feed husband ep1-10

 ฉีเมี่ยว แพทย์แผนโบราณที่ดันทะลุมิติเข้ามาในยุคโบราณ


เมื่อลืมตาขึ้นมาก็กลายเป็นฮูหยินโฉมงามของซื่อจื่อขี้โรคผู้หนึ่ง


ที่สำคัญ ฉีเมี่ยวยังมีความลับหนึ่งติดตามมาด้วย


นั่นคือเลือดในกายที่สามารถรักษาคน ซ้ำยังมาพร้อมกับกลิ่นดอกไม้หอมหวน!


มองผ่านๆ เหมือนจะเป็นเรื่องดี


ทว่าภายใต้สถานะซื่อจื่อฮูหยินกลับมีบางสิ่งแอบแฝง


เมื่อสามีของนางเป็นเพียงซื่อจื่อที่ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปอยู่ในโลงแล้ว


ทั้งยังมีพ่อสามีตัณหากลับ จ้องจะจับลูกสะใภ้อย่างนางไป ‘ปรนนิบัติ’ ข้างกาย


ไหนจะแม่สามีอารมณ์แปรปรวน ซ้ำยังเกลียดชังซื่อจื่อเข้าไส้อีกด้วย


เรื่องดีเพียงอย่างเดียว นั่นคือสามีของนางอย่าง ไป๋ซีอวิ๋น นั้นดูจะรักใคร่นางอย่างแท้จริง


เอาเถอะ เห็นแก่ที่สามีดูแลนางดีชนิดรักถนอมดั่งดวงใจถึงเพียงนี้


นางจะยอมใช้เลือดวิเศษในกายถนอมรักเขากลับไปด้วยก็แล้วกัน


บทที่ 1 งานแต่งงาน


 


เมื่อสติกลับมา ข้างหูฉีเมี่ยวเต็มไปด้วยเสียงดีดสีตีเป่าแห่งการเฉลิมฉลอง ร่างกายกำลังสั่นไหวโคลงเคลง สิ่งที่เข้าสู่คลองสายตามีเพียงสีแดงสด และความรู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าผาก หญิงสาวยกมือขึ้นลูบสิ่งกีดขวางที่ห้อยอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เห็นชัดเจนคือพื้นที่คับแคบในเกี้ยวเจ้าสาวสีแดง


ฉีเมี่ยวตกตะลึง


ฝัน...ต้องเป็นความฝันแน่นอน!


หญิงสาวหลับตาลง บางทีนอนต่ออีกหน่อยก็คงจะตื่นขึ้นมาบนที่นอนซิมมอนส์[1]แสนสบาย แต่ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงตรงหน้าผากทำให้ฉีเมี่ยวอดขมวดคิ้วแน่นไม่ได้ ถ้าเป็นความฝัน ความรู้สึกเจ็บปวดจะสมจริงขนาดนี้ได้อย่างไร


ผู้ใดเล่นตลกร้ายเช่นนี้กัน


“หยุด!” ฉีเมี่ยวโกรธจัด ออกแรงตบเกี้ยว


ข้างนอกแว่วเสียงสตรีสดใสไพเราะพูดอย่างหงุดหงิด “คุณหนูทำตัวดีๆ หน่อยเถอะ! บ่าวติดตามท่านไปจวนอานลู่โหว[2] ไม่ว่าอย่างไรก็หวังจะมีชีวิตที่ดี ท่านถึงกับเล่นละครชนกำแพงแล้วยังคิดว่าครอบครัวสามีจะไม่รู้? อานลู่โหวนั้นเป็นถึงผู้ใด แม้แต่ท่านแม่ทัพยังต้องให้ความเคารพสามส่วน หากท่านยังเป็นเช่นนี้ ถ้าถูกส่งตัวกลับไประวังฮูหยินจะถลกหนังท่าน!”


ฉีเมี่ยวหวั่นใจไม่น้อย คนผู้นี้พูดจาสําบัดสํานวน ไม่ใช่วิธีการพูดที่คุ้นเคยเลยด้วยซ้ำ!


เมื่อเลิกม่านเกี้ยวขึ้น ฉีเมี่ยวตกตะลึงกับทิวทัศน์ที่เข้าสู่สายตา พื้นถนนหินเขียว กำแพงสีชมพูขาว สิ่งก่อสร้างชายคาสูงแฝงกลิ่นอายโบราณ หนุ่มสาวเฒ่าเด็กในชุดโบราณที่กำลังชมเรื่องสนุกทั้งสองฝั่ง อาจเพราะเห็นสตรีบนเกี้ยวมองออกไปข้างนอกจึงตกตะลึงอ้าปากค้าง


หญิงสูงวัยผู้ติดตามเกี้ยวสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส เกล้าผมมวยต่ำ ปักดอกไม้ผ้าไหมกลีบซ้อนสีแดงเข้ม เห็นเจ้าสาวอาจหาญเลิกผ้าคลุมหน้าเองซ้ำยังกล้ามองข้างนอกก็พูดอย่างร้อนใจ “บรรพบุรุษตัวน้อยของข้า รีบนั่งลง ผ้าคลุมหน้าล่ะ?! รีบคลุมไว้!”


พูดไม่ทันจบ ม่านเกี้ยวถูกปิดลงแล้ว


ฉีเมี่ยวมือเท้าเย็นเฉียบใจเต้นดุจรัวกลอง ตัวอ่อนยวบอยู่ในเกี้ยว หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าผาก ตรงที่เจ็บบวมเป็นรอยนูน เจ็บถึงเพียงนี้ไม่ต้องหยิกตนเองก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน


นางทะลุมิติ?


ระหว่างทางสับสนมึนงง วางแผนหลบหนีนับไม่ถ้วนแต่ความคิดในหัวก็ปฏิเสธอย่างมีสติ การหลบหนีมั่วซั่วในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนถือเป็นเรื่องต้องห้าม อนาคตที่ไม่รู้จักนั้นเทียบกับ ‘การแต่งงาน’ แล้ว นับว่าการแต่งงานค่อนข้างปลอดภัย


เมื่อถึงจวนอานลู่โหวก็มีสี่เหนียง[3]คอยตามเตือน เหยียบพรมแดงข้ามกระถางไฟทำพิธีคำนับฟ้าดินอย่างแข็งทื่อตลอดทาง เมื่อเข้าห้องหอนั่งบนเตียงวิวาห์ เจ้าสาวผู้นี้ก็ยังคงกังวล


คงไม่กระมัง เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกก็ต้องเข้าหออย่างสับสนมึนงง? อานลู่โหวในคำพูดของสาวใช้เมื่อครู่เป็นสามีของฉีเมี่ยว?


เมื่อคิดเช่นนี้ ฉีเมี่ยวได้แต่กำสองมือในแขนเสื้อแน่น ความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่รู้จักบีบให้เหงื่อเย็นท่วมหัว


ฉีเมี่ยวไม่ค่อยเข้าใจกฎเกณฑ์การแต่งงานในสมัยโบราณ แต่รู้ว่าในห้องหอต้องโปรยเหรียญหรือผลไม้เข้าพิธีดื่มสุรา เงียบสงบเช่นนี้นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือความรู้ความเข้าใจของตนเองผิดพลาด?


ขณะที่คิดอยู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนรอบด้าน เสียงบานประตูดังแอดในห้องเงียบสงัด รอบข้างดูเหมือนเหลือเพียงคนคนเดียว คนผู้นั้นยืนอยู่ตรงหน้า ฉีเมี่ยวก้มหน้าต่ำเห็นชายผ้าสีแดงเข้มกับรองเท้าหุ้มข้อของคนผู้นั้นผ่านช่องว่างของผ้าคลุมหน้าสีแดง


ฉีเมี่ยวเริ่มกำหมัดแน่นอย่างกังวล


ผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกเลิกขึ้น เบื้องหน้าปรากฏใบหน้าหล่อเหลานุ่มนวล บุรุษผู้นี้วัยเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี เมื่อเห็นนางก็เหมือนจะตกตะลึงอยู่บ้าง เขาหรี่ตามองนางครู่ใหญ่


ฉีเมี่ยวไม่รู้จริงๆ ว่าปกติเจ้าสาวในสมัยโบราณตอบสนองอย่างไรต่อสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้แต่ยิ้มให้เขาเล็กน้อย ลังเลว่าควรเรียก ‘ท่านพี่’ หรือ ‘สามี’


ผู้ใดจะรู้ว่าเขากลับวางคันชั่งที่ผูกผ้าไหมสีแดง แล้วถอยหลังสองก้าวทำความเคารพอย่างนอบน้อม “พี่สะใภ้”


พี่สะใภ้?!


“...” ฉีเมี่ยวสับสน


“คำนับพี่สะใภ้ ข้าอยู่ลำดับที่สามในสกุลนามซีมู่ นามรองจื่อโม่ พี่รองป่วยหนัก ญาติผู้น้องจึงต้องทำพิธีคำนับฟ้าดินแทน เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลี่ยง ถ้ามีที่ใดล่วงเกิน พี่สะใภ้โปรดให้อภัยด้วย”


ในที่สุดฉีเมี่ยวก็เข้าใจขึ้นบ้าง ใคร่ครวญไปพลางพูดช้าๆ “ไม่เป็นไร พี่รองของเจ้า...บัดนี้เป็นอย่างไรบ้าง”


เสียงของหญิงสาวไพเราะนุ่มนวล เอ่ยปากช้าๆ เนื่องจากต้องใคร่ครวญวิธีพูดของคนโบราณ ฟังดูเอื่อยๆ ราวกับน้ำพุใสไหลรินทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ


ไป๋ซีมู่ชะงักอีกครั้ง กะพริบตามองฉีเมี่ยวแล้วพูดว่า “พี่รองเกรงว่าไม่ค่อยดีนัก”


จากนั้นก็รีบพูดเสริมคล้ายกลัวฉีเมี่ยวคิดมาก “แต่พี่สะใภ้โปรดวางใจ พี่รองเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของท่านพ่อ อนาคตต้องสืบทอดตำแหน่งบรรดาศักดิ์เป็นเสาหลักของครอบครัว ท่านพ่อใส่ใจยิ่งนัก ส่งหนังสือเชิญหมอหลวงมาดูแลพี่รองแล้ว ว่านกุ้ยเฟย[4]ในวังก็จัดหาคนมาดูแลเช่นกัน ผ่านมาหลายปีเพียงนี้พี่รองยังทนผ่านมาได้ ดูท่าครั้งนี้คงไม่เป็นไร” พูดจบ สายตาที่มองฉีเมี่ยวยิ่งสงสารมากขึ้น


ฉีเมี่ยวคิดเติมเต็มสถานการณ์ปัจจุบันเอง


สามีของนางเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอก อยู่ลำดับที่สองในสกุล งั้นข้างบนถ้าไม่มีพี่สาวของสามีก็ต้องมีพี่ชายในอนุภรรยา ถ้าเป็นอย่างหลัง เกรงว่าอานลู่โหวพ่อสามีของนางคงเป็นพวกไร้กฎเกณฑ์


สามีของนางป่วยมานานหลายปี ทนได้ถึงตอนนี้แต่ก็ยัง ‘ไม่ค่อยดีนัก’ น้องชายสามีก็ใช้สายตา ‘เจ้าช่างน่าสงสาร’ เช่นนี้มองนาง รวมทั้งท่าทีที่สาวใช้นางนั้นมีต่อนางในเกี้ยวเมื่อครู่ งานแต่งงานนี้น่าจะเรียกว่าแก้เคล็ดกระมัง?


ฉีเมี่ยวแทบจะร้องไห้


ล่วงเกินเทพเซียนองค์ใดกันแน่ถึงได้ทิ้งฉีเมี่ยวไว้ในสถานที่แย่ๆ แห่งนี้! ไม่รู้ยุคสมัย ไม่รู้ฐานะของครอบครัว ทุกอย่างล้วนเป็นอนาคตที่ไม่รู้จัก น่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว...


ท่าทางน้ำตาคลอเช่นนี้ของฉีเมี่ยว ในสายตาของไป๋ซีมู่ยิ่งคิดว่าหญิงงามอ่อนแอช่างน่าสงสาร เล่าลือกันว่าบุตรสาวของแม่ทัพฉีแต่ละคนงามสะคราญปานบุปผา โดยเฉพาะคุณหนูสามที่หน้าตางดงามราวกับไซซี[5] ไม่หลอกลวงโดยแท้ เพียงแต่อาภัพเช่นนี้ก็ดูน่าสงสาร พี่รองช่างไร้วาสนา ถึงต้องพลาดหญิงงามเช่นนี้


ไป๋ซีมู่ถอนหายใจ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยน “พี่สะใภ้พักผ่อนเถอะ ข้าขอตัวก่อน”


ฉีเมี่ยวพยักหน้าอย่างมึนงง


เมื่อในห้องเหลือเพียงนางผู้เดียว ฉีเมี่ยวถึงนอนนิ่งบนเตียงป๋าปู้[6]ราวกับถูกเลาะกระดูก ผ้าห่มเนื้อแพรสีแดงเข้มแสบตาคล้ายกำลังหัวเราะเยาะความอาภัพอับโชคของนาง เมื่อเอียงหัว มงกุฎหงส์หนักอึ้งก็ร่วงลงบนเตียง ในที่สุดลำคอก็ผ่อนคลายขึ้นบ้าง


ลูบรอยนูนบนหน้าผากพบว่าดูเหมือนจะบวมยิ่งกว่าเดิม


เพิ่งลุกขึ้นจะไปโต๊ะเครื่องแป้งส่องกระจกดูอาการบาดเจ็บ ประตูไม้แกะสลักก็ถูกผลักให้เปิดออกดังแอด สาวใช้สวมเสื้ออ่าว[7]ที่ทำจากผ้าแพรสีชมพูนางหนึ่งถืออ่างทองเหลืองเข้ามา โยนอ่างทองเหลืองไว้บนชั้นวางอ่างล้างหน้าไม้ จุ่มผ้าเช็ดหน้าให้เปียกเดินมาตรงหน้า


“รีบใช้ผ้าเย็นลูบหน้าผากเถิด ยามนี้ในจวนยุ่งอยู่กับอาการป่วยของซื่อจื่อ[8] ไม่ว่างสนใจท่าน เฮ้อ! คุณหนูสกุลฉีก็เช่นกัน เหตุใดท่านถึงเอาแต่ใจไม่ยั้งคิด! ถ้าเป็นคุณหนูรองคงไม่ก่อเรื่องซ้ำยังทำให้พวกเราเดือดร้อนเช่นนี้”


ในฐานะสาวใช้ ไม่รู้จักกฎเกณฑ์เกินไปแล้ว


ฉีเมี่ยวรับผ้าเช็ดหน้าอย่างสง่างาม ก่อนจะโยนใส่หน้าสาวใช้นางนั้น “คุณหนูรองดี เหตุใดนางไม่แต่งงาน!”


สาวใช้ตกใจ ผ้าเช็ดหน้าลื่นไหลจากบนใบหน้าสู่หน้าอก เผยให้เห็นใบหน้าที่เปียกชื้นตกใจของนาง


คุณหนูสามกินยาผิดอะไร ถึงกล้าระบายอารมณ์ใส่นาง?!


“คุณหนูอารมณ์ร้ายนัก หรือไม่กลัวบ่าวกลับไปบอกฮูหยิน?!”


“งั้นเจ้าคงจะต้องมีชีวิตกลับไปรายงานให้ได้ก่อนกระมัง?” ความโกรธจัดทำให้ฉีเมี่ยวพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งรูปแบบภาษาราวกับสืบทอดจิตสำนึกของเจ้าของร่างเดิม ไม่ต้องคิดหนักใคร่ครวญอีก


ในที่สุดสาวใช้ก็ไม่กล้าพูดมากอีกต่อไป อย่างไรเสียนางเป็นบ่าวรับใช้ ยามนี้ไม่ได้อยู่ในสกุลฉีจึงได้แต่ลอบกัดฟันจดจำไว้


ฉีเมี่ยวนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง คนในกระจกทองแดงมีใบหน้ารูปเมล็ดแตงนวลเนียน ปากแดงอวบอิ่ม คิ้วดำตาฉ่ำน้ำ ปลายคิ้วขมวดเล็กน้อยดูน่าสงสาร เมื่อมองใบหน้างดงามนุ่มนวลที่ไม่คุ้นเคย นางบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างแรงกล้า ขนลุกขนชันขึ้นมาทันที


เกิดมาหน้าตาเช่นนี้ไม่ใช่โชคดีอย่างแน่นอน


ถ้าซื่อจื่อสิ้นใจกะทันหัน หญิงม่ายที่สามีเพิ่งตายเช่นนางควรทำอย่างไร ถ้าออกจากจวนโหวไปหาเลี้ยงชีพ หน้าตาธรรมดาหน่อยก็เป็นเรื่องง่าย แต่สารรูปเช่นนี้ไม่แน่ว่าออกไปข้างนอกก็คงถูกลักพาตัวไปขายหอคณิกา


ฉีเมี่ยวกลุ้มใจจนอยากเกาหัว


“เหมยหลัน ซื่อจื่อฮูหยินล่ะ!” เสียงหญิงสูงวัยนางหนึ่งดังมาจากลานบ้าน


“ซื่อจื่อฮูหยินอยู่ในห้อง” ในคำพูดของผู้ตอบแฝงด้วยความนอบน้อม


“เรียนซื่อจื่อฮูหยิน เหล่าไท่จวิน[9]กับฮูหยินเชิญท่านไปพบ”


นี่น่าจะเป็นงานแต่งงานที่แปลกประหลาดที่สุด น้องชายสามีแต่งงานแทน เจ้าสาวเปลี่ยน ‘เนื้อแท้’ บัดนี้ไม่เจอเจ้าบ่าวกลับเชิญเจ้าสาวออกจากห้องหอ


ฉีเมี่ยวหลับตาสูดหายใจลึกๆ บังคับให้ตนเองใจเย็น นั่งตัวตรงบนเก้าอี้กลม แล้วสั่งบ่าวว่าแต่งหน้าให้นาง


คำว่า ‘ซื่อจื่อฮูหยิน’ ของหมัวมัว[10]สูงวัยที่อยู่ด้านนอกท่านนั้นทำให้สาวใช้ค้นพบตำแหน่งใหม่ของเจ้านาย ท่าทีนอบน้อมขึ้นเล็กน้อย จัดการความเรียบร้อยให้ฉีเมี่ยวอย่างคล่องแคล่วว่องไว


ฉีเมี่ยวส่องกระจกอีกครั้ง ดึงปอยผมยาวออกมาใช้น้ำมันใส่ผมกลิ่นดอกมะลิลูบพาดผ่านหน้าผาก บิดเกลียวใช้ปิ่นดอกไม้กลัดเข้ามวยผม ปกปิดรอยบวมแดงบนหน้าผากพอดี ทำให้ใบหน้าขาวราวหิมะของนางดูงดงามบอบบางเป็นพิเศษ


คราวนี้นางถึงถอนหายใจ


“คุณหนู ท่านจะสวมชุดใด” สาวใช้ถือเสื้อผ้าหลายชุด


ฉีเมี่ยวไม่มองด้วยซ้ำ นางเดินไปข้างนอกพลางตำหนิว่า “บัดนี้ซื่อจื่อป่วยไข้ ในเมื่อเหล่าไท่จวินกับฮูหยินรีบมาเชิญ ไหนเลยจะยังมีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ใจหน่อยไม่ได้หรือ”


เมื่อเปิดประตูก็เผชิญหน้ากับหมัวมัววัยประมาณห้าสิบปี รูปร่างอ้วนท้วนแข็งแรง


เหยาหมัวมัวได้ยินฉีเมี่ยวตำหนิสาวใช้ประจำตัว อีกทั้งเห็นนางยังคงสวมชุดเจ้าสาวสีแดงเข้ม เพียงจัดผมเล็กน้อยก็สาวเท้าออกมาก็คิดในใจว่าซื่อจื่อฮูหยินเป็นคนรู้ความ ก่อนจะพานางไปเรือนบน


ระหว่างทางฉีเมี่ยวพูดคุยสั้นๆ ก็สืบรู้ฐานะของคนหลายคนรอบตัวชัดเจนได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย


หญิงสูงวัยที่ร้องถามเมื่อครู่คือเหยาหมัวมัว คนสนิทข้างกายเหล่าไท่จวิน สองสาวใช้เหมยหลันกับเหมยซานเป็นสาวใช้ในห้องของซื่อจื่อ ส่วนคนที่ไม่เคารพนางอย่างยิ่งชื่อว่าปี้ชิง รวมทั้งปี้ย่วนเป็นสาวใช้ประจำตัวของนาง


สาวใช้ประจำตัวของตนไม่เคารพนางเช่นนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมของครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ค่อยดี


ป้ายสดุดี ‘เรือนจิ่นซิ่ว’ แขวนสูงบนขื่อประตูเรือนบน ลานหน้าเงียบสงัดด้วยผู้คนมารวมตัวกันที่ลานหลัง สาวใช้และคนรับใช้มีสีหน้าตื่นตระหนกวิ่งเข้าวิ่งออก ไม่รู้ผู้ใดรายงานว่า “ซื่อจื่อฮูหยินมาถึงแล้ว” ม่านไข่มุกจึงถูกสาวใช้ตัวน้อยเลิกขึ้นฝั่งหนึ่ง คนรับใช้ทั้งหมดทำความเคารพ “คำนับซื่อจื่อฮูหยิน”


ฉีเมี่ยวรู้สึกกังวล พยักหน้ารับคำนับด้วยสีหน้าสุขุมแล้วเข้าห้องนอนหลัก เมื่อเข้าประตูไปก็แทบจะสำลักออกมาเพราะกลิ่นยาเข้มข้น อ้อมผ่านกรอบลับแลไม้จันทร์แดงแกะสลักภาพนกกางเขนเกาะกิ่งไม้ ก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาซูบผอมสองตาหลับสนิทนอนอยู่บนเตียงป๋าปู้ในห้องด้านใน เขามีสีหน้าเหลืองอมน้ำตาล สองแก้มยุบบุ๋ม ลมหายใจถี่กระชั้น เห็นได้ชัดว่าหายใจออกมากหายใจเข้าน้อย ท่าทางคล้ายจะสิ้นใจกลับบ้านเก่าได้ทุกเมื่อ


สตรีสามนางนั่งรอบเตียงป๋าปู้ คนที่สูงวัยหน่อยอายุประมาณหกสิบต้นๆ หน้าตาอ้วนท้วนสมบูรณ์ สีหน้าสงบนิ่ง มองไม่ออกว่าโศกเศร้ามากนัก นางสุขุมเยือกเย็นจนทำให้ฉีเมี่ยวนึกถึงพระพุทธรูปในวัด


...เห็นฉีเมี่ยวเข้าประตูมา เหล่าไท่จวินก็พูดว่า “ภรรยาจาวเกอเอ๋อร์ รีบไปดูเถอะ เจ้ามองครั้งเดียวเขาอาจจะดีขึ้นก็ได้”




[1] ซิมมอนส์ ตราสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่มีชื่อเสียง


[2] โหว คือหนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากอ๋อง อันได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน


[3] สี่เหนียง สตรีแต่งงานแล้วที่เชิญมาดำเนินพิธีแต่งงาน


[4] กุ้ยเฟย พระชายาผู้สูงศักดิ์ ตำแหน่งพระชายาเอกในฮ่องเต้


[5] ไซซี คือหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ฉายานามมัจฉาจมวารี


[6] เตียงป๋าปู้ เตียงแบบจีนโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ล้อมรอบด้วยเสาสี่ข้างและรั้วแกะสลัก


[7] เสื้ออ่าว เสื้อตัวนอกสำหรับหน้าหนาว แขนเสื้อกว้างแล้วสอบเข้าตรงข้อมือ สวมด้วยวิธีใช้สาบเสื้อทับกันหรือผ่าหน้ากลัดกระดุม


[8] ซื่อจื่อ คือคำเรียกบุตรชายที่จะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ของบิดา


[9] เหล่าไท่จวิน คำเรียกขานผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง มีสถานะทางสังคมระดับหนึ่ง


[10] หมัวมัว คำเรียกหญิงสูงวัย หญิงรับใช้อาวุโสในเชิงยกย่อง รวมถึงนางข้าหลวงอาวุโสในวัง


บทที่ 2 หายนะ


 


“เจ้าค่ะ เหล่าไท่จวิน” ฉีเมี่ยวทำความเคารพแล้วเดินช้าๆ ไปหน้าเตียง


เมื่อเข้าใกล้ขึ้นหน่อยก็เห็นหน้าตาของชายหนุ่มชัดเจนยิ่งขึ้น หน้าตาของเขายังคงดูดีแม้ป่วยหนักซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก


ไม่รู้เหตุใด เมื่อเห็นไป๋ซื่อจื่อที่เป็นเช่นนี้ หยดน้ำตาของฉีเมี่ยวก็พรั่งพรูดั่งด้ายขาด หน้าอกเจ็บปวดดุจมีดกรีด นางอดคว้าสาบเสื้อแน่นไม่ได้ ร่างกายเหมือนมีจิตสำนึกของตน โศกเศร้าจนนางพูดไม่ออก


สตรีในชุดแต่งงานสีแดงยืนอยู่ข้างเตียงมองคนที่ลมหายใจรวยรินหลั่งน้ำตา ทำให้ผู้พบเห็นเศร้าใจโดยแท้


ไป๋เหล่าไท่จวินมีแววตาสงสาร


สตรีวัยยี่สิบต้นๆ อีกคนก็หยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา


แต่หญิงวัยกลางคนที่สวมเสื้อกั๊กยาวสีแดงกุหลาบแต่งดอกไม้และกระโปรงจับจีบสีทองเข้มกลับโยนถ้วยชาอย่างหงุดหงิด “ร้องไห้อะไรกัน คนยังไม่ไปก็ถูกเจ้าร้องไห้จนป่วยไข้! เข้ามาไม่พูดดีหน่อยรู้จักแต่ร้องไห้! เอาเจ้ามาทำอะไร! ข้าว่าเจ้าไม่ใช่ดาวนำโชค แต่เป็นหายนะ!”


“หายนะ” ฉีเมี่ยวน้อยใจจนแทบทนไม่ไหว นึกว่านางอยากร้องไห้หรืออย่างไร นางถูกทิ้งไว้ที่นี่อย่างอธิบายไม่ได้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือปัญหายุ่งเหยิง นางไม่ร้องไห้ได้หรือ


ความคิดเปลี่ยนไป ฉีเมี่ยวเริ่มร้องไห้เพื่อตนเองแล้ว


เหล่าไท่จวินพูดว่า “พอแล้ว เจ้าอย่าตำหนิภรรยาจาวเกอเอ๋อร์ ร้องไห้สักหน่อยเพื่อชะตาชีวิตของตนก็ไม่ผิดหรอก”


ฉีเมี่ยวใจเต้นดังตึกตัก หญิงสูงวัยท่านนี้พูดแทนนางใช่หรือไม่ เหตุใดฟังแล้วไม่สบอารมณ์ถึงเพียงนี้!


อานลู่โหวฮูหยินจางซื่อ[1]ฮึดฮัด “เหล่าไท่จวินพูดได้ไม่ผิด พอได้ยินว่าต้องแต่งให้จาวเกอเอ๋อร์ นางก็รีบร้อนเดินนำหน้าไปยมโลกสำรวจเส้นทางก่อนแล้วไม่ใช่หรือ ยามนี้ร้องไห้เพราะตนเองตายไม่สำเร็จกระมัง!”


ฉีเมี่ยวโกรธจนแทบกระอักเลือด


คนเสียสติปากร้ายท่านนี้เป็นแม่แท้ๆ ของท่านซื่อจื่อจริงหรือ เหตุใดด่านางไม่เลี่ยงคำด้วยซ้ำ ซ้ำยังดูเหมือนแทบอยากให้ซื่อจื่อไปตาย?


ในยามนี้เอง คนบนเตียงตั่งเปล่งเสียงแหบแห้งจากลำคอ “ท่านแม่”


สตรีที่อยู่ด้านข้างพูดอย่างดีใจ “ฟื้นแล้วๆ ซื่อจื่อฟื้นแล้ว!” จากนั้นจับมือของฉีเมี่ยวอย่างตื่นเต้น “น้องสะใภ้วางใจ ซื่อจื่อเป็นคนดีสวรรค์คุ้มครอง จะต้องไม่เป็นไร”


น้องสะใภ้? ซื่อจื่ออยู่ลำดับที่สอง เห็นได้ชัดว่าข้างบนมีพี่ชายคนโตในอนุภรรยา


จางซื่อโน้มตัวแต่ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจกระตือรือร้นมากนัก เช่นเดียวกับเหล่าไท่จวินที่ยังคงนั่งตัวตรงบนเก้าอี้กลม พูดอย่างไม่ร้อนไม่หนาว “จาวเกอเอ๋อร์ฟื้นแล้ว? รีบดูภรรยาเจ้าเถอะ รู้จักหน้าค่าตากันก่อน อนาคตจะได้สนิทสนมกันไว้”


พูดเหมือนขอเพียงเขาสิ้นใจ นางก็จะ ‘ส่ง’ ฉีเมี่ยวลงไปเป็นเพื่อนทันที


ฉีเมี่ยวมองแม่สามีกับเหล่าไท่จวินอย่างแปลกใจ ซื่อจื่อไม่เป็นที่ชื่นชอบถึงเพียงนี้ ทั้งสองคนทำราวกับแทบอยากจะให้เขาตายหรือ


ไป๋ซีอวิ๋นราวกับไม่ได้ยินคำพูดเสียดสีเยาะเย้ยของมารดา เขาเพียงหรี่ตา มองฉีเมี่ยวอย่างไม่คุ้นเคยกับแสงสว่าง เอื้อมมือออกมาหานาง


ฉีเมี่ยวย่อตัวนั่งข้างเตียง จับมือของเขาอย่างอึดอัดอยู่บ้าง เมื่อทั้งสองจับมือกัน ฉีเมี่ยวรู้สึกเพียงศีรษะอื้ออึงไปหมด เส้นประสาทในหัวราวกับถูกเข็มทิ่มแทง แสงเงาหมุนวนตรงหน้า


ข้างหูเป็นเสียงทุ้มต่ำแหบแห้งของไป๋ซีอวิ๋น “เจ้ายังจะมาที่นี่”


นึกว่าผู้ใดก็ชอบมาหรือ!


หัวใจของนางกรีดร้อง แต่จิตสำนึกกลับค่อยๆ เลือนราง


ก่อนที่จะหมดสติ นางได้ยินเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนก “มาเร็วเข้า ซื่อจื่อฮูหยินโศกเศร้าจนเป็นลมไปแล้ว!”


 


ฉีเมี่ยวฝัน ในภวังค์นางเดินอยู่ในสวนดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม อากาศโชยกลิ่นหอมสดชื่นอ่อนๆ บอกไม่ได้ว่าเป็นกลิ่นดอกไม้หรือผลไม้ สรุปแล้วเบาบางทั้งไม่ฉุนและทำให้ได้กลิ่นแล้วอดสูดหายใจลึกไม่ได้


นางยกชายกระโปรงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มสาวเท้าวิ่งไปข้างหน้า ไล่ตามฝีเท้าของบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง ตะโกนว่า “อาจาว รีบกลับมา!”


แต่คนผู้นั้นกลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ไม่ฟังเสียงเรียกของนางด้วยซ้ำ


ดอกไม้รอบด้านถูกพายุหมุนพัดปลิวว่อน ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นพุ่งตรงมาบนร่างนาง นางถูกพัดขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรุนแรง มองดูกลีบดอกไม้สีสันหลากหลายบิดเกลียวหลั่งไหลเข้าสู่หน้าอกของนาง ไหลไปสู่แขนขาและกระดูก


นางตะโกนเสียงดัง ตกใจตื่นขึ้น ยามนี้นางปวดหัวแทบแตก ในหัวมีความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของนางเพิ่มขึ้นมา ในอากาศมีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆ จากในความฝัน สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าเจ็บป่วยอ่อนแอ


นี่คือไป๋ซื่อจื่อ สามีที่เพิ่งแต่งงานของนางไม่ใช่หรือ


“เจ้าตื่นแล้ว” ไป๋ซีอวิ๋นอ่อนแอยิ่งนัก มองนางด้วยสายตาน่ากลัว


อย่างไรเสียฉีเมี่ยวก็ไม่เคยนอนเตียงเดียวกับบุรุษ เวลานี้กลับฟื้นมาโดยมีคนอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหัน คนผู้นี้ซูบผอมจนรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป ซ้ำยังมองนางด้วยสายตาแปลกๆ...


นางตกใจจนใจเต้นรัว ยิ้มเกร็งๆ ให้เขาพลางพูดว่า “อรุณสวัสดิ์ ซื่อจื่อ”


ไป๋ซีอวิ๋นมุมปากกระตุก เหมือนจะโค้งเป็นรอยยิ้ม เสียงแหบแห้งเอ่ย “อรุณสวัสดิ์” จากนั้นขยับตัวเข้าใกล้ฉีเมี่ยวอย่างยากลำบาก


สองคนนอนอยู่บนหมอนผ้าปักลายลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองใบเดียวกัน ตะแคงข้างหันหน้าเข้าหากัน ผมยาวแผ่อยู่บนหมอน เห็นไป๋ซีอวิ๋นเข้ามาใกล้ ปลายจมูกแทบจะแตะนางแล้ว


...จู่ๆ เข้าใกล้ถึงเพียงนี้จะทำอะไร เราสองคนสนิทกันถึงขั้นนี้หรือ


ฉีเมี่ยวถอยหลังอย่างหวั่นใจ


ไป๋ซีอวิ๋นกลับสูดหายใจ “เจ้าหอมนัก”


จะป่วยตายแล้วไม่ใช่หรือ ท่าทางบ้ากามเช่นนี้นี่มันอะไรกัน


แม้นางจะเป็นภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน (แก้เคล็ด) ของเขา แต่ร่างกายเขาเป็นเช่นนี้แล้ว ยังคิดจะสูดกลิ่นบนร่างนางว่าหอมหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าในยามที่ไม่ป่วยก็มิใช่คนดีอะไร


ความประทับใจที่มีต่อไป๋ซื่อจื่อลดลงฮวบฮาบ


ฉีเมี่ยวถอยหลังอีกหน่อย ในลมหายใจได้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ เช่นในความฝัน ปากพูดอย่างเกรงใจ “จริงหรือ ข้าไม่รู้สึกเลย”


ไป๋ซีอวิ๋นมองใบหน้างดงามบอบบางของฉีเมี่ยว อดขบขันไม่ได้


แม้นางไม่เปลี่ยนสีหน้ามากนัก แต่มุมปากเม้มเล็กน้อย เสียงแฝงความเย็นชาเบาบาง เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจเขา เกรงว่ากำลังตำหนิเขาอีกด้วย


นางยังคงน่ารักเช่นนั้น เหมือนเช่นนั้นที่เขารักลึกซึ้ง


ตรงหน้าไป๋ซีอวิ๋นปรากฏอีกภาพหนึ่ง


จวนโหวถูกไฟไหม้กลืนกิน คนของสำนักดับเพลิงกับกองกำลังพิทักษ์เมืองข้างนอกบุกเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำ วิญญาณที่ไม่ไปผุดไปเกิดของเขาลอยเข้าเรือนในอย่างร้อนใจ กลับเห็นฉีเมี่ยวที่เสียโฉมรูปร่างซูบซีดในยามนั้นใช้ผ้าไหมรัดคอไป๋ซีมู่อย่างรุนแรง มองศพพ่อแม่สามีและคนอื่นๆ ในลานบ้าน พึมพําอย่างสิ้นหวัง “อาจาว ข้าแก้แค้นให้ท่านแล้ว”


หลังจากแน่ใจว่าไป๋ซีมู่ตายแล้ว นางก็พาดผ้าไหมยาวไว้บนข้อพับ หันหลังพุ่งเข้าห้องหลักที่ลุกไหม้อย่างห้าวหาญ ปล่อยให้เปลวไฟกลืนกินนาง


แม้เขาอยากกอดนางไว้เพื่อขัดขวางนางเพียงใด แต่ยามนั้นเขาเป็นเพียงวิญญาณที่ได้แต่มอง เมื่อเขาตายไป ภรรยาของเขาถูกน้องชายคนดีของเขาพูดจาแทะโลมเอาเปรียบอย่างไร ลูกของเขาถูกอานลู่โหวฮูหยินโยนลงบ่อน้ำอย่างไร...สุดท้าย ยังต้องมองภรรยารักของเขาสูญเสียลูกชายและแก้แค้นให้เขาอย่างสิ้นหวังก่อนเดินสู่เส้นทางแห่งความตาย


เขาก็เดินตามเข้าทะเลเพลิง รู้สึกถึงไฟไหม้แผดเผาวิญญาณตามใจปรารถนา


แต่เมื่อได้สติอีกครั้ง เขากลับนอนอยู่บนเตียงนี้ เห็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือนในความทรงจำ สตรีที่เขารักลึกซึ้งสวมชุดเจ้าสาวเดินมาข้างเตียงเขา


เขานึกว่านั่นคือภาพหลอนจึงยื่นมือไปหานาง


เมื่อนางจับมือของเขาก็วูบหมดสติ ก่อนจะถูกอานลู่โหวฮูหยินมารดาของเขาสั่งคนอุ้มขึ้นเตียงด้วยเจตนาร้าย ให้เขาสัมผัสใบหน้าของนางอย่างลำพองใจ ในที่สุดไป๋ซีอวิ๋นก็เข้าใจว่าสวรรค์มีเมตตาต่อเขา ให้เขากลับสู่ปีที่เขาอายุยี่สิบปี ให้นางผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องนุ่มนวลอ่อนโยนกลับสู่ข้างกายเขา


สายลมพัดหวนในใจไป๋ซีอวิ๋น แต่ในฐานะคนที่ป่วยนานแรมปีผอมเหมือนศพแห้ง ต่อให้ยิ้มแย้มก็น่ากลัวเหมือนผี ไม่ต้องพูดถึงยามที่ความรู้สึกของเขาซับซ้อนเช่นนี้?


ฉีเมี่ยวมองสีหน้าน่ากลัวที่บิดเบี้ยวซับซ้อนของไป๋ซีอวิ๋น เพียงตกใจตัวสั่นจนลุกขึ้น


แต่เจ้าผู้นี้ลืมว่าตนเองถอยถึงข้างเตียงแล้ว เมื่อลุกขึ้นหัวก็ชนกับช่องแกะสลักลายฉลุรูปจันทร์เสี้ยวของเตียงป๋าปู้พอดีจนเกิดเสียงดังลั่น


“โอ๊ย!” ฉีเมี่ยวกลับขึ้นไปบนเตียง คลึงตรงนั้นที่กระแทก ถ้าอนาคตสมองนี้ของนางโง่ ไม่รู้ควรโทษการกระแทกอย่างกล้าหาญของเจ้าของร่างเดิม หรือโทษการกระแทกอย่างซุ่มซ่ามของตน


เพียงแต่นึกไม่ถึงว่า ‘เจ้าขี้โรค’ ข้างกายนางกังวลยิ่งกว่านางเสียอีก รีบยกมือคลึงหัวของนางอย่างลำบาก น้ำเสียงแฝงด้วยความร้อนใจ สีหน้าบิดเบี้ยวราวกับวิญญาณร้าย “เมี่ยวเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่”


หรือว่าเจ้าของร่างเดิมกับท่านซื่อจื่อผู้นี้รู้จักกันมาก่อน?


สมัยโบราณนี่เรียกว่าอะไรนะ ลักลอบคบกัน?


แต่ค้นหาความทรงจำโดยละเอียดก็หาเศษเสี้ยวเกี่ยวกับคนผู้นี้ไม่เจอแม้แต่น้อย หรือว่าความทรงจำของนางไม่สมบูรณ์?


ฉีเมี่ยวสับสนอยู่บ้าง ส่ายหน้า “ไม่เป็นไรๆ ท่านรีบนอนลง” ประคองเขานอนลง จากนั้นคลึงตรงจุดกระแทกบริเวณท้ายทอย แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าบนหน้าผากนางน่าจะมีบาดแผล คราวนี้เกรงว่าจะยิ่งบวม อีกทั้งจะเลือดคั่งเขียวม่วง


นางปล่อยมวยผมแล้ว บาดแผลตรงหน้าผากนั้นคงไม่อาจซ่อน? ถ้าท่านซื่อจื่อเห็นเข้า เกรงว่าคงไม่สบายใจ...


ฉีเมี่ยวจึงลงพื้น เดินไปนั่งบนม้านั่งริมหน้าต่าง หยิบหวีครึ่งวงกลมส่องกระจกทองแดงแกล้งทำเป็นหวีผม แต่พบว่ารอยบวมบนหน้าผากหายไปอย่างมหัศจรรย์!


ฉีเมี่ยวใจเย็นไม่ลงแล้ว โน้มตัวเข้าใกล้กระจกเพื่อมองอย่างละเอียด


จริงด้วย แผลนั้นหายไปแล้ว หน้าผากเกลี้ยงเกลาเหมือนก่อน ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำ อีกทั้งระหว่างเคลื่อนไหว บนร่างกายนางมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ โชยออกมาเหมือนในความฝัน!


นางใจเต้นรัว มั่นใจว่าเมื่อวานที่เพิ่งมาแผลบนศีรษะนั้นสาหัส อย่างไรเสียเจ้าของร่างเดิมตั้งใจฆ่าตัวตายจึงพุ่งชนกำแพงสุดชีวิต ยามนี้นางสืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ย่อมจำได้ว่ายามนั้นเจ้าของร่างเดิมถูกมารดาเลี้ยงกับบิดาผู้ให้กำเนิดบีบบังคับจนสิ้นหวังอย่างไร อีกทั้งในเมื่อนางมาถึงที่นี่ได้ ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร่างเดิมตายเพราะอาการบาดเจ็บนั้นจริงๆ


แผลกระแทกที่ถึงตายได้กลับกลายเป็นว่านอนหลับสักตื่นก็หายดีแล้ว?!


ฉีเมี่ยวนิ่งอึ้งมองใบหน้าเพริศแพร้วแต่แปลกหน้าในกระจกทองแดง ความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนั้นปีนป่ายสู่สันหลังอีกครั้ง กระตุ้นให้ขนลุกทั่วสันหลัง


ภายหลังไม่อยากส่องกระจกแล้ว!


ฉีเมี่ยวลุกขึ้น แต่เห็นไป๋ซีอวิ๋นกำลังมองนางเงียบๆ สายตาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ทำให้สันหลังเย็นวาบเช่นเดียวกัน


นางมีความอาฆาตพยาบาทอะไรกับโลกนี้กันแน่!


ไป๋ซีอวิ๋นเห็นนางยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งก็พยายามปลอบโยน เพียงแต่ระหว่างเขาป่วยนั้นเสียงแหบแห้ง ซ้ำยังหอบหายใจอยู่บ้าง เอ่ยปากทีก็แหบพร่า ยิ่งเพิ่มความรู้สึกอึมครึม “เมื่อคืนเหล่าไท่จวินบอกว่า สาวใช้และหญิงรับใช้ก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ อย่าได้ส่งต่อโรคภัยไข้เจ็บให้พวกเขาจึงให้พวกเขาอยู่ห่างจากพวกเราหน่อย อีกเดี๋ยวให้พวกเรากลับไปเรือนชิ่นหยวน”


ไม่ให้คนรับใช้ กลับปล่อยไปตามยถากรรมหรือ


[1] ซื่อ หมายถึงแซ่ เป็นคำเรียกต่อท้ายหญิงที่แต่งงานแล้ว


บทที่ 3 พิษ


 


เมื่อคืนก็รู้สึกว่าเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยินแปลกอยู่บ้าง ดูเหมือนไม่ใส่ใจความเป็นความตายของไป๋ซีอวิ๋นด้วยซ้ำ บัดนี้สถานการณ์ปัจจุบันกลับยืนยันความคิดเช่นนี้


มองคนป่วยหนักแล้วฉีเมี่ยวอดสงสารไม่ได้


แม้นางถูกทิ้งไว้ในปัญหายุ่งเหยิง ดีร้ายร่างกายก็แข็งแรง แต่เขาล่ะ เกรงว่าคงอยู่บนโลกนี้อีกไม่นาน ยังถูกย่าแท้ๆ และมารดาผู้ให้กำเนิดของตนรังเกียจเช่นนี้ คิดว่าระหว่างที่เขาป่วยเป็นเวลานาน คนในครอบครัวคงรำคาญเช่นกัน


ได้พบกันนับเป็นวาสนา ดีร้ายนางก็ควรจะดีกับคนที่ใกล้จะลาโลกผู้นี้มากขึ้นหน่อย


“ได้ งั้นพวกเรากลับเรือนชิ่นหยวน ดูสิริมฝีปากของท่านแห้งหมดแล้ว ข้ารินน้ำให้ท่านก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยไป”


ฉีเมี่ยวหันหลังไปรินน้ำ


นางอ่อนโยนรู้ความเช่นเดียวกับเมื่อก่อน มองเงาด้านหลังอรชรอ้อนแอ้นของนาง ไป๋ซีอวิ๋นใจอ่อนยวบ คิดเพียงอยากปกป้องนางให้ดี ไม่ให้นางประสบกับความสิ้นหวังในชาติก่อนอีก


ขณะที่คิดเช่นนี้ กลับได้ยินห้องข้างนอกแว่วเสียงสูงแหลมของเครื่องลายครามแตกกะทันหัน


“เมี่ยวเอ๋อร์ เป็นอะไรไป!” ไป๋ซีอวิ๋นค้ำยันจะลุกขึ้น


“ไม่เป็นไรๆ ข้าเพียงพลั้งมือทำถ้วยชาหล่นแตก”


ฉีเมี่ยวนั่งยองบนพื้น นิ่งอึ้งมองแผลบนปลายนิ้วที่หายสนิทอย่างรวดเร็ว ชั่วครู่เดียวก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว


นี่คืออะไร ทักษะพิเศษ? ความเป็นจริงที่เกินกว่าความรู้ความเข้าใจของนางมาอยู่ตรงหน้า ความเจ็บปวดจากการที่เศษเครื่องลายครามบาดนิ้วมือไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน มองบาดแผลหายสนิทด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็เป็นของจริง


อีกทั้งที่แปลกที่สุดคือนางรู้สึกว่าเลือดของนางมีกลิ่นหอม!


เหลวไหลทั้งเพ! นางไม่ใช่เซียงเฟย[1]เสียหน่อย!


ฉีเมี่ยวมือสั่นหยิบเศษเครื่องลายครามขึ้นมา หักใจกรีดบนแขนซ้ายก็พบกับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง เลือดไหลออกมา นางรู้สึกว่ากลิ่นดอกไม้อ่อนๆ เช่นนั้นรุนแรงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นบาดแผลก็ค่อยๆ หายสนิทภายใต้ความชุ่มชื้นของเลือด สุดท้ายเหลือเพียงคราบเลือดแห้งกรัง กลิ่นหอมจางลง


ครั้นแตะน้ำนิดหน่อยเช็ดคราบเลือดออก ผิวนวลเนียนเหมือนก่อน!


ฉีเมี่ยวงงงัน นั่งนิ่งอึ้งบนพื้น เลือดของนางมีผลในการรักษา ชั่วข้ามคืนบนร่างก็มีกลิ่นหอม


เรื่องนี้ถ้าถูกผู้อื่นรู้เข้า นางคงต้องเป็น ‘คนขายเลือด’ ที่ถูกจับไปถ่ายเลือด!


“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ไป๋ซีอวิ๋นผู้นั้นลงพื้นอย่างยากลำบาก มือค้ำโต๊ะ สองขาสั่นเทิ้มไม่หยุด ร่างกายที่ผอมหนังหุ้มกระดูกเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ


ฉีเมี่ยวกลัวเขาล้มกระดูกหักเหลือเกิน เพราะเขาผอมมากจริงๆ


นางรีบไปประคองเขานั่งลง “ข้าไม่เป็นไร สิ่งที่เป็นคือถ้วยชา”


“ข้าเห็นเจ้านั่งยองอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน เจ็บมือใช่หรือไม่” คว้ามือของนางมาตรวจดู กลับเห็นสิบนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาว ไม่เจอบาดแผลแม้แต่น้อย


ไป๋ซีอวิ๋นโล่งใจ ยามนี้ถึงพบว่าตนเองตกใจจนเหงื่อท่วมสันหลัง


“ท่านดูสิ ข้าสบายดี”


“งั้นเหตุใดเจ้าถึงนั่งยองไม่ขยับเขยื้อน”


“ข้า...นั่นข้าสงบนิ่งไว้อาลัยให้ถ้วยชา”


ไป๋ซีอวิ๋น...


ฉีเมี่ยวไปรินน้ำให้ไป๋ซีอวิ๋น แต่น้ำที่มีอยู่เป็นน้ำเย็น นางจึงออกไปเรียกคนเพื่อขอน้ำร้อน สาวใช้น้อยทำเป็นมองข้าม ไม่เพียงไม่บอกว่าจะไปจัดเตรียมให้หรือไม่ แต่ยังทำตัวไร้มารยาท ร้อง “เฮอะ” แล้วก็ไป


รู้ดีว่านั่นคือความตั้งใจของเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยิน ฉีเมี่ยวย่อมไม่มีทางเลือกอื่น เพียงให้ไป๋ซีอวิ๋นดื่มน้ำเล็กน้อยให้ชุ่มคอ วางถ้วยแล้วพูดว่า “พวกเรากลับเรือนชิ่นหยวนไปเตรียมน้ำอุ่นค่อยดื่ม น้ำเย็นลงท้องยังต้องใช้ความร้อนจากร่างกายของตัวท่านเองไปอุ่นมัน เลี่ยงไม่ได้ที่จะป่วยเพราะดื่มน้ำ”


“ได้” ไป๋ซีอวิ๋นอบอุ่นในใจ สำหรับฉีเมี่ยว ที่จริงเขานับเป็นคนแปลกหน้า แต่นางมีจิตใจที่ดีงาม ใส่ใจผู้อื่นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง


ฉีเมี่ยวไปข้างนอกสั่งคนเตรียมเกี้ยว


ไป๋ซีอวิ๋นกลับมองเงาด้านหลังของนางเหมือนคิดอะไรอยู่


เขารู้ว่าร่างกายของตนจะอยู่ได้ไม่กี่ปี คำนวณโดยละเอียด เขายังมีชีวิตอีกสี่ปีครึ่ง


ถ้าเขาตายไป แล้วนางล่ะ?


เดินบนเส้นทางชีวิตชาติก่อนต่อไป? มองสามีตายจาก บรรดาศักดิ์ตกอยู่ในมือของไป๋ซีมู่ นางที่ไร้ครอบครัวฝ่ายหญิงสนับสนุนถูกพี่น้องสะใภ้กีดกันถูกแม่สามีกลั่นแกล้ง เลี้ยงลูกชายของทั้งสองโดยใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ถูกน้องชายสามีจ้องจะข่มเหง ซ้ำยังเห็นแม่สามีฆ่าลูกของตนเองกับตา สุดท้ายก้าวสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้น สูญเสียจิตใจดีงามบริสุทธิ์ดั้งเดิม ตายไปอย่างน่าเวทนา?


เส้นทางเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ปล่อยให้นางเดินไปอีกครั้ง! แต่อย่างไรเขาก็ไม่อาจควบคุมความยืนยาวของชีวิตได้


สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือวางแผนอนาคตที่ดีให้นาง พยายามหาทางออกให้นางในช่วงชีวิตที่จำกัด พยายามปฏิบัติต่อนางอย่างดีในช่วงเวลาที่เหลืออยู่


“ซื่อจื่อ ท่านยืนขึ้นได้หรือไม่ เมื่อครู่ข้าไปข้างนอกสั่งคนเตรียมเกี้ยวแต่ไม่มีคนสนใจข้า” คราวนี้ฉีเมี่ยวข่มกลั้นอารมณ์โกรธเต็มท้อง เห็นไป๋ซีอวิ๋นที่ซูบผอมก็รู้สึกว่าเขาน่าสงสารอย่างยิ่ง ดึงแขนเสื้อของเขาอย่างอ่อนโยนพูดว่า “หรือไม่ข้าพกเก้าอี้ไม้พับได้ ให้ข้าประคองท่านเดินกลับไปเถอะ เหนื่อยแล้วพวกเราก็นั่งพักสักหน่อย”


“ได้” ไป๋ซีอวิ๋นพยักหน้าอีกครั้ง ยิ้มให้นาง


ฉีเมี่ยวรู้สึกอีกครั้งว่าสีหน้าของซื่อจื่อน่ากลัวเล็กน้อย


หาเก้าอี้ไม้พับตัวเล็กได้แล้วก็สะพายไว้ จากนั้นหยิบเสื้อคลุมยาวที่พาดอยู่บนฉากบังลมสวมให้ไป๋ซีอวิ๋น ประคองเขาลุกขึ้น


สองคนออกจากห้องนอน เลียบตามระเบียงทางเดินขึ้นสู่ทางเดินเชื่อมเรือน เพิ่งเลี้ยวออกจากประตูพระจันทร์ สองขาที่สั่นเทิ้มของไป๋ซีอวิ๋นก็เริ่มค้ำยันน้ำหนักของตนไม่ไหว ฉีเมี่ยวมุดไปใต้รักแร้เขาเสียเลย ใช้ร่างกายค้ำยันเขา เพิ่งออกจากเรือนจิ่นซิ่วสองคนก็เหงื่อออกท่วมหลัง


ไป๋ซีอวิ๋นอ่อนแรง ฉีเมี่ยวเหน็ดเหนื่อย


อากาศเดือนห้า บอกหนาวไม่หนาวบอกร้อนไม่ร้อน การประคองบุรุษที่สูงใหญ่กว่านางมาก แม้ผอมหนังหุ้มกระดูกแต่ยังหนักอย่างยิ่ง


ฉีเมี่ยวประคองเขานั่งพัก ตนเองอยู่ข้างๆ ใช้แขนเสื้อพัดลม


สัมภาระของนางทั้งหมดอยู่ในห้องหอเรือนชิ่นหยวน ซ้ำยังไม่มีสาวใช้ข้างกาย บนร่างยังคงสวมชุดเจ้าสาวเมื่อวาน ขับให้นางผิวขาวกระจ่างใสสองแก้มแดงเปล่งปลั่ง นั่งอยู่ตรงนี้ยังได้กลิ่นดอกไม้เย็นสดชื่นระรวยบนร่างนาง


ไป๋ซีอวิ๋นมองนางอย่างเคลิบเคลิ้ม


ไป๋ซีมู่ที่เข้ามาตรงหน้าก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้า เหม่อมองใบหน้าด้านข้างอันงดงามของฉีเมี่ยว


“พี่สะใภ้รอง” ไป๋ซีมู่เดินเข้ามาใกล้ “พี่รองสุขภาพดีขึ้นบ้างหรือไม่ พี่สะใภ้รองเป็นคนนำโชคโดยแท้ เมื่อนางมาท่านก็ดีขึ้นทันที”


ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มแย้มนิ่งเงียบ


“เดี๋ยวต้องยกน้ำชาแล้ว พี่สะใภ้รองกับพี่รองกลับไปก่อนดีกว่า”


ยกน้ำชา?


นางลืมเรื่องใหญ่เพียงนี้ได้อย่างไร


ฉีเมี่ยวก็มองไป๋ซีอวิ๋น


อุตส่าห์เดินถึงตรงนี้ ให้ไป๋ซีอวิ๋นเดินกลับไปอีก? ยิ่งกว่านั้นนางเห็นเหล่าไท่จวินกับแม่สามีของนางไม่ชอบไป๋ซีอวิ๋นเช่นนี้ ในใจนางไม่พอใจอย่างยิ่งโดยแท้ ยกน้ำชาให้คนพวกนี้? ไม่ต้องหรอก


“ขอบคุณน้องสามที่เตือน” ฉีเมี่ยวยิ้มพูด “เพียงแต่พี่รองของเจ้าสุขภาพไม่ดีเจ้าเองก็รู้ ข้าเองไม่วางใจให้คนนอกดูแลรับใช้ เกรงว่าเขาก็คงไม่ชอบที่ที่คนเยอะ นี่น้องสามจะไปทางเหล่าไท่จวินพอดีกระมัง เช่นนั้นรบกวนแจ้งแทนข้า บอกว่าข้าดูแลเขาก่อนแล้วค่อยไป”


ในคำพูดของนางปกป้องไป๋ซีอวิ๋นอย่างไม่ปิดบัง หรือว่าเมื่อคืนพวกเขา...


เป็นไปไม่ได้ เขารู้ดีว่ายามนี้ไป๋ซีอวิ๋นยืนไม่มั่นคงด้วยซ้ำ เรื่องพวกนั้นไม่ยิ่งเปลืองกำลังกายหรือ เช่นนี้อธิบายได้เพียงว่าฉีเมี่ยวเป็นสตรีที่ปกป้องสามีอย่างยิ่ง


ไป๋ซีมู่มองนางด้วยแววตาอ่อนโยน พยักหน้าพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะรายงานแทนพี่สะใภ้รอง เพียงแต่ข้าคิดว่าเตรียมเกี้ยวกลับไปน่าจะดีกว่า พี่รองสุขภาพไม่ดี ถ้าจะออกกำลังกายเดินสักพักก็พอแล้ว แต่อย่าให้เหนื่อย วันหน้าร่างกายดีขึ้นหน่อย ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้”


ไป๋ซีอวิ๋นอยากปฏิเสธยิ่งนัก


ฉีเมี่ยวกลับยิ้มพูดก่อนที่ไป๋ซีอวิ๋นจะเอ่ยปาก “เช่นนั้นก็ดี”


หญิงงามเผยยิ้ม ไป๋ซีมู่มองจนวิญญาณหลุดไปครึ่งหนึ่งทันที รู้สึกเพียงเหตุใดกลิ่นดอกไม้ในอากาศหอมเย็นสดชื่นเช่นนี้ ไปเรียกคนเตรียมเกี้ยวอย่างกระตือรือร้น


ไม่นาน หญิงรับใช้ตัวสูงใหญ่แข็งแรงก็หามเกี้ยวไม้ไผ่มา


ฉีเมี่ยวกับไป๋ซีมู่คนละข้างซ้ายขวาประคองไป๋ซีอวิ๋นลุกขึ้น


เมื่อเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกว่านางหอมกรุ่นไปทั้งตัว กลิ่นนั้นบอกไม่ถูกว่าเป็นกลิ่นดอกไม้อะไร แต่หอมกว่าน้ำค้างดอกไม้ขวดละห้าสิบตำลึงที่ร้านค้าแป้งชาดเสียอีก


นั่งเกี้ยวไม้ไผ่ที่ศัตรูเรียกมาได้ง่ายๆ ไป๋ซีอวิ๋นหลับตาพักความคิด สีหน้าสงบนิ่ง


ฉีเมี่ยวไม่อยากพูดเช่นกัน อย่างไรเสียก็ไม่คุ้นเคยกับไป๋ซีมู่ ทำเพียงกล่าวขอบคุณส่งแขก


ผู้ใดจะรู้ว่าจัดให้ไป๋ซีอวิ๋นอยู่ในห้องนอน ถึงลานบ้านแล้วยังสั่งการคนรับใช้ไม่ได้ ปกติสาวใช้ในเรือนชิ่นหยวนไม่ขาดแม้แต่คนเดียว ทว่าแต่ละคนมีเรื่องของตนให้ทำ นางสั่งก็ไม่มีคนได้ยิน


ยามนี้ไป๋ซีอวิ๋นหิวข้าวหิวน้ำ...


ฉีเมี่ยวโมโหจนนั่งลงข้างเตียง คว้ามือของเขาไปพูดไป “ข้ารู้วิชาแพทย์เล็กน้อย เดี๋ยวจะดูให้ท่านหน่อย ท่านก็เห็นว่าคนพวกนั้นข้างนอกเป็นอย่างไร ข้าเรียกใช้พวกเขาไม่ขยับ ก็ไม่อาจลงโทษด้วยซ้ำ เดิมทีนึกว่าสิ่งที่เหล่าไท่จวินพูดคือเรือนจิ่นซิ่ว นึกไม่ถึงว่าทางนี้ก็เป็นเช่นนี้...เกรงว่าพวกเขาคงไม่เชิญหมอให้ เดิมพันของล้ำค่าไว้บนร่าง ‘ดาวนำโชค’ เช่นข้านี้กระมัง” โชคดีที่นางเป็นหมอยาจีน มิฉะนั้นคราวนี้ไม่เท่ากับหลับหูหลับตาทำ?


ขณะที่พูด นิ้วหยกของนางวางบนตำแหน่งเส้นชีพจรของเขาแล้ว ไป๋ซีอวิ๋นมองนางเงียบๆ แต่รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง


ฉีเมี่ยวมีนิสัยอ่อนโยนเขินอาย เชี่ยวชาญด้านเย็บปักถักร้อย แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านประพันธ์มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาแพทย์ บัดนี้สตรีตัวเล็กตรงหน้าเขากลับจับชีพจรให้เขาเป็นตุเป็นตะ อีกทั้งสีหน้าสงบนิ่ง เชี่ยวชาญจนผู้ป่วยมองไม่เห็นความไม่เหมาะสมแต่อย่างใด


นางยังเป็นนาง แต่ก็ไม่ค่อยเหมือนเดิม!


ไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกสับสน ชั่วขณะไม่อาจเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเขาไม่ได้กลับสู่อดีต? งั้นทุกอย่างนี้ควรอธิบายอย่างไร


ทางฉีเมี่ยวนี้หลังจากตรวจสอบสองมือของเขา และตรวจสอบหนังตากับฝ้าลิ้นแล้วก็ห่มผ้าห่มแพรปักลายนูนบางเบาให้เขา


มองเขาอย่างจนปัญญาถอนใจพูดว่า “ท่านซื่อจื่อ ท่านล่วงเกินผู้ใดกันแน่”


ไป๋ซีอวิ๋นได้สติ มองนางเงียบๆ


ฉีเมี่ยวไม่พูดอ้อมค้อมอีก “ท่านป่วยเรื้อรัง ห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวง[2]เสียหายทั้งหมด ไม่ใช่อาการของโรคบางชนิดธรรมดา แต่เป็นการถูกพิษ”


“ถูกพิษ?” ไป๋ซีอวิ๋นพึมพำอย่างตื่นตะลึง นี่คือสิ่งที่ชาติก่อนเขาไม่รู้


แต่หวนนึกสักหน่อยก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้


“ถูกพิษ แต่ไม่รู้ว่าพิษอะไร” นางก็ไม่ใช่หมอเทวดา อีกทั้งที่นี่ไม่อาจเจาะเลือดตรวจสอบ ดูจากสภาพชีพจรอาการของโรครู้เพียงอวัยวะภายในช่องท้องของเขาเสียหายทั้งหมด คล้ายกับความอ่อนเพลียที่เกิดจากนอนป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน


วิชาแพทย์สมัยโบราณมาถึงยุคปัจจุบันก็สูญหายไปมากแล้ว บางทียุคนี้ยังมีพิษประหลาดอะไรที่นางไม่รู้ชื่อ สามารถกล่อมระบบประสาทให้คนเคลื่อนไหวชักช้าความคิดอ่อนเพลีย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ลวงตาเรื้อรัง


แต่ไหนแต่ไรสภาพร่างกายคนเราเกิดขึ้นจากการสะสมอย่างต่อเนื่อง คนที่เดิมทีไม่ป่วยไปกินยาเหมือนคนป่วย หลายปีผ่านไปจะไม่กลายสภาพเป็นเช่นไป๋ซีอวิ๋นนี้หรือ


เขาล่วงเกินผู้ใดกันแน่ อีกฝ่ายถึงต้องทำร้ายเขาเช่นนี้!


[1] เซียงเฟย หนึ่งในพระชายาของฮ่องเต้เฉียนหลงผู้มีกลิ่นกายหอมหวน


[2] ห้าอวัยวะตัน ได้แก่ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ และไต ส่วนหกอวัยวะกลวง ได้แก่ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และซานเจียว (ท่อลำเลียง)


บทที่ 4 เพื่อเจ้า


 


ขณะที่สงสารเขา เมื่อคิดว่าตนเองกำลังแบกรับป้ายสินค้าของคนผู้นี้ ฉีเมี่ยวก็รู้สึกเศร้าใจไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว


“ไม่เป็นไร เรื่องนี้เจ้าอย่าไปพูดข้างนอก” ไป๋ซีอวิ๋นพิงหมอนนิ่มอย่างเหนื่อยล้า พูดเสียงแหบแห้ง “ข้ามีปัญหาเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก ออกไปข้างนอกน้อยครั้ง คนที่ติดต่อนอกจากคนไม่กี่ตระกูลที่คบกับท่านพ่อมาหลายชั่วคน ที่เหลือก็ไม่มีการติดต่อโดยไม่จำเป็น พวกเขากับข้าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เหตุใดต้องทำร้ายข้า”


“ท่านหมายความว่า นี่เป็นไปได้มากที่จะเป็นการกระทำของคนในครอบครัว?” เมื่อนึกถึงสีหน้าท่าทางราวกับศัตรูของเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยิน ฉีเมี่ยวรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้มาก “ยาที่หมอสั่งให้นั้นข้าว่าท่านไม่ต้องกินก่อนดีกว่า เดี๋ยวข้าเขียนใบสั่งยามาปรับสภาพให้ท่าน”


ไป๋ซีอวิ๋นยอมรับโดยปริยาย


อย่างไรเสียเขารู้ว่าตนเองยังมีอายุขัยอีกสี่ปีครึ่ง คงไม่ตายยามนี้ อีกทั้งผู้ใดจะยืนยันได้ว่าท่านหมอโจวที่รักษาเขามาโดยตลอดเชื่อถือได้หรือไม่


ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มเยาะในใจเมื่อนึกถึงตรงนี้ ดีมาก เพิ่งเริ่มต้นก็ค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากความรู้ความเข้าใจในชาติก่อนโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่ยิ่งน่าสนใจไม่ใช่หรือ


ฉีเมี่ยวเปลี่ยนมาสวมเสื้อกั๊กยาวคอป้ายสีชมพูอ่อนแต่งดอกไม้เรียบๆ คู่กับกระโปรงเกาะอกสีเหลืองอ่อน รวบผมยาวลวกๆ ใช้ปิ่นหยกปักให้แน่น คิดชั่วครู่ก็เลือกสร้อยคาดผมไข่มุกออกจากกล่องเครื่องแป้งมาสวม เรียบหรูไม่สูญเสียความล้ำค่า ไม่ถูกคนกุมจุดอ่อนเพราะแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ


นางไม่มีคนที่จะใช้การเพราะสาวใช้สินเดิมทั้งสองไม่แน่ว่าจะเชื่อถือได้ คนเก่าแก่ในลานบ้านก็ฟังคำสั่งแล้วเอื่อยเฉื่อยอย่างยิ่ง


ฉีเมี่ยวมได้โกรธเคือง เพียงเดินตรงไปที่ห้องครัวเล็ก


เพราะไป๋ซีอวิ๋นล้มป่วยมานาน เรือนชิ่นหยวนจึงสร้างห้องครัวขนาดเล็กเพื่อความสะดวกโดยเฉพาะ อย่างไรพวกคนรับใช้ก็ไม่กล้าละเลยซื่อจื่อ ดังนั้นวัตถุดิบในห้องครัวจึงสดใหม่


ฉีเมี่ยวตัดสินใจเตรียมโจ๊กผักให้เขา


ใส่น้ำแกงใสและข้าวจิงหมี่[1]ในหม้อดิน จากนั้นตีไข่ไก่ให้เข้ากันเทลงไป ใส่ปวยเล้ง แตงกวาหั่นฝอย หูหลัวปัว[2]หั่นฝอย เติมเกลือเพียงเล็กน้อย


แม้ฝีมือการทำอาหารของนางไม่ถึงขั้นดีมากแต่ยังพอถูไถไปได้ เตรียมอาหารทั่วไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เตาไฟที่นี่ต้องเพิ่มลดฟืนด้วยตนเอง การเตรียมโจ๊กนี้ยังค่อนข้างวุ่นวายอยู่บ้าง


โชคดีที่สุดท้ายไม่นับว่าล้มเหลว


เมื่อยกหม้อดิน มือของนางถูกลวกจนแดงไปหมด แต่แช่น้ำเย็นสักหน่อยไม่นานก็ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม


นางลังเลนิดหน่อย


ในเมื่อเลือดของนางมีความสามารถในการรักษา เช่นนั้นจะรักษาโรคของไป๋ซีอวิ๋น ถอนพิษให้เขาได้หรือไม่


วางโจ๊กผักไว้ให้เย็น นางเหลียวมองรอบด้านอยากทำการทดลอง สุดท้ายก็พบปลาหลีฮื้อเป็นๆ


ช้อนปลาออกมา กดไว้บนเขียงด้วยผ้ารอง ใช้มีดทำครัวกรีดปากแผลยาวประมาณหนึ่งนิ้วบนหลังของมัน ใช้อ่างครอบมันไว้จะได้ไม่กระโดดมั่วซั่วลงพื้น จากนั้นล้างมีดให้สะอาด กรีดนิ้วมือ


หยดเลือดสองสามหยด บาดแผลบนนิ้วมือก็หายสนิท


บาดแผลของปลาไม่มีเลือดไหลอีก วางไว้ประมาณหนึ่งก้านธูป[3] บาดแผลยาวหนึ่งนิ้วนั้นก็หายไป


ปล่อยปลาที่ขาดอากาศกลับเข้าไปในอ่าง ฉีเมี่ยวตัดสินใจกรีดตนเองอีกครั้ง


นางผสมเลือดสองหยดลงในโจ๊กผัก


แม้ไม่รู้ผลลัพธ์ แต่ไม่ถึงขนาดกินเลือดสองหยดก็ตายกระมัง? อย่างไรเสียแม้ไม่รักษาไป๋ซีอวิ๋นก็ต้องตาย


เมื่อคิดเช่นนี้ นางจึงสงบขึ้นมาก แล้วกลับห้องไปดูแลไป๋ซีอวิ๋นกินโจ๊ก


แต่ไหนแต่ไรความอยากอาหารของเขาย่ำแย่ แต่เพราะฉีเมี่ยวจัดเตรียมกับมือ เขาไหนเลยจะแข็งใจปฏิเสธ เมื่อเข้าปากกลับรู้สึกว่าโจ๊กผักรสอ่อนและหอมหวน กระตุ้นประสาทรับรสที่ด้านชาไปนานแล้วเพราะกินยารสขมมากเกินไปของเขาขึ้นมา เป็นครั้งแรกในเวลานานที่รู้สึกว่ามีบางอย่างอร่อย


เขากินโจ๊กทั้งชาม ฉีเมี่ยวกลับไม่ป้อนเขาอีก “กินมากเกินไปในคราวเดียวไม่ได้ อย่างไรเสียพวกนี้ล้วนเป็นของท่าน คราวหลังค่อยๆ กินก็ได้ เดี๋ยวข้าต้องไปยกน้ำชาให้พ่อสามีกับแม่สามี ยังต้องไปคำนับเหล่าไท่จวิน ท่านพักผ่อนดีๆ ชั่วครู่ ยาเดิมข้าไม่กล้าให้ท่านใช้ ไว้ค่อยหาทางออกไปซื้อสมุนไพรแล้วข้าจะต้มยาให้ท่านเอง”


ไป๋ซีอวิ๋นนอนอย่างเหนื่อยล้า แม้ร่างกายไม่สบายแต่ไม่รู้เพราะมีอะไรรองท้องหรือไม่ ในที่สุดความรู้สึกปวดเมื่อยบ่อยครั้งตามร่างกายและความรู้สึกอ่อนเพลียในอวัยวะภายในก็ลดลงอย่างมาก ยามนี้มีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย


เขาจะไม่ให้นางไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นตามลำพังเด็ดขาด


“เจ้าอย่าเพิ่งไป” ดึงมือของนาง ให้นางก้มตัวลงเล็กน้อย “ข้ามีเรื่องบอกเจ้า”


“เรื่องอะไรหรือ” ฉีเมี่ยวเข้าใกล้เขา


ไป๋ซีอวิ๋นลดเสียง “สาวใช้ประจำตัวของเจ้าน่าจะมีคนหนึ่งชื่อว่าปี้ย่วนกระมัง? แม้นางเป็นสาวใช้ประจำตัวของเจ้า แต่จงรักภักดียิ่งนัก เจ้าไปเรียกนางมา ให้นางช่วยข้าทำเรื่องบางอย่าง”


ฉีเมี่ยวมองเขาอย่างแปลกใจ คนผู้นี้ใกล้ป่วยตายแล้ว ยังรู้ว่าคนข้างกายนางเป็นผู้ใดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง


ตัวนางเองเพราะสอบถามถึงรู้ว่ามีปี้ย่วน หลังจากนอนหลับสืบทอดความทรงจำถึงมั่นใจว่ามีคนชื่อนี้


เพียงแต่เมื่อก่อนที่สกุลฉี ปี้ย่วนกับนางไม่ได้สนิทสนมกันนัก


“เอาเถอะ” ฉีเมี่ยวไม่อยากขัดขวางความตั้งใจของท่านซื่อจื่อ ซ้ำยังอยากเห็นว่าเขาจะทำอะไรกันแน่ นางจึงออกไปตามหาคน


เจอปี้ย่วนที่กำลังถอนวัชพืชในลานหลัง


“คุณหนู? ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร” ปี้ย่วนลุกขึ้นยืน ปัดดินบนมือทิ้ง


“ผู้ใดให้เจ้าถอนหญ้าที่นี่”


“หมัวมัวผู้ดูแลเจ้าค่ะ” เห็นฉีเมี่ยวเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ไม่ได้รับใช้เจ้านายให้ดีปี้ย่วนจึงก้มหน้าอย่างละอายใจอยู่บ้าง แต่ไม่กล้าอ้าปากพูดขอโทษ


ฉีเมี่ยวยิ้มแย้ม สั่งปี้ย่วนล้างมือกลับห้องหลัก


ไม่นาน ปี้ย่วนเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดเข้ามา ทำความเคารพไป๋ซีอวิ๋นที่นอนอยู่บนเตียงป๋าปู้


ไป๋ซีอวิ๋นก็ไม่ยืดเยื้อ พูดสั้นๆ ได้ใจความ “ปี้ย่วน บัดนี้ข้างกายเจ้านายของเจ้ามีเพียงเจ้าผู้เดียวที่ใช้การได้ ข้าสั่งให้เจ้าไปนอกจวนช่วยข้าหาคนผู้หนึ่ง เจ้าทำได้หรือไม่”


ปี้ย่วนมองฉีเมี่ยวข้างๆ เห็นฉีเมี่ยวพยักหน้า นางถึงพยักหน้าอย่างจริงจัง “เชิญซื่อจื่อสั่ง”


ขณะที่ไป๋ซีอวิ๋นสั่งปี้ย่วน ฉีเมี่ยวก็หลบออกมา


นางกับซื่อจื่อไม่ค่อยคุ้นเคยกัน คิดว่าเขาไม่มีคนที่ใช้การได้ถึงต้องใช้สาวใช้ของนาง ไม่แน่ว่าสั่งเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากให้คนรู้


ฉีเมี่ยวไปห้องปีกที่มีไว้เพื่อต้มยาโดยเฉพาะในห้องครัวเล็ก แกะห่อยาที่ไป๋ซีอวิ๋นใช้ ตรวจสอบโดยละเอียดพบว่าสมุนไพรบางอย่างไม่เหมาะกับร่างกายที่อ่อนแอไม่อาจบำรุงในยามนี้ ไม่รู้ว่าหมอที่รักษาเขาไม่เข้าใจจริงๆ หรือวินิจฉัยโรคผิดพลาด


“ฮูหยิน” ปี้ย่วนที่ทางเดินพูดว่า “ซื่อจื่อเชิญท่านกลับไป เดี๋ยวบ่าวจะไปทำธุระก่อน”


“รู้แล้ว”


กำชับปี้ย่วนเดินทางระมัดระวังแล้วก็กลับห้องนอน


เมื่อเข้ามาในห้องด้านใน ไม่รอให้เอ่ยปาก ไป๋ซีอวิ๋นพูดอย่างเคร่งขรึม “มานี่สิ”


เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย เหตุใดไม่พอใจขึ้นมากะทันหัน


ฉีเมี่ยวคิดว่าตนเองไม่โต้แย้งจะดีที่สุด จะได้ไม่ทำให้คนโกรธจนตาย จึงเม้มปากไปยืนนิ่งข้างเตียง


“นั่ง!”


นั่งบนเก้าอี้สี่เหลี่ยมบุแพรข้างเตียงอย่างลังเล


นางหวาดกลัวเขาเพียงนั้น ไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกหงุดหงิดจนตบขอบเตียง “นั่งไกลเพียงนั้น เห็นข้ากินเจ้าได้หรือ!”


เสียสติกระมังคนผู้นี้...


ลุกขึ้นอย่างจนปัญญา จากนั้นนั่งลงข้างเตียง กลับถูกไป๋ซีอวิ๋นโอบเอวดึงเข้าในอ้อมแขน


“ท่านซื่อจื่อ ท่าน...”


“เหตุใดจึงหลบเลี่ยง” กอดนางไว้ในอ้อมแขน ไป๋ซีอวิ๋นใช้กำลังทั้งร่างกายแล้ว โชคดีที่เขานั่งพิงหมอนสี่เหลี่ยม มิฉะนั้นไม่รู้ว่าจะโอบกอดนางล้มลงด้วยกันหรือไม่


เห็นเขาหอบหายใจอ่อนแอ ฉีเมี่ยวก็ไม่อยากดิ้นรนอีก จะได้ไม่ทำร้ายเขา เพียงเกร็งร่างกายต่อต้านเงียบๆ “ซื่อจื่อจะสั่งธุระปี้ย่วน ข้าไม่สะดวกฟัง แน่นอนว่าต้องออกไป”


ไป๋ซีอวิ๋นโกรธจนหัวเราะออกมา


“เจ้าเป็นภรรยาที่ข้าตบแต่งตามธรรมเนียม มีเหตุผลอะไรที่ข้าพูดคุยกับสาวใช้แล้วต้องให้ฮูหยินของข้าหลบเลี่ยง?” มือที่ผอมจนเห็นข้อต่อกระดูกชัดเจนของไป๋ซีอวิ๋นจับไหล่ของนาง ให้นางมองเขา “เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้ากับข้าเป็นสามีภรรยา เป็นคนคนเดียวกัน ทุกอย่างของข้าเป็นของเจ้า เจ้าเข้าใจหรือไม่”


ฉีเมี่ยวมองเขาอย่างแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าคนโบราณผู้หนึ่งจะพูดเช่นนี้กับนาง


สายตาของเขาจริงจังมุ่งมั่น แม้หน้าตายังซีดเซียวเนื่องจากอาการป่วย บรรยากาศอึมครึมทำให้นางหวาดกลัว แต่ระยะใกล้เช่นนี้นางเพิ่งพบว่าที่จริงเขามีดวงตาที่งดงามอ่อนโยนยิ่งนัก ในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย แต่กลับสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณ


มีเพียงทำให้เขาโกรธถึงมองเห็นระลอกคลื่น


ฉีเมี่ยวรู้สึกสะเทือนใจ “ข้า...”


“เจ้าไม่เต็มใจ?” ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้ว กอดนางไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง


ยามที่วิญญาณของเขาเร่ร่อน มีกี่ครั้งเห็นนางนั่งตามลำพังใต้ตะเกียงหลั่งน้ำตาอย่างน้อยใจ กี่ครั้งเห็นนางถูกไป๋ซีมู่ข่มเหงกับตา เขาล้วนอยากทำเช่นนี้


บัดนี้เขาพูดแล้วมีคนได้ยิน เขาทำธุระเพื่อนางได้ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำให้นางอดหลับอดนอนหลังจากการตายของเขา


“เมี่ยวเอ๋อร์” เขากระซิบข้างหูนาง “ข้าให้ปี้ย่วนออกนอกจวนไปหอจวี้เสียนช่วยข้าตามสหายมา”


“หอจวี้เสียน?” ในความทรงจำของของฉีเมี่ยว หอจวี้เสียนเป็นภัตตาคารที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวง ด้วยวิธีบริหารพิเศษ ทำให้บางครั้งพวกสตรีสูงศักดิ์ในเมืองก็เลือกรวมตัวกันที่นี่


อีกทั้งตามข่าวลือ เจ้าของเบื้องหลังหอจวี้เสียนคือเจ้าของร้านแลกเงินอิ๋น


“ใช่ ข้ามีเงินบางส่วนอยู่ทางเขา ให้เขานำมาให้เจ้าเก็บรักษา อีกทั้งข้าขอให้เขาช่วยซื้อสาวใช้ที่เหมาะสมไม่กี่คนเข้ามา”


“อา?”


“เด็กโง่ ในเมื่อคนที่พวกเขาจัดหาให้เชื่อใจไม่ได้ พวกเราซื้อเองไม่ได้หรือ”


นี่คือคนร่ำรวยเอาแต่ใจในตำนานหรือ


เขาเป็นคนป่วยเรื้อรัง เอาเงินมาจากที่ใด!


ไป๋ซีอวิ๋นยังกำชับว่า “อีกเดี๋ยวคนมาแล้ว ก็เรียกหญิงค้าทาสมาซื้อคนรับใช้ที่ไม่ฟังคำสั่งของเจ้าในวันนี้ให้หมด เรือนชิ่นหยวนของพวกเราไม่เลี้ยงบ่าวที่ไม่เห็นเจ้านายอยู่ในสายตา” แววตาของเขาโหดเหี้ยม ราวกับสัตว์ปีกดุร้ายที่จ้องเหยื่อเขม็ง


สิ่งที่เขาทำอยู่ยามนี้ ที่จริงคือสิ่งที่ชาติก่อนยามที่ตายแล้ววิญญาณไม่ไปผุดไปเกิดนึกย้อนเสียใจมาโดยตลอด ยามนั้นฉีเมี่ยวไม่ได้พาลูกออกจากจวนโหว เพราะเป็นสตรีอ่อนแอและเกิดมาหน้าตาเช่นนั้น ซ้ำยังไร้ครอบครัวฝ่ายหญิงให้พึ่งพา ไม่มีความสามารถในการอยู่รอดภายนอกจริงๆ


ส่วนเขาล่ะ? ทั้งที่มีกิจการลับมากมายเพียงนั้น กลับเป็นเพราะคิดว่าสตรีไม่จำเป็นต้องข้องเกี่ยวเรื่องภายนอกของบุรุษจึงไม่ได้มอบให้นางโดยตรง


กิจการภายนอกที่เคลื่อนไหวได้พวกนั้น สุดท้ายไป๋ซีมู่ได้รับไปทั้งหมด


กิจการลับพวกนั้น กลับกลายเป็นความลับชั่วนิรันดร์เพราะสหายสนิทกับเขาเสียชีวิตไล่เลี่ยกัน


“สหายผู้นั้นของข้าแซ่ลั่วนามหย่ง นามรองจวินอี้ อายุมากกว่าข้าสองปี เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับข้า ปกติข้าสุขภาพไม่ดีออกไปข้างนอกไม่ได้ ล้วนเป็นเขาช่วยข้าดูแล เขามีคุณธรรมสูงส่งคู่ควรให้ไว้ใจ อนาคตถ้าข้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เจ้าจะได้ไปหอจวี้เสียนให้เขาช่วย เขาจะดูแลเจ้าแทนข้า ไม่ปล่อยให้คนรังแกเจ้าเด็ดขาด”


[1] ข้าวจิงหมี่ หรือข้าวจาปอนิกา เป็นข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น ลักษณะเมล็ดป้อมกลมรี


[2] หูหลัวปัว หมายถึงแครอต


[3] หนึ่งก้านธูป เป็นการนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1 ก้านธูป จะเทียบเท่าเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง


บทที่ 5 เจ้าถิ่น


 


คำพูดนี้ฟังคล้ายกำลังถ่ายทอดคำสั่งเสียก่อนสิ้นลม แม้อาลัยอาวรณ์ก็ต้องปล่อยมือจากไป


ฉีเมี่ยวฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ขมวดคิ้วจิ้มไหล่ของเขา “คำพูดเช่นนี้รอให้ท่านวางมือก่อนค่อยบอกข้า ยามนี้ถ่ายทอดคำพูดพวกนี้เพื่ออะไร”


อารมณ์ที่เดิมทีถูกทำลายด้วยความโกรธแค้นเสียใจนั้นปลอดโปร่งแจ่มใสทันทีที่นางดุเขา ไป๋ซีอวิ๋นจูบขมับนางอย่างอดใจไม่ไหว


“ได้ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ข้าพักผ่อนก่อนสักหน่อย อีกเดี๋ยวจวินอี้มาแล้วข้าจะได้มีแรงพูด เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าโดยแท้ กินโจ๊กผักที่เจ้าจัดเตรียมกับมือแล้วมีแรงกว่ากินโสมและรังนกเมื่อก่อนอีก ข้าไม่ได้พูดเยอะถึงเพียงนี้มานานแล้ว”


ฉีเมี่ยวตกใจกับการจูบอย่างกะทันหันของเขา จากนั้นได้ยินเขาพูดถึงโสมและรังนก อดเบะปากไม่ได้


เห็นได้ชัดว่าหมอผู้นั้นต้องการฆ่าเขา เขาอ่อนแอไม่อาจบำรุง ใช้ของพวกนั้นได้หรือ


เพียงแต่ ในโจ๊กผักวันนี้เพิ่มเลือดสองหยด แม้เขายังคงมีสีหน้าดูไม่ดีแต่มีแรงพูดเยอะเช่นนี้ ซ้ำยังรู้จักขโมยกอดจูบ ดูท่าเลือดของนางจะมีประโยชน์


“งั้นภายหลังข้าจะเตรียมอาหารให้ท่านกับมือ”


คำพูดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองออกจากปากไปเช่นนี้ ตัวฉีเมี่ยวเองก็ตกใจ สมองลัดวงจรของนางสรุปสิ่งนี้ว่านางเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม


ไป๋ซีอวิ๋นงีบหลับอย่างพอใจ เพราะอย่างไรก็ไม่อยากปล่อยมือจึงหักใจไม่นอนราบ โอบกอดฉีเมี่ยวอย่างแนบแน่น กลิ่นหอมกรุ่นของนางวนเวียนตรงปลายจมูก ทำให้เขาอดใจไม่ไหวจูบหน้าผากของนางอีกครั้ง


เจ้าผู้นี้จูบจนเพลิน นางไม่คุ้นเคยกับเขาจริงๆ!


แต่ในเมื่ออยู่ที่นี่ ซ้ำยังไม่รู้เมื่อใดถึงกลับไปได้ บางทีชาตินี้อาจต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป นางไม่มั่นใจจริงๆ ว่าตนเองออกจากจวนโหวไปข้างนอกจะอยู่รอดโดยอิสระได้ดี ร่างกายนี้ช่างมีหน้าตาที่หาเรื่องหาราวไม่น้อย ยามนี้ยังเป็นเหมือนเซียงเฟย ซ้ำยังมีความลับที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ


ถ้านางไปจากบุรุษผู้นี้ ถูกคนรู้ความลับจับไปถ่ายเลือดล่ะ? ครั้งเดียวตายเลยก็ช่างเถอะ ถ้าถูกคุมขังขึ้นมา ถ่ายเลือดวันละครั้งล่ะ...


เมื่อจินตนาการเช่นนี้ ฉีเมี่ยวรู้สึกว่าทุกคนไม่ดีไปหมด แม้ซื่อจื่อล้มป่วยอ่อนแอ แต่มองออกว่าเป็นพวกให้ท้าย ถ้ารักษาเขาให้หายดีได้ ดีร้ายนางก็จะอยู่รอดปลอดภัยกินอิ่มสวมอุ่น


เมื่อคิดเช่นนี้ นางจึงหมายมั่นปั้นมือจะต้องรักษาเขาให้หายดีให้ได้ มากที่สุดไปเผชิญหน้ากับเสือสิงห์กระทิงแรดพวกนั้นพร้อมเขาเป็น ‘ค่าตอบแทน’ ก็พอแล้ว


ในอ้อมแขนเขามีกลิ่นยาจางๆ หมอยาจีนอย่างฉีเมี่ยวได้กลิ่นยาก็รู้สึกจิตใจสงบนิ่ง รวมทั้งออกกำลังกาย (ประคองของหนัก) ตั้งแต่เช้าตรู่ นางคิดไปคิดมาก็เผลอหลับไป


หยกเนื้ออ่อนในอ้อมแขนไม่เกร็งแน่นอีก แต่ส่งผ่านน้ำหนักให้เขาอย่างผ่อนคลาย ไป๋ซีอวิ๋นถูกทับจนเมื่อยแขน แต่พอใจจนไม่อยากปล่อยมือ หลับตาพักความคิดเสียเลย


ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม[1]ถึงแว่วเสียงของปี้ย่วนที่ทางเดิน “ซื่อจื่อ คุณชายลั่วมาแล้วเจ้าค่ะ”


ฉีเมี่ยวนั่งตัวตรงอย่างงัวเงีย ไป๋ซีอวิ๋นกลับได้สติขึ้นมาทันที


ไม่นาน ปี้ย่วนก็พาชายหนุ่มรูปงามสวมชุดแพรสีม่วงเข้มถือพัดพับเข้ามา อ้อมฉากบังลมเดินผ่านม่านฉลุมาถึงห้องด้านใน


เมื่อพบกัน ลั่วหย่งก็ส่งเสียงจุปาก “จื่อจิน ไม่เจอกันครึ่งปีเหตุใดเจ้าเป็นเช่นนี้”


ลั่วหย่งหยุดข้างเตียงพินิจสีหน้าของเขาโดยไม่บอกกล่าว ราวกับไม่เห็นฉีเมี่ยว ฝืนเบียดนางออกไป


ฉีเมี่ยวได้แต่ยืนอยู่ข้างหลังเขา กะพริบตาอย่างอธิบายไม่ถูก


ดูเหมือนสหายท่านนี้ของไป๋ซีอวิ๋นไม่ค่อยเป็นมิตร


“ดูสีหน้าเจ้าไม่ค่อยดี ตนเองรู้ว่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว ตั้งใจเรียกข้ามาจะถ่ายทอดคำสั่งเสียใช่หรือไม่” ลั่วหย่งพิงเสาเตียงอย่างสบายๆ พูดจาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ทว่ามือกลับกำพัดพับไว้แน่น


ไป๋ซีอวิ๋นกลอกตาขาวใส่เขา ความรู้สึกอึมครึมเพิ่มขึ้น “พูดไร้สาระ จวินอี้ นี่คือฉีซื่อภรรยาที่เพิ่งแต่งงานของข้า”


เขาไม่เชื่อว่าลั่วหย่งไม่รู้เรื่องเขาแต่งงาน ในเมื่อเจอฉีเมี่ยวแล้ว เหตุใดเพิกเฉยเช่นนี้


ลั่วหย่งปรายตาสังเกตฉีเมี่ยว “แก้วตาดวงใจของแม่ทัพฉี จะยอม ‘ลดตัว’ แต่งงานได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าชนกำแพงตายที่บ้านแล้ว หาสาวใช้อื่นมาแทนที่?”


มองไป๋ซีอวิ๋น “เจ้าไม่รู้กระมัง? เดิมทีคนที่สกุลเจ้าหมั้นหมายไว้คือคุณหนูรองสกุลฉี หรือก็คืออัจฉริยะหญิงท่านนั้นที่สามขวบจำพันอักษร ห้าขวบท่องบทกวีราชวงศ์ถัง แต่เช้าตรู่วันแต่งงานนั้นแม่ทัพฉีเปลี่ยนคนเป็นคุณหนูสามกะทันหัน คุณหนูสามสกุลฉีท่านนี้ช่างดีเสียจริง รู้ว่าตนเองต้องแต่งให้คนขี้โรคที่เหลือเวลาไม่มากแล้ว จึงชนกำแพงฆ่าตัวตายก่อนขึ้นเกี้ยว”


ไป๋ซีอวิ๋นย่อมรู้เรื่องเปลี่ยนคนกะทันหัน แต่เรื่องฉีเมี่ยวฆ่าตัวตายกลับรู้เป็นครั้งแรกในชาตินี้ จึงมองฉีเมี่ยวอย่างสงสัย


ฉีเมี่ยวแอบร้องว่าแย่แล้ว


เพิ่งหมายมั่นปั้นมือจะรักษาตั๋วอาหารถาวรนี้ไว้ ถ้าเกิดรอยร้าวคงจะไม่ดี


หลุบตามองชายกระโปรงของตนนิ่งเงียบ พยายามหวนรำลึกว่าวันนั้นก่อนออกเรือนเกิดอะไรขึ้นกันแน่


แต่เมื่อความทรงจำในยามนั้นหลั่งไหลเข้ามา นางก็ตกใจจนหน้าซีด


บนโลกนี้ยังมีพ่อแม่เช่นนี้ด้วย...


ไป๋ซีอวิ๋นสังเกตฉีเมี่ยวโดยละเอียดตั้งแต่ที่นางหลุบตา ไม่เห็นบนศีรษะนางมีแผล “จวินอี้ บนศีรษะเมี่ยวเอ๋อร์ไม่มีแผล เห็นได้ว่าข่าวชนกำแพงฆ่าตัวตายไม่เป็นความจริง”


“ดังนั้นข้าถึงบอกว่านางเป็นตัวปลอม” ลั่วหย่งยิ้มเยาะ “สกุลฉีช่างรู้จักดีดลูกคิดรางแก้ว!”


ฉีเมี่ยวอยากกดถูกใจให้ไหวพริบของลั่วหย่งเหลือเกิน นางเป็นตัวปลอมจริงๆ


ไป๋ซีอวิ๋นได้ยินคำพูดนี้ก็เริ่มหวนรำลึก ความทรงจำทั้งหมดในชาติก่อนบอกเขาว่าฉีเมี่ยวไม่เป็นที่รักของบิดามารดา ส่งผลให้หลังจากเขาตาย ครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ยอมให้นางพึ่งพาแต่อย่างใด


หรือเพราะนางไม่ใช่ฉีเมี่ยวตัวจริง?


ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วขึ้นมา เมื่อครู่พูดคุยกับฉีเมี่ยวนานเพียงนั้นเขาก็เหนื่อยล้าอยู่บ้าง คราวนี้ด้วยความร้อนใจ เขายิ่งรู้สึกไม่สบายตัว


เห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป ฉีเมี่ยวรีบเข้าไปจับชีพจร เห็นเขาไม่เป็นอะไรมากถึงโล่งใจ


“ช่างเถอะ ในเมื่อคุณชายลั่วเอ่ยขึ้นมา ข้าก็ไม่อยากปิดบังซื่อจื่อ ข้าอยู่ลำดับที่สามในสกุลจริงๆ เดิมทีคนที่ท่านโหวหมั้นหมายให้เจ้าคือฉีชั่วพี่รองของข้า” ฉีเมี่ยวถอยออกไปเล็กน้อย นั่งบนเก้าอี้กุหลาบ[2]ริมหน้าต่าง พูดว่า “ครอบครัวข้ามีลูกสาวสามคน ข้ากับพี่สาวคนโตร่วมบิดามารดา ยามนั้นแม่ทัพฉีรับภรรยาลับเข้าจวน ภายหลังมารดาผู้ให้กำเนิดข้าเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ฉีชั่วก็คือลูกสาวที่ภรรยาลับพามาด้วย แม่ทัพฉีรักใคร่เหมียวซื่อ แต่งตั้งนางเป็นอนุภรรยา ไม่ถึงครึ่งปีก็แต่งตั้งเป็นภรรยาเอก ฉีชั่วที่เปลี่ยนจากบุตรสาวภรรยาลับเป็นบุตรสาวอนุ จึงกลายเป็นบุตรสาวคนโตในภรรยาเอก แน่นอน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อข้ายังเด็กมาก หลังจากผ่านไปหลายปี เรื่องของเหมียวซื่อยังมีกี่คนจำได้ ถึงขนาดสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจคือชื่อเสียงพรสวรรค์ของฉีชั่ว ไม่ใช่ฐานะของนาง”


นางเชิดสายตา พูดขอโทษ “ก่อนออกเรือน ข้าฆ่าตัวตายจริงๆ ท่านโหวมอบสินสอดมากมายหมั้นหมายฉีชั่วให้ท่าน จนถึงบัดนี้ก็เป็นเวลาสามเดือนแล้ว แต่ไม่นานมานี้ แม่ทัพฉีได้พูดคุยกับฉีชั่ว นางเปลี่ยนใจ เหมียวซื่อก็ไม่ได้เผยแพร่ เมื่อวานก่อนงานแต่งงานถึงบังคับให้ข้าแต่งหน้าแต่งตา ยามนั้นข้าตื่นตะลึงยิ่งนัก คราวนี้เหมียวซื่อถึงบอกข้า พวกนางตกลงกับจวนโหวเปลี่ยนตัวเลือกเป็นข้านานแล้ว บอกว่าท่านโหวก็ถูกใจข้า ก่อนหน้าไม่ได้บอกกล่าวกับข้าเพียงเพราะกลัวข้าจะต่อต้าน เดิมทีข้าคิดว่าคำสั่งของบิดามารดา แต่งให้ท่านก็แต่งเถอะ แต่เหมียวซื่อลอบส่งมอบ ‘หน้าที่’ ที่เดิมทีแม่ทัพฉีมอบให้ฉีชั่วแก่ข้า...”


ฉีเมี่ยวหน้าแดง ใบหน้าอันงดงามบอบบางราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆแดง ก้มหน้าอย่างอับอาย


ไป๋ซีอวิ๋นถามด้วยเสียงแหบพร่าอย่างอ่อนโยน “พวกเขามอบหน้าที่อะไรให้เจ้า”


ฉีเมี่ยวส่ายหน้า


นางกำลังลังเลว่าจะเปิดโปงแผนสกปรกของแม่ทัพฉีหรือไม่ อย่างไรเสียนั่นคือครอบครัวฝ่ายหญิงของเจ้าของร่างเดิม อนาคตนางอาจมีช่วงที่พึ่งพาครอบครัวฝ่ายหญิง


นึกว่านางเห็นลั่วหย่งอยู่ด้วยพูดไม่สะดวก ไป๋ซีอวิ๋นพูดว่า “เจ้าพูดได้เลย จวินอี้เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายของข้า เป็นพี่ชายบุญธรรมร่วมสาบานของข้า ไว้ใจได้”


ฉีเมี่ยวคิดเสร็จแล้ว สกุลฉีทำเรื่องเช่นนั้นได้ นางยังพึ่งพาอะไรพวกเขาได้อีก


นางพึ่งพาคนผู้นี้ตรงหน้าถึงเป็นเรื่องจริง


นางส่ายหน้ารัวๆ “ไม่ๆๆ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจคุณชายลั่ว เขาปกป้องท่านปานนั้น เห็นได้ว่าซื่อสัตย์จริงใจต่อท่าน ข้าเพียงรู้สึกน้ำท่วมปาก”


แน่นอนว่าน้ำท่วมปาก มิฉะนั้นจะบีบบังคับให้สตรีอ่อนแอไปฆ่าตัวตายได้อย่างไร


ไป๋ซีอวิ๋นแววตาเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็ง “เป็นเรื่องอะไร”


“แม่ทัพฉีหวังคบค้าสมาคมท่านโหว จึงอยากเอาอกเอาใจ ยังบอกว่าท่าน...บอกว่าท่านอยู่ได้ไม่นาน เดิมทีให้ฉีชั่วไป ไป...” ฉีเมี่ยวหน้าแดงราวกับผลผิงกั่ว[3] มุมปากสั่นเทาจนพูดไม่ออก


แต่ไป๋ซีอวิ๋นกับลั่วหย่งมีไหวพริบยอดเยี่ยมทั้งคู่ย่อมเข้าใจแล้ว


ลั่วหย่งขมวดคิ้ว


ไป๋ซีอวิ๋นโมโหจนทุบเตียงทันที “ชาติชั่ว! เดรัจฉาน!”


มีบิดาเช่นนี้ สอนลูกสาวเล่นชู้กับพ่อสามี!


ฉีเมี่ยวอึกอัก พึมพำว่า “ถ้าเหมียวซื่อบอกให้ข้าฝังศพสังเวยชีวิต ข้าก็จะไม่ขัดคำสั่ง อย่างไรเสียที่บ้านก็เป็นเช่นนั้น เดิมทีข้าไม่คาดหวังกับอนาคต ตายไปก็ไม่เป็นไร แต่พวกเขากลับให้ข้าทำเรื่องสกปรกขั้นนั้น พวกเขาเห็นท่านเป็นอะไร เห็นข้าเป็นอะไร ถ้าข้าขัดคำสั่ง เหมียวซื่อข่มขู่ว่าพี่ใหญ่ของข้าใกล้จะคลอดลูกแล้ว หากข้าไม่ไปนางมีวิธีนับหมื่นฆ่าพี่สาวของข้า ซ้ำยังบอกว่าการแต่งงานของจวนโหวเปลี่ยนตัวเลือกไปครั้งหนึ่งแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่แม่ทัพฉีจะเปลี่ยนใจ ข้าจำเป็นต้องแต่งงานด้วยความสิ้นหวัง ข้าคิดว่าช้าเร็วต้องตาย เหตุใดต้องรอจนสุดท้ายเกิดเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง ดังนั้นข้าจึง...”


ฉีเมี่ยวก้มหน้า ไป๋ซีอวิ๋นกับลั่วหย่งมองเห็นเพียงบนศีรษะที่มีสร้อยคาดผมไข่มุกของนาง


ยามนี้เขาอยากโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน ปลอบโยนให้ดี


แต่ความจริงที่เพิ่งได้รู้ ในที่สุดก็ทำให้เขาเข้าใจว่าเหตุใดชาติก่อนหลังจากเขาตาย ฉีเมี่ยวไม่ได้พาลูกไปขอความช่วยเหลือจากครอบครัวฝ่ายหญิง


มารดาเลี้ยงที่ใจร้ายใจดำ บิดาที่อาศัย ‘การจำนอง’ ความสุขของลูกสาวแลกกับอนาคต นางจะพึ่งพาได้อย่างไร


ไป๋ซีอวิ๋นข่มกลั้นความโกรธแล้วถามลั่วหย่ง “จวินอี้ ได้นำสิ่งของและคนมาหรือไม่”


ลั่วหย่งล้วงถุงเงินที่ทำด้วยผ้าปักลายจากในอ้อมแขน “ไม่รู้เจ้าใช้เท่าใด เวลากระชั้นจึงไม่ได้มีมากเพียงนั้น ได้แต่นำพวกนี้มาก่อน สาวใช้เดิมทีล้วนเป็นคนที่ข้าเลี้ยงไว้ พวกนางอยู่ในลานบ้านแล้ว แล้วสาวใช้สองคนที่ครั้งก่อนข้าส่งมาให้เจ้าล่ะ?”


“ตายแล้ว”


ลั่วหย่งนิ่งเงียบ


ไป๋ซีอวิ๋นรับถุงมา ส่งให้ฉีเมี่ยวโดยไม่มองด้วยซ้ำ “เจ้าเอาไว้ใช้ตามใจ”


ฉีเมี่ยวเปิดถุงเงินภายใต้สายตาแปลกใจของลั่วหย่ง ข้างในเป็นตั๋วเงินร้อยตำลึง ปึกหนาเท่าพจนานุกรมเช่นนั้น


ฉีเมี่ยวเงยหน้าอย่างงงงวย “ท่านคงไม่ได้ปล้นธนา...ร้านแลกเงินมากระมัง?”


ลั่วหย่งยิ้มแย้ม


ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด “เท่านี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วง วางใจเถิด สามีเลี้ยงเจ้าได้ เจ้าใช้ตามใจก็พอ ไม่ต้องประหยัดเงินแทนข้า”


[1] ชั่วยาม คือการนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1 ชั่วยาม จะเทียบเท่าเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง


[2] เก้าอี้กุหลาบ เก้าอี้ไม้โบราณชนิดหนึ่งของจีน มีที่เท้าแขน พนักพิง ขนาดค่อนข้างเล็ก


[3] ผลผิงกั่ว หมายถึง แอปเปิ้ล


บทที่ 6 รังแก


 


เขาล้มป่วยนานหลายปี มีโอกาสออกไปข้างนอกน้อยครั้ง ร่วมกับสหายหาเงินมาได้มากถึงเพียงนี้ เห็นได้ว่าแม้เขาสุขภาพไม่ดีแต่สมองยอดเยี่ยม


เพียงแต่น้ำเสียงประธานจอมเผด็จการเช่นนี้คืออะไร


ฉีเมี่ยวเวียนหัว ถุงเงินในมือราวกับหนักกว่าทองพันชั่ง


ในเมื่อมาถึงที่นี่ ได้รับผลประโยชน์จากร่างกายนี้ ก็ควรรับหน้าที่และวิกฤตด้วยเช่นกัน นางไม่มีความสามารถในการอยู่รอดด้วยตนเอง ต่อให้ต้องพึ่งพาสามีเพื่อมีชีวิตรอดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วเงินเยอะเพียงนี้ เงินพวกนี้สำหรับคนธรรมดาพอที่จะอยู่ได้ตลอดชีวิตอย่างเหลือเฟือ


“เมี่ยวเอ๋อร์?” เห็นนางตะลึง ไป๋ซีอวิ๋นเรียกนางอย่างอ่อนโยน น่าเสียดายที่เสียงเขาแหบแห้ง ลมหายใจไม่มีแรง ฟังไม่ออกว่าอ่อนโยนเอาใจใส่ เพียงทำให้รู้สึกสันหลังเย็นวาบ


ฉีเมี่ยวได้สติ วางถุงเงินไว้ข้างเขา จากนั้นฉวยมือห่มผ้าบางให้เขา ป้อนน้ำอุ่นเขาหลายอึก


การเคลื่อนไหวทุกอย่างของนางดุจเมฆเหินน้ำไหล ไป๋ซีอวิ๋นสังเกตเห็นเพียงนิ้วหยกเรียวยาวของนางที่ถือถ้วยเครื่องเคลือบสีขาวและช้อนน้ำแกง เล็บอิ่มเอิบ รับรู้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นระรวยตรงปลายจมูก จึงไม่ได้สนใจถุงเงิน นางเอาใจใส่เช่นนี้ ทำให้ทั้งหัวใจของเขาอบอุ่นขึ้นมา ความเสียใจและอาฆาตในชาติก่อน ประกอบกับเพิ่งรู้เรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนพวกนั้น บัดนี้มองนาง นอกจากความรักลึกซึ้ง ยิ่งมีความสงสาร


“อีกเดี๋ยวเจ้าไปลงโทษคนพวกนั้น จัดการได้ตามสบาย แม้ข้าไม่มีความสามารถ แต่ขอเพียงยังไม่ตายข้าก็ยังเป็นซื่อจื่อ เจ้าเป็นฮูหยินของข้า พวกเขาย่อมไม่ทำอะไรเจ้า”


“ข้ารู้ เดี๋ยวไปแล้ว” ฉีเมี่ยววางชามเครื่องเคลือบสีขาว ลุกขึ้นจะไป


ลั่วหย่งส่งสายตาบอกใบ้ ไป๋ซีอวิ๋นถึงพบถุงเงินใกล้มือ


“เมี่ยวเอ๋อร์ ตั๋วเงินนี้เจ้าเอาไปเก็บไว้”


“วางไว้ก่อน ถึงอย่างไรก็เป็นเงินของท่าน วันหน้าถ้าพึ่งพาจวนโหวไม่ได้จริงๆ ที่ให้ใช้เงินยังมีอีกมาก”


“เงินของข้าอะไร ข้าเพิ่งพูดเจ้าลืมหมดแล้ว”


เขาบอกว่าทุกอย่างของเขาเป็นของนาง


นางจำได้ ประทับใจมากด้วย ยิ่งรู้สึกว่าบุรุษสมัยโบราณพูดเช่นนี้กับภรรยาได้ไม่ง่ายเลย เพียงแต่ในใจยังคงไม่อาจก้าวข้ามอุปสรรคนั้น


เห็นไป๋ซีอวิ๋นมีสีหน้าดูไม่ดี ฉีเมี่ยวยิ้มพูดว่า “นี่ก็เป็นห้องของข้า คงไม่ดีถ้าออกไปข้างนอกก็พกพวกนี้ไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่าหนัก ซ้ำยังต้องกลัวหายตลอดเวลา” พูดพลางย่อกายทำความเคารพหันหลังออกไป


มองเงาด้านหลังอ่อนหวานแช่มช้อยของนาง ไป๋ซีอวิ๋นนิ่งเงียบอยู่นาน


ลั่วหย่งมองประตูห้อง จากนั้นมองไป๋ซีอวิ๋น หัวเราะพรืด “ว่าอย่างไร เจ้าไม่ดีใจ?”


“นี่นางเห็นข้าเป็นคนนอก”


ลั่วหย่งทนเห็นท่าทางหดหู่เช่นนี้ของเขาไม่ได้ กลอกตาขาว “นางไม่ใช่สตรีที่บูชาเงิน เจ้าควรดีใจถึงจะถูก แม้นางแต่งงานแล้ว แต่ยังเป็นเจ้าสาวมือใหม่”


ประโยคเดียวปลุกสติไป๋ซีอวิ๋น


ใช่แล้ว เขามีความทรงจำชาติก่อน แต่นางไม่มี!


สำหรับนาง เขาเป็นเพียงสามีเพิ่งแต่งงานที่รู้จักกันได้วันเดียว


ยามนี้เขาร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่ในประตูผี นางยังตั้งอกตั้งใจรับใช้เขา เช้านี้ไม่ได้ทิ้งเขาเดินไปก่อน ยังประคองเขาเดินมาไกลถึงเพียงนี้ เห็นได้ว่าความประพฤติของนางชาติก่อนชาตินี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง


ให้พวกเขาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งก็ดี


เพียงแต่เรื่องด่วนในยามนี้...


“จวินอี้ ร่างกายข้าจนถึงบัดนี้ถูกพิษ แม้เมี่ยวเอ๋อร์รู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็เป็นสตรี เจ้าหาโอกาสหาหมอสักคน ปลอมตัวเป็นพวกนักบัญชีหรือคนรับใช้สูงวัยส่งเข้ามา”


ลั่วหย่งได้ยินว่าถูกพิษ แทบกระเด้งขึ้นมา “สารเลวพวกนั้น ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเขาผิดปกติ! เหตุใดท่านหมอโจวที่ตรวจโรคให้เจ้าก่อนหน้านี้ไม่เห็นเบาะแส”


“มีเงินจะทำอะไรก็ได้” ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มเยาะ “ถ้าคนพวกนั้นตั้งใจให้ข้าตาย เกรงว่าหมายมั่นปั้นมือเปลี่ยนวิธีจัดการข้า แต่ข้าเพียงสงสัย ว่านกุ้ยเฟยก็ส่งหมอหลวงมา เหตุใดไม่มีสักคนบอกว่าข้าถูกพิษ?”


“ใช่แล้ว ในนี้ต้องมีลับลมคมใน แต่โชคดีที่ยามนี้พบแล้ว” ลั่วหย่งถอนใจพูดว่า “ข้าเห็นว่าฮูหยินเจ้าเป็นสตรีที่ไม่เลว เป็นดาวนำโชคของเจ้าด้วย วันหน้าเจ้าหายป่วย ต้องปฏิบัติต่อนางให้ดี”


“คราวนี้เจ้าไม่พูดว่านางเป็นตัวปลอมแล้ว?” ไป๋ซีอวิ๋นมองเขาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม


เดิมทีเขาผอมจนน่ากลัว สีหน้าก็ไม่ดี ตาโตหน้าตอบ ทั้งที่เป็นสีหน้าหยอกล้อ เขาทำแล้วกลับรู้สึกอึมครึม


ลั่วหย่งทำท่าทางตกใจ “เจ้าอย่าเป็นเช่นนี้กับภรรยาใหม่ของเจ้า น่ากลัวโดยแท้” ในใจกลับสงสารสหายสนิทเหลือเกิน คนที่เคยหล่อเหลาจนผู้ใดเทียบไม่ติด ถูกโรคภัยไข้เจ็บทรมานจนคนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง


“ข้าเพียงรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเจ้า เดิมทีคิดว่าฉีชั่วนางนั้นเป็นกุลสตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเมืองหลวง ถ้าเจ้าไม่ได้เกิดมาอ่อนแอพกโรคนี้มาด้วย จะด้อยกว่าคุณชายพวกนั้นในเมืองหลวงหรือ ทั้งความรู้ความสามารถและลำดับศักดิ์ด้อยกว่าผู้ใดตรงที่ใด เจ้าไหนเลยจะไม่คู่ควรกับฉีชั่ว แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าในนั้นมีเรื่องเช่นนี้อีก ไม่นึกว่าแม่ทัพฉีจะเป็นคนเช่นนี้”


“แทนที่จะพูดถึงแม่ทัพฉี ไม่สู้พูดว่าพ่อข้าไร้ยางอาย ข้ายังไม่ตาย เขาก็คิดถึงลูกสะใภ้แล้ว!” เมื่อโกรธ ไป๋ซีอวิ๋นก็ไอโขลกขึ้นมาอย่างสุดกลั้น


ลั่วหย่งรีบเอาน้ำมาให้เขาดื่มหลายอึก


ไม่รู้ว่าเป็นผลกระทบทางจิตใจหรือไม่ ไป๋ซีอวิ๋นมักรู้สึกว่าน้ำแก้วเดียวกัน ฉีเมี่ยวป้อนก็หวานอร่อยเป็นพิเศษ ลั่วหย่งป้อนก็เป็นเพียงน้ำธรรมดา


ส่ายหน้ากำจัดความคิดไม่ถูกไม่ควร ไป๋ซีอวิ๋นบอกใบ้ให้ลั่วหย่งเอียงหูเข้ามา ลดเสียงเริ่มปรึกษากับเขา


ยามนี้ฉีเมี่ยวยืนอย่างสง่างามกลางลานบ้าน สั่งสาวใช้ที่เพิ่งได้มา “ปิงเหลียน เจ้าไปเอาสมุดมา บันทึกทุกคนที่เข้าจวนวันนี้ลงสมุด ในเมื่อเป็นคนที่ท่านซื่อจื่อเพิ่มเอง เงินรายเดือนย่อมมาจากเรือนชิ่นหยวน ส่วนคนที่ไม่เชื่อฟังพวกนั้นในเรือนชิ่นหยวน ก็ได้แต่เชิญหลีกทางให้ตำแหน่ง”


ฉีเมี่ยวเพิ่มเสียง พูดกับคนที่หลบแดดชมเรื่องสนุกตรงทางเข้าลานบ้านและเชิงกำแพงพวกนั้น “พวกเจ้ารับเงินจากจวนโหว ในเมื่อไม่เชื่อฟังคำสั่งของเรือนชิ่นหยวน ก็ไม่ต้องอยู่ต่อ ฟังคำสั่งของผู้ใดยามนี้ก็ไปหาผู้นั้นเถอะ ปี้ย่วน พาหลายท่านนี้ไล่คนออกไป”


“เจ้าค่ะ” ปี้ย่วนฟังคำสั่งแล้วก็พาเวิ่นเหลียน อวี้เหลียน อ้ายเหลียนและคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาใหม่ไปขับไล่คนด้วยกัน


พวกคนรับใช้สูงวัยย่อมไม่ยอมไป โต้เถียงอย่างดุเดือดขึ้นมาทันที “ซื่อจื่อฮูหยินไม่มีเหตุผล พวกเราเป็นคนของจวนโหว มีสิทธิ์อะไรให้พวกเราไป!”


“ใช่แล้ว ซื่อจื่อฮูหยินเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ต่อให้ผู้ดูแลคนใหม่ได้รับตำแหน่งก็ไม่ถึงขนาดเอาพวกเราไปเผาไฟก่อน พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”


...


กลุ่มคนจ้อกแจ้กจอแจ เวิ่นเหลียน อ้ายเหลียนและคนอื่นๆ ก็เคลื่อนไหวได้ไม่ดีนัก กลัวว่าหากลงมือจะทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ได้แต่ติดตามปกป้องข้างกายฉีเมี่ยว เผื่อว่าคนพวกนี้ต่อต้านทำร้ายเจ้านายขึ้นมา


ฉีเมี่ยวราวกับไม่ได้ยินเสียงน่ารังเกียจ เพียงเดินช้าๆ ไปหาพวกเขา


พวกหญิงรับใช้โหวกเหวกโวยวายอยู่ไกลๆ แต่เมื่ออยู่ใกล้ภายใต้การจ้องมองของฉีเมี่ยว กลับรู้สึกว่าอ้าปากไม่ได้อยู่บ้าง


ฉีเมี่ยวชี้สาวใช้อ่อนวัยนางหนึ่ง “เมื่อครู่สั่งว่าจะเอาน้ำร้อน เจ้าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน”


สาวใช้หายใจอึดอัด เบือนหน้าหนี “ข้าไม่ได้ยิน”


“เจ้ายังดีหน่อย” ตบไหล่หมัวมัวสูงวัย “ใจดีบอกข้าว่าในครัวเล็กๆ มีฟืนมีน้ำ จะใช้น้ำร้อนไปตักน้ำต้มเอง”


ใบหน้าของหมัวมัวนางนั้นเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว พูดไม่ออก


“ยังมีเจ้า เป็นคนดีเช่นกัน ข้าบอกว่าซื่อจื่อยังหิวอยู่ เจ้าชมว่าข้าอยู่ครอบครัวฝ่ายหญิงก็หัวไวมือคล่อง เรื่องหุงหาอาหารคงไม่ยากสำหรับข้าอย่างแน่นอน ให้ข้าไปจัดเตรียมเอง” ฉีเมี่ยวยิ้มแย้มตบไหล่หญิงรับใช้สูงวัยอีกคน นางไม่ได้ใช้กำลังมากนัก แต่ทำให้หมัวมัวนางนั้นตกใจจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น


เสียงนุ่มนวลของฉีเมี่ยวฟังไม่ออกแม้แต่น้อยว่าโกรธ ท่าทางกลับดุดันยิ่งนัก “พวกเจ้าล้วนเป็นคนดี แต่วัดนี้ของข้าเล็กเกินไป ไม่พอให้พระใหญ่เช่นพวกเจ้าอยู่ด้วย ข้าเป็นสะใภ้ใหม่หน้าบาง ก็ไม่กล้าจัดการลงโทษพวกเจ้า ในเมื่อพวกเจ้าคิดว่ารับใช้ซื่อจื่อกับข้าลำบากนัก ในจวนนี้ย่อมมีคนที่พวกเจ้าชอบรับใช้”


“ปิงเหลียน เดี๋ยวส่งพวกเขาไปเรือนจิ่นซิ่ว ให้เหล่าไท่จวินลงโทษเถอะ เหล่าไท่จวินรักสงสารหลานชาย เดือดเนื้อร้อนใจเพราะซื่อจื่อสุขภาพไม่ดี พวกเจ้ากลับเอาแต่เกียจคร้านละเลยซื่อจื่อ ข้าจะดูสิว่าเหล่าไท่จวินจะจัดการลงโทษพวกเจ้าอย่างไร”


ฉีเมี่ยวพูดจบก็หันหลังเดินขึ้นบันได


ในที่สุดคนรับใช้พวกนั้นก็ได้สติ ฮูหยินใหม่ท่านนี้ไม่ใช่อ่อนแอน่ารังแกเช่นนั้นอย่างที่คิดไว้ด้วยซ้ำ!


อยากอยู่ต่อก็ไม่สำเร็จแล้ว แต่ทางเหล่าไท่จวินนั้น ไม่รู้จะปกป้องพวกนางหรือไม่


ทุกคนเดินลังเลออกไปตามลำดับ


สุดท้าย กลับมีสาวใช้ใหญ่ที่แต่งตัวภูมิฐานหน่อยสองนางสบตากันแวบหนึ่งหันหลังคุกเข่า


“ซื่อจื่อฮูหยิน บ่าวเป็นคนรับใช้ท่านซื่อจื่อ บ่าวไม่อยากไป”


“ที่แท้เป็นเหมยหลันกับเหมยซาน” สองท่านนี้เป็นสาวใช้ใหญ่ในห้องของซื่อจื่อ มีเกียรติมากกว่าคนพวกนั้น เมื่อคืนนอกห้องหอก็เป็นพวกเขาสองคนเฝ้าอยู่


ฉีเมี่ยวยืนอยู่ใกล้พวกเขา พูดว่า “เช้านี้ พวกเจ้าอยู่ที่ใด”


“เรียนซื่อจื่อฮูหยิน บ่าว...ยามนั้นเหล่าไท่จวินสั่งให้บ่าวไปเรือนบน”


“อย่างนั้นหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าไปรับใช้ข้างกายเหล่าไท่จวินเถอะ” ฉีเมี่ยวอมยิ้มมองสองคน กำชับอย่างอ่อนโยน “ในเมื่อพวกเจ้าสองคนเป็นสาวใช้ใหญ่ ย่อมแตกต่างจากผู้อื่น เหล่าไท่จวินไว้วางใจพวกเจ้า พวกเจ้าต้องรับใช้ให้ดีถึงจะถูก ข้าเพิ่งแต่งเข้าสกุลไป๋ ทางท่านซื่อจื่อนี้ก็ต้องดูแล เลี่ยงไม่ได้ที่จะสะเพร่าบ้าง พวกเจ้าสองคนอยู่ข้างกายเหล่าไท่จวินดีร้ายก็รอบคอบแทนข้าให้มาก”


ฉีเมี่ยวใช้สองมือประคองสองคนลุกขึ้น “ไปเถอะ”


เหมยซานกับเหมยหลันแทบจะร้องไห้


พวกเขาเพิ่งได้รับคำสั่งให้จับตาดูซื่อจื่อฮูหยิน ไม่ทันได้ทำธุระก็ถูกส่งกลับไป เหล่าไท่จวินรู้เรื่องยังไม่แน่ว่าจะโกรธถึงเพียงใด ผู้ใดบอกว่าซื่อจื่อฮูหยินอ่อนแอรังแกได้ง่าย ข่าวนี้เหลวไหลทั้งเพ!


สองสาวใช้ยังคิดจะขอความเมตตา แต่ฉีเมี่ยวขึ้นบันไดกลับทางเดินแล้ว เรียกปิงเหลียน อวี้เหลียนและคนอื่นๆ เข้าห้องไป ปล่อยลานบ้านให้พวกสาวใช้และหญิงรับใช้ที่มาใหม่เฝ้าดู


เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า เหมยหลันกับเหมยซานก็ดูเหมือนเป็นส่วนเกิน ได้แต่แอบย่องถอยไปเรือนจิ่นซิ่วของเหล่าไท่จวิน


ในห้องนอน บทสนทนาของไป๋ซีอวิ๋นกับลั่วหย่งจบลงแล้ว ยามฉีเมี่ยวเข้าประตูมา ในห้องคล้ายเจือด้วยกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ เมื่อมองเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นกับใบหน้างดงามบอบบางของนาง ไป๋ซีอวิ๋นแววตาลึกซึ้ง แทบจะมองอย่างหลงใหล


ฉีเมี่ยวก็ถูกสายตา ‘อึมครึม’ นั้นมองจนทำอะไรไม่ถูก นิ่งเงียบชั่วขณะ เห็นใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้ามากยิ่งขึ้น จึงพูดโน้มน้าวว่า “ซื่อจื่อ ท่านจะพักผ่อนชั่วครู่หรือไม่”


คนป่วยเรื้อรังพูดเยอะถึงเพียงนี้อย่างหาได้ยาก ไป๋ซีอวิ๋นเหนื่อยมากจริงๆ


เพียงแต่เขาจะปล่อยให้นางไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นตามลำพังได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นเมื่อครู่พวกเขายังกวาดล้างคนในลานบ้านจนหมดสิ้น


“ข้าไม่เหนื่อย เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าก่อนเถอะ ข้าไปโถงหน้ายกน้ำชากับเจ้า”


บทที่ 7 ยกน้ำชา


 


ฉีเมี่ยวได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่ได้ตอบรับทันที ไปย้ายเก้าอี้สี่เหลี่ยมบุแพรมานั่งข้างกายเขาก่อน


ตั้งแต่นางเข้าประตูมา แววตาของไป๋ซีอวิ๋นก็ไม่เคยห่างจากร่างนาง สายตาลึกซึ้งไม่ปิดบังแม้แต่น้อย


เพียงแต่ฉีเมี่ยวยังคงรู้สึกอึมครึม


เพื่อตั๋วอาหารระยะยาวของนาง ก็น่าสงสารซื่อจื่อครองตำแหน่งสูงแต่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ฉีเมี่ยวคว้ามือของเขา


บุรุษผู้นี้โครงร่างสูงใหญ่ กลับมีเนื้อไม่มาก แขนผอมหนังหุ้มกระดูก ผิวซีดไร้ความเปล่งปลั่ง


เขาเป็นถึงซื่อจื่อ พ่อเขายังเป็นถึงท่านโหว แต่นั่นแล้วอย่างไร ไม่พูดถึงว่าบนร่างเขาถูกพิษเรื้อรัง ย่ากับแม่ยังร่วมมือกันทรมานเขา อีกทั้งเขาถูกพิษไม่ใช่วันสองวัน หมอสมัยโบราณก็คงไม่ได้ให้ตำแหน่งเปล่าๆ เหตุใดไม่มีสักคนตรวจรักษาเขาให้ดี


ถ้ามีคนดูแลเขาให้ดี เขาคงไม่ถึงขนาดครึ่งตัวลงโลงเช่นในยามนี้


ฉีเมี่ยวเห็นอกเห็นใจเรื่องราวชีวิตของเขา จมูกเจ็บแปลบอยู่บ้าง นิ้วหยกเรียวยาววางบนตำแหน่งเส้นชีพจรของเขา เคลื่อนไหวยิ่งละเอียดอ่อนนุ่มนวล


ไป๋ซีอวิ๋นมองนางเงียบๆ โดยตลอด ถูกนางปฏิบัติอย่างทะนุถนอมเช่นนี้ หัวใจที่เย็นชามานานหลายปีก็อบอุ่นขึ้น


ลั่วหย่งยิ้มแย้มหยอกล้อ “ไม่นึกว่าจื่อจินแม้ไม่สง่างามเหมือนก่อน ยามนี้ยังทําให้คนรักคนหลงเช่นนี้ ข้าเห็นแล้วก็วางใจ” จื่อจินคือนามรองของไป๋ซีอวิ๋น


ฉีเมี่ยวตรวจรักษาต่อไปอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน แต่กลับเตรียมใจไว้แล้ว


สมัยโบราณบุรุษผู้ใดไม่มีสามภรรยาสี่อนุ ซื่อจื่อครองตำแหน่งสูง แม้ไม่เป็นที่ชื่นชอบแต่ฐานะก็ยังอยู่ตรงนี้ หรือจะไม่เคยมีสตรี?


ตรวจสองมือให้เขาแล้ว ฉีเมี่ยวแน่ใจว่าเลือดของนางมีประโยชน์ต่อไป๋ซีอวิ๋นจริงๆ เพียงแต่ประสิทธิภาพของยามีจำกัด ยามนี้ไม่ได้ผลอีกต่อไป นางจะหาเวลาว่างไปซื้อสมุนไพร จากนั้นประกอบกับอาหารและเลือดของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาเขาได้จริงๆ แม้ขั้นตอนลำบากหน่อยก็คุ้มค่าที่จะลอง


“เช้านี้ทั้งเดินทั้งพูด ซื่อจื่อเหนื่อยมากแล้ว สุขภาพท่านเป็นสิ่งสำคัญ ยกน้ำชาข้าไปเองก็พอ ปกติท่านสุขภาพไม่ดี เหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยินไม่ตำหนิอยู่แล้ว ข้าไปแสดงความเคารพคนในจวนแล้วจะกลับมาจัดเตรียมอาหารกลางวันให้ท่านทันที”


“ข้าต้องไปกับเจ้า เช้านี้เจ้าก็เห็นแล้ว สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดี”


“ท่านวางใจ ข้ารับมือได้” ฉีเมี่ยวก้มตัว พยายามประคองเขาด้วยแขนข้างเดียว ดึงหมอนสี่เหลี่ยมออกจากข้างหลังเขา ประคองเขานอนราบ


ไป๋ซีอวิ๋นสูดกลิ่นหอมระรวยบนร่างนางอย่างชื่นใจ “เมี่ยวเอ๋อร์ วันนี้ไม่ต้องไปยกน้ำชา พรุ่งนี้ข้าดีขึ้นค่อยไปกับเจ้า”


“มารยาทไม่สมบูรณ์เทียบเท่ากับสร้างจุดอ่อนให้ผู้อื่นโจมตี เช่นนี้ไม่เหมาะสม” ฉีเมี่ยวยิ้มอย่างร่าเริง “ซื่อจื่อวางใจเถิด ข้าเพิ่งแต่งเข้ามา แม้ไม่เป็นที่ชื่นชอบของแม่สามี แต่พวกเขารักชื่อเสียงของตน เพื่อไม่ให้คนนอกวิพากษ์วิจารณ์ก็คงไม่ทำอะไรข้า”


“เจ้าเพิ่งแต่งเข้ามา ไม่รู้จักพวกเขา” ไป๋ซีอวิ๋นพูดด้วยเสียงเหนื่อยล้าแหบแห้ง “วันหน้าข้าดีขึ้น จะอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียด วันนี้เจ้าฟังข้า ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ต้อนรับพวกเราเรือนชิ่นหยวน ไม่ไปก็ไม่เป็นไร ข้าจะให้คนไปรายงาน บอกว่าทางข้านี้ห่างเจ้าไม่ได้ ไม่ให้เจ้าไป”


เขาพูดจบ ลั่วหย่งข้างๆ อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ “ไม่นึกว่าเจ้าก็มีวันที่รักหยกถนอมบุปผา[1]”


ฉีเมี่ยวสองแก้มแดงเรื่อ พวกเขาเพิ่งรู้จัก บอกว่า ‘ห่างกันไม่ได้’ ดีจริงหรือ


แต่ซื่อจื่อคิดเพื่อนางเช่นนี้ นางรู้สึกว่าแม้เขาลมหายใจอึมครึมก็ไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว


ฉีเมี่ยวขานรับส่งๆ กล่อมไป๋ซีอวิ๋นนอนก่อน เพราะเขาเหนื่อยมากแล้ว ชั่วครู่ก็หายใจสม่ำเสมอ


ลั่วหย่งมองสีหน้าของสหายสนิท คราวนี้ถึงลุกขึ้นอำลา


ฉีเมี่ยวส่งเขาถึงทางเดิน


“น้องสะใภ้ เมื่อครู่ล่วงเกินไม่น้อย หวังว่าเจ้าจะให้อภัย” ลั่วหย่งแสดงความเคารพ


ฉีเมี่ยวรีบแสดงความเคารพตอบ “คุณชายลั่วพูดเกินไปแล้ว ท่านก็ทำเพื่อซื่อจื่อ” มองรอบๆ ไม่มีคนนอก ถึงพูดว่า “เพียงแต่วันนี้ท่านมาที่จวน คนนอกรู้แล้วไม่เป็นไรหรือ”


“แม้รู้แล้วอย่างไร ให้พวกเขาหาสายสนกลในไม่เจอยิ่งดี” ลั่วหย่งยิ้มพูด “เดี๋ยวข้าจะหาหมอชื่อดังมาให้เร็วที่สุด ทางจื่อจินนี้ต้องรบกวนเจ้าดูแลให้มาก”


“เหตุใดคุณชายลั่วต้องเกรงใจ เขาเป็นสามีข้า ข้าจะดูแลอย่างแน่นอน”


ถ้าเป็นสตรีอื่น ผู้ใดจะยอมรับความจริงที่ว่าแต่งให้สามีขี้โรคเช่นนี้ทั้งต้องเผชิญหน้ากับญาติอันประเสริฐได้ ต่อให้ไม่ได้โวยวาย เกรงว่าต้องไม่สบอารมณ์ นางกลับต่างออกไป อ่อนโยนจิตใจดีงามเช่นนี้โดยตลอด ดูแลไป๋ซีอวิ๋นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง


ลั่วหย่งมองนางอย่างชื่นชม ในใจด่าว่าแม่ทัพฉีปฏิบัติต่อบุตรสาวในภรรยาเอกเช่นนี้ไม่ได้เรื่อง พลางกล่าวอำลาอีกครั้ง


ฉีเมี่ยวไม่สะดวกออกไป มองเขาไปไกลแล้วถึงสั่งอวี้เหลียนกับเวิ่นเหลียนข้างกาย “พวกเจ้าสองคน ไปที่ห้องนอนนำกล่องไม้แดงและห่อผ้าข้างกล่องเครื่องแป้งของข้ามา ไปเรือนจิ่นซิ่วกับข้ายกน้ำชาให้เหล่าไท่จวิน ปิงเหลียนกับอ้ายเหลียนอยู่รับใช้ท่านซื่อจื่อ จำไว้ว่าถ้ามีคนมา ให้บอกว่าซื่อจื่อเหนื่อยหลับไปแล้ว ไม่พบผู้ใดทั้งนั้น”


“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” อวี้เหลียนกับเวิ่นเหลียนขานรับแล้วไป ไม่นานก็นำสิ่งของมา


ฉีเมี่ยวกลัวว่าความทรงจำที่สืบทอดมาจะผิดพลาด จึงเปิดห่อผ้าออกดู เห็นข้างในเป็นรองเท้าที่เตรียมไว้ให้พ่อสามีกับแม่สามี รวมทั้งพัดที่เตรียมไว้ให้เหล่าไท่จวินและของขวัญพบหน้าสำหรับคนรุ่นเดียวกันในพิธียกน้ำชา ใจถึงค่อยสงบขึ้นบ้าง


ไม่ว่าสำหรับนางหรือเจ้าของร่างเดิมก็ยกน้ำชาเป็นครั้งแรก ยิ่งกว่านั้นสามีของนางไม่อาจอยู่ด้วย


ฉีเมี่ยวละทิ้งความกังวล จัดผมแล้วพาสาวใช้สองนางออกจากเรือนชิ่นหยวน มุ่งหน้าสู่เรือนจิ่นซิ่ว


ยามนี้เรือนจิ่นซิ่วมีกลุ่มคนรับใช้ยืนอยู่ เหล่าไท่จวินนั่งตัวตรงในตำแหน่งหลักของห้องโถงใหญ่ ข้างหลังพิงกรอบลับแลไม้จันทร์แดงแกะสลักลายต้นสนกับกระเรียนอายุยืนขนาดใหญ่ ถือประคำหยกแข็ง[2]ไว้ในมือไม่พูดอะไรสักคำ ทำให้มองอารมณ์ของนางไม่ออก


อานลู่โหวฮูหยินจางซื่อที่นั่งตัวตรงในตำแหน่งล่างมีสีหน้าเขียวคล้ำตั้งนานแล้ว ขมวดคิ้วด่าว่า “พวกไร้ประโยชน์ เลี้ยงพวกเจ้าเสียข้าวสุก ให้พวกเจ้าไป ‘ตั้งใจ’ รับใช้ซื่อจื่อกับซื่อจื่อฮูหยินยังทำได้ไม่ดี ซ้ำยังถูกส่งกลับมา อยู่ไปก็อับอายโดยแท้!”


“ท่านแม่โปรดระงับโทสะ” ไป๋ซีหย่วนบุตรชายคนโตในอนุภรรยากับหลิวซื่อลูกสะใภ้คนโตก็ลุกขึ้นยืน สองคนดูท่าทางหวาดกลัวยิ่งนัก


คุณชายสามไป๋ซีมู่ตบไหล่อานลู่โหวฮูหยินอย่างปลอบโยน “เหตุใดท่านแม่ต้องโมโหพวกคนรับใช้ พวกเขารับใช้ได้ไม่ดี พี่สะใภ้รองก็เพิ่งแต่งเข้ามากลัวเสียหน้า ท่านแม่หนุนหลังเรือนชิ่นหยวนหน่อยถึงจะถูก”


อานลู่โหวฮูหยินหัวเราะเยาะ “ยกน้ำชายังมาสายได้ ฉีหย่งผู้นั้นเป็นคนกักขฬะโดยแท้ ลูกสาวเกิดมาก็มีมารดาเลี้ยงดูแต่ไม่สั่งสอน!”


ไป๋ซีมู่ขมวดคิ้ว คิดว่าคำพูดนี้ของมารดารุนแรงเกินไปสักหน่อย


คุณหนูสี่ไป๋ซีหลันกับคุณหนูห้าไป๋ซีซีที่ยืนห้อยมือก็ขมวดคิ้วหลุบตานิ่งเงียบ


ในยามนี้เอง ข้างนอกมีคนรับใช้มารายงาน ”เรียนเหล่าไท่จวิน ฮูหยิน ซื่อจื่อฮูหยินมาแล้ว”


“นางยังรู้จักมา!” อานลู่โหวฮูหยินเบนสายตาออกอย่างหงุดหงิด “บอกนาง ในเมื่อไม่อยากมาวันหลังก็ไม่ต้องมาแล้ว!”


“จางซื่อ” อานลู่โหวฮูหยินพูดจบ ในที่สุดเหล่าไท่จวินที่นับลูกประคำก็ลืมตาขึ้นพูดว่า “เจ้าตึงเครียดเกินไปแล้ว อยู่ต่อหน้าคนรุ่นหลังจะเป็นท่าทางอย่างไร”


อานลู่โหวฮูหยินฟังแล้วเม้มปาก อารมณ์ไม่พอใจแวบผ่านบนใบหน้าที่บำรุงได้อย่างเหมาะสม สุดท้ายไม่ส่งเสียงอีก


ในที่สุดอานลู่โหวที่นิ่งเงียบดื่มชาอยู่นานก็วางถ้วยชา พูดอย่างเอื่อยเฉื่อย “พอแล้ว ถึงอย่างไรฉีซื่อก็เป็นสะใภ้ใหม่ เจ้าเป็นแม่สามีแยกเขี้ยวยิงฟันไม่รู้จักวางตัวให้ดี วันหน้าจะให้ผู้อื่นนับถือได้อย่างไร”


พูดจบ ฉีเมี่ยวเข้าห้องมาพร้อมกับสาวใช้


ชุดสีสว่างชมพูอ่อนคู่กับเหลืองอ่อน แม้อ่อนจางยิ่งแต่ยังงดงามนัก ผมยาวดำขลับเติมเต็มหน้าตาเพริศแพร้วขาวผ่องราวหิมะของนาง ดวงตาดุจระลอกคลื่นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อกวาดตามองทุกคนในห้องเบาๆ ราวกับดวงดาวหลั่งไหลเข้าสู่นัยน์ตานาง เปล่งประกายระยิบระยับ


เหล่าไท่จวิน อานลู่โหวฮูหยินและลูกสะใภ้คนโตหลิวซื่อเคยเห็นนางแล้ว ยังอดตะลึงมองไม่ได้


อานลู่โหวไป๋หย่งชุนนั่งตัวตรงในตำแหน่งหลัก อดโน้มตัวไปข้างหน้าไม่ได้ สายตาจ้องบนเงาร่างอ่อนหวานแช่มช้อยเขม็ง


ฉีเมี่ยวถูกมองจนอึดอัดไปทั้งตัว ซ้ำยังเพราะรู้ว่าบิดาผู้ให้กำเนิดของนางจะให้นางไปเอาใจพ่อสามีหลังจากไป๋ซีอวิ๋นตาย ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกรังเกียจ


พูดตามตรง ไป๋หย่งชุนเกิดมาหน้าตาดูดี แม้วัยใกล้ห้าสิบอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่บ้าง บนใบหน้าก็มีริ้วรอย แต่ยังเห็นได้ว่าในวัยเยาว์เป็นบุคคลที่หล่อเหลาสง่างาม เพียงมองภายนอก ผู้ใดจะจินตนาการได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนซื่อเหมือนแมวนอนหวดเช่นนี้


ฝืนกลั้นความรู้สึกไม่สบายตัวจากการถูกจ้องมอง ฉีเมี่ยวทำความเคารพ “เมื่อครู่ซื่อจื่อไม่สบาย ข้าอยู่ดูแลดังนั้นจึงมาช้า เหล่าไท่จวิน ท่านพ่อ ท่านแม่โปรดให้อภัย”


เสียงนางนุ่มนวลอ่อนหวาน ไพเราะราวกับนกขมิ้นออกจากหุบเขา ทำให้ไป๋หย่งชุนใจอ่อนยวบโดยแท้ ไม่รอให้เหล่าไท่จวินเอ่ยปากก็พูดว่า “พูดอะไรกัน ในเมื่อแต่งเข้ามาแล้วก็เป็นคนครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องเห็นเป็นคนนอกเช่นนี้”


เหล่าไท่จวินรู้ว่านิสัยเสียนั้นของลูกชายกำเริบอีกแล้ว เพียงแต่นิ่งเงียบ


อานลู่โหวฮูหยินหัวเราะเยาะ ขึงตาใส่ฉีเมี่ยวอย่างดุเดือด “อยู่จวนแม่ทัพไม่เคยเรียนกฎเกณฑ์ใช่หรือไม่ มาถึงจวนอานลู่โหวของพวกเราไม่ใช่ว่าจะสามารถกำเริบเสิบสานเช่นเมื่ออยู่กับครอบครัวของเจ้า ต่อให้ไม่เข้าใจอะไรเลย ดีร้ายก็ต้องรู้มารยาทกระมัง นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เจ้าให้ผู้อาวุโสรอคอยเช่นนี้ ไม่รู้จักกาลเทศะ?”


อานลู่โหวฮูหยินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาฉีเมี่ยวช้าๆ


ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งพบว่าบนร่างนางมีกลิ่นหอมระรวยที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บอกไม่ได้ว่าเป็นกลิ่นดอกไม้อะไร แต่ทำให้คนได้กลิ่นแล้วสบายใจอย่างยิ่ง


“ยังแต่งหน้าทาแป้งอีก สามีเจ้าใกล้ตายแล้วยังจะแต่งเนื้อแต่งตัว เจ้าแต่งให้ผู้ใดดู!” อานลู่โหวฮูหยินโบกมือปัดห่อผ้าในมือของอวี้เหลียน รองเท้าหัวฝังหินหยกสองคู่ในนั้นร่วงพื้น


ตามธรรมเนียมของแคว้นโจว สะใภ้ใหม่แต่งเข้ามาต้องทำรองเท้าให้พ่อแม่สามีกับมือ


ไป๋หย่งชุนขมวดคิ้วพูดว่า “จางซื่อ เจ้าทำเกินไปแล้ว ยังไม่นั่งลงอีก? ดูสิสะใภ้ใหม่ตกใจหมด!”


ไป๋ซีมู่ก็เป็นห่วงฉีเมี่ยว ไปประคองอานลู่โหวฮูหยิน “ท่านแม่ รีบนั่งลงเถอะ”


คนรับใช้ยกถาดน้ำชามา


ฉีเมี่ยวกัดริมฝีปาก อยากสะบัดแขนเสื้อแล้วไปจริงๆ


พ่อสามีเป็นคนบ้ากาม แม่สามีก็เป็นคนเสียสติ เหล่าไท่จวินปกติหน่อยแต่ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับพระศรีอริยเมตไตรย เดาไม่ถูกเลยว่าในใจคิดอะไร พี่ชายสามีและภรรยาระวังตัวแจ หญิงสาวสองนางข้างๆ มีสีหน้าไม่เป็นมิตรทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน น่าจะเป็นไป๋ซีหลันกับไป๋ซีซีน้องสาวสามีสองคนของนาง


ครอบครัวนี้ประกอบกับสามีที่ใกล้จะกลับบ้านเก่าได้ทุกเมื่อ วันหน้านางจะใช้ชีวิตอย่างไร


อยากไปแต่ไปไม่ได้ เพราะพ่อแม่ของครอบครัวบ้านเดิมก็ไม่ดีไปกว่ากันเท่าใด


ฉีเมี่ยวอยากร้องไห้ให้พวกเขาเห็นโดยแท้...


นางหลุบตาหยิบกาน้ำชามารินชา ผู้ใดจะรู้ว่าเพิ่งหิ้วขึ้นมาหูกาน้ำชาก็หักทันที!


เสียงเครื่องลายครามแตก กาน้ำชาตกแตกเป็นเสี่ยงๆ น้ำชากระเซ็นใส่ชายกระโปรงกับหน้ารองเท้า ฉีเมี่ยวร้อนจนกรีดร้องก้าวถอยหลัง


[1] รักหยกถนอมบุปผา สำนวนจีน หมายถึงมีความอ่อนโยนต่อหญิงสาว


[2] หยกแข็ง คือหยกเจไดท์ หรือที่มักเรียกกันว่าหยกพม่า


บทที่ 8 บาดเจ็บ


 


แม้มีอวี้เหลียนกับเวิ่นเหลียนสองสาวใช้ประคอง ฉีเมี่ยวยังเจ็บจนแทบจะยืนไม่มั่นคง หลังเท้าสองข้างปวดแสบปวดร้อน ที่ขาก็คล้ายถูกกระเซ็นผ่านกระโปรง รวมทั้งหลังเท้าเจ็บจนนางสูดหายใจ


นางน่าสมเพชเช่นนี้ อานลู่โหวฮูหยินเห็นแล้วแอบสะใจไม่น้อย ไม่ว่าเป็นสตรีที่งามเพียงใด เวลานี้ก็เสียภาพลักษณ์เสียศักดิ์ศรี ดูสิว่ายังยั่วยวนดึงดูดบุรุษอย่างไร!


แต่ความลำพองใจของอานลู่โหวฮูหยินยังไม่เกินชั่วลมหายใจ ก็เห็นท่าทางกระวนกระวายของไป๋หย่งชุนกับไป๋ซีมู่แล้ว


ไป๋ซีมู่ดีหน่อย ขมวดคิ้วยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน


ไป๋หย่งชุนลุกขึ้นก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว “เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?!” ในความกังวลเผยให้เห็นความรักหยกถนอมบุปผาอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อย อานลู่โหวฮูหยินเห็นแล้วแทบจะกระอักเลือดออกมา


ฉีเมี่ยวจับแขนของอวี้เหลียนกับเวิ่นเหลียนฝืนยืนมั่นคง ขมวดคิ้วแน่น น้ำตาคลอเบ้า ยิ่งนุ่มนวลมีเสน่ห์ไม่อาจเทียบเทียม


ไม่ใช่ว่านางไม่ได้เรื่องเลยอยากร้องไห้ แต่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเมื่อวาน จนถึงยามนี้ความตกใจที่ได้รับมาโดยตลอดและความไม่แน่นอนของอนาคตทำให้คนสติแตกได้เสมอ ความเจ็บปวดจากแผลลวกและความน้อยใจที่ถูกรังแก ทำให้คนอยากเสียสติเหลือเกิน!


แต่อยู่ต่อหน้าคนพวกนี้ นางไม่อยากยอมแพ้!


ยิ่งมีคนรอหัวเราะเยาะนาง นางยิ่งไม่อาจยอมจำนน


ฉีเมี่ยวฝืนกลั้นน้ำตา และไม่สนใจไป๋หย่งชุน หันไปถามสาวใช้ที่ยื่นถาดมา “เจ้าเป็นคนเตรียมชานี้?”


เดิมทีนางก็หน้าตาเพริศแพร้ว ยามนี้แววตาเย็นชาเล็กน้อย เผยให้เห็นท่าทางดุดันที่ไม่อาจเพิกเฉย สาวใช้นางนั้นตกใจก้มหน้าทันที เสียงสั่นเทาอย่างอดไม่ได้ “เรียนฮูหยิน เป็นบ่าวเอง”


เสียงของฉีเมี่ยวยังคงนุ่มนวล แต่ไร้ซึ่งอารมณ์ “ท่านโหว ฮูหยิน ท่านทั้งสองก็เห็นแล้ว น้ำชาที่ความร้อนเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะยกน้ำชาด้วยซ้ำ แต่นางกลับยกมาในยามนี้ ถ้าไม่ใช่ข้าทำกาน้ำชาแตก ท่านทั้งสองดื่มชาที่เป็นน้ำเดือดโดยไม่ได้ระวัง ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร”


ฉีซื่อตัวดี! กล้าพูดจาตลบตะแลงต่อหน้าต่อตา!


อานลู่โหวฮูหยินยิ้มเยาะ “ข้าไม่โทษเจ้าที่พลั้งมือทำกาน้ำชาใบโปรดของข้าหล่นแตก เจ้ากลับโยนความผิดให้สาวใช้ ก่อนสัมผัสกาน้ำชา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าน้ำข้างในร้อนเพียงใด ยิ่งกว่านั้นเจ้ามีแผลลวกจริงหรือไม่ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้ เจ้ากล้าถอดรองเท้าและถุงเท้าให้พวกเราดูหรือไม่”


ฉีเมี่ยวได้ยินคำพูดนี้ก็ตกตะลึง นี่นางเจอแม่สามีเช่นไร ทั้งไม่มีเหตุผลและหน้าหนาเช่นนี้?!


ด้วยความโกรธนางหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากสีชมพูเม้มแน่น แตกต่างจากความงดงามบอบบางเมื่อครู่ ทำให้ไป๋หย่งชุนมองอย่างเคลิบเคลิ้ม อดไม่ได้ที่จะพูดแทนฉีเมี่ยว


“ฮูหยิน ฉีซื่อไม่ได้ตั้งใจ เหตุใดเจ้าต้องบังคับขู่เข็ญ ยิ่งกว่านั้นแผลลวกหรือไม่ตรวจดูก็รู้ ฉีซื่อยังโกหกได้หรือ”


ไป๋ซีมู่ก็พูดว่า “ท่านแม่ ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของพี่สะใภ้รองสำคัญกว่า”


สองพ่อลูกนี้เป็นเหยื่อเหมือนกันโดยแท้ ถูกนางปีศาจจิ้งจอกน้อยล่อลวงไปหมด!


“ท่านไม่ต้องยุ่ง!” อานลู่โหวฮูหยินยิ้มเยาะพูดว่า “ยามนั้นท่านโหวบอกว่าท่านดูแลเรือนนอกข้าดูแลเรือนใน พวกบุรุษยุ่งย่ามเรื่องเรือนในถึงขั้นนี้ ไม่เหนื่อยหรือ”


“เจ้า! ไม่มีเหตุผลโดยแท้!” ไป๋หย่งชุนสะบัดแขนเสื้อ เมื่อหันไปหาฉีเมี่ยวก็อ่อนโยนยิ่งนัก “พิธียกน้ำชานี้เป็นเพียงมารยาท รองเท้าที่เจ้ามอบให้ข้ากับแม่สามีของเจ้ารับไว้แล้ว และเข้าใจความกตัญญูของเจ้า ในเมื่อวันนี้บาดเจ็บก็พักไว้ชั่วคราว ยามนี้เจ้าไปในห้องด้านในดูว่าอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรดีกว่า แผลลวกไม่ใช่เรื่องเล็ก”


ไป๋หย่งชุนยิ้มแย้มอ่อนโยนห่วงใย สายตาร้อนแรงราวกับต้องการมองเรือนร่างโค้งเว้าของฉีเมี่ยวผ่านเสื้อผ้าของนาง ถ้าแผลลวกทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ผิวขาวราวหิมะคงน่าเสียดายไม่ใช่หรือ


คราวนี้ฉีเมี่ยวขยะแขยงสามีภรรยาคู่นี้จนไม่อยากพูด


คนหนึ่งเป็นมารดาที่กลัวลูกชายไม่ตาย อีกคนเป็นเป็นบิดาที่อยากได้ลูกสะใภ้ ถ้าท่านซื่อจื่อเห็นแล้วไม่รู้จะคิดอย่างไร


คิดดูอีกที พิษนั้นของเขาไม่แน่ว่าจะมาจากที่ใดในจวนแห่งนี้


บนเท้าเหมือนจะเจ็บกว่าเดิม


ยามนี้นางไม่เข้าใจร่างใหม่ของตน เพียงหลับหนึ่งตื่น บนร่างก็มีกลิ่นดอกไม้แปลกประหลาด เลือดยังมีความสามารถในการรักษาบาดแผลและรักษาโรค เพียงแต่ไม่รู้ว่าแผลลวกนี้หายสนิทอย่างรวดเร็วได้ด้วยหรือไม่


ฉีเมี่ยวหลุบตา ถอนใจพูดว่า “เดิมทีข้าอยากปกปิดความผิดเพื่อครอบครัว ในเมื่ออานลู่โหวฮูหยินพูดเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูด บอกว่าทำกาน้ำชาหล่นแตก ท่านน่าจะหาคนไปดูรอยแตกบนหูกาน้ำชานั้นว่ามีคนใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือไม่” ยื่นหูกาน้ำชาในมือไปให้


ไป๋หย่งชุนสั่งคนรับไปทันที


ฉีเมี่ยวยังคงไม่สนใจไป๋หย่งชุน “ข้าบอกว่าข้าจงใจทำกาน้ำชาหล่นแตก นั่นเพื่อเห็นแก่หน้าบางคน ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยจริงๆ เกรงว่าสิ่งที่แปดเปื้อนคงไม่ใช่ชื่อเสียงของข้าฉีซื่อ แต่เป็นบางคนที่ไม่ยอมรับสะใภ้ใหม่”


อานลู่โหวฮูหยินโกรธจนหน้าซีด “ถ้าเจ้าพูดเช่นนี้คงต้องตรวจสอบสักหน่อย ตกลงว่ามีคนซุ่มซ่าม หรือมีคนทำร้ายเจ้า! แต่เจ้าเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ผู้ใดจะทำร้ายเจ้า!”


“งั้นก็มีเพียงคนลงมือที่รู้ ท่านพ่อเป็นคนเฉลียวฉลาดมีฝีมือ คิดว่าคงไม่นิ่งดูดาย”


“แน่นอนอยู่แล้ว” วันนี้ในที่สุดหญิงงามก็พูดกับเขาหนึ่งประโยค ไป๋หย่งชุนใจแทบอ่อนยวบ รีบพูดว่า “ไปห้องด้านในพักผ่อนก่อนดีกว่า เชิญหมอมาดูเถอะ สองสามวันนี้ก็ไม่ต้องมาคารวะ พักผ่อนให้มากถึงจะถูก”


นางหวังขึ้นมาทันทีว่าบนเท้าหายช้าหน่อยคงดี


หายช้า เดินไม่ได้ ก็มีเหตุผลไม่มาปรนนิบัติทั้งเช้าเย็นเพิ่มอีกหลายวัน จะได้ไม่ต้องเห็นคนพวกนี้แล้วอารมณ์เสีย


มีท่านโหวออกปาก คนอื่นก็ไม่กล้าพูดมาก


ต่อให้ฉีเมี่ยวรังเกียจไป๋หย่งชุนจนแทบอาเจียน แต่ไม่จงใจหาเรื่องตนเองเด็ดขาด


แต่นางจะไม่พักผ่อนที่นี่


“ข้ากลับเรือนชิ่นหยวนก่อนดีกว่า” ทำความเคารพเหล่าไท่จวิน อานลู่โหวและภรรยา รวมทั้งพี่น้องสามีและพี่สะใภ้ “พี่ชายพี่สะใภ้ น้องชายน้องสาวโปรดให้อภัย”


ไป๋ซีมู่และคนอื่นๆ รีบทำความเคารพตอบตามมารยาท


เดิมทีอานลู่โหวฮูหยินไม่คิดจะให้เกี้ยวแก่นาง แต่ไป๋ซีมู่ออกไปสั่งหญิงรับใช้กุลี “ไปหามเกี้ยวหาม ส่งซื่อจื่อฮูหยินกลับไปอย่างมั่นคงปลอดภัย ค่อยเชิญหมอไปตรวจดู”


“เจ้าค่ะ”


ฉีเมี่ยวรังเกียจไป๋หย่งชุนและภรรยา ระแวงเหล่าไท่จวิน แต่น้องชายสามีท่านนี้กลับรักษามารยาทกับนางมาโดยตลอด ซ้ำยังเอาใจใส่ยิ่งนัก นางจึงยิ้มให้เขาอย่างซาบซึ้ง “รบกวนน้องสามแล้ว”


ไป๋ซีมู่ใจเต้นตึกตัก หลุบตาพูดว่า “พี่สะใภ้รองพูดเกินไปแล้ว ท่านอย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับท่านแม่ข้า ท่านแม่มิได้นิสัยเลวร้าย เพียงแต่อารมณ์ไม่ค่อยดี”


ฉีเมี่ยวอยากพูดว่าที่จริงไม่ใช่แค่อารมณ์ไม่ดี จิตใจก็ไม่ดีด้วยกระมัง


แต่อย่างไรเสียเช้านี้ก็เป็นไป๋ซีมู่ช่วยหาเกี้ยวให้ไป๋ซีอวิ๋นนั่ง ยามนี้เขาก็ช่วยอีก นางจึงกลืนคำพูดต่อว่ามารดาของเขาลงไป


หลังจากที่ฉีเมี่ยวนั่งเกี้ยวจากไป ไป๋หย่งชุนกับจางซื่อก็ทะเลาะกันใหญ่โต


จางซื่อพูดจาหยาบคายยิ่งนัก แต่กลัวเสียหน้าจึงลดเสียงลงไม่ให้บ่าวได้ยิน สุดท้าย ไป๋หย่งชุนพูดจารุนแรง จะตรวจสอบให้ได้ว่ากาน้ำชาเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกไป


จางซื่อน้ำตาเปื้อนสาบเสื้อครู่ใหญ่ สั่งคนเรียกเหมยซานกับเหมยหลันสองคนมา “วันหน้าพวกเจ้าไปรับใช้ซื่อจื่อเช่นเดิม ข้าแต่งตั้งพวกเจ้าสองคนเป็นอนุภรรยาของเขา ออกไปเถอะ”


เหมยหลันกับเหมยซานตื่นตะลึงยิ่งนัก


ไม่ต้องพูดถึงว่าร่างกายของซื่อจื่อไหวหรือไม่ เพียงพูดว่าฮูหยินใหม่เพิ่งแต่งเข้ามาแม่สามีก็ยัดคนเข้าไปในห้องของลูกชาย เห็นได้ว่าซื่อจื่อฮูหยินไม่เข้าตาโหวฮูหยินมากเพียงใด


 


• • •


 


ในเรือนชิ่นหยวน ฉีเมี่ยวกลัวว่าจะรบกวนไป๋ซีอวิ๋นพักผ่อน จึงนั่งลงบนเตียงหลัวฮั่น[1]ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างห้องถัดไป สั่งสาวใช้ปรนนิบัตินางถอดรองเท้าและถุงเท้า พับชายกางเกงขึ้นก็เห็นบนหลังเท้างามดุจหยกสองข้างเกิดตุ่มน้ำแล้ว แต่รอยแดงเล็กๆ บนขาไม่ร้ายแรงนัก


“ฮูหยิน นี่จะทำอย่างไรดี เหตุใดเจ็บหนักเช่นนี้ น้ำชากานั้นเป็นน้ำเดือดจริงด้วย! อีกเดี๋ยวหมอมาแล้วต้องตรวจดูให้ดี” อวี้เหลียนมองแผลลวกแดงก่ำและตุ่มน้ำโปร่งใสบนผิวพรรณขาวหิมะ รู้สึกเพียงน่าตกใจ


“ไม่ต้อง ข้าไม่ใช้หมอผู้นั้น” ฉีเมี่ยวขมวดคิ้วพูดว่า “อีกเดี๋ยวท่านหมอโจวผู้นั้นมาให้เขาไปได้เลย วันหน้าโรคของซื่อจื่อก็ไม่ให้เขารักษาแล้ว”


อวี้เหลียนขานรับ ฉีเมี่ยวสั่งให้นางไปเตรียมพู่กันและกระดาษ ซ้ำยังเรียกเวิ่นเหลียนไปหาน้ำเย็นมาล้างแผลลวกบนเท้า


ใคร่ครวญเล็กน้อย ฉีเมี่ยวก็เขียนใบรายการบนกระดาษ


หวงปั้ว[2] หวงเชิน[3] เซิงต้าหวง[4]...


ครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก็เขียนรายการยาที่ไป๋ซีอวิ๋นใช้ได้ออกมา ให้อวี้เหลียนไปซื้อสมุนไพร


“เจ้าระวังให้มากขึ้น สืบข่าวเพิ่มว่าร้านขายยาใดในเมืองไม่เกี่ยวข้องกับจวนโหว เช่นนั้นน่าไว้ใจที่สุด”


“ฮูหยินไม่รู้อะไร ในมือคุณชายลั่วก็มีร้านขายยา บ่าวไปที่นั่นก็พอแล้ว”


ไม่นึกว่าลั่วหย่งนอกจากเปิดหอจวี้เสียนแล้วยังทำการค้าสมุนไพร ในเมื่ออวี้เหลียนรู้ เห็นได้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะอวี้เหลียนเป็นคนสนิท ก็เพราะลั่วหย่งทำการค้าใหญ่เกินไป


อวี้เหลียนรีบออกไป


ฉีเมี่ยวก็หยิบเข็มปักผ้ามาทาสุราฆ่าเชื้อ ก่อนสะกิดตุ่มน้ำบนเท้าทีละตุ่ม


บนเท้านางยังคงเจ็บอยู่ บาดแผลก็ไม่ดีขึ้น ทำให้นางเริ่มสงสัยเลือดของตนขึ้นมา


หรือว่าเช้านี้ทั้งรักษาปลา ทั้งทำให้ซื่อจื่อมีแรงเต็มเปี่ยมพวกนั้นล้วนเป็นภาพหลอน?


“ฮูหยิน เหมยซานกับเหมยหลันกลับมาแล้ว ท่านหมอโจวก็มาถึงแล้ว”


ฉีเมี่ยวพูด “ให้ท่านหมอโจวกลับไปเถอะ ถามเหมยหลันกับเหมยซานว่ากลับมาทำอะไร”


ไม่นานเวิ่นเหลียนก็กลับมา พูดด้วยสีหน้าดูไม่ดีอย่างยิ่ง “ท่านโหวฮูหยินให้เหมยหลันกับเหมยซานสองคนมาเป็นอนุของซื่อจื่อ เมื่อครู่สาวใช้ใหญ่ข้างกายอานลู่โหวพูดด้วยตนเอง บอกว่าให้พักที่ห้องข้างโถงตะวันออก ส่วนท่านหมอโจวเชิญเขากลับไปแล้ว”


“ช่างน่าสนใจจริงๆ” ฉีเมี่ยวโกรธจนแทบหัวเราะออกมา เพิ่งแต่งงานเมื่อครู่ ภายใต้ความลำบากเช่นนี้แม่สามียังจัดหาอนุให้ นี่มันดูถูกนางชัดๆ!


ขณะที่กำลังคิด กลับได้ยินเสียงฝีเท้าถี่กระชั้นข้างนอก ปิงเหลียนยืนอยู่หน้าประตูหอบหายใจพูดว่า “ฮูหยิน ซื่อจื่อตื่นแล้วเจ้าค่ะ พอรู้ว่าท่านถูกน้ำร้อนลวกก็จะมาเยี่ยมท่านให้ได้ บ่าวห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่!”


“เขารู้ได้อย่างไร!”


“เมื่อครู่สาวใช้ใหญ่ข้างกายอานลู่โหวฮูหยินเป็นคนไปบอก!”


“ข้าบอกว่าไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้ซื่อจื่อไม่ใช่หรือ!” ป้องกันได้ยากโดยแท้ พวกเขาอยากทรมานไป๋ซีอวิ๋นให้ตายโดยสิ้นเชิง!


ปิงเหลียนเหมือนจะร้องไห้ “เป็นความผิดของบ่าว พี่หญิงท่านนั้นเพียงพูดคุยกันหน้าประตู บ่าวไม่ได้ระวัง ผู้ใดจะรู้ว่านางพูดเรื่องท่านถูกน้ำร้อนลวกเสียงดังขึ้นมา เดิมทีซื่อจื่อนอนอยู่ บ่าวก็ไม่รู้เขาตื่นมายามใด จึงได้ยินทั้งหมด”


“อย่าเพิ่งพูดเรื่องพวกนี้ ประคองข้าลุกขึ้นก่อน”


ฉีเมี่ยวเพิ่งลงพื้น ไม่ทันได้สวมรองเท้าปักลาย ข้างนอกก็แว่วเสียงทุ้มต่ำอ่อนแอของไป๋ซีอวิ๋น “ถูกน้ำร้อนลวกจริงๆ?”


[1] เตียงหลัวฮั่น เป็นเครื่องเรือนสมัยโบราณของจีน ลักษณะคล้ายตั่งขนาดใหญ่ ใช้สำหรับนั่งรับแขกหรือนอนเล่น


[2] หวงปั้ว ชื่อยาจีน มีฤทธิ์ในการขจัดความร้อนและความชื้น ช่วยล้างพิษและรักษาแผล


[3] หวงเชิน ชื่อยาจีน มีฤทธิ์ในการขจัดความร้อนและความชื้น ล้างพิษ ห้ามเลือด และป้องกันการแท้งบุตร


[4] เซิงต้าหวง ชื่อยาจีน มีสรรพคุณรักษาอาการท้องผูก และรักษาแผลไฟไหม้


บทที่ 9 กังวล


 


“ซื่อจื่อ” ฉีเมี่ยวจับมือเวิ่นเหลียนฝืนใจลุกขึ้น แผลลวกบนหลังเท้าสะกิดตุ่มน้ำออกแล้ว ซ้ำยังไม่ได้ทายา คราวนี้รู้สึกเจ็บรุนแรงกว่าเดิม


ไป๋ซีอวิ๋นสวมเสื้อชั้นกลางสีขาวหิมะ บนไหล่คลุมเสื้อคลุมยาวแพรเมฆาสีฟ้าอ่อนไม่ใหม่ไม่เก่า ปิงเหลียนกับอ้ายเหลียนสองคนประคองซ้ายขวาเข้ามา โดยมีเหมยหลันกับเหมยซานสองคนติดตามข้างหลัง


“ลวกที่ใด” เมื่อเห็นฉีเมี่ยวยืนยังต้องให้คนประคอง ไป๋ซีอวิ๋นมีสีหน้าเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งทันที หายใจออกจากหน้าอกราวกับเครื่องสูบลมชำรุด “ยังไม่นั่งลงอีก!” สตรีโง่ ลุกขึ้นแล้วเป็นการดึงรั้งบาดแผลมั่วซั่วจะทำอย่างไร!


“ซื่อจื่อ ข้าไม่เป็นไร” ฉีเมี่ยวพึมพำถอยหลัง จู่ๆ ก็รู้สึกว่านางไม่เข้าใจซื่อจื่อจริงๆ


ตื่นเช้าวันนี้เขาอ่อนแอจนใช้แรงไม่ได้ เมื่อมองนางแม้สายตาอึมครึมแต่ยังนับว่าอ่อนโยน ก่อนพบสหายสนิทก็อ่อนโยนยิ่งนักโดยตลอด เหตุใดยามนี้กลับเอาแต่ใจอย่างเปิดเผย


เปลืองแรงเดินไปตรงหน้านาง ไป๋ซีอวิ๋นหอบหายใจฮืดฮาด หน้าซีดนั่งยองหน้าเตียงหลัวฮั่น เลิกชายกระโปรงของฉีเมี่ยวขึ้น


พวกบ่าวเห็นการกระทำนี้แล้วตกตะลึงขวยเขินโดยแท้


ฉีเมี่ยวล้มลงบนเตียงหลัวฮั่น ทับกระโปรงไว้ “ซื่อจื่อโปรดนั่งลงก่อน ข้าไม่เป็นไรจริงๆ”


ไป๋ซีอวิ๋นกลับไม่สนใจ เพียงหลุบตามองแผลลวกที่น่าตกใจบนเท้าดอกบัวขาวหิมะของนาง


หัวใจเจ็บปวดในชั่วพริบตา! เมื่อครู่เขาไม่ควรวางใจนอนหลับแล้วไปยกน้ำชากับนาง ทั้งที่รู้ว่าคนพวกนั้นไม่ได้มีเจตนาดี เขากลับปล่อยให้นางไปเผชิญหน้าตามลำพัง...


ไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกอีกครั้งว่าเกิดใหม่อีกรอบ รู้ทิศทางของเหตุการณ์สำคัญมากมายถึงจะดีมาก แต่มั่นใจประสบการณ์เมื่อก่อนเกินไปย่อมเป็นไปได้ที่จะผิดพลาด


เพราะทุกสิ่งที่เห็นในวันนี้ก็แตกต่างจากความทรงจำชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง


หันหลังขึงตาใส่เหล่าสาวใช้ “พวกเจ้าตายกันหมดแล้ว? ฮูหยินบาดเจ็บเหตุใดไม่ไปเชิญหมอ”


เดิมทีเขาก็หน้าตาเย็นชา ซ้ำยังป่วยจนไม่เหลือเค้าเดิม บัดนี้สีหน้าบิดเบี้ยวช่างเหมือนวิญญาณร้าย เวิ่นเหลียนและคนอื่นๆ ตกใจจนคุกเข่าลงพร้อมกัน “ซื่อจื่อโปรดระงับโทสะ ท่านโหวเชิญหมอให้ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านหมอโจวมาแล้ว แต่ฮูหยินไล่คนไปไม่ให้ท่านหมอโจวรักษา”


ไป๋ซีอวิ๋นเปลืองแรงลุกขึ้น นั่งลงข้างกายฉีเมี่ยว แม้อ่อนแอแต่ท่านั่งตรงแน่วเรียบร้อย น่าเกรงขามเหมือนก่อน


เวิ่นเหลียน อ้ายเหลียนและปิงเหลียนเพิ่งมาวันนี้ ย่อมไม่รู้ว่าเมื่อก่อนไป๋ซีอวิ๋นเป็นอย่างไร เพียงในความทรงจำคิดว่าคุณชายร่ำรวยสูงศักดิ์ที่เกิดมาอ่อนแอป่วยเรื้อรังก็น่าจะเป็นคนอ่อนแอ


แต่ไม่นึกว่าวันนี้เห็นสิ่งที่ล้มล้างการคาดเดาก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง แม้เขาล้มป่วยอ่อนแอ แต่นิสัยแข็งกร้าวแม้ยืนตายก็ไม่คุกเข่ามีชีวิตเช่นนั้น ประกอบกับหน้าตาน่ากลัวของเขา ทำให้รู้สึกหวาดกลัวโดยแท้


มีเพียงไป๋ซีอวิ๋นเท่านั้นที่รู้ว่าเขาฝืนรักษาท่าทางดุดันทวงความยุติธรรมให้ฉีเมี่ยว สิ้นเปลืองกำลังกายมากเพียงใด ยามนี้ชุดนอนข้างหลังเขาเหงื่อท่วมเปียกโชก


ฉีเมี่ยวเห็นไป๋ซีอวิ๋นมีสีหน้าดูไม่ดี รู้ว่าเขาฝืนก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะกังวล “ซื่อจื่อ ข้าให้ท่านหมอโจวไปแล้ว ข้าไม่ไว้ใจเขา เมื่อครู่ให้อวี้เหลียนออกไปซื้อสมุนไพร ถือโอกาสนำยาประจำวันบางอย่างกลับมารวมทั้งยาแผลลวก เท้าข้าไม่เป็นไร เมื่อครู่ราดน้ำเย็นก็ไม่ได้เจ็บถึงเพียงนั้นแล้ว”


ไป๋ซีอวิ๋นเม้มปาก ครู่ใหญ่ถึงพูดว่า “ปิงเหลียน เวิ่นเหลียนอยู่รับใช้ คนที่เหลือถอยออกไป”


เหมยหลันกับเหมยซานที่ยืนอยู่หน้าประตูโดยตลอดลังเลแล้ว


ไป๋ซีอวิ๋นที่เมื่อเข้าประตูสายตาก็มีเพียงฉีเมี่ยวยามนี้เพิ่งพบว่ามีคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่เพิ่มมาสองคน


“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”


ฉีเมี่ยวหลุบตา ไม่รู้เหตุใดในใจถึงไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง พูดเสียงเรียบ “แม่สามีให้พวกนางเป็นอนุของท่าน สาวใช้ใหญ่ข้างกายแม่สามีมาจัดการที่พักในเรือนชิ่นหยวนของพวกเขา”


“จริงหรือ” ไป๋ซีอวิ๋นเชิดสายตาอย่างเย็นชา แววตาอึมครึม เหมยหลันกับเหมยซานสองคนเห็นแล้วกังวลอย่างยิ่ง


เขาเด็ดขาดปานนี้ กลับทำให้ในใจฉีเมี่ยวมีความหวังริบหรี่ขึ้นมา


เขาคงไม่รับอนุกระมัง? ด้วยสภาพร่างกายของเขา ไม่เหมาะที่จะสิ้นเปลืองพลังงานโดยแท้ รับอนุทำอะไรได้


“งั้นก็อยู่ต่อเถอะ” ไป๋ซีอวิ๋นกุมมือขวาที่นุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูกของฉีเมี่ยว


เหมยหลันกับเหมยซานมีสีหน้าดีใจ รีบทำความเคารพสูงสุด “ขอบคุณซื่อจื่อ” ดีร้ายได้อยู่ต่อทำสิ่งที่ฮูหยินสั่ง ไม่ถึงขนาดถูกขายออกไปด้วยความโมโห


มือใหญ่ของเขาก็ผอมหนังหุ้มกระดูก นิ้วมือเย็นเฉียบเพราะเลือดไม่เพียงพอ กุมมือเล็กอันอบอุ่นอ่อนนุ่มของนางไว้อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ


เมื่อครู่ฉีเมี่ยวเลิกคิดเพ้อเจ้อแล้วเม้มปากอย่างสมเพชตนเอง นี่นางเพิ่งมาวันเดียว ซ้ำยังไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมที่แท้จริงที่ไม่รู้ว่า ‘ลักลอบคบกัน’ กับไป๋ซีอวิ๋นนานเพียงใด เหตุใดยังเสียใจเพราะเขายินยอมรับอนุ ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมรู้สึกลึกซึ้งเกินไปต่อคนผู้นี้ ถึงทำให้นางมีท่าทีตอบสนองเช่นนี้โดยไม่รู้ตัวกระมัง


“พวกเจ้าสองคนไปเถอะ อยู่ห้องข้างโถงอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีคำสั่งของข้าอย่ามาที่นี่ตามใจชอบ”


“เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ” เช่นนี้ดีมากแล้ว อย่างน้อยที่สุดไม่ได้ถูกไล่ไปทันที ซื่อจื่อที่ป่วยหนักเหี้ยมโหดน่ากลัวที่สุด!


เหมยหลันกับเหมยซานรีบออกไป


ในห้องเหลือเพียงเวิ่นเหลียนกับปิงเหลียนรับใช้ ไม่มีคนนอกอีก คราวนี้ไป๋ซีอวิ๋นถึงผ่อนคลายร่างกาย พิงหมอนสี่เหลี่ยมหนานุ่มข้างๆ เสียงก็ไม่แข็งขันเช่นยามโกรธเมื่อครู่ พูดอย่างอ่อนแอ “เมี่ยวเอ๋อร์”


ฉีเมี่ยวรีบประคองเขานอนลง คว้าข้อมือเขาจับชีพจร พบว่าสภาพในยามนี้สู้ในยามเพิ่งตื่นไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้แน่นอนว่าด้วยความตกใจโกรธเคืองอารมณ์ไม่มั่นคง เขาถึงเป็นเช่นนี้


“ซื่อจื่อเหตุใดต้องร้อนใจเช่นนี้ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ ไม่เจ็บแม้แต่น้อย”


“ลำบากเจ้าแล้ว เจ้าวางใจ เรื่องนี้ก็มอบให้ข้า”


ไป๋ซีอวิ๋นเรียกปิงเหลียน “เจ้าไปเรือนจิ่นซิ่ว แจ้งเหล่าไท่จวินกับท่านแม่ข้า บอกว่าภรรยาที่เพิ่งแต่งงานของข้าถูกคนใส่ร้ายปานนั้น ในจวนโหวอันยิ่งใหญ่คนมากปานนี้ถ้าตรวจสอบไม่ได้ว่าผู้ใดใช้เล่ห์เหลี่ยมอยู่เบื้องหลังกันแน่ งั้นข้าคงต้องเชิญว่านกุ้ยเฟยทรงช่วยหาคนมาตรวจสอบ”


“เจ้าค่ะ” ปิงเหลียนขานรับก่อนจะเดินจากไป


ทุกคนรู้ว่าตำแหน่งตำหนักในของฮ่องเต้ฮุ่ยตี้องค์นี้ยังว่างเปล่า มอบธุระในหกตำหนักให้ว่านกุ้ยเฟยพระชายาคนโปรดดูแลมาสิบปีแล้ว สตรีที่กุมอำนาจใหญ่ท่านนั้นด้อยกว่าฮองเฮาเพียงก้าวเดียว


ว่านกุ้ยเฟยชื่นชอบอานลู่โหวซื่อจื่อยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ให้เขาเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายรอง ซ้ำยังรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม


บางคนพูดว่าหลายปีมานี้อานลู่โหวใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น เป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างอานลู่โหวซื่อจื่อกับองค์ชายรองและว่านกุ้ยเฟย


ถ้าไม่ใช่ไป๋ซีอวิ๋นเกิดมาป่วยอ่อนแออายุไม่ยืนยาว สตรีทั้งเมืองหลวงคงให้เขาได้คัดเลือก ยังถึงคราวจวนแม่ทัพฉีทำเรื่องกลับกลอกขั้นนี้หรือ


ความทรงจำพวกนี้เคยแวบผ่านในหัวของฉีเมี่ยว เดิมทีสงสัยอยู่บ้าง ยามนี้เห็นท่าทีเช่นนี้ของไป๋ซีอวิ๋นก็เชื่อแล้ว


“วันหน้าเรื่องใหญ่เรื่องเล็กซื่อจื่ออย่าได้ใส่ใจ ท่านร่างกายเช่นนี้ยังหักโหม รังเกียจว่าตนเองอายุยืนหรือ”


“เรื่องของเจ้า ไหนเลยจะไม่ใส่ใจได้”


ฉีเมี่ยวตะลึง


เมื่อครู่ยังยอมรับอนุสองนางนั้นอย่างสบายใจ บัดนี้ก็พูดจาไพเราะอ่อนหวานขึ้นมา


ดูเหมือนร่างกายป่วยเรื้อรังเป็นตัวถ่วงการแสดงความสามารถของเขา! มิฉะนั้นทั้งเมืองหลวงคงต้องมีบุคคลหายนะที่ทำให้กุลสตรีพร่ำเพ้อเพิ่มขึ้นไม่ใช่หรือ


นางนิ่งเงียบขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังคงงดงามนุ่มนวลยิ่งนัก


ไป๋ซีอวิ๋นพยายามคว้าฉีเมี่ยวมาตรงหน้ากอดไว้ ให้นางซบบนหน้าอกเขา


ฉีเมี่ยวไม่กล้าออกแรงทับเขา อยากจะลุกขึ้นยังเอาชนะเรี่ยวแรงของเขาไม่ได้ กลัวว่าถ้าเคลื่อนไหวทำให้เขาเปลืองแรงร้อนใจยิ่งไม่ดี ได้แต่นอนตะแคงหนุนหน้าอกของเขา ปล่อยให้ผมยาวดุจน้ำตกสยายบนหน้าอกและข้อพับของเขา


เวิ่นเหลียนรีบถอยไปห้องด้านนอก


หยกเนื้ออ่อนหอมอุ่นอยู่ในอ้อมแขน ไป๋ซีอวิ๋นจูบหน้าผากนางอย่างทะนุถนอม “เมี่ยวเอ๋อร์”


“อืม?”


“เมื่อครู่ข้าให้สองคนนั้นอยู่ต่อ เจ้าอย่าคิดมาก ข้าเพียงกลัวขับไล่พวกเขาไป ไม่แน่ว่าในเรือนบนจะลอบจัดหาผู้ใดมาอีก ดีร้ายยามนี้ก็รู้ว่าพวกเขาสองคนน่าสงสัย ต่อให้ระแวงก็รู้ว่าต้องเฝ้าระวังผู้ใด” เสียง ‘อึมครึม’ ของไป๋ซีอวิ๋นแผ่วเบา


แต่เสียงที่ยังไม่ถึงขั้นไพเราะของเขาในยามนี้ กลับทำให้หัวใจของนางเต้นแรงอย่างอดไม่ได้


เขากำลังอธิบายให้นางฟัง?


ก่อนหน้านี้เขาพูดให้ท้ายพวกนั้น เมื่อครู่นางยังคิดว่าเป็นภาพหลอนหรือไม่ บัดนี้เขาลากร่างคนป่วยของตนเองเดินเข้ามาใกล้ ซ้ำยังทำเรื่องที่ทำให้นางอบอุ่นใจเช่นนี้


ใบหน้าของฉีเมี่ยวร้อนผ่าวอย่างอดไม่ได้ พิงบนหน้าอกของคนที่เพิ่งรู้จักกันวันเดียวแต่ทำให้นางฝากชีวิตไว้เช่นนี้ ต่อให้ไม่กล้าทิ้งน้ำหนักของตนบนร่างเขา นางยังรู้สึกมั่นคงและอบอุ่น


บุรุษผู้นี้ แม้เจ็บป่วยอ่อนแอแต่เข้มแข็งยิ่งนัก ซ้ำยังมีสมองอันยอดเยี่ยม (มิฉะนั้นคงไม่มีหอจวี้เสียน) ที่สำคัญกว่าคือเขาปกป้องสตรีของตนอย่างยิ่ง


ฉีเมี่ยวถอนใจ ทนความเจ็บปวดบนเท้าถอดรองเท้าขึ้นเตียง นอนตะแคงข้างกายไป๋ซีอวิ๋น


อาจเพราะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง ประกอบกับเมื่อครู่ทั้งโมโหและร้อนใจที่เรือนบน ยามนี้นางรู้สึกเหนื่อยล้าสุดขีด รู้สึกง่วงนอนเกือบจะทันทีที่นอนลง


บนร่างไป๋ซีอวิ๋นมีกลิ่นหอมยาอ่อนๆ ทำให้นางรู้สึกสบายใจได้มากที่สุด


ฉีเมี่ยวผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว


เมื่อมองคนที่หนุนหัวไหล่ของตน ไป๋ซีอวิ๋นก็ฝืนกระตือรือร้นท่ามกลางความเหนื่อยล้า


ข้างนอกปิงเหลียนพูดคุยกับเวิ่นเหลียนเบาๆ ที่ทางเดิน ไป๋ซีอวิ๋นจึงให้นางเข้ามา


“ท่านโหวกับฮูหยินว่าอย่างไร”


“เรียนท่านซื่อจื่อ ฮูหยินทำท่าทางไม่พอใจ เพียงบอกว่าท่านโหวจะทำการตรวจสอบแล้วก็ไล่บ่าวกลับมา” ปิงเหลียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เมื่อครู่ระหว่างทางกลับ ยังได้ยินว่าคนรับใช้พวกนั้นที่ฮูหยินส่งกลับไปเมื่อเช้านี้ อานลู่โหวฮูหยินขายออกไปด้วยความโมโห”


อยากปกปิดซ่อนเร้น กลับกลายเป็นเปิดเผยให้โลกรู้โดยแท้


ถ้าพวกข้างบนทั้งคู่มีเจตนาดี จะโกรธแค้นอับอายจนขายคนรับใช้เดิมของเรือนชิ่นหยวนที่บงการไม่ได้พวกนั้นได้อย่างไร


ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มเยาะ “เจ้าไปอีกรอบ พูดในสิ่งที่ข้าพูด สาวใช้ใหญ่นางนั้นที่รับคำสั่งมาจัดเตรียมห้องพักให้เหมยหลันกับเหมยซานเมื่อครู่ก็ขายพร้อมกันด้วยเถอะ ถ้าวันนี้นางไม่ทำ วันหน้าข้าก็จะจัดการนาง”


“เจ้าค่ะ” ปิงเหลียนขานรับอย่างร่าเริง มองคนสองคนนอนกอดกันบนเตียง รู้สึกเพียงบางทีท่านซื่อจื่อก็ไม่ได้น่ากลัวถึงเพียงนั้นเหมือนในความทรงจำ อย่างน้อยบุรุษผู้หนึ่งเต็มใจปกป้องภรรยาของตน อุปนิสัยไม่น่าจะเลวร้าย


ผ่านไปไม่นาน อวี้เหลียนนำสมุนไพรกลับมา ซ้ำยังพาท่านหมอหลี่ที่ลั่วหย่งจัดหาให้มาพร้อมกัน


ฉีเมี่ยวหลับไม่รู้ตัวโดยตลอด กลับเป็นไข้เพราะแผลลวกบนหลังเท้า ไป๋ซีอวิ๋นตกใจจนหน้าเหลืองคล้ำ สั่งท่านหมอหลี่ตรวจรักษาฉีเมี่ยวโดยไม่ต้องคำนึงถึงอะไรทันที สุดท้ายรู้ว่าแผลลวกของนางไม่ร้ายแรง ตัวร้อนเพียงเพราะร่างกายอ่อนแอหรือตกใจเกินไป คราวนี้ถึงวางใจ


ไป๋ซีอวิ๋นก็ตรวจชีพจร เหมือนกับที่ฉีเมี่ยวตรวจรักษาเมื่อเช้าโดยสิ้นเชิง


ตัดสินใจแล้ว ไป๋ซีอวิ๋นสั่งท่านหมอหลี่ไปพักผ่อนก่อน ให้พวกสาวใช้ทายาบนบาดแผลของฉีเมี่ยว ตัวเขาเองพักผ่อนข้างกายภรรยา แทบทุกช่วงเวลาก็จะตื่นมาหนึ่งครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น


ฉีเมี่ยวหลับลึก นางฝันพิลึกกึกกือ


บทที่ 10 ไม่น่าเคารพ


 


ในฝันฉีเมี่ยวอยู่ในคฤหาสน์ลอยฟ้า คฤหาสน์ล้อมรอบด้วยภูเขาสามด้าน ด้านหนึ่งเป็นน้ำที่มีน้ำตกไหลรินมาจากท้องฟ้า สายน้ำพรั่งพรูจากหุบเขาอย่างต่อเนื่อง


ท้องฟ้าสดใส ผืนน้ำสะท้อนเมฆขาว ฉีเมี่ยวเดินไปริมน้ำ แต่แล้วกลับยืนบนน้ำได้ เมื่อเดินไปถึงริมฝั่งก็อยู่ในสวนดอกไม้กลิ่นหอมสะพรั่ง ที่แปลกที่สุดคือดอกไม้นานาพันธุ์แข่งขันประชันความงามโดยไม่แบ่งแยกฤดูกาล


ฉีเมี่ยวพูดคุยกับผีเสื้อที่บินว่อนร่อนระเริงท่ามกลางดอกไม้ เก็บดอกไม้เรียงร้อยเป็นมงกุฎดอกไม้สวมบนศีรษะ จากนั้นเดินไปในหอที่ครึ่งหนึ่งอยู่ในสายหมอกข้างหลัง


ในยามนี้เอง หอเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมากะทันหัน ชุดกระโปรงของนางติดประกายไฟ เปลวไฟพุ่งขึ้นมาทันที นางตกใจกรีดร้องวิ่งพล่าน แต่ยังถูกไฟไหม้กลืนกินร่างกาย ความสิ้นหวังอย่างที่สุดทำให้นางตกใจจนกรีดร้องลั่น


“เมี่ยวเอ๋อร์ เมี่ยวเอ๋อร์” มือใหญ่ข้างหนึ่งแตะหน้าผากของนาง จากนั้นจับมือนางไว้ เปี่ยมด้วยการปลอบโยน


ฉีเมี่ยวลืมตาขึ้น ใบหน้าผอมแห้งขยายใหญ่ตรงหน้า ทำให้นางตกใจกรีดร้องอีกครั้ง


“ไม่ต้องกลัวๆ ข้าอยู่นี่ ฝันร้ายใช่หรือไม่”


เสียงนี้แหบพร่าอ่อนแรงอย่างยิ่ง เป็นไป๋ซีอวิ๋นสามีที่เพิ่งแต่งงานของนาง


ฉีเมี่ยวหอบหายใจชั่วครู่ถึงส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร เพียงฝันร้ายเท่านั้น”


ไป๋ซีอวิ๋นใช้แขนกึ่งค้ำยันร่างกายตะแคงข้างกายนาง มือขวาจับมือนางไว้อย่างปกป้องเต็มที่ “ฝันถึงอะไร ตกใจจนเป็นเช่นนี้”


“ฝันว่าข้าถูกไฟคลอกตาย” ฉีเมี่ยวหลับตาลง ความหวาดกลัวในฝันยังคงอยู่


ไป๋ซีอวิ๋นกลับเม้มปากแน่นเมื่อนางพูดประโยคนี้ ครู่ใหญ่ถึงพูดว่า “เจ้าเพียงได้รับบาดเจ็บเป็นไข้ จึงฝันร้ายเท่านั้น เจ้าเป็นซื่อจื่อฮูหยิน จะถูกไฟคลอกตายได้อย่างไร ภายหลังอย่าได้พูดไร้สาระ”


“ข้ารู้” ฉีเมี่ยวยิ้มพูดว่า “ท่านกินอาหารกลางวันหรือยัง ข้าจะไปจัดเตรียม”


กำลังจะลุกขึ้นก็ถูกไป๋ซีอวิ๋นโอบเอว สองคนล้มลงบนเตียงด้วยกัน “ไม่ต้องไป อีกเดี๋ยวก็จะกินอาหารเช้าแล้ว”


“อา?”


“เจ้านอนหลับไปทั้งคืน”


ฉีเมี่ยวไม่นึกว่าตนเองจะหลับไปนานถึงเพียงนี้


“เมื่อวานท่านกินยาหรือไม่ กินอะไรบ้าง”


ไม่นึกว่านางตื่นมาไม่ห่วงอาการบาดเจ็บบนเท้าของตน กลับห่วงใยเขาก่อน


ไป๋ซีอวิ๋นอมยิ้มอย่างอ่อนโยน แน่นอนว่ารอยยิ้มนั้นเยือกเย็นอยู่บ้างในสายตาของฉีเมี่ยว “เมื่อวานท่านหมอหลี่ที่จวินอี้เชิญมาเข้าจวนมาแล้ว บนเท้าเจ้ายังเจ็บมากหรือไม่”


“ดีขึ้นมากแล้ว” ฉีเมี่ยวลุกขึ้นนั่งตรวจสอบอาการบาดเจ็บบนเท้า กลับมิได้หายดีอย่าง ‘น่ามหัศจรรย์’ เช่นเคย!


หรือเลือดของนางสูญเสียประสิทธิภาพในการรักษาแล้ว?


ฉีเมี่ยวยังคงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยออกมาจากบนร่างนาง อาจเพราะเมื่อวานตัวร้อนเหงื่อออกมาก คราวนี้ระหว่างเคลื่อนไหวได้กลิ่นดอกไม้ที่แรงขึ้นจากคอเสื้อที่เปิดออก


กลิ่นนี้ยังไม่จางหายไป แต่อาการบาดเจ็บบนเท้ากลับไม่ดีขึ้น


ฉีเมี่ยวรู้สึกสงสัย คว้ามือของไป๋ซีอวิ๋นมา หลังจากตรวจรักษาสองมือของเขา เห็นอาการป่วยของเขาไม่ได้แย่ลง คราวนี้ถึงโล่งใจ สองวันก่อนนางเพิ่งแต่งงาน เห็นท่าทางนั้นยังนึกว่าเขาจะขี่นกกระเรียนขึ้นสวรรค์ทันที


“ข้าไปดูในห้องครัวเล็กหน่อย เตรียมสิ่งที่เหมาะสมกับร่างกายของท่าน อีกทั้งยาที่ท่านหมอหลี่ผู้นั้นสั่งจ่าย ข้าก็ต้องไปดูหน่อย” ขอเพียงเขายังมีชีวิตอยู่ อนาคตของนางก็มีความหวัง มิฉะนั้นไป๋หย่งชุนจะกินนางทั้งเป็นแล้ว


“เท้าเจ้าบาดเจ็บเช่นนั้นยังลงพื้นทำอะไร มีแม่ครัวอยู่ในห้องครัวเล็กแล้ว” ไป๋ซีอวิ๋นซาบซึ้งยิ่งนัก ยื่นแขนโอบเอวดึงนางให้นอนลง “เจ้าเพิ่งหายไข้ ร่างกายยังอ่อนแอ พักผ่อนก่อน”


นางไหนเลยจะอ่อนแอ ตื่นขึ้นมาก็มีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด


“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ” กระดูกไหล่ของเขาปูดนูน ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่นางอยู่บ้าง ฉีเมี่ยวรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น ขยับถอยอย่างแข็งทื่อเล็กน้อย “ท่านดูสิ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ”


“อย่าขยับ”


ไป๋ซีอวิ๋นโอบเอวของฉีเมี่ยวอย่างเอาแต่ใจ เขาป่วยอยู่ไม่มีแรงมากเท่าใด ฉีเมี่ยวย่อมหลุดพ้นได้อย่างง่ายดาย แต่นางกลับอาลัยอาวรณ์อ้อมกอดที่ไม่กว้างขวางของคนผู้นี้อยู่บ้าง เช่นเดียวกับเมื่อเจอเขาครั้งแรก นางอดหลั่งน้ำตาไม่ได้ มีความรู้สึกของชะตากรรมฉุดรั้ง


ฉีเมี่ยวสรุปว่าเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมกับไป๋ซีอวิ๋นรู้จักกันมานานแล้ว


สองคนพักผ่อนชั่วครู่ บ่าวก็ยกกล่องอาหารเข้ามา วางโต๊ะเล็กไว้บนเตียง ฉีเมี่ยวกับไป๋ซีอวิ๋นนั่งตรงข้ามกัน กินข้าวเสร็จเงียบๆ ปิงเหลียนก็ถือชามยามา


ไป๋ซีอวิ๋นรับน้ำแกงยาดำขลับกำลังจะดื่ม กลับถูกฉีเมี่ยวขวางไว้


“อย่าเพิ่งกิน เอามาให้ข้าดูหน่อย”


ยื่นชามเล็กเครื่องเคลือบสีขาวเขียนลายทองประณีตให้ฉีเมี่ยวอย่างลังเล ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด “มีอะไรน่าดู”


ฉีเมี่ยวยื่นปลายจมูกเข้าใกล้ชามดมกลิ่น จากนั้นชิมเล็กน้อยก่อนที่ไป๋ซีอวิ๋นจะรู้ตัว


“เด็กโง่! เจ้าทำอะไร!” ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้ว อยากจะแย่งชามจากนาง แต่เพราะแขนไม่มีแรงจึงช้าไปครึ่งจังหวะ


ที่จริงหลายปีมานี้เขาอาศัยจิตใจแน่วแน่ฝืนตนเองเคลื่อนไหวมาโดยตลอด แต่ยังรู้สึกว่าแรงบนร่างน้อยลงเรื่อยๆ คนก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ


ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีจิตใจแน่วแน่ เกรงว่าคงนอนติดเตียงกลายเป็นคนไร้ความสามารถตั้งนานแล้ว


“ข้าชิมหน่อยว่าอร่อยหรือไม่” ฉีเมี่ยวส่งชามกลับไปให้ไป๋ซีอวิ๋น พูดยิ้มๆ ว่า “ท่านรีบกินเถอะ ความร้อนกำลังพอดี” ยาที่ท่านหมอหลี่สั่งจ่ายมีฤทธิ์อ่อนยิ่งนัก แทบเหมือนกับยาที่นางสั่งคนไปซื้อ


ไป๋ซีอวิ๋นดื่มยาขมปี๋รวดเดียวหมดเงียบๆ เพิ่งวางชามลงก็ได้ยินเสียงบ่าวตรงทางเดิน “ท่านโหว ซื่อจื่อเพิ่งกินยา ยามนี้ยัง...”


ไม่ทันพูดจบก็ได้ยินเสียงม่านไข่มุกห้องด้านนอกกระทบกัน


ไป๋หย่งชุนสวมเสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้ม สวมกวาน[1]ทองคำเดินมือไพล่หลังมา แม้ร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่บ้าง แต่ยังคงสง่างามไม่น้อย


เขามุ่งสู่ห้องด้านในโดยไม่ได้สนใจสาวใช้ข้างกายขัดขวาง เห็นไป๋ซีอวิ๋นกับฉีเมี่ยวอยู่บนเตียงป๋าปู้ สองคนนั่งตรงข้ามกัน ตรงกลางกั้นด้วยโต๊ะเล็ก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเบนสายตาไปยังขาเรียวอันงดงามของนางที่กระโปรงไหมโปร่งคลุมไว้ครึ่งหนึ่งใต้โต๊ะเล็ก สองเท้าดอกบัวขาวหิมะไม่ได้สวมรองเท้าและถุงเท้าเพราะแผลลวก ภายใต้การขับให้เด่นของผ้าปูแดงเข้มกับกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน แลดูยั่วยวนอย่างยิ่ง


ฉีเมี่ยวรีบซ่อนเท้าไว้ใต้ชายกระโปรง ด้วยความรีบร้อนหัวเข่ากระแทกโต๊ะ เจ็บจนนางสูดหายใจ


ไป๋ซีอวิ๋นคลุมผ้าห่มบางบนเท้าของฉีเมี่ยว


ตั้งแต่รู้ว่าไป๋หย่งชุนมีความคิดเช่นนั้นกับลูกสะใภ้ ไป๋ซีอวิ๋นก็ต้องสะกดกลั้นความโกรธเต็มอก บัดนี้เขากลับบุ่มบ่ามบุกเข้าห้องด้านในเช่นนี้


“ท่านพ่อ” ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาแตกหักอย่างแท้จริง ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วทักทาย


เมื่อเขาฝืนกลั้นความโกรธ ใบหน้าซีดเผือดผอมแห้งยิ่งแลดูบิดเบี้ยว


“อืม” ไป๋หย่งชุนเพียงขานรับส่งๆ ก็เดินมาถึงข้างเตียง “ฉีซื่อ แผลลวกเป็นอย่างไรบ้าง”


ในฐานะพ่อสามี บุ่มบ่ามเข้าห้องนอนลูกชายกับลูกสะใภ้เช่นนี้แล้วยังกล้าเข้ามาพูดคุยข้างเตียง ซ้ำยังข้ามหัวลูกชายจ้องแต่ลูกสะใภ้ แทบอยากจะใส่คนเข้าไปในดวงตา


เขาเห็นไป๋ซีอวิ๋นเป็นอะไร!


ฉีเมี่ยวกัดฟันกรอด บังคับตนเองไม่ให้ขว้างถ้วยชาบนโต๊ะใส่หน้าไป๋หย่งชุน เบนสายตาออกไม่ไปมองเขา ทำเป็นไม่ได้ยินเขาพูด


ไป๋ซีอวิ๋นเอ่ยว่า “หาเก้าอี้ให้ท่านโหว ยกชา” ก่อนจะหันมาพูดกับไป๋หย่งชุน “ท่านพ่อ เชิญนั่ง”


ปิงเหลียนกับอ้ายเหลียนยกเก้าอี้พนักพิงโค้งมาวางไว้ข้างม่านฉลุโค้งระหว่างห้องด้านในกับห้องด้านนอก ไป๋หย่งชุนถึงไปนั่งอย่างไม่มีทางเลือก พูดว่า “จาวเกอเอ๋อร์ร่างกายดีขึ้นบ้างแล้ว ฉีซื่อเป็นคนนำโชคโดยแท้ เมื่อนางแต่งเข้ามา เจ้าก็ดีขึ้นมาก ซ้ำยังลุกมากินข้าวได้แล้ว”


น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ฟังไม่ออกว่าห่วงใยด้วยซ้ำ ราวกับเสียใจว่าเหตุใดไป๋ซีอวิ๋นไม่ตาย แต่ถ้าไม่ตายเขาก็ต้องพยายามทำให้โมโหจนตาย


ฉีเมี่ยวเองก็มองไป๋ซีอวิ๋น


ไป๋ซีอวิ๋นยังคงมีสีหน้าเย็นชา “ขอบคุณท่านพ่อที่เป็นห่วง ท่านพ่อยุ่งอยู่กับธุระ อย่าได้ล่าช้าเรื่องสำคัญ บัดนี้จวนโหวยังต้องพึ่งท่านพ่อค้ำชู ท่านรีบไปทำธุระเถิด ร่างกายนี้ของข้าเป็นตามที่ท่านพูด เริ่มดีขึ้นแล้ว เชื่อว่าไม่นานก็จะหายดี”


ไป๋หย่งชุนได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ้มอย่างเสียดสี “ใช่แล้ว พ่อรอให้เจ้าหายดี”


เขาเน้นเสียงคำว่า ‘หายดี’ อย่างชัดเจน ในหูของฉีเมี่ยวฟังได้ชัดว่าเป็นคำพูดที่มีความหมายตรงกันข้าม


นี่มันครอบครัวเช่นไร ไหนเลยจะมีพ่อคนใดเป็นเช่นนี้


ถ้าไม่ใช่เพราะนางเห็นไป๋ซีอวิ๋นอดทนเช่นนี้ รู้ว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาแตกหัก นางจะต้องสั่งคนทุบตีไล่เขาออกไป


“ท่านพ่อใส่ใจลูก ไหนเลยลูกจะไม่รู้” ไป๋ซีอวิ๋นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ พูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่าท่านตรวจสอบเรื่องกาน้ำชาแล้ว ไม่รู้สืบได้หรือไม่ว่าผู้ใดใช้เล่ห์เหลี่ยม”


“ข้ามาเพื่อเรื่องนี้พอดี” ไป๋หย่งชุนมองใบหน้าด้านข้างอันงดงามนุ่มนวลของฉีเมี่ยว มองผมยาวที่ยุ่งเล็กน้อยของนางละไล้ไปตามลำคอคดเคี้ยวสยายถึงหน้าอก ผิวขาวราวหิมะทำให้คนเกิดความคิดชั่ววูบที่อยากจะย่ำยีทิ้งร่องรอยไว้บนนั้น


เขาเริ่มปากแห้งลิ้นแห้ง แม้นั่งบนเก้าอี้พนักพิงโค้ง ร่างกายกลับโน้มไปข้างหน้า “ฉีซื่อ เจ้าวางใจได้ ข้าจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้า”


ฉีเมี่ยวยังคงนิ่งเงียบ


ถ้านางไม่ได้เท้าเปล่าเพราะเพิ่งทายายังไม่ทันได้พันแผล นางจะต้องลงพื้นไปไล่คน แล้วอยู่ให้ห่างจากเฒ่าบ้ากามหน่อย


แต่ยามนี้ขอเพียงนางเคลื่อนไหวก็จะทำให้เขาเห็นสองเท้าของนาง


นางไม่พูด ไป๋หย่งชุนยังคิดว่าสตรีนางนี้มีนิสัยสุขุมอ่อนโยนเขินอายง่าย ในใจชื่นชอบยิ่งนัก ตั้งใจจะเข้าใกล้ ไป๋ซีอวิ๋นก็ขวางอยู่ตรงกลาง ยามนี้หากตั้งใจเข้าใกล้ชัดเจนเกินไปย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้คนนินทา จึงทำได้เพียงเท่านี้


“เอาเถอะ พรุ่งนี้ข้ามาเยี่ยมเจ้าอีก” ไป๋หย่งชุนพูดกับไป๋ซีอวิ๋น


“ไม่รบกวนท่านพ่อ”


ไป๋หย่งชุนเดินมือไพล่หลังออกไป


ถึงหน้าประตูยังไม่ลืมเหลียวมองยิ้มให้ฉีเมี่ยว


ฉีเมี่ยวขยะแขยงสายตาเช่นนั้นของเขาจนเกือบจะอาเจียนอาหารเช้าออกมา


ไป๋ซีอวิ๋นโกรธจัดจนอยากฆ่าคน เดิมทีใช้ยาถูกต้องร่างกายดีขึ้นเล็กน้อย คราวนี้รู้สึกหัวใจเต้นเร็วแรง


ฉีเมี่ยวสังเกตเห็นความตึงเครียดของเขา รีบสั่งสาวใช้เก็บโต๊ะเล็กไป เมื่อในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน คราวนี้ถึงนั่งข้างไป๋ซีอวิ๋นที่นอนตะแคง “ซื่อจื่อ ท่านโกรธ?”


ไป๋ซีอวิ๋นไม่ได้เคลื่อนไหว


“ซื่อจื่อ ถ้าท่านรู้สึกว่าสิ่งที่พ่อสามีทำไม่เหมาะสมจริงๆ ก็รีบหายดีเถอะ” ขอเพียงเขาดีขึ้น นางก็มีที่พึ่ง


คำพูดให้กำลังใจของนาง ไป๋ซีอวิ๋นฟังแล้วกลับโศกเศร้ายิ่งนัก


เขารู้ยามนี้เขาไม่เป็นไร


แต่อีกสี่ปีครึ่งล่ะ?


ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เขาปกป้องนางได้เพียงสี่ปีครึ่ง เพราะความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากเขาตายแล้ว นางยังจะเดินตามเส้นทางเดิมในชาติก่อนหรือไม่


นึกถึงตรงนี้ ไป๋ซีอวิ๋นเผยแววตาเย็นชา พลิกตัวลุกขึ้นเรียกปี้ย่วน “เจ้าไปหอจวี้เสียน แจ้งคุณชายลั่ว บอกว่าขอให้เขาส่งคนที่ข้าต้องการมาโดยเร็วที่สุด”


ปี้ย่วนทำความเคารพก่อนรีบร้อนออกไป


ฉีเมี่ยวก็ถามว่า “ท่านซื้อคนอีกแล้ว?”


[1] กวาน คำเรียกของเกี้ยวหรือมงกุฎที่ใช้รวบผมของผู้ชายจีนในสมัยโบราณ


จบตอน

Comments