family70 ep1-10

‘เสิ่นทิงหง’ คนนี้จะไม่ยอมอดตายอยู่ในยุคล้าหลังแบบนั้นเด็ดขาด!


‘เสิ่นทิงหง’ ฝันถึงหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายตนเอง มิหนำซ้ำยังมีชื่อแซ่เหมือนกันทุกตัวอักษร แต่เธอกลับรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าหญิงสาวคนนั้นไม่ใช่ตนเอง


หลังจากฝันเช่นนี้อยู่หลายคืนติดต่อกัน ในฐานะแฟนนิยายตัวยง พล็อตเรื่องแบบนี้มันช่างดูคุ้นเคยเกินไปหรือเปล่า? อย่าบอกนะว่าเธอจะทะลุมิติไปยังยุคที่หญิงสาวคนนั้นอาศัยอยู่!?


แม้ว่ายุคสมัยนั้นจะเป็นช่วงข้าวยากหมากแพง และต้องเผชิญกับญาติพี่น้องประสาทกลับ แต่เสิ่นทิงหงก็ไม่ได้หวาดกลัวเท่าไรนัก เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกกันง่ายๆแน่นอน อีกทั้งก็ไม่กลัวว่าจะอดตายด้วย


เพราะว่าเธอมี ห้วงมิติ อยู่ในครอบครองน่ะสิ! คอยดูเถอะ เธอจะกักตุนสิ่งของจากโลกปัจจุบันไว้ในห้วงมิติ และนำมันมาใช้เพื่อทำให้ครอบครัวของเธอสามารถอยู่รอด และมีชีวิตที่ดีขึ้นในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมให้ได้!


บทที่ 1: สัญญาณเตือนจากความฝัน?


เสิ่นทิงหงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากห้วงความฝัน บริเวณหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นประปราย


“ทำไมถึงฝันอีกแล้วนะ…”


นี่มันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วของเดือนนี้กันแน่ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เสิ่นทิงหงมักจะฝันคล้ายๆกันแทบทุกค่ำคืน


ในความฝันนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายเธอถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่รูปร่างผอมบางกว่าอย่างเห็นได้ชัด หากไม่เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็คงคล้ายกันถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว


ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด เสิ่นทิงหงกลับรู้สึกอยู่เสมอว่า หญิงสาวคนนั้นไม่ใช่ตัวเธอเอง แต่ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกผูกพันและประทับใจในจิตวิญญาณของหญิงสาวผู้นั้นไม่ได้


สิ่งที่ปรากฏในความฝันบ่อยที่สุด คือบ้านกำแพงดินหลังหนึ่ง พื้นที่โดยรวมไม่ได้เล็กนัก ทว่าภายในกลับมีครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ ทำให้ดูแออัดอย่างเห็นได้ชัด


ยุคสมัยในความฝันแตกต่างจากโลกที่เธออาศัยอยู่ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางเป็นเรื่องยุ่งยาก จะไปที่ใดก็ต้องมีจดหมายแนะนำตัว สินค้าหลายอย่างถูกจำกัดจำนวนการซื้อ และยังต้องใช้ตั๋วพิเศษ หากไม่มีตั๋วก็ไม่อาจซื้อของได้


แต่ครอบครัวของหญิงสาวคนนั้นกลับปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี จึงทำให้หญิงสาวดูสะอาดสะอ้านและมีสภาพดีกว่าคนอื่นๆในหมู่บ้านอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญ ในความฝันนั้น หญิงสาวผู้นั้นยังมีชื่อและแซ่เหมือนกับเธอทุกตัวอักษรอีกด้วย


เมื่อคิดถึง “ห้วงมิติ” ที่เธอได้รับมาโดยบังเอิญก่อนหน้านี้ สัญญาณเตือนบางอย่างในใจของเสิ่นทิงหงก็ดังขึ้นทันที


ในฐานะแฟนนิยายตัวยง พล็อตเรื่องแบบนี้มันช่างดูคุ้นเคยเกินไปหรือเปล่า!?


อย่าบอกนะว่า นี่จะเป็นพล็อตนางเอกได้รับนิ้วทองคำ แล้วทะลุมิติไปยังยุคข้าวยากหมากแพงที่พบเห็นได้บ่อยๆในนิยาย!?


ไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เสิ่นทิงหงก็ไม่คิดจะนั่งรอชะตากรรมอยู่เฉยๆ ในเมื่อสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอย่าง “ห้วงมิติ” ยังสามารถปรากฏขึ้นได้ เช่นนั้นแล้ว การทะลุมิติก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้


ไม่นานมานี้ เสิ่นทิงหงเพิ่งค้นพบห้วงมิติที่ซ่อนอยู่ภายในจี้หยกซึ่งเธอพกติดตัวมาตลอด แต่หลังจากนั้น จี้หยกชิ้นนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


เธอเคยได้ยินจากผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เล่าว่า ตอนที่พาเธอมาพบตัวที่หน้าทางเข้า เธอก็สวมจี้หยกชิ้นนี้อยู่แล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอก็ไม่เคยถอดมันออก เผื่อว่าสักวันหนึ่งอาจจะได้พบกับครอบครัวที่แท้จริงของตน


แม้จะไม่คาดหวังว่าครอบครัวจะมารับตัวเธอกลับไป แต่ในใจก็มักตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เหตุใดพวกเขาถึงเลือกทอดทิ้งเธอ


เพียงแต่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า แค่เผลอกรีดนิ้วของตนเอง เลือดสีแดงสดหยดลงบนจี้หยกพอดี จากนั้นจี้หยกชิ้นนั้นก็อันตรธานหายไป กลายเป็นห้วงมิติที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของเธอโดยตรง


พื้นที่ภายในห้วงมิติไม่ได้ใหญ่มากนัก เป็นเพียงบ้านชาวไร่ขนาดเล็ก ภายในมีบ้านสำหรับพักอาศัย ด้านหน้ามีแปลงนา ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชจำนวนหนึ่ง และถัดออกไปก็มีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดอีก


ก่อนหน้านี้ เสิ่นทิงหงไม่ได้ใส่ใจห้วงมิตินี้มากนัก เธอเพียงแค่ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้มาปลูกไว้เท่านั้น


ทว่าการฝันซ้ำๆ แทบจะเหมือนกันทุกคืนติดต่อกันหลายวัน ทำให้เสิ่นทิงหงเริ่มนั่งไม่ติด


เธอลุกขึ้นแต่งตัว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กยอดเงินคงเหลือในบัญชี ตัวเลขที่ปรากฏคือ450,000หยวนในบัตรเดบิต หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็ตัดสินใจใช้เงินก้อนนี้อย่างเด็ดขาด


เดิมทีเธอตั้งใจจะเก็บเงินนี้ไว้ซื้อบ้านของตัวเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ในเวลานี้ การออกไปตุนเสบียงคือแผนการที่สำคัญที่สุด


ต่อให้สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่คาด อย่างมากก็แค่หาหมู่บ้านชนบทที่เงียบสงบ เช่าบ้านสักหลัง และเสบียงเหล่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตได้เป็นเวลานาน


เสิ่นทิงหงโทรไปลาหยุดงานหนึ่งสัปดาห์ให้เรียบร้อย ก่อนจะออกไปข้างนอกทันที


เธอขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปจนพบโกดังร้างใกล้ตลาดสด และรีบติดต่อเจ้าของเพื่อขอเช่าโกดังในทันที


เธอเช่าเพียงเจ็ดวันเท่านั้น เพราะเงินที่มีอยู่ในมือไม่มากนัก คำนวณแล้วน่าจะใช้หมดภายในระยะเวลานี้พอดี


เจ้าของโกดังเห็นว่าเป็นสถานที่ที่ปล่อยร้างมานาน จึงยอมให้เช่าในราคาเพียง300หยวน


หลังจากจัดการเรื่องโกดังเรียบร้อย เสิ่นทิงหงก็มุ่งหน้าไปยังตลาดสด จุดหมายแรกคือโซนเนื้อสด


ตั้งแต่ได้ห้วงมิติมา เธอก็ทดลองแล้วว่า ตราบใดที่เก็บของไว้ในบ้าน เวลาในห้วงมิติจะหยุดนิ่ง ดังนั้นการกักตุนเนื้อสัตว์จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในยุคสมัยที่ปรากฏในความฝัน เนื้อสัตว์ถือเป็นของล้ำค่า บางครอบครัวทั้งปีอาจได้กินเนื้อเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น


“เถ้าแก่คะ ฉันขอเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อแกะสด อย่างละสองร้อยจิน ซื้อเยอะขนาดนี้ ลดให้หน่อยได้ไหมคะ?”

เนื้อหมูราคาจินละ15หยวน เนื้อวัวจินละ35หยวน และเนื้อแกะจินละ40หยวน ตามราคานี้ เธอจะต้องใช้เงินประมาณ18,000หยวน เสิ่นทิงหงจึงต้องคำนวณอย่างรอบคอบ


เถ้าแก่เป็นคนตรงไปตรงมา อีกทั้งเธอยังซื้อในปริมาณมาก สุดท้ายจึงลดราคาให้เธออีก800หยวน


แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินมากนัก แต่ก็ทำให้เสิ่นทิงหงพอใจไม่น้อย เพราะเงินทุกหยวนที่ประหยัดได้ ล้วนมีค่า


นอกจากนี้ เถ้าแก่ยังแถมเครื่องในให้เธออีกจำนวนหนึ่ง หญิงสาวไม่ได้รังเกียจแม้แต่น้อย และกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า


“ทำงานฝ่ายจัดซื้อหรือเปล่า? วันหลังถ้าต้องการอะไร ก็มาหาอาได้เลย รับรองว่าของดี ราคายังถูกกว่าที่อื่นอีก”


ก่อนจากกัน เถ้าแก่ร้านขายเนื้อยังพูดกับเธออย่างเป็นกันเอง


“คุณอานี่สุดยอดจริงๆค่ะ!” เสิ่นทิงหงพยักหน้า “งั้นพรุ่งนี้ช่วยเตรียมของปริมาณเท่าเดิม ส่งมาที่อยู่นี้นะคะ”


เธอยื่นพิกัดโกดังให้เถ้าแก่ เพราะเนื้อจำนวนมากเช่นนี้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันเล็กย่อมขนไม่ไหว หลังจากนัดหมายเวลาส่งตอนเที่ยงตรงแล้ว เสิ่นทิงหงก็ไปยังจุดหมายต่อไป


น้ำมันและแป้งสาลีก็สำคัญไม่แพ้กัน เธอเดินไปยังโซนขายส่งธัญพืช สั่งซื้อข้าวสาร10,000จิน แป้งสาลี10,000จิน และน้ำมันปรุงอาหารอีก10,000จิน


ราคาขายส่งของข้าวสารและแป้งสาลีอยู่ที่จินละ1.5หยวน แต่เนื่องจากเธอซื้อในปริมาณมาก เถ้าแก่จึงลดให้เหลือจินละ1.4หยวน


ส่วนน้ำมันปรุงอาหารมีราคาสูงกว่า ในตลาดทั่วไปเกือบจินละ10หยวน แม้เป็นราคาขายส่งก็ยังเกือบ7หยวน เธอใช้เงินไปกับสินค้ากลุ่มนี้เกือบ100,000หยวน


นอกจากนี้ยังซื้อธัญพืชอื่นๆ เช่น ข้าวฟ่าง แป้งข้าวโพด และแป้งมันเทศ รวมแล้วอีกกว่าหนึ่งแสนหยวน


จากนั้นก็เป็นพวกผลไม้ เนื่องจากเสิ่นทิงหงชอบผลไม้เป็นทุนเดิม เธอจึงซื้อมาเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่ง


สุดท้าย เธอซื้อลูกเจี๊ยบ ลูกเป็ด ลูกห่าน ลูกกระต่าย รวมถึงลูกหมู ลูกวัว และลูกแกะจากตลาดสด โดยเลือกทั้งตัวผู้และตัวเมีย เผื่อในอนาคตจะสามารถเพาะพันธุ์ในห้วงมิติได้ หากเป็นเช่นนั้น เธอก็จะมีเนื้อสัตว์กินอย่างไม่ขาดแคลน


แม้ว่าบ้านในห้วงมิติจะมีพื้นที่พอสมควร แต่ก็ยังมีขีดจำกัด เสิ่นทิงหงจึงต้องวางแผนเลี้ยงสัตว์อย่างรอบคอบ เพื่อให้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง


เมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้หลากชนิด รวมถึงข้าวเปลือก ข้าวสาลี และข้าวโพด เธอก็ไม่ลืมซื้อเก็บไว้ทั้งหมด


เมื่อเห็นว่าใช้เวลามาพอสมควรแล้ว เสิ่นทิงหงจึงขี่สกู๊ตเตอร์กลับไปยังโกดัง ตามที่ตกลงกับเถ้าแก่ไว้ว่า จะให้มาส่งสินค้าตอนเที่ยง และเธอจ่ายเพียงเงินมัดจำไว้ก่อน


หญิงสาวไม่กังวลเลยว่าเจ้าของร้านจะเบี้ยว เพราะในสายตาของพวกเขา เสิ่นทิงหงย่อมเป็นลูกค้ารายใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน


[1] หน่วยวัดน้ำหนักที่นิยมใช้ในประเทศจีน เท่ากับ500กรัม


บทที่ 2: 1974


เวลา 11.50 น.


รถบรรทุกหลากหลายรูปแบบทยอยเคลื่อนเข้ามาภายในโกดัง


หลังจากพวกเขาขนของเข้าโกดังเรียบร้อยแล้ว เสิ่นทิงหงจึงจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ครบถ้วน เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปหมด หญิงสาวก็รีบจัดเก็บสิ่งของทั้งหมดเข้าไปในห้วงมิติทันที


ของที่ต้องรักษาความสดใหม่ถูกเก็บเข้าไปไว้ภายในบ้าน ส่วนของที่ไม่จำเป็นต้องแช่เย็นก็ถูกวางไว้ด้านนอก ขณะที่ลูกสัตว์ตัวเล็กๆ ถูกปล่อยให้อยู่ภายในรั้วอย่างเป็นระเบียบ


ไม่นานเสิ่นทิงหงก็พบว่า สัตว์ตัวเล็กเหล่านี้เชื่องมากหลังจากเข้ามาในห้วงมิติ เพียงแค่เธอกำชับไม่ให้พวกมันวิ่งเพ่นพ่าน แต่ละตัวก็เชื่อฟังอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้เธอไม่ต้องกังวลเลยว่าพวกมันจะไปทำลายผักและผลไม้ที่เพิ่งงอกใหม่ในสวน


หลังจากล็อกประตูโกดังแล้ว เสิ่นทิงหงก็ไปที่ร้านบะหมี่ เลือกกินอาหารง่ายๆ ประทังท้อง ทว่าระหว่างนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่า ในเมื่อเวลาในบ้านของห้วงมิติหยุดนิ่ง เหตุใดเธอถึงไม่ซื้ออาหารปรุงสุกติดไปด้วยเสียเลย


ดังนั้นในช่วงบ่าย เสิ่นทิงหงจึงตระเวนไปร้านอาหารที่เธอชอบ สั่งอาหารปรุงสุกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปา หมั่นโถว หรืออาหารจีนชนิดต่างๆ


ข้ออ้างที่เธอใช้ก็คือ สั่งอาหารให้พนักงานกิน ร้านค้าทั้งหลายจึงไม่ติดใจอะไรนัก ความจริงแล้วเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากซักไซ้ ขอแค่ขายของได้และได้เงินก็เพียงพอแล้ว


จากนั้นเสิ่นทิงหงก็ไปยังตลาดขายส่งขนาดใหญ่ ซื้อขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่ชอบมาอีกจำนวนมาก รวมถึงของใช้ประจำวันสำหรับทำความสะอาดร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟัน แปรงสีฟัน เจลอาบน้ำ และของสำคัญอย่างผ้าอนามัย เธอก็ไม่ลืมแม้แต่น้อย


เพียงแค่ผ้าอนามัยอย่างเดียว ก็ต้องใช้ไปอีกยาวนานจนกว่าเธอจะหมดประจำเดือน ไหนจะยุคสมัยในความฝันที่ดูคล้ายช่วงหลายสิบปีก่อน หากในอนาคตไม่มีอะไรผิดพลาด แม้จะมีการพัฒนาขึ้น แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน


ต่อมาเสิ่นทิงหงก็ซื้อเสื้อผ้าหลากหลายแบบ ผ้านวม รวมถึงเสื้อคลุมทหารสมัยเก่าที่เชยจนแทบไม่มีใครมาซื้อ เธอไม่ได้เลือกเสื้อผ้าสวยงามหรือสีสันสดใสแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะยุคสมัยในความฝันนั้นอ่อนไหวอย่างยิ่ง ชาวบ้านล้วนแต่งกายด้วยสีดำ น้ำเงิน และเทา หากเธอสวมเสื้อผ้าหลากสี คงไม่ต่างจากประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าเธอมีปัญหาแน่ๆ


นอกจากนี้ เธอยังซื้อสำลีและขนเป็ดมาอีกเป็นจำนวนมาก เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีโอกาสได้ใช้ในอนาคต


จักรยานสไตล์โบราณก็ถูกนำเข้าไปในห้วงมิติไม่น้อย อันที่จริง ขอเพียงเป็นของมีค่าในยุคนั้น ต่อให้ในยุคปัจจุบันจะไม่แพง ก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น


ถึงตอนนี้ เสิ่นทิงหงเหลือเงินสดอยู่ในมือเพียง100,000หยวน เมื่อหักค่าอาหารปรุงสุกที่สั่งไปแล้ว ก็คาดว่าน่าจะเหลือเงินอยู่ราวๆ50,000หยวน


เธอจึงไปสั่งอาหารทะเล ขนมอบ น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว และเครื่องปรุงรสต่างๆมาอีกชุดหนึ่ง จนในที่สุด เงินในมือก็เหลือเพียง 1,000–2,000หยวนเท่านั้น


เสิ่นทิงหงไม่กล้าสุรุ่ยสุร่ายอีกต่อไป หากเงินหมดเกลี้ยงและสุดท้ายไม่สามารถข้ามเวลาได้ เธอก็จะไม่เหลือแม้แต่ค่าเช่าบ้าน


หลังจากวุ่นวายมาหลายวัน ในที่สุดเสิ่นทิงหงก็ใช้เงินทั้งหมดไปจนเกือบหมด และได้รับสินค้าที่สั่งไว้ครบถ้วน เธอจัดเก็บข้าวของทั้งหมดเข้าไปในห้วงมิติ โดยเฉพาะห้องเก็บอาหารที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งของวางระเกะระกะ


เดิมทีภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้าง แต่เสิ่นทิงหงก็นำออกไปวางไว้ด้านนอกทั้งหมด เพราะห้วงมิติมีพื้นที่จำกัด จึงต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด


อย่างไรก็ตาม เธอกลับมีลางสังหรณ์แรงกล้าว่าสิ่งที่ตนคาดเดาไว้กำลังจะเกิดขึ้น เสิ่นทิงหงจึงนำของใช้ทั้งหมดในห้องเช่าเก็บเข้าไปในห้วงมิติด้วย เหลือไว้เพียงเตียงหลังเดียวเท่านั้น


เนื่องจากห้องเช่าของเธอเป็นห้องเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ของทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เธอซื้อเข้ามาเอง หญิงสาวจึงไม่ลังเลที่จะนำมันไปทั้งหมด


หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เสิ่นทิงหงก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างอ่อนล้า เธอรู้สึกวิงเวียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สติจะดับวูบไป

……

ฤดูร้อน ปี 1974


หมู่บ้านถวนเจี๋ย ชุมชนจินฮวา เมืองจิง มณฑลเสฉวน


“นีเอ๋อร์… อย่าทำให้แม่ตกใจสิ…”


ท่ามกลางความสะลึมสะลือ เสิ่นทิงหงได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ของหญิงคนหนึ่ง


นีเอ๋อร์?


นีเอ๋อร์คือใคร?


อ้อ… ใช่แล้ว ชื่อเล่นของหญิงสาวในความฝันที่เธอฝันถึงก็คือนีเอ๋อร์


“อือ…”


ทว่าคำตอบที่หญิงคนนั้นได้รับ กลับเป็นเสียงถอนหายใจหนักอึ้งของผู้ชายคนหนึ่ง เสิ่นทิงหงรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เสียงถอนหายใจนั้นช่างแฝงไว้ด้วยความทุกข์ใจมากเกินไป


เธอพยายามลืมตาขึ้น หลังจากพยายามอยู่กว่าสิบครั้ง ในที่สุดก็เห็นแสงริบหรี่รางๆ


สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตา คือบ้านเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง ตามมาด้วยใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง ซึ่งค่อยๆชัดเจนขึ้นทีละน้อย


ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ลำคอของเสิ่นทิงหงจึงเปล่งเสียงออกมาอย่างไม่รู้ตัว


“แม่…”


อาจเป็นเพราะเพิ่งฟื้น ลำคอของเธอจึงแห้งผาก น้ำเสียงแหบพร่า


“นีเอ๋อร์! นีเอ๋อร์ฟื้นแล้ว! ต้าเฉียง รีบมาดูเร็ว นีเอ๋อร์ของเราฟื้นแล้ว!”


เสียงของหลิวเยว่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น น้ำตาคลอเบ้าไม่หยุด


เสิ่นต้าเฉียงที่เดิมทีเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจา ก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขาถูมือไปมา มองเสิ่นทิงหงด้วยท่าทางประหม่า


เสิ่นทิงหงขยับริมฝีปาก ก่อนจะเรียกคำว่า “พ่อ” ออกมาอีกครั้ง


เพียงเท่านั้น เสิ่นต้าเฉียงก็ยินดีจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เอ่ยคำว่า


“ดี… ดี… ดี…”


คำว่า “ดี” สามคำติดต่อกัน เพียงพอที่จะบอกอารมณ์ของเขาได้ทั้งหมด


“หมอบอกว่าถ้าลูกไม่ฟื้น ก็จะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ต้องป้อนแต่อาหารเหลว… ฮึ เขาโกหก นีเอ๋อร์ของฉันดวงแข็งจะตาย ยังไงก็ไม่เป็นอะไรแน่”


เมื่อหลิวเยว่าเห็นลูกสาวฟื้นขึ้นมา ทุกอย่างรอบตัวก็เหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง สวรรค์รู้ดีว่า ตอนที่เธอได้ยินว่าลูกอาจต้องนอนติดเตียงไปตลอดชีวิต หลิวเยว่รู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า


กว่าที่เธอจะมีลูกสาวคนนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เธอคงไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร


“…”


เสิ่นทิงหงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในขณะนั้นเอง ความทรงจำจำนวนมหาศาลก็เอ่อล้นเข้ามาในหัว ดวงตาทั้งสองเหลือกขึ้น ก่อนที่เธอจะหมดสติไปอีกครั้ง


เหตุการณ์นี้ทำให้เสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่ตกใจอย่างยิ่ง ทั้งสองร้อนใจจนหยาดน้ำตาพรั่งพรู


ในความเป็นจริง จิตสำนึกของเสิ่นทิงหงยังคงชัดเจนอยู่ เพียงแต่เธอไม่สามารถลืมตาหรือพูดได้ ทำได้แค่นอนนิ่งๆ และยอมรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม


เธอข้ามเวลามาแล้วจริงๆ


ข้ามเวลามาสู่ยุคที่คล้ายคลึงกับช่วงทศวรรษ 60–70 ในโลกเดิมของเธอ มีนโยบายทางการเมืองที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด เพียงแต่ผู้นำกลับเปลี่ยนไป


และวิญญาณของเธอก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกัน


หญิงสาวผู้นี้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ท่ามกลางยุคสมัยที่ค่านิยมชายเป็นใหญ่ยังฝังรากลึก


สาเหตุหลักมาจากหลิวเยว่ ผู้เป็นมารดาของเจ้าของร่างเดิม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคุณยายอย่างลึกซึ้ง หลิวเยว่าเชื่อว่า ลูกชายเมื่อโตขึ้นก็ต้องใช้เงินไปสู่ขอภรรยา ได้ภรรยาแล้วก็มักลืมมารดา การมีลูกสาวจึงเป็นของชดเชยที่คุ้มค่า


เมื่อลูกสาวเติบโตขึ้น ก็ยังสามารถช่วยเหลือครอบครัวเดิมได้ ต่างจากลูกชายที่มักกลายเป็นภาระ และที่สำคัญ คุณยายของเจ้าของร่างเดิมก็มีหลิวเยว่าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว แม้ก่อนหน้านั้นจะมีลูกชายถึงสามคนก็ตาม


เพียงเท่านี้ก็พอจะรู้ได้ว่า หลิวเยว่าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นไร และแม้ในตอนนี้เธอจะกลับมาอยู่บ้านเดิมแล้ว หลิวเยว่ก็ยังคงเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีอิทธิพลมากที่สุดในครอบครัวอยู่ดี


บทที่ 3: สถานการณ์ภายในครอบครัว


เรื่องนี้ยังทำให้หลิวเยว่สืบทอดแนวคิดแปลกๆ จากคุณยายของเจ้าของร่างเดิมมาอย่างสมบูรณ์ แถมยังหล่อหลอมให้เสิ่นต้าเฉียงซึมซับแนวคิดนั้นไปด้วย ควรจะบอกดีไหมว่าเสิ่นทิงหงกลับรู้สึกว่าเรื่องราวเช่นนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก


สาเหตุที่เธอข้ามเวลามา ก็เป็นเพราะเสิ่นปี้เหลียน ญาติผู้พี่ของเจ้าของร่างเดิม นิสัยใจคอของเสิ่นปี้เหลียนนั้นหน้าด้านสมกับชื่อจริงๆ เพราะนีเอ๋อร์ร่างเดิมได้หมั้นหมายกับผู้ชายที่เธอหมายปอง ต่อมาเสิ่นปี้เหลียนจึงผลักนีเอ๋อร์ล้มลงกระแทกก้อนหินจนเสียชีวิต


หลังจากนั้น เสิ่นปี้เหลียนกลับทำตัวเป็นเหยื่อ ร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด หลิวเยว่เป็นห่วงลูกสาวมาก จึงยังไม่มีเวลาไปจัดการกับหลานสาวตัวดี หากไม่เช่นนั้น ด้วยความโกรธเกรี้ยวของหลิวเยว่ น้ำตาจอมปลอมของเสิ่นปี้เหลียนคงเหือดแห้งไปนานแล้ว


ส่วนผู้ชายที่หมั้นหมายกับเจ้าของร่างเดิม เป็นนายทหารหนุ่ม ได้เป็นผู้รักษาการแทนตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นคนรู้จักเอาตัวรอด แม้เขาจะยังไม่ได้กลับมาดูตัวเสิ่นทิงหง แต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีใจให้กัน จึงตัดสินใจหมั้นหมายกัน


ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ พ่อแม่ของเยี่ยเสิ่นเหยียนเสียชีวิตไปนานแล้ว ปู่ย่าก็จากไปทีละคน ตอนนี้เขาจึงเหลือเพียงตัวคนเดียว


การแต่งงานครั้งนี้ หลิวเยว่เป็นฝ่ายเอ่ยปากกับเยี่ยเสิ่นเหยียนก่อน


ส่วนสถานการณ์ของสมาชิกภายในครอบครัวเจ้าของร่างเดิมนั้น ก็ซับซ้อนไม่น้อย ปัจจุบันพวกเขายังไม่ได้แยกบ้าน ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงอาศัยอยู่ร่วมกัน เสิ่นทิงหงคิดแล้วก็อดปวดหัวไม่ได้


ปู่ย่าของตระกูลเสิ่นยังมีชีวิตอยู่ คุณปู่ของเสิ่นทิงหงชื่อเสิ่นเจี้ยนกั๋ว คุณย่าชื่อหลี่ต้าฮวา ปัจจุบันมีอายุเพียงห้าสิบกว่าๆเท่านั้น ร่างกายยังแข็งแรงดี


พวกเขามีลูกทั้งหมดสี่คน


ลูกชายคนโตคือเสิ่นต้าลี่ เป็นพ่อของเสิ่นปี้เหลียน เขากับจางซู่ฉินผู้เป็นภรรยายังมีลูกชายอีกหนึ่งคน เป็นหลานคนโตของตระกูล ชื่อเสิ่นโหย่วเหวย


ลูกชายคนรองคือเสิ่นต้าหย่ง ภรรยาชื่ออู๋อวิ๋น มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน คนโตคือเสิ่นชุนฮวา ญาติผู้พี่ของเสิ่นทิงหง ส่วนคนเล็กคือเสิ่นเสี่ยวปิง หลานชายคนสุดท้องของบ้าน


ลูกชายคนที่สามคือเสิ่นต้าเฉียง พ่อของเสิ่นทิงหง เขายังมีลูกชายฝาแฝดอีกสองคนคือเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่


คนสุดท้องเป็นลูกสาว เป็นอาหญิงของเสิ่นทิงหง ชื่อเสิ่นหมิงฟาง เธอแต่งงานกับจางกั๋วต้ง ซึ่งเป็นน้องชายของจางซู่ฉิน ทั้งคู่มีลูกชายหนึ่งคนชื่อจางเสี่ยวเหว่ย อายุไล่เลี่ยกับเสิ่นเสี่ยวปิง


ด้วยเหตุนี้ จางซู่ฉินและเสิ่นหมิงฟางจึงสนิทสนมกันมากที่สุดในบรรดาสะใภ้ทั้งหมด

……

ในที่สุด เสิ่นทิงหงก็ซึมซับความทรงจำทั้งหมดเข้าไว้ในหัว เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก


หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงที่เฝ้าดูอยู่ตลอด เมื่อเห็นลูกสาวลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็โล่งใจได้ในที่สุด


“นีเอ๋อร์ ลูกทำให้มะ…แม่ตกใจแทบแย่…”


ตั้งแต่เสิ่นทิงหงเข้าเรียนมัธยมในเมือง เธอก็เริ่มเรียกพ่อแม่ตามวิถีคนเมือง หลิวเยว่จึงนึกขึ้นได้ในตอนนั้น


“แม่คะ หนูไม่เป็นอะไรแล้ว แค่เหนื่อยนิดหน่อย แม่กับพ่อออกไปก่อนได้ไหมคะ หนูอยากพักผ่อนอีกสักหน่อย”


“ได้ๆ ลูกพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ อยากได้อะไรก็เรียกแม่นะ รอลูกหายดีเมื่อไหร่ แม่จะพาพวกลุงของลูกมาที่นี่เอง ให้ลูกได้แก้แค้นให้เต็มที่เลย”


ยิ่งพูด หลิวเยว่ก็ยิ่งโมโห จู่ๆเธอก็หันไปมองเสิ่นต้าเฉียงอย่างขัดใจ


“มัวยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ยินหรือไงว่าลูกสาวบอกว่าเหนื่อย อยากพักผ่อนน่ะ!?”


เสิ่นต้าเฉียงคิดในใจ ‘เขาเป็นแค่อาสามของเสิ่นปี้เหลียน แต่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้จริงๆเหรอ…’


แม้ความจริงแล้วทุกคำพูดจะเป็นของหลิวเยว่ทั้งหมด แต่เสิ่นต้าเฉียงก็เชื่อว่าภรรยาพูดถูกเสมอ เขาแทบจะอยากจดทุกคำพูดของนางใส่สมุดเล่มเล็กไว้ท่องจำเสียด้วยซ้ำ


“ลูกรัก พักผ่อนให้เต็มที่นะ” เสิ่นต้าเฉียงยิ้มให้ลูกสาวอย่างซื่อๆ แม้ใบหน้าจะคล้ำแดด แต่ดวงตาคู่นั้นและฟันขาวซี่ใหญ่กลับดูสดใสเป็นพิเศษ


“ค่ะ พ่อ”


เสิ่นทิงหงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตลอด แม้จะทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย แต่เธอก็สามารถยอมรับมันได้อย่างรวดเร็ว


เมื่อยอมรับสภาพแวดล้อมขั้นต่ำได้แล้ว สิ่งดีๆอื่นๆก็เริ่มปรากฏขึ้น เช่นในตอนนี้ แม้โลกใบนี้จะไม่เจริญเท่าโลกเดิมของเธอ แต่การมีพ่อแม่ที่รักเธอมากขนาดนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง


เสิ่นทิงหงประคองร่างที่อ่อนแรงไปปิดประตูห้อง จากนั้นจึงนั่งลงบนเตียงเพื่อตรวจสอบห้วงมิติ


โชคดีที่ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ห้วงมิติยังคงอยู่ ทำให้จิตใจของเธอมั่นคงขึ้นมาก อย่างน้อยในหมู่บ้านบนภูเขาอันกันดารแห่งนี้ เธอก็ยังมีที่พึ่ง


เสิ่นทิงหงมองกำแพงที่อากาศถ่ายเทรอบตัว ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ เธอก็หยิบโจ๊กหมูไม่ติดมันใส่ผักออกมาจากห้วงมิติ


ร่างกายนี้ขาดสารอาหารอย่างชัดเจน แค่เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแล้ว


แม้เสิ่นทิงหงจะไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ แต่เธอก็มีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง ในเวลานี้ไม่ควรกินของมันหรือเลี่ยนเกินไป แต่ก็ยังต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็น


โจ๊กหมูไม่ติดมันใส่ผักจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เธอตั้งใจว่าจะรอให้อาการดีขึ้นก่อน แล้วค่อยบำรุงร่างกายอย่างจริงจัง


เธอกินอย่างรีบร้อน ไม่กล้าเคี้ยวช้าๆ เพราะความเป็นส่วนตัวในห้องนี้แทบไม่มี หากมีใครมาเห็นเข้า คงอธิบายได้ยาก


หลังกินเสร็จ เสิ่นทิงหงก็เก็บกล่องอาหารกลับเข้าไปในห้วงมิติ แล้วเอนตัวพักผ่อน เธอไม่มีเรี่ยวแรงพอจะคิดเรื่องวุ่นวายในบ้านหลังนี้อีก เจ้าของร่างเดิมบาดเจ็บที่ศีรษะ จำเป็นต้องพักผ่อนให้มาก


จะบอกว่าเจ้าของร่างเดิมมีแม่ที่ดีก็อาจไม่ถูกนัก ควรจะบอกว่าเธอเกิดมาในครอบครัวที่ดีมากกว่า


เดิมทีทุกคนอาศัยกันอย่างแออัด สามครอบครัวต้องแบ่งกันอยู่เพียงสองห้อง อย่างเช่นเสิ่นปี้เหลียน ตอนนี้เธอต้องแชร์ห้องกับเสิ่นโหย่วเหวยพี่ชายของตน มีเพียงไม้กระดานกั้นตรงกลาง


แต่หลังจากหลิวเยว่ให้กำเนิดเสิ่นทิงหง นางก็ขอให้พี่ชายทั้งสามช่วยสร้างห้องแยกให้ลูกสาว แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบปี ห้องนี้ก็เริ่มทรุดโทรมลงมากแล้ว


แม้ครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรได้ เพราะทั้งแรงงานและเงินทองล้วนเป็นหลิวเยว่ที่จัดการทั้งหมด ต่อให้ไม่พอใจเพียงใด ก็ต้องเก็บไว้ในใจ


สองผู้เฒ่าเคยกล่าวไว้ว่า ฐานรากของบ้านหลังเก่ามีขนาดใหญ่ หากมีกำลังก็สามารถต่อเติมได้ คนแก่เช่นพวกเขาก็ไม่ขัดข้อง


ระหว่างนั้น หลิวเยว่เข้ามาถามอาการเสิ่นทิงหงถึงสองครั้ง เมื่อแน่ใจว่าลูกสาวไม่เป็นอะไรแล้ว นางจึงสบายใจขึ้น


ตอนถึงเวลาอาหารเย็น เสิ่นทิงหงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอก เธอรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ครอบครัวใหญ่อยู่ร่วมกันก็ไม่ต่างจากจักรวาลอันกว้างใหญ่จริงๆ


“นีเอ๋อร์ ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว แม่ยกเข้าไปให้ดีไหม?”


เสียงของหลิวเยว่ดังขึ้นจากด้านนอก


เสิ่นทิงหงลุกจากเตียงไปเปิดประตู เดิมทีตั้งใจจะออกไปรับประทานข้าวร่วมกัน เพื่อทำความคุ้นเคยกับสมาชิกในครอบครัว แต่เสียงด้านนอกกลับดังหนวกหู ทั้งเสียงผู้ใหญ่และเด็ก ทำให้เธอที่บาดเจ็บที่ศีรษะอยู่แล้วรู้สึกทรมานยิ่งกว่าเดิม


“แม่คะ ช่วยยกเข้ามาให้หนูหน่อยแล้วกันค่ะ”


“ได้เลย ลูกรีบนอนพักเถอะ เดี๋ยวแม่ไปเอามาให้เอง”


บทที่ 4: ยินดีเด็ดหัวพี่ก่อน


“แหมๆ ทำตัวเหมือนคุณหนูใหญ่จริงๆเลยนะ นี่น่ะเหรอหกล้มหัวฟาดพื้น จะกินข้าวยังต้องมีคนคอยประเคนให้?”


ขณะที่หลิวเยว่กำลังนำอาหารไปให้ลูกสาว น้ำเสียงกระแนะกระแหนก็ดังขึ้น


นั่นคือเสียงของจางซู่ฉิน ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าของร่างเดิม เธอไม่ชอบที่บ้านสามปฏิบัติกับเสิ่นทิงหงราวกับแก้วตาดวงใจมาแต่ไหนแต่ไร มิหนำซ้ำยังส่งหล่อนไปเรียนหนังสืออีกต่างหาก หากไม่ใช่เพราะคุณพ่อเฒ่ากดดันเอาไว้ จางซู่ฉินคงโวยวายไปนานแล้ว


เด็กสาววัยนี้ควรจะเก่งทั้งงานบ้านและงานนอกบ้านต่างหาก แต่กลับมีเพียงลูกสาวบ้านสามเท่านั้นที่ใช้ชีวิตอย่างสูงส่ง หากเสิ่นทิงหงช่วยงานบ้านได้บ้าง พวกเขาก็คงผ่อนคลายกว่านี้มากแท้ๆ


“สะใภ้ใหญ่ ถ้าจะหาเรื่องกันก็บอก ฉันยินดีเด็ดหัวเธอเป็นคนแรก ครั้งนี้นีเอ๋อร์ของฉันบาดเจ็บได้ยังไง พวกเราทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวฉันยังนอนอยู่บนเตียง เสิ่นปี้เหลียนถูกฉันตีไปนานแล้ว ฉันยังไม่ทันไปหาเรื่องเธอเลย แต่เธอกลับรีบวิ่งมาชนปากกระบอกปืนเองเรอะ?”


หลิวเยว่าไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไร ตอนที่อยู่บ้านเดิม นางก็ซึมซับนิสัยของคุณยายเจ้าของร่างเดิมมาอย่างเต็มที่ เป็นคนบ้าบิ่นไม่เกรงใจใคร


ตอนแรกที่แม่เฒ่าเสิ่นเอ่ยเรื่องการแต่งงานครั้งนี้กับเสิ่นต้าเฉียง ก็เพราะคิดว่าเสิ่นต้าเฉียงมีนิสัยอ่อนโยน มักถูกรังแก หากได้ภรรยาที่เก่งกาจก็คงจะเป็นยันต์สะกดผีชั้นดี


ความคิดนั้นไม่ได้ผิด และก็เป็นยันต์สะกดผีชั้นดีจริงๆ เพราะทุกคนในบ้านต่างถูกสะกดกันหมด แบบนี้จะไม่เรียกว่ายันต์สะกดผีได้อย่างไร


จางซู่ฉินโกรธจัดจนแทบพูดไม่ออก พยายามส่งสายตาให้เสิ่นต้าลี่รัวๆ แต่เขาเพิ่งกลับจากทำงานทั้งวัน เหนื่อยล้าเสียจนเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว จะไปสังเกตอะไรได้อย่างไร


“ก็แค่เด็กๆเล่นกัน จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตไปทำไม?”


เมื่อเห็นว่าสามีไม่สนใจ น้ำเสียงของจางซู่ฉินจึงอ่อนลงมาก แต่จะพูดอะไรได้ ในเมื่อเรื่องนี้บ้านใหญ่ไม่มีเหตุผลจริงๆ


“เด็กเหรอ? เสิ่นปี้เหลียนอายุสิบแปดแล้วนะ ยังจะเรียกว่าเด็กอีกหรือ? มันก็เพราะพวกเธอไม่สั่งสอนลูกให้ดีต่างหาก ฝากไว้ก่อนเถอะ นีเอ๋อร์ของฉันหายดีเมื่อไหร่ ฉันจะช่วยสั่งสอนให้เอง!”


หลิวเยว่ถือถ้วยข้าวพลางชำเลืองมองเสิ่นปี้เหลียน จนเด็กสาวตัวลีบไปในทันที


เสิ่นปี้เหลียนได้แต่คิดในใจว่าตัวเองซวยจริงๆ เหตุใดวันนั้นถึงมีชาวบ้านมาเห็นด้วย หากทำอะไรให้แนบเนียนกว่านี้ก็คงไม่ถูกผู้หญิงปากร้ายอย่างหลิวเยว่หมายหัวเข้าให้ ตอนนี้ดูท่าคงหนีไม่พ้นถูกจัดชุดใหญ่แน่


มือของเสิ่นต้าลี่ที่กำลังกินข้าวชะงักไปชั่วครู่ คำพูดของหลิวเยว่าไม่ไว้หน้าบ้านใหญ่เลยสักนิด ทำให้เขามองไปทางเสิ่นต้าเฉียงทันที


“เจ้าสาม เรื่องนี้ปี้เหลียนรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ เดี๋ยวฉันจะให้หล่อนขอโทษนีเอ๋อร์อีกที”


เสิ่นต้าเฉียงไม่สนใจ แม้เขาจะมีภาพลักษณ์เป็นคนอ่อนโยนมาโดยตลอด แต่หลักการที่ว่าลูกสาวคือแก้วตาดวงใจของครอบครัวนั้นไม่มีวันถูกทำลาย หากปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเวลามองลูกสาวและภรรยา


พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นนั่งฟังอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยอะไร พวกเขารู้นิสัยของบ้านเจ้าสามดี เรื่องนี้ยังไงก็ต้องพูดกันให้ชัด หากไม่สะสาง ต่อไปคงอยู่ร่วมกันอย่างสงบไม่ได้


ส่วนบ้านรองนั้นยังมาไม่ทันเห็นเรื่องสนุก จะให้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้อย่างไร ต่อให้แทรก ก็ไม่ใช่เพื่อช่วยบ้านใหญ่ หลิวเยว่กับจางซู่ฉิน ใครร้ายกว่ากัน พวกเขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ


เมื่อไม่มีใครช่วยพูดแทน แววตาของเสิ่นปี้เหลียนก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ในสายตาเธอ ตอนนี้ทุกคนล้วนลำเอียงกันหมดแล้ว


หลิวเยว่ถือถ้วยโจ๊กใสจนแทบจะส่องแทนกระจกได้ พร้อมกับจานผักสดอีกสองสามอย่าง และไข่ตุ๋นหอมฉุยอีกหนึ่งถ้วย


ไข่ไก่นั้นเป็นของที่บ้านเดิมของหลิวเยว่าส่งมาเป็นพิเศษหลังรู้ว่าเสิ่นทิงหงบาดเจ็บ ไม่ต้องถูกนำไปเข้ากองกลาง แม้ตอนนี้ยังไม่ได้แยกบ้าน แต่ทั้งพ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นก็เข้าใจดี


บ้านเจ้าสามมีบ้านเดิมของหลิวเยว่คอยค้ำจุน ความเป็นอยู่ย่อมดีกว่าอีกสองบ้าน หากยังต้องนำของเข้ากองกลางอีก ก็ย่อมไม่สมเหตุสมผล


ดังนั้น ของที่ได้มาด้วยตัวเองจึงกลายเป็นของบ้านนั้นโดยปริยาย เป็นกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร


เสิ่นทิงหงไม่รู้สึกแปลกใจเลย ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ไข่ไก่ไม่เคยขาด คุณลุงทั้งสามมักส่งมาให้เป็นประจำ อีกทั้งเสิ่นต้าเฉียงยังมีฝีมือด้านงานไม้ บางครั้งช่วยชาวบ้านทำงานเล็กๆน้อยๆ ก็จะได้ของตอบแทนกลับมา


แม้ยังไม่อนุญาตให้ค้าขาย แต่การแลกเปลี่ยนสิ่งของยังคงทำได้ ใครที่มีฝีมือย่อมไม่อดอยาก บ้านสามซึ่งมีลูกมากกว่าบ้านอื่นหนึ่งคน จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ดีที่สุด


“ขอบคุณค่ะแม่”


เสิ่นทิงหงเอ่ยขึ้น เมื่อหลิวเยว่าวางอาหารเย็นลงบนตู้หัวเตียง


“เด็กโง่ กับแม่ยังต้องเกรงใจอะไรอีก”


เสิ่นทิงหงยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร รอจนหลิวเยว่ออกไปแล้วจึงยกถ้วยโจ๊กขึ้นมาดู ก่อนจะถอนหายใจ


เฮ้อ… โลกแบบไหนกันนะ ทำไมเธอถึงข้ามเวลามาอยู่ยุคนี้ ดูโจ๊กสิ ใสจนแทบจะส่องหน้าได้ ที่เรียกว่าโจ๊กได้ ก็เพราะหลิวเยว่ตั้งใจตักข้าวให้เธอโดยเฉพาะ


ข้าวที่ใช้คือข้าวซ้อมมือ เวลากินจะรู้สึกคันคอเล็กน้อย


แต่เสิ่นทิงหงก็กินมันจนหมด นี่คือส่วนที่หลิวเยว่เก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ส่วนไข่ตุ๋น เธอกินไปเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือวางแผนจะเก็บไว้ให้แม่


ตอนที่หลิวเยว่กลับมาเก็บถ้วยชาม เห็นว่าไข่ตุ๋นแทบไม่ถูกแตะก็รีบเอ่ยขึ้น


“นีเอ๋อร์ ทำไมกินแค่นี้เองล่ะ ต้องกินไข่ไก่เยอะๆ จะได้ช่วยรักษาบาดแผลนะ”


เสิ่นทิงหงส่ายหน้า


“แม่คะ วันนี้หนูไม่ค่อยสบาย กินไม่ลงแล้ว แม่กินเถอะค่ะ”


“แม่ไม่กินหรอก ถ้าลูกกินไม่ลง แม่จะเก็บไว้ให้นะ พรุ่งนี้เช้าค่อยกินก็ได้”


พูดจบก็ทำท่าจะถือออกไป


ความอบอุ่นเอ่อล้นในใจของเสิ่นทิงหง ความรู้สึกที่ได้รับความรักจากครอบครัวเช่นนี้ ช่างดีจริงๆ


“แม่คะ กินเถอะค่ะ หนูจะดูแม่กิน ถ้าแม่ไม่กินแล้วเก็บไว้จนเสีย มันจะน่าเสียดายนะ…”


หลิวเยว่ชะงักไป ก่อนจะเข้าใจความหมายของลูกสาวในทันที


“โอ๊ย นีเอ๋อร์ของแม่ รู้จักเป็นห่วงแม่ด้วย แม่ไม่หิวจริงๆหรอก ฮ่าๆๆๆ”


“แม่คะ ถ้าแม่ไม่กิน คืนนี้หนูคงนอนไม่หลับแน่ๆ”


เสิ่นทิงหงพยายามเกลี้ยกล่อมทุกทาง สุดท้ายหลิวเยว่ก็ยอมกินเข้าไป กินไปกินมาก็เริ่มสะอื้นไห้


“ฮือๆ… แม่บอกแล้วว่าการเลี้ยงลูกสาวต่างหากที่ช่วยไม่ให้แก่ไว คนข้างนอกยังว่าแม่อยู่เลย ฮึ ต่อไปพวกเขาจะได้รู้เอง เลี้ยงลูกชายน่ะคือหนี้สิน ดูแม่ตอนนี้สิ มีความสุขกับการมีลูกสาวขนาดไหน”


เสิ่นทิงหงคิดในใจ อาการนี้… เล่นใหญ่ไปหน่อยหรือเปล่านะ


“แม่คะ ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปหนูจะทำให้แม่มีชีวิตที่ดีให้ได้เลยค่ะ”


แม้จะรู้ว่าหลิวเยว่ลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด แต่เสิ่นทิงหงก็ต้องยอมรับว่า เธอชอบความรู้สึกที่มีใครสักคนลำเอียงมอบความรักให้อย่างเต็มใจเช่นนี้จริงๆ


บทที่ 5: ถ้าเป็นอุจจาระยังจะชิมไหมว่าเค็มหรือไม่เค็ม


หลิวเยว่าได้ยินคำพูดของลูกสาวเช่นนี้ ก็ย่อมรู้สึกดีใจ ไม่ว่าคำพูดของเสิ่นทิงหงจะพูดไปอย่างนั้นเองหรือไม่ก็ตาม เพราะอย่างไรเสียลูกสาวก็ยังเรียนหนังสืออยู่ และหลิวเยว่ก็รู้สึกสบายใจมากที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้


“เฮ้อ ต่อไปแม่คงได้สบายแล้ว เลี้ยงลูกสาวดีกว่าเยอะ ดูพี่ชายสองคนของลูกสิ จนป่านนี้ยังไม่เจอคู่ชีวิตของตัวเองเลย ต้องให้แม่คอยเป็นห่วง โตจนป่านนี้แล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้หายหัวไปไหนอีกแล้ว”


เท่าที่เสิ่นทิงหงจำความได้ หลิวเยว่ก็มักจะพูดเรื่องทำนองนี้อยู่เสมอ ซึ่งเธอก็ชินเสียแล้ว


“พวกพี่ๆ เขารู้จักคิดน่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”


“มีลูกชายก็เหมือนเป็นหนี้…”


สองแม่ลูกคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเยว่ก็ออกไปพร้อมถ้วยและตะเกียบ


ส่วนเสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่ สองพี่น้องที่ถูกหลิวเยว่าแขวะว่าไม่รู้หายหัวไปไหน เวลานี้เพิ่งเดินกลับเข้ามาจากด้านนอก ในมือถือถังอยู่ใบหนึ่ง เนื้อตัวสกปรกมอมแมม


“ไอ้ลูกเวร พวกแกไปไหนมา สกปรกไปทั้งตัว แม่จะไม่ซักให้แล้วนะ ไปซักเสื้อผ้าเอง!”


เมื่อเห็นสภาพของลูกชายทั้งสอง หลิวเยว่ผู้เป็นแม่ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที


“แม่ครับ พวกเราไปตกปลาให้น้องเล็กที่แม่น้ำมาน่ะ”


เสิ่นทิงอู่ลูบหลังศีรษะอย่างใสซื่อ โคลนในมือเลยเปื้อนผมไปด้วย


เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลิวเยว่ก็ดีขึ้นทันที สองมาตรฐานชัดๆ


“แล้วตกได้ไหม?”


“ได้ครับ ได้ครับ แต่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ มีปลาจี้ไม่กี่ตัว ถึงจะตัวเล็กไปหน่อย แต่เอาไปต้มเป็นน้ำแกงให้น้องเล็กได้สบาย”


เสิ่นทิงอู่ตอบอย่างคล่องแคล่ว กิจกรรมแบบนี้เขาถนัดที่สุด ส่วนเสิ่นทิงเหวินเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น แม้ทั้งสองจะเป็นฝาแฝดกัน แต่บุคลิกกลับต่างกันชัดเจน สมกับชื่อ คนหนึ่งมาแนวบุ๋น อีกคนมาแนวบู๊


เสิ่นทิงเหวินเรียนจบมัธยมปลาย ปัจจุบันทำงานเป็นครูโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน มีรายได้เดือนละสิบหยวน


เสิ่นทิงอู่กลับมีชื่อเสียงเรื่องพละกำลัง ตั้งแต่เด็กเขาก็แข็งแรงราวลูกวัว ต่างจากพี่ชาย เมื่อเรียนจบชั้นประถมก็ไม่ยอมเรียนต่อ แต่พออายุสิบสองสิบสามปีก็สามารถเก็บชั่วโมงงานได้เต็มแล้ว


โลกใบนี้มีผู้คนหลากหลายประเภท ในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด กินอยู่เหมือนๆกัน แต่เสิ่นทิงอู่กลับแข็งแรงเกินใครมาตั้งแต่เด็ก


หลิวเยว่ายกถังขึ้นดู มีปลาจี้อยู่ไม่กี่ตัวจริงๆ บางตัวเล็กมาก แต่เอาไปต้มเป็นน้ำแกงก็เพียงพอ พอคิดเช่นนั้น สีหน้าของเธอก็ผ่อนคลายลง


“เอาละ เอาละ ดูพวกแกสิ สกปรกไปหมด รีบถอดเสื้อผ้าออก เดี๋ยวแม่จะเอาไปซักให้”


เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่มองหน้ากันแล้วหัวเราะ ยังไงแม่ก็รักพวกเขาในแบบของตัวเองอยู่ดี


ควรจะบอกไหมว่า ผู้ชายในบ้านสามตระกูลเสิ่น ถูกหลิวเยว่ล้างสมองจนเสียคนไปหมด ทุกคนเห็นเสิ่นทิงหงเป็นศูนย์กลาง แถมยังค่อยๆเรียนรู้วิธีเอาใจผู้หญิงไปในตัว และยกให้เป็นอันดับหนึ่งของครอบครัว


จางซู่ฉินกับอู๋อวิ๋นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอก จึงโผล่หน้ามาจากห้อง เมื่อเห็นถังในมือหลิวเยว่ก็เข้าใจทันที


“โอ๊ย เจ้าหนูอู่ของพวกเราจับปลาได้แล้วเหรอ เก่งจริงๆ แบบนี้พรุ่งนี้พวกเราก็ได้ลาภปากกันแล้วสินะ”


คนที่พูดคืออู๋อวิ๋นจากบ้านรอง ส่วนจางซู่ฉินเพิ่งถูกหลิวเยว่ด่าต่อหน้าคนทั้งบ้านไปตอนมื้ออาหาร แม้จะอัดอั้นใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร


หลิวเยว่กลอกตาใส่ ถือถังปลาจี้เดินตรงกลับเข้าห้องของตน ปากก็สาปแช่งไปด้วย


“คนสมัยนี้หน้าหนายิ่งกว่าโม่หิน ของนิดหน่อยก็อยากฉกฉวย อันนี้ไว้บำรุงร่างกายนีเอ๋อร์ของฉัน เป็นผู้ใหญ่แล้วไม่รู้จักอายหรือไง ถ้าเป็นขี้ในห้องส้วมยังจะอยากชิมไหมว่าเค็มหรือไม่เค็ม!”


พูดจบก็ปิดประตูดัง ‘ปัง’


อู๋อวิ๋นโกรธจนหน้าดำหน้าแดง สู้ก็สู้ไม่ได้ ด่าก็ด่าไม่ชนะ น่าหดหู่ใจเป็นที่สุด ก่อนจะปิดประตูห้องตัวเองด้วยความโกรธเช่นกัน


ท่าทางสมน้ำหน้าของจางซู่ฉินไม่ได้เด่นชัดนัก แต่อู๋อวิ๋นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว


ปลาในวันพรุ่งนี้ไม่มีส่วนของตน จางซู่ฉินรู้ดี แต่พอเห็นบ้านรองเสียหน้า ใจก็รู้สึกสบายขึ้นไม่น้อย


เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ รีบกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลน ถึงแม่จะบอกว่าจะซักให้ แต่ตอนนี้แม่อารมณ์ไม่ดี ก็ปล่อยไปเถอะ


พวกเขาเป็นคนดีและรู้จักดูสถานการณ์


แม้ลานบ้านตระกูลเสิ่นจะกว้างพอสมควร แต่บ้านในยุคนี้ไม่มีการเก็บเสียง หากมีใครทำอะไรผิดสำรวม เสียงก็จะเล็ดลอดออกมาได้ง่าย


แต่คนสมัยนี้ก็ใช้ชีวิตกันแบบนี้ ไม่มีใครพิถีพิถันมากนัก


เสิ่นทิงหงได้ยินความเคลื่อนไหวด้านนอกอย่างครบถ้วน เธอถอนหายใจเบาๆ ครอบครัวใหญ่นี้ดูจะเต็มไปด้วยความคิดคำนวณและเล่ห์เหลี่ยมสกปรก


แม้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจะมีเรื่องแบบนี้มากมาย แต่การได้เห็นกับตาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


เสิ่นทิงหงไม่อยากอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ แต่เธอก็เข้าใจดี การแยกครอบครัวในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากผู้เฒ่ายังมีชีวิตและแข็งแรง ก็แทบเป็นไปไม่ได้


เธอจึงหยุดคิดเรื่องนี้ไว้ก่อน เมื่อรอบข้างเงียบลง เสิ่นทิงหงก็เข้าไปในห้วงมิติ


ภายในยังสว่างเหมือนกลางวัน เธอหยิบกระจกขึ้นมา ค้นหายาทาแผลและผ้าพันแผล ก่อนจะกัดฟันทำแผลที่ศีรษะของตัวเองใหม่


มื้อเย็นกินไปน้อยมาก ท้องของเสิ่นทิงหงจึงร้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอหยิบอาหารปรุงสุกออกมา เป็นซุปไก่หนึ่งถ้วยกับข้าวสวยหนึ่งชาม


หลังกินเสร็จ ร่างกายก็สบายขึ้นมาก จากนั้นเธออาบน้ำในห้วงมิติ บ่อน้ำแห่งนี้ช่างมหัศจรรย์ ไม่เย็น ไม่ร้อน อุณหภูมิสบายอย่างพอดี เสิ่นทิงหงอาบน้ำด้วยความเจ็บปวดปนสุขใจ


เจ้าของร่างเดิมเป็นคนรักความสะอาดอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน แถมต้องนอนอับอยู่ทั้งวัน เหงื่อจึงออกไม่น้อย


เพราะบาดแผลอยู่ตรงไรผม เธอจึงไม่อาจสระผมได้ ต้องดูแลอย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นอาจทิ้งแผลเป็นไว้


แม้เธอจะไม่ใช่คนหมกมุ่นเรื่องรูปลักษณ์ แต่ถ้าสวยได้ ใครจะอยากขี้เหร่


เสิ่นทิงหงหยิบเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่เตรียมไว้มาเปลี่ยน รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก


หลังแปรงฟันและล้างหน้าอย่างระวังไม่ให้โดนแผล เธอก็กลับไปปรากฏตัวบนเตียงในโลกปัจจุบัน


เครื่องนอนของเสิ่นทิงหงถือว่าดีที่สุดในบ้านตระกูลเสิ่น ส่วนของเสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่เป็นของที่เธอโละทิ้งไปแล้ว


ใยฝ้ายทั้งหมดมาจากบ้านเดิมของหลิวเยว่ ต่อให้บ้านใหญ่หรือบ้านรองอยากได้ ก็ทำอะไรไม่ได้


บทที่ 6: ถึงผมเป็นคนมีคุณธรรม ก็ใช่ว่าจะมาลักไก่กันได้


เสิ่นทิงหงห่มผ้านวมที่อ่อนนุ่มอยู่ แต่กลับรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะมีของมากมายอยู่ในมือ ทว่าเธอกลับไม่สามารถนำออกมาให้พ่อแม่และพี่ชายใช้ได้


เรื่องการแยกบ้านนี้ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด เธอไม่อยากให้คนที่จิตใจไม่ดีมาเอาเปรียบ โดยเฉพาะคนที่ลงมือฆ่าเจ้าของร่างเดิมอย่างเสิ่นปี้เหลียน


เสิ่นทิงหงไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปได้ เพียงเพราะตนเองไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ในเมื่อยืมร่างคนอื่นมาใช้ ความแค้นนี้ก็ย่อมกลายเป็นความแค้นของเธอเช่นกัน และเธอจะต้องเอาคืนอย่างแน่นอน


นี่คือผลประโยชน์ของเธอเอง เพราะฉะนั้น ใครก็อย่าหวังจะมาลักเอาไป


คิดไปคิดมา เปลือกตาของเสิ่นทิงหงก็ค่อยๆหนักขึ้น ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด


เช้าวันถัดมา เสิ่นทิงหงได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวและความครึกครื้นจากลานบ้านดังเข้ามา ทำให้เธอไม่อาจนอนต่อได้อีก


เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เธอลองลุกจากเตียงมายืดเส้นยืดสาย อาการในวันนี้ดีขึ้นมากจริงๆ และไม่รู้สึกปวดหัวเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว


จากนั้นเสิ่นทิงหงก็เดินออกจากห้อง เวลานี้เพิ่งตีห้า ฟ้ายังไม่สาง พอหกโมงเช้าทุกคนก็ต้องเริ่มทำงานแล้ว โดยปกติไม่มีใครขี้เกียจได้ แต่เธอกลับเป็นข้อยกเว้น


หลิวเยว่ที่กำลังฆ่าปลาอยู่ พอเห็นลูกสาวเดินออกมาก็ตะโกนทันที


“นี่ บรรพบุรุษตัวน้อยของแม่ ออกมาทำไมกัน รีบกลับเข้าไปนอนพักสิ เป็นแผลที่หัวแท้ๆ ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง?”


ขณะเดียวกัน จางซู่ฉินก็เริ่มทำงานตามกิจวัตรแล้วเช่นกัน จึงเอ่ยแทรกขึ้น


“โอ๊ย พูดเกินจริงไปหน่อยหรือเปล่า ร้อนขนาดนี้จะมีลมที่ไหนกันล่ะ”


หลิวเยว่โยนปลาที่อยู่ในมือลงในอ่าง


“จางซู่ฉิน ไม่มีเรื่องดีๆ จะพูดแล้วหรือไง ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร เธอก็คอยกระแนะกระแหนตลอด เป็นปล่องไฟหรือไง ถึงได้ทั้งดำทั้งพ่นควันทั้งวัน!”


จางซู่ฉิน “……”


“แม่คะ ที่ป้าสะใภ้พูดก็ไม่ผิดนะคะ มันไม่มีลมจริงๆ หนูอยากออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง ถ้าอุดอู้อยู่แต่ในบ้านคงเบื่อตายแน่ๆ”


หลิวเยว่ไม่ค่อยพอใจที่ลูกสาวช่วยพูดแทนจางซู่ฉิน แต่เสิ่นทิงหงยังพูดต่อ


“แต่ป้าสะใภ้คะ ที่แม่ฉันพูดก็ไม่ได้เกินไปเลยนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันดวงแข็ง เกรงว่าคงไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาได้ เรื่องนี้รอมีเวลามาคุยกันให้ชัดๆ สักครั้งดีกว่า เรื่องค่าชดเชยก็ต้องพูดกันด้วย หากตกลงกันไม่ได้ ฉันจะกลับไปอยู่บ้านคุณยาย อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีใครคิดจะเอาชีวิตฉัน นี่มันคดีฆาตกรรมเชียวนะ ฉันไม่กล้าอยู่ร่วมกับพวกฆาตกรหรอก”


เพียงแค่คำว่า “ฆาตกร” ก็เพียงพอจะทำให้เสิ่นต้าลี่กับจางซู่ฉินหน้าซีดเผือดทันที


ผลลัพธ์ของคนที่เคยพัวพันกับคดีลักษณะนี้ พวกเขาเห็นกันมามากแล้ว ในยุคสมัยนี้ หากเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ชีวิตนี้คงจบเห่แน่นอน


สีหน้าของเสิ่นต้าลี่แย่มาก


“หลานเอ๋ย เรื่องนี้เป็นปี้เหลียนที่ทำผิดจริงๆ หลานดูแลอาการบาดเจ็บของตัวเองให้ดี เดี๋ยวลุงจะให้ป้าสะใภ้ใหญ่ไปซื้อไก่มาบำรุงสักสองตัว พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน พูดออกไปก็มีแต่จะเสียหน้ากันหมด จริงไหม?”


จางซู่ฉินไม่กล้าพูดต่อ เสิ่นทิงหงในตอนนี้ แม้จะไม่ปากจัดเหมือนก่อน แต่ทุกคำพูดกลับแทงใจดำยิ่งกว่าเดิม


ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังชอบยกเอาลุงทั้งสามจากบ้านแม่ขึ้นมาข่ม พี่ชายของหลิวเยว่ทั้งสามคนก็ไม่ใช่คนธรรมดา จะเรียกว่าอันธพาลก็ไม่เกินไป หากทั้งสามบุกมาถึงหน้าบ้านจริงๆ คงได้มีเรื่องใหญ่แน่


หลิวเยว่เห็นลูกสาวใช้คำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถกดบ้านใหญ่ไว้ได้ ใจก็ยิ่งภาคภูมิใจ ลูกสาวคนนี้ เธอเลี้ยงมากับมือจริงๆ


หลิวเยว่กลับไปจัดการปลาที่เหลือต่อ วันนี้เพื่อให้เสิ่นทิงหงได้กินอร่อยขึ้น เธอจึงยอมใส่เครื่องเทศลงไปเล็กน้อย


แน่นอนว่าเครื่องปรุงเหล่านี้เป็นของเธอเอง มิฉะนั้นพี่สะใภ้ใจแคบทั้งสองคงโวยวายไปนานแล้ว


กลิ่นหอมของน้ำแกงลอยฟุ้ง แม้ปลาจี้จะมีเนื้อน้อย แต่เมื่อนำมาต้มกลับหอมกรุ่น เสิ่นทิงหงในโลกก่อนก็ชอบซดน้ำแกงปลาจี้แบบนี้ มันขาวมันและอร่อย แถมยังมีคุณค่าทางอาหารสูง


คนอื่นยังพอทนได้ เพราะรู้ว่าน้ำแกงนี้ทำมาเพื่อบำรุงร่างกายเสิ่นทิงหง และปลาก็เป็นของที่เสิ่นทิงอู่กับเสิ่นทิงเหวินจับมาเอง แต่กลิ่นหอมนี้กลับทำให้เสิ่นปี้เหลียนหิวแทบแย่


เธอไม่กล้าไปหาหลิวเยว่ จึงหันไปหาจางซู่ฉินแทน


“แม่ หนูก็อยากกินน้ำแกงปลาบ้าง…”


“เลิกฝันไปเถอะ นั่นเป็นของที่พี่ชายคนอื่นหามา ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา”


แม้จะพูดเช่นนั้น แต่สายตาของจางซู่ฉินกลับจ้องไปทางครัวไม่วาง


เสิ่นทิงอู่พูดขึ้นทันที


“ใช่สิ เรื่องที่เธอผลักน้องสาวพวกเรายังไม่ได้สะสางเลย ตอนนี้ยังจะมาแย่งน้ำแกงปลาอีกหรือ ถ้าอยากกินก็ไปบอกพี่ใหญ่ ให้เขาลงไปจับปลาเองสิ”


จางซู่ฉินแทบหายใจไม่ออก เจ้าเด็กคนนี้ช่างน่ารำคาญจริงๆ


“เจ้าหนูอู่ เธอยังไม่รู้เรื่องอะไร พี่ชายเธอจะไปมีแรงจับปลาได้ยังไงล่ะ เธอต่างหากที่เก่งกว่า วันนี้แดดแรงแบบนี้ พวกเราก็ไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้ว หลังเลิกงานไม่ลองลงไปจับดูอีกหน่อยหรือ แบบนี้นีเอ๋อร์ก็ไม่โดนแย่งแล้ว”


จางซู่ฉินเป็นพวกจำแต่เรื่องกิน ไม่จำเรื่องโดนด่า แม้วันนี้จะไม่ได้กินน้ำแกงปลา แต่ถ้าจับปลาเพิ่มได้ ใครจะไม่อยากได้ส่วนแบ่ง


“ป้าสะใภ้ใหญ่ครับ พูดแบบนี้ไม่ถูกนะ เพียงเพราะเห็นว่าผมเป็นคนมีคุณธรรม ก็ใช่ว่าจะมาลักไก่ผมได้”


เสิ่นทิงอู่ไม่พอใจ


“อีกอย่าง ป้าก็ไม่ได้ไม่มีลูกชาย เรื่องอะไรต้องมาใช้ผม เด็กคนอื่นจับปลาได้ ทำไมพี่ชายใหญ่จะทำไม่ได้ล่ะ”


เสิ่นโหย่วเหวยที่ถูกพาดพิงถึง รีบก้มหน้าทันที เขาไม่อยากลงไปจับปลาเลย แม่น้ำอาจไม่ลึก แต่ถ้าลื่นตกลงไปจะทำยังไง


แม่ของเขาคิดถึงแต่ปลาจี้ไม่กี่ตัว ทั้งวันไม่รู้ว่ามันมีอะไรดีนักหนา


“เจ้าหนูอู่ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูก ถึงพวกเราจะไม่กิน อย่างน้อยก็ควรมีให้ปู่ย่าท่านกินบ้าง ทำงานหนักทุกวันขนาดนี้ ไม่เหนื่อยหรือไง”


จางซู่ฉินเห็นว่าหลิวเยว่ายังไม่ออกมาจากครัว จึงพูดต่อไม่หยุด


“พอได้แล้ว ทุกคนพูดให้น้อยลงหน่อย ถ้ากตัญญูกันนัก ทำไมไม่ลงไปจับปลาให้ปู่ย่าเองล่ะ มัวแต่พูดกันอยู่ได้”


คนที่เอ่ยขึ้นคือหลี่ต้าฮวา มองลูกสะใภ้ใหญ่ด้วยความหงุดหงิด สร้างเรื่องเก่งกว่าคนอื่นวันเว้นวัน หากไม่มีเธอ บ้านนี้คงสงบกว่านี้เยอะ


“ใช่ไหมล่ะป้าสะใภ้ใหญ่ คุณปู่คุณย่าก็ไม่ใช่ปู่ย่าของเราสองคนสักหน่อย บ้านตัวเองก็มีทายาทอยู่แล้ว เรื่องอะไรต้องมาสั่งสอนลูกหลานบ้านอื่น อีกอย่างฉันก็ไม่ได้บอกว่าน้ำแกงปลาวันนี้จะทำกินคนเดียวเสียหน่อย”


เสิ่นทิงหงพูดขึ้นมาอย่างได้จังหวะพอดี


บทที่ 7: ถูกต้อง ฉันรังเกียจ


จางซู่ฉินที่ถูกตำหนิถึงกับอึ้ง พูดไม่ออก แต่พอคิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องยอมรับคำพูดของเสิ่นทิงหงก็ได้ สุดท้ายจึงเลือกเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา


ปรากฏว่าเมื่อหลิวเยว่ายกน้ำแกงสำหรับมื้อเช้าออกมา เสิ่นทิงหงกลับตักแบ่งให้คนในบ้านทุกคน แม้แต่สมาชิกบ้านรองก็ยังได้ส่วนแบ่งไปเล็กน้อย ทว่าไม่มีใครจากบ้านใหญ่ได้รับเลยแม้แต่นิดเดียว


การกระทำนี้แม้แต่เสิ่นต้าลี่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะเดิมทีเสิ่นทิงหงเป็นคนปากร้ายที่สุดในบ้านอยู่แล้ว หากใครทำไม่ดีกับเธอ เธอก็ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร เด็กสาวสามารถชักสีหน้าใส่ได้นานหลายวัน


เสิ่นทิงหงพอใจกับนิสัยเดิมของเจ้าของร่างนี้มาก เพราะเธอเองก็ไม่อยากประนีประนอมกับพวกงูพิษน่ารำคาญเหล่านั้นเช่นกัน


เสิ่นต้าลี่รู้ตัวเองดี ส่วนเสิ่นโหย่วเหวยก็เห็นเรื่องพวกนี้มามาก ไม่ว่าจะเป็นอาสะใภ้สามหรือเสิ่นทิงหง ต่างก็ไม่ใช่คนที่ควรไปตอแย ถึงเสิ่นทิงหงจะไม่แบ่งให้บ้านใหญ่ เขาก็ไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไร


บ้านรองกลับดีใจแทบแย่ อู๋อวิ๋นยังพูดชมเสิ่นทิงหงไม่หยุดว่าเป็นเด็กดี


แม้เมื่อคืนจะเจ็บใจที่ถูกหลิวเยว่ตำหนิ แต่ตอนนี้อู๋อวิ๋นกลับมีความสุขมากจนแทบลืมเหตุการณ์เมื่อวานไปหมด


ทั้งสามีและลูกชายของเธอต่างรู้จักถอยรู้จักรุก แต่ไม่ได้หมายความว่าจางซู่ฉินจะเป็นเช่นนั้น ยิ่งเมื่อรวมกับเสิ่นปี้เหลียน สองแม่ลูกคู่นี้จ้องน้ำแกงปลามาตั้งแต่เช้า แต่สุดท้ายกลับได้เห็นเพียงถ้วยชามว่างเปล่า แบบนี้จะยอมได้อย่างไร


“เสิ่นทิงหง นี่มันหมายความว่ายังไง? ทำไมคนอื่นได้กันทั่วหน้า แต่บ้านฉันกลับไม่ได้เลย หรือว่าเธอรังเกียจพวกเราบ้านใหญ่กันแน่?”


จางซู่ฉินตะโกนเสียงดัง


“ถูกต้อง ฉันรังเกียจพวกคุณ คนที่ชอบลอบแทงข้างหลัง ใครบ้างจะไม่รังเกียจคนแบบนี้?”


เสิ่นทิงหงชักสีหน้า พูดอย่างไม่เกรงใจ นิสัยเดิมของเจ้าของร่างก็เป็นคนไม่ยอมใครอยู่แล้ว แล้วเหตุใดเธอต้องฝืนทนเก็บอารมณ์ด้วยเล่า


“เสิ่นทิงหง ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”


สีหน้าของเสิ่นปี้เหลียนดูไม่ดีนัก เธอรู้สึกว่าเสิ่นทิงหงกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่เห็นชัดว่าไม่มีอะไร แต่กลับไม่ยอมปล่อยผ่าน


“ตั้งใจหรือไม่ เด็กๆในหมู่บ้านต่างก็เห็นกันหมด จะเรียกพวกเขามาถามดูไหมล่ะ? เสิ่นปี้เหลียน ฟังให้ดี ต่อไปนี้อย่ามารังแกพวกเราอีก ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยเรื่องนี้จบง่ายๆแน่”


ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูร้อน งานในไร่นายุ่งมาก หลิวเยว่เองก็บอกว่าจะรอให้ลูกสาวฟื้นตัวดีก่อนค่อยคิดบัญชี เหล่าลุงจากบ้านหลิวจึงต้องอดกลั้นไว้ก่อน มิฉะนั้นบ้านเสิ่นคงวุ่นวายกันไปนานแล้ว


เสิ่นปี้เหลียนกับจางซู่ฉินต่างก็คิดถึงจุดนี้ได้ จึงเลือกนั่งกินข้าวเงียบๆ ไม่กล้าแสดงท่าทีใดอีก


พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นได้กินน้ำแกงปลาที่เสิ่นทิงหงแบ่งมา แถมยังได้ปลาคนละตัว ก็รู้สึกพอใจมาก แม้จะได้ยินคำพูดแรงๆของเสิ่นทิงหงก็ไม่เอ่ยตำหนิ


เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของเสิ่นทิงหงโดยตรง และผู้อาวุโสอย่างพวกเขาก็ถือว่าค่อนข้างยุติธรรม หากเป็นเสิ่นทิงหงทำผิดจริง พวกเขาก็คงไม่เงียบเฉย


หลิวเยว่เองแม้จะไม่อยากให้ลูกสาวแบ่งให้คนพวกนั้น แต่เมื่อแบ่งไปแล้วก็ไม่อาจพูดอะไรได้ ส่วนชามของตนที่ยังไม่ได้แตะ กลับคิดจะยกคืนให้เสิ่นทิงหง


“พ่อคะ แม่คะ พี่คะ หนูอยากซดน้ำแกงก็จริง แต่สองวันนี้กินจนเลี่ยนแล้ว กินต่อไม่ลง ถึงแบ่งมาก็คงกินไม่ไหวค่ะ”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเยว่จึงค่อยๆกินส่วนของตัวเองลงไป เธอรู้นิสัยของเสิ่นทิงหงดี เหมือนไข่ตุ๋นเมื่อคืน แม้จะรู้ว่าลูกสาวหลังฟื้นขึ้นมาดูรู้เรื่องมากขึ้น แต่ในใจกลับไม่ค่อยสบาย อยากให้ลูกเป็นเด็กตลอดไปเสียมากกว่า


เสิ่นทิงหงไม่รู้ว่ามารดาคิดอะไร แต่สัมผัสได้ชัดว่าหลิวเยว่กำลังเป็นห่วงเธอ


เธอเริ่มไตร่ตรองว่าจะมีวิธีใดบ้างที่จะเปิดเผยเรื่องห้วงมิติได้อย่างปลอดภัย


ตอนนี้ยังไม่คิดบอกหลิวเยว่ หากจะบอกจริงๆ ก็ต้องเป็นหลังจากแยกบ้านแล้วเท่านั้น


เพราะยังอาศัยอยู่รวมกัน ใครจะรู้ว่าจะมีคนแอบได้ยินหรือไม่ จากนิสัยของบ้านใหญ่และป้าสะใภ้รอง หากพวกเขารู้เรื่องขึ้นมา ต่อไปคงไม่มีทางยอมให้พวกเธอย้ายออกไปแน่


หลิวเยว่ต้องรีบออกไปทำงาน ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูร้อนต้องเร่งมือเป็นพิเศษ เพราะฝนตกบ่อย หากชักช้าอาจเสียหายได้


หลานที่อายุน้อยที่สุดของตระกูลเสิ่นคือเสิ่นเสี่ยวปิงจากบ้านรอง แม้จะเรียนอยู่ในโรงเรียนเล็กของหมู่บ้าน แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว โรงเรียนก็หยุดสอนทั้งหมด


แม้แต่เสิ่นทิงเหวินที่เป็นครูก็ต้องออกไปช่วยงาน


พวกเสิ่นปี้เหลียนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ไม่นานนักภายในบ้านจึงเหลือเพียงเสิ่นทิงหงคนเดียว


แท้จริงแล้ว แม้เสิ่นทิงหงจะไม่บาดเจ็บ เธอก็ไม่ต้องออกไปทำงานหนักข้างนอกอยู่แล้ว เพราะเสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่แบ่งงานกันเรียบร้อย เสิ่นทิงเหวินมีเงินเดือน เสิ่นทิงอู่มีแรง งานส่วนของเธอจึงถูกทำแทนหมด


ดังนั้นถึงเธอไม่ออกแรง งานก็ไม่ขาดตกบกพร่อง แสดงให้เห็นว่าสถานะของเสิ่นทิงหงในบ้านไม่ต่ำเลย


ยุคนี้ใครทำงานได้มากย่อมมีสิทธิ์มาก พูดอะไรก็มีน้ำหนัก และอาหารก็แบ่งตามปริมาณงาน


แม้แต่เสิ่นโหย่วเหวยจากบ้านใหญ่ยังทำได้เพียงแปดส่วน อีกทั้งชื่อเสียงของจางซู่ฉินในหมู่บ้านก็ไม่ดีนัก จนอายุยี่สิบสองแล้วยังไม่ได้แต่งงาน


แต่ก่อนที่เสิ่นทิงหงจะทะลุมิติมา จางซู่ฉินเคยบอกเสิ่นโหย่วเหวียว่า หลังฤดูเก็บเกี่ยวควรจะได้แต่งสะใภ้เข้าบ้านแล้ว


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม แม้เสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่จะอายุยี่สิบปีแล้ว ครอบครัวก็ยังไม่รีบร้อน


ใครใช้ให้พี่ใหญ่ของบ้านยังไม่แต่งงานกันเล่า


แม้จะเป็นเช่นนั้น หลิวเยว่ก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้


เสิ่นทิงหงอยู่บ้านคนเดียวรู้สึกเบื่อ จึงนำหนังสือพิมพ์เก่าๆ มาแปะอุดช่องหน้าต่าง แล้วลงกลอนประตู


กลอนประตูในยุคนี้ยังเป็นแบบไม้ ใช้ท่อนไม้ขัดกับห่วงประตูสองฝั่ง เพียงเท่านี้ก็สามารถล็อกจากด้านในได้แล้ว


เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เสิ่นทิงหงก็เข้าไปในห้วงมิติ


เธอให้อาหารสัตว์เล็กน้อย สัตว์พวกนี้เชื่องมาก หากเธอไม่เคลื่อนไหว พวกมันก็ไม่วุ่นวาย


แต่เธอตั้งใจว่าจะรอให้อาการบาดเจ็บหายดีเสียก่อน แล้วค่อยขึ้นเขาไปหาไม้มาแบ่งคอก เพื่อแยกเลี้ยงตามประเภท


ในชีวิตก่อน เสิ่นทิงหงไม่เคยเลี้ยงสัตว์ จึงไม่ค่อยเข้าใจ หากเลี้ยงรวมกันไปหมด ใครจะรู้ว่าพ่อเป็ดจะไปเอาแม่ไก่เป็นเมียหรือไม่ แล้วถ้าพ่อไก่ถูกแม่ไก่สวมหมวกเขียว จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง คิดไปก็ปวดหัวจริงๆ


บทที่ 8: น้ำมันเต็มตัว


เสิ่นทิงหงอยู่ในห้องได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เธอรีบออกจากห้วงมิติแล้วไปเปิดประตู


คนที่มายืนอยู่หน้าห้องคือเสิ่นชิงชิง ลูกสาวคนเล็กของหัวหน้าหมู่บ้าน อายุไล่เลี่ยกับเสิ่นทิงหง และเป็นเพื่อนสนิทของเจ้าของร่างเดิม


ดูท่าทางแล้วคงวิ่งมาตลอดทาง เหงื่อผุดเต็มใบหน้าไปหมด


“ทิงหง เธอไม่เป็นไรใช่ไหม ฉันเข้าไปอำเภอแป๊บเดียวเอง ทำไมถึงเกิดเรื่องกับเธอได้ล่ะ?”


ตอนที่เสิ่นทิงหงเกิดเรื่อง เสิ่นชิงชิงบังเอิญไปบ้านอาหญิงในอำเภอพอดี น่าจะเพิ่งกลับมา พอได้ยินว่าเพื่อนสนิทประสบเหตุ ก็ร้อนใจแทบแย่ ก้นยังไม่ทันนั่งอุ่นก็รีบวิ่งตรงมาหาแล้ว


“ชิงชิง เข้ามาก่อนสิ”


เสิ่นทิงหงดึงเธอเข้ามาในห้อง แล้วรินน้ำให้


“ดื่มก่อน เธอดูร้อนจนแทบหมดสภาพแล้ว”


“ก็เพราะเป็นห่วงเธอน่ะสิ ได้ยินมาว่าเป็นยัยบ้าเสิ่นปี้เหลียนทำใช่ไหม มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


เสิ่นชิงชิงถามอย่างร้อนรน หลังจากยกน้ำดื่มไปอึกหนึ่ง


“จะมีอะไรได้ล่ะ ก่อนหน้านี้เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ วันที่ฉันกับเยี่ยเสิ่นเหยียนตกลงเรื่องหมั้นหมายกัน สายตาของหล่อนไม่เคยหลุดไปจากตัวเยี่ยเสิ่นเหยียนเลย คงทนไม่ได้ที่พวกเราจะหมั้นกัน เลยลงมือโหดร้ายแบบนี้ ตอนนั้นฉันไม่ทันตั้งตัวด้วย เลยถูกหล่อนทำสำเร็จ”


เสิ่นทิงหงเล่าอย่างเรียบเฉย


“อืม ฉันก็บอกแล้วว่าเสิ่นปี้เหลียนไม่ใช่คนดี ทำไมเธอยังขึ้นเขาไปกับหล่อนอีกล่ะ”


พอฟังจบ เสิ่นชิงชิงก็โกรธจนหน้าแดงคอขยาย ดูเหมือนอยากวิ่งไปเอาเรื่องกับเสิ่นปี้เหลียนเดี๋ยวนั้น


“สองวันก่อนฝนตก ฉันคิดว่าบนเขาน่าจะมีเห็ด เลยขึ้นไปเก็บ อยู่บ้านเฉยๆมันเบื่อ ใครจะคิดว่าเสิ่นปี้เหลียนจะตามไปด้วย แถมยังกล้าลงมือกับฉันอีก”


“แล้วจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ ตอนฉันเดินมา ยังเห็นเสิ่นปี้เหลียนทำงานอย่างสบายใจอยู่เลย นิสัยอย่างแม่ของเธอ จะยอมปล่อยง่ายๆแบบนี้หรือไง?”


“ไม่มีทางอยู่แล้ว พวกลุงๆของฉันยกกันมาหมดแล้ว แต่แม่บอกว่าตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูร้อน งานเร่งมาก ถ้าทุบตีเสิ่นปี้เหลียนจนลุกไม่ขึ้นตอนนี้ ยังถือว่าเบาเกินไป ให้รอผ่านช่วงยุ่งๆนี้ก่อน บัญชีนี้ยังไงก็ต้องชำระ”


“ดี ให้มันได้อย่างนี้สิ ถึงวันนั้นเธอมาบอกฉันนะ ฉันจะให้พ่อช่วยหนุนอีกแรง คนที่กล้าทำร้ายเพื่อนของเสิ่นชิงชิง ต้องคิดถึงผลลัพธ์ให้ดีๆ”


เสิ่นชิงชิงท้าวสะเอวพูดอย่างฮึกเหิม ท่าทางเหมือนเด็กประถม ทำเอาเสิ่นทิงหงอดยิ้มไม่ได้


“โอ๊ย ชิงชิง เธอเรียนที่ไหนมาเนี่ย ทำไมดูเด็กขนาดนี้”


“ยังจะยิ้มอีก ฉันกำลังช่วยเธอทวงความยุติธรรมอยู่นะ ที่จริงฉันคิดว่าพวกเธอควรแยกบ้าน พี่ทิงเหวินกับพี่ทิงอู่ก็หาเงินเก่งทั้งคู่ ไม่มีเหตุผลอะไรต้องอยู่รวมกับพวกนั้น ไหนจะโดนดูถูก ไหนจะเรื่องใจดำอีก”


เสิ่นชิงชิงพูดอย่างจริงจัง ทำให้เสิ่นทิงหงรู้สึกประหลาดใจ เด็กสาวยุคนี้ส่วนใหญ่มักอนุรักษนิยม แม้ไม่เคร่งเท่าสมัยโบราณ แต่ก็ยังยึดแนวคิดเชื่อฟังครอบครัวเป็นหลัก ความคิดของเสิ่นชิงชิงถือว่าก้าวหน้าไม่น้อย


“ฉันก็อยากแยกบ้านเหมือนกัน แต่คงต้องรอให้ผ่านไปสักระยะก่อนค่อยว่ากันอีกที”


“นั่นแหละ ทิงหง เธอต้องดุให้มากกว่านี้หน่อย ใช้ความดุข่มเสิ่นปี้เหลียนไว้ใต้ฝ่าเท้าไปเลย เพื่อผู้ชายที่ไม่แม้แต่จะมองตัวเอง ยังกล้าทำร้ายลูกพี่ลูกน้องได้ ใจมันช่างดำจริงๆ”


เสิ่นชิงชิงระบายความไม่พอใจออกมาเต็มที่ เสิ่นทิงหงฟังพลางพยักหน้า เสริมคำพูดเป็นระยะ


เด็กสาวทั้งสองช่วยกันนินทาเสิ่นปี้เหลียนอย่างออกรส ไม่มีเรื่องไหนที่คลุมเครือเลยสักเรื่อง


“จริงสิ ทิงหง เธอเดาสิว่าคราวนี้ฉันเข้าอำเภอไปทำอะไร”


เสิ่นชิงชิงทำหน้าลึกลับ


“ไปทำอะไรล่ะ”


“พอเธอหมั้นกับเยี่ยเสิ่นเหยียน พ่อฉันก็เริ่มร้อนใจ ให้ญาติช่วยหาให้ แล้วดันหาได้จริงๆ พ่อเลยให้ฉันไปพบเขา”


เสิ่นชิงชิงถอนหายใจเหมือนกลุ้มใจหนัก


“แล้วเป็นยังไงบ้าง”


“จะยังไงล่ะ ผมของเขาหวีเสยไปด้านหลังแบบนี้เลย”


เธอยกผมตัวเองทำท่าประกอบ


“ฉันไม่รู้ว่าเขาใส่น้ำมันไปกี่ช้อน แต่เยอะจนฉันรับไม่ไหว เห็นแล้วอึดอัดชะมัด”


“แสดงว่าไม่เข้าตาเธอสินะ”


“แน่นอนสิ แค่คิดว่าถ้าต้องอยู่ด้วยกัน ตอนนอนพลิกตัวไปเจอน้ำมันเปื้อนก็รู้สึกอึดอัดจะตายแล้ว”


เสิ่นทิงหงกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่


“น้ำมันเยอะขนาดนั้น แสดงว่าสถานะเขาคงไม่เลวเลยสิ”


“งั้นเธอชอบคนแบบไหนล่ะ”


“ถ้าจะหาคู่ ฉันอยากได้คนแบบพี่ทิงเหวิน สุภาพ อ่อนโยน สะอาดสะอ้าน อย่างน้อยมองแล้วก็สบายตา”


“แล้วพี่รองของฉันล่ะ ไม่อ่อนโยนหรือไง?”


“…”


เสิ่นชิงชิงพูดไม่ออกทันที สีผิวของเสิ่นทิงอู่ดำคล้ำขนาดนั้น จะไปใกล้คำว่าอ่อนโยนหมดจดตรงไหนได้


ทั้งสองคุยกันอยู่นาน เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเสิ่นชิงชิงเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่เบื่อเลย ไม่แปลกใจที่เจ้าของร่างเดิมจะสนิทกับเธอมาก


พอเห็นว่าได้เวลาแล้ว เสิ่นชิงชิงก็ลุกขึ้นขอตัวกลับ


ในยุคนี้ไม่มีใครหน้าหนาพอจะอยู่กินข้าวบ้านคนอื่น ทุกคนล้วนมีชีวิตที่ลำบาก


เสิ่นทิงหงก็ไม่ได้รั้งไว้ ตอนนี้คนในบ้านยังอึดอัดใส่กันอยู่ อยู่ต่อก็ไม่มีความสุข รอแยกบ้านเมื่อไหร่ ชีวิตคงง่ายขึ้นกว่านี้


วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ครบหนึ่งสัปดาห์ การเก็บเกี่ยวฤดูร้อนใกล้สิ้นสุดลงแล้ว


ช่วงสองวันมานี้ จางซู่ฉินกับเสิ่นปี้เหลียนทำตัวเหมือนนกกระทา ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดัง เพราะรู้ดีว่าหลังเก็บเกี่ยว หลิวเยว่ต้องเอาเรื่องแน่


เสิ่นปี้เหลียนกลัวถูกซ้อม จางซู่ฉินก็กลัวถูกทวงค่าชดเชย สองแม่ลูกจึงสงบลงโดยปริยาย


แต่บางเรื่อง ต่อให้คิดหนีก็หนีไม่พ้น หลังเก็บเกี่ยวสิ้นสุดได้เพียงสองวัน หลิวเยว่ก็รีบกลับไปบ้านเดิมทันที


แม่เฒ่าเสิ่นนั่งอยู่บนธรณีประตู มองแผ่นหลังของหลิวเยว่ที่จากไปแล้วถอนหายใจ ใช้เท้าคิดก็รู้ว่าลูกสะใภ้สามออกไปทำอะไร แต่จะรั้งไว้ก็ไม่มีเหตุผลพอจะรั้งได้


บทที่ 9: พวกคุณป้านี่เจ๋งจริงๆ


พ่อเฒ่าเสิ่นสูบบุหรี่พ่นควันพุ้ยๆ สีหน้าเคร่งเครียด ก่อนหน้านี้ใช่ว่าครอบครัวจะไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าบ้านสามเอาจริงแน่


อาการบาดเจ็บที่ศีรษะของเสิ่นทิงหงเกือบหายดีแล้ว เหลือเพียงรอยแผลสีชมพูจางๆ หากไม่เพ่งมองก็แทบไม่เห็น ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะหายสนิท


ลูกทั้งสามคนไม่ได้ตามหลิวเยว่ไปบ้านยาย ช่วงนี้ทั้งเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่ หากมีเวลาว่างก็มักจะติดหนึบอยู่กับเสิ่นทิงหง กลัวว่าจะมีคนใจไม้ไส้ระกำมารังแกเธออีก


ทางด้านจางซู่ฉินกับเสิ่นปี้เหลียน เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา จนเสิ่นต้าลี่เริ่มร้อนใจ รีบเดินไปหาเสิ่นต้าเฉียง


“ต้าเฉียง หรือไม่พวกเราลองไปคุยกับเมียแกดูดีไหม อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เลย มันดูไม่ดีนะ”


แปลกที่เสิ่นต้าลี่กลับเป็นฝ่ายอ่อนข้อก่อน เพราะเขาไม่มีพี่ภรรยาจอมอันธพาลคอยหนุนหลัง มีแต่พวกขี้เกียจเหลาะแหละ ต่อให้ไปขอร้องถึงหน้าประตู เกรงว่าคนพวกนั้นจะวิ่งหนีเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก


“เรื่องนี้อย่าว่าแต่ภรรยาผมเลย ต่อให้เป็นผมเองก็ไม่มีวันปล่อยไป”


เสิ่นต้าเฉียงตอบอย่างเย็นชา


ก็เพราะหลานสาวประสาทกลับคนนั้นแท้ๆ เขาถึงต้องทนรับสีหน้าถมึงทึงของภรรยามาหลายวัน ถึงจะซื่อ แต่ไม่ได้โง่ ผ่านมาตั้งนาน บ้านพี่ใหญ่ไม่เพียงไม่พูดถึงเรื่องชดเชย แม้แต่ไข่ไก่สักใบก็ไม่เห็นนำมาเยี่ยมลูกเขา คิดจะปล่อยให้เรื่องเงียบไปเองงั้นหรือ?


หมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านถวนเจี๋ย ทั้งสองอยู่ในชุมชนจินฮวา ใช้เวลาเดินทางไปกลับเพียงสองชั่วโมง


แต่ครั้งนี้หลิวเยว่ไม่ได้กลับมาคนเดียว เธอพาชายฉกรรจ์ร่างกำยำมาถึงสามคน พร้อมหญิงอีกสามคน และหญิงชราอีกหนึ่งคนที่ดูท่าทางไม่ใช่คนควรตอแย


เพียงเห็นขบวนก็รู้ทันทีว่าวันนี้ต้องมีเรื่อง โชคดีที่ฝนเพิ่งตก ชาวบ้านยังไม่ออกไปทำงาน เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ใครจะไม่มารอดูความครึกครื้นกันเล่า


เสิ่นทิงหงมองเห็นมารดาจากระยะไกล ซ้ายขวาขนาบด้วยผู้คุ้มกัน ด้านหลังตามมาด้วยกลุ่มคนราวกับกองทัพ


นี่มัน… อารมณ์แม่ทัพหญิงออกรบชัดๆ


พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นไม่อาจทำเป็นไม่เห็นได้อีก แม่เฒ่าเสิ่นรีบออกมาต้อนรับ


“ไอ้หยา พี่เซียว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”


เซียวเจี้ยนฟาง มารดาของหลิวเยว่ รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ควรโยนความผิดให้บ้านฝ่ายชาย จึงไม่ดึงมือออกจากการกอบกุม


“ต้าฮวา ไว้ค่อยคุยกัน ฉันมาครั้งนี้เพื่อมาหาคนของบ้านใหญ่”


แม่เฒ่าเสิ่นยิ้มเจื่อน


“ฉันรู้ เรื่องนี้พวกเขาทำผิดจริง เดี๋ยวฉันไปเรียกออกมาเดี๋ยวนี้”


เธอเรียกอยู่นาน แต่ไม่มีใครจากบ้านใหญ่โผล่ออกมา จนพ่อเฒ่าเสิ่นเริ่มเดือด เสิ่นต้าลี่จึงค่อยๆออกมาที่ลาน


หลิวเยว่หัวเราะเยาะ


“พี่สะใภ้ใหญ่ เสิ่นปี้เหลียน ไม่คิดจะออกมาหรือ ต้องให้ฉันเชิญออกมางั้นเหรอ”


แม้แต่ผีก็รู้ว่า “เชิญ” ของหลิวเยว่หมายถึงอะไร จางซู่ฉินกับเสิ่นปี้เหลียนจึงจำใจออกมา พอเห็นชาวบ้านมุงดูเต็มไปหมด ทั้งสองก็รีบตีหน้าซื่อ


“เอ๊ะ… มีเรื่องอะไรกันเหรอ”


“เสแสร้งเก่งจริงนะ ฉันบอกไว้แล้วว่ารอให้พ้นช่วงงานยุ่งค่อยคิดบัญชี ตอนนี้ยังจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีก”


“หลิวเยว่ นี่คือคนที่ผลักนีเอ๋อร์ใช่ไหม”


สะใภ้ใหญ่บ้านหลิวชี้ไปที่เสิ่นปี้เหลียน


“ใช่ นังสารเลวนี่แหละ”


“งั้นจะพูดมากทำไม จัดการก่อนแล้วค่อยคุย”


สะใภ้รอง เซี่ยเจวียน กล่าวเสียงเย็น


สามพี่สะใภ้ไม่รอช้า ปรี่เข้าไปดึงเสิ่นปี้เหลียนมาทุบตีทันที ไม่พูดพร่ำทำเพลง


จนเสิ่นปี้เหลียนร้องไม่ออก พวกเธอถึงหยุดมือ เสิ่นทิงหงมองสภาพยับเยินของอีกฝ่ายแล้วอดรู้สึก “เห็นใจ” ขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้


พวกคุณป้านี่เจ๋งจริงๆ


ร่างของเสิ่นปี้เหลียนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เลือดกำเดาไหล หน้าตาเหมือนจานผสมสี


“บ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่ไหม มาถึงก็ลงมือทุบตีแบบนี้ ต้องแจ้งความ!”


จางซู่ฉินร้องเสียงสั่น


หลิวเยว่กระชากผมอีกฝ่าย


“ตอนนี้รู้จักสงสารลูกแล้วเหรอ ลูกเธอเป็นคน ลูกฉันไม่ใช่หรือไง ตอนที่ลูกเธอผลักลูกฉันหัวฟาดพื้น ทำไมไม่คิดแบบนี้บ้าง!”


เสิ่นปี้เหลียนทรุดตัวร้องไห้สะอึกสะอื้น


“เอาล่ะ มาคุยกันดีกว่า แม่เธอบอกจะแจ้งความใช่ไหม งั้นไปแจ้งกัน มาดูกันว่าคดีทำร้ายร่างกายกับคดีพยายามฆ่า อันไหนหนักกว่า แผลหัวฉันยังไม่ทันหายดีเลย อย่ามาแกล้งน่าสงสาร”


เสิ่นทิงหงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


เซียวเจี้ยนฟางจับมือหลานสาว


“เสิ่นทิงหงของยาย เจ็บมากไหมลูก”


“ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย”


คำเรียกนี้ทำให้เสิ่นต้าลี่ จางซู่ฉิน และเสิ่นปี้เหลียนตกใจไม่น้อย


“เสิ่นทิงหง อย่าพูดเหลวไหล ฉันแค่พลาด ทำไมถึงกลายเป็นคดีพยายามฆ่าได้!”


บทที่ 10: แยกบ้านไม่ได้


“เด็กๆในหมู่บ้านเห็นกันตั้งเยอะแยะ ฉันไม่ได้มีความสามารถมากพอจะไปเป่าหูเด็กทุกคนให้ปรักปรำเธอได้นะ”


เสิ่นทิงหงพูดยิ้มๆ


“คราวก่อนฉันก็บอกไปแล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบง่ายๆ ตอนนี้พวกเรามาคุยกันเถอะ บ้านพวกคุณจะจัดการกันเอง หรือจะไปแจ้งความ?”


จางซู่ฉินได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่คิดว่า ไปแจ้งความไม่ได้เด็ดขาด แล้วเธอจะมีทางเลือกอะไรอีกล่ะ


“จัดการเอง…จัดการเอง!”


“ดี ในเมื่อป้าสะใภ้ใหญ่ตัดสินใจให้จัดการกันเอง งั้นฉันก็จะไม่สร้างความลำบากให้พวกคุณ เรามาคุยเรื่องค่าชดเชยกันดีกว่า”


“พูดถึงค่าชดเชยแล้วนะ ยัยหนูนีเอ๋อร์ของพวกเรา หน้าตาดีขนาดนี้ แต่ยังเหลือรอยแผลเป็นอยู่ ถ้ารักษาไม่หายขึ้นมา ไม่เท่ากับเสียโฉมหรอกเหรอ”


เซียวเจี้ยนฟางพูดเสริม


“ค่า…ค่าชดเชย ต้องการเท่าไหร่”


จางซู่ฉินหน้าเสียทันที


เธอจะมีเงินจากที่ไหนกันเล่า ทุกสิ้นปีตอนหัวหน้าหมู่บ้านแบ่งเงินปันผล แม่สามีก็แบ่งให้บ้านละสองหยวนก็นับว่าดีมากแล้ว เพราะบ้านอื่นบางแห่งไม่ได้แม้แต่เหมาเดียว


ถึงอย่างนั้นก็ยังได้กินอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่น ยังไม่แยกบ้าน อย่างไรก็ไม่อดตายแน่ จางซู่ฉินจึงมักแบ่งเงินเล็กน้อยไปช่วยเหลือบ้านแม่ของตน


ค่าเล่าเรียนทั้งหมดใช้เงินกองกลาง พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นก็ถือว่าเป็นคนมีเมตตา ขอเพียงเด็กๆใฝ่เรียนก็จะได้เรียนแน่นอน แต่หากเรียนไม่ไหวหรือไม่อยากเรียนเองก็จะไม่ได้เรียนต่อ ทุกคนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม


เสิ่นปี้เหลียนเองก็เป็นตัวอย่าง เธอไม่อยากออกแรงทำงาน แต่ผลการเรียนย่ำแย่ แม้แต่ครูก็ยังบอกว่าเคี่ยวกรำต่อไม่ไหว เรียนต่อไปก็เปลืองเงินเปล่า จึงถูกเรียกกลับบ้าน


ตรงกันข้าม เจ้าของร่างเดิมเรียนดีมาตลอด ตอนนี้เหลือเพียงปีสุดท้ายของมัธยมปลายก็จะจบแล้ว


“เงินมีหรือไม่มีไม่ใช่ประเด็น ยังไงก็ต้องหาเงินมาให้ได้”


หลิวเยว่พูดตัดบท


คำพูดนี้ทำให้คนบ้านใหญ่ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ อู๋อวิ๋นที่แอบดูอยู่ในห้องกลับพอจะเดาออก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ


หรือหลิวเยว่กำลังคิดจะ…แยกบ้าน?


ความจริงแล้วไม่มีลูกสะใภ้คนไหนไม่อยากแยกบ้าน ทำงานหนักทั้งปีเพื่อรอเงินปันผลนิดเดียว ใครจะมีความสุขกัน


ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นทิงเหวินทำงานมาแล้วสองปี เงินเดือนเดือนละสิบหยวน บวกกับเงินสะสมหลายปี อย่างน้อยก็ควรมีเงินเก็บหลายร้อยหยวน


“สะใภ้สาม พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง?”


พ่อเฒ่าเสิ่นถามขึ้น สีหน้าเคร่งขรึม


“พ่อคะ ความหมายของฉันชัดเจนมาก พ่อก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงแค่ไหน ถ้าไม่ใช่นีเอ๋อร์ดวงแข็ง วันนี้จะยังยืนอยู่ตรงนี้ได้หรือเปล่า อีกอย่างก็มีคนเห็นกันตั้งเยอะ ไม่ใช่ว่าฉันใส่ร้ายเสิ่นปี้เหลียน”


หลิวเยว่จ้องมองพ่อเฒ่าเสิ่นตรงๆ ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป


“ฉันไม่ใช่คนอ่อนหวาน พ่อแม่ก็รู้นิสัยฉันดี เรื่องนี้ไม่ต้องถามต้าเฉียงแล้ว พวกเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว บ้านที่มีควันดำปกคลุมแบบนี้ พวกเราอยู่ต่อไม่ได้”


เธอมั่นใจว่าแยกบ้านแล้วจะสร้างบ้านของตัวเอง ไม่อยู่ร่วมกับใครอีก การสร้างบ้านในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พี่ชายพี่สะใภ้ฝั่งแม่พร้อมช่วยเต็มที่ ขอแรงชาวบ้านอีกหน่อย ไม่นานก็เสร็จ


เสียงซุบซิบรอบด้านดังขึ้นทันที


“คราวนี้ภรรยาเสิ่นต้าเฉียงโกรธจริงๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดเรื่องแยกบ้านเลย”


“ก็ลูกสาวบ้านต้าลี่ก่อเรื่องเอง จิตใจชั่วร้ายตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตคงหาคู่ดีๆยาก”


“ถ้าฉันเป็นบ้านต้าเฉียง ฉันก็แยก อยู่กับคนแบบนี้ ใครจะรู้ว่าวันไหนจะตายไม่รู้ตัว”


“จริงด้วย…”


สีหน้าคนบ้านใหญ่ยิ่งดูไม่ได้


“ไม่ได้! แยกบ้านไม่ได้!”


จางซู่ฉินตะโกนขึ้นก่อนใคร


พ่อเฒ่าเสิ่นยังไม่ทันพูดอะไร ก็ได้ยินเธอพูดต่อว่า


“ถ้าจะแยกบ้าน ก็ต้องแบ่งเงินสำหรับสู่ขอสะใภ้ให้บ้านเราก่อน!”


เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นรอบลาน


เซียวเจี้ยนฟางก้าวเข้าไปตบหน้าจางซู่ฉินฉาดหนึ่ง


“เดิมทีฉันอยากไว้หน้าบ้านพ่อสามีลูก แต่เธอกลับทำตัวโง่เง่าเสียจริง บ้านเธอแต่งสะใภ้ แล้วเกี่ยวอะไรกับบ้านลูกฉัน?”


“วันนี้ถ้าไม่เห็นลูกเขยฉันแยกบ้าน ต่อให้ลูกฉันไม่เอาเรื่อง ฉันก็จะไปแจ้งความเอง มาดูกันว่าจะอธิบายคดีฆ่าคนยังไง!”


เสิ่นทิงหงแทบอยากปรบมือให้คุณยาย ตอกกลับได้เฉียบขาดเสียจริง


ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกครั้ง เรื่องแยกบ้านจำเป็นต้องเรียกเสิ่นต้าหย่งกับอู๋อวิ๋นออกมาด้วย


“พวกเธอสองคนคิดเห็นยังไง”


พ่อเฒ่าเสิ่นถาม


เสิ่นต้าหย่งเงียบ อู๋อวิ๋นทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ทั้งคู่ต่างรู้คำตอบอยู่ในใจ


“แยกเถอะ”


แม่เฒ่าเสิ่นถอนหายใจ


“อยู่รวมกันแบบนี้ มีแต่เรื่องปวดหัว”


พ่อเฒ่าเสิ่นพยักหน้า


“พ่อคะ แม่คะ ฉันเป็นคนเสนอแยกบ้านเอง แต่เรื่องความกตัญญู ค่าอาหาร เงินดูแล พวกเราจะไม่ขาดแม้แต่น้อย เราขอแยกออกไปสร้างบ้านเอง ห้องเก่าที่นี่ ยกให้บ้านพี่ใหญ่กับพี่รอง”


ความหมายชัดเจน บ้านสามจะออกไปสร้างบ้านใหม่ ส่วนบ้านใหญ่กับบ้านรองอยู่ต่อ เรื่องแบ่งเงินก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ


ในบรรดาสะใภ้ทั้งสาม มีเพียงหลิวเยว่เท่านั้นที่กล้าแยก ต่อให้ต้องใช้เงินมากขึ้นก็ตาม จางซู่ฉินกับอู๋อวิ๋นไม่กล้าพูดอะไร


เพราะถึงได้เงินเพิ่ม พวกเธอก็ไม่มีปัญญาสร้างบ้านใหม่อยู่ดี


“งั้นไปเชิญหัวหน้าใหญ่กับผู้อาวุโสของตระกูลมา”


พ่อเฒ่าเสิ่นพูดพลางสูบบุหรี่


จบตอน

Comments