บทที่ 91: ตัวแทนเทพแห่งกาลเวลา
ขณะที่หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆกำลังฝืนกินเนื้อดิบอยู่นั้น กลิ่นหอมฉุนก็ลอยอบอวลไปทั่วโรงอาหาร ทุกคนรู้สึกสดชื่นขึ้นมาในทันใด พร้อมกับหันไปมองยังต้นตอของกลิ่นพร้อมกัน
สิ่งที่เห็นคือลุงซุนกำลังลากถาดอาหารใบใหญ่ บรรจุอาหารนานาชนิดเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เดินตรงไปที่โต๊ะของทีมเร้นลับอย่างรวดเร็ว
"หมูแดง ไก่ตุ๋นเห็ดหอม หมูสับผัดวุ้นเส้น ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว… โอ้โห! สุดยอดไปเลย! " น้ำวนร้องออกมาเมื่อเห็นอาหารเต็มโต๊ะ น้ำลายสอออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาเปล่งประกาย
"ฮ่าฮ่า นานๆทีพวกนายจะได้กลับมา ฉันก็ต้องทำให้ดีที่สุดหน่อยสิ" ลุงซุนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม พลางถูมือที่เหี่ยวย่นบนผ้ากันเปื้อน
"ขอบคุณค่ะลุงซุน"
"ขอบคุณครับลุงซุน!"
สมาชิกคนอื่นๆต่างกล่าวขอบคุณ ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาพูดคุยและเริ่มลงมือทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
เอื๊อก!
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกภายในห้องโถงที่เงียบสงัด แม้แต่ทหารใหม่ที่เพิ่งฝืนกินหมั่นโถวลงไปได้ไม่นาน ยามได้กลิ่นอาหารตรงหน้า ก็รู้สึกอยากกินอะไรขึ้นมาทันที
ดวงตากว่าสองร้อยคู่จ้องเขม็งไปที่โต๊ะอาหารหน่วยเร้นลับดั่งผีที่หิวโหย ราวกับว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า พวกเขาจะกรูกันเข้าไปแย่งอาหาร
หน้ากากหวังเหลือบมองอย่างเฉยเมย ก่อนจะวางดาบอี้เยวียนลงบนโต๊ะอย่างเงียบงัน...
จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ
"ไม่ยุติธรรม! ทำไมพวกเขาถึงได้กินของอร่อยๆ ส่วนพวกเรากลับได้แค่แทะก้อนหมั่นโถวกับเนื้อดิบ!" ทหารใหม่คนหนึ่งบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้
"ฮึ่ม" ลุงซุนหน้าบึ้งตึง ตอบกลับอย่างไม่พอใจ "รอให้พวกนายจบจากค่ายฝึกนี้ก่อน แล้วค่อยกลับมา ฉันจะทำอาหารอร่อยๆแบบนี้ให้กินเหมือนกัน!"
ในตอนนั้นเอง หน้ากากหวังเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จึงโบกมือเรียกหลินชีเยี่ย
"ชีเยี่ย มานั่งกินด้วยกันสิ"
ฟุ่บ!
เหล่าทหารใหม่หันขวับไปมองหลินชีเยี่ยที่กำลังแทะเนื้อดิบอยู่
ฝ่ายถูกเพ่งเล็งเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจยกถ้วยของตัวเอง แล้วตรงไปยังโต๊ะของหน่วยเร้นลับ
"มาๆๆ กินไก่หน่อยสิ" หน้ากากหวังหยิบถ้วยเปล่าขึ้นมา เริ่มคีบกับข้าวให้หลินชีเยี่ย
"น้ำวน คีบเนื้อปลาตรงนั้นให้ชีเยี่ยหน่อยสิ"
"ได้เลย"
"แล้วก็ตักซุปเนื้อมาด้วย อร่อยใช้ได้เลยนะ"
"ฉันไปหยิบตะเกียบให้เอง"
"แล้วข้าวล่ะ? พอมั้ย? ถ้าไม่พอ ฉันมีอยู่นะ" กุหลาบลุกขึ้นยืนตักข้าวให้หลินชีเยี่ย
สมาชิกหน่วยเร้นลับต่างปฏิบัติต่อหลินชีเยี่ยอย่างสุภาพ นอบน้อมจนเขาทำตัวไม่ถูก ต้องรีบโบกมือปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้อง ไม่ต้อง พวกคุณทานกันเถอะ ผมแค่มาถามอะไรนิดหน่อย ผมกินของผมเองก็ได้"
ภูตจันทราขมวดคิ้วแน่น "มีของอร่อยไม่กิน จะกลับไปกินเนื้อดิบเนี่ยนะ?"
"อืม"
"เอ่อ… นายดูสหายข้างหลังสิ ตาเขียวเชียวนะ ไม่ลองกินหน่อยเหรอ?"
"ผมเป็นทหารใหม่ ผมควรกินในสิ่งที่ทหารใหม่ควรกิน" หลินชีเยี่ยส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแน่วแน่
ยามเห็นอีกฝ่ายพูดอย่างนั้น สมาชิกหน่วยเร้นลับจึงยอมนั่งลง หน้ากากหวังมองหลินชีเยี่ยอย่างชื่นชม แล้วเอ่ยถาม
"นายอยากถามเกี่ยวกับเรื่องตัวแทนสินะ?"
"ใช่ครับ"
"ถามมาเถอะ ตราบใดที่ฉันรู้ ฉันจะบอกนายทุกอย่าง"
หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตัวแทนกับเทพเจ้ามีความสัมพันธ์กันยังไง?"
"คำถามของนายนี่มันลึกซึ้งจริงๆ..." หน้ากากหวังตรึกตรองอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ "โดยพื้นฐานแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนกับเทพเจ้าก็คือ 'พันธสัญญา'"
"พันธสัญญา?"
"ด้วยเหตุผลบางประการ เทพเจ้ามักจะไม่ปรากฏตัวในสังคมมนุษย์โดยตรง หากพวกเขาต้องการทำอะไร ก็จำเป็นต้องหาผู้ที่เหมาะสมมาช่วยทำภารกิจให้ ซึ่งตอนนั้น มนุษย์กับเทพเจ้าจะร่วมกันทำพันธสัญญาลึกลับขึ้นมา"
“แก่นแท้ของสัญญาก็คือการแลกเปลี่ยน เทพเจ้าจะมอบพลังศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่งให้กับตัวแทน และในฐานะที่เป็นการแลกเปลี่ยน ตัวแทนจะต้องช่วยเทพเจ้าบรรลุวัตถุประสงค์บางประการ”
“แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นตัวแทนได้ มีเพียงผู้ที่เทพเจ้ายอมรับเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทน และสามารถทำพันธสัญญานี้ได้”
“สัญญา…” หลินชีเยี่ยพึมพำเบาๆ คิ้วขมวดมุ่นอย่างสงสัย
ถ้าหากเป็นการทำสัญญาจริง ทำไมเขาถึงไม่รู้อะไรเลย ทูตสวรรค์เซราฟมอบพลังศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่งให้กับเขา แต่กลับไม่เอ่ยถึงสิ่งที่ต้องทำ...
หลินชีเยี่ยรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นการมอบให้มากกว่าพันธสัญญาเสียอีก
"แล้วคุณต้องทำอะไรให้กับเทพแห่งกาลเวลาบ้าง?" หลินชีเยี่ยมองไปที่หน้ากากหวัง ก่อนจะตระหนักได้ว่าคำถามนี้ค่อนข้างเสียมารยาท จึงรีบพูดเสริม "ถ้าบอกไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ"
"ไม่มีอะไรที่บอกไม่ได้หรอก" อีกฝ่ายส่ายหัว "ประมาณแปดถึงเก้าปีก่อน ตอนนั้นฉันยังเป็นแค่คนธรรมดา วันนั้นฉันกำลังเดินเหม่ออยู่บนถนนใหญ่ แล้วอยู่ๆก็มีรถบรรทุกที่คนขับเมาแล้วขับพุ่งตรงเข้ามาหาฉัน”
“ฉันไม่ทันได้ตอบสนองอะไร ในตอนที่กำลังจะถูกชน เวลารอบข้างก็หยุดลง”
“หลังจากนั้น เทพแห่งกาลเวลาก็ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า แล้วทำสัญญากับฉัน โดยประทานผนึกเทวะให้ และสิ่งตอบแทนก็คือ ในอนาคตฉันจะต้องไปยังที่ราบฟ้าสูง เพื่อนำบางสิ่งบางอย่างออกมาให้เขา"
"ที่ราบฟ้าสูง?" หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว "แดนสวรรค์ของเหล่าเทพเจ้าในตำนานญี่ปุ่นน่ะเหรอ?"
"ใช่แล้ว"
"มันมีอยู่จริงเหรอ?"
"เทพแห่งกาลเวลาบอกว่ามีอยู่จริง มันก็ต้องมีอยู่จริง เพียงแต่... จนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังหาไม่พบ" หน้ากากหวังถอนหายใจอย่างจนใจ
หลินชีเยี่ยพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้น การที่คุณเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีก็เป็นการตัดสินใจของคุณเองงั้นเหรอ?"
"ใช่ ก่อนที่ฉันจะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี ตัวแทนของเทพเจ้าชั่วร้ายจากศาสนจักรเทพโบราณเคยมาชวนให้ฉันไปเข้าร่วมกับพวกเขา" หน้ากากหวังกล่าวอย่างใจเย็น "แต่ฉันปฏิเสธ"
หลินชีเยี่ยครุ่นคิด "เพราะเป้าหมายที่เทพแห่งกาลเวลามอบหมายให้ มันไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พวกเขาเลยคิดว่าดึงคุณเข้าร่วมด้วยได้งั้นเหรอ?"
"ถูกต้อง แม้แต่บางคนในศาสนจักรเทพโบราณก็ยังพบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับที่ราบฟ้าสูง แต่ฉันไม่ต้องการร่วมงานกับพวกเขา จึงปฏิเสธไป"
"แล้วพวกเขาก็ยอมแพ้ไปงั้นเหรอ?"
“ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก คนของศาสนจักรเทพโบราณล้วนเป็นพวกบ้าคลั่ง ถ้าไม่สามารถดึงใครเข้าพวกได้ พวกเขาก็จะหาทางฆ่าคนๆนั้นทิ้งซะ”
“ตอนที่ฉันเพิ่งเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี ฉันเคยถูกพวกเขาลอบสังหารสามสี่ครั้ง ถ้าฉันไม่ตายยาก คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้หรอก” หน้ากากหวังยักไหล่ "แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่กล้ามาหาฉันแล้วล่ะ"
"ทำไมล่ะ?"
"เพราะพวกนั้นไม่แน่ใจว่าจะสู้ฉันไหว อีกอย่าง..." สายตาของหน้ากากหวังจับจ้องไปที่สมาชิกคนอื่นๆบนโต๊ะ มุมปากยกยิ้มขึ้น "ฉันมีเพื่อนร่วมทีมที่ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะสู้ตัวต่อตัวหรือรุม พวกนั้นก็ไม่กล้าแตะต้องฉันหรอก"
"แค่กแค่ก หัวหน้า... ตอนกินข้าว ไม่ควรพูดอะไรซึ้งๆแบบนี้สิ พวกเรารู้สึกเลี่ยน..." น้ำวนเอ่ยด้วยสีหน้าแปลกๆ
"แต่ฉันพูดความจริงนะ"
"ถึงจะเป็นแบบนั้น นายก็รอกล่าวตอนไม่มีใครอยู่ก็ได้ นี่พูดต่อหน้าทุกคน... มันน่าอายนะ!" กุหลาบมองหัวหน้าหน่วยด้วยสายตาตำหนิ
"อืม... คราวหน้าฉันจะระวัง"
หลินชีเยี่ยนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น มองดูคนทั้งเจ็ดหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ผ่านไปเนิ่นนาน ริมฝีปากก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ...
บทที่ 92: พลังแห่งเงินตรา
ด้านนอกโรงอาหาร เสียงนกหวีดแหลมดังขึ้นอีกครั้ง!
ปรี๊ด——!
หลินชีเยี่ยยังไม่ทันได้ตั้งตัว สมาชิกทั้งเจ็ดของหน่วยเร้นลับที่อยู่ตรงหน้าก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งออกไป
จนกระทั่งน้ำวนวิ่งไปได้สองก้าว ก็เพิ่งรู้สึกตัว
“เอ๊ะ ไม่สิ พวกเราไม่ใช่ทหารใหม่นะ... จะวิ่งทำไม?”
“……รีเฟล็กซ์ล้วนๆ”*[1] หน้ากากหวังเกาหัวพลางมองรอบๆห้องโถง พบว่าทหารใหม่ทุกคนกำลังจ้องมองมาที่พวกเขา จึงกระแอมออกมาสองสามครั้งอย่างเขินอาย
“นะ... นั่นสินะ… พวกเรากินต่อเถอะ กินต่อเถอะ…”
สมาชิกหน่วยเร้นลับต่างก็นั่งลงที่เดิม แสร้งทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วกินอาหารกันต่อ
ทหารใหม่ต่างละสายตาออกไป พวกเขามองไปที่นาฬิกาบนผนังโดยไม่รู้ตัว นับตั้งแต่เริ่มกินข้าวก็ผ่านไปเพียงสิบนาทีเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบนาทีก่อนจะถึงเวลา...
“เฮ้ย! ทำไมเป่านกหวีดอีกแล้วเนี่ย?!”
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็วางหมั่นโถวลง หันหลังกลับแล้ววิ่งไปที่สนามฝึก เพราะไม่มีใครอยากวิ่งเพิ่มรอบเนื่องจากมาสาย
ไป๋หลี่พั่งพั่งที่สำลักหมั่นโถวอยู่ ตบหน้าอกตัวเองอย่างบ้าคลั่ง พลางโบกมือให้หลินชีเยี่ย แล้วหันหลังวิ่งออกไป
"ผมไปก่อนนะ พวกคุณกินต่อเถอะ" หลินชีเยี่ยหันกลับมาพูด
“อืม ไปเถอะ” หน้ากากหวังยิ้มบางๆ “ไว้เจอกันใหม่คราวหน้า คงเป็นข้างนอกค่ายฝึกแล้วล่ะ”
“พวกคุณจะไปแล้วเหรอ?”
“ใช่ ทางเหนือมีสัตว์อสูรขั้นมหาสมุทรปรากฏตัว พวกเรากินข้าวเสร็จก็ต้องรีบไปแล้ว”
“งั้นเหรอ? ขอให้โชคดีนะ”
หลินชีเยี่ยโบกมือลา แล้ววิ่งออกจากโรงอาหารไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อทุกคนทยอยกันออกไปจนหมด บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดลง
"เฮ้อ ไม่มีสายตาที่อิจฉาของทหารใหม่แล้ว กินไม่อร่อยเลยเนี่ย" น้ำวนวางตะเกียบลงพลางถอนหายใจ
"...ชอบแกล้งคนอื่นจริงๆ" นภากลอกตาไปมา
"เอาล่ะ ถ้ากินอิ่มกันแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ" หน้ากากหวังเห็นว่าไม่มีใครแตะตะเกียบแล้ว จึงหยิบกล่องดำข้างกายแล้วค่อยๆลุกขึ้นยืน
"อืม ไปกันเถอะ อย่าให้เขารอนาน" ภูตจันทราเอ่ยพร้อมเช็ดปาก
คนอื่นๆก็ลุกขึ้นเช่นกัน พลางสวมเสื้อคลุม หยิบกล่องดำขึ้นมา แล้วก้าวเท้ายาวๆออกจากโรงอาหาร
แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา สาดส่องไปทั่วโรงอาหารที่ว่างเปล่า คนทั้งเจ็ดเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ สายลมโชยเบาๆผ่านประตู พัดชายเสื้อคลุมสีเทาให้ลู่ไหว
บนพื้นกระเบื้องที่สะอาดสะอ้าน ปรากฏเงาสะท้อนของพวกเขาอย่างชัดเจน
ทุกคนล้วนแบกกล่องสีดำไว้ด้านหลัง ก้มศีรษะลง สวมหน้ากากของตนเอง...
แล้วก้าวออกไป
โรงอาหารทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัด
ภายในห้องครัวแคบๆลุงซุนผู้หลังค่อมยืนอยู่ข้างหน้าต่างบานเล็ก มองตามหลังผู้คนที่จากไปอย่างเงียบงัน...
ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่
ครู่ต่อมา
เขายืนตัวตรง แขนแนบลำตัว
หันหน้าไปทางที่พวกเขาจากไป
ทำความเคารพอย่างสมเกียรติ!
.............
สนามฝึก
“สิ่งลี้ลับที่มาจากเทพปกรณัม ตำนาน และเรื่องเล่าขาน คือศัตรูตัวฉกาจของหน่วยพิทักษ์ราตรี!”
“ความสามารถของพวกมันช่างแปลกประหลาด คุณลักษณะของพวกมันก็แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ พวกมันแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ที่อ่อนแออย่างเรามาก!”
“แล้วพวกเรา... จะต้องต่อสู้กับสิ่งลี้ลับเหล่านั้นได้อย่างไร?”
ครูฝึกคนใหม่ยืนอยู่ตรงกลางแท่นประลอง สายตากวาดมองเหล่าทหารใหม่
เสิ่นชิงจู่ยกมือขึ้นอย่างเฉื่อยชา "รายงาน! อาศัยพลังของผนึกต้องห้ามที่แข็งแกร่งครับ!"
ครูฝึกหัวเราะเยาะ "ผนึกต้องห้าม... แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อสู้กับสิ่งลี้ลับ แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับทุกอย่าง เว้นแต่ว่าผนึกต้องห้ามของนายจะแข็งแกร่งมาก แค่กระดิกนิ้วก็สามารถฆ่าสิ่งลี้ลับได้..."
"นายทำได้มั้ยล่ะ?"
เสิ่นชิงจู่เลิกคิ้ว "ผมทำได้"
"ผนึกต้องห้ามของนายคืออะไร?"
"ลำดับที่068 [ลมตะกละ]"
ครูฝึก "..."
ครูฝึกแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยืดตัวตรงแล้วถามต่อ "ใครมีคำตอบอื่นอีกบ้าง?"
ท่ามกลางฝูงชน เด็กหนุ่มร่างท้วมคนหนึ่งก็ยกมือขึ้น
"รายงาน! อาศัยเงินครับ!"
ครูฝึก “???”
"เงิน? บอกฉันหน่อยสิ ว่าจะใช้เงินสู้กับสิ่งลี้ลับได้ยังไง? เอาเหรียญไปเขวี้ยงใส่พวกมันรึไง?" ครูฝึกหัวเราะออกมาด้วยความอับจน ก่อนจะหันไปมองเหล่าทหารใหม่อย่างจริงจัง
"การต่อสู้กับสิ่งลี้ลับ นอกจากผนึกต้องห้ามแล้ว พวกเรายังต้องการร่างกายที่แข็งแกร่ง! และทักษะการต่อสู้!"
"ทักษะการต่อสู้ แบ่งออกเป็นอาวุธระยะประชิดและอาวุธระยะไกล อาวุธระยะไกลอาจมีประโยชน์ในการจัดการกับสิ่งลี้ลับระดับต่ำ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับระดับสูง การต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิดคือหนทางแห่งชัยชนะที่แท้จริง!"
"วันนี้ ฉันจะมาสอนการต่อสู้ระยะประชิดด้วยอาวุธให้พวกนายเอง!"
อีกฟากของสนามฝึก ครูฝึกหงและครูฝึกอีกสองคนยืนอยู่ด้วยกัน พินิจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากระยะไกล
"ครูฝึกหง ครูฝึกใหม่คนนั้นเขาเป็นใครกัน?" ครูฝึกข้างๆถามอย่างสงสัย
"เขาคือครูฝึกหัน เป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้ระยะประชิดที่ถูกย้ายมาจากสำนักงานใหญ่ เพิ่งจะมาถึงเมื่อเช้านี้เอง ถึงจะเป็นการฝึกทหารใหม่ครั้งแรก แต่ฉันค่อนข้างคาดหวังในตัวเขานะ" ครูฝึกหงเอ่ยด้วยแววตาชื่นชม
"เพิ่งมาถึง แล้วก็ฝึกทหารใหม่ครั้งแรก?" ครูฝึกอีกคนขมวดคิ้ว "จะไม่มีอะไรผิดพลาดใช่มั้ย?"
"ไม่มีทางหรอก ฝีมือการต่อสู้ระยะประชิดของครูฝึกหันน่ะ ถือว่าเป็นอันดับต้นๆของประเทศได้เลย พวกเรากลับไปเล่นไพ่กันเถอะ"
"อ้อ… ก็ดีเหมือนกัน!"
ทั้งสามคนจากไปอย่างเงียบงัน โดยไม่รบกวนใคร
บนแท่นประลอง ครูฝึกหันยังคงอธิบายเรื่องอาวุธอย่างกระตือรือร้น
"หน่วยพิทักษ์ราตรี นอกจากบางกรณีพิเศษแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้อาวุธมาตรฐาน นั่นก็คือ ดาบดารา!" ครูฝึกหันถือดาบตรงไว้ในมือ แล้วดึงออกจากฝัก
"ดาบตรงมีข้อดีหลายอย่าง ส่วนนี้ฉันจะไม่พูดถึงรายละเอียด วันนี้ฉันจะมาพูดถึงเทคนิคการใช้ดาบตรงเป็นหลัก!"
"สิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ดาบตรงให้ดีคือความเร็วในการตอบสนอง! ความเร็วในการตอบสนอง..."
ครูฝึกหันสาธิตวิธีการชักดาบและเก็บดาบหลายแบบบนเวที พลทหารใหม่ที่อยู่ด้านล่างต่างก็ตั้งใจฟังอย่างสนอกสนใจ
ส่วนหลินชีเยี่ยฟังจนง่วง ไม่ใช่เพราะครูฝึกหันสอนไม่ดี แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาพูด เฉินมู่เหยี่ยเคยสอนมาหมดแล้ว แถมยังจำความเจ็บปวดนับครั้งไม่ถ้วนได้ขึ้นใจด้วย
ในตอนนี้ ข้อดีของการเรียนพิเศษก็ปรากฏออกมาแล้ว
"เอาล่ะ ฉันจะขออาสาสมัครขึ้นมาสาธิตสักหน่อย" ครูฝึกหันอธิบายกระบวนท่าดาบเสร็จก็วางดาบตรงในมือลง แล้วหยิบดาบไม้สองเล่มจากชั้นวางข้างๆ
"เจ้าหนุ่มที่บอกว่าจะใช้เงินปราบสิ่งลี้ลับน่ะ ขึ้นมาบนนี้ มาสาธิตให้ทุกคนดูหน่อยสิ!" ครูฝึกหันเหลือบมองไป๋หลี่พั่งพั่งในฝูงชน แล้วโบกมือเรียก
ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาหัว เดินขึ้นไปบนแท่นประลองอย่างเชื่องช้า ก่อนจะรับดาบไม้จากครูฝึกหัน
"ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ จำได้มั้ย?"
ฝ่ายถูกถามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ไม่... จำไม่ได้ครับ"
"...จำไม่ได้ก็ใช้พลังแห่งเงินของนายสิ!" ครูฝึกหันหัวเราะ "ให้ฉันเปิดหูเปิดตาหน่อย ว่าใช้เงินเอาชนะสิ่งลี้ลับได้ยังไง!"
"คราวนี้ฉันจะเป็นฝ่ายรุก นายก็ใช้ทักษะที่ฉันสอนไปป้องกัน ถ้าจำไม่ได้ ก็ใช้ฝีมือที่มีก็แล้วกัน!"
"ครับ..."
ครูฝึกหันฟาดดาบไม้ลงตรงหน้าไป๋หลี่พั่งพั่ง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ส่วนไป๋หลี่พั่งพั่งก็กำดาบอย่างแข็งทื่อ ทั่วร่างเต็มไปด้วยช่องโหว่
ครูฝึกหันแค่นเสียง ก้าวเท้าเข้าหาอย่างรวดเร็ว ดาบไม้ในมือฟาดลงมาดุจสายฟ้าแลบ!
ในชั่วพริบตาที่ดาบนั้นใกล้จะสัมผัสกับร่างของไป๋หลี่พั่งพั่ง โล่สีทองสว่างจ้าพลันปรากฏขึ้น ห่อหุ้มร่างของเขาไว้ภายใน
เพล้ง!
ได้ยินเพียงเสียงดังเบาๆ
ดาบไม้ในมือของครูฝึกหัน...
หักออกเป็นสามท่อน
ครูฝึกหัน "(?????)"
ไป๋หลี่พั่งพั่ง "????"
[1] รีเฟล็กซ์ คือ ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้น (Stimulus) ซึ่งร่างกายจะโต้ตอบทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้ รีเฟล็กซ์เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตเพื่อใช้ช่วยป้องกันตนเอง เตรียมต่อสู้หรือหนี
บทที่ 93: ครูฝึกหันหมดสภาพ
บรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นพลันเงียบสงัด
ร่างของไป๋หลี่พั่งพั่งเปล่งประกายสีทองราวกับหลอดไฟขนาดใหญ่ เกาหัวอย่างเขินอาย ก่อนจะรีบปิด [ปราการหยก] แสงสีทองพลันสลายหายไป
ดูเหมือนว่าวัตถุต้องห้ามที่สามารถสะกดผนึกต้องห้ามได้ จะมีผลกับผนึกต้องห้ามภายในร่างกายมนุษย์เท่านั้น แต่ไม่มีผลกับวัตถุต้องห้ามที่เป็นสิ่งของพิเศษเหมือนกัน
เขาเอ่ยขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน "เอ่อ... ครูฝึกหัน ผมขอโทษครับ พอดีลืมปิดโหมดฉุกเฉินอัตโนมัติ..."
ครูฝึกหันเหลือบมองดาบไม้ในมือ แล้วจ้องไป๋หลี่พั่งพั่งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ไป๋หลี่พั่งพั่งถอดสร้อยคอออก เก็บใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วเอ่ยอย่างใสซื่อว่า "ขอโทษครับครูฝึกหัน งั้นเอาใหม่ไหมครับ?"
ครูฝึกหันสูดหายใจเข้าลึก โยนดาบไม้ที่หักครึ่งในมือไปด้านทิ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นดาบไม้เล่มใหม่
"ตกลง งั้นเอาใหม่"
ฉัวะ——!!
ฉับ!
คราวนี้ดาบไม้ไม่ได้ถูกโล่ห์สีทองประหลาดๆกั้นเอาไว้ แต่ในจังหวะที่ดาบไม้ใกล้จะสัมผัสโดนไป๋หลี่พั่งพั่ง มันกลับลุกไหม้ขึ้นมาเสียก่อน!
ใช้เวลาเพียงครึ่งวินาที ดาบไม้ในมือครูฝึกหันก็ถูกเผาไหม้จนเหลือแต่ด้ามจับ
ครูฝึกหัน “...”
"อ๊ะ! ลืมปิดไฟร์วอลล์อัตโนมัติ! ขอโทษครับครูฝึกหัน!!" ไป๋หลี่พั่งพั่งร้องออกมาอย่างตระหนักได้ รีบถอดกำไลข้อมือที่สวมใส่อยู่
"เรามาลองกันใหม่..."
"ลงไป!"
"ครับ!"
ครูฝึกหันโยนท่อนไม้ที่กำลังลุกไหม้อยู่ในมือทิ้ง นวดหัวตาเบาๆ ดูเหมือนจะเหนื่อยใจไม่น้อย...
ครู่หนึ่ง เขาก็ถอนหายใจ สายตากวาดมองเหล่าทหารใหม่ ก่อนจะชี้ไปที่หลินชีเยี่ย ซึ่งยืนอยู่ข้างๆไป๋หลี่พั่งพั่ง
“นาย ขึ้นมา”
“ครับ”
หลินชีเยี่ยกระโดดขึ้นไปบนแท่นประลองอย่างคล่องแคล่ว เขายืนอยู่ตรงหน้าครูฝึกหัน แล้วยื่นมือรับดาบไม้
“นาย... ไม่มีวัตถุต้องห้ามใช่มั้ย?” ครูฝึกหันพินิจหลินชีเยี่ยอย่างสงสัย
“ไม่มีครับ”
“ดี สิ่งที่ฉันเพิ่งสอนไปจำได้หมดรึยัง?”
“จำได้แล้วครับ”
“อืม ต่อไปฉันจะสอนกระบวนท่าโจมตีแบบใหม่ นายอาจจะรับมือไม่ไหวนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะไม่ใช้แรงเยอะ” ครูฝึกหันดูอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อเห็นว่าในที่สุดก็มีคนปกติมาให้สอน
เขาหันไปทางทหารใหม่ทั้งหมดแล้วอธิบาย “เมื่อกี้ฉันได้สอนกระบวนท่าดาบพื้นฐานไปแล้ว ตอนนี้จะสาธิตท่าฟันดาบขั้นสูงให้ดู กระบวนท่านี้ใช้ประโยชน์จากจุดบอดสายตาของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากความเร็วของดาบได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและทรงพลังมาก"
"ต่อไปฉันจะสาธิตให้ดู"
ครูฝึกหันกลับมาเผชิญหน้ากับหลินชีเยี่ย ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว แล้วฟันดาบไม้ออกไปอย่างฉับพลัน โจมตีหลินชีเยี่ยจากมุมที่คาดเดาได้ยาก!
เกร้ง!
เสียงกระทบดังเบาๆ
หลินชีเยี่ยใช้มือข้างเดียวจับดาบ ป้องกันการโจมตีอันรวดเร็วและรุนแรงนี้ได้อย่างง่ายดาย
ครูฝึกหัน "(....!!!)?"
หลินชีเยี่ย "เยี่ยม! ทักษะดาบยอดเยี่ยมมาก!"
คนทั้งสองยืนประจันหน้ากัน ประสานสายตากันอย่างไม่ลดละ
ครูฝึกหันอ้าปากค้าง สายตาราวกับจะพูดว่า ‘นายป้องกันได้ยังไง?’
หลินชีเยี่ย “หืม? มันยากตรงไหนครับ?”
"แค่กแค่ก เมื่อกี้แค่สาธิตแบบง่ายๆ เห็นได้ชัดว่า ทักษะดาบขั้นพื้นฐานของทหารใหม่คนนี้แข็งแกร่งมาก และยังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว... ต่อไป ฉันจะสาธิตให้ทุกคนดูอย่างเป็นทางการ"
ครูฝึกหันพยายามกลบเกลื่อนความอับอาย พลางถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะเหวี่ยงดาบไม้อย่างแรงอีกครั้ง!
เกร้ง!
หลินชีเยี่ยรับการโจมตีไว้ได้
ครูฝึกหันไม่ยอมแพ้ ยังคงฟาดฟันดาบไม้ในมืออย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ!
เกร้งๆๆ!
เสียงดาบไม้กระทบกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดาบไม้ในมือของหลินชีเยี่ยแทบจะกลายเป็นภาพติดตา เขาตั้งรับการโจมตีของครูฝึกหันได้อย่างมั่นคง…
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ครูฝึกหันก็ลดดาบในมือลงอย่างเงียบๆ
เขามองหลินชีเยี่ยที่ทำสีหน้าไร้เดียงสา ราวกับเห็นผี
"เคยเรียนดาบมาก่อนหรือ?"
"นิดหน่อยครับ"
"เรียนกับใครกัน?"
"หัวหน้าหน่วย136เฉินมู่เหยี่ยครับ"
"..." ครูฝึกหันค่อยๆหลับตาลง ใบหน้าไร้วิญญาณ "นาย... ลงไปได้แล้ว"
"ครับ"
หลินชีเยี่ยกลับไปเข้าแถวด้วยสีหน้าเรียบเฉย รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าสายตาทุกคู่ที่มองมาที่ตนนั้นช่างแปลกประหลาด...
ครูฝึกหันหันหลังกลับ พลางพึมพำกับตัวเอง
"สู้ๆนะ หันลี่! นายทำได้! พวกนั้นเป็นแค่ทหารใหม่ เป็นแค่ลูกไก่ในกำมือ... คงไม่มีคนประหลาดเยอะขนาดนั้นหรอก!"
"สู้ๆ! อย่ายอมแพ้!"
"ครั้งนี้ฉันต้องทำได้แน่!"
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับมาอีกครั้ง เพ่งพินิจใบหน้าของทหารใหม่แต่ละนายอย่างถี่ถ้วน...
ไม่นานนัก สายตาก็ไปสะดุดกับเด็กหนุ่มธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่ง เด็กหนุ่มคนนี้ดูนิ่งๆ ร่างกายก็ไม่ได้กำยำอะไร... เอาล่ะ เอาคนนี้แหละ!
“นาย ขึ้นมา” ครูฝึกหันเอ่ยแผ่วเบา
เฉาเยวียนผงะชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นไปบนแท่นประลอง
“นายมีวัตถุต้องห้ามติดตัวมามั้ย?”
“ไม่มีครับ”
“มีใครเคยสอนวิชาดาบให้นายมาก่อนหรือไม่?”
“ไม่มีครับ”
“อืม... ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ครูฝึกหันถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็เจอกับคนปกติเสียที
เขาโยนดาบไม้ในมือให้อีกฝ่าย “เอาล่ะ เราลองฝึกซ้อมกันหน่อย นายรับมือไว้... ช่างเถอะ คราวนี้นายเป็นฝ่ายบุก ฉันจะเป็นฝ่ายตั้งรับเอง"
เกร้ง!
เฉาเยวียนไม่ได้ยื่นมือออกมารับ กลับปล่อยให้ดาบไม้ร่วงหล่นลงพื้นเบื้องหน้า
ครูฝึกหันหรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง "นี่นายหมายความว่าไง? เก็บดาบขึ้นมาเดี๋ยวนี้"
เฉาเยวียนส่ายหน้า "ผมจับดาบไม่ได้"
"ทำไมล่ะ?"
"ผมกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่อยู่"
"นี่เป็นเพียงดาบไม้นะ"
"ดาบไม้ก็คือดาบ ตราบใดที่มันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนดาบ ผมก็แตะต้องไม่ได้"
"..." ครูฝึกขมวดคิ้ว "นี่มันโรคอะไรกันเนี่ย?"
"ฉันบอกให้เก็บ ก็เก็บขึ้นมาสิ"
"ผมทำไม่ได้จริงๆ..."
"หยิบมันขึ้นมา! นี่คือคำสั่ง!"
เฉาเยวียนถอนหายใจอย่างจนใจ "ถ้าอย่างนั้น... ก็ได้ครับ"
เขาโค้งตัวลงเตรียมหยิบดาบ
ในขณะเดียวกัน หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน พลางถอยหลังพรวดเดียวไปไกลหลายสิบเมตร จ้องมองครูฝึกหันด้วยแววตาเห็นใจ...
ครูฝึกหันชะงักเมื่อเห็นภาพนั้น ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงลางร้าย
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเฉาเยวียนก็เอื้อมมือจับด้ามดาบเสียก่อน
ตูม——!!!
รังสีอำมหิตสีดำแผ่พุ่งออกมาจากร่างเฉาเยวียนอย่างรุนแรง! เสาเพลิงทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปทั่วสนามฝึก
ในเวลาเดียวกัน ครูฝึกทั้งสามคนที่กำลังเล่นไพ่อยู่ในห้องพัก สีหน้าเปลี่ยนไป พลางลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน
"บ้าจริง! เกิดอะไรขึ้น?!"
"ไปไป! รีบไปดูเร็ว!"
รัศมีที่ปะทุออกมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ครูฝึกในค่ายต่างตกตะลึง พวกเขาหันไปมองสนามฝึกพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
ในสนามฝึก
เปลวเพลิงสีดำพวยพุ่งอยู่รอบกายเฉาเยวียน ลำตัวท่อนบนเผยให้เห็นร่างกายกำยำ บนบ่าแบกดาบไม้ที่กำลังลุกไหม้ พลางส่งรอยยิ้มเย็นเยียบให้กับครูฝึกหัน
ครูฝึกหัน “???”
"นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?"
"แค่จับด้ามดาบ ก็กลายร่างเป็นแบบนี้ได้ยังไง?"
"ฉัน... ฉันก็แค่อยากสอนให้พวกเขาใช้ดาบเท่านั้นเอง!"
"ค่ายทหารใหม่นี้ มีคนปกติบ้างมั้ยเนี่ย?"
“โอ๊ย!!??”
"สวรรค์..."
ครูฝึกหันมองเฉาเยวียนที่แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายตรงหน้า สลับกับมองดาบไม้ในมือของตัวเอง แล้วเงียบไปชั่วขณะ... ก่อนจะโยนมันทิ้งไป!
"ไปตายซะเถอะ!"
บทที่ 94: จั่นไป๋
เฉาเยวียนร่างอสูรคำรามลั่น ปรี่เข้าหาดุจสายฟ้าฟาด กวัดแกว่งดาบไม้อย่างรวดเร็ว เปลวไฟสีดำรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งตรงไปยังครูฝึกหัน
ครูฝึกหันที่ตอนนี้มือเปล่าหรี่ตาลง กลิ้งตัวหลบไปอีกด้านหนึ่งอย่างฉับไว หลบคมดาบได้ทันท่วงที พร้อมกันนั้นก็คว้าดาบตรงที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา
เพียงเสียงชักดาบออกจากฝักเบาๆ!
ยามดาบอยู่ในมือ บุคลิกของครูฝึกหันพลันเปลี่ยนไป
สายตาอันล้ำลึกดูเหมือนจะมองทะลุการเคลื่อนไหวของเฉาเยวียนร่างอสูรได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่ออีกฝ่ายปรากฏกายตรงหน้า เขาถอยหลังไปครึ่งก้าว ก่อนจะฟันดาบออกไปด้านข้าง!
เคร้ง!
ดาบไม้ที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีดำปะทะกับดาบตรงของครูฝึกหัน เสียงดังสนั่นราวกับโลหะกระทบกัน เฉาเยวียนแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนจะออกแรงอีกครั้ง!
ดาบของครูฝึกหันถูกดาบไม้ปัดออกไป ทว่าเขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พลางคาดเดาวิถีการโจมตีครั้งต่อไปของเฉาเยวียน แล้วหลบได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ถอยหลังติดต่อกันหลายก้าว ดวงตาฉายแววเคร่งขรึม
"ชีเยี่ย ผนึกต้องห้ามถูกสะกดเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมเฉาเยวียนยังใช้ได้ล่ะ?" ไป๋หลี่พั่งพั่งขยับเข้าไปใกล้หลินชีเยี่ย แล้วถามด้วยความสงสัย
"ยิ่งลำดับของผนึกต้องห้ามสูง ผลของการสะกดก็จะยิ่งอ่อนแอลง หากเป็นผนึกต้องห้ามของคนอื่นก็คงพอไหว แต่ลำดับของเฉาเยวียนนั้นสูงเกินไป มันไม่สามารถสะกดได้อย่างสมบูรณ์"
"ยิ่งไปกว่านั้น ผนึกต้องห้ามของเขาค่อนข้างพิเศษ ในสถานะคลุ้มคลั่งแบบนี้ แม้แต่ตัวเองก็ยังควบคุมไม่ได้ ผลของวัตถุนั่นก็ยิ่งน้อยลงไปอีก" หลินชีเยี่ยบอกความคิดของตนเอง
"ถ้าอย่างนั้น ผนึกต้องห้ามของครูฝึกก็ถูกสะกดด้วยรึเปล่า?" ไป๋หลี่พั่งพั่งเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก "นั่นหมายความว่า ตอนนี้มีเพียงเฉาเยวียนเท่านั้นที่สามารถใช้ผนึกต้องห้ามได้ ส่วนครูฝึกหันใช้แค่ทักษะการต่อสู้ในการต่อกรกับเฉาเยวียนที่กำลังคลุ้มคลั่งเหรอ?"
"นั่นมันอันตรายสุดๆไปเลยนะ!"
หลินชีเยี่ยไม่ตอบ กลับมองดูคนทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันบนเวทีอย่างเงียบงัน
"ทุกคนถอยออกจากสนามฝึกเดี๋ยวนี้!" ครูฝึกหันปะทะดาบกับเฉาเยวียนที่คลุ้มคลั่งติดต่อกันหลายครั้ง ถูกแรงมหาศาลของอีกฝ่ายผลักจนถอยหลังไปหลายก้าว พลางตะโกนบอกเหล่าทหารใหม่อย่างหนักแน่น
ด้วยสายตาของเขา ย่อมจำได้ทันทีว่าผนึกต้องห้ามของเด็กหนุ่มคืออะไร และพอจะเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เฉาเยวียนในตอนนี้อันตรายเกินไป เหล่าทหารใหม่ที่ถูกสะกดผนึกต้องห้ามเป็นเพียงคนธรรมดา การอยู่ต่อไปอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
"บ้าเอ๊ย ทำไมตอนนี้ฉันถึงสัมผัสพลังผนึกต้องห้ามของตัวเองไม่ได้..." ครูฝึกหันกัดฟันแน่น พยายามใช้ผนึกต้องห้ามของตัวเอง แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้น
เฉาเยวียนในสถานะคลุ้มคลั่ง แม้แต่หน้ากากหวังก็ยังรู้สึกว่ารับมือยาก ตอนนี้ครูฝึกหันที่ไม่มีทั้งการเร่งเวลาและดาบอี้เยวียน ต้องอาศัยประสบการณ์และทักษะการต่อสู้เพื่อรับมือ
ด้วยเหตุนี้ หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆจึงได้ประจักษ์ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของครูฝึกผู้โชคร้ายคนนี้!
ไม่ว่าเฉาเยวียนจะรวดเร็วเพียงใด ครูฝึกหันก็ยังคงคาดการณ์วิถีการเคลื่อนไหวของเขาได้ ดาบตรงในมือราวกับมีจิตวิญญาณ บินว่อนไปมารอบตัวเฉกเช่นผีเสื้อ ปัดป้องการโจมตีของเฉาเยวียนได้ทุกครา!
น่าเสียดายที่ถึงแม้เขาจะสามารถป้องกันการโจมตีได้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังที่บ้าคลั่งและเปลวไฟแห่งความเหี้ยมโหดที่พุ่งเข้าใส่ได้!
การต่อสู้นี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
เสียงหัวเราะอันน่าขนลุกของอีกฝ่ายดังกึกก้อง ครูฝึกหันทำได้เพียงปกป้องตัวเองอย่างยากลำบาก ค่อยๆถอยร่นไปทีละก้าว
"ปราการหยก!" ไป๋หลี่พั่งพั่งสวมสร้อยคอ ยื่นมือป้อมๆชี้ไปที่ลานประลอง
ประกายสีทองอร่ามรวมตัวกันเป็นลำแสง พุ่งออกไปราวกับลูกศร กระแทกกับคมดาบอย่างจัง จากนั้นรูปร่างของมันก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเชือกสีทองมัดร่างเฉาเยวียนเอาไว้
เฉาเยวียนคำรามลั่น เปลวไฟสีดำบนร่างยิ่งลุกโชน ใช้เวลาเพียงสองวินาทีก็เผาเชือกที่ปราการหยกแปรสภาพจนขาดสะบั้น แล้วกระชากตัวเองให้เป็นอิสระ...
จากนั้นก็หันไปเพ่งเล็งไป๋หลี่พั่งพั่งที่อยู่ด้านล่าง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโหดเหี้ยม
ไป๋หลี่พั่งพั่งสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว ลอบกลืนน้ำลายเสียงดัง...
"พี่ชีเยี่ย ช่วยผมด้วย!"
หลินชีเยี่ยเอ่ยขึ้นอย่างจนใจ "...เอาดาบมาให้ฉัน"
"ห๊ะ? ได้เลย!" ไป๋หลี่พั่งพั่งล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะรื้อค้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน เฉาเยวียนร่างอสูรก็ละสายตาจากครูฝึกหัน เปลี่ยนเป้าหมายพุ่งตรงเข้าจู่โจมไป๋หลี่พั่งพั่งและหลินชีเยี่ย!
ครูฝึกหันหน้าถอดสี ตะโกนลั่น "หนีเร็ว!!"
เขาออกแรงถีบพื้น พุ่งตัวตามเฉาเยวียนไปยังทิศทางที่คนทั้งสองยืนอยู่
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว ดวงตาปรากฏประกายสีทองอ่อน รัศมีแห่งอำนาจแผ่ออกมาจากร่างของเขา
"เจอแล้ว!" ไป๋หลี่พั่งพั่งดึงดาบเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ดาบเล่มนี้มีขนาดพอๆกับดาบดารา แล้วส่งมันให้กับหลินชีเยี่ย
ในยามนั้นเอง เปลวเพลิงสีดำของเฉาเยวียนพลันพุ่งประชิดตัว!
ดาบไม้ที่ปกคลุมด้วยเปลวไฟทมิฬ ตัดผ่านอากาศพุ่งตรงมาที่คอของไป๋หลี่พั่งพั่ง ทันใดนั้นเอง แสงสีขาวพลันวาบขึ้น!
เกร้ง!
ดาบไม้กระทบกับคมดาบดังสนั่น สะกดเพลิงทมิฬที่แผดเผาให้หยุดชะงัก หลินชีเยี่ยสะบัดข้อมือปัดดาบไม้ออกไปจากตัว
ไป๋หลี่พั่งพั่งซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังหลินชีเยี่ย ยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเองที่กำลังเต้นระรัว
“แม่ง... ตกใจหมดเลย!”
หลินชีเยี่ยสบถเบาๆ ก้มมองดาบในมือของตัวเอง ดวงตาฉายแววฉงน
“เมื่อกี้ฉันไม่ได้โดนดาบไม้ไม่ใช่เหรอ ทำไม...”
“ผนึกต้องห้ามของดาบเล่มนี้เรียกว่า [เสี่ยวจั่นไป๋] เป็นวัตถุต้องห้ามที่สร้างขึ้นเลียนแบบมาจากศาสตราเทพลำดับที่061 [จั่นไป๋] เมื่อเหวี่ยงดาบออกไปจะสามารถฟันทะลุทุกสิ่งในระยะห้าเมตรได้ ไม่นับว่าเป็นวัตถุต้องห้ามที่ร้ายกาจอะไร”
ไป๋หลี่พั่งพั่งลูบท้องพลางกล่าวว่า “ส่วน [จั่นไป๋] เล่มจริงเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของตระกูลผม ว่ากันว่ามันสามารถฟันทะลุทุกสิ่งภายในรัศมีหนึ่งพันเมตรได้ เพียงแค่สะบัดดาบเดียว ทุกสิ่งล้วนถูกตัดขาด”
"เว่อร์ขนาดนั้นเลย?" หลินชีเยี่ยพลิกดาบเสี่ยวจั่นไป๋ในมือพลางเอ่ยอย่างประหลาดใจ
"แน่นอนสิ วัตถุต้องห้ามที่ตระกูลของผมเก็บรักษาอย่างดีมีอยู่ไม่กี่ชิ้นหรอกนะ พ่อของผมเฝ้ามันราวกับไข่ในหิน ผมแค่อยากจะดูสักหน่อยยังไม่ได้เลย"
"ใช้ดีเหมือนกันนะเนี่ย"
หลินชีเยี่ยชั่งน้ำหนักดาบในมืออย่างพึงพอใจ ก่อนจะผงกหัว
เฉาเยวียนคำรามลั่น จ้องเขม็งไปที่หลินชีเยี่ย เปลวเพลิงทั่วร่างยิ่งทวีความรุนแรง
หลินชีเยี่ยรับรู้ได้ถึงสายตานั้น จึงแค่นเสียงเย้ยหยัน พร้อมจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว รัศมีสีทองราวกับเตาหลอมปรากฏขึ้นในดวงตา!
พลังศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขีดจำกัดไหลทะลักเข้าสู่จิตใจของเฉาเยวียน เขาครางออกมาเบาๆ พลางถอยร่นไปครึ่งก้าว ร่างกายโงนเงนราวกับคนเมา
“หืม? ดูเหมือนพลังศักดิ์สิทธิ์จะ... ได้ผลดีกับเจ้าหมอนี่นะ” หลินชีเยี่ยพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปหาไป๋หลี่พั่งพั่ง “เอาม้วนปิดผนึกที่ใช้คราวก่อนนั่นมาให้ฉันหน่อยสิ”
“ได้เลย” ไป๋หลี่พั่งพั่งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบเทปกาวออกมาแล้วยื่นให้
หลินชีเยี่ยถือดาบเสี่ยวจั่นไป๋ไว้ในมือขวา ใช้ฟันกัดม้วนปิดผนึกที่พันอยู่บนมือซ้ายออกเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายเจิดจ้าดุจดวงตะวัน ก่อนจะพุ่งเข้าหาเฉาเยวียนอย่างรวดเร็ว!
เมื่ออยู่ห่างจากอีกฝ่ายเพียงห้าเมตร หลินชีเยี่ยก็เหวี่ยงดาบเสี่ยวจั่นไป๋ในมือหลายครั้ง ปัดดาบไม้ของเฉาเยวียนจนกระเด็นออกไป!
เฉาเยวียนคำรามลั่น กำมืออีกข้างเป็นกรงเล็บ แล้วพุ่งเข้าหาหลินชีเยี่ยราวกับสายฟ้าฟาด!
หลินชีเยี่ยราวกับล่วงรู้การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างแจ่มแจ้ง เขาย่อตัวหลบคมเล็บนั้นได้ทัน ก่อนจะสะบัดข้อมือเล็กน้อย ใช้สันดาบฟาดเข้าที่ข้อศอกของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว!
ดาบไม้ของเฉาเยวียนหลุดออกจากมือ!
หลินชีเยี่ยพลิกตัวกลับอย่างว่องไว เผยให้เห็นม้วนปิดผนึกที่พันอยู่บนมือซ้าย เขาเหวี่ยงมันออกไปพันรอบคอของเฉาเยวียนหลายรอบ จนแน่ใจว่าสะกดเพลิงทมิฬจนมิด ก่อนจะกระชากลงอย่างแรง!
ร่างของเฉาเยวียนที่คลุ้มคลั่งอยู่พลันล้มลงกับพื้น!
บทที่ 95: คู่แข่งที่น่ากลัว
เปลวเพลิงสีดำค่อยๆมลายหายไป เผยให้เห็นผิวหนังดั้งเดิม เฉาเยวียนกุมม้วนปิดผนึกที่พันรอบคอ ดวงตาสีโลหิตของเขากลับเป็นปกติพร้อมกับเสียงไออย่างหนัก
หลินชีเยี่ยคลายเทปกาวที่พันรอบตัวอีกฝ่ายพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก
เฉาเยวียนในสภาพคลุ้มคลั่งนั้นแข็งแกร่งอย่างที่คาดไว้ หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้มีวัตถุต้องห้ามสองชิ้นอยู่ในมือ กอปรกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของเขาที่สามารถยับยั้ง [ราชันทมิฬล้างผลาญ] ได้ บางทีอาจจะไม่ชนะง่ายๆแบบนี้
เฉาเยวียนนอนหายใจหอบอยู่บนพื้น ดวงตาจับจ้องไปที่หลินชีเยี่ย มุมปากเผยรอยยิ้มออกมา
"เป็นนายจริงๆด้วย..."
"อะไร?"
"ในโลกนี้มีไม่กี่คนที่สามารถสะกด [ราชันทมิฬล้างผลาญ] ได้"
"อย่างนั้นเหรอ? ถ้าฉันเดาไม่ผิด หัวหน้าหน่วยเร้นลับก็น่าจะทำได้เหมือนกัน"
"ไม่เหมือนกัน นายสามารถชำระล้างบาปของฉันได้"
"นายพูดอะไรน่ะ?"
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ส่วนเฉาเยวียนนั้นได้แต่ส่ายหน้า แล้วลุกขึ้นจากพื้นโดยไม่พูดอะไร
ครูฝึกหันที่ยืนอยู่ข้างๆเดินเข้ามา เพ่งพินิจหลินชีเยี่ยอย่างละเอียด "ไม่เป็นอะไรนะ?"
"ไม่เป็นไรครับ"
"อืม" ครูฝึกหันชะงัก แล้วชูนิ้วโป้งให้หลินชีเยี่ย "เมื่อกี้นายทำได้เยี่ยมมาก!"
หลินชีเยี่ยยิ้มบางๆ
ครูฝึกหันยื่นมือไปพยุงเฉาเยวียนให้ลุกขึ้น ฝ่ายถูกพยุงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ครูฝึกหันส่ายหน้าห้ามไว้
"นายไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เรื่องนี้ฉันต้องรับผิดชอบเอง ฉันเป็นคนบังคับให้นายชักดาบ มันไม่เกี่ยวกับตัวนายเลย"
เฉาเยวียนที่ตั้งใจจะขอโทษ ยามเห็นว่าถูกขัดคำพูดก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ ก่อนจะประนมมือ
"อามิตาพุทธ"
ไม่นานนัก เหล่าครูฝึกที่มีอาวุธครบมือก็รีบรุดมาด้วยสีหน้าร้อนรน เมื่อเห็นสภาพเวทีประลองที่พังเสียหาย พวกเขาก็ต่างขมวดคิ้ว
ครูฝึกหันเข้าไปอธิบายสถานการณ์ให้ครูฝึกคนอื่นๆฟังอย่างคร่าวๆ พวกเขาจึงค่อยเบาใจลง
"ครูฝึกหง ผมว่า... ผมคงไม่เหมาะกับการสอนแล้วล่ะ"
ผู้พูดดึงครูฝึกหงเดินมาคุยกันที่ด้านข้าง พลางถอนหายใจยาว
"นี่เพิ่งจะวันแรกที่นายมาทำงาน นายก็อยากจะลาออกแล้วเหรอ?" ครูฝึกหงเลิกคิ้วขึ้น
"ผมพบว่า การสอนนักเรียนกับการออกไปรบฆ่าฟันนั้นมันแตกต่างกัน... ตอนที่ออกไปทำภารกิจ ผมสามารถบุกตะลุยฝ่ากองทัพศัตรูได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอันตรายแบบไหน ผมก็ไม่เคยหวั่น"
"แต่พอผมมาสอนที่นี่ เพียงไม่กี่นาที... ผมก็ถูกเล่นงานจนสะบักสะบอม แถมยังเกือบจะเกิดอุบัติเหตุในการสอนอีก"
ครูฝึกหงมองสีหน้าห่อเหี่ยวของอีกฝ่าย แล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"ฉันว่านายมีพรสวรรค์ในการสอนมากเลยนะ ดูสิ นายสุ่มเลือกใครมาสามคน คนแรกก็คุณชายน้อยแห่งตระกูลไป๋หลี่ คนที่สองก็ตัวแทนทูตสวรรค์เซราฟ คนที่สามก็เป็นผู้มีพลังอันตรายระดับวิกฤติ..."
"นี่ไม่ใช่แค่การสุ่มคนธรรมดานะ ในบรรดาทหารใหม่239คน นายสุ่มได้ตัวแสบมาถึงสามคนติดกัน นายนี่มือขึ้นจริงๆ!"
"ครูฝึกหงครับ เลิกแซวผมได้แล้ว" ครูฝึกหันถูจมูกอย่างเขินอาย
"พูดตามตรง ในบรรดาครูฝึกทุกคน อาจจะมีคนที่เก่งกว่านายในการต่อสู้ระยะประชิด แต่คนเหล่านั้นก็แค่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ได้เก่งรอบด้านอย่างนายที่เชี่ยวชาญทั้งสิบแขนง ไม่ว่าจะเป็นดาบ ง้าว หอก หรือกระบี่"
"ในตอนนี้ เหล่าทหารใหม่ยังอ่อนหัด สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่คือครูฝึกที่คุ้นเคยกับศิลปะการต่อสู้ทุกแขนง จนสามารถแนะนำอาวุธที่เหมาะสมกับรูปแบบการต่อสู้ของแต่ละคน ซึ่งพวกฉันคงสอนไม่ไหวหรอก ในหน่วยพิทักษ์ราตรีแห่งต้าเซี่ย คงมีแค่ครูฝึกหันลี่เท่านั้นที่มีความสามารถนี้"
"แต่ว่าผม..."
"ในบรรดาทหารใหม่พวกนี้ มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่ทำให้ปวดหัว การได้เห็นพัฒนาการของเหล่าอัจฉริยะกับตาตัวเอง ถือเป็นโชคดีของเราไม่ใช่หรือไง?" ครูฝึกหงกล่าวพลางมองไปยังทิศทางไกลๆริมฝีปากแย้มยิ้มขึ้น
"นายไม่อยากรู้หรือว่า เมื่อเหล่าอัจฉริยะก้าวพ้นค่ายฝึกอบรมแห่งนี้ไปแล้ว พวกเขาจะเป็นเช่นไร?"
ครูฝึกหันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเหล่าทหารใหม่อย่างลืมตัว ภาพเด็กหนุ่มที่มือซ้ายพันผ้าพันแผลและมือขวากำดาบผุดขึ้นมาในหัว
หลังจากเงียบไปสักพัก เขาก็พยักหน้า
"เอาล่ะ ผมจะลองดูอีกครั้ง"
ครูฝึกหงยกยิ้ม ก่อนจะตบบ่าผู้พูดเบาๆ
"ไปเถอะ พวกมือใหม่กำลังรอให้นายฝึกอยู่"
ครูฝึกหันพยักหน้า สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมุ่งหน้าสู่สนามฝึก
ยามเห็นผู้ที่เพิ่งกลับมา เหล่าทหารใหม่ที่กำลังส่งเสียงอึกทึกพลันปิดปาก ทั่วทั้งสนามฝึกพลันเงียบสงัด
ครูฝึกหันกวาดสายตามองไปทั่ว เอื้อมมือหยิบดาบไม้เล่มหนึ่งจากชั้นวางข้างๆ เดินขึ้นไปบนเวทีที่แหว่งไปครึ่งหนึ่ง แล้วเริ่มอธิบายต่อ
"กระบวนท่าดาบที่เราเพิ่งพูดถึง แม้จะรวดเร็วฉับไว แต่ก็ยังขาดพลัง..."
.................
ช่วงเช้าเป็นช่วงฝึกการต่อสู้ระยะประชิด หลังจากครูฝึกหันอธิบายกระบวนท่าดาบไปสองสามท่า เขาก็สอนการใช้ดาบสองมือ กระบี่ หอก และแม้กระทั่งทักษะการใช้อาวุธลับบางส่วน
เนื่องจากเป็นการฝึกอาวุธเย็นครั้งแรก โดยพื้นฐานแล้วครูฝึกหันจึงเป็นผู้บรรยายเป็นหลัก และด้วยความใจดี เขาจึงให้ทุกคนนั่งฟัง ซึ่งทำให้เหล่าทหารใหม่ที่ถูกทรมานมาทั้งเช้าได้มีเวลาพักผ่อน
จนกระทั่งครูฝึกหันพูดจนคอแห้ง ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน
เมื่อทหารใหม่มาถึงโรงอาหารด้วยความคาดหวัง พวกเขาก็พบว่าอาหารกลางวันยังคงเป็นหมั่นโถวกับเนื้อดิบเหมือนเดิม ความรู้สึกของพวกเขาพลันพลุ่งพล่าน บางคนถึงกับอาเจียนออกมา
อย่างไรก็ตาม มีคนตาไวสังเกตเห็นว่า นอกจากหมั่นโถวแป้งขาวกับเนื้อดิบแล้ว ตรงหน้ายังมีจาน... ผักดอง!
ภาพตรงหน้าทำให้เหล่าทหารใหม่ที่สิ้นหวังกลับมาดีใจอย่างบ้าคลั่ง
"พี่ชีเยี่ย คุณว่าตาแก่ที่โรงอาหารเกิดสำนึกผิดแล้วหรือเปล่า? ถึงกับเตรียมผักดองมาให้ด้วย!" ไป๋หลี่พั่งพั่งเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง พลางยัดผักดองเข้าไปในหมั่นโถวแล้วกัดคำโต
"ไม่รู้สิ ฉันรู้แค่ว่าผักดองแค่นี้ กินได้ไม่กี่คำก็หมดแล้ว" หลินชีเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง ขณะนับจำนวนผักดองในจาน
ทันใดนั้นเอง มีร่างหนึ่งขยับเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขาอย่างเงียบๆ
เฉาเยวียนยื่นจานผักดองของตัวเองให้หลินชีเยี่ย แล้วพูดพลางเคี้ยวเนื้อดิบในปาก "อันนี้ให้นาย"
หลินชีเยี่ยตกตะลึง ไป๋หลี่พั่งพั่งเบิกตากว้าง "นี่นาย... นี่ผักดองเลยนะ นายไม่กินเหรอ?"
"หลินชีเยี่ยอยากกิน ฉันก็จะให้เขากิน"
ไป๋หลี่พั่งพั่งอ้าปากค้างยามได้ยินคำพูดนั้น "นี่... นายรู้ไหมว่านี่มันหมายความว่ายังไง?"
"อะไร?"
"พวกเลียแข้งเลียขา!"
"ฉันยอมรับอย่างเต็มใจ"
“...”
หลินชีเยี่ยนิ่งเงียบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ถ้านายทำแบบนี้เพราะเรื่องเมื่อเช้า นายไม่จำเป็นต้องทำเลย ฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไรสักหน่อย..."
"ไม่ใช่แบบนั้น หลินชีเยี่ย" เฉาเยวียนส่ายหน้า พร้อมกับจ้องตาของหลินชีเยี่ยอย่างจริงจัง
"ฉันแค่... อยากจะเป็นหมาของนายก็เท่านั้น"
หลินชีเยี่ย "..."
ไป๋หลี่พั่งพั่งสั่นสะท้านไปทั้งตัว มองเฉาเยวียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปในทันที!
'แม่เจ้าโว้ย!'
'นี่มันคู่แข่งที่น่ากลัวจริงๆ!'
บทที่ 96: การฝึกขีดจำกัด
"หมอนี่เป็นบ้าอะไรหรือเปล่า?" หลินชีเยี่ยมองเฉาเยวียนด้วยสายตาแปลกประหลาด
เขามักจะคาดเดาผู้อื่นด้วยความหวาดระแวง การที่อีกฝ่ายเข้ามาประจบประแจงโดยไม่มีเหตุผล ทำให้เขาอดคิดมากไม่ได้
"ฉันไม่เข้าใจ" หลินชีเยี่ยส่ายหน้า "เพราะฉันสามารถหยุดยั้งนายตอนคลุ้มคลั่งได้งั้นเหรอ?"
"นายยังสามารถช่วยฉันชำระล้างบาป และทำให้บำเพ็ญบุญกุศลจนสมบูรณ์ได้" เฉาเยวียนพนมมือขึ้น พลางสวดมนต์เบาๆ
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว "นายกำลังพูดถึงอะไร?"
สีหน้าของเฉาเยวียนเศร้าหมอง ดวงตาฉายแววเจ็บปวด เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างช้าๆว่า
"ฉันแบกรับชีวิตของผู้บริสุทธิ์333คนที่ตายไปอย่างอนาถ เลือดนองท่วมฟ้า บาปกรรมท่วมท้น… มีเพียงนายเท่านั้นที่สามารถชำระล้างบาปนี้ให้ฉันได้ และช่วยปลดปล่อยฉันจากการถูกไฟนรกเผาผลาญ"
"นายฆ่าคนไป333คน?" ไป๋หลี่พั่งพั่งเบิกตาโพลง "เมื่อก่อนนาย… เป็นโจรเหรอ?"
"...ไม่ใช่"
"แล้วนายทำอะไรลงไป?"
เฉาเยวียนหลับตาลง ก้มหน้าไม่ตอบ
หลินชีเยี่ยเอ่ยขึ้นว่า "ขอโทษ ฉันไม่มีความสามารถในการชำระล้างบาปให้ใคร นายควรจะไปหานักบวช"
"ฉันไปหาแล้ว" เฉาเยวียนสบตากับหลินชีเยี่ย "ฉันสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูเขาจิ่วหัวเจ็ดปี แต่แสงสีเลือดบนร่างกายก็ยังไม่จางหายไปเลยสักนิด… พระอาจารย์จินฉานบอกว่า มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยฉันชำระล้างบาป และบำเพ็ญบุญได้สำเร็จ"
"เขาบอกเลขบัตรประชาชนของฉันงั้นเหรอ?" หลินชีเยี่ยถามอย่างประหลาดใจ
"...ไม่ แต่ก็ไม่ต่างกัน" เฉาเยวียนกล่าวอย่างใจเย็น "ต้นไม้คู่ตั้งตระหง่าน เทพทั้งแปดขาดหายไปหนึ่ง เดินทางยามราตรีนับสิบปี นำพามวลมนุษย์ก้าวข้ามไป… ไม่ใช่หลินชีเยี่ยเหรอ?"
หลินชีเยี่ยไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเมื่อได้ยินสองประโยคแรก แต่ยามได้ยินประโยคที่ว่า ‘เดินทางยามราตรีนับสิบปี นำพามวลมนุษย์ก้าวข้ามไป’ สีหน้าของเขาก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นทีละน้อย
เดินทางยามราตรีนับสิบปี หมายถึงช่วงเวลาสิบปีที่เขาสูญเสียการมองเห็น หรือหมายถึงข้อตกลงระหว่างเขากับจ้าวคงเฉิง ที่จะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีเป็นเวลาสิบปี?
ถ้าเป็นอย่างแรก แสดงว่าเฉาเยวียนสืบประวัติเขามาอย่างละเอียด แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง... ตอนที่ให้คำสัญญานั้น ไม่มีใครอยู่รอบๆเลย แล้วพระอาจารย์จินฉานรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
"ก็อย่างที่บอก ฉันไม่ลบล้างเคราะห์กรรมให้ใครหรอกนะ" หลินชีเยี่ยส่ายหน้า
"ตอนนี้อาจจะยัง แต่ฉันเชื่อว่าในอนาคต นายทำได้แน่"
"นายเชื่อใจฉันขนาดนั้นเลย?"
"ฉันเชื่อใจพระอาจารย์จินฉาน"
หลินชีเยี่ยจ้องมองเฉาเยวียนนานแสนนาน ก่อนจะถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา "ตามใจนายแล้วกัน แต่ฉันไม่รับประกันอะไรทั้งนั้น"
เฉาเยวียนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ จึงยื่นผักดองไปตรงหน้าหลินชีเยี่ย
"กินผักดองสิ"
หลินชีเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผักดองมาเล็กน้อย ยัดลงไปในหมั่นโถวแป้งขาวแล้วกัดคำโต
เฉาเยวียนเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ยิ่งมอง ยิ่งเหมือนรอยยิ้มของลูกหมาเลียขา..." ไป๋หลี่พั่งพั่งพึมพำ ก่อนจะขยับเข้าใกล้เฉาเยวียนอย่างไม่ละอายใจ แล้วเอื้อมมือจะหยิบผักดองบ้าง
เฉาเยวียนพลันเปลี่ยนสีหน้า เขาใช้มือปิดจานผักดองทันที "ไสหัวไป"
"ขอชิมหน่อยไม่ได้รึไง! ชีเยี่ยยังกินได้ ทำไมผมกินไม่ได้! ขี้เหนียวชะมัด..." ไป๋หลี่พั่งพั่งเบ้ปาก
"พวกนี้เป็นของหลินชีเยี่ยทั้งหมด" เฉาเยวียนพูดอย่างเย็นชา
ไป๋หลี่พั่งพั่งทำหน้าเศร้า เดินเข้าไปหาหลินชีเยี่ย "ชีเยี่ย นายว่าผมไป๋หลี่พั่งพั่ง สมควรได้กินผักดองของนายไหม!"
"ไม่สมควร"
"...แล้วนาฬิกาโรเล็กซ์ของผมล่ะ..."
"อืม… กินนิดหน่อยก็ได้"
ยามเห็นหลินชีเยี่ยใจอ่อน เฉาเยวียนจึงจำใจปล่อยมือภายใต้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของไป๋หลี่พั่งพั่ง แล้วกลับมานั่งแทะเนื้อดิบอย่างเงียบๆเพียงลำพัง
ไป๋หลี่พั่งพั่งถือหมั่นโถวไว้ในมือข้างหนึ่ง และคว้าผักดองด้วยมืออีกข้าง เขายืดอกอย่างลำพองต่อหน้าเฉาเยวียน ขณะที่เคี้ยวก็ยิ้มเยาะอย่างโง่เขลา ราวกับนางสนมที่เพิ่งได้อำนาจในวังหลัง
"ทุกคนฟังทางนี้!!"
ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจรับประทานอาหาร ครูฝึกหงก็เดินนำครูฝึกอีกสองคนเข้ามาในโรงอาหาร พลางเปล่งเสียงกังวานดังก้องไปทั่ว
ทุกคนวางหมั่นโถวในมือลงพร้อมกัน มีเพียงไป๋หลี่พั่งพั่งที่ยัดหมั่นโถวเข้าปากจนแก้มตุ่ย แล้วยืนตัวตรง
สายตาอันเฉียบคมของครูฝึกหงกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆว่า
“บ่ายวันนี้ เป็นการฝึกขีดจำกัดครั้งแรกของพวกนาย! พอกินข้าวเสร็จ ทุกคนไปรวมตัวกันที่หลังโรงอาหาร! ได้ยินชัดเจนไหม!!”
“ชัดเจนครับ/ค่ะ!” ทหารใหม่ทุกคนขานรับ
ครูฝึกหงพยักหน้า “ขอเตือนไว้ก่อนนะ การฝึกขีดจำกัดในช่วงบ่ายจะหนักมาก… พวกนายควรกินอาหารบนโต๊ะให้หมดซะ”
สิ้นเสียง ครูฝึกทั้งสามก็หันหลังเดินออกไป เสียงอึกทึกในโรงอาหารดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ฝึกขีดจำกัด? มันคืออะไร?” ไป๋หลี่พั่งพั่งถามอย่างสงสัยพลางเคี้ยวหมั่นโถว
“ไม่รู้สิ” เฉาเยวียนส่ายหน้า
“กินอาหารบนโต๊ะให้หมดก่อนเถอะ” หลินชีเยี่ยมองตามครูฝึกที่ออกไปพลางถอนหายใจยาว “บ่ายวันนี้ คงได้เจอนรกของจริง…”
….........
หลังจากที่เด็กหนุ่มทั้งสามกินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ตรงไปยังหลังโรงอาหาร ซึ่งมีรถบัสสีดำหลายคันจอดอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน
"ออกค่ายเหรอ?" ไป๋หลี่พั่งพั่งตาเป็นประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"การออกจากค่าย อาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็ได้" หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ทำไมล่ะ?"
"นั่นหมายความว่า สิ่งอำนวยความสะดวกในค่ายฝึกไม่สามารถตอบสนองเงื่อนไข 'ขีดจำกัด' ได้อีกต่อไป" เจิ้งจงที่เป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของคนทั้งสามเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
"พวกคุณเคยฝึกแบบนี้มาก่อนเหรอ?"
"ฉันไม่รู้ว่าค่ายฝึกของหน่วยพิทักษ์ราตรีกับในกองทัพจะเหมือนกันไหม แต่ว่า… การฝึกในช่วงบ่ายคงจะไม่ง่ายเหมือนตอนเช้าหรอก เก็บแรงเอาไว้เถอะ"
เจิ้งจงเดินผ่านหลินชีเยี่ยไป ประตูรถบัสสีดำเปิดออกช้าๆ เขากระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็วและหายไปจากสายตาผู้คน
หลินชีเยี่ยครุ่นคิดอยู่นาน ยังคงเดาไม่ออกว่าการฝึกขีดจำกัดนี้คืออะไร จึงตัดสินใจเลิกคิดแล้วขึ้นรถตามเจิ้งจงไป ไป๋หลี่พั่งพั่งกับเฉาเยวียนก็ตามขึ้นรถไปติดๆ
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม รถก็เคลื่อนตัวออกอย่างช้าๆ รถบัสสีดำห้าคันแล่นออกจากประตูค่ายฝึกอบรม มุ่งหน้าสู่ผืนป่ารกร้าง
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา รถบัสก็หยุดลง
หลินชีเยี่ยลืมตาขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความประหลาดใจ
"ภูเขาจินหนาน?" หลินชีเยี่ยเป็นชาวเมืองชางหนาน ย่อมรู้จักภูเขาเขียวชอุ่มเบื้องหน้า
เมืองชางหนานตั้งอยู่บนที่ราบทางตะวันออกเฉียงใต้ของต้าเซี่ย ไม่ได้มีภูเขาสูงใหญ่หรือมีชื่อเสียงอะไร ภูเขาจินหนานแห่งนี้มีความสูงราวสี่พันเมตร ถือว่าไม่ใช่ภูเขาที่ใหญ่โต แต่บริเวณโดยรอบถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาขนาดเล็ก เชื่อมต่อกันเป็นเทือกเขายาว
ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาจินหนานแห่งนี้ยังไม่เคยถูกพัฒนาในวงกว้าง ถือเป็นภูเขาที่อยู่ในเขตชายแดนเมืองชางหนาน มีเพียงยอดเขาจินหนานเท่านั้นที่มีการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว แม้กระนั้น ตลอดทั้งปีก็มีนักท่องเที่ยวมาไม่มากนัก ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม
หลังจากที่รถจอดสนิท ครูฝึกหงก็ลุกขึ้น แล้วหันมามองทหารใหม่พร้อมกับแสยะยิ้มอย่างโหดเหี้ยม
"ทุกคน ลงรถ!"
บทที่ 97: เข้าสู่ภูเขา
ทหารใหม่ทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่เชิงเขาจินหนาน
ครูฝึกหงยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าพวกเขา กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า
"ต่อไป เราจะเริ่มการฝึกขีดจำกัด!"
"เห็นเทือกเขาข้างหลังนั่นไหม? เดี๋ยวฉันจะให้พวกนายแบกตัวถ่วงน้ำหนักสามสิบห้ากิโลกรัม สิ่งที่ต้องทำก็คือ ข้ามเทือกเขานี้ให้ได้ก่อนฟ้าสาง!"
"รายงาน!" เจิ้งจงตะโกน
"ว่ามา!"
"แค่แบกน้ำหนักวิ่งธรรมดา ธรรมดางั้นเหรอครับ?"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก..." ครูฝึกหงยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางโบกมือ รถบัสคันสุดท้ายก็ปล่อยโดรนออกมาอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละลำมีปืนขนาดเล็กติดตั้งอยู่ด้านล่าง
"ตัวถ่วงน้ำหนักของพวกนายมีฟังก์ชันระบุตำแหน่งในตัว หลังจากการฝึกเริ่มต้นขึ้น โดรนเหล่านี้จะเข้าไปในภูเขาและไล่ล่าพวกนายทุกคน เมื่อใดก็ตามที่ถูกปืนสีที่ติดตั้งอยู่ด้านล่างยิง นั่นหมายความว่า พวกนายล้มเหลว..."
“และความล้มเหลว... จะตามมาด้วยบทลงโทษที่โหดร้าย โหดร้าย… และโหดร้ายมาก!”
ครูฝึกหงยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ราวกับนึกถึงเรื่องสนุกๆ พลางเน้นย้ำคำว่า ‘โหดร้าย’ ถึงสามครั้งจนพวกทหารใหม่ขนลุกซู่
"มีกฎอยู่สามข้อที่ฉันอยากจะเน้นย้ำ" ครูฝึกหงชูสามนิ้วขึ้น
"ข้อแรก น้ำหนักที่พวกนายแบกสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ สมมุติว่ามีใครในกลุ่มวิ่งไม่ไหวแล้ว ก็สามารถแบ่งน้ำหนักไปให้คนอื่นช่วยถือ หรือนำกลับมาได้ทุกเมื่อ แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า ห้ามทิ้งตัวถ่วงน้ำหนักโดยพลการ หากจับได้จะถือว่าสอบตกทันที!"
"ข้อที่สอง ห้ามใช้วิธีการใดๆในการโจมตี หรือแม้แต่สัมผัสโดรน รวมถึงห้ามสะพายสิ่งของใดๆบนหลังเพื่อขัดขวางการยิงของปืนสี ห้ามหลบซ่อนตามมุมอับโดยไม่ขยับเขยื้อน สิ่งเดียวที่ทำได้เมื่อเผชิญหน้ากับโดรนก็คือ... หนี!"
"ข้อที่สาม พวกนายสามารถรวมกลุ่มกันได้ แต่ห้ามโจมตีกันเอง และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำของผู้อื่น"
สิ้นเสียง ครูฝึกหงก็ตะโกนเสียงดังว่า "เข้าใจไหม?!"
"เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ!"
"ทุกคน ไปรับตัวถ่วงน้ำหนักแล้วเข้าไปในภูเขากันได้!"
เมื่อคำสั่งถูกส่งลงมา เหล่าทหารใหม่ก็เริ่มผลัดกันไปแบกสัมภาระ จากนั้นก็ได้รับมีดแทคติกคนละเล่ม
"มีดเล่มนี้ให้พวกนายใช้ในการเอาชนะภูมิประเทศ ไม่ใช่ให้พวกนายฆ่าฟันกันเอง จำไว้!" ครูฝึกหันลี่กำชับขณะแจกมีด
เมื่อแจกถึงเฉาเยวียน ครูฝึกหันลี่วางมีดเล่มเล็กในมือลง แล้วล้วงสิ่งของบางอย่างออกมาจากด้านหลัง...
ทัพพี
"ครูฝึก นี่มัน..." เฉาเยวียนถึงกับพูดไม่ออก
"นายไม่สามารถใช้อาวุธมีคมได้ และตอนนี้ก็หาอาวุธอื่นไม่ได้ งั้นใช้สิ่งนี้ไปก่อนก็แล้วกัน" ครูฝึกหันลี่ตบบ่าเขา
เฉาเยวียน "..."
คนอื่นใช้มีดเล่มเล็กตัดหญ้าได้ แล้วเขาจะเอาทัพพีไปทำอะไร? ขุดหลุมฝังตัวเองรึไง?!
"เออ เจ้าอ้วนตรงนั้นน่ะ!" ครูฝึกหงนึกอะไรบางอย่างออก จึงเรียกไป๋หลี่พั่งพั่งที่กำลังจะเข้าไปในภูเขา
"ครับ?"
"เอาสิ่งของใน [พื้นที่อิสระ] สร้อยคอ กำไล และลูกปัดที่ห้อยอยู่บนตัวนายออกมาให้หมด แล้วฝากไว้ที่ฉัน" ครูฝึกหงฝึกยื่นมือออกมา
ไป๋หลี่พั่งพั่งสั่นสะท้าน ยกมือทั้งสองปกป้องหน้าอก “ครูฝึก... ของพวกนี้มันแพงมากนะครับ!”
"...ฉันไม่ได้จะเอาของนาย แค่เก็บไว้ให้ชั่วคราว เข้าใจไหม? ถ้านายเอาเข้าไปแล้วทำวัตถุต้องห้ามหล่นไว้ทั่ว จะฝึกอะไรได้อีก!"
"...ก็ได้ครับ"
ไป๋หลี่พั่งพั่งล้วงถุงผ้าใบเล็กสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แล้วส่งให้ครูฝึกหงพร้อมกับพวกเครื่องประดับที่ติดตัวมาด้วย
"อืม ไปได้แล้ว" ครูฝึกหงเก็บของเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง พลางโบกมือไล่
หลังจากที่ทหารใหม่ทั้งหมดเข้าไปในภูเขาแล้ว ครูฝึกหงก็ทิ้งตัวลงนั่งในเต็นท์ทหารที่เพิ่งสร้างเสร็จ แล้วหาวออกมา
"ครูฝึกหง แค่วิ่งข้ามเขาพร้อมตัวถ่วงน้ำหนัก จำเป็นต้องทำให้ซับซ้อนขนาดนี้เลยหรือ?" ครูฝึกหันลี่ถามอย่างสงสัย ขณะเดินมานั่งข้างๆ
"ฮ่าฮ่า นี่ไม่ใช่แค่การวิ่งแบกตัวถ่วงน้ำหนักธรรมดาหรอกนะ" ครูฝึกหงยิ้ม "นายคิดจริงๆหรือว่าพวกเขาจะวิ่งออกจากเทือกเขานี้ได้?"
"หืม?" ครูฝึกหันลี่ชะงัก ราวกับไม่เข้าใจความหมาย
"เราใช้วัตถุต้องห้ามปิดล้อมเทือกเขาทั้งลูกแล้ว ภายในขอบเขตนี้ ภูมิประเทศเดิมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง"
"นั่นหมายความว่า..."
ครูฝึกหงมองไปยังทิศทางที่ทหารใหม่จากไปพร้อมกับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ทั้งเทือกเขาได้กลายเป็นเขาวงกตที่เดินออกมาไม่ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะวิ่งไปทางไหน ก็ไม่สามารถออกจากที่แห่งนั้นได้"
“ดังนั้น พวกเขาจึงทำได้เพียงถูกโดรนไล่ล่าอย่างไม่หยุดยั้งในเขาวงกตอันซับซ้อนแห่งนี้ จนกว่าพละกำลังของทุกคนจะหมดลง… ผลลัพธ์ดังกล่าวดีกว่าการเดินป่าแบกสัมภาระธรรมดามากนัก”
หงลี่ตรึกตรอง “คุณต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่สิ้นหวัง และยังอนุญาตให้พวกเขาแลกเปลี่ยนสัมภาระกัน ในขณะเดียวกันก็ทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตใจ เค้นศักยภาพทางร่างกาย และปลูกฝังความรู้สึกไว้วางใจซึ่งกันและกันใช่มั้ยครับ?"
"สมกับเป็นครูฝึกหันลี่ มองปัญหาได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ" หงฮ่าวชูนิ้วโป้งให้
"แต่… แค่โดรนกับปืนยิงสี จะทำให้พวกเขากดดันขนาดนั้นเลยเหรอ?" ครูฝึกหันอดถามไม่ได้
รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของครูฝึกหง "เดี๋ยวนายก็รู้เอง บทลงโทษสำหรับความล้มเหลว... มันน่ากลัวกว่าที่นายคิดไว้มาก"
............
ภูเขาจินหนาน
หลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนแบกสัมภาระวิ่งฝ่าป่าทึบอย่างคล่องแคล่ว ต้นไม้ในหุบเขาจินหนานล้วนเก่าแก่และสูงใหญ่ แสงแดดลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นหย่อมๆ ราวกับอยู่ในป่าดึกดำบรรพ์
"พวก... พวกนายรอผมด้วย!" ไป๋หลี่พั่งพั่งที่มีรูปร่างท้วม วิ่งตามหลังมาอย่างทุลักทุเล
"ทำไมมันหนักขนาดนี้นะ... พวกนายช่วยผมแบ่งไปหน่อยได้มั้ย?" ไป๋หลี่พั่งพั่งเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองด้วยแววตาอ้อนวอน
"ไม่" หลินชีเยี่ยปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
"ไปไกลๆเลย" เฉาเยวียนตอบกลับอย่างเย็นชา แล้วหันไปหาหลินชีเยี่ยพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ชีเยี่ย ให้ฉันช่วยแบกหน่อยมั้ย?"
"...ไม่จำเป็น"
ไป๋หลี่พั่งพั่ง "..."
กล่าวจบ เสียงโดรนหลายลำก็ดังมาจากข้างหลัง สีหน้าของหลินชีเยี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"โดรนมาแล้ว พวกเราต้องรีบไป ไม่งั้นโดนตามทันแน่"
เฉาเยวียนหันไปมองรอบๆ ทหารใหม่ที่เข้ามาในภูเขาจินหนานพร้อมกัน ต่างก็เริ่มกระจายตัวออกไป เพราะการรวมกลุ่มกันอยู่แบบนี้ มีโอกาสถูกโดรนยิงถล่มมากกว่า
"แฮ่กแฮ่ก... พวกนายไปก่อนเลยก็ได้นะ ตัวถ่วงนี่มันหนักเกินไป ผมคิดว่าผมคงวิ่งหนีโดรนไม่ทันแน่ๆ!" ไป๋หลี่พั่งพั่งเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ขณะรู้สึกถึงเสียงที่ดังเข้ามาใกล้
"นายไม่กลัวโดนลงโทษเหรอ?"
"โดนก็โดนสิ... บทลงโทษคงไม่น่ากลัวขนาดนั้นหรอกมั้ง?" ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดอย่างไม่แน่ใจนัก
บทที่ 98: สถานการณ์สุดอับอายขายหน้า
ปัง!
สิ้นเสียงไป๋หลี่พั่งพั่ง โดรนก็โผล่ออกมาจากป่าด้านหลัง แล้วยิงใส่ทหารใหม่คนหนึ่ง
ทหารใหม่ผู้นั้นตกตะลึง วิ่งได้เพียงสองก้าวก็รู้สึกเวียนหัวจนแข้งขาอ่อนแรง แล้วทรุดลงกับพื้น
ในจังหวะเดียวกัน ครูฝึกสองคนก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง ลากทหารใหม่คนนั้นเข้าไปในป่า
ไป๋หลี่พั่งพั่งพลันร้องอุทาน ‘พระเจ้า!’ แล้วรีบวิ่งตามไป
“บ้าไปแล้ว! นั่นไม่ใช่ปืนยิงสีเหรอ? ทำไมยิงแล้วถึงเป็นลมได้? แล้วครูฝึกสองคนนั้นคืออะไร? ดูจากสีหน้าแล้ว ผมรู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ไม่ได้แน่ๆ โอ้ย!”
ไป๋หลี่พั่งพั่งวิ่งตามหลังคนทั้งสอง แล้วอดไม่ได้ที่จะบ่น
เฉาเยวียนเงียบไปครู่หนึ่ง “หรือว่าบทลงโทษของความล้มเหลว คือการสูญเสียความบริสุทธิ์…”
"ฉันว่าไม่น่าจะขนาดนั้นมั้ง..." หลินชีเยี่ยมุมปากกระตุก “ในพวกเราก็มีทหารหญิงไม่น้อยนะ!”
"ก็นั่นน่ะสิ แล้วตอนนี้พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ในนั้น?"
ไป๋หลี่พั่งพั่งหันกลับมามองป่าเล็กๆด้วยความสงสัย
.............
ครูฝึกสองคนลากร่างทหารใหม่ที่หมดสติ ยกขึ้นเปลข้างๆ แล้วหามกลับลงไปยังจุดเริ่มต้นที่เชิงเขา
“นี่คงเป็นคนแรกที่ถูกคัดออกจากการฝึกสุดโหดในปีนี้สินะ? ฮ่าฮ่า น่าสนใจแฮะ…” ครูฝึกคนหนึ่งพูดด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นทหารใหม่ถูกหามลงมา
“สวม [แหวนสัจวาจา] ให้เขา แล้วเปิดไมโครโฟนที่เชื่อมต่อกับลำโพงบลูทูธในสัมภาระของทหารใหม่ทุกคน…”
ครูฝึกหงสั่งการทุกอย่างอย่างเป็นระบบ เพียงไม่นาน ทหารใหม่คนนั้นก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา และถูกมัดติดกับเก้าอี้จนขยับไม่ได้
"ฮัลโหล ฮัลโหล ได้ยินไหม?"
เสียงของครูฝึกดังขึ้นจากด้านหลังทหารใหม่จนทำให้พวกเขาตกใจ หลินชีเยี่ยและเพื่อนอีกสองคนหยุดเดินพร้อมกัน
"มีลำโพงติดตั้งอยู่ด้วยเหรอ? พวกเขาจะทำอะไร?" หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างประหลาดใจ
ทันทีที่พูดจบ เสียงก็ดังมาจากลำโพงอีกครั้ง
“ได้ยินสินะ งั้นก็ดี… เริ่มลงโทษกันเลยดีกว่า นายชื่อหวังเหลียงใช่มั้ย? เรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิตนายคืออะไร?”
“ตอนผมอายุเจ็ดขวบ ผมเคยแอบดูพี่สาวข้างบ้านอาบน้ำครับ”
“โอ้? แล้วดูดีไหมล่ะ?”
“ดูดีครับ หุ่นเธอดีมาก อวบอึ๋ม แถมยังน่ารักมาก ตอนนั้นผมแอบอยู่ข้างกำแพง มองผ่านร่องหน้าต่างเข้าไป เห็นชัดมากครับ”
“แล้วโดนจับได้ไหม?”
“เคยโดนจับได้ครั้งนึงครับ เธอไปบอกแม่ผม แล้วคืนนั้นผมก็โดนตีเละเลย”
“อ๋อ~ แล้วนายชอบพี่สาวคนนั้นรึเปล่า?”
“ชอบครับ ผมมักจะฝันถึงเธอตอนกลางคืน บางทียัง...”
“...”
หวังเหลียงแก้มแดงก่ำ กล้ามเนื้อบนใบหน้าหดเกร็ง แต่กลับไม่สามารถควบคุมปากของตัวเองได้ แถมมือทั้งสองข้างก็ถูกมัดติดกับเก้าอี้จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
เบื้องหน้า หงฮ่าวถามคำถามสุดอับอายต่างๆนานาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ครูฝึกคนอื่นๆยืนฟังบทสนทนาอยู่ข้างนอก พยายามกลั้นขำจนตัวสั่น แต่สุดท้ายก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังกระจายไปทั่วทั้งกลุ่มราวกับไฟลามทุ่ง
ภายในภูเขาจินหนาน ทหารใหม่ทั้ง238คน ต่างก็หยุดเดินพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! หวังเหลียง ไอ้หนุ่มคนนี้! ไม่คิดว่ามันจะมีเรื่องน่าอายแบบนี้ด้วย!"
"สารเลว! แอบดูพี่สาวอาบน้ำ! แถมไม่ยอมชวนฉันไปดูด้วย!"
"ขำจนท้องแข็งแล้ว ไอ้หมอนี่เอาแต่คุยโวว่าของตัวเองใหญ่ ที่แท้ก็แค่สี่เซนติเมตรเอง ฮ่าฮ่าฮ่า…"
..............
ทว่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะ สีหน้าของพวกเขาพลันแปรเปลี่ยน
ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ใบหน้าพลันซีดเผือดราวกับมะเขือเทศที่ถูกน้ำค้างแข็งกัด
ไป๋หลี่พั่งพั่งกลืนน้ำลายลงคอ ใบหน้าซีดขาวเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า
"นี่… นี่คือบทลงโทษของการถูกยิงเหรอ?"
"คงจะใช้วัตถุต้องห้ามบางอย่างที่บังคับให้คนพูดความจริง… โหดร้ายชะมัด!" หลินชีเยี่ยเอ่ยขึ้น
ทั้งสามสบตากันชั่วครู่ แล้ววิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปในป่าลึกของภูเขาจินหนาน ไป๋หลี่พั่งพั่งก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงกับพุ่งนำหน้าไปเป็นคนแรก
เขากัดฟันแน่น ดวงตาเปี่ยมล้นด้วยความมุ่งมั่น รู้สึกเหมือนจะพ่นไฟออกมาได้
"นี่ยังเรียกว่าบทลงโทษอีกเหรอ?"
“นี่มันเป็นการประจานตัวเองต่อหน้าสาธารณะชนชัดๆ!”
“พวกครูฝึกที่ไร้จรรยาบรรณพวกนี้ กล้าถามอะไรแบบนั้นได้ลงคอ!”
ภายใต้อิทธิพลของวัตถุต้องห้าม แม้แต่ขนาดของตัวเองก็ยังหลุดปากออกมา หากเป็นเขาที่ต้องไปนั่งอยู่ในตำแหน่งของหวังเหลียง...
ผลลัพธ์คงไม่อาจจินตนาการได้!
ในตอนนั้นเอง ทหารใหม่ทุกนายต่างก็มีเลือดนักสู้พลุ่งพล่าน พวกเขากรูกันบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต!
ตรงเชิงเขา ภายในเต็นท์ทหารที่สร้างขึ้นชั่วคราว ครูฝึกหงมองจุดสีแดงมากมายที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วบนหน้าจอ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ
"เป็นไง ผลลัพธ์ไม่เลวเลยใช่ไหม?"
หันลี่กุมหน้าท้องที่ปวดเพราะหัวเราะจนตัวงอ ก่อนจะชูนิ้วโป้งให้
"สุดยอด!"
........……
ปัง ปัง ปัง——!!
กระสุนหลายลูกพุ่งทะลวงผ่านป่า เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหนักตกลงพื้น
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว หันไปมองป่าด้านข้าง ก่อนจะถอยหลังอย่างรวดเร็ว หลบกระสุนสองลูกได้อย่างหวุดหวิด
"โดรนทางซ้ายกำลังเข้ามา" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ทางซ้ายไปไม่ได้แล้ว งั้นก็เหลือแต่ทางขวา” เฉาเยวียนมองไปอีกฝั่ง สีหน้าดูไม่ดีนัก สภาพภูมิประเทศทางนั้นดูทุรกันดารกว่าเดิมมาก แน่นอนว่าต้องสิ้นเปลืองพละกำลังมากกว่าเดิม
"ผม... ผมว่าครูฝึกพวกนี้ต้องจงใจ!" ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดพลางหอบหายใจ "พวกเขาจงใจไล่ต้อนพวกเราไปที่แบบนั้นแน่ๆ!"
"ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" เฉาเยวียนยังคงใจเย็น
หลินชีเยี่ยเป็นคนแรกที่เข้าไปในป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยโขดหินและต้นไม้ใหญ่ เขาทั้งออกแรงวิ่ง กระโดด กลิ้งตัวหลบหลีก มุดลอดไปตามทาง พลางใช้มีดเล่มเล็กๆ ตัดกิ่งไม้ที่พันกันอยู่รอบๆ และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
ไม่นานนัก ชุดของเขาก็เต็มไปด้วยรอยเปื้อน มือทั้งสองข้างมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากกิ่งไม้แหลมคม
ถึงอย่างไร เขาก็เป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย แม้ว่าจะผ่านการฝึกฝนมาหนึ่งเดือนแล้ว แต่สภาพร่างกายก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงติดต่อกันทำให้พละกำลังของเขาลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก การเคลื่อนไหวของเขาก็ช้าลง
ในขณะที่เฉาเยวียนกลับดูแข็งแกร่งอย่างผิดปกติ ถึงแม้จะวิ่งมานานแล้ว แต่เขาก็แค่เหนื่อยหอบเล็กน้อย ไม่ได้เหนื่อยล้ามากนัก
ส่วนไป๋หลี่พั่งพั่ง... ตอนนี้ดูเหมือนคนใกล้ตาย แม้เขาจะดูเหมือนเป็นลมได้ทุกเมื่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ยังคงก้าวต่อไปข้างหน้า
ไม่รู้ว่าหมอนี่มันปิดบังความลับอะไรอยู่ ถึงได้กลัวบทลงโทษขนาดนั้น
หลินชีเยี่ยใช้มีดตัดเถาวัลย์ที่ขวางทางออก กำลังจะก้าวผ่านไป เสียงกรอบแกรบก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเสียงหึ่งๆแผ่วเบา
ในจังหวะนั้น เสิ่นชิงจู่ก็ใช้มีดฟันสิ่งกีดขวางจนขาดสะบั้น และประจันหน้ากับหลินชีเยี่ย
ดวงตาสองคู่ประสานกัน พวกเขาต่างก็เบิกตากว้าง
ทันใดนั้น ฝูงโดรนสองกลุ่มก็โอบล้อมพวกเขาเอาไว้
"แม่งเอ้ย! ซวยแล้ว!" ทั้งสองสบถออกมาพร้อมกัน
บทที่ 99: ลูกสมุน
"บ้าเอ้ย! พวกนายโผล่มากลางทางได้ไงเนี่ย!" ไป๋หลี่พั่งพั่งเบิกตาโพลงยามเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจเรื่องนั้น!" เสิ่นชิงจู่ตะโกนลั่น เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งหลบไปทางซ้าย
บังเอิญที่หลินชีเยี่ยก็เลือกไปทางเดียวกัน
จากเดิมที่สองกลุ่มถูกขนาบหน้าหลัง ตอนนี้ต่างก็พุ่งไปทางซ้ายพร้อมเพรียงกัน ตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศของกระสุน!
ลูกสมุนสามคนที่อยู่ข้างหลังเสิ่นชิงจู่ถูกยิงพร้อมกัน พวกเขาร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะล้มลงไป
หลินชีเยี่ยสะบัดมืออย่างฉับไว เขาเปิดเส้นทางเล็กๆในป่าอย่างรวดเร็ว ส่วนเฉาเยวียนก็วิ่งตามมาพลางกำทัพพีที่ไร้ประโยชน์ไว้ในมือ
ไป๋หลี่พั่งพั่งร้องเสียงหลง พลางกระโดดหลบกระสุนที่พุ่งมาเป็นชุดไปที่หลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะคลานไล่ตามหลินชีเยี่ยกับคนอื่นๆไป
ทุกคนวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ฝ่าดงดิบรกชันมาจนถึงพื้นที่โล่งกว้าง มีลำธารเล็กๆไหลผ่านมาจากหุบเขา ส่งเสียงน้ำไหลรินกระทบโขดหิน
หลินชีเยี่ยเดินไปสองสามก้าว ก้มลงข้างลำธาร ใช้น้ำล้างหน้าและดื่มสองสามอึก ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก
ส่วนไป๋หลี่พั่งพั่งที่ตามมาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
"ชีเยี่ย... เราต้องไปอีกไกลแค่ไหนถึงจะข้ามภูเขาได้?"
"ยังอีกไกล" หลินชีเยี่ยเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ "ตั้งแต่แรก โดรนก็พุ่งเข้าหาเราจากหลายทาง ทำให้เราต้องเปลี่ยนทิศทางกันหลายครั้ง ตอนนี้เราน่าจะเพิ่งเดินจากจุดเริ่มต้นมาเป็นเส้นตรงแค่สี่ถึงห้ากิโลเมตรเอง"
"ครูฝึกพวกนี้หลอกพวกเรารึไง? ทั้งถูกโดรนไล่ล่า แถมยังไม่ให้โต้ตอบ..." เสิ่นชิงจู่ลุกขึ้นยืน เตะก้อนหินใต้เท้าลงไปในลำธาร แล้วพูดอย่างไม่พอใจ
"แบบนี้ พวกเราคงไม่มีทางข้ามภูเขาได้แน่" เฉาเยวียนขมวดคิ้วแน่น
"จริงๆแล้ว ฉันรู้สึกว่าที่นี่มันแปลกๆ" หลินชีเยี่ยลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา
"แปลก?"
"พวกนายไม่สังเกตเหรอ? พวกเราวิ่งมานานขนาดนี้ ไม่ว่าจะไปทิศทางไหน ตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าก็ไม่เปลี่ยนไปเลย" หลินชีเยี่ยชี้ไปที่ดวงอาทิตย์เหนือศีรษะ "และสิ่งที่ฉันเห็น เส้นทางบนภูเขามักจะเปลี่ยนแปลงตลอด..."
ทุกคนตกตะลึง พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมเพรียงกัน สีหน้าเริ่มมืดครึ้ม
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ครูฝึกน่าจะใช้ผนึกต้องห้ามปกคลุมพื้นที่บริเวณนี้ พวกเขาไม่คิดจะปล่อยให้เราข้ามภูเขานี้ไปได้ตั้งแต่แรกแล้ว"
"แล้วพวกเขาต้องการอะไรกันแน่?"
"น่าจะเป็น… เพื่อเค้นพละกำลังของพวกเราจนหมดสิ้น"
ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดด้วยสีหน้าซีดเผือด "หมายความว่า พวกเราทุกคนจะต้องรับบทลงโทษงั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่" เฉาเยวียนเอ่ยขึ้นทันควัน "คนที่หมดแรงและสลบไปก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่ได้รับบทลงโทษ"
ไป๋หลี่พั่งพั่งทรุดตัวลงบนพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะถอนหายใจยาว
โดรนพวกนั้นดูเหมือนจะรู้ว่าพวกเขาใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว จึงไม่ได้ไล่ตามมาทันที ทำให้พวกเขามีเวลาหายใจได้บ้าง
ทุกคนวิ่งมาเป็นเวลานาน พละกำลังแทบจะหมดลงแล้ว พวกเขานั่งลงบนพื้นที่โล่งริมลำธาร บรรยากาศพลันเงียบสงัด
มีเพียงเสียงคร่ำครวญจากสัมภาระที่ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ทำให้พวกเขาหัวเราะออกมาเป็นระยะ
"เฮ้ ไอ้หนุ่มทัพพี" เสิ่นชิงจู่หันไปมองเฉาเยวียน "นายแข็งแกร่งขนาดนั้น ทำไมตอนที่สู้กับหน่วยเร้นลับถึงไม่ออกแรงล่ะ?"
“ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น ฉันจะไม่ชักดาบ นี่คือคำสัตย์ที่ฉันให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์” เฉาเยวียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"แต่นายก็ยังลงมืออยู่ดีไม่ใช่เหรอ?"
“นั่นเป็นเพราะมันถึงเวลาที่ฉันจำเป็นต้องลงมือยังไงล่ะ” เฉาเยวียนชำเลืองมองหลินชีเยี่ย
เสิ่นชิงจู่ขมวดคิ้ว "หมายความว่าไง? เขาให้นายลงมือนายก็ลงมือ ฉันให้นายลงมือนายกลับนั่งเฉย? นี่นายดูถูกฉันงั้นเหรอ!"
“ใช่”
“แก!” เสิ่นชิงจู่จ้องเขม็ง
“คนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ย่อมเป็นผู้แพ้ไปตลอดกาล” เฉาเยวียนพูดอย่างใจเย็นพลางหมุนทัพพีในมือเล่น
เสิ่นชิงจู่กำหมัดแน่น ดูเหมือนอยากจะพุ่งเข้าไปซัดเฉาเยวียนสักหมัด แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ค่อยๆคลายมือออก
เขาลุกขึ้นยืน มองเฉาเยวียนอย่างเย็นชา “หึ แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ คอยดูก็แล้วกัน”
สิ้นเสียง เขาก็หันหลังเดินไปอีกทาง
ทหารใหม่ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวก็รีบยืนขึ้นแล้วก้าวตามเสิ่นชิงจู่ไป
"บ้าเอ๊ย! พวกนั้นโดนคัดออกไปแล้ว นายยังจะตามมาอีกทำไม?" เสิ่นชิงจู๋ที่กำลังหัวเสีย เมื่อเห็นคนผู้นี้ตามมาก็หันกลับมาด่า
"ก็เพราะคุณเป็นพี่เสิ่นของผมไง!" ทหารใหม่ผิวคล้ำยิ้มอย่างใสซื่อ "ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ช่วยแม่ของผมใช้หนี้ ตอนนี้ผมคงเป็นขอทานอยู่ที่ข้างถนน! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการมาเป็นหน่วยพิทักษ์ราตรี!"
"นี่นายบ้าไปแล้วหรือเปล่า? เมื่อวานนี้ฉันเกือบใช้ [ลมตะกละ] ฆ่าพวกนายกับภูตจันทรานั่นไปพร้อมกันแล้วนะ นายยังถือว่าฉันเป็นพี่เสิ่นอีกงั้นเหรอ?"
"พี่ก็แค่ต้องการบังคับให้เขาออกมาไง!" ลูกสมุนพูดอย่างซื่อสัตย์ "อีกอย่าง ถ้าพี่ไม่สนใจพวกเราจริงๆ ทำไมถึงต้องโยนพวกเราเข้าไปในหอพักก่อนที่จะระเบิดอากาศล่ะ?"
"นาย..." เสิ่นชิงจู่เตะก้อนหินที่พื้นอย่างขุ่นเคือง "ช่างเถอะ! ฉันไม่สนแล้ว ในเมื่อพวกนายตาบอดอยากจะตามฉันนักก็ตามใจ"
"จำไว้นะ! อย่ามาสร้างปัญหาให้ฉันก็แล้วกัน!"
เสิ่นชิงจู่หันหลังกลับ ก้าวเท้ายาวๆไปข้างหน้า ลูกสมุนก็รีบเดินตามไปติดๆ
"พี่เสิ่น สัมภาระหนักไหม? ให้ผมช่วยแบ่งหน่อยไหม?"
"ไปให้พ้น! สัมภาระของฉัน ฉันแบกเองได้!"
"ครับ..."
หลังจากที่เสิ่นชิงจู่กับอีกคนเดินจากไปไกลแล้ว ไป๋หลี่พั่งพั่งก็ยักไหล่พลางพูดว่า
"แปลกจริงๆ หมอนั่นทั้งนิสัยเสีย หยิ่งยโส ชอบด่าว่าคนอื่น… แต่กลับมีคนอยากติดตามเขาด้วยนะ หรือว่าตาบอดกันหมด?"
"หมอนั่นชื่อเติ้งเหว่ย ตอนเด็กๆ พ่อทิ้งเขาไป แม่ก็ติดการพนัน เป็นหนี้นอกระบบไปทั่ว พวกเจ้าหนี้ถึงกับถือมีดมาทวงหนี้ถึงบ้าน เขาไม่มีทางเลือกจนต้องวิ่งวุ่นกู้หนี้ยืมสินไปทั่ว"
"แล้วบังเอิญไปเจอกับเสิ่นชิงจู่ ไอ้บ้านั่นไม่รู้คิดอะไรอยู่ ถึงกับขายที่ดินที่บ้านหลายแปลงเพื่อเอาเงินมาให้เติ้งเหว่ยกู้ยืม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้ปลุกผนึกต้องห้ามพร้อมกัน หน่วยพิทักษ์ราตรีเล็งเห็นเลยถูกพามาที่นี่"
เฉาเยวียนเล่าเรื่องราวคร่าวๆ
"นายนี่รู้ดีจังนะ"
"เติ้งเหว่ยเป็นรูมเมทฉันน่ะสิ" เฉาเยวียนยักไหล่ "ส่วนลูกสมุนอีกสองคน เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน คนหนึ่งชื่อหลี่เจี่ย อีกคนชื่อหลี่เลี่ยง ไม่รู้ทำไมถึงได้ภักดีกับเสิ่นชิงจู่ขนาดนั้นนะ"
"เป็นผู้ชายที่มีเรื่องราวจริงๆ มองไม่ออกเลยแฮะ" ไป๋หลี่พั่งพั่งเลิกคิ้ว
ทันใดนั้น เสียงโดรนก็ดังขึ้นอีกครั้งจากในป่า หลินชีเยี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยน แล้วลุกขึ้นยืน
"พวกมันมาอีกแล้ว..."
บทที่ 100: พี่เสิ่น
หวืด หวืด——!
โดรนหลายลำบินออกมาจากป่าทางด้านขวา เสิ่นชิงจู่หน้าถอดสีพลางตะโกนว่า “วิ่งเร็ว!”
สิ้นเสียง เขาก็หันหลังกลับ เหยียบก้อนหินที่โผล่พ้นลำธารขึ้นมา วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็ว
เติ้งเหว่ยแบกสัมภาระไว้ด้านหลัง กัดฟันไล่ตามเสิ่นชิงจู่ไปทีละก้าว
ในยามนั้นเอง โดรนที่อยู่ด้านหลังก็บินมาถึง ปากกระบอกปืนที่ติดตั้งอยู่เล็งไปที่คนทั้งสอง กระสุนพุ่งออกมาหลายลูก
เติ้งเหว่ยจ้องมองลูกกระสุนอย่างตื่นตระหนก พลางค้อมตัวหลบ เท้าที่เหยียบอยู่บนก้อนหินพลันลื่นไถล จนเสียหลักตกลงไปในลำธารทั้งตัว
ตูม——!
เสิ่นชิงจู่หันขวับกลับมามองอย่างตกใจ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันคว้าไหล่ของเติ้งเหว่ย และดึงขึ้นมา
“แม่งเอ๊ย! บอกให้ไม่ต้องตามมาแล้วไง! ยังจะมาสร้างปัญหาให้ฉันอีก!”
เขาสบถกับตัวเองขณะแบกเติ้งเหว่ยไว้บนบ่า พลางก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนข้อเท้าขวาของเติ้งเหว่ยจะบาดเจ็บ การเคลื่อนไหวจึงค่อนข้างลำบาก
เสียงโดรนสองลำยังคงตามหลังมาติดๆ ราวกับตั้งใจยิงปืนเป็นระยะ แต่กลับไม่โดนสักนัด
เสิ่นชิงจู่ขมวดคิ้ว มองไปยังพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ไม่ไกลออกไป จึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อย กึ่งลากกึ่งแบกเติ้งเหว่ยไปข้างหน้า
ในขณะที่โดรนทั้งสองลำกำลังเล็งปืนมาทางพวกเขา เสิ่นชิงจู่ก็พาเติ้งเหว่ยมุดเข้าไปในพุ่มไม้หนาทึบ โดรนทั้งสองลำบินวนอยู่รอบนอก แต่ก็ไม่ได้ตามเข้ามา
ทั้งสองคนก้มตัวต่ำ ค่อยๆเคลื่อนที่ผ่านพุ่มไม้ไปอย่างยากลำบาก
ในที่สุด เสิ่นชิงจู่ก็หมดแรง ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมเติ้งเหว่ยที่อยู่บนบ่า ฝ่ายถูกแบกกุมข้อเท้าขวาเอาไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"ข้อเท้าเป็นอะไรรึเปล่า?" เสิ่นชิงจู่ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เอื้อมมือไปสัมผัสที่ข้อเท้าของอีกฝ่าย
“ไม่... ไม่เป็นไร แค่แพลงนิดหน่อย”
เสิ่นชิงจู่รู้สึกถึงก้อนบวมขนาดใหญ่ที่ข้อเท้าของฝ่ายตรงข้าม สีหน้าของเขาพลันมืดครึ้มลง “นายเดินไม่ได้แล้ว”
เติ้งเหว่ยหายใจหอบถี่ เงยหน้ามองเสิ่นชิงจู่แล้วยิ้มแห้งๆ
“แม่งเอ๊ย! นี่ยังจะมายิ้มอีก?!”
“พี่เสิ่น พี่หันกลับมาช่วยผมแล้ว”
“...หุบปาก! ฉันแค่เอื้อมมือไปถึงนายพอดี!”
“พี่เสิ่น ไปเถอะ เอาสัมภาระมาให้ผมแบก ถึงยังไงก็ไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมจะรอครูฝึกอยู่ตรงนี้แหละ”
"สัมภาระของฉัน ฉันแบกเองได้"
“พี่เสิ่น พี่ต้องเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่นะ! ในฐานะที่เป็นคนแข็งแกร่ง พี่ต้องอยู่รอดจนถึงคนสุดท้ายสิ” เติ้งเหว่ยยื่นมือออกไปคว้าสัมภาระของเสิ่นชิงจู่
"ผมกำลังจะถูกคัดออกแล้ว อย่างน้อยก็ขอช่วยแบ่งเบาภาระให้ก็ยังดี"
เสิ่นชิงจู่มองรอยยิ้มบนใบหน้าดำคล้ำของเติ้งเหว่ย แล้วเงียบไป
“เอามานี่!”
“อย่าแย่ง!” เสิ่นชิงจู่คว้าสัมภาระที่มีตัวถ่วงน้ำหนักไว้ แล้วใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เอาอย่างนี้ ฉันแบกไว้สิบกิโลกรัม นายแบกยี่สิบห้ากิโลกรัมก็แล้วกัน”
“ก็ได้ ผมจะฟังพี่”
เสิ่นชิงจู่แกะตัวถ่วงน้ำหนักยี่สิบห้ากิโลกรัมออกจากสัมภาระของตัวเอง แล้วนำไปวางไว้บนสัมภาระของเติ้งเหว่ย เขารู้สึกตัวเบาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายผ่อนคลายลงมาก
“พี่เสิ่น ไปเถอะ เดี๋ยวโดรนก็มาแล้ว”
"...อืม งั้นนายก็ระวังตัวด้วยล่ะ"
“ครับ”
เสิ่นชิงจู่แบกสัมภาระสิบกิโลกรัมแล้วค่อยๆยืนขึ้น เขามองเติ้งเหว่ยที่นั่งอยู่บนพื้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในพุ่มไม้
เขาใช้มีดที่ถืออยู่ในมือฟันกิ่งไม้ที่ขวางทางออก จนเกิดเป็นทางเดินเล็กๆที่พอให้คนผ่านไปได้อย่างยากลำบาก เขาเดินฝ่าป่ารกทึบไปเพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบสงัด มีเพียงเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันเท่านั้นที่ดังอยู่รอบตัว
เสิ่นชิงจู่เดินต่อไปอีกไกลพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า และพบว่าตำแหน่งของดวงอาทิตย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาขมวดคิ้วแน่นอีกครั้ง
“ครูฝึกพวกนี้... กะจะแกล้งกันจริงๆใช่มั้ยเนี่ย?!”
"ขังคนไว้ที่นี่เหมือนหนูทดลอง แค่อยากจะดูพวกเราเป็นตัวตลกงั้นเหรอ?"
"แม่งเอ๊ย..."
ขณะที่กำลังสบถ เขาก็ค่อยๆหยุดฝีเท้า
แล้วหันกลับไปมองทางที่เติ้งเหว่ยอยู่ แววตาเต็มไปด้วยความลังเล แต่ไม่นานก็ส่ายหัว
"ไม่ได้... เสิ่นชิงจู่ นายต้องเป็นคนที่แข็งแกร่ง!"
"ผู้แข็งแกร่ง ต้องใจแข็ง!"
"นายต้องอยู่รอดจนถึงคนสุดท้าย ต้องทำให้คนที่เคยดูถูกได้รู้... ว่านายแข็งแกร่งแค่ไหน!"
เขากำหมัดแล้วสูดหายใจลึก ก่อนจะก้าวเดินต่อไป
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากลำโพงในสัมภาระ
"นายชื่อหลี่เลี่ยงใช่ไหม?"
"ครับ"
"อืม... งั้นเล่าเรื่องคนที่นายชอบให้ฟังหน่อยสิ"
"ผมไม่มีคนที่ชอบครับ"
"โอ้โห เป็นผู้ชายเย็นชาไร้หัวใจขนาดนั้นเชียว งั้นคนที่นายชื่นชมล่ะ? ต้องมีบ้างแหละน่า?"
"มีครับ"
"ใครล่ะ?"
"พี่เสิ่นครับ"
"เสิ่นชิงจู่?" เสียงครูฝึกดูประหลาดใจ "ทำไมล่ะ?"
"ตอนอยู่มอสี่ น้องชายของผมหลี่เจี่ยโดนหลอกจนไปยุ่งเกี่ยวกับพวกอันธพาลแถวบ้าน พวกเราก็เลยโดนพวกนั้นดักหน้าโรงเรียนทุกวัน พวกนั้นขู่กรรโชกเอาเงิน..."
"หลังจากนั้น พี่เสิ่นที่เป็นรุ่นพี่เราปีนึงเห็นเหตุการณ์ก็ทนไม่ไหวเลยเข้ามาช่วย พี่เขาสู้กับอันธพาลสิบกว่าคนเพียงลำพัง จนกระทั่งพวกมันสี่คนต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะเรื่องนี้ พี่เขาโดนไล่ออกจากโรงเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่กลับบ้านไปทำนา"
“ตั้งแต่นั้นมา ผมกับน้องชายก็สาบานว่าจะติดตามพี่เสิ่น แม้ว่านิสัยของเขาจะแย่มาก ชอบด่าว่าพวกเรา แต่พออยู่ด้วยกันนานๆก็จะรู้ว่า…”
"จริงๆแล้ว เขาเป็นคนที่อ่อนโยนที่สุดในโลก"
............
เสิ่นชิงจู่หยุดชะงักกลางคัน ราวกับรูปปั้นที่แข็งทื่ออยู่กลางพุ่มไม้
ครู่หนึ่ง เขาก็พึมพำกับตัวเอง
"ไอ้บ้านั่น มันพูดอะไรของมันวะ..."
“ทั้งๆที่นายกำลังถูกลงโทษ ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายอับอายขายหน้าด้วย?”
เขาค่อยๆหันกลับไปมองทางที่จากมา พลางกำมีดในมือแน่นขึ้น...
….............
ในพุ่มไม้
เติ้งเหว่ยที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ มุมปากยกยิ้มขึ้น
"ไอ้เจ้าหลี่เลี่ยง... พูดได้ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าพี่เสิ่นได้ยินแล้วจะเป็นยังไงนะ"
หวืด!
เสียงโดรนหลายลำดังมาแต่ไกล เติ้งเหว่ยลืมตาขึ้น มองดูโดรนที่ค่อยๆลงมาจากท้องฟ้าพลางยิ้มเยาะ
"มาเลย มาคัดฉันออกไปเลย!"
โดรนหลายลำหันกลับมา ปรับปากกระบอกปืนเล็งมาทางเติ้งเหว่ยที่นอนอยู่บนพื้น
ฝ่ายถูกเล็งสูดหายใจเข้าลึกๆ พึมพำกับตัวเองว่า "เดี๋ยวอย่าถามคำถามแปลกๆกับฉันล่ะ ถ้าพวกนั้นได้ยิน คงจะหัวเราะเยาะฉันแน่…"
เขาค่อยๆหลับตาลง
ปังๆๆ!
เสียงปืนหลายนัดดังขึ้น เติ้งเหว่ยรออยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย...
เขาพลันเบิกตาโพลง ภาพที่ปรากฏคือเสิ่นชิงจู่ที่มือข้างหนึ่งถือมีดเล่มเล็ก ส่วนอีกข้างถือสัมภาระบังหน้าอก ปกป้องเติ้งเหว่ยจากกระสุนทุกนัด
เติ้งเหว่ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง "พี่เสิ่น กฎบอกว่าห้ามใช้กระเป๋าบังกระสุน..."
เสิ่นชิงจู่เลิกคิ้ว โยนสัมภาระในมือทิ้งไปข้างๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"กฎ? ฉัน เสิ่นชิงจู่… เคยทำตามกฎตอนไหน!"
สิ้นเสียง เขาก็พุ่งตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ปามีดในมือออกไปอย่างฉับไว ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเติ้งเหว่ย มีดปักเข้าไปที่โดรนลำหนึ่งจนระเบิด!
"กฎบอกว่าห้ามโจมตีโดรน แต่ฉันจะโจมตีมัน!" เสิ่นชิงจู่แค่นเสียง ขณะมองโดรนที่ไฟลุกท่วมร่วงลงไป
เขาหันกลับมามองเติ้งเหว่ยที่นั่งหมดสภาพอยู่บนพื้น เอ่ยอย่างองอาจ
"ไอ้ขยะ พี่เสิ่นมาช่วยนายแล้ว... อั๊ก!"
เสียงปืนดังขึ้น ตามด้วยกระสุนนัดหนึ่งพุ่งเจาะเข้าที่หลังของเสิ่นชิงจู่อย่างแม่นยำ เขาครางออกมาเบาๆ ตาเหลือกขึ้น...
แล้วก็หมดสติไปในทันที
จบตอน
Comments
Post a Comment