บทที่ 61: ร่างจริง
“พวกนายว่า... พวกนั้นมันคือตัวอะไรกันแน่?”
“ไม่รู้สิ แต่ฉันว่าอีกสิบกว่าปีข้างหน้า พวกนั้นคงตามหลอกหลอนฉันไปอีกนาน”
“สิบกว่าปี? นายคิดว่าเราจะรอดไปถึงตอนนั้นเหรอ?”
“นายหมายความว่ายังไง?”
“ถ้าเกิดสัตว์ประหลาดพวกนั้นไม่ได้ปรากฏตัวแค่ในโรงเรียนของเรา... แต่โผล่ไปทั่วทั้งต้าเซี่ยล่ะ?”
“แบบพวกหนังซอมบี้แพร่ระบาดงั้นเหรอ?”
“ใช่ๆ ฉันหมายความว่าแบบนั้นแหละ”
“เลิกพูดเรื่องน่ากลัวได้แล้ว หลินชีเยี่ยเพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่าพวกมันปรากฏตัวแค่ที่โรงเรียนเราเท่านั้น พวกเรารอให้คนมาช่วยเหลือก็ปลอดภัยแล้ว”
“หลินชีเยี่ย... เขาเป็นใครกันแน่?”
……
ภายในหอประชุมใหญ่ที่ปกติมักจะว่างเปล่า ยามนี้กลับคับคั่งด้วยผู้คนมากมายเกือบครึ่งหนึ่ง พวกเขาล้วนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ซึ่งเพิ่งได้รับความช่วยเหลือออกมาจากอาคารเรียน ทางเข้าออกเพียงทางเดียวของหอประชุมถูกควบคุมโดยหน่วยขวาน ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้
เสียงร้องไห้ เสียงปลอบประโลม เสียงพูดคุย และเสียงโต้เถียงดังระงมไปทั่วทั้งห้อง แม้ว่าจะมีคนพยายามควบคุมสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งเสียงเหล่านั้นได้
อันชิงอวี๋นั่งนิ่งอยู่หลังประตู หลับตาลงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูสามครั้งติดต่อกัน สองครั้งยาวและครั้งสุดท้ายสั้น ทำให้สมาชิกหน่วยขวานที่อยู่ด้านหลังประตูเบิกตากว้าง รีบเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางที่กั้นประตูออกไป
หลี่อี้เฟยกลับมาแล้ว
อันชิงอวี๋ลืมตาขึ้น หันไปมองทางประตู
หลี่อี้เฟยเดินเข้ามาในหอประชุมด้วยอาการหอบหายใจ เหงื่อโซมกายราวกับเพิ่งวิ่งแข่งร้อยเมตรมา
"เป็นไงบ้าง? นักเรียนที่เหลืออพยพออกมาหมดแล้วใช่ไหม?" อันชิงอวี๋ลุกขึ้นยืน เอ่ยถามหลี่อี้เฟย
“อพยพหมดแล้ว ฉันวิ่งหอบแทบตายมาครึ่งโรงเรียน นอกจากที่นี่แล้ว ไม่มีวี่แววของคนอื่นเลย เวรเอ๊ย เหนื่อยจะตายแล้ว…” หลี่อี้เฟยทรุดตัวลงบนเก้าอี้พร้อมกับยกมือขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
"ก็ดีแล้ว" อันชิงอวี๋พยักหน้ารับคำ
"ฉันจะบอกนายให้ ตอนที่ฉันวิ่งไปทางสนามกีฬาเมื่อกี๊ ฉันได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากตึกศิลปะ เหมือนกับตึกถล่มเลย" หลี่อี้เฟยทำท่าครุ่นคิดก่อนจะหันไปบอกอันชิงอวี๋
"เว่อร์ไปหรือเปล่า?"
"พวกเขาน่าจะเจอร่างจริงของสัตว์ประหลาด แล้วกำลังต่อสู้กันอยู่แน่เลย" หลี่อี้เฟยเอนหลังพิงเก้าอี้พลางถอนหายใจยาว "ถ้าฉันไม่ติดภารกิจค้นหาและช่วยเหลือนักเรียนนะ อยากจะแอบไปดูสักหน่อย"
"การต่อสู้ของเทพเซียนแบบนั้น นายอยู่ห่างๆไว้จะดีกว่า"
"เฮ้อ จริงด้วย"
"แล้วองค์กรที่หลินชีเยี่ยสังกัดมีชื่อว่าอะไรน่ะ?" อันชิงอวี๋ถามขึ้นราวกับตระหนักถึงบางสิ่ง
"หน่วยพิทักษ์ราตรี"
สิ้นคำพูด หลี่อี้เฟยก็รีบเอามือปิดปากตัวเอง คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ปล่อยมือลง "ช่างเถอะ บอกไปก็คงไม่เป็นไรหรอก ยังไงซะคนในนี้ก็ต้องถูกลบความทรงจำอยู่ดี"
“ลบความทรงจำงั้นเหรอ?”
“ใช่ พวกเขามีอุปกรณ์ที่สามารถลบความทรงจำของคนจำนวนมากได้ ครั้งนี้มีคนเห็นสัตว์ประหลาดเยอะเกินไป หากมีคนเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ มันคงจะเกิดเรื่องยุ่งยากอีกแน่ๆ”
“แล้วนายล่ะ? ถูกลบด้วยไหม?”
“ฉันไม่ต้องหรอก” หลี่อี้เฟยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก้มกระซิบข้างหูอันชิงอวี๋ “บอกตามตรงนะ หลังจากเรื่องนี้จบลง ฉันน่าจะได้เข้าร่วมกับพวกเขาแล้ว”
อันชิงอวี๋พยักหน้า "ถ้าอยากเข้าร่วมกับพวกเขาต้องทำยังไงบ้างล่ะ?"
“ทำไม? นายก็อยากไปด้วยเหรอ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก พวกเขามีมาตรฐานการคัดเลือกสูงมากนะ” หลี่อี้เฟยโบกมือ “ไม่งั้นก็ต้องเหมือนหลินชีเยี่ยที่ปลุกพลังได้ หรือไม่ก็ต้องแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง”
“นายก็ปลุกพลังได้แล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่ แต่ฉันได้แสดงคุณค่าให้พวกเขาเห็นแล้ว” หลี่อี้เฟยยิ้ม
อันชิงอวี๋พยักหน้าเล็กน้อย ดวงตานิ่งสงบดุจน้ำในบ่อลึก “ก็จริง การกระทำของนายในครั้งนี้โดดเด่นมาก ถ้าฉันเป็นพวกเขา ฉันก็จะรับนายเข้าร่วมด้วย”
ขณะที่ทั้งสองคนสนทนากัน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเคาะนั้นไม่มีจังหวะที่แน่นอน
สมาชิกหน่วยขวานต่างก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที หลี่อี้เฟยลุกขึ้นยืน จับจ้องไปที่ประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ใครน่ะ?"
"ฉันเอง หลินชีเยี่ย"
ยามได้ยินชื่อหลินชีเยี่ย ทุกคนก็เบิกตากว้าง หัวใจที่ตึงเครียดพลันผ่อนคลาย หลินชีเยี่ยสะพายดาบไว้ด้านหลัง ค่อยๆเดินเข้ามา
"เป็นไงบ้าง?" หลี่อี้เฟยเอ่ยถามอย่างร้อนรน
"เรียบร้อยแล้ว" หลินชีเยี่ยพยักหน้า "พวกเราฆ่าร่างจริงของอสรพิษหนานต้าได้แล้ว"
หลี่อี้เฟยถอนหายใจอย่างโล่งอก แย้มยิ้มพลางตบบ่าหลินชีเยี่ย "เยี่ยมไปเลย ชีเยี่ย! พวกนายจัดการมันได้จริงๆ ด้วยแบบนี้ทุกคนก็รอดแล้ว"
เมื่อได้ยินหลี่อี้เฟยเอ่ยเช่นนี้ ทั้งหอประชุมใหญ่พลันส่งเสียงโห่ร้องขึ้นมา เหล่านักเรียนที่เพิ่งผ่านประตูผีมาได้ ต่างดีใจที่จะได้ออกจากโรงเรียนที่น่ากลัวแห่งนี้ และอยู่ห่างไกลจากสัตว์ประหลาดกินคนพวกนั้น!
หน่วยขวานที่อยู่ด้านข้างก็โห่ร้องเช่นกัน พวกเขาโยนขวานในมือทิ้งแล้วโผเข้ากอดกันอย่างตื่นเต้น
หลี่อี้เฟยขยิบตาให้หลินชีเยี่ย จากนั้นก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูว่า
"คราวนี้ฉันสร้างผลงานได้ไม่น้อยเลยนะ การเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีคงไม่มีปัญหาใช่ไหม? ฉันไม่อยากถูกลบความทรงจำนะ..."
หลินชีเยี่ยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา
"อาจจะนะ"
หลี่อี้เฟยชะงัก
ในตอนนั้นเอง อันชิงอวี๋ที่อยู่ด้านหลังก็ล้วงปืนออกจากกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ
ปากกระบอกปืนสีดำสนิทเล็งไปที่หลังศีรษะของหลี่อี้เฟย
ต่อหน้าต่อตาสมาชิกหน่วยขวานที่ตื่นตะลึง
เขาเหนี่ยวไกปืน!
ปัง! ปัง! ปัง!!
เสียงปืนสามนัดดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงมา เสียงพูดคุยหัวเราะอย่างครื้นเครงพลันเงียบหาย บรรยากาศรื่นเริงภายในหอประชุมใหญ่กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา!
รอยยิ้มบนใบหน้าทุกคนพลันแข็งค้าง พวกเขาผินหน้ามองไปยังทางออกช้าๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
หลี่อี้เฟยหันกลับไปมองอย่างงุนงง พบว่าอันชิงอวี๋กำลังถือปืนอย่างใจเย็น ปลายกระบอกปืนมีควันสีขาวจางๆ ลอยคละคลุ้ง
หลี่อี้เฟยแน่นิ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสับสน
"อันชิงอวี๋? นายยิงปืนทำไม?"
อันชิงอวี๋ยืนนิ่ง ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ผ่านไปเนิ่นนาน หลี่อี้เฟยจึงได้สติ ค่อยๆยกมือลูบหลังศีรษะของตัวเอง…
กริ๊ก!
ปลอกกระสุนตกกระทบพื้นส่งเสียงก้องกังวาน
ที่หลังศีรษะของเขา มีรอยกระสุนตื้นๆสามรู กำลังสมานตัวกันอย่างช้าๆ มีเพียงเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ยามหลี่อี้เฟยใช้มือปาดออกไปก็ไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆอีก
หลี่อี้เฟยมองเลือดบนมือ พึมพำกับตัวเอง
"ฉันโดนยิง... ทำไมถึงยังไม่ตาย?"
เขาเงยหน้ามองหลินชีเยี่ย ยื่นมือเปื้อนเลือดไปตรงหน้าอีกฝ่าย
"นี่… ชีเยี่ย ดูนี่สิ ทำไมฉันยังไม่ตาย?" ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย "หรือว่า... ฉัน... พลังตื่นแล้ว?"
หลินชีเยี่ยมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าเบาๆ
"พลังของนายไม่ได้ตื่น"
"นาย..."
"คืออสรพิษหนานต้า"
ยามสิ้นเสียง ดวงตาของหลี่อี้เฟยพลันหดลง เขาก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ส่ายหน้าไม่หยุด
"เป็นไปไม่ได้ นายพูดเรื่องอะไร? ฉันจะเป็นปีศาจอสรพิษได้ยังไง? ฉันคือหลี่อี้เฟย!"
หลินชีเยี่ยส่ายหัว ก้าวเข้ามาข้างหน้า เอื้อมมือไปที่หน้าอกของหลี่อี้เฟย แล้วกระชากอย่างแรง!
ฉึบ!
ซิปเสื้อนักเรียนขาดออก เผยให้เห็นแผงอกของหลี่อี้เฟย ตรงนั้นมีรอยกระสุนจางๆ ประหนึ่งรอยสักปรากฏอยู่
"นายคืออสรพิษหนานต้า หรือพูดอีกอย่างก็คือ… นายเป็นส่วนหนึ่งของอสรพิษหนานต้า"
"ร่องรอยที่นายทิ้งไว้อาจหลอกคนอื่นได้"
"แต่หลอกฉันไม่ได้หรอก"
บทที่ 62: คนวิปริตทั้งสอง
“ไม่... เป็นไปไม่ได้!” หลี่อี้เฟยก้มมองรอยกระสุนบนหน้าอกตัวเอง พลางส่ายหัวไม่หยุด “ฉันไม่มีทางฆ่าคน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะเป็นสัตว์ประหลาด...”
“หลี่อี้เฟย...” หลินชีเยี่ยคว้าคอเสื้อของอีกฝ่าย ดึงศีรษะเข้ามาใกล้ จ้องมองดวงตาที่กำลังหวาดกลัวคู่นั้น
“มองตาฉัน!”
ฟุ่บ!
เตาหลอมสีทองลุกโชนจากดวงตาของหลินชีเยี่ย พลังศักดิ์สิทธิ์ของเซราฟหลั่งไหลออกมา ทะลักเข้าสู่จิตใจของหลี่อี้เฟย
เพียงพริบตา หลี่อี้เฟยพลันเบิกตากว้าง ก่อนจะหมดสติไป
ทว่าในวินาทีถัดมา ฝ่ามือที่แข็งนายร่งก็คว้าข้อมือของหลินชีเยี่ยไว้แน่น ดวงตาของหลี่อี้เฟยเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง!
นัยน์ตาคู่นั้นเป็นรูม่านตารูปร่างแปลกประหลาด ดูมั่นคงและน่าพิศวง
“น่าสนใจ... เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เสียงของหลี่อี้เฟยทุ้มลึกและสงบนิ่ง “ด้วยการรับรู้ขั้นจั่นของเจ้า ไม่น่าจะมองทะลุการแสร้งทำของข้าได้”
"ฉันมองไม่ทะลุจริงๆนั่นแหละ มิฉะนั้นนายคงถูกเปิดโปงตั้งแต่อยู่ใต้สำนักงานแล้ว" ประกายไฟในดวงตาหลินชีเยี่ยยังคงลุกโชน นับตั้งแต่เข้ามาในโรงเรียน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนสมเหตุสมผล ทว่ากลับมีเงื่อนงำแฝงอยู่ทั่วทุกที่
"เจ้าหมายความว่า… เจ้ารู้ได้เพราะการอนุมานหรือไร?"
"ก็น่าจะใช่นะ นายทิ้งช่องโหว่มากเกินไป"
"โอ้?" หลี่อี้เฟยหรี่ตาลง "ลองว่ามาสิ"
"จุดน่าสงสัยแรกคือใบลาป่วยของนาย" หลินชีเยี่ยกล่าวอย่างใจเย็น "ตอนที่นายเข้ามาในห้องเรียนเช้านี้ นายถือใบลาป่วยเข้ามาด้วย"
"แล้วอย่างไรเล่า?"
"ตามที่นายเล่า นายเพิ่งรู้ตัวว่าลืมสมุดการบ้านหลังเลิกเรียนเมื่อวานตอนเย็น นายเลยกลับมาที่โรงเรียน แล้วก็ได้เห็นภาพหลิวเสี่ยวเยี่ยนกินคน จากนั้นนายก็รีบหนีออกจากโรงเรียน แล้วมาพบหน่วยพิทักษ์ราตรี..."
"แล้ว… นายไปเอาใบลาป่วยมาตอนไหนล่ะ?"
หลินชีเยี่ยหัวเราะเยาะ "อย่าบอกนะว่า หลังจากที่เห็นเหตุการณ์คนกินคน นายก็เดาได้ว่าวันนี้จะต้องปฏิบัติภารกิจร่วมกับพวกเรา เลยแอบไปห้องธุรการเพื่อขอใบลาป่วย ทั้งที่ตอนนั้นฝ่ายธุรการเลิกงานไปแล้ว"
"เพราะงั้น มันก็เหลือความเป็นไปได้แค่สองอย่าง"
“อย่างแรกคือนายได้ใบลาป่วยมาตั้งแต่แรกแล้ว และตั้งใจจะโดดเรียนไปเที่ยวในวันนี้ แต่กลับบังเอิญไปเจอเหตุการณ์กินคนเมื่อวานเข้า”
“อย่างที่สอง… ก็คือนายรู้ตั้งแต่แรกว่าพวกเราจะมา จนถึงขั้นเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ามาที่นี่กับพวกเราแล้ว”
หลินชีเยี่ยเว้นวรรค แล้วเอ่ยต่อ
"จุดที่น่าสงสัยอีกอย่างก็คือ หนังมนุษย์ที่ระเบียงหอพักหญิง"
"ตามหลักเหตุผลแล้ว อสรพิษหนานต้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ระมัดระวังตัวสูง ในเมื่อมันซ่อนตัวอยู่ในสังคมมนุษย์มานานขนาดนี้ มันไม่มีทางเอาหนังคนมาแขวนไว้บนระเบียงอย่างโจ่งแจ้งแบบนั้นเด็ดขาด เพราะมันเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงสูงมาก!"
"แต่สุดท้ายมันก็ยังทำ… ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจว่าการกระทำแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร แต่หลังจากนั้นฉันก็คิดได้ว่า มันจงใจบอกใบ้เราว่า ‘มัน’ อยู่ในหอแห่งนี้"
"มันต้องการให้พวกเราหาเจอ!"
หลินชีเยี่ยจ้องเข้าไปในดวงตาหลี่อี้เฟย "แล้วนายก็โผล่มา การปรากฏตัวของนายมันแปลกประหลาดมาก เหมือนตั้งใจจะล่อหงอิงออกไป แล้วทำให้ทั้งโรงเรียนเกิดจลาจล!"
"จากนั้น หลี่อี้เฟยก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับผู้กอบกู้โลก นำนักเรียนต่อสู้กับบริวารอสรพิษได้สำเร็จ กลายเป็นต้นแบบการเอาชีวิตรอดที่เหมือนหลุดออกมาจากตำรา!"
"จริงๆแล้วในตอนนั้น ฉันก็ยังไม่ได้สงสัยอะไรในตัวนาย… สิ่งที่ทำให้ฉันเริ่มสงสัยจริงๆก็คืออันชิงอวี๋" หลินชีเยี่ยจับจ้องไปที่อันชิงอวี๋ที่อยู่ด้านหลัง
หลี่อี้เฟยบิดคอไปด้านหลังอย่างน่าขนลุก จ้องไปยังเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่สวมแว่นตา
อันชิงอวี๋ดันแว่นตาขึ้นแล้วกล่าว "จำนวนบริวารอสรพิษที่รุมล้อมพวกเรานั้นมันแปลกๆ"
"ตอนที่บริวารอสรพิษปรากฏตัว ทุกคนต่างก็วิ่งขึ้นไปชั้นบน มีเพียงห้องเรียนของพวกเราที่ใช้โต๊ะและเก้าอี้กั้นประตูหน้าต่างเอาไว้ แล้วปักหลักอยู่ข้างใน"
"ยามนั้นอสรพิษส่วนใหญ่ขึ้นไปที่ชั้นสี่ บุกทะลวงทางเดินของพวกนาย หรือไม่ก็อยู่ที่ชั้นหนึ่งเพื่อตัดทางหนีของทุกคน มีเพียงสองตัวเท่านั้นที่พยายามพังเข้ามาในห้องเรียนตรงชั้นสาม"
"โดยทั่วไปแล้ว เมื่อกลุ่มนักล่าเห็นเหยื่อสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งแข็งแกร่ง ยากที่จะเอาชนะ ในขณะที่อีกกลุ่มอ่อนแอ จัดการได้ง่าย พวกมันมักจะรุมล้อมกลุ่มที่อ่อนแอกว่า นั่นก็คือพวกเรา"
"ตอนแรก ฉันคิดว่าเป็นเพราะข้อมูลที่ต่างกัน บริวารอสรพิษตัวอื่นๆ ถูกพวกนายล่อไปที่ชั้นบน พวกมันไม่รู้ว่ายังมีพวกเราอยู่ที่ชั้นสาม แต่หลังจากนั้นฉันก็พบว่า อสรพิษพวกนี้มันสามารถใช้สายตาร่วมกันได้"
อันชิงอวี๋เว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "กล่าวคือ พวกมันรู้ดีว่ามีเหยื่ออยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังเพิกเฉย เหมือนกับว่า..."
"พวกมันจงใจเก็บพวกเราไว้"
"จากนั้น หลี่อี้เฟยก็พาคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยพวกเราเหมือนฟ้าประทาน"
"หลังจากฆ่าบริวารอสรพิษสองตัวนั้นแล้ว ก็มีบริวารอีกหกตัวที่อยู่ชั้นล่างมารุมล้อมพวกเราไว้ จำนวนนี้ก็ค่อนข้างแปลกเช่นกัน มันสามารถกดดันพวกเราได้มาก แต่ก็ไม่ทำให้พวกเราไร้หนทางสู้!"
"หากพวกมันมาเพิ่มอีกแค่ตัวเดียว ยามนั้นพวกเราก็คงต้านไม่ไหวแล้ว แต่มันกลับไม่มา"
"จนกระทั่งหลินชีเยี่ยใกล้มาถึง อสรพิษหกตัวก็ออกแรงอีกครั้ง บีบพวกเราจนตกที่นั่งลำบาก... ทุกอย่างมันบังเอิญจนน่าขนลุกเกินไป!"
"แค่นี้เจ้าก็สงสัยข้าแล้วหรือ?" หลี่อี้เฟยขมวดคิวแน่น
"ไม่ สิ่งที่ทำให้ฉันสงสัยนายจริงๆก็คือการที่อสรพิษตัดเชือกของพวกนายต่างหาก" อันชิงอวี๋ส่ายหน้า "ตอนที่พวกนายโรยตัวลงมา อสรพิษสองตัวแรกไม่ได้เห็นฉากนั้น ตามหลักเหตุผลแล้ว พวกมันไม่น่าจะรู้ว่ามีเชือกเส้นนี้อยู่"
"ทว่าอีกหกตัวที่ตามมา กลับตัดเชือกเส้นนี้ขาดอย่างแม่นยำ ราวกับว่าพวกมันรู้ดีว่านั่นคือทางหนีทีไล่ของพวกนาย"
"บริวารอสรพิษตัดสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น แสดงว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น..."
"ในหมู่พวกเรา มีผู้ที่ใช้สายตาร่วมกับพวกมัน!"
อันชิงอวี๋แบมือออก "แน่นอน ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยรู้เรื่องอสรพิษดี ข้อสรุปหลังจากนั้นก็เป็นสิ่งที่ฉันกับหลินชีเยี่ยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้วจึงอนุมานได้"
หลี่อี้เฟยจ้องอันชิงอวี๋ตาเขม็ง พลางหัวเราะเสียงเย็นเยียบ "หากรู้ว่าเจ้าฉลาดถึงเพียงนี้ น่าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะตั้งแต่แรก"
"อีกอย่าง ทุกครั้งที่อสรพิษหนานต้าปรากฏตัว นายไม่เคยอยู่ในที่เกิดเหตุ" หลินชีเยี่ยพูดต่อ "ครั้งแรกที่เจออสรพิษคือที่หอพักหญิง ฉันถามนายนะ ตอนนั้นหลังจากที่นายสารภาพรักกับอู๋ชูเจี๋ยแล้ว จนถึงตอนที่นายกลับมายังห้องเรียน... นายไปไหนมา?"
"ในขณะที่หลินชีเยี่ยกับพรรคพวกกำลังต่อสู้กับร่างจริงของอสรพิษหนานต้า นายก็ออกไปโดยอ้างว่าจะไปตามหานักเรียนที่รอดชีวิตคนอื่น นั่นยิ่งทำให้ฉันมั่นใจในความคิดของตัวเอง" อันชิงอวี๋กล่าวต่อ
หลี่อี้เฟยมองไปที่อันชิงอวี๋ ก่อนจะหันไปมองหลินชีเยี่ย
พลางหัวเราะเยาะตัวเอง
"เหตุใดข้าถึงเจอแต่พวกวิปริตอย่างพวกเจ้าด้วยนะ?"
บทที่ 63: ความจริง
"หลังจากนั้น ฉันก็วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาได้ แล้วก็ลองตั้งสมมติฐานที่ค่อนข้างบ้าบิ่น ซึ่งมันสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันได้" หลินชี่เยี่ยพูดต่อ
หลี่อี้เฟยถอนหายใจ "ว่ามาสิ"
"อสรพิษหนานต้ามาถึงโลกนี้เร็วกว่าที่เราคิด" หลินชีเยี่ยจ้องมองเข้าไปในดวงตาหลี่อี้เฟย "หลังจากที่มันมาถึง ด้วยสติปัญญาและความสามารถในการปลอมตัวที่เหนือชั้น มันจึงเรียนรู้กฎของสังคมมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว"
"ในทำนองเดียวกัน มันก็ตระหนักถึงการมีอยู่ของหน่วยพิทักษ์ราตรี สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่มีมาแต่กำเนิดทำให้มันหลอมรวมเข้ากับสังคมมนุษย์อย่างเงียบงัน ในช่วงเวลานั้น มันได้สร้างบุคลิกภาพที่สองขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก เพื่อที่จะพรางตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
"บุคลิกนั้นมีชื่อว่า หลี่อี้เฟย"
"เขาลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร ลืมเลือนอดีตของตนเอง ยอมรับการตั้งค่าที่อสรพิษหนานต้ามอบให้ ใช้ชีวิตเหมือนกับนักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง"
"หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาควรจะมีชีวิตที่อิสระไปกับพรสวรรค์และอายุขัยที่ยืนยาว"
"จนกระทั่งประมาณครึ่งเดือนก่อน เขาได้เห็นราชาหน้ากากปีศาจที่เป็น ‘สิ่งลี้ลับ’ เหมือนกับตัวเองหรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำถูกฆ่าตาย!"
"บุคลิกที่แท้จริงของมันสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของหน่วยพิทักษ์ราตรี มันเริ่มเกรงกลัวและหวาดระแวง กังวลว่าตัวเองจะลงเอยเหมือนกับราชาหน้ากากปีศาจ"
"ด้วยศักยภาพในการต่อสู้ของตัวเอง มันไม่มีทางเอาชนะหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ ดังนั้น... มันจึงคิดที่จะใช้ความสามารถในการปลอมตัว วางแผนแทรกซึมเข้าไปในหน่วยพิทักษ์ราตรี แล้วกลายเป็นหนึ่งในนั้น เพื่อที่จะหลุดพ้นจากวังวนแห่งนี้!"
"มันส่งสัญญาณบอกหลี่อี้เฟย ทำให้หลี่อี้เฟยเอ่ยปากขอเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ทว่ามันก็ยังไม่ยอมแพ้..."
"ดังนั้น มันจึงเริ่มวางแผน"
"ตั้งแต่แรกเริ่ม เป้าหมายของมันไม่ใช่การขยายพันธุ์ หรือแม้แต่การกวาดล้างหน่วยพิทักษ์ราตรี เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว..."
"นั่นคือการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของหลี่อี้เฟย!"
"มันกำกับบทและแสดงเอง สร้างเรื่องราวใหญ่โต ทำให้หลี่อี้เฟยหวาดกลัวจนเสียสติ ชักจูงจิตใต้สำนึกให้ไปหาหน่วยพิทักษ์ราตรี เรื่องราวหลังจากนั้นจึงเป็นไปตามที่มันคาดการณ์ไว้..."
"ทว่า แผนการนี้กลับมีตัวแปร นั่นก็คือฉัน"
หลินชีเยี่ยชี้มาที่ตัวเอง "ฉันเป็นสมาชิกชั่วคราวที่เพิ่งเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีเมื่อครึ่งเดือนก่อน มันไม่รู้ถึงการมีอยู่ของฉัน และยิ่งไม่รู้ว่าฉันสามารถแยกแยะบริวารของมันได้อย่างชัดเจน!"
"โชคดีที่หลังจากการทดสอบ มันพบว่าฉันไม่สามารถมองทะลุการปลอมตัวของมันได้ มันจึงตัดสินใจเดินหมากในเกมนี้ต่อไป"
"มันเปิดเผยร่างจริงในหอพักหญิงตามแผน ล่อให้หงอิงซึ่งเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดออกไป จากนั้นก็แปลงกายกลับมาเป็นหลี่อี้เฟยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วกลับไปยังอาคารเรียนเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม"
"มันควบคุมความเคลื่อนไหวของบริวารทุกตนอย่างแม่นยำ ทำให้หลี่อี้เฟยโดดเด่น แถมยังไม่ทำให้ตกอยู่ในอันตราย"
"ทว่าในตอนนั้น ตัวแปรที่ไม่คาดคิดอย่างฉันก็ปรากฏตัวขึ้น"
"ฉันขโมยความสนใจที่ควรจะเป็นของหลี่อี้เฟย จัดการบริวารทั้งตึก แม้ว่ามันจะโกรธ แต่เมื่อคิดว่าหลี่อี้เฟยได้แสดงคุณค่าของตัวเองแล้ว จึงไม่ได้ลงมือทำอะไรมากไปกว่านี้"
"เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ง่ายดาย มันแปลงกายเป็นร่างจริงและต่อสู้กับหน่วยพิทักษ์ราตรี จากนั้นก็ทิ้งร่างที่ลอกคราบไว้ แสร้งทำเป็นตาย ทำให้ทุกคนคิดว่าอสรพิษหนานต้าถูกฆ่าตายแล้ว หลี่อี้เฟยก็สามารถใช้โอกาสนี้เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ อนาคตก็จะไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไป!"
"น่าเสียดาย... ฉันมองทะลุแผนของมันอีกแล้ว"
หลินชีเยี่ยมองหลี่อี้เฟยด้วยความเสียดาย กล่าวอย่างจริงใจว่า
"แผนนี้วางมาอย่างแยบยลจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายก็มีโอกาสสำเร็จถึงเก้าส่วน"
หลี่อี้เฟยจ้องหลินชีเยี่ย ครู่หนึ่งก็ยิ้มแล้วปรบมือ “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ! ข้าไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะแพ้พวกเจ้าสองคน!”
จากนั้นรอยยิ้มพลันเลือนหาย ดวงตาเปี่ยมล้นด้วยความเกลียดชัง “พวกเจ้าทำลายความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ของข้า พวกเจ้าบอกมาสิ... ข้าควรตอบแทนพวกเจ้าอย่างไรดี?”
ร่างกายของหลี่อี้เฟยพองตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวลูกโป่ง เกล็ดสีดำงอกออกมาบนผิวหนัง เพียงพริบตา เขาก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งงู!
ในวินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกพลันกึกก้องไปทั่วหอประชุม!
นักเรียนกว่าร้อยคนได้ประจักษ์ร่างจริงของอสรพิษหนานต้าในระยะประชิด พวกเขาต่างพากันหวาดกลัวจนเสียสติ ทางเข้าออกเพียงทางเดียวก็ถูกงูยักษ์ขวางกั้นไว้ พวกเขาทำได้เพียงกรีดร้องและถอยร่นไปยังมุมห้องของหอประชุม
ส่วนอันชิงอวี๋หลบไปยังที่ปลอดภัยตั้งแต่ตอนที่หลี่อี้เฟยเริ่มแปลงร่างแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองอสรพิษหนานต้าด้วยความตื่นเต้นและกระหายใคร่รู้!
ดูเหมือนว่าอสรพิษหนานต้าจ้องจะเล่นงานหลินชีเยี่ย กรงเล็บอันแหลมคมกรีดผ่านอากาศ พุ่งตรงไปยังลำคอของหลินชีเยี่ย!
หลินชีเยี่ยยังคงสีหน้าเรียบเฉย มือขวาเอื้อมไปด้านหลัง สิ้นเสียงชักดาบเบาๆ ดาบตรงก็ถูกชักออกมาจากฝัก!
เคร้ง!!
เสียงกระทบกันกึกก้องไปทั่วหอประชุม รูม่านตาแนวตั้งของอสรพิษหนานต้าพลันหดเกร็ง!
ครั้งนี้ หลินชีเยี่ยใช้เพียงมือเดียวจับดาบ และสามารถปัดป้องการโจมตีของมันได้อย่างง่ายดาย
"ขอโทษนะ ตอนนี้ นายสู้ฉันไม่ได้แล้วล่ะ…" หลินชีเยี่ยหันไปมองท้องฟ้าที่หม่นแสงนอกประตู ยามนี้ ราตรีพึงมาเยือนแล้ว
ภายใต้รัตติกาล เขาจะมีพละกำลังและความเร็วเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า ตอนนี้ อสรพิษหนานต้ามิอาจเทียบเขาได้อีกต่อไป
ฉัวะ!
ดาบของหลินชีเยี่ยต้านทานกรงเล็บอันแหลมคมของอสรพิษหนานต้าได้อย่างง่ายดาย เขาตวัดข้อมือ พริบตาเดียวแสงดาบก็พุ่งวาบ!
คมดาบทั้งสี่ฟาดฟันลงบนท่อนแขนของอสรพิษหนานต้า มันกรีดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะถอยร่นไปด้านหลัง แผดเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดใส่หลินชีเยี่ย!
ร่างของหลินชีเยี่ยพลันหายวับไปในพริบตา ก่อนจะปรากฏกายตรงหน้า อสรพิษหนานต้าตะปบกรงเล็บทั้งสองข้างในอากาศด้วยความเร็วสูง แต่กลับถูกหลินชีเยี่ยใช้มือเดียวปัดป้องเอาไว้ได้ทั้งหมด!
หลินชีเยี่ยหรี่ตาลง "ช้าเสียจริง"
วินาทีถัดมา ความเร็วในการเหวี่ยงดาบของเขาก็ทวีคูณขึ้นอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นเลือนลางกลางอากาศ ประกายดาบสีฟ้าอ่อนก่อตัวเป็นกำแพงที่ไร้ช่องโหว่ ขวางกั้นตรงหน้าอสรพิษหนานต้า
ทันทีที่หลินชีเยี่ยระเบิดพลังความเร็วออกมา อสรพิษหนานต้าก็ยิ่งต้านทานได้ยากขึ้นเรื่อยๆ บาดแผลเหวอะหวะเรียงรายบนร่างของมัน เกล็ดสีดำแตกละเอียดไปกว่าครึ่ง สภาพทุลักทุเลอย่างที่สุด!
แม้ว่ามันจะใช้ประโยชน์จากการเลื้อยไปตามขอบผนัง ทว่าหลินชีเยี่ยก็ยังคงตามติดมันไปได้ราวกับภูตผี ไล่ตามอย่างไม่ลดละ!
เสียงร้องของปีศาจอสรพิษยิ่งทวีความโหยหวน มันจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความเกลียดชัง ดวงตาทั้งสองข้างฉายแววอาฆาตแค้น!
คราวนี้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญาหรือพลังต่อสู้ มันก็ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
หลินชีเยี่ยฟาดฟันดาบลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังแกะสลักงานศิลปะที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งอสรพิษหนานต้าแทบจะไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน แววตาของเขาก็พลันเปล่งประกายสีทอง ร่างกายเคลื่อนไหวในพริบตาเดียว!
คมดาบสีฟ้าอ่อนทิ้งร่องรอยเป็นเส้นตรงไว้ในอากาศ
ร่างของหลินชีเยี่ยปรากฏขึ้นด้านหลังอสรพิษหนานต้า
ฉับ!
ดาบถูกเก็บเข้าฝัก
หัวงูขนาดใหญ่กลิ้งตกลงบนพื้น
ดวงตาดุดันเบิกโพลงจ้องเขม็งไปที่หลินชีเยี่ย ราวกับอยากจะลากเขาลงสู่นรกภูมิด้วยกัน!
หลินชีเยี่ยหันหลังกลับ มองร่างไร้วิญญาณใต้ฝ่าเท้า พึมพำกับตัวเองว่า
"ขอโทษนะ... หลี่อี้เฟย"
"พวกเรา..."
"พบกันใหม่ที่โรงพยาบาลจิตเวชนะ"
บทที่ 64: ยุติ
แอ๊ด!
ประตูของหอประชุมเปิดออกอีกครั้ง หลินชีเยี่ยถือกล่องดำ เดินออกมาอย่างช้าๆ
หงอิงนั่งอยู่บนบันไดข้างๆยามเห็นหลินชีเยี่ย เธอก็ยิ้มแล้วโบกมือให้ "เสร็จแล้วเหรอ?"
"ครับ"
"เยี่ยมเลย" หงอิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เธอลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "แต่ว่า... ทำไมนายไม่ให้ฉันลงมือล่ะ?"
"เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของผม การที่ผมลงมือฆ่าเขาด้วยตัวเอง ก็ถือว่าเป็นการให้คำอธิบายกับเขาแล้ว" หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
หงอิงผงะ ฆ่าด้วยมือตัวเอง... ก็ถือว่าเป็นคำอธิบายงั้นเหรอ? นี่มันทฤษฎีบ้าอะไรกัน?
ซือเสี่ยวหนานเหลือบมองหลินชีเยี่ย พึมพำเบาๆ "ไอ้บ้า..."
แน่นอนว่าหลินชีเยี่ยโกหก เขากลัวว่าหากหงอิงลงมือ จะต้องยิงปีศาจอสรพิษตายทันที แบบนั้นเขาก็จะไม่สามารถลงมือซ้ำได้ และหลี่อี้เฟยก็จะไม่สามารถเกิดใหม่ในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งเทพเจ้าได้
"แต่ครั้งนี้ต้องขอบคุณนายมากเลยนะ ไม่งั้นฉันคงโดนเจ้าสิ่งนั้นหลอกแน่ กลับไปฉันจะบันทึกความชอบชั้นเอกให้นายเลย!" หงอิงยกนิ้วโป้งให้ แย้มยิ้มอย่างสดใส
"แล้วพวกนักเรียนที่อยู่ข้างในล่ะ จะจัดการยังไงครับ?" หลินชีเยี่ยชี้ไปทางหอประชุมด้านหลัง
"ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในนั้นไปก่อน เดี๋ยวจะมีคนมาใช้ [กระซิบห้วงฝัน] ลบความทรงจำเกี่ยวกับอสรพิษหนานต้าและนายออกไปโดยเฉพาะ จากนั้นก็สร้างความฝันใหม่ให้พวกเขา"
"แล้วนักเรียนที่ตายไปล่ะ จะอธิบายยังไงครับ?" หลินชีเยี่ยอดถามไม่ได้ "แล้วคุณยังระเบิดตึกพังไปหลังนึงด้วย"
"นั่นไม่ใช่ปัญหาที่เราต้องกังวลหรอก จะมีหน่วยงานเฉพาะมาจัดการ อธิบายทุกอย่างให้สมเหตุสมผล เช่น ห้องทดลองระเบิด ไฟไหม้ครั้งใหญ่ ผู้ก่อการร้ายวางระเบิดในโรงเรียน มนุษย์ต่างดาวบุก อะไรทำนองนั้น..."
"...คุณแน่ใจเหรอว่าอย่างสุดท้ายมันสมเหตุสมผล?"
"ก็ยังสมเหตุสมผลกว่าสัตว์ในเทพปกรณัมสถิตลงมาอยู่ดี"
"นั่นก็จริง"
หงอิงเม้มริมฝีปาก ก้มหน้าลงเล็กน้อย "แค่... นักเรียนที่สละชีพไปมีมากเกินไป เป็นความผิดของฉันเอง..."
"พี่หงอิง เรื่องนี้จะโทษพี่ได้ยังไงกัน? พวกเขาส่วนใหญ่โดนฝังเมล็ดพันธุ์อสรพิษเอาไว้ตั้งนานแล้วต่างหาก... หากไม่มีพี่ จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตคงจะมากยิ่งกว่านี้" ซือเสี่ยวหนานเอ่ยปลอบใจ ก่อนจะหันไปมองหลินชีเยี่ย แล้วย้ำเสียงเบา " …แล้วก็นาย เก่งมากนะ ถึงฉันจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ..."
หลินชีเยี่ย “...”
"อ้อ จริงสิ คราวนี้ผมได้รู้จักกับคนที่ฉลาดมากคนนึง เขาสนใจเรื่องเทพปกรณัมและสิ่งมีชีวิตในตำนานมาก พอจะรับเขาเข้าหน่วยพิทักษ์ราตรีได้มั้ยครับ?" หลินชีเยี่ยนึกอะไรบางอย่างออก จึงหันไปถามหงอิง
นี่คือคำขอที่อันชิงอวี๋ร้องขอเขาไว้เมื่อครู่ที่ห้องประชุม
หงอิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "ชีเยี่ย หน่วยพิทักษ์ราตรี... ไม่ใช่ว่าจะเข้าร่วมได้เพียงเพราะฉลาดนะ งานนี้มันอันตราย... นายเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?"
หลินชีเยี่ยพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดโน้มน้าวอะไร
การช่วยอันชิงอวี๋เอ่ยปากขอร้องแบบนี้ ถือว่าเป็นขีดจำกัดที่เขาทำได้แล้ว เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็เป็นเพียงสมาชิกชั่วคราวที่ยังไม่ได้เข้าร่วมหน่วยพิทักษราตรีอย่างเป็นทางการ ในเมื่อถูกปฏิเสธไปแล้ว เขาก็ไม่อยากรบเร้าให้มากความ
"ไปกันเถอะ ได้เวลาเก็บกวาดแล้ว" หงอิงลุกขึ้นจากบันได สะพายกล่องสีดำที่ใส่หอกไว้ด้านหลัง แล้วเดินตรงไปที่ประตู
หลินชีเยี่ยหันกลับมามองหอประชุมใหญ่ ก่อนจะก้าวเท้าตามไป
หอประชุม
อันชิงอวี๋ที่ยืนอยู่หลังประตูมาตลอด แววตาพลันหม่นหมอง
ทว่าในตอนนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นซากศพอสรพิษหนานต้าที่อยู่ไม่ไกล
หลังจากขมวดคิ้วใคร่ครวญอยู่นาน เขาก็ดูเหมือนจะตัดสินใจได้
แววตาทั้งสองข้างกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง!
…......
หน้าโรงเรียน
ข้างรถตู้สีดำ ชายสองคนกำลังพิงประตูรถ ลอบมองไปยังโรงเรียนที่เงียบสงัด
หูฟังของชายคนหนึ่งดังขึ้น เฉินมู่เหยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"จบแล้ว พวกเขากำลังจะออกมา"
อู๋เซียงหนานที่ยืนอยู่ข้างๆหน้าดำคล้ำ "ทำไมเธอถึงคุยกับคุณคนเดียว ไม่คุยกับผม?"
"ฉันเป็นหัวหน้าหน่วย"
"ผมก็เป็นรองหัวหน้านะ!"
"ก็นายชอบขัดคอหงอิงอยู่เรื่อย"
"ผมแค่ทำตามหน้าที่"
"นายมันยึดติดกับกฎเกณฑ์เกินไป" เฉินมู่เหยี่ยส่ายหน้า ริมฝีปากยกยิ้ม "เพราะแบบนี้ไง หงอิงถึงสนิทกับฉันมากกว่า"
"...เรื่องนี้มันไม่เหมือนกับการดูว่าลูกสนิทกับพ่อหรือแม่มากกว่ากันสักหน่อย ทำไมน้ำเสียงของคุณถึงแปลกๆล่ะ" อู๋เซียงหนานเบ้ปาก
"ก็ความหมายคล้ายๆกันนั่นแหละ"
ทั้งคู่เงียบไปชั่วครู่ เฉินมู่เหยี่ยจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ได้ยินมาว่าหลินชีเยี่ยทำผลงานได้ดีมากเลยนะ"
"ใช่"
"นายว่า... นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำภารกิจสำเร็จ พวกเราควรแสดงความยินดีให้เขาหน่อยไหม?"
"เช่น?"
"อย่างเช่น... ทำป้ายไวนิลอะไรทำนองนั้น กลับไปก็ทำเค้กให้เขา"
"..." อู๋เซียงหนานถอนหายใจ
"เป็นอะไรไป?"
"ทำไมคุณถึงดูเหมือนผู้ปกครองที่กำลังจะไปรับลูกที่สอบได้ที่หนึ่งของห้องตอนเลิกเรียนเลยล่ะ? แทบจะติดป้ายคำว่าภูมิใจไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว..."
"จริงเหรอ? ฉันว่ามันก็ดีออก"
ในตอนนั้นเอง เวินฉีโม่ที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับก็อดไม่ได้ที่จะลดกระจกหน้าต่างลง พลางบ่นว่า "ผมบอกพวกคุณทั้งสองคนแล้วใช่ไหมว่าพอได้แล้ว แค่ทำภารกิจสำเร็จแล้วก็มารับพวกเขากลับ ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้..."
"แล้วเหลิ่งเซวียนล่ะ?"
"ไม่รู้สิ ปกติเขาก็ชอบหายไปแบบนี้แหละ"
“โอเค...”
ขณะที่พวกเขากำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น ร่างสามร่างก็เดินออกมาจากประตูโรงเรียนอย่างเอื่อยเฉื่อย หงอิงเห็นคนสองคนที่อยู่ข้างรถแต่ไกลก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วโบกมือให้พวกเขา
ซือเสี่ยวหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบปาดเลือดบนตัวของหลินชีเยี่ยมาป้ายที่ใบหน้าของตัวเอง ราวกับแมวขโมยกินปลา เธอยืดอกขึ้น บนใบหน้าราวกับมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ‘ฉันไม่ได้อู้งานนะ!’
หลินชีเยี่ยสะพายกล่องดำไว้บนหลัง ชุดนักเรียนเปรอะเลือดจนแทบมองไม่ออกว่าแต่เดิมเป็นสีอะไร เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองไปข้างหน้า มุมปากเผยรอยยิ้มจางๆ
"บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เฉินมู่เหยี่ยรอจนกระทั่งหลินชีเยี่ยเดินมาถึงตัว จึงเอ่ยถาม
"ไม่ครับ" หลินชีเยี่ยส่ายหน้า
"รู้สึกยังไงบ้าง?"
"รู้สึกว่า..." หลินชีเยี่ยครุ่นคิด "ง่ายกว่าที่ผมคิดไว้นิดนึงครับ"
เฉินมู่เหยี่ยยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย "งั้นก็ขึ้นรถเถอะ กลับกันได้แล้ว"
"หัวหน้า! ทำไมไม่ถามฉันบ้างล่ะ!" หงอิงเบะปากพร้อมกับเอามือเท้าเอว
"ถามเธอ?" อู๋เซียงหนานเหลือบมองเธอด้วยหางตา "เธอไม่พังโรงเรียนก็บุญแล้ว จะถามเธออีกทำไม?"
หงอิงจ้องอู๋เซียงหนานเขม็ง เธอขบฟันกรอดด้วยความโมโห "ฉันถามนายเหรอ? นายไม่ใช่หัวหน้าสักหน่อย!"
"ฉันเป็นหัวหน้า ถึงจะเป็นรองก็เถอะ"
"รองไม่นับ!"
"นับสิ!"
"ไม่นับ!!"
…........
แชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น ภาพถ่ายถูกพิมพ์ออกมาจากด้านล่างของกล้องโทรทรรศน์ มือข้างหนึ่งหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
บนตึกสูงระฟ้าไม่ไกลนัก เหลิ่งเซวียนนั่งอยู่ริมดาดฟ้า ค่อยๆแกว่งรูปถ่ายในมือ ภาพบนนั้นค่อยๆชัดเจนขึ้น
สายลมโชยพัดผ่าน เขาก้มลงมองรูปถ่ายในมือ รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“รูปนี้… ก็ถ่ายออกมาไม่เลว”
เขาเก็บรูปถ่ายลงในกล่องอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
สะพายปืนไรเฟิลบนบ่า แล้วก้าวเดินเข้าสู่ความมืดมิดยามราตรี
บทที่ 65: ตระหนักรู้
"ฮัลโหล?"
[สวัสดีครับ หัวหน้าเฉินมู่เหยี่ยใช่ไหมครับ?]
"ฉันเอง"
[พวกเราเจอปัญหา ขณะกำลังทำความสะอาดสนามรบที่สองครับ]
"ปัญหาอะไร"
[ตอนที่เรากำลังเก็บกู้ซากศพอสรพิษหนานต้า แต่พบว่าหัวของมัน… หายไปครับ]
เฉินมู่เหยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะนั่งบนเบาะข้างคนขับ
"หายไปเหรอ?"
[ครับ พวกเราค้นหาทั่วทั้งที่เกิดเหตุแล้ว แต่ไม่พบหัวของมันเลย]
"หรือว่านักเรียนจะซ่อนมันไว้หรือเปล่า?"
[ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ เราค้นตัวพวกเขาแล้วแต่ไม่พบอะไรเลย... จึงคาดว่าอาจมีคนเอาหัวของมันหนีออกจากหอประชุมก่อนที่พวกเราจะมาถึง]
"ตอนนี้น่านฟ้าไร้แดนน่าจะยังคงปกคลุมโรงเรียนอยู่ เขาน่าจะหนีออกไปไม่ได้หรอก" เฉินมู่เหยี่ยกล่าวอย่างใจเย็น "พวกนายกระจาย [กระซิบห้วงฝัน] ไปทั่วทั้งโรงเรียน ลบความทรงจำของเขาออกก่อน เมื่อสูญเสียความทรงจำเขาก็จะเปิดเผยตัวตนออกมาเอง"
[รับทราบครับ]
หลังจากวางสาย หงอิงพลันถามด้วยความสงสัย
" หัวหน้า เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? "
"หัวของอสรพิษหนานต้าหายไป คาดว่าน่าจะถูกขโมยไป" เฉินมู่เหยี่ยกล่าว "แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ น่าจะตามกลับมาได้"
หลินชีเยี่ยชะงักพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่มองออกไปนอกหน้าต่าง
‘หรือว่าจะเป็นเขา...?’
............
ตู้ม!
อันชิงอวี๋ที่พยายามปีนกำแพงหนี ทว่ากลับถูกสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นกระดอนกลับลงมาที่พื้น เขากัดฟันลุกขึ้น ยกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง จ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า
“ปราการที่มองไม่เห็นนั่นยังคงอยู่ พวกนั้นอาจจะรู้แล้วว่าหัวอสรพิษหายไป…” อันชิงอวี๋พึมพำกับตัวเอง
ดวงตาของเขาเปล่งประกาย ตรึกตรองสักพักก่อนจะวิ่งตรงไปยังสนามเด็กเล่น
‘ในเมื่อหนีออกไปไม่ได้ ก็ต้องซ่อนตัว! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าปราการนั่นจะคงอยู่ได้นาน ตราบใดที่ซ่อนตัวจนกว่าพวกเขาจะจากไป ฉันก็หนีรอดแล้ว!’
อันชิงอวี๋วิ่งไปยังพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณขอบสนามเด็กเล่น เปิดฝาท่อระบายน้ำที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า แล้วออกแรงดึงขึ้น
ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นพลันพวยพุ่งออกมาจากท่อระบายน้ำ!
เขาพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกคลื่นเหียน บังคับตัวเองให้สงบลง แบกกระเป๋าเป้แล้วกระโดดลงไปในท่อระบายน้ำ ก่อนจะปิดฝาท่อตามเดิม
ภายในท่อระบายน้ำที่มืดชื้นแฉะ กลิ่นเหม็นโชยเข้ามาในโพรงจมูกราวกับจะกลืนลมหายใจ อันชิงอวี๋กัดฟันแน่น กอดกระเป๋าเป้ไว้ในอ้อมแขน พยายามอดทนต่อไป
แม้ในความมืดมิด ดวงตาของเขายังคงสุกสว่างราวกับดวงดารา
ทันใดนั้น เสียงดนตรีอันไพเราะก็ลอยมาแต่ไกล ดวงตาของอันชิงอวี๋เบิกกว้าง
ห้วงภวังค์ ประหนึ่งได้ยินเสียงใครบางคนกระซิบข้างหู ร่างกายรู้สึกง่วงงุนอย่างควบคุมไม่ได้ ในขณะที่กำลังจะผล็อยหลับไป...
ทว่าในวินาทีนั้น พลังลึกลับก็พลุ่งพล่านออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับมีธารน้ำใสสะอาดไหลทะลักเข้าสู่สมอง ชำระล้างห้วงภวังค์และเสียงกระซิบทั้งหมดให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย!
อันชิงอวี๋ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ความขุ่นมัวในดวงตาหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความกระจ่างชัด!
ก้นบึ้งดวงตา เหมือนจะถูกปกคลุมด้วยสีเทาจางๆอันเลือนลาง
ในยามนี้ เขาไม่เคยรู้สึกตื่นตัวได้เท่านี้มาก่อน!
เขามองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย ก่อนจะก้มมองฝ่ามือของตัวเอง
ในสายตาของเขา ทั้งร่างกายเหมือนกลายเป็นเครื่องจักรที่ละเอียดอ่อน เขามองเห็นการทำงานของแต่ละส่วนประกอบได้อย่างชัดเจน และเข้าใจหลักการทำงานของมันอย่างถ่องแท้
เขารู้ว่าทุกครั้งที่กะพริบตา ทุกครั้งที่หายใจ เขาทำได้อย่างไร เขาดูเหมือนช่างซ่อมนาฬิกาผู้มากประสบการณ์ กำลังใช้แว่นขยายส่องดูการทำงานของนาฬิกาในทุกๆส่วน...
เขาไม่เคยเข้าใจร่างกายของตัวเองได้มากขนาดนี้มาก่อน
พริบตานั้น เขาตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ รีบเปิดซิปกระเป๋าเป้ของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบหัวบางอย่างออกมา
หัวของอสรพิษหนานต้า
ภายใต้ดวงตาคู่นั้น สิ่งมีชีวิตในเทพปกรณัมที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้ ดูเหมือนจะถูกแยกส่วนออกเป็นฟันเฟือง กลไก และสกรูจำนวนนับไม่ถ้วน...
ทว่าในตอนนี้ เขายังไม่สามารถมองทะลุมันได้
ดังนั้น อันชิงอวี๋จึงหยิบมีดผลไม้คมกริบออกมาจากช่องซิปของกระเป๋า
เขาเหมือนศัลยแพทย์ที่ถือมีดผ่าตัด จับจ้องศีรษะตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา แล้ว… แทงมีดเข้าไปในหัวนั้น!
ค่อยๆกรีดเปิดกะโหลกศีรษะอย่างยากลำบาก...
เขากำลังชำแหละ เขาต้องการเห็นให้ชัด… ว่าข้างในหัวนั้นมีอะไรอยู่
ความเร็วในการผ่าหัวยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาฉายแววตื่นเต้นมากขึ้น ร่างกายของเขาเริ่มสั่นเทา!
ภายในท่อระบายน้ำอันมืดมิดและเหม็นหืน เด็กหนุ่มร่างผอมถือมีด ใบหน้ายิ้มแย้ม ค่อยๆผ่าศีรษะอันน่าสยดสยอง... เสียงของเขาก้องสะท้อนในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท
"ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง..."
"แบบนี้นี่เอง!"
"ฉันเข้าใจแล้ว!"
"ที่แท้มันทำงานแบบนี้นี่เอง..."
"น่าสนใจ..."
"น่าสนใจจริงๆ!!"
...............
ที่นี่... ที่ไหนกัน?
ภายในห้องขังอันมืดมิด หลี่อี้เฟยค่อยๆลืมตาขึ้น
เขามองไปรอบๆอย่างเลื่อนลอย ขณะที่กำลังจะลุกขึ้น ความทรงจำที่ขาดหายพลันพรั่งพรูเข้ามาในหัวดั่งคลื่นทะเล
เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะทรุดตัวลงบนพื้น
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ แล่นผ่านเข้ามา เริ่มจากยามที่อันชิงอวี๋ลั่นไกปืนใส่เขา ความรู้สึกมึนงงแล่นเข้ามาหลังจากหลินชีเยี่ยโจมตี เขาสัมผัสได้ถึงพลังอสรพิษหนานต้าที่ซ่อนอยู่ในร่าง การต่อสู้ที่ดุเดือด และจบลงด้วยการโดนหลินชีเยี่ยตัดหัว…
เขามองมือตัวเองอย่างตกตะลึง เสียงของเขาเริ่มสั่นเทา
“ฉัน… ฉันคืออสรพิษหนานต้า… เป็นไปได้ยังไง… ฉัน… ฉันเป็นคนฆ่าพวกเขา!”
ภาพนักเรียนที่ถูกบริวารอสรพิษหนานต้าปลิดชีพฉายซ้ำในหัวอีกครั้ง เลือดที่เปรอะเปื้อนพื้นดินราวกับถูกตีตราฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ ค่อยๆกลายเป็นฝันร้าย…
“ไม่… ไม่…”
เขาทรุดตัวลงบนพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ในวินาทีต่อมา นัยน์ตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับสัตว์ร้าย เขาลุกขึ้นยืนอย่างเยือกเย็น ราวกับกลายเป็นคนละคน
“ไอ้ขยะอ่อนแอ”
แขนข้างหนึ่งของอสรพิษหนานต้ามีเกล็ดงูปกคลุม มันคว้าลูกกรงที่อยู่ตรงหน้า ราวกับจะบิดให้ขาด
ทันใดนั้น อักขระลึกลับมากมายก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของห้องขัง แรงผลักมหาศาลพุ่งใส่ร่างของอสรพิษหนานต้า จนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงอีกฝั่งของห้องขัง ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น
อสรพิษหนานต้าจ้องกรงขังตรงหน้า มันแลบลิ้นสองแฉกออกมา ดวงตาทั้งสองข้างเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็ง
ในชั่วขณะที่สัมผัสกับกรงขัง เศษเสี้ยวข้อมูลเกี่ยวกับห้องขังนี้ก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวของมัน
มันไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่มันรู้ว่า... ชีวิตและความตายของมันอยู่ในกำมือของใครบางคน
บุคคลผู้นั้นคือเจ้าของที่แห่งนี้
ขณะที่อสรพิษหนานต้ากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังมาจากอีกฟากหนึ่งของทางเดิน รูม่านตาของมันพลันหดเกร็ง มันเลื้อยไปที่ข้างกรงขังอย่างรวดเร็วและจับจ้องไปทางด้านนั้น
ภายในทางเดินที่มืดสลัว เงาร่างหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มสวมชุดกาวน์สีขาว มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า กำลังก้าวเดินเข้ามา ในวินาทีที่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ร่างกายของอสรพิษหนานต้าก็สั่นสะท้าน!
“เจ้าหรอกหรือ?!”
หลินชีเยี่ยหยุดฝีเท้าตรงหน้ามันโดยไม่แสดงสีหน้าท่าทางใดๆ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น
“ตกใจไหม? คาดไม่ถึงล่ะสิ?”
บทที่ 66: ผู้ช่วยพยาบาล
อสรพิษหนานต้าขดกายอยู่หลังลูกกรง ชำเลืองมองเขาอย่างเงียบเชียบ
หลินชีเยี่ยหรี่ตาลง นัยน์ตาจับจ้องไปยังดวงตาของอสรพิษหนานต้าอย่างไม่ละสายตา
เบื้องหน้าเขา หน้าต่างข้อมูลที่คุ้นเคยปรากฏขึ้น
[ผู้กระทำผิด: อสรพิษหนานต้า
ทางเลือก: ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ถูกคุณสังหารด้วยมือของตนเอง คุณมีสิทธิ์ตัดสินชะตากรรมวิญญาณของมัน:
ทางเลือก1: ทำลายวิญญาณของมันโดยตรง ทำให้มันสูญสลายไปจากโลกนี้
ทางเลือก2: เพิ่มค่าความภักดีของมันที่มีต่อคุณให้ถึง60 คุณสามารถจ้างมันเป็นผู้ช่วยพยาบาล ในขณะที่ดูแลผู้ป่วย มันยังสามารถให้การปกป้องคุณได้ในระดับหนึ่ง
ค่าความภักดีปัจจุบัน: 0/85]
หลินชีเยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่อ่านข้อมูลเหล่านี้จบ
ภารกิจในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ถ้าเขาจำไม่ผิด ครั้งก่อนเกณฑ์การดูแลคือค่าความหวาดกลัว แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นค่าความจงรักภักดี
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สำหรับสิ่งมีชีวิตในตำนานที่แตกต่างกัน โรงพยาบาลได้กำหนดมาตรฐานการดูแลที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ค่าความจงรักภักดีในครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ0 และ85 หากหลินชีเยี่ยเดาไม่ผิด คงเป็นเพราะจิตสำนึกของอสรพิษหนานต้าถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
ค่าแรกมาจากตัวอสรพิษหนานต้าเอง ส่วนค่าที่สองมาจากหลี่อี้เฟย ผู้ที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง
"ฉันคิดว่าแกคงรู้ชะตาของตัวเองแล้ว"
ผ่านไปสักพัก หลินชีเยี่ยก็เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
"หากฆ่าข้า หลี่อี้เฟยก็จะตายด้วย" อสรพิษหนานต้าจ้องมองหลินชีเยี่ย
"โอ้?" หลินชีเยี่ยยิ้มเยาะ "แกคิดว่าฉันจะสนใจชีวิตของเขางั้นหรือ?"
"แน่นอน ถ้าเขาตาย ฉันคงลำบากใจอยู่พักหนึ่ง แต่ก็เท่านั้นแหละ ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขา... ไม่ได้ดีขนาดนั้น แกก็น่าจะรู้"
อสรพิษหนานต้าเงียบไป
ในฐานะผู้ที่เฝ้ามองทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง หลี่อี้เฟยเคลื่อนไหวอย่างไร มันย่อมรู้ชัดทุกการกระทำ ตั้งแต่ทั้งสองรู้จักกันจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเพียงครึ่งเดือน หากจะบอกว่าสนิทสนมกันก็คงเป็นเรื่องล้อเล่น
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่อี้เฟยยังเคยทิ้งอีกฝ่ายไปแล้วครั้งหนึ่ง
การใช้ความรู้สึกของทั้งสองเป็นเดิมพัน อสรพิษหนานต้าไม่ได้โง่ขนาดนั้น
"เจ้าต้องการสิ่งใด?"
"ฉันว่าแกเข้าใจผิดแล้ว" หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างใจเย็น "ตอนนี้คือเวลาที่แกต้องแสดงคุณค่าของตัวเองให้ฉันเห็นต่างหาก ถ้าความสามารถของแกไม่เป็นไปตามที่ฉันคาดหวัง..."
"ขอโทษด้วย โรงพยาบาลของฉันไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์"
อสรพิษหนานต้าหยุดชะงัก ก่อนจะค่อยๆพูด "ข้าเชี่ยวชาญการปลอมตัว สามารถฝังเมล็ดพันธุ์อสรพิษ ซ่อนเร้นและแทรกซึมคือความสามารถพิเศษของข้า"
"ไม่พอ"
"ข้าเชี่ยวชาญด้านการวางแผน สามารถวางกลยุทธ์ให้เจ้าได้"
"...แกบอกว่าเชี่ยวชาญด้านไหนนะ?"
"...ข้าไม่ได้พูดอะไร" อสรพิษหนานต้าเกือบลืมสิ้นแล้วว่าแผนการของตนถูกเขาคนนี้ทำลาย แต่การระดมความคิดเห็นไม่ใช่เรื่องเสียหาย "สติปัญญาของเจ้าเพียงผู้เดียวอาจไม่รอบคอบ ความคิดและระดับความคิดของเราย่อมแตกต่างกัน บางทีอาจจะชี้แนะแนวทางให้เจ้าได้บ้าง"
"อืม พูดแบบนี้ก็ไม่เลวนะ แล้วมีอะไรอีกไหม?"
"แม้ว่ายามนี้พลังต่อสู้ในร่างจริงของข้าจะค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อข้าเติบโตเต็มวัย ร่างจริงของข้าจะมีพลังต่อสู้มหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังลอกคราบได้ จึงยากที่จะสังหาร"
"ต่อไป"
"...ไม่มีแล้ว"
หลินชีเยี่ยครุ่นคิด "แกสามารถทำให้คนแก่อารมณ์ดีได้ไหม?"
"...ข้าทำไม่ได้" สมองของอสรพิษหนานต้าเกือบประมวลผลไม่ทัน “ทว่าหลี่อี้เฟยเชี่ยวชาญเรื่องเช่นนี้”
"ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ได้"
หลินชีเยี่ยหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "แกสามารถอยู่ต่อได้ แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม"
"เงื่อนไขอะไร?"
“ในยามปกติ ให้หลี่อี้เฟยเป็นคนควบคุมร่างนี้”
อสรพิษหนานต้าสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ตกลง ข้าให้สัญญา”
แม้อิสรภาพจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันก็ไม่อยากถูกทำลายวิญญาณ อีกอย่าง หลี่อี้เฟยก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน การยกกายเนื้อให้เขาจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะยอมรับได้
หลินชีเยี่ยพยักหน้า เอื้อมมือไปในอากาศ กระดาษหนังแกะกับปากกาโลหะพลันปรากฏขึ้นบนมือเขาอย่างลึกลับ
"นี่คือสัญญาจ้างงานของแก ลองดูสิ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นชื่อได้เลย" หลินชีเยี่ยวางท่าทางเป็นเจ้านายใหญ่ โยนกระดาษหนังแกะในมือออกไปอย่างเบามือ
อสรพิษหนานต้ารับมาพินิจอย่างถี่ถ้วน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าดู
แทนที่จะเรียกว่าสัญญาจ้างงาน ควรเรียกว่าสัญญาขายตัวมากกว่า ข้างในมีรายการภาระหน้าที่มากมายที่อสรพิษหนานต้าจะต้องปฏิบัติ รวมถึงต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้อำนวยการหลินชีเยี่ยโดยไม่มีเงื่อนไข ห้ามทำร้ายหรือคิดร้ายต่อผู้อำนวยการหลินชีเยี่ยและผลประโยชน์ของเขา ห้ามทำลายทรัพย์สินสาธารณะภายในโรงพยาบาล ต้องทำความสะอาดโรงพยาบาลเป็นประจำ ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารให้ผู้ป่วย...
ในช่องเพิ่มเติม ยังมีข้อความเขียนไว้ว่า ‘ในกรณีที่ไม่จำเป็น ต้องให้บุคลิกหลี่อี้เฟยเป็นผู้ควบคุมร่างกาย’
ในส่วนของภาระหน้าที่ที่หลินชีเยี่ยต้องปฏิบัติมีเพียงความว่างเปล่า
นี่มันสัญญาขายตัวที่เอาเปรียบผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานอย่างโจ่งแจ้ง ไร้มนุษยธรรมที่สุด เห็นแก่ตัวจนน่ารังเกียจ!
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อสรพิษหนานต้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกัดฟันเซ็นชื่อตัวเองลงไป
ขณะที่เซ็นชื่อลงไปนั้นกระดาษหนังกลับลุกไหม้ขึ้นเอง จากนั้นอักขระแปลกประหลาดรอบๆห้องขังก็ค่อยๆจางหายไป ประตูห้องขังเปิดออกโดยอัตโนมัติ
ในเวลาเดียวกัน ร่างกายของอสรพิษหนานต้าก็กลับคืนสู่รูปร่างมนุษย์อย่างรวดเร็ว และยังมีชุดยูนิฟอร์มเจ้าหน้าที่สีน้ำเงินสวมอยู่ บนหน้าอกมีป้ายชื่อสีดำ
‘ผู้ช่วยพยาบาล 001’
หลี่อี้เฟยเพ่งพินิจเสื้อผ้าบนร่างตัวเองพลางเกาหัวอย่างงุนงง
เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างอสรพิษหนานต้ากับหลินชีเยี่ยอย่างชัดเจน และค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้... จากเพื่อนร่วมชั้นของหลินชีเยี่ยกลายเป็นลูกจ้างของอีกฝ่ายแล้ว
"รู้สึกยังไงบ้างที่ได้ฟื้นคืนชีพ?" หลินชีเยี่ยเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับรอยยิ้ม
"ก็ไม่เลว..." หลี่อี้เฟยตอบด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น "เฒ่าแก่หลิน โปรดอย่ากดขี่ผมหนักเกินไป ผมทนไม่ไหวหรอกนะ..."
"เรียกฉันว่าผู้อำนวยการ" หลินชีเยี่ยตบบ่าเขา หันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องขัง "ตามมาสิ ฉันจะพานายไปดูโรงพยาบาลแห่งนี้"
หลี่อี้เฟยในชุดผู้ช่วยพยาบาลถอนหายใจ แล้วรีบเดินตามหลินชีเยี่ย
"บริเวณนี้คือห้องพักผู้ป่วย ตอนนี้มีเพียงห้องเดียวที่เปิดอยู่ และโรงพยาบาลแห่งนี้ก็มีผู้ป่วยเพียงคนเดียว เธอชื่อนิกซ์ เกี่ยวกับอาการป่วยอะไรนั่น เดี๋ยวค่อยไปดูในใบเวชระเบียนที่ฉันเขียนไว้ก็แล้วกัน"
"ส่วนฝั่งนั้นคือพื้นที่กิจกรรม เวลาปกติสามารถพาคุณยายไปดูทีวี หรือเล่นหมากรุก อย่าปล่อยให้เธอเอาแต่กอดแจกันนั่งเหม่ออยู่ในสวน ไม่อย่างนั้นโรคทางจิตจะไม่หาย แล้วยังจะกลายเป็นอัลไซเมอร์อีก..."
"ตรงนี้คือห้องยา ยาพวกนี้ ให้เธอกินวันละสามครั้ง ครั้งละสองเม็ด..."
..............
หลี่อี้เฟยรู้สึกชาไปทั้งตัวขณะฟังคำแนะนำของหลินชีเยี่ย
'ที่นี่มัน… คือที่ไหนกันแน่?'
"แม่ครับ ผมหาเพื่อนมาให้แม่แล้ว ต่อไปนี้เขาจะคอยอยู่เป็นเพื่อนแม่แทนผมนะ"
สุดท้าย หลินชีเยี่ยก็พาหลี่อี้เฟยมาหานิกซ์ แล้วแนะนำพร้อมกับรอยยิ้ม
นิกซ์จ้องมองหลี่อี้เฟยราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ครู่ใหญ่ เธอก็อ้าปากค้าง
พร้อมเปิดปากพูดอย่างดีใจ
"หลานชาย! ย่าเจอหลานแล้ว!!!"
บทที่ 67: หยุดเขาไว้
รอยยิ้มบนใบหน้าหลี่อี้เฟยพลันแข็งค้าง เขาค่อยๆหันไปหาหลินชีเยี่ย…
หลินชีเยี่ยพยักหน้าให้เขาอย่างมั่นใจ
หลี่อี้เฟย "..."
"คุณ… ย่าครับ!" หลี่อี้เฟยกางแขนออกอย่างว่าง่าย แล้วโอบกอดนิกซ์ที่กำลังตื่นเต้น ใบหน้าของเขาแย้มยิ้มทั้งน้ำตา "ผมก็คิดถึงคุณย่าเหมือนกันครับ!"
หลินชีเยี่ยที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆขมวดคิ้วเล็กน้อย มองหลี่อี้เฟยด้วยความชื่นชม
'สมกับเป็นนายจริงๆ!'
'ในเรื่องการทำให้คนแก่อารมณ์ดี นายนี่เป็นมืออาชีพจริงๆ!'
หลินชีเยี่ยเห็นได้ชัดว่า ความคืบหน้าในการรักษาของนิกซ์เพิ่มขึ้นจาก21% เป็น23% แน่นอนว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็นแถบความคืบหน้านี้ หลี่อี้เฟยไม่สามารถมองเห็นได้
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา หลินชีเยี่ยมาที่โรงพยาบาลตรงเวลาเกือบทุกวัน เพื่อป้อนยาและพูดคุยเป็นเพื่อนนิกซ์ ภายใต้การรักษาทั้งทางจิตใจและการใช้ยา อาการของนิกซ์จึงดีขึ้นมาก อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ไม่แอบไปร้องไห้ในห้องเก็บยาพร้อมกับกอดขวดยาอีกแล้ว
ต่อไปนี้ หลี่อี้เฟยจะอยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คาดว่าความคืบหน้าในการฟื้นตัวของเธอน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกเพียงไม่นานก็คงถึง50%
เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะสามารถดึงความสามารถที่สองของนิกซ์ออกมาได้
ช่วงนี้ หลินชีเยี่ยเคยลองเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยหมายเลขสองดูเช่นกัน ทว่าน่าเสียดายที่ยังไม่สามารถเปิดได้ คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับระดับพลังของตัวเอง การฝึกฝนและพลังจิตนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป จะรีบร้อนมากไม่ได้
โชคดีที่หลินชีเยี่ยใช้วิธีการบ่มเพาะพลังที่เวินฉีโม่สอน ทำให้ตอนนี้เขาบรรลุขั้นจั่นอย่างสมบูรณ์แล้ว การจะบรรลุขั้นต่อไปก็คงใช้เวลาอีกไม่นาน
หลินชีเยี่ยกำชับหลี่อี้เฟยอีกสองสามประโยค ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลจิตเวช
วันเวลาที่เหลือก็ไม่ต่างจากเดิม แม้ว่าหลินชีเยี่ยจะทำภารกิจแรกสำเร็จอย่างสวยงามแล้ว แต่ปริมาณการฝึกฝนในแต่ละวันก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย หลินชีเยี่ยยังถึงกับรู้สึกว่าดาบของเฉินมู่เหยี่ยที่ฟาดลงบนใบหน้านั้นเจ็บกว่าเดิมอีก...
ทว่า หลังจากผ่านการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายในครั้งนี้ การประสานงานระหว่างหลินชีเยี่ยและ [พิภพเทพ] ก็เข้ากันมากขึ้น และความแม่นยำของการรับรู้ทางจิตก็ทวีคูณขึ้นอย่างมาก ในห้องจักรกล เขาสามารถหลบหลีกกระสุนที่ยิงด้วยความถี่ห้าสิบนัดต่อวินาทีได้อย่างสมบูรณ์แบบ และกำลังท้าทายความถี่หนึ่งร้อยนัดต่อวินาที
สิ่งที่พัฒนาขึ้นมากที่สุดอาจเป็นการยิงปืนของหลินชีเยี่ย จากตอนแรกที่ยิงพลาดเป้าสามสิบเมตร และยิงเข้าเป้ายี่สิบเมตรแบบเฉียดๆจนถึงตอนนี้…
ในที่สุดเขาก็สามารถยิงเป้าหมายในระยะสามสิบเมตรได้แล้ว!
หลินชีเยี่ยยังจำได้ว่า ในวันนั้น ยามที่เขายิงเข้าเป้าสามสิบเมตรได้เป็นครั้งแรก เขาใช้พลังจิตสัมผัสได้ว่า เหลิ่งเซวียนที่ยืนอยู่ข้างหลังดวงตาแดงก่ำและแอบเช็ดน้ำตา...
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มแห่งความโล่งใจออกมา
สิบวันต่อมา
หลินชีเยี่ยเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของหัวหน้า เคาะประตูเบาๆ
"เชิญ"
หลินชีเยี่ยเดินเข้าไปในห้อง เห็นเฉินมู่เหยี่ยกำลังตั้งใจอ่านเอกสาร
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินชีเยี่ย แล้วเอ่ยว่า "อีกไม่กี่วันค่ายฝึกทหารใหม่ก็จะเริ่มแล้ว"
หลินชีเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เพิ่งรู้ว่าตนเองเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีมาได้นานร่วมเดือนแล้ว
"งั้น... ผมต้องเตรียมตัวอะไรไหมครับ?"
"อืม ตามสถานการณ์ในปีก่อนๆ ค่ายฝึกทหารใหม่ปีนี้น่าจะอยู่ที่เมืองหลวง ช่วงนี้ฉันจะเตรียมเอกสารให้ เสร็จแล้วให้นายนำไปด้วย"
"อ้อใช่ ระหว่างช่วงค่ายฝึกทหารใหม่จะใช้ระบบปิด แม้ว่าทางนั้นจะมีเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันให้ แต่คุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีนัก เดี๋ยวให้หงอิงพานายไปซื้อของในเมือง ส่วนค่าใช้จ่ายมาเบิกที่ฉัน"
"อีกอย่าง อากาศที่เมืองหลวงไม่เหมือนที่เมืองชางหนานของเรานะ มันค่อนข้างหนาว จำไว้ว่าต้องซื้อเสื้อผ้าฤดูหนาวเพิ่มด้วย คิดรวมกับบัญชีของฉันเหมือนเดิม…”
“ตอนอยู่ในค่ายฝึกอบรมจะเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย พรุ่งนี้เช้านายแวะมาหาฉันอีกทีนะ ฉันจะให้ยา ยานี้ได้ผลดีกว่ายาที่ขายทั่วไปเยอะเลย..."
เฉินมู่เหยี่ยถือสมุดเล่มเล็กในมือ กำชับข้อควรระวังกับหลินชีเยี่ยทีละข้อ แม้กระทั่งการซื้อตั๋วนอนบนรถไฟแบบไหนที่นั่งสบายที่สุด เขาก็บอกอย่างละเอียด
กว่าเฉินมู่เหยี่ยจะปิดสมุดเล่มเล็กนั่นลง เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
"ที่ฉันเพิ่งพูดไปทั้งหมด นายจดจำได้หมดแล้วใช่ไหม?" เฉินมู่เหยี่ยมองหลินชีเยี่ยอย่างจริงจัง
หลินชีเยี่ยพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ครับ จำได้หมดแล้ว"
"ดี" เฉินมู่เหยี่ยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "ตั๋วรถไฟไปเมืองหลวงต้องซื้อล่วงหน้านะ คนที่ไปรายงานตัวก่อนจะสามารถเลือกหอพักเองได้ ตอนออกไปข้างนอกก็แวะซื้อเลยละกัน... ซื้อของวันพรุ่งนี้นะ"
"พรุ่งนี้? ไปวันพรุ่งนี้เลยเหรอครับ?" หลินชีเยี่ยตกตะลึง
"ยิ่งเร็วยิ่งดี"
"ทราบแล้วครับ" หลินชีเยี่ยพยักหน้า
หลังจากหลินชีเยี่ยออกจากห้องทำงานไป เฉินมู่เหยี่ยก็หยิบกระเป๋าเงินออกมาอย่างเงียบๆ เหลือบมองเข้าไปข้างใน...
แล้วถอนหายใจเบาๆ
บ่ายวันนั้น หงอิงและซือเสี่ยวหนานพาหลินชีเยี่ยไปเที่ยวทั่วเมืองชางหนาน พวกเธอพาเขาไปยังถนนทุกสายที่หลินชีเยี่ยไม่เคยไปมาก่อนในชีวิต
"ว้าว! เสี่ยวหนาน! ผ้าปูที่นอนหมูน้อยน่ารักจังเลย! เราซื้อให้ชีเยี่ยกันเถอะ!"
"เอาสิ เอาสิ!"
"กระเป๋าเดินทางสีชมพูนั่นก็น่ารักมากเลย! ซื้ออันนึงมั้ย?"
"เอาสิ เอาสิ!"
"เสี่ยวหนาน! เธอดูสิ กระเป๋าเป้ลายสโนว์ไวท์! สวยมากเลยใช่ไหมล่ะ? พวกเรา..."
"เอาสิ เอาสิ!"
"ว้าว! เธอดูสิ ชุดกระโปรงนั่น! สวยจังเลย! ซื้อเลย!"
"เอาสิ เอา... อุ๊บ!..."
หลินชีเยี่ยรีบเอามือปิดปากซือเสี่ยวหนานทันที ก่อนจะพูดกับอีกคนอย่างจริงจังว่า
"พี่หงอิง ผมว่า... แบบนั้นมันไม่เหมาะกับผม"
หงอิงทำหน้าเสียดาย ขณะวางชุดเดรสเปิดหลังในมือลงพร้อมกับถอนหายใจ "ก็นะ... นายเป็นผู้ชายนี่นา ใส่กระโปรงคงไม่เหมาะจริงๆ..."
พูดจบเธอก็หยิบเสื้อสายเดี่ยวเซ็กซี่ตัวข้างๆขึ้นมาแทน ดวงตาเป็นประกายขณะมองหลินชีเยี่ย
"งั้นเราซื้อตัวนี้กันเถอะ!!"
หลินชีเยี่ย "..."
จนกระทั่งพลบค่ำ หลินชีเยี่ยถึงได้แบกข้าวของพะรุงพะรังกลับมาถึงห้อง
เขามองข้าวของสีสันฉูดฉาดเต็มพื้น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น ทว่ายิ่งยิ้มก็ยิ่งดูสดใส...
รอยยิ้มค่อยๆจางหาย กลายเป็นแววตาโศกเศร้า...
เขาเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สลัวสาดส่องทั่วโลกมนุษย์
ถึงเวลาที่ต้องไปแล้วสินะ…
............
รุ่งอรุณใหม่
หน้าสถานีรถไฟ
หลินชีเยี่ยลากกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ยืนอยู่หน้าสถานีรถไฟ ด้านหลังคือสมาชิกคนอื่นๆของหน่วย136
"เอาของไปครบแล้วใช่ไหม?" อู๋เซียงหนานเป็นคนแรกที่เอ่ยถาม
"ครบแล้วครับ"
"น้องชีเยี่ย พี่ซื้อครีมกันแดด ครีมกำจัดขน และโลชั่นทาตัวมาให้ นายต้องทาด้วยนะ!" หงอิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดน้ำตาคลอ เอ่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์
"...จะใช้ครับ วางใจเถอะ" หลินชีเยี่ยพูดด้วยน้ำเสียงระอาเล็กน้อย
"ชีเยี่ย" เฉินมู่เหยี่ยเดินเข้ามาหาหลินชีเยี่ยพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด "ที่เมืองหลวงมันไม่เหมือนที่เมืองของเราหรอกนะ ห่างไกลกันเกินไป แถมค่ายฝึกอบรมก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่... ถ้าอยู่ที่เมืองของเรา พวกเราลากกันไปพังค่ายได้เลย แต่ที่เมืองหลวง... นายต้องพึ่งตัวเองแล้วนะ"
"ไม่ต้องห่วง ผมดูแลตัวเองได้ครับ" หลินชีเยี่ยตอบอย่างมั่นใจ
เขาโค้งคำนับให้ทุกคนเล็กน้อย "ผมไปก่อนนะครับ"
หลินชีเยี่ยลุกขึ้น โบกมือลาทุกคน แล้วลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในสถานีรถไฟ
ทุกคนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง...
ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์ของเฉินมู่เหยี่ยก็ดังขึ้น
"ฮัลโหล?"
[...]
"อะไรนะ?!!!"
เฉินมู่เหยี่ยพลันเงยหน้าขึ้นพลางชี้มือไปที่หลินชีเยี่ย
"บ้าเอ๊ย! รีบไปหยุดเจ้าเด็กนั่นเร็ว!!"
ทุกคนหันกลับไปมองด้วยความฉงน
"ไม่รู้ว่าเบื้องบนเกิดบ้าอะไรขึ้น คราวนี้พวกเขาเอาค่ายฝึกอบรมทหารใหม่มาตั้งที่เมืองชางหนาน!"
"รีบไปหยุดเขาก่อน!!"
"ถ้าเข้าไปในสถานี ตั๋วรถไฟใบนี้ก็คืนไม่ได้แล้วนะ!!"
บทที่ 68: ช่วงเวลาแห่งความผันผวน
เมืองหลวง
สำนักงานค่ายฝึกอบรมหน่วยพิทักษ์ราตรี
"อะไรนะ? ค่ายฝึกอบรมทหารใหม่ครั้งนี้จัดที่เมืองชางหนาน? เมืองชางหนานอยู่ที่ไหน?" หยวนกังมองเอกสารในมืออย่างตกตะลึง
เบื้องหน้า ชายที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้เอนหลังโต๊ะทำงาน ยืดเส้นยืดสายพลางลืมตาขึ้น บนหน้ามีรอยแผลเป็นรูปกางเขนอยู่ที่ขมับข้างหนึ่ง
เขาคือหัวหน้าทีม006ของหน่วยพิทักษ์ราตรีประจำเมืองหลวง ชื่อเส้าผิงเกอ
"เป็นเมืองเล็กๆทางตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ติดกับเมืองหวยไห่" เส้าผิงเกอนึกคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
"แต่ว่า… การฝึกทุกปีล้วนจัดขึ้นที่เมืองหลวงไม่ใช่หรือ? ทำไมปีนี้ถึงเปลี่ยนไปจัดที่เมืองชางหนานกะทันหัน?" หยวนกังขมวดคิ้ว
"ใครจะไปรู้ว่าเบื้องบนคิดอะไรอยู่" เส้าผิงเกอลุกขึ้นยืน เดินไปรินน้ำร้อนใส่แก้วอย่างเชื่องช้า แล้วกลับมานอนลงบนเก้าอี้ตัวเดิม "พวกเรา… เอ่อ ไม่สิ นายแค่ปฏิบัติตามคำสั่งก็พอ"
"นายเป็นรองหัวหน้าทีม006ของพวกเรา และเป็นครูฝึกใหญ่ของค่ายฝึกอบรมทหารใหม่ทุกปี นายฝึกทหารมาหลายรุ่นแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศบ้างไม่ได้รึไง?"
“ไม่ใช่แบบนั้น” หยวนกังส่ายหัว “ฉันแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเปลี่ยนสถานที่ ทั้งที่อุปกรณ์ สถานที่ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่นี่ก็พร้อมอยู่แล้ว ตอนนี้ยังต้องลำบากขนย้ายไปที่เมืองชางหนานอีก… นี่มันไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรอกเหรอ?”
“เบื้องบนทำแบบนี้ ต้องมีเหตุผลของพวกเขา เราแค่ทำตามคำสั่งก็พอ สิ่งที่ไม่ควรรู้… ก็อย่าถามมาก”
“...ก็ได้” หยวนกังถอนหายใจ
“ฝ่ายสนับสนุนทำงานมีประสิทธิภาพ พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสางคงสามารถสร้างค่ายฝึกอบรมที่สมบูรณ์ในเมืองชางหนานแล้ว นายก็พาลูกน้องเก็บของเเละเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว” เส้าผิงเกอจิบชา
“รับทราบ” หยวนกังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “ช่วงที่ฉันไม่อยู่ที่นี่ หัวหน้าจะดูแลเมืองหลวง และไม่ก่อเรื่องวุ่นวายใช่ไหม?”
ฟิ้ว!
รองเท้าแตะข้างหนึ่งลอยมาจากหลังโต๊ะทำงาน หยวนกังเบี่ยงตัวหลบทันควัน เสียงด่าทอของเส้าผิงเกอก็ดังมาจากหลังโต๊ะ
“นี่นาย หยวนกัง ดูถูกใครห๊ะ? ฉันก็เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราตรีประจำเมืองหลวงนะ คิดว่าฉันกินข้าวเปล่าหรือไง?”
หยวนกังยิ้มเยาะ หยิบรองเท้าของเส้าผิงเกอที่ตกอยู่โยนออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นก็เปิดประตูเดินออกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
เส้าผิงเกอสบถด่าไล่หลัง!
.............
เมืองกว่างเซิน
คลับหรูแห่งหนึ่ง
“ชางหนาน? ชางหนานอยู่ที่ไหนกัน?” หนุ่มน้อยร่างท้วมอ้วนในชุดคลุมอาบน้ำนอนเอนกายบนโซฟาหรูหราภายในห้องนวดวีไอพีสุดอลังการ ใบหน้าอิดออดมองข้อความในมืออย่างฉงน ก่อนจะหันไปถามคนข้างหลัง
ด้านหลังคือบอดี้การ์ดร่างกำยำห้าคน ยืนนิ่งไร้ความรู้สึก และพ่อบ้านสวมแว่นตาข้างเดียวยืนโค้งคำนับอยู่หน้าประตูห้อง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เรียนคุณชายน้อย ชางหนานเป็นเมืองเล็กๆทางตะวันออกเฉียงใต้ครับ”
"แล้วทำไมถึงไม่จัดที่เมืองหลวงเหมือนทุกปีล่ะ?"
“ดูเหมือนว่านโยบายปีนี้จะเปลี่ยนไปกระทันหันครับ คงต้องรบกวนคุณชายเปลี่ยนกำหนดการเดินทางด้วย เดี๋ยวผมจะรีบให้คนไปจัดการให้ใหม่ครับ”
หนุ่มน้อยครุ่นคิดสักพัก วางองุ่นในมือลงบนจานแก้ว ก่อนจะโบกมือ
“จองตั๋วเครื่องบินพรุ่งนี้เลย พรุ่งนี้ฉันจะไป!”
พ่อบ้านชะงัก "คุณชายน้อย จะไปพรุ่งนี้เลยหรือครับ ไม่เร็วไปหน่อยหรือ? เรื่องที่พักไม่ต้องกังวลครับ พวกเราให้หน่วยพิทักษ์ราตรีจัดหาหอพักที่ดีที่สุดให้คุณชายเรียบร้อยแล้ว พวกนั้นต้องไว้หน้าพวกเราอยู่แล้ว"
"เมืองกว่างเซินมันน่าเบื่อ ฉันอยากไปรู้จักเพื่อนใหม่มากกว่า!"
"...คุณชายครับ พอไปถึงที่นั่นแล้ว พยายามพูดภาษากลางหน่อยนะครับ ไม่งั้นพวกเขาอาจจะฟังไม่รู้เรื่อง"
"ภาษากลาง?" เจ้าเด็กอ้วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "ก็จริงนะ ถ้าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็คงหาเพื่อนแท้ไม่ได้หรอก"
สิ้นเสียง เขาก็ตบบ่าสาวสวยที่กำลังนวดเท้าให้เขาอยู่เบาๆ "เอาล่ะ ไปพักเถอะ สิบกว่าปีมานี้ ฉันก็สุขสบายมามากพอแล้ว ได้เวลาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตแล้วล่ะ..."
เขาค่อยๆยืนขึ้น ยืดเส้นยืดสาย เนื้อตัวที่อวบอ้วนสั่นไหวเป็นจังหวะ
"ชางหนานงั้นเหรอ? รอฉันก่อนเถอะ!"
บนภูเขาจิ่วหัว
เสียงสวดมนต์ก้องกังวานไปทั่ว กลิ่นกำยานหอมอบอวล
นักบวชชราในจีวรเดินผ่านเฉลียงไม้ ลูกประคำในมือหมุนวนเบาๆ ดวงตาสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ
ในที่สุด เขาก็หยุดที่หน้าประตูห้องสมาธิ
เอื้อมมือเคาะประตูเบาๆสองครั้ง แล้วผลักเข้าไป
ภายในห้องมีเพียงเตียง โต๊ะ และเบาะรองนั่งหนึ่งอัน บนผนังด้านใหญ่ที่สุดมีตัวอักษรสีดำเขียนว่า ‘สงบจิต’ ปลายพู่กันพลิ้วไหว ดูนุ่มนวลแต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
เด็กหนุ่มผมดำบนเบาะรองนั่งลืมตาขึ้นเล็กน้อย
"อุบาสกเฉาเยวียน จดหมายของท่านมาถึงแล้ว" นักบวชชราทำความเคารพแบบพุทธ แล้วล้วงซองจดหมายออกมาจากแขนเสื้อ
เด็กหนุ่มผมดำลุกขึ้นช้าๆ รับซองจดหมายมาเปิดอ่านเป็นเวลานาน
"ชางหนาน..." เขาพึมพำ แล้วเงยหน้ามองนักบวชชราพลางกล่าวอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่า… ผมควรไปหรือไม่?"
"อุบาสก ท่านได้สงบจิตอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้ว จิตปีศาจในใจก็ถูกสะกดเอาไว้แล้ว ข้าผู้เฒ่าเห็นว่า... ท่านควรไป"
ดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววลังเล "แต่ บาปกรรมของผม..."
“การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาป การช่วยชีวิตผู้อื่นเป็นบุญ บุญบาปย่อมหักล้างกันจึงจะหลุดพ้น” นักบวชชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ ดวงตาทั้งสองข้างลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทร มือทั้งสองประนมขึ้น
“หากยังคงอยู่แต่ในวัดแห่งนี้ แม้บำเพ็ญเพียรไปอีกร้อยปี บาปก็ยังคงเป็นบาป… อุบาสก ถึงเวลาปล่อยวางได้แล้ว”
เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประนมมือขึ้นโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาชี้แนะ”
“อุบาสกเฉาเยวียน… ข้าผู้เฒ่ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกกล่าว”
“ท่านอาจารย์โปรดกล่าวมาเถอะ”
“การเดินทางไปยังเมืองชางหนานครั้งนี้ อาจได้พบกับ ‘บุคคลสำคัญ’ หากสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ ไม่เพียงแต่จะชำระล้างบาปที่ทำไว้ทั้งชีวิต ยังอาจบรรลุผลสำเร็จได้อีกด้วย”
“บุคคลสำคัญ?” เฉาเยวียนขมวดคิ้ว “คนผู้นั้น... มีลักษณะพิเศษอย่างไรหรือครับ?”
“ต้นไม้คู่ตั้งตระหง่าน เทพทั้งแปดขาดหายไปหนึ่ง เดินทางยามราตรีสิบปี นำพามวลมนุษย์ก้าวข้ามไป” นักบวชชราหลับตาพนมมือ สุรเสียงดังกังวาลดุจเสียงระฆังโบราณ
“อามิตาพุทธ”
แววตาเฉาเยวียนเปี่ยมล้นด้วยความสงสัย แต่ก็ยังจดจำคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจ ก่อนจะโค้งคำนับอีกครั้ง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้..." เฉาเยวียนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกเบื้องบนยอดเขา ประนมมือแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสงบ
"ผมไปก่อนนะ..."
..............
ภายในรถตู้
หลินชีเยี่ยมองไปยังทุกคนที่เอาแต่นั่งเงียบ เขาจึงค่อยๆหดคอลง
บรรยากาศช่างน่าอึดอัด
"อะแฮ่ม..." เวินฉีโม่กระแอมเบาๆ เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ "เอ่อ... ชิงเยี่ย เรื่องตั๋วรถไฟที่คืนไม่ได้นั่น... มันไม่ใช่ความผิดของนาย อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ"
เฉินมู่เหยี่ยที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับหน้าซีดเผือด
"เอ่อ... เราก็ต้องคิดในแง่ดีสิ! ใช่ไหมล่ะ! อย่างเช่น... ค่ายฝึกอบรมที่เมืองชางหนาน มันอยู่ใกล้แค่นี้เอง พวกเราสามารถไปเยี่ยมนายได้ทุกเมื่อไง!"
"ค่ายฝึกอบรมเป็นพื้นที่ปิด พวกเราเข้าไปไม่ได้หรอก" เสียงของอู๋เซียงหนานดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
"..." เวินฉีโม่อึกอัก "อย่างน้อย… พวกเราก็ซื้อของมาครบแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อขนเป็ด ผ้าห่มหนา แผ่นแปะให้ความร้อน ผ้าพันคอ..."
"ฉีโม่… ฤดูหนาวที่เมืองชางหนานไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้หรอก" หงอิงกระซิบเตือน
"หุบปาก!" เฉินมู่เหยี่ยจ้องเวินฉีโม่อย่างดุดัน รู้สึกเหมือนหัวใจของตนกำลังตกอยู่ในห้วงเหวลึก
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองหลินชีเยี่ยด้วยสายตาเว้าวอน
"ชีเยี่ย..."
"หรือว่านายลองไปดู..."
"ว่าของพวกนี้... ยังคืนได้หรือเปล่า?"
บทที่ 69: ทหารใหม่คนแรก
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังก้องกังวาน
บนท้องฟ้าสีคราม เฮลิคอปเตอร์ขนส่งติดอาวุธหนัก หลายลำค่อยๆร่อนลงมา กระแสลมแรงจากใบพัดที่หมุนวนพัดพาฝุ่นทรายบนพื้นดินฟุ้งกระจาย
อีกฟากหนึ่งของลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบทหารหลายคนยืนต้านลมอย่างมั่นคง ดั่งรูปปั้นที่ยืนหยัด
ประตูห้องโดยสารของเฮลิคอปเตอร์เปิดออกช้าๆ หยวนกังในเครื่องแบบทหารสะพายกล่องดำไว้ด้านหลัง เดินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์
พรึบ!
ทหารที่ยืนรออยู่ด้านข้างทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ตะโกนดังก้องด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม
"สวัสดีท่านผู้บัญชาการ!!"
หยวนกังก้าวเดินมาอย่างมั่นคง ใบหน้าจริงจัง ลมแรงจากเฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ด้านหลังพัดชายเสื้อจนปลิวไสว!
"ค่ายฝึกสร้างเสร็จแล้วใช่ไหม?"
"รายงาน! ค่ายฝึกอบรมพร้อมแล้วครับ!"
"อืม" หยวนกังพยักหน้า "จริงสิ ส่งรายชื่อทหารใหม่ที่เข้ารับการฝึกมาให้ฉันด้วย"
"รับทราบ!"
หยวนกังสะพายกล่องดำ หันหลังเดินตรงไปยังค่ายฝึกอบรมที่ถูกสร้างขึ้นราวกับเสกได้
ค่ายฝึกอบรมตั้งอยู่ในเขตชานเมืองอันรกร้างว่างเปล่า ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองชางหนาน มีพื้นที่กว้างขว้าง และบริเวณรอบๆค่ายฝึก ล้วนถูกปิดล้อมด้วยด่านรักษาการณ์เป็นระยะทางสิบกิโลเมตร มีการป้องกันระดับฐานทัพทหาร นอกจากทหารใหม่ที่เข้ามาฝึก ก็ไม่มีใครสามารถเข้ามาถึงที่นี่ได้
"ท่านผู้บัญชาการ นี่คือรายชื่อทหารใหม่ของปีนี้ครับ" ในขณะที่หยวนกังและครูฝึกคนอื่นๆกำลังเดินชมค่าย ทหารนายหนึ่งก็วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว พร้อมยื่นรายชื่อให้กับหยวนกัง
หยวนกังรับรายชื่อมามองปราดอย่างรวดเร็ว แล้วร่างกายพลันแข็งค้างอยู่กับที่
ครูฝึกที่อยู่ด้านหลังก็หยุดเดิน
หยวนกังขยี้ตา เพ่งพินิจโดยละเอียดสองรอบ แล้วพึมพำ "แม่ง… ปีนี้มันเป็นบ้าอะไรเนี่ย?"
"ท่านผู้บัญชาการ เกิดอะไรขึ้น?" ครูฝึกที่อยู่ด้านหลังเดินเข้ามาด้วยความใคร่รู้
"คุณชายน้อยจากกว่างเซินไป๋หลี่? นี่... ไป๋หลี่กรุ๊ปที่ว่านั่นน่ะเหรอ?" ครูฝึกที่ยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองบรรทัดแรก ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
"ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของต้าเซี่ย นอกจากรัฐบาลแล้ว ยังเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของหน่วยพิทักษ์ราตรี จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สิ่งต้องห้าม... ตระกูลไป๋หลี่น่ะเหรอ?" ครูฝึกอีกคนอดรนทนไม่ไหว เอ่ยขึ้นว่า "นี่... ลูกชายของผู้สนับสนุนหน่วยพิทักษ์ราตรีมาที่นี่งั้นเหรอ?"
"ทำไมไม่ใช้ชีวิตคุณชายอย่างสุขสบาย จะมาเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีไปทำไม? แค่อยากลองใช้ชีวิตแบบอื่นดูเหรอ?"
"อาจจะนะ เราไม่เข้าใจความคิดของคนรวยหรอก"
"แล้วแบบนี้ตอนฝึกเราจะทำยังไงดี? ถ้าพลั้งมือนิดหน่อยแล้วไปทำให้เขาโกรธ… เขาจะมาแก้แค้นเรารึเปล่า?"
"พวกเขาจะกล้าเหรอ?" หยวนกังหรี่ตา "หน่วยพิทักษ์ราตรีเป็นหน่วยงานของรัฐ ถึงแม้ว่าตระกูลไป๋หลี่จะสนับสนุนเงินมาเยอะก็จริง แต่หน่วยพิทักษ์ราตรีก็ไม่ใช่สวนหลังบ้านของพวกเขา!"
"ตราบใดที่ยังเข้ามาในค่ายฝึกอบรมของพวกเรา ทุกคนก็เท่าเทียมกัน ฝึกให้หนักเข้าไว้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นฉันจะรับผิดชอบเอง!"
"รับทราบ!"
เหล่าครูฝึกต่างพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
สายตาของหยวนกังจับจ้องไปที่รายชื่อในมืออีกครั้ง ปีนี้มีตัวแทนของเทพเจ้าปรากฏตัวขึ้นอีกคน
"ตัวแทนเทพเจ้างั้นเหรอ? เทพองค์ไหนกัน?"
หยวนกังเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาหรี่ลง "รหัส003 ทูตสวรรค์เซราฟ มิคาเอล"
"เซราฟงั้นเหรอ?!"
"ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เซราฟมีตัวแทนแล้ว?"
"โชคดีจริงๆที่เป็นฝ่ายหน่วยพิทักษ์ราตรีของเรา..."
"กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้เห็นตัวแทนของเทพเจ้า เด็กคนนี้ต่อไปต้องมีอนาคตไกลแน่!"
"ตัวแทนเทพเจ้าคนสุดท้ายที่ออกจากค่ายฝึกอบรม… ดูเหมือนจะเป็นคนของหน่วยรบพิเศษ [เร้นลับ] ใช่มั้ย?"
"ใช่"
หยวนกังมองรายชื่อในมือ ใช้ปากกาสีแดงวงกลมชื่อบางชื่อพลางถอนหายใจอย่างจนปัญญา
"แค่คุณชายจากตระกูลไป๋หลี่กับตัวแทนของเซราฟก็ทำให้พวกเราน่าปวดหัวมากพอแล้ว..."
"คราวนี้ ผู้ครอบครองผนึกต้องห้ามระดับวิกฤติ ปรากฏตัวออกมาพร้อมกันถึงสามคน หนึ่งในนั้นยังติดอยู่ในอันดับที่50อีกด้วย!"
"นอกจากนั้น ยังมีผู้สืบทอดวิชาฝ่ากัวจากเมืองหลวง ผู้สืบทอดวิชาหอกตระกูลโม่จากเหอเป่ย ทหารหน่วยพิเศษประจำการ..."
มองดูวงกลมสีแดงมากมายที่อยู่ในมือของหยวนกัง ครูฝึกที่อยู่ด้านหลังพลันรู้สึกใจหาย
"ท่านผู้บัญชาการ... คราวนี้ล้วนแต่เป็นคนเก่งทั้งนั้น พวกเราจะรับมือไหวไหมครับ?"
หยวนกังเงียบไปนาน ก่อนจะเก็บรายชื่อในมือลง แล้วพูดขึ้นอย่างสงบ
"ติดต่อหน่วยรบพิเศษ [เร้นลับ] ให้พวกเขามาช่วยควบคุมสถานการณ์..."
"มีเพียงปีศาจเท่านั้นที่จะปราบปีศาจด้วยกันได้…"
............
นอกค่ายฝึกอบรม
ที่ด่านตรวจการณ์ทหาร มีทหารหน่วยรบพิเศษคนหนึ่งกำลังถือกล้องส่องทางไกล ขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องมองทางไกลเป็นเวลานาน ก่อนจะค่อยๆวางกล้องในมือลง แล้วหยิบวิทยุสื่อสารออกมา
“รายงาน! พบคนกำลังมุ่งหน้าเข้ามา”
[รายงานสถานการณ์]
“เพศชาย ดูเหมือนจะเป็นนักเรียนมัธยมปลาย กำลังลากกระเป๋าเดินทาง Hello Kitty สีชมพู และกระเป๋าเดินทางพิกเล็ตอีกใบหนึ่ง มองด้วยตาเปล่าไม่พบอาวุธ”
[นักเรียนมัธยมปลายงั้นเหรอ?] เสียงจากอีกฝั่งของวิทยุสื่อสารเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง [หรือว่าจะเป็นทหารใหม่ที่มารายงานตัว วันนี้เพิ่งประกาศแจ้งไปตอนเช้า ยามบ่ายก็มาถึงแล้วหรือ? เร็วขนาดนี้เชียว?]
“เขายังคงมุ่งหน้ามาทางนี้ โปรดสั่งการ!”
[รออยู่ตรงนั้น ฉันจะพบเขาเอง]
ไม่นานนัก รถออฟโรดทหารก็แล่นออกจากด่านตรวจการณ์ มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เด็กหนุ่มกำลังมา
แสงตะวันแผดเผา
ในยามนี้ หลินชีเยี่ยกำลังลากกระเป๋าเดินทางสองใบ เดินไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ หยาดเหงื่อไหลหยดลงมาตามใบหน้า
“ที่นี่… มีค่ายฝึกทหารจริงเหรอ?” หลินชีเยี่ยมองไปรอบๆ แล้วบ่นงึมงำ "หัวหน้าคงไม่แกล้งฉันเพราะไม่ยอมไปคืนของ… ใช่มั้ยนะ?"
เมื่อเช้านี้ เพิ่งได้รับที่อยู่ของค่ายฝึกอบรม เฉินมู่เหยี่ยก็เร่งให้เขารีบมา หลังจากพิธีส่งท้ายที่แสนจะน่าอึดอัดใจเมื่อวาน วันนี้จึงไม่ได้จัดงานใหญ่โตอะไร เวินฉีโม่ขับรถพาเขามาส่งผมแถวนี้ แล้วก็ปล่อยให้เดินมาเอง
หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าหลินชีเยี่ยอยู่ที่ค่ายฝึกอบรมในเมืองชางหนาน พวกเขาก็ดูจะสบายใจขึ้น บางทีเฉินมู่เหยี่ยอาจพูดถูก หากหลินชีเยี่ยเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ พวกเขาก็สามารถถือดาบพุ่งมาที่นี่ได้ทันที ไม่ต้องคอยกังวลใจเหมือนยามที่อยู่ในเมืองหลวง
อย่างไรก็ตาม เมืองชางหนานก็ถือเป็นฐานที่มั่นของหน่วย136ของพวกเขา
เสียงเครื่องยนต์คำรามดังกระหึ่ม!
ในขณะที่หลินชีเยี่ยกำลังลากกระเป๋าเดินทางไปข้างหน้า เสียงรถยนต์คำรามก็ดังมาแต่ไกล หลินชีเยี่ยหรี่ตาลงแล้วหยุดฝีเท้า
รถออฟโรดทหารลายพรางคันหนึ่ง พุ่งมาจอดบริเวณที่หลินชีเยี่ยยืนอยู่อย่างกระทันหัน พร้อมกับฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว
ทหารนายหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากรถ พินิจหลินชีเยี่ยอย่างสนใจ "มาทำอะไร?"
"มาค่ายฝึกอบรมครับ"
"ทหารใหม่?"
"ครับ"
"มาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?!"
"ผมเป็นคนท้องถิ่นของเมืองชางหนานครับ"
"…แสดงบัตรประจำตัวให้ฉันดูหน่อย"
หลินชีเยี่ยยื่นเอกสารที่เฉินมู่เหยี่ยเตรียมไว้ให้กับทหาร คนหลังตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งคืนให้หลินชีเยี่ยพร้อมกับผายมือไปด้านหลัง
"ขึ้นรถ"
หลินชีเยี่ยนำกระเป๋าเดินทางเก็บไว้ที่ท้ายรถ จากนั้นก็ขึ้นไปบนรถออฟโรด นายทหารคนนั้นพาเขาขับผ่านด่านตรวจการณ์ทั้งหมด ก่อนจะมาจอดหน้าประตูค่ายฝึก
"มาถึงแล้ว เข้าไปได้เลย" เขาผายมือไปยังประตูข้างหน้า
หลินชีเยี่ยก้าวลงจากรถ ลากกระเป๋าเดินทางสีชมพูสองใบมายืนอยู่หน้าประตูเหล็กขนาดใหญ่ แล้วเงยหน้าขึ้นมอง
‘ฐานฝึกทหารใหม่039’
ที่นี่คือสถานที่ที่เขาจะต้องใช้ชีวิตตลอดหนึ่งปีข้างหน้านี้
เขาคือทหารใหม่คนแรกของที่นี่
บทที่ 70: มิตรภาพแน่นแฟ้นยิ่งกว่าทองคำ
ไม่นานนัก ครูฝึกคนหนึ่งก็เดินออกมาจากประตู มองหลินชีเยี่ยอย่างประหลาดใจ
"ทหารใหม่เหรอ?"
"ครับ"
"ชื่ออะไร?"
"หลินชีเยี่ย"
ทั่วร่างครูฝึกสั่นสะท้าน พินิจหลินชีเยี่ยอย่างจริงจัง ราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่า
"นาย... คือหลินชีเยี่ย?"
หลินชีเยี่ยถูกจ้องจนขนลุก "ครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
"ไม่มี" ครูฝึกส่ายหน้า แล้วเปิดประตูค่ายฝึก "นายเป็นคนแรกที่มาถึง เข้ามาก่อนสิ"
“ใช่แล้ว ฉันชื่อหงฮ่าว เป็นครูฝึกของพวกนาย”
“สวัสดีครับ ครูฝึกหง” หลินชีเยี่ยกล่าวทักทายอย่างสุภาพ ขณะเดินเข้าไปในค่ายฝึก
ครูหงพยักหน้า “เจ้าหนู นายมาเช้าดี ถือว่าทันเวลา ครั้งนี้ฉันจะพาเธอไปทำความรู้จักกับค่ายฝึกเอง”
ครูฝึกหงพาหลินชีเยี่ยเดินไปทั่วค่ายฝึกที่ยังว่างเปล่า
ภายในค่ายนั้นกว้างขวางกว่าที่หลินชีเยี่ยจินตนาการไว้มาก ตัวอาคารไม่ได้สร้างขึ้นชั่วคราวด้วยเต็นท์หรือบ้านสำเร็จรูป ทว่าสร้างด้วยวัสดุที่ไม่รู้จัก ซึ่งเป็นอาคารที่เรียบเสมอกับพื้น ราวกับงอกขึ้นมาจากผืนดิน
พื้นดินถูกแบ่งแยกอย่างเป็นระเบียบด้วยเส้น มีทั้งทางเดินรถ ทางเดินคน และเครื่องหมายบอกทาง เช่น ที่ตั้งโรงอาหาร ที่ตั้งของหอพัก… เส้นต่างๆมีความหนาและสีที่แตกต่างกันจึงดูสบายตา แทบจะเป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ
ถ้าหลินชีเยี่ยไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่เคยเป็นเพียงพื้นที่รกร้าง เขาคงคิดว่าที่นี่เป็นฐานทัพใหม่ที่ใช้เวลาสร้างหลายปี
รถทหารวิ่งไปมาบนถนน บรรทุกสัมภาระและอุปกรณ์อย่างอาหาร น้ำ อาวุธ และเครื่องนอน… หลินชีเยี่ยยังเห็นรถบางคันบรรทุกวัตถุระเบิดด้วย!
หลินชีเยี่ยมุมปากกระตุกเล็กน้อย ทันใดนั้นก็รู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของฐานทัพนี้…
ยามกล่าวถึงเรื่องนี้ หลินชีเยี่ยยังไม่เคยได้รับการฝึกฝนแบบกลุ่มอย่างจริงจัง เพราะเขาตาบอดตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่เคยเข้าร่วมการฝึกทหารเบื้องต้นแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่การเรียนวิชาพลศึกษาก็แทบไม่ได้เข้าร่วม หากเขาไม่สนใจออกกำลังกายเป็นประจำ ตอนนี้เขาคงอ่อนแอเป็นแน่
“ฝั่งโน้นคือสนามฝึก ส่วนใหญ่เราจะเน้นการฝึกทางกายภาพที่นั่น” ครูฝึกหงชี้ไปยังพื้นที่โล่งกว้างราวกับสนามบิน “ความแข็งแกร่งทางกายภาพเป็นจุดสำคัญในการฝึกของเรา ดูจากรูปร่างของนายแล้ว คงต้องเตรียมใจไว้บ้างล่ะ”
“ตรงนั้นคือโรงอาหาร สถานที่ที่นายจะทั้งรักและเกลียดในอีกหนึ่งปีข้างหน้า”
“ส่วนตรงนั้นคือห้องเรียน ใช้สอนความรู้ทางทฤษฎี”
“อาคารร้างที่เรียงรายกันเป็นแถวตรงนั้นคือสนามฝึกยุทธวิธี ไว้ใช้สอนการต่อสู้ในเมือง การโรยตัว การไต่เชือก...”
“และตรงนั้นคือสนามยิงปืน...”
.............
หลินชีเยี่ยมองสนามฝึกซ้อมที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไม่สิ้นสุดพลางจดจำการใช้งานของมันอยู่ในใจ ทั้งแอบรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวัง...
“นั่นอะไรครับ? ร้านขายของชำหรือเปล่า?” หลินชีเยี่ยชี้ไปยังร้านเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลอย่างสงสัย
มันดูเหมือนร้านขายของชำธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงเรียน เป็นอาคารเล็กๆที่มีชั้นวางของอัดแน่นไปด้วยของใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะนั้นเองก็มีกลุ่มครูฝึกยืนอยู่หน้าประตูพลางชี้บุหรี่ที่วางเรียงรายอยู่บนผนังแล้วพูดคุยกัน
“นั่นคือสถานีเสบียง” ครูฝึกหงเหลือบมอง
ค่ายฝึกอบรมแห่งนี้เป็นระบบปิด ที่นี่ไม่ต้องใช้เงิน หากข้าวของเครื่องใช้เสียหายก็สามารถมาที่นี่เพื่อรับของใหม่ได้ ยังมีทั้งขนมปัง น้ำ บุหรี่ สิ่งของพวกนี้ล้วนกำหนดโควต้าต่อเดือนสำหรับทุกคน จึงรับรองว่าพอใช้
ตอนที่ทั้งสองคนเดินผ่าน ครูฝึกในสถานีเสบียงดูเหมือนจะค้นพบบางอย่าง ทุกคนหันมามองหลินชีเยี่ยพร้อมกัน พร้อมกับชี้มาทางนี้
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว “พวกเขามองผมทำไม?”
"ตัวแทนของเซราฟเป็นของหายาก พวกเขาจึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องปกติ" ครูฝึกหงตอบ
"ก่อนหน้านี้ ไม่มีตัวแทนเข้าร่วมค่ายฝึกเหรอครับ?"
"มีสิ" ครูฝึกหงพยักหน้า "ตัวแทนคนก่อนที่ออกไปจากค่ายฝึกอบรม กลายเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ [เร้นลับ] แล้ว"
"[เร้นลับ]?" หลินชีเยี่ยชะงัก ถ้าเขาจำไม่ผิด เวินฉีโม่เคยเล่าวีรกรรมของหน่วยรบพิเศษหน่วยนี้ให้เขาฟังมาก่อน "เขาเป็นตัวแทนของเทพเจ้าองค์ไหนครับ?"
"เรื่องนี้... อีกสองวันนายก็รู้เอง" ครูฝึกหงแย้มยิ้ม ไม่ตอบคำถาม
หงฮ่าวพาหลินชีเยี่ยเดินมาถึงโซนอาคารที่หนาแน่นแห่งหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า "ที่นี่คือเขตหอพัก ทั้งหมดเป็นห้องคู่ นายเป็นคนแรกที่มาถึง เชิญเลือกได้ตามสบายเลย"
หลินชีเยี่ยพยักหน้า เดินดูรอบๆบริเวณหอพัก แล้วเลือกห้องที่หันหน้าไปทางทิศใต้ ซึ่งมีแสงแดดส่องถึงและรู้สึกสะดวกสบายที่สุด
"วิสัยทัศน์ไม่เลว งั้นฉันจะลงทะเบียนให้" ครูฝึกหงจดหมายเลขห้องของหลินชีเยี่ยเอาไว้ "ค่ายฝึกอบรมจะเริ่มอย่างเป็นทางการในอีกสามวันข้างหน้า สองวันนี้นายก็พักผ่อนให้ดี"
"เอาเป็นว่า... ต่อจากนี้นายจะไม่ได้พักแบบนี้แล้ว"
หงฮ่าวอธิบายสั้นๆ แล้วหันหลังเดินจากไป เหลือเพียงหลินชีเยี่ยอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง
สภาพแวดล้อมของห้องพักสะอาดกว่าที่เขานึกภาพไว้ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างหยาบ แค่ขึ้นไปนั่งบนเตียงไม้แข็งๆเตี้ยๆนั่นก็รู้สึกอึดอัดแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเครื่องปรับอากาศ แม้แต่พัดลมในห้องก็ไม่มี
โชคดีที่หลินชีเยี่ยเคยชินกับชีวิตที่ลำบาก สภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เขาจัดกระเป๋าและปูเตียงอย่างชำนาญ จากนั้นก็เอนกายลงบนเตียง
ที่นี่ไม่มีสัญญาณ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แม้แต่จะหาอะไรทำฆ่าเวลาเล่นๆก็ยังไม่ได้ หากให้เขาอยู่คนเดียวที่นี่สามวันจริงๆคงน่าเบื่อแย่
ยังดีที่หลินชีเยี่ยมีโรงพยาบาลจิตเวชอยู่ในหัว ยามว่างจึงเข้าไปจิบชาพูดคุยกับนิกซ์ หรือไปเล่นหมากรุก และพูดคุยกับหลี่อี้เฟยในห้องกิจกรรม เขาจึงไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินชีเยี่ยไปยังสถานีเสบียงเพื่อรับสิ่งของ เนื่องจากโรงอาหารยังไม่เปิด จึงหาที่กินมื้อเช้าไม่ได้
จนกระทั่งเขากลับมาถึงห้องพัก ก็พบว่ามีคนหลายคนยืนอยู่หน้าห้องของเขาแล้ว
"คุณชายน้อย ผมพาคุณดูมาหลายที่แล้ว ห้องนี้แหละสภาพแวดล้อมดีที่สุด ทั้งอบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน แสงแดดก็ส่องถึงมากที่สุด!" ชายหน้ายิ้มแย้มยืนประจบเจ้าอ้วนน้อย พูดพล่ามไม่หยุดหย่อน
"เฮ้อ พูดตามตรงแล้ว เมืองชางหนานนี้เทียบกับเมืองกว่างเซินของเราไม่ได้เลย เศรษฐกิจก็ไม่ดี สภาพแวดล้อมก็ย่ำแย่ เฮ้อ… คุณชายน้อย ลองดูบ้านพวกนี้สิ สร้างได้ยังไงเนี่ย? ผนังนี่แค่เคาะเบาๆชั้นปูนก็ร่อนออกแล้ว!"
"คุณดูสิ สิ่งอำนวยความสะดวกในหอพักพวกนี้มันแย่ขนาดไหน ดูเตียงนี่สิ นี่คนนอนได้จริงๆหรือ?"
"คุณชายน้อย กลับกันเถอะครับ! พวกเราไม่จำเป็นต้องทนทุกข์แบบนี้หรอก!"
เด็กอ้วนเชิดหน้าขึ้น ชำเลืองมองคนพูด “ปัญญาอ่อน! ฉันมาที่นี่เพื่อลำบาก ฉันจะไม่กลับ! หยุดโวยวาย แล้วเปิดประตู ฉันจะอยู่ที่นี่!”
ชายคนนั้นจำยอมไขกุญแจเปิดประตู เมื่อเห็นภาพข้างในก็ถึงกับตะลึงจังงัง
"โอ๊ย! คุณชายน้อย ใครกันที่ไร้มารยาทขนาดนี้? กล้าแย่งห้องคุณชายได้ยังไง! เร็ว! พวกนายยืนนิ่งทำไม? เอาของพวกนี้ออกไปให้หมด! สกปรกจริงๆ!"
บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังชายร่างป้อมรีบกรูเข้าไป หมายจะช่วยกันขนของออก
ดวงตาของหลินชีเยี่ยฉายแววเย็นเยียบ
"เหอะ"
ละครน้ำเน่าที่คุณชายรังแกชาวบ้านสินะ
ฉากตีหน้าหลอกลวง แสร้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือ*[1] ฉันชอบที่สุดเลย!
หลินชีเยี่ยกำลังจะเคลื่อนไหว เจ้าเด็กอ้วนก็ถีบเข้าที่ก้นของชายคนนั้นอย่างแรง พร้อมกับตะโกนด่ากราด
"ไอ้บ้าพวกนี้! นี่มันห้องคู่ คนที่อยู่ที่นี่คือรูมเมทของฉัน! นายกล้าแตะต้องข้าวของของรูมเมทฉันอย่างนั้นเหรอ?"
"ยังจะสกปรกอีก? ฉันเกลียดคนที่ชอบใช้อำนาจรังแกคนอื่นที่สุด! ไสหัวไปให้พ้น!"
เด็กอ้วนเตะชายคนนั้นจนล้มลงไปกองกับพื้น จึงรีบตบหน้าตัวเองด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรีบวิ่งออกไปนอกประตู
"พวกนาย เอาของขวัญต้อนรับที่ฉันเตรียมไว้ให้รูมเมทเข้ามา วันนี้ฉันจะรออยู่ที่นี่ ต้องให้รูมเมทของฉันได้เห็น..."
"อะไรที่เรียกว่า เจอกันครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน มิตรภาพแน่นแฟ้นยิ่งกว่าทองคำ!"
หลินชีเยี่ยที่อยู่ด้านข้าง: (?????) ห๊ะ?
[1] ฉากแสร้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือ สำนวนจีน หมายถึง แกล้งโง่เพื่อเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่า
จบตอน
Comments
Post a Comment