family70 ep21-30

บทที่ 21: เก้ๆกังๆ


สีหน้าของเสิ่นชิงชิงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน


“ซ่งเจี๋ย เธอเป็นบ้าหรือไง? ถ้าไม่สบายก็ไปหาหมอซะ!”


ซ่งเจี๋ยตื่นตระหนกไม่น้อย ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะทำลายหรือไม่ทำลายการแต่งงานของทหารเลย เอาเป็นว่าตอนนี้เสิ่นทิงหงต้องการให้เธอชดใช้ค่าเสียหาย


กระติกน้ำร้อนราคาไม่ใช่ถูกๆ แถมยังต้องใช้คูปองอีก เธอจะเอาเงินที่ไหนมาชดใช้ได้เล่า


“ขอ…ขอโทษ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ซ่งเจี๋ยทำท่าเหมือนถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรง มองเสิ่นทิงหงด้วยสายตาระแวดระวัง


เสิ่นทิงหงหมดคำจะพูดจริงๆ


ในสถานการณ์แบบนี้ยังคิดจะแสร้งทำตัวน่าสงสารเพื่อตบตาเอาตัวรอดอีกหรือ?


“ซ่งเจี๋ย เราไปหาคุณครูกันดีกว่า!”


พูดจบเสิ่นทิงหงก็เดินตรงไปทางห้องทำงานของครูที่ปรึกษา


ซ่งเจี๋ยตกใจขึ้นมาทันที


“เสิ่นทิงหง เราคุยกันก่อนได้ไหม ฉันจะชดใช้ให้เธอ แต่ไม่ไปหาคุณครูได้หรือเปล่า?”


เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของเสิ่นทิงหง ซ่งเจี๋ยก็รู้ดีว่าเรื่องในวันนี้ไม่มีทางจบง่ายๆแน่นอน แต่พอลองคิดกลับกัน หากเป็นข้าวของของตนถูกคนอื่นทำพัง เธอก็คงไม่ยอมง่ายๆเช่นกัน


“งั้นเธอก็ชดใช้มา!” เสิ่นทิงหงมองหล่อนด้วยสายตาเย็นชา


ซ่งเจี๋ยรู้สึกว่าตอนนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน


“เอ่อ…ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงินมากขนาดนั้น ขอแบ่งจ่ายเป็นงวดๆได้ไหม?”


เสิ่นทิงหงรับคำนี้ไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ดูเจ้าเล่ห์เพทุบาย หากยอมให้ง่ายๆแบบนี้ ต่อไปอาจจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ


ถ้าไม่ใช่เพราะซ่งเจี๋ยพูดถึงเรื่องหมั้นหมาย ก็ไม่รู้ว่าคำพูดที่จงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวันนี้จะแพร่กระจายไปไกลแค่ไหน


อย่าคิดว่าเธอทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย กระแสสังคมในยุคนี้รุนแรงมาก ไม่เปิดกว้างเหมือนคนรุ่นหลัง แค่พูดคุยกับเพศตรงข้ามมากหน่อยก็อาจถูกลือว่าเป็นคู่รักกันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ซ่งเจี๋ยพูดก่อนหน้านี้เลย


แน่นอน ที่ซ่งเจี๋ยกล้าพูดเรื่องหมั้นหมายออกมาก็เพราะเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นทหาร และการแต่งงานของทหารต้องได้รับการคุ้มครอง


อีกอย่าง ก่อนที่เยี่ยเสิ่นเหยียนจะจากไป ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่ เขาเคยบอกว่าหลังกลับถึงกองทัพจะเขียนรายงานเรื่องการแต่งงาน เจ้าของร่างเดิมซึ่งมีความรู้สึกดีต่อเขาอยู่แล้ว จึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล


นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะนึกถอนหมั้นฝ่ายเดียวแล้วจบได้ง่ายๆ


แน่นอน หากเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนซื่อตรงเหมือนในความทรงจำ และปฏิบัติต่อเธออย่างดี เธอก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธเรื่องนี้


ท้ายที่สุดแล้ว ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หน้าตาของเยี่ยเสิ่นเหยียนก็ถูกใจเสิ่นทิงหงไม่น้อย


“ไม่ได้ เราไปหาคุณครูกันดีกว่า!”


ยังคิดจะขอผ่อนจ่ายเป็นงวดๆอีกหรือ ใครจะไปรู้ว่าหลังจากนี้ผู้หญิงคนนี้จะบิดพลิ้วอะไรขึ้นมาอีก


ซ่งเจี๋ยรู้สึกว่าเสิ่นทิงหงทำเกินไป


“เสิ่นทิงหง พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน เธอไม่จำเป็นต้องใจร้ายขนาดนี้ก็ได้มั้ง? ฐานะเธอก็ไม่ได้แย่ แค่กระติกน้ำร้อนใบเดียวถึงกับกัดฉันไม่ปล่อยเลยหรือไง ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ชดใช้เสียหน่อย”


เฮอะ พูดได้เต็มปากเต็มคำ แต่ที่น่าหงุดหงิดคือคนรอบๆ หลายคนกลับพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของซ่งเจี๋ย


เสิ่นทิงหงยิ้มเย็น


“ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ ก็กระติกน้ำร้อนใบเดียวไม่ใช่หรือ ในเมื่อเธอคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แล้วทำไมไม่ชดใช้ให้ฉันเดี๋ยวนี้ล่ะ?”


ซ่งเจี๋ย “…”


เธอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่ก็ยังคิดจะแถต่อ อย่างไรเสียพวกเธอก็ยังเป็นนักเรียน ไม่มีใครไม่กลัวคุณครู ซ่งเจี๋ยไม่อยากให้เรื่องถึงครู หากสิ่งที่เธอเคยพูดถูกเปิดโปง ภาพลักษณ์ในสายตาครูคงติดลบแน่


“เสิ่นทิงหง เราคุยกันดีๆก่อนได้จริงๆนะ!”


“ฉันไม่มีอะไรต้องคุยกับเธอ หากเธอไม่อยากไปหาคุณครูจริงๆ ก็รออยู่ตรงนี้ ชิงชิง ไปเรียกคุณครูมาที่นี่ ให้ท่านดูที่เกิดเหตุด้วย!”


ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเสิ่นชิงชิงก็เปล่งประกาย เธอชอบเรื่องแบบนี้ที่สุด มีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้ว จึงวิ่งแจ้นไปทันที


ซ่งเจี๋ยอยากห้าม แต่ก็ห้ามไม่ทัน ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห


คนมุงดูรอบๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ซ่งเจี๋ยอยากจะหนี แต่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย เธอก็ไม่กล้าทำเช่นนั้น


หากหนีไปเลย เรื่องทำของเพื่อนพังโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม


ดังนั้นหลังจากเสิ่นชิงชิงจากไป เธอจึงก้มหน้าลง บางครั้งเงยหน้าขึ้นมาก็เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำราวกับกระต่าย


ภาพนั้นดึงดูดความเห็นใจจากนักเรียนชายหลายคน


“เพื่อนก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะค่อยๆใช้คืน ไม่จำเป็นต้องถึงคุณครูก็ได้มั้ง?”


“ใช่สิ ดูสิ เธอจะร้องไห้อยู่แล้ว พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ต่อไปก็ต้องเจอกันอีก”


“ก็แค่กระติกน้ำร้อนใบเดียวเอง ทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย”


“…”


เสิ่นทิงหงไม่คิดจะปล่อยผ่านอยู่แล้ว


เธอชี้ไปที่นักเรียนชายคนแรก


“จากที่ฟัง นายดูเป็นคนใจดี มีเมตตา และไม่ขัดสนเงินทอง ทำไมนายไม่ช่วยชดใช้แทนซ่งเจี๋ยล่ะ?”


ชายคนนั้นสำลักน้ำลายทันที ปากเถียงพอได้ แต่ให้ควักเงินชดใช้ของราคาแพงแบบนั้น เขาทำไม่ลงแน่


แต่ซ่งเจี๋ยกลับมองเขาด้วยสายตาคาดหวังจริงๆ


“เอ่อ…ฉันก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ฉันแค่—”


ยังไม่ทันพูดจบ เสิ่นทิงหงก็ตัดบท


“ถ้าไม่มีเงิน ก็เก็บความเห็นอกเห็นใจไร้ประโยชน์ของนายไว้เถอะ!”


จากนั้นเธอมองไปยังนักเรียนชายคนอื่นๆ


“แล้วพวกนายล่ะ ถ้าของพวกนายถูกทำพัง จะไม่ให้ชดใช้หรือ? หรือเพราะฉันไม่ชอบหน้าใคร ก็ต้องหลับตายอมรับ?”


“ส่วนนายนั่น! ใช่ นาย! นายบอกว่าเป็นเรื่องเล็กใช่ไหม งั้นฉันกำลังปล้นอยู่ เอาเงินทั้งหมดในตัวนายออกมา เดี๋ยวฉันจะค่อยๆใช้คืน แบบนี้ก็เรื่องเล็กใช่ไหม ไม่ต้องบอกคุณครูเนอะ?”


หลังจากโดนสวนกลับเป็นชุด บรรยากาศรอบๆ ก็เงียบลงทันที ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก


ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกวง


“พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่?”


นักเรียนทุกคนหันไปมอง ครูใหญ่และหัวหน้าแผนกหลายคนปรากฏตัวขึ้น พร้อมชายสวมเครื่องแบบทหารสีเขียวคนหนึ่ง


เสิ่นทิงหงมองไปตามเสียงนั้น เมื่อเห็นชัด สายตาก็แทบพร่า


นั่นไม่ใช่เยี่ยเสิ่นเหยียนหรือ?


เขาไม่ควรอยู่ในกองทัพหรอกหรือ แล้วมาที่โรงเรียนได้อย่างไร?


เยี่ยเสิ่นเหยียนเองก็ไม่คาดคิดว่าตัวเอกของเหตุการณ์วุ่นวายนี้ จะเป็นคู่หมั้นที่เขาเคยพบหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง


แต่วันนี้เขาเพิ่งรู้ว่า คู่หมั้นคนนี้…น่าสนใจขนาดนี้เชียวหรือ


เมื่อครู่ได้ยินเธอด่าคนอื่น เขาเผลอหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์ของเธอที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ ไม่เหมือนแบบนี้เลยสักนิด


ถ้าเสิ่นทิงหงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ คงต้องบอกเขาแน่ๆ ว่านั่นเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมมีใจให้เขาอยู่บ้าง จึงสำรวมตัวต่อหน้าเขา ไม่อย่างนั้นล่ะก็…อิอิ…


บทที่ 22: ไม่เรียกผู้ปกครองได้ไหม?


มีผู้ยืนมุงดูคนหนึ่งถูกคุณครูใหญ่เรียกตัวไปสอบถาม ไม่นานที่มาที่ไปของเหตุการณ์ก็ชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว


คุณครูใหญ่รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า วันนี้มีหัวหน้าจากกองทัพมาบรรยายให้นักเรียนฟัง จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งที่โรงเรียนเองก็ไม่ได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้


ก่อนหน้านี้เขายังแอบสวดภาวนาอยู่ในใจ แต่ดูเหมือนว่าเด็กๆกลุ่มนี้จะห้าวหาญเกินไปหน่อย


นึกไม่ถึงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ


“ให้คนมาทำความสะอาดตรงนี้ก่อน หากมีใครเผลอไปเหยียบแล้วได้รับบาดเจ็บคงไม่ดีแน่”


แม้คุณครูใหญ่จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เมื่อหัวหน้าจากกองทัพยืนมองอยู่ เขาจึงต้องพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ


ไม่นานนักก็มีคนมาเก็บกวาดเศษชิ้นส่วนบนพื้น ก่อนที่คุณครูที่ปรึกษาของเสิ่นทิงหงจะปรากฏตัวขึ้น


เขาได้ยินเรื่องราวจากเสิ่นชิงชิงผู้เป็นนักเล่าเรื่องตัวยงจนเข้าใจคร่าวๆ แล้ว พอได้เห็นสถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้งก็อดถอนใจไม่ได้


ไม่รู้ว่าเรียกว่าโชคร้ายหรือไม่ แต่บรรยากาศในชั้นเรียนของเขาดีมาตลอด นานๆทีจะมีเหตุเล็กๆน้อยๆแบบนี้ และครั้งนี้ยังทำให้คุณครูใหญ่ตกใจอีกด้วย


“คุณครูใหญ่ หัวหน้า มากันครบเลยนะครับ” คุณครูเฉินปาดเหงื่อพลางเอ่ยขึ้น


“อืม คุณครูเฉิน คุณดูสิว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เอากลับไปคุยกันให้เรียบร้อยก็พอ” คุณครูใหญ่กล่าว


ในสายตาของผู้บริหาร เรื่องนี้ถือเป็นเพียงเรื่องเล็ก พวกเขาแค่ไม่อยากให้หัวหน้าหนุ่มจากกองทัพรู้สึกไม่พอใจโรงเรียน


ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่คุณครูใหญ่เองก็ยังให้ความเคารพต่อทหาร และย่อมหวังจะสร้างความประทับใจให้เยี่ยเสิ่นเหยียนอย่างเต็มที่


หลังจากเยี่ยเสิ่นเหยียนเห็นเสิ่นทิงหง สายตาของเขาก็เผลอมองไปที่เด็กสาวอย่างควบคุมไม่อยู่ ทำให้เสิ่นทิงหงรู้สึกเก้อเขินอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น


“สหายเยี่ย เชิญทางนี้ครับ!” คุณครูใหญ่เอ่ยเชื้อเชิญ


เยี่ยเสิ่นเหยียนจึงเดินตามไปอย่างเรียบเฉย เสิ่นทิงหงจึงได้แต่ถอนหายใจโล่ง.อก


“ไปคุยกันที่ห้องทำงานของผม” คุณครูเฉินพูด พลางมองซ่งเจี๋ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เห็นได้ชัดว่าเริ่มโมโหแล้ว


ซ่งเจี๋ยก้มหน้าลง เดินตามคุณครูเฉินไปยังห้องทำงาน เสิ่นทิงหงซึ่งเป็นอีกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องตามไปด้วย


ตอนแรกเสิ่นชิงชิงก็คิดจะตามไป แต่คุณครูเฉินไม่อนุญาต และไล่เธอกลับไปเรียนโดยให้เหตุผลว่าถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว


แม้เสิ่นชิงชิงจะยังอยากดูเรื่องสนุกๆต่อ อยากรู้ว่าซ่งเจี๋ยจะโดนลงโทษอย่างไร และอยากเห็นเพื่อนของตนต่อว่าหล่อนแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมจำใจกลับไป


“พูดมาสิ ทะเลาะกันเรื่องอะไร!” แม้เสิ่นชิงชิงจะเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้ว แต่คำพูดของซ่งเจี๋ยในตอนเริ่มต้นค่อนข้างละเอียดอ่อน เสิ่นทิงหงจึงเลือกจะอธิบายเอง เพื่อไม่ให้คุณครูเฉินเข้าใจผิด


“เรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ…” เสิ่นทิงหงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงเรื่องที่ซ่งเจี๋ยพยายามสร้างข่าวลือเสียๆหายๆเกี่ยวกับเธอ


สีหน้าของคุณครูเฉินไม่ได้ดูแย่นัก เพราะเขาชอบเสิ่นทิงหงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว


ตั้งแต่เด็กสาวคนนี้เข้าเรียนมา ผลการเรียนก็อยู่ในระดับต้นๆมาโดยตลอด อีกทั้งเป็นคนเงียบ ไม่ชอบสร้างปัญหา หากจะเห็นเธอในโรงเรียน ก็มักจะเป็นตอนอยู่ในห้องเรียน


ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบซ่งเจี๋ย เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว เขาเอนเอียงมาทางเสิ่นทิงหงมากกว่า


เพราะไม่มีคุณครูคนไหนไม่ชอบเด็กที่เรียบร้อยและขยันขันแข็ง


“ซ่งเจี๋ย เธอมีอะไรจะพูดไหม?” คุณครูเฉินถาม


ซ่งเจี๋ยขบริมฝีปาก ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา เมื่อครู่เสิ่นทิงหงพูดถึงเรื่องหมั้นหมายแล้ว และคู่หมั้นยังเป็นทหารอีกด้วย ตอนนี้เธอไม่กล้าพูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะกลัวว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โตเกินควบคุม


เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น คุณครูเฉินก็มั่นใจว่าสิ่งที่เสิ่นทิงหงพูดเป็นความจริง


ความไม่พอใจผุดขึ้นทันที เดิมทีเขาก็ไม่ชอบเด็กที่ชอบสร้างเรื่องอยู่แล้ว


“เธอเป็นลูกสาวคนเดียว ไม่รู้หรือว่าชื่อเสียงสำคัญแค่ไหน? เรื่องที่เธอพูด ฉันรู้ดีว่านักเรียนฟางจั๋ว เสิ่นชิงชิง และเสิ่นทิงหงสนิทกัน แต่พวกเขาไม่เคยทำผิดกฎโรงเรียน อีกอย่างฟางจั๋วก็แค่พูดคุยแลกเปลี่ยนการเรียน คะแนนถึงได้ดีขึ้น”


“คนอื่นตั้งใจพัฒนาตัวเอง ทำไมเธอถึงเอาแต่คิดเรื่องสกปรกโสมมใส่คนอื่น เธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน การทำร้ายชื่อเสียงผู้หญิงด้วยกัน มันดีกับเธอตรงไหน?”


คุณครูเฉินกุมขมับ เดิมทีเรื่องนี้จัดการกันในชั้นเรียนก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ดันไปถึงหูคุณครูใหญ่และหัวหน้าคนอื่นๆ แถมยังมีหัวหน้าจากกองทัพอยู่ด้วย คนที่ต้องโดนตำหนิต่อไปก็คงเป็นเขา


“คุณครูเฉิน หนูขอโทษค่ะ” ซ่งเจี๋ยรีบเอ่ยขอโทษ


“คนที่เธอควรขอโทษไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิง” คุณครูเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


“ฉันขอโทษนะเสิ่นทิงหง” ซ่งเจี๋ยพูด ดวงตาคลอด้วยน้ำตา แม้จะดูเหมือนสำนึกผิด แต่กลับให้ความรู้สึกแปลกๆ


เสิ่นทิงหงไม่ได้ตอบอะไร หลังจากนั้นซ่งเจี๋ยก็เบือนหน้าหนี ไม่ยอมมองเธออีก


ในใจซ่งเจี๋ยคิดว่า ต่อให้เสิ่นทิงหงจะเก่งแค่ไหน ก็เป็นเพียงชาวนาที่ยากจน น่าอับอายจริงๆ ที่เรื่องวันนี้กลายเป็นเช่นนี้


“งั้นเรามาคุยเรื่องกระติกน้ำร้อนที่แตกกันต่อ” คุณครูเฉินกล่าว เขาไม่อยากให้เรื่องนี้ค้างคา


ยิ่งจัดการเร็วเท่าไร เขาก็จะได้รีบไปยอมรับผิดกับคุณครูใหญ่ให้จบๆไป


เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของซ่งเจี๋ยก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เธอกลัวการเรียกผู้ปกครองมาโรงเรียนมากที่สุด


เดิมทีพ่อแม่ก็ไม่อยากให้เธอเรียนอยู่แล้ว หากรู้ว่าเธอก่อปัญหาอีก คงไม่มีวันยอมให้มาเรียนต่อแน่


“คุณครูเฉิน…ไม่เรียกผู้ปกครองได้ไหมคะ” เสียงของซ่งเจี๋ยสั่นเครือ ราวกับจะร้องไห้


“แล้วเธอสามารถชดใช้เองได้หรือเปล่า?” คุณครูเฉินย้อนถาม


“หนู…” ซ่งเจี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันเล่าเรื่องครอบครัว


“พ่อแม่หนูไม่อยากให้หนูเรียน พวกเขาอยากให้หนูกลับไปแต่งงาน หนูดื้อดึงถึงได้มาเรียน ถ้าพวกเขารู้ว่าหนูสร้างปัญหา หนูคงไม่ได้มาโรงเรียนอีกจริงๆ!”


ซ่งเจี๋ยพูดไปร้องไห้ไป ดูน่าสงสารไม่น้อย คุณครูเฉินขมวดคิ้วทันที


แม้แต่เสิ่นทิงหงยังรู้สึกหดหู่ไปด้วย โชคดีที่หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงรักเธอมาก ไม่เช่นนั้นเธออาจต้องเผชิญการแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนเด็กผู้หญิงอีกหลายคนในยุคนี้


แม้เธอจะถือว่าหมั้นหมายแล้ว แต่อย่างน้อยพ่อแม่ก็เลือกมาอย่างรอบคอบ และยังได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่างเดิมด้วย


บทที่ 23: จ่ายเงินแทนเธอไม่ได้


“นักเรียนซ่งเจี๋ย ครูเห็นใจเธอนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจให้เพื่อนนักเรียนคนอื่นมาจ่ายเงินแทนเธอเพียงเพราะความน่าสงสารของตัวเองได้” คุณครูเฉินพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ


เขาเองก็ไม่อยากเห็นนักเรียนคนไหนต้องออกจากโรงเรียน อย่างไรเสียเขาก็ดูแลเด็กๆกลุ่มนี้มานานเกือบสองปี ต่อให้จะทำผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ แต่การต้องพลาดโอกาสทางการศึกษาเช่นนี้ เขาเองก็รู้สึกเสียดายแทน


“คุณครูคะ หนูขอร้องเถอะค่ะ หนูยังอยากมาโรงเรียน ตอนนี้ก็ใกล้จะเรียนจบแล้วด้วย หนูยังมีเรื่องที่อยากศึกษาให้ลึกกว่านี้ หนูสนุกกับการเรียนรู้จริงๆนะคะ!”


ซ่งเจี๋ยจับจุดอ่อนของคุณครูได้อย่างแม่นยำ พอพูดถึงการเรียนรู้ สีหน้าของคุณครูเฉินก็เริ่มผ่อนคลายลงทันที


เสิ่นทิงหงมองเห็นลูกไม้ตื้นๆของซ่งเจี๋ยชัดเจน แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่นั่งดูอยู่เงียบๆ


เสิ่นทิงหงแตกต่างจากซ่งเจี๋ยที่ร้องไห้ฟูมฟาย ในห้องพักครูยังมีครูคนอื่นอยู่ด้วย แม้หลายคนจะรู้สึกเห็นใจซ่งเจี๋ย แต่กลับรู้สึกว่าเสิ่นทิงหงเป็นเด็กที่นิสัยดีมาก


ทั้งที่เป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบ กลับไม่โวยวายเลยสักนิด


ความจริงแล้วเสิ่นทิงหงไม่ใช่ไม่โวยวาย เพียงแต่เธอได้โวยวายไปเรียบร้อยแล้ว และคุณครูใหญ่ก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด หากยังแสดงความก้าวร้าวในห้องพักครูอีก อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจได้ง่าย


ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คุณครูเฉินเป็นครูที่มีความรับผิดชอบสูง และเคยดูแลเธอเป็นอย่างดี เสิ่นทิงหงจึงไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ


“เสิ่นทิงหง เรื่องนี้เธอมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?” คุณครูเฉินหันมาถาม


อย่างไรเสีย เสิ่นทิงหงก็คือผู้เสียหาย แม้เขาจะเป็นครู ก็ไม่อาจละเลยความยุติธรรมเพียงเพราะความสงสารนักเรียนคนหนึ่งได้


“คุณครูคะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อยนะคะ แต่กระติกน้ำร้อนใบนี้พ่อแม่ของหนูเก็บคูปองมานานมากกว่าจะซื้อได้ ถ้าพวกเขารู้ว่ามันแตก คงเสียใจมากแน่ๆ พวกท่านเป็นแค่ชาวนาธรรมดา จะซื้อใหม่อีกใบไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ”


เสิ่นทิงหงแสดงสีหน้าเศร้าหมองเช่นกัน


ซ่งเจี๋ยชอบเสแสร้ง งั้นเธอก็จะใช้เล่ห์กลรับมือเล่ห์กล


อีกฝ่ายเจ้าเล่ห์มาตั้งแต่ต้น หากตั้งใจเรียนจริง ก็ไม่จำเป็นต้องมาหาเรื่องเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ


เรื่องนี้ซ่งเจี๋ยเป็นฝ่ายยั่วยุก่อน ตอนนี้กลับใช้ความน่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจ เสิ่นทิงหงจะไม่ปล่อยผ่านเด็ดขาด


โดยเฉพาะข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับเธอ เสิ่นชิงชิง และฟางจั๋ว หากปล่อยให้แพร่กระจายไป อาจสร้างผลกระทบร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง


แม้เสิ่นทิงหงจะไม่จำเป็นต้องตั้งใจเรียนมากนัก เพราะชาติที่แล้วเธอผ่านการศึกษามาแล้ว หลักสูตรมัธยมปลายในยุคนี้ถือว่าไม่ยาก แค่ทบทวนเองก็พอรับมือได้


แต่เจ้าของร่างเดิมกลับเป็นคนรักการเรียนอย่างแท้จริง อีกเพียงสามเดือนก็จะจบมัธยมแล้ว เธอไม่อยากให้ทุกอย่างพังกลางทาง


ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นทิงหงรู้ดีว่าข่าวลือสามารถทำลายผู้หญิงได้ร้ายแรงเพียงใด ต่อให้ไม่สนใจ ก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้


ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล็กน้อยอย่างที่ใครๆคิด ซ่งเจี๋ยจำเป็นต้องรับผิดชอบ


“เฮ้อ…ครูเข้าใจแล้ว งั้นก็เรียกผู้ปกครองของนักเรียนซ่งเจี๋ยมาพบก็แล้วกัน!” คุณครูเฉินถอนหายใจ


ฝ่ายหนึ่งเป็นนักเรียนหญิงฐานะยากจนที่อาจต้องออกจากโรงเรียน อีกฝ่ายเป็นนักเรียนดี เรียบร้อย ผลการเรียนยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะตัดสินอย่างไร เขาก็รู้สึกลำบากใจ


สุดท้ายจึงเลือกปล่อยไปตามเหตุผลและขั้นตอน และตั้งใจว่าเมื่อถึงเวลา จะพยายามช่วยเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ของซ่งเจี๋ยให้มากที่สุด


“เสิ่นทิงหง!” ซ่งเจี๋ยทนไม่ไหวอีกต่อไป “นี่เธอตั้งใจจะบีบฉันให้จนตรอกใช่ไหม?”


เสิ่นทิงหงมองเธออย่างงุนงง


“ฉันไม่ได้บังคับให้เธอมาหาฉัน ไม่ได้บังคับให้เธอมาดึงฉันจนกระติกน้ำร้อนแตก เรื่องที่เลวร้ายกว่านี้ฉันยังไม่ได้พูดออกมาเลย เธอกลับมาบอกว่าฉันบีบเธอจนตรอกงั้นเหรอ?”


ท่าทางไร้เดียงสาของเสิ่นทิงหง ทำให้ครูหลายคนเริ่มไม่พอใจซ่งเจี๋ยที่พาลหาเรื่อง


“อีกอย่าง เรื่องกระติกน้ำร้อนเอาไว้ก่อน แล้วคำพูดที่เธอพูดก่อนหน้านี้ คำพูดที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดง่ายๆนั่น เธอไม่คิดบ้างหรือว่ามันเป็นการบีบฉันกับเสิ่นชิงชิงจนตรอก?”


สายตาของเสิ่นทิงหงดุดันและมั่นคง


“ตอนนั้นฉันไม่ทันระวัง เลยเผลอพูดไป ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ซ่งเจี๋ยรีบแก้ตัว


“ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มีแต่เธอที่รู้ ถ้าแพร่ข่าวลือแล้วแค่บอกว่าไม่ได้ตั้งใจก็จบได้ แล้วจะมีสถานีตำรวจไว้ทำไม?”


พูดจบเสิ่นทิงหงก็ปิดปากเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรอีก


“เสิ่นทิงหง ฉันขอร้องเธอล่ะ เราจัดการกันเป็นการส่วนตัวได้ไหม ฉันค่อยๆแบ่งจ่ายให้ก็ได้” ซ่งเจี๋ยเริ่มอ้อนวอน


แต่เสิ่นทิงหงราวกับไม่ได้ยิน ไม่ว่าซ่งเจี๋ยจะพูดอะไร เธอก็ไม่ตอบแม้แต่คำเดียว


คุณครูเฉินจึงไม่มีทางเลือก เนื่องจากบ้านของซ่งเจี๋ยอยู่ไม่ไกล เขาจึงให้ครูที่ไม่มีคาบสอนช่วยไปตามผู้ปกครอง


ครูในยุคนี้ทุ่มเทให้กับนักเรียนจริงๆ เรื่องเช่นนี้จึงเต็มใจช่วยเหลือ


ลึกๆ ซ่งเจี๋ยโทษเสิ่นทิงหงที่ไม่ยอมปล่อยผ่าน ในสายตาครูหลายคน เรื่องนี้ก็เริ่มดูไร้เหตุผล เพราะทุกคนล้วนเป็นผู้มีการศึกษา ย่อมไม่ชอบความดื้อดึงเช่นนี้


เมื่อกริ่งเข้าเรียนดังขึ้น คุณครูเฉินจึงฝากครูห้องข้างๆ ให้ช่วยดูแลนักเรียนในคาบแทน และให้เด็กๆ อ่านหนังสือเองไปก่อน


ครูคนนั้นตอบรับทันที


บ้านของซ่งเจี๋ยอยู่ไม่ไกลนัก พ่อแม่เป็นพนักงานโรงงาน ฐานะจริงๆไม่ได้เลว แต่มีลูกถึงสามคน และทุกคนต้องเรียนหนังสือ ภาระจึงหนักหนาไม่น้อย


ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัวถูกบันทึกไว้ในโรงเรียน เพื่อความสะดวกหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้เป็นการสอดแนมแต่อย่างใด


ครูที่ไปรับหน้าที่ตามผู้ปกครอง หลังจากทราบที่ทำงานและชื่อแซ่แล้ว ก็ไปที่โรงงานโดยตรง


ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ครูคนนั้นก็กลับมาพร้อมชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง


หลังจากคุณครูเฉินกล่าวขอบคุณ เขาก็หันไปหาทั้งสองคน


“พวกคุณคือผู้ปกครองของนักเรียนซ่งเจี๋ยใช่ไหมครับ?” คุณครูเฉินถาม


พ่อแม่ซ่งไม่ค่อยได้ติดต่อกับผู้มีการศึกษามากนัก โดยเฉพาะครูซึ่งเป็นอาชีพที่น่าเคารพ จึงรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย


“ใช่ครับ พวกเราเอง ไม่ทราบว่าคุณครูเรียกมามีเรื่องอะไรหรือครับ?” คุณพ่อซ่งถูมือไปมาอย่างเก้อเขินเล็กน้อย


บทที่ 24: มุมมองใหม่


คุณครูเฉินพยักหน้า


“เรื่องเป็นแบบนี้ครับ วันนี้ซ่งเจี๋ยเผลอทำกระติกน้ำร้อนของนักเรียนคนนี้เสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมจึงเชิญพวกคุณมาพูดคุยเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยครับ”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณพ่อซ่งกับคุณแม่ซ่งก็ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่ามีความไม่พอใจอยู่ไม่น้อย


“ดื้ออะไรนักหนา ยังไม่รีบขอโทษเพื่อนอีก!” คุณแม่ซ่งตวาดใส่ซ่งเจี๋ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


ซ่งเจี๋ยสะดุ้ง รีบเอ่ยขึ้น


“แม่คะ หนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ แล้วก็ขอโทษไปแล้วด้วย”


“นังเด็กเวร! แม่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ให้มาเรียน แกก็รั้นจะมาให้ได้ มาแล้วก็ดันก่อเรื่องอีก บ้านเราจะเอาเงินที่ไหนไปชดใช้ค่ากระติกน้ำร้อนของคนอื่นฮะ!”


คุณแม่ซ่งด่าต่อไม่หยุด ราวกับโทสะในใจถูกระบายออกมาทั้งหมด


คุณแม่ซ่งดูเหมือนโกรธจริงๆ แต่ทุกคนในห้องกลับได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลจากคำพูดของเธอ


ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นทิงหงหรือคุณครู ทุกคนล้วนเป็นคนฉลาด เพียงฟังไม่กี่ประโยคก็จับประเด็นได้—ตั้งแต่ต้นจนจบ คุณแม่ซ่งไม่เคยพูดถึงการชดใช้ให้เสิ่นทิงหงเลย กลับรีบเน้นว่าครอบครัวตนไม่มีเงิน เหมือนตั้งใจจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ


จากนั้นคุณแม่ซ่งก็หันไปหาเสิ่นทิงหง


“หนูจ๊ะ ต้องขอโทษจริงๆ ลูกสาวป้ายังเด็ก ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำให้หนูลำบากแล้ว”


แต่เสิ่นทิงหงไม่ได้รับคำขอโทษนั้น เธอพูดขึ้นอย่างเรียบเฉย


“ลำบากจริงๆค่ะ หลังจากได้ตั๋วมาแล้ว ยังต้องเสียเวลาไปสหกรณ์เพื่อหาซื้อกระติกน้ำร้อนใหม่อีก ใบนี้แม่ฉันเก็บรักษาอยู่นานกว่าจะเอามาให้ ปกติฉันก็ใช้อย่างระมัดระวังมาตลอด”


คำพูดเหล่านี้เหมือนย้ำให้ทุกคนรู้ว่า กระติกน้ำร้อนใบนี้มีความสำคัญกับเธอเพียงใด และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะปัดทิ้งได้ง่ายๆ


คุณครูเฉินพยักหน้า


“สหายครับ ในเมื่อซ่งเจี๋ยทำของของผู้อื่นเสียหาย ก็ย่อมต้องชดใช้นะครับ”


สีหน้าของคุณแม่ซ่งย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่อยากจ่าย แต่ท่าทีของเสิ่นทิงหงและคุณครูชัดเจนมาก—ต้องจ่ายเท่านั้น


“คุณครูคะ พวกเราไม่มีเงินจริงๆ…” คุณแม่ซ่งยังไม่ยอมแพ้ พยายามพูดต่อ


เพราะกระติกน้ำร้อนหนึ่งใบไม่ใช่ของราคาถูกเลย


“สหาย คุณพูดแบบนี้ไม่ถูกนะครับ ทำของคนอื่นเสียหายก็ต้องชดใช้ เรื่องนี้แม้แต่เด็กยังรู้ แล้วผู้ใหญ่จะไม่รู้ได้อย่างไร?”


คุณครูที่ไปช่วยเรียกผู้ปกครองเริ่มทนไม่ไหว พูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา


หรือว่าผู้หญิงคนนี้เห็นว่าเด็กนักเรียนอยู่ลำพัง ไม่มีผู้ปกครองมาด้วย เลยคิดจะเอาเปรียบกันง่ายๆ?


“ลูกสาวฉันกับเธอก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ กระติกน้ำร้อนใบนั้นก็ใช้งานมานานแล้วไม่ใช่หรือ? เอาแบบนี้ ฉันชดใช้ให้สองหยวนเป็นไง?”


เมื่อเห็นว่าคุณครูทั้งสองฝ่ายล้วนยืนอยู่ข้างเสิ่นทิงหง คุณแม่ซ่งจึงไม่กล้าพูดว่าจะไม่จ่าย แต่ข้อเสนอนี้ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการไม่รับผิดชอบ


กระติกน้ำร้อนหนึ่งใบต้องใช้เงินอย่างน้อยห้าหยวน แถมยังต้องใช้ตั๋วอุตสาหกรรมแลกซื้อ สองหยวนถือว่าน้อยเกินไปมาก ต่อให้เป็นกระติกเก่าเมื่อสิบปีก่อน ก็ยังต้องใช้เงินราวสามหยวน


ในยุคนี้ ตั๋วแลกซื้อมีค่าไม่ต่างจากเงินสด บางครั้งยังหายากกว่าเสียอีก ข้อเสนอของคุณแม่ซ่งจึงเห็นได้ชัดว่าไร้ความจริงใจ


“คุณป้าคิดว่าแบบนี้เหมาะสมแล้วหรือคะ งั้นให้ฉันเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบที่คุณป้าไม่ต้องจ่ายเงินดีไหมคะ”


เสิ่นทิงหงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


ดวงตาของคุณแม่ซ่งสว่างขึ้นทันที หากไม่ต้องจ่ายเงินย่อมดีที่สุด


“นึกแล้วว่าเด็กอย่างเธอจะมีเมตตา ว่ามาเลย ว่ามา!”


ในใจคุณแม่ซ่งคิดว่า อย่างร้ายที่สุดก็แค่ไล่ซ่งเจี๋ยออกจากโรงเรียน ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจเดิมของเธออยู่แล้ว


แต่เธอกลับคิดผิด


“งั้นพวกคุณก็ทำให้กระติกน้ำร้อนของฉันกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วกัน ใบนี้เป็นใบที่แม่ฉันซื้อให้ ฉันไม่ต้องการใบอื่น จะได้ไม่ต้องอ้างว่าเป็นของใช้แล้ว เอาของใหม่มาคืนก็ไม่คุ้มค่า”


เสิ่นทิงหงพูดออกมาช้าๆทีละคำ


รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณแม่ซ่งแข็งค้างทันที


“ดูเด็กคนนี้สิ แบบนี้ไม่เท่ากับบีบให้ฉันต้องชดใช้หรือไง?”


“เขาว่ากันจริงๆ มีแม่แบบไหนก็มีลูกแบบนั้น พูดแต่ละทีก็หาว่าพวกเราบีบบังคับ วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”


คุณครูที่เพิ่งพูดก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมา เดินมายืนข้างเสิ่นทิงหง พลางพูดเหน็บกลับไปทางคุณแม่ซ่ง


“วางใจเถอะ ถึงพ่อแม่ของเด็กคนนี้จะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ครูก็อยู่กันหลายคน ไม่มีใครยอมให้เธอโดนเอาเปรียบแน่นอน”


คุณครูหญิงคนนี้ดูสุภาพอ่อนโยน แต่เมื่อเอ่ยปากกลับไม่เกรงใจใคร ทำให้คุณแม่ซ่งโกรธจนหน้าเขียว


“เธอไม่ได้เป็นครูของเด็กพวกนี้ซะหน่อย มายุ่งอะไรด้วย!”


คุณแม่ซ่งพึมพำอย่างไม่พอใจ


สีหน้าคุณครูหญิงหมองลงทันที เธอเป็นครู ไปที่ไหนก็มีแต่คนให้ความเคารพ แต่กับคนแบบคุณแม่ซ่งนี่ นับว่าเพิ่งเคยเจอจริงๆ


“พอได้แล้ว!” ในที่สุดคุณพ่อซ่งที่ยืนเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้น เขารู้ดีว่าหากยังปล่อยให้ภรรยาพูดต่อไป มีแต่จะขายหน้าไม่รู้จบ


“จะทำไม!” คุณแม่ซ่งยังไม่รู้ตัว กลับถลึงตาใส่เขาเสียอีก


คุณพ่อซ่งสูดหายใจลึก แล้วหันไปขอโทษคุณครูหญิง


“ต้องขอโทษคุณครูจริงๆครับ ภรรยาผมพูดไม่ค่อยคิด แต่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรครับ”


คุณครูหญิงมองเขานิ่งๆ ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น


“ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ วันนี้ฉันจะยืนอยู่ข้างนักเรียนคนนี้ ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบเพียงเพราะเธอไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วยแน่นอน”


ท่าทีของเธอชัดเจนมาก


เสิ่นทิงหงยิ้มบางๆ เธอไม่ใช่คนดีเลิศเลอ แต่เมื่อมีคนแปลกหน้าแสดงความเมตตาให้ จะให้รู้สึกเฉยชาก็คงทำไม่ได้


บรรยากาศในห้องกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง โต้เถียงกันไปมานานแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป แม้แต่ซ่งเจี๋ยเองก็หลบไปซ่อนตัวเงียบๆ ราวกับนกกระทา ตั้งแต่พ่อแม่มาถึง


ตอนแรกบรรดาคุณครูคิดว่าผู้ปกครองของซ่งเจี๋ยจะมีเหตุผลกว่านี้ แต่ยิ่งพูดกลับยิ่งชัดเจนว่า ทั้งคู่ไม่ต้องการรับผิดชอบค่าเสียหายเลย


นี่ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้เหล่าคณาจารย์อย่างแท้จริง แม้แต่คนอารมณ์ดีอย่างคุณครูเฉินก็เริ่มโกรธขึ้นมา


“นักเรียนซ่งเจี๋ย พ่อแม่เธอเป็นแบบนี้ เธอไม่คิดจะพูดอะไรบ้างหรือ?”


คุณครูเฉินถามด้วยน้ำเสียงเย็นลง


แต่ซ่งเจี๋ยกลับมีท่าทีไม่แยแส ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย


คุณครูเฉินยิ้มอย่างขมขื่น ตอนแรกเขายังรู้สึกเห็นใจที่เด็กคนนี้อาจไม่ได้เรียนต่อ แต่เมื่อได้เห็นนิสัยเช่นนี้ ก็เริ่มคิดว่า ไม่จำเป็นต้องให้อยู่ในชั้นเรียนของตนอีกต่อไป แม้แต่ในโรงเรียนก็คงไม่จำเป็นแล้วเช่นกัน


บทที่ 25: ส่งมาสิ


“เงินนี่จะชดใช้หรือไม่ชดใช้ ถ้าไม่ชดใช้ งั้นก็ไปหาตำรวจกันเลย อยู่มาจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ฉันเห็นครอบครัวที่ไม่มีเหตุผลได้ขนาดนี้”


คุณครูหญิงพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ


คุณพ่อซ่งกับคุณแม่ซ่งถึงกับหน้าเสีย คำว่า ตำรวจ ไม่ว่าเมื่อไร ก็ยังคงได้ผลเสมอ


“จ่าย! พวกเราจ่าย!”


ในที่สุดคุณพ่อซ่งก็กัดฟันพูดออกมา ก่อนจะให้คุณแม่ซ่งกลับบ้านไปเอาเงินมา


ไม่ว่าอย่างไร ซ่งเจี๋ยก็เป็นลูกคนแรกของทั้งคู่ ความรักย่อมมีอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับลูกคนอื่นในบ้านแล้ว ซ่งเจี๋ยไม่เคยเป็นคนสำคัญที่สุด


ครั้งนี้เธอยังมาก่อเรื่องอีก คุณพ่อซ่งจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ให้เธอเรียนต่อเด็ดขาด


“คุณครูเฉินครับ ยังมีอีกเรื่องที่อยากขอรบกวน ตอนนี้ครอบครัวพวกเราลำบากมาก คุณช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าสามารถทำเรื่องขอคืนค่าเล่าเรียนได้หรือเปล่า พวกเราจะไม่ให้ลูกเรียนต่อแล้วครับ”


หลังคุณแม่ซ่งเดินออกไป คุณพ่อซ่งก็พูดขึ้นทันที


“พ่อ!”


คราวนี้ซ่งเจี๋ยไม่อาจทำตัวเป็นคนนอกได้อีก


หากต้องเลิกเรียน ชีวิตของเธอก็จบสิ้น ต้องแต่งงานกับผู้ชายอายุมากกว่า มีลูก มีภาระมากมาย และใช้ชีวิตแบบไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้


ต้องดูแลสามี ดูแลลูก ปรนนิบัติพ่อแม่สามี ไหนจะน้องชายอีกสองคน น้องสาวอีกหนึ่งคน ทุกคนยังไม่มีครอบครัว หากเธอแต่งเข้าไป คงไม่พ้นต้องรับภาระทั้งบ้าน


“พ่อคะ หนูยังไม่อยากเลิกเรียน หนูจะตั้งใจเรียน เรื่องวันนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆนะคะ!”


ซ่งเจี๋ยร้องไห้ไปด้วย พูดไปด้วย


“ไม่ได้! ยังไงก็ต้องเลิก จะเรียนไปทำไม ตอนนี้ก็ไม่มีมหาวิทยาลัยให้เรียนต่อแล้ว สู้ไปทำงานหรือแต่งงานเร็วๆ จะได้ช่วยจุนเจือครอบครัว ถ้าแกยังเรียนต่อ อาศัยแค่ฉันกับแม่แก แล้วน้องชายที่บ้านจะเอาอะไรกิน?”


แนวคิดของคุณพ่อซ่งแข็งกร้าวยิ่งนัก


ตอนแรกคุณครูเฉินยังคิดจะเกลี้ยกล่อม แต่เมื่อเห็นท่าทีของครอบครัวนี้ รวมถึงนิสัยของซ่งเจี๋ยที่กล้าทำแต่ไม่กล้ารับผิด เขาก็เลิกล้มความคิดนั้นไป


“ได้ครับ ในเมื่อพวกคุณตัดสินใจแบบนี้ เรื่องทางโรงเรียนผมจะช่วยดำเนินการให้”


คุณครูเฉินพูดขึ้น


“คุณครูคะ!”


ซ่งเจี๋ยมองเขาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ


แต่คุณครูเฉินไม่สนใจเธออีก


ก่อนหน้านี้ ตอนที่ซ่งเจี๋ยยืนดูพ่อแม่ตนเองผลัดกันเอาเปรียบเสิ่นทิงหงโดยไม่พูดอะไร เขาก็รู้สึกผิดหวังในตัวลูกศิษย์คนนี้แล้ว


คนเราอาจไม่มีความรู้ได้ แต่ไม่ควรไร้จิตสำนึกพื้นฐานความเป็นคน


ยิ่งนี่เป็นนักเรียนมัธยมแล้ว หากแม้แต่เหตุผลพื้นฐานยังไม่เข้าใจ ต่อให้เรียนต่อไปก็ไร้ความหมาย


ดวงตาของซ่งเจี๋ยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เมื่อนึกถึงชีวิตหลังเลิกเรียน เธอก็แทบรับไม่ไหว


“เสิ่นทิงหง! เป็นเพราะเธอ!”


ซ่งเจี๋ยที่อารมณ์แตกสลาย พุ่งเข้าไปหาเสิ่นทิงหงทันที


เสิ่นทิงหงเพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ในห้องนี้มานานเกินไป เมื่อเห็นอีกฝ่ายจะลงมือ สัญชาตญาณบอกให้หลบ แต่กลับพบว่าคุณครูหญิงที่ยืนข้างๆ คว้าข้อมือซ่งเจี๋ยไว้ได้ก่อน


ก่อนหน้านี้ดูเป็นคุณครูอ่อนโยน แต่ยามนี้กลับเหมือนจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม


เสิ่นทิงหงรู้สึกอบอุ่นใจ ความรู้สึกที่มีคนยืนปกป้องนั้นดีจริงๆ


ในชาติที่แล้ว ครูหลายคนหลงอำนาจ มองผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก เปิดเรียนวันแรกก็ตรวจสอบพื้นเพครอบครัวนักเรียน เสิ่นทิงหงซึ่งเป็นเด็กกำพร้าจึงถูกละเลยมาตลอด


เคยมีอันธพาลที่มีคนหนุนหลังมาหาเรื่อง เธอไปขอความช่วยเหลือจากครู กลับได้คำตอบว่า


“ทำไมเขาไม่ไปหาเรื่องคนอื่นล่ะ บางทีเธอควรพิจารณาตัวเองบ้างนะ”


นับแต่นั้น เธอไม่เคยไปขอความยุติธรรมจากใครอีก


แต่ตอนนี้ ครูที่แทบไม่รู้จักชื่อเธอ กลับออกโรงปกป้องอย่างไม่ลังเล ทำให้หัวใจเธออบอุ่นอย่างแท้จริง


“นักเรียน ระวังมือไม้หน่อย ถ้าทำร้ายคนขึ้นมาจริงๆ พวกเราคงต้องไปแจ้งตำรวจ”


น้ำเสียงคุณครูหญิงจริงจังและเด็ดขาด


ซ่งเจี๋ยอึ้งไป ก่อนจะทรุดนั่งลงกับพื้น ร้องไห้อีกครั้ง


“พวกคุณมันพวกเดียวกัน พวกคุณรังแกฉัน!”


เธอร้องไห้เสียงดัง แต่ไม่มีใครเข้าไปปลอบ แม้แต่พ่อของเธอก็ยังนิ่งเฉย


ไม่นานนัก คุณแม่ซ่งก็กลับมา พร้อมเงิน5หยวน และตั๋วอุตสาหกรรมไม่กี่ใบ ยื่นให้เสิ่นทิงหงอย่างไม่เต็มใจ


เสิ่นทิงหงไม่ใส่ใจสีหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะพูดสั้นๆ


“ส่งมาสิ!”


เป็นซ่งเจี๋ยที่ทำผิดตั้งแต่แรก เธอเพียงทวงคืนค่าชดใช้ของของตัวเอง ไม่มีอะไรต้องรู้สึกผิด


คุณแม่ซ่งรู้จากสามีว่าได้ทำเรื่องเลิกเรียนแล้วก็รู้สึกพอใจ แม้จะเห็นลูกสาวร้องไห้ก็ไม่คิดจะปลอบ


เงิน5หยวนกับตั๋วอุตสาหกรรมมีค่ามาก ถึงขั้นเอาไปแลกตั๋วเนื้อในตลาดมืดได้หลายจิน เลี้ยงครอบครัวได้หลายวัน


พอเสียไปเพราะลูกสาวคนโต ความไม่พอใจก็ยิ่งทวีคูณ


ในที่สุดซ่งเจี๋ยก็รู้ว่า การร้องไห้ของตนไม่มีค่าอีกต่อไป


“ฉันมีอะไรจะพูด!”


เธอโพล่งขึ้น


ทุกคนหันมามอง เสิ่นทิงหงไม่อยากฟังเสียงโวยวายอีก จึงพูดกับคุณครู


“ขอบคุณคุณครูทุกท่านที่ช่วยทวงความเป็นธรรมให้นะคะ ตอนนี้ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับหนูแล้ว ขอตัวกลับห้องเรียนก่อนค่ะ”


คุณครูพยักหน้าให้ ความประทับใจที่มีต่อเสิ่นทิงหงยิ่งเพิ่มขึ้นอีก


เสิ่นทิงหงเดินถึงประตู ก็ได้ยินซ่งเจี๋ยตะโกนขึ้น


“ฉันมีคนคบแล้ว! เขาคือฟางจั๋ว ฉันจะเรียนต่อ!”


จากนั้นก็เป็นเสียงด่าทอของพ่อแม่ซ่ง ไม่นานไม่รู้ซ่งเจี๋ยกระซิบอะไร ทั้งสองก็โวยวายว่าจะขอพบผู้ปกครองของฟางจั๋ว


เสิ่นทิงหงชะงัก ก่อนจะรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว


เจ้าตุ้ยนุ้ยน้อยคนนั้นเป็นคนดีแท้ๆ ต้องไปเตือนเขาให้รู้ตัวเสียหน่อย จะได้หาทางหนีเคราะห์ร้ายครั้งนี้ให้ทัน


บทที่ 26: ฟางจั๋วแย่แล้ว


ไม่นานเสิ่นทิงหงก็กลับมาถึงห้องเรียน ระหว่างทางไม่ลืมส่งสายตาเจตนาร้ายไปทางฟางจั๋ว


ฟางจั๋วกำลังนั่งเหม่ออย่างเศร้าๆ เขาได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้ว เสิ่นทิงหงบอกว่าตนเองหมั้นหมายแล้ว อีกทั้งคู่หมั้นยังเป็นคนในกองทัพด้วย เขาไม่คิดเลยว่ารักแรกของตนจะยังไม่ทันเริ่ม ก็ต้องจบลงเสียก่อน


ขณะเดียวกัน เสิ่นทิงหงกลับไปนั่งที่ของตัวเอง แล้วส่งกระดาษแผ่นหนึ่งไปให้ฟางจั๋ว


ฟางจั๋วคลี่กระดาษออกดูอย่างงุนงง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืนทันที


“ทำอะไรน่ะ ฟางจั๋ว?”


คุณครูผู้หญิงผมสั้นที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งปกติเข้มงวดอยู่แล้ว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเป็นมิตรนัก


“ไม่มีอะไรครับครู ผมแค่รู้สึกเมื่อยนิดหน่อย เลยลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายน่ะครับ”


ฟางจั๋วไม่อาจพูดความจริงได้ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วงชื่อเสียงของซ่งเจี๋ย แต่เพราะไม่อยากให้ตัวเองต้องมีจุดด่างพร้อยจากการเข้าไปพัวพันกับผู้หญิงเช่นนั้น


“รีบนั่งลงซะ อย่ารบกวนเวลาเรียนของเพื่อน”


คุณครูคณิตศาสตร์ไม่ได้คิดอะไรมาก คะแนนของฟางจั๋วอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งครูส่วนใหญ่ก็เอ็นดูนักเรียนรูปร่างตุ้ยนุ้ยคนนี้ จึงไม่อยากสร้างความลำบากให้เขา


ฟางจั๋วได้นั่งลงตามคำสั่ง สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษในมือ


ในหัวของเขาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม


สมองของซ่งเจี๋ยไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใช่ไหม!?


ก่อนหน้านี้ที่โรงอาหาร เขาก็พูดชัดเจนแล้วว่าไม่ได้สนิทกับเธอ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับก่อเรื่องขึ้นมาอีก แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน?


เพียงข้อความไม่กี่คำบนกระดาษ—


‘ซ่งเจี๋ยพูดในห้องธุรการว่านายคบกับเธออยู่’


ก็เพียงพอจะทำให้เขาขนลุกซู่ หากไม่ได้เจอหน้ากันในโรงอาหารวันนี้ เขาคงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซ่งเจี๋ยคือใคร


วงสังคมของฟางจั๋วค่อนข้างเล็ก เพราะฐานะทางบ้านดี เพื่อนส่วนมากจึงไม่ได้คบกันด้วยความจริงใจ ต่างคนต่างมีเป้าหมายของตัวเอง


สมัยเด็กเขายังไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้น ฟางจั๋วก็เรียนรู้มากขึ้น จนเมื่อขึ้นมัธยม เขาไม่ยินดีจะสานสัมพันธ์กับใครง่ายๆอีก


การที่เขาสามารถคุยกับเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหงได้ หนึ่งเพราะเขาสนใจเสิ่นทิงหง สองเพราะนิสัยของเสิ่นชิงชิงคล้ายเด็กผู้ชาย อีกทั้งทั้งคู่ยังเป็นคนรักความยุติธรรม เหมาะจะคบเป็นเพื่อน


เสิ่นทิงหงแม้ดูเข้าหายาก แต่เมื่อได้คบหาสมาคมแล้ว จะรู้ว่าแท้จริงเธอเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง ฟางจั๋วจึง.อดไม่ได้ที่จะชื่นชอบ ส่วนเสิ่นชิงชิง เขากลับรู้สึกเหมือนอยู่กับพี่น้อง


เพื่อนร่วมชั้นหลายคน ถึงเรียนด้วยกันมาสองปีแล้ว เขายังจำชื่อไม่ได้ทั้งหมด


แม้ภายนอกจะดูสนิทสนมกับเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหง แต่แท้จริงแล้วฟางจั๋วเป็นคนเก็บตัว ไม่กล้าเข้าหาคนอื่นง่ายๆ กลัวว่าจะมอบมิตรภาพให้ผิดคน


เขาจึงไม่คาดคิดเลยว่าซ่งเจี๋ยจะทำเรื่องเช่นนี้


ยังไม่ทันได้คิดอะไรให้ตกผลึก คุณครูเฉินก็มาที่หน้าห้องเพื่อเรียกเขาไปพบ


ฟางจั๋วหันกลับมามองเสิ่นทิงหงแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตามคุณครูเฉินออกไป


คุณครูคณิตศาสตร์ยังพูดกับคุณครูเฉินเล็กน้อย บอกว่าหากไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ ไม่ควรให้ฟางจั๋วขาดเรียน เพราะวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมปลาย หากพลาดไปหนึ่งคาบ ก็อาจตามบทเรียนไม่ทัน


คุณครูเฉินจึงอธิบายเหตุผลคร่าวๆ ว่าเรื่องนี้สำคัญเพียงใด จนสุดท้ายสายตาที่คุณครูคณิตศาสตร์มองฟางจั๋วก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย


คุณครูคณิตศาสตร์เป็นคนเข้มงวด ปกติไม่มีใครกล้าเล่นลูกไม้ในชั้นเรียนของเธอ ราวกับมีดวงตาอีกคู่คอยจับจ้องนักเรียนทุกคนอยู่ หากใครคิดพิเรนทร์ ย่อมหนีไม่พ้นสายตาเธอแน่


ตั้งแต่นั้นจนเลิกเรียน ฟางจั๋วก็ไม่ได้กลับเข้าห้องอีก


เสิ่นชิงชิงรู้สึกคันหู อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่มีโอกาสถาม


กว่าจะหมดคาบเรียนได้ก็แทบแย่ พอได้จังหวะจึงรีบไปถามเสิ่นทิงหงทันที


“ทิงหง ครูเรียกเธอไปจัดการเรื่องนั้นเป็นยังไงบ้าง แล้วทำไมฟางจั๋วถึงถูกเรียกไปด้วย เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับเขาหรอกใช่ไหม?”


เสิ่นทิงหงยังไม่อาจพูดเรื่องของฟางจั๋วออกมาตรงๆ เพราะเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของเขา


เธอจึงโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเสิ่นชิงชิง เล่าให้ฟังคร่าวๆ


สีหน้าของเสิ่นชิงชิงเปลี่ยนไปทันที


จากโกรธ → โล่งใจ → อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ


“เป็นไปไม่ได้มั้ง ถ้าฟางจั๋วกับหล่อน…แล้วพวกเราจะไม่รู้ได้ยังไง?”


เสิ่นชิงชิงรู้สึกว่าสมองตัวเองหยุดทำงานไปชั่วขณะ


“ฉันก็คิดเหมือนเธอนั่นแหละ ก่อนหน้านี้ซ่งเจี๋ยยังพูดเองว่าถ้าต้องเลิกเรียนก็ต้องกลับไปแต่งงาน ไม่ใช่ว่าอยากใช้ประโยชน์จากฟางจั๋วหรอกเหรอ”


เสิ่นทิงหงพูดเสียงเบา


เสิ่นชิงชิงอ้าปากค้างอีกครั้ง


“หล่อน…ชอบฟางจั๋วงั้นเหรอ?”


ไม่ใช่ว่าพวกเธอดูถูกเพื่อน แต่เพราะเป็นเพื่อนกันจึงรู้ดี


ถ้าพูดถึงรูปลักษณ์ ฟางจั๋วผิวขาว ตัวจ้ำม่ำ ดูน่ารักก็จริง แต่ถ้าเป็นสเปกผู้หญิงทั่วไป เรียกได้ว่าแทบไม่มีทาง


นอกจากซ่งเจี๋ยจะชอบของแปลก


แต่ถ้าบอกว่าซ่งเจี๋ยชอบฟางจั๋วจริงๆ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะใกล้เรียนจบแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเห็นหล่อนแสดงท่าทีใดๆ


แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงเวลาตามจีบใคร มักไม่เปิดเผยโจ่งแจ้ง


ซ่งเจี๋ยเป็นเด็กสาวในเมือง หน้าตาดีเมื่อเทียบกับทั้งชั้นเรียน ย่อมแตกต่างจากเด็กชนบทที่ต้องลงแรงทำงานมาตลอด


“เรื่องนี้เธอต้องคิดเองแล้ว เราคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ต่อให้ต้องการพยาน ก็ไม่น่าจะมาถึงพวกเรา ทุกคนรู้ว่าพวกเราสนิทกัน คงไม่ถามเราอยู่แล้ว ยังดีที่เที่ยงนี้มีเรื่องที่โรงอาหาร ถ้าจะตรวจสอบให้ชัดก็ไม่ยาก”


เสิ่นทิงหงแจกแจงอย่างมีเหตุผล


เสิ่นชิงชิงฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ


เรื่องราวเป็นไปตามที่เสิ่นทิงหงคาดไว้ คุณครูเรียกนักเรียนหลายคนไปสอบถามเป็นการส่วนตัว โดยไม่บอกต้นตอ เพียงถามอย่างคลุมเครือ


สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ให้ข่าวแพร่งพรายก่อนตรวจสอบชัดเจน เพราะเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของนักเรียน


เรื่องคงไม่ยุ่งยากขนาดนี้ หากฟางจั๋วยอมรับ แต่เขากลับยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้สนิทกับซ่งเจี๋ย


ทว่าซ่งเจี๋ยกับพ่อแม่กลับกล่าวหาว่าเขาทำตัวเป็นอันธพาล


เมื่อรวมกับเหตุการณ์ก่อนหน้า คุณครูจึงไม่เหลือความรู้สึกดีต่อครอบครัวนี้อีก


ท่าทีของฟางจั๋วตรงไปตรงมา จึงทำให้ครูเอนเอียงไปทางเขามากกว่าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง


บทที่ 27: ข้อกล่าวหาเท็จ


ไม่รู้ว่าควรพูดดีไหมว่าซ่งเจี๋ยนั้นสมองทึบ ต่อให้ต้องเลิกเรียนก็แค่เลิกเรียน อย่างน้อยก็เป็นการออกด้วยตัวเอง ไม่ทำให้ชื่อเสียงย่อยยับ


แต่สุดท้ายเธอกลับลากฟางจั๋วลงน้ำไปด้วย


แรกเริ่มความคิดของซ่งเจี๋ยนั้นเรียบง่ายมาก เธอหวังใช้ฟางจั๋วเป็นที่พึ่ง ด้วยหน้าตาของตัวเองที่ไม่เลว ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจยอมรับเพราะเห็นแก่รูปลักษณ์ แล้วปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายก็อาจได้อยู่ร่วมกันจริงๆ


หากเป็นเช่นนั้น ชีวิตเธอก็จะดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปปรนนิบัติใคร


แต่แผนการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากฟางจั๋ว ทว่าตอนเที่ยงเพิ่งก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตที่โรงอาหาร แถมยังมีคนเห็นตั้งมากมาย


เธอคิดจะเกาะความหวังเล็กๆ นี้เอาไว้จริงๆหรือ?


ชัดเจนแล้วว่าฟางจั๋วไม่มีวันร่วมมือด้วย


เวลานี้พ่อแม่ของฟางจั๋วก็ถูกเชิญมาที่ห้องธุรการเช่นกัน


พ่อแม่ซ่งเอาแต่โวยวาย เรียกร้องให้ฟางจั๋วมาสู่ขอลูกสาวตนเอง ยิ่งเห็นการแต่งตัวของพ่อแม่อีกฝ่าย ก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องทำให้สำเร็จ


แต่หลังจากพ่อแม่ของฟางจั๋วมาถึง กลับไม่ได้ตำหนิลูกชาย และไม่ได้ตอบรับข้อเรียกร้องอันไร้มารยาทของพ่อแม่ซ่ง เพียงแต่นิ่งเงียบไว้


จางซิ่วอวิ๋น แม่ของฟางจั๋ว เรียกลูกชายเข้าไปถามคำถามบางอย่าง


เธอรู้จักลูกตัวเองดี แค่มองแววตาก็แยกออกว่าพูดโกหกหรือไม่


ท่าทีของฟางจั๋วทำให้เธอเชื่อมั่นในตัวเขา เพียงแต่ตอนนี้คุณครูกำลังสอบถามนักเรียนคนอื่นอยู่ เธอจึงยังไม่พูดออกมาตรงๆ ว่าซ่งเจี๋ยโกหก


อย่างไรเสีย เมื่อสอบสวนจนถึงที่สุด ผลลัพธ์ย่อมปรากฏ จางซิ่วอวิ๋นเชื่อว่า ต่อให้นักเรียนสักคนช่วยซ่งเจี๋ยโกหก ก็ไม่มีทางที่นักเรียนทุกคนจะช่วยเธอได้


เด็กวัยนี้ยังค่อนข้างใสซื่อ เมื่อคุณครูถาม ก็มักตอบตามความจริง ไม่นานนักคำตอบก็เริ่มชัดเจน


เหตุการณ์วันนี้ทำให้ครูใหญ่ไม่พอใจอย่างยิ่ง วันนี้ถึงกับมีหัวหน้าจากกองทัพมาเยี่ยมโรงเรียน แต่กลับมีเรื่องวุ่นวายไม่หยุด


เมื่อสอบถามดูก็พบว่า ต้นเหตุมาจากนักเรียนหญิงสองคนที่เจอกันหน้าเตาต้มน้ำตอนเที่ยง ทำให้เขาอารมณ์เสียยิ่งขึ้น


แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้บริหารจากโรงงานเนื้อสัตว์และโรงงานสิ่งทอ จึงไม่อาจมองเป็นเรื่องเล็ก ครูใหญ่จึงตัดสินใจมาดูด้วยตัวเอง


เดิมทีเขาแค่คิดจะแวะมาดู แล้วให้หัวหน้าจากกองทัพรออยู่ด้านนอก เพราะยังไงก็ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจ หากทำให้หัวหน้าไม่พอใจขึ้นมาคงยุ่งยาก


ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้แม้จะเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย เพียงแต่ขี้กังวลเกินเหตุ เมื่อรู้ว่าพ่อแม่ของฟางจั๋วถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงตัดสินใจเข้าไปดูสถานการณ์ด้วยตนเอง


เยี่ยเสิ่นเหยียนเองเดิมทีไม่ได้สนใจอะไรนัก เขามาที่นี่เพราะภารกิจลับ การมาบรรยายให้นักเรียนฟังเป็นเพียงข้ออ้าง


แต่ไม่คาดคิดว่าเสิ่นทิงหงจะเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ แถมยังได้พบหน้ากันตั้งแต่วันแรก


เขารู้สึกว่าตนเองในฐานะคู่หมั้นช่างสะเพร่าเสียจริง แม้แต่เรื่องที่ว่าที่ภรรยาเรียนที่ไหนก็ยังไม่รู้


เมื่อได้ยินว่าครูใหญ่มีเรื่องต้องไปจัดการ เขาจึงคิดว่าอาจเกี่ยวข้องกับเสิ่นทิงหง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า


“งั้นเราไปดูด้วยกันเถอะครับ”


ครูใหญ่รู้สึกลำบากใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ จำต้องพาเขาไปที่ห้องธุรการ


ทว่าเมื่อไปถึง กลับไม่เห็นเสิ่นทิงหง มีเพียงซ่งเจี๋ย เด็กชายร่างท้วม และผู้ปกครองทั้งสองฝ่าย


เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้สึกผิดหวัง แต่เพราะเป็นคนเอ่ยปากขอมาด้วยตัวเอง จึงไม่อาจจากไปได้ ได้แต่ลากเก้าอี้มานั่งลง


เครื่องแบบทหาร บวกกับรูปร่างสูงใหญ่ของเขา ทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที


ชุดทหารให้ความรู้สึกกดดันยิ่งกว่าชุดตำรวจเสียอีก พ่อแม่ซ่งจึงอดประหม่าไม่ได้


เดิมทีพวกเขาเอาแต่ช่วยพูดให้ลูกสาว เพราะเชื่อคำพูดของซ่งเจี๋ยเกี่ยวกับพื้นเพของฟางจั๋ว แต่เมื่อคิดทบทวนดีๆ ก็พบว่าคำพูดของลูกสาวเต็มไปด้วยช่องโหว่


หรือว่าพวกเขาถูกหลอกกันแน่?


ผลลัพธ์สุดท้ายทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง เพราะซ่งเจี๋ยโกหกจริงๆ


คุณครูเฉินเริ่มพูดขึ้นหลังจากครูใหญ่มาถึง


“นักเรียนซ่งเจี๋ย ครูไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรถึงใส่ร้ายฟางจั๋ว แต่เธอเป็นผู้หญิงนะ ไม่คิดจะรักษาชื่อเสียงตัวเองบ้างหรือ?”


คำพูดนั้นเฉียบคมราวมีดโกน ค่อยๆกรีดลงบนหัวใจของซ่งเจี๋ยทีละน้อย


“หนูไม่ได้พูดมั่วค่ะ เป็นเขา เขาคบกับหนูจริงๆ แค่ไม่ได้เปิดเผยเท่านั้น!”


ถึงจุดนี้ ซ่งเจี๋ยไม่อาจยอมรับว่าตัวเองโกหกได้อีกแล้ว หากยอมรับ เธอจะถูกตราหน้าว่าใส่ร้ายเพื่อนร่วมชั้น แต่หากดันทุรังต่อไป อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสดิ้นรน


ฟางจั๋วซึ่งไม่ใช่คนช่างพูด ทนไม่ไหวอีกต่อไป


“นี่เธอป่วยหรือไง ถึงมาติ๊งต่างว่าคนอื่นคบกับเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้ที่โรงอาหาร เธอทำท่าจะมากินข้าวด้วยกันกับฉัน เสิ่นชิงชิง แล้วก็เสิ่นทิงหง ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่ออะไร!”


จางซิ่วอวิ๋นลูบหลังลูกชายเบาๆ ฟางจั๋วเป็นลูกคนเดียว ต่อให้เลี้ยงดูมาอย่างดี พวกเขาก็ไม่ยอมให้ลูกถูกเอาเปรียบ


หากลูกชายเป็นฝ่ายผิดจริง พวกเขายอมรับได้ แต่ครั้งนี้ชัดเจนว่าเขาถูกป้ายสี


จางซิ่วอวิ๋นจึงเอ่ยขึ้น


“นักเรียน ถ้าเธอคบกับฟางจั๋วจริง เธอรู้ไหมว่าพ่อแม่เขาทำงานอะไร ถ้าคบกันจริง เรื่องพื้นฐานแบบนี้เขาไม่มีทางไม่บอกเธอแน่ จริงไหม?”


“หนู…หนู…”


ซ่งเจี๋ยอึ้งไปทันที เธอจะรู้ได้ยังไง เพิ่งเห็นพ่อแม่เขาขับรถมาส่งตอนเช้าเท่านั้นเอง


“เขาบอกว่าไม่สะดวกพูดถึงค่ะ เพราะจะกระทบต่องานของพวกคุณ…”


หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ซ่งเจี๋ยก็พูดประโยคนั้นออกมา


บทที่ 28: ฉันแค่ไม่อยากจำนนต่อชะตาชีวิตมันผิดนักรึไง


“ผมคิดว่าสิ่งที่นักเรียนฟางจั๋วพูดก็มีเหตุผลนะครับ เอาอย่างนี้แล้วกัน รบกวนคุณครูเซี่ยช่วยไปเรียกเสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิง และนักเรียนที่นั่งร่วมโต๊ะกับฟางจั๋วมาให้หน่อย เสิ่นทิงหงก็คือคนที่กระติกน้ำร้อนถูกทำพัง เสิ่นชิงชิงนั่งกับเธอ หาง่ายครับ” คุณครูเฉินกล่าว


คุณครูเซี่ยคือครูที่ก่อนหน้านี้ออกมาปกป้องเสิ่นทิงหง แท้จริงแล้วเธอรู้สึกชอบเด็กสาวคนนี้ไม่น้อย เสิ่นทิงหงไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง แต่ก็ไม่อ่อนน้อมจนดูต้อยต่ำ คำพูดคำจามีเหตุมีผล


ยิ่งคิดก็ยิ่งอดเห็นใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ดวงตกอะไรนัก ถึงต้องมาห้องธุรการถึงสองรอบในวันเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องไปตามอยู่ดี


เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องเรียนของเสิ่นทิงหง เพียงกวาดตามองก็พบตัวเธอทันที


อย่างไรเสีย เด็กหน้าตาดีอย่างเสิ่นทิงหงก็ไม่ใช่ว่าจะพบเห็นได้บ่อย


พอดีกับช่วงเลิกเรียน คุณครูเซี่ยจึงกวักมือเรียกเสิ่นทิงหงเบาๆ


“นักเรียนเสิ่นทิงหง”


เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเสียงนั้นคุ้นหู คล้ายเพิ่งได้ยินมาไม่นาน พอหันไปก็เห็นคุณครูหญิงคนเดิมที่ปกป้องเธอในช่วงเที่ยง


เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร จึงรีบเดินเข้าไปหา


“คุณครูเรียกหนูหรือคะ?”


“ใช่จ้ะ มีเรื่องต้องให้เธอ เสิ่นชิงชิง และเพื่อนร่วมโต๊ะของฟางจั๋วไปที่ห้องธุรการหน่อย คุณครูเฉินฝากครูมาเรียก แต่ครูไม่รู้จักนักเรียนอีกสองคน เธอช่วยเรียกให้ครูหน่อยได้ไหมจ๊ะ” คุณครูเซี่ยพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น


“ได้ค่ะ” เสิ่นทิงหงพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องเรียนเพื่อเรียกเสิ่นชิงชิงและเพื่อนร่วมโต๊ะของฟางจั๋ว


เพื่อนร่วมโต๊ะของฟางจั๋วชื่อว่าหลิวหมิง เป็นเด็กผู้ชายที่ต่างจากฟางจั๋วโดยสิ้นเชิง รูปร่างผอมคล้ำ เมื่อนั่งคู่กับฟางจั๋วที่ขาวอวบ ดูไม่ต่างอะไรกับเซียนอ้วนเซียนผอม


หลิวหมิงกับเสิ่นชิงชิงต่างงุนงงเมื่อเห็นคุณครูเซี่ยยืนอยู่ข้างๆ ส่วนเสิ่นทิงหงก็ไม่สะดวกจะอธิบาย เสิ่นชิงชิงจึงเต็มไปด้วยความสงสัยตลอดทาง


เมื่อเดินมาถึงห้องธุรการ เสิ่นทิงหงจึงรู้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนก็อยู่ที่นี่ด้วย ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย


เสิ่นชิงชิงก็เห็นเขาเช่นกัน ทั้งสองเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ย่อมรู้จักกันอยู่แล้ว เธอจึงตื่นเต้นเล็กน้อยและกำลังจะทักออกไป


เยี่ยเสิ่นเหยียนมองมาทางพวกเธอ เสิ่นชิงชิงยังไม่ทันสังเกต เสิ่นทิงหงจึงรีบยกมือปิดปากเพื่อนและขยิบตาให้ทันที


เยี่ยเสิ่นเหยียนคือคู่หมั้นของเธอ และเมื่อรายงานการแต่งงานของเจ้าหน้าที่กองทัพถูกยื่นไปแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยกเลิกได้ง่าย หากไม่มีเหตุไม่คาดคิด ทั้งสองย่อมได้แต่งงานกันในที่สุด


สองครั้งที่พบหน้ากัน เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่เคยเอ่ยทักทาย และเสิ่นทิงหงก็สัมผัสได้ว่าเขาน่าจะมีภารกิจสำคัญ จึงไม่สะดวกเปิดเผยความสัมพันธ์


เสิ่นชิงชิงเข้าใจโดยสัญชาตญาณ รีบปิดปากเงียบทันที


เสิ่นทิงหงทำเหมือนไม่เคยรู้จักเยี่ยเสิ่นเหยียนมาก่อน แล้วพาเสิ่นชิงชิงไปยืนข้างคุณครูเฉิน


ตามคาด คุณครูเฉินเรียกพวกเธอมาเพื่อสอบถามเรื่องฟางจั๋ว แต่ถามอย่างอ้อมค้อม


“เสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิง หลิวหมิง ครูมีเรื่องอยากถาม พวกเธอรู้ไหมว่าที่บ้านฟางจั๋วทำงานอะไร หมายถึงอาชีพของพ่อแม่เขา”


คำถามนี้ทำให้เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงเข้าใจทันที แต่หลิวหมิงกลับงงอยู่บ้าง


แม้ไม่เข้าใจเหตุผล แต่หลิวหมิงก็ตอบตามตรง


“ผมรู้ครับ เคยถามฟางจั๋วด้วยความอยากรู้ เขาบอกว่าพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ ส่วนแม่เป็นหัวหน้างานโรงงานสิ่งทอครับ”


คุณครูเฉินพยักหน้า แม้แต่หลิวหมิงยังรู้ เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง


“พวกเธอก็รู้ใช่ไหม?”


ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน


จากนั้นคุณครูเฉินจึงหันไปทางซ่งเจี๋ย


“นักเรียนซ่งเจี๋ย ฉันคิดว่าจิตสำนึกของเธอมีปัญหา หากยังยืนกรานในคำพูดเดิม พวกเราคงต้องให้คณะปฏิวัติมาจัดการเรื่องนี้แทนแล้ว”


เมื่อเอ่ยถึงคณะปฏิวัติ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที เพราะเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิง หากถึงมือคณะปฏิวัติ เรื่องย่อมร้ายแรงอย่างยิ่ง


พ่อแม่ซ่งและซ่งเจี๋ยหน้าซีดในทันที


พ่อแม่ซ่งใช้ชีวิตมาหลายสิบปี หากยังดูไม่ออกว่าลูกสาวโกหก ก็ถือว่าใช้ชีวิตมาอย่างสูญเปล่า


“นังเด็กบ้า บอกแม่มาเดี๋ยวนี้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!” คุณแม่ซ่งโกรธจัด เอื้อมมือไปหยิกแขนลูกสาว


ซ่งเจี๋ยเจ็บจนบิดตัวหลบ ปากขยับขึ้นลง แต่ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็ไม่อาจป้ายความผิดให้ฟางจั๋วได้อีกแล้ว


ในเวลานั้นเอง คุณครูใหญ่ก็เอ่ยขึ้น


“นักเรียนหญิงที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ความคิดความอ่านล้วนมีปัญหา โรงเรียนของเราไม่อาจให้อยู่ต่อได้”


เดิมทีซ่งเจี๋ยอาจอ้างได้ว่าเป็นฝ่ายลาออกเอง แต่คำพูดของครูใหญ่ทำให้กลายเป็นการถูกไล่ออกโดยสมบูรณ์


ขณะนั้น ฟางเสิ่ง พ่อของฟางจั๋ว ลุกขึ้นยืน


“คุณครูทุกท่าน ครูใหญ่ และท่านหัวหน้า เรื่องนี้กระทบถึงชื่อเสียงของลูกชายผม ในเมื่อโรงเรียนจัดการเสร็จแล้ว ต่อไปก็ถึงหน้าที่ของผม เมื่อครู่ผมแจ้งสถานีตำรวจไว้แล้ว อีกไม่นานเจ้าหน้าที่จะมาจัดการ ลูกชายผมไม่ใช่คนที่ใครจะใส่ร้ายได้ตามใจ”


“ถ้าวันนี้ผมไม่ทำอะไรเลย ต่อไปใครก็อาจอ้างว่าเป็นว่าที่สะใภ้ตระกูลฟาง แล้วพวกเราจะทำยังไง?”


ฟางเสิ่งเป็นหัวหน้าคนมาหลายปี กลิ่นอายความเด็ดขาดแผ่ออกมาจนพ่อแม่ซ่งแทบยืนไม่อยู่


ซ่งเจี๋ยเองก็หวาดกลัวอย่างที่สุด ในใจเธอกลับคิดว่าเธอเพียงไม่อยากยอมจำนนต่อชะตาชีวิต ไม่อยากกลับไปแต่งงาน คลอดลูก และถูกจองจำทั้งชีวิต


เธอแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น มันผิดตรงไหน?


แต่ตอนนี้เธอไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่หลั่งน้ำตาเงียบๆ


แผนการร้องไห้ของเธอใช้มานับครั้งไม่ถ้วน ตอนแรกอาจยังได้ความเห็นใจ แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือแล้ว


เธอใส่ร้ายคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มจากพยายามป้ายสีเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิง ก่อนจะลากฟางจั๋วเข้ามาเกี่ยวข้อง


คุณครูหลายคนสอนหนังสือมานาน แต่เพิ่งเคยเห็นนักเรียนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เป็นครั้งแรก


เรียกได้ว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่อย่างแท้จริง


บทที่ 29: ฉันชอบเธอนะ


เสิ่นทิงหงรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมายังตน เธอรู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่ได้หันกลับไปมอง


เธอพูดคุยกับคุณครูสองสามประโยคก่อนจะเดินกลับห้องเรียน


หลิวหมิงที่รูปร่างผอมเหมือนลิงค่อนข้างสนิทกับฟางจั๋ว เขาเฝ้าดูเหตุการณ์มาครึ่งวันก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอยากอยู่ต่อเพื่อดูให้รู้เรื่อง แต่กลับถูกเสิ่นชิงชิงดึงแขนเสื้อให้เดินออกมา


เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขามองตามหลังเสิ่นทิงหงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนสายตากลับมา


เสิ่นทิงหงไม่รู้ว่าเรื่องราวหลังจากนั้นเป็นอย่างไร รู้เพียงว่าทั้งวันฟางจั๋วไม่ได้กลับมาที่ห้องเรียนอีกเลย


ช่วงบ่าย นักเรียนทุกคนได้รับแจ้งให้ไปฟังการบรรยายที่หอประชุมของโรงเรียน เสิ่นทิงหงเพิ่งรู้เมื่อไปถึงว่า ผู้บรรยายในครั้งนี้คือเยี่ยเสิ่นเหยียน


เธอไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร เห็นเพียงริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงเท่านั้น


อย่าพูดเลย ไม่ต้องพูด


ผู้ชายคนนี้หล่อจริงๆ เป็นแบบที่เธอชอบ


หล่อเอาการ เป็นแบบที่ถูกใจจริงๆ เสิ่นทิงหงคิดว่าหากต้องแต่งงานกับผู้ชายแบบนี้ อย่างน้อยก็เจริญตา หากวันหนึ่งเกิดทะเลาะกันขึ้นมา แค่ได้มองหน้าหล่อๆนี้ ความโกรธก็คงลดลงไปได้บ้าง


เยี่ยเสิ่นเหยียนเองก็สังเกตเห็นเสิ่นทิงหงเช่นกัน ไม่รู้เพราะอะไร ทั้งที่ด้านล่างเวทีมีนักเรียนอยู่มากมาย แต่เพียงแวบเดียว สายตาของเขากลับมองเห็นแค่เธอคนเดียว


วันรุ่งขึ้น ฟางจั๋วกลับมาเรียนตามปกติ แต่ท่าทางดูหดหู่กว่าเดิม เสิ่นทิงหงไม่ได้ไปสืบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทว่าเสิ่นชิงชิงกลับอดใจไม่ไหว เดินเข้าไปถามฟางจั๋วโดยตรง


ที่แท้ หลังจากเสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงออกไปได้ไม่นาน ตำรวจก็มาถึงโรงเรียน ทางโรงเรียนจึงส่งมอบตัวซ่งเจี๋ยให้เจ้าหน้าที่ ครอบครัวซ่งถูกพาตัวไปทั้งสามคน


คุณพ่อคุณแม่ซ่งไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด เพียงแต่เกิดความโลภขึ้นเมื่อรู้ว่าลูกสาวอ้างว่าคบกับลูกชายผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังเป็นห่วงลูกชายอีกสองคนที่บ้าน สุดท้ายจึงจำต้องปล่อยวางลูกสาวคนนี้


แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังโกรธมาก ลูกชายของผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ไม่ถูกจับ แต่ลูกสาวตัวเองกลับถูกควบคุมตัว ต่อให้ไม่ติดคุก ก็ต้องถูกกักตัวหลายวัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องแต่งงานที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ย่อมล่มไม่เป็นท่า


ใครจะยอมแต่งกับผู้หญิงที่เคยถูกควบคุมตัวตั้งแต่อายุยังน้อยกันเล่า


ดังคำโบราณว่า เรื่องดีไม่มีใครเล่า เรื่องร้ายเล่าลือไปไกลนับพันลี้


ไม่นานนัก ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่ว ครอบครัวซ่งกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น


ที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่ซ่งก็ไล่ทั้งคู่ออกเมื่อได้ยินข่าว


ทุกวันนี้ ปัญหาต่างๆ ล้วนพิจารณากันที่ทัศนคติ แม้จะไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบเก้าชั่วโคตร แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ โรงงานก็ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจ


ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานเหล่านั้นยังรู้จักกับฟางเสิ่ง ในฐานะผู้อำนวยการโรงงานระดับอำเภอของรัฐ ย่อมต้องมีการติดต่อกันอยู่แล้ว ต่อให้ฟางจั๋วไม่ได้พูดอะไร แต่จะบอกว่าเรื่องนี้ฟางเสิ่งไม่มีส่วน เสิ่นทิงหงก็ไม่เชื่อ


อย่างไรก็ดี เสิ่นทิงหงคิดว่าผลลัพธ์เช่นนี้ออกจะรุนแรงเกินไป หากเป็นเธอเอง ก็คงไม่ปล่อยคนอย่างซ่งเจี๋ยไปง่ายๆเช่นกัน


ท้ายที่สุด ครอบครัวซ่งสูญเสียทั้งหน้าและทางออก ไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ กลับเพิ่มความลำบากให้ตัวเอง


หลังเหตุการณ์นั้น ฟางจั๋วดูเงียบขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด เขาทุ่มเทให้กับการเรียนมากขึ้น และแทบไม่ปฏิสัมพันธ์กับใคร นอกจากเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหง


กับเพื่อนนักเรียนหญิงคนอื่น เขายิ่งรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ถึงขั้นเลือกเดินอ้อมเมื่อเห็นผู้หญิงเดินสวนมา


เรื่องนี้พอเข้าใจได้ หากเกิดเรื่องแบบเดิมขึ้นอีก เจ้าตุ้ยนุ้ยน้อยคงอธิบายตัวเองลำบากแน่


หลังช่วงเก็บเกี่ยวฤดูร้อน เวลาก่อนปิดภาคเรียนก็น้อยลง นี่คือภาคเรียนสุดท้ายของพวกเขา ทุกคนเริ่มรู้สึกกดดัน


แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ผู้ที่จะจบมัธยมปลายได้ นอกจากมาจากครอบครัวมีฐานะแล้ว ยังต้องเป็นคนรักเรียนจริงๆ


ทุกคนจึงทุ่มเทเต็มที่ในโค้งสุดท้าย เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงเองก็ตั้งใจทบทวนบทเรียน เพื่อให้คะแนนสอบสุดท้ายออกมาดีที่สุด


เสิ่นทิงหงเข้าใจบทเรียนเหล่านี้ได้ไม่ยาก แต่เพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่พยายามอย่างหนัก เธอจึงไม่เคยผ่อนคลาย


ในที่สุด การสอบปลายภาคก็สิ้นสุดลง


หน้าโรงเรียนมีผู้ปกครองมารอรับลูกหลานกันมากมาย เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ลางานมาในวันนี้ด้วย บ้านที่สร้างมาหนึ่งเดือนใกล้เสร็จแล้ว และกำลังรอให้ลูกสาวกลับไปเพื่อทำพิธียกคาน


การยกคานเป็นเรื่องสำคัญของชุมชนชนบท ทั้งคู่จึงอยากให้เสิ่นทิงหงได้เห็นช่วงเวลานี้


ก่อนแยกย้าย ฟางจั๋วเรียกเสิ่นทิงหงที่กำลังจะกลับหอไปเก็บของเอาไว้


“เสิ่นทิงหง”


เธอหันกลับมา ส่วนเสิ่นชิงชิงก็มองด้วยความสงสัย


“ฟางจั๋ว นายยังไม่กลับบ้านเหรอ?” เสิ่นทิงหงถาม


ฟางจั๋วดูอึดอัด เขามองเธอแล้วกัดฟัน ก่อนหันไปพูดกับเสิ่นชิงชิง


“เสิ่นชิงชิง เธอกลับหอพักก่อนได้ไหม ฉันมีเรื่องจะพูดกับเสิ่นทิงหง”


เสิ่นชิงชิงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่ก็ยอมเดินจากไปทั้งที่ยังคาใจ


มีอะไรที่ฉันฟังไม่ได้กันนะ


ฟางจั๋วกับเสิ่นทิงหงหยุดอยู่ใต้ต้นไทรในโรงเรียน เขาลังเลอยู่หลายครั้ง สีหน้ากังวล


“ฟางจั๋ว นายมีเรื่องอะไรหรือเปล่า พ่อแม่ฉันยังรออยู่” เสิ่นทิงหงเอ่ย


ฟางจั๋วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้า


“เสิ่นทิงหง มีเรื่องหนึ่งที่ฉันเก็บไว้ในใจมานาน วันนี้พวกเราเรียนจบแล้ว ถ้าไม่พูดตอนนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสพูดอีก”


เสิ่นทิงหงพยักหน้า เธอพอเดาออกอยู่แล้ว


ใช่ เป็นการสารภาพรักต่อเจ้าของร่างเดิม


ตั้งแต่แรกเธอก็รู้ว่าเจ้าตุ้ยนุ้ยน้อยคนนี้คิดอย่างไร เพียงแต่หลังจากเธอมาอยู่ในร่างนี้ การติดต่อกับฟางจั๋วมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เธอเป็นเพียงผู้ฟัง


“ฉันรู้ว่าเธอหมั้นหมายแล้ว” ฟางจั๋วพูดเสียงแผ่ว “แต่เรื่องนี้ฉันเก็บไว้นานมาก ฉันอยากพูดมันออกมา อย่างน้อยเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องเสียใจในอนาคต”


เขาเงยหน้ามองเธอ ดวงตาจริงจัง


“เสิ่นทิงหง…ฉันชอบเธอนะ”


บทที่ 30: จบการศึกษา กลับบ้านได้!


สิ่งที่ฟางจั๋วพูดออกมาในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแอบแฝงอะไร เขารู้ดีว่าระหว่างตนกับเสิ่นทิงหงไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็ไม่อยากทิ้งความเสียดายไว้ในวัยเยาว์ของตัวเอง


สำหรับเขา เสิ่นทิงหงคือแสงสว่างในวัยเยาว์ เป็นความรักที่ไม่อาจครอบครอง


ตอนแรกที่รู้ว่าเสิ่นทิงหงตกลงหมั้นหมายไปแล้ว เขาเจ็บปวดไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับคิดได้แล้ว คนบางคนมีบุพเพแต่ไร้วาสนา โชคชะตาลิขิตมาให้เพียงพานพบเท่านั้น


เสิ่นทิงหงพยักหน้า


“ขอบใจนะที่ชอบฉัน หวังว่านายจะได้เจอคู่ครองที่เหมาะสมเหมือนกัน”


ฟางจั๋วรู้ผลลัพธ์มาตั้งแต่ต้น จึงเตรียมใจไว้แล้ว ตอนนี้เลยไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก


“อืม ขอให้เธอมีความสุขนะ”


นี่คือคำอวยพรที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะมอบให้ได้ แม้พูดออกไปแล้ว แต่เมื่อคิดว่าสักวันหนึ่งผู้หญิงที่เขาแอบชอบมานานจะต้องแต่งงานกับคนอื่น หัวใจก็อดขมขื่นไม่ได้


หลังจากบอกลากัน เสิ่นทิงหงก็กลับหอพักทันที


เสิ่นชิงชิงทำหน้ามุ่ยใส่เธอราวกับประท้วง แต่พอเสิ่นทิงหงพูดเอาใจไปเล็กน้อย ทั้งคู่ก็เริ่มเก็บสัมภาระ


ของมีไม่มาก มีเพียงผ้าห่ม ที่นอน และของใช้กระจุกกระจิกเล็กน้อย หาถุงกระสอบพลาสติกมาแค่สองใบก็ใส่ได้หมด


เสิ่นชิงชิงดูแข็งแรงกว่ามาก มือหนึ่งถือถุง อีกมือคว้าของจากเสิ่นทิงหงไปแบกเอง จากนั้นก็โบกมือลาหอพักที่อยู่กันมาสองปีเต็ม


พอเดินถึงหน้าโรงเรียน เสิ่นชิงชิงก็เห็นเกวียนเทียมควายของหัวหน้าหมู่บ้าน มีหลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงนั่งอยู่ด้วย เธอถอนหายใจยาวเหมือนรู้ล่วงหน้าแล้ว


“พ่อฉันคงยุ่งอีกตามเคย เฮ้อ…กะหล่ำน้อยเอ๋ย บนดินเหลืองๆ ไม่มีใครรักเลยหนอ…”


เสิ่นทิงหงอดยิ้มไม่ได้


เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่คอยอยู่ตรงนั้นแล้ว พอเห็นเด็กสาวทั้งสองเดินมาก็รีบลงมาช่วยถือของ


เห็นเสิ่นชิงชิงถือของตั้งสามใบ หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงก็รู้สึกเกรงใจ


“ลูกคนนี้ ทำไมปล่อยให้ชิงชิงถือของเยอะขนาดนี้ล่ะ” หลิวเยว่พูดพลางตบไหล่ลูกสาวเบาๆ


เสิ่นทิงหงยังไม่ทันอธิบาย เสิ่นชิงชิงก็รีบพูดแทน


“คุณป้าคะ หนูอยากช่วยเองค่ะ ทิงหงถือไม่ไหวหรอก”


“งั้นก็ขอบใจมากนะ วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านมาไม่ได้ เลยให้ลุงกับป้ามารับแทน” หลิวเยว่าอธิบาย


เสิ่นชิงชิงพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ


“หนูเดาไว้แล้วค่ะ ยังดีที่คุณลุงคุณป้ามา ไม่งั้นหนูคงต้องแบกของกลับเองแน่”


ทุกคนหัวเราะตามคำพูดนั้น


วันนี้คนกลับบ้านเยอะ รถเมล์ย่อมแน่นเอี๊ยด การใช้เกวียนเทียมควายจึงสบายกว่า แม้จะช้า แต่ไม่ต้องเบียดกับใคร


เสิ่นต้าเฉียงจัดของขึ้นเกวียนเสร็จก็ให้ทุกคนนั่งขึ้นไป ส่วนตัวเองนั่งบังคับควายอยู่ด้านหน้า


นักเรียนที่ไม่มีพ่อแม่มารับในวันนี้มีไม่น้อย บางคนไม่มีเงินค่ารถด้วยซ้ำ การได้กลับด้วยเกวียนถือว่าโชคดีแล้ว


เสิ่นทิงหงคิดว่าตัวเองก็เช่นกัน แค่นึกถึงรถเมล์แน่นๆ ก็เวียนหัวแล้ว


เธอมาที่นี่ได้ไม่นานก็ต้องเข้าเรียน เวลานี้ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มที่ไม่ได้เจอพ่อแม่ ความคิดถึงเอ่อล้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้แม่ พูดคุยถามไถ่ไม่หยุด หลิวเยว่ยิ้มอย่างอ่อนโยน


“บ้านใกล้เสร็จแล้ว รอลูกกลับไปยกคาน พ่อกับแม่เลือกห้องใหญ่สุดไว้ให้ลูกด้วยนะ อยากตกแต่งยังไงก็ตามใจเลย”


“ขอบคุณค่ะ พ่อแม่ดีที่สุดเลย” เสิ่นทิงหงยิ้มหวาน


หัวใจเธออุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็อดรู้สึกผิดเล็กน้อยไม่ได้ ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมไปอยู่ที่ไหน เธอไปใช้ชีวิตของใครแทนหรือเปล่า


ไม่ว่าอย่างไร ความรักที่ได้รับในตอนนี้ ล้วนเป็นของเจ้าของร่างเดิม…


เสิ่นชิงชิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบอิจฉาเล็กน้อย บ้านเธอมีพี่ชายน้องชายหลายคน ห้องใหญ่ที่สุดไม่เคยเป็นของเธอ แต่เป็นของพี่ชายเสมอ


คุณลุงคุณป้าช่างรักเสิ่นทิงหงจริงๆ


พูดคุยหัวเราะกันเกือบสองชั่วโมง เกวียนก็มาถึงปากทางหมู่บ้าน เด็กๆหลายคนวิ่งเล่นอยู่ตรงนั้น พอเห็นเกวียนก็ต่างมองอย่างสนใจ


เสิ่นชิงชิงเหมือนราชาเด็กในหมู่บ้าน ไม่นานก็ถูกรุมล้อมเสียงดังครึกครื้น


กว่าจะหลุดออกมาได้ เธอก็รีบกล่าวลา


“คุณลุงคุณป้า ขอโทษที่เสียเวลานะคะ”


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปส่งหนูก่อนแล้วค่อยเอาเกวียนไปคืน” เสิ่นต้าเฉียงว่า


“ไม่ต้องค่ะ หนูกลับเองได้” พูดจบเสิ่นชิงชิงก็กระโดดลง คว้าของแล้ววิ่งจากไป


เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ได้แต่ส่ายหัว


เสิ่นทิงหงกลับรู้สึกชินเสียแล้ว นิสัยเสิ่นชิงชิงแบบนี้ ทำให้คนรักได้ง่ายจริงๆ


เกวียนมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเสิ่น บ้านใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ จึงต้องพักอยู่ที่นี่ก่อน มีเพียงจางซู่ฉินที่ยังทำหน้าตึงใส่


อู๋อวิ๋นยังพอทักทายกันได้ หลังแยกบ้าน แต่ละคนต่างเปลี่ยนไป ชีวิตก็แยกย้ายเดินคนละทาง


จบตอน

Comments