตอนนี้ ฉันคิดว่าเขาคู่ควรกับของขวัญชิ้นใหญ่ที่ฉันมอบให้เขาแล้วจริง ๆ”



  บทที่ 105 เส้นทาง

   

   บนลานฝึก เสียงดาบไม้กระทบกันดังต่อเนื่อง หลินชีเยี่ยมือข้างหนึ่งไขว้หลัง ส่วนอีกข้างกำดาบแน่น ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

   

   ตรงข้ามเขา ไป๋หลี่พั่งพั่งถอยหลังอย่างตื่นตระหนก ดาบไม้ในมือฟาดไปมาอย่างไร้ทิศทาง ป้องกันตัวเองแบบขอไปที

   

   ข้อมือของหลินชีเยี่ยสะบัดเบา ๆ ปัดดาบไม้ของฝ่ายตรงข้ามออกไปอย่างง่ายดาย จากนั้นก็รุดไปข้างหน้า ปลายดาบไม้จ่อที่คอของไป๋หลี่พั่งพั่ง

   

   “นายเก่งเกินไปแล้ว ผมสู้ไม่ได้!” ไป๋หลี่พั่งพั่งโยนดาบไม้ทิ้ง นั่งลงหอบหายใจพลางพูดอย่างหัวเสีย

   

   "ไม่ใช่ฉันที่เก่ง แต่นายน่ะอ่อนแอเอง" หลินชีเยี่ยกล่าวความจริง

   

   เฉาเยวียนผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องดาบ นั่งท้าวคางมองดูการต่อสู้ของคนทั้งสองอยู่ด้านข้าง ยามได้ยินคำพูดของหลินชีเยี่ย เขาก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่ง "..."

   

   "ไป๋หลี่ถูหมิง พื้นฐานของนายแย่มาก ไปฝึกพื้นฐานกับพวกนั้นก่อนเถอะ" หันลี่เดินเข้ามาหาไป๋หลี่พั่งพั่งแล้วพูด

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งสีหน้าเศร้าหมอง เดินคอตกไปสมทบกับกลุ่มฝึกพื้นฐาน

   

   “หลินชีเยี่ย…” ครูฝึกหันขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถึงพื้นฐานของนายจะมั่นคง วิชาดาบก็คล่องแคล่ว แต่… ฉันรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรบางอย่าง”

   

   “ขาดอะไรไปครับ?” 

   

   “ดาบของนาย มีแต่รูปลักษณ์ แต่ไร้วิญญาณ” ครูฝึกหันเรียบเรียงคำพูด “ดาบของนายมันแข็งทื่อเกินไป ใช้รับมือกับผู้ที่มีฝีมือธรรมดาก็พอไหว แต่หากเจอผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ จะลำบาก”

   

   “งั้นมาประลองกันหน่อยไหม?” 

   

   ครูฝึกหันหยิบดาบไม้เล่มหนึ่งจากชั้นวางข้าง ๆ ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ ยืนอย่างผ่อนคลายอยู่ตรงหน้าหลินชีเยี่ย

   

   ฝ่ายถูกถามพยักหน้า ตั้งท่าต่อสู้ด้วยสีหน้าจริงจัง กวัดแกว่งดาบไม้ออกไปในทันที!

   

   แกร้ง แกร้ง!

   

   ท่าทางที่ดูผ่อนคลายของหันลี่กลับว่องไวขึ้นมาในทันใด ดาบไม้ในมือฟาดฟันออกไปราวกับภูตวิญญาณ ปัดป้องการโจมตีของหลินชีเยี่ยอย่างง่ายดาย

   

   หลังจากรับมือไปได้สามกระบวนท่า ครูฝึกหันพลันหรี่ตาลง ดาบไม้ในมือราวกับมีชีวิต เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล ฟาดไปที่ข้อมือของอีกฝ่าย

   

   ได้ยินเพียงเสียงเบา ๆ ดาบไม้ของหลินชีเยี่ยพลันหลุดมือร่วงลงพื้นข้าง ๆ

   

   หลินชีเยี่ยยืนนิ่ง

   

   ครานี้แตกต่างกับการฝึกซ้อมดาบครั้งที่แล้ว ครั้งก่อนหันลี่ฝึกซ้อมกับเขาเพื่อสอนทหารใหม่ถึงวิธีการใช้ดาบที่ถูกต้อง และเพื่อให้ทุกคนมองเห็นได้ชัดเจนจึงจงใจลดความเร็วลง ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนท่าดาบนี้หลินชีเยี่ยได้เรียนรู้มาจากเฉินมู่เหยี่ย จึงสามารถป้องกันได้อย่างง่ายดาย

   

   ทว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

   

   ครูฝึกหันออกดาบสี่กระบวนท่าติดต่อกัน โดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน อีกทั้งดาบไม้นั้นราวกับมีชีวิตของตัวเอง คล่องแคล่วฉับไวอย่างน่ากลัว

   

   ในทางตรงกันข้าม วิชาดาบของหลินชีเยี่ยนั้นแข็งทื่ออย่างยิ่ง

   

   “สัมผัสได้ไหม?” ครูฝึกหันถามขณะหยิบดาบไม้ขึ้นมาให้เขา

   

   "ครับ" หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด "แต่… ผมควรฝึกฝนอย่างไรถึงจะเอาชนะความแข็งทื่อนี้ได้?"

   

   ครูฝึกหันเงียบไปครู่หนึ่ง "จริง ๆ แล้ว ปัญหานี้ถึงแม้จะร้ายแรง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาเป็นจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านวรยุทธ์มากมายในโลกต่างก็เป็นเช่นนี้ เพียงฝึกฝนอย่างหนักหน่วงสักยี่สิบถึงสามสิบปี ก็สามารถบรรลุระดับที่สูงได้"

   

   เมื่อได้ยินคำว่า ‘ยี่สิบถึงสามสิบปี’ ใบหน้าของหลินชีเยี่ยพลันเศร้าหมอง

   

   “แต่ฉันคิดว่าสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้” ครูฝึกหันพูดต่อ

   

   "แล้วมันคืออะไรครับ?"

   

   "นายเคยคิดบ้างไหม ว่าที่จริงแล้วนายอาจจะไม่เหมาะกับการใช้ดาบ? หรือพูดให้ถูกก็คือ ไม่เหมาะกับการใช้ดาบแบบนี้" หันลี่มองเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนา

   

   หลินชีเยี่ยชะงักงัน

   

   "พูดตามตรง พรสวรรค์ในการใช้ดาบของนายนั้นไม่ได้สูงส่งอะไร เหล่าคนที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง แม้จะเป็นการสัมผัสดาบครั้งแรก ต่อให้ท่าทางการกวัดแกว่งดาบจะดูงุ่มง่าม แต่มันก็จะมี 'ความงดงาม' บางอย่างที่อธิบายไม่ได้..."

   

   "น่าเสียดายที่ฉันไม่เห็นสิ่งนั้นในตัวนาย" 

   

   ครูฝึกหันพูดต่อ "แน่นอนว่า ฉันไม่ได้หมายความว่านายไม่มีพรสวรรค์ ในโลกนี้มีผู้คนมากมาย คนที่มีพรสวรรค์โดยกำเนิดนั้นมีไม่มากนัก เพียงแค่หมั่นฝึกฝน วิชาดาบของนายก็ย่อมบรรลุผลได้ แต่ถ้าอยากจะไปให้ถึงขั้นที่สูงกว่านั้น มันยากมาก"

   

   "ที่ฉันพูดมาตั้งนานก็แค่อยากจะเตือนนาย ว่าบางทีนายอาจจะค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองมากกว่านี้ก็ได้"

   

   "เส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง..." หลินชีเยี่ยพึมพำ

   

   หันลี่ตบไหล่เขา "ลองคิดให้ดีล่ะ ฉันจะไปดูคนอื่นก่อน" 

   

   หลังจากครูฝึกออกไป หลินชีเยี่ยยืนถือดาบอยู่เพียงลำพังราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...

   

   ...

   

   หลังจากผ่านพ้นขุมนรกในวันแรกไปได้ วันต่อ ๆ มาก็ดีขึ้นมาก ไม่เพียงแต่อาหารในโรงอาหารจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่มีบทลงโทษที่โหดร้ายทารุณโผล่มาอีก

   

   ถึงอย่างนั้น การฝึกฝนร่างกายที่ครูฝึกสรรหามาในแต่ละวันก็ยังทำให้ทหารใหม่ต้องทนทุกข์ทรมาน

   

   หลินชีเยี่ยค่อย ๆ ปีนขึ้นเตียงหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกฝนของวัน พอหลับตาลง ความคิดมากมายพลันผุดขึ้นมาในหัว

   

   ภาพดาบทั้งสี่เล่มของครูฝึกหันและท่าป้องกันอันแข็งทื่อของตัวเองปรากฏขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

   

   บางทีอีกฝ่ายอาจพูดถูก เขาคงไม่เหมาะกับการใช้ดาบ แต่ถ้าให้ใช้เวลาฝึกฝนยี่สิบกว่าปีเพื่อใช้ดาบ เขาก็ยังรู้สึกว่ามันยากที่จะยอมรับได้

   

   ถ้าเลิกใช้ดาบ... งั้นเส้นทางของเขาอยู่ที่ไหน?

   

   ขณะที่สับสน หลินชีเยี่ยก็ผล็อยหลับไป

   

   ในห้วงภวังค์ เขานึกถึงความกลัวที่ถูกเฉินมู่เหยี่ยเข้าครอบงำอีกครั้ง

   

   ณ สนามฝึกใต้ดิน เฉินมู่เหยี่ยกวัดแกว่งดาบคู่ พัดกระหน่ำราวกับพายุ กดข่มหลินชีเยี่ยจนแทบหายใจไม่ออก เขาทำได้เพียงปัดป้องการโจมตีบางส่วน แล้วกัดฟันรับความเจ็บปวดจากดาบไม้ที่ฟาดลงบนร่างกาย

   

   ทว่าครั้งนี้ เขาไม่คิดหลบหนี

   

   เขาเบิกตากว้าง ใช้พลังจิตจับจ้องดาบไม้ของเฉินมู่เหยี่ยอย่างตั้งใจ มันเริ่มต้นจากจุดใด และสิ้นสุดที่ตรงไหน…

   

   สนามฝึกซ้อมใต้ดินค่อย ๆ เลือนหาย ใบหน้าของเฉินมู่เหยี่ยพลันพร่ามัวลง เหลือเพียงดาบไม้สองเล่มในมือ กระบวนท่าแต่ละท่วงท่า ตราตรึงอยู่ในใจของเขา

   

   ทันใดนั้น หลินชีเยี่ยก็ลืมตาขึ้น!

   

   เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาทั้งสองข้างส่องไสวราวกับแสงจันทรานอกหน้าต่าง เขาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสวมเสื้อผ้าแล้วผลักประตูออกไปอย่างเงียบเชียบ

   

   ภายใต้อิทธิพลของ [นักร่ายรำยามราตรี] หลินชีเยี่ยเดินไปตามท้องถนนโดยไร้ซึ่งสุรเสียง ดุจวิญญาณล่องลอยไปทั่วค่ายฝึกอบรมยามรัตติกาล จนมาถึงสนามฝึกที่ว่างเปล่า

   

   เขาเดินขึ้นไปบนเวที หยิบดาบไม้สองเล่มจากชั้นวาง หลับตาลงอย่างช้า ๆ กระบวนท่าดาบของเฉินมู่เหยี่ยปรากฏขึ้นในหัว...

   

   แล้วเริ่มขยับร่างกาย

   

   ท่ามกลางราตรี ภายใต้แสงจันทร์อันนวลละมุน

   

   เด็กหนุ่มถือดาบคู่ในมือ เคลื่อนไหวราวกับผีเสื้อกลางคืนที่โบยบินอย่างสง่างาม แฝงไว้ด้วยความลึกลับน่าค้นหา 

   

   นัยต์ตาทั้งสองข้างเปล่งประกายดุจดวงดารา!

   

   ... 

   

   "ฮัดชิ้ว!"

   

   สำนักงานเหอผิง เฉินมู่เหยี่ยจามออกมาดังลั่น

   

   อู๋เซียงหนานที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาเอียงคอมอง "เป็นหวัดเหรอ?"

   

   "ไม่น่าใช่"

   

   "จามเป็นสิบ ๆ ครั้งแบบนี้ยังบอกว่าไม่เป็นหวัดอีกเหรอ?"

   

   "ฉันว่า... น่าจะมีคนคิดถึงฉันน่ะ" เฉินมู่เหยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

   

   อู๋เซียงหนานกลอกตา

   

   “เพ้อเจ้อ”



   บทที่ 106 ไม่ไปไหนแล้ว

   

   "คุณย่าครับ! เรากินข้าวต้องใช้ตะเกียบ ไม่ใช่ใช้มือหยิบนะครับ!"

   

   "ข้าใช้ไม่เป็น..."

   

   "โธ่ เมื่อวานผมเพิ่งสอนคุณไปเองนะครับ! ดูสิครับ ใช้นิ้วจับตะเกียบแบบนี้… ใช่ แบบนี้แหละครับ!"

   

   "กินแบบนี้มันลำบากนะ"

   

   "เฮ้อ คุณต้องค่อย ๆ เรียนรู้สิครับ!"

   

   “ย่อมได้… เราเริ่มกินกันหมดแล้ว เมื่อไหร่บิดาของเจ้าจะกลับมา?”

   

   "..."

   

   "ทานาทอส เจ้าเด็กคนนี้ มิได้กลับบ้านมาตั้งนานแล้ว ไม่รู้ว่าไปก่อเรื่องที่ใดอีกหรือไม่..."

   

   "เอ่อ... คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกครับ พ่อผมงานเยอะ อาจจะแค่ยุ่งมากไปหน่อย" 

   

   "เข้าใจแล้ว..."

   

   ภายในห้องกิจกรรม หลี่อี้เฟยสวมผ้ากันเปื้อนนั่งอยู่ที่โต๊ะด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ตรงข้ามคือนิกซ์ในชุดกระโปรงสีดำยาว กำลังนั่งก้มหน้านึกคิดบางอย่างอยู่

   

   หลินชีเยี่ยในชุดเสื้อกาวน์ยืนอยู่ที่ประตู ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามา

   

   "ทานาทอส!?" นิกซ์เห็นหลินชีเยี่ย ดวงตาพลันเปล่งประกาย "เจ้ากลับมากินข้าวแล้วหรือ?"

   

   หลินชีเยี่ยมองแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง จึงพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม "ผมกลับมาแล้วครับ ท่านแม่"

   

   "รีบนั่งสิ รีบนั่ง!" นิกซ์มองไปรอบ ๆ แล้วดึงเก้าอี้เตี้ย ๆ ตัวหนึ่งมาวางไว้ข้างตัวเอง

   

   หลี่อี้เฟยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาตัดพ้อ "ยังรู้จักกลับมาอีกนะ..."

   

   "พูดกับบิดาเจ้าเช่นนั้นได้อย่างไร!" นิกซ์จ้องหลี่อี้เฟยอย่างดุดัน 

   

   หลี่อี้เฟย "..."

   

   "สองวันมานี้ฝึกหนักเกินไป พอกลับมาตอนกลางคืนก็หลับเป็นตาย ไม่มีแรงมาที่นี่เลย" หลินชีเยี่ยถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ 

   

   เขาเห็นอาหารที่อยู่เต็มโต๊ะก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง

   

   "นายทำเหรอ?"

   

   "ใช่แล้ว"

   

   “แล้วเอาวัตถุดิบมาจากไหน?”

   

   "ฉันเห็นแปลงผักที่ปลูกไว้ในสวนข้างหลัง ก็เลยไปขุดมาหน่อยนึง"

   

   "ผักในสวน?" หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่หัวปลาแดงตัวโต "แล้วปลานี่ล่ะ?"

   

   "ก็ในบ่อน้ำเล็ก ๆ ข้างตึกไง ไม่ใช่ของที่นายเลี้ยงไว้เหรอ?"

   

   "...แล้วข้าวล่ะ? เอาข้าวมาจากไหน?"

   

   "อ๋อ อันนั้นฉันเจอในตู้ที่ห้องทำงานผู้อำนวยการน่ะ" หลี่อี้เฟยเอียงคอ “มีอะไรรึเปล่า? หมดอายุแล้วเหรอ?”

   

   หลินชีเยี่ยมองนิกซ์ที่กินข้าวไปมากกว่าครึ่งถ้วยแล้ว ได้แต่ส่ายหน้าเงียบ ๆ 

   

   “คง… ไม่หรอกมั้ง?”

   

   "ฉันก็ว่าไม่นะ เพราะฉันกินมาหลายวันแล้ว ก็ไม่เห็นท้องเสียเลย" หลี่อี้เฟยยักไหล่

   

   "...หลี่อี้เฟย นายไม่ใช่มนุษย์นะ นายเป็นปีศาจอสรพิษ ปีศาจไม่ท้องเสียหรอก"

   

   "..." 

   

   หลินชีเยี่ยหยิบตะเกียบคีบเนื้อปลาใส่ปากแล้วเคี้ยว เนื้อสัมผัสสดใหม่ผิดปกติ รสชาติก็ไม่เหมือนกับสายพันธุ์บนโลก 

   

   แต่ในเมื่อทั้งสองคนนี้กินมาหลายวันแล้ว คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร

   

   หลินชีเยี่ยเหลือบมองนิกซ์พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวไปใกล้หลี่อี้เฟย

   

   “ช่วงนี้นายทำอะไรบ้าง?”

   

   หลี่อี้เฟยชะงัก "ไม่ได้ทำอะไรนี่ แค่คุยกับเธอ สอนเธอเล่นหมากรุก เล่นไพ่ พาเธอไปตากแดด ดูแลเธอเหมือนหลาน... มีอะไรรึเปล่า?"

   

   “เปล่า แค่จะชมว่านายดูแลเธอได้ดีมาก”

   

   หลี่อี้เฟยไม่สามารถมองเห็นแถบแสดงความคืบหน้าเหนือหัวของนิกซ์ได้ ทว่าหลินชีเยี่ยมองเห็น เขาจำได้ว่าเมื่อสิบกว่าวันก่อน แถบความคืบหน้าการรักษาของนิกซ์มีเพียงยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นเป็น 48% แล้ว!

   

   อันที่จริง ถึงแม้จะไม่มีแถบความคืบหน้า หลินชีเยี่ยก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพของนิกซ์ดีขึ้นมาก

   

   เขายังจำได้ว่าตอนที่นิกซ์เพิ่งออกจากห้องผู้ป่วย เธอดูเหม่อลอยและมองเห็นอะไรก็จะคิดว่าเป็นลูก นอกจากนี้ยังไม่ค่อยพูดจา ส่วนใหญ่จะคุยกับแจกันดอกไม้เท่านั้น

   

   ทว่าตอนนี้นิกซ์ไม่เพียงแต่ไม่เห็นสิ่งของแปลกประหลาดเป็นลูกอีกต่อไป แต่เธอยังดูร่าเริงขึ้นมาก สามารถพูดคุยกับหลี่อี้เฟยได้ตามปกติ แววตาดูมีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

   

   ‘ดูเหมือนว่าการที่มีคนอยู่เป็นเพื่อนจะส่งผลดีต่อการรักษาของเธอ…’ หลินชีเยี่ยคิดในใจ

   

   การชุบชีวิตหลี่อี้เฟยให้เป็นผู้ช่วยพยาบาลเป็นทางเลือกที่ถูกต้องจริง ๆ!

   

   ตอนนี้ความคืบหน้าในการรักษานิกซ์อยู่ที่ 48% แล้ว เพียงแค่เพิ่มอีกนิดหน่อยก็จะสามารถดึงความสามารถของเธอได้เป็นครั้งที่สอง

   

   หรือว่า… จะลองวันนี้เลยดี?

   

   หลินชีเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยของนิกซ์

   

   "แม่ครับ กินเยอะ ๆ นะครับ"

   

   นิกซ์ชะงักเพียงชั่วครู่ หันมามองหลินชีเยี่ยทั้งน้ำตาคลอ

   

   "ทานาทอส เจ้าโตขึ้นแล้วสินะ..."

   

   แกร็ก!

   

   แถบความคืบหน้าเพิ่มขึ้นจาก 48% เป็น 49% ต่อหน้าต่อตาเขา

   

   หลินชีเยี่ย: (⊙o⊙)!!

   

   "ท่านแม่ ทานผักเยอะ ๆ นะครับ..."

   

   "แม่ ผมว่าปลานี้อร่อยมากเลยนะ ลองทานอีกหน่อยสิครับ..."

   

   "แม่ครับ ผมขออนุญาตเติมข้าวให้นะครับ!"

   

   "ท่านแม่..."

   

   หลินชีเยี่ยเริ่มคีบกับข้าวให้นิกซ์อย่างบ้าคลั่ง ส่วนผู้ถูกดูแลก็ทานข้าวอย่างมีความสุขพลางน้ำตาไหลริน หลี่อี้เฟยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้แต่มองอย่างฉงน

   

   “ชีเยี่ย นายนี่มัน...”

   

   “หลี่อี้เฟย” หลินชีเยี่ยผินหน้ามาหา “รีบแสดงความสามารถพิเศษให้คุณย่าดูหน่อยเร็ว”

   

   หลี่อี้เฟย: (⊙_⊙)? “หา?”

   

   “ความสามารถพิเศษไง! รีบไปสิ!”

   

   “เอ่อ...” หลี่อี้เฟยเกาหัวพลางลุกขึ้นยืน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คุณย่าครับ ผมไม่มีอะไรพิเศษเลย งั้นผมจะแสดงการกินข้าวกลับหัวให้ดูนะครับ!”

   

   หลินชีเยี่ย "..."

   

   ทั้งสองคนพยายามอยู่ข้าง ๆ นิกซ์อยู่นาน ทว่าแถบแสดงความคืบหน้ากลับไม่ขยับ หลินชีเยี่ยได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ

   

   ดูเหมือนว่าเรื่องแบบนี้คงจะฝืนกันไม่ได้จริง ๆ นะ

   

   อย่างไรเสีย ตัวเขาก็เป็นถึงหมอที่รักษาคนไข้ ถึงแม้จะรักษาเป็นหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องมั่ว ๆ แบบนี้

   

   แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่คึกคักและอบอุ่นที่สุดในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งเทพเจ้า

   

   หลี่อี้เฟยเก็บกวาดโต๊ะแล้วเดินไปล้างจานที่ห้องครัวอย่างขยันขันแข็ง ส่วนหลินชีเยี่ยหยิบยาสำหรับวันนี้จากตู้มาแบ่งอย่างระมัดระวัง เตรียมที่จะป้อนให้นิกซ์

   

   นิกซ์ยังคงนั่งเงียบ ๆ ข้างโต๊ะ จ้องมองหลินชีเยี่ยที่กำลังยุ่งวุ่นวาย ราวกับนึกคิดบางอย่างได้ รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก 

   

   “ทานาทอส”

   

   “ครับ?”

   

   “บ้านของเรา… มิได้คึกครื้นเช่นนี้มานานเพียงใดแล้วนะ?”

   

   หลินชีเยี่ยชะงัก แล้วส่ายหน้า “ไม่รู้สิครับ”

   

   “พวกเจ้าแต่ละคน พอโตขึ้นก็จากไปไกลกันหมด ทั้ง ๆ ที่ข้ามีบุตรมากมาย แต่สุดท้าย… ข้าก็ต้องอยู่เพียงลำพัง” 

   

   นิกซ์หรี่ตาลงเล็กน้อย 

   

   หลินชีเยี่ยหันกลับมาแล้วนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเดินถือน้ำอุ่นกับยามาหาเธอ 

   

   “อย่างน้อย ตอนนี้คุณก็มีพวกเราแล้วไม่ใช่เหรอครับ?” หลินชีเยี่ยพูดเบา ๆ พลางยื่นน้ำให้อีกฝ่าย 

   

   "พวกเรา… จะไม่ไปไหนแล้ว"

   

   ร่างของนิกซ์สั่นเทาเล็กน้อย เธอจ้องมองหลินชีเยี่ย ดวงตาเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!

   

   ในขณะเดียวกัน แถบความคืบหน้าการรักษาของเธอก็ขยับขึ้นอีกนิด

   

   [ความคืบหน้าในการรักษานิกซ์: 51%

   

   บรรลุเงื่อนไขการรับรางวัลแล้ว สามารถสุ่มรับความสามารถของนิกซ์ได้อีกครั้ง

   

   ความคืบหน้าในการรักษานิกซ์เกิน 50% แล้ว สามารถออกจากโรงพยาบาลจิตเวชแห่งเทพเจ้าได้ชั่วคราว…]



  บทที่ 107 อนธการกัดกร่อน

   

   ในวินาทีที่เห็นข้อความนี้ปรากฏขึ้น ดวงตาของหลินชีเยี่ยก็เป็นประกาย

   

   ทว่าหลังจากอ่านประโยคสุดท้าย เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเต็มไปด้วยความสงสัย

   

   ออกจากโรงพยาบาลชั่วคราว?

   

   หมายความว่า นิกซ์สามารถออกจากที่นี่และไปเที่ยวข้างนอกได้?

   

   แล้วหลังจากที่เธอออกจากโรงพยาบาล เธอจะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา หรือเป็นเทพเจ้า?

   

   คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า เรื่องพวกนี้ค่อย ๆ คิดทีหลัง ตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ...

   

   สุ่มความสามารถ

   

   หลินชีเยี่ยพึมพำในใจ จากนั้นวงล้อปริศนาที่ลอยอยู่กลางอากาศก็หมุนโดยอัตโนมัติ!

   

   เข็มชี้หมุนวนไปตามตัวเลือกต่าง ๆ หลินชีเยี่ยจ้องมองพื้นผิวของวงล้ออย่างใจจดใจจ่อ รู้สึกเหมือนหัวใจถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย...

   

   อย่าเป็น [การกำเนิดเหนือธรรมชาติ] อย่าเป็น [การกำเนิดเหนือธรรมชาติ]...

   

   ความเร็วของวงล้อค่อย ๆ ช้าลง ราวกับได้ยินคำอธิษฐานอันแรงกล้าของหลินชีเยี่ย เข็มชี้หมุนผ่านส่วนของ [การกำเนิดเหนือธรรมชาติ] ไปอย่างเชื่องช้า และหยุดลงที่อีกพื้นที่หนึ่ง

   

   ‘อนธการกัดกร่อน’

   

   เมื่อเข็มชี้หยุดนิ่งสนิท วงล้อทั้งหมดก็ค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงอักษรสี่ตัวนี้ลอยอยู่กลางอากาศ

   

   หลินชีเยี่ยยื่นมือแตะเบา ๆ ที่พื้นผิวของตัวอักษร พลังลึกลับก็ไหลผ่านปลายนิ้วแล้วเข้าสู่ร่างกาย

   

   ประมาณห้าวินาทีต่อมา ตัวอักษรขนาดเล็กหลายบรรทัดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลินชีเยี่ย

   

   [อนธการกัดกร่อน (ผนึกเทวะแห่งราตรี):

   

   กัดกร่อนทุกสิ่งรอบตัวด้วยความมืดมิดดั้งเดิมที่สุด วัตถุหรือสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ถูกความมืดมิดปกคลุม ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ (ขอบเขตและความแข็งแกร่งในการควบคุมของผนึกเทวะแห่งราตรีจะเพิ่มขึ้นตามพลังจิตของคุณ)]

   

   หลินชีเยี่ยอ่านทวนประโยคนี้หลายรอบ ความตกตะลึงในดวงตาก็ยิ่งทวีคูณ!

   

   ต่างจาก [นักร่ายรำยามราตรี] ก่อนหน้านี้ [อนธการกัดกร่อน] ที่สุ่มได้มาครั้งนี้ชัดเจนว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่า เพราะมีคำว่า ‘ผนึกเทวะ’ ต่อท้ายด้วย!

   

   เมื่อเกี่ยวข้องกับผนึกเทวะ นั่นแสดงว่าไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถธรรมดา สิ่งนี้อาจเป็นความสามารถสืบทอดที่เป็นแก่นแท้ที่สุดของนิกซ์ก็เป็นได้!

   

   ในแง่ของการทำงาน [นักร่ายรำยามราตรี] ดูเหมือนจะเป็นความสามารถเสริมของรัตติกาล ไม่ได้มีลักษณะเด่นของผนึกต้องห้าม แต่ [อนธการกัดกร่อน] นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง...

   

   นี่คือผนึกเทวะที่เป็นของเทพีแห่งรัตติกาล!

   

   หากหลินชีเยี่ยเดาไม่ผิด คราวนี้เขาจับฉลากถูกรางวัลใหญ่แล้วจริง ๆ

   

   หลินชีเยี่ยพยายามระงับความตื่นเต้นในใจ ป้อนยาให้นิกซ์อย่างระมัดระวัง บอกลาหลี่อี้เฟยสักคำ แล้วออกจากโรงพยาบาลจิตเวชแห่งเทพเจ้าอย่างเร่งรีบ

   

   เขาลืมตาขึ้นบนเตียง เหลือบมองไปยังไป๋หลี่พั่งพั่งที่กำลังหลับสนิท แล้วแอบย่องออกไปอย่างเงียบกริบ

   

   ไม่นานนัก บนดาดฟ้าอาคารหอพัก

   

   หลินชีเยี่ยเดินไปยังพื้นที่โล่งพลางพินิจโดยรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกล้องวงจรปิดที่ครูฝึกติดตั้งไว้ แล้วจึงหยุดเดิน

   

   เขายืนอยู่ตรงนั้น หลับตาลง

   

   ในชั่วขณะต่อมา ความมืดมิดอันบริสุทธิ์ก็แผ่กระจายออกไปจากตัวเขา

   

   ราวกับหยาดหมึกดำหยดลงบนผืนผ้าใบสีขาว ทุกสิ่งโดยรอบค่อย ๆ ถูกความมืดดูดกลืน ไม่ว่าจะเป็นกรวด ทราย อากาศ นกที่โผบิน แม้กระทั่งแสงจันทราที่สาดส่อง...

   

   นี่คือความมืดมิดที่บริสุทธิ์ที่สุด นี่คือความมืดมิดดั้งเดิมที่สุด

   

   ความมืดมิดยังคงแผ่ขยายออกไป จนกระทั่งหยุดลงในระยะสิบเมตรจากหลินชีเยี่ย

   

   ภายใต้ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตนี้ หลินชีเยี่ยที่อยู่ ณ ใจกลางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

   

   ดวงตาของเขาดำมืดราวกับรัตติกาล

   

   "หรือว่าจะยังคงถูกอิทธิพลจากวัตถุต้องห้ามที่ใช้สะกดพลังอยู่..." หลินชีเยี่ยพึมพำ

   

   เขาสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับที่จำกัดตนเอาไว้ ขัดขวางการแผ่ขยายของผนึกเทวะแห่งราตรี หากไม่นับผลกระทบจากวัตถุต้องห้าม คาดว่าผนึกเทวะนี้จะครอบคลุมพื้นที่ได้ถึงยี่สิบเมตร

   

   ซึ่งขอบเขต [พิภพเทพ] ของเขาก็น่าจะครอบคลุมพื้นที่ได้ใกล้เคียงกัน หากเดาไม่ผิด ยี่สิบเมตรน่าจะเป็นขีดจำกัดของขั้นจั่นแล้ว

   

   หลินชีเยี่ยยื่นนิ้วออกไปแล้วค่อย ๆ ยกขึ้น

   

   ภายในอาณาเขตผนึกเทวะแห่งราตรี เศษหินและกรวดทรายที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลอยขึ้นและโคจรรอบปลายนิ้วของเขา

   

   หลินชีเยี่ยจ้องมองเม็ดทรายที่ปลายนิ้ว พลางพยักหน้าเบา ๆ

   

   "หมายความว่า ฉันสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างภายในผนึกเทวะนี้ได้งั้นหรือ…"

   

   เขาก้มลงมองพื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้า ดวงตาหรี่ลง!

   

   รอยแตกเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นอย่างกะทันหัน ราวกับถูกฉีกออกจากกัน เผยให้เห็นรอยแยก

   

   "ระดับการควบคุมยังมีขีดจำกัด ตอนนี้ทำได้แค่ควบคุมแบบง่าย ๆ ไม่รู้ว่าหลังจากเลื่อนขอบเขตขึ้นไปแล้ว จะสามารถฉีกนิวเคลียสของอะตอมได้โดยตรงหรือเปล่า…" 

   

   หลินชีเยี่ยใช้มือลูบรอยแตกบนพื้นแผ่วเบา จากนั้นจึงยืนขึ้น มองนกที่ถูกกักขังอยู่ในความมืดมิด

   

   ในวินาทีต่อมา ดวงตาของนกก็ถูกย้อมด้วยสีสันแห่งรัตติกาลเช่นกัน...

   

   พันธนาการถูกปลดปล่อย นกกระพือปีกสองครั้ง บินวนรอบหลินชีเยี่ยด้วยท่าทีเบาหวิว ก่อนจะลงมาเกาะบนมือของเขาราวกับรูปปั้น

   

   ดวงตาของมันลึกลับและแปลกประหลาดเช่นเดียวกับหลินชีเยี่ย

   

   เขายื่นมืออีกข้างลูบขนนกอย่างแผ่วเบา 

   

   ผ่านพลังแห่งความมืดที่กัดกร่อนจิตใจของสิ่งมีชีวิต เขาสามารถควบคุมพวกมันได้ แต่ไม่รู้ว่าจะสามารถทำได้ถึงขั้นไหนกับมนุษย์

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ภายในผนึกเทวะ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถใช้ [นักร่ายรำยามราตรี] ได้ ซึ่งหมายความว่า พลังต่อสู้ของเขาในผนึกเทวะจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว

   

   หลินชีเยี่ยวิเคราะห์ผนึกเทวะแห่งราตรีอย่างละเอียด ทดลองกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพลังจิตหมดลง ไม่สามารถคงสภาพผนึกเทวะแห่งราตรีเอาไว้ได้อีกต่อไป จึงยอมแพ้

   

   "พลังจิตยังอ่อนแอเกินไป ตอนนี้สามารถคงผนึกเทวะแห่งราตรีไว้ได้เพียงสองนาที... หืม? ทำไมหน้ากากหวังถึงทำได้แค่ห้าวินาทีเอง?"

   

   "ทำไมเขาถึงอ่อนแอขนาดนั้น?" 

   

   หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพึมพำ "แม้ว่าฉันจะมีพลังจาก [นักร่ายรำยามราตรี] และพลังจิตของตัวเองก็เพิ่มขึ้นภายในผนึกเทวะ แต่มันไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากขนาดนั้นนี่นา..."

   

   "หรือว่าผนึกเทวะแห่งกาลจะใช้พลังจิตมากกว่าผนึกเทวะแห่งราตรีกันนะ? ไม่น่าใช่ เพราะระยะเวลาที่ฉันสามารถคงมันไว้ได้นั้นนานกว่าเขาราว ๆ ยี่สิบเท่า"

   

   หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็ยังไม่เข้าใจ สุดท้ายก็สรุปสาเหตุว่าเป็นเพราะหน้ากากหวังอ่อนแอเกินไป

   

   หลังจากเก็บผนึกเทวะแห่งราตรี หลินชีเยี่ยลังเลชั่วครู่ แล้วจมจิตสำนึกเข้าไปในโรงพยาบาลจิตเวชอีกครั้ง

   

   "ทานาทอส เจ้ากลับมาเร็วขนาดนี้เลยหรือ?" นิกซ์เอ่ยทักทายด้วยความดีใจ ยามเห็นหลินชีเยี่ยเดินเข้ามา 

   

   "แม่ครับ อยากออกไปเดินเล่นไหมครับ?" หลินชีเยี่ยสบตาเธอพลางเอ่ยถาม

   

   "ออกไปที่ใด?" 

   

   "ออกไปข้างนอกโรงพยาบาล ไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงครับ" 

   

   นิกซ์ไตร่ตรองสักพักจึงตอบ "ถึงข้าจะไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดถึงอะไร แต่หากมีลูกอยู่เคียงข้าง ข้าก็ยินดี"

   

   "ตกลงครับ งั้นตามผมมาเลย" หลินชีเยี่ยจูงข้อมือนิกซ์ พลางดึงจิตสำนึกของเธอให้ค่อย ๆ หลุดพ้นจากโรงพยาบาลจิตเวช...

   

   ไม่นานนัก หลินชีเยี่ยก็ลืมตาขึ้นบนดาดฟ้า

   

   เขาหันกลับไปมอง

   

   เบื้องหลังปรากฏร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์ในชุดราตรีสีดำประดับดารา...

   

   ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้แสงจันทร์อย่างเงียบงัน



   บทที่ 108 ประกายแสงยามราตรี

   

   “พาออกมาได้จริง ๆ เหรอเนี่ย?”

   

   หลินชีเยี่ยมองนิกซ์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ภายใต้ท้องฟ้ายามรัตติกาล นิกซ์ดูราวกับเป็นคนละคนกับผู้ป่วยที่เหม่อลอยอยู่ในโรงพยาบาล...

   

   ในตอนนี้ เธอดูเหมือนเทพเจ้าอย่างแท้จริง

   

   ใบหน้าอันงดงามเผยความสงสัย เธอก้าวไปที่ขอบดาดฟ้า มองค่ายฝึกซ้อมอันเงียบสงัดเบื้องล่าง และแสงไฟอันสว่างไสวในระยะไกล ก่อนจะเอ่ยถามอย่างเชื่องช้า

   

   “ที่นี่คืออาณาจักรเทพของเจ้าหรือ ทานาทอส?”

   

   หลินชีเยี่ยส่ายหน้า “นี่ไม่ใช่อาณาจักรเทพ นี่คือโลกแห่งความจริงครับ”

   

   “โลกงั้นหรือ?” นิกซ์เอียงศีรษะเล็กน้อย ชี้นิ้วไปยังเมืองที่ส่องสว่างด้วยแสงไฟในระยะไกล “แต่… มันคืออาณาจักรเทพนี่”

   

   หลินชีเยี่ยถอนหายใจ ไม่ได้โต้เถียงเรื่องอาณาจักรเทพกับเทพเจ้าโบราณที่มีปัญหาทางจิตใจผู้นี้อีกต่อไป แต่เดินไปข้าง ๆ เธอแล้วพูดว่า

   

   "รู้สึกยังไงบ้างที่ได้ออกมาข้างนอกครับ?"

   

   “ที่นี่กว้างใหญ่และงดงามนัก ทว่า… มันไม่อบอุ่นเหมือนบ้านเรา” นิกซ์ครุ่นคิดก่อนจะกล่าวเสริมว่า “แต่ในเมื่อที่นี่คืออาณาจักรของทานาทอส ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ชอบ”

   

   หลินชีเยี่ยชะงัก ก่อนจะตระหนักได้ว่า ‘บ้าน’ ที่นิกซ์พูดถึง ก็คือโรงพยาบาลจิตเวชเล็ก ๆ แห่งนั้น 

   

   “น่าเสียดาย ตอนนี้ผมยังออกจากค่ายฝึกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงพาคุณไปเที่ยวรอบ ๆ แล้ว ในเมืองยุคใหม่มีอะไรน่าสนใจอีกเยอะเลย” หลินชีเยี่ยส่ายหน้าด้วยความเสียดาย

   

   “ที่นี่คืออาณาจักรเทพของเจ้า เหตุใดเจ้าถึงออกไปไม่ได้เล่า?” 

   

   “อืม… มันคือกฎ”

   

   “แล้วเจ้าอยากออกไปหรือไม่?”

   

   “คุณพาผมออกไปได้เหรอ?”

   

   “ภายใต้รัตติกาลนี้ ข้าพาเจ้าไปได้ทุกที่” นิกซ์กล่าวพลางชี้ไปที่ท้องฟ้ายามค่ำคืน

   

   “พลังศักดิ์สิทธิ์ของคุณกลับคืนมาแล้วเหรอ?”

   

   “ยังหรอก แต่แค่เพียงแสงดาวระยิบระยับในยามค่ำคืนธรรมดา ข้าก็ทำได้” 

   

   หลินชีเยี่ยมองไปยังเมืองที่อยู่ห่างไกล ลังเลอยู่ครู่หนึ่งราวกับว่าตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า 

   

   "ผมอยากไปที่แห่งหนึ่ง ไปแล้วผมก็จะกลับมา"

   

   "ไม่มีปัญหา เด็กน้อยของข้า" นิกซ์ยิ้มพลางจับข้อมือของหลินชีเยี่ย ในใจก็นึกภาพตำแหน่งของสถานที่แห่งนั้น "ข้าจะพาเจ้าไปเอง"

   

   หลินชีเยี่ยค่อย ๆ หลับตาลง ภาพบ้านหลังเตี้ย ๆ หลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัว

   

   ชั่วขณะนั้น ความมืดทึบก็แผ่ออกมาจากตำแหน่งของคนทั้งสอง

   

   ร่างของพวกเขาพลันหายวับไปในพริบตา! 

   

   ...

   

   เพล้ง!!

   

   ภายในค่ายฝึกอบรม หยวนกังที่กำลังยกชาขึ้นดื่มอยู่สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน ถ้วยชาในมือหลุดร่วงลงพื้นแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ!

   

   "พลังของเทพเจ้า?!" เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว หันไปมองบนดาดฟ้าของหอพัก พลางเบิกตากว้าง "เป็นไปไม่ได้... ที่นี่จะมีพลังของเทพเจ้าได้อย่างไร!" 

   

   เขาใคร่ครวญอยู่นาน ในที่สุดก็คว้าดาบตรงที่หัวเตียง พุ่งออกไปนอกประตูราวกับสายฟ้า!

   

   ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีอันเงียบสงัด ร่างของเขาพุ่งทะยานจนทิ้งร่องรอยเลือนราง ขณะนั้นมือก็ควานหาโทรศัพท์มือถือแล้วกดโทรออก

   

   “ฮัลโหล?”

   

   "หัวหน้า เกิดเรื่องแล้ว!"

   

   ได้ยินน้ำเสียงจริงจังของหยวนกัง เส้าผิงเกอที่อยู่อีกฝั่งของโทรศัพท์ก็เปลี่ยนท่าทีเย้าแหย่เป็นจริงจัง แล้วเอ่ยถามอย่างเคร่งขรึม “เกิดอะไรขึ้น?”

   

   "ค่ายฝึกอบรมที่เมืองชางหนาน เพิ่งมีคลื่นพลังของเทพเจ้าปรากฏขึ้น"

   

   "อะไรนะ?!" เส้าผิงเกอสีหน้าผันเปลี่ยน "เทพเจ้าองค์ใด?"

   

   "ไม่ทราบครับ แต่ว่า พลังนั้น... ดูเหมือนจะไม่ตรงกับเทพเจ้าที่เรารู้จัก ผมคาดว่า นี่น่าจะเป็นเทพเจ้าที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน"

   

   "เข้าใจแล้ว นายอย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม ฉันจะไปรายงานผู้บัญชาการสูงสุด เผื่อว่าเขาจะสามารถส่งยอดฝีมือสูงสุดไปได้!" 

   

   "รับทราบ" 

   

   หยวนกังวางสาย ร่างกายพุ่งทะยานราวกับสายลมตรงไปยังอาคารหอพัก เขาวิ่งขึ้นไปบนกำแพงหอพักที่ตั้งฉาก เพียงไม่นานก็มาถึงตำแหน่งที่หลินชีเยี่ยและนิกซ์เคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้

   

   เขายืนอยู่บนดาดฟ้าของหอพัก เพ่งพินิจโดยรอบพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

   

   "หายไปไหน..."

   

   ...

   

   "คุณแม่ จานที่เหลือผมล้างเองครับ" 

   

   "ไม่ต้องหรอก ลูกไปทำการบ้านเถอะ" 

   

   "ไม่เป็นไรครับ ผมทำการบ้านเสร็จแล้ว แม่เพิ่งเลิกกะดึกมา วันนี้พักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำเถอะครับ" หยางจิ้นเอื้อมมือไปรับจานจากป้าแล้วกล่าว

   

   ป้ายืนอยู่ตรงนั้น สองมือว่างเปล่า เธอส่ายหัวอย่างจนใจ "เด็กคนนี้... เหมือนพี่ชายไม่มีผิด ช่างรู้จักคิดเป็นผู้ใหญ่เกินไป"

   

   เมื่อพูดถึงตรงนี้ เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้ามองดูพระจันทร์ที่แขวนอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี พลางพึมพำว่า 

   

   "ไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กคนนั้นจะเป็นยังไงบ้าง..."

   

   "ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พี่ชายต้องไม่เป็นอะไร" 

   

   ป้าถอนหายใจแล้วพยักหน้ารับ 

   

   หยางจิ้นยิ้มบาง ๆ "คุณแม่ งั้นผมขอตัวไปจัดการต่อนะครับ แม่เข้านอนเถอะ"

   

   "อืม ลูกเองก็รีบเข้านอนล่ะ"

   

   "ราตรีสวัสดิ์ครับ"

   

   "ราตรีสวัสดิ์" 

   

   ป้าเดินเข้าห้องแล้วปิดประตู ทิ้งให้หยางจิ้นอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นที่คับแคบ มีเพียงเสียงล้างจานเบา ๆ เจ้าดำน้อยนอนหมอบอยู่ข้าง ๆ อย่างว่าง่าย แล้วหาวออกมา

   

   บนดาดฟ้าอาคารฝั่งตรงข้าม ความมืดโรยตัวลงมาอย่างเงียบเชียบ

   

   เพล้ง!!

   

   โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!!!

   

   จานหลุดออกจากมือของหยางจิ้น ร่วงกระทบพื้นเสียงดังลั่น

   

   หยางจิ้นปรายตาเย็นเยียบแวบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป เขายกเท้าเหยียบร่างเจ้าดำน้อยอย่างแรงพร้อมกับจ้องเขม็ง มันรีบปิดปากทันที

   

   ทว่าดวงตาทั้งสองข้างยังคงจ้องเขม็งไปทางตึกที่อยู่ไกลออกไป พร้อมกับแยกเขี้ยวคำราม แสดงท่าทีราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจ

   

   “เทพตะวันตกอีกแล้ว... ทำไมถึง... อยู่ข้างกายเขาได้…” หยางจิ้นพึมพำพลางเตะเจ้าหมาตัวดำไปอีกที มันครางเบา ๆ ก่อนจะหมอบลงกับพื้นอย่างว่าง่าย

   

   "เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น?" ป้ารีบวิ่งออกมาจากห้อง เห็นเศษจานแตกกระจายเต็มพื้นก็รีบตรงไปหาหยางจิ้น "เป็นอะไรรึเปล่า? ไม่ได้โดนบาดใช่มั้ย?"

   

   "ไม่เป็นไรครับ แค่มือลื่นนิดหน่อย" หยางจิ้นยิ้มแห้ง ๆ แล้วหยิบไม้กวาดกับที่ตักผงมาเริ่มทำความสะอาดเศษจานบนพื้น

   

   "เดี๋ยวแม่ทำเอง เศษมันคม ระวังโดนบาดนะ!"

   

   "ไม่เป็นไรครับ ผมทำได้"

   

   ... 

   

   บนตึกที่อยู่ไกลออกไป หลินชีเยี่ยมองดูภาพตรงหน้าเงียบ ๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก

   

   "อาจิ้น เจ้าเด็กคนนี้ พอฉันไม่อยู่บ้าน ทำอะไรก็งุ่มง่ามไปหมด…" 

   

   นิกซ์ที่อยู่ข้าง ๆ มองหยางจิ้นด้วยสายตาสงสัย จึงเอ่ยถามว่า "เขาเป็นสหายของเจ้าหรือ?"

   

   หลินชีเยี่ยส่ายหน้า "ญาติครับ"

   

   "ญาติ?" ความสงสัยในดวงตาของนิกซ์ยิ่งทวีคูณ

   

   "ครับ"

   

   หลินชีเยี่ยมองต่ออีกพักหนึ่ง พลางถอนหายใจยาว "เอาล่ะ เรากลับกันเถอะ" 

   

   "เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?"

   

   "อย่าออกมานานเกินไปจะดีกว่าครับ"

   

   "อืม ตามใจเจ้า" 

   

   นิกซ์พยักหน้า แล้วจับข้อมือหลินชีเยี่ยอีกครั้ง แสงสว่างวาบผ่าน พริบตาเดียวร่างของคนทั้งสองก็หายไปในความมืด

   

   ภายในบ้านหลังเล็ก หยางจิ้นเพิ่งกวาดเศษจานบนพื้นเสร็จ เขามองไปยังทิศทางที่คนทั้งสองหายไป คิ้วเรียวขมวดมุ่น พลันตกอยู่ในภวังค์...



   บทที่ 109 043

   

   เงาร่างของหลินชีเยี่ยและนิกซ์ปรากฏขึ้นบนดาดฟ้าหอพักภายใต้แสงจันทร์

   

   หลินชีเยี่ยยังคงมีรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า เขาถอนหายใจแล้วหันหลังกลับ...

   

   ก่อนจะแข็งค้างอยู่กับที่

   

   ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิด หยวนกังกำดาบแน่นอยู่ในมือ นั่งอยู่บนขั้นบันไดไม่ไกลนัก จ้องมองนิกซ์อย่างไม่ละสายตา

   

   ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นหลินชีเยี่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นิกซ์ ก่อนจะแข็งค้างไปเช่นกัน

   

   นิกซ์มองหยวนกังอย่างประหลาดใจ แล้วหันมามองหลินชีเยี่ย "นั่นสหายเจ้าด้วยหรือ?"

   

   หลินชีเยี่ย "...ก็นับว่าใช่"

   

   หยวนกังค่อย ๆ ยืนขึ้น พลังจิตอันแข็งแกร่งแผ่ออกมา เขาเดินทีละก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้านิกซ์ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น

   

   "รองหัวหน้าหน่วยที่ 006 หน่วยพิทักษ์ราตรีประจำเมืองหลวง หยวนกัง ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไรครับ?"

   

   “นิกซ์”

   

   นิกซ์หรี่ตาลง ชั่วขณะนั้นเอง รัศมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้แผ่ออกมาจากร่างของเธอ ถึงแม้ร่างกายจะไม่มีร่องรอยของพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่เพียงรัศมีนี้ก็มากพอที่จะกดดันหยวนกังได้

   

   เธอจ้องมองหยวนกังด้วยแววตาดูแคลนอยู่หน่อย ๆ 

   

   "ที่แท้ก็คือเทพีแห่งรัตติกาล" หยวนกังชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ "ไม่ทราบว่าท่านมายังต้าเซี่ยแห่งนี้ มีธุระอันใดครับ?"

   

   นิกซ์เอียงคอครุ่นคิด "มาหาบุตรชายข้า"

   

   หยวนกังตะลึงไปชั่วขณะ

   

   หลินชีเยี่ยกระแอมไอสองที สมองแล่นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นมาทันท่วงที

   

   "ความหมายของเธอก็คือ... เธอมาหาตัวแทน" 

   

   ดวงตาของหยวนกังฉายแววเข้าใจ "อ้อ ที่แท้ท่านเทพีก็มาหาตัวแทน... ไม่ทราบว่าเจอแล้วหรือยัง?"

   

   "เจอแล้ว" หลินชีเยี่ยรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่นิกซ์จะมีโอกาสได้เอ่ยปาก 

   

   “อยู่ไหน?”

   

   “ผมเอง”

   

   “...”

   

   หยวนกังมองหลินชีเยี่ยด้วยสีหน้าเหมือนเห็นผี “นาย นายไม่ใช่... ของเซราฟ…?”

   

   “ผมก็แค่เหยียบเรือสองแคม” 

   

   “...”

   

   หยวนกังหันไปมองนิกซ์ ดวงตาฉายแววถามไถ่ “ท่านเทพี สิ่งที่เขาพูด...”

   

   "สิ่งที่บุตรชายข้าพูด ล้วนเป็นความจริง" นิกซ์ตอบอย่างจริงจัง

   

   หยวนกังตาค้าง

   

   ครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ เขาจึงเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า 

   

   "ท่านเทพี บัดนี้ ท่านได้พบกับตัวแทนแล้ว ขอความกรุณาท่านโปรดกลับคืนสู่ดินแดนของตนเองเถิด"

   

   นิกซ์หันมามอง หลินชีเยี่ยกระแอมไอหลายที

   

   "อืม เจอตัวแทนแล้ว คุณก็ควร... กลับบ้านได้แล้ว"

   

   "ตกลง" นิกซ์ตอบตกลงโดยไม่ลังเล "ทานาทอส เจ้าอย่าลืมกลับมาเยี่ยมบ้างนะ..."

   

   "แค่กแค่ก วางใจได้เลย! แล้วเจอกันใหม่ครับ!" 

   

   หลินชีเยี่ยโบกมือ ร่างของนิกซ์ค่อย ๆ จางหายไป จนในที่สุดก็เลือนหายไปในความมืดมิดของรัตติกาล 

   

   สายลมยามค่ำคืนพัดโชยผ่าน บนดาดฟ้าอาคารหอพักที่เงียบสงัด เหลือเพียงหยวนกังและหลินชีเยี่ยยืนอยู่ด้วยกัน 

   

   หยวนกังค่อย ๆ เก็บดาบเข้าฝัก หลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น การเผชิญหน้ากับเทพเจ้าอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เลวร้ายกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก 

   

   เขาจ้องมองหลินชีเยี่ย "เจ้าหนู... มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?"

   

   หลินชีเยี่ยเกาหัว "ผมก็นอนหลับอยู่ดี ๆ บนเตียง จู่ ๆ ก็โดนเธอลากมาที่นี่ พอคุยกันได้สักพัก เธอก็จะให้ผมเป็นตัวแทนน่ะ" 

   

   หยวนกัง “...”

   

   ฟังจากน้ำเสียงของหลินชีเยี่ยแล้ว ราวกับอีกฝ่ายกำลังพูดว่า ‘เพื่อนของผมมาหา ก็เลยกินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านน่ะ’

   

   บ้าไปแล้ว นั่นเทพีแห่งรัตติกาลนะ ไม่ใช่เด็กสาวข้างบ้านนายสักหน่อย!

   

   "แค่นี้เนี่ยนะ?" หยวนกังอดไม่ได้ที่จะพูด "แล้วทำไมเธอถึงเรียกนายว่าทานาทอสล่ะ?"

   

   "ก็เทพต่างชาติน่ะ เรียกชื่อไม่ถนัด เธอก็เลยตั้งชื่อใหม่ให้ผม"

   

   "...เดี๋ยวก่อน ทำไมถึงเป็นเทพต่างชาติล่ะ?"

   

   "ไม่สำคัญหรอก" 

   

   "แล้วที่เธอให้นายเป็นตัวแทน มอบหมายภารกิจอะไรให้เหรอ?"

   

   หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "กลับบ้านไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว?"

   

   “?”

   

   "อะแฮ่ม คือ... ผมหมายถึง เธอขอให้ผมช่วยหากำไลข้อมือให้หน่อย" หลินชีเยี่ยพูดอย่างจริงจัง "กำไลข้อมือของเธอหาย ก็เลยขอให้ผมช่วยหา"

   

   "ภารกิจตามหาของสินะ... ก็พอไหวอยู่" หยวนกังพยักหน้า

   

   "แต่ว่า... นายได้เป็นตัวแทนของเทพเจ้าสององค์จริง ๆ เหรอ?" หยวนกังขมวดคิ้ว “เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของต้าเซี่ยเลยนะ”

   

   "ตอนนี้มีแล้ว"

   

   "...ไปเถอะ" หยวนกังถอนหายใจ "ไปซะ กลับไปนอน ที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง" 

   

   หลินชีเยี่ยพยักหน้า เดินลงบันไดไปคนเดียว แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   "ดูเหมือนว่าจะปล่อยคนป่วยออกมาสูดอากาศไม่ได้แล้วสิ... ต่อให้จะออกมา ก็ห้ามใช้พลังศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นหน่วยพิทักษ์ราตรีต้องจับได้แน่ ถึงตอนนั้นคงวุ่นวายน่าดู..."

   

   "แต่อย่างน้อยก็ถือโอกาสนี้หาข้ออ้างให้กับพลังแห่งรัตติกาลได้แล้ว ต่อไปนี้ก็ใช้พลังผนึกเทวะทั้งสองแบบได้อย่างเปิดเผยแล้ว"

   

   เมื่อคิดได้ดังนั้น อารมณ์ของหลินชีเยี่ยก็ดีขึ้นมาก

   

   ในขณะเดียวกัน บนดาดฟ้าอาคารหอพัก... 

   

   หยวนกังเดินกลับมานั่งที่ขั้นบันได เขาดูดบุหรี่พลางโทรออกไปอีกครั้ง

   

   “ฮัลโหล ทางนั้นเป็นไงบ้าง?” เส้าผิงเกอรับสายทันที

   

   “วิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว บอกยอดฝีมือสูงสุดคนนั้นว่าไม่ต้องมาแล้ว” หยวนกังถอนหายใจอย่างโล่งอก พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า “แม่งเอ๊ย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเผชิญหน้ากับเทพเจ้า แรงกดดันมันช่าง…”

   

   “นายคุยกับเขาโดยตรงเลยเหรอ?”

   

   “อืมใช่ เทพีแห่งรัตติกาล นิกซ์” 

   

   “งั้นแสดงว่า คืนนี้ ในรายชื่อเทพเจ้าที่มนุษย์สังเกตการณ์ได้ คงต้องเพิ่มอีกหนึ่งแล้วสิ”

   

   “ใช่แล้วล่ะ”

   

   “เอาล่ะ นายพักผ่อนเถอะ ฉันต้องไปรายงานท่านผู้บัญชาการสูงสุดก่อน”

   

   “แล้วก็… มีอีกเรื่อง เจ้าหนูที่ชื่อหลินชีเยี่ยน่ะ กลายเป็นตัวแทนของทั้งทูตสวรรค์เซราฟและนิกซ์แล้ว”

   

   “…” 

   

   หยวนกังอธิบายสถานการณ์ให้เส้าผิงเกอฟังอย่างละเอียด จากนั้นก็วางสาย เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้ายามราตรีอย่างเงียบงัน

   

   [วันที่ 12 ตุลาคม ปี 2021 หน่วยพิทักษ์ราตรี หยวนกัง ตรวจพบเทพีแห่งรัตติกาลนิกซ์ นิกซ์ ณ ค่ายฝึกทหารใหม่หมายเลข 039 เมืองชางหนาน คาดการณ์ว่าผนึกเทวะได้รับความเสียหาย บันทึกลงในบัญชีเทพ รหัสเทพเจ้า 043

   

   ——บันทึกบัญชีเทพเจ้าของหน่วยพิทักษ์ราตรี (ลับสุดยอด)]

   

   ……

   

   ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากเมืองชางหนาน

   

   เหนือแม่น้ำแยงซีที่ไหลเชี่ยวและกว้างใหญ่ รถม้าโบราณคันหนึ่งกำลังแล่นอย่างสบาย ๆ มุ่งหน้าไปตามกระแสน้ำด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง

   

   ม้าสีน้ำตาลแดงผอมบางตัวหนึ่ง ลากรถม้าที่สร้างจากไม้เนื้อแข็งสบาย ๆ ราวกับไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวที่มันก้าวไป ตัวรถม้าก็จะลอยไปข้างหน้าหลายสิบเมตร กีบเท้าทั้งสี่เหยียบลงบนผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวราวกับกำลังเดินอยู่บนพื้นดิน

   

   ด้านหน้าห้องโดยสาร มีเด็กหนุ่มสวมชุดผ้าป่านนั่งกุมบังเหียนอยู่ พิงตัวรถอย่างเกียจคร้านพลางหาวออกมา

   

   ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มรับสายแล้วคุยสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค จากนั้นก็วางสายไป

   

   “อาจารย์เฉิน ผู้บัญชาการบอกว่าเทพเจ้าที่ชางหนานจากไปแล้ว ให้เรากลับได้เลย”

   

   ครู่ต่อมา เสียงแหบพร่าของชายชราดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโดยสาร

   

   "ฮึ่ม! ยามค่ำคืนเช่นนี้ ยังต้องลำบากให้ข้าวิ่งเต้นอีก..."

   

   "อาจารย์ พวกเราจะไปต่อ หรือว่ากลับดีครับ?"

   

   "กลับสิ! เมืองชางหนานเป็นแดนพิสดาร เราไม่ไปก็ดีแล้ว"

   

   "รับทราบ!" เด็กหนุ่มสะบัดเชือกบังเหียน "ไป!"

   

   ม้าสีน้ำตาลแดงหันตัวกลับอย่างรวดเร็ว ลากรถม้าลอยเลื่อนไปบนผิวน้ำอันกว้างใหญ่ มุ่งหน้ากลับไปทางต้นน้ำของแม่น้ำแยงซี...



  บทที่ 110 วิกฤต

   

   สายลมเย็นเริ่มพัดผ่าน บ่งบอกถึงฤดูหนาวที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้

   

   ณ ค่ายฝึกอบรม บนลานฝึกซ้อมท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เหล่าทหารใหม่กว่าสองร้อยนายสวมเพียงเสื้อแขนสั้นสีดำบาง ๆ กำลังวิ่งวนไปรอบ ๆ สนามฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

   

   นับตั้งแต่เริ่มการฝึกขั้นพื้นฐานจนถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านไปแล้วห้าเดือน หากจะพูดอย่างจริงจัง พวกเขาก็ไม่ใช่ทหารใหม่แล้ว แต่สำหรับค่ายฝึกอบรมที่เปิดเพียงปีละครั้ง ตราบใดที่ยังไม่ก้าวเท้าออกจากประตูบานนั้น พวกเขาก็ยังคงเป็นทหารใหม่อยู่วันยังค่ำ

   

   เดือนแรกของฤดูหนาว อากาศเย็นยะเยือก น้ำค้างยามเช้าแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ไอเย็นแผ่ซ่านเข้าไปในผิวหนังราวกับงูตัวเล็ก ๆ เลื้อยพันรัดกาย ทำให้ผู้คนตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งถูมือบนแก้ม พ่นลมหายใจออกมาเป็นควันขาว ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

   

   “อากาศหนาวแบบนี้ ยังต้องตื่นเช้ามาฝึกอีก ทรมานกันชัด ๆ… ช่วงนี้น้ำหนักลดไปตั้งหลายกิโลแล้ว”

   

   หลินชีเยี่ยยืนตัวตรง วิ่งไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน อากาศที่หนาวเย็นทำให้ผิวหนังที่สัมผัสกับอากาศโดยตรงกลายเป็นสีแดงระเรื่อ แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

   

   “ไป๋หลี่ถูหมิง! วิ่งไปขยี้หน้าไปแบบนั้น หนาวมากหรือไง!” ครูฝึกตาไวเห็นเข้าจึงตะโกนถามเสียงดัง

   

   สีหน้าของไป๋หลี่พั่งพั่งเปลี่ยนไป ก่อนจะรวบรวมความกล้าตะโกนตอบ

   

   "รายงาน! ผม... หนาวครับ!" 

   

   "หนาวก็แปลว่ายังวิ่งไม่พอ! รอทุกคนวิ่งเสร็จแล้ว นายอยู่วิ่งต่ออีกห้ารอบ!"

   

   "รับทราบ!" ไป๋หลี่พั่งพั่งตะโกนด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด

   

   ผ่านการฝึกฝนสุดโหดมาห้าเดือน ไป๋หลี่พั่งพั่งผอมลงไปมาก ถ้าเปรียบเทียบตอนแรกเขาตัวกลมเหมือนลูกฟุตบอล ตอนนี้ก็คงเหลือขนาดเท่าลูกอเมริกันฟุตบอลแล้ว

   

   ไม่ใช่แค่เขา การฝึกฝนร่างกายอันยาวนานนี้ทำให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น แต่จิตใจก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

   

   ภายใต้ฤดูหนาวอันเหน็บหนาว แววตาที่เคยเฉื่อยชาและขุ่นมัวของพวกเขาก็หายไป กลายเป็นความแน่วแน่และแจ่มใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและเต็มเปี่ยมนี้คือการเติบโตที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

   

   พวกเขาก็เหมือนกับใบมีดที่ถูกลับอย่างประณีต จากตอนแรกที่หยาบกร้าน ตอนนี้กลับเปล่งประกาย... พวกเขาในยามนี้มีท่าทางเหมือนทหารแล้ว!

   

   "เลิกแถว! ไปกินข้าวได้!" เสียงครูฝึกดังขึ้น 

   

   แถวที่เป็นระเบียบไม่ได้แตกกระจายในทันที แต่ด้วยความเข้าใจกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาก็เคลื่อนขบวนไปที่หน้าโรงอาหาร จากนั้นจึงแยกย้ายกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้วเดินเข้าไป

   

   สนามฝึกที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งขาวโพลน มีเพียงไป๋หลี่พั่งพั่งที่วิ่งกระหืดกระหอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

   

   "จะรอเขาไหม?" เฉาเยวียนถามพลางมองผู้ที่กำลังวิ่งรอบสนามเพียงลำพัง

   

   หลินชีเยี่ยส่ายหน้า "ไม่ต้องหรอก ยิ่งเขาเห็นพวกเรากินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็จะยิ่งวิ่งเร็วขึ้น"

   

   "มีเหตุผลดี"

   

   นับตั้งแต่เข้าฤดูหนาว อาหารในโรงอาหารก็ยิ่งอร่อยขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เดินเข้าไป จะได้กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ ชวนให้น้ำลายสอ

   

   เมื่อทหารใหม่มีสมรรถภาพร่างกายดีขึ้น ความอยากอาหารก็เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ทว่าอาหารในโรงอาหารก็เหมือนคำนวณไว้อย่างพอดี ทุกมื้อทำให้พวกเขาอิ่มแต่ไม่ถึงกับแน่น เรียกได้ว่าจัดสรรปริมาณอาหารได้อย่างเหมาะสม!

   

   หลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนกินไปได้สักพัก ไป๋หลี่พั่งพั่งที่เหงื่อท่วมตัวก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน "ซาลาเปาหมู ซาลาเปาหมูของผมอยู่ไหน?"

   

   หลินชีเยี่ยเลื่อนเข่งบนโต๊ะออกมา "ยังเหลืออีกสี่ลูก เก็บไว้ให้นายโดยเฉพาะ"

   

   "ชีเยี่ย นายช่างรู้ใจผมจริง ๆ" ไป๋หลี่พั่งพั่งดีใจจนตัวลอย คว้าซาลาเปาหมูข้างละลูกแล้วกัดอย่างเอร็ดอร่อย

   

   เฉาเยวียนที่อยู่ด้านข้างกลอกตา

   

   “จริงสิ ใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว เราจะได้หยุดกันไหมนะ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยถามออกมา

   

   หลินชีเยี่ยชะงัก

   

   ตั้งแต่มาถึงค่ายฝึกอบรม ดูเหมือนว่าเขาจะลืมเรื่องเวลาไปเสียสนิท ห้าเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากไป๋หลี่พั่งพั่งไม่เตือน เขาก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้เข้าเดือนกุมภาพันธ์แล้ว...

   

   “พวกเราฝึกแบบปิด จะไปหยุดได้ยังไง คิดมากไปแล้ว” เฉาเยวียนส่ายหน้า

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งถอนหายใจอย่างผิดหวัง “เฮ้อ... นึกว่าจะได้หยุดสักสองสามวัน พูดตามตรงนะ จากมาตั้งนาน ผมก็คิดถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ เตียงนุ่ม ๆ แล้วก็พี่สาวแม่บ้านแสนสวย…”

   

   “…” เฉาเยวียนก้มหน้าก้มตากินซาลาเปาคำโตต่อไป

   

   “จริงสิ ชีเยี่ย พอจบการฝึกแล้ว ไปเที่ยวที่กว่างเซินกับผมไหม? ยังไงซะผมก็เป็นเจ้าแห่งกว่างเซินนะ รับรองว่าจะทำให้นายสนุกจนไม่อยากกลับชางหนานอีกเลย!” ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดอย่างตื่นเต้น

   

   เฉาเยวียนกระพริบตา “แล้วฉันล่ะ?”

   

   “นายเหรอ? ไปกับทัวร์เอาเองแล้วกัน” 

   

   "กว่างเซินงั้นเหรอ…" หลินชีเยี่ยพึมพำ "ฉันโตมาขนาดนี้ยังไม่เคยออกจากเมืองชางหนานเลย มีโอกาสก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาบ้างนะ"

   

   "โธ่เอ๊ย ถ้าได้หยุดช่วงตรุษจีนนะ ผมจะพานายไปเอง!"

   

   "ช่างเถอะ ถ้าเป็นช่วงตรุษจีน ฉันก็อยากกลับไปกินข้าวเย็นวันสิ้นปีที่บ้าน…" หลินชีเยี่ยชะงัก ก่อนจะส่ายหน้า "ถ้าไม่ได้กลับบ้าน ไปกินกับหัวหน้าและคนอื่น ๆ ก็ดีเหมือนกัน"

   

   "หน่วยพิทักษ์ราตรีประจำเมืองชางหนานเหรอ?" ไป๋หลี่พั่งพั่งครุ่นคิด "ได้ยินมาว่าหัวหน้าน่าจะชื่อ… เฉินมู่เหยี่ยใช่มั้ยนะ? สิ่งลี้ลับในเมืองชางหนานมีไม่น้อยเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่..."

   

   "น่าจะกำลังกำจัดสิ่งลี้ลับอยู่ล่ะมั้ง"

   

   ...

   

   ค่ายฝึกอบรม สำนักงานครูฝึก

   

   เฉินมู่เหยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหยวนกังแล้วกล่าวอย่างจริงจัง "พวกคุณต้องให้พวกเขาหยุด"

   

   ...หยวนกังเอามือกุมขมับ "หัวหน้าเฉิน ผมบอกไปแล้วไงว่าเราฝึกแบบปิด ไม่ได้หยุดช่วงตรุษจีน... คุณก็ออกมาจากที่นี่ คุณน่าจะรู้อยู่แล้ว"

   

   "งั้นคุณก็อนุมัติให้หลินชีเยี่ยหยุดเป็นกรณีพิเศษ ให้เขากลับไปกินข้าวเย็นวันสิ้นปีกับผม" เฉินมู่เหยี่ยมุ่งมั่นไม่ลดละ

   

   "แบบนั้นมันผิดกฎ..."

   

   "ผมไม่สน" เฉินมู่เหยี่ยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พร้อมเอ่ยอย่างใจเย็น "บอกตามตรงนะ คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่สมาชิกในหน่วยของผมกำลังซุ่มอยู่ข้างนอกค่ายฝึกของพวกคุณ ถ้าไม่ยอมตกลง พวกเขาก็จะเริ่มปฏิบัติการชิงตัวแล้ว"

   

   หยวนกังสูดหายใจเข้าลึก "หัวหน้าเฉิน... ได้โปรดอย่าทำให้ผมลำบากใจเลย"

   

   "งั้นแบบนี้ก็ได้ ถ้าพวกคุณไม่ยอมปล่อยเขาออกมา ช่วงตรุษจีนก็ให้พวกเราเข้าไปส่งข้าวส่งน้ำก็ได้"

   

   "นี่..." หยวนกังขมวดคิ้ว

   

   "หัวหน้าเฉิน บอกผมได้มั้ยว่าคุณต้องการทำอะไรกันแน่? เท่าที่ผมรู้ หน่วย 136 ของพวกคุณทำตัวลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด ทำไมครั้งนี้ถึง..."

   

   เฉินมู่เหยี่ยนิ่งเงียบ ก่อนจะเอ่ยว่า

   

   "ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน"

   

   "ทำไมล่ะ?" 

   

   "...มีคนต้องการเล่นงานทหารใหม่"

   

   เมื่อได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของหยวนกังพลันเปลี่ยนไป “หมายความว่ายังไง?”

   

   เฉินมู่เหยี่ยจ้องตาหยวนกัง พูดอย่างใจเย็นว่า "ช่วงนี้ เมืองชางหนานไม่ค่อยสงบ... มีหนูแอบเข้ามาเยอะ"

   

   "หนู?"

   

   "ผมไม่รู้ว่าพวกมันเป็นคนของฝ่ายไหน แต่พวกเราตามสืบมานาน พอจะยืนยันได้แล้วว่า..."

   

   สายตาของเฉินมู่เหยี่ยพลันเฉียบคมขึ้น เน้นย้ำทีละคำว่า

   

   "เป้าหมายของพวกมันก็คือค่ายฝึกแห่งนี้" 



จบตอน

Comments