บทที่ 31: ลูกผอมไปนะ
เสิ่นทิงหงกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นเสิ่นปี้เหลียนกำลังให้อาหารไก่อยู่หน้าบ้าน
สมัยยังไม่แยกบ้าน ตามกฎแล้วแต่ละครอบครัวสามารถเลี้ยงไก่ได้มากถึงห้าตัว แต่หลังจากแยกบ้าน หนึ่งครอบครัวเลี้ยงได้เพียงสองตัวเท่านั้น ส่วนโควตาที่เหลือจึงถูกรวมไว้ให้บ้านพ่อเฒ่าเลี้ยงเพิ่มอีกหนึ่งตัว
เพราะเรื่องของเสิ่นปี้เหลียนก่อนหน้านี้ ทำให้บ้านใหญ่ต้องเสียเงินไปก้อนหนึ่ง จางซู่ฉินจึงยังโกรธลูกสาวคนนี้ไม่หาย
ยิ่งไปกว่านั้น วันนั้นเสิ่นโหย่วเหวยออกไปสังสรรค์กับเพื่อนข้างนอก พอกลับมาถึงบ้านก็พบว่าแต่ละครอบครัวแยกบ้านกันเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งเงินยี่สิบหยวนที่ต้องจ่ายให้บ้านสามก็มีต้นเหตุมาจากปัญหาของเสิ่นปี้เหลียนโดยตรง
เสิ่นโหย่วเหวยโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ลงมือทุบตีเสิ่นปี้เหลียนไปหนึ่งรอบใหญ่
เสิ่นต้าลี่กับจางซู่ฉินเป็นพวกเอ็นดูลูกชายมากกว่า ถึงจะพยายามห้ามอยู่บ้าง แต่ในใจเองก็ขุ่นเคืองลูกสาวคนนี้ไม่น้อย สุดท้ายจึงปล่อยให้เรื่องผ่านเลยไป
ตั้งแต่นั้นมา เสิ่นปี้เหลียนก็ยิ่งเกลียดเสิ่นทิงหงเข้าไปใหญ่
ในใจอดคิดไม่ได้— ตอนนั้นทำไมไม่ทำให้หล่อนตายไปซะเลย!
ถูกตีก็ถูกไปแล้ว
แต่ตอนนี้กลับเห็นเสิ่นทิงหงใช้ชีวิตสุขสบาย ใส่เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย กลับมาจากโรงเรียน หน้าตาผ่องใส ใจของเสิ่นปี้เหลียนก็ร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
อย่างไรก็ตาม หลังจากบทเรียนครั้งก่อน เสิ่นปี้เหลียนก็ไม่กล้าหาเรื่องซึ่งๆหน้าอีก
พอเห็นเสิ่นทิงหง นางก็เพียงทำเสียงฟึดฟัด หันหลังเดินสะบัดก้นจากไป พร้อมอ่างใส่อาหารไก่
เสิ่นทิงหงได้แต่กลอกตามองบน
หมดคำพูดกับญาติผู้นี้จริงๆ
เสิ่นทิงเหวินยังไม่กลับจากโรงเรียนอนุบาล
เสิ่นทิงอู่ออกไปทำนา
เสิ่นต้าเฉียงก็ไปคืนเกวียนวัว
ภายในบ้านจึงเหลือเพียงหลิวเยว่กับเสิ่นทิงหงสองแม่ลูก
เสิ่นทิงหงกวาดตามองไปรอบๆ รอจนหลิวเยว่าเข้าไปเตรียมอาหารเย็นในครัว นางจึงหยิบเนื้อสัตว์สองชิ้นกับข้าวสารสองจินออกมาจากห้วงมิติ แล้วเดินไปยังเตาชั่วคราว
“แม่คะ มื้อเย็นวันนี้ พวกเรากินพวกนี้กันเถอะค่ะ”
นางรู้ดีว่าคนยุคนี้นิยมกินเนื้อติดมัน แต่ตัวเองไม่ชอบไขมันทั้งชิ้น จึงเลือกหยิบหมูสามชั้นออกมาแทน
หลิวเยว่เห็นของในมือของลูกสาวก็ถึงกับตกใจ
“ลูกไปเอาของดีๆ พวกนี้มาจากไหน?!”
ของพวกนี้ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ ต่อให้เธอให้เงินลูกสาวไปโรงเรียนห้าหยวน ก็ไม่มีทางหาตั๋วมาได้
“หนูมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง พ่อเขาเป็นผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ หนูขอให้ช่วยหามาให้ค่ะ”
เสิ่นทิงหงกุเรื่องขึ้นอย่างไม่สะดุด
ต่อให้ไปถามเสิ่นชิงชิง ก็ยังพอปะติดปะต่อได้
“แบบนี้ไม่เท่ากับติดค้างน้ำใจคนอื่นหรือ?”
หลิวเยว่ถอนหายใจ
“เอาเงินไปซื้อของพวกนี้หมดแล้ว ลูกจะอยู่กินที่โรงเรียนทั้งเดือนยังไง?”
ยิ่งคิดว่าสาวน้อยอาจต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อเอาเนื้อกลับมาให้บ้าน ใจของหลิวเยว่ก็ยิ่งปวดร้าว
เสิ่นทิงหงเห็นสายตานั้นก็รีบเดินเข้าไปหา หมุนตัวให้แม่ดูรอบหนึ่ง
“แม่คะ หนูไม่ได้ลำบากเลยค่ะ พวกนี้คือของที่หนูค่อยๆเก็บไว้ก่อนหน้านี้ ตั้งใจเอาไว้ฉลองเรียนจบ
ต่อไปนี้หนูอยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่ที่บ้านได้แล้วนะคะ”
หลิวเยว่ฟังแล้วทั้งโล่งใจทั้งสงสาร
เม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบา
“งั้นวันนี้เรามาฉลองให้ลูกสาวคนเก่งของแม่กัน เอาเนื้อมาทำสักครึ่งจินก็พอ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ทำพรุ่งนี้”
เสิ่นทิงหงรู้ดีว่าตอนนี้ไม่อาจเปลี่ยนใจแม่ได้ทันที
เนื้อครึ่งจินสำหรับยุคนี้ ถือว่าใจกว้างมากแล้ว
ปกติต้องเป็นวันเกิดหรืองานปีใหม่เท่านั้นถึงจะได้กินเนื้อ
วันนี้แม่ยอมทำให้ขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่เลวเลย
เสิ่นทิงหงเสนอตัวช่วยหุงข้าว
หนึ่งเพื่อแบ่งเบางาน
อีกหนึ่งเพราะรู้ดีว่าแม่คงลังเลจะใช้ข้าวสาร
พอหลิวเยว่าเข้ามาเห็นหม้อข้าวใบใหญ่ที่ใกล้จะสุก—
หลิวเยว่ “…”
อยากพูดอะไรออกมาสักหน่อย
แต่คิดได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวเข้าครัว
ช่างเถอะ… แค่ข้าวสารนิดเดียวเอง
เสิ่นทิงหงเห็นสีหน้าทุกข์ใจของแม่ก็อดขำไม่ได้
ไม่นาน เสิ่นต้าเฉียงก็กลับมาถึงบ้าน
วันนี้เขาลางานไว้เพื่อไปรับลูกสาวจากโรงเรียน
ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณี ก็ได้กลิ่นเนื้อหอมฉุย
เตาชั่วคราวตั้งอยู่กลางลาน บ้านใหญ่กับบ้านรองมองเห็นชัดเจน
“เมียจ๋า บ้านเราเอาเนื้อมาจากไหน?”
เสิ่นต้าเฉียงถามเสียงดัง
หลิวเยว่ตั้งใจตอบเสียงชัด
“ก็ลูกสาวคนนี้แหละ เอาเงินไปเรียน แต่กลับยอม.อดออม ซื้อเนื้อกลับมาให้พวกเรา”
เสิ่นทิงหงได้ยินก็รู้สึกว่าแม่พูดเกินไปหน่อย
ดูยังไงเธอก็ไม่ได้ผอมเหมือนคนอดอยากสักนิด
พอเสิ่นต้าเฉียงได้ยิน ใจก็ปวดร้าว
ดึงลูกสาวมาหมุนดูรอบหนึ่ง น้ำตาคลอ
“ลูกของพ่อ…ผอมไปจริงๆ”
หลิวเยว่พยักหน้าเห็นด้วย
เสิ่นทิงหง “…”
ขณะเดียวกัน บ้านใหญ่เต็มไปด้วยอากาศอิจฉา
จางซู่ฉินได้แต่ทุบหม้อทุบชาม มองผักเละๆ ในกระทะด้วยความคุกรุ่น
“เอาเงินคนอื่นไปกินดีอยู่ดี ไม่กลัวข้าวติดคอหรือไง!
กินเข้าไปเถอะ ไม่ช้าก็เร็ว ฉันจะกินพวกคนไม่ได้เรื่องอย่างพวกแกคืนบ้าง!”
บทที่ 32: พี่จะเลี้ยงเธอเอง
หลิวเยว่าได้ยินเสียงด่าของจางซู่ฉิน ทัพพีในมือก็กระแทกลงบนเตาเสียงดัง เคร้ง!
อย่าว่าแต่หลิวเยว่าเลย แม้แต่เสิ่นทิงหงกับเสิ่นต้าเฉียงยังสะดุ้งตกใจไปด้วย
โดยเฉพาะเสิ่นต้าเฉียง เขารู้จักนิสัยภรรยาตัวเองดีที่สุด
ถึงจะรักทุกอย่างในตัวหลิวเยว่า แต่ก็อดกลัวไม่ได้ว่า หากโกรธจัดขึ้นมาจริงๆ นางอาจลงมือฆ่าคนได้โดยไม่รู้ตัว
จางซู่ฉินเดิมทีก็เป็นพวกเก่งแต่ปาก
พอเห็นหลิวเยว่โกรธขึ้นมาจริงๆ ยังไม่ทันได้เริ่มด่ากลับ ก็รีบหดหัวหนีเข้าไปในครัว ไม่กล้าส่งเสียงออกมาอีกแม้แต่น้อย
แต่หลิวเยว่าจะปล่อยให้คนมาด่าถึงหน้าบ้านแล้วเงียบงันได้หรือ?
ฝันไปเถอะ!
“จางซู่ฉิน ปากดีนักก็โผล่หัวออกมาสิ!
ออกมาดูซิว่าฉันจะจัดการกับแกยังไง!”
จางซู่ฉินได้แต่กลืนคำด่าลงคอ ปลอบใจตัวเองเงียบๆ ว่าอย่าไปถือสาพวกดุร้ายเหมือนแม่เสือ ไม่อย่างนั้นมีแต่จะทำให้ตัวเองลำบากเปล่าๆ
เสิ่นปี้เหลียนที่กำลังก่อไฟอยู่ข้างๆ มองเหตุการณ์นี้แล้วก็อดรู้สึกขายหน้าไม่ได้
ในใจนางคิดอย่างขุ่นเคือง—ถ้าแม่ของตนแข็งกร้าวเหมือนหลิวเยว่บ้าง วันนั้นก็คงไม่ถูกพวกญาติบ้านหลิวทุบตีจนเละเทะ
พอคิดว่าลูกสาวเพิ่งกลับบ้านวันนี้ หลิวเยว่ก็ไม่อยากก่อเรื่องให้วุ่นวายต่อ
“หึ วันนี้ฉันอารมณ์ดี จะไม่เอาเรื่องพวกแกก็แล้วกัน
แต่ถ้าคราวหน้ายังมารังควานฉันอีก ฉันจะกล้อนผมที่เหลืออยู่น้อยนิดของแกออกให้หมด ไม่เชื่อก็ลองดู!”
พูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสิ่นต้าเฉียงกับเสิ่นทิงหงมองหน้ากัน ก่อนจะลอบยิ้มโดยไม่พูดอะไร
หลิวเยว่าเห็นเข้าก็ทั้งฉุนทั้งขำ
“ฉันไม่ได้ด่าพวกเธอสักหน่อย ทำไมทำหน้าทำตากลัวกันนัก
กลัวว่าฉันจะกินพวกเธอเข้าไปด้วยหรือไง?”
เสิ่นทิงหงแลบลิ้นปลิ้นตา ส่วนเสิ่นต้าเฉียงได้แต่ลูบจมูกตัวเองอย่างคนสำนึกผิด
ไม่นาน เสิ่นทิงอู่ที่ออกไปทำงาน แม่เฒ่าเสิ่น และพ่อเฒ่าเสิ่นก็กลับมาถึงบ้านด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าผิวคล้ำขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย แดดฤดูร้อนช่วงนี้รุนแรงจริงๆ
เสิ่นทิงอู่รีบวิ่งเข้ามาทันทีที่เห็นเสิ่นทิงหง ไม่ทันสังเกตแม้แต่เนื้อในกระทะ
“น้องเล็ก น้องเล็ก มาให้พี่รองกอดหน่อยเร็ว~”
น้ำเสียงเอ็นดูราวกับกำลังกล่อมเด็กเล็ก ทำให้เสิ่นทิงหงอดยิ้มไม่ได้
นางเรียกกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“พี่รอง”
คำเรียกง่ายๆเพียงคำเดียว ทำให้เสิ่นทิงอู่ตื่นเต้นจนต้องถูมือไปมา
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินน้องสาวเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้
หลิวเยว่าใช้ทัพพีเคาะกระทะอีกครั้ง เสิ่นต้าเฉียงสะดุ้งเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะกลัวภรรยา แต่เพราะกระทะใบนี้แพงเอาการ!
“ระวังหน่อยสิ ถ้ากระทะพังขึ้นมา คืนนี้ไม่ต้องกินข้าวกันพอดี”
ก่อนแยกบ้าน ครอบครัวเสิ่นมีหม้อเพียงใบเดียว หลังแยกบ้าน บ้านสามไม่อยากวุ่นวายจึงยกให้บ้านใหญ่กับบ้านรองใช้ร่วมกัน
สองบ้านนั้นไม่มีตั๋วอุตสาหกรรม แถมไม่อยากเสียเงิน ทุกวันนี้ยังต้องผลัดกันใช้หม้อใบนั้นอยู่
หลิวเยว่าไม่อยากข้องเกี่ยวอีก จึงหาทางแลกตั๋วอุตสาหกรรมมาได้สองใบ ถึงซื้อกระทะมาได้หนึ่งใบ
ทั้งเสียเงิน ทั้งเสียแรง เสิ่นต้าเฉียงจึงหวงยิ่งนัก
“เจ้าสาม วันนี้ข้ากับพ่อของเจ้าไปทำกินกันเองก็แล้วกัน”
แม่เฒ่าเสิ่นเอ่ยขึ้น
พ่อเฒ่าเสิ่นไม่พูดอะไร แปลว่าไม่คัดค้าน
หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงมองหน้าพวกท่าน ก่อนจะพูดพร้อมกันแทบไม่ได้นัดหมาย
“พ่อ แม่ พวกท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว มากินด้วยกันเถอะค่ะ
ถ้าให้ไปทำเอง เดี๋ยวกว่าจะได้กินก็ดึกพอดี”
น้ำเสียงของหลิวเยว่หนักแน่น จนสองผู้เฒ่ามองหน้ากันอย่างลังเล
“ปู่ย่า มากินข้าวด้วยกันนะคะ”
เสิ่นทิงหงพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม
ในที่สุด ทั้งสองก็ยอมนั่งลงกินข้าวกับบ้านสาม
แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ความสุขก็ฉายชัดอยู่บนใบหน้า
หลังจากนั้นไม่นาน เสิ่นทิงเหวินก็กลับมาถึง
เพราะเป็นครูโรงเรียนอนุบาล เขามักต้องรอจนเด็กทุกคนกลับบ้านหมดก่อนถึงจะได้กลับ
“น้องเล็ก! พ่อแม่! ปู่ย่า!”
เพียงเห็นเสิ่นทิงหง เขาก็ดีใจจนแทบลอย
จากลำดับการทักทาย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครสำคัญที่สุดในใจเขา
เสิ่นทิงอู่ถูกมองข้ามไปตามเคย แต่ก็ชินเสียแล้ว
“พี่ใหญ่ น้องชายนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ทำไมพี่ถึงมองไม่เห็นล่ะ?”
เขาพูดหยอก
เสิ่นทิงเหวินไม่ตอบ เอาแต่สำรวจเสิ่นทิงหงตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ผอมลง ก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
ระหว่างกินข้าว ทุกคนจึงรู้ว่าเสิ่นทิงหงอดออมเงินเพื่อนำเนื้อและข้าวกลับมา
สองพี่ชายมองน้องสาวด้วยความรู้สึกผิดในใจ
เสิ่นทิงเหวินพูดขึ้นก่อน
“น้องเล็ก ตอนนี้เรียนจบแล้ว อยู่บ้านเฉยๆเถอะ
พี่จะเลี้ยงเอง ซื้อเนื้อให้กิน”
เสิ่นทิงอู่รีบเสริม
“ใช่ๆ งานหนักให้พี่สองคนทำ
ถึงพี่รองจะไม่เก่ง แต่แรงมีเหลือเฟือ
ต่อไปนี้พี่จะทำงานให้มากขึ้น ให้เธอได้กินข้าวขาวทุกวัน!”
เสิ่นทิงหงหัวเราะเสียงใส
แม้สำหรับนาง ข้าวขาวกับเนื้อจะไม่ใช่ของหายาก
แต่สำหรับพี่ชายทั้งสอง นี่คือสิ่งดีที่สุดที่พวกเขาสามารถมอบให้ได้
หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงมองภาพนี้ด้วยความพึงพอใจ
ลูกสาวเรียนจบกลับมา พวกเขาไม่คิดจะให้เธอต้องออกไปทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว
บทที่ 33: ขึ้นเขาเก็บฟืน
เรื่องที่บ้านสามไม่ต้องการให้เสิ่นทิงหงออกไปทำงานหนัก พ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้แสดงความเห็นใดๆให้ขุ่นเคืองใจ
หลังแยกบ้าน ทั้งสองก็มองออกว่านิสัยของบ้านสามแม้จะดุเด็ดเผ็ดร้อนไปบ้าง แต่ในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งสาม หลิวเยว่กลับเป็นคนที่กตัญญูมากที่สุด
อย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามานั่งกินข้าวที่บ้านสามตั้งนาน ก็ไม่เคยได้ยินคำบ่นแม้เพียงคำเดียว
เสิ่นทิงหงเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านสาม และก็ไม่ได้เพิ่มภาระงานให้ผู้ใหญ่
หากพ่อแม่เฒ่าพูดอะไรออกไปให้เสียบรรยากาศ ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวโดยใช่เหตุ
แม้เสิ่นทิงหงจะกลับมาใช้ชีวิตในชนบทเต็มตัวแล้ว แต่นางก็ไม่ได้อยากออกไปใช้แรงงานหนักจริงๆ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชีวิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในโลกก่อนหน้า—แม้จะขาดความอบอุ่น แต่ก็ไม่ได้ลำบากเรื่องปากท้อง เพราะมีผู้ใจดีจากหลายที่คอยช่วยเหลือ
สิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกเสียดายมาตลอด คือเวลามองเห็นเด็กคนอื่นมีพ่อแม่คอยอยู่ข้างกาย
ความรู้สึกขมขื่นนั้น… เคยฝังอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
แต่ตอนนี้ ความเสียดายเหล่านั้นเหมือนได้รับการชดเชย
ชาตินี้ของนาง มีทั้งพ่อแม่และพี่ชายที่รักใคร่จริงใจ
นางไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก และยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างกายของเจ้าของร่างเดิมที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ผิวพรรณบอบบางเกินกว่าจะทนแดดลมฝน
เสิ่นทิงหงครุ่นคิดอยู่ในใจ
หลังยกคานบ้านแล้ว อีกไม่ถึงสองวันพวกเขาก็จะย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่ได้
บ้านหลังใหม่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน
จะทำอะไรก็สะดวก ไม่ต้องเกรงสายตาคนอื่นมากนัก
นิยายที่อ่านมาในชาติที่แล้วกับความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ไม่ได้สูญเปล่าเลย
แม้รายละเอียดของยุคนี้จะไม่เหมือนโลกเดิมทั้งหมด แต่ทิศทางของกาลเวลากลับคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง
หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่กี่ปีจะมีการเปิดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง
และเมื่อถึงปี80—นั่นจะเป็นยุคทองอย่างแท้จริง
ถ้านางคว้าโอกาสนั้นไว้ได้
รวมกับความรู้จากโลกเดิม เสิ่นทิงหงไม่เชื่อว่าตนเองจะไม่สามารถตั้งตัวในยุคนี้ได้
ระยะนี้ นางเริ่มคิดถึง “ตลาดมืด”
สถานที่ที่นางเอกในนิยายมักต้องไปเยือน
หากไม่มีห้วงมิติ นางคงไม่กล้าคิด
แต่เพราะมีมันอยู่ การเก็บสะสมทุนก่อนยุคปฏิรูปจึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง
ในยุค70 อาชีพที่ทำเงินเร็วที่สุด หนีไม่พ้น “นายหน้า”
คนที่ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านและก้าวเข้าสู่ยุคเปิดประเทศได้อย่างมั่นคง
ล้วนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจในอนาคต
เก็บทุน—คือกุญแจสำคัญ
แต่เรื่องนั้น ยังไม่ใช่เวลาตอนนี้
คราวนี้เสิ่นทิงหงตั้งใจให้การยกคานบ้านใหม่เสร็จภายในสามวัน
แม้ความเชื่อเรื่องพิธีกรรมจะถูกมองว่าเชย แต่ในชนบท ความเชื่อก็ยังฝังแน่น
ระหว่างก่อสร้าง นางแอบให้คนช่วยตรวจสอบฤกษ์ยาม
ดังนั้นเรื่องยกคานบ้านจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
ผู้คนในหมู่บ้านเข้าใจดี จึงไม่มีใครมาหาเรื่อง
“แม่คะ ตอนยกคานบ้าน เราต้องเชิญแขกไหมคะ?”
เสิ่นทิงหงถามขึ้น
“ไม่จำเป็นหรอกลูก” หลิวเยว่ตอบ
“ตอนนี้ทุกคนลำบากกันหมด
แต่ถึงอย่างนั้น ยังไงก็ต้องเชิญลุงป้าน้าอามากินข้าวสักมื้อ
บ้านหลังนี้พวกเขาก็มาช่วยลงแรงไม่น้อย”
เสิ่นทิงหงเข้าใจดี
การจัดงานเลี้ยงในยุคนี้ ไม่เหมือนโลกอนาคต
บางคนมาเยี่ยม แค่ถือไข่ไก่สองฟองก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว
ถ้ารับของจากทุกคน คงกองพะเนิน
นางได้คำตอบ ก็กลับเข้าห้องพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังทุกคนออกไปทำงาน
เสิ่นทิงหงสะพายตะกร้าใบหนึ่ง แล้วมุ่งหน้าขึ้นเขา
ตะกร้าไม่ใหญ่ไม่เล็ก
ตั้งแต่เล็กนางไม่เคยทำงานหนัก ร่างกายจึงสูงโปร่ง การสะพายตะกร้าใบเดียวไม่ทำให้นางดูอ่อนแอ
วันนี้นางอยากขึ้นเขา
อยู่ในโรงเรียนมานาน อึดอัดเต็มที
อีกอย่าง นางอยากช่วยแบ่งเบาภาระบ้านบ้าง
ในห้วงมิติ มีของมากมาย
โดยเฉพาะกระต่าย—ทั้งวันไม่ทำอะไรนอกจากขยายพันธุ์
คิดไปคิดมา…
อีกไม่กี่วันต้องเชิญบ้านคุณยายมากินข้าว
ถ้าไม่มีของดีขึ้นโต๊ะ ก็ดูจะเกรงใจเกินไป
“เฮ้ นั่นใช่ลูกสาวเจ้าสามบ้านเสิ่นหรือเปล่า
แบกตะกร้าไปไหนน่ะ?”
ระหว่างทาง ย่อมมีคนทัก
เพราะภาพเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงดูราวกับเด็กเมือง แบกตะกร้าขึ้นเขา เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็น
เสิ่นทิงหงไม่คิดปิดบัง
“ขึ้นไปดูค่ะ เผื่อจะหาเห็ด เก็บฟืนได้บ้าง”
หลายคนทำหน้าประหลาดใจ
แต่นางไม่ได้สนใจ
เพียงยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินต่อ
“เอาแต่ใจจริงๆ เด็กสาวแบบนี้ ใครจะกล้ามาสู่ขอกันนะ”
หญิงปากสว่างคนหนึ่งเริ่มซุบซิบ
แต่ทันที ก็มีคนสวนขึ้น
“พูดแบบนั้นก็ไม่ได้ คนเขาแค่อยากช่วยบ้าน
ฉันว่าหล่อนเป็นเด็กดีนะ”
“ใช่ ต่อให้ไม่มีเสิ่นเหยียน คนหน้าตาดีแบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวไม่มีคนสู่ขอ”
เสียงหัวเราะดังขึ้น
หญิงปากสว่างได้แต่ฮึดฮัดในใจ
เสิ่นทิงหงไม่รู้เรื่องเหล่านั้น
นางเพียงฮัมเพลงเบาๆ ระหว่างเดินขึ้นเขา
ภูเขาแถบนี้ไม่สูงชัน
นางจึงเดินวนอยู่รอบนอก ไม่คิดลึกเข้าไป
แค่นี้…ก็เพียงพอแล้ว
บทที่ 34: กระต่ายตัวผู้ตายตามเพราะความรัก
ด้านหลังภูเขาเงียบเหงาไร้ผู้คน อย่างน้อยเสิ่นทิงหงก็ยังไม่เห็นใครสักคน
เวลานี้ชาวบ้านต่างออกไปทำงานกันหมด เด็กๆก็ไม่ถูกอนุญาตให้มาเล่นแถวนี้
แม้จะไม่ค่อยพบสัตว์ใหญ่บนภูเขาลูกนี้ แต่ในฤดูร้อนอันอบอ้าว งู แมลง และสัตว์เลื้อยคลานกลับมีไม่น้อย
ตามปกติเด็กๆจะรวมกลุ่มเล่นกันในหมู่บ้าน ให้เด็กโตคอยดูแลเด็กเล็ก ไม่มีใครปล่อยให้ขึ้นเขาเพ่นพ่านเด็ดขาด
ความเงียบเช่นนี้ทำให้เสิ่นทิงหงรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง
ไม่มีคน… ก็ทำอะไรได้สะดวกขึ้นมาก
แต่เธอไม่ได้คิดจะหยิบของออกมาจากห้วงมิติทันที
ในเมื่อบอกชาวบ้านไว้ว่าขึ้นเขามาเก็บฟืนและหาเห็ด อย่างน้อยก็ควรมี “หลักฐาน” ติดมือกลับไปบ้าง
เสิ่นทิงหงหมุนตัวมองไปรอบๆ แล้วเริ่มเก็บกิ่งไม้แห้ง
ถึงจะไม่เชี่ยวชาญงานเช่นนี้ แต่เธอก็รู้ว่าไม้แห้งไม่มีความชื้น จุดไฟง่าย และน้ำหนักเบา
ไม่นาน ตะกร้าก็เต็มไปกว่าครึ่ง
เมื่อทุกอย่างดูสมเหตุสมผลแล้ว
เสิ่นทิงหงจึงหยิบ “กระต่าย” ออกมาจากห้วงมิติสองตัว
ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้ อีกตัวเป็นตัวเมีย
ทั้งสองเป็นพวกกระตือรือร้นที่สุดในบรรดากระต่ายทั้งฝูง
เธอไม่อาจปล่อยให้พวกมันอยู่ในห้วงมิติต่อไปได้
ไม่อย่างนั้น กระต่ายตัวอื่นคงเอาอย่าง และห้วงมิติของเธอคงกลายเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์กระต่ายไปเสียก่อน
เสิ่นทิงหงหยิบก้อนหินขึ้นมา
ลงมืออย่างเด็ดขาด ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลังเอ่ยในใจเบาๆว่า ‘อมิตาพุทธ’
เธอก็เริ่มคิดถึงเมนูอาหารไปพร้อมกัน
จับกระต่ายยัดลงตะกร้า
ใช้ฟืนแห้งกลบจนมิด ตรวจดูซ้ำให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรโผล่ออกมาให้ใครเห็น
จากนั้นก็สะพายตะกร้า แล้วเดินลงจากเขาอย่างใจเย็น
ระหว่างทาง เธอผ่านจุดที่ก่อนหน้านี้พวกป้าๆกำลังทำงานกันอยู่
หลายคนยังมองมาทางเธอ แต่เมื่อชะเง้อดู ก็เห็นเพียงตะกร้าฟืนแห้งหนึ่งใบ
ไม่มีใครเอ่ยถามอะไรอีก
เสิ่นทิงหงจึงกลับบ้านได้อย่างราบรื่น
บ้านหลังเก่าเงียบสนิท
เสิ่นปี้เหลียนออกไปทำงานแล้ว เธอจึงหิ้วตะกร้าเข้าไปที่บ้านสามโดยตรง
จากนั้นก็ไม่ออกไปไหนอีก
ใกล้เที่ยง เสิ่นต้าเฉียงจะกลับมา
เสิ่นทิงหงจึงเตรียมหุงข้าวไว้
แน่นอนว่า เมื่อวานเพิ่งกินเนื้อกับข้าวขาวไป
ถ้าวันนี้ยังหุงข้าวขาวอีก แม่เธอคงไม่ปล่อยผ่าน
เธอจึงเลือกหุงข้าวต้ม
แม้จะข้นกว่าที่หลิวเยว่เคยทำเล็กน้อยก็ตาม
หลิวเยว่เห็นลูกสาวกำลังทำอาหาร ก็รู้สึกตื้นตันใจ
ถึงกับปาดน้ำตา “ลูกสาวพวกเรารู้ความขึ้นมากจริงๆ”
เสิ่นทิงหง “……”
เสิ่นทิงอู่เดินเข้ามา คว้าฟืนจากมือเธอไป
“น้องเล็ก ออกไปพักเถอะ อากาศร้อนขนาดนี้ เดี๋ยวไม่สบาย ให้พี่รองจัดการเอง”
เสิ่นทิงหงไม่รู้จะพูดอะไรดี
ได้แต่ยื่นฟืนให้เขาอย่างว่าง่าย แล้วพาพ่อแม่ไปดู “ของขวัญ”
“พ่อคะ แม่คะ ดูสิ วันนี้หนูขึ้นเขาไปเก็บอะไรมาได้”
เธอชี้ไปที่ตะกร้าที่อัดแน่นด้วยฟืน
หลิวเยว่เข้าใจผิด คิดว่าลูกอยากได้คำชม
จึงรีบเอ่ยปากทันที
“ไอหยา นีเอ๋อร์ของเราขยันขึ้นตั้งเยอะ ดูสิ เก็บฟืนมาได้มากขนาดนี้”
เสิ่นทิงหง “……”
“ไม่ใช่นะคะ!”
เธอทำเสียงกระเง้ากระงอด ก่อนจะดึงฟืนออก
เมื่อซากกระต่ายอ้วนท้วมสองตัวปรากฏขึ้น
เสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่ถึงกับตะลึงงัน
“นี่… นี่มัน…”
หลิวเยว่พูดไม่ออก
“เอามาจากไหนกัน?” เสิ่นต้าเฉียงถามเสียงเบา
“จับได้บนเขาค่ะ” เสิ่นทิงหงตอบอย่างจริงจัง
“กระต่ายตัวเมียกระโดดชนต้นไม้ตาย กระต่ายตัวผู้คิดไม่ตก… เลยตายตามไปเพราะความรัก”
คำพูดไร้สาระนั้น
กลับทำให้พ่อแม่เชื่อสนิท
“โอ้ ลูกสาวแม่ช่างนำโชคจริงๆ” หลิวเยว่เอ่ยอย่างภูมิใจ
“เป็นลูกสาวฉันด้วย” เสิ่นต้าเฉียงเสริมทันที
เสิ่นทิงหงได้แต่หัวเราะในใจ
แต่พวกเขาเชื่อก็ดีแล้ว ต่อไปเธอจะได้ “หยิบของ” ง่ายขึ้นอีก
“พ่อคะ แม่คะ วันยกคานบ้าน เราจะเชิญลุงป้าน้าอามากินข้าวใช่ไหมคะ
วันสำคัญแบบนี้ ไม่ควรตระหนี่เกินไป”
เธอพูดต่ออย่างเป็นเหตุเป็นผล
“บ้านเรายังมีเนื้อเหลือครึ่งจิน หมักเกลือไว้กินวันมะรืน
รวมกับกระต่ายสองตัวนี้ น่าจะพอค่ะ”
“พอสิ พออยู่แล้ว” หลิวเยว่พยักหน้า
“ไว้พรุ่งนี้หนูขึ้นเขาไปอีก เผื่อจะเจอลาภลอยแบบนี้อีกนะคะ”
เสิ่นทิงหงพูดพร้อมรอยยิ้ม
หลิวเยว่ส่ายหน้า
“ลูกจะโชคดีทุกวันได้ยังไง ช่วงนี้แดดแรง อยู่บ้านเถอะ
ถ้าผิวขาวๆของลูกคล้ำขึ้น อย่ามาร้องไห้นะ”
เสิ่นทิงหงยิ้มแหย
“หนูไม่ใช่คนบอบบางขนาดนั้นค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้หลิวเยว่คิดถึงเรื่องในอดีต
ตอนเสิ่นทิงหงยังเล็ก ถูกพี่ชายลากไปเก็บไข่ไก่ กลับมาผิวคล้ำขึ้นจนร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ยอมกินข้าวอยู่หลายวัน
ตั้งแต่นั้นมา
วันไหนแดดแรง เด็กสาวก็ไม่ยอมออกจากบ้านอีกเลย
แน่นอนว่าเสิ่นทิงหงไม่อาจบอกได้ว่า
วันนี้เธอทาครีมกันแดดมาทั้งตัวแล้ว
จึงได้แต่ยิ้มเงียบๆ
คืนนั้น ครอบครัวจัดการกับซากกระต่ายอย่างเงียบเชียบ
เพราะยังไม่ได้ย้ายบ้าน จึงต้มน้ำทำกันด้านใน
หลิวเยว่าเก็บหนังกระต่ายแยกไว้อย่างดี
บอกว่าจะทำผ้าพันคอให้เสิ่นทิงหงใช้หน้าหนาว
หากมีมากพอ
เธอคงตัดเสื้อกันหนาวให้ลูกสาวไปแล้ว
เสิ่นทิงหงฟังแล้ว
หัวใจอบอุ่นจนพูดไม่ออก
บทที่ 35: ยกคาน
คำพูดของหลิวเยว่ที่ว่า ‘จะไปโชคดีแบบนี้ทุกวันได้ยังไง’
เห็นทีจะด่วนสรุปเกินไปเสียแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเห็นไก่ป่าในตะกร้า หลิวเยว่ก็รู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง
กระต่ายอาจยังพอทำใจได้ แต่ไก่ป่าน่ะ…มันบินได้นะ!
เสิ่นทิงหงยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
โชคดีที่ชาติที่แล้วเธอเป็นคนชอบอาหารป่า ถึงขั้นเคยซื้อมาเลี้ยงเองด้วยซ้ำ
แม้ตัวนี้จะไม่ใช่ไก่ป่าแท้ๆ แต่รูปร่างหน้าตาก็แทบไม่ต่างกัน
แน่นอนว่าไก่ป่าตัวนี้ถูกหยิบออกมาจากห้วงมิติ
เธอไม่ใช่นักล่ามือฉมังอะไร เพียงแต่จำเป็นต้อง “แสร้งว่าใช่” เท่านั้น
“ลูกสาวของพ่อร้ายกาจจริงๆ!”
เสิ่นต้าเฉียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาขึ้นเขามาไม่รู้กี่ครั้ง ยังไม่เคยได้ทั้งกระต่ายทั้งไก่ป่าเลยสักอย่าง
กระต่ายก็วิ่งเร็ว ไก่ป่าก็บินได้
ถ้าไม่ใช่คนมีฝีมือ ก็ต้องโชคช่วยสุดๆ
แต่ลูกสาวเขา—
เมื่อวานเอากระต่ายกลับมาสองตัว
วันนี้ยังได้ไก่ป่าเพิ่มอีกหนึ่ง
โชคดีเกินไปแล้วจริงๆ
คิดไปคิดมา เขาแทบไม่อยากออกไปทำงานเสียด้วยซ้ำ
อยากจะขึ้นเขาไปหาของป่าบ้าง แต่ก็รู้ดีว่าโชคแบบนี้ไม่ใช่ใครจะมีก็ได้
“โฮะๆ แม่คะ หนูเก่งไหมล่ะคะ แบบนี้พรุ่งนี้ยกคานก็มีอาหารพอแล้วนะ”
เสิ่นทิงหงพูดอย่างร่าเริง
“เก่งสิ ลูกแม่เก่งที่สุด” หลิวเยว่ยิ้มจนตาหยี
“ตอนแรกแม่ยังกังวลอยู่เลย ตั๋วเนื้อมีแค่ครึ่งจิน แล้วยังต้องเลี้ยงคนหลายโต๊ะ กลัวไม่พอ”
“ยังดีที่แม่มีลูกสาวคนดีแบบนี้”
เสิ่นทิงหงรู้สึกเขินเล็กน้อย
ของพวกนี้เธอเอาออกมาจากห้วงมิติแท้ๆ แต่กลับถูกชมราวกับไปเสี่ยงชีวิตล่ามาเอง
ในที่สุด วันยกคานขึ้นบ้านใหม่ของบ้านสามก็มาถึง
เสิ่นทิงเหวินลางานไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ของครอบครัว
พ่อเฒ่าเสิ่น แม่เฒ่าเสิ่น เสิ่นต้าหย่ง และอู๋อวิ๋น ต่างก็ไม่ได้ออกไปทำงาน
ทุกคนรู้ดีว่าวันนี้บ้านสามต้องยุ่งหัวหมุนแน่นอน
หลิวเยว่ไม่แปลกใจที่อู๋อวิ๋นมาช่วย
แม้สะใภ้ทั้งสามจะยังมีความไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง แต่ในเรื่องใหญ่ ทุกคนก็รู้จักแยกแยะ
ยามนั้น ทุกคนยืนวุ่นวายกันอยู่หน้าหม้อ
แม้จะเป็นเพียงพิธีเล็กๆ แต่ก็มีเด็ก คนแก่ และชาวบ้านที่ว่างงานมามุงดูไม่น้อย
“สะใภ้รอง เดี๋ยวไปเรียกชุนฮวากับเสี่ยวปิงมากินข้าวด้วยนะ”
หลิวเยว่พูดขึ้นขณะจัดของอยู่
ต้องเตรียมเม็ดแตงโม ถั่ว ลูกอม และของจุกจิกไว้แจกคนที่มาช่วยยกคาน
ถือเป็นธรรมเนียมเล็กๆ
อู๋อวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ให้เสี่ยวปิงมาคนเดียวก็พอ ชุนฮวาไม่ต้องมา”
หลิวเยว่กลอกตาเบาๆ
เธอเข้าใจดีว่าอู๋อวิ๋นให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวเสมอ
“วางใจเถอะ ชุนฮวาไม่ได้กินเกินส่วนของเสี่ยวปิงหรอก”
พูดจบก็โน้มตัวไปกระซิบข้างหูไม่กี่คำ
ดวงตาของอู๋อวิ๋นพลันเป็นประกาย
“จริงเหรอ นีเอ๋อร์เก่งขนาดนั้นเลย?”
“ก็เพราะโชคดีน่ะสิ” หลิวเยว่ยิ้ม
“วันนี้ยังไม่ได้ยกคาน เลยอยากให้ครอบครัวมากินพร้อมหน้ากัน เธอก็มาช่วยฉันหน่อยนะ คนเดียวไม่ไหว”
อู๋อวิ๋นพยักหน้ารัวๆ
“วางใจได้ มือไม้ฉันคล่องจะตาย”
ตลอดทั้งวัน ไม่มีใครเอ่ยถึงบ้านใหญ่เลย
ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะไม่มีความจำเป็น
เสิ่นต้าหย่งกับอู๋อวิ๋น แม้จะเคยมีปากเสียงกัน
แต่ในวันสำคัญของน้องชาย ก็ยังมาช่วยเต็มที่
ต่างจากเสิ่นต้าลี่ที่ไม่เคยโผล่หน้ามาเลย
และบ้านสามก็ไม่คิดจะเชิญ
พิธียกคานเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่น
หลิวเยว่จ่ายค่าจ้าง แล้วให้ทุกคนแยกย้ายกลับ
เมื่อคนช่วยงานจากไปหมด
หลิวเยว่กับอู๋อวิ๋น รวมถึงพี่สะใภ้ทั้งสาม ก็เริ่มลงมือทำอาหาร
ไม่ได้เลี้ยงโต๊ะใหญ่
เป็นเพียงอาหารฉลองของคนในครอบครัว
ไม่นาน อาหารก็ถูกยกขึ้นโต๊ะครบทุกจาน
เสิ่นทิงหงเดิมอยากลงมือเอง
แต่แม่ไม่ยอมเสี่ยง ปล่อยให้เธอเป็นเพียงผู้ช่วย
เมื่อถูกไล่ออกมา
เสิ่นทิงหงก็หันไปสนใจของเล่นไม้ในมือเสิ่นทิงอู่แทน
ทั้งใบพัดไม้ และปืนทำจากกิ่งไม้
“ว้าว พี่รอง เก่งจังเลยค่ะ!”
ดวงตาเธอเป็นประกาย
งานฝีมือแบบนี้ ในโลกอนาคตแทบไม่เห็นแล้ว
แม้สมัยอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุณแม่อธิการจะเคยทำของเล่นไม้ให้บ้าง
แต่ก็ยังสู้ของเสิ่นทิงอู่ไม่ได้
“ชอบเหรอ ถ้าชอบพี่จะทำให้เล่นอีก”
เสิ่นทิงอู่ยิ้มกว้าง ใจฟูจนแทบลอย
เขาเคยกลัวเสมอว่า
ตัวเองไม่เก่ง ไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้หาเงินเก่งเหมือนพี่ใหญ่
วันหนึ่งน้องเล็กอาจไม่ชอบพี่ชายอย่างเขา
แต่ตอนนี้…
แววตาชื่นชมของเสิ่นทิงหง ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองมีคุณค่า
“ฉันทำได้มากกว่านี้นะ ยังทำปืนไรเฟิลซุ่มยิงได้ด้วย!”
เขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“จริงเหรอคะ พี่รองเก่งที่สุดเลย!”
เสิ่นทิงหงแปลงร่างเป็นแฟนคลับตัวน้อยทันที
ความภาคภูมิใจในใจของเสิ่นทิงอู่
ถูกเติมจนเต็มเปี่ยมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บทที่ 36: สรรเสริญเสิ่นทิงหงนั้นถูกแล้ว
สักพัก เหล่าคุณป้าก็ออกมาเรียกทุกคนไปกินข้าว
เสิ่นชุนฮวาพาเสิ่นเสี่ยวปิงมาด้วย ปีนี้เสิ่นเสี่ยวปิงอายุเพียงสิบสามปี
โรงเรียนประถมในหมู่บ้านกำลังจะปิดเทอมพอดี ถือว่าเขาเรียนจบระดับประถมแล้ว
ยุคนี้เด็กเข้าโรงเรียนกันค่อนข้างช้า
ชั้นประถมมีเพียงห้าปี มัธยมต้นและมัธยมปลายแบ่งอย่างละสองปี
เสิ่นทิงหงเองก็เข้าเรียนช้าเช่นกัน ตอนนี้อายุสิบเจ็ดปี เพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย
เสิ่นเสี่ยวปิงชอบญาติผู้พี่อย่างเสิ่นทิงหงมาก
ไม่ใช่แค่เพราะเธอแตกต่างจากคนอื่นในครอบครัว แต่ยังเพราะเสิ่นทิงหงทำให้เขาจริงจังกับการเรียน
เขาใฝ่ฝันว่า วันหนึ่งจะได้สอบเข้าเรียนมัธยมประจำอำเภอ เหมือนพี่ทิงหง และได้เป็น “คนเมือง” บ้าง
เมื่อเห็นเสิ่นทิงหง เขาก็วิ่งแจ้นเข้ามาหา
แต่พอเข้าใกล้จริงๆกลับชะงัก ไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก
แต่ก่อน ท่าทีของเสิ่นทิงหงที่มีต่อเขาค่อนข้างเฉยชา
บางครั้งอารมณ์ไม่ดีก็ยังดุเสียด้วยซ้ำ
เสิ่นทิงหงรู้ดี เด็กน้อยมองเธอด้วยดวงตาใสแจ๋ว ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกรำคาญแม้แต่น้อย
เธอล้วงกระเป๋า หยิบลูกอมนมกระต่ายขาวเม็ดใหญ่สองเม็ดออกมา แล้วยื่นให้เขา
“นี่ เอาไป แบ่งกับพี่ชุนฮวาคนละเม็ดนะ”
ลูกอมนี้ไม่ใช่ของจากห้วงมิติ
แต่เป็นของที่หลิวเยว่กัดฟันซื้อให้เธอโดยเฉพาะในวันนี้
ตอนที่เสิ่นทิงหงได้ลูกอมมาก็รู้สึกดีใจมาก
แม้ในห้วงมิติจะมีขนมสารพัด แต่สำหรับพ่อแม่แล้ว เธอยังเป็นเด็กอยู่ดี
“ต้องแบ่งให้พี่สาวด้วยเหรอ?”
เสิ่นเสี่ยวปิงชะงักเล็กน้อย เขาไม่ค่อยเข้าใจ
แม่ของเขาเคยบอกเสมอว่า
ของดีๆในบ้านต้องเป็นของเขา
ไม่เคยมีใครบอกให้เขาแบ่งปันกับพี่สาวมาก่อน
“ต้องสิ” เสิ่นทิงหงยิ้ม
“พี่มีของดี ก็แบ่งให้นาย นายมีของดี จะไม่แบ่งให้พี่ชุนฮวาบ้างเหรอ?
พี่ชุนฮวาใจดีกับนายขนาดไหน ลืมแล้วหรือ?”
เสิ่นทิงหงรู้ดีว่า อู๋อวิ๋นให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว
ทั้งที่เสิ่นชุนฮวาฉลาดและรู้ความ แต่กลับถูกมองข้ามเสมอ
เธอไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่น
แต่เสิ่นเสี่ยวปิงยังพออบรมสั่งสอนได้ ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะรับฟังหรือไม่
โชคดีที่เด็กชายไม่ทำให้เธอผิดหวัง
เขาลังเลเพียงสองวินาที ก่อนจะเดินเข้าไปยัดลูกอมใส่มือเสิ่นชุนฮวาหนึ่งเม็ด
เสิ่นชุนฮวาชะงัก
เธอไม่ค่อยกล้ารับ หากแม่รู้เข้าคงโดนดุอีกแน่
“พี่ชุนฮวา ฉันให้เองนะ แล้วก็เป็นน้ำใจของเสี่ยวปิงด้วย”
เสิ่นทิงหงเดินเข้าไปกระซิบเบาๆ
“ตอนนี้ป้ารองกำลังยุ่ง รีบกินเถอะ”
เสิ่นชุนฮวายิ้ม แล้วรับลูกอมมากินอย่างเชื่อฟัง
โตมาจนถึงวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้กินลูกอมนมกระต่ายขาว
ก่อนหน้านี้ แค่ลูกอมผลไม้เม็ดเดียวก็ถือว่าหรูหราแล้ว
“ขอบใจนะ นีเอ๋อร์”
เสิ่นชุนฮวาพูดเบาๆ
แต่ก่อน เธอเคยคิดว่าเสิ่นทิงหงเย็นชาและเข้าถึงยาก
แต่ตอนนี้ กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายอบอุ่นกว่าที่คิด
เสิ่นชุนฮวาอิจฉาเสิ่นทิงหงมาตั้งแต่เด็ก
เป็นเด็กผู้หญิงตระกูลเสิ่นเหมือนกัน แต่ชะตากรรมกลับต่างกันลิบลับ
เสิ่นทิงหงได้เรียนหนังสือ
ส่วนเธอต้องอยู่บ้านทำงาน เลี้ยงน้องชาย
เสิ่นทิงหงมีลุงป้านับไม่ถ้วนคอยเอ็นดู
แต่เธอกลับไม่สำคัญเท่าน้องชายในสายตาพ่อแม่
ดังนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นทิงหง
เธอมักรู้สึกว่าตัวเองต่ำกว่า
แต่ตอนนี้…
เสิ่นทิงหงกลับมีเสน่ห์ที่ทำให้คนอยากเข้าใกล้
“ไปๆๆ! กินข้าวกันได้แล้ว!”
เสิ่นทิงอู่เดินเข้ามาเรียก
เดิมมีเพียงโต๊ะเดียว
แต่เพราะบ้านรองมาร่วมด้วย จึงตั้งโต๊ะเพิ่มเป็นสองตัว
แม้จะเบียดเสียดไปบ้าง
แต่บรรยากาศกลับคึกคักอย่างยิ่ง
อาหารบนโต๊ะอุดมสมบูรณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน
เนื้อหมูหนึ่งจิน
กระต่ายสองตัว
ไก่ป่าหนึ่งตัว
ต่อให้เป็นช่วงตรุษจีน ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้กินขนาดนี้
ผักที่ปลูกในที่ดินตระกูลเสิ่นก็ถูกแบ่งอย่างยุติธรรม
แต่ละบ้านได้ส่วนของตน
ผัดกับน้ำมันเล็กน้อย ก็หอมอร่อยชวนกิน
แม้เสิ่นทิงหงจะยังรู้สึกว่าแม่ใส่น้ำมันน้อยไปหน่อย
แต่วันนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว
อย่างน้อยก็ยอมเอาตะเกียบพันผ้าจุ่มน้ำมัน ปัดรอบกระทะ
เมื่อทุกคนเห็นอาหาร ต่างก็แปลกใจ
โดยเฉพาะพ่อเฒ่าเสิ่น เสิ่นต้าหย่ง และเหล่าลุงๆ
เสิ่นต้าเฉียงยืดอกอย่างภูมิใจ
“พวกพ่อไม่รู้หรอก ไก่ป่ากับกระต่ายพวกนี้ นีเอ๋อร์ของพวกเราจับมาเองบนเขา
ถ้าไม่ใช่ลูกสาวฉัน มื้อนี้คงไม่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้!”
ทุกคนรู้ดี
เสิ่นต้าเฉียงไม่ได้อวดอาหาร
แต่อวด ลูกสาว
คำชมจึงหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงยิ้มจนปากแทบฉีกถึงหู
หลังมื้ออาหาร
ผู้หญิงช่วยกันเก็บล้าง แล้วทยอยกลับ
เซียวเจี้ยนฟางดึงเสิ่นทิงหงกับหลิวเยว่าไปคุยเรื่องส่วนตัว
ส่วนหลานชาย ลูกเขย ถูกแม่เฒ่ามองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นชุนฮวากับเสิ่นเสี่ยวปิงกลับก่อน
อู๋อวิ๋นต้องอยู่ช่วยงานต่อ
ระหว่างทางกลับ
ทั้งสองบังเอิญผ่านบ้านใหญ่
เห็นเสิ่นต้าลี่กำลังกินข้าวกับครอบครัว
“ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่ พี่ปี้เหลียน!”
สองพี่น้องทักทายอย่างสุภาพ
เสิ่นโหย่วเหวยไม่เงยหน้า
เสิ่นปี้เหลียนก็ทำเป็นไม่สนใจ
มีเพียงจางซู่ฉินที่กลอกตามอง
“ชุนฮวา เสี่ยวปิง วันนี้ไปกินข้าวบ้านอาสามาเหรอ?”
“ใช่ค่ะ”
ชุนฮวาตอบ เสี่ยวปิงพยักหน้า
“แล้วกินอะไรกันมาบ้าง?”
น้ำเสียงจางซู่ฉินเจือความแคลงใจ
เสิ่นต้าลี่จ้องภรรยาเขม็ง
แต่จางซู่ฉินไม่สนใจ รอฟังคำตอบ
เสิ่นชุนฮวาไม่อยากพูด
แต่เสิ่นเสี่ยวปิงยังเด็ก เมื่อนึกถึงอาหารแสนอร่อย ดวงตาก็เป็นประกายทันที—
บทที่ 37: เสิ่นทิงหงกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว
“วันนี้อาหารกลางวันอร่อยมากครับ! มีทั้งกระต่าย ไก่ป่า แล้วยังมีเนื้ออีกด้วย!”
เสิ่นเสี่ยวปิงพูดด้วยสีหน้ารื่นเริง ดวงตาเป็นประกาย
เดิมทีจางซู่ฉินถามไปเพียงเพราะพลั้งปาก
แต่พอได้ยินคำตอบ หัวใจก็พลันกระตุกวูบ
นางก้มมองโจ๊กเม็ดหยาบกับผักไม่กี่ใบในชามของตัวเอง
จู่ๆ ก็รู้สึกเบื่ออาหารขึ้นมาทันที สีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เฮ้อ… เสิ่นต้าลี่ คุณดูน้องชายตัวดีของคุณสิ”
จางซู่ฉินเริ่มระบายอารมณ์
“วันสำคัญอย่างยกคานบ้าน บ้านเจ้ารองก็ชวนไป พ่อแม่ก็ชวนไป
มีแต่พวกเราที่ไม่ชวน เพราะเขาดูถูกพวกเรา!”
เสิ่นต้าลี่รู้สึกปวดหัว
เขาเบื่อหน่ายกับเรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของเขายังเป็นคนไม่รู้จักหยุดปาก
“กินข้าวของคุณไปเถอะ”
เขาพูดเสียงแข็ง
“เป็นแบบนี้แล้ว ยังหวังให้คนอื่นชวนคุณไปอีกหรือ?”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น
แต่ในใจของเสิ่นต้าลี่กลับไม่สบายใจเลย
ตอนนี้… เจ้าสามไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาอีกแล้ว
แต่คนอย่างจางซู่ฉิน ใครจะทนไหว
นางยังคงด่าต่อไม่หยุด แม้เสิ่นต้าหย่ง อู๋อวิ๋น รวมถึงพ่อเฒ่าแม่เฒ่าจะกลับมาแล้วก็ตาม
เสิ่นโหย่วเหวยกินเสร็จก็วางตะเกียบ ลุกหนีไปเป็นคนแรก
เสิ่นปี้เหลียนเองก็ไม่อยากฟังแม่ด่าคนไปทั่ว จึงสะพายเป้ออกไปข้างนอก
“เมื่อก่อนตอนยังไม่แยกบ้านก็อารมณ์เสียไม่หยุด
ตอนนี้เขาไปสร้างบ้านใหม่แล้ว ก็เลยต้องรีบประจบประแจงกันสินะ!”
คำพูดนั้นแทบจะชี้หน้าด่าบ้านรองโดยตรง
เสิ่นต้าหย่งโกรธจนหน้าแดงก่ำ
แต่เขาอดกลั้นไว้ เพราะอีกฝ่ายเป็นพี่สะใภ้
ทว่า… นั่นไม่ใช่หลิวเยว่
ถ้าเป็นหลิวเยว่ นางคงไม่ทนด่า
เพราะไม่ว่าด่ากันอย่างไร จางซู่ฉินก็ไม่มีทางสู้ได้
แถมถ้าลงไม้ลงมือ หลิวเยว่มีกำลังหนุนอยู่รอบด้าน
แล้วเหตุใดอู๋อวิ๋นต้องทนต่อคนอย่างจางซู่ฉิน?
“พอกลับมาก็ได้ยินเสียงหมาเห่า”
อู๋อวิ๋นสวนกลับทันที
“นึกว่าเป็นหมาบ้าจากบ้านไหน ไม่ล่ามไว้ให้ดี
เวลาที่ต้องช่วยกันก็ไม่เห็นหัวใคร
พอไม่มีผลประโยชน์ก็โทษคนอื่นว่าไม่นึกถึง
เมื่อไหร่จะเรียนรู้ว่าเป็นปัญหาของตัวเองสักที!”
คำด่ารุนแรงปะทะกันไปมา
สองพี่สะใภ้แทบจะลงไม้ลงมือใส่กัน
เดิมทีพ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นกำลังมีความสุข
ที่ลูกชายคนเล็กสร้างบ้านอิฐกระเบื้องได้สำเร็จ
แต่ตอนนี้อารมณ์ดีๆ กลับสลายหายไปสิ้น
สุดท้ายเรื่องก็จบลง
หลังจากพ่อเฒ่าเสิ่นระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง
สองสามีภรรยาเฒ่าโกรธจัด แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไรต่อ
ฝั่งบ้านสามกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เสิ่นทิงหงกับครอบครัวกำลังช่วยกันเก็บกวาดบ้านใหม่
งานยกคานเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่วันก็จะย้ายเข้าอยู่ได้
ยิ่งมองบ้านหลังนี้ เสิ่นทิงหงก็ยิ่งพอใจ
แม้จะไม่หรูหรา
แต่ทำเลอยู่ท้ายหมู่บ้าน เงียบสงบ ไม่มีใครพลุกพล่าน
หลายคนเคยมาเกลี้ยกล่อมเสิ่นต้าเฉียงให้เปลี่ยนทำเล
แต่ที่นี่คือที่ที่เสิ่นทิงหงเลือกด้วยตัวเอง
ยิ่งอยู่ไกลจากผู้คน
ก็ยิ่งเหมาะกับครอบครัวที่ “มีความลับ” และต้องการความสงบ
บ้านหลังนี้มีทั้งหมดหกห้อง
ห้องของพ่อแม่หนึ่ง
ห้องของพี่ชายสองคน
ห้องของเธอหนึ่ง
อีกสองห้องเตรียมไว้สำหรับอนาคต
รวมกับห้องครัวและห้องน้ำ
พื้นที่กว้างขวาง ใช้เงินไปไม่น้อย
เงินออมของครอบครัวแทบจะหมดลง
ยกเว้นเงินหนึ่งร้อยหยวนที่เยี่ยเสิ่นเหยียนมอบให้เสิ่นทิงหงก่อนหน้านี้
โชคดีที่เสิ่นทิงเหวินยังมีเงินเดือน
พวกเขาจึงประคองตัวผ่านช่วงลำบากมาได้
ช่วงบ่าย เสิ่นต้าเฉียงพาลูกชายสองคนไปรับเฟอร์นิเจอร์
ส่วนเสิ่นทิงหงกับหลิวเยว่รออยู่ที่บ้านใหม่
เฟอร์นิเจอร์ไม่ได้ใหม่ทั้งหมด
แต่เตียงและตู้ของเสิ่นทิงหงถูกทำขึ้นใหม่เป็นพิเศษ
เตียงของเธอเป็นแบบที่นิยมในห้างสรรพสินค้า
แม้จะดูเชยในสายตาเธอ
แต่ในยุคนี้ถือว่าสวยงามและมีราคา
ที่สำคัญ—
มันแพงกว่าเตียงของพี่ชายทั้งสองอย่างเห็นได้ชัด
“นีเอ๋อร์! รีบมาดูสิว่าชอบหรือเปล่า!”
เสิ่นต้าเฉียงปาดเหงื่อบนหน้าผาก
ยืนรออย่างคาดหวัง สีหน้าเก้ๆกังๆ ราวกับเด็กที่รอคำชม
เพียงภาพนั้น
หัวใจของเสิ่นทิงหงก็แน่นขึ้น
ดวงตาร้อนผ่าว กลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่
ชายผิวคล้ำที่เหงื่อท่วมกาย
ยืนอย่างประหม่าเพราะอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาว
นี่คือพ่อของเธอ
ไม่ว่าจะเป็นร่างของใครก็ตาม
ชีวิตที่เหลืออยู่—เธอจะปกป้องครอบครัวนี้ให้ดีที่สุด
เมื่อเสิ่นต้าเฉียงเห็นดวงตาแดงก่ำของลูกสาว
เขาก็ยิ่งงุนงง
“เป็นอะไรไปล่ะลูก?”
บทที่ 38: วงจรสมองอัศจรรย์ของอู๋อวิ๋น
“พ่อคะ หนูไม่เป็นอะไรค่ะ แค่รู้สึกซาบซึ้งใจเท่านั้นเอง ขอบคุณนะคะ”
เสิ่นทิงหงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ทันใดนั้นเสิ่นต้าเฉียงก็ทำตัวไม่ถูก
ลูกสาวโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยอ่อนไหวกับเขาขนาดนี้มาก่อน ทำให้เขารู้สึกเก้ๆกังๆอย่างช่วยไม่ได้
“นีเอ๋อร์ ลูกอย่าร้องไห้เลยนะ เดี๋ยวแม่ของลูกเห็นเข้าจะเล่นงานพ่อเอา”
เขาปลอบด้วยท่าทีซื่อๆ
เสิ่นทิงหงสะอึกสะอื้นพลางหัวเราะออกมา
ทั้งบ้านวุ่นวายกันจนถึงเย็น
เพราะยังมีอาหารกลางวันที่เหลืออยู่ในบ้านใหม่ ทุกคนจึงไม่ได้กลับไปบ้านเก่า กินง่ายๆกันที่นี่แทน
แน่นอนว่าเนื้อสัตว์ไม่เหลือแล้ว
เหลือเพียงผักไม่กี่อย่างเท่านั้น
สองวันต่อมา ครอบครัวของเสิ่นทิงหงก็ย้ายบ้านอย่างเป็นทางการ
เช้าวันนั้นฝนตก ทำให้ช่วงบ่ายไม่มีใครออกไปทำงาน
บ้านรองรู้ว่าบ้านสามยังต้องขนย้ายของอีกมาก เสิ่นเสี่ยวปิงจึงมาช่วยด้วย
เด็กชายยังจำลูกอมนมกระต่ายขาวเม็ดใหญ่ที่เสิ่นทิงหงให้ในวันนั้นได้ดี
เขาตั้งใจช่วยงานอย่างแข็งขัน เผื่อว่าวันนี้จะได้ลูกอมอีก
และแน่นอน—เสิ่นทิงหงก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
เธอมอบลูกอมให้เขาและเสิ่นชุนฮวาคนละเม็ด
“นีเอ๋อร์ พวกเรามาช่วยก็สมควรอยู่แล้ว เธอไม่จำเป็นต้องให้ลูกอมฉันหรอก”
เสิ่นชุนฮวาพูดอย่างเขินอาย
ถึงจะเป็นแค่ลูกอมผลไม้ธรรมดา แต่ก็ราคาเม็ดละหนึ่งเฟิน
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังอายุมากกว่าเสิ่นทิงหงเสียอีก
“ฉันให้พี่ พี่ก็กินไปสิ”
เสิ่นทิงหงตอบสั้นๆ ไม่ชอบการเกี่ยงงอนพวกนี้
เสิ่นชุนฮวาเห็นว่าอีกฝ่ายพูดด้วยความจริงใจ จึงรับไว้
แต่เธอไม่ได้กินทันที ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ให้เสิ่นเสี่ยวปิงภายหลัง
เสิ่นทิงหงไม่ได้ใส่ใจ
ลูกอมให้ไปแล้ว จะกินหรือไม่ก็เป็นเรื่องของผู้รับ
เมื่อเห็นว่าบ้านรองมาช่วยกันทั้งครอบครัว
หลิวเยว่จึงเตรียมอาหารไว้ให้ตอนเย็น
แม้อาหารจะไม่ดีเท่าวันยกคาน
ไม่มีเนื้อสัตว์สักชิ้น
แต่ก็ใส่น้ำมันมากกว่าปกติเล็กน้อย
เพียงเท่านี้ สองสามีภรรยาบ้านรองก็พอใจแล้ว
ระหว่างมื้ออาหาร เสิ่นต้าหย่งมองบ้านอิฐหลังคากระเบื้องสีฟ้าหลังใหญ่ด้วยแววตาอิจฉา
“เจ้าสาม บ้านหลังนี้ดูมีสง่าราศีจริงๆ ถ้าฉันมีเงินเมื่อไหร่ จะสร้างแบบนี้เหมือนกัน!”
อู๋อวิ๋นหัวเราะเบาๆ
“บ้านเราเอาไปเทียบกับบ้านสามได้หรือ?
ทิงเหวินหาเงินเก่ง ทิงอู่ก็ขยัน
เสี่ยวปิงยังเด็กอยู่
พวกเราสองคนจะสู้บ้านน้องสามทั้งบ้านได้ยังไง?”
คำพูดนี้ฟังเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร
แต่เสิ่นชุนฮวากลับก้มหน้าลง ดวงตาหม่นแสง
“พูดอะไรแบบนั้นล่ะ” หลิวเยว่รีบพูด
“ชุนฮวาก็เก่งทั้งในและนอกบ้านไม่ใช่หรือ
เสี่ยวปิงเองก็เรียนไม่เลว
ถ้าขยันหน่อย อนาคตอาจได้เป็นนักบัญชีก็ได้นะ”
เสิ่นต้าเฉียงพยักหน้าเห็นด้วย
สองสามีภรรยาคู่นี้เป็นพวก ‘เห็นคุณค่าผู้หญิง’
จึงไม่เข้าใจแนวคิดชายเป็นใหญ่ของอู๋อวิ๋นเอาเสียเลย
ความจริงเสิ่นชุนฮวาเป็นคนมีความคิด
แต่ในสายตาของอู๋อวิ๋น
ต่อให้เสิ่นเสี่ยวปิงไม่ทำอะไร ก็ยังดีกว่าเสิ่นชุนฮวาที่ทำงานแทบถวายชีวิต
หลิวเยว่จึงอดพูดแทนไม่ได้
ถ้าเสิ่นชุนฮวาเป็นลูกสาวของพวกเขา
คงถูกรักราวกับไข่ในหิน
“ฮะๆ ฉันไม่ได้หมายความอย่างอื่นนะ”
อู๋อวิ๋นยิ้มเจื่อน
“ชุนฮวาของเราก็มีดีเหมือนกัน
ต่อไปฉันจะหาครอบครัวดีๆให้เธอ
จะได้มีชีวิตที่ดีในอนาคต”
คราวนี้ ไม่ใช่แค่หลิวเยว่
แม้แต่เสิ่นทิงหงก็พูดไม่ออก
คำพูดทุกคำของอู๋อวิ๋น
สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้อย่างน่าอัศจรรย์
มองจากสีหน้า นางพูดจากใจจริง
แต่การเน้นคำว่า ชีวิตที่ดี
กลับฟังดูเหมือนกำลังเหน็บใครบางคน
ถ้าไม่ใช่เพราะหลิวเยว่รู้จักนิสัยพี่สะใภ้คนนี้ดี
คงโกรธไปแล้ว
“ก็ต้องดูคนให้ดี โดยเฉพาะนิสัยและอนาคต”
หลิวเยว่พูดอย่างกลมกลืน
แต่แล้วอู๋อวิ๋นก็เสริมขึ้นมาทันที
“พูดถึงอนาคต นีเอ๋อร์ของเรานี่โชคดีจริงๆ
เด็กหนุ่มแถวนี้ไม่มีใครเทียบลูกชายตระกูลเยี่ยได้
น่าเสียดายที่บ้านเขาไม่มีพี่น้องเลย”
เสิ่นต้าหย่งรีบเอาศอกสะกิดภรรยา
หญิงคนนี้มักพูดจี้จุดอ่อนของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
“ฮ่าๆๆ…”
อู๋อวิ๋นหัวเราะกลบเกลื่อน
‘ช่างเถอะ คนฉลาดไม่ถือสาคนโง่’
หลิวเยว่คิดในใจ
“ไม่มีพี่น้องน่ะดีที่สุดแล้ว” หลิวเยว่พูดต่อ
“แต่งออกไปก็เป็นใหญ่ในบ้าน
ครอบครัวฝ่ายแม่ก็มีพี่ชายคอยหนุน
ใครจะกล้ารังแกนีเอ๋อร์ของเรา?”
คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของอู๋อวิ๋นสว่างวาบ
ใช่สิ!
ถ้าไม่มีพ่อแม่สามี ไม่มีพี่น้องสามี
ก็จะเป็นใหญ่อยู่คนเดียว!
ในหัวของนาง
ความคิดประหลาดก็เริ่มก่อตัวอย่างรวดเร็ว
หลังมื้ออาหาร
อู๋อวิ๋นจับมือหลิวเยว่แน่น
“ขอบคุณนะ น้องสาวน้องชาย!”
หลิวเยว่สะดุ้ง
“หา?”
“ฉันรู้แล้วว่าจะหาคนแบบไหนให้ชุนฮวา!”
“เธอรู้…อะไร?”
หลิวเยว่เบิกตากว้าง
อู๋อวิ๋นยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ฉันจะหาคนที่ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีพี่น้อง ให้เธอ!”
ทุกคน “……”
“จริงๆแล้ว… ไม่จำเป็นขนาดนั้นก็ได้”
หลิวเยว่ถอนหายใจ
เธอยอมใจวงจรสมองของพี่สะใภ้คนนี้จริงๆ
บทที่ 39: ย้ายบ้านใหม่
เสิ่นต้าเฉียงหันไปมองเสิ่นต้าหย่ง
“พี่รอง ทำไมไม่พูดอะไรบ้างล่ะ?”
เสิ่นต้าหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย
“ความจริงฉันคิดว่าน้องสามพูดถูกนะ แต่ต้องดูให้ดี หาคนที่หัวอ่อน ยอมคน หลังแต่งงานไปแล้ว ชุนฮวาของเราจะได้ไม่ถูกรังแกจริงๆ”
ครอบครัวของเสิ่นต้าเฉียง “……”
เมื่อเผชิญกับวงจรความคิดอันแสนอัศจรรย์ของพวกเขา ครอบครัวบ้านสามถึงกับพูดไม่ออก
แต่เสิ่นทิงหงกลับมองต่างออกไปเล็กน้อย
ด้วยนิสัยของเสิ่นชุนฮวา หากเป็นอย่างที่ลุงรองพูดจริงๆ คือได้แต่งงานกับคนอ่อนโยน ยอมภรรยา และรักครอบครัว ชีวิตของเธออาจจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่มาก
ในยุคนี้ คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว
หากเสิ่นชุนฮวาแต่งงานออกไป แล้วบ้านสามีมีแนวคิดแบบอู๋อวิ๋น เธออาจต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะหากลูกคนแรกไม่ใช่ลูกชาย
อย่างน้อย การแต่งงานกับคนที่ไม่มีพ่อแม่ ก็จะลดแรงกดดันจากแม่สามีลงไปได้มาก
ต่อมาเสิ่นต้าเฉียงก็นึกถึงสิ่งที่หลิวเยว่พูดกับเขาก่อนหน้านี้
“พี่รอง บ้านเก่าที่พี่กับพี่ใหญ่แบ่งกันคนละห้องน่ะ ยังมีห้องของทิงหงที่ลุงๆมาช่วยกันสร้างอยู่ ห้องนั้นราคา10หยวน พี่สนใจไหม? ถ้าตกลงก็เอาไปทำครัวได้เลย”
เสิ่นต้าหย่งกับอู๋อวิ๋นสบตากัน ต่างเห็นความพอใจในแววตาของอีกฝ่าย
แม้จะเป็นเพียงบ้านกำแพงดิน แต่การสร้างขึ้นมาก็ต้องใช้แรงและเวลาไม่น้อย
สิบหยวนถือว่าไม่แพงเลย
อู๋อวิ๋นเองก็ไม่อยากใช้ครัวร่วมกับบ้านใหญ่อีกแล้ว เพราะจางซู่ฉินสร้างแรงกดดันให้เธอไม่น้อย
หากเถียงกันไม่กี่คำ วันไหนถึงคิวจางซู่ฉินทำอาหารก่อน อีกฝ่ายอาจจงใจอ้อยอิ่งในครัว ปล่อยให้บ้านรองหิวอยู่ข้างนอก
อู๋อวิ๋นหยิบเงินสิบหยวนออกมาทันที
หลิวเยว่เขียนใบรับเงินให้โดยไม่รีรอ แม้จะเป็นเพียงกระดาษขาวเขียนด้วยหมึกดำ แต่ก็เพียงพอจะป้องกันปัญหาในอนาคตได้
หลังอาหาร บ้านรองกลับไปอย่างอารมณ์ดี วางแผนจะไปคุยกับพ่อเฒ่าเสิ่นเรื่องย้ายครัว
แม้จะแยกบ้านแล้ว แต่ก็ยังทำตามธรรมเนียมเดิม
ครอบครัวเสิ่นทิงหงนั่งพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะอาบน้ำและแยกย้ายกลับห้องใครห้องมัน
ตอนนี้ห้องมีเพียงพอแล้ว
เสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่จึงได้แยกห้องกันเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยนอนห้องเดียวกัน ส่วนเสิ่นทิงหงมีห้องแยก
เมื่อสองพี่น้องโตจนเกือบยี่สิบ ได้มีพื้นที่ส่วนตัวเป็นครั้งแรก ก็อดตื่นเต้นไม่ได้
บ้านใหม่ดีกว่าเดิมมาก
ทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวสายตาคนอื่น
ก่อนหน้านี้บ้านเก่าโปร่งเกินไป เสิ่นทิงหงไม่กล้าเข้าออกห้วงมิติตามใจ
ตอนนี้ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว
โดยเฉพาะห้องของเสิ่นทิงหง
ประตูถูกออกแบบให้ล็อกได้ทั้งด้านในและด้านนอก
เป็นความตั้งใจของพ่อแม่ที่เห็นว่าเธอเป็นผู้หญิง
กลอนสองอันไม่ใช่ของราคาถูก
แม้แต่หลิวเยว่ก็ยังไม่เก็บกุญแจไว้ ถือว่าให้เกียรติลูกสาวอย่างมาก
เสิ่นทิงหงจึงเข้าไปในห้วงมิติ เพื่อตรวจดูแปลงผักและสวนผลไม้
ทันทีที่เข้าไป เธอก็ตะลึง
ผักและผลไม้ทุกชนิดงอกงามเต็มที่ สุกงอมเกินคาด
แม้จะรู้ว่าพืชในห้วงมิติเจริญเติบโตเร็ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้
เธอมาอยู่ในร่างนี้เพียงเดือนเดียว
เข้าไปในห้วงมิติเพียงครั้งเดียวตอนอยู่โรงเรียน
ตอนนั้นยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ
แต่ผ่านไปเพียงครึ่งเดือน ทุกอย่างกลับสุกพร้อมกันหมด
ดูเหมือนว่าห้วงมิติจะไม่มีฤดูกาล
ตราบใดที่ปลูกในดิน อะไรก็ไม่ตาย
จากนั้นเธอก็หันไปมองพวกสัตว์ด้วยความปวดหัว
ไข่ทุกชนิดต้องจัดการ
เสิ่นทิงหงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะขึ้นเขา ไม่ว่าไข่พวกนี้จะสมเหตุสมผลหรือไม่ ก็ต้องเอาออกมา
ตราบใดที่เธอยืนยันว่าเก็บได้บนเขา
ก็ไม่มีใครตรวจสอบได้
ไม่มีใครคิดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ จะมี “สมบัติแบบโดราเอมอน” ซ่อนอยู่
ถ้าปล่อยไว้จนไข่ฟักเป็นตัว ห้วงมิติคงวุ่นวายแน่
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนออกไปทำงานตามปกติ
เสิ่นทิงหงแบกตะกร้าขึ้นเขาเหมือนทุกวัน
ชาวบ้านเริ่มชินแล้ว
เธอไม่เอาของกลับทุกครั้ง เพื่อไม่ให้พ่อแม่สังเกตเห็นความผิดปกติ
“นีเอ๋อร์บ้านเสิ่น จะไปเก็บฟืนอีกแล้วเหรอ?”
มีคนทัก
“ใช่ค่ะ ป้าหวัง!”
เสิ่นทิงหงตอบอย่างสดใส
ไม่มีใครอิจฉา
เพราะพ่อแม่และพี่ชายของเธอล้วนมีความสามารถ
เธอมาถึงภูเขาด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ผู้คนยังมีน้อยเช่นเดิม เพราะต่างอยู่ในนา
ลาภปากเธอแล้ว
เสิ่นทิงหงเดินช้าๆ อย่างเพลิดเพลิน
ไม่ได้เร่งหาอาหาร แต่สนใจภูเขาอุดมสมบูรณ์ตรงหน้า
สำหรับคนเมืองอย่างเธอ การได้เห็นธรรมชาติสมบูรณ์เช่นนี้ถือเป็นของหายาก
ไม่นาน เธอก็พบเห็ดและเห็ดหูหนูจำนวนมาก
น่าจะขึ้นหลังฝนตก
เธอหยิบเครื่องมือออกมา เก็บอย่างตั้งใจ
เลือกเฉพาะเห็ดที่รู้จักเท่านั้น
เห็ดหน้าตาสวยแต่ไม่คุ้นตา เธอไม่กล้าแตะ
กลัวว่าพรุ่งนี้ทั้งหมู่บ้านจะมานั่งล้อมโต๊ะที่บ้านเธอ
ขณะกำลังจดจ่อกับการเก็บเห็ด
เธอไม่ทันสังเกตการเคลื่อนไหวด้านหลัง
จนกระทั่งได้ยินเสียง
“แฮ่กๆๆ”
บทที่ 40: ว่านเหนียน “เหล่าลิ่ว”
เสิ่นทิงหงรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังในทันที
เมื่อค่อยๆหันกลับไป ก็เห็นหมูป่าตัวหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ดูท่าทางยังไม่โตเต็มวัย น้ำหนักราวสองร้อยจิน นับว่าไม่ใหญ่มากนัก
แต่สิ่งนั้นกลับไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย
เพราะโดยทั่วไป สัตว์ป่ามักปกป้องลูกของมันอย่างดุร้าย ใครจะรับประกันได้ว่าหมูป่าตัวนี้ไม่มีพ่อแม่ซุ่มอยู่ใกล้ๆ
เสิ่นทิงหงเตรียมจะหลบเข้าไปในห้วงมิติทันที
ด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ ไม่มีทางที่เธอจะฝืนสู้กับหมูป่าได้
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่งอยู่ด้านหลัง
ในชั่วพริบตา ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
จากนั้นเสิ่นทิงหงก็เริ่มยั่วยุหมูป่าอย่างไม่กลัวตาย ราวกับคนเสียสติ
เป็นไปตามคาด
หมูป่าคำรามเสียง “แฮ่กๆๆ” เขี้ยวแหลมทั้งสองข้างเผยออกมา ดวงตาเปล่งประกายดุร้าย ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาเธอด้วยความเร็วเต็มที่
เมื่อคำนวณระยะห่างได้ว่าเหลือไม่ถึงหนึ่งเมตร
ร่างของเสิ่นทิงหงก็หายวับไป ราวกับว่านเหนียน “เหล่าลิ่ว”
ในห้วงมิติ เธอมองไม่เห็นเหตุการณ์ภายนอก
แต่ยังได้ยินเสียงอย่างชัดเจน
เพียงหนึ่งถึงสองวินาทีถัดมา
หมูป่าที่พุ่งมาด้วยแรงเต็มที่ก็เบรกไม่ทัน ชนเข้ากับก้อนหินยักษ์อย่างจัง
ก้อนหินนั้นสูงกว่าหนึ่งเมตร ดูไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ฐานรากมั่นคงมาก
ต่อให้เป็นหมูป่าโตเต็มวัย ก็ไม่แน่ว่าจะเขย่าให้ขยับได้
หมูป่าตัวนั้นคงเห็นดาวลอยเต็มหัวแล้ว
แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างที่คิด
มันกลับครางหงิงๆอย่างอ่อนแรง
เมื่อเสียงครางค่อยๆแผ่วลง
เสิ่นทิงหงจึงถอนหายใจโล่งอก แล้วออกจากห้วงมิติ ในมือมีกระบองไฟฟ้าที่พกติดตัวไว้เพื่อป้องกันภัย
หมูป่ายังไม่ตายสนิท
มันพยายามลืมตาขึ้นมองเธอ แววตาน่าเวทนาเหลือเกิน
แต่เสิ่นทิงหงไม่ใจอ่อน
อย่างไรเสีย มันก็คือเนื้อสัตว์ และในห้วงมิติของเธอไม่มีหมูป่า
หากอยากปรับปรุงอาหารของครอบครัว เจ้าตัวนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี
หลังจากโดนไฟฟ้าช็อตเพียงชั่วครู่
หมูป่าที่เหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็หายใจติดขัด ก่อนจะสิ้นใจในที่สุด
เมื่อแน่ใจว่ามันตายสนิทแล้ว
เสิ่นทิงหงรีบโยนซากมันเข้าไปในห้วงมิติ จากนั้นแบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยเห็ด รีบลงจากเขาโดยไม่คิดจะอยู่ต่อ
ไม่กล้าเสี่ยงอีกแล้ว
หากพ่อแม่ของมันตามมาแก้แค้น
หมูป่าตัวใหญ่สองตัว เธอไม่มีทางต้านทานได้
ถ้าไม่มีห้วงมิติ
เสิ่นทิงหงคงทำได้เพียงวิ่งหนีอย่างเดียว
เมื่อถึงตีนเขา แม้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว
แต่ก็ยังเห็นชาวบ้านจำนวนมากกำลังทำงานอยู่
เธอจึงเลือกเดินอ้อมกลับอีกทาง
ไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเธอกลับมามือเปล่า
ในหมู่บ้านใหญ่ ทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นของส่วนรวม
หากได้เหยื่อเล็กๆ ก็พอเก็บไว้กินเองได้
แต่ของใหญ่อย่างหมูป่า จำเป็นต้องแบ่งให้ทุกครัวเรือน
พูดตามตรง เสิ่นทิงหงไม่ใช่คนเสียสละถึงขนาดนั้น
หมูป่าหนักสองร้อยจิน เมื่อลอกหนัง เอาเครื่องในออก ก็อาจเหลือเนื้อแค่ร้อยกว่าจิน
ในหมู่บ้านที่มีเป็นร้อยครัวเรือน
แบ่งออกไปก็แทบไม่พออุดซี่ฟัน
เธอแค่อยากให้ครอบครัวกินดีขึ้นเท่านั้น
เสิ่นทิงหงกลับถึงบ้านโดยไม่พบใครระหว่างทาง
เก็บหมูป่าไว้ในห้วงมิติ แล้วเริ่มเตรียมอาหาร
เธอหยิบไข่ไก่ออกมากว่ายี่สิบฟอง
ขนาดไม่ใหญ่นัก ดูไม่ต่างจากไข่ไก่ป่า
เดิมทีตั้งใจจะเอาไข่ไก่กับไข่เป็ดออกมาพร้อมกัน
แต่เมื่อมีหมูป่าแล้ว ถ้าเอาออกมาอีกก็ดูจะโชคดีเกินไป
เธอเติมข้าวสารลงในโอ่งครึ่งจิน
หุงข้าวหนึ่งหม้อ จากนั้นหยิบมันฝรั่งหลายหัวออกมา ตั้งใจจะผัดมันฝรั่งเส้น
อีกจานคือไข่เจียว
ใกล้ได้เวลาเลิกงานแล้ว
เสิ่นทิงหงกลัวว่าแม่จะกลับมาห้าม จึงรีบตอกไข่ห้าฟองใส่ชามอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันลงกระทะ
เสียงของเสิ่นต้าเฉียงก็ดังมาจากนอกบ้าน
“นีเอ๋อร์! พ่อกลับมาแล้ว!”
“น้องเล็ก! พี่รองกลับมาแล้ว!”
ยังไม่ทันก้าวเข้าใกล้
หลิวเยว่ก็เห็นควันลอยออกมาจากบ้าน
“เฮ้อ… นีเอ๋อร์ของเรากำลังทำกับข้าวอยู่นี่เอง”
เสิ่นทิงหงโผล่หน้าออกมาจากครัว
“พ่อ แม่ พี่รอง กลับมาแล้วเหรอคะ เดี๋ยวพักก่อนแล้วค่อยมากินข้าวนะคะ”
หลิวเยว่ก้าวเข้ามาคว้าตะหลิวจากมือลูกสาวทันที
“นีเอ๋อร์ ลูกทำอะไรอยู่ ทำไมครัวเลอะเทอะแบบนี้!”
ก่อนหน้านี้เสิ่นทิงหงไม่เคยเข้าครัว
หลิวเยว่จึงไม่เคยให้ลูกสาวทำอาหารเลย
แต่เพียงก้าวเข้าไป
สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับชามไข่ในทันที
หลิวเยว่ชะงักไป
ตอนนี้บ้านสามไม่มีไข่เหลืออยู่เลย
เมื่อก่อนตอนยังไม่แยกบ้าน ไข่ไก่ส่วนใหญ่ต้องเอาไปแลกเกลือ
โอกาสได้กินไข่จึงน้อยมาก
หลังแยกบ้าน
แม่ไก่เก่าถูกบ้านใหญ๋กับบ้านรองยึดไว้หมด
หลิวเยว่ขี้เกียจแย่ง จึงไปซื้อลูกเจี๊ยบมาเลี้ยงใหม่
แต่ตอนนี้…
บ้านนี้ยังไม่มีไข่เลยแม้แต่ฟองเดียว
หลิวเยว่ค่อยๆเงยหน้ามองลูกสาว
น้ำเสียงแผ่วลงอย่างไม่รู้ตัว
“นีเอ๋อร์… ไข่พวกนี้ ลูกเอามาจากไหนกัน?”
จบตอน
Comments
Post a Comment