family70 ep11-20

บทที่ 11: แยกบ้าน


ตระกูลเสิ่นจะแยกบ้าน!


เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านถวนเจี๋ยต่างตกใจ อย่างไรเสีย อายุอานามของทั้งพ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นก็ยังไม่มาก เรื่องแยกบ้านตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในหมู่บ้าน


หัวหน้าหมู่บ้านเสิ่นเว่ยจวิน พ่อของเสิ่นชิงชิง รวมถึงผู้อาวุโสของหมู่บ้านตระกูลเสิ่น ต่างพากันมาที่บ้านหลักของตระกูลเสิ่น มีลุงอาวุโสประจำตระกูลสองคนที่ถูกคนประคองเข้ามา


“พวกเธอก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกล่ะ” ชายชราที่ดูจะอายุมากที่สุดถามขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย


เมื่อลองค้นในความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง เสิ่นทิงหงก็รู้ว่าผู้พูดคือผู้อาวุโสที่อายุเยอะที่สุดในหมู่บ้านตระกูลเสิ่น มีอายุกว่าแปดสิบปีแล้ว แม้แต่พ่อเฒ่าเสิ่นยังต้องเรียกอีกฝ่ายว่าคุณปู่


“คุณปู่ ต้องให้คุณมาเห็นเรื่องน่าขันในวันนี้แล้ว เด็กๆ ในบ้านต่างก็โตกันหมดแล้ว ผมเลยวางแผนให้แยกบ้านกันออกไป” พ่อเฒ่าเสิ่นยิ้มเจื่อน แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าได้คิดเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว


ชายชราเหลือบมองไปที่พ่อเฒ่าเสิ่น สายตาคู่นั้นราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง


“คุณคิดดีแล้วนะ”


“คิดดีแล้วครับ วันนี้ที่เชิญคุณปู่กับผู้อาวุโสทั้งหลายมาก็เพื่อขอให้ช่วยเป็นพยานครับ” พ่อเฒ่าเสิ่นกล่าว


“ได้สิ งั้นเว่ยจวินช่วยไปเอาหนังสือแยกบ้านมาบันทึกไว้หน่อย” ชายชราหันไปพูดกับเสิ่นเว่ยจวิน


เสิ่นเว่ยจวินเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน อีกทั้งยังถือว่าเป็นผู้มีความรู้ เรื่องทั่วไปในหมู่บ้านล้วนเป็นเขาที่ออกหน้าจัดการ


เขาเหลือบมองไปทางพ่อเฒ่าเสิ่นปราดหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก พลางหยิบกระดาษกับปากกาออกมาเริ่มเขียนบันทึก


ในหนังสือแยกบ้านระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งห้องหลังจากแยกบ้าน การแบ่งเงินสด หรือแม้แต่เรื่องการเลี้ยงดูผู้เฒ่าผู้แก่ในอนาคต ล้วนเขียนไว้อย่างละเอียดครบถ้วน


รอเพียงให้พี่น้องทั้งสามของตระกูลเสิ่นลงนามและพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นเสิ่นเว่ยจวินจะนำเอกสารไปทำเรื่องสลักหลังยืนยันที่สถานีตำรวจท้องถิ่นในอำเภอ เมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาทั้งสามก็ถือว่าได้แยกบ้านกันอย่างเป็นทางการแล้ว


ในใจของเสิ่นต้าเฉียงเวลานี้เต็มไปด้วยความสับสน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากแยกบ้าน เพียงแต่เมื่อมองไปยังผู้สูงวัยทั้งสอง ก็อดรู้สึกปวดใจเล็กน้อยไม่ได้


แต่บ้านอย่างไรก็ต้องแยก อย่างมากต่อไปก็แค่ต้องแสดงความกตัญญูให้มากขึ้นเท่านั้น เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีทางใช้ชีวิตร่วมกับคนอย่างจางซู่ฉินและเสิ่นปี้เหลียน ที่มีจิตใจชั่วร้ายเช่นนี้อีก


ยังดีที่ครั้งนี้ลูกสาวของตนเองยังดวงดี หากเกิดเรื่องขึ้นอีก ก็ไม่แน่ว่าจะมีโชคเช่นนี้อีกครั้ง


ขณะที่เสิ่นเว่ยจวินกำลังเขียนบันทึก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แม้แต่กลุ่มคนที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็เงียบงัน


ในสถานการณ์เช่นนี้ หากมีใครปากมากพูดอะไรออกมา ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้


พ่อเฒ่าเสิ่นหยิบหนังสือแยกบ้านที่เสิ่นเว่ยจวินเขียนเสร็จแล้วขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า


“อย่างที่เคยพูดไว้ ครอบครัวเจ้าสามจะแยกบ้านออกไปสร้างบ้านอยู่กันเอง ครอบครัวเจ้าใหญ่กับเจ้ารองยังอาศัยอยู่ในห้องเดิมที่นี่ แบ่งกันคนละครึ่ง ฉันกับแม่ของพวกแกต้องการแค่หนึ่งห้องสำหรับอยู่ด้วยกัน ส่วนที่ดินด้านหลัง พวกแกทั้งสามคนหาเวลามาช่วยกันสร้างห้องครัวให้พวกเราก็พอ พวกเราจะไม่ไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกแก ทุกปีแค่มาร่วมโต๊ะแสดงความกตัญญูกันก็พอแล้ว”


สำหรับคำขอนี้ พี่น้องทั้งสามไม่มีใครคัดค้าน บ้านเจ้าสามถึงจะต้องรับผู้เฒ่าผู้แก่ไปอยู่ด้วยก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหน การอยู่ร่วมกับผู้สูงวัยย่อมมีนิสัยการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอยู่บ้าง


ย่อมเกิดความขัดแย้งได้ง่าย ดังนั้นหากไม่จำเป็น หลิวเยว่เองก็ไม่ได้อยากรับผู้สูงวัยทั้งสองไปอยู่ด้วย


แม้แต่หลิวเยว่ายังคิดเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจางซู่ฉินกับอู๋อวิ๋น การให้ผู้สูงวัยทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพังก็ถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง


เมื่อเสิ่นเว่ยจวินเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน จึงกล่าวต่อถึงเรื่องการแสดงความกตัญญู


“ตามแนวทางของหมู่บ้านเรา หลังจากแยกบ้านแล้ว ทุกปีแต่ละบ้านต้องส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืช80จิน ธัญพืชละเอียด20จิน ธัญพืชหยาบ60จิน และเงินแสดงความกตัญญูบ้านละ5หยวน หากผู้ใหญ่ทั้งสองเกิดเจ็บป่วยจนมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งสามบ้านต้องช่วยกันรับผิดชอบเท่าๆกัน”


พอเสิ่นเว่ยจวินพูดจบ จางซู่ฉินก็เม้มปากเอ่ยขึ้นว่า


“ปีหนึ่งต้องให้เงินแสดงความกตัญญูตั้ง5หยวน แถมยังต้องให้ข้าวธัญพืชมากขนาดนี้ เวลาป่วยยังจะมาหาพวกเราอีกหรือ”


คนจำนวนมากที่อยู่ตรงนั้นต่างพากันยิ้มขัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่ไม่ค่อยลงรอยกับลูกสะใภ้ในบ้านตัวเอง หรือพวกลุงๆในตระกูล เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็อดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้


คนเฒ่าคนแก่ก็หวังเพียงให้ลูกหลานช่วยดูแลยามแก่เฒ่า หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องป้องกันไว้ตั้งแต่แรก


ไม่คลอดลูกชาย ก็ไม่ต้องมากังวลกับภรรยาแย่ๆของลูกชาย


“สหายจางซู่ฉิน คุณพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ตอนบ้านใหญ่อื่นๆ แยกบ้านก็ทำกันตามนี้ เงินรวมจากทั้งสามบ้านก็แค่15หยวน ปกติผู้สูงวัยทั้งสองยังต้องประหยัด หากอยากเปลี่ยนรสชาติอาหารบ้างก็ต้องอดเอา หากเจ็บป่วยแล้วยังไม่ดูแลกันอีก เช่นนั้นก็ไม่ต้องเรียกว่าแยกบ้านแล้ว ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ”


เสิ่นเว่ยจวินในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน รู้สึกรำคาญคนไร้เหตุผลเช่นนี้ที่สุด น้ำเสียงจึงแฝงความไม่พอใจเล็กน้อย


จางซู่ฉินพึมพำอยู่สองสามคำ แต่ไม่มีใครได้ยิน อย่างน้อยเธอก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาก่อกวนอีก


ถึงแม้เรื่องแยกบ้านจะสรุปลงเช่นนี้ จางซู่ฉินก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ หากถูกตัดความสัมพันธ์ขึ้นมาจริงๆ อย่าว่าแต่เงินส่วนแบ่งเลย เกรงว่าจะถูกไล่ออกจากบ้าน จนไม่มีที่ซุกหัวนอนด้วยซ้ำ


แม่เฒ่าเสิ่นหยิบกล่องเหล็กขึ้นมาหนึ่งใบ


เสิ่นทิงหงจำได้ ตอนที่เธอยังเล็ก แม่เฒ่าเสิ่นมักหยิบเงินจากกล่องเหล็กใบนี้มาให้เด็กๆคนละหนึ่งสองเหมาไว้ซื้อขนม


เมื่อมองดูสภาพกล่องเหล็กที่เก่าโทรม มีสนิมเกาะ ก็รู้ได้ทันทีว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมานานเพียงใด


ถึงเวลาต้องแบ่งเงินกัน แม่เฒ่าเสิ่นจึงนำธนบัตรและเหรียญที่กระจัดกระจายอยู่ในกล่องออกมานับ ก่อนจะกล่าวว่า


“ในนี้มีทั้งหมด420หยวน ฉันกับพ่อพวกแกจะเก็บไว้70หยวน สำหรับเตรียมซื้อโรงศพ เงินส่วนนี้อย่าได้ติดใจ ส่วนที่เหลืออีก350หยวน บ้านเจ้าสามเอาไป150หยวน บ้านเจ้าใหญ่กับเจ้ารองเอาไปบ้านละ100หยวน นับแต่นี้ครอบครัวใหญ่ของพวกเราถือว่าแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงแล้ว”


“จากนี้ไปขอให้ทุกคนจำไว้ ต่อไปอย่าได้กล่าวหาว่าพวกเราลำเอียง ครอบครัวเจ้าสามต้องแยกออกไปสร้างบ้านของตัวเอง อีกทั้งเงินทั้งหมดนี้ก็เป็นบ้านเจ้าสามที่หามา พวกแกถือว่าได้ประโยชน์มากพอแล้ว หากยังมีใครคัดค้าน ก็เก็บของออกไปเสีย ของในบ้านอย่าได้เอาออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว ไสหัวไปอยู่กันเองเถอะ!”


แม้แต่พ่อเฒ่าเสิ่นก็กล่าวออกมาเช่นนี้


คำพูดเหล่านี้ตั้งใจจะพูดให้จางซู่ฉินฟัง ทั้งบ้านมีเพียงนางที่ก่อปัญหาไม่รู้จบ


จางซู่ฉินถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะได้พูดอะไรออกมา ก็ถูกผู้อาวุโสทั้งสองเหน็บแนม คนหนึ่งพูดเสริมอีกคนหนึ่ง จนเธอรู้สึกตกใจและไม่กล้าแผลงฤทธิ์อะไรอีก


ถึงตรงนี้ เรื่องแยกบ้านถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว


แต่เรื่องที่เสิ่นปี้เหลียนผลักเสิ่นทิงหงก่อนหน้านี้…


ยังไม่จบเพียงเท่านี้


บทที่ 12: ค่าชดเชย


“ตอนนี้ควรพูดถึงเรื่องที่เสิ่นปี้เหลียนผลักนีเอ๋อร์ของพวกเราได้แล้ว”


หลังจากเรื่องแยกบ้านจบลง หลิวเยว่ก็ลุกขึ้นยืนและพูดถึงประเด็นสำคัญทันที


ท่าทางดุดันของนางดูไปก็คล้ายแม่ไก่ในสนามประลอง หรือที่เรียกกันว่าไก่ชนศึก


เสิ่นทิงหงรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีของมารดา จึงเผลอยิ้มออกมาอย่างงงๆ อีกทั้งด้านหลังยังมีกลุ่มคนจากบ้านเดิมของมารดาที่ยืนสนับสนุนอยู่ ดูไปดูมาก็คล้ายเจ๊ใหญ่ในหนังเรื่องกู๋หว่าไจ๋ไม่มีผิด


“อะไรนะ!? ยังจะคุยต่ออีกหรือ? ก็แยกบ้านกันแล้วนี่ พวกเธอยังต้องการอะไรอีก?”


เพิ่งได้รับเงินส่วนแบ่งมา100หยวนไม่ทันไร พอได้ยินหลิวเยว่พูดเช่นนี้ จางซู่ฉินก็สะดุ้งตกใจ มือเอื้อมไปกุมกระเป๋าเงินตามสัญชาตญาณ


“จะให้พูดยังไงดีล่ะ บาดแผลที่หัวนีเอ๋อร์ของพวกเรายังไม่หายดีเลย เธอคงไม่คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงง่ายๆหรอกใช่ไหม? ต่อให้น้องเล็กของฉันไม่ติดใจ แล้วเธอลองหันมาถามพวกลุงๆทางนี้ดูหรือยัง ว่าจะยอมกันไหม?”


หลิวต้าพูดขึ้นอย่างดุดัน ภายใต้การอบรมสั่งสอนจากเซียวเจี้ยนฟางตั้งแต่เล็ก สามพี่น้องในบ้านหลิวต่างก็ปกป้องน้องสาวอย่างหวงแหน


บัดนี้ย่อมต้องปกป้องหลานสาวสายนอกผู้นี้เช่นกัน


หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้น้องเล็กคอยกล่อมให้รอจนพ้นฤดูเก็บเกี่ยวไปก่อน พวกเขาสามพี่น้องคงได้มาทวงเรื่องถึงหน้าประตูนานแล้ว


จางซู่ฉินเห็นท่าทางแข็งกร้าวของหลิวต้าก็รู้สึกหวาดกลัว เสิ่นต้าลี่เองก็หลบไปอยู่ด้านหลัง


ตอนนี้เสิ่นต้าลี่กลัวไม่แพ้กัน เพียงครู่เดียวเหงื่อก็ซึมเต็มตัว ในใจอดก่นด่าเสิ่นปี้เหลียนไม่ได้ เด็กคนนี้รู้จักแต่ก่อปัญหา เรื่องอื่นกลับไม่ได้เรื่องได้ราวเอาเสียเลย


ฝั่งบ้านรองของตระกูลเสิ่นต่างยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่มีใครเอ่ยปากช่วยพูดอะไรออกมา ถึงเสิ่นต้าหย่งจะอยากช่วยพี่ชาย แต่เรื่องนี้เดิมก็เป็นฝ่ายบ้านใหญ่ที่ทำผิด อีกทั้งท่าทีขึงขังของพี่ชายพี่สะใภ้ฝั่งบ้านหลิวก็ทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยง


เสิ่นต้าหย่งมั่นใจว่าหากตนเองเสนอหน้าออกไปช่วยพูด มีหวังได้โดนลูกหลงแน่


ดังนั้นท้ายที่สุด เขาจึงเลือกยืนดูอยู่เงียบๆ รอดูละครเรื่องนี้ต่อไป ไม่สุมไฟใส่ตัวจะดีกว่า


“ถ้าอย่างนั้น ลุงของนีเอ๋อร์ต้องการให้จัดการยังไง?”


แม้เสิ่นต้าลี่จะหวาดกลัว แต่ก็จำต้องถามออกไป หากอีกฝ่ายยังไม่พอใจ คงไม่พ้นต้องถูกลงไม้ลงมือจริงๆ


และเขาก็ไม่คิดจะไปพึ่งพาพ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นได้ หลังจากจัดการเรื่องแยกบ้านเสร็จ ทั้งสองท่านก็ออกไปส่งผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นกลับเข้าห้องไปทันที เห็นได้ชัดว่าไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้


“ง่ายมาก อย่างไรพวกนายก็ยังถือว่าเป็นพี่น้องแท้ๆของสามีน้องเล็กพวกเรา เรื่องนี้ไม่ควรจบลงอย่างน่าเกลียดนัก จ่ายเงินมา20หยวน แล้วถือว่าเรื่องนี้จบ พวกเราจะไม่ติดใจเอาความอีก”


หลิวเอ้อร์เป็นคนที่พูดเก่งและถนัดเจรจาที่สุดในสามพี่น้อง


แม้สีหน้าจะยังไม่ดีนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามข่มอารมณ์เอาไว้สุดกำลัง


ตามปกติหลิวเอ้อร์เป็นคนอัธยาศัยดี แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้องเล็ก เขาก็จะเปลี่ยนเป็นคนแข็งกร้าวในทันที


หลิวเยว่กับพี่ชายทั้งสามได้หารือกันมาก่อนแล้ว ว่าจะเริ่มจากการจัดการเสิ่นปี้เหลียน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องค่าชดเชย


ด้วยนิสัยของจางซู่ฉิน หากต้องจ่ายเงิน20หยวนนี้ออกไป ต่อให้รักและเอ็นดูเสิ่นปี้เหลียนเพียงใด ต่อไปนางก็ไม่มีทางปล่อยให้เด็กคนนี้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเหมือนเดิมแน่


แม้จางซู่ฉินจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวถึงขั้นสุดโต่ง และปฏิบัติต่อเสิ่นปี้เหลียนก็ถือว่าไม่เลว แต่เมื่อเทียบกันแล้ว นางก็ยังลำเอียงไปทางลูกชายอยู่ดี


ยิ่งตอนนี้เพิ่งแยกบ้าน เงินค่าสินสอดของเสิ่นโหย่วเหวยต้องเป็นฝ่ายบ้านใหญ่ที่ออกเอง ขณะที่บ้านรองกับบ้านสามไม่ต้องควักแม้แต่แดงเดียว


แล้วยังต้องมาเสียเงินอีก20หยวนในช่วงเวลานี้ ใครจะไปทนไหว


“เท่าไหร่นะ?” จางซู่ฉินคิดว่าตัวเองฟังผิด จึงตะลึงงันไปชั่วครู่


“ยี่สิบหยวน ขาดแม้แต่เหมาเดียวไม่ได้” หลิวซานเสริมทันที


จางซู่ฉินเพิ่งผ่านเหตุการณ์ตกใจมา ท่าทีจึงอ่อนลงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าพี่น้องสามคนจากบ้านหลิวไม่ใช่คนที่ควรไปหาเรื่องด้วย


แต่จะให้ควักเงินออกไป ก็ไม่ต่างอะไรกับควักหัวใจนางออกมาเลย


“ไม่ได้ โหย่วเหวยของพวกเราใกล้จะแต่งภรรยาแล้ว กำลังต้องใช้เงิน เงินส่วนนี้ยังไงก็ให้ไม่ได้ พวกเราหาวิธีอื่นเถอะ”


“จะไม่จ่ายหรือ!?” หลิวต้าจ้องกลับอย่างเกรี้ยวกราด


“ไม่จ่าย งั้นก็—”


ขณะที่หลิวต้ากำลังจะระเบิดอารมณ์ หลิวเอ้อร์ก็รีบยกมือห้ามไว้


“ไม่จ่ายก็ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะไปแจ้งความ ถึงเวลานั้นคอยดูเถอะ ว่าถ้าลูกสาวมีคดีติดตัว ลูกชายยังจะสามารถแต่งสะใภ้ได้หรือไม่”


คำพูดของหลิวเอ้อร์เต็มไปด้วยการข่มขู่ และน่ากลัวยิ่งกว่าการขู่ว่าจะใช้กำลังเสียอีก ราวกับกำชะตาชีวิตของจางซู่ฉินเอาไว้ในมือ


แต่หากยอมจ่าย เงินค่าสินสอดที่ตกลงไว้ก็จะไม่พออีก


จางซู่ฉินได้แต่มองไปที่สามีของตน เสิ่นต้าลี่เองก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจปล่อยผ่านได้ จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากเสิ่นต้าเฉียง


เสิ่นต้าเฉียงทำเป็นไม่เห็นสายตาของพี่ชาย น่าขันสิ้นดี ในสถานการณ์เช่นนี้จะให้เขาออกหน้าช่วยพูดให้บ้านใหญ่งั้นหรือ? อย่าว่าแต่พี่น้องบ้านหลิวเลย แม้แต่ภรรยาของตนก็คงไม่ยอมแน่


หากเรื่องนี้ลากลูกสาวของเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม


จะสร้างความลำบากให้ตัวเองไปทำไม ในเมื่อพี่ใหญ่เป็นคนก่อเรื่อง ก็ควรรับผลเอง


เสิ่นต้าลี่เห็นน้องชายทำเป็นเมินเฉย ก็โกรธจนหน้าเขียว เขาไม่เต็มใจจะควักเงิน20หยวนออกไป เงินจำนวนนี้เท่ากับค่าแรงทั้งเดือนของเขาเลยทีเดียว


ชาวนาทำงานทั้งปี หักค่าอาหารการกินออกแล้ว ยังไม่แน่ว่าจะเก็บเงินได้ถึง20หยวนด้วยซ้ำ เงินจำนวนนี้ไม่ว่าจะตกอยู่ในมือใคร ก็ไม่ใช่เงินเล็กน้อย


“เจ้าสาม นายก็รู้ว่าโหย่วเหวยใกล้จะแต่งภรรยาแล้ว ทางบ้านเจ้าสาวก็เรียกค่าสินสอดไม่น้อย เรื่องนี้พวกเรารู้ดีว่าเป็นความผิดของเสิ่นปี้เหลียน รอให้งานแต่งผ่านไปก่อน แล้วค่อยจ่ายได้ไหม?”


ในเวลานี้ ทั้งพี่ชาย แม่ภรรยา และครอบครัวฝั่งบ้านสามล้วนอยู่กันพร้อมหน้า หากบอกว่าจะไม่จ่ายเลย คงไม่อาจจบลงง่ายๆ จึงได้แต่ขอเลื่อนเวลาออกไปก่อน


ขอเพียงเลื่อนไปได้ เรื่องใหญ่ย่อมมีวันกลายเป็นเรื่องเล็ก


“พี่ใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าผมจะพูดแทนใครได้ คนที่ได้รับบาดเจ็บคือลูกสาวของผมนะ ผมไม่อาจให้อภัยแทนใครได้หรอก”


พูดจบ เสิ่นต้าเฉียงก็เม้มปากแน่น ไม่คิดจะพูดต่ออีก


พูดมากย่อมผิดมาก ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเผลอพูดอะไรไปทำให้ภรรยาหรือครอบครัวภรรยาไม่พอใจ ก็ไม่คุ้มเอาเสียเลย ไม่คุ้มแน่นอน


บทที่ 13: คนมีเหตุผลต้องให้อภัยเหรอ?


เสิ่นต้าลี่รู้สึกเหมือนปล่อยหมัดใส่ก้อนสำลี ในใจอัดอั้นเครียดหนัก


“เจ้าสาม ไม่คิดจะไว้หน้าพี่ชายนายบ้างเลยหรือ?” เสิ่นต้าลี่ถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าเจ็บปวด


คราวนี้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันออกมาต่างจากก่อนหน้า


“ครั้งนี้บ้านสามทำเกินไปแล้วนะ แยกบ้านไปแล้วยังจะกัดไม่ปล่อยอีก”


“ใช่สิ ยังกล้าเรียกตั้งยี่สิบหยวนเชียว”


“เฮ้อ ต่อไปนี้ก็เห็นธาตุแท้ของทั้งบ้านสาม บ้านรองกันชัดๆแล้วล่ะ”


แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านี้ คนที่ยังมีเหตุผลก็ยังมีอยู่ไม่น้อย


“พวกคุณก็แค่ยืนพูด ไม่ปวดเอวหรอก ใครๆก็รู้ว่าเจ้าสามกับภรรยารักลูกสาวคนนี้เหมือนแก้วตาดวงใจ ถ้าไม่ใช่ว่านีเอ๋อร์ดวงแข็ง ป่านนี้จะยังยืนอยู่ตรงนี้ได้หรือ?”


“นั่นสิ ลองเปลี่ยนเป็นลูกของตัวเองโดนแบบนี้บ้างเถอะ ฉันอยากเห็นเหมือนกันว่ายังจะพูดแบบนี้ได้อีกหรือเปล่า”


เสิ่นทิงหงยืนฟังคำพูดของชาวบ้านอยู่เงียบๆ พลางจดจำเอาไว้ในใจ โดยเฉพาะคนที่พูดประชดประชันเหล่านั้น สักวันหนึ่งเธอจะเอาคืนแน่นอน


หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองอาจจะใจแคบอยู่บ้าง แต่กับคนที่ชอบพูดวิจารณ์ผู้อื่นโดยไม่คิด คราวหน้าก็อย่ามาโทษเธอหากถูกเอาคืนบ้าง ใครบ้างไม่เคยทำเรื่องโง่ๆโดยไร้เหตุผล?


“เสิ่นต้าลี่ ฉันพูดให้ชัดๆก็แล้วกัน บ้านนี้เขายกให้ฉันเป็นคนตัดสินใจ คุณไปขอเสิ่นต้าเฉียงก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนที่พี่รองฉันพูดไป ถ้าไม่ยอมจ่ายค่าชดเชย พวกเราก็จะไปแจ้งความ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องมีใครอยู่กันอย่างสงบอีกต่อไป!”


นี่ก็เป็นพี่ชายของสามี หากไม่ใช่เรื่องจำเป็น หลิวเยว่ก็ไม่อยากทะเลาะด้วย แต่ท่าทีของเสิ่นต้าลี่ทำให้นางรู้สึกเอือมระอาอย่างยิ่ง ยิ่งรวมกับนิสัยของตนเองแล้ว แทบจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่


“เธอ…” เสิ่นต้าลี่พูดไม่ออก เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนมีการศึกษาอะไร ขณะที่หลิวเยว่มีครอบครัวคอยสนับสนุน ได้เรียนหนังสือถึงสองปี จึงโต้เถียงสู้ไม่ได้ อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นเขาเองที่ไร้เหตุผล


“ถูกต้อง! ลูกฉันจะเอาคืนสามส่วนก็แล้วอย่างไร แล้วกับคนมีเหตุผลต้องให้อภัยด้วยหรือ?” เซียวเจี้ยนฟางพูดอย่างพอใจ ลูกสาวคนนี้ช่างเหมือนตนเองจริงๆ!


เสิ่นทิงหงแทบอยากจะเข้าไปอุ้มคุณยายแล้วหมุนรอบตัวเสียจริง คุณยายของเธอเป็นเทพเซียนมาจากที่ไหนกัน ถึงได้เอาแต่ใจได้อย่างน่าชื่นชมเช่นนี้


เหตุผลที่เสิ่นทิงหงยังคงเงียบอยู่ ก็เพราะเธอชอบความรู้สึกที่มีคนคอยปกป้อง แต่ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เธอควรพูดอะไรออกมาบ้าง ในเมื่อผู้ใหญ่ทุกคนกำลังออกหน้าให้เธอ คนต้นเรื่องก็ไม่ควรทำตัวเป็นเหยื่อที่ถูกรังแกง่ายๆใช่ไหม?


เธอมองไปที่เสิ่นปี้เหลียนแล้วพูดเสียงต่ำ


“เสิ่นปี้เหลียน การฆ่าคนเป็นเรื่องผิดกฎหมายนะ ถ้าไม่กลัวต้องกินข้าวแดงก็แล้วไป”


เสิ่นปี้เหลียนมีนิสัยอย่างไร เสิ่นทิงหงรู้ดี ทั้งร้ายกาจทั้งขี้ขลาด เวลาเกิดเรื่องขึ้นทีไรก็หนีเร็วกว่ากระต่าย


เมื่อรวมกับน้ำเสียงเย็นเยียบราวผีร้ายของเสิ่นทิงหง เสิ่นปี้เหลียนก็หวาดกลัวจนขวัญกระเจิง


“ฮือ แม่! พ่อ! หนูยังไม่อยากตาย!”


เสิ่นปี้เหลียนร้องไห้น้ำตานอง วิ่งไปเขย่าแขนจางซู่ฉินกับเสิ่นต้าลี่


“ช่วยหนูด้วย! ช่วยหนูด้วย!”


แม้จางซู่ฉินจะเสียดายเงิน20หยวนจนแทบขาดใจ แต่ลึกๆก็ยังรักลูกสาวคนนี้ และกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายจริงๆขึ้นมา อีกทั้งหากเรื่องไปถึงตำรวจ เงินจำนวนนี้ก็ยังต้องจ่ายอยู่ดี


ตำรวจย่อมมีวิธีจัดการของตนเอง ต่อให้บ้านสามไม่ติดใจเอาความ ชื่อเสียงของทั้งลูกสาวและลูกชายก็คงย่อยยับหมดสิ้น


จางซู่ฉินยังถือว่าเป็นคนรู้ขอบเขต เมื่อชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียแล้ว สุดท้ายก็ยอมควักเงินออกมา เพียงแต่ท่าทางของนางราวกับมีใครมาฉีกหัวใจออกไปทั้งดวง


เมื่อเห็นสีหน้าสะอึกสะอื้นของจางซู่ฉิน หลิวเยว่ก็เอื้อมมือไปคว้าเงินมาอย่างไม่เกรงใจ


“ต่อไปก็หัดใช้สมองก่อนจะลงมือทำอะไรบ้าง เสิ่นปี้เหลียน อย่าหาว่าอาไม่เตือนนะ ตอนนี้ถือว่าเธอมีชนักติดหลังแล้ว ถ้าอนาคตเกิดอะไรขึ้นกับนีเอ๋อร์ของพวกเรา ฉันจะไม่ปล่อยเธอไว้แน่”


เสิ่นปี้เหลียนตกใจจนเสียขวัญไปนาน เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด จนคนที่มองดูยังอดหงุดหงิดไม่ได้


หลิวเยว่จูงมือเซียวเจี้ยนฟางกับลูกสาว


“ไปเถอะ พวกเราไปคุยเรื่องสร้างบ้านกันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านดีกว่า”


ตระกูลหลิวพากันมาอย่างขึงขัง และจากไปอย่างสง่างาม คนที่มามุงดูเมื่อเห็นว่าเรื่องจบแล้วก็แยกย้ายกันไป


แต่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า เรื่องของตระกูลเสิ่นครั้งนี้จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาของหมู่บ้านไปอีกนาน


ตลอดทางไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้ม


พี่สะใภ้ทั้งสามของตระกูลหลิวต่างรู้สึกอิจฉาที่น้องสามีคนเล็กสามารถแยกบ้านออกมาได้สำเร็จ แถมยังได้เงินส่วนแบ่งมากขนาดนั้น และยังได้เงินค่าชดเชยอีกก้อนหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกมา


เพราะเงินก้อนนี้ได้มาเนื่องจากเสิ่นทิงหงเกือบเกิดเรื่องใหญ่ หากใครกล้าพูดว่าอิจฉา แม่สามีคงด่าเละเป็นแน่


“นีเอ๋อร์ พวกเรากำลังจะสร้างบ้านใหม่ ลูกอยากได้บ้านแบบไหนล่ะ?”


หลิวเยว่ถามอย่างอารมณ์ดี


ลูกสาวปลอดภัย แยกบ้านก็ได้ส่วนแบ่งเพิ่มอีก50หยวน ตอนนี้ยังมีเงินค่าชดเชยอีก20หยวน ความมั่นใจจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก


เสิ่นทิงหงคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ


“พ่อกับแม่อยากอยู่บ้านแบบไหน หนูก็อยากอยู่แบบนั้นค่ะ”


หลิวเยว่ได้ยินก็ยิ่งภูมิใจ ลูกสาวคนนี้ช่างรู้ความจริงเหลือเกิน


“แม่อยากสร้างเป็นบ้านอิฐ ลูกคิดว่าไง?”


หลิวเยว่คิดไว้ก่อนแล้ว หากจะสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างให้ดีไปเลย


บ้านดินแม้จะประหยัดและสร้างง่าย แต่อายุการใช้งานสั้น ฝุ่นมาก ชื้นง่าย และดูไม่สวยงาม นีเอ๋อร์เองก็เคยบอกว่าอยากอยู่บ้านอิฐ อีกทั้งปีนี้พวกเขาก็มีเงินมากพอ


“บ้านอิฐกระเบื้องก็ดีนะ ลูกสาวฉันคิดการณ์ไกลจริงๆ ถ้าเงินไม่พอ แม่จะให้เอง”


เซียวเจี้ยนฟางพูดอย่างเอ็นดู


หลิวเยว่ยิ้มบางๆก่อนตอบ


“ตอนนี้พวกเรามีเงินพออยู่ค่ะ ยังไม่มีเรื่องต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เจ้าหมาน้อยทั้งสองก็ยังไม่มีคนรัก หากจำเป็นจริงๆ ค่อยไปยืมก็ได้”


เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่ที่ถูกพาดพิง ได้แต่ลูบจมูก ไม่กล้าโต้เถียง


เซียวเจี้ยนฟางขมวดคิ้ว


“จะยืมทำไม ของของแม่ก็คือของของลูก”


หลิวเยว่เหลือบมองพี่สะใภ้ทั้งสาม


“แม่คะ พูดแบบนั้นไม่ได้ ตอนนี้พี่ๆเขาก็มีครอบครัวแล้ว หากฉันยังเอาเงินจากบ้านอีก จะไม่เป็นการแย่งของของหลานหรือ?”


ลูกชายคนโตของหลิวต้าใกล้จะคลอดแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ก็ตั้งครรภ์ได้แปดเดือน หลิวเยว่กำลังจะได้เป็นอา เหตุผลเหล่านี้นางเข้าใจดี และย่อมต้องคำนึงถึงใจของพี่สะใภ้เช่นกัน


[1] เปรียบเปรยว่า หากไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ก็ย่อมไม่เข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น

ถ้าต้องการ


บทที่ 14: ตัดสินใจได้เร็วจี๋


ในตอนแรก พี่สะใภ้ของหลิวเยว่ทั้งสามคนยังอดกังวลไม่ได้ ว่าน้องสามีคนเล็กอาจจะตอบรับข้อเสนอของแม่สามี แต่ยังดีที่หลิวเยว่ไม่ได้รับปาก แน่นอนว่าต่อให้นางอยากใช้เงินของเซียวเจี้ยนฟางจริงๆ พวกเธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอยู่ดี


ทว่าการที่หลิวเยว่ายังรู้จักขอบเขตเช่นนี้ ก็ทำให้พี่สะใภ้ทั้งสามรู้สึกวางใจขึ้นไม่น้อย


หลิวเยว่มองว่ายังมีเงินเพียงพอ ตอนที่ตกลงเรื่องหมั้นหมายกับเยี่ยเสิ่นเหยียน เด็กหนุ่มได้มอบเงินมาให้ถึง100หยวน ซึ่งไม่ได้นับรวมกับค่าสินสอด โดยบอกว่าให้เสิ่นทิงหงเก็บไว้ใช้สอย


เมื่อรวมกับเงินส่วนแบ่งจากการแยกบ้าน ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายแล้ว เงินที่เยี่ยเสิ่นเหยียนมอบให้นั้น หลิวเยว่าไม่เคยคิดจะแตะต้องเลย เพราะตั้งใจเก็บไว้ให้ลูกสาวโดยเฉพาะ ตอนนี้ในเมื่อมีเงินพอจะสร้างบ้าน ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลต้องไปใช้เงินของลูกสาว


เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนยุ่งมาก ปกติต้องกลับเข้าไปประจำการในกองทัพอยู่เสมอ จึงไม่มีเวลามาจัดการเรื่องงานแต่ง


หลิวเยว่คิดว่า หลังจากลูกสาวแต่งออกไปแล้ว รอให้เยี่ยเสิ่นเหยียนได้เลื่อนขั้น ก็คงสามารถพาเสิ่นทิงหงเข้าไปอยู่ในกองทัพได้ ไม่จำเป็นต้องกลับมาอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้อีก นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลิวเยว่กระตือรือร้นไปพูดคุยเรื่องหมั้นหมายกับเยี่ยเสิ่นเหยียนตั้งแต่แรก


ที่สำคัญ เยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ตัวคนเดียว หากเสิ่นทิงหงแต่งเข้าไป ก็จะได้เป็นนายหญิงของบ้านทันที

ในหมู่บ้านมีหญิงสาวไม่น้อยที่คอยจับจ้องเขาอยู่ แต่หลิวเยว่กลับเป็นฝ่ายลงมือได้ก่อน


เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนง่ายๆ ทั้งในกองทัพและในหมู่บ้านต่างก็มีหญิงสาวแอบชอบเขาอยู่ไม่น้อย คุณสมบัติดีขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่หมายปอง


เรื่องที่เสิ่นทิงหงบาดเจ็บครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เพราะเสิ่นปี้เหลียนอยากได้เยี่ยเสิ่นเหยียนหรืออย่างไร


การที่เยี่ยเสิ่นเหยียนตกปากรับคำในตอนนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะไหวพริบของหลิวเยว่ คนในยุคนี้ล้วนหัวโบราณ แม้แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ไม่เว้น


เรื่องแต่งงานไม่ว่าเร็วหรือช้าก็ต้องเกิดขึ้น อีกทั้งเยี่ยเสิ่นเหยียนก็ยังไม่มีคนที่ชอบเป็นพิเศษ เขาจึงตอบตกลง


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่พ่อแม่ของเยี่ยเสิ่นเหยียนเพิ่งจากไปได้ไม่นาน หลิวเยว่ที่รู้สึกสงสารยังคอยส่งของกินไปให้หลายครั้ง


เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนรู้คุณคน ในเมื่อยังไงก็ต้องแต่งงานกับใครสักคน งั้นแต่งกับลูกสาวของหลิวเยว่ก็แล้วกัน


อีกทั้งเขายังเข้าใจผู้หญิงดี แม้เสิ่นทิงหงจะดูหยิ่งอยู่บ้าง แต่กิตติศัพท์เรื่องนิสัยของลูกสาวหลิวเยว่ เขาก็เคยได้ยินมาพอสมควร


เด็กสาวคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถนุถนอมมาตั้งแต่เล็ก เยี่ยเสิ่นเหยียนจึงไม่คิดว่านี่จะเป็นปัญหา


สุดท้ายทุกอย่างจึงลงเอยเช่นนี้


จากความทรงจำของร่างเดิม เสิ่นทิงหงเองก็รู้จักเยี่ยเสิ่นเหยียน ทั้งสองเคยพบกันอยู่หลายครั้ง ภาพในความทรงจำยังคงชัดเจน เพียงแต่เรื่องพวกนี้ค่อยพูดกันภายหลังก็ยังไม่สาย


พวกเขาเดินพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงบ้านของเสิ่นเว่ยจวิน ซึ่งก็เป็นบ้านของเสิ่นชิงชิง เพื่อนสนิทของเสิ่นทิงหงเช่นกัน


“หัวหน้าหมู่บ้านคะ อยู่บ้านไหมคะ?”


“อยู่ๆ!” เสิ่นเว่ยจวินเดินออกมาจากบ้าน


“มาแล้วเหรอต้าเฉียง รีบเข้ามานั่งข้างในก่อน ชิงชิง นีเอ๋อร์มาหา รีบออกมาเร็ว”


ไม่นานนัก เสิ่นชิงชิงก็วิ่งออกมา พอเห็นเสิ่นทิงหงก็รีบพุ่งเข้ามาหาทันที


“อ่า… ทำไมฉันถึงได้พลาดเรื่องสนุกทุกครั้งเลยนะ เพิ่งขึ้นเขาไปเก็บฟืนมาเอง พอกลับมาก็แยกบ้านกันเสร็จแล้ว!” เสิ่นชิงชิงพูดอย่างตื่นเต้น


“แค่กๆ ชิงชิง” เสิ่นเว่ยจวินส่งเสียงเตือนให้ระวังคำพูด


เสิ่นชิงชิงถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ไม่ได้มีแค่เพื่อนของตัวเอง


“แหะๆ”


“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแยกบ้านใครๆก็ยินดีกันทั้งนั้น” หลิวเยว่พูดยิ้มๆ


เสิ่นชิงชิงหัวเราะ ก่อนจะลากเสิ่นทิงหงเข้าไปคุยต่อในห้องของตน


เมื่อเด็กๆออกไปแล้ว เสิ่นต้าลี่กับหลิวเยว่จึงเริ่มพูดคุยเรื่องสร้างบ้านกับเสิ่นเว่ยจวิน


“หัวหน้าหมู่บ้านคะ ตอนนี้ผ่านฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว พวกเราอยากเริ่มสร้างบ้าน คุณเองก็รู้สถานการณ์ของบ้านพวกเราดี เลยมาขอให้คุณช่วยหาที่ให้หน่อยได้ไหมคะ?” หลิวเยว่เอ่ยขึ้น


ในยุคนี้ การสร้างบ้านยังไม่ยุ่งยากเหมือนภายหลัง ขอเพียงมีใบทะเบียน ก็สามารถขอที่ดินได้แล้ว


พื้นที่ชนบทยังมีเหลือมาก ขอแค่ไม่ใช่ที่ทำกิน อยากเลือกตรงไหนก็พอจะจัดหาได้


“ได้สิ พวกเธอลองไปดูก่อนว่าอยากได้ที่ตรงไหน” เสิ่นเว่ยจวินตอบอย่างเป็นกันเอง


เพราะความสัมพันธ์ของเสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหง ทำให้ความสัมพันธ์ของสองบ้านไม่เลว เสิ่นเว่ยจวินเองก็ยินดีช่วยอย่างเต็มใจ


ใครกันจะอยากอยู่รวมกับคนอื่นตลอดเวลา หากมีโอกาสแยกออกมาใช้ชีวิตหลังประตูบ้านของตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า


“แม่คะ พวกเราไปสร้างบ้านแถวปลายหมู่บ้านกันเถอะ แถวนั้นอากาศดี สะอาดสดชื่นมากเลย”


ขณะที่หลิวเยว่กำลังคิดจะขอที่ดินไม่ไกลจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน เสิ่นทิงหงก็เดินออกมาจากห้องของเสิ่นชิงชิงพอดี


หลิวเยว่ที่มักคล้อยตามลูกสาวอยู่แล้ว พอได้ยินเช่นนั้นก็พูดขึ้นทันที


“หัวหน้าหมู่บ้านคะ พวกเราอยากได้ที่แถวปลายหมู่บ้าน ช่วยจัดหาให้สักผืนนะคะ”


เสิ่นเว่ยจวินยกยิ้มมุมปาก


เรื่องใหญ่อย่างการสร้างบ้าน กลับตัดสินใจกันได้เร็วขนาดนี้ เขาเคยเจอคนตามใจลูกมามาก แต่ตามใจถึงขั้นนี้ก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก


“ได้สิ พวกเธอวางแผนจะสร้างยังไงล่ะ?” เสิ่นเว่ยจวินถามต่อ


“พวกเราวางแผนจะสร้างบ้านอิฐค่ะ บ้านดินถึงจะสร้างเสร็จเร็ว แต่ไม่ทน พอเจอลมฝนไปนานๆก็คงอยู่ได้ไม่นาน” หลิวเยว่าอธิบาย


เสิ่นเว่ยจวินพยักหน้าเห็นด้วย


“จริง บ้านอิฐใช้เงินมากกว่า แต่สร้างเสร็จแล้วอยู่ได้นานหลายปี”


บ้านของเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นบ้านอิฐเพียงหลังเดียวในละแวกนี้


พูดถึงบ้านหลังนั้น ใครๆก็อดเสียดายไม่ได้ เพราะสร้างเสร็จหลังจากเยี่ยเสิ่นเหยียนเข้ากองทัพได้ไม่นาน แต่เขาแทบไม่ได้กลับมาอยู่เลย


ตอนเริ่มก่อสร้าง เขายังเคยขอให้เสิ่นเว่ยจวินช่วยดูแลอยู่หลายครั้ง


คนที่เคยอยู่บ้านอิฐเท่านั้นถึงจะรู้ข้อดี เสิ่นเว่ยจวินเองก็เห็นว่าบ้านอิฐดีกว่าบ้านดิน เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีกำลังพอสร้าง


แม้ค่าใช้จ่ายสมัยนี้จะไม่สูงเท่ายุคหลัง แต่ก็ยังต้องใช้เงินอย่างน้อยร้อยสองร้อยหยวน หากรวมค่าเครื่องเรือนเข้าไปอีก ก็ต้องเพิ่มอีกหลายร้อย


“ในเมื่อพวกเธออยากสร้างบ้าน งั้นฉันจะเขียนรายการให้ เอาไปยื่นที่โรงงานเผาอิฐ ฉันรู้จักคนที่นั่นดี บอกว่าเป็นฉันแนะนำมา เขาจะขายให้สะดวกขึ้น”


สมัยนี้ ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้ออิฐได้ง่ายๆ ยังต้องอาศัยหนังสือแนะนำอยู่


เสิ่นเว่ยจวินเอ่ยปากช่วยเช่นนี้ ทำให้หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงดีใจไม่น้อย อย่างน้อยก็ช่วยให้การสร้างบ้านสะดวกขึ้นมาก


บทที่ 15: น้องสาวปีศาจ


“งั้นก็ขอขอบคุณเสิ่นเว่ยจวินนะคะ รอบ้านสร้างเสร็จแล้วต้องมาดื่มด้วยกันนะคะ” หลิวเยว่กล่าว


“แล้วค่อยว่ากัน” เสิ่นเว่ยจวินยิ้มรับ แม้บ้านจะยังไม่ทันได้เริ่มก่อสร้าง แต่เพียงได้ยินหลิวเยว่พูดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกยินดีแล้ว


“นีเอ๋อร์ กลับกันเลยไหมลูก?” หลิวเยว่ตะโกนถามไปทางห้องของเสิ่นชิงชิง


แม้เสิ่นชิงชิงจะยังไม่อยากให้กลับ แต่เสิ่นทิงหงบอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว ไว้ค่อยคุยกันให้หนำใจตอนนั้นก็ได้ เด็กสาวจึงยอมปล่อยเพื่อนรักออกมา


“ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็จะไม่กลับไปพร้อมลูกแล้วนะ พ่อแม่สามีของลูกคงไม่อยากเจอพวกเราตอนนี้เท่าไร” เซียวเจี้ยนฟางเอ่ยขึ้น


“ค่ะ งั้นแม่กับพี่ๆ กลับกันดีๆนะคะ” หลิวเยว่กล่าว


“แม่ครับ พี่ๆ พี่สะใภ้ครับ วันนี้ลำบากทุกคนแล้ว” เสิ่นต้าเฉียงพูดอย่างเกรงใจ เรื่องในครอบครัวแท้ๆ แต่เขากลับจัดการเองไม่ได้ ยังต้องรบกวนทางบ้านภรรยาให้ช่วย เสิ่นต้าเฉียงจึงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง


“อย่าพูดอย่างนั้นสิ แม่รู้ว่าเธอเป็นคนซื่อๆตรงๆ แค่เห็นว่าเวลาเกิดเรื่อง เธอยังยืนอยู่ข้างลูกฉันแบบนี้ แม่ก็รู้แล้วว่าไม่ได้เลือกผิดที่ให้ลูกสาวแต่งกับเธอ” เซียวเจี้ยนฟางกล่าว


ไม่ว่าอย่างไร การแสดงออกของเสิ่นต้าเฉียงในวันนี้ก็ทำให้หญิงชราพอใจมาก


หากวันหนึ่งเกิดเรื่องในบ้านแล้วเขารู้จักแต่เข้าข้างคนของตนเอง ต่อให้ต้องพาหลิวเยว่กับหลานสาวสายนอกกลับไปเลี้ยงดู หญิงชราก็จะไม่ยอมให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันต่อเด็ดขาด


“แน่นอนอยู่แล้วครับ เยว่เยว่คือคนที่ใกล้ชิดที่สุดของผม เรื่องนี้ผมรู้ดี” เสิ่นต้าเฉียงตอบ ใบหูแดงขึ้นเล็กน้อย เขาอายุก็ไม่น้อยแล้ว ยังต้องมาพูดเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าลูกๆ เลยรู้สึกเขินอยู่บ้าง


หลังจากนั้น ครอบครัวทั้งห้าคนก็เดินไปส่งกลุ่มของเซียวเจี้ยนฟางถึงทางเข้าหมู่บ้าน หลิวต้าบอกว่าหากต้องการแรงงานเมื่อใดก็ให้มาบอก พวกเขาจะมาช่วยเอง


เสิ่นต้าเฉียงกล่าวขอบคุณไม่หยุด เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง แต่ให้พวกเขามาช่วยออกแรงอีก เขาก็เกรงใจเกินไป ได้แต่ซาบซึ้งในน้ำใจ


“ภรรยา ทั้งแม่ทั้งพี่ๆของเธอดีกันจริงๆนะ” เสิ่นต้าเฉียงพูด


“แน่นอนอยู่แล้วสิ” หลิวเยว่ตอบ ก่อนจะหันไปหาเสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่


“พวกเธอจำเอาไว้ พวกเราจะใช้ชีวิตกันได้ดีแบบนี้ก็เพราะมีลุงๆกับป้าสะใภ้คอยช่วย ต่อไปพวกเธอก็ต้องดูแลน้องแบบนี้เหมือนกัน รู้ไหม?”


เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่พยักหน้ารัวๆ


“แม่ครับ ผมรู้แล้ว ตอนนี้เงินเดือนของผมไม่ต้องส่งให้คุณปู่คุณย่าแล้ว ต่อไปผมจะเก็บไว้ใช้เองสองหยวน ที่เหลือจะเก็บให้น้องเล็กนะครับ”


เสิ่นทิงเหวินพูดออกมา แน่นอนว่ายังต้องให้หลิวเยว่เห็นชอบ เพราะถึงจะแยกบ้านแล้ว เงินเดือนของเขาก็ยังต้องส่งให้แม่จัดการอยู่ดี


“ผมก็ด้วย ถึงผมจะยังไม่มีเงินเดือน แต่หลังจากทำงานของตัวเองเสร็จ ผมจะไปช่วยทำส่วนของน้องเล็กทุกวัน ไม่มีทางให้น้องอดแน่ครับ” เสิ่นทิงอู่รีบเสริม


ถึงเสิ่นทิงหงจะไม่ได้มีพื้นที่ทำกินมาก แต่พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้น้องอดแน่นอน เพียงแต่พื้นที่ทำกินน้อยลง อาหารย่อมได้น้อยลงตามไปด้วย อีกทั้งโรงเรียนที่เสิ่นทิงเหวินทำงานอยู่ก็ไม่มีอาหารเลี้ยง ให้คนสามคนทำงานเกษตรเลี้ยงห้าปากท้อง ย่อมไม่อิ่มพอ


หลิวเยว่ไม่ได้แสดงความคิดเห็น ขอเพียงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อลูกสาว นางก็ไม่คิดคัดค้าน


“ได้สิ ก็เอาตามที่พูดมานั่นแหละ” หลิวเยว่ยิ้มตอบ ความหวังในการใช้ชีวิตของครอบครัวล้นเอ่อขึ้นมา


เสิ่นทิงหงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะมุ่ยปาก แม่ของเธอนี่ไม่กลัวว่าพี่ชายทั้งสองจะหาภรรยาไม่ได้เลยหรือไง คิดดูแล้วจะมีบ้านไหนยอมให้ลูกสาวแต่งเข้าบ้านที่มีน้องสาวปีศาจกันล่ะ


แต่ก็ช่างเถอะ ฟังดูแล้วก็เจ๋งดี ไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน


เมื่อรวมเข้ากับห้วงมิติที่เธอมีอยู่ เสิ่นทิงหงยิ่งรู้สึกว่าการได้หลุดมาอยู่ในยุคนี้ มีทั้งญาติ มีทั้งทรัพย์สิน ชีวิตสบายกว่าชาติก่อนมาก


ถึงเทคโนโลยีจะไม่สะดวกเหมือนเดิม หลายอย่างก็ลำบากกว่า แต่ถึงอย่างนั้น เสิ่นทิงหงก็ยังชอบชีวิตตอนนี้อยู่ดี


“แม่คะ เรื่องที่หนูเสนอให้ไปสร้างบ้านแถวปลายหมู่บ้าน แม่ไม่มีความเห็นอะไรเลยหรือคะ?” เสิ่นทิงหงถาม


“จะมีความเห็นอะไรล่ะ ปลายหมู่บ้านก็ดีนี่ สงบ สะอาด เราปิดประตูใช้ชีวิตของตัวเองไป แถมยังเลี่ยงพวกหูตายื่นยาวได้อีก” หลิวเยว่ตอบ


เดิมทีหลิวเยว่ไม่ได้คิดว่าปลายหมู่บ้านจะดีอะไรนัก แต่พอเสิ่นทิงหงพูด นางก็เริ่มเห็นข้อดีขึ้นมา


“ใช่เลย แม่พูดถูก น้องเล็ก ต่อไปเงินเดือนพี่ไม่ต้องส่งให้คุณปู่คุณย่าแล้ว พี่จะซื้อเนื้อมาให้เธอกินได้แล้วนะ” เสิ่นทิงเหวินพูดอย่างร่าเริง


เสิ่นทิงอู่ “…”


พูดเหมือนพี่รองอย่างเขาไม่มีประโยชน์เลย


“งั้นต่อไปพี่จะไปจับปลาเพิ่มให้เธอ” เสิ่นทิงอู่รีบแก้ตัว


“ไม่ว่ามีอะไรก็ต้องเอามาให้นีเอ๋อร์” เสิ่นต้าเฉียงพูดเสริม เขาเป็นคนซื่อสัตย์ แม้ไม่โดดเด่นอะไร แต่ก็อยากดูดีในสายตาลูกสาว


ทั้งครอบครัวพูดคุยหัวเราะกันตลอดทางกลับบ้านตระกูลเสิ่น


แม้บรรยากาศรอบบ้านจะไม่ค่อยดี แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ


เสิ่นต้าเฉียงรีบไปหาพ่อเฒ่าเสิ่นเพื่อคุยเรื่องสร้างบ้าน หลังจากความคิดในหัวต่อสู้กันอยู่พักหนึ่ง ผู้ใหญ่ทั้งสองก็เริ่มยอมรับความจริงเรื่องแยกบ้านได้แล้ว


พอได้ยินเจ้าสามพูดถึงการสร้างบ้าน ก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย


“เอาสิ เรื่องอื่นพวกเธอคนหนุ่มสาวจัดการกันเอง พอถึงตอนนั้น พ่อจะไปช่วยออกแรงด้วย” พ่อเฒ่าเสิ่นพูดด้วยอารมณ์ดี


บ้านอิฐเชียวนะ ตอนนี้ในหมู่บ้านนอกจากบ้านของเยี่ยเสิ่นเหยียน ก็มีแค่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้น อีกทั้งเยี่ยเสิ่นเหยียนยังเป็นหลานเขยในอนาคต คิดดูแล้ว บ้านอิฐสามหลังในหมู่บ้านเป็นของครอบครัวเจ้าสามถึงสองหลัง พูดออกไปก็มีแต่ได้หน้า


“แม่ก็เห็นด้วยนะ ถึงเวลานั้นขาดคนดูแลเรื่องอาหารไม่ได้ แม่จะไปช่วยทำอาหารให้เอง” แม่เฒ่าเสิ่นพูดบ้าง


เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ไม่ได้พูดอะไรออกมา พอถึงเวลานั้นก็คงได้มากินข้าวร่วมกับพ่อแม่ แต่จะไม่ไปกินกับบ้านใหญ่บ้านรองแน่นอน


ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว พวกนั้นก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งวุ่นวาย และทั้งสองก็ไม่กลัวว่าจะมีใครไม่พอใจ


เรื่องจึงสรุปลงเช่นนี้ การสร้างบ้านยังต้องใช้เวลาอีกระยะ ช่วงนี้บ้านสามจึงยังอาศัยอยู่ในห้องเดิมไปก่อน


ถึงจะแยกบ้านแล้ว ก็ไม่มีใครมาไล่ให้ออกไปได้ เพียงแต่ห้องครัวถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ต่างคนต่างทำอาหารกินเอง


ต่อมาหลิวเยว่ไม่อยากไปแย่งใช้ครัวกับพวกเขา จึงสร้างเตาดินเล็กๆ ชั่วคราวด้านหลังห้อง


อีกทั้งไม่อยากให้ผู้ใหญ่ทั้งสองต้องรอให้บ้านอื่นทำอาหารเสร็จก่อนทุกวัน นางจึงเชิญทั้งสองมาร่วมกินข้าวด้วยกันเสียเลย


ทำเช่นนี้ ต่อให้จางซู่ฉินอยากอ้างเรื่องแยกบ้านมาไล่พวกเขาออกไป ก็ได้แต่เงียบปากไว้เท่านั้น บวกกับอาการผวาจากเรื่องก่อนหน้า นางจึงทำได้เพียงสงบสติอารมณ์เอาไว้


บทที่ 16: เปิดเทอม


หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงไปขอลางานหนึ่งวันจากเสิ่นเว่ยจวิน เพื่อไปโรงงานเผาอิฐ พร้อมพกรายการวัสดุที่เสิ่นเว่ยจวินเขียนให้ไปด้วย การสั่งซื้ออิฐและปูนเป็นไปอย่างราบรื่น แถมยังสามารถให้ทางโรงงานขนมาส่งถึงที่ได้อีก


ฤดูเก็บเกี่ยวเพิ่งพ้นผ่านไป ไม่นานฤดูเพาะปลูกก็จะเริ่มขึ้น เสิ่นต้าเฉียงจึงต้องออกไปทำงานตามปกติ แต่เพราะไม่ได้ยุ่งเหมือนก่อนแล้ว เสิ่นทิงหงเองก็ต้องไปโรงเรียนเช่นกัน


เรื่องในบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของหลิวเยว่ เสิ่นทิงอู่ออกไปทำงานเกษตร ส่วนเสิ่นทิงเหวินก็ออกไปทำงานตามปกติของตน


การสร้างบ้านต้องใช้แรงงานไม่น้อย อีกทั้งช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูว่างของเกษตรกร วันธรรมดาจึงแทบไม่มีใครว่างมาช่วยงานได้


หลิวเยว่จึงไปปรึกษาเสิ่นเว่ยจวิน ขอให้ช่วยสอบถามคนในหมู่บ้านว่ามีใครสมัครใจมาช่วยสร้างบ้านหรือไม่ หากสมัครใจก็จะได้ค่าแรงวันละ5เหมา


อย่าเพิ่งคิดว่า5เหมาน้อย ในยุคนี้เงินจำนวนเท่านี้สามารถใช้จ่ายได้ไม่น้อยเลย


เพื่อให้ย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่ได้โดยเร็ว หลิวเยว่ยอมควักเงินออกไปไม่น้อย คิดเพียงว่าขอให้เสร็จเร็ว ต่อให้ต้องใช้เงินมากขึ้นบ้างก็ยอม


หลังจากสั่งซื้ออิฐปูนเรียบร้อย พี่ชายจากตระกูลหลิวก็มาช่วยงานกันอย่างพร้อมหน้า แถมยังไม่ยอมรับค่าแรง หลิวเยว่จึงตอบแทนด้วยการทำอาหารดีๆให้กิน บางครั้งยังเตรียมให้หลิวต้าห่อกลับไปอีกด้วย


เซียวเจี้ยนฟางยังมาไม่ได้ เพราะที่บ้านมีสะใภ้คนหนึ่งตั้งครรภ์ ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวัน หญิงชราจึงต้องคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ


เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงพากันนั่งเกวียนเทียมวัวเข้าเมือง


ทั้งสองเป็นนักเรียนมัธยมปลาย และอยู่ในปีสุดท้ายของการศึกษาแล้ว ด้วยระยะทางระหว่างหมู่บ้านถวนเจี๋ยกับตัวเมืองที่ค่อนข้างไกล ครอบครัวทั้งสองจึงให้พวกเธอพักอาศัยอยู่ที่โรงเรียนแทน


“ว้าว ทิงหง ครอบครัวเธอแยกออกมาสร้างบ้านแล้วนะ ต่อไปฉันก็ไปหาเธอได้บ่อยๆแล้วสิ”


ก่อนออกเดินทาง ทั้งคู่เห็นรถบรรทุกขนอิฐปูนแล่นผ่าน เสิ่นชิงชิงจึงพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น


“เธอก็รู้เรื่องแยกบ้านมานานแล้วนี่ แยกออกมาก็ต้องสร้างบ้านเองอยู่แล้วสิ” เสิ่นทิงหงหมดคำจะพูด รู้สึกว่าปฏิกิริยาของเสิ่นชิงชิงจะเกินไปหน่อย


“โธ่ ถึงจะอยากให้เธอแยกบ้านมานานแล้วก็เถอะ แต่เรื่องนี้มันใหญ่จริงๆนะ ยังนึกไม่ถึงว่าคุณลุงคุณป้าจะกล้าหาญขนาดนี้”


อย่าว่าแต่เสิ่นชิงชิงเลย แม้แต่คนในหมู่บ้านก็ยังซุบซิบกันไม่เลิก เพราะในยุคนี้ การขอแยกบ้านถือว่าเป็นเรื่องที่พูดออกไปแล้วดูไม่ค่อยดีนัก


“จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนะ” เสิ่นทิงหงพูดอย่างสบายๆ เพราะมาจากยุคหลัง เธอจึงไม่ค่อยเข้าใจความคิดเรื่องแยกบ้านของคนสมัยนี้นัก


ในอนาคต ต่อให้ลูกยังไม่แต่งงาน พอโตขึ้นก็ออกไปใช้ชีวิตเองแล้ว การอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่หลายรุ่นกลับกลายเป็นเรื่องหายาก


เสิ่นทิงหงถามอย่างสงสัย


“ทำไมล่ะ?”


“เฮ้อ คนก็พูดกันไปเรื่อย บ้างก็ว่าคุณย่าเสิ่นอบรมลูกสะใภ้ไม่ดี บ้างก็เอาเรื่องกตัญญูมาพูด บางคนก็ว่าคุณป้าใจร้าย สรุปแล้วก็ปากเปราะกันไปเองนั่นแหละ”


“พวกเขาจะพูดก็ให้พูดไป พวกเราก็ใช้ชีวิตของพวกเราไปแบบนี้แหละ” เสิ่นทิงหงกล่าว


เธอไม่ใส่ใจอยู่แล้ว ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีเรื่องกวนใจ เพียงแต่เรื่องของตระกูลเสิ่นถูกเปิดโปงออกมาก็เท่านั้น


เสิ่นทิงหงไม่รู้สึกว่าการกระทำของแม่ตนเองผิด ไฟในอย่าเอาออก เพียงแต่เรื่องนี้ถูกจุดออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง


“แหะๆ ได้เปิดเรียนสักที ช่วงนี้อยู่บ้านจนรากงอกแล้ว” เสิ่นชิงชิงรีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะมีคนบังคับวัวอยู่ใกล้ๆไม่เหมาะจะพูดเรื่องครอบครัวต่อ


“ฉันว่าเธอเบื่อเพราะไม่มีคนให้คุยมากกว่า” เสิ่นทิงหงพูดยิ้มๆ


จากความทรงจำ เสิ่นชิงชิงเป็นคนพูดเก่ง ตั้งแต่ขึ้นเกวียนมาก็แทบไม่หยุดพูดเลย


“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าไม่ใช่เพราะหัวเธอบาดเจ็บ ฉันคงไม่เบื่อขนาดนี้หรอก” เสิ่นชิงชิงพูดพลางก้มดูแผลบนศีรษะของเสิ่นทิงหง ซึ่งตอนนี้แทบไม่เหลือร่องรอยแล้ว


“ดีที่ไม่ทิ้งแผลเป็นไว้ ไม่งั้นหน้าสวยๆ รูปไข่ใบนี้คงเสียโฉมหมด”


เสิ่นทิงหงยิ้ม ช่วงนี้เธอใช้ทั้งยาและน้ำจากบ่อในห้วงมิติไม่น้อย


ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ แต่เสิ่นทิงหงรู้สึกว่ายาพวกนั้นยังไม่ดีเท่าน้ำในบ่อเสียอีก


“ถึงแล้ว” คนบังคับเกวียนเทียมวัวเอ่ยขึ้น


“ขอบคุณค่ะ ลุงหนิว” เสิ่นชิงชิงกระโดดลงจากเกวียน แล้วยื่นเงินให้คนบังคับวัว1เหมา


จริงๆแล้วลุงไม่ได้แซ่หนิว แต่เพราะในหมู่บ้านมีเขาเป็นคนเดียวที่รับจ้างบังคับวัว ทุกคนจึงเรียกติดปากว่าลุงหนิว


เจ้าตัวเองก็ชอบชื่อนี้ รู้สึกเหมือนได้รับเกียรติอะไรบางอย่าง


วัวเป็นของหมู่บ้าน ช่วงที่ไม่ยุ่งกับงานเกษตรจึงเปิดให้คนในหมู่บ้านใช้รับส่งเข้าเมือง เพื่อหารายได้เล็กๆน้อยๆ


ค่ารถคนละ5เฟิน แต่วันนี้ไม่มีใครเข้าเมือง นอกจากเสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหง เพราะในหมู่บ้านมีเด็กที่ยังไปโรงเรียนเหลืออยู่เพียงสองคน


หลายคนคิดว่าการเรียนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ มหาวิทยาลัยก็ถูกระงับไว้แล้ว เรียนมัธยมก็เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่สู้ช่วยงานที่บ้านเสียยังดีกว่า


แต่ที่เสิ่นเว่ยจวินได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ก็เพราะเขาเป็นคนมีการศึกษา เขาเชื่อว่าต่อให้ยังเข้าเรียนต่อไม่ได้ แต่ความรู้ย่อมมีประโยชน์เสมอ


หลิวเยว่เองก็เป็นผู้ใหญ่ที่เปิดกว้าง อีกทั้งที่บ้านก็ไม่ต้องการให้ลูกสาวออกไปทำงานหนัก การไปโรงเรียน ได้พบเพื่อนใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องดี


ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเรียนหนึ่งปีเพียง2หยวน หลายครอบครัวก็ยังรู้สึกเสียดายจนไม่กล้าจ่าย


ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตที่ดีกว่า และก้าวให้สูงกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับที่เสิ่นทิงเหวินสามารถไปเป็นครูได้ ก็เพราะเขาเป็นคนมีการศึกษา


แม้ในกองทัพจะมีคนมีการศึกษาอยู่ไม่น้อย แต่ใครใช้ให้เสิ่นทิงเหวินเป็นคนบ้านเดียวกันล่ะ เสิ่นเว่ยจวินย่อมต้องสนับสนุนคนในหมู่บ้านตัวเองก่อนอยู่แล้ว


เมื่อลุงหนิวขับเกวียนจากไป เสิ่นทิงหงก็หยิบเงิน5เฟินส่งคืนให้เสิ่นชิงชิง


“ชิงชิง นี่ค่าเดินทางนะ”


“เก็บไว้เถอะ แค่นี้ฉันให้ได้ ก่อนหน้านี้เธอก็จ่ายให้ฉันตั้งเยอะ ตอนนี้หายดีแล้ว ยังมาทำตัวขี้เกรงใจอีก หัวกระแทกจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง” เสิ่นชิงชิงแกล้งทำหน้าดุ


เสิ่นทิงหง “…”


เธอจึงได้แต่เก็บเงินคืน เพราะเพิ่งข้ามมาอยู่ในยุคนี้ได้ไม่นาน ยังไม่คุ้นกับรายละเอียดของร่างเดิม และโดยนิสัยก็ไม่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น


แต่ในเมื่อเสิ่นชิงชิงพูดถึงขนาดนี้ เธอก็ไม่ฝืน ต่อไปค่อยหาโอกาสตอบแทนก็แล้วกัน


[1] หนิว แปลว่า วัวหรือควาย


บทที่ 17: ตุ้ยนุ้ยฟาง


พวกเธอเรียนมัธยมที่ตั้งอยู่ในอำเภอ จึงต้องนั่งรถเมล์เข้าไปอีกต่อ ค่าโดยสารค่อนข้างแพง ราคาอยู่ที่1เหมา


ครั้งนี้ยังเป็นเสิ่นชิงชิงที่แย่งจ่ายให้อีก จนเสิ่นทิงหงเริ่มจะทนไม่ไหว


เพราะเมื่อรวมกับค่าโดยสารเกวียนเทียมวัว ก็เท่ากับ1เหมา5เฟินแล้ว เงินจำนวนนี้สามารถเอาไปซื้อของได้ตั้งหลายอย่าง


“เลิกแย่งฉันจ่ายได้แล้ว!” เสิ่นชิงชิงพูดเพียงเท่านี้


คนบนรถไม่มากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ตัดใจจ่ายไม่ไหว ต่อให้ต้องเข้าอำเภอจริงๆ หลายคนก็เลือกเดินเอา


ทั้งสองกลัวจะเป็นจุดสนใจ จึงนั่งเงียบๆไม่พูดอะไรกันมาก


รถโคลงเคลงไปพักหนึ่งก็ถึงที่หมาย เวลานี้ยังไม่เหมือนยุคที่เสิ่นทิงหงจากมา ถนนในชนบทเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ต่อให้เป็นตัวอำเภอเองก็ยังไม่ราบเรียบ คนขับก็เป็นชายชราวัยสูง รถเลยโคลงแรงจนเสิ่นทิงหงแทบอยากอาเจียน


ในที่สุดก็ถึงเสียที พอลงจากรถ ขาของเธอก็สั่นผับๆ


เสิ่นชิงชิงเห็นท่าทางนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้


“ทิงหง เธอไม่เป็นไรใช่ไหม ไม่ใช่ว่าเป็นผลจากแผลที่หัวหรอกนะ?”


เสิ่นทิงหง “…”


เธอโบกมือไปมา สูดอากาศสดชื่นอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกดีขึ้นมาก


“ไปกันเถอะ!”


เสิ่นทิงหงสะพายกระเป๋านักเรียนที่หลิวเยว่ทำให้ เป็นแบบดัดแปลงจากรุ่นยอดนิยมของร้านสหกรณ์ เธอค่อนข้างชอบ เพราะดูมีเอกลักษณ์ของยุคนี้ดี


เสิ่นชิงชิงก็มีกระเป๋าสะพายหลังหนึ่งใบ เป็นแบบที่ซื้อจากร้านสหกรณ์ ดูทันสมัยกว่า และเป็นเธอเองที่ไปอ้อนเสิ่นเว่ยจวินจนได้มา


ทั้งสองเดินเข้ามาในโรงเรียน ช่วงนี้เพิ่งผ่านฤดูงานหนักมา บรรยากาศจึงยังคึกคักไม่น้อย


“เสิ่นชิงชิง! เสิ่นทิงหง! ทางนี้!”


เสียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งดังขึ้น


พอมองไปตามเสียง ก็เห็นเด็กผู้ชายรูปร่างท้วมคนหนึ่งวิ่งตรงมาทางนี้


เสิ่นทิงหงชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะนึกออกว่าเป็นใคร


เพราะรูปลักษณ์ของเขาโดดเด่นเกินไป


ในยุคนี้ คนที่อ้วนได้ขนาดนี้ถือว่าหาได้ยาก แค่เห็นก็เดาออกแล้วว่าฐานะทางบ้านต้องไม่ธรรมดา


เขาคือเพื่อนผู้ชายที่นั่งโต๊ะหลังพวกเธอ พ่อแม่เป็นหัวหน้าในโรงงานของรัฐทั้งคู่


จากความทรงจำของร่างเดิม เสิ่นทิงหงรู้ว่าพ่อของเขาเป็นหัวหน้าแผนกเนื้อสัตว์ ส่วนแม่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในแผนกทอผ้า เด็กคนนี้จึงอ้วนท้วมได้ขนาดนี้ และเพราะเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านจึงตามใจราวกับของล้ำค่า


เขาชอบมาเล่นกับเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิง แม้จะโดนล้ออยู่บ่อยๆ แต่ถ้าไม่ใส่ใจก็ไม่มีอะไร


“ไอ้หยา ตุ้ยนุ้ยฟางนี่เอง” เสิ่นชิงชิงยิ้มออกมาอย่างดีใจ


“ทำ…ทำไมพวกเธอถึงเพิ่งมาล่ะ?” ฟางจั๋ววิ่งมาจนหอบ แก้มทั้งสองข้างสั่นเบาๆ


“บ้านพวกเราอยู่ไกลจะตาย จะเหมือนบ้านนายที่อยู่ในอำเภอได้ยังไง” เสิ่นชิงชิงตอบ


“ฮะๆ นั่นก็จริง” ฟางจั๋วพยักหน้าหงึกหงัก รู้สึกว่าคำถามตัวเองดูงี่เง่าไปหน่อย


“ทิงหง แผลที่หัวเป็นยังไงบ้าง?”


ฟางจั๋วมองเห็นรอยแผลตื้นๆ บนศีรษะของเสิ่นทิงหง แม้จะจางลงมากแล้ว แต่เพราะผิวเธอขาว จึงยังสังเกตเห็นได้ง่าย


“ไม่ทันระวังเลยบาดเจ็บน่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว” เสิ่นทิงหงตอบ รู้สึกดีอยู่เหมือนกันที่เขาใส่ใจ


“ทำไมถึงไม่ระวังขนาดนั้นล่ะ” ฟางจั๋วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง


“ใครจะไม่รู้ว่าเธอระวังเรื่องผิวหน้าที่สุด เป็นเพราะโดนคนอื่นผลักต่างหาก” เสิ่นชิงชิงพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ


“ใครกัน?” สีหน้าของฟางจั๋วเริ่มไม่ดี


“รู้แล้วจะทำอะไรได้ ฟางจั๋ว นายจะไปช่วยทิงหงแก้แค้นหรือไง?” เสิ่นชิงชิงพูดหยอก


“ไม่ใช่ ไม่ใช่…” หูของฟางจั๋วเริ่มแดง จากนั้นหน้าและคอก็แดงตาม ราวกับหมูที่เพิ่งถูกถอนขน


“ไปๆ รีบเข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวสาย” เขารีบเปลี่ยนเรื่อง


มองแผ่นหลังที่เดินนำไป เสิ่นชิงชิงก็พึมพำ


“ฉันว่าฟางจั๋วดูแปลกๆนะ”


เสิ่นทิงหงก็รู้สึกเช่นนั้น หากเดาไม่ผิด เด็กอ้วนคนนี้น่าจะชอบเจ้าของร่างเดิมอยู่ไม่น้อย


ถึงชาติก่อนเธอจะไม่เคยมีแฟน แต่ดูละครมาก็พอแยกแยะได้ ท่าทีของฟางจั๋วไม่ต่างจากคนที่เพิ่งมีความรัก


ทั้งสามเดินเข้าไปในห้องเรียน สมัยนี้ยังถือเรื่องชายหญิง ผู้หญิงนั่งกับผู้หญิง ผู้ชายนั่งกับผู้ชาย


เสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหงนั่งโต๊ะเดียวกัน ด้านหลังเป็นฟางจั๋วกับเพื่อนผู้ชายอีกคน ส่วนโต๊ะด้านหน้าเป็นนักเรียนหญิงสองคน


ยังไม่ทันนั่งดี ครูประจำชั้นก็เดินเข้ามา กวาดตามองทั้งห้องก่อนจะเริ่มสอนทันที


ระหว่างคาบ ครูเรียกเสิ่นทิงหงตอบคำถาม เธอตอบได้ถูกต้องทั้งหมด


หนึ่งเพราะมีความทรงจำของร่างเดิม อีกหนึ่งคือในโลกก่อน เสิ่นทิงหงเรียนไปทำงานไป อย่างไรก็ถือว่าเรียนจบมาแล้ว


แม้ไม่ได้ทำแบบฝึกหัดมานาน แต่ความรู้ระดับมัธยมของยุคนี้ก็ไม่ยากนัก ช่วงพักฟื้นก่อนหน้านี้ เธอเคยลองทำแบบฝึกหัดอยู่บ้าง


ครูพอใจมาก จึงให้เธอนั่งลง


“เธอนี่ร้ายจริงๆ บอกมาเถอะ แอบไปทบทวนลับหลังฉันใช่ไหม?” เสิ่นชิงชิงกระซิบ


ช่วงปิดเทอมฤดูเก็บเกี่ยว เธอเอาแต่เล่น พอเปิดเรียนเลยตามไม่ค่อยทัน


ครูเริ่มกวาดสายตาหาเป้าหมายคนต่อไป


เสิ่นชิงชิงพึมพำ


“อย่าเห็นฉัน อย่าเห็นฉัน…”


เสิ่นทิงหงแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เพราะสุดท้ายครูก็เรียกชื่อเพื่อนเธอจริงๆ


โชคดีที่คำถามครั้งนี้ไม่ยากมาก แม้จะตอบติดขัดไปบ้าง แต่เสิ่นชิงชิงก็ยังเอาตัวรอดได้


พอนั่งลง เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


“ขนาดนั้นเลย?” เสิ่นทิงหงแซว


“เธอไม่รู้หรือไง ครูนั่นมันนางมาร ถ้าฉันตอบไม่ได้ วันนี้ได้ไปนั่งในห้องพักครูแน่” เสิ่นชิงชิงบ่นเสียงเบา


เสิ่นทิงหงเองก็รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน ชาติก่อนเธอทำงานมานาน พอได้กลับมาเรียนอีกครั้งก็อดรู้สึกไม่คุ้นไม่ได้


ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ ทุกอย่างล้วนเป็นของเก่า กระดานดำก็ไม่รู้ทำจากอะไร ดูไม่มีคุณภาพเท่าสมัยใหม่


ในชาติก่อน ห้องเรียนที่เธอเรียนใช้กระดานดิจิตอลแล้วด้วยซ้ำ


แต่ถ้าพูดถึงบรรยากาศการเรียน เสิ่นทิงหงกลับรู้สึกว่าที่นี่ดีกว่า


อย่างน้อยก็มีนักเรียนกว่าร้อยละแปดสิบที่ตั้งใจฟังครูสอน เพราะในยุคนี้ คนที่ได้เรียนถือว่าโชคดีมากแล้ว


[1] ร้าย ในที่นี้หมายถึงทั้ง “เก่ง” และ “แอบร้ายแบบหยอกล้อ”


บทที่ 18: ฉันนั่งกับพวกเธอได้ไหม


ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลเพาะปลูก จึงมีเพียงคาบเรียนเดียวในตอนเช้า


อีกทั้งนักเรียนหลายคนบ้านอยู่ไกล ต้องคำนึงถึงการเดินทางด้วย


“ทิงหง ชิงชิง ไปกินข้าวกันเถอะ!” ฟางจั๋วโผล่หน้าออกมาจากโต๊ะด้านหลัง


“นายกระตือรือร้นที่สุดก็เรื่องกินนี่แหละนะ” เสิ่นชิงชิงแขวะเบาๆ


“ถ้าไม่กระตือรือร้นเรื่องกิน แสดงว่าสมองมีปัญหาแล้ว!” ฟางจั๋วตอบติดตลก


“เรื่องเถียงข้างๆคูๆนี่ ต้องยกให้นายจริงๆ!”


เสิ่นทิงหงมองทั้งสองคนปะทะฝีปากกัน พลางเก็บกระเป๋าเป้ของตัวเอง เพราะเดี๋ยวยังต้องถือไปที่หอพักอีก


ความจริงเมื่อก่อน ตอนที่เสิ่นทิงหงกลับจากโรงเรียน เธอมักต้องหอบกระเป๋าหลายใบ หลิวเยว่ถึงกับอยากย้ายบ้านมาอยู่ใกล้โรงเรียน กลัวว่าลูกสาวจะลำบาก


คราวนี้หลิวเยว่ก็อยากทำเช่นเดิม แต่เสิ่นทิงหงห้ามไว้ เพราะครอบครัวยังยุ่งกับการสร้างบ้านอยู่ ทว่าหลิวเยว่กลับรวดเร็วปานสายลม ไม่ทันให้เธอตั้งตัว


โน้มน้าวคนอื่นอาจไม่ยาก แต่ลูกสาวตัวเองกลับไม่สำเร็จ สุดท้ายหลิวเยว่เลยยัดเงินให้เธอมา5หยวน บอกให้ไปหาซื้ออะไรกินเอง


เดิมทีเสิ่นทิงหงไม่อยากรับ เธอมีของกินอยู่ในห้วงมิติเยอะอยู่แล้ว ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองหิวแน่ แต่หลิวเยว่พูดว่า หากไม่รับเงิน ก็จะเตรียมของให้เต็มกระเป๋า สุดท้ายเสิ่นทิงหงจึงจำต้องรับไว้


ก่อนออกเดินทาง เธอยังแอบเปลี่ยนน้ำในถังเก็บน้ำที่บ้านเป็นน้ำจากบ่อในห้วงมิติด้วย


เสิ่นทิงหงอยากพิสูจน์ว่าน้ำในบ่อนั้นมีความพิเศษจริงหรือไม่


แต่ในใจเธอแทบไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว เพราะทุกครั้งที่ดื่ม ร่างกายจะรู้สึกเบาสบายอย่างเห็นได้ชัด


“เที่ยงนี้พวกเธอสั่งกินตามสบายเลยนะ ฉันเลี้ยงเอง!” ฟางจั๋วพูดอย่างใจกว้าง


“เฮ้ย! พวกเราเอาเปรียบนายไม่ได้หรอกนะ ยังใช้กฎเดิมเหมือนเดิมสิ” เสิ่นชิงชิงรีบท้วง


เสิ่นทิงหงก็คิดเช่นเดียวกัน ในยุคนี้กำแพงระหว่างชายหญิงยังสูง เด็กผู้หญิงไม่ควรปล่อยให้เด็กผู้ชายเลี้ยงข้าวหรือให้ของขวัญง่ายๆ


ไม่เช่นนั้นหากมีข่าวแพร่ออกไป จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้


ฟางจั๋วเม้มริมฝีปาก


“ทำไมพวกเธอต้องเกรงใจขนาดนี้ด้วยล่ะ?”


“ไม่ใช่เกรงใจ แค่ทำเหมือนเดิม สั่งอาหารกันคนละจานแล้วมากินด้วยกัน แค่นี้ก็ได้กับข้าวสามอย่างแล้ว คุ้มออก” เสิ่นชิงชิงอธิบาย


“ใช่แล้ว ตุ้ยนุ้ยฟาง เงินนายเก็บไว้ซื้อของกินเองเถอะ ดูสิว่าตอนนี้นายผอมแค่ไหน!” เสิ่นทิงหงพูดหยอก


ฟางจั๋วเกาหัว


“ฉันผอมลงจริงเหรอ? มิน่าล่ะ ย่าฉันถึงชอบบอกว่าฉันผอมลง ดูไม่หล่อแล้วใช่ไหม?”


เสิ่นชิงชิง “…”


เสิ่นทิงหง “…”


บางทีการเป็นคนซื่อๆก็มีข้อดี อย่างน้อยก็ฟังคำประชดไม่ออก


เพิ่งเปิดเทอม เงินในมือทุกคนยังพอมี เสิ่นชิงชิงเองก็นานๆจะได้สั่งอาหาร ส่วนเสิ่นทิงหงนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด


ใครใช้ให้เธอมีแม่ที่ลำเอียง และลุงอีกสามคนที่รักเธอขนาดนี้ล่ะ


ทุกคนประหยัดในส่วนของตัวเอง ก็เพื่อให้เสิ่นทิงหงมีเนื้อกิน


เสิ่นทิงหงสั่งหมูตุ๋นน้ำแดง เสิ่นชิงชิงสั่งผัดเผ็ดหมู ส่วนฟางจั๋วสั่งเนื้อตุ๋นมันฝรั่งกับไข่ตุ๋น


อาหารของทั้งสามคนเรียกได้ว่าเต็มโต๊ะ ดึงดูดสายตาผู้คนในโรงอาหารไม่น้อย


ทั้งโรงอาหารแทบไม่มีโต๊ะไหนกินได้ “หลากหลาย” เท่านี้ แต่ก็มีไม่น้อยที่รวมโต๊ะกินกันแบบแบ่งปันอาหาร


เพราะวิธีนี้ทำให้ได้กินกับข้าวหลายอย่างขึ้น


“เสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิง ฉันขอนั่งกับพวกเธอได้ไหม?”


เสียงผู้หญิงที่เหมือนบีบเสียงตัวเองดังขึ้นจากด้านบน


ทั้งสามเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง


พวกเขาไม่ค่อยคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้นัก โดยเฉพาะเสิ่นทิงหง นอกจากเสิ่นชิงชิงกับฟางจั๋ว เธอแทบไม่มีเพื่อนผู้หญิงคนอื่นในห้องเลย แม้แต่ชื่อของอีกฝ่ายก็ยังจำไม่ค่อยได้


“เธอคือ…?” เสิ่นทิงหงเอ่ยถาม


ที่น่าอึ้งกว่าคือ คนที่จำเธอไม่ได้ ไม่ได้มีแค่เสิ่นทิงหง ฟางจั๋วเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน


สีหน้าของนักเรียนหญิงดูไม่ดีนัก แม้เธอจะทักเสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหง แต่สายตากลับจ้องไปที่ฟางจั๋วตลอด


เพราะนักเรียนในชั้นส่วนใหญ่รู้ภูมิหลังของฟางจั๋วอยู่บ้าง รูปร่างและอาหารการกินของเขายิ่งยืนยันได้ดี ว่าครอบครัวธรรมดาอย่างเธอเทียบไม่ติดแน่นอน


แม้ฟางจั๋วจะไม่ได้หล่อมาก แต่ก็มีนักเรียนหญิงไม่น้อยที่อยากผูกมิตรกับเขา


ซ่งเจี๋ยไม่เคยคิดเลยว่า ฟางจั๋วจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร


“ฟางจั๋ว นายล้อเล่นหรือเปล่า เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนะ นายไม่รู้จักฉันเหรอ?” ซ่งเจี๋ยพูดเสียงสั่น


“ฉันไม่รู้จักเธอจริงๆ” แววตาซื่อๆของฟางจั๋วเต็มไปด้วยความงุนงง


คำพูดนั้นเหมือนมีอะไรติดคอซ่งเจี๋ย จุกจนพูดไม่ออก


เสิ่นทิงหงแทบกลั้นขำไม่อยู่ แต่ในที่สาธารณะ เธอก็ต้องเก็บอาการไว้


โรงอาหารมีคนมองอยู่ไม่น้อย


แต่ก็มีคำพูดหนึ่งที่ว่า ความจริงใจคือท่าไม้ตาย


สีหน้าจริงจังของฟางจั๋วตอนบอกว่าไม่รู้จัก ทำเอาคนฟังใจสลายได้จริงๆ


ซ่งเจี๋ยอับอายไม่น้อย แต่เมื่อเห็นจานอาหารบนโต๊ะ ก็ยังฝืนพูดว่า


“เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง ฉันขอนั่งตรงนี้ด้วยได้ไหม?”


ที่นั่งในโรงอาหารไม่ได้มีใครจับจองไว้ เมื่อเธอขอนั่ง ทั้งสองจึงไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ


“ก็นั่งได้สิ ใครก็เลือกที่นั่งได้ตามสบาย” เสิ่นชิงชิงตอบ


แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับคิดว่า ที่นั่งว่างมีตั้งเยอะ ทำไมต้องมานั่งเบียดตรงนี้กันนะ


เสิ่นทิงหงกวาดตามองรอบๆ ยังมีที่ว่างอีกมาก เพราะคนท้องถิ่นหลายคนเอาอาหารมาจากบ้าน หรือกลับไปกินที่บ้านเอง โรงอาหารจึงไม่แน่นนัก


แน่นอนว่า จุดประสงค์ของนักเรียนหญิงคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ที่นั่ง


พอนั่งลง ซ่งเจี๋ยก็รีบพูดว่า


“วันนี้ฉันเอาข้าวมากิน เรามากินด้วยกันเถอะ!”


พูดจบก็เลื่อนกล่องอาหารกลางวันของตัวเองมาวางตรงกลาง ใกล้กับกล่องกับข้าวของพวกเสิ่นทิงหง


พวกเขาทุกคนมีกล่องข้าวและกล่องกับข้าวของตัวเอง จานกับข้าวจึงวางตรงกลางเพื่อแบ่งกันกิน


จากนั้นซ่งเจี๋ยก็ทำเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นอาหารบนโต๊ะ


เธอหน้าแดง ดูเขินอาย


“พวกเธอกินกันดีจัง ของฉันมีแต่ผักสดเอง… ช่างมันเถอะ…”


เสิ่นทิงหงเลิกคิ้วขึ้น คิดในใจว่า จะใจดีปล่อยผ่านดีไหมนะ


แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สนใจ เสิ่นชิงชิงก็เช่นกัน ส่วนฟางจั๋วนั้นยิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่


เขายินดีให้เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงกินเนื้อของเขา แต่กับคนที่ยังไม่รู้จักชื่อ ต่อให้เป็นอาหาร เขาก็ไม่อยากแบ่ง


ยิ่งเสิ่นทิงหงเพิ่งบอกว่าเขาผอมลง ฟางจั๋วยิ่งต้องกินให้เยอะขึ้นสิ


บทที่ 19: แกล้งอ่อนแอจนเจอกำแพง


ซ่งเจี๋ยไม่คาดคิดเลยว่า หลังจากพูดจบประโยคนั้นแล้ว ทั้งสามคนที่นั่งอยู่จะไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่นิดเดียว


เธอรู้สึกเก้ๆกังๆ ทำหน้าไม่ถูก แม้จะเลื่อนกล่องอาหารของตัวเองกลับมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครชวนเธอกินด้วยกันเลย


มันไม่เหมือนกับที่เธอจินตนาการไว้เลยสักนิด


เดิมคิดว่าเพียงพูดออกไปแบบนั้น อีกฝ่ายก็คงต้องเกรงใจเธอ แต่กลับไม่คาดคิดว่าทั้งสามจะเพิกเฉยใส่เธอราวกับอากาศธาตุ


ซ่งเจี๋ยรู้สึกว่ามีสายตาของเพื่อนร่วมชั้นรอบๆมองมาที่เธอ บางสายตาถึงขั้นเหมือนกำลังหัวเราะเยาะ


แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังดึงดันยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป ทำได้เพียงเชิดหน้าฝืนทน


เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง และฟางจั๋วพูดคุยหยอกล้อกันอย่างออกรส จนสุดท้ายกับข้าวสามอย่างหนึ่งน้ำแกงก็ยังกินไม่หมด


ส่วนที่เหลือ ฟางจั๋วจึงยกไปเททิ้ง แม้เนื้อจะถูกกินจนเกลี้ยง แต่น้ำแกงกับผักก็ยังดูน่ากินอยู่มาก


ซ่งเจี๋ยไม่ได้พูดอะไรต่อ สีหน้าของเธอกลับดำทะมึนราวกับขี้เถ้าก้นหม้อ


เห็นได้ชัดว่า การนั่งอยู่ตรงนี้แต่ไม่มีใครสนใจ แถมอาหารที่เหลือยังถูกเททิ้งโดยไม่ชวนเธอกินด้วยอีก ไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าเธอซ้ำๆ


“พวกเธอทำแบบนี้ไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยเหรอ ตอนนี้กำลังขาดแคลนทรัพยากรนะ ไม่ควรทิ้งอาหารให้เสียเปล่าสิ”


ซ่งเจี๋ยพูดออกมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง


เสิ่นชิงชิงกับฟางจั๋วต่างทำสีหน้าเหมือนกำลังคิดว่า ‘เธอเป็นอะไรกันแน่’ ส่วนเสิ่นทิงหงก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมอง


คนประเภทนี้ ยิ่งไปสนใจก็ยิ่งได้ใจ เสิ่นทิงหงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ความตั้งใจของอีกฝ่ายชัดเจนไปมากกว่านี้


“ของของฉัน จะจัดการยังไง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?” ฟางจั๋วถามด้วยสีหน้างุนงงจริงใจ


“สิ้นเปลืองอาหารคือไม่มีคุณธรรม แต่ยุ่งเรื่องของคนอื่น นี่ถือว่าดีงามหรือ?”


เขาพูดอย่างจริงจัง ไม่ได้ตั้งใจยั่วใครแม้แต่น้อย


แต่ซ่งเจี๋ยกลับไม่คิดเช่นนั้น เธอรู้สึกว่าฟางจั๋วจงใจพุ่งเป้ามาที่ตน เบ้าตาจึงแดงก่ำในทันที


“ฉันไม่ได้หมายความอย่างอื่นนะ ฉันแค่คิดว่าการสิ้นเปลืองมันไม่ดี ยังมีคนอีกมากที่ไม่มีข้าวกินต่างหาก!”


เสิ่นชิงชิงกลอกตาใส่


“ต่อให้เธอลงมือทำกินเอง ขอแค่ขยันหน่อยก็ไม่ถึงกับไม่มีข้าวกิน อย่างมากก็แค่น้อยหน่อย คนเรามันต่างกัน คนขยันก็มีชีวิตดีขึ้น คนขี้เกียจก็ลำบาก มันก็เรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”


ซ่งเจี๋ยถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก


“อีกอย่าง เธอชื่ออะไร?” ฟางจั๋วพูดเสริม


“ถ้าเธอสงสารคนที่ไม่มีข้าวกิน ก็ไปทำกินเองสิ มายุ่งเรื่องของคนอื่นทำไม ว่าแต่…เราสนิทกันหรือ?”


คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักกระแทกใส่หัวใจ ซ่งเจี๋ยโมโหจนร้องไห้ออกมา


แผนแกล้งอ่อนแอที่เคยใช้ได้ผลมาตลอด กลับชนกำแพงอย่างแรงในครั้งนี้


เธอวิ่งหนีออกไปทั้งน้ำตา ผู้คนในโรงอาหารต่างหันมามอง บางคนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็คิดว่าพวกเสิ่นทิงหงทำเกินไป


แต่ก็มีไม่น้อยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น และเริ่มอธิบายความจริงให้คนรอบข้างฟัง ไม่นานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นเป็นระลอก


หลังจากวิ่งออกมา ซ่งเจี๋ยยังแอบหวังว่าฟางจั๋วจะตามมาขอโทษ อย่างน้อยเขาก็เป็นผู้ชาย การทำให้ผู้หญิงร้องไห้ย่อมไม่เหมาะนัก


แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่า เธอคิดไปเอง


ฟางจั๋วไม่ได้ตามออกมาเลย และยังไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นผิด


แน่นอนว่าซ่งเจี๋ยไม่ยอมง่ายๆ


ความจริงก่อนหน้านี้ เธอไม่เคยมองฟางจั๋วอยู่ในสายตา เพราะรูปร่างอ้วนท้วมของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่เธอสนใจคือฐานะครอบครัวต่างหาก


โดยเฉพาะครั้งนี้ ตอนกลับมาโรงเรียน เธอบังเอิญเห็นพ่อแม่ของฟางจั๋วขับรถมาส่งเขา


ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ คนที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองมีเพียงไม่กี่ครอบครัว ต่อให้รถไม่ใช่ของบ้านเขา แต่การใช้รถมาส่งก็เพียงพอจะบอกได้แล้วว่าครอบครัวฟางจั๋วไม่ธรรมดา


ช่วงวันหยุดฤดูเพาะปลูก เด็กๆจากครอบครัวแรงงานล้วนกลับไปช่วยงานที่บ้าน ส่วนซ่งเจี๋ยนั้น เพราะมีน้องชายอีกสองคน พอเธอกลับบ้าน พ่อแม่ก็บอกชัดว่าจะไม่ให้มาเรียนต่อแล้ว


แถมยังเตรียมหาผู้ชายอายุมากกว่าเธอหลายปีให้ เป็นเพียงลูกจ้างธรรมดา แต่ยินดีให้สินสอดถึง200หยวน


ซ่งเจี๋ยเป็นลูกคนแรก เคยได้รับความรักจากพ่อแม่ไม่น้อย จึงยังได้เรียนต่อจนถึงตอนนี้


แต่หลังจากน้องชายสองคนเกิดมา เธอก็ไม่สำคัญเหมือนเดิมอีก


เดิมทีเธอคิดว่าเรียนจบมัธยมปลายแล้วไปทำงาน ชีวิตก็น่าจะดีขึ้น แต่ไม่คาดคิดว่า เหลืออีกเพียงภาคเรียนเดียว พ่อแม่กลับคิดจะตัดโอกาสเธอเสียแล้ว


เมื่อเห็นพ่อแม่ของฟางจั๋ว เธอจึงคิดว่า หากสามารถคบกับเขาได้ พ่อแม่ต้องยอมให้เธอเรียนต่อแน่นอน และจะไม่รีบจับเธอแต่งงานเพียงเพื่อเงิน200หยวน


นี่จึงเป็นเหตุผลของเหตุการณ์เมื่อครู่


แต่เธอกลับประเมินสถานการณ์ผิดไป แถมยังเผลอแสดงความโลภเมื่อเห็นอาหาร จนภาพลักษณ์ในสายตาฟางจั๋วพังไม่เป็นท่า


เธอยังมีความหวังริบหรี่ แต่รออยู่นานก็ไม่เห็นฟางจั๋วปรากฏตัว


ในขณะที่เธอกำลังฝันกลางวัน ทั้งสามคนออกจากโรงอาหารไปนานแล้ว


ซ่งเจี๋ยโกรธจนกระทืบเท้า ก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่เต็มใจ


หลังออกจากโรงอาหาร เสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหงแยกกับฟางจั๋ว แล้วมุ่งหน้าไปยังหอพัก


เสิ่นทิงหงนำของมาไม่มาก แต่เสิ่นชิงชิงกลับขนมาหลายอย่าง ก่อนหน้านี้ไม่มีเวลามาเก็บของเพราะกลัวเข้าเรียนสาย ตอนนี้จึงต้องจัดการให้เรียบร้อย


เมื่อกลับมาถึงหอพัก พบว่ามีเด็กสาวหลายคนอยู่ข้างในแล้ว ล้วนเป็นเพื่อนร่วมชั้น


เสิ่นชิงชิงทักทายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินไปที่เตียงของตนเพื่อเก็บข้าวของ


เสิ่นทิงหงมองสำรวจหอพัก มันเป็นอาคารเก่า เตียงเป็นโครงเหล็ก มีทั้งเตียงบนและล่าง


เสิ่นชิงชิงนอนเตียงล่าง ส่วนเธออยู่เตียงบน


ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เธอไม่ชอบหอพักนี้นัก ไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมแย่ แต่เพราะนิสัยชอบอ่านหนังสือ


หลิวเยว่จึงซื้อไฟฉายให้เสิ่นทิงหงใช้


หอพักหนึ่งห้องมีผู้พักอาศัยถึงแปดคน กลางคืนเสียงพูดคุยไม่เคยเงียบ


เจ้าของร่างเดิมเคยโมโหเรื่องนี้หลายครั้ง จนเพื่อนร่วมหอพักมองว่าเธอเสแสร้งเรียกร้องความสนใจ ความสัมพันธ์จึงไม่ค่อยดีนัก


“ชิงชิง เธออยากไปเอาน้ำร้อนไหม” เสิ่นทิงหงถาม


ว่ากันว่าผู้หญิงสามคนก็เป็นละครหนึ่งเรื่อง เสิ่นทิงหงสังเกตว่าตั้งแต่เธอเข้าห้องมา เพื่อนร่วมหอพักหลายคนสบตากันไปมา


แน่นอนว่าเธอมองออก แต่ก็ไม่คิดจะใส่ใจ


อีกไม่นานก็เรียนจบแล้ว ต่อไปคงไม่ได้พบกันอีก ความสัมพันธ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูแต่อย่างใด


บทที่ 20: เธอคิดจะทำลายการแต่งงานของทหารเหรอ?


“ไปสิ! ทิงหง เธอรอฉันด้วยนะ ฉันเอาของไปเก็บก่อน!” เสิ่นชิงชิงรีบร้อนจนเหงื่อซกเต็มหน้า แต่ก็ยังไม่ลืมตอบ


ได้ยินแบบนั้น เสิ่นทิงหงจึงเดินไปที่ตู้ หยิบกระติกน้ำร้อนของตัวเองกับของเสิ่นชิงชิงออกมา


กระติกน้ำร้อนเป็นของที่ครอบครัวซื้อให้หลังจากขึ้นชั้นมัธยมปลาย ไม่ใช่ทุกบ้านจะมีได้ เพราะต้องใช้คูปองอุตสาหกรรม ไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆ


หลิวเยว่ต้องอาศัยความสัมพันธ์หลายทางกว่าจะได้มา จึงซื้อเก็บไว้ในบ้านหลายใบ และแบ่งมาให้เสิ่นทิงหงใช้ที่โรงเรียนด้วย


ก่อนแยกบ้าน กระติกน้ำร้อนถูกวางไว้ในบ้านสาม ช่วยไม่ได้ มันเป็นเงินส่วนตัวของหลิวเยว่ ใครไม่พอใจก็ไปขอที่บ้านพ่อแม่ตัวเองเอาแล้วกัน


เสิ่นเว่ยจวินเองก็เอ็นดูเด็กสาวคนนี้ไม่น้อย ในบ้านมีลูกสาวเพียงสองคน คนโตก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ปีหนึ่งแทบไม่ได้เจอกัน ส่วนคนที่ยังไม่ออกเรือน เขาจึงดูแลเป็นพิเศษ ตอนที่หลิวเยว่ซื้อของ เขาเลยซื้อกระติกน้ำร้อนให้เสิ่นชิงชิงด้วย


บังเอิญว่าทั้งหอพัก มีเพียงพวกเธอสองคนที่มีกระติกน้ำร้อน เมื่อเสิ่นทิงหงหยิบมันออกมา ก็สัมผัสได้ถึงสายตาจากเด็กสาวหลายคนในห้อง


กระติกน้ำร้อนนี้เคยมีเรื่องราวมาก่อน ตอนเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมปลาย เด็กสาวในหอพักหลายคนเห็นว่าพวกเธอมีกระติกน้ำ ก็ใช้กันโดยไม่เกรงใจ น้ำร้อนถูกกดไปไม่น้อย


เสิ่นชิงชิงยังพอทนได้ แต่เจ้าของร่างเดิมกลับเหมือนประทัด โวยวายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายถึงขั้นเอากุญแจมาล็อกตู้ของตัวเอง


ต้องบอกว่าเสิ่นทิงหงชอบนิสัยของเจ้าของร่างเดิมมาก การหยิบของคนอื่นไปใช้โดยไม่ขอ ต่อให้เป็นแค่น้ำร้อน ก็ถือว่าเป็นการขโมยอยู่ดี


หลังจากเสิ่นชิงชิงเก็บของเสร็จ ทั้งสองก็ออกจากหอพัก แทบจะทันทีที่ปิดประตู ก็มีเสียงพึมพำดังมาจากด้านใน


เสิ่นทิงหงเพียงยิ้ม ไม่คิดใส่ใจ


การกดน้ำร้อนต้องไปที่หม้อน้ำในโรงอาหาร น้ำร้อนมีให้บริการฟรี แต่คนที่มากดมีไม่มากนัก เพราะไม่มีกระติกน้ำร้อน เอากลับไปก็ไม่มีประโยชน์


เมื่อไปถึง มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน ทั้งสองกดน้ำร้อนเสร็จอย่างรวดเร็ว


“เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง!”


เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังขึ้น


ไม่ต้องเดาให้มาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเธอเพิ่งได้ยินเสียงนี้มา


พอหันไปก็เห็นซ่งเจี๋ยตามคาด


“เธอมีอะไรหรือเปล่า?” เสิ่นชิงชิงถามตรงๆ


“ฟางจั๋วไม่ได้มากับพวกเธอเหรอ?” ซ่งเจี๋ยเหลือบมองไปรอบๆ แล้วถาม


“ฉันไม่ใช่แม่เขานะ ไปไหนต้องพาเขาไปทุกที่หรือไง?” เสิ่นชิงชิงรู้สึกว่าคำถามนี้ทั้งโง่ ทั้งประหลาด


“ไม่ใช่แบบนั้น…” ซ่งเจี๋ยรีบอธิบาย “ฉันรู้ว่าพวกเธอสนิทกัน ปกติก็ตัวติดกัน เลยถามดูเฉยๆ”


คำพูดนี้ทำให้เพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่อยู่แถวนั้นเริ่มสนใจขึ้นทันที


ในยุคนี้ แค่จับมือกันก็ถูกนินทาได้แล้ว นับประสาอะไรกับคำว่าตัวติดกัน


พวกเธอไม่ใช่คู่รักกัน คำพูดแบบนี้เข้าใจผิดได้ง่ายมาก


“เธอพูดอะไร เคยผ่านสมองบ้างไหม?” เสิ่นทิงหงทนไม่ไหว เปิดฉากทันที


เดิมทีเจ้าของร่างเดิมก็เป็นคนปากตรงแบบนี้ และเสิ่นทิงหงก็ไม่คิดว่านี่เป็นปัญหา


“เธอ…ทำไมพูดแรงแบบนี้ล่ะ” ซ่งเจี๋ยเม้มปากอย่างไม่พอใจ


“ฉันไม่ได้พูดอะไรผิด พวกเธอก็ชอบอยู่กับฟางจั๋วไม่ใช่เหรอ”


คำพูดนี้ยิ่งฟังยิ่งชวนให้เข้าใจผิด


เสิ่นทิงหงไม่คิดจะเสียเวลาคุยกับคนแบบนี้อีก ไม่ว่าจะเพราะขาดความฉลาดทางอารมณ์ หรือมีเจตนาแอบแฝง ผลลัพธ์ก็เลวร้ายพอๆกัน


หากคำพูดนี้เข้าหูอาจารย์ เรื่องคงไม่เล็ก และอาจสร้างข้อกล่าวหาที่ไม่ดีให้พวกเธอจนถึงขั้นเรียนต่อไม่ได้


เสิ่นทิงหงกำลังจะดึงเสิ่นชิงชิงออกไป แต่ซ่งเจี๋ยกลับคว้าแขนเธอไว้แน่น


“เธอโกรธอะไรนักหนา หรือว่าใจฝ่อ?”


เสิ่นทิงหงโกรธจนขำ นึกถึงคู่หมั้นของตัวเองที่ยังไม่เคยพบหน้าอย่างเป็นทางการ ก่อนจะยิ้มบางๆให้ซ่งเจี๋ย


“มีเรื่องหนึ่งที่ฉันคิดว่าเธอคงยังไม่รู้” เสิ่นทิงหงพูดชัดถ้อยชัดคำ


“ฉันมีคู่หมั้นแล้ว เขาเป็นทหาร ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสองปีก็จะแต่งงานกัน ถ้าเธอพูดอะไรที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ง่ายในที่สาธารณะ ฉันจะอดสงสัยไม่ได้ว่า เธอกำลังคิดจะทำลายการแต่งงานของทหารหรือเปล่า?”


คำพูดนั้นดังชัดจนคนรอบข้างตกตะลึง


ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเสิ่นทิงหงหมั้นแล้ว แถมคู่หมั้นยังเป็นทหารอีกด้วย


แม้เสิ่นทิงหงจะนิสัยแข็งไปบ้าง แต่ความสวยของเธอก็เป็นที่ยอมรับ เด็กหนุ่มหลายคนในชั้นแอบชอบเธอ คำพูดนี้ทำให้หลายคนอกหักไปตามๆกัน


ใบหน้าของซ่งเจี๋ยซีดเผือด เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย หากรู้ คงไม่กล้าพูดจาแบบนั้น


ในยุคนี้ สิ่งที่ผู้คนเคารพยำเกรงที่สุดคือทหาร เครื่องแบบสีเขียว กระเป๋าทหาร ล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติ


หากมีข่าวเสียหายเกี่ยวข้อง อย่าว่าแต่เรียนต่อเลย ครอบครัวก็จะพลอยซวยไปด้วย


ซ่งเจี๋ยอยากให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าว แต่ไม่ใช่ในรูปแบบนี้ เธอต้องการทำลายชื่อเสียงของเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิง ไม่ใช่เอาตัวเองไปเสี่ยงชนกำแพงเหล็ก


เธอเกลียดเสิ่นทิงหงมากที่สุด เพราะอีกฝ่ายสวยเกินไป จนกลายเป็นศัตรูในสายตาเธอ


เสิ่นชิงชิงที่ผิวคล้ำกว่า กลับไม่น่ากลัวเท่าไรในสายตาซ่งเจี๋ย


ขอแค่ไม่มีเสิ่นทิงหง ฟางจั๋วก็คงเห็นคุณค่าของเธอแน่นอน


แม้เขาจะอ้วนไปหน่อย แต่แต่งงานกับเขา ชีวิตต้องดีกว่าการถูกจับแต่งเพราะสินสอด200หยวนแน่


“ในเมื่อเธอชอบปล่อยข่าวลือ งั้นเราไปคุยกับอาจารย์กันเถอะ ดูว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง” เสิ่นทิงหงพูด ก่อนจะหมุนตัวจากไป


ซ่งเจี๋ยตกใจ มือที่จับแขนเสิ่นทิงหงออกแรงโดยไม่รู้ตัว


“ผัวะ!”


กระติกน้ำร้อนในมือเสิ่นทิงหงหลุดร่วง กระแทกพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ


ไส้กระติกเปราะบาง เมื่อโดนแสงแดดสะท้อน เศษแก้วดูราวกับอัญมณีกระจัดกระจายไปทั่วพื้น


ใบหน้าของซ่งเจี๋ยซีดเผือด เธอไม่คิดว่าการวิ่งเข้ามาอย่างหุนหัน จะทำให้เรื่องบานปลายขนาดนี้


กระติกน้ำร้อนเป็นของมีค่า ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้


เสิ่นทิงหงขมวดคิ้ว เธอไม่ได้เสียดายของมากนัก เพราะในห้วงมิติยังมีกระติกน้ำอยู่อีก


แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว้าวุ่น คือกระติกใบนี้ไม่ใช่ของธรรมดา


มันคือความพยายามและน้ำใจของหลิวเยว่ แม่ของเธอ


จบตอน

Comments