eye ep81-90

 บทที่ 81: อี้เยวียน

   

   "พวกนายคิดว่า ฉันสู้กับคนสวมหน้ากากพระจันทร์นานขนาดนี้เพื่ออะไร?" เสิ่นชิงจู่หรี่ตามองหน่วยเร้นลับเบื้องหน้า เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า

   

   "ฉันยอมรับ ในการต่อสู้แบบเผชิญหน้า พวกเราทหารใหม่ไม่มีทางเอาชนะพวกนายได้ แต่ตอนนี้พวกเราได้วางกับดักล้อมเอาไว้หมดแล้ว ที่นี่... พวกเราสามารถบดขยี้พวกนายจนตายได้!"

   

   เสิ่นชิงจู่ร่นถอยหลังอย่างรวดเร็ว แล้วหลบเข้าไปในอาคารหอพักด้านหลัง จากนั้นปราการอากาศหนาทึบก็ปิดกั้นทางเข้าหอพักทันที เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยเร้นลับบุกเข้ามา

   

   "ลำบากหน่อยแล้ว" ภูตจันทราเกาหัว มองเหล่าทหารใหม่ที่ซุ่มโจมตีอยู่ทุกสารทิศ 

   

   "ห้าสิบกว่าคนเหรอ... ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่สองทีมที่ซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่ ทหารใหม่เกือบครึ่งมารวมตัวกันที่นี่หมดแล้ว นี่มันแผนใหญ่ชัดๆ" นภากล่าวอย่างประทับใจ

   

   สิ้นเสียง เขาก็หันไปมองหน้ากากหวัง

   

   "หัวหน้า คราวนี้นายน่าจะลงมือได้แล้วมั้ง?"

   

   หน้ากากหวังยืนนิ่ง ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

   

   อาคารหอพัก

   

   เสิ่นชิงจู่ก้มมองคนทั้งห้าที่อยู่ด้านล่าง โบกมือเบาๆ

   

   "ลงมือ"

   

   ปังปังปังปัง——!!

   

   ปืนที่ติดตั้งอยู่บนหน้าต่างโดยรอบเปิดฉากยิงพร้อมกัน ปากกระบอกปืนสีดำพ่นเปลวเพลิงเจิดจ้า กระสุนนับไม่ถ้วนพุ่งราวกับพิรุณโปรย หมายเชือดเฉือนชีวิตคนทั้งห้าที่อยู่ใจกลาง!

   

   นอกจากระเบิดและกระสุนแล้ว ทหารใหม่ที่สามารถใช้ผนึกต้องห้ามได้ก็ลงมือพร้อมกัน พลังที่ปั่นป่วนผสมผสานกับการโจมตีอันแปลกประหลาดหลากหลายรูปแบบ ร่วงหล่นลงมาดุจสายฝน!

   

   น้ำวนสูดหายใจเข้าลึก ยกมือขึ้นเหนือหัว กางเกราะป้องกันเป็นวังวนสีม่วงขนาดยักษ์ กลืนกินการโจมตีทั้งหมด

   

   "เขามีพลังแค่ขั้นจั่น คงต้านได้อีกไม่นานหรอก" เสิ่นชิงจู่ก้มมองภาพตรงหน้า พูดอย่างเย็นชา

   

   และแล้ว ไม่กี่วินาทีต่อมา วังวนสีม่วงเหนือหัวทุกคนก็สั่นไหวอย่างรุนแรง

   

   "หัวหน้า ผมต้านไม่ไหวแล้ว!" น้ำวนหน้าซีดเผือด หันไปมองหน้ากากหวัง

   

   การโจมตีที่ถาโถมดุจสายฝนส่องประกายระยิบระยับ สะท้อนกับหน้ากากสีขาวของราชา ภายใต้หน้ากาก ดวงตาสงบนิ่งของหน้ากากหวังพลันเปล่งประกาย! 

   

   ฝ่ามือแตะลงบนด้ามดาบอย่างแผ่วเบา

   

   ก่อนจะออกแรงอย่างฉับพลัน!

   

   ชิ้ง——!

   

   คมดาบเคลื่อนออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว!

   

   ทันใดนั้น การจู่โจมที่พุ่งเข้ามาพลันหยุดชะงักกลางอากาศ เคลื่อนไหวช้าราวกับเต่าคลาน มุ่งเข้าหาหน่วยเร้นลับอย่างเชื่องช้า!

   

   ไม่เพียงเท่านั้น สมาชิกคนอื่นๆในหน่วยที่อยู่โดยรอบ รวมถึงทหารใหม่ที่ซุ่มอยู่ในหอพักทั้งสามหลัง ต่างก็เคลื่อนไหวช้าลง ราวกับถูกจอมยุทธ์ใช้เคล็ดวิชาตรึงกำลังภายใน 

   

   ท่ามกลางโลกที่เวลาเหมือนหยุดนิ่ง หน้ากากหวังก็ค่อยๆชักดาบสีดำออกจากข้างเอว

   

   แสงสีดำเปล่งประกายเจิดจรัส ขณะที่เขาชักดาบออกมา รังสีแห่งอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากดาบ!

   

   หน้ากากหวังก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว แล้วฟาดฟันดาบในพริบตา

   

   ประกายดาบสว่างวาบตัดกันเป็นตาข่าย ทว่ายังคงเคลื่อนไหวช้าราวกับติดอยู่ในกาลเวลา ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้

   

   ฉึบ——!

   

   คมดาบถูกเก็บเข้าฝัก

   

   ทุกสรรพสิ่งรอบข้างกลับคืนสู่สภาวะปกติในทันที

   

   ในวินาทีถัดมา รอยดาบอันน่ากลัวหลายสิบสายพุ่งออกมาจากจุดที่หน้ากากหวังยืนอยู่ ในชั่วพริบตานั้น รอยดาบเหล่านั้นพลันเฉือนอาคารหอพักทั้งสามหลังจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่กลับเลี่ยงผ่านทหารใหม่ทุกคนโดยไม่ทำให้พวกเขาบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

   

   ตูม——!!

   

   หอพักทั้งสามหลังที่ถูกเฉือนเป็นสิบๆส่วนพังทลายลง!

   

   ควันหนาทึบที่พวยพุ่งขึ้นมาบดบังร่างของสมาชิกหน่วยเร้นลับทั้งห้าเอาไว้ เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นเป็นระลอก พื้นที่หอพักทั้งหมดย่อยยับกลายเป็นซากปรักหักพัง

   

   ไกลออกไป หลินชีเยี่ยและพรรคพวกอีกสองคนกำลังเตรียมจะโอบล้อมหน่วยเร้นลับอยู่ ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

   

   "นี่… นี่ขั้นจั่นงั้นเหรอ?" มอลลี่จ้องมองไปข้างหน้า พึมพำกับตัวเอง

   

   "ทั้งชะลอเวลา แล้วยังปล่อยคมดาบที่ไม่สมเหตุสมผลแบบนี้ออกมาได้อีก... ผนึกเทวะของเขาคืออะไรกันแน่นะ?" หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเปี่ยมล้นด้วยความสงสัย

   

   บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขายังอยู่ห่างจากหอพักพอสมควร จึงไม่ได้รับผลกระทบจากขอบเขตของเวลาที่ชะลอตัว ดังนั้นจึงมองเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดของหน้ากากหวังได้อย่างชัดเจน

   

   แต่ปัญหาคือ... คนที่อยู่ในขั้นจั่น แม้ว่าจะเป็นตัวแทนของเทพเจ้า ก็ไม่น่าจะแสดงความสามารถที่ไม่เกี่ยวข้องกันสองอย่างออกมาพร้อมกันได้นี่นา?

   

   "จริงๆแล้ว ผนึกเทวะของเขาเป็นเพียงการควบคุมเวลาเท่านั้นแหละ" ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาศีรษะพลางกล่าว "ส่วนคมดาบที่รุนแรงเกินธรรมดานั่น... พวกคุณอาจคิดว่าเขาโกงก็ได้"

   

   "โกง?"

   

   "ดาบสีดำในมือของเขาเป็นวัตถุต้องห้าม สามารถเปิดใช้ผนึกต้องห้าม ลำดับที่301 [อี้เยวียน] ซึ่งสามารถรวมความเร็วของตัวเองให้กลายเป็นพลังดาบได้ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ พลังโจมตีก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น"

   

   "แม้ว่าวัตถุต้องห้ามชิ้นนี้จะมีระดับอันตรายไม่สูงนัก แต่ในมือของคนผู้นั้น มันกลับมีพลังทำลายล้างเทียบเท่ากับขั้นวิกฤติ และหน้ากากหวังใช้แค่ความเร็วของขั้นจั่น ก็สามารถฟาดฟันได้เทียบเท่ากับพลังดาบของขั้นชวนแล้ว"

   

   "งั้นเหรอ... แม้ว่าจะกดระดับของตัวเองลงมาที่ขั้นจั่น เขาก็ยังมีพลังทำลายล้างขั้นชวน? นี่มันโกงเกินไปแล้ว!" หลินชีเยี่ยอดบ่นไม่ได้

   

   "นอกจากนี้ ถ้าหน้ากากหวังใช้เพียงขั้นจั่นก็สามารถโจมตีได้รุนแรงขนาดนี้ ถ้าปลดปล่อยพลังทั้งหมด... เขาจะแข็งแกร่งขนาดไหนนะ?"

   

   "นี่คือระดับหัวหน้าหน่วยรบพิเศษอย่างนั้นเหรอ... สมแล้วที่เป็นอสูรร้ายในหมู่อสูรร้าย!"

   

   "แล้วเทพเจ้าที่อยู่เบื้องหลังของเขาคือ..." หลินชีเยี่ยนึกบางอย่างขึ้นได้

   

   "รหัสเทพเจ้า017 เทพแห่งกาลเวลา โครนอส" มอลลี่จ้องมองซากปรักหักพังที่อยู่เบื้องหน้า เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า "เพราะเขาเป็นหัวหน้าหน่วยเร้นลับ สวมหน้ากากราชา และเป็นตัวแทนของเทพแห่งกาลเวลา..."

   

   "ดังนั้น บางครั้งเขาจึงถูกเรียกว่า จอมราชันย์หน้ากาก"

   

   สีหน้าของหลินชีเยี่ยเคร่งขรึมขึ้น 

   

   ก่อนหน้านี้ ยามที่เขาศึกษาเรื่องของเทพีแห่งรัตติกาล เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับเทพเจ้าอื่นๆในเทพปกรณัมกรีกด้วย โครนอสในฐานะราชาเทพแห่งเทพปกรณัมกรีกยุคที่สอง พลังของเขาคือหนึ่งในเทพเจ้าที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

   

   ในทำนองเดียวกัน ในฐานะตัวแทนของโครนอส พลังของหน้ากากหวังย่อมน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

   

   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครนอสจะแข็งแกร่ง แต่นิกซ์ในโรงพยาบาลของเขาก็เป็นเทพเจ้าแห่งการสร้าง ในแง่ของลำดับชั้น ถือว่าเป็นผู้อาวุโสของโครนอส หากเขาได้รับพลังของนิกซ์มาอย่างสมบูรณ์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวหน้ากากหวัง

   

   "จริงสิ ทำไมนายถึงรู้จักหน้ากากหวังดีจัง?" หลินชีเยี่ยนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงหันกลับมามองไป๋หลี่พั่งพั่ง

   

   "เอ่อ..." ไป๋หลี่พั่งพั่งกระแอมเบาๆ "เพราะ [อี้เยวียน] ในมือเขา แต่ก่อนครอบครัวของเราตั้งใจมอบให้เขาเพื่อผูกมิตร ตอนเด็กๆ ฉันมักจะใช้ดาบเล่มนั้นฟันยุง"

   

   หลินชีเยี่ย "..."

   

   "ครอบครัวของนายงั้นเหรอ?" มอลลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก ดวงตาฉายแววตกใจ "เมื่อกี๊นายบอกว่านายชื่ออะไรนะ?"

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็ยิ้มแย้มปลาบปลื้ม จ้องตามอลลี่อย่างจริงจังแล้วยื่นมือออกไปอีกครั้ง

   

   "คุณมอลลี่ครับ ขออนุญาตแนะนำตัวอีกครั้ง ผมชื่อไป๋หลี่ถูหมิง"

   

   "ไป๋หลี่..." มอลลี่พึมพำ "ตระกูลไป๋หลี่ที่ถูกเรียกว่าพิพิธภัณฑ์สิ่งต้องห้ามน่ะเหรอ?"

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งกระแอม แล้วลดเสียงลงพร้อมกับโบกมือเบาๆ 

   

   "อย่าเอ่ยถึงเลย เก็บเงียบไว้ เก็บเงียบไว้... ผมเป็นแค่เด็กจากครอบครัวธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น"

   

   มอลลี่มองตาเขา เผยแววตาเหยียดหยามมากขึ้น เธอแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วหันไปมองทางอื่น ไม่สนใจมือที่ไป๋หลี่พั่งพั่งยื่นออกมา

   

   "ฉันเกลียดพวกคุณชายลูกเศรษฐีที่สุด... ยิ่งรวยยิ่งน่ารังเกียจ!"

   

   สีหน้าของไป๋หลี่พั่งพั่งพลันแข็งค้าง



  บทที่ 82: รีบฟันฉันสิ


   

   “ด้วยพลังผนึกเทวะและวัตถุต้องห้าม พลังต่อสู้ของเขาก็เหนือกว่าขั้นจั่นทั่วไปมาก อาจจะสามารถต่อกรกับทหารใหม่ทั้ง239คนได้เพียงลำพัง” สีหน้าของมอลลี่ดูไม่สู้ดีนัก

   

   "การต่อสู้ครั้งนี้... เราไม่มีโอกาสชนะเลย"

   

   "ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไปนะ" ไป๋หลี่พั่งพั่งลูบท้องพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี

   

   หลินชีเยี่ยเอ่ยถาม "นายมีวิธี?"

   

   "อี้เยวียนของเขาน่ะ ตระกูลฉันเป็นคนมอบให้ แน่นอนว่าฉันย่อมมีวิธีควบคุมมันอยู่แล้ว" ไป๋หลี่พั่งพั่งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบเทปกาวออกมา

   

   "นี่คือวัตถุต้องห้าม ลำดับที่343 [ม้วนปิดผนึก] เพียงแค่ติดมันลงบนใบดาบ อี้เยวียนก็จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ผนึกเทวะของหน้ากากหวังก็จะไม่สามารถส่งผลกระทบต่อมันได้ พลังก็จะไม่ต่างจากดาบธรรมดา ธรรมดาเล่มหนึ่ง"

   

   หลินชีเยี่ยรับเทปกาวมา มองไปที่กระเป๋าของไป๋หลี่พั่งพั่งด้วยความประหลาดใจ

   

   "นายพกของแบบนี้ติดตัวด้วยเหรอ? หรือนายรู้มาก่อนว่าหน้ากากหวังจะมา?"

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งยิ้มอย่างมีเลศนัย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

   

   เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะตอบ หลินชีเยี่ยก็ไม่อยากเซ้าซี้ต่อ ก้มมองเทปกาวในมือ ดวงตาเป็นประกาย

   

   "ตราบใดที่สามารถผนึกดาบเล่มนั้นได้ พวกเราก็ยังมีความหวัง..."

   

   ..............

   

  ตูม——!

   

   ตูม——!!

   

   ตูม——!!!

   

   เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากซากปรักหักพัง เงาร่างมากมายพุ่งเข้าหาหน่วยเร้นลับจากทุกทิศทาง แสงไฟเจิดจ้าระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง!

   

   หอพักถูกถล่มจนพังยับเยิน ทว่าทหารใหม่ทุกคนไม่ได้ถูกบีบให้ออกจากสนามรบ ผู้ที่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอัจฉริยะที่มาจากทั่วทุกสารทิศ การปกป้องตัวเองในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นนัก

   

   "พี่เสิ่น พี่เสิ่น! พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม?" ทหารใหม่คนหนึ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากซากปรักหักพัง ร้องตะโกนไปทางด้านหลัง

   

   วินาทีถัดมา กำแพงหนาข้างๆก็ระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ เสิ่นชิงจู่ใบหน้ามืดครึ้มคลานออกมาจากกองฝุ่นผง กระแอมไอหลายครั้ง 

   

   "ฉันไม่เป็นไร... เมื่อกี๊มันอะไรกันน่ะ? การโจมตีแบบนั้น ขั้นจั่นทำได้จริงเหรอ?" เสิ่นชิงจู่จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กับทหารใหม่ สีหน้าของเขาพลันเคร่งเครียด 

   

   "พี่เสิ่น ตอนนี้น่าจะมีคนสู้ได้อีกประมาณสามสิบกว่าคน เราจะขึ้นไปไหม..."

   

   "ขึ้น!" เสิ่นชิงจู่ถุยน้ำลายออกมา ถอดหมวกทหารที่สวมกลับด้านแล้วโยนไปข้างหลัง บนใบหน้าปรากฏความโหดเหี้ยม 

   

   "การซุ่มโจมตีพังทลายไปแล้ว ก็สู้กับพวกเขาตรงๆเลย! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหลังจากต่อสู้มานานขนาดนี้ พวกเขาจะยังมีพลังจิตเหลืออีก!"

   

   สิ้นเสียง ลมพายุหมุนก็ปะทุขึ้นจากใต้เท้าของเขา ทั้งร่างพุ่งทะยานไปยังสนามรบอันวุ่นวายอย่างรวดเร็ว 

   

   "น้ำวน ไอ้ตัวอันตรายนั่นมาแล้ว" ภูตจันทราใช้ด้ามกริชฟาดทหารใหม่สองคนจนสลบ หางตาเหลือบเห็นเสิ่นชิงจู่ที่กำลังพุ่งเข้ามา จึงตะโกนบอก 

   

   "ทำไมต้องให้ฉันไป?" 

   

   "ผนึกต้องห้ามของฉันไม่เหมาะที่จะสู้กับเขา นายไป" 

   

   "เฮอะ รู้จักแต่ใช้คน"

   

   น้ำวนบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับเสิ่นชิงจู่ที่กำลังพุ่งเข้ามา

   

   เงาร่างสองสายเข้าประชันกันอย่างรวดเร็ว ระลอกคลื่นอากาศระเบิดดังสนั่น ก่อเกิดเป็นวังวนสีม่วงสดงดงามแผ่ขยายออกมา สองร่างปะทะกันอย่างดุเดือด!

   

   ............

   

   นภาปรบมือเบาๆ เศษหินจากซากปรักหักพังรอบตัวลอยขึ้น หมุนวนไปตามปลายนิ้วของเขาก่อนจะพุ่งเข้าหาทหารใหม่ที่กำลังทะยานเข้ามา ในไม่ช้าก็กลืนกินอีกฝ่ายจนหมดสิ้น

   

   ในขณะที่เขากำลังจะใช้พลังโจมตีระยะไกลต่อไป ก็มีหัวของใครบางคนโผล่ออกมาจากซากปรักหักพังใต้เท้าของเขา

   

   สีหน้าของนภาพลันแปรเปลี่ยน โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบถอยหลังไปหลายก้าว

   

   เพียงแค่กระดิกนิ้ว เศษหินแหลมคมนับไม่ถ้วนก็ล้อมรอบร่างของบุคคลนั้นทันที

   

   "น่าสนใจ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาซุ่มโจมตีฉันที่นี่?" นภาหรี่ตาลงเล็กน้อย

   

   ชายคนนั้นค่อยๆคลานออกมาจากซากปรักหักพัง ปัดฝุ่นตามใบหน้าและลำตัว เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์เกินกว่าวัย

   

   เขากอดดาบไว้ในอ้อมแขน ส่ายหัวอย่างใจเย็น "ผมไม่ได้ซุ่มโจมตีคุณ ผมแค่นอนพักอยู่ในห้อง แล้วตึกก็ถล่ม... พอผมปีนออกมา ก็เห็นคุณพอดี"

   

   นภา "..."

   

   เฉาเยวียนกวาดสายตามองไปรอบๆ ใช้นิ้วสะกิดก้อนหินที่แตกกร้าวข้างกายเบาๆ ก่อนจะพยักหน้า “อืม ไม่เลว งั้นกำจัดผมได้เลย”

   

   นภาผงะไปชั่วครู่ “นายพูดว่าอะไรนะ?”

   

   “กำจัดผมสิ” 

   

   “นาย... ไม่คิดจะต่อต้านหน่อยเหรอ?”

   

   “ไร้สาระ” เฉาเยวียนกอดดาบพลางยักไหล่ “อีกอย่าง ผมเกรงว่าถ้าขัดขืนขึ้นมา คุณจะทนไม่ไหว” 

   

   สิ้นเสียง เขาก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริม “พวกคุณ… ทุกคนนั่นแหละจะทนไม่ไหว”

   

   “...นายกำลังดูถูกฉันงั้นเหรอ?” นภาหัวเราะในลำคอ “นายเป็นแค่ทหารใหม่ แต่ปากกล้าเสียจริง... หรือคิดว่าตัวเองจะฆ่าฉันได้?”

   

   เฉาเยวียนลูบคาง ตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง 

   

   “อาจจะ”

   

   “โอ้?” ดวงตาของนภาหรี่ลงเป็นเส้น แววตาวาววับ “งั้นก็ลองดูสิ” 

   

   "ไม่เอา" เฉาเยวียนส่ายหน้าอย่างหนักแน่น "หลังจากชักดาบแล้ว แม้แต่ตัวผมเองก็ควบคุมมันไม่ได้อีกต่อไป ผมไม่อยากสร้างบาปกรรมอีกแล้ว"

   

   กล่าวจบ เฉาเยวียนก็โยนดาบในอ้อมแขนลงบนพื้น ประสานมือทั้งสองข้างไว้ด้วยกัน ก้มศีรษะลงอย่างเคร่งขรึม เอ่ยพึมพำว่า "อมิตาพุทธ"

   

   "...ไม่ได้ นายต้องลองดูสักครั้ง!" นภาเห็นภาพนั้น ความใคร่รู้พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ

   

   "ไม่เอา"

   

   "ลองดูสิ! ลองดูแล้วจะรู้! ฉันรับรองว่านายทำอะไรฉันไม่ได้หรอก!"

   

   "ผมไม่เสี่ยงหรอก"

   

   "...ได้โปรด! ชักดาบออกมา! รีบฟันฉันสิ!"

   

   "อมิตาพุทธ"

   

   "..."

   

   นภากำลังจะเว้าวอนต่อ ทว่าใบหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ร่างกายลอยถอยหลังไปอีกหลายเมตร 

   

   แรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวพัดผ่าน ทำให้พื้นเบื้องล่างแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ก้อนอิฐที่กระจัดกระจายลอยขึ้นเพียงครู่เดียวก็ถูกสนามพลังแปลกประหลาดตรึงไว้กลางอากาศ

   

   นภาขมวดคิ้วพลางมองไปทางขวา ปลายนิ้วขยับเบาๆ ก้อนอิฐที่ลอยอยู่ก็พุ่งออกไปราวกับลูกธนู!

   

   ไม่ไกลนัก มอลลี่กำดาบไทชิไว้แน่น เธอกระทืบพื้นอย่างแรง แรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากตัวเธอ ทำลายก้อนอิฐทั้งหมดกลางอากาศ

   

   "อ๊ะ? นั่นพี่สาวคนนั้นนี่" กุหลาบที่กำลังเหวี่ยงค้อนขนาดใหญ่เหลือบไปเห็นมอลลี่ที่กำลังเผชิญหน้ากับนภา ดวงตาของเธอเปล่งประกาย

   

   เธอโยนทหารใหม่สองสามคนที่อยู่ตรงหน้า แล้วแบกค้อนขนาดใหญ่ พุ่งตรงไปทางมอลลี่!

   

   "นภา พี่สาวคนนี้ยกให้ฉันจัดการเอง!"

   

   ดวงตาของกุหลาบเป็นประกาย จ้องมองมอลลี่ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ค้อนยักษ์ในมือขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าหามอลลี่พร้อมกับลมหมุน!

   

   แววตาของมอลลี่เต็มไปด้วยความกระหายที่จะฆ่า ถือดาบไทชิในมือ พุ่งเข้าปะทะค้อนขนาดใหญ่นั้น!

   

   เปรี้ยง——!!

   

   ในขณะเดียวกัน หลินชีเยี่ยพลันปรากฏตัวขึ้น วิ่งตรงไปทางด้านหลังของเฉาหยวน พลางกระชากคอเสื้อของอีกฝ่าย และลากออกห่างนภาอย่างรวดเร็ว 

   

   ยามเฉาเยวียนตั้งสติได้ เขาก็คว้าข้อมือของหลินชีเยี่ยไว้ ทั้งคู่จึงหยุดชะงัก

   

   "นายทำอะไร?" เฉาเยวียนขมวดคิ้วเอ่ยถาม

   

   “ก็พานายออกไปไง” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างใจเย็น “นายคิดว่าตัวเองชนะเขาได้งั้นเหรอ?” 

   

   “ฉันไม่ได้คิดจะชนะ ฉันแค่อยากถูกคัดออกเร็วๆ”

   

   “…”

   

   หลินชีเยี่ยกลอกตา อุตส่าห์ฝ่าฟันเข้ามาแล้วช่วยคนแรกได้แท้ๆ สรุปอีกฝ่ายดันเป็นพวกแปลกประหลาดที่อยากถูกคัดออกตั้งแต่แรก…

   

   “อ้อ งั้นก็ตามใจ” หลินชีเยี่ยทิ้งท้ายเสียงเย็นชา

   

   เขาไม่อยากเสียเวลากับคนไร้จุดหมายไปมากกว่านี้ จึงหันหลังเตรียมไปยังสนามรบอื่น

   

   “ชีเยี่ย! ชีเยี่ย!! ตรงนี้มีคนคนนึง ฉันลากเขาออกมาไม่ไหว!” ไป๋หลี่พั่งพั่งออกแรงดึงร่างทหารใหม่ที่ติดอยู่ในซากปรักหักพังครึ่งตัว แล้วตะโกนเรียกหลินชีเยี่ย

   

   ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เฉาเยวียนที่กำลังจะหันหลังกลับไปหานภาก็สั่นสะท้าน! 

   

   "ชีเยี่ย… ชีเยี่ยงั้นเหรอ...?" เขาก้มศีรษะ พึมพำกับตัวเอง



   บทที่ 83: คุณแน่ใจนะว่าจะรอด?


   

   "เดี๋ยวก่อน!" เฉาเยวียนเอ่ยเรียกหลินชีเยี่ยที่กำลังจะจากไป

   

   อีกฝ่ายขมวดคิ้วแล้วหันกลับมา

   

   "นายแซ่อะไร?"

   

   "แซ่หลิน หลิน (林) ที่เขียนด้วยตัวอักษรต้นไม้สองต้น (木)"*[1] หลินชีเยี่ยมองเฉาเยวียนอย่างสงสัย "มีอะไรหรือเปล่า?"

   

   "ต้นไม้คู่ตั้งตระหง่าน เทพทั้งแปดขาดหายไปหนึ่ง เดินทางยามราตรีนับสิบปี นำพามวลมนุษย์ก้าวข้ามไป... ที่แท้ก็คือนายสินะ" 

   

   เฉาเยวียนจ้องมองหลินชีเยี่ยพลางพึมพำกับตัวเอง

   

   หลินชีเยี่ยไม่ได้ยินวาทะของอีกฝ่าย เห็นเพียงเขาพร่ำบ่นอยู่คนเดียว จึงเบ้ปาก

   

   "ไอ้บ้า"

   

   "..."

   

   หลินชีเยี่ยไม่ได้ต่อล้อกับเขาอีก หันหลังเดินไปที่สนามรบอีกแห่ง

   

   เฉาเยวียนจ้องมองแผ่นหลังที่จากไปอย่างเงียบงัน โดยไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

   

   ทันใดนั้น ก็มีใครบางคนมาตบบ่าจากด้านหลัง

   

   เฉาเยวียนหันกลับไปมอง เห็นเพียงดวงตาของนภาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

   

   "มาฟันฉันเถอะ ฉันอยากรู้จริงๆนะ"

   

   เฉาเยวียนมองเขาพลางหันไปมองหลินชีเยี่ยที่กำลังต่อสู้ในสนามรบ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆก้มลง...

   

   หยิบดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา

   

   นภาตาเปล่งประกาย

   

   "ดูเหมือนว่า ตอนนี้เขาคิดว่าฉันเป็นทหารหนีทัพแล้ว... ความประทับใจที่แย่แบบนี้ต้องแก้ไขมันให้ได้" เฉาเยวียนพึมพำกับตัวเองขณะหยิบดาบขึ้นมา

   

   "นายว่าอะไรนะ?" นภาได้ยินไม่ชัด

   

   "คุณแน่ใจนะว่าจะรอด?" เฉาเยวียนจับฝักดาบไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างค่อยๆเอื้อมไปจับด้ามดาบ ดวงตาจ้องมองนภาพลางพูดอย่างจริงจัง 

   

   "ถ้าคุณไม่มั่นใจ ผมไปหาผู้ชายที่ใส่หน้ากาก 'ราชา' ตรงนั้นก็ได้นะ" 

   

   นภาส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ "วางใจเถอะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ต้องรบกวนหัวหน้าหรอก"

   

   "โอเค งั้นผมชักดาบแล้วนะ" 

   

   เฉาเยวียนสูดหายใจเข้าลึก วางมือลงบนด้ามดาบ 

   

   ยามปลายนิ้วสัมผัสเพียงชั่วขณะ

   

   ความรู้สึกขนลุกแปลกประหลาดพลันผุดขึ้นในใจของนภา! 

   

   ในเวลาเดียวกัน หน้ากากราชาที่ยืนดูเหตุการณ์เงียบๆ ก็หันขวับมามองเฉาเยวียนที่ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาฉายแววตกตะลึง! 

   

   คมดาบถูกชักออกจากฝัก

   

   รังสีสังหารสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าราวกับเสาเพลิงที่โหมกระหน่ำ!!

   

   เปลวไฟทมิฬแผดเผาออกมาจากผิวหนังของเฉาเยวียน เสื้อผ้าถูกเผาไหม้เป็นจุณภายในพริบตา เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น เปลวไฟรังสีสังหารสีดำพันรอบกายเขา ค่อยๆแข็งตัวกลายเป็นชุดคลุมรูปร่างประหลาด 

   

   คล้ายมนุษย์… แต่ก็คล้ายปีศาจ!

   

   ฉึก!

   

   มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ ควันสีขาวลอยออกมาจากร่าง ก่อนที่เขาจะค่อยๆลืมตาขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีโลหิตอันน่าขนลุก!

   

   ในดวงตาคู่นั้น แทบไม่เห็นวี่แววของสติและความเยือกเย็นหลงเหลืออยู่เลย ดูราวกับสัตว์ร้ายไร้สติ

   

   ม่านตาของนภาหดเกร็ง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในใจยิ่งทวีความรุนแรง เขาตัดสินใจถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจากเฉาเยวียน

   

   ทว่าทันทีที่เท้าของเขาลอยพ้นพื้น อีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาหา รวดเร็วดั่งภูตผี!

   

   พลางแสยะยิ้มเหี้ยม ก่อนจะฟันดาบไปที่ลำคอของนภา!

   

   เปลวไฟทมิฬลุกท่วมคมดาบ ทะลุผ่านสนามพลังป้องกันของนภาไปอย่างง่ายดาย มุ่งตรงไปที่ศีรษะของเขา!

   

   หัวใจของนภากระตุกวูบ! 

   

   ในชั่วขณะนั้น พลันนึกถึงยามที่เด็กหนุ่มจ้องมองมาที่ดวงตาของเขาอย่างจริงจัง ก่อนเอ่ยถาม

   

   "คุณแน่ใจนะว่าจะรอด?"

   

   แน่ใจเหรอ?

   

   แน่ใจบ้าอะไรล่ะ?!

   

   ดาบนี้ทำให้นภาสัมผัสได้ถึงวิกฤตชีวิตและความตาย

   

   หากเขาไม่ปลดปล่อยขอบเขต พลังขั้นจั่นของตนไม่อาจต้านทานคมดาบนี้ได้แน่!

   

   ทว่าในยามที่นภากำลังจะปลดปล่อยขอบเขตนั้นเอง ภาพเบื้องหน้าเขาพลันพร่ามัว เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน!

   

   คนผู้นั้นสวมหน้ากาก 'ราชา' ในมือถือดาบสีดำสนิท

   

   เคร้ง!!

   

   เสียงกระทบกันดังกึกก้อง ประกายเจิดจ้าพวยพุ่งภายใต้แสงสนธยา ดาบอี้เยวียนของหน้ากากหวังปะทะเข้ากับคมดาบของเฉาเยวียน เกิดเป็นกระแสคลื่นลมแผ่ออกไปโดยรอบ!

   

   ทันใดนั้น รัศมีดาบอันน่าสะพรึงกลัวก็ฟาดฟันออกมาจากอี้เยวียน ทั้งคนทั้งดาบของอีกฝ่ายลอยกระเด็นไปไกล จนกระแทกเข้ากับซากปรักหักพัง

   

   หน้ากากหวังเก็บดาบเข้าฝัก หันไปมองนภาแล้วเอ่ยอย่างจนใจ

   

   "นภา นายประมาทศัตรูเกินไปแล้ว"

   

   "ไม่ใช่..." นภาขยี้ตา ยังตั้งสติไม่ได้ "นั่นมันอะไรกัน?"

   

   "ผนึกต้องห้าม ลำดับที่031 [ราชันทมิฬล้างผลาญ]"

   

   "[ราชันทมิฬล้างผลาญ]... ฉันเพิ่งเคยเจอมนุษย์ที่ครอบครองผนึกต้องห้ามลำดับสูงขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลย"

   

   "ใช่แล้ว ผนึกต้องห้ามสามสิบลำดับแรกถูกเรียกว่า ขอบเขตแห่งเทพเจ้า ความหมายไม่เพียงแต่บอกว่าผนึกต้องห้ามสามสิบลำดับนี้ส่วนใหญ่เป็นของเทพเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีความหมายอีกอย่างว่า... ผู้ที่ครอบครองผนึกต้องห้ามสามสิบลำดับนี้ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของเทพเจ้าแล้ว”

   

   “ส่วนผนึกต้องห้ามลำดับที่031 [ราชันทมิฬล้างผลาญ] นั้น ถือเป็นสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเทพเจ้า แต่เหนือกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงอย่างแท้จริง"

   

   หน้ากากหวังเพ่งพินิจเฉาเยวียนที่ลุกขึ้นจากซากปรักหักพัง แล้วเอ่ยแผ่วเบา

   

   "พลังนี้แข็งแกร่งเกินไป และเขาก็อ่อนแอเกินไป ถึงขนาดที่สูญเสียสติไปอย่างสมบูรณ์หลังจากที่ใช้ผนึกต้องห้าม ร่างกายถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้เท่านั้น นี่เป็นการโจมตีแบบไม่เลือกหน้าอย่างแท้จริง หากคลุ้มคลั่งขึ้นมาก็จะฟาดฟันแม้แต่เพื่อนร่วมทีมของตนเอง"

   

   "เข้าใจแล้ว..." ร่างของนภาค่อยๆลอยขึ้น ดวงตาจับจ้องเฉาเยวียนที่ตกอยู่ในความบ้าคลั่งเบื้องล่าง ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง "เมื่อกี้ฉันประมาทไปหน่อย ตอนนี้... ฉันจะทุ่มสุดตัว เพื่อปะทะกับไอ้บ้าคนนี้อย่างเต็มที่"

   

   เขาประกบมือเข้าหากัน อาวุธและเศษอิฐที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ลอยขึ้นพร้อมกันจนปกคลุมทั่วท้องฟ้า แล้วล็อกเป้าหมายไปยังเฉาเยวียนที่อยู่บนพื้นดิน

   

   เฉาเยวียนกำดาบแน่น ดวงตาสีโลหิตจ้องเขม็งไปยังนภาที่ลอยกลางอากาศ เปลวไฟทมิฬแผดเผา มุมปากเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

   

   เพียงชั่วพริบตา ร่างของเขาก็หายวับไปราวกับภูตผี ทิ้งไว้เพียงร่องรอยที่เลือนลางท่ามกลางซากปรักหักพัง

   

   "ไป!" นภาชี้นิ้ว เศษอิฐและอาวุธนับไม่ถ้วนพลันพุ่งสวนทางกันราวกับกระสุนปืนกล เขย่าผืนดินจนสั่นสะเทือน

   

   ตูม ตูม ตูม!

   

   เปลวเพลิงสีดำปะทุขึ้น ประกายดาบวาบวับ เฉาเยวียนฟาดฟันสิ่งของที่ร่วงหล่นลงมาอย่างง่ายดายด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เพียงเสี้ยวลมหายใจ เขาก็มาถึงเบื้องล่างของนภา...

   

   สองขากระโดดขึ้น!

   

   ร่างทะยานขึ้นสู่เบื้องบน!

   

   ทว่าในวินาทีที่คมดาบกำลังจะสัมผัสกับร่างของอีกฝ่าย นภากลับลอยสูงขึ้นไปอีกหลายสิบเมตร...

   

   เฉาเยวียนที่อยู่ในสถานะคลุ้มคลั่ง พลันพบกับปัญหาใหญ่หลวง

   

   เขาเอื้อมไม่ถึง...

   

   "ฮะฮะฮะฮะ..." นภาหัวเราะขณะลอยไปมา พลางเย้ยเฉาเยวียนที่ยืนทื่ออยู่ด้านล่าง "นายบินไม่ได้ น่าโมโหไหมล่ะ?"

   

   เฉาเยวียน “...”

   

   "บ้าเอ๊ย! หมอนั่นหน้าไม่อายเกินไปแล้ว!" ไป๋หลี่พั่งพั่งที่เฝ้าดูการต่อสู้ในระยะไกลอดสบถออกมาไม่ได้

   

   "หมอนั่นแข็งแกร่งเกินไป หากต้องสู้กันตัวต่อตัวบนพื้น นอกจากหน้ากากหวังแล้ว คงไม่มีใครเอาชนะเขาได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงถ่วงเวลาเขาไว้แบบนี้" หลินชีเยี่ยลูบคางพลางพึมพัมกับตัวเอง

   

   "เมื่อครู่ หมอนั่นแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ..."

   

   เขาชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาทอดมองหน้ากากหวังที่อยู่ไกลออกไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย

   

   "ดูแลตัวเองด้วย" หลินชีเยี่ยตบบ่าไป๋หลี่พั่งพั่ง ร่างของเขาพลันหายวับไปในทันที 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าหลินชีเยี่ยกลับหายลับไปไกลแล้ว

   

   เขาเกาหัวอย่างอับจนปัญญาพลางถอนหายใจ

   

   ทว่าในยามนั้น เงาร่างเลือนรางคล้ายแสงจันทร์ก็เคลื่อนกายมาทางด้านหลังของเขา… 

   

   ด้ามกริชถูกยกขึ้นสูง

   

   ก่อนจะฟาดหลังศีรษะของไป๋หลีพั่งพั่งอย่างแรง!

   

   เพล้ง!

   

   ทันใดนั้น โล่สีทองเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นรอบกายไป๋หลีพั่งพั่ง สะท้อนกริชในมือของภูตจันทราจนกระเด็นออกไป!

   

   ไป๋หลีพั่งพั่งนิ่งงัน ค่อยๆหันไปมองภูตจันทราที่ทำสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะเอียงศีรษะแล้วถาม

   

   "เอ๊ะ? เมื่อกี้… คุณคิดจะลอบโจมตีผมเหรอ?" 

   

   

   [1] หลิน (林) ที่เขียนด้วยตัวอักษรต้นไม้สองตัว (木) คือ การอธิบายถึงชื่อหรือแซ่ของคนจีน เนื่องจากภาษาจีนมีคำพ้องเสียงเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้อื่นมักสับสนจนเขียนผิด หรือจำสลับกันบ้าง



  บทที่ 84: ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่


   

   ภูตจันทราไม่ยอมเชื่อ เขาชักกริชเล่มที่สองออกมาฟาดใส่โล่แสงสีทองอีกครั้ง!

   

   คราวนี้เขาใช้คมมีด

   

   แกร๊ง!

   

   ยามได้ยินเสียงกรีดแหลมดังขึ้น ปลายกริชเล่มนั้นแตกเป็นรอยบิ่น ทว่าโล่แสงสีทอง… ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย

   

   ภูตจันทรา "..."

   

   “ขอโทษนะครับ ผมมีเครื่องรางป้องกันตัว [ปราการหยก] ของแบบนั้นทำร้ายผมไม่ได้หรอกนะ!” ไป๋หลี่พั่งพั่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจพลางชี้มาที่สร้อยคอตรงหน้าอกของตน จากนั้นก็เสริมอีกว่า

   

   "อ้อ แถมบอกให้อีกอย่าง มันคือวัตถุต้องห้ามลำดับที่171 เป็นระดับอันตรายสูงเชียวนะ!"

   

   ในชั่วขณะต่อมา แสงสีทองที่ล้อมรอบไป๋หลี่พั่งพั่งรวมตัวกัน กลายเป็นวงล้อแสงสองวงที่หมุนด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าหาภูตจันทราจากทั้งสองด้าน!

   

   ภูตจันทราหลบถอยหลังอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันร่างกายก็พร่าเลือนหายไปในอากาศ

   

   "ล่องหนงั้นเหรอ?" ไป๋หลี่พั่งพั่งเลิกคิ้ว ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบแว่นตาเลนส์เดียวอันเก่าออกมาสวม

   

   เลนส์ของแว่นตาเปล่งประกายสีฟ้าอ่อน ไป๋หลี่พั่งพั่งเอียงศีรษะแล้วปัดมือเบาๆ วงล้อแสงทั้งสองพุ่งแหวกอากาศออกไป!

   

   ชิ้ง! ชิ้ง!

   

   กริชสองเล่มแทงทะลุจากความว่างเปล่า ปัดป้องวงล้อแสงเอาไว้ได้ทัน ร่างของภูตจันทราเซถอยหลัง จ้องมองไป๋หลี่พั่งพั่งด้วยความประหลาดใจ

   

   "นายมองเห็นฉันเหรอ?"

   

   "[เนตรแห่งสัจจะ] วัตถุต้องห้ามลำดับที่315 พลังของมันคือทำลายภาพมายาทุกชนิด" ไป๋หลี่พั่งพั่งดันแว่นตาขึ้นแล้วยิ้มเยาะ

   

   "..." ภูตจันทราเหมือนจะตระหนักขึ้นมาได้ "นาย... นายคือคุณชายน้อยตระกูลไป๋หลี่?"

   

   "ได้โปรดอย่าเรียกผมแบบนั้น ผมก็แค่เด็กบ้านๆ ธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งครับ" ไป๋หลี่พั่งพั่งเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง

   

   ภูตจันทรา "..."

   

   "อะแฮ่ม เห็นพวกเขาทุ่มเทต่อสู้กันขนาดนี้ คุณชา... เอ่อ ไม่สิ ผมเองก็ควรจะออกแรงบ้างแล้ว"

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋า ภูตจันทราเบิกตากว้าง สิ่งที่อีกฝ่ายหยิบออกมาเป็น...

  

   ไม้กวาด!

   

   ไม่ใช่ไม้กวาดเล็กๆที่ใช้กวาดพื้นบ้านทั่วไป ทว่าเป็นไม้กวาดขนาดใหญ่ที่ใช้กวาดถนน ซึ่งทำจากกิ่งไม้เล็กๆมัดรวมกัน!

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งจับไม้กวาดแล้วโบกมันอย่างแรงไปทางภูตจันทรา!

   

   ลมพายุหมุนพัดพาประกายไฟฟ้าอันละเอียดอ่อน พุ่งเข้าปะทะเศษอิฐเศษหินที่อยู่เบื้องหน้าจนแตกกระจาย แม้จะเป็นเช่นนั้น ลมพายุก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลง กลับยิ่งโหมกระหน่ำใส่ภูตจันทราอย่างดุดัน!

   

   ภูตจันทรา "(....) แม่เจ้า! (....)"

   

   ไม่ทันได้คิดอะไร ร่างของภูตจันทราพลันสลายเป็นแสงจันทร์ หลบหลีกการโจมตีครานี้ได้อย่างหวุดหวิด ทว่าลมพายุกลับยังไม่ลดละ พุ่งตรงไปยังมอลลี่และกุหลาบที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด!

   

   ค้อนยักษ์ปะทะกับดาบไทชิหลายครั้ง ทั้งสองสาวผินหน้ามามองลมพายุอัสนีที่พุ่งเข้ามาหาอย่างน่าเกรงขาม พลางสบถด่าพร้อมกัน!

   

   ทั้งคู่รีบวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง!

   

   "เจ้าอ้วน! นายเล็งดีๆหน่อยได้มั้ยเนี่ย?!" มอลลี่ตะโกนใส่ไป๋หลี่พั่งพั่ง!

   

   "แค่กแค่กแค่ก…… ขอโทษที ขอโทษที ขอโทษที..."

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งโค้งคำนับขออภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางเก็บไม้กวาดกลับเข้าไปในกระเป๋า แล้วหยิบของออกมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นดาบเล่มโต!

   

   ภูตจันทรา "???"

   

   "นี่นายเป็นโดราเอมอนรึไง?!"

   

   “ใช้ [พายุอัสนี] ไม่ได้ งั้นก็ต้องใช้นี่แหละ” ไป๋หลี่พั่งพั่งเลียนแบบท่าทางของโดราเอมอน ยกดาบใหญ่ในมือขึ้นสูง “[หนึ่งทวีคูณ]!”

   

   ฉับ——!!

   

   ทันใดนั้น ดาบใหญ่ในมือก็แยกออกเป็นเงาจำนวนนับไม่ถ้วน ลอยเหนือท้องฟ้า ปลายดาบทั้งหมดเล็งไปที่ภูตจันทราบน พร้อมปลดปล่อยรังสีความเย็นเยียบออกมา

   

   ภูตจันทรามองภาพตรงหน้า แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

   

   “นี่... นี่คือขุมพลังของพิพิธภัณฑ์สิ่งต้องห้ามงั้นเหรอ?”

   

   “โกงกันชัดๆ!” 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งกวัดแกว่งดาบเบาๆ พลางสูดหายใจเข้าลึก แล้วตะโกน "ฆ่า!!"

   

   คมดาบกว่าสามพันเล่มตกลงมาราวกับสายฝน รวมตัวกันเป็นมังกรดาบคำรามพุ่งเข้าหาภูตจันทรา!

   

   ภูตจันทราสูดหายใจเข้าลึกๆเช่นกัน...

   

   แล้วตะโกนว่า

   

   "น้ำวน ช่วยฉันด้วย!!"

   

   หน้ากากน้ำวนที่กำลังต่อสู้กับเสิ่นชิงจู่อย่างดุเดือดนั้น มุมปากกระตุกอย่างบ้าคลั่ง พลันฉวยโอกาสวิ่งไปทางภูตจันทรา เสิ่นชิงจู่หรี่ตาลง แล้วควบคุมลมไล่ตามไปติดๆ!

   

   ในยามที่มังกรดาบกำลังจะกลืนกินภูตจันทรา วงวนสีม่วงพลันแผ่ขยายออกมา กลืนกินเงาคมดาบส่วนใหญ่ ภูตจันทราคว้าโอกาสนี้แล้วพุ่งตัวออกมา

   

   ทว่าในชั่วขณะถัดมา ดาบที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟทมิฬพลันเฉียดผ่านหนังศีรษะของเขาไป!

   

   ภูตจันทราหันกลับไปมอง พบว่าเฉาเยวียนที่มีรูปร่างดั่งปีศาจกำลังยืนอยู่ด้านหลังเขา พร้อมรอยยิ้มอันน่าขนลุก

   

   "นภา ช่วยฉันด้วย!!"

   

   …........

   

   ใต้ดิน

   

   เหล่าครูฝึกเพ่งพินิจซากปรักหักพังของหอพักที่เหมือนดั่งสนามรบของเทพเซียน ทุกคนเงียบกริบราวกับวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว

   

   น้ำวน กุหลาบ นภา และภูตจันทรา ปะทะกับไป๋หลี่พั่งพั่ง มอลลี่ เสิ่นชิงจู่ และเฉาเยวียน กำลังต่อสู้กันอย่างอลหม่าน บนหน้าจอเต็มไปด้วยภาพการโจมตีที่รุนแรง บางครั้งสัญญาณก็กระตุกเพราะการต่อสู้ของพวกเขา

   

   ตู้ม!

   

   เสียงดังสนั่นดังมาจากด้านบน ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดาน ไฟในห้องควบคุมหรี่ลงเล็กน้อย

   

   เหล่าครูฝึก “...”

   

   “...พวกเรา ...ย้ายที่กันดีไหม? พวกเขาคงไม่ทำที่นี่พังลงมาหรอกใช่มั้ย?”

   

   “น่าจะ… ไม่มั้ง? ที่นี่มันใต้ดินตั้งสิบเมตร พวกเขาก็แค่ขั้นจั่น จะทำได้ยังไง…”

   

   “นายคิดว่าการต่อสู้ระดับนี้เป็นอะไรที่พวกขั้นจั่นทำได้เหรอ?” ครูฝึกคนหนึ่งชี้ไปที่หน้าจอ ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง 

   

   “จู่ๆฉันก็รู้สึกว่า การที่ผู้บัญชาการส่งหน่วยเร้นลับมาควบคุมสถานการณ์ เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมาก!”

   

   เหล่าครูฝึกพยักหน้าเห็นด้วย!

   

   หากยังทำตามวิธีเดิมๆ โดยให้ครูฝึกต่อสู้กับนักเรียนใหม่ งานนี้ได้สนุกกันแน่

   

   “ค่ายฝึกอบรมครั้งนี้ มีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมากมาย…” หยวนกังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มุมปากเผยรอยยิ้ม “บอกไม่ถูกเลยว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หน่วยรบพิเศษหน่วยที่ห้าที่ยังว่างอยู่ อาจจะถือกำเนิดขึ้น…”

   

   "ท่านผู้บัญชาการ... ท่านหมายความว่า พวกเขาจะกลายเป็นหน่วยรบพิเศษหน่วยที่ห้าได้งั้นหรือครับ?" ครูฝึกคนหนึ่งเอ่ยด้วยความตกตะลึง "ท่านประเมินพวกเขาสูงขนาดนั้นเลยเหรอ?"

   

   "สองปีมานี้ มีสิ่งลี้ลับปรากฏตัวในต้าเซี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังแข็งแกร่งขึ้นด้วย นอกจากหน่วยพิทักษ์ราตรีที่ประจำการอยู่ในแต่ละเมืองแล้ว หน่วยรบพิเศษทั้งสี่หน่วยก็เริ่มรับมือไม่ไหว ตอนนี้เบื้องบนเริ่มวางแผนที่จะจัดตั้งหน่วยรบพิเศษหน่วยที่ห้าขึ้นมาใหม่แล้วล่ะนะ"

   

   หยวนกังเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ พลางกล่าวต่อ "ตอนที่หน่วยฝนสีครามล่มสลาย หน่วยรบพิเศษที่ห้าก็ว่างมาตลอดเพราะไม่มีใครเหมาะสม ตอนนี้… ฉันเห็นความหวังในตัวเด็กพวกนี้แล้ว"

   

   "โชคชะตาเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ เด็กพวกนี้อาจจะมีใครบางคนต้องตายในสนามรบ หรือบางคนอาจจะถอยห่างออกไป แต่ต้องมีสักคน... ที่จะเติบโตเป็นเสาหลักของประเทศอย่างแท้จริง และก่อตั้งหน่วยรบพิเศษหน่วยที่ห้าขึ้นมา"

   

   สิ้นเสียง หยวนกังจับจ้องไปยังหน้าจอหนึ่ง

   

   "บางที… ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว..."

   

   ….............

   

   แสงสนธยาลับขอบฟ้า รัตติกาลพลันคืบคลานเข้ามาเยือน

   

   ข้างนอกสนามรบอันวุ่นวาย หน้ากากหวังยืนอยู่ขอบสุดของซากปรักหักพังราวกับเป็นบุคคลภายนอก ทอดสายตามองไปยังทิศทางอันแสนไกล

   

   ณ ที่แห่งนั้น เด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าพร้อมกับดาบที่สะพายอยู่บนหลัง 

   

   เมื่อเขาเห็นคนผู้นั้นมาถึง มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

   

   "ฉันรอนายมานานแล้ว"



บทที่ 85: ศึกตัวแทน


   

   หลินชีเยี่ยหยุดฝีเท้า ประสานสายตากับหน้ากากหวัง แล้วเอ่ยอย่างเชื่องช้า

   

   “การล้มเลิกการปิดล้อมสมาชิกคนใดคนหนึ่ง แล้วเลือกที่จะมาดวลตัวต่อตัวกับหัวหน้าทีมอย่างคุณ นับเป็นการตัดสินใจที่โง่เง่าที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้ของผม…”

   

   “แต่… บางครั้งการเอาแต่ใจตัวเองบ้างก็ไม่เลว”

   

   กุญแจสำคัญในการเอาชนะการประลองครั้งนี้อยู่ที่การเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากาก ไม่ใช่การกำจัดพวกเขาทั้งหมดออกจากเกม ดังนั้นในเวลานี้ วิธีที่ฉลาดที่สุดควรจะเป็นการโจมตีจุดอ่อนด้วยพละกำลังทั้งหมด ไม่ใช่การท้าทายแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ซึ่งหลินชีเยี่ยตระหนักเรื่องนี้ดี

   

   แต่เมื่อเทียบกับการคว้าชัยชนะในการประลองครั้งนี้ หลินชีเยี่ยต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแทนของเทพเจ้ามากกว่า

   

   สิบปีก่อน ทูตสวรรค์เซราฟจ้องมาที่เขาอย่างลึกลับโดยไม่มีคำพูดใดๆทิ้งไว้ ทำให้เขากลายเป็นตัวแทน ทว่า ทำไมผนึกเทวะของตนถึงยังไม่สมบูรณ์… ข้อสงสัยทั้งหมดนี้รบกวนจิตใจของหลินชีเยี่ย และไม่มีใครสามารถตอบได้

   

   ส่วนหน้ากากหวัง เป็นตัวแทนของเทพเจ้าคนแรกที่ปรากฏตัวต่อหน้าเขา หลินชีเยี่ยจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้

   

   “ฉันรู้ว่านายมีคำถามมากมายในใจ…” หน้ากากหวังวางมือบนด้ามดาบพลางเอ่ยอย่างใจเย็น “รอจนกว่าการประลองครั้งนี้จะสิ้นสุด ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ นายสามารถมาคุยกับฉันได้”

   

   “ขอบคุณครับ”

   

   หลินชีเยี่ยกล่าวอย่างจริงใจ ก่อนจะวางมือบนด้ามดาบเช่นกัน

   

   “การต่อสู้ระหว่างเรา คุณยังจะใช้อุปกรณ์โกงนั่นอีกเหรอ?” หลินชีเยี่ยจับจ้องไปที่ดาบสีดำข้างเอวของหน้ากากหวัง

   

   อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้น “ฉันใช้อาวุธของตัวเอง นี่จะนับเป็นการโกงได้อย่างไร?” 

   

   “...ไร้ยางอาย”

   

   “ขอบใจสำหรับคำชม”

   

   ชิ้ง!!

   

   หลินชีเยี่ยเคลื่อนไหวก่อน

   

   ดาบตรงถูกชักออกมา หลินชีเยี่ยพุ่งทะยานราวกับภูตผีที่ล่องลอยไปท่ามกลางซากปรักหักพัง

   

   เวลาผ่านไปนานกว่าครึ่งวันนับตั้งแต่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ความมืดได้เข้ามาเยือนแล้ว ภายใต้อิทธิพลของ [นักร่ายรำยามราตรี] ความเร็วของหลินชีเยี่ยนั้นน่าตกใจ

   

   ยามเห็นว่าอีกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่างฉับไว หน้ากากหวังพลันส่งเสียงเบาๆครู่ต่อมา ดาบอี้เยวียนข้างเอวก็ถูกชักออกมาอย่างช้าๆ...

   

  ฉัวะ——!!

   

   ผนึกเทวะที่มองไม่เห็นแผ่ขยาย ในสายตาของหลินชีเยี่ย ความเร็วในการชักดาบของหน้ากากหวังนั้นฉับไวจนพร่าเลือน หากไม่มีการรับรู้ทางจิตล่ะก็ คงไม่สามารถมองเห็นแม้แต่การขยับมือของอีกฝ่าย!

   

   ทันใดนั้น รัศมีดาบอันน่าสะพรึงกลัวพลันตัดผ่านอากาศพุ่งตรงมายังหลินชีเยี่ย!

   

   ในเสี้ยววินาทีที่หน้ากากหวังชักดาบ การหยั่งรู้อันน่าทึ่งของหลินชีเยี่ยก็คาดการณ์วิถีการฟาดฟันได้ล่วงหน้า จึงรีบเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที แม้ว่าพลังดาบจะรวดเร็วอย่างน่าตกใจ หลินชีเยี่ยก็ยังสามารถหลบเลี่ยงได้ทันการณ์ จึงรอดพ้นจากคมดาบไปได้อย่างหวุดหวิด!

   

   พลังดาบพุ่งเฉียดปลายผมของหลินชีเยี่ย เล็มเส้นผมสีดำของเขาไปเล็กน้อย หลังจากการหลบหลีกที่สมบูรณ์แบบราวกับหลุดออกมาจากตำราแล้ว หลินชีเยี่ยก็พุ่งตรงไปยังหน้ากากหวัง!

   

   “หืม?” ดูเหมือนหน้ากากหวังจะไม่คาดคิดว่าคู่ต่อสู้จะว่องไวปานนี้ เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฟาดฟันดาบครั้งที่สอง สาม และสี่...

   

   พลังดาบหนาแน่นถักทอเป็นตาข่ายอยู่เบื้องหน้าของเขา หลินชีเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเร่งการหยั่งรู้ของตนเองจนถึงขีดสุด!

   

   ในสายตาของเขา การเคลื่อนไหวของหน้ากากหวังช้าลงทีละนิด ราวกับว่าตนสามารถมองเห็นช่องว่างระหว่างดาบแต่ละเล่มได้...

   

   เพียงชั่วครู่ ดวงตาก็เริ่มปวดแสบ

   

   หลินชีเยี่ยกระพริบตาอย่างหนัก ทันใดนั้น ตาข่ายพลังดาบก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว!

   

   เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย แล้วเอนกายไปด้านหลังราวกับลื่นล้ม จวนเจียนจะร่วงลงสู่พื้น

   

   ในขณะเดียวกัน หลินชีเยี่ยก็แทงดาบลงบนพื้น เพื่อพยุงร่างที่กำลังจะล้มให้ทรงตัวได้ แล้วหลบเลี่ยงจากส่วนล่างสุดของตาข่าย พลังดาบอันคมกริบเฉียดปลายจมูกเขาไป หลินชีเยี่ยสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกจากพลังดาบ!

   

   หลังจากหลบได้แล้ว หลินชีเยี่ยก็ออกแรงบีบดาบในมือ รั้งร่างตนเองขึ้นจากพื้น จากนั้นจึงพุ่งเข้าหาหน้ากากหวังอย่างรวดเร็ว!

   

   ยามที่พลังดาบเฉียดผ่านหลินชีเยี่ยไป เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของตนผ่อนคลายลง ความเร็วของหน้ากากหวังในสายตาของเขาก็ช้าลงด้วย

   

   ผนึกเทวะแห่งกาลสลายไปแล้ว!

   

   หลินชีเยี่ยดวงตาเป็นประกาย ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ด้วยขอบเขตพลังปัจจุบันของอีกฝ่าย เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ผนึกเทวะแห่งกาลได้นาน!

   

   ตั้งแต่แรกเริ่ม หน้ากากหวังก็สงวนพลังเอาไว้ ยามเผชิญหน้ากับการต่อสู้ เขาก็ให้สมาชิกอีกสี่คนเป็นฝ่ายลงมือ จนกระทั่งถูกกลุ่มของเสิ่นชิงจู่ซุ่มโจมตี เขาจึงจำเป็นต้องลงมือเอง

   

   และในครานั้น ผนึกเทวะแห่งกาลก็คงอยู่เพียงสามวินาทีเท่านั้น

   

   หากหลินชีเยี่ยคาดเดาไม่ผิด ผนึกเทวะแห่งกาลของหน้ากากหวังในตอนนี้น่าจะอยู่ได้ไม่เกินห้าวินาที และการใช้งานแต่ละครั้งจะต้องใช้พลังจิตเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากไม่จำเป็น หน้ากากหวังจะไม่ลงมือเอง

   

   ผนึกเทวะแห่งกาลนั้นแข็งแกร่งเกินไป ทว่าขอบเขตพลังของหน้ากากหวังในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ การที่สามารถคงอยู่ได้นานขนาดนี้ก็นับว่าไม่เลว

   

   แม้ว่าจะเป็นผนึกเทวะเหมือนกัน แต่ [พิภพเทพ] ของหลินชีเยี่ยดูจะไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะใช้การรับรู้ทางจิตหรือการหยั่งรู้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย นั่นแสดงให้เห็นว่าความไม่สมบูรณ์ย่อมมีข้อดีของมัน 

   

   มิฉะนั้น เขาก็คงต้องเป็นเหมือนหน้ากากหวัง ซึ่งในการลงมือแต่ละครั้งทำได้แค่ห้าวินาทีเท่านั้น 

   

   อาศัยจังหวะที่ผนึกเทวะกำลังเปิดช่องโหว่ หลินชีเยี่ยพุ่งตรงไปที่หน้ากากหวัง แล้วเหวี่ยงดาบในมือฟาดฟันออกไป!

   

   เคร้ง!

   

   ดาบอี้เยวียนปัดป้องดาบตรงของหลินชีเยี่ย แรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยถูกส่งผ่านจากคมดาบมายังมือของเขา

   

   หากไม่มีการเพิ่มความเร็ว อี้เยวียนก็เป็นเพียงดาบธรรมดาที่ทำให้นิ้วมือชา

   

   “[พิภพเทพ] มีความสามารถในการเร่งความเร็วด้วยเหรอ? ทำไมนายถึงเร็วขนาดนี้?” ดาบทั้งสองปะทะกัน หน้ากากหวังเอ่ยถามอย่างฉงน 

   

   เดิมทีเขาคิดว่าด้วยดาบไม่กี่เล่มของเขา ก็เพียงพอที่จะกำจัดหลินชีเยี่ยให้ออกนอกสนามได้ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะตามความเร็วของเขาในผนึกเทวะแห่งกาลได้ทัน!

   

   “ก็003นี่นา แข็งแกร่งกว่าหน่อยก็ปกติ” หลินชีเยี่ยตอบอย่างคลุมเครือ 

   

   “ก็จริง”

   

   หน้ากากหวังไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย ในวินาทีถัดมา ผนึกเทวะแห่งกาลก็ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง!

   

   แม้ว่ายามใช้ผนึกเทวะแห่งกาลในแต่ละครั้งจะคงอยู่ได้ไม่นาน แต่หากเว้นช่วงเอาไว้ ก็สามารถใช้อย่างต่อเนื่องได้ไม่ยากเย็น

   

   ตอนนี้ ผนึกเทวะแห่งกาลของหน้ากากหวังก็ผ่านช่วงคูลดาวน์แล้ว

   

   ในสายตาของหลินชีเยี่ย ความเร็วของอีกฝ่ายพลันทวีคูณ จนการเคลื่อนไหวปรากฏเพียงร่องรอยเลือนราง!

   

   หน้ากากหวังปัดดาบตรงของหลินชีเยี่ยออกไป จากนั้นก็ยกดาบอี้เยวียนขึ้น... ก่อนจะฟาดฟันลงอย่างแผ่วเบา!

   

   "ครั้งนี้นายหลบไม่พ้นแล้ว" หน้ากากหวังกล่าวอย่างสงบ ขณะทอดมองหลินชีเยี่ยที่ยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม

   

   เคร้ง!

   

   ดาบตรงในมือของหลินชีเยี่ยกลับต้านทานดาบอี้เยวียนเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

   

   หน้ากากหวังถึงกับชะงักงัน

   

   "พลังดาบหายล่ะ? พลังดาบอันยิ่งใหญ่ของฉันหายไปไหนกัน?" 

   

   เขาก้มมองดาบอี้เยวียนในมือของตัวเอง บนใบดาบมีเทปกาวติดอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...

   

   “ม้วนปิดผนึก?” สีหน้าของหน้ากากหวังพลันแปรเปลี่ยน

   

   เขาเบิกตากว้าง จับจ้องไปยังหลินชีเยี่ยที่ค่อยๆยกยิ้มขึ้น

   

   “ตอนนี้ อุปกรณ์โกงของคุณใช้ไม่ได้แล้ว…”

   

   “พวกเรามาสู้กันอย่างเต็มที่เถอะ!”

   

   ในชั่วขณะถัดมา ดาบในมือของหลินชีเยี่ยพลันเปลี่ยนทิศทาง และฟันเข้าใส่หน้ากากหวังอย่างรวดเร็ว!



บทที่ 86: เสียงเชียร์


   

   ภายใต้ขอบเขตผนึกเทวะแห่งกาล ความเร็วของหน้ากากหวังนั้นน่าสะพรึงกลัว เขาสามารถหลบดาบของหลินชีเยี่ยได้อย่างง่ายดาย

   

   "ฉันเข้าใจแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เจ้าเด็กอ้วนตระกูลไป๋หลี่ให้นายสินะ…" เพียงพริบตาเดียว หน้ากากหวังก็เข้าใจความสัมพันธ์นี้ แล้วถอนหายใจอย่างจนใจ

   

   ทว่าแววตากลับไม่ได้แสดงความเสียใจ ตรงกันข้าม กลับยิ่งเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น

   

   "เอาล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันจะ... สู้กับนายอย่างยุติธรรม!"

   

   เขาล้มเลิกการใช้พลังดาบ กำดาบอี้เยวียนเข้าประชิดตัวและต่อสู้กับหลินชีเยี่ย คมดาบสีดำปะทะกับคมดาบสีฟ้าอ่อนในอากาศ จนสร้างประกายไฟอันเจิดจ้า!

   

   เนื่องด้วยอำนาจผนึกเทวะแห่งกาล ความเร็วในการรุกของหน้ากากหวังจึงเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ หากเป็นคนอื่นที่ยืนอยู่ในตำแหน่งของหลินชีเยี่ย พวกเขาคงไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย แล้วนับประสาอะไรกับวิถีดาบ

   

   แม้แต่หลินชีเยี่ยก็ยังต้องใช้การหยั่งรู้อย่างเต็มที่ กอปรกับปฏิกิริยาตอบสนองอันน่าทึ่ง จึงจะสามารถต้านทานการโจมตีของหน้ากากหวังได้

   

   ในตอนนี้ หลินชีเยี่ยรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการเรียนเสริมที่เฉินมู่เหยี่ยและคนอื่นๆได้จัดเตรียมให้ หากไม่โดนดาบไม้ของเฉินมู่เหยี่ยฟาด หากไม่ได้ผ่านการฝึกฝนการหลบกระสุน ยามนี้เขาคงยืนหยัดต่อสู้ได้ไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ

   

   ท่ามกลางรัศมีดาบที่ทำให้ตาพร่า หลินชีเยี่ยรู้สึกว่าตัวเบาหวิว ความเร็วของเวลาโดยรอบกลับคืนสู่ปกติอีกครั้ง 

   

   ในทางกลับกัน ความเร็วของหน้ากากหวังก็ช้าลงเช่นกัน

   

   "ตาผมบ้างล่ะ..."

   

   หลินชีเยี่ยยิ้ม ยกดาบในมือขึ้น แล้วฟาดฟันใส่หน้ากากหวังที่สูญเสียการเร่งความเร็วอย่างบ้าคลั่ง!

   

   ภายในผนึกเทวะแห่งกาล เขาไม่สามารถเอาชนะหน้ากากหวังได้ ทว่าหลังจากที่พลังของผนึกเทวะสลายไป หลินชีเยี่ยที่ได้รับการเสริมพลังจาก [นักร่ายรำยามราตรี] กลับสามารถเล่นงานอีกฝ่ายจนปลิวได้!

   

   สถานการณ์พลิกผันในทันใด การโจมตีของหลินชีเยี่ยราวกับพายุ รุนแรงจนหน้ากากหวังต้องถอยร่น

   

   หากไม่ใช่เพราะวิชาดาบของหน้ากากหวังที่ยอดเยี่ยม เขาคงจะต้านทานได้อีกไม่นาน

   

   ไม่กี่วินาทีต่อมา หน้ากากหวังก็เปิดใช้ผนึกเทวะแห่งกาลอีกครั้ง แล้วหันกลับมาโจมตีหลินชีเยี่ย...

   

   ทั้งสองคนผลัดกันรุกและรับ โรมรันกันอย่างดุเดือดนานกว่าสามนาที!

   

   "...พวกเขาไม่เหนื่อยกันหรือไง?" 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งนั่งอยู่บนก้อนหิน เช็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างเหนื่อยล้า 

   

   ภูตจันทราที่อยู่ข้างกายเขาถอนหายใจ “ไม่รู้ว่าพวกนั้นเหนื่อยหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือฉันโดนอัดมาทั้งวันนี่สิ เหนื่อยจนแทบขาดใจแล้ว…”

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งตบบ่า พลางปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะพี่ชาย พวกเรานั่งพักตรงนี้ก็ดีแล้ว ปล่อยให้พวกนั้นรุมกินโต๊ะกันไป เดี๋ยวว่างๆ แวะไปกินข้าวบ้านผมได้นะ” 

   

   ภูตจันทรา "..." 

   

   ตูม!

   

   คลื่นอากาศพุ่งเข้าใส่พื้นดินเบื้องหน้าคนทั้งสอง คลื่นพลังกระแทกจนไป๋หลี่พั่งพั่งแทบสิ้นสติ 

   

   "เฮ้ย! พวกที่กำลังสู้กันตรงนั้น! ไปสู้กันไกลๆหน่อยได้มั้ย! อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์สิ!" ไป๋หลี่พั่งพั่งตะโกนใส่เสิ่นชิงจู่กับน้ำวนที่กำลังตีกันจนตาแดงก่ำ 

   

   สิ้นวาจา เขาก็หันมาถามด้วยความเป็นห่วง "เป็นอะไรรึเปล่า? พี่ภูตจันทรา"

   

   "แค่กแค่ก ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร..."

   

   น้ำวนเห็นคู่หูตัวแสบนั่งพักอย่างสบายใจอยู่ข้างสนามรบก็ทำปากยื่น พลางแสยะยิ้มด้วยความอิจฉา "นี่ ฉันว่าเราหยุดพักกันก่อนดีไหม? ไปนั่งพักตรงนั้นกันเถอะ" 

   

   "..." เสิ่นชิงจู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าไม่เลว

   

   "ไปไหม?"

   

   "ไปสิ!"

   

   อีกด้านหนึ่ง นภาที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ามองดูเฉาเยวียนที่คลุ้มคลั่งอยู่บนพื้นก็ถอนหายใจ

   

   "นี่ ไม่ต้องทุ่มเทขนาดนั้นก็ได้มั้ง? ตะโกนมานานขนาดนี้แล้วไม่เหนื่อยเหรอ? ไปพักกันก่อนเถอะ"

   

   "อ๊าก อ๊าก แค่กๆแค่ก..."

   

   เฉาเยวียนที่ตะโกนจนเสียงแหบกระแอมออกมาหลายครั้ง เปลวไฟสีดำที่ลุกโชนบนร่างกายก็เริ่มจางหายไป นัยน์ตาสีโลหิตค่อยๆกลับมามีสติสัมปชัญญะ...

   

   "แค่กแค่ก… ไปกันเถอะ โอ้ย… เหนื่อยจะตายแล้ว..."

   

   เฉาเยวียนเปล่งเสียงแหบแห้งออกมาเบาๆ มองไปที่นภาด้วยสายตาอ่อนล้า ก่อนจะเดินโซเซไปอีกทาง

   

   ไม่นานนัก กุหลาบและมอลลี่ก็เดินจับมือคุยกันอย่างมีความสุขมาจากอีกทางหนึ่ง

   

   "เอ๊ะ? พวกเธอก็เลิกสู้กันแล้วเหรอ? ฉันยังอยากดูอยู่เลย" น้ำวนเห็นดังนั้นก็พูดออกมาอย่างเสียดาย 

   

   "ทำไม? พวกนายแอบอู้ได้คนเดียวรึไง?" กุหลาบมองเขาด้วยสายตาดุดัน พลางกระชับแขนของมอลลี่ไว้แน่น "นานๆทีจะได้เจอสาวเท่ขนาดนี้ ฉันไม่อยากปล่อยไปเลย..."

   

   "...กุหลาบ เธอทำแบบนี้ คนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเราทุกคนที่สวมหน้ากากเป็นพวกประหลาดนะ" นภากล่าวพลางเอามือปิดหน้าผากอย่างจนใจ

   

   "การแสวงหารักแท้มันประหลาดตรงไหนกัน?!" กุหลาบแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ "กลับไปคราวนี้ ฉันจะเปลี่ยนชื่อรหัส"

   

   "เปลี่ยนชื่อรหัส? ไม่เรียกกุหลาบแล้วเหรอ?"

   

   "ต่อไปนี้ ฉันจะชื่อ... ลิลลี่!"

   

   "..."

   

   ทุกคนมองไปที่พวกเขาทั้งสองด้วยสายตาแปลกๆ ไป๋หลี่พั่งพั่งมือสั่นเทา ดาบใหญ่ในอ้อมแขนร่วงลงพื้นด้วยความตกใจ

   

   มอลลี่ดึงมือออกจากแขนของกุหลาบอย่างเงียบๆ เดินไปข้างๆไป๋หลี่พั่งพั่ง แล้วพูดขึ้นมาอย่างเย็นชา

   

   "หลีกไปหน่อย ขอที่นั่งด้วย"

   

   "หา? อ๋อ ได้เลย!"

   

   ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงเบียดเสียดกันอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง พลางมองดูคนทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ไกลๆ

   

   "สู้ๆนะหัวหน้า! หัวหน้าเท่ที่สุด!!" น้ำวนตะโกนสุดเสียง!

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งไม่ยอมแพ้ ตะโกนว่า “ชีเยี่ยสู้ๆ! เอาชนะเขาให้ได้นะ!!”

   

   "หัวหน้า ฟันเขาเลย!" กุหลาบตะโกนเช่นกัน

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่ง "ชีเยี่ย สุดเจ๋ง!!"

   

   "หัวหน้าเก่งกาจที่สุด!" ภูตจันทราตะโกนตาม

   

   "ชีเยี่ย... แค่กแค่ก…" ไป๋หลี่พั่งพั่งขยี้คอ แล้วหันไปมองมอลลี่ เสิ่นชิงจู่ และเฉาเยวียนที่เงียบอยู่ "พวกคุณก็ตะโกนหน่อยสิ ผมสู้พวกเขาคนเดียวไม่ไหว"

   

   เสิ่นชิงจู่ผินหน้าหนี ไม่สนใจไป๋หลี่พั่งพั่ง ส่วนมอลลี่ถูจมูก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา

   

   "ฉันไม่สนิทกับเขาน่ะ..."

   

   ตรงกันข้ามกับเฉาเยวียนที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งว่า

   

   “หลินชีเยี่ย… แค่กแค่ก! สุด…… แค่กๆๆ… ยอด!!”

   

   "พี่ชาย... พี่ชาย ช่างเถอะ ผมตะโกนเองก็ได้" ไป๋หลี่พั่งพั่งทนดูไม่ได้

   

   "ไม่ได้ ปล่อยฉัน! แค่กแค่ก... ชีเยี่ยสุดยอด!"

   

   "โอ้ย ไม่ต้องทุ่มเทขนาดนั้นก็ได้มั้งพี่ชาย!"

   

   "ชีเยี่ย... สุด... สุดยอด!"

   

   ….........

   

  เคร้ง เคร้ง เคร้ง!! 

   

   ประกายไฟสาดกระเซ็น คนทั้งสองที่กำลังประมือกันอย่างตั้งใจได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น

   

   หน้ากากหวังเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างหยิ่งผยองว่า 

   

   "ได้ยินไหม? เสียงเชียร์ของฉันดังกว่าของนาย!"

   

   หลินชีเยี่ย "..."

   

   เขาไม่ได้สนใจคำโอ้อวดของอีกฝ่าย เพียงเอ่ยอย่างเชื่องช้า "เปิดใช้ผนึกเทวะติดต่อกันหลายครั้งแบบนี้ พลังจิตของคุณใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วสินะ?"

   

   "ร่างกายของนายเองก็คงใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน" อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้น "ฉันผ่านการต่อสู้มานานหลายปี ร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก ส่วนนาย… เป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่ง การที่ยืนหยัดมาได้ถึงตอนนี้ก็เกินคาดแล้วล่ะ"

   

   "ผมยังสู้ไหว"

   

   "การชนะการต่อสู้ครั้งนี้สำคัญกับนายมากขนาดนั้นเลยเหรอ?" 

   

   "ผมไม่สนใจแพ้ชนะ" หลินชีเยี่ยส่ายหน้าแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น "ผมแค่อยากพยายามอย่างเต็มที่เท่านั้น"



บทที่ 87: โกง


   

   "ท่านผู้บัญชาการ... คุณว่า... พวกเขาสองคน ใครจะชนะ?"

   

   ใต้ดิน เหล่าครูฝึกกว่ายี่สิบนายมุงดูหน้าจออย่างไม่วางตา

   

   ยังไม่ทันที่หยวนกังจะตอบ ครูฝึกอีกคนก็เอ่ยขึ้น “หลินชีเยี่ย แม้จะเป็นตัวแทนของเทพเจ้า แต่ก็ยังเป็นมือใหม่ คงเอาชนะไม่ได้หรอก”

   

   "นั่นก็ไม่แน่ พูดตามตรง แม้ผนึกเทพของหน้ากากหวังจะแข็งแกร่งเกินใคร แต่ต้องรอให้ระดับพลังเพิ่มขึ้นเสียก่อน ตอนอยู่ในขั้นจั่น พลังที่เขาใช้ได้ยังมีจำกัด อีกทั้งอี้เยวียนก็ถูกผนึก ดังนั้นพลังระหว่างเขากับหลินชีเยี่ยก็ถือว่าสูสีนะ"

   

   "ถูกต้อง ถ้าเปลี่ยนจากหน้ากากหวังเป็นตัวแทนของอาธีน่าจากหน่วย [ฟีนิกซ์] หลินชีเยี่ยคงจะต้านได้ไม่เกินห้ากระบวนท่า... เพราะอีกฝ่ายคือไทแรนโนซอรัสในคราบมนุษย์ เรื่องความต่างของพลังไม่ใช่สิ่งที่ความเร็วจะทดแทนกันได้"

   

   "ถ้าอย่างนั้น… หากหลินชีเยี่ยชนะขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง?" ครูฝึกคนหนึ่งอดพึมพำไม่ได้ "หรือว่าจะให้ยุติค่ายฝึกอบรมตามที่ท่านผู้บัญชาการบอกจริงๆ?"

   

   "...ถ้าเป็นแบบนั้น เบื้องบนคงสั่งให้มายิงสมองพวกเราแน่ๆ"

   

   หยวนกังจ้องมองสนามรบของคนทั้งสองอย่างเงียบงัน แล้วเอ่ย "ดูต่อไปก่อนเถอะ ก่อนที่ทั้งสองคนจะรู้ผลแพ้ชนะ พูดอะไรตอนนี้ก็ยังเร็วเกินไป"

   

   …............

   

   "เต็มที่เลยงั้นหรือ..."

   

   ยามได้ยินหลินชีเยี่ยเอ่ย ดวงตาของหน้ากากหวังก็ฉายแววชื่นชม พยักหน้าเล็กน้อย

   

   "ดีมาก"

   

   เคร้ง!

   

   ดาบในมือของคนทั้งสองปะทะกัน ในขณะเดียวกัน ผนึกเทวะแห่งกาลก็เปิดออกอีกครั้ง

   

   หลินชีเยี่ยสูดหายใจลึก ปรับสภาพจิตใจของตนให้ถึงขีดสุด หากไม่มีอะไรผิดพลาด การต่อสู้ระหว่างพวกเขากำลังจะรู้ผลในไม่ช้า

   

   คมดาบอี้เยวียนกรีดผ่านอากาศ ปล่อยเสียงหวีดหวิวเบาๆ หลินชีเยี่ยยกดาบขึ้นโดยสัญชาตญาณ ตั้งรับการโจมตีของอีกฝ่าย!

   

   ทว่าในตอนนั้นเอง ดวงตาภายใต้หน้ากากหวังพลันปั่นป่วน เกิดระลอกคลื่นที่มองไม่เห็น พลังศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งปะทุออกมาจากดวงตาของอีกฝ่าย พุ่งเข้าชนจิตใจของหลินชีเยี่ยอย่างรุนแรง

   

   หลินชีเยี่ยเคยใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของเซราฟพิชิตผู้คนนับไม่ถ้วน ทว่าครั้งนี้กลับเป็นเขาที่ถูกพลังศักดิ์สิทธิ์คุกคาม เกือบจะในทันทีที่พลังศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งกาลเวลาปะทุขึ้น ดวงตาของหลินชีเยี่ยพลันเบิกกว้าง!

   

   ภายในดวงตาของเขา แสงสีทองอันเจิดจ้าสองสายพุ่งออกมา ราวกับเตาหลอมที่ลุกโชน ปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัว!

   

   ท่ามกลางอากาศ นัยน์ตาสองคู่ปะทะกัน

   

   สายลมกระโชกแรงปะทุขึ้นจากจุดรวมสายตาของคนทั้งสอง กวาดล้างทุกสิ่งราวกับพายุ พลังศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกไปกดข่มทุกสรรพสิ่งในบริเวณนั้น! 

   

   "บ้าไปแล้ว แค่จ้องตากันก็เกิดลมพายุได้ขนาดนี้เชียว!" ไป๋หลี่พั่งพั่งอุทานอย่างตื่นตะลึง 

   

   นภาจับจ้องการเผชิญหน้าของคนทั้งสองโดยไม่ละสายตา พลางพึมพำว่า "ตอนนี้… เทพเจ้าที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองกำลังต่อสู้กัน"

   

   พลังศักดิ์สิทธิ์ของทูตสวรรค์เซราฟปะทะกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งกาลเวลาอย่างดุเดือด ดวงตาทั้งคู่เริ่มแดงก่ำ ในตอนนี้ พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กันด้วยพลังของตนเอง แต่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงอยู่ในร่าง!

   

   ตูม!

   

   เสียงระเบิดดังขึ้นเบาๆ หน้ากากหวังครางในลำคออย่างกะทันหัน พลางถอยหลังไปครึ่งก้าว

   

   ในเวลาเดียวกัน ผนึกเทวะแห่งกาลรอบตัวพลันแตกสลายเป็นชิ้นๆ 

   

   หลินชีเยี่ยตาเปล่งประกาย เขาก้าวไปข้างหน้า… 

   

   แล้วฟาดฟันดาบในทันที! 

   

   ครั้งนี้ หน้ากากหวังไม่ทันได้ชักดาบออกมาป้องกัน

   

   คมดาบสีฟ้าอ่อนกรีดผ่านหน้ากาก ตัดคำว่า ‘หวัง’ ที่อยู่บนหน้ากากออกเป็นสองส่วน!

   

   เพล้ง!

   

   หน้ากากหวังแตกละเอียด

   

   เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาและสุขุมภายใต้หน้ากาก กำลังจ้องมองหลินชีเยี่ยด้วยแววตาสิ้นหวัง

   

   ผู้พินิจโดยรอบลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก!

   

   รวมถึงเหล่าครูฝึกที่นั่งอยู่หน้าจอต่างก็รู้สึกตกตะลึง พลางคิดในใจว่าแย่แล้ว!

   

   "ขอโทษด้วย..."

   

   หน้ากากหวังประสานสายตากับหลินชีเยี่ย แล้วเอ่ยแผ่วเบา

   

   ทันใดนั้น คลื่นในดวงตาของเขาก็กระเพื่อมอีกครั้ง

   

   ผนึกเทวะแห่งกาลเปิดออกแล้ว!

   

   เศษหน้ากากที่แตกกระจายกลางอากาศย้อนกลับไปที่ใบหน้าของหน้ากากหวังอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่เอนหลังค่อยๆกลับสู่ตำแหน่งเดิม ผู้คนที่ลุกขึ้นยืนต่างก็กลับไปนั่งที่อย่างเดิม ดวงตาฉายแววสับสน

   

   ร่างกายของหลินชีเยี่ยถูกย้อนกลับโดยไม่สามารถควบคุมได้ ดาบในมือกลับไปสู่เส้นทางเดิม รอยร้าวบนหน้ากากเริ่มฟื้นฟู ร่างกายของเขากลับมายังตำแหน่งก่อนที่จะเหวี่ยงดาบ...

   

   หลินชีเยี่ยเบิกตากว้าง ดวงตาเปี่ยมด้วยความตกตะลึง!

   

   เวลา… ย้อนกลับไปสามวินาทีก่อน

   

   ในตอนนั้น การปะทะพลังศักดิ์สิทธิ์ของคนทั้งสองยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ เขายังไม่ได้เหวี่ยงดาบ หน้ากากของอีกฝ่ายก็ยังไม่แตก

   

   ผู้ชมรอบข้างที่กำลังดูอยู่เหมือนจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปแล้ว ยังคงส่งเสียงเชียร์ทั้งสองอย่างเต็มที่ มีเพียงหลินชีเยี่ย… ที่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่

   

   ไม่สิ นอกจากหลินชีเยี่ยแล้วยังมีเหล่าครูฝึกที่จ้องมองหน้าจออย่างไม่ละสายตาที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   เขา… เขาฟันหน้ากากหวังแตกเหรอ!!!

   

   บ้าไปแล้ว!

   

   "โชคยังดี... โชคดีที่หน้ากากหวังย้อนเวลากลับมาได้ มิฉะนั้นพวกเราต้องแย่แน่!"

   

   "แต่ว่า การย้อนเวลากลับแบบนี้ มันเป็นอะไรที่ขั้นจั่นใช้ได้ด้วยเหรอ?"

   

   "ไม่นะ... เมื่อกี๊ หน้ากากหวังปลดผนึกระดับพลังแล้ว ในชั่วพริบตานั้น อย่างน้อยเขาก็ก้าวไปถึงขั้นชวนแล้วนะ" 

   

   "แบบนี้ไม่เท่ากับว่าพวกเราแพ้เหรอ?!"

   

   "อะแฮ่ม… ตอนนี้หลินชีเยี่ยยังไม่ได้ฟันหน้ากากจนแตก พวกเราก็ยังไม่แพ้หรอก"

   

   "แต่เขาปลดผนึกระดับพลังแล้วนะ! นี่มันโกงชัดๆ!"

   

   "เรื่องของนักปราชญ์จะเรียกว่าโกงได้ยังไง? หรือนายอยากให้การฝึกครั้งนี้จบลงแค่นี้จริงๆ?"

   

   "..."

   

   เหล่าครูฝึกต่างถกเถียงกันเสียงดัง ในยามนั้นเอง หยวนกังก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเหลือบมองนาฬิกา 

   

   "สามทุ่มแล้ว การประลองสิ้นสุดลง"

   

   “ท่านผู้บัญชาการ แล้วเรื่องแพ้ชนะ...”

   

   หยวนกังเหลือบมองอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ย “ค่ายฝึกอบรม จำเป็นต้องดำเนินการต่อไป นี่ไม่ใช่เพื่อหน้าตาของพวกเรา… แต่เพื่ออนาคตของเด็กๆพวกนี้” 

   

   “รับทราบ...”

   

   ..............

   

   บนพื้นดิน

   

   หลินชีเยี่ยก้มมองดาบในมือ สลับกับมองใบหน้าของอีกฝ่าย สักพักกว่าจะตั้งสติได้

   

   “คุณโกง...”

   

   “ชู่!!!”

   

   หน้ากากหวังยกนิ้วแตะริมฝีปาก ก่อนจะโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูหลินชีเยี่ย 

   

   “หลินชีเยี่ย… ฉันยอมรับ ฉันแพ้นายเมื่อกี้ แต่… ค่ายฝึกอบรมทหารใหม่ครั้งนี้ต้องดำเนินต่อไป นายเข้าใจที่ฉันพูดมั้ย?”

   

   หลินชีเยี่ยเผยสีหน้าแปลกประหลาด

   

   “คุณจะให้ผมแกล้งทำเป็นว่าไม่ชนะ? ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?” 

   

   “ใช่ ประมาณนั้น” หน้ากากหวังพยักหน้า แล้วกล่าวเสริม “แต่ไม่ต้องห่วง เหล่าครูฝึกเห็นผลงานของนายหมดแล้ว หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้จบลง นายสามารถให้พวกเขา... ชดเชยให้ได้ในฐานะผู้ชนะ”

   

   หลินชีเยี่ยคิ้วกระตุก “ผมเป็นคนมีหลักการนะ”

   

   “ฉันว่า พวกเขาน่าจะให้รางวัลนายห้าแสนหยวนโดยไม่มีปัญหา”

   

   “...หลักการของผม...”

   

   “บางที พวกเขาอาจจะมอบวัตถุต้องห้ามให้นายไว้ป้องกันตัวสักชิ้น” 

   

   “แค่กแค่ก หลักการ...”

   

   “งั้นเอาอย่างนี้ ฉันติดหนี้นายละกัน” หน้ากากหวังสบตากับหลินชีเยี่ย “ในฐานะหัวหน้าหน่วยเร้นลับ ฉันติดหนี้นายไว้ครั้งหนึ่ง”

   

   “ตกลง!”



 บทที่ 88: คนรุ่นหลังน่าเกรงขาม


   

   “หมดเวลา การประลองสิ้นสุดลงแล้ว”

   

   เสียงของครูฝึกหยวนกังดังมาจากลำโพงภายในฐาน ดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ

   

   สมาชิกหน่วยเร้นลับที่นั่งลุ้นจนตัวโก่งอยู่ข้างสนามถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   “ตกใจหมดเลย นึกว่าหัวหน้าจะแพ้ซะแล้ว” น้ำวนพูดพลางตบหน้าอกอย่างหวาดหวั่น

   

   ภูตจันทราเงียบไปครู่หนึ่ง “ทำไมฉันรู้สึก… แปลกๆ?”

   

   “ฉันก็รู้สึกแบบนั้น” กุหลาบทำสีหน้าประหลาด “เหมือนโดนเวลาของหัวหน้า...”

   

   "แค่กแค่กแค่ก!!"

   

   นภาไออย่างหนัก พลางส่งสายตาให้ทุกคน

   

   สมาชิกหน่วยเร้นลับต่างพากันปิดปากเงียบ ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง ใบหน้าจึงดูเขินอายเล็กน้อย

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาหัว "ห๊ะ? ไหนบอกว่าชีเยี่ยชนะแล้วไง?" 

   

   "ไม่นะ หมดเวลาก่อน เขายังฟันหน้ากากหวังไม่ได้" มอลลี่ส่ายหน้า

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งกะพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจ แล้วชี้ไปที่แว่นตาเลนส์เดียวบนสันจมูกของตัวเอง

   

   "แต่ผมเห็นชีเยี่ยฟันดาบลงไปแล้วชัดๆ... อื้ออื้อ" 

   

   หลินชีเยี่ยที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่รู้ที่มา รีบเอามือปิดปากไป๋หลี่พั่งพั่ง ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ก่อนจะลากไปยังมุมหนึ่ง ตอนนี้ไป๋หลี่พั่งพั่งดูเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นที่ถูกคนร้ายลักพาตัวไป เขาอยากจะพูดอะไรออกไปแต่ก็ทำไม่ได้

   

   "นายเห็นหมดเลยเหรอ?" หลินชีเยี่ยถามอีกฝ่ายอย่างจนใจ เมื่ออยู่ในมุมลับตาคน

   

   "ครับ"

   

   "แกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน"

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งอึ้งไปครู่หนึ่ง "แต่ว่า..."

   

   "ไป๋หลี่พั่งพั่ง นายคิดว่าทหารใหม่พวกนี้เป็นยังไง?"

   

   ผู้ถูกถามใคร่ครวญสักพัก "นอกจากคนพวกนั้น ที่เหลือก็ค่อนข้างอ่อนทั้งนั้น"

   

   "แล้วนายคิดว่า หากยกเลิกค่ายฝึกอบรมครั้งนี้ แล้วปล่อยให้พวกเขาออกไปเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับเหล่านั้น... มันเป็นเรื่องที่ดีเหรอ?"

   

   "ไม่น่าจะดี..."

   

   "นั่นไง" หลินชีเยี่ยตบไหล่เขาเบาๆ พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้า สายตาลึกล้ำและเปี่ยมด้วยความเวทนา

   

   “ถึงแม้ฉันจะชนะ ฉันก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าไม่ได้ชนะ”

   

   “ฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่ออนาคตของคนสองร้อยกว่าคนนี้…”

   

   “นี่แหละ… คือวิสัยทัศน์!”

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งตัวสั่นเทิ้ม มองหลินชีเยี่ยอย่างตะลึงงัน ครู่หนึ่งก็ตั้งสติได้

   

   "เป็นอย่างนี้นี่เอง! พี่ชีเยี่ย! ไม่นึกเลยว่านอกจากคุณจะฉลาดและเก่งกาจแล้ว ยังมีความคิดที่สูงส่งถึงขนาดนี้! ผม... ผมช่างมีวิสัยทัศน์แคบเหลือเกิน!"

   

   หลินชีเยี่ยพยักหน้าเบาๆ "เรื่องนี้ อย่าเอาไปพูดที่ไหนนะ"

   

   "วางใจได้เลย ผมเข้าใจ!" ไป๋หลี่พั่งพั่งตบหน้าอกตัวเองด้วยแววตาแน่วแน่

   

   "ไปกันเถอะ การประลองจบแล้ว ถึงเวลารวมพลแล้ว..."

   

   …...........

   

   ครึ่งชั่วโมงต่อมา

   

   บนลานประลอง ครูฝึกกว่ายี่สิบนายยืนอย่างสง่าผ่าเผย เคียงข้างพวกเขาคือสมาชิกหน่วยเร้นลับทั้งหมด

   

   หยวนกังยืนอยู่แถวหน้าสุด มองลงไปยังเหล่าทหารใหม่ที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก

   

   "ฉันผิดหวังในตัวพวกนายมาก..." เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วท้องฟ้ายามราตรี

   

   ยามได้ยินดังนั้น สมาชิกหน่วยเร้นลับที่ยืนอยู่ข้างๆก็ตัวสั่นเทา ก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน...

   

   “สองร้อยสามสิบเก้าคน สู้กับแค่ห้าคน นอกจากหยิบมือเดียวที่พอใช้ได้แล้ว ส่วนใหญ่แม้แต่ชายเสื้อของหน่วยเร้นลับก็ยังแตะไม่ถึง!”

   

   “การเคลื่อนไหวเชื่องช้าไร้ความคิด! สับสนวุ่นวาย! ไร้ซึ่งแบบแผน!!” 

   

   "ที่ฉันพูดไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรผิด! พวกนายมันก็แค่ขยะ!" 

   

   "แบบนี้ พวกนายจะทำได้แค่ลากเพื่อนร่วมทีมไปตายเท่านั้น!!" 

   

   หยวนกังตะโกนด่าทออยู่พักใหญ่ จิตสำนึกคงเกิดทำงานขึ้นมา จึงเอ่ยเสริมประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

   

   "แน่นอน ยกเว้นบางคน..."

   

   "...ในเมื่อพวกนายแพ้ ก็ทำตามที่ฉันพูดไว้! ทิ้งศักดิ์ศรีและความโอหัง ทิ้งอดีตของตัวเองไปซะ แล้วทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจให้กับค่ายฝึกอบรมแห่งนี้!"

   

   "ค่ายฝึกอบรมนี้ใช้เวลาหนึ่งปี แบ่งออกเป็นสองส่วน"

   

   "ส่วนแรก เป็นการฝึกฝนร่างกายขั้นพื้นฐาน! ในช่วงครึ่งปีนี้ พวกเราจะใช้วัตถุต้องห้ามสะกดผนึกต้องห้ามในร่างกายของพวกนาย พวกนายจะสูญเสียพลังพิเศษที่เคยภาคภูมิใจ กลายเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ!"

   

   "ในระหว่างนั้น พวกเราจะใช้สารพัดวิธีทรมานพวกนายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้พวกนายอ่อนล้า หมดแรง จนยืนอยู่บนขอบเหวแห่งการพังทลายตลอดเวลา!"

   

   "พวกนายจะสิ้นหวัง เจ็บปวด อาจถึงขั้นอยากตาย… แต่โชคร้ายหน่อยล่ะ ที่นี่ ต่อให้อยากตายพวกนายก็ทำไม่ได้!"

   

   "ส่วนที่สอง จะเป็นการฝึกฝนเกี่ยวกับผนึกต้องห้ามและยุทธวิธี รอให้พวกนายผ่านช่วงครึ่งปีนี้ไปก่อน เดี๋ยวฉันจะค่อยๆอธิบายให้ฟัง..."

   

   สายตาของหยวนกังกวาดมองเหล่าทหารใหม่ด้านล่าง ก่อนจะหันหลังกลับ

   

   "สนุกกับช่วงเวลาแห่งความสงบครั้งสุดท้ายนี้ให้เต็มที่เถอะ พวกมือใหม่ พรุ่งนี้... คือฝันร้ายของพวกนาย"

   

   ครูฝึกที่เหลือต่างก็เดินตามหลังหยวนกังไป ส่วนสมาชิกหน่วยเร้นลับก็ทำท่าทางเย็นชาแล้วหายตัวไปในความมืด

   

   เหล่าทหารใหม่ต่างพากันซุบซิบ

   

   "ฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย... ผมเริ่มรู้สึกเสียใจที่มานี่แล้วสิ" ไป๋หลี่พั่งพั่งลูบท้องตัวเองพลางกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าโศก

   

   "แทนที่จะสนใจเรื่องนั้น ฉันว่านายน่าจะสนใจอีกเรื่องมากกว่า..." หลินชีเยี่ยเอ่ยขึ้นช้าๆ

   

   "เรื่องอะไร?"

   

   "หอพักพังไปแล้ว คืนนี้พวกเรานอนที่ไหน?"

   

   ไม่ใช่แค่หลินชีเยี่ย ทหารใหม่คนอื่นๆก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกัน พวกเขาวิ่งกลับไปยังหอพัก ก่อนจะยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง... 

   

   หอพักที่เพิ่งพังยับเยิน กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์

   

   บนกำแพงไม่มีแม้แต่รอยแตก พื้นก็ไม่มีเศษหินสักก้อน กระเป๋าเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของทุกคนก็ยังอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้แม้แต่นิดเดียว

   

   "นี่... นี่มันเป็นไปได้ยังไง?" เหล่าทหารใหม่ล้วนตกตะลึงกับภาพที่เห็น พวกเขาเพิ่งออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แล้วจะเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?

   

   หลินชีเยี่ยยืนกอดอกครุ่นคิดพลางมองไปยังความมืดยามราตรี

   

   "แค่กแค่ก… ช่วยพยุงฉันหน่อย..." หน้ากากหวังเดินโซเซไปมาจนเกือบล้มลงกับพื้น

   

   น้ำวนและนภารีบเข้าไปพยุงเขาไว้ พลางถอนหายใจออกมา

   

   "หัวหน้า ทำแบบนี้ทำไม ปล่อยให้หน่วยสนับสนุนมาซ่อมก็ได้ ทำไมต้องใช้พลังย้อนเวลากลับไปซ่อมหอพักด้วย?" น้ำวนถามอย่างไม่เข้าใจ

   

   "พูดแบบนั้นไม่ได้ หอพักสามหลังนั่นฉันเป็นคนทำพัง ทำอะไรไว้ก็ต้องรับผิดชอบสิ" หน้ากากหวังส่ายหน้า ริมฝีปากซีดเซียวเล็กน้อย

   

   "ถึงแม้ข้างในจะไม่มีสิ่งมีชีวิต แต่การย้อนเวลากลับไปครึ่งชั่วโมง มันเป็นภาระต่อพลังจิตมากเกินไปนะ" นภาขมวดคิ้วแน่น

   

   "ไม่เป็นไร เดี๋ยวกลับไปให้ไช่ไช่ต้มซุปให้กินก็หายแล้ว"

   

   "ว่าแต่หัวหน้า... วันนี้ พวกเราแพ้แล้วเหรอ?" กุหลาบอดถามไม่ได้

   

   นภาส่งสายตาให้กุหลาบ ส่งสัญญาณให้เธออย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้

   

   ร่างของหน้ากากหวังชะงักไป ครู่หนึ่งก็ค่อยๆยืนตัวตรง หันไปมองหอพักที่อึกทึกอยู่ด้านหลัง มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ

   

   “ใช่ พวกเราแพ้... แถมยังติดหนี้บุญคุณคนอื่นอีกด้วย”

   

   “คนรุ่นหลังนี่น่าเกรงขามจริงๆ”



บทที่ 89: นรก


   

   ปรี๊ด——!!!

   

   เสียงนกหวีดแหลมดังก้องไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำอันดำมืด ทำลายความเงียบสงบของหอพักให้แตกกระเจิง

   

   หลินชีเยี่ยสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เหลือบมองนาฬิกาโรเล็กซ์ที่ใช้หนุนขาโต๊ะ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

   

   ตีสาม… โหดร้ายขนาดนี้เลยเหรอ? 

   

   เขารีบลุกจากเตียงเปลี่ยนเป็นชุดทหาร มือข้างหนึ่งตบรองเท้าแตะไปยังใบหน้าอ้วนกลมของไป๋หลี่พั่งพั่งที่กำลังหลับใหล คนหลังครางเบาๆ เลียริมฝีปากอย่างเกียจคร้าน แล้วพลิกตัวนอนต่อ

   

   หลินชีเยี่ย “...”

   

   หลินชีเยี่ยคร้านจะสนใจอีกฝ่าย พลางติดกระดุมและเปิดประตูออกไป ขณะที่ประตูกำลังจะปิด เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

   

   “ได้ยินมาว่ามอลลี่ชอบผู้หญิง”

   

   !!!

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งลุกพรวดขึ้นจากเตียงดั่งถูกฟ้าผ่า ราวกับเพิ่งฟื้นจากฝันร้ายอันยาวนาน เขาผินหน้ามองไปยังเตียงอีกฝั่งที่ว่างเปล่า จึงตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   “พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ? ผมเพิ่งนอนไปแค่สี่ชั่วโมงเอง... ชีเยี่ย พี่ชีเยี่ย!! รอผมด้วย!!”

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งสวมกางเกงพลางผลักประตูออกไป จึงพบว่ามีหลายคนเริ่มวิ่งไปยังสนามฝึกแล้ว เขาเกาหัวอย่างหงุดหงิดแล้วสะบัดแขนวิ่งตามไป

   

   ท่ามกลางความมืด หลินชีเยี่ยวิ่งด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ยามไปถึงจุดหมาย นอกจากครูฝึกสามคนที่ยืนตัวตรงแล้ว ก็ไม่มีทหารใหม่คนอื่นอีก

   

   ครูฝึกหงมองดูหลินชีเยี่ยที่มาถึงเป็นคนแรก ดวงตาฉายแววชื่นชม

   

   หลังจากหลินชีเยี่ย ทหารใหม่คนอื่นๆก็ทยอยมาถึง ครูฝึกหงถือนาฬิกาจับเวลาไว้ในมือ ดูเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง

   

   เมื่อทหารใหม่กลุ่มสุดท้ายมาถึง ครูฝึกหงเพ่งพินิจทุกคนที่ยังงัวเงียอยู่ด้านล่าง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

   

   “วันนี้เป็นวันแรกที่ค่ายฝึกอบรมของพวกนายเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!”

   

   “ฉันจะสอนให้พวกนายรู้ว่าอะไรคือระเบียบวินัย! อะไรคือการปฏิบัติตามคำสั่ง!”

   

   “เมื่อได้ยินเสียงนกหวีด ไม่ว่าพวกนายจะทำอะไรอยู่ ต้องมาถึงสนามฝึกให้ได้ภายในสามนาที!!”

   

   ครูฝึกหงกวาดสายตาไปยังทุกคน ดวงตาทั้งสองข้างหรี่ลงเล็กน้อย

   

   "ตอนนี้ ใครที่ใช้เวลามากกว่าสามนาที ออกมาจากแถว!!"

   

   มีเพียงไม่กี่คนที่ก้าวออกมาจากกลุ่มทหารใหม่ ที่เหลือส่วนใหญ่ต่างพากันซุบซิบ

   

   "ครูฝึกครับ ผมไม่ได้ดูเวลา ไม่รู้ว่าตัวเองใช้เวลากี่นาที จะทำยังไงครับ?" ทหารใหม่คนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

   

   ครูฝึกหงเหลือบมองเขา "นาย ไปวิ่งสิบรอบ"

   

   ทหารใหม่ “???”

   

   "ผมแค่ถามดูครับ..."

   

   "ฉันบอกให้นายไปวิ่งสิบรอบ! ไม่ได้ยินรึไง?"

   

   "...ครับ"

   

   เหล่าทหารใหม่ต่างขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะไม่เข้าใจพฤติกรรมของครูฝึกหง ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนร่างกำยำในกลุ่มทหารใหม่ก็ตะโกนขึ้น

   

   “รายงาน!” 

   

   “เชิญ!” ดวงตาของครูฝึกหงเปล่งประกาย 

   

   "ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองใช้เวลาไปเท่าไหร่ล่ะครับ?"

   

   “งั้นก็เดา! พลาดก็ซวย! ฉันมีบันทึกเวลาที่พวกนายทุกคนมาถึง พวกนายสามารถเดิมพันได้ เดิมพันว่าตัวเองมาถึงภายในสามนาที ถ้าถูกก็รอดตัวไป แต่ถ้าผิดล่ะก็... โทษสองเท่า!” 

   

   “รับทราบ!”

   

   “นายเคยเป็นทหารมาก่อนเหรอ?”

   

   “อดีตหน่วยรบพิเศษจากกองพลทหารราบ เจิ้งจง!”

   

   หลินชีเยี่ยชำเลืองมองชายวัยกลางคน แววตาค่อนข้างซับซ้อน

   

   เป็นทหารหน่วยรบพิเศษที่ย้ายมาอยู่หน่วยพิทักษ์ราตรีเหมือนกันงั้นเหรอ... ตอนที่ลุงจ้าวเข้าค่ายฝึกทหารใหม่ครั้งแรก เขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกันสินะ? 

   

   ครูฝึกหงพยักหน้าเล็กน้อย ละสายตาจากเจิ้งจง “ฉันจะพูดอีกครั้ง คนที่เกินเวลา... ออกมาจากแถวด้วย!” 

   

   สิ้นเสียง เหล่าทหารใหม่ก็พากันเดินออกจากแถวไปกว่าครึ่ง ไป๋หลี่พั่งพั่งก็ทำหน้าเศร้าเดินออกไปเช่นกัน แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าตนเองใช้เวลาไปเท่าไหร่ แต่คาดว่าน่าจะเกินสามนาที

   

   ส่วนหลินชีเยี่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ในแถว แม้เขาจะไม่รู้เวลาที่ใช้ไปอย่างแน่ชัด แต่ก็มั่นใจว่าไม่เกินสองนาที

   

   เมื่อทุกคนยืนประจำที่แล้ว ครูฝึกหงก็ยื่นมือออกมา ชี้ไปที่คนในแถวเดิม

   

   "นาย นาย นาย แล้วก็นาย ออกมา ไปยืนข้างหลังสุด"

   

   เหล่าทหารใหม่ที่ถูกเรียกชื่อต่างหน้าดำ เดินคอตกไปยืนต่อแถวหลังสุดอย่างช่วยไม่ได้

   

   "คนที่ออกจากแถวเอง สะพายของหนักวิ่งรอบสนามฝึกสิบรอบ! ส่วนคนที่ฉันชี้ตัวให้ออกมา สะพายของหนักวิ่งยี่สิบรอบ! ห้ามหยุดพักจนกว่าจะวิ่งเสร็จ!"

   

   "คนที่มาก่อนภายในสามนาที พักอยู่กับที่"

   

   เสียงคร่ำครวญดังระงมมาจากกลุ่มทหาร พวกเขาเดินไปที่ข้างสนามฝึกอย่างไม่เต็มใจ แบกกระเป๋าหนักอึ้งไว้บนหลัง แล้ววิ่งวนรอบสนามฝึกที่เงียบสงัด

   

   ส่วนหลินชีเยี่ยก็นั่งดูพวกเขาวิ่งอย่างสบายอารมณ์

   

   "หืม? ฉัน... ฉันสัมผัสพลังผนึกต้องห้ามของตัวเองไม่ได้แล้ว!" ทันใดนั้น ทหารใหม่คนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หลินชีเยี่ยก็ร้องลั่นขึ้น

   

   "ฉันก็ด้วย!"

   

   "นายไม่พูด ฉันก็ไม่ทันสังเกตเห็น! นี่... เกิดอะไรขึ้น?"

   

   "น่าจะเป็นวัตถุต้องห้ามที่ครูฝึกหยวนเอ่ยถึง ที่บอกว่ามันสามารถสะกดผนึกต้องห้ามได้น่ะ?"

   

   "สัมผัสไม่ได้เลยจริงๆ ความรู้สึกแบบนี้น่าอึดอัดชะมัด..."

   

   "..."

   

   หลินชีเยี่ยชะงักงัน

   

   "ห๊ะ?"

   

   "พวกนายสัมผัสผนึกต้องห้ามของตัวเองไม่ได้แล้วเหรอ?"

   

   "ฉันเพิ่งใช้พลัง [นักร่ายรำยามราตรี] วิ่งมานะ..."

   

   หลินชีเยี่ยพยายามเพ่งสมาธิการรับรู้ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

   

   แตกต่างจากคนอื่น หลินชีเยี่ยยังคงสัมผัสผนึกต้องห้ามของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น [พิภพเทพ] หรือ [นักร่ายรำยามราตรี] ก็ยังคงดำรงอยู่ในร่างกายของเขา...

   

   เพียงแต่ว่า ผลของมันดูเหมือนจะลดลงอย่างมาก

   

   ขอบเขตการรับรู้ทางจิตลดลงจากรัศมียี่สิบเมตรเหลือเพียงสองเมตร การหยั่งรู้ก็อ่อนแอลงไปกว่าครึ่ง ส่วนพลังเสริมของนักร่ายรำยามราตรีนั้น แทบจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ

   

   เขาคาดเดาว่า แม้วัตถุต้องห้ามในค่ายฝึกอบรมจะสามารถสะกดผนึกต้องห้ามได้ แต่ผลกระทบต่อผนึกเทวะนั้นไม่ชัดเจนนัก ทำได้เพียงลดทอนพลังลง

   

   ซึ่ง [พิภพเทพ] ใช้พลังจิตของตัวเอง ในขณะที่พลังของ [นักร่ายรำยามราตรี] นั้นมาจากความมืดในยามค่ำคืน ดังนั้น วัตถุต้องห้ามจึงแทบไม่มีผลกระทบต่อมัน

   

   กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในตอนนี้ หลินชีเยี่ยอาจเป็นทหารใหม่เพียงคนเดียวในค่ายฝึกอบรมที่สามารถใช้ผนึกต้องห้ามได้

   

   แน่นอนว่าหลินชีเยี่ยตระหนักได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน เขาจะไม่ใช้ผนึกเทวะอย่างไม่ยั้งคิดเพื่อลดภาระร่างกายของตนเอง การมาที่ค่ายฝึกอบรมก็เพื่อฝึกฝนตนเอง หากต้องใช้ผนึกเทวะโกงแบบนี้ การมาที่นี่จะมีความหมายอะไร?

   

   มองไปยังกลุ่มคนที่กำลังวิ่งอยู่ไกลๆ เห็นบุคคลร่างท้วมที่อยู่รั้งท้าย กำลังก้าวขาอย่างยากลำบาก ค่อยๆขยับไปทีละนิด...

   

   และไม่ไกลจากด้านหน้าเขา ก็คือ เสิ่นชิงจู่

   

   เสิ่นชิงจู่ไม่ได้ดูเหนื่อย แต่ท่าทางของเขากลับเฉื่อยชา หากไม่ใช่เพราะนานๆครั้งจะก้าวขาครั้งใหญ่ หลินชีเยี่ยคงนึกว่าหมอนี่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตัวเอง

   

   ระหว่างที่วิ่งอยู่นั้น เสิ่นชิงจู่ก็หาวออกมาอีกครั้ง

   

   "นั่นใครน่ะ! นายเดินเล่นรึไง? วิ่งสิ!!" ครูฝึกหงขมวดคิ้ว พลางตะโกนด่าอีกฝ่าย

   

   เสิ่นชิงจู่วิ่งไปสองก้าวอย่างขอไปที แล้วก็กลับมาเดินเอ้อระเหยอีกครั้ง ดูเหมือนไม่ได้สนใจคำพูดของครูฝึก ยังคงทำตามใจตัวเอง แถมยังทำสีหน้ากวนประสาทอีก

   

   "ชอบเดินเล่นนักใช่มั้ย! งั้นเพิ่มอีกสิบรอบ! วันนี้ต้องวิ่งให้ครบ ถ้าไม่ครบก็ให้ตายคาสนามนี่แหละ!" ดูเหมือนครูฝึกหงจะโกรธจริงๆ "ภายในสองชั่วโมงต้องวิ่งให้ครบ! ไม่งั้นเพิ่มอีกสิบรอบ! วิ่งจนกว่าจะสลบไปข้างนึง!"

   

   เสิ่นชิงจู่ขมวดคิ้ว เหลือบมองครูฝึกหงบนเวที แล้วถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนจะเริ่มวิ่งอย่างตั้งใจ

   

   สามสิบรอบ เขาใช้เวลาวิ่งไปชั่วโมงครึ่ง

   

   ส่วนสิบรอบของไป๋หลี่พั่งพั่งก็ปาไปชั่วโมงครึ่งเช่นกัน

   

   ทว่าครูฝึกหงก็ดูออกว่าเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พอเห็นเสิ่นชิงจู่ที่ไม่เชื่อฟังวิ่งเด่นเป็นสง่าอยู่ ครูฝึกหงก็รู้สึกว่าเจ้าอ้วนนี่น่ารักขึ้นมา จึงไม่ได้ไปเร่งรัดอะไร

   

   ยามที่ไป๋หลี่พั่งพั่งวิ่งเสร็จแล้วทรุดลงไปกองกับพื้น ท้องฟ้าก็เริ่มสาง ปรากฏแสงสีขาวจางๆ นอกจากเขา คนอื่นๆก็วิ่งครบรอบกันหมดแล้ว

   

   หลินชีเยี่ยช่วยพยุงไป๋หลี่พั่งพั่งที่แทบจะขาดใจกลับไปยังหอพัก พอเจ้าอ้วนสัมผัสกับเตียงนอนก็ไหลลงไปนอนแผ่ราวกับโคลน เหงื่อไคลท่วมตัวจนเปียกชุ่มไปถึงผ้าปูที่นอน ดูท่าทางเหมือนคนใกล้ตายเต็มที

   

   “แย่ชะมัด... คืนเดียว... ผมวิ่งมากกว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมารวมกันซะอีก... เหนื่อยจะตายแล้ว... ขอนอนพักหน่อย...”

   

   สิ้นเสียงของไป๋หลี่พั่งพั่ง เสียงนกหวีดอันแหลมคมก็ดังมาจากข้างนอกอีกครั้ง...



 บทที่ 90: หมั่นโถวแป้งขาวกับเนื้อดิบ


   

   “ล้อเล่นรึไงเนี่ย?”

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งร้องไห้พลางวิ่งหน้าตั้งไปยังสนามฝึกอย่างสุดชีวิต ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทั้งที่เมื่อกี้ยังนอนเป็นก้อนแป้งอยู่บนเตียง ตอนนี้กลับวิ่งปร๋อราวกับติดจรวด!

   

   เนื่องจากแสงอรุณเริ่มส่องสว่าง หลินชีเยี่ยจึงทำได้เพียงพึ่งพาความเร็วของตัวเอง วิ่งตรงไปยังสนามฝึก โชคดีที่ความเร็วของเขาไม่ช้า ครั้งนี้ก็ยังมาถึงภายในสามนาทีเหมือนเดิม

   

   คราวนี้ จำนวนคนที่มาถึงตรงเวลาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

   

   แต่ยังมีอีกหลายคนที่เพิ่งวิ่งครบยี่สิบรอบ บางคนก็ตกอยู่ท้ายแถว บางคนที่เพิ่งวิ่งมาถึงสนามฝึกตาเหลือกพลันล้มลงหมดสติ

   

   พอคนข้างหน้าพึ่งจะหมดสติ กลุ่มแพทย์ข้างหลังก็หามเปลวิ่งกรูกันมาอย่างรวดเร็ว พลางช่วยกันยกคนขึ้นเปลราวกับขนกระสอบทราย แล้วหามไปอย่างร่าเริงโดยไม่รู้ว่าพาไปที่ไหน ความชำนาญนั้นทำให้คนรู้สึกขนพองสยองเกล้า

   

   ครูฝึกหงก้มมองนาฬิกาจับเวลา พยักหน้าอย่างพอใจ

   

   “ดีมาก ครั้งนี้ทุกคนมาถึงตรงเวลา ถือว่ามีความก้าวหน้า”

   

   จากนั้นก็พูดต่อ “ยี่สิบนาทีต่อจากนี้ เป็นเวลาอาหารของพวกนาย ใครที่ไม่กลับมาที่นี่ภายในยี่สิบนาที คงรู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

   

   สิ้นเสียง เขาก็พาครูฝึกอีกสองคนหันหลังจากไปโดยไม่เหลียวแล

   

   เหล่าทหารใหม่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จากนั้นก็พุ่งทะยานไปยังโรงอาหารราวกับผึ้งแตกรัง!

   

   แม้แต่ไป๋หลี่พั่งพั่งที่ดูเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากก็ยังมีชีวิตชีวาขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายวิ่งนำหน้าราวกับจะกลืนกินโรงอาหารทั้งหลัง!

   

   เหล่าทหารใหม่บุกเข้าไปในโรงอาหารเหมือนเสือร้าย แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้ากลับชะงักฝีเท้า

   

   ภายในโรงอาหารขนาดใหญ่ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมวางเรียงราย บนโต๊ะมีชามใบใหญ่สองใบ ใบหนึ่งเต็มไปด้วยหมั่นโถวแป้งขาว ส่วนอีกใบเต็มไปด้วยเนื้อ…

   

   เนื้อสด... ที่ยังมีเลือดติดอยู่

   

   เหล่าทหารใหม่เดินเข้าไปในโรงอาหารอย่างงุนงง ยืนอยู่ข้างโต๊ะสี่เหลี่ยม พลางมองไปรอบกาย

   

   "ข้าวอยู่ที่ไหน? กับข้าวล่ะ?"

   

   "ไม่รู้สิ?"

   

   "นี่อะไร? เนื้อดิบเหรอ? กินยังไงล่ะ?"

   

   "เดี๋ยวคงมีคนเอากระทะไฟฟ้ามาให้ ต้มกินมั้ง..."

   

   "ฉันว่าไม่น่าใช่"

   

   ..............

   

   หลินชีเยี่ยและไป๋หลี่พั่งพั่งยืนอยู่ที่โต๊ะ ฝ่ายหลังขมวดคิ้วแน่น ยกชามใบโตสองใบ ราวกับกำลังหาข้าวที่ก้นชาม

   

   "ชีเยี่ย นายว่าพวกเขาหมายความว่ายังไง?"

   

   "ไม่มีอะไรมาก แค่อยากให้เรากิน"

   

   "กินยังไง? หมั่นโถวขาวๆไม่ให้น้ำมาสักหยด เนื้อสดนี่มองแล้วจะคลื่นไส้... ถ้าให้เหล่ากานมา*[1] สักขวดหนึ่งก็ยังดี!"

   

   หลินชีเยี่ยไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ชี้ไปที่โต๊ะข้างๆ

   

   บนโต๊ะข้างๆ เจิ้งจงอดีตทหารหน่วยรบพิเศษกำลังกัดกินเนื้อดิบอย่างหน้าตาเฉย มืออีกข้างหยิบหมั่นโถว เช็ดคราบเลือดบนเนื้อดิบ แล้วก็ยัดเข้าปาก

   

   "นี่..." ไป๋หลี่พั่งพั่งมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง พูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ 

   

   "ใครอยู่มั่ง! ออกมาหาฉันหน่อยสิ!" เสิ่นชิงจู่โยนหมั่นโถวลงไปในชามแล้วตะโกนลั่น 

   

   ไม่นานนัก ชายชราถือทัพพีคนหนึ่งก็เดินหน้าบึ้งออกมาจากครัว "ใครมันตะโกนโวยวายอะไร?" 

   

   "อาหารแบบนี้? เอาให้คนกินหรือไง? ดูถูกกันเกินไปแล้ว!" เสิ่นชิงจู่หรี่ตามองชายชรา พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา 

   

   "อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไสหัวไป!" ชายชราจ้องเขม็ง ตอบกลับอย่างไม่พอใจ 

   

   "หืม?" เสิ่นชิงจู่เลิกคิ้ว กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้น ก็มีคนกลุ่มเดินเข้ามาในโรงอาหาร 

   

   พวกเขาสวมเสื้อคลุมสีเทา ถือหน้ากากอยู่ในมือ เดินตรงผ่านกลางโรงอาหาร ไปยังโต๊ะกลมที่อยู่ด้านในสุด 

   

   ในขณะนั้น ทุกคนต่างเงียบลง 

   

   ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้สวมหน้ากาก แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่าพวกเขาคือใคร 

   

   "โอ้ ไอ้เด็กพวกนี้เองเรอะ" ชายชราหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นคนทั้งเจ็ด 

   

   "คุณซุน ผ่านมาหลายปีแล้ว ลุงยังทำอาหารให้ทหารใหม่ในโรงอาหารอีกเหรอครับ?" หน้ากากหวังผู้มีใบหน้าหล่อเหลารีบลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างนอบน้อม เมื่อเห็นชายชราเดินมา 

   

   สมาชิกคนอื่นๆของหน่วยเร้นลับต่างพากันลุกขึ้น และโค้งคำนับให้กับลุงซุน

   

   "เฮ้อ คนแก่อย่างฉันขึ้นไปบนสนามรบไม่ได้แล้ว คงได้แต่มาใช้ความร้อนที่หลงเหลืออยู่ในครัวโทรมๆนี่แหละ" ลุงซุนโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ

   

   "ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงฝีมือของลุงจริงๆ คราวนี้ต้องรบกวนคุณลุงอีกแล้ว"

   

   "ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก รอตรงนี้นะ ฉันจะไปทำกับข้าวให้กิน" ลุงซุนถือทัพพีแล้วหันหลังเดินเข้าครัวไป ไม่สนใจทหารใหม่แม้แต่น้อย

   

   เมื่อมีหน่วยเร้นลับอยู่ ทหารใหม่คนอื่นๆก็ไม่กล้าขวางลุงซุน ได้แต่ขมวดคิ้วมองหมั่นโถวแป้งขาวกับเนื้อสดในชาม ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

   

   "กินสิ" หลินชีเยี่ยเอื้อมมือหยิบหมั่นโถวแป้งขาวแล้วกัดเข้าไปคำหนึ่ง

   

   หมั่นโถวแข็งมาก ไร้รสชาติ กินเข้าไปเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้ง

   

   "ผม… ผมกินไม่ลง" ไป๋หลี่พั่งพั่งมองเนื้อดิบก็รู้สึกคลื่นเหียน

   

   "ไม่กินก็ทนการฝึกวันนี้ไม่ไหวหรอก" หลินชีเยี่ยกล่าวอย่างเฉยเมยขณะที่ยังเคี้ยวหมั่นโถว "อีกอย่าง เมื่อไปสนามรบแล้ว ใครจะรับประกันได้ว่าจะมีข้าวให้กินทุกที่ ถ้าไม่อยากอดตายก็ต้องรีบปรับตัวซะ"

   

   สิ้นเสียง หลินชีเยี่ยก็คว้าเนื้อดิบมาอีกชิ้น สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหลับหูหลับตากัดกินเข้าไปคำใหญ่ 

   

   ไป๋หลี่พั่งพั่งกัดฟันแน่น ก่อนจะหยิบหมั่นโถวขึ้นมากินบ้าง

   

   มิลลี่ที่ยืนลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจ หยิบเนื้อดิบขึ้นมากัด ในขณะที่เฉาเยวียนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกินเนื้อทั้งชิ้นจนหมดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ทำเอาทหารใหม่รอบข้างตกตะลึงไปตามๆกัน

   

   เสิ่นชิงจู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สูดจมูกดังฟุดฟิด ก่อนจะลงมือกินเช่นกัน

   

   เหล่าทหารใหม่ก็เริ่มกินอาหารกันมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังคงนิ่งเฉยด้วยสีหน้ารังเกียจ พวกเขายอมทนหิวดีกว่ายอมกินสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

   

   ห้องบนชั้นสอง ครูฝึกหงมองลงมาที่โรงอาหาร พลางพยักหน้าเล็กน้อย

   

   "ไม่เลว คนที่กินได้มีมากกว่ารุ่นก่อน มีต้นกล้าที่ดีอยู่หลายคน"

   

   "อืม เจิ้งจงสมกับเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ กินโดยไม่ขมวดคิ้วเลยสักนิด หลินชีเยี่ยก็ไม่เลว แต่ที่ฉันไม่คิดว่าจะกินคือเสิ่นชิงจู่…"

   

   "หึ! เขาเป็นแค่ทหารเกเร!"

   

   "คุณหง ดูคนอย่าดูแค่ภายนอก ผมมองว่าเขาก็แค่มีนิสัยขวานผ่าซาก แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก"

   

   "นายยังมองเขาในแง่ดีอีกเหรอ?" 

   

   "คนเรามักจะเปลี่ยนไปเสมอ ช่วงเวลาหนึ่งปีในค่ายฝึกอบรมจะเปลี่ยนพวกเขาไปหลายอย่าง พอถึงวันที่พวกเขาจากที่นี่ไป ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะเป็นยังไง?" 

   

   ครูฝึกหงยักไหล่ ไม่ได้เห็นด้วยหรือโต้แย้งใดๆ 

   

   "ว่ากันตามตรง ยุคสมัยนี้แล้ว เรายังต้องเข้มงวดขนาดนี้เลยหรือ?" ครูฝึกคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาเอ่ยถามอย่างลังเล "ถึงยังไงก็ไม่ควรกินเนื้อดิบกันแล้วมั้งครับ?" 

   

   ครูฝึกหงหลับตาลงอย่างช้าๆ เหมือนกำลังรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต "สิบกว่าปีก่อน ตอนที่หน่วยพิทักษ์ราตรีเพิ่งก่อตั้ง บังเอิญเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ จนขาดแคลนอาหารไปทุกหนทุกแห่ง... ช่วงนั้น พวกรุ่นแรกต้องแทะเปลือกไม้ เคี้ยวรากหญ้า ถือดาบต่อสู้กับสิ่งลี้ลับอย่างเอาเป็นเอาตาย!"

   

   "แม้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจจะเฟื่องฟูแล้ว แต่บางอย่างก็ไม่อาจลืมเลือนได้! ทหารใหม่ทุกคนที่เข้ามาในค่ายฝึกอบรม มื้อแรกต้องกินเนื้อดิบ! นี่ก็ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ให้พวกเขากินรากหญ้ากับเปลือกไม้ นี่คือประเพณีของหน่วยพิทักษ์ราตรี อดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น และอนาคต… ก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป" 

   

   ครูฝึกหงหยุดไปครู่หนึ่ง ลืมตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง เอ่ยอย่างช้าๆว่า

   

   "จนกว่าจะถึงวันที่ประเทศนี้ไม่ต้องการหน่วยพิทักษ์ราตรีแล้ว ประเพณีเก่าแก่นี้ก็จะถูกฝังไว้ในประวัติศาสตร์… พร้อมกับความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ตลอดกาล..."

      

   [1] เหล่ากานมา คือยี่ห้อน้ำพริกเผาเเบบจีน



จบตอน

Comments