บทที่ 41: ต่อไปห้ามขึ้นเขาอีก
“เก็บมาจากบนภูเขาค่ะ!” เสิ่นทิงหงตอบ
“หา เก็บง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลิวเยว่รู้สึกสงสัย
เหมือนว่าเมื่อลูกสาวขึ้นเขาทีไร จะต้องเก็บของติดไม้ติดมือกลับมาทุกครั้ง ช่างโชคดีอะไรขนาดนี้กัน?
“หนูยังได้อย่างอื่นมาด้วยนะคะ” เสิ่นทิงหงพูดอย่างมีเลศนัย
“ฮะ?” หลิวเยว่อยากรู้ขึ้นมาทันที
“กินข้าวให้อิ่มก่อนแล้วหนูค่อยบอกนะคะ ถ้าบอกตอนนี้ หนูกลัวว่าแม่จะไม่มีอารมณ์กินข้าวแล้ว” เสิ่นทิงหงตั้งใจทำให้ลึกลับ เพื่อกระตุ้นความอยากรู้ของทุกคน
“เด็กคนนี้นี่!” หลิวเยว่โมโหจนขำ
แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าเสิ่นทิงหงจะเอาหมูป่ากลับมา คิดว่าเป็นแค่ของเล็กๆน้อยๆเท่านั้น จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
หลังจากเสิ่นทิงเหวินกลับมา ทั้งครอบครัวก็เริ่มรับประทานอาหาร เมื่อเห็นไข่ไก่เต็มชามบนโต๊ะ ไม่ใช่แค่เสิ่นต้าเฉียงเท่านั้น แม้แต่เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่สองพี่น้องก็ยังตกตะลึง
“วันนี้เป็นวันมงคลหรือไงกัน แม่ครับ ทำไมจู่ๆถึงใจดีขึ้นมาแบบนี้?” เสิ่นทิงอู่ถามด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“แกอยากโดนตีหรือไง? ก็เพราะนีเอ๋อร์ของเราเก่งต่างหาก ไม่งั้นแกจะมีไข่ไก่ป่ากินหรือ?” หลิวเยว่ค่อนแคะลูกชาย
“ไข่ไก่ป่า? นี่คือไข่ไก่ป่าเหรอ? นีเอ๋อร์ วันนี้เธอขึ้นเขาอีกแล้วหรือ?” เสิ่นทิงอู่จับใจความสำคัญได้ทันที คิ้วขมวดแน่น
“ใช่ค่ะ!” เสิ่นทิงหงพยักหน้า “กินข้าวเสร็จแล้ว หนูจะเอาของดีออกมาให้พี่ๆดู”
เพราะประโยคนี้ของเสิ่นทิงหง ความเร็วในการกินของทุกคนเหมือนจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความอยากรู้ หรือเพราะกับข้าววันนี้อร่อยเป็นพิเศษ
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เสิ่นทิงหงก็พาทุกคนไปยังห้องที่วางหมูป่าไว้
เมื่อเห็นเจ้าตัวเบ้อเร่อที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างใน บรรยากาศรอบด้านก็เงียบงัน แม้แต่เสียงเข็มตกยังได้ยินชัด ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิวเยว่ที่ปกติไม่เคยดุร้ายกับเสิ่นทิงหงก็ถึงกับโกรธขึ้นมา
“ยัยหนูนี่! ขึ้นเขาก็ขึ้นเขาเถอะ ใครให้เข้าไปลึกขนาดนั้น ต่อไปนี้เธอต้องอยู่บ้านดีๆ และห้ามขึ้นเขาอีก!”
พูดจบก็ยกมือขึ้นตบไหล่เสิ่นทิงหง เสียงฟังดูแรง แต่แท้จริงแล้วแทบไม่เจ็บเลยสักนิด
อย่างไรเสีย หลิวเยว่ก็ไม่อาจลงมือหนักกับลูกสาวสุดที่รักได้
เสิ่นต้าเฉียงกับลูกชายทั้งสองก็ไม่ได้เข้ามาห้าม ปกติหากมีใครว่ากล่าวเสิ่นทิงหงแม้แต่คำเดียว พวกเขาจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องทันที แต่คราวนี้เธอสมควรโดนจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว
“แม่คะ หนูไม่ได้เข้าไปลึกจริงๆนะคะ แค่เก็บเห็ดกับเห็ดหูหนูแถวรอบนอก ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวนี้จะโผล่ออกมา หนูก็ไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย ตอนมันพุ่งเข้ามา หนูหลบทัน แต่บังเอิญมีหินก้อนใหญ่อยู่ด้านหลัง มันเบรกไม่ทัน เลยโหม่งหินตายไปเอง”
เสิ่นทิงหงรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง แต่เพื่อ ‘อิสรภาพ’ ในอนาคต เธอจึงจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน
ทว่าหลิวเยว่ในตอนนี้ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ในหัวเต็มไปด้วยภาพหมูป่าวิ่งเข้าหาลูกสาว เธอดึงเสิ่นทิงหงมาตรวจดูตั้งแต่หัวจรดเท้า จนมั่นใจว่าไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ ถึงจะวางใจลงได้
“น้องเล็ก ต่อไปอย่าไปเก็บฟืนคนเดียวเลย เรื่องแบบนี้พี่กับพี่รองทำได้ เธอไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาทุกวัน” เสิ่นทิงเหวินพูดด้วยความสงสาร น้องสาวคนนี้ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน แต่ช่วงนี้ต้องทั้งทำงานบ้านและขึ้นเขาเก็บฟืน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด
“ใช่ ถ้าอยากขึ้นเขาเที่ยวจริงๆ ก็ต้องรอให้พี่รองว่าง พี่จะคอยปกป้องเธอเอง” เสิ่นทิงอู่เสริม
เสิ่นต้าเฉียงมองหมูป่าตัวนั้นอย่างเงียบๆ แม้ไม่พูดอะไร แต่ในใจอยากชำแหละมันเหลือเกิน
กล้าทำร้ายลูกสาวสุดที่รักของเขา ช่างเกินไปแล้ว!
แต่เวลาอาหารกลางวันก็ผ่านไปมากแล้ว ไม่นานกระดิ่งทำงานก็ดังขึ้น ต่อให้อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้ ทุกคนจึงต้องออกจากบ้านไปทำงานอย่างไม่เต็มใจ
ก่อนออกจากบ้าน ยังไม่วายกำชับเสิ่นทิงหงให้อยู่บ้านดีๆ ห้ามออกไปข้างนอก
เสิ่นทิงหงพยักหน้ารับปาก การขึ้นเขาก็เพื่อหาอาหารมาปรับปรุงชีวิตครอบครัว ตอนนี้มีหมูป่าตัวนี้ก็กินได้ไปอีกระยะหนึ่ง หากกินไม่หมดก็ยังเอาไปแลกเปลี่ยนในตลาดมืดได้ เงินหรือของจำเป็นก็จะตามมาเอง
แม้คนในเมืองจะมีเงินและตั๋ว แต่ก็ใช่ว่าจะมีเนื้อสัตว์กินได้ตลอด อุปทานมีจำกัด หากไปช้าก็หมด ดังนั้นแม้เนื้อหมูป่าจะไม่อร่อยเท่าเนื้อหมูบ้าน แต่ก็ยังมีคนต้องการอยู่มาก
เพราะอย่างนั้น เธอจึงไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาอีกในช่วงนี้ รอให้กระแสหมูป่าซาลงก่อนค่อยว่ากัน ไม่อย่างนั้นแม่อาจขังเธอไว้ในบ้านจริงๆ
เสิ่นทิงหงหยิบหนังสือในบ้านมาอ่าน ขณะนี้เพิ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แต่อากาศยังไม่เย็นลง เพราะอยู่ในช่วง ‘ชิวเหลาหู่’
อย่างไรก็ตาม บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน มีภูเขาบังอยู่ด้านหลัง จึงยังถือว่าเย็นสบาย อีกทั้งในบ้านมีเธออยู่เพียงคนเดียว ทำให้สามารถหยิบไอศกรีมออกมากินในห้องได้อย่างสบายใจ
ตรงกันข้าม คนที่ออกไปทำงานกลับไม่สบายตัวนัก อากาศร้อน แถมยังมีเรื่องให้กังวลใจ ทำให้ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างไม่เป็นสุข
เสิ่นทิงหงอ่านหนังสือได้พักหนึ่ง ก็เห็นว่าเกือบบ่ายสามโมงแล้ว เหลือเวลาอีกกว่าสามชั่วโมงกว่าพ่อแม่และพี่ชายจะเลิกงาน วันนี้อากาศร้อนมาก เธอจึงตัดสินใจเอาน้ำไปส่งให้ทุกคน
ในครัวมีถั่วเขียวเหลืออยู่ เธอจึงต้มถั่วเขียวน้ำตาล น้ำแข็งก็มีอยู่ในตู้เย็นของห้วงมิติ ถั่วเขียวกับน้ำแข็งเข้ากันได้ดี เป็นของวิเศษคลายร้อนอย่างแท้จริง
เพราะเสิ่นทิงหง บ้านนี้จึงยังมีน้ำตาลทรายเหลืออยู่บ้าง ถือว่าสะดวกไม่น้อย อย่างไรเสีย สัตว์ป่าที่ล่ามาได้ก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทรายได้ทันที
หลังจากยุ่งอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอจึงรอให้น้ำแข็งละลายก่อนลองชิม รสชาติไม่เย็นจัด แต่สดชื่นกำลังดี
จากนั้นเธอจึงเทใส่กาต้มน้ำ พร้อมหยิบถ้วยไปสองใบ
เสิ่นทิงหงไม่รู้ว่าครอบครัวทำงานอยู่ตรงไหน ต้องเดินถามไปตลอดทาง กว่าจะหาเจอก็ใช้เวลานานพอสมควร
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าคนจากบ้านเก่ากำลังทำงานอยู่ละแวกเดียวกัน แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่าย
“เฮ้! นั่นนีเอ๋อร์ของพวกเราหรือเปล่า?”
หลิวเยว่กับคนอื่นๆ ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ทันสังเกตว่าเสิ่นทิงหงมาแล้ว จนมีคนตาไวเอ่ยขึ้น
หลิวเยว่าเงยหน้าขึ้นก็เห็นลูกสาวหน้าแดงเพราะแดด รีบเดินเข้าไปหา พลางถอดหมวกฟางของตนมาคลุมศีรษะให้
“อธิบายมาซิ แม่บอกให้อยู่บ้านไม่ใช่หรือ แล้วออกมาทำไม?”
ครั้นเห็นกาต้มน้ำกับถ้วยในมือเธอ หลิวเยว่ก็เข้าใจทันที
หัวใจอบอุ่นขึ้น แต่ก็อดสงสารไม่ได้ เมื่อเห็นแก้มที่ไหม้แดดจนแดงของลูกสาว
[1] ช่วงที่อากาศร้อนที่สุดก่อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
บทที่ 42: ต่อให้อายุ80 ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาเรา
“แม่คะ หนูทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลไว้ รีบเรียกพ่อกับพี่รองมากินเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูจะแบ่งไปให้คุณปู่คุณย่าถ้วยหนึ่งด้วย”
พูดจบ เสิ่นทิงหงก็หากระติกเปล่ามาใบหนึ่ง เทถั่วเขียวต้มน้ำตาลลงไป จากนั้นก็หิ้วออกมุ่งหน้าไปทางบ้านของพ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่น
ตอนแรกจางซู่ฉินยังรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง
“ฉันได้ยินว่า เธอทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาส่งเหรอ”
“ไอหยา พวกเราไม่มีบุญปานนั้นหรอก ทุกคนต่างก็ต้องออกไปทำงาน จะมีใครว่างมาทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกันล่ะ”
“เฮอะ พ่อแม่ว่าไหม พวกเราไม่ได้กินก็แล้วไปเถอะ เธอก็ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าจะแบ่งมาให้พวกเรา”
ที่จางซู่ฉินพูดออกมา ก็เพราะต้องการสร้างรอยร้าวระหว่างเสิ่นทิงหงกับผู้เฒ่าทั้งสอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของสองฝั่งก็ไม่ได้แนบแน่นนัก
ดูจากนิสัยของเสิ่นทิงหง ต่อให้เธอพูดกระทบกระเทียบแบบนี้ออกไป อีกฝ่ายก็ไม่มีทางแบ่งมาให้เพียงเพราะกลัวคำพูดของตัวเองแน่
แต่ยังไม่ทันไร จางซู่ฉินก็เหมือนโดนตบหน้าเข้าเต็มๆ เพราะเสิ่นทิงหงถือถ้วยเดินมาทางนี้แล้ว ทำเอาเธอรู้สึกหน้าผ่าวขึ้นมาทันที
“ปู่ย่าคะ ดื่มถั่วเขียวต้มน้ำตาลหน่อยนะคะ มีไม่เยอะ แต่ก็ช่วยดับกระหายได้ค่ะ” เสิ่นทิงหงพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ แม้ผู้เฒ่าทั้งสองจะไม่ได้รักเอ็นดูเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ถือว่าแย่ อย่างน้อยก็ไม่ได้ยึดถือคติว่าลูกชายสำคัญกว่าลูกสาวอย่างสุดโต่งเหมือนหลายครอบครัวในยุคนี้
ถึงจะมีลำเอียงอยู่บ้าง แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับรุ่นหลาน ไม่ได้มองหลานสาวเป็นเพียงดอกหญ้าข้างทาง
ดังนั้นความรู้สึกที่เสิ่นทิงหงมีต่อพวกเขาจึงไม่เลว แค่ถั่วเขียวต้มน้ำตาลถ้วยเดียว เธอย่อมตัดใจได้
“พวกเธอกินกันเองก็พอแล้ว จะแบ่งมาให้ทำไมกัน” แม่เฒ่าเสิ่นพูด
แม้ปากจะว่าเช่นนั้น แต่ใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้ม แถมยังเหลือบมองไปทางจางซู่ฉินแวบหนึ่งอีกต่างหาก
ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าจางซู่ฉินอย่างจัง
“ปู่ย่าคะ มีส่วนของพ่อแม่กับพี่ๆเขาอยู่ค่ะ อีกเดี๋ยวหนูก็จะแบ่งเอาไปให้พี่ใหญ่อีก ท่านรีบดื่มเถอะนะคะ” เสิ่นทิงหงกล่าว
พ่อเฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็เอื้อมมือไปรับถ้วยจากมือหลานสาว ดื่มลงไปครึ่งถ้วย ก่อนจะยื่นส่งต่อให้แม่เฒ่าเสิ่น
“หลานสาวมีใจกตัญญู คุณก็ดื่มเถอะ”
“ได้ ได้ ได้!” แม่เฒ่าเสิ่นรับมาดื่ม ก่อนจะเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา “ทำไมเย็นได้ขนาดนี้”
เสิ่นทิงหงเตรียมคำอธิบายไว้แล้ว จึงตอบกลับไปอย่างไม่ลังเล
“ปิดฝาแช่ไว้ในน้ำตลอดน่ะค่ะ อาจเพราะไม่โดนแดด เลยทำให้น้ำเย็นและสดชื่น”
แม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้สงสัยอะไร หันไปพูดกับพ่อเฒ่าเสิ่น
“หวานจริงๆ”
พ่อเฒ่าเสิ่นพยักหน้า
“ต้องใส่น้ำตาลไปไม่น้อยแน่”
สองผู้เฒ่าคุยกันไปมา ทำเอาจางซู่ฉินโกรธจนแทบลมออกหู พอได้ยินว่าหวาน ก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็นของอร่อย จึงฝืนทำหน้าหนาพูดขึ้นว่า
“นีเอ๋อร์ลูก เอาน้ำอะไรมาให้เหรอ แม่เฒ่าเขาได้ดื่มแล้ว ไม่ลองเอามาให้ป้าสะใภ้ดื่มสักถ้วยล่ะ”
เสิ่นต้าลี่ส่งสายตาดุใส่ภรรยา แต่จางซู่ฉินกลับทำเป็นไม่เห็น
เธอไม่เชื่อว่า หากพูดต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ เสิ่นทิงหงจะกล้าปฏิเสธ
เสิ่นทิงหงมองกลับไปด้วยสายตานิ่งๆ
“ป้าสะใภ้ใหญ่อยากดื่มน้ำเหรอคะ ฉันไม่มีให้หรอกค่ะ ที่แบ่งมานี่เป็นถั่วเขียวต้มน้ำตาล และก็ไม่ได้มีเยอะด้วย ยังต้องเอาไปให้พี่ใหญ่อีก ถ้าอยากดื่ม ป้าก็ให้เสิ่นปี้เหลียนกลับไปเอาน้ำมาให้แทนแล้วกันนะคะ”
พูดจบก็หมุนตัวจากไป พร้อมถ้วยเปล่าในมือ
แม่เฒ่าเสิ่นหันไปมองจางซู่ฉิน
“รู้จักแต่พูดกระทบคนอื่น ไม่เห็นจะลงมือทำเองสักอย่าง ดีแต่ว่าคนอื่นไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แล้วเธอล่ะ เคยแสดงความกตัญญูต่อพวกเราสองตายายบ้างไหม”
พูดจบก็หันกลับไปทำงานของตัวเอง ปล่อยให้จางซู่ฉินยืนหน้าเปลี่ยนเป็นจานสีอยู่ตรงนั้น
เสิ่นต้าลี่มองภรรยาพลางถอนหายใจ
“ไปทำงานของตัวเองเถอะ ทำไมตรงไหนมีปัญหาก็มีเธออยู่ตลอดเลย”
เสิ่นทิงหงกลับมาหาหลิวเยว่ หลิวเยว่ขมวดคิ้วพูดขึ้นทันที
“ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของคนบ้านั่น”
เสิ่นทิงหงยิ้มบางๆ
“หนูรู้ค่ะ”
เมื่อเสิ่นต้าเฉียงกับเสิ่นทิงอู่วางงานในมือลง หลิวเยว่ก็ยกถ้วยส่งให้เสิ่นต้าเฉียง
“รีบดื่มสิ ถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่ลูกสาวเราต้มเอง อร่อยมากนะ”
เขาดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง รสชาติดีเกินคาด แถมยังใส่น้ำตาลไม่น้อย ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้เหมือนจะลดลงไปไม่น้อย
“อ่า~ เย็นแบบนี้อร่อยจริงๆ นีเอ๋อร์ของพวกเราฝีมือดีจริงๆ”
เดิมทีเสิ่นต้าเฉียงคิดว่าต่อให้อร่อยไม่มาก ก็จะชมลูกสาวไว้ก่อน แต่พอได้ชิมจริงๆ กลับพบว่าอร่อยอย่างแท้จริง
น้ำตาลช่วยเติมพลังให้ร่างกาย ความเย็นก็ช่วยคลายร้อน ทำให้วันที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้รู้สึกสบายขึ้นมาก
“ถ้างั้นหนูเอาไปให้พี่ใหญ่ก่อนนะคะ ถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้จะไม่เย็นแล้ว” เสิ่นทิงหงพูด
“ได้ๆๆ ลูกเอาไปเถอะ ระหว่างทางเดินระวังหน่อย อย่ากระโดดโลดเต้นจนล้มล่ะ” หลิวเยว่กำชับ
เสิ่นทิงหงจนปัญญา
“แม่คะ หนูจะสิบแปดแล้วนะ ไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว”
ความรู้สึกอุ่นใจปนเอ็นดูนี้ ทำให้เธอทั้งเขินทั้งซาบซึ้ง
“อย่าว่าแต่สิบแปดเลย ต่อให้ลูกอายุแปดสิบ ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาพวกเรา เอาละ รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะโดนหักคะแนนเอา”
เสิ่นทิงหงพยักหน้า กล่าวลาพ่อแม่และพี่รอง ก่อนจะหิ้วกระติกมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน
ในกระติกยังมีเหลืออยู่ไม่น้อย แต่ถึงจางซู่ฉินจะอยากได้ เธอก็ไม่คิดจะแบ่งให้ แม้แต่เกลือครึ่งเม็ดยังอย่าหวัง
เมื่อมาถึงโรงเรียนประถม เสิ่นทิงหงก็ตรงไปยังอาคารเรียนของเสิ่นทิงเหวิน
โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ครูมีไม่มาก ทั้งโรงเรียนมีเพียงห้าห้อง ชั้นปีละหนึ่งห้อง และไม่ได้แยกครูสอนเป็นรายวิชา ครูหนึ่งคนดูแลหนึ่งชั้นเรียน
เสิ่นทิงเหวินรับผิดชอบสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ห้องเรียนเรียงต่อกันตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.5 ทำให้หาห้องพักครูได้ไม่ยาก
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกคาบ เสิ่นทิงหงจึงยืนรอเงียบๆอยู่ด้านนอก ไม่เข้าไปขัดจังหวะการสอน
เสิ่นทิงเหวินตั้งใจสอนมาก จึงไม่ทันสังเกตเห็นเธอ จนกระทั่งเสียงบอกเวลาเลิกคาบดังขึ้น เขาถึงได้เห็นเสิ่นทิงหงที่ยืนรออยู่
ยุคนี้ยังไม่มีเสียงตามสายเหมือนในอนาคต แต่ใช้เสียงสัญญาณที่ได้ยินทั่วบริเวณแทน
บรรยากาศในห้องเรียนค่อนข้างเรียบง่าย เป็นโรงเรียนชนบท หลังคาเปิดรับแสงธรรมชาติ กระดานดำก็เพียงทาสีดำลวกๆ ดูไม่ประณีตนัก
“น้องเล็ก มาได้ยังไงเนี่ย” เสิ่นทิงเหวินทักด้วยรอยยิ้ม
แม้ท่าทางจะดูเงอะงะเล็กน้อย แต่ก็มองออกชัดว่าเขาดีใจที่ได้เห็นเธอ
“เอาถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาให้ค่ะ” เสิ่นทิงหงยื่นกระติกในมือให้พร้อมรอยยิ้ม
“ขอบใจนะ น้องเล็ก”
ทั้งสองเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ข้างอาคารเรียน เพราะแบ่งมาไม่มาก หากเข้าไปในห้องพักครูโดยไม่แบ่งให้ครูคนอื่นก็ดูไม่เหมาะ แต่ถ้าแบ่งออกไป ก็จะเหลือให้เสิ่นทิงเหวินได้ดื่มเพียงนิดเดียว
เสิ่นทิงเหวินไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เสิ่นทิงหงรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ต้องมีขอบเขต ควรดูแลคนในครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก
บทที่ 43: จัดการกับหมูป่า
“พี่ใหญ่ ใกล้ปิดเทอมแล้วใช่ไหมคะ” เสิ่นทิงหงถามขึ้น
“โอ๊ย ยังอีกตั้งหลายวัน กว่าจะถึงหยุดยาว ถ้าถึงตอนนั้นเธออยากออกไปเดินเล่นที่ไหน เดี๋ยวพี่พาไปเอง” เสิ่นทิงเหวินนึกว่าเธออยากออกไปซื้อของหรือเที่ยวเล่น จึงพูดขึ้นอย่างไม่คิดมาก
“ดีค่ะ” เสิ่นทิงหงไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นกิจกรรมที่ต้องมีทุกครั้งที่เสิ่นทิงเหวินได้หยุดงานอยู่แล้ว เธอจึงไม่ปฏิเสธ
ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนในยุคนี้ยาวกว่ายุคหลังเล็กน้อย เพราะต้องเว้นเวลาให้ช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้นวันหยุดจึงมักจะเลื่อนออกไป และถูกรวมเข้ากับช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
“อร่อยดีนะ ฝีมือน้องเล็กนี่ไม่เลวเลย” เสิ่นทิงเหวินชมอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ “ต่อไปไม่ต้องเอามาให้แล้วนะ แดดข้างนอกแรงจะตาย ถ้าผิวไหม้ขึ้นมาจะทำยังไง”
เสิ่นทิงหงหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
คุณถูกเลี้ยงมาในโถน้ำผึ้งแบบไหนกันนะ
ถึงชีวิตในยุคนี้จะทั้งลำบากและขมขื่น แต่พออยู่มานานเข้า เสิ่นทิงหงกลับพบว่าเธอเริ่มตกหลุมรักการใช้ชีวิตแบบนี้เข้าเสียแล้ว
ในขณะนั้นเอง เสิ่นเสี่ยวปิงที่เพิ่งเลิกเรียนจากชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าก็เดินออกมาจากห้องเรียน เหลือบตามองไปก็เห็นเสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงหงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้
“พี่รอง พี่สาม!”
(เสิ่นทิงเหวินเป็นหลานชายลำดับที่สองของบ้านพ่อเฒ่าเสิ่น ส่วนเสิ่นทิงหงเป็นหลานสาวลำดับที่สาม)
เขารีบวิ่งเข้ามาหาทั้งคู่ พอเข้ามาใกล้ก็เห็นกระติกในมือเสิ่นทิงหง และถ้วยในมือเสิ่นทิงเหวิน
ยังไงเขาก็เป็นเด็กโตแล้ว จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง กลัวว่าทั้งสองจะคิดว่าเขาวิ่งมาเพราะตะกละอยากกินของ
ที่กลัวที่สุดก็คือเสิ่นทิงเหวิน ใครใช้ให้เขาเป็นคุณครูโรงเรียนประถมกันล่ะ สำหรับเด็กนักเรียนแล้ว คุณครูก็เหมือนท้องฟ้าเลยทีเดียว
เสิ่นทิงหงเห็นสีหน้าของเสิ่นเสี่ยวปิงก็เข้าใจทันที เมื่อครู่เสิ่นทิงเหวินเพิ่งดื่มไปถ้วยหนึ่ง ตอนนี้ในกระติกเหลือไม่มากแล้ว น่าจะราวครึ่งถ้วยเล็กๆเท่านั้น ให้เด็กคนนี้ดื่มก็ไม่เป็นไร
“เสี่ยวปิง มานี่สิ” เสิ่นทิงหงเรียก
เสิ่นเสี่ยวปิงเดินเข้ามาอย่างเชื่อฟัง เสิ่นทิงหงจึงเทถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่เหลืออยู่ส่งให้เขา
“ดื่มเถอะ”
ดวงตาเสิ่นเสี่ยวปิงเป็นประกาย
“ให้… ให้ผมจริงเหรอ”
ในบ้าน หากพูดถึงคนที่ได้รับความรักมากที่สุด ไม่ใช่เขาที่ถูกอู๋อวิ๋นทะนุถนอมเหมือนแก้วตาดวงใจ แต่เป็นเสิ่นทิงหงต่างหาก
ตั้งแต่เด็กจนโต เขารู้ดีว่าพี่สามมีของดีอยู่เยอะ เพราะคุณอามักจะซื้อมาให้เธอเสมอ แต่พี่สามไม่ค่อยชอบแบ่งของดีๆให้ใคร ใครก็อย่าหวังจะแย่งกิน
แต่ตอนนี้พี่สามเปลี่ยนไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ให้ลูกกวาดเขากิน ตอนนี้ยังให้ถั่วเขียวต้มน้ำตาลอีก เสิ่นเสี่ยวปิงรู้สึกว่าพี่สามในตอนนี้ดีมากจริงๆ
“ให้เธอแหละ” เสิ่นทิงหงพยักหน้า
ได้คำยืนยันแล้ว เสิ่นเสี่ยวปิงก็รีบยกถ้วยซดจนหมดในอึกเดียว
พอดื่มหมดแล้วถึงค่อยรับรู้ถึงความหวาน จากนั้นก็ทำหน้าเหมือนโลกถล่ม
“มีน้ำตาลด้วย…”
เสิ่นทิงหงกับเสิ่นทิงเหวินมองหน้ากันอย่างงงๆ
“มีน้ำตาลแล้วทำไมล่ะ”
“ผมดื่มหมดในคำเดียวเลย ผมน่าจะค่อยๆลิ้มรสมันสิ!” เสิ่นเสี่ยวปิงเสียใจจนตีอกชกหัว
สองพี่น้องไม่รู้จะหัวเราะหรือสงสารดี
“นี่มันเหมือนตือโป๊ยก่ายกินโสมเลย” เสิ่นทิงหงหัวเราะ
เสิ่นเสี่ยวปิงทำหน้างง
“ตือโป๊ยก่ายคือใครเหรอ”
“ก็แค่หัวหมูตัวหนึ่ง” เสิ่นทิงหงตอบส่งๆ เธอไม่คิดจะเล่าไซอิ๋วตั้งแต่ต้นจนจบแน่นอน
เสิ่นเสี่ยวปิง
‘ทำไมรู้สึกเหมือนโดนด่าเลยนะ…’
เสิ่นทิงเหวินยิ้มออกมา พอเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเรียนคาบถัดไปแล้ว ก็รีบให้เสิ่นเสี่ยวปิงกลับห้อง
แม้เสิ่นเสี่ยวปิงจะอยากอยู่คุยกับพี่สามต่อ แต่ก็ทำได้แค่เดินกลับไปอย่างเชื่อฟัง เดินไปหนึ่งก้าวก็หันกลับมามองสามครั้ง จนถึงห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า
“งั้นพี่ใหญ่ก็ไปทำงานต่อเถอะค่ะ หนูกลับก่อนนะคะ” เสิ่นทิงหงพูด เมื่อเห็นเด็กๆเริ่มทยอยเข้าห้องเรียน
“ได้สิ กลับบ้านดีๆล่ะ” เสิ่นทิงเหวินกำชับ
เสิ่นทิงหงพยักหน้า
‘ฉันไม่ใช่เด็กเล็กจริงๆนะ’
ทำไมทุกคนถึงชอบใช้เสียงแบบคุยกับเด็กกับเธออยู่เรื่อยเลย
กลับถึงบ้าน เธอหยิบหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พอใกล้เย็นก็เริ่มเข้าครัว
แม้ชีวิตประจำวันจะดูเรียบง่ายและซ้ำซาก แต่เธอกลับพบความสุขเล็กๆ ซ่อนอยู่ในความธรรมดานั้น
วันนี้เธอทำอาหารเย็นเร็วกว่าปกติ เพราะคืนนี้ต้องจัดการกับหมูป่า ซึ่งคงจะรบกวนเวลาพักผ่อนพอสมควร
พอเสิ่นต้าเฉียงกับคนอื่นๆ กลับมาถึงบ้าน อาหารก็พร้อมพอดี หลิวเยว่ไม่รู้จะพูดยังไง เธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องเข้าครัว แต่ก็รู้ดีว่าโน้มน้าวไปก็เปล่าประโยชน์
ทั้งครอบครัวล้อมวงกินข้าว ฝีมือของเสิ่นทิงหงทำให้ทุกคนติดใจ
“อร่อยเกินไปแล้ว อร่อยกว่าที่แม่ทำอีกนะเนี่ย” เสิ่นทิงอู่กินจนตาเป็นประกาย
“…” หลิวเยว่ส่งสายตาพิฆาตไปให้
“พี่รอง วอนหาเรื่องถูกด่าเหรอคะ” เสิ่นทิงหงยิ้มล้อเลียน
“ฮะๆๆ เปล่านะ ฝีมือแม่ดีที่สุดอยู่แล้ว” เสิ่นทิงอู่รีบกลับคำอย่างเก้อเขิน
เสิ่นต้าเฉียงถลึงตาใส่ลูกชายคนก่อเรื่อง ก่อนจะยิ้มแล้วคีบกับข้าวให้หลิวเยว่
“อย่าไปฟังเขาพูดเหลวไหล เมียจ๋า ลูกสาวเราเก่งกว่าฟ้าคราม แต่ในใจฉัน ฝีมือเมียอร่อยที่สุด”
เสิ่นทิงหงฟังแล้วถึงกับอึ้ง ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยคิดเลยว่าพ่อที่ดูหยาบๆ จะมีไหวพริบสูงขนาดนี้
เสิ่นทิงเหวินเหลือบมองเสิ่นทิงอู่ สายตาสื่อความหมายชัดเจน
‘เห็นไหม เรียนรู้เอาไว้’
เสิ่นทิงอู่ลูบจมูกตัวเอง รู้สึกแพ้อย่างราบคาบ
หลังกินข้าวเสร็จ เสิ่นทิงหงไม่คิดจะล้างจาน จึงโยนภาระให้พี่ชายทั้งสองไปจัดการ
เธอกับหลิวเยว่เริ่มต้มน้ำ เตรียมจัดการกับหมูป่าตัวนั้น
หมูป่าถูกเก็บไว้ในห้วงมิติมาทั้งวัน อากาศร้อนแบบนี้ หากไม่รีบจัดการก็จะเริ่มมีกลิ่น
หม้อใบใหญ่มีอยู่แค่ใบเดียว เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่จึงเป็นคนลงมือหลัก ส่วนเสิ่นทิงหงคอยต้มน้ำร้อนเติมให้ไม่ขาด
หลังจากวุ่นวายกันอยู่นาน ในที่สุดหมูป่าก็ถูกจัดการจนเรียบร้อย เหตุที่ใช้เวลานาน เพราะหนังหมูป่าหนากว่าหมูบ้านมาก อีกทั้งยังขาดเครื่องมือเฉพาะ
โชคดีที่สถานที่นี้อยู่ห่างจากบ้านอื่นหลายร้อยเมตร จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครเห็นหรือสงสัย
แม้จะเหนื่อย แต่ทุกคนกลับมีรอยยิ้ม
หลิวเยว่ไม่ชอบเครื่องในหมูป่า เพราะกลิ่นแรงกว่าหมูบ้าน แต่ก็ไม่ได้พูดว่าไม่เอา เพราะยังไงก็เป็นของกินได้
พวกเขาไม่มีที่ชั่ง แต่หลังจากแยกเนื้อออกมาหมดแล้ว เสิ่นต้าเฉียงลองยกขึ้นชั่งน้ำหนักด้วยมือ ก่อนจะพูดว่า
“น่าจะได้เนื้อประมาณร้อยห้าสิบจิน”
ตัวเลขนั้นทำให้ทุกคนตกใจ
เนื้อหมูป่าทั้งหมดนี้… เป็นของพวกเขาเพียงผู้เดียว
บทที่ 44: จะจัดแจงยังไง
ปริมาณเนื้อเท่านี้ไม่ต่างจากตัวเลขที่เสิ่นทิงหงประเมินไว้มากนัก เธอจึงไม่รู้สึกแปลกใจ
“เนื้อตั้งเยอะขนาดนี้ พวกเรากินกันไม่หมดหรอกนะครับ” เสิ่นทิงอู่เอ่ยถึงประเด็นสำคัญ
หลิวเยว่เหลือบมองเขา
“มีบ้านไหนกันที่รังเกียจว่าเนื้อเยอะเกินไป”
จากนั้นทุกคนก็หันไปมองเสิ่นทิงหง และหลิวเยว่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“นีเอ๋อร์ ลูกลองตัดสินใจดูสิ ว่าจะจัดการกับเนื้อพวกนี้ยังไงดี”
ในความคิดของหลิวเยว่ ของที่ลูกชายหามาได้ถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของครอบครัว แต่ของที่ลูกสาวเป็นคนหามาได้ เธอกลับอยากให้เป็นของลูกสาวแต่เพียงผู้เดียว
เสิ่นทิงหงพยักหน้า เธอคิดแผนไว้เรียบร้อยแล้ว
“เอาไปให้ปู่กับย่าสองจินก่อนนะคะ ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากให้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้พวกท่านยังอยู่รวมกับครอบครัวลุงใหญ่และลุงรอง ถ้าให้มากไปอธิบายลำบากค่ะ ให้แค่นี้ก็สามารถบอกได้ว่า ไปเจอคนเอาหมูป่ามาขายที่สหกรณ์เลยขอซื้อมาบางส่วน แบบนี้ก็ไม่เกินจริงนัก”
“จากนั้นแบ่งออกมาสามสิบจิน เอาไปให้บ้านคุณยายค่ะ พวกป้าสะใภ้ทางนั้นผอมกันแทบปลิวอยู่แล้ว อีกอย่างครอบครัวคุณยายไม่มีทางเอาเรื่องพวกนี้ไปพูดต่อแน่นอน”
“ส่วนบ้านเราเก็บไว้เองสักห้าสิบจิน ยังมีหัวหมูและเครื่องในอีก เท่านี้ก็กินกันได้ยาวจนข้ามปีแล้วค่ะ ที่เหลือประมาณเจ็ดสิบจิน พวกเราเอาไปขายดีกว่า”
พูดจบ เสิ่นทิงหงก็หันไปมองทุกคน
“ทุกคนคิดว่ายังไงบ้างคะ”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
เสิ่นทิงหงแอบสังเกตสีหน้าของเสิ่นต้าเฉียงเป็นพิเศษ เพราะเธอแบ่งให้ปู่ย่าเพียงสองจิน แต่ให้บ้านคุณยายถึงสามสิบจิน เรื่องแบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้คนคิดมาก
โชคดีที่เสิ่นต้าเฉียงเป็นคนรู้จักหนักเบา เขาเข้าใจดีว่าความสัมพันธ์ฝั่งตระกูลหลักซับซ้อนเพียงใด จึงไม่ได้พูดอะไรออกมา
อีกอย่าง สองจินนั้นเป็นส่วนสำหรับพ่อแม่ของเขาโดยเฉพาะ ส่วนทางฝั่งแม่ภรรยาเป็นจำนวนที่แบ่งให้ทั้งครอบครัว อย่างไรคนคนหนึ่งก็กินได้ไม่มากนัก
เรื่องนี้จึงผ่านไปได้อย่างราบรื่น
หลิวเยว่คิดจะไปยืมตาชั่งจากคนรู้จัก จึงรีบออกไป เสิ่นต้าเฉียงไม่วางใจให้ภรรยาออกไปคนเดียว จึงตามออกไปด้วย
ในบ้านจึงเหลือเพียงพี่น้องสามคนที่มองหน้ากันไปมา
ความสงสัยในใจของพี่ชายทั้งสองแทบจะทะลักออกมา ตั้งแต่ตอนเที่ยงก็ไม่มีโอกาสได้ถามให้กระจ่าง ตอนก่อนหน้านี้ก็มัวแต่วุ่นกันอยู่ บัดนี้ในที่สุดก็ได้จังหวะ
ทั้งสองจับเสิ่นทิงหงให้นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องโถง แล้วเริ่ม “สอบปากคำ” ทันที
“พูดมาเถอะ ไปเอาหมูป่ามาจากไหน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหมูป่าจะโง่ถึงขั้นวิ่งชนหินตายเอง” เสิ่นทิงอู่แกล้งทำหน้าดุจริงจัง
เสิ่นทิงเหวินก็มีสีหน้าไม่เชื่อเช่นกัน ถึงเขาจะไม่เคยเจอหมูป่ามาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้เรื่อง
โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่หมู่บ้านต้องขึ้นเขาล่าหมู เพื่อแบ่งเนื้อกันทั้งหมู่บ้าน ก่อนเสิ่นทิงอู่อายุสิบแปด เขาไม่เคยยอมขึ้นเขาเลย และหลังจากอายุครบสิบแปดก็ล่าหมูได้เพียงสองครั้งเท่านั้น แถมยังไม่เคยเจอหมูป่าแม้แต่ครั้งเดียว
คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าว่า หมูป่าบางครั้งจะลงจากเขามากินพืชผล มันทั้งแข็งแรงและรวดเร็ว เขี้ยวก็แหลมคม ต่อให้สู้กับเสือตัวต่อตัวก็ยังไม่เสียเปรียบ
บางครั้งแม้คนงานหลายคนจะช่วยกันล้อมก็ยังจับไม่ได้ ดังนั้นจะบอกว่าเด็กสาวตัวเล็กอย่างเสิ่นทิงหงล่าหมูป่ามาเองได้นั้น พวกเขายังพอเชื่อ แต่ให้เธอแบกหมูป่าที่หนักกว่าสองร้อยจินกลับมาเอง โดยไม่มีใครพบเห็นเลย แบบนี้ก็ชวนให้สงสัยเกินไป
เสิ่นทิงหง “…”
เสิ่นทิงเหวินพูดเสริม
“ต่อให้หมูป่าจะตายเอง แล้วเธอเอามันกลับมาได้ยังไง อย่าบอกนะว่าเด็กผู้หญิงที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่อย่างเธอ แบกหมูทั้งตัวกลับมาเองคนเดียว แถมไม่มีใครเห็นอีก แบบนี้ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด”
เสิ่นทิงหงรู้สึกเหมือนถูกล้อมสอบ
“หนูเอากลับมาเองจริงๆ พวกพี่ต้องเชื่อหนูสิ”
“ไม่เชื่อ!”
คำตอบของพี่ชายทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน ราวกับใจตรงกันอย่างประหลาด แม้สีผิวจะต่างกัน หนึ่งขาวหนึ่งคล้ำ แต่สีหน้าที่แสดงออกกลับเหมือนกันไม่มีผิด
เสิ่นทิงหง
‘ไม่ต้องพร้อมใจกันขนาดนี้ก็ได้มั้ง…’
สุดท้ายเธอก็ยอมแพ้
“ก็ได้ค่ะ ความจริงคือหนูไปเจอเยี่ยเสิ่นเหยียน เขากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ พอดีผ่านมาทางเขาลูกนี้ หมูป่าตัวนี้หนูเป็นคนทำให้ตายเองนะคะ หลังจากนั้นเขาก็ช่วยเอากลับมาให้ เสร็จแล้วก็รีบกลับไปเลย ดูเหมือนจะยุ่งมากทีเดียว”
หนีไม่พ้นก็ต้องใช้สามีในอนาคตมาเป็นโล่กำบังเสียหน่อย
จังหวะนั้นเอง เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ที่ไปยืมตาชั่งก็กลับมาถึงบ้าน และได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี
หลิวเยว่ก้าวเข้ามาแล้วพูดทันที
“เด็กคนนี้ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไม่ควรเอาเนื้อหมูป่าส่วนนั้นไปขายแล้ว เสี่ยวเยี่ยเขาลงแรงไปไม่น้อย เอาไปทำเป็นเนื้อหมักเกลือเถอะ ยังไงก็ใกล้หน้าหนาวแล้ว เก็บไว้ได้นานหน่อย เผื่อเขากลับมาหลังปีใหม่จะได้เอาไปให้ ถ้าไม่กลับมาก็เอาไปส่งที่กรมทหาร”
เธอพูดออกมาอย่างเป็นลำดับ แต่เสิ่นทิงหงฟังแล้วถึงกับเหงื่อตก
“แม่คะ เขาเคยบอกแล้วว่าปีนี้ไม่น่าจะได้กลับ แล้วตอนนี้ก็ยังอยู่ที่กรมทหารด้วยค่ะ”
หลิวเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“จะอยู่หรือไม่อยู่ เดี๋ยวก็ต้องกลับมาอยู่ดีไม่ใช่หรือ ยังไงเอาไปฝากไว้ก็ต้องถึงมือเขา”
เสิ่นทิงหงรีบยับยั้ง
“แม่คะ ไปส่งสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะคะ กรมทหารตรวจเข้มมาก เนื้อพวกนี้ก็ไม่ได้ได้มาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก แบบนี้ไม่เท่ากับผลักเยี่ยเสิ่นเหยียนเข้าไปในกองไฟหรอกหรือคะ”
หลิวเยว่หยุดคิด แล้วก็เห็นด้วย แต่ในใจก็ยังรู้สึกเหมือนบ้านตัวเองติดค้างน้ำใจผู้อื่นอยู่ดี
เสิ่นต้าเฉียงจึงรีบพูดขึ้น
“เอาตามที่นีเอ๋อร์ว่าเถอะ เอาไปขายก่อน พอได้เป็นเงินแล้ว ถ้าเด็กคนนั้นกลับมา ค่อยเอาเงินไปให้ หรือซื้อของอะไรให้แทนก็ได้ เมียจ๋า คุณว่าไง”
หลิวเยว่พยักหน้า
“แบบนี้ก็ได้”
เสิ่นทิงหงมองเสิ่นต้าเฉียงด้วยสายตาชื่นชม
หรือว่าหลังจากแยกบ้าน พ่อของเธอจะเปิดเส้นลมปราณหยินหยางได้สำเร็จ อีคิวถึงได้พุ่งสูงขนาดนี้
เสิ่นต้าเฉียงส่งสายตาอวดๆมาให้ลูกสาว จนเสิ่นทิงหงหัวเราะออกมาเบาๆ
จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันแบ่งเนื้อหมูออกเป็นส่วนๆ มีทั้งหนึ่งจิน สองจิน และห้าจิน เพื่อความสะดวกในการขาย เมื่อตาชั่งพร้อม งานก็ไม่ลำบากอีกต่อไป
และแล้วเสิ่นทิงหงก็ไม่คาดคิดเลยว่า การตบหน้าตัวเองจะมาถึงเร็วขนาดนี้
เนื้อหมูป่าไม่นานก็ขายหมด ได้เงินมาทั้งหมดยี่สิบหยวน พร้อมตั๋วแลกซื้อเล็กน้อย เนื้อหมูป่าย่อมเทียบกับหมูบ้านไม่ได้ ต่อให้ขายในตลาดมืดก็ได้เพียงประมาณแปดเหมาต่อหนึ่งจินเท่านั้น
แต่สำหรับครอบครัวชนบท เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลย แม้ไม่รวมเงินเดือนของเสิ่นทิงเหวินทั้งปี ก็ไม่แน่ว่าจะแบ่งเงินได้มากขนาดนี้
หลิวเยว่ดีใจไม่น้อยที่ขายออกได้หมด แถมยังได้ราคาพอสมควร
ในขณะนั้นเอง ป้าคนหนึ่งที่สนิทกันก็รีบวิ่งมาบอก
“บ้านต้าเฉียงเอ๋ย ลูกเขยบ้านเธอบาดเจ็บกลับมาแล้วนะ หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนพามาส่งเองเลย เด็กคนนั้นไม่มีญาติพี่น้องอยู่แถวนี้ หัวหน้าหมู่บ้านเลยให้ฉันมาเรียกพวกเธอไปดูหน่อย”
บทที่ 45: เงินค่าบำรุงร่างกายก้อนใหญ่
ข่าวว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนกลับมาพร้อมบาดแผลเต็มตัว สร้างความแตกตื่นไปทั่วหมู่บ้านถวนเจี๋ยในชั่วพริบตา
เด็กหนุ่มตระกูลเยี่ยที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน ถูกหามกลับมาด้วยสภาพน่าสยดสยอง ผ้าพันแผลพันแน่นแทบทั่วร่าง
บรรดาคนที่ก่อนหน้านี้อิจฉาเสิ่นทิงหงที่ได้หมั้นหมายกับเขา ต่างก็เปลี่ยนความคิดในทันที ใครจะรู้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะพิการหรือไม่ หากพิการขึ้นมา ชีวิตครึ่งหนึ่งที่เหลือของเสิ่นทิงหงก็คงน่าเวทนาไม่น้อย
เรื่องที่เสิ่นปี้เหลียนเคยผลักเจ้าของร่างเดิมล้มลงก็เพราะความอิจฉานี้เอง แต่เวลานี้หล่อนกลับยืนมองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าราวกับดูเรื่องตลกอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เยี่ยเสิ่นเหยียนยังคงมีสติ ทว่าทั้งร่างถูกพันด้วยผ้าพันแผลหนาน่ากลัว
ภาพนั้นทำให้เสิ่นต้าเฉียงและคนในครอบครัวรู้สึกหนักใจยิ่ง
ดูจากภายนอก อาการของเด็กหนุ่มไม่น่าถึงชีวิต แต่หากต้องพิการขึ้นมาจริงๆ แล้วเด็กสาวเพียงคนเดียวในบ้านอย่างเสิ่นทิงหงจะทำอย่างไรดี
แต่ทั้งคู่หมั้นหมายกันแล้ว อีกทั้งยังเป็นการแต่งงานในนามกองทัพ ต่อให้ไม่เต็มใจ ก็ไม่อาจยกเลิกได้ง่ายๆ
เฮ้อ…
เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่มีญาติมิตรอยู่ในละแวกนี้ ทำให้หัวหน้าและหัวหน้าหมู่บ้านต่างรู้สึกกังวล
ในที่สุด หลิวเยว่ก็ยืนขึ้น เดินเข้าไปหาเสิ่นเว่ยจวิน
“หัวหน้าหมู่บ้านคะ เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นลูกเขยที่ยังไม่ได้ตบแต่งของครอบครัวเรา ให้พาเขาไปพักที่บ้านพวกเราเถอะค่ะ จะได้ดูแลกันสะดวกหน่อย”
บรรดาหัวหน้า รวมถึงสหายร่วมรบของเยี่ยเสิ่นเหยียน ต่างมองหลิวเยว่ด้วยสายตาตื้นตัน โดยพร้อมใจกันละเลยประโยคที่ว่า ‘ลูกเขยที่ยังไม่ได้ตบแต่ง’ ไปอย่างพร้อมเพรียง
เสิ่นทิงหงยกมือก่ายหน้าผาก
โอ้แม่เจ้า… แม่ของเธอกล้าพูดได้ทุกสถานการณ์จริงๆ
“สหายหญิงท่านนี้ ครอบครัวของคุณช่างมีคุณธรรมจริงๆ วางใจเถอะครับ เยี่ยเสิ่นเหยียนบาดเจ็บเพื่อชาติ เพื่อประชาชน องค์กรจะไม่ทอดทิ้งพวกคุณแน่นอน”
หนึ่งในหัวหน้าพูดพลางยกนิ้วโป้งให้
หลิวเยว่ขมวดคิ้ว ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าอย่างนั้น ขอท่านหัวหน้าบอกพวกเราตามตรงเถอะค่ะ อาการของเสี่ยวเยี่ยจริงๆ เป็นอย่างไรกันแน่”
ความจริงแล้ว เธออยากถามว่าเขายังมีความสามารถในด้านนั้นอยู่หรือไม่ แต่คำถามนี้ไม่อาจเอ่ยออกมาตรงๆได้
อย่างไรเสีย เธอต้องรู้สถานการณ์ที่แท้จริง หากแม้แต่ความสามารถในการสืบทอดทายาทยังไม่มี ต่อให้ต้องสู้สุดชีวิต เธอก็จะไม่ยอมให้ลูกสาวกระโดดเข้ากองไฟนี้เด็ดขาด
หากพิการในด้านอื่น เธอพอจะทำใจรับได้ตั้งแต่ตอนตัดสินใจเลือกเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นลูกเขยแล้ว
หัวหน้าพยักหน้า ก่อนตอบอย่างจริงใจ
“วางใจได้ครับ เยี่ยเสิ่นเหยียนพ้นขีดอันตรายแล้ว และจะไม่พิการ เพียงแต่ต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง ระยะเวลาการฟื้นตัวยังไม่แน่ชัด ต้องรอดูอาการต่อไป แต่คุณหมอรับรองแล้วว่า ไม่มีปัญหาหนักถึงขั้นพิการ ส่วนจะกลับไปทำงานในกองทัพได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวในภายหลัง”
ได้ยินเช่นนั้น หลิวเยว่และคนอื่นๆ ถึงได้ถอนหายใจโล่ง.อก
ในฝูงชน เสิ่นปี้เหลียนมีประกายตาหม่นลงเล็กน้อย เดิมทีหวังจะได้เห็นเรื่องน่าอับอายของเสิ่นทิงหง แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนกลับไม่พิการ
ทว่า หากเขาไม่อาจกลับไปทำงานในกองทัพได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ค่า เมื่อนึกถึงจุดนี้ เสิ่นปี้เหลียนก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย
เสิ่นชิงชิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เห็นสีหน้าของเสิ่นปี้เหลียนอย่างชัดเจน แต่เพราะมีหัวหน้าหลายคนอยู่ จึงไม่พูดอะไรออกมา
เชอะ นังโง่เขลา ไว้ฉันค่อยคิดบัญชีกับแกทีหลัง
เสิ่นชิงชิงเป็นห่วงเสิ่นทิงหงอย่างยิ่ง ครั้งก่อนยังเห็นเยี่ยเสิ่นเหยียนไปบรรยายที่โรงเรียนอยู่แท้ๆ ไม่นานมานี้เอง ทำไมถึงโชคร้ายได้ขนาดนี้
เสิ่นทิงหงมองไปทางเยี่ยเสิ่นเหยียน เขายังดูมีสติดีอยู่
เยี่ยเสิ่นเหยียนเองก็มองกลับมา สายตาลึกซึ้งจนยากจะคาดเดา
หัวหน้าหันไปถามเขา
“สหายเยี่ยเสิ่นเหยียน ครอบครัวของสหายหลิวเยว่ต้องการรับคุณไปดูแลที่บ้าน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร”
“ไม่มีครับ”
เดิมทีเยี่ยเสิ่นเหยียนคิดจะใช้เงินของตนจ้างคนมาดูแล เรื่องนี้ทางกองทัพก็สามารถจัดการให้ได้อยู่แล้ว
แต่เมื่อสบตากับเสิ่นทิงหง ความคิดในใจก็เปลี่ยนไปทันที
ไปพักที่บ้านเธอก็ไม่เลว อย่างไรเสียในอนาคตพวกเขาก็จะเป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว
ดังนั้น เขาจึงตอบตกลงต่อหน้าทุกคน
หัวหน้าเรียกคนมาช่วยกันหามเยี่ยเสิ่นเหยียนไปยังบ้านของครอบครัวเสิ่น ตลอดเหตุการณ์นั้น เสิ่นทิงหงแทบไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลย
หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้น ตั้งแต่แม่ของเธอก้าวออกมาเสนอ เรื่องนี้ก็ไม่เหลือทางเลือกให้เธอแล้ว
หากเธอปฏิเสธต่อหน้าหัวหน้า ก็เท่ากับประกาศให้รู้ว่า ‘ทัศนคติของฉันมีปัญหา รีบมาจับฉันไปเถอะ!’
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยเสิ่นเหยียนจึงได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านเสิ่น
เพื่อเป็นการขอบคุณครอบครัวเสิ่นที่ยินดีดูแลเยี่ยเสิ่นเหยียน หัวหน้าจึงมอบเงินสองร้อยหยวนต่อหน้าทุกคน ถือเป็นเงินค่าบำรุงร่างกาย และเป็นการแสดงความขอบคุณ
หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงรีบปฏิเสธ บอกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นว่าที่ลูกเขย การดูแลเขาเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว
แต่หัวหน้ามีท่าทีแน่วแน่ สุดท้ายพวกเขาก็ปฏิเสธไม่สำเร็จ
แน่นอนว่า หลิวเยว่ก็แอบคาดหวังจุดนี้อยู่แล้ว มีเงินก็ไม่รังเกียจหรอก
ฝูงชนที่มามุงดูต่างอิจฉาจนตาแดง นั่นเงินสองร้อยหยวนเชียวนะ!
เดิมทีคิดว่าครอบครัวเสิ่นซวยแล้ว ใครจะคิดว่ากลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น
คืนนั้น พวกเขานำหมูป่าหมักเกลือมาตุ๋น แล้วให้เสิ่นทิงอู่ยกเข้าไปให้เยี่ยเสิ่นเหยียนในห้อง
บ้านเสิ่นยังมีห้องว่าง หลิวเยว่จึงเลือกห้องที่มีแสงแดดดีที่สุดให้เขาพัก เพื่อให้เหมาะกับการฟื้นตัว
เสิ่นทิงอู่ยกชามหมูป่าตุ๋นเข้าไปด้วยอารมณ์ดี
“รีบกินเถอะ แม่ผมตุ๋นไว้ทั้งบ่ายเลย”
เยี่ยเสิ่นเหยียนเหลือบมองก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่หมูบ้าน แต่เป็นหมูป่า เขาเคยกินมามากจากการออกภารกิจ
แม้จะสงสัยว่าครอบครัวเสิ่นได้เนื้อหมูป่ามาจากไหน แต่ก็ไม่ได้ถาม
ทว่าเสิ่นทิงอู่กลับกระซิบเสียงเบา
“ทั้งหมดนี่ก็ต้องขอบคุณคุณนั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ พวกเราคงไม่ได้หมูป่าทั้งตัวแบบนี้ วางใจได้ มาอยู่บ้านพวกเรา พวกเราจะดูแลคุณอย่างดีที่สุด”
บทที่ 46: ปิศาจนางไม้สิงร่าง
“พี่รอง!”
พอรู้ว่าเสิ่นทิงอู่เป็นคนเอาอาหารเข้าไปส่ง เสิ่นทิงหงก็รีบวิ่งตามมา แต่ปากของคนผู้นี้กลับไวราวกับปืนลำแสง อยากจะห้ามก็ห้ามไม่ทันเสียแล้ว
“มีอะไรเหรอ น้องเล็ก” เสิ่นทิงอู่หันมามองด้วยสีหน้าสงสัย
“เฮ้อ… ไม่มีอะไรค่ะ” เสิ่นทิงหงถอนหายใจ “หนูมีเรื่องอยากถามเยี่ยเสิ่นเหยียนนิดหน่อย พี่ออกไปก่อนนะคะ”
“ให้พี่อยู่ด้วยดีกว่า เธอเป็นผู้หญิง อยู่กับเขาลำพังมันไม่ค่อยปลอดภัย” เสิ่นทิงอู่พูดอย่างจริงจัง
เสิ่นทิงหงได้ยินแล้วถึงกับกลอกตา
“พี่รอง… เขาอยู่ในสภาพนี้แล้วนะคะ”
คำพูดหลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องพูดต่อ ความหมายนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
เสิ่นทิงอู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเกาหลังศีรษะ
“ก็…เหมือนจะจริงนะ”
พี่ชายน้องสาวคุยกันไปมา ราวกับมองเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนพิการไปแล้ว โดยไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของคนเจ็บแม้แต่น้อย
เยี่ยเสิ่นเหยียนถือชามหมูตุ๋นอยู่ในมือ พลันรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย
“งั้นพี่ออกไปก่อนละกัน” เสิ่นทิงอู่พูดจบก็เดินออกไปทันที
เสิ่นทิงหงเดินเข้าไปยืนตรงหน้าเยี่ยเสิ่นเหยียน ด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
“คือว่า…”
เยี่ยเสิ่นเหยียนเลิกคิ้ว
“เธออยากพูดอะไร”
“คือเรื่องหมูป่าน่ะค่ะ…” เสิ่นทิงหงชี้ไปที่กีบหมูในชามที่เขาถืออยู่
“อ๋อ” เยี่ยเสิ่นเหยียนพยักหน้า แล้วรอให้เธอพูดต่อ ท่าทางคล้ายตอนฟังรายงานจากทหารใหม่
“อะแฮ่ม คือ…ฉันบอกพวกเขาไปว่า ฉันไปเจอคุณ แล้วคุณช่วยฉันแบกหมูป่ากลับมาน่ะค่ะ”
เสิ่นทิงหงหลับตาปี๋
หัวจะอยู่หรือจะหาย ก็อยู่ที่ดาบเล่มนี้แล้ว!
อย่างไรเธอก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องห้วงมิติให้พ่อแม่ฟังได้ เธอไม่มีวันเปิดเผยความลับนั้นออกไป
“อ้อ แล้วทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดไม่ออก ตอนนั้นเขาน่าจะกำลังออกภารกิจอยู่ เด็กคนนี้เอาเขามาเป็นโล่กำบังได้อย่างแนบเนียนจริงๆ
“คือ…ฉันล่าหมูป่าได้บนภูเขา แล้วก็หาวิธีหลบคนเอากลับมาเองได้ แต่พ่อแม่เขาไม่เชื่อ ฉันเลยบอกว่ามีคุณช่วย ยังไงก็แล้วแต่ คุณห้ามหลุดพูดออกไปนะคะ”
เสิ่นทิงหงรู้สึกเหมือนตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่การตายต่อหน้าคนคนเดียวยังดีกว่าตายต่อหน้าคนทั้งบ้าน
เธอไม่คิดเลยว่าการตบหน้าตัวเองจะมาถึงเร็วขนาดนี้
“เธอกำลังเอาอย่างระบบสังคมนิยมนะ” เยี่ยเสิ่นเหยียนจู่ๆ ก็อยากหยอกเธอเล่นขึ้นมา
เสิ่นทิงหงชี้ไปที่กีบหมูในมือเขาอย่างไม่ใส่ใจ
“คุณก็ได้ส่วนแบ่งไปเหมือนกันนี่คะ”
เยี่ยเสิ่นเหยียน
‘…ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้ปากกล้าขนาดนี้’
ภาพจำที่เขามีต่อเสิ่นทิงหงนั้นมีไม่มาก ครั้งแรกคือวันที่ตกลงหมั้นหมายกัน และครั้งที่สองคือวันที่เจอเธอที่โรงเรียน
ตอนนั้นเธอหน้าแดง ไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว
แต่ครั้งนี้ เมื่ออยู่กันเพียงลำพัง เขากลับมองไม่เห็นแววความเขินอายหรือความชื่นชอบในสายตาเธอเลย
หรือแท้จริงแล้ว… เสิ่นทิงหงไม่ได้ชอบเขาเลย
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เยี่ยเสิ่นเหยียนอดคิดไม่ได้ว่า เด็กคนนี้อาจถูกผีสางนางไม้บนภูเขาสิงร่างอยู่
แม้ยุคนี้จะไม่อนุญาตให้พูดถึงเรื่องไสยศาสตร์ แต่ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจ พวกเขายังต้องขอพรให้เดินทางปลอดภัย
อีกอย่าง ถ้าเด็กคนนี้ถูกปิศาจนางไม้สิงจริง การที่เธอสามารถแบกหมูป่ากลับมาได้ก็ถือว่าไม่แปลกเลย
เสิ่นทิงหงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่า ตอนนี้เยี่ยเสิ่นเหยียนกำลังจินตนาการว่าเธอเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดอะไรอยู่
เห็นเขาเงียบไป เธอจึงคิดว่าตัวเองพูดสำเร็จแล้ว
“งั้นคุณก็กินต่อเถอะค่ะ ฉันออกไปก่อนนะ”
เยี่ยเสิ่นเหยียนมองตามหลังเธอ ก่อนจะก้มลงกินกีบหมูป่า
ต้องยอมรับว่าฝีมือของคุณป้าหลิวนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ ดีกว่าพวกครัวในกรมเสียอีก
พอเสิ่นทิงหงออกมาจากห้อง ก็ปะทะเข้ากับสายตาหลายคู่ ทุกคนรวมตัวอยู่ในห้องโถง มองเธออย่างสนใจจนเธอรู้สึกเขินขึ้นมา
“นีเอ๋อร์ มากินข้าวเถอะ” หลิวเยว่เรียก
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าแม่ของเธอมีนิสัยขี้นินทาอยู่ไม่น้อย
“นีเอ๋อร์ เยี่ยเสิ่นเหยียนบาดเจ็บแบบนี้ ลูกคิดว่ายังไง” เสิ่นต้าเฉียงถามขึ้น
ก่อนหน้านี้ลูกสาวดูเหมือนจะชอบเด็กหนุ่มคนนี้ไม่น้อย เขาจึงอดเป็นห่วงความรู้สึกของเธอไม่ได้
“หืม…” เสิ่นทิงหงชะงักไปเล็กน้อย
พอเห็นสายตาเป็นกังวลของทุกคน เธอก็เข้าใจทันที
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดูเขาก็ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง พักฟื้นไปสักพักก็น่าจะดีขึ้น”
เสิ่นต้าเฉียงพยักหน้า แล้วไม่พูดอะไรต่อ
วันต่อๆมาหลังจากนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ
เสิ่นทิงเหวินได้พักร้อน แต่เพราะมีเยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ที่บ้าน ทำให้ไม่ค่อยสะดวกออกไปไหน บ้านจึงต้องมีคนอยู่ดูแลตลอด
ให้เสิ่นทิงหงดูแลก็ไม่เหมาะนัก เพราะบางเรื่องเธอช่วยไม่ได้ สุดท้ายเสิ่นทิงเหวินจึงต้องอยู่บ้าน
เรื่องนี้กลับทำให้เสิ่นทิงหงรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น
เมื่อเบื่อ เธอก็หาอะไรทำเรื่อยๆ
ขณะที่กำลังคิดจะออกไปข้างนอก เสิ่นชิงชิงก็โผล่มาพอดี
ช่วงนี้เสิ่นชิงชิงต้องช่วยงานบ้านจนหัวหมุน ไม่มีเวลามาหาเสิ่นทิงหง แม้จะเป็นลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องทำอะไรเลย
“ทิงหง ไปเดินเล่นในเมืองกันเถอะ!”
เสียงมาก่อนตัวเสมอสำหรับเสิ่นชิงชิง
แต่พอวิ่งเข้ามาในลานบ้านเสิ่น เธอก็พบว่าไม่ได้มีแค่เสิ่นทิงหงเท่านั้น ยังมีเสิ่นทิงเหวิน และเยี่ยเสิ่นเหยียนที่ถูกย้ายออกมานั่งรับลมด้วย
เสิ่นชิงชิงชะงักไปเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อสบตากับเสิ่นทิงเหวิน ก็รีบหุบปากทันที
“เอ่อ…ทิงหง วันนี้ฉันว่าง พวกเราไปเดินเล่นกันเถอะ”
เสิ่นทิงหงเห็นท่าทีเขินๆ นั้นก็เหมือนจะได้กลิ่นแตงลอยมา เธอมองเสิ่นชิงชิง แล้วหันไปมองพี่ชายของตัวเอง
เข้าใจแล้ว…
แต่ดูจากสีหน้าพี่ชาย คงยังไม่รู้ตัว
“วันนี้เธอไม่ต้องช่วยงานที่บ้านเหรอ” เสิ่นทิงหงถาม
น้ำเสียงเสิ่นชิงชิงอ่อนลงทันที
“วันนี้พ่อฉันใจดี ให้แม่ฉันอยู่บ้านแทน แล้วให้ฉันหยุดหนึ่งวัน”
เสิ่นทิงหง
‘สหายเสิ่นชิงชิง เธอไม่เหมาะกับการทำเสียงเล็กเสียงน้อยจริงๆ’
“อย่างนั้นเหรอ พอดีฉันก็เบื่อเหมือนกัน รอแป๊บนะ ฉันไปเปลี่ยนเสื้อเดี๋ยวเดียว”
พูดจบ เสิ่นทิงหงก็วิ่งเข้าห้องของตัวเอง
เสิ่นชิงชิงมองเสิ่นทิงเหวินอีกครั้ง ราวกับเพิ่งเห็นเขาเป็นครั้งแรก
“พี่ใหญ่เสิ่น…อยู่บ้านด้วยเหรอคะ”
บทที่ 47: ฉันเห็นเธอเป็นพี่น้อง แต่เธอกลับคิดจะมาเป็นพี่สะใภ้
“อ๋อ!”
เสิ่นทิงเหวินไม่ค่อยมีโอกาสได้สนทนากับผู้หญิงสักเท่าไร น้ำเสียงของเขาจึงไม่ได้อบอุ่น แต่ก็ไม่เย็นชา เป็นโทนเรียบๆตามนิสัย
ทว่าเสิ่นชิงชิงกลับหน้าแดงขึ้นมาเพราะน้ำเสียงทุ้มต่ำนั้น โดยมองข้ามเยี่ยเสิ่นเหยียนที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมผ้าพันแผลเต็มตัวไปอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นทิงหงเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมา พอดีได้เห็นฉากนี้เข้า หากไม่รู้จักนิสัยของเสิ่นชิงชิงดีอยู่แล้ว คงเชื่อแน่ว่าอีกฝ่ายเป็นกุลสตรีเรียบร้อยอ่อนหวานคนหนึ่ง
“อะแฮ่ม! ชิงชิง พวกเราไปกันเถอะ!”
ในที่สุดเสิ่นชิงชิงก็ละสายตาจากเสิ่นทิงเหวิน เสิ่นทิงเหวินเองก็ถอนหายใจโล่งอก เด็กคนนี้เป็นอะไรไปกันแน่
“ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ” เสิ่นชิงชิงเดินเข้ามาข้างเสิ่นทิงหง ก่อนจะคว้าแขนเธอไว้
อู้ว…
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าแตงลูกนี้เริ่มทำตัวเป็นเด็กสาวช่างฝันเข้าไปทุกที
ไม่น่าแปลกใจเลย ก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิงถึงไม่ถูกใจคู่หมายสักคน พอมีคนถามว่าเธอชอบผู้ชายแบบไหน เธอก็ตอบว่าจะหาคนที่เหมือนเสิ่นทิงเหวิน
จะหาคนที่เหมือนเสิ่นทิงเหวินที่ไหนกันเล่า เห็นชัดๆว่าถูกตาต้องใจพี่ใหญ่ของตัวเองเข้าให้แล้ว
ทั้งสองเดินออกมาไกลแล้ว เสิ่นชิงชิงยังไม่วายหันกลับไปมองเสิ่นทิงเหวินที่ยืนอยู่ในลานบ้าน
เสิ่นทิงหง
‘…เจ้าหนูเอ๋ย ท่าทางแบบนี้มันโจ่งแจ้งเกินไปแล้วนะ’
“ชิงชิง”
“หืม… มีอะไรเหรอ” เสิ่นชิงชิงรีบหันกลับมาทันที ราวกับกลัวว่าเสิ่นทิงหงจะจับได้
เสิ่นทิงหง
‘ฉันเห็นหมดแล้วจ้า…’
“เธอชอบพี่ใหญ่ฉันเหรอ” เสิ่นทิงหงถามตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม
“ห๊ะ! อะไรนะ เธอพูดอะไรของเธอ!” เสิ่นชิงชิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งโกรธแล้วตีแขนเสิ่นทิงหง “พูดเหลวไหล!”
“ถ้าหน้าเธอไม่แดงเหมือนแก้มก้นลิง ฉันก็อาจจะเชื่อว่าเธอไม่ได้คิดอะไรกับพี่ใหญ่ฉันจริงๆ” เสิ่นทิงหงมองเธออย่างมีเลศนัย
ใบหน้าของเสิ่นชิงชิงแดงจัดกว่าเดิม รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ใช่นะ! ฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น อย่าพูดมั่ว!”
“ฮ่าๆๆ บอกฉันมาก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ถึงเธอจะไม่ค่อยจริงใจก็เถอะ ฉันเห็นเธอเป็นพี่น้อง แต่เธอกลับคิดจะมาเป็นพี่สะใภ้ฉันซะงั้น แต่ไม่เป็นไรนะ ฉันเป็นคนมีมนุษยธรรม ไม่แน่ว่าอาจช่วยเธอจีบพี่ชายฉันก็ได้”
เสิ่นทิงหงหัวเราะจนแทบยืนไม่ไหว
เสิ่นชิงชิงกลับนิ่งไป แล้วคิดอย่างจริงจัง
“เธอพูดจริงเหรอ”
แต่พอเห็นรอยยิ้มล้อเลียนของเสิ่นทิงหง เธอก็รู้ทันทีว่าถูกหลอกถาม โกรธจนอยากตีอีกครั้ง
“เฮ้ๆ ฉันพูดจริงนะ พี่ใหญ่ฉันเป็นพวกท่อนไม้ ถ้าเธอไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ชาตินี้เขาก็ไม่มีวันรู้ตัวหรอก” เสิ่นทิงหงหลบมือเธออย่างคล่องแคล่ว
ความจริง หากเพื่อนสนิทได้เป็นพี่สะใภ้ก็ถือว่าดี อย่างน้อยต่อไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความสัมพันธ์ในบ้าน
เสิ่นชิงชิงเงียบไป เดินไปพลางครุ่นคิดความเป็นไปได้ไปด้วย
เสิ่นทิงหงไม่คิดรบกวน แค่ส่ายหน้าในใจ รู้สึกเหม็นความรักเท่านั้นเอง
“เธอยินดีให้ฉันเป็นพี่สะใภ้จริงๆเหรอ” เสิ่นชิงชิงถามขึ้น เมื่อทั้งคู่ใกล้จะถึงตัวตำบลแล้ว
เสิ่นทิงหงพยักหน้า แน่นอนสิ ถึงทั้งคู่จะใช้นามสกุลเสิ่นเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกัน
แซ่เสิ่นเป็นแซ่ใหญ่ในหมู่บ้านถวนเจี๋ย เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาอะไร
อีกทั้งนิสัยของเสิ่นชิงชิงก็ดี หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงเองก็ชอบเธอมาก
แน่นอนว่า เธอช่วยได้แค่ผลักดัน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวพี่ใหญ่เอง หากเขามีใจให้เสิ่นชิงชิงก็ถือว่าดีที่สุด แต่ถ้าไม่…เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้
“ได้ ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ ฉันจะให้อั่งเปาซองใหญ่เธอเลย” เสิ่นชิงชิงตบอกตัวเองอย่างฮึกเหิม
เสิ่นทิงหงก็เลียนแบบท่าทางนั้น
“ตกลง ฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”
ทั้งสองเดินเข้าสู่ตัวตำบลด้วยอารมณ์ดี
ก่อนหน้านี้เสิ่นทิงหงออกจากหมู่บ้านก็มักตรงเข้าอำเภอเลย ยังไม่เคยเดินเที่ยวในตัวตำบลอย่างจริงจังนัก
มองดูแล้ว ตัวตำบลไม่ได้ต่างจากหมู่บ้านมากนัก เพียงแต่มีบ้านปูนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ด้านในก็ยังมีบ้านดินอยู่ไม่น้อย
สิ่งที่แตกต่างชัดเจนที่สุดคงเป็นถนน
สองข้างทางมีร้านค้าเรียงราย แต่ทั้งหมดเป็นร้านของรัฐ เพราะในตอนนี้ยังไม่อนุญาตให้ค้าขายเอกชน
ร้านขายของจุกจิก ร้านอาหาร สตูดิโอถ่ายรูป และร้านตัดเสื้อ ล้วนติดป้ายว่าเป็นกิจการของรัฐ
“ไปเดินร้านสหกรณ์กันไหม” เสิ่นชิงชิงชวน
ที่นี่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้า แต่ในตัวอำเภอกลับมีอยู่หนึ่งแห่ง
เสิ่นทิงหงเองก็สนใจ จึงเดินไปกับเสิ่นชิงชิง
ร้านสหกรณ์เป็นอาคารสองชั้น ซึ่งถือว่าใหญ่พอสมควรสำหรับระดับตำบล และเป็นตึกที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
ตัวอาคารดูเก่า แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเคยเป็นบ้านของคหบดีมาก่อน สถาปัตยกรรมเป็นสไตล์ตะวันตก ดูโดดเด่นท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างรอบข้าง
เป็นทรัพย์สินที่ถูกยึดมาเป็นของรัฐหลังการปราบปรามระบบทุนนิยม
กำแพงด้านนอกทาสีขาว วาดลวดลายธงห้าดาวสีแดง และภาพเหมือนบุคคล
ในบรรดาภาพเหล่านั้น มีภาพหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นภาพชายหนุ่มในชุดชนชั้นแรงงาน สวมหมวกเหลยเฟิง มือกำหมัดชูขึ้นระดับอก อีกขาก้าวออกไปด้านหน้า ท่าทางเปี่ยมพลัง
ข้างภาพมีคำขวัญเขียนไว้ว่า
“เรียนรู้จากแบบอย่างที่ดีอย่างเหลยเฟิง”
เมื่อเข้าไปด้านใน ร้านสหกรณ์เต็มไปด้วยสินค้าหลากหลาย แต่ละแผงมีพนักงานขายประจำหนึ่งคน ซึ่งส่วนใหญ่มีท่าทีเย่อหยิ่งอยู่บ้าง
ในยุคนี้ การได้ทำงานมั่นคง เงินดี แถมยังสบายในสหกรณ์ ย่อมทำให้หลายคนเกิดความลำพองใจ
โชคดีที่เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ดูยากจนเกินไป ท่าทีของพนักงานขายจึงไม่ได้เลวร้าย
เดินเลือกซื้อไปจนถึงร้านเครื่องประดับผม เสิ่นชิงชิงก็ถูกดึงดูดด้วยที่รัดผมสีแดงและกิ๊บติดผมหลายชิ้น
ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยสนใจสิ่งเหล่านี้ แต่หลังจากตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ก็อดอยากปรับภาพลักษณ์ให้ดูดีขึ้นไม่ได้
[1] เหลยเฟิง — ทหารในสังกัดกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ภาพลักษณ์ของเขาถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของประชาชนต้นแบบ ผู้สมถะ เสียสละ และอุทิศตนตามแนวคิดของเหมาเจ๋อตง
บทที่ 48: เดินเล่นที่ร้านสหกรณ์
“รบกวนสหายหน่อยค่ะ ขอถามว่าที่รัดผมนี้ขายยังไงคะ” เสิ่นชิงชิงถามพนักงานขายประจำแผง
พนักงานขายเหลือบตามองขึ้นมาเพียงครู่เดียว ก่อนจะก้มหน้าแคะเล็บของตัวเองต่อ
“ปฏิกิริยาทั้งหมดก็แค่เสือกระดาษ! ห้าเฟิน!”
“งั้น…ฉันเอาหนึ่ง เอ่อ…สองอันค่ะ” เสิ่นชิงชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจซื้อให้ตัวเองหนึ่งอัน และซื้อให้เสิ่นทิงหงอีกหนึ่งอัน
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าน่าสนใจ การสื่อสารในยุคนี้ราวกับใช้รหัสลับ ดูแล้วเพลินไม่น้อย
พนักงานขายหยิบที่รัดผมสองอันส่งให้ ของเล็กๆ แบบนี้ไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ เสิ่นชิงชิงจึงยื่นเงินให้โดยตรง
สองชิ้นรวมเป็นหนึ่งเหมา ไม่ต้องรอเงินทอน พนักงานขายวางธนบัตรหนึ่งเหมาลงบนเส้นลวด แล้วรูดลงไป เงินก็ถูกเก็บเข้าไปในช่องทันที
เสิ่นทิงหงมองจนตาเป็นประกาย ช่างน่าสนใจจริงๆ
รับที่รัดผมสีแดงมาแล้ว เสิ่นชิงชิงก็ยื่นให้อีกอันหนึ่งกับเสิ่นทิงหง
เสิ่นทิงหงไม่ได้ปฏิเสธ และรับมันไว้
“ทิงหง ทำไมเมื่อกี้ฉันรู้สึกเหมือนเธอไม่เคยเห็นโลกมาก่อนเลยนะ” เสิ่นชิงชิงกระซิบข้างหู
ท่าทางสนอกสนใจของเสิ่นทิงหงเมื่อครู่ เธอเห็นชัดเจน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เสิ่นทิงหงก็ออกมาข้างนอกบ่อย แม้แต่ห้างในอำเภอก็เคยไปมาแล้ว
“หืม ไม่ใช่นะ!” เสิ่นทิงหงรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย เธอแค่รู้สึกว่าการค้าขายในยุคนี้น่าสนใจ เลยเผลอมองเพลินไปหน่อย
หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินไปถึงแผงขายขนม ขนมต้องใช้ตั๋วแลกซื้อขนม หากไม่มี ก็สามารถใช้ตั๋วแลกซื้ออาหารแทนได้ แต่ตั๋วแลกซื้อขนมไม่สามารถใช้แลกอาหารได้
เสิ่นทิงหงมีตั๋วแลกซื้อขนมอยู่พอดี เป็นตั๋วที่หลิวเยว่แลกมาให้หลังจากขายเนื้อหมูป่า
เหตุผลก็ง่ายๆ แค่อยากให้ลูกสาวมีขนมกิน
ตั๋วแลกซื้อเหล่านี้มีวันหมดอายุ เสิ่นทิงหงจึงตั้งใจซื้อกลับไปมากหน่อย
แม้ในห้วงมิติจะมีของคล้ายกัน แต่หลายอย่างไม่เหมาะกับยุคนี้
ในเมื่อมีเงินและตั๋วอยู่แล้ว หากไม่ใช้ก็เสียเปล่า
เสิ่นทิงหงสะดุดตากับกรงเล็บเสือที่วางขายอยู่ในร้านสหกรณ์ ของแบบนี้ไม่ใช่ของท้องถิ่น เธอจึงไม่เคยเห็นในอำเภอมาก่อน
กรงเล็บเสือไม่ใช่เล็บเสือจริงๆ แต่เป็นขนมปังหกมุม ได้ชื่อนี้เพราะรูปร่างคล้ายเล็บเสือ
ขนมชนิดนี้ด้านนอกกรอบแต่ไม่แข็ง ด้านในนุ่มฟู รสชาติอธิบายยาก แต่ความทรงจำในวัยเด็กกลับผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
กรงเล็บเสือขายเป็นชิ้น ชิ้นละสี่เฟิน
เสิ่นทิงหงยังซื้อขนมเปี๊ยะเพิ่มอีกหลายชิ้น มีทั้งไส้หวานโรยงา และไส้เค็ม ขนมเปี๊ยะธรรมดาชิ้นละสามเฟิน ไส้หวานสี่เฟิน เธอชอบไส้หวานมากกว่า
“เธอซื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” เสิ่นชิงชิงเบิกตากว้าง แล้วถามเสียงเบา
“เธอมีตั๋วเยอะขนาดนั้นเชียว?”
เสิ่นทิงหงหัวเราะ ไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย หากไม่มีตั๋วมากพอ จะซื้อได้ยังไง
“มีสิ” เสิ่นทิงหงตอบ
จนกระทั่งจ่ายเงินเสร็จ เสิ่นชิงชิงยังรู้สึกเหมือนกำลังฝัน
“เธอเอาตั๋วพวกนี้มาจากไหนกัน”
เสิ่นทิงหงมองไปรอบๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน ก่อนจะพูดเสียงเบา
“แม่ฉันไปแลกมา”
เสิ่นชิงชิงถึงกับน้ำลายไหลด้วยความอิจฉา
“คุณป้าดีกับเธอจริงๆ”
“ถ้าเธอกลายมาเป็นลูกสะใภ้ แม่ฉันก็จะดีกับเธอแบบนี้เหมือนกันแน่นอน” เสิ่นทิงหงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
เสิ่นชิงชิงหน้าแดงทันที
“ถ้าเธอพูดเหลวไหลอีก ฉันจะโกรธแล้วนะ คนอื่นได้ยินเข้า เดี๋ยวถูกหัวเราะเยาะเอา”
เสิ่นทิงหงรีบปิดปากกลั้นหัวเราะ
ทั้งสองเดินเล่นกันต่อ เสิ่นทิงหงซื้อน้ำมันเพิ่มอีกหนึ่งจิน ใช้เงินไปแปดเหมาแปดเฟิน น้ำมันแพงจริงๆ
น้ำมันที่บ้านใกล้หมดแล้ว ครั้งนี้ออกมากับเสิ่นชิงชิงพอดี เธอจึงตัดสินใจซื้อกลับไป ไม่อย่างนั้นจะต้องเอาออกจากห้วงมิติ ซึ่งไม่สะดวกนัก
เมื่อซื้อของเสร็จ ทั้งสองก็เตรียมตัวกลับ
ขณะนั้นเอง เสิ่นทิงหงเหลือบไปเห็นตรอกเล็กๆ ที่มีคนเดินออกมาอย่างเร่งรีบ แบกตะกร้าก้นลึกไว้บนหลัง
ดวงตาเธอเป็นประกายทันที
นี่ต้องเป็นตลาดมืดแน่ๆ
เธออยากลองเสี่ยงโชคดูบ้าง
ดังนั้น…
“ชิงชิง อยู่ๆฉันก็ปวดท้องขึ้นมา เธอไปรอฉันด้านหน้าก่อนนะ”
เสิ่นชิงชิงสงสัย
“เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลยนี่”
“ใครจะรู้ล่ะ” เสิ่นทิงหงตอบ
“เอาเถอะ รีบไปรีบมานะ” เสิ่นชิงชิงรับสัมภาระไป แล้วไปยืนรอด้านหน้า
เสิ่นทิงหงรู้ว่าห้องน้ำสาธารณะอยู่ตรงไหน จึงตรงไปที่นั่น ปิดประตู แล้วเข้าไปในห้วงมิติ เปลี่ยนชุด ใช้ผ้าพันคอปิดหน้า ปลอมตัวเป็นหญิงวัยกลางคน
มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ยังดูสดใสผิดวัย แต่ก็ช่างมัน ขอแค่ไม่ให้ใครจำได้ก็พอ
คนที่มาที่ตลาดมืด มีใครบ้างที่ไม่ปกปิดตัวเอง
เธอออกจากห้องน้ำ มุ่งหน้าไปยังตรอกนั้น ตอนนี้สะพายตะกร้าไว้บนหลัง ด้านบนคลุมด้วยผ้าสีน้ำเงิน มองไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร
เดินเข้าไปไม่กี่ก้าว ก็มีวัยรุ่นคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ที่ปากทาง เขามองเธออย่างระแวดระวัง
“มาทำอะไร”
“มาหาท่านแม่เฒ่า” เสิ่นทิงหงตอบ
คำนี้เป็นรหัสลับ ไม่มีแม่เฒ่าอะไรทั้งนั้น เป็นคำที่หลิวเยว่เคยพูดหลุดออกมา เธอจึงจำไว้
เด็กวัยรุ่นผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“กฎเดิม!”
เสิ่นทิงหงพยักหน้า หยิบเงินห้าเฟินยื่นให้ นี่คือค่าผ่านประตู ใครอยากเข้าตลาดมืดก็ต้องจ่าย
เมื่อรับเงินแล้ว พวกเขาจะช่วยดูต้นทาง หากมีคนต้องสงสัยก็จะส่งสัญญาณเตือน
เด็กวัยรุ่นไม่สงสัยอะไรอีก เมื่อเห็นว่าเธอรู้รหัสและยอมจ่ายเงิน ก็น่าจะเป็นขาประจำ
เสิ่นทิงหงจึงเข้าสู่ตลาดมืดได้อย่างราบรื่น
และทันทีที่ก้าวเข้าไป เธอก็พบว่า ที่นี่เป็นโลกอีกใบหนึ่งโดยสิ้นเชิง…
[1] “เสือกระดาษ” เป็นคำกล่าวของเหมาเจ๋อตง ใช้เปรียบศัตรูที่ดูน่ากลัวภายนอก แต่แท้จริงแล้วอ่อนแอ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความกล้าในการต่อสู้
บทที่ 49: ตลาดมืดในตำบล
ภายในตลาดมืดไม่ได้เป็นเพียงลานธรรมดา.ธรรมดา พื้นที่ด้านในกว้างขวางมาก น่าจะเป็นการเชื่อมต่อของลานบ้านหลายหลัง แต่หากมองจากภายนอกกลับดูไม่ต่างจากที่พักอาศัยทั่วไป ต้องบอกว่าคนที่จัดตั้งตลาดมืดแห่งนี้ฉลาดไม่น้อย
เสิ่นทิงหงสะพายตะกร้าไว้บนหลัง แล้วเดินเข้าไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
เธอไม่คิดจะเปิดตะกร้าออกมาให้ใครเห็น ก่อนหน้านี้ในตะกร้ายังว่างเปล่า เพิ่งจะใส่ของเข้าไปหลังจากผ่านประตูเข้ามาแล้วเท่านั้น
เธอมองหามุมหนึ่ง วางตะกร้าลง จากนั้นก็ยืนรอ
ในตลาดมืดมีผู้คนหลากหลาย บ้างเดินมองหาของที่ต้องการ บ้างสะพายตะกร้าไว้บนหลังเหมือนกับเธอ
การกระทำของเสิ่นทิงหงจึงไม่โดดเด่น คนขายบางรายเอาของออกมาเรียงให้เห็นชัด แต่ก็มีไม่น้อยที่เลือกทำแบบเธอ
รออยู่ไม่นาน ก็มีหญิงวัยกลางคนในชุดคนงานสีน้ำเงินเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า
“น้องสาว ของเธอมีอะไรขายบ้างล่ะ”
เสิ่นทิงหงเหลือบมองชุดของอีกฝ่าย คิดว่าน่าจะเป็นคนใช้แรงงาน มีกำลังซื้อพอสมควร เธอไม่พูดอะไร เพียงเปิดมุมผ้าคลุมตะกร้าให้ดูเล็กน้อย
ภายในมีถุงผ้าหลายใบ และขวดแก้วที่บรรจุของเหลวอยู่
หญิงคนนั้นตาวาวขึ้นทันที ส่วนเสิ่นทิงหงก็พอใจไม่น้อย
ลูกสะใภ้ของหญิงคนนี้กำลังตั้งครรภ์ แถมยังต้องทำงานหนัก จึงอยากกินของดีๆ แต่ของในสหกรณ์มีจำกัด ต่อแถวหลายวันก็ยังไม่ได้อะไรดีๆ วันนี้เลยมาลองเสี่ยงดวงที่ตลาดมืด ไม่คิดว่าจะได้เจอของถูกใจเข้า
ในตะกร้ามีทั้งข้าวสาร บะหมี่ขาว และเนื้อสัตว์
ส่วนของเหลวในขวดแก้วคือน้ำมันพืช
“น้องสาว ข้าวสารกับเนื้อคิดราคาเท่าไหร่” หญิงวัยกลางคนถามทันที
เสิ่นทิงหงคิดคร่าวๆ จากราคาที่เคยขายเนื้อหมูป่าที่ตลาดมืดก่อนหน้านี้ จึงตอบไปอย่างมั่นใจ
“ข้าวสารจินละหนึ่งหยวน เนื้อจินละหนึ่งหยวนสองเหมา”
หญิงคนนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงราคาจะสูงกว่าสหกรณ์เล็กน้อย แต่ก็ยังรับได้ อีกทั้งที่บ้านก็ต้องการของพวกนี้จริงๆ
“ตอนนี้มีข้าวสารกับเนื้อเท่าไหร่”
เสิ่นทิงหงรู้ว่าราคานี้เหมาะสมแล้ว จึงตอบไป
“ข้าวสารห้าจิน เนื้อสามจิน”
“ฉันเหมาหมดเลย” หญิงคนนั้นรีบพูดทันที กลัวจะมีคนมาแย่ง
“ได้ค่ะ แต่ถ้าคุณมีตั๋วแลกซื้อ ฉันจะลดราคาให้อีกหน่อย” เสิ่นทิงหงพูดเสริม
หลังจากเดินร้านสหกรณ์วันนี้ เธอรู้ดีว่าของหลายอย่างต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ ห้วงมิติของเธอไม่ได้มีครบทุกอย่าง หากได้ตั๋วมาก็จะสะดวกขึ้นมาก
หญิงคนนั้นลังเลเล็กน้อย
“ฉันมีแต่ตั๋วอุตสาหกรรมกับตั๋วน้ำตาล คุณดูจะรับได้ไหม”
เธอกลัวว่าเสิ่นทิงหงจะรับแต่ตั๋วอาหารหรือเนื้อเท่านั้น
ตั๋วอุตสาหกรรมกับตั๋วน้ำตาลไม่ใช่ของจำเป็นเร่งด่วนสำหรับคนส่วนใหญ่ น้ำตาลหนึ่งจินบางบ้านกินได้เป็นเดือน โรงงานก็ออกตั๋วน้ำตาลทุกเดือนอยู่แล้ว
เสิ่นทิงหงพยักหน้า
“ได้ค่ะ แต่ตั๋วสองอย่างนี้ลดราคาได้ไม่มากนะคะ ตั๋วอุตสาหกรรมห้าใบ ตั๋วน้ำตาลสองใบ ฉันจะคิดข้าวสารจินละแปดเหมา เนื้อจินละหนึ่งหยวน”
หญิงวัยกลางคนอยากต่อรองอยู่บ้าง แต่เห็นท่าทีอีกฝ่ายก็รู้ว่าคงไม่ลดอีก จึงยอมตกลงทันที
การค้าครั้งแรก เสิ่นทิงหงได้เงินมาเจ็ดหยวน พร้อมตั๋วอุตสาหกรรมห้าใบ และตั๋วน้ำตาลสองใบ
อย่าเพิ่งดูถูกเงินแค่นี้ เงินเดือนคนทำงานสมัยนี้เฉลี่ยแค่สามสิบกว่าหยวนเท่านั้น
หญิงวัยกลางคนเก็บของใส่ตะกร้า แล้วรีบจากไปด้วยสีหน้าพอใจ
ไม่นานก็มีคนอื่นสังเกตเห็น จึงมีชายอีกคนเดินเข้ามาทัก
“ยังมีข้าวสารกับเนื้อเหลือไหม”
เสิ่นทิงหงหยิบข้าวสารสองจิน กับเนื้อหนึ่งจินออกมาอย่างแนบเนียน
“มี แต่ไม่มากแล้ว”
“เหลือเท่าไหร่” ชายคนนั้นถามเสียงเบา
“ข้าวสารสองจิน เนื้อหนึ่งจิน ข้าวสารจินละหนึ่งหยวน เนื้อจินละหนึ่งหยวนสองเหมา”
ชายคนนั้นพยักหน้า ก่อนจะมองตะกร้าอย่างคาดหวัง
“มีน้ำมันไหม”
“น้ำมันพืช?” เสิ่นทิงหงถามกลับ
“ใช่ๆ” ชายคนนั้นตอบทันที
“มีสองจิน จินละหนึ่งหยวนสองเหมา”
ราคานี้สูงกว่าสหกรณ์ แต่ก็ยังไม่เกินไปนัก
“ของดีเยอะจริงๆ” ชายคนนั้นพูดอย่างทึ่ง
“มีบะหมี่ขาวด้วยเหรอ”
“จะซื้อหรือไม่ซื้อคะ” เสิ่นทิงหงเหลือบตามอง น้ำเสียงเริ่มแข็ง
ชายคนนั้นเกาหัวแกรกๆ
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้หมายความอย่างอื่น แม่ผมป่วย ต้องกินของย่อยง่าย ถ้ามีบะหมี่ขาว ผมขอเหมาหมดเลย”
เสิ่นทิงหงดูแล้วคิดว่าเขาไม่น่าจะโกหก
“บะหมี่ขาวมีห้าจิน จินละหนึ่งหยวน คุณเหมาหมดเลยใช่ไหม”
“เหมาครับ”
“ผมไม่มีตั๋ว ผมจ่ายเงินแทนได้ไหม”
น้ำมันสองจิน เนื้อหนึ่งจิน รวมสามหยวนหกเหมา
ข้าวสารสองจิน บะหมี่ห้าจิน รวมเจ็ดหยวน
การค้าครั้งนี้ทำให้เสิ่นทิงหงได้เงินเพิ่มอีกสิบหยวนหกเหมา
เธอไม่คิดจะอยู่ต่อ รีบเก็บของแล้วจากไปทันที
แต่เพราะแบบนี้ เธอจึงถูกคนสะกดรอยตามถึงสองทาง
เสิ่นทิงหงรู้ตัว รีบเร่งฝีเท้า แล้วมุ่งหน้าเข้าห้องน้ำหญิง
หลังจากเปลี่ยนชุดเรียบร้อยจึงออกมา เห็นชายสองคนยืนทำท่าลับๆล่อๆอยู่ไม่ไกล แต่เมื่อเห็นเธอออกมาเป็นหญิงสาวธรรมดา ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรออยู่หน้าห้องน้ำต่อ
ทว่าเสิ่นทิงหงได้กลับมาหาเสิ่นชิงชิงแล้ว
“ฉันกำลังจะไปตามเธอพอดี นึกว่าเธอตกส้วมไปแล้ว” เสิ่นชิงชิงกลอกตา
เสิ่นทิงหงยิ้มแห้งๆ
“ปวดท้องน่ะ เลยนานไปหน่อย”
“เอาเถอะ กลับกันได้แล้ว ถ้าช้ายังไม่กลับ บ้านคงเป็นห่วง”
“ได้”
เสิ่นทิงหงรับของคืนมา ทั้งสองจึงเดินกลับหมู่บ้านด้วยกัน
เสิ่นทิงหงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ฮัมเพลงไปตลอดทาง จนเสิ่นชิงชิงหันมามองหลายครั้ง
“เป็นอะไรของเธอเนี่ย”
“เปล่านี่”
ก็แค่ดีใจธรรมดา วันนี้เธอได้เงินมาตั้งสิบเจ็ดหยวน จะไม่ให้ดีใจได้ยังไงกันล่ะ
บทที่ 50: จะบาดเจ็บไปถึงส่วนนั้นไหมนะ
เมื่อมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน เสิ่นทิงหงก็แบ่งขนมบางส่วนให้เสิ่นชิงชิง จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
พอกลับมาถึงบ้าน หลิวเยว่เตรียมอาหารรอไว้เรียบร้อย ส่วนเสิ่นต้าเฉียงยืนรออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าร้อนรน
เสิ่นทิงหงคิดว่า หากเธอกลับมาช้ากว่านี้อีกนิด เสิ่นต้าเฉียงคงออกไปตามหาเธอเองแน่
พอเห็นลูกสาวกลับมา เสิ่นต้าเฉียงก็รีบเข้ามาช่วยถือของ
“เวลานี้เพิ่งรู้จักกลับบ้านหรือไง”
“ไม่ได้ออกไปข้างนอกนานแล้ว เดินเล่นเพลินไปหน่อยค่ะ” เสิ่นทิงหงตอบพร้อมรอยยิ้ม
เพิ่งก้าวเข้าลานบ้าน ก็สบเข้ากับสายตาของเยี่ยเสิ่นเหยียนทันที
“ซื้ออะไรมาตั้งเยอะ” หลิวเยว่ยกกับข้าวออกมา เห็นมือเสิ่นต้าเฉียงเต็มไปด้วยถุงเล็กถุงน้อย
เสิ่นต้าเฉียงยักไหล่ บอกเป็นนัยว่าเขาเองก็ไม่รู้
เสิ่นทิงหงจึงอธิบาย
“ก่อนหน้านี้แม่แลกตั๋วขนมมาไว้เยอะใช่ไหมคะ ช่วงนี้พี่ใหญ่ก็หยุดงาน เยี่ยเสิ่นเหยียนก็มาพักอยู่กับพวกเรา เลยคิดว่าควรเตรียมของว่างไว้บ้าง ก็เลยซื้อมาเยอะหน่อย ยังมีน้ำมันอีกหนึ่งขวดด้วย อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ”
“โอ๊ย ลูกซื้อของให้น้อยหน่อยไม่ได้หรือไง ค่อยๆกินคนเดียวก็พอแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้อง—” หลิวเยว่พูดไปครึ่งประโยคก็เหลือบไปเห็นเยี่ยเสิ่นเหยียน จึงกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ
ถึงพวกเขาจะไม่กิน แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ควรได้กินสิ
อีกฝ่ายช่วยบ้านนี้ไว้มาก ทั้งหมูป่าทั้งตัว แถมยังมีเงินค่าบำรุงร่างกายอีกสองร้อยหยวน หากยังมานั่งประหยัดของว่างเล็กๆน้อยๆแบบนี้ เกรงว่าจะดูไม่จริงใจเอาเสียเลย
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูซื้อสำหรับคนทั้งบ้าน ของพวกนี้ก็เก็บไว้ไม่ได้นาน กินให้หมดเร็วๆดีกว่า” เสิ่นทิงหงพูด
หลิวเยว่รู้สึกปวดใจเล็กน้อย ยังไงก็ต้องใช้เงินไม่น้อยแน่ แต่เพราะเป็นของที่ลูกสาวซื้อมาเอง อีกทั้งหมูป่าก็เป็นของที่เธอกับเยี่ยเสิ่นเหยียนช่วยกันหา ต่อให้เสียดายก็ไม่อาจพูดอะไรได้
เห็นว่าใกล้ถึงเวลาทานอาหารแล้ว เสิ่นทิงหงจึงยังไม่เอาของออกมา วางไว้ในห้องโถงก่อน
ตอนนี้อาการของเยี่ยเสิ่นเหยียนดีขึ้นมาก สามารถนั่งได้แล้ว เสิ่นต้าเฉียงทำรถเข็นแบบง่ายๆให้เขาหนึ่งคัน โดยเสิ่นทิงหงเป็นคนออกแบบ ตอนนี้เยี่ยเสิ่นเหยียนจึงสามารถนั่งรถเข็นออกมากินข้าวร่วมกับทุกคนได้
“เสี่ยวเยี่ย รีบกินเถอะ” เสิ่นต้าเฉียงเอ่ยเรียก
เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนมีมารยาทมาก ทุกครั้งที่กินข้าว เขาจะรอให้เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่จับตะเกียบก่อนถึงจะเริ่มกิน
ตอนแรกทั้งสองยังคิดว่าเขาคิดมาก จึงเตือนอยู่หลายครั้ง แต่พอเห็นว่าเขายังคงทำเช่นเดิม สุดท้ายก็ปล่อยไป
เสิ่นทิงหงรู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดมาก แต่ให้ความสำคัญกับมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นพิเศษ
เด็กหนุ่มคนนี้สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ต่อมาก็เสียปู่ย่าไปอีก เติบโตมาลำพังแท้ๆ แต่กลับรู้จักกาลเทศะเช่นนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลย
“ทิงหง กินเยอะๆนะ” เยี่ยเสิ่นเหยียนคีบเนื้อหมูป่าผัดน้ำแดงวางลงในถ้วยของเสิ่นทิงหง
เนื้อหมูป่าจานนี้ หลิวเยว่ตั้งใจตุ๋นอยู่นาน กลัวว่าเนื้อจะเหนียว
เสิ่นทิงหงมองเยี่ยเสิ่นเหยียนอย่างสงสัย
ผู้ชายคนนี้โดนลมอะไรพัดมา ถึงมาคีบกับข้าวให้เธอ
การกระทำนี้ไม่ถือว่าเกินงามนัก เพราะยังไงก็เป็นว่าที่สามีภรรยากันอยู่แล้ว แต่—
ช่วงนี้ นอกจากตอนที่เธอไปสารภาพความจริงเรื่องหมูป่า ทั้งสองก็แทบไม่ได้คุยกันเลยนี่นา
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงของเยี่ยเสิ่นเหยียนอ่อนโยนจนชวนให้คนใจสั่น
เสิ่นทิงหง
‘ช่วยด้วย ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เป็นโรคประหลาดอะไรใช่ไหมเนี่ย’
เยี่ยเสิ่นเหยียนเห็นสีหน้าตกใจของเธอแล้วก็รู้สึกขบขัน
เสิ่นทิงหงไม่รู้เลยว่า ท่าทีเฉยชาที่เธอมีต่อเขาช่วงนี้ ทำให้เยี่ยเสิ่นเหยียนเริ่มสงสัยว่าเธออาจถูกปิศาจเข้าสิง
ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมชื่นชอบเขามาก หลังหมั้นหมายก็เรียกเขาว่า “พี่เสิ่นเหยียน” อยู่ตลอด
แต่ตอนนี้… เย็นชาเสียจนไม่เหมือนคนเดิม
เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่ใช่คนกลัวสิ่งลี้ลับ ตรงกันข้าม เขากลับอยากรู้เสียด้วยซ้ำว่า หากเสิ่นทิงหงเป็นปิศาจจริง จะเป็นปิศาจประเภทไหน
เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่เห็นปฏิสัมพันธ์ของทั้งคู่ ต่างก็กลั้นยิ้มเอาไว้
ส่วนเสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่กลับรู้สึกทนดูไม่ค่อยได้
แน่นอนว่า มีเพียงพวกเขาที่คิดว่าทั้งคู่กำลังยักคิ้วหลิ่วตาใส่กัน ความจริงแล้วต่างฝ่ายต่างซ่อนความคิดของตัวเองไว้ทั้งสิ้น
หลังอาหารเสร็จ เสิ่นทิงหงรีบกลับเข้าห้องทันที
เธอไม่อยากอยู่ใกล้ตาบ้าเยี่ยเสิ่นเหยียนอีก
ตกใจแทบแย่!
เยี่ยเสิ่นเหยียนมองตามหลังเธอที่หนีเข้าไปในห้อง ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
ภาพนี้ในสายตาครอบครัวเสิ่น กลับกลายเป็นความเขินอายของเสิ่นทิงหง และรอยยิ้มเอ็นดูของเยี่ยเสิ่นเหยียน
ช่างเป็นความเข้าใจผิดที่งดงามจริงๆ
เสิ่นทิงหงนอนบนเตียง นึกถึงน้ำเสียงอ่อนโยนของเยี่ยเสิ่นเหยียนเมื่อครู่ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้นเธอก็ตบหน้าตัวเองในใจ
ทำไมเธอถึงไม่ได้เรื่องแบบนี้กันนะ!
เขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ต่อให้จะคิดเรื่องลึกซึ้งอะไร ก็ต้องรอให้เขาหายดีก่อน อย่างน้อยก็ต้องแน่ใจว่าไม่มีโรคแฝงอะไร
ตกดึก ก่อนเข้านอน หลิวเยว่ถอนหายใจไม่หยุด จนเสิ่นต้าเฉียง.อดถามไม่ได้
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ต้าเฉียง คุณว่าเสี่ยวเยี่ยจะเป็นอะไรไหม” หลิวเยว่พลิกตัวมาหาเขา
เสิ่นต้าเฉียงงง
“ตอนนี้เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่”
หลิวเยว่ลังเล ก่อนจะถามเสียงเบา
“คุณว่า… บรรยากาศระหว่างลูกเรากับเสี่ยวเยี่ยดูดีเกินไปไหม”
“ไม่ใช่เรื่องดีหรือไง” เสิ่นต้าเฉียงยิ่งงงหนัก
“ฉันรู้ว่าดี แต่…คุณว่าเสี่ยวเยี่ยจะบาดเจ็บไปถึงตรงนั้นไหม” หลิวเยว่ถามอย่างกระดาก
“ตรงไหน?” เสิ่นต้าเฉียงยังไม่เข้าใจ
หลิวเยว่หมดความอดทน ใช้สายตาเหลือบมองไปยังตำแหน่งหนึ่งบนร่างของสามี
เสิ่นต้าเฉียงหน้าแดงทันที
“คุณคิดอะไรของคุณ!”
“ฉันก็คิดแทนลูกสาวน่ะสิ ถ้าเสี่ยวเยี่ยบาดเจ็บถึงจุดนั้น ลูกเราจะทำยังไง” หลิวเยว่กังวลใจไม่หาย
เสิ่นต้าเฉียงถอนหายใจ ก่อนจะดึงภรรยาเข้ามากอด
“ที่รัก อย่าเพิ่งคิดไปไกลเลย ตอนนี้ยังไม่มีอะไรแน่ชัด ต่อให้มีปัญหาจริงๆ ก็ต้องรอให้ถึงเวลานั้นก่อน ทำไมต้องเอาเรื่องที่ยังไม่รู้มาทำให้ตัวเองทุกข์ใจด้วยล่ะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment