บทที่ 51: ปีศาจน้อยข้ามภพ
เสิ่นต้าเฉียงค่อยๆหว่านล้อมหลิวเยว่ไว้
อย่างไรเสีย ความจริงก็คือความจริง ไม่ว่าเธอจะกังวลมากแค่ไหนก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ หากมัวแต่กระวนกระวายไปก่อน ถึงเวลานั้นเยี่ยเสิ่นเหยียนอาจจะไม่ได้เป็นอะไรเลยก็ได้ แบบนั้นไม่เท่ากับหาเรื่องปวดหัวให้ตัวเองหรือ
สุดท้ายเรื่องก็จบลงเพียงเท่านั้น
ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนดูแปลกไป
ไม่ใช่แปลกแบบอาการป่วย แต่เป็นแปลกในสายตาและท่าที
เธอจึงสรุปเอาเองว่า ผู้ชายคนนี้คงไม่ปกติ
เลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า
เวลาผ่านไปหลายวัน กระทั่งมีคนจากตัวอำเภอมาเยี่ยม
เป็นหัวหน้าระดับหนึ่ง มาในนาม “เยี่ยมวีรบุรุษ”
ประเด็นสำคัญคือการมาติดตามอาการฟื้นตัวของเยี่ยเสิ่นเหยียน
เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาเพียงมอบเงินมาให้ แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ชนบททั่วไปนั้น ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะมีตั๋วแลกซื้อพอจะไปซื้อของได้
คราวนี้จึงนำเนื้อสัตว์มาด้วย
หลิวเยว่เห็นหมูสามชั้นมันเยิ้มสิบจิน แล้วยังมีเท้าหมูอีกหนึ่งส่วน ใจถึงกับสั่นเล็กน้อย
“หัวหน้าคะ หัวหน้าคะ ก่อนหน้านี้ก็ให้เงินพวกเรามาแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาของมาให้มากขนาดนี้หรอกค่ะ” หลิวเยว่รีบพูด
เธอรู้สึกเหมือนกำลังเอาเปรียบประเทศอยู่กลายๆ
เห็นอยู่ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นว่าที่ลูกเขย แต่กลับต้องให้รัฐมาคอยส่งเสียดูแล
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ พี่สะใภ้” หัวหน้ายิ้มแล้วอธิบาย
“ก่อนหน้านี้พวกเราไม่รอบคอบเอง ไม่ทันคิดว่าต่อให้มีเงิน ก็ไม่ง่ายเลยที่จะซื้อของในชนบท ของพวกนี้เราซื้อมาจากโรงงานเนื้อสัตว์โดยตรง”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่กีบหมู
“ส่วนกีบหมูสองคู่นี้ ผู้อำนวยการโรงงานเป็นคนมอบให้เอง หลังจากรู้ถึงวีรกรรมของสหายเยี่ยของพวกเรา”
หลิวเยว่เหลือบมองเยี่ยเสิ่นเหยียน
ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ว่าที่ลูกเขยคนนี้ไปสร้างความดีความชอบอะไรมาบ้าง ถึงได้มีหน้ามีตาขนาดนี้
มีคนมาเยี่ยมไม่ขาด แถมยังมาถึงหมู่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า
สุดท้ายเธอจึงจำใจรับของเอาไว้
เหตุการณ์นี้มีคนเห็นไม่น้อย เพราะทุกครั้งที่มีคนนอกหมู่บ้านเข้ามา ย่อมดึงดูดสายตาเสมอ
หลิวเยว่เลือกจะปิดปากเงียบ
รู้ดีว่าเรื่องนี้จะยิ่งทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อน จึงไม่พูดถึงมันอีก
ก่อนหน้านี้ ตอนขายเนื้อหมูป่า เธอแบ่งไปให้ทางบ้านแม่ของตนส่วนหนึ่ง
หลังจากเอาเนื้อไปให้ จางซู่ฉินก็มีท่าทางลับๆล่อๆชวนให้ระแวง
หลิวเยว่รู้ดี หากไม่ใช่เพราะเสิ่นต้าเฉียงเป็นพี่น้องแท้ๆกับผู้ชายของหล่อน ป่านนี้จางซู่ฉินคงวิ่งไปฟ้องในข้อหาลักลอบล่าสัตว์ตามฉบับสังคมนิยมแล้ว
ถึงตอนนี้จะยังไม่กล้าฟ้อง แต่ความอิจฉาก็ยังคุกรุ่นอยู่เต็มอก
เพราะมั่นใจว่าจางซู่ฉินไม่กล้าทำอะไร หลิวเยว่จึงกล้าเอ่ยออกไปตรงๆ ว่าเธอซื้อเนื้อมาจากตลาดมืด
เดิมทีเสิ่นทิงหงแนะนำให้บอกว่าซื้อมาจากสหกรณ์ของหมู่บ้านอื่น
แต่หลิวเยว่คิดแล้วคิดอีก กลับรู้สึกว่าไม่เหมาะ
หนึ่ง เพราะตอนนี้แทบไม่มีใครเอาเนื้อออกมาขาย
สอง ร้านสหกรณ์ก็อยู่ไม่ไกล หากมีใครไปถามก็รู้ได้ทันทีว่าไม่จริง
เมื่อเป็นเช่นนั้น สู้พูดตรงๆไปเลยดีกว่า
ยังไงก็ไม่มีใครกล้าไปฟ้องอยู่แล้ว
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้จางซู่ฉินฟัง
แต่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่ระแวงว่าบ้านสามจะมาแย่งเงินเลี้ยงดูผู้เฒ่า จึงคอยจับตาไม่ห่าง
หลิวเยว่ไม่พูดอะไร
จะฟังก็ฟังไป คนที่ร้อนรนใจไม่ใช่เธอเสียหน่อย
พ่อเฒ่าเสิ่นกับแม่เฒ่าเสิ่นดีใจกันมาก
หลังจากแยกบ้าน มีเพียงบ้านสามเท่านั้นที่ยังนึกถึงพวกท่านเสมอ
บ้านรองไม่ได้ทำให้โกรธ แต่ก็ไม่ได้แสดงความกตัญญู
ส่วนบ้านใหญ่… ไม่ต้องพูดถึง
แต่ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับเสิ่นทิงหง
พวกเขาแค่ทำสิ่งที่สมควรทำก็พอ
หลังได้เนื้อมา หลิวเยว่ก็หาวิธีปรุงอาหารใหม่ๆให้เยี่ยเสิ่นเหยียนกินทุกวัน
แม้จะเกรงใจที่จะใช้เนื้อส่วนที่หัวหน้าส่งมา
แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนยืนกรานว่า หากพวกเขาไม่กิน เขาก็จะไม่กินเช่นกัน
หลิวเยว่เพิ่งรู้ว่า ว่าที่ลูกเขยของเธอดื้อรั้นอย่างกับลา
ตอนแรกเธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ยังคงทำอาหารให้เขาโดยเฉพาะ
แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนกลับแบ่งส่วนของตัวเองให้ทุกคน หากไม่แบ่ง เขาก็จะไม่แตะต้องเลย
สุดท้ายทุกคนจึงจำใจต้องกิน
แต่ก็กินกันเพียงเล็กน้อย พยายามให้เยี่ยเสิ่นเหยียนได้กินมากที่สุด
ช่วงเวลาที่เยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่บ้านเสิ่น
ทำให้เขาเข้าใจนิสัยของครอบครัวนี้มากขึ้น
เป็นบ้านที่ไม่ยอมเอาเปรียบใคร
จึงอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
เสิ่นทิงหงเห็นว่าอาการของเยี่ยเสิ่นเหยียนดีขึ้นทุกวัน
วันหนึ่งจึงหาโอกาสเข้าไปในห้องของเขาเพียงลำพัง
“เยี่ยเสิ่นเหยียน!”
เยี่ยเสิ่นเหยียนกำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
ด้วยสัญชาตญาณของทหาร เขารู้ตัวตั้งแต่ประตูเปิด แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น
เสิ่นทิงหงกลอกตา
เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่เห็น แต่ก็เรียกชื่อเขาอีกครั้ง
เยี่ยเสิ่นเหยียนวางหนังสือลง
“มีอะไร”
“อาการของคุณหายดีแล้วใช่ไหม”
ที่เธอถามเช่นนี้ ก็เพราะน้ำดื่มและน้ำที่ใช้หุงข้าวในบ้าน ล้วนถูกเธอผสมน้ำจากห้วงมิติลงไป
แม้จะไม่เข้มข้นเท่าดื่มตรงๆ แต่ตามเหตุผลแล้ว เขาก็ควรดีขึ้นมากแล้ว
“ทำไมถึงถามแบบนั้น” เยี่ยเสิ่นเหยียนมองเธออย่างสงสัย
เขารู้ดีว่าอาการของตนหนักเพียงใด
ตอนแรกที่สงสัยว่าเสิ่นทิงหงเป็นปิศาจ เขายังหัวเราะเยาะความคิดตัวเอง
แต่ยิ่งอยู่ที่นี่นานเท่าไร
ยิ่งรู้สึกว่าการฟื้นตัวของตนเร็วผิดปกติ
ถึงการบาดเจ็บจะไม่ถึงชีวิต และอาชีพนี้จะคุ้นเคยกับบาดแผล
แต่ก็ไม่ควรฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนี้
บ้านเสิ่น… แปลกจริงๆ
แต่เขาไม่คิดว่าเสิ่นทิงหงเป็นปิศาจร้าย
หากเป็นอย่างนั้น ป่านนี้เขาคงถูกดูดวิญญาณหรือควักหัวใจไปแล้ว
เด็กสาวคนนี้ปากร้ายไปหน่อย
แต่น้ำใจกลับดีอย่างน่าประหลาด
หรือว่า… เป็นปีศาจบนภูเขาที่ข้ามภพมา?
ความคิดของเยี่ยเสิ่นเหยียนเริ่มเตลิดไปไกล
เสิ่นทิงหงได้ยินคำถามของเขาก็สะดุด
เธอจะตอบอะไรได้ล่ะ
จะบอกว่าทั้งหมดเป็นเพราะน้ำทิพย์จากห้วงมิติอย่างนั้นหรือ
ชายคนนี้เป็นทหาร สิ่งที่เกลียดที่สุดย่อมไม่พ้นเรื่องไสยศาสตร์ศักดินา
ถ้าเธอพูดออกไป
บางทีเขาอาจลากเธอไปให้คนวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้
บทที่ 52: โชคดีขั้นเทพขั้นเซียน
“คุณบอกฉันมาตรงๆเถอะว่าดีขึ้นรึยัง!”
เสิ่นทิงหงแทบจะทนไม่ไหวแล้ว หากผู้ชายคนนี้ยังอยู่บ้านเธอต่อไป ห้วงมิติของเธอก็แทบไม่มีโอกาสแสดงบทบาทอะไรออกมาได้เลย
โดยเฉพาะช่วงนี้ เยี่ยเสิ่นเหยียนราวกับกินยาผิดสำแดง
เอาแต่มองเธอด้วยสายตาที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ
“ก็ดีขึ้นบ้างแล้ว” เยี่ยเสิ่นเหยียนตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ “แต่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่”
เขามองเด็กสาวที่ทำตัวฟึดฟัดราวกับแมวพองขนแล้วก็รู้สึกขบขัน
การได้หยอกเธอเล่นแบบนี้ ดูจะเป็นความบันเทิงไม่กี่อย่างในช่วงพักฟื้น
“ฉัน… คุณ…”
เสิ่นทิงหงพูดไม่ออก การสนทนาจึงจบลงอย่างน่าอึดอัด
เธอหมุนตัวออกจากห้องด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ในใจยิ่งมั่นใจว่า น้ำจากบ่อในห้วงมิตินั้นมีผลต่อการฟื้นฟูร่างกายจริง ผู้ชายคนนี้ต้องกำลังโกหกเธออยู่แน่ๆ
อีกอย่าง เธอก็ไม่รู้ว่าเขาจะไปเมื่อไหร่
แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้อาหารที่เก็บไว้เสียเปล่า ของที่หัวหน้าส่งมาให้เยี่ยเสิ่นเหยียนด้วยความเห็นใจ คนในบ้านเสิ่นก็ไม่กล้ากินกันเต็มที่
คิดไปคิดมา เสิ่นทิงหงจึงตัดสินใจขึ้นเขาอีกครั้ง
ด้วยสภาพร่างกายของเยี่ยเสิ่นเหยียน ยังไงก็ไม่มีทางตามเธอไปได้
อยู่บ้าน เขาก็เหมือนเงาตามตัว เธอเอาของจากห้วงมิติออกมาไม่ได้
แต่ถ้าขึ้นเขา… เรื่องก็อีกอย่าง
เพียงแต่ฤกษ์ออกเดินทางกลับไม่ค่อยดี
พอออกจากบ้านมาก็เจอเสิ่นชิงชิงเข้าให้พอดี
เสิ่นทิงหง “… ”
เสิ่นชิงชิงอมยิ้มอย่างลึกลับ
“ทิงหง พี่ใหญ่เธออยู่บ้านไหม”
“ไม่อยู่!”
รอยยิ้มบนใบหน้าเสิ่นชิงชิงหายวับทันที
“อ้อ… งั้นเหรอ”
จากนั้นสายตาของเธอก็เลื่อนไปเห็นตะกร้าบนหลังเสิ่นทิงหง
จึงรีบตั้งสติกลับมา
“เธอจะไปไหนเหรอ”
“ขึ้นเขาน่ะ”
ดวงตาของเสิ่นชิงชิงเป็นประกาย
“ฉันไปด้วยสิ!”
เสิ่นทิงหงอยากจะขึ้นเขาไปล่าโชคเงียบๆ
สุดท้ายกลับมี ‘หาง’ ติดมาหนึ่งหาง
เสิ่นชิงชิงก็สะพายตะกร้าของตัวเองตามมา เป็นตะกร้าที่ยืมมาจากบ้านเสิ่น
พลังชีวิตเต็มสิบ ปากก็พูดไม่หยุดตลอดทาง
“ทิงหง พี่ทิงเหวินไปไหนเหรอ”
“ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะไปศูนย์เยาวชนมั้ง ช่วงนี้เขาอยู่บ้านดูแลเยี่ยเสิ่นเหยียนตลอด คงเหนื่อยเหมือนกัน วันนี้เลยปล่อยให้เขาออกไปพักบ้าง”
“อ้อออ…” เสิ่นชิงชิงพยักหน้า
แล้วจู่ๆก็ถามขึ้นเบาๆ “เยี่ยเสิ่นเหยียน… จะพิการไหม”
พูดจบเธอก็รู้สึกว่าตัวเองพูดไม่เหมาะ
การซุบซิบนินทาเรื่องคู่ของเพื่อนสนิท ไม่ใช่เรื่องดีเลย
เสิ่นทิงหง “…”
“น่าจะไม่นะ”
“ดีแล้ว ดีแล้ว” เสิ่นชิงชิงถอนหายใจโล่ง.อก
หลังจากนั้นเธอก็เงียบลงไปมาก
ส่วนเสิ่นทิงหงเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก อย่างมากก็แค่คิดว่าเพื่อนคนนี้พูดมากไปหน่อยเท่านั้น
เมื่อขึ้นเขามาถึง เสิ่นทิงหงพาเสิ่นชิงชิงไปยังจุดที่เคยเก็บเห็ดและเห็ดหูหนู
สองวันก่อนเพิ่งมีฝนตก เธอจึงคิดลองเสี่ยงโชคอีกครั้ง
แต่คราวนี้…
นอกจากเห็ดไม่กี่ดอก ก็แทบไม่เจออะไร
ต่างจากครั้งก่อนราวฟ้ากับเหว
ทั้งสองเดินวนไปมา คอยมองหาของที่พอจะเก็บกลับบ้านได้
เสิ่นทิงหงเองก็คอยหาจังหวะอยู่เงียบๆ
จู่ๆ เสิ่นชิงชิงก็ร้องขึ้นราวกับค้นพบทวีปใหม่
“มีเห็ด!”
ทันทีที่เสิ่นชิงชิงวิ่งออกไป เสิ่นทิงหงก็หยิบกระต่ายจากห้วงมิติออกมาอย่างรวดเร็ว
โยนลงพื้นให้สลบ แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ชิงชิง! มานี่เร็ว!”
เสิ่นชิงชิงรีบวิ่งมา
“แม่เจ้า! กระต่ายตัวโตขนาดนี้เลยเหรอ!”
เธอมองกระต่ายสีเทาอ้วนท้วนในมือเสิ่นทิงหงอย่างตกตะลึง
กระต่ายป่าเคยเห็นก็จริง แต่ตัวอ้วนขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“จับมันได้ยังไงเนี่ย!” ดวงตาเสิ่นชิงชิงเป็นประกาย
“ไม่รู้เหมือนกัน มันวิ่งมาหาฉันเอง คงอ้วนเกินไป เคลื่อนไหวไม่คล่อง ฉันเลยคว้าได้ง่ายๆ กลัวมันหนี ก็เลยฟาดลงพื้นไปทีหนึ่ง”
“โชคดีจริงๆ …” เสิ่นชิงชิงถอนหายใจ
เสิ่นทิงหงยิ้มแห้ง
คนโกหกหน้าตายแบบไม่สะดุด คงไม่มีใครเกินเธอแล้ว
ไม่นานนัก เธอก็ ‘บังเอิญ’ เจอรังไข่ไก่ป่าอีกหนึ่งรัง
เสิ่นชิงชิงมองเธอด้วยสายตาอิจฉา
“เธอนี่มันโชคดีขั้นเทพขั้นเซียนจริงๆ”
“ชู่ว… พูดอะไรเทพๆ เซียนๆ” เสิ่นทิงหงรีบเตือน
“ที่นี่ไม่มีคนอื่นสักหน่อย แต่ฉันอิจฉาเธอจริงๆนะ”
เสิ่นทิงหงยิ้ม
“ไม่ต้องอิจฉาหรอก เย็นนี้มากินข้าวบ้านฉันสิ”
“ไม่ได้!” เสิ่นชิงชิงโบกมือ
เธอกินเพิ่มหนึ่งคำ คนบ้านเสิ่นก็ต้องกินน้อยลงหนึ่งคำ
“งั้นให้นั่งข้างพี่ใหญ่ของฉัน”
“ได้!”
คำตอบที่เร็วเกินไปทำให้เสิ่นทิงหงหัวเราะแทบล้ม
เสิ่นชิงชิงเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหยอก เลยไล่ตีเธอทันที
“เฮ้ๆ ระวังหน่อย ในตะกร้ามีไข่ไก่อยู่ แตกขึ้นมาจะทำยังไง!”
เสิ่นชิงชิงจึงหยุดมือทันที
ทั้งสองช่วยกันหาของมาคลุมไข่ไว้
ถือกระต่ายไว้ในมือ แล้วค่อยๆเดินลงเขา
ระหว่างทางพบกับชาวบ้านหลายคน
พอเห็นกระต่ายในมือเสิ่นทิงหง ต่างก็พากันตาลุกวาว
แต่เหยื่อเล็กๆแบบนี้ ใครหาได้ก็เป็นของคนนั้น
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรให้มากความ
“วันนี้โชคดีจังนะ นีเอ๋อร์บ้านเสิ่น”
“ใช่สิ กระต่ายตัวนี้อ้วนจริงๆ”
เสิ่นทิงหงยิ้มรับ
“โชคดีจริงๆค่ะ มันโง่น่ะ ไม่งั้นฉันก็คงจับไม่ได้”
เธอทำท่าดีใจราวกับจับได้เป็นครั้งแรก
ถึงจะอิจฉา แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
จนพวกเธอเดินผ่านไป เสียงซุบซิบจึงดังขึ้นเบาๆ
“นีเอ๋อร์บ้านเสิ่นนี่ดูแปลกไปนะ ก่อนหน้านี้เคยขึ้นเขาที่ไหนกัน”
“ไม่ต้องเรียนแล้ว ก็ต้องทำงานบ้างสิ”
“ก่อนหน้านี้ทำตัวหัวสูง ตอนนี้ก็ต้องกลับมาลงมือเหมือนกันนั่นแหละ”
แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าพูดต่อ
เพราะอย่างไรเสีย ตระกูลเสิ่นก็ไม่ใช่ตระกูลที่ใครจะหาเรื่องได้ง่ายๆ
บทที่ 53: เธอแอบทำให้ทุกคนประหลาดใจกันไปหมด
เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงเดินหัวเราะกลับมาถึงบ้านด้วยกัน ตอนนั้นคนอื่นๆยังไม่เลิกงานกันหมด
ถึงเธอจะรู้สึกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนเจ้าเล่ห์อยู่บ้าง แต่เห็นว่าเขายังเป็นคนป่วยอยู่ จึงแวะไปเคาะประตูถามไถ่เสียหน่อย
“เยี่ยเสิ่นเหยียน คุณมีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
เสียงของเขาลอดออกมาจากในห้อง
“ไม่มีครับ”
เสิ่นทิงหงหมุนตัวจากไปทันที แล้วพาเสิ่นชิงชิงเข้าครัว
ตอนนี้ในครัวมีเครื่องปรุงครบครัน น้ำที่ใช้ทำกับข้าวก็ตักมาจากบ่อในห้วงมิติ ดังนั้นต่อให้ทำอาหารธรรมดา รสชาติก็ไม่มีทางแย่
หมูป่าที่ได้มาก่อนหน้านี้มีมันอยู่บ้าง แม้จะไม่มากเท่าหมูบ้าน แต่ก็พอจะเคี่ยวออกมาเป็นน้ำมันหม้อเล็กๆได้ เสิ่นทิงหงจึงไม่ตระหนี่ในการผัด
เสิ่นชิงชิงยืนดูอยู่ข้างๆอย่างอ้าปากค้าง
“ทิงหง พวกเรากินแบบนี้จะไม่ดูฟุ่มเฟือยไปหน่อยเหรอ”
เสิ่นทิงหงตักแกงลูกชิ้นใส่ชามหนึ่งไว้ต่างหากสำหรับเยี่ยเสิ่นเหยียน
“เขายังไม่หายดี กินแกงจืดจะเหมาะกว่า”
จากนั้นก็ผัดเนื้อจานหนึ่ง รสไม่จัดมาก เผื่อให้เยี่ยเสิ่นเหยียนได้ชิมบ้าง
แล้วก็มาถึงกระต่าย…
“แค่กๆ!”
เสิ่นชิงชิงที่กำลังช่วยจุดไฟอยู่ดีๆ ก็ปิดจมูกแล้ววิ่งพรวดออกไป
พอออกมาก็ชนเข้ากับเสิ่นทิงเหวินที่เพิ่งกลับมาถึงพอดี
เสิ่นชิงชิงหน้าแดงขึ้นทันที โชคดีที่ก่อนหน้านี้แดงเพราะสำลักอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยสะดุดตา
เสิ่นทิงเหวินรีบพยุงเธอ
“ชิงชิง เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสิ่นชิงชิงรีบตั้งสติ ชี้เข้าไปในครัว
“ทิงหงกำลัง… แค่กๆ ทำกับข้าว”
เสิ่นทิงหงชะงัก
“ฉันทำอะไรถึงทำให้เธอสำลักได้ขนาดนั้น”
“เธอลองเข้าไปดูเองสิ”
เสิ่นทิงเหวินไม่คิดมาก เดินเข้าไป แต่ยังไม่ทันถึงเตา กลิ่นเผ็ดฉุนที่แสบจมูกแสบตาก็ลอยออกมาปะทะหน้าอย่างจัง
เขารีบถอยออกมาในทันที
แล้วก็เจอสายตาของเสิ่นชิงชิงที่กำลังยืนดูเหมือนกำลังชมละคร
ความจริงแล้วผัดกระต่ายไม่ได้เผ็ดเกินไปนัก
แต่เพราะตอนผัดพริกไม่มีปล่องดูดควัน กลิ่นจึงฉุนรุนแรง
เสิ่นทิงหงที่ยืนหน้าเตายังพอทนได้
แถมแบบนี้ก็ดี ไม่มีใครกล้าเข้ามากวน เธอจึงแอบใส่เครื่องเทศลงไปอย่างสบายใจ
ไม่นาน กลิ่นหอมก็เริ่มโชยออกมาแทนที่ความฉุน
พอดีกับที่เสิ่นต้าเฉียงและคนอื่นๆ เลิกงานกลับมา
เสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงเหวินยืนอยู่หน้าครัวด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เสิ่นทิงหง ที่แท้เธอก็แอบไปเรียนทำอาหารมา แล้วมาทำให้พวกเราตกใจกันหมด”
เสิ่นชิงชิงทำหน้าบูด ราวกับบ่นว่าแอบเก่งอยู่คนเดียว
เสิ่นทิงเหวินเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
“น้องเล็ก นี่น้องทำเองจริงๆเหรอ”
เสิ่นทิงหงจนใจ
“ไม่งั้นใครจะทำล่ะคะ ในครัวมีคนที่สี่อยู่ไหม”
ไม่รู้ว่าเสิ่นทิงอู่เดินมาเมื่อไหร่
“พวกเธอคุยอะไรกันอยู่”
“เอ๊ะ!”
เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นชิงชิงสะดุ้งพร้อมกัน
เสิ่นทิงอู่ “???”
เสิ่นทิงเหวินมองน้องชายด้วยสายตาไม่พอใจ
เสิ่นทิงอู่ได้แต่ลูบจมูกตัวเองอย่างรู้สึกผิด
“พี่ใหญ่ ผมทำอะไรเหรอ”
“นายทำให้น้องเล็กตกใจ”
“ผมไม่ได้ตั้งใจนี่”
“ไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ผิดแล้วหรือไง”
เสิ่นทิงอู่รีบยอมแพ้
“ผมผิดแล้ว!”
ตอนนั้นเอง เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ก็เข้ามา
ผัดกระต่ายเสร็จพอดี เสิ่นทิงหงยังทำมันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ดเพิ่มอีกจาน
โต๊ะอาหารดูหรูหรากว่าปกติหลายเท่า
แม้แต่หลิวเยว่ยังตะลึง
“เอาเนื้อกระต่ายมาจากไหนกัน” เธอถามอย่างสงสัย
“จับได้บนเขาวันนี้ค่ะ ตัวอ้วนมาก ชิงชิงก็ไปด้วย” เสิ่นทิงหงตอบ
เสิ่นชิงชิงหน้าแดง
“จริงๆ ฉันแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย คนเก่งคือทิงหงต่างหาก”
“เก่งทั้งคู่เลย” หลิวเยว่ยิ้ม “ผู้ชายหลายคนยังจับไม่ได้เลย ชิงชิงอยู่กินข้าวด้วยกันนะ”
“ได้ค่ะ คุณป้า” เสิ่นชิงชิงพยักหน้าอย่างดีใจ
ทุกคนช่วยกันยกกับข้าวขึ้นโต๊ะ
มื้อเย็นวันนี้มีข้าวผสมลูกเดือย ด้านบนวางมันหวานฝานเป็นแผ่นบางๆ ทั้งสีขาวสีแดง ดูแล้วชวนน้ำลายสอ
เสิ่นทิงหงไปพาเยี่ยเสิ่นเหยียนออกมาจากห้อง เขายังนั่งอยู่บนรถเข็น
พอเห็นอาหารบนโต๊ะ สีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้นทันที แต่…
“สหายเยี่ยเสิ่นเหยียน” เสิ่นทิงหงพูดด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“ผัดกระต่ายจานนี้รสจัดไปหน่อย วันนี้ฉันเลยเตรียมแกงจืดลูกชิ้นกับผัดเนื้อไว้ให้คุณแทน”
เยี่ยเสิ่นเหยียนชิมอย่างไว้หน้า
รสชาติไม่เลวเลย แต่ในใจกลับอยากลองผัดกระต่ายนั่นมากกว่า
เด็กคนนี้… จงใจทำให้เขาอยากกินชัดๆ
แต่เขากลับไม่โกรธเลย กลับรู้สึกว่านิสัยเด็กๆแบบนี้ของเธอน่ารักเสียด้วยซ้ำ
“ทุกคนลองชิมดูนะคะ” เสิ่นทิงหงเรียก
เสิ่นต้าเฉียงคีบกระต่ายเป็นคนแรก
พอเข้าปากก็เบิกตากว้าง
“อ…อร่อย!”
แล้วรีบยื่นตะเกียบให้หลิวเยว่
“เมียจ๋า ลองดูสิ”
เสิ่นทิงหงหมดคำจะพูด
“พ่อคะ ถ้าพ่อหวานกันต่อหน้าแบบนี้ หนูคงได้กินอาหารหมาแทนข้าวแล้วนะ”
“อาหารหมาคืออะไรเหรอลูก” เสิ่นต้าเฉียงถามอย่างจริงจัง
เสิ่นทิงหงอธิบายอย่างจนใจ
“ก็คือพ่อแม่หวานใส่กัน ส่วนคนโสดต้องนั่งอิจฉาไงคะ”
เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่หน้าแดงพร้อมกัน
“คุณไม่ได้โสดนะ” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดแทรกขึ้น
เสิ่นทิงหง ‘คุณไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเป็นใบ้หรอกนะ’
“ยังไม่แต่งก็ถือว่าโสด!” เธอเถียง
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราแต่งให้เร็วขึ้นดีไหม จะได้ไม่ต้องกินอาหารหมา”
เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดยิ้มๆ
เสิ่นทิงหงที่เพิ่งยัดเนื้อเข้าปากไปถึงกับสำลัก
“ดื่มน้ำแกงก่อน!” เยี่ยเสิ่นเหยียนรีบยื่นชามให้
เสิ่นทิงหงรับมา แล้วจ้องเขาเขม็ง
เธอไม่ได้รังเกียจคำว่าแต่งงาน
แต่การพูดแบบนี้ต่อหน้าคนทั้งบ้าน… มันน่าขายหน้าจะตายอยู่แล้ว!
บทที่ 54: ปีศาจน้อยนี่ก็ใจดีเหมือนกัน
คำพูดที่เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดออกมาอย่างมีนัย ไม่เพียงไม่ทำให้หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงรู้สึกขัดเคือง กลับทำให้ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างพอใจเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ดูออกว่าความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่กำลังไปในทิศทางที่ดี
เสิ่นชิงชิงแอบเหลือบมองไปทางเสิ่นทิงเหวินที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ ใกล้ขนาดนี้ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าเขาหล่อจริงๆ
สุภาพ สะอาดสะอ้าน แตกต่างจากผู้ชายส่วนใหญ่ที่เธอเคยรู้จัก
ไม่รู้เหมือนกันว่า… เธอจะจีบเขาสำเร็จไหม
และจะมีสักวันหนึ่งหรือเปล่าที่เขาจะเป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องแต่งงานกับเธอก่อน
เสิ่นทิงหงดื่มน้ำแกงลงไปจนหายสำลัก พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นท่าทางของเสิ่นชิงชิงพอดี อารมณ์โมโหเยี่ยเสิ่นเหยียนก่อนหน้านี้จึงจางหายไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เริ่ม “กินแตง” อย่างเป็นทางการ
“พี่ใหญ่คะ” เธอถามขึ้นอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“พี่ชอบผู้หญิงแบบไหนเหรอ”
เสิ่นทิงเหวินที่กำลังจะตักข้าวถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
“ทำไมจู่ๆถึงถามแบบนี้ล่ะ”
เสิ่นทิงหงเหลือบมองเยี่ยเสิ่นเหยียนทีหนึ่ง ก่อนตอบหน้าตาเฉย
“ก็พี่เป็นพี่ใหญ่นี่คะ ตอนนี้หนูก็หมั้นแล้ว ถ้าพี่ยังไม่แต่ง หนูก็จะไม่แต่งเหมือนกัน”
“พูดอะไรเหลวไหล” หลิวเยว่ตีแขนลูกสาวเบาๆ
เมื่อครู่เสี่ยวเยี่ยเพิ่งพูดถึงเรื่องแต่งงาน เด็กคนนี้กลับพูดเหมือนไม่อยากแต่งซะอย่างนั้น ทำเอาหลิวเยว่แอบใจคอไม่ดี
“หนูพูดจริงนะคะ” เสิ่นทิงหงทำหน้ามุ่ย
“มีลูกสาวบ้านไหนบ้างที่พี่ชายทั้งสองยังไม่มีคู่ แต่ตัวเองแต่งออกไปก่อน”
“อะแฮ่ม…” เสิ่นทิงเหวินกระแอม
“ฉันยังไม่คิดเรื่องพวกนี้จริงๆ”
“อ่อ~~” เสิ่นทิงหงลากเสียง
“แต่ในใจพี่ต้องมีแบบในอุดมคติบ้างแหละ”
สายตาของเสิ่นชิงชิงหม่นลงเล็กน้อย เสิ่นทิงหงเห็นเข้าก็รีบซักต่อ
เสิ่นทิงเหวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ถ้าจะแต่งงาน ผมก็อยากได้คนที่เข้ากับแม่… แล้วก็เข้ากับน้องได้”
เสิ่นทิงหงแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่
ถ้าอย่างนั้น เสิ่นชิงชิงก็เหมาะสมเสียจนเหมาะสมเกินไปแล้ว
“ลูกนี่นะ” หลิวเยว่กลอกตา
“ทำไมต้องคิดถึงแม่กับน้องด้วย คนที่ใช้ชีวิตด้วยกันจริงๆก็คือลูกกับภรรยานะ”
เสิ่นทิงเหวินวางตะเกียบลงเล็กน้อย
“ผมรู้ครับ แต่เคยได้ยินมาว่า ถ้าแม่ผัวกับลูกสะใภ้เข้ากันไม่ได้ ชีวิตแต่งงานจะเหนื่อยมาก ผมไม่อยากให้ใครต้องเหนื่อย ทั้งตัวผม ภรรยาในอนาคต หรือแม่”
เขาพูดจบแล้วก้มหน้ากินข้าวต่ออย่างเงียบๆ
นี่คือความคิดที่แท้จริงของเขา
โดยเฉพาะน้องสาว ถึงวันหนึ่งต้องแยกบ้านออกไป แต่ก็ต้องกลับมาเยี่ยมกันเสมอ ถ้าเข้ากับพี่สะใภ้ไม่ได้ คนกลางอย่างเขาย่อมลำบากใจที่สุด
อีกอย่าง… หากวันหนึ่งน้องสาวกับภรรยาทะเลาะกัน
เขาก็รู้ตัวดีว่า ตัวเองคงอดเข้าข้างน้องไม่ได้
เสิ่นทิงหงเหลือบมองเสิ่นชิงชิงด้วยสายตาล้อเลียน
“ถ้าพี่ใหญ่คิดแบบนี้ หาใกล้ๆตัวก็ได้นะคะ สาวในหมู่บ้านที่เข้ากับแม่ได้ดีก็มีตั้งหลายคน”
ดวงตาของเสิ่นชิงชิงเป็นประกาย ถึงจะทำเหมือนตั้งใจกินข้าว แต่หูตั้งฟังทุกคำ
“ตอนนี้ผมยังไม่เจอคนที่ชอบ” เสิ่นทิงเหวินตอบ
เสิ่นชิงชิง “……”
ผิดหวังเล็กน้อย…
แต่ยังไม่ถึงกับหมดหวัง อย่างน้อยเขาก็ยัง “ไม่มีใคร” อยู่
เสิ่นทิงหงจึงหยุดแหย่ต่อ เรื่องความรู้สึก ถ้าพูดมากไปก็จะกลายเป็นเสียมารยาท
ตั้งแต่ได้ยินหัวข้อสนทนานี้ เสิ่นทิงอู่ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่กล้าเงยหน้า กลัวว่าไฟจะลามมาถึงตัวเอง
“พี่รองคะ อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ” เสิ่นทิงหงถามอย่างสงสัย
เสิ่นทิงอู่เงยหน้าขึ้นมา ริมฝีปากแดงก่ำ
“อร่อยมาก ฝีมือน้องเล็กสุดยอดเลย แค่… เผ็ดไปนิดเดียวเอง”
“เผ็ดแล้วยังกินไม่หยุด” หลิวเยว่ถอนใจ ก่อนตักน้ำแกงให้
“ดื่มหน่อย”
เสิ่นทิงอู่ดื่มแล้วก็ยิ้ม
“มันอร่อยจริงๆครับ ยิ่งกินยิ่งอยาก”
เสิ่นทิงหงหันไปมองเยี่ยเสิ่นเหยียน เห็นเขาจ้องผัดกระต่ายไม่วางตา ในที่สุดก็ใจอ่อน ลุกไปหยิบน้ำร้อนมาให้หนึ่งถ้วย วางไว้ตรงหน้าเขา
“กินได้นิดหน่อยก็พอค่ะ” เธอพูดอย่างขอไปที
“มันเผ็ด จุ่มน้ำล้างก่อน”
แววตาของเยี่ยเสิ่นเหยียนสว่างขึ้นทันที
อบอุ่น… จนหัวใจอุ่นตาม
ปีศาจน้อยนี่ก็ใจดีเหมือนกันนะ
ถ้าเสิ่นทิงหงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
เธอคงไม่เอาน้ำมาวางให้ แต่จะเอาน้ำสาดใส่เขาแทนมากกว่า
เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่มองหน้ากันโดยไม่ต้องพูดอะไร
ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันดี
หลังอาหาร เสิ่นทิงหงหยิบไข่ไก่ป่าออกมาให้เสิ่นชิงชิง
แต่ไม่ว่าเธอจะพูดยังไง อีกฝ่ายก็ไม่กล้ารับ
สุดท้าย เสิ่นทิงหงก็ยัดใส่อ้อมแขนเสิ่นชิงชิง แล้วดันออกไปทั้งอย่างนั้น
ปัง!
ประตูปิดลงทันที
เสิ่นชิงชิงที่อยู่นอกประตู “……”
คนในลานบ้าน “……”
“รีบกลับไปเถอะ” เสิ่นทิงหงพูดผ่านประตู
“พวกเราก็เก็บมาด้วยกัน เอาไปกินเถอะ”
พูดจบก็เลิกสนใจทันที
การยื้อยุดแบบเกรงใจไปมา เธอไม่ถนัด และไม่อยากถนัดด้วย
หันกลับมาก็สบกับสายตาของเยี่ยเสิ่นเหยียนอีกครั้ง
เสิ่นทิงหงแทบจะปะทุ—ชายคนนี้ไม่มีอะไรทำหรือไง ถึงได้เอาแต่จ้องเธออยู่ได้
เธอล้างหน้า บ้วนปากอย่างรวดเร็ว แล้วกลับเข้าห้องตัวเองทันที
ในห้วงมิติ แพะที่เธอเลี้ยงไว้เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ
เสิ่นทิงหงถอนหายใจ
แพะยังพออ้างว่าเอาลงมาจากเขาได้
แต่หมูกับวัว… ไม่มีทาง
เธอได้แต่คิดหาทางฆ่าแล้วเก็บไว้ในห้วงมิติ รอจังหวะเหมาะค่อยเอาออกมาขายหรือใช้งาน
มีเงิน มีของดีเต็มไปหมด
แต่ใช้ไม่ได้อย่างเปิดเผย
มันทรมานจริงๆ
มีภูเขาทองอยู่ตรงหน้า แต่ทำได้แค่ยืนมอง
บทที่ 55: หาเงินมาได้อีกก้อน
เช้าวันถัดมา เสิ่นทิงหงสะพายตะกร้าออกจากบ้าน หลังจากทักทายเสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่เรียบร้อยก็ตรงไปทางตัวตำบลทันที
“ยังมีเงินติดตัวไหมลูก” หลิวเยว่ถามด้วยความเป็นห่วง
“มีค่ะ” เสิ่นทิงหงตอบอย่างมั่นใจ
เพราะเธอออกไปข้างนอก เสิ่นทิงเหวินจึงต้องอยู่บ้านช่วยดูแลเยี่ยเสิ่นเหยียน ส่วนเสียงแตรเรียกระดมแรงงานฤดูใบไม้ร่วงก็ดังขึ้นตามปกติ ตามหลักแล้วคนในบ้านเสิ่นควรออกไปทำงานทั้งหมด
แต่เสิ่นทิงอู่ทำงานเก่งมาก คนเดียวทำได้เท่ากับสองคน เขาเต็มใจทำแทนน้องสาว ใครจะมาว่าอะไรได้
ยิ่งไปกว่านั้น ที่บ้านยังมีเยี่ยเสิ่นเหยียน—วีรบุรุษของยุคสมัย
สมัยนี้คนทั้งหลายยกย่องวีรบุรุษราวกับสมบัติล้ำค่า อย่าว่าแต่ให้คนหนึ่งอยู่ดูแลเลย ต่อให้สองคนอยู่บ้านก็ไม่มีใครกล้าติฉิน
เสิ่นทิงหงสะพายตะกร้าเปล่าเดินมาถึงทางออกหมู่บ้าน ก่อนจะหามุมไร้ผู้คน เปลี่ยนการแต่งกายอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงนำเป็ดกับไก่ที่เตรียมไว้เมื่อคืนออกมาวางลงในตะกร้า
เป็ดไก่ที่เพิ่งถูกเชือดยังอุ่นอยู่
ในห้วงมิติสามารถคงความสดใหม่ได้ พอเอาออกมาตอนนี้ กลิ่นและสภาพยังสดเหมือนเพิ่งเชือดเมื่อครู่
คราวนี้เธอมีประสบการณ์จากครั้งก่อนแล้ว จึงตรงไปยังตรอกเล็กๆทันที
จ่ายค่าผ่านทางตามกฎเดิม และเข้าไปในตลาดมืดได้อย่างราบรื่น
วันนี้เสิ่นทิงหงแต่งตัวไม่เหมือนคราวก่อน ผมถูกเก็บซ่อนในหมวก หน้าถูกทาให้คล้ำ ดูเป็นเด็กหนุ่มจนแยกเพศไม่ออก
ในที่แบบนี้ การไม่สะดุดตาย่อมปลอดภัยที่สุด
เธอไม่คิดจะยึดอาชีพค้าขายเสบียงพวกนี้เป็นหลัก
เพียงแต่ช่วงนี้ยังหางานที่เหมาะสมไม่ได้ จึงมาที่นี่เป็นครั้งคราว
อีกอย่าง ตอนนี้เป็นปี1974 ยังอีกหลายปีกว่าการปฏิรูปและเปิดประเทศจะเริ่มขึ้น
ต่อให้มีของดีมากแค่ไหน ก็ต้องมั่นใจว่าเสบียงในบ้านมีพอใช้ก่อน
เสิ่นทิงหงหามุมหนึ่ง วางตะกร้าลง รอไม่นานก็มีคนเข้ามาทัก
“น้องชาย มีอะไรขายบ้าง”
เสิ่นทิงหงกดเสียงต่ำ
“ไก่กับเป็ด เชือดสดครับ”
ชายคนนั้นถึงกับตะลึง
การเชือดไก่ขายในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
“มีแม่ไก่ไหม” เขาถามทั้งที่รู้ว่าความเป็นไปได้ต่ำมาก
ลูกสาวเขากำลังอยู่เดือน บ้านฝ่ายสามีก็จุกจิก เขาอยากหาอะไรดีๆให้ลูกสาวได้กินเองกับปาก
“มีครับ” เสิ่นทิงหงตอบทันที
ชายคนนั้นชะงัก
“มี… มีจริงเหรอ”
เสิ่นทิงหงพยักหน้า
“ดูได้”
เธอเปิดผ้าคลุมตะกร้าออกเล็กน้อย ชายคนนั้นก้มลงมอง เห็นเนื้อยังสดใหม่ก็แทบดีใจจนพูดไม่ออก
“มีเป็ดด้วย?”
“อืม”
“งั้นขอแม่ไก่หนึ่งตัว เป็ดหนึ่งตัวครับ”
“ขายเป็นตัวนะ ไม่ชั่งจิน” เสิ่นทิงหงบอก
ชายคนนั้นไม่สนใจ
“ได้ครับ คุณตั้งราคาเลย”
“ตัวละห้าหยวน”
ราคานี้ไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ
ถือว่าไม่แพง ไก่ในสหกรณ์ยังขายจินละหนึ่งหยวน ไก่ม้งของเธอตัวหนึ่งหนักราวสามถึงสี่จินเท่านั้น
“ดีมาก!”
ชายคนนั้นควักเงินออกมาทันที
เพื่อลูกสาว เงินเท่านี้เขาไม่เสียดาย
“มีไข่ไก่ไหม” เขาถามต่ออย่างคาดหวัง
“วันนี้ไม่มี” เสิ่นทิงหงส่ายหน้า
แค่นี้ก็สะดุดตามากพอแล้ว
ชายคนนั้นเข้าใจทันที
วันนี้ไม่มี… ไม่ได้แปลว่าวันอื่นจะไม่มี
“อีกกี่วันคุณจะมาอีก”
เสิ่นทิงหงคิดครู่หนึ่ง
“อีกสามวัน”
“ดี ผมจะมารอ”
ชายคนนั้นจากไปด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
จากนั้นก็มีลูกค้าคนที่สอง คนที่สามตามมา
ไม่นาน ของที่เธอเตรียมมาก็ขายหมดเกลี้ยง
เงินสดสี่สิบหยวน
พร้อมตั๋วแลกซื้ออีกจำนวนหนึ่ง
เสิ่นทิงหงรีบเก็บของ
ยิงปืนแล้วล่าถอย—ไม่สร้างปัญหาให้ตัวเอง
โชคดีที่วันนี้ไม่เจอพวกน่าสงสัยเหมือนคราวก่อน
เธอเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมอย่างราบรื่น แล้วใส่กีบหมูสองอันลงตะกร้าเป็นฉากบังหน้า ก่อนเดินกลับหมู่บ้าน
ตอนกลับถึงบ้าน เสิ่นต้าเฉียงกับคนอื่นๆยังไม่เลิกงาน
ในลานมีเพียงเยี่ยเสิ่นเหยียนกำลังสูดอากาศอยู่คนเดียว
“พี่ใหญ่ฉันล่ะ” เสิ่นทิงหงถาม
“มีเด็กแถวบ้านมาขอให้ช่วย เขาเลยออกไปสักพัก น่าจะใกล้กลับมาแล้ว” เยี่ยเสิ่นเหยียนตอบ
จากนั้นเขาก็มองเธอด้วยสายตาหยอกเย้า
“ไม่เห็นผมอยู่ ก็คิดถึงพี่ใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ไปให้พ้น!” เสิ่นทิงหงด่ากลับทันที
เยี่ยเสิ่นเหยียนหัวเราะเบาๆ
ดูเหมือนจะอารมณ์ดีมาก
บทที่ 56: แล้วแต่เสิ่นทิงหง
คำพูดของเยี่ยเสิ่นเหยียนทำให้ทั้งห้องเงียบงันลงทันที
แม้แต่เสียงฟืนแตกดังในเตาไฟก็ยังฟังชัดเจนขึ้นมาอย่างผิดปกติ
“แค่ก… แค่ก!”
เสิ่นทิงหงสำลักน้ำแกง กว่าจะกลืนลงไปได้ก็ต้องยกมือปิดปากอยู่พักใหญ่
“เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย!” เธอเงยหน้าขึ้นโต้กลับทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกใจปนฉุนเฉียว
หลิวเยว่ขมวดคิ้ว
“เจ้าเด็กนี่ พูดอะไรอย่างนั้น ลูกกับเสี่ยวเยี่ยหมั้นหมายกันแล้ว จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตัวเองได้ยังไง”
สั่งสอนลูกสาวเสร็จ หลิวเยว่ก็หันไปทางเยี่ยเสิ่นเหยียน สีหน้ากลับอ่อนลงทันที
“เสี่ยวเยี่ย พูดต่อเถอะ เด็กนี่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรหรอก”
เยี่ยเสิ่นเหยียนยิ้มบางๆ แต่แววตากลับจริงจังอย่างที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก
“ผมพูดจริงครับ อาสะใภ้หลิว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดชัดถ้อยชัดคำ
“เรื่องจะกลับเข้ากองทัพหรือไม่… ผมตัดสินใจตามเสิ่นทิงหงครับ”
“ถ้าเธอไม่อยากให้ผมกลับ ผมก็ไม่กลับ”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินที่โยนลงกลางสระน้ำ
คลื่นเล็กๆแผ่กระจายออกไปไม่หยุด
เสิ่นทิงหงอ้าปากค้างไปชั่วขณะ
“คุณ… คุณพูดอะไรของคุณ!”
เยี่ยเสิ่นเหยียนมองเธอ สีหน้าสงบนิ่ง
“ผมคิดมาดีแล้ว”
เขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าเหมือนทุกครั้ง
ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น
ไม่ใช่การแกล้งยั่วให้เธอโมโห
แต่เป็นคำพูดของผู้ชายคนหนึ่งที่ตัดสินใจแล้วจริงๆ
“ก่อนหน้านี้ ผมไม่มีใครให้ต้องเป็นห่วง”
“จะไป จะเสี่ยง จะเป็นจะตาย ผมก็ไม่ลังเล”
“แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
เยี่ยเสิ่นเหยียนหันไปมองเสิ่นทิงหงอีกครั้ง
“ผมไม่อยากให้คนที่อยู่ข้างหลัง ต้องรออยู่บ้านด้วยความหวาดกลัวว่าจะไม่ได้เจอผมอีก”
เสิ่นต้าเฉียงเงียบไปนาน
ในฐานะพ่อ เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเกินไป
หลิวเยว่เองก็ไม่พูดอะไรต่อ
เธอเพียงกำชายเสื้อแน่นเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นทิงหงกลับเป็นคนเดียวที่รู้สึกเหมือนถูกผลักให้อยู่กลางสายตาทุกคู่
“คุณอย่ามาโยนเรื่องใหญ่แบบนี้มาให้ฉันนะ” เธอพูดเสียงต่ำ
“คุณจะกลับหรือไม่กลับ มันเป็นเรื่องของคุณ”
เยี่ยเสิ่นเหยียนพยักหน้า
“ใช่ เป็นเรื่องของผม”
“แต่ถ้าผมจะมีครอบครัว เรื่องนั้นก็ไม่ใช่ของผมคนเดียวอีกต่อไปแล้ว”
คำว่า ครอบครัว ทำให้เสิ่นทิงหงชะงัก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนิ่งสนิท
แม้แต่น้ำแกงกีบหมูที่ยังร้อนอยู่ก็เหมือนจะเย็นลงไปชั่วคราว
เสิ่นทิงเหวินที่นั่งเงียบอยู่ตลอด เอ่ยขึ้นเบาๆ
“เรื่องนี้… คงไม่จำเป็นต้องตัดสินใจตอนนี้”
เยี่ยเสิ่นเหยียนยิ้มเล็กน้อย
“ใช่ครับ ผมไม่ได้เร่ง”
จากนั้นเขาหันไปมองเสิ่นทิงหง
“ผมแค่บอกให้เธอรู้ว่า ไม่ว่าเธอจะคิดยังไง ผมก็จะเคารพการตัดสินใจของเธอ”
เสิ่นทิงหงเม้มปาก
หัวใจเต้นแรงอย่างที่เธอไม่คุ้นเคย
ผู้ชายคนนี้…
ไม่ใช่แค่ทหาร
ไม่ใช่แค่ว่าที่สามีตามข้อตกลง
แต่เป็นคนที่ยอมวางเส้นทางชีวิตของตัวเองไว้ในมือเธอ
และนั่น…
น่ากลัวยิ่งกว่าคำสารภาพรักเสียอีก
บทที่ 57: เก็บตกของมีค่าได้
เสิ่นทิงหงไม่คิดว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะพูดออกมาแบบนั้น
เขายินดีจะละทิ้งกองทัพ… เพื่อเธอ?
ต้องรู้ก่อนว่าผลงานของเยี่ยเสิ่นเหยียนในตอนนี้ ต่อให้ไม่พูดถึงอนาคตอันยิ่งใหญ่ แค่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว แต่เขากลับยอมวางมันทั้งหมดไว้ตรงหน้าเธออย่างไม่ลังเล
เสิ่นทิงหงเพิ่งสัมผัสได้ถึง “ความบริสุทธิ์” ของคนในยุคนี้
เมื่อเลือกแล้ว ก็เลือกอย่างมั่นคง
ไม่เผื่อใจ
ไม่เผื่อทางหนี
ในโลกที่เธอจากมา เคยได้ยินแต่ผู้หญิงละทิ้งอนาคตเพื่อครอบครัว
ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ชายคนไหนยอมทิ้งโอกาสก้าวหน้าที่แทบจะคว้ามาได้ เพื่อผู้หญิงเพียงคนเดียว
ไม่ใช่แค่เธอที่ตกใจ
ทั้งครอบครัวก็เงียบงันเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีใครแสดงออก
พวกเขารู้ดีว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนต้องทำผลงานใหญ่บางอย่างไว้แน่ จากท่าทีของบรรดาหัวหน้าที่แวะเวียนมาเยี่ยมไม่ขาดสาย อนาคตของชายหนุ่มสดใสยิ่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
แต่เขากลับยอมโยนมันทั้งหมดทิ้ง… เพราะเสิ่นทิงหง
แม้จะรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลนัก
แต่ลึกๆแล้ว ทุกคนก็หวังว่าเขาจะหมายความเช่นนั้นจริงๆ
“ผมจริงจังครับ” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดซ้ำ น้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
เขารู้ว่าเสิ่นทิงหงไม่เชื่อ และก็เข้าใจดี
เสิ่นทิงหงไอแห้งๆ
“ขอคิดดูก่อนแล้วกัน”
เธอไม่ใช่คนโง่
ถ้าพูดออกไปตอนนี้ว่าอยากให้เขาอยู่ต่อ นั่นก็แทบจะเป็นการยืนยันว่า งานแต่งของพวกเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว
ในโลกก่อนหน้า อายุของเธอเท่านี้ยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย
แต่ในยุคนี้ เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าก็หมั้นหมายกันแล้ว
สิบหกสิบเจ็ดแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เธอได้รับอิทธิพลจากโลกอนาคตมานานเกินไป
ในชีวิตก่อนยังเป็นโสด
จะให้มาแต่งงานตอนนี้… เธอรับไม่ไหวจริงๆ
ที่สำคัญที่สุด คือ “ความลับ”
ถ้าแต่งงานแล้วต้องอยู่ร่วมกัน
จะหลบเลี่ยงไม่ให้เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้เรื่องห้วงมิติได้อย่างไร
เธอไม่อยากเอาหัวใจของตัวเองไปเสี่ยงพนัน
สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจยิ่งกว่า
คือหลังจากคิดหาข้ออ้างนับไม่ถ้วน เธอกลับพบว่า—
เธอไม่ได้ไม่ชอบเยี่ยเสิ่นเหยียน
หลังจากนั้น ทุกคนก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
ราวกับตกลงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างปกติ
แต่ในใจของแต่ละคน กลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เสิ่นต้าเฉียงกับคนอื่นพักได้ไม่นานก็ออกไปทำงานต่อ
ส่วนเสิ่นทิงหง ไม่อยากอยู่กับเยี่ยเสิ่นเหยียนตามลำพัง จึงคว้าตะกร้าสะพายหลังขึ้นเขาไป
เมื่อเสิ่นทิงเหวินแน่ใจแล้วว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเข้าห้องน้ำเองได้ เขาก็ออกไปทำงานพร้อมคนอื่นๆ
ช่วงนี้เป็นฤดูเร่งเก็บเกี่ยว
ต้องแข่งกับฟ้าฝน
หากฝนตกลงมา เสบียงอาจเสียหาย ไม่มีใครอยากเสี่ยง
แม้แต่คนที่ปกติชอบอู้ ยังไม่กล้าขาดงาน
เพราะผลผลิตปีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับส่วนแบ่งอาหาร
เสิ่นทิงหงไม่คิดจะออกไปเกี่ยวข้าว
เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่เหมาะ
ขึ้นเขาครั้งนี้ เดิมทีไม่ได้หวังอะไร
แต่โชคกลับเข้าข้างอย่างคาดไม่ถึง
เธอเจอโสมป่าหนึ่งราก
แม้จะไม่ใหญ่
แต่โสมก็คือโสม
เสิ่นทิงหงถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง
สภาพแวดล้อมแถบนี้ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของโสมป่าเลย
ได้แต่บอกว่า… เธอโชคดีจริงๆ
วัตถุดิบทำยาในยุคนี้มีค่ามาก
ที่ดินถูกใช้ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ ไม่มีใครสนใจปลูกสมุนไพรที่ไม่ทำให้อิ่มท้อง
ในห้วงมิติของเธอก็มีสมุนไพร
แต่เป็นของซื้อ ไม่ใช่ของป่า
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ใกล้ เสิ่นทิงหงก็หลบเข้าห้วงมิติ
ขุดหลุม
ปลูกโสมลงไปอย่างระมัดระวัง
เธอไม่รู้ว่าวิธีนี้ถูกต้องหรือไม่
แต่ก็ทำได้แค่นี้
เธอรดน้ำจากบ่อในห้วงมิติอย่างพิถีพิถัน ถอนพืชรอบๆออกจนโล่ง
—พี่ใหญ่มาแล้ว หลบกันหน่อย—
เธอเงี่ยหูฟังด้านนอก
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย จึงออกมา
ถ้าโสมนี้ปลูกรอด…
มันจะกลายเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง
แต่ดูเหมือนโชคของเธอจะหมดไปกับโสมต้นนี้
หลังจากนั้นไม่เจอแม้แต่เห็ดสักดอก
คงเพราะชาวบ้านขึ้นเขามาหาของป่ากันมากขึ้น
โสมรอดมาได้ ก็เพราะไม่มีใครรู้จักมัน
ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน
แม้แต่เปลือกไม้ยังถูกเอาไปกิน
เก็บฟืนได้พอสมควร เสิ่นทิงหงก็ลงเขา
ระหว่างทางพบผู้คนทำงานกันอยู่ตามปกติ
มีคนบางกลุ่มมองเธอด้วยสายตาไม่พอใจ
ในเมื่อเป็นชาวชนบทเหมือนกัน ทำไมไม่ต้องออกแรงเหมือนพวกเขา
ชีวิตของเสิ่นทิงหง
ในสายตาพวกเขา
ไม่ต่างอะไรกับเทพเซียน
เดินไปไม่กี่ก้าว เธอก็เห็นเสิ่นปี้เหลียน
หญิงสาวกำลังก้มเกี่ยวข้าวสาลีอยู่
จังหวะที่เสิ่นทิงหงเดินผ่าน
เสิ่นปี้เหลียนเงยหน้าขึ้นพอดี
สายตาที่มองมา…
เต็มไปด้วยความชั่วร้าย
บทที่ 58: กลับบ้านตัวเองยังต้องอกสั่นขวัญแขวน
ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้เสิ่นปี้เหลียนได้รับมอบหมายงานที่ค่อนข้างเบา
แต่หลังจากเยี่ยเสิ่นเหยียนกลับมา เสิ่นชิงชิงก็ไปเตือนเธอเข้าให้
หลังจากนั้น งานที่หัวหน้าหมู่บ้านแจกให้เสิ่นปี้เหลียนก็ดูหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นปี้เหลียนมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับเสิ่นทิงหงแน่นอน
ต้องเป็นมันไปพูดอะไรกับหัวหน้าหมู่บ้าน
ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้เจาะจงเธออยู่คนเดียว
ความอิจฉาและความคับแค้นกัดกินหัวใจจนแทบทนไม่ไหว
เสิ่นทิงหงไม่คิดจะสนใจ
เดินตรงกลับบ้านอย่างไม่แยแส
แต่เสิ่นปี้เหลียนกลับไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ
“เสิ่นทิงหง!”
เสียงตะโกนดังลั่นกลางทุ่ง
เสิ่นทิงหงได้ยิน แต่ก็ยังเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เสิ่นทิงหง! นี่หมายความว่ายังไง เธอไม่เห็นหัวฉันเลยเหรอ!”
คราวนี้เสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง
เสิ่นทิงหงหยุดฝีเท้า
หันกลับไปมองเสิ่นปี้เหลียนที่หน้าเง้าหน้างอด้วยสายตาเรียบเฉย
“ทำไมฉันต้องเห็นหัวเธอด้วย?”
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้ากลางสาธารณชน
“แก—!” เสิ่นปี้เหลียนโกรธจนตัวสั่น อยากจะพุ่งเข้าไปตบให้หายแค้น
“ถ้าไม่มีอะไรงั้นฉันไปละ”
เสิ่นทิงหงพูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
ท่าทางไม่แยแสนั้น
ยิ่งทำให้เสิ่นปี้เหลียนรู้สึกเหมือนถูกเหยียบศักดิ์ศรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มีอะไรให้น่าผยองนัก
ก็เป็นคนชนบทเหมือนกันไม่ใช่หรือ
เสิ่นปี้เหลียนกัดฟันแน่น
สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานต่อไป ความอึดอัดในใจเหมือนชกใส่ปุยฝ้าย ไม่มีที่ระบาย
คนงานรอบๆมองดูเรื่องสนุกกันเงียบๆ
เรื่องแยกบ้านของตระกูลเสิ่นก่อนหน้านี้ดังไปทั้งหมู่บ้าน ใครๆก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่มีใครคาดคิดว่าเสิ่นปี้เหลียนจะเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องเสิ่นทิงหงก่อน
“ดูท่าความสัมพันธ์พี่น้องจะไม่ค่อยดีนะ”
มีคนแอบพูดด้วยน้ำเสียงยินดีในคราวเคราะห์ของคนอื่น
“ถ้าเป็นฉันก็คงอึดอัดเหมือนกัน บ้านเขาอยู่บ้านอิฐ ไม่ต้องออกแรงหนักเหมือนพวกเรา”
เสิ่นปี้เหลียนจ้องกลับไปอย่างเคืองแค้น
“พูดมากจริง!”
คนพูดเพียงแค่นเสียงในลำคอ
ใครๆก็รู้ว่าหลังแยกบ้าน บ้านใหญ่คือบ้านที่ลำบากที่สุด
เรื่องของเสิ่นโหย่วเหวยที่ต้องเลื่อนงานแต่งเพราะเงินไม่พอ ยิ่งทำให้คนพากันซุบซิบ
เสิ่นปี้เหลียนได้ยินทั้งหมด แต่ทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาทำงาน น้ำตาคลอเบ้า
……
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นทิงหงเดินได้ครึ่งทางก็เริ่มคิด
ถ้าเอาโสมที่ปลูกไว้ในห้วงมิติออกมาหนึ่งต้น ให้เสิ่นต้าเฉียงเอาไปขายที่จุดรับซื้อ ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านได้ไม่น้อย
ของป่ากับเมล็ดพันธุ์ที่เก็บได้ สามารถขายอย่างถูกกฎหมาย
แม้ราคาไม่สูงเท่าตลาดมืด แต่ปลอดภัยกว่า
ยิ่งเป็นโสม ย่อมมีมูลค่าแน่นอน
เธอคิดถึงตอนสร้างบ้าน
หลิวเยว่ไม่พูดอะไร แต่เธอรู้ว่าภาระหนักแค่ไหน
คิดไปคิดมา เสิ่นทิงหงก็เดินมาถึงหน้าประตูบ้าน
แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้—
ตอนนี้ที่บ้านน่าจะมีเยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่คนเดียว
เธอชะงักฝีเท้า
หัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล
ช่วยด้วย…
มีใครบ้างที่กลับบ้านตัวเองแล้วยังต้องอกสั่นขวัญแขวนแบบนี้
ขณะที่เธอกำลังลังเล
ประตูลานบ้านก็ถูกเปิดออก
เยี่ยเสิ่นเหยียนยืนอยู่ตรงนั้น
“กลับมาแล้วเหรอ”
น้ำเสียงสงบ สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกถึงความตึงเครียดใดๆ
“อืม” เสิ่นทิงหงตอบสั้นๆ แล้วเดินเข้าบ้านทันที
เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่ตาม
เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ จัดการกับของบางอย่างในมืออย่างตั้งใจ
เสิ่นทิงหงชำเลืองมอง
เห็นว่าเขากำลังซ่อมเครื่องมือไม้ที่ชำรุด
“ผมหาอะไรทำฆ่าเวลา” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า
“เห็นของในบ้านเสีย เลยเอามาซ่อม”
คำพูดนั้นเป็นธรรมชาติราวกับเขาเป็นคนในบ้านมานานแล้ว
เสิ่นทิงหงไม่ได้โต้แย้ง
เพียงแต่ความรู้สึกแปลกๆ ในใจก็ยิ่งชัดขึ้น
“เป็นอะไร” เยี่ยเสิ่นเหยียนเงยหน้าถาม
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกไปตรงๆ
“คุณรู้ไหมว่าจุดรับซื้อ รับวัตถุดิบทำยาด้วยหรือเปล่า”
เยี่ยเสิ่นเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“รับนะ แต่ของพวกนี้หายาก คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก”
เสิ่นทิงหงพยักหน้า
จากนั้นก็หยิบโสมที่เปื้อนดินออกมาจากตะกร้า
“คุณดูให้หน่อย อันนี้ใช่ไหม เคยเห็นตอนเรียน”
เยี่ยเสิ่นเหยียนรับไปดูอย่างระมัดระวัง
แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาเคยเห็นสมุนไพรจริงมาไม่น้อย
“เป็นวัตถุดิบยาจริง”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ
“คุณหามันเจอบนเขาเหรอ”
เสิ่นทิงหงรับโสมกลับมา
พยักหน้าช้าๆ
“ใช่”
คำตอบสั้นๆนั้น
ทำให้เยี่ยเสิ่นเหยียนมองเธอด้วยสายตาที่ลึกขึ้นกว่าเดิม
บทที่ 59: วิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
“เช่นนั้นคุณก็โชคดีจริงๆ สิ่งนี้มีราคาไม่น้อยเลย” เยี่ยเสิ่นเหยียนบอก
“ราคาที่จุดรับซื้อน่าจะต่ำมากสินะ” เสิ่นทิงหงถาม
“ราคาที่จุดรับซื้อค่อนข้างต่ำก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปขายที่จุดรับซื้อสักหน่อย” เยี่ยเสิ่นเหยียนมองเสิ่นทิงหงอย่างหยอกล้อ
เสิ่นทิงหง “…”
“นั่นไม่เท่ากับว่าฝักใฝ่ระบอบสังคมนิยมเหรอ” เสิ่นทิงหงคิดว่าเขากำลังล้อเธอเล่นอยู่ จึงตอบกลับไปอย่างดีๆ
เรื่องหมูป่าก่อนหน้านี้ เขาก็พูดแบบนี้เหมือนกัน เธอจึงทึกทักไปเองว่าเขากำลังล้อเธอเล่นอยู่
เยี่ยเสิ่นเหยียนอึ้งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับยิ้มๆว่า
“คุณยังจำได้ด้วย!”
เสิ่นทิงหง ‘พูดแบบนี้จะหมายความว่าเธอใจแคบงั้นเหรอ’
“ตอนนั้นผมแค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง คุณอย่าไปใส่ใจเลยน่า ในเมื่อตลาดมืดคงอยู่ได้ ย่อมมีเหตุผลของมัน ไม่มีใครเป็นนักบุญ ถึงผมจะเป็นทหาร แต่สำหรับเรื่องนี้ผมไม่ทั้งสนับสนุนและไม่คัดค้าน แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นคนของผม ผมสนับสนุน”
“แต่ว่า…” เยี่ยเสิ่นเหยียนยั้งคำ
“แม้ว่าที่จุดรับซื้อจะปลอดภัยกว่าหรือราคาที่ตลาดมืดจะสูงกว่า ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง”
“อะไรนะ?” เสิ่นทิงหงรู้สึกสนใจขึ้นมา สำหรับเธอแล้ว การค้าขายก็ต้องได้ประโยชน์ทั้งสองทางแบบนี้แหละ ทางหนึ่งคือไปจุดรับซื้อ แม้ว่าจะไม่ได้ราคาที่น่าประทับใจเท่าไหร่ การจะไปที่ตลาดมืดก็อันตรายกว่ามาก ที่ทุกครั้งเสิ่นทิงหงหนีรอดปลอดภัยมาได้ ก็เพราะมีห้วงมิติเป็นของตัวเอง ถ้าไม่มีมันละก็ เธอก็ไม่กล้าเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นหรอก!
“ผมรู้จักเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ฐานะทางบ้านไม่เลว เพียงแต่มีพ่อที่อายุมากแล้ว สุขภาพเลยไม่ค่อยดี หลายปีมานี้เสาะหาไปทั่วก็ยังไม่เจอวัตถุดิบยาดีๆของเธอนี้ไม่เลวเลย ถึงผมจะดูไม่ออกว่ามีอายุกี่ปี แต่ก็คงสักสิบปีได้ อายุของมันอาจจะไม่เยอะสักเท่าไหร่ แต่โสมป่าแบบนี้เดิมทีก็ราคาสูงอยู่แล้ว” เยี่ยเสิ่นเหยียนค่อยๆอธิบายสถานการณ์ออกมาอย่างกระชับและครอบคลุม
เสิ่นทิงหงมองไปที่เขา ท่าทางจริงจังขนาดนี้ กำลังคิดจะช่วยเธอติดต่อเพื่อนคนนี้รึเปล่านะ แต่ว่าทำแบบนี้กลับไม่ส่งผลดีอะไรต่อเขาเลย ทั้งยังเพิ่มความยุ่งยากให้ด้วยซ้ำ
“อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็ใช่ว่าเพราะต้องการช่วยคุณอย่างเดียว ทางบ้านเพื่อนผมคนนั้นก็ตามหามันมาทั่ว มิหนำซ้ำตอนนี้ร่างกายของผู้เฒ่าก็ทรุดลงมาก แบบนี้ก็เหมือนผมได้ช่วยเขาเหมือนกัน”
เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดเช่นนี้ เพราะเขากลัวว่าเสิ่นทิงหงจะหนักใจ
อย่างไรก็ตาม…
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณค่ะ” เสิ่นทิงหงคิดดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าทำเรื่องนี้สำเร็จ อย่างมากตัวเธอก็เชิญเขาไปเลี้ยงข้าวสักมื้อ อ้อ ก็พวกร้านอาหารตามนั้นนั่นแหละ
เยี่ยเสิ่นเหยียนเองก็ยิ้มออก ใช่แล้ว นิสัยแบบแม่สาวน้อยคนนี้จะเป็นไปได้ยังไงที่จะหนักใจกับเรื่องแค่นี้
เขากลับยิ่งรู้สึกชอบที่เสิ่นทิงหงไม่ได้เกรงใจเขาแบบนี้ เลยรู้สึกดีใจมาก
“ถ้างั้นผมจะหาวิธีติดต่อเขาดู” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดขึ้น
เสิ่นทิงหงพยักหน้า
“รบกวนด้วยค่ะ”
“ไม่รบกวนเลยครับ”
พอพูดเรื่องสำคัญจบ เสิ่นทิงหงก็ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรต่อ เธอรู้สึกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นผู้เสนอความช่วยเหลือมาก่อน จึงไม่กล้าเย็นชาใส่อีกฝ่ายอีก เลยพูดขึ้นว่า
“เย็นนี้อยากกินอะไรคะ”
เยี่ยเสิ่นเหยียนคิดไม่นานก็เอ่ยอย่างจริงจังว่า
“ขอกินที่เผ็ดๆหน่อยได้ไหม”
เสิ่นทิงหงขมวดคิ้ว
“แผลบนตัวคุณหายดีหมดแล้วเหรอ”
ถึงการกินเผ็ดเล็กๆน้อยๆ จะไม่ได้ส่งผลกระทบใด แต่ถ้าบาดแผลบนร่างกายยังไม่หายดี ก็จะทำให้เกิดอาการร้อนในและอักเสบได้ง่าย สรรพคุณทางยาสมัยนี้ยังไม่สูงเท่าไหร่ เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังขึ้นอีกนิด จะได้เลี่ยงปัญหาที่อาจจะตามมา
“หายหมดแล้วครับ เพียงแต่ยังเคลื่อนไหวไม่คล่องเหมือนเก่า แต่ก็แค่เรื่องเล็กน้อยน่า” เยี่ยเสิ่นเหยียนตอบ ท่าทางเหมือนเด็กที่กำลังตื๊อขอกินขนม
เยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ที่บ้านเสิ่นมานานขนาดนี้แล้ว เสิ่นทิงหงรู้สึกว่า ถ้าต้องให้อยู่ด้วยแบบนี้ต่อไปจะไม่ค่อยดี ดังนั้นในระยะนี้จึงไม่ใช้น้ำจากบ่อที่เจือจาง เลยทำให้ช่วงนี้เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้สึกได้ว่า ร่างกายของตัวเองต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ความเร็วในการฟื้นฟูนั้นเร็วมากจนเยี่ยเสิ่นเหยียนเองก็ตกใจ ทางหนึ่งก็ไม่อยากจะไปค้นหาความลับของเสิ่นทิงหง อีกทางหนึ่งก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองคาดเดาเอาไว้นั้นได้รับการยืนยันแล้ว
แต่ที่น่าสงสัยก็คือ เขากลับไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย เวลาที่เจอเสิ่นทิงหงก็รู้สึกว่าเธอเป็นแค่ ‘คนธรรมดา’ เท่านั้น
“งั้นฉันจะทำให้นิดหน่อย แต่อย่ากินมากนะ” น้ำเสียงของเสิ่นทิงหงราวกับออกคำสั่งโดยไม่ตั้งใจ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทันสังเกตว่า เธอกำลังเป็นห่วงสุขภาพของเยี่ยเสิ่นเหยียน
มุมปากของเยี่ยเสิ่นเหยียนยกขึ้น จากนั้นก็เริ่มทำงานในมือของตัวเองต่อ
เขาไม่ใช่คนขี้เกียจ ตอนที่กลับมาใหม่ๆ ยังขยับตัวอะไรไม่ได้ ตอนนี้เลยอยากช่วยบ้านเสิ่นทำงานเล็กๆน้อยๆบ้าง
ถึงเบื้องบนจะให้ทั้งเงินทั้งสิ่งของมากมาย แต่ในช่วงเวลาที่ได้รับการดูแลจากบ้านเสิ่นนั้น เขาก็เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในตอนนั้นที่ท้องเสีย ก็ได้ทั้งเสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอู่คอยดูแล ลำบากมากจริงๆ
พูดตรงๆว่า ถ้าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับเสิ่นทิงหง ใครเขาจะมาดูแลคนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วยแบบเขา ต่อให้มีคนที่มาคอยดูแลเพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการดูแลขนาดนี้
ระยะนี้เสิ่นทิงหงค่อนข้างชอบทำกับข้าว ไม่ใช่เพราะว่าชอบทำงานนะ แต่เพราะชอบที่คนในครอบครัวดีใจกับสิ่งที่เธอทำให้ พอรับรู้ได้ถึงความสุข เธอก็มีความสุขด้วย
พอรู้ข้อเรียกร้องของเยี่ยเสิ่นเหยียน เสิ่นทิงหงเลยเลือกทำเนื้อผัดพริกหวานขึ้นมาจานหนึ่ง แน่นอนว่าพริกหวานก็เลือกพริกที่ไม่ค่อยเผ็ดมาใช้ ให้ได้สัมผัสรสชาติของพริกเล็กน้อย แต่สำหรับคนเสฉวนแล้ว พริกหวานพวกนี้จะใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่ต่างกัน
จากนั้นก็หั่นแบ่งเนื้อหมูป่าที่หมักเอาไว้ออกมาบางส่วน แค่ล้างให้สะอาด แล้วต้มให้สุกก็อร่อยแล้ว
กินกีบหมูกันไปแล้ว ที่บ้านก็ไม่เหลือของดีๆอะไรอีก มีแค่เนื้อหมูป่านั่นหน่อยเดียว คิดไปคิดมาก็ได้แต่ปรุงด้วยวิธีนี้ แล้วยังต้องคำนึงถึงคนป่วยอย่างเยี่ยเสิ่นเหยียนด้วย
หลังจากนั้นก็ทำผัดไข่กับผัดผักออกมาอีกอย่างละจาน ด้วยปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ ปริมาณขนาดนี้ทุกคนน่าจะกินกันพอ
ทุกคนเริ่มชินกับการกินอาหารมื้ออร่อยหลังเลิกจากงานแล้ว แต่หลิวเยว่ยังอดที่จะพูดไม่ได้
“ถ้าลูกไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำนะ แค่กลับมาทำกับข้าวเอง แม่ไม่เหนื่อยหรอก แล้วถ้าไม่ไหวก็ยังมีพี่ชายทั้งสองคนที่ช่วยได้ ลูกวางใจเถอะ บ้านเราไม่บังคับให้ลูกต้องทำงานหรอก”
บทที่ 60: เสิ่นทิงอู่ได้รับการยกย่อง
เสิ่นทิงหงเข้าใจความหมายของมารดา แม่เป็นห่วงตัวเธอเพราะรู้สึกไม่สบายใจ คิดว่าที่เธอทำอาหารและขึ้นเขาแบบนี้ทุกวัน เป็นเพราะไม่มีงานทำหลังเรียนจบ ต้องบริโภคเสบียงอาหารของครอบครัว ซึ่งเป็นภาระทางจิตใจ
ความจริงแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่หลิวเยว่คิดแบบนี้ เพราะเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้ทำกิจกรรมเหล่านี้มาก่อน พอเธอมาอยู่ในร่างนี้ไม่นานก็เรียนจบพอดี กลับมาอยู่ที่บ้านก็เริ่มทำอาหาร หากจะไม่ให้ระแวงสงสัยคงจะเป็นเรื่องยาก
เสิ่นทิงหงยิ้ม พลางกอดแขนแม่ของเธอ
“แม่คะ หนูไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรอก แต่หนูก็ชอบทำอาหาร อีกอย่างพ่อแม่กับพี่ชายก็ทำงานหนักทุกวัน ทุกคนรักหนู หนูก็รักทุกคนเหมือนกันนะคะ”
หลิวเยว่หัวเราะทันทีด้วยความขบขัน
“ลูกนี่นะ ปากนี้เอาใจเก่งขึ้นทุกวันจริงๆ”
เสิ่นทิงหงหัวเราะคิกคัก
“แม่คะ หนูไม่ได้เอาใจนะ ทั้งหมดนี่มาจากใจหนูจริงๆ”
“เอาละ เอาละ! นีเอ๋อร์ของเราโตแล้วจริงๆ” หลิวเยว่ยิ้ม พลางลูบจมูกของเสิ่นทิงหง แต่ในขณะที่เสิ่นทิงหงหันไปตักอาหาร หลิวเยว่ก็มองแผ่นหลังของลูกสาว อารมณ์อันซับซ้อนปรากฏขึ้นในแววตา
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้ในแต่ละวัน ชั่วพริบตาเดียว การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็สิ้นสุดลง เยี่ยเสิ่นเหยียนเกือบจะหายดีแล้ว อย่างน้อยก็ดูไม่ต่างจากคนปกติ
เขายังคงปฏิบัติตามสัญญาของตัวเอง จะเข้าอำเภอสักครั้งหลังจากที่สุขภาพดีขึ้น โดยส่งจดหมายถึงเพื่อนคนนั้นที่เขาเอ่ยถึงแล้ว
การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลง ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและความดีใจ
การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น เสิ่นเว่ยจวินในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านได้จัดงานชุมนุมใหญ่ เพื่อยกย่องทุกคนและมอบรางวัลให้กับผู้ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมากที่สุด
ทั้งหมดนี้ควักกระเป๋าจ่ายเอง ดังนั้นจึงมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับรางวัลนี้ แต่ก็ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไร เป็นถ้วยเคลือบที่มีคำว่า
‘แรงงานผู้มีเกียรติสูงสุด’
ประทับอยู่
และหนึ่งในนั้นคือเสิ่นทิงอู่ ถึงอย่างไรเสิ่นทิงอู่ก็เป็นมือดีในการทำงานจริงๆ แม้ว่าคนคนเดียวจะทำงานเท่ากับสองคน ก็ยังสำเร็จได้อย่างสวยงาม ทั้งยังคอยช่วยเหลือผู้อื่นทำงานอีกด้วย ดังนั้นในบรรดาคนที่ได้รับการยกย่องในครั้งนี้ เขาย่อมมีรายชื่ออยู่ด้วย
เมื่อคนหนุ่มสาวหลายคน รวมถึงเสิ่นทิงอู่ ขึ้นเวทีเพื่อรับรางวัล ทุกคนล้วนมีสีหน้าดีอกดีใจ ในยุคสมัยนี้ ไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจไปกว่าเรื่องแบบนี้อีกแล้ว
นี่เทียบเท่ากับการได้รับการยอมรับจากส่วนรวม ทำให้แม้พวกเขาจะเป็นเพียงเกษตรกรที่ยากจน แต่ก็ยังมีส่วนร่วมอุทิศกำลังกายเล็กๆน้อยๆ ในการสร้างมาตุภูมิ พวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่ากรรมกรเหล่านั้นเลย
ถึงแม้จะบอกกันว่ากรรมกรและเกษตรกรคือครอบครัวเดียวกัน แต่ความจริงก็คือ กรรมกรมักดูถูกเกษตรกร ในยุคสมัยนี้ การได้เป็นกรรมกรถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ทำให้พวกเขารู้สึกเหนือกว่า
เมื่อยืนอยู่บนเวทีถือถ้วยเคลือบในเวลานี้ พลังในกายนั้นไม่ด้อยไปกว่าแรงงานเหล่านั้นอย่างแน่นอน
ราวกับว่าสิ่งที่ถืออยู่ในมือไม่ใช่แก้วน้ำ แต่เป็นเกียรติยศสูงสุด
เสิ่นทิงหงย่อมเข้ามาร่วมงานด้วยอยู่แล้ว ถึงอย่างไรในบรรดาคนที่ได้รับการยกย่อง ก็มีพี่ชายแท้ๆของเธอเอง
บางคนดีใจ ในขณะที่บางคนอึดอัด สองผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นไม่ได้ดีใจกับหลานชายคนนี้มานาน ไม่นานเสิ่นเว่ยจวินก็เริ่มเอ่ยชื่อเพื่อตำหนิคนที่โกงและเล่นสกปรก รวมไปถึงเสิ่นโหย่วเหวยด้วย คู่สามีภรรยาเฒ่าที่ก่อนหน้านี้ยังได้รับคำยกย่องจากคนรอบข้าง รู้สึกละอายใจและสับสนขึ้นมาทันที
“พูดถึงตระกูลเสิ่น บ้านใหญ่กับบ้านสามของพวกคุณช่างแตกต่างกันมากจริงๆ”
สหายวัยชราที่มีความสัมพันธ์อันดีกับแม่เฒ่าเสิ่นกระซิบบอก ที่จริงแล้วเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่ต้องการพูดคุยกับสหายเท่านั้น
แม่เฒ่าเสิ่นย่อมเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่เธอยังคงรู้สึกไม่สบายใจ ความไม่สบายใจนี้ไม่ใช่เพราะคนอื่นพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเป็นความจริง
แถมคนคนนั้นยังเป็นหลานชายของตัวเองอีกด้วย คนหนึ่งเป็นมือดีทำงานเก่ง สามารถพูดได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของครอบครัว อีกคนหนึ่งกลับร้ายกาจกว่า เป็นตัวสร้างปัญหา และหลานชายคนโตผู้นี้ ไม่ใช่แค่สร้างปัญหาในบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวสร้างปัญหาในหมู่บ้านด้วย
แม่เฒ่าเสิ่นคิดเช่นนี้ ก็เอ่ยด้วยท่าทางอารมณ์เสีย
“แยกก็แยกบ้านไปแล้ว จะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันและตาเฒ่า”
ความจริงแม่เฒ่าเสิ่นรู้สึกว่า เธอไม่ควรพูดไปแบบนั้น เพราะถึงอย่างไรพ่อเฒ่าเสิ่นก็ต้องรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน
ทุกคนล้วนมีอายุมากกันหมดแล้ว เข้าใจความคิดของกันและกันดี ทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของตัวเอง อย่างไรก็รักอยู่ดี เพียงแต่ตอนนี้ หลังจากบ้านสามของตระกูลเสิ่นแยกตัวออกไปแล้ว กลับมีชีวิตที่ดีมาก ส่วนบ้านใหญ่กลับน่าเวทนากว่าเดิมหลายเท่า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดใจ
“คุณอย่าเก็บไปใส่ใจเลย ฉันไม่ได้มีความหมายอย่างอื่น…”
“ฉันรู้!” แม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้ใส่ใจ แต่เธอมีอคติกับเสิ่นโหย่วเหวยอยู่ไม่น้อย
ตอนแรกพ่อเฒ่าเสิ่นยังยิ้มหน้าบาน แต่เมื่อเห็นเสิ่นโหย่วเหวยถูกวิพากษ์วิจารณ์ รอยยิ้มก็หุบฉับ ไม่พูดไม่จาอีก
เยี่ยเสิ่นเหยียนยืนอยู่ข้างเสิ่นทิงหง รู้สึกไม่ประทับใจในตัวเสิ่นโหย่วเหวยเช่นกัน แต่ช่วงนี้เขาอยู่ที่บ้านพ่อเฒ่าเสิ่นมาโดยตลอด เพิ่งได้ออกมาในช่วงสองวันนี้ เขาไม่เคยถามว่าตระกูลเสิ่นแยกบ้านกันเพราะอะไร ความร้อนแรงของเรื่องนี้ซาลงไปเกือบหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
“นี่คือพี่ใหญ่ของคุณเหรอ?” เยี่ยเสิ่นเหยียนถามขึ้น
เสิ่นทิงหงพยักหน้า
“อืม”
เมื่อเห็นท่าทางเย็นชาของเธอ เยี่ยเสิ่นเหยียนก็เข้าใจทันที ดูท่าทางความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นทิงหงกับพี่ใหญ่คนนี้จะไม่ค่อยดีนัก
ยังจำได้ว่า ก่อนที่เขาจะกลับมาหมั้นหมายกับเสิ่นทิงหงนั้น ตระกูลเสิ่นยังไม่ได้แยกบ้านกัน ระยะเวลาก็ผ่านไปได้ไม่นาน แต่ตอนกลับมา ตระกูลเสิ่นกลับแยกบ้านกันแล้ว แถมเสิ่นทิงหงยังปลูกบ้านให้อยู่ห่างจากบ้านเก่าตระกูลเสิ่นด้วย
ก่อนหน้านี้เยี่ยเสิ่นเหยียนเคยคิดว่า น่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น หลายวันนี้คงต้องลองสืบข่าวดูสักหน่อย
งานชุมนุมใหญ่สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เวลาหมดไปกับการยกย่องกรรมกรต้นแบบ และวิพากษ์วิจารณ์คนเสเพลอย่างเสิ่นโหย่วเหวย ส่วนที่เหลือเป็นการสรุปการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านไปอย่างราบรื่น เรื่องการจ่ายปันส่วน รวมถึงความหวังว่าหมู่บ้านถวนเจี๋ยจะได้รับการพิจารณารางวัลในปีนี้
อันที่จริง สำหรับเสิ่นทิงหงแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรให้น่ายินดีนัก เพราะเธอเป็นคนจากยุคหลัง ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับชื่อเสียงและเกียรติยศมากนัก แต่เมื่อเห็นพวกเสิ่นต้าเฉียงดีใจกับคำพูดของเสิ่นเว่ยจวินมากขนาดนั้น เธอก็ปรบมือให้เช่นกัน
วันต่อมาเป็นวันจ่ายภาษีพืชผล เสิ่นทิงอู่รู้สึกไปเองว่า เขานี่แหละถือว่าเป็นบุคคลต้นแบบของหมู่บ้าน จึงเสนอตัวขอไปส่งผลผลิตเอง
หลิวเยว่จึงตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อจัดเตรียมอาหารรองท้องให้เขา โดยเฉพาะการไปส่งผลผลิต จำเป็นต้องออกไปให้เร็วหน่อย
จบตอน
Comments
Post a Comment