เธอ,…ภูตหมอผู้เมตตาต่อคนไข้, และเธอ,…ก็คือยอดนักฆ่าผู้ไร้ปรานีต่อศัตรู! “จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เป็นสุขเถิด ก่อนที่เจ้าจะได้อยู่อย่างตายทั้งเป็นตลอดชีวิตนี้!”
เธอ… ‘เฟิ่งจิ่ว’ หญิงสาวจากยุคศตวรรษที่21 เชี่ยวชาญเรื่องพิษและยา ชำนาญลอบฆ่า
ข้ามเวลามาเกิดใหม่ในร่าง ‘เฟิ่งชิงเกอ’ สาวงามที่ถูกขืนใจจนสิ้นใจทั้งยังถูกทำร้ายจนมีใบหน้าเสียโฉม!
เธอจะรักษาใบหน้าและคนเจ็บไข้ด้วยยาและสมุนไพรวิเศษในโลกนี้ในฐานะ ‘ภูตหมอ’
และเธอก็จะสวมชุดแดงท่องทั่วหล้า ตวัดกระบี่สะเทือนฟ้าในฐานะ ‘นักฆ่า’
ชำระแค้นตามคำสั่งเสียของเฟิ่งชิงเกอด้วยน้ำมือของเธอเอง
“จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เป็นสุขเถิด ก่อนที่เจ้าจะได้อยู่อย่างตายทั้งเป็นตลอดชีวิตนี้!”
ตอนที่ 1: แผนร้ายกลางป่า
แคว้นแสงสุริยัน, เมืองอวิ๋นเยวี่ย
ภูเขาเขียวตั้งเรียงรายโอบล้อมไปด้วยเมฆหมอก ต้นไม้เขียวชอุ่มในป่าเขาต่างพลิ้วไหวท่ามกลางสายลมอันแผ่วเบา ป่าไม้ในยามเช้าตรู่ช่างดูงดงามและเงียบสงบ…
ทว่า ตอนนี้ในป่าลึกที่ห่างไกลไร้ผู้คน กลับกลายเป็นฉากหลังของความป่าเถื่อนและการนองเลือด
เด็กสาวนางหนึ่งในชุดผ้าแพรชั้นดี เวลานี้กำลังถูกชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำสองคนตรึงแขนไว้ด้านหลังแล้วกดให้คุกเข่าลง นางก้มศีรษะลงในสภาพลมหายใจรวยริน เส้นผมยุ่งเหยิงปรกตรงข้างแก้มเปียกชุ่มด้วยเลือดที่ไหลอาบบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว หยดเลือดแต่ละหยดค่อยๆร่วงหล่นและแทรกซึมลงสู่ผืนดิน
เมื่อเด็กสาวที่หายใจรวยรินได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ จึงกัดฟันเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าที่มีคราบเลือดปรากฏให้เห็น ใบหน้านั้นถูกทำลายจนเสียโฉม ผิวหน้าถูกมีดกรีดเป็นแผลเปิด เหวอะหวะโชกเลือด ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
“เจ้าเป็นใคร? ทำไมต้องทำร้ายข้าด้วย?” เด็กสาวเปล่งเสียงแผ่วเบาออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง นางฝืนประคองสติไม่ให้เป็นลมไปเพราะเสียเลือดมาก พลางจับจ้องสตรีซึ่งปิดบังใบหน้าด้วยผ้าผืนบางและมีเรือนร่างงดงามยิ่ง
สตรีที่ปิดบังใบหน้าผู้นั้นสวมกระโปรงสีฟ้าอ่อนราวผืนน้ำกับปุยเมฆ ที่เอวมีพู่สีเดียวกันห้อยอยู่ กำลังสะบัดไหวเบาๆ ตามการย่างก้าวนวยนาดของเด็กสาว ดูแล้วช่างน่ามอง
นางหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเด็กสาวที่ถูกกดให้คุกเข่าอยู่บนพื้น ก้มลงมองสาวน้อยที่ตอนนี้ใบหน้าเสียโฉม ก่อนจะกล่าวด้วยดวงตาคู่งามที่มีรอยยิ้มเยาะ “ข้าคือเฟิ่งชิงเกอ คุณหนูใหญ่แห่งจวนฮู่กั๋วกง (แม่ทัพพิทักษ์ดินแดน) เป็นแก้วตาดวงใจของแม่ทัพใหญ่เฟิ่งเซียวผู้ทรงอำนาจ นายหญิงน้อยแห่งตระกูลเฟิ่ง และผู้สืบทอดในอนาคตของตระกูลเฟิ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นคู่หมั้นของท่านอ๋องสามผู้มากพรสวรรค์แห่งแคว้นแสงสุริยัน”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยและคำพูดของหญิงตรงหน้า ทำให้นางถึงกับเบิกตามองอย่างตกตะลึง “เจ้า! เจ้าเป็นใคร? เจ้าเป็นใครกันแน่! ข้าต่างหากล่ะคือเฟิ่งชิงเกอ! ข้าคือเฟิ่งชิงเกอ!” ร่างแบบบางสั่นเทาเล็กน้อย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว ดวงตานางเผยแววเหลือเชื่อ
นิ้วมือขาวเรียวค่อยๆดึงผ้าที่ปิดหน้าลง รูปโฉมที่สง่าและงดงามสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเด็กสาวบนพื้น เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเสียจนไม่อาจคุ้นเคยได้อีก นางตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
ใบหน้าที่งดงามหาใดเปรียบนั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย มองใบหน้าที่ดูน่ากลัวของเด็กสาวบนพื้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงซึ่งแฝงด้วยความคาดหวังรอคอยและความตื่นเต้นดีใจที่ไม่อาจหักห้ามได้ “เฟิ่งชิงเกอ ตั้งแต่วันนี้ไปข้าจะมาแทนที่ตัวตนของเจ้า ตำแหน่งของเจ้า และครอบครองทุกสิ่งที่เจ้ามีอย่างชอบธรรม ส่วนเจ้า…” เสียงนางชะงักไป ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ “ด้วยความฉลาดของเจ้า ไม่สู้เจ้าลองคิดดูเองว่าข้าจะทำเช่นไรกับเจ้า?”
พอได้ฟังน้ำเสียงเดิมของคนตรงหน้า เฟิ่งชิงเกอสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้างมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “รั่ว รั่วอวิ๋น? จะ เจ้าคือซูรั่วอวิ๋น!”
ซูรั่วอวิ๋นคือเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่โตมาด้วยกันกับนางตั้งแต่เล็ก และเฟิ่งชิงเกอก็เป็นคนพานางมาอยู่ที่จวนฮู่กั๋วกงจากข้างถนน ให้เป็นคู่คิดอยู่ข้างกาย เป็นสหายสนิทที่คุยได้ทุกเรื่อง และเป็นคนที่นางเห็นเป็นดั่งญาติพี่น้อง…
แต่อย่างไรนางก็นึกไม่ถึง โฉมหน้าของคนที่ทำร้ายและอยากจะแย่งชิงฐานะตำแหน่งของนางกลับกลายเป็นซูรั่วอวิ๋น…
“ทำไมกัน? ข้าดีกับเจ้าขนาดนี้ ทำไมถึงต้องทำเช่นนี้ด้วย?” หัวใจที่ถูกหักหลังเจ็บปวดราวถูกมีดแทง พอนึกถึงว่าใบหน้าตนเองถูกทำให้เสียโฉม ตัวตนจะถูกแทนที่ และจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ก็ทำให้ความเกลียดชังผุดขึ้นมาในหัวใจนางอย่างอดไม่ได้
“ทำไมอย่างงั้นรึ? ฮึ…แน่นอนว่าเพื่อทุกอย่างที่เจ้ามีอย่างไรเล่า ทั้งท่านปู่ท่านพ่อที่เห็นเจ้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ และชายผู้มากพรสวรรค์ที่รักเจ้าปานจะกลืนกิน ทว่า…” ดวงตางดงามของนางโค้งยิ้มพลางมองเฟิ่งชิงเกอบนพื้น “ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นของข้าแล้ว ทั้งความรักความเอ็นดูของท่านปู่ท่านพ่อ ความอ่อนโยนและความรู้สึกลึกซึ้งของพี่มู่หรง ทุกอย่างจะกลายเป็นของข้า”
ตอนที่ 2: ถูกส่งไปขาย
นางมองเฟิ่งชิงเกอบนพื้นที่ถูกทำร้ายจนไม่เหลือสภาพด้วยความพอใจ ทว่ายังไม่หยุดแค่นั้น นางพูดต่อไปว่า “เดิมทีข้าควรฆ่าเจ้าทันทีเพื่อเลี่ยงปัญหาหลังจากนี้ และทำลายศพของเจ้าซะ จะได้ไม่มีใครหาเจอ แต่ว่า หึๆ…”
พอได้ยินเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายเช่นนั้น ใจของเฟิ่งชิงเกอเย็นวาบ ก่อนจะได้ยินน้ำเสียงราวมารร้ายดังมาอีก
“เจ้ารู้หรือไม่ ทำไมข้าถึงให้คนทำลายแค่ใบหน้าอันงดงามของเจ้า แต่กลับไม่แตะต้องผิวกายขาวๆ ของเจ้า?” นางยอบตัวลงเล็กน้อย มองประจันหน้ากับเฟิ่งชิงเกอ “นั่นเพราะว่าข้าต้องนำตัวเจ้าไปขายยังที่เลวร้ายที่สุด ที่ที่พวกผู้ชายจะไปเสพสุขกัน เชื่อข้าเถอะ ถึงใบหน้าของเจ้าจะเสียโฉมเหมือนผี แต่ผิวเนียนดั่งเนื้อหยกของเจ้าจะต้องมีคนชอบอยู่ไม่น้อย เจ้าคิดว่าอย่างไร?
อย่ามองข้าแบบนั้นสิ ใบหน้าเจ้าเสียโฉมไปแล้ว ต่อให้เจ้าบอกว่าตนเองเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนฮู่กั๋วกงก็คงไม่มีใครเชื่อ ทุกคนมีแต่จะบอกว่าเจ้าเป็นคนบ้า ถ้าเจ้าหนีหรือ หึ พลังแค่ระดับสองเช่นเจ้าน่ะไม่พอหรอก” ระหว่างพูด นางก็ยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากเฟิ่งชิงเกอ จากนั้นหัวเราะเบาๆพลางยืนขึ้น ปัดกระโปรงพร้อมพูดว่า “เจ็ดวัน อีกเจ็ดวันหลังจากนี้ ถึงเจ้าไม่ถูกเล่นงานจนตาย ก็คงถูกพิษตายอยู่ดี”
เฟิ่งชิงเกอกัดฟัน ตะคอกไปว่า “ซูรั่วอวิ๋น ต่อให้ตายกลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าแน่!”
“หึ ตอนเป็นๆ เจ้ายังทำอะไรข้าไม่ได้ ตายกลายเป็นผีก็ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า” นางยิ้มเยาะหยัน แล้วออกคำสั่งไป “นำตัวมันไป ส่งไปขายแล้วอย่าให้เหลือร่องรอย ถ้าจะให้ดีก็ฆ่าปิดปากคนที่มารับต่อเสีย”
“ขอรับ!” ชายกำยำทั้งสองตอบรับอย่างเคารพ ฟันฝ่ามือลงไป จากนั้นแบกร่างเฟิ่งชิงเกอที่ปางตายขึ้นบ่า กระโดดสองสามครั้งก็หายเข้าไปในป่าลึก
ตอนนี้เอง ชายวัยกลางคนชุดสีดำซึ่งยืนอยู่ด้านหลังซูรั่วอวิ๋นอยู่ตลอดก็ก้าวขึ้นมา “คุณหนู เวลาค่ำแล้ว จะกลับจวนก่อนหรือไม่ขอรับ?”
“อืม ต้องกลับแล้วละ” นางผุดยิ้มอ่อนโยน มองไปยังท้องฟ้าพลางพูดเสียงเบา “ตั้งแต่นี้ไป ข้าคือเฟิ่งชิงเกอ และเฟิ่งชิงเกอก็คือข้า”
ค่ำคืนในอีกสองวันให้หลัง หอสุคนธรส เขตเมืองแจ่มกระจ่าง
พอได้กลิ่นหอมหวน เฟิ่งชิงเกอที่หมดสติอยู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้น สมองยังไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ จนกระทั่งนางได้ยินเสียงดังจิ๊จ๊ะแปลกๆ และรู้สึกว่าแขนของตัวเองกำลังถูกมือคู่หนึ่งสัมผัสลูบไล้ จึงตกใจร้องเสียงหลง พลิกตัวกลิ้งตกเตียงไป
“ฮี่ๆ ตื่นแล้วหรือ? ตื่นแล้วก็ดี ข้าไม่ชอบทำอะไรกับปลาตาย ข้าชอบแบบดุเดือดคึกคัก นั่นสิถึงจะเลิศรส” ดวงตาของชายอัปลักษณ์อายุราวสามสิบกำลังหรี่มองเฟิ่งชิงเกอที่กลิ้งตกพื้นแล้วถดตัวไปด้านข้าง ในดวงตามีแต่ความตื่นเต้น “ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าวันนี้จะมีของดีขนาดนี้มาถึงมือข้า ถึงหน้าจะเสียโฉม แต่ผิวขาวเนียนเช่นนี้ จิ๊ๆ งามไม่แพ้พวกคุณหนูตระกูลใหญ่เลย”
เฟิ่งชิงเกอถดตัวถอยห่าง ในดวงตานางมีความตื่นตระหนกที่ยากจะปิดบัง “เจ้า เจ้าอย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา!” นางลุกขึ้นวิ่งไปยังประตูห้องทันใด ทว่าวิ่งได้เพียงสองก้าวก็ถูกชายผู้นั้นกอดเอาไว้
“คิดจะหนีหรือ เหอะๆ เข้ามาในห้องนี้แล้ว คิดว่าเจ้าจะหนีพ้นรึ? มาเถอะ ให้ข้าได้เชยชมผิวกายขาวๆของเจ้าหน่อย” ชายผู้นั้นยิ้มระรี้ระริก ยื่นมือไปฉีกแขนเสื้อตัวบางบนร่างนางออก ทันใดนั้นต้นแขนขาวๆก็สะท้อนสู่สายตา ทำให้ดวงตาของเขามีประกายตื่นเต้นที่รุ่มร้อนฉายขึ้นมา
“อ๊ะ!” เฟิ่งชิงเกอร้องเสียงหลง ความรู้สึกรังเกียจที่ถูกชายผู้นั้นกอดรัดไว้ทำให้นางขนลุกชันทั้งตัว ขณะที่มือกำลังผลักไสก็คลำเจอมีดสั้นเล่มหนึ่งข้างเอวเขา นางดึงมีดออกมาอย่างไม่ลังเลสักนิด แล้วแทงไปที่หัวใจของชายผู้นั้น
“อั่ก! นางสารเลว!” ชายผู้นั้นกำลังคิดจะทำมิดีมิร้าย จึงหลบไม่ทันในชั่วขณะนั้น หน้าอกถูกฟันเป็นรอยเลือดทางหนึ่ง รู้สึกเจ็บเสียจนเขาต้องผลักร่างเฟิ่งชิงเกอออกไป
“กรี๊ด!”
ผัวะ!
ศีรษะนางชนเข้ากับหัวมุมเตียง เลือดสดๆทะลักออกมาราวน้ำพุ นางคิดจะลองลุกยืนขึ้น กลับเซไปมาเล็กน้อยก่อนจะล้มคว่ำลงกับพื้นและหมดสติไป…
ตอนที่ 3: ฉันคือเฟิ่งจิ่ว
“สมควรตาย!” ครั้นชายผู้นั้นมองเห็นเลือดไหลออกมาจากอกตัวเองก็โมโหขึ้นมา เตะไปยังท้องของนางอย่างโหดร้าย ก่อนจะก่นด่าอย่างหัวเสีย “ลุกขึ้นมา! อย่ามาแกล้งตายกับข้า!” ระหว่างพูดมือก็ดึงคอเสื้อนาง จากนั้นลากขึ้นมาโยนลงไปบนเตียงใหญ่
ความเจ็บที่ศีรษะและอาการปวดที่ท้อง ทำให้คนที่เดิมทีหมดสติไปถึงกับขมวดคิ้วขึ้นน้อยๆในหัวของนางเหมือนมีเสียงหนึ่งกำลังร้องไห้ ดังเสียจนนางหงุดหงิดอยู่ในใจ “หุบปาก!”
น้ำเสียงเย็นเยือกตะคอกออกมา ขณะที่ลืมตาขึ้น คิ้วก็ขมวดแน่นอยู่ไม่คลาย ในหัวนางมีเสียงร่ำไห้อยู่จริงๆ และตรงหน้ายังมีชายอัปลักษณ์คนหนึ่งถอดเสื้อผ้าจนเหลือแค่กางเกงชั้นใน กำลังมองมาอย่างหื่นกาม
สายตานางกวาดผ่านร่างชายอัปลักษณ์ผู้น่ารังเกียจ แล้วมองไปรอบห้องแบบโบราณนี้ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงอย่างอดไม่ได้
ตั้งแต่ตะคอกออกไปด้วยเสียงเย็นเยียบ เสียงนั้นที่เคยร้องไห้อยู่ในหัวก็เหมือนจะชะงักและเงียบไปแล้ว
“หึ! รู้แล้วสินะว่าแกล้งตายไปก็ไม่มีประโยชน์? เจ้าอยู่เล่นเป็นเพื่อนข้าอย่างว่าง่ายดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าก็มีวิธีจัดการกับเจ้า!” ขณะเอ่ยเขาก็กระโจนไปหาเฟิ่งชิงเกอที่นั่งอยู่บนเตียงราวหมาป่าหิวโหยกระโจนเข้าหาเหยื่อ
“รนหาที่ตาย!” นางแค่นเสียงเย็นด้วยสีหน้ารังเกียจ ก่อนยกขาขึ้นถีบร่างของชายอัปลักษณ์ที่กระโจนเข้ามา
“ผัวะ! หือ!”
ชายอัปลักษณ์ถูกถีบโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งร่างล้มลงไปนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นราวกับคางคก พอได้สติกลับมา เขารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ถลึงตามองเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงพลางกำหมัดชกออกไป “นางหญิงแพศยา! เจ้ากล้าถีบข้า ข้าจะซัดเจ้าให้ตายเสีย!”
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงคือ นางกลับรับหมัดที่ชกออกไปไว้ได้ และไม่รู้ว่าใช้ท่าอะไรหักแขนเขาไปข้างหลังได้อีก ได้ยินเพียงเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ เขาเจ็บจนหน้าซีดเผือด เปล่งเสียงร้องออกมาตามสัญชาตญาณ แต่สองมืออันเย็นเยียบนั้นกลับบีบคอเขาไว้ ทันทีที่เสียงกร๊อบดังมาอีก ศีรษะของเขาเอียงข้าง ดวงตาเบิกโพลงค่อยๆปิดลง จนกระทั่งตายไป แม้แต่เสียงร้องก็ยังไม่อาจร้องออกมา
เวลาเหมือนถูกหยุดไปชั่วขณะ เสียงในห้องกลับมาเงียบเชียบ เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตกลงบนพื้น
และตอนนี้เอง เด็กสาวที่นั่งอยู่บนเตียงกลับยกนิ้วมือขาวเรียวขึ้นมาดู นางเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วรอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏบนริมฝีปาก ทว่าเมื่อรอยยิ้มชั่วร้ายมาประดับบนใบหน้าที่เสียโฉม จะดูอย่างไรก็รู้สึกแปลก ชวนให้คนขนลุกขนพอง
ชายคนที่ตายไปอาจจะกำชับไว้ก่อนแล้วว่า ไม่ว่าในห้องเกิดการเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ต้องเข้ามา ด้วยเหตุนี้ถึงแม้สองชายฉกรรจ์ที่เฝ้าอยู่นอกห้องจะได้ยินเสียงต่อสู้ภายในห้อง ก็คิดว่าคงเป็นเสียงชายอัปลักษณ์กำลังกลั่นแกล้งเด็กสาวอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้สนใจ
เด็กสาวบนเตียงเดินไปนั่งลงหน้ากระจกทรงดอกกระจับ มองใบหน้าน่ากลัวที่สะท้อนกลับมาในกระจก นัยน์ตานางหรี่ลงน้อยๆ นิ้วมือเคาะเบาๆบนโต๊ะเครื่องแป้ง จนเกิดเป็นเสียงดังก๊อกๆขึ้นมา
“พูดมาสิ! เธอเป็นใคร?” นางมองที่กระจก เหมือนพูดกับตัวเอง
แต่หลังจากพูดออกไป ในหัวก็กลับมีเสียงสะอื้นลอยมา “ข้าคือเฟิ่งชิงเกอ เจ้าล่ะเป็นใคร?”
“เฟิ่งจิ่ว” เธอปริปากบอกไป “เธอคงตายไปแล้วสินะ? แล้วจะทิ้งเสี้ยวจิตของตัวเองไว้ในหัวฉันทำไม”
“ข้าไม่ยอม! ข้าแค้น! ซูรั่วอวิ๋น! ซูรั่วอวิ๋นทำข้าไว้เจ็บนัก…” เสียงสะอึกสะอื้นที่เจือความเกลียดชังดังสะท้อนอยู่ในหัว
เฟิ่งจิ่วเงียบไป ไม่ปริปากส่งเสียงอยู่นาน ทำแค่ฟังเสียงในหัวที่กำลังร้องไห้ ทั้งความเกลียดชังและความไม่ยินยอมลอยมาถึงหัวใจของเฟิ่งจิ่ว ทำให้เธอเกิดความรู้สึกจงเกลียดจงชังที่ไม่ใช่ของตนขึ้นมา
ตอนที่ 4: ความทรงจำที่หลอมรวมกัน
“หยุดร้องไห้ก่อน แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังทีเถอะ!” เธอพูดพลางขมวดคิ้ว แอบคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะอยากทำให้เรื่องวิญญาณในหัวกับเหตุการณ์ตรงหน้าชัดเจนละก็ เดาว่าเธอคงจากไปนานแล้ว และก็คงไม่มานั่งฟังนางร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดอยู่ตรงนี้
เสียงในหัวชะงักไป แล้วร้องไห้เบาๆขึ้นมาอีกครั้ง นางไม่ได้บอกเรื่องราวให้เฟิ่งจิ่วฟังโดยละเอียด เพราะคนฉลาดเช่นเธอย่อมรู้ดี เวลานี้ต้องทำเช่นไรจึงจะดีกับตนที่สุด ด้วยเหตุนี้นางจึงกล่าวว่า “ข้าตายแล้ว และร่างนี้ก็กลายเป็นของเจ้าแล้ว เฟิ่งจิ่ว ข้าเพียงอยากขอร้องเจ้าไว้สองเรื่อง เรื่องแรก ข้าอยากให้ซูรั่วอวิ๋นใช้ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น! ฆ่านางตายในดาบเดียวไม่อาจคลายความเคียดแค้นในใจข้าได้ นางต้องได้รับความทรมานจนอยู่ไม่สู้ตายเท่านั้น ถึงจะสามารถขจัดความแค้นในใจข้าได้!”
น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ถึงเวลานี้แล้ว นางรู้ดีว่าตัวเองไม่อาจทวงคืนสิ่งใดได้อีก สิ่งที่นางต้องการคือทำให้ซูรั่วอวิ๋นที่ทำร้ายนางจนเป็นแบบนี้ได้อยู่เหมือนตายทั้งเป็น!
เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว เธอไม่ปริปาก เพียงแต่ยกมุมปากขึ้น ดูเหมือนยิ้มแต่ก็เหมือนไม่ใช่ยิ้ม
ตอนนี้ เฟิ่งชิงเกอเหมือนรู้ว่าในใจเธอกำลังคิดอะไร จึงพูดอีกว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาจากที่ใด และไม่รู้ตัวตนเมื่อก่อนของเจ้าเช่นกัน แต่จากการตอบสนองที่เยือกเย็นเมื่อครู่กับร่างกายที่คล่องแคล่วนั้น ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ อย่างน้อยก็คงไม่โง่เขลาเช่นข้าที่ต้องมีจุดจบทั้งโดนสวมรอยและถูกฆ่าตาย”
เมื่อได้ยินแล้ว ดวงตาเฟิ่งจิ่วเป็นประกายขึ้นมา รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งดูลึกล้ำขึ้นหลายส่วน “พูดมาเถอะ! แล้วเรื่องที่สองคืออะไร”
ได้ยินคำพูดนั้น เฟิ่งชิงเกอก็รู้ว่าอีกฝ่ายรับปากแล้ว ขณะที่แอบถอนหายใจ น้ำเสียงนางเศร้าโศกและเสียใจอยู่เล็กน้อย “ครอบครัวของข้าดีกับข้านัก เห็นข้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยดูแลพวกเขาแทนข้าได้ อย่าให้พวกเขารู้ รู้ว่าข้าไม่อยู่แล้ว…”
นิ้วเรียวขาวผ่องเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ จนเกิดเสียงดังก๊อกๆ กลับทำให้เฟิ่งชิงเกอกังวลใจขึ้นมา นางไม่มีทางรู้ความคิดของเฟิ่งจิ่วได้เลย แต่นางที่ไม่มีทางเลือกอื่นก็ไม่หวังจะได้ยินคำปฏิเสธจากเฟิ่งจิ่ว ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยว่า “ข้าจะทิ้งความทรงจำทั้งหมดของข้าไว้ให้เจ้า เช่นนี้เจ้าจะได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด เฟิ่งจิ่ว เจ้าต้องช่วยข้า เจ้าต้องช่วยข้านะ…”
เมื่อเฟิ่งจิ่วได้ยินเสียงนั้น ศีรษะก็พลันปวดหนึบ เหมือนถูกใครฝืนยัดอะไรบางอย่างเข้ามา เธอขมวดคิ้วและหลับตาลงรับความเจ็บปวด ผ่านไปสักพักถึงจะค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วในหัวของเธอก็มีความทรงจำที่เดิมทีไม่ใช่ของตัวเองเพิ่มเข้ามามากมาย…
อาจเพราะความทรงจำของเฟิ่งชิงเกอและของเธอหลอมรวมกันแล้ว ขณะที่ภาพเหตุการณ์ตอนใบหน้าถูกกรีดทำลายฉายแวบขึ้นในหัว เธอถึงกับมีความรู้สึกเช่นเดียวกันอยู่บ้าง คล้ายว่าคนคนนั้นที่เจ็บปวดจากการถูกมีดกรีดก็เป็นเธอด้วยเช่นกัน
“ซูรั่วอวิ๋นงั้นหรือ? หึๆ น่าสนใจดีนี่” การผสานรวมของความทรงจำในหัว ทำให้เธอเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้และเรื่องอื่นๆ เธอลุกขึ้นเดินมาอยู่ข้างๆ ร่างของชายที่สิ้นชีพไปแล้วผู้นั้น ก่อนเก็บของมีค่าจากเสื้อผ้าที่เขาถอดไว้จนหมดเกลี้ยง
ชุดกระโปรงบนตัวเธอ แขนเสื้อข้างหนึ่งถูกฉีกออก ตรงคอเสื้อเองก็ถูกกระชากจนขาดวิ่น เธอจึงฉีกผ้าซับในกระโปรงชิ้นหนึ่งมาปิดหน้าตนเองไว้ ตอนนี้ใบหน้าเสียโฉมเช่นนี้ดึงดูดสายตาคนเกินไป จะออกไปจากที่นี่ก็ต้องเงียบๆไว้ ถึงจะไม่เป็นที่สนใจ
น่าเสียดาย ในห้องนี้จะหาสักกี่รอบก็ไม่มีชุดที่พอใส่ได้เลย ส่วนเสื้อผ้าของชายผู้นั้นเธอใส่ไม่ลง ในสายตาเธอมันสกปรกเกินไปจริงๆ
พอคิดว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่แสวงหาความสำราญ ดังนั้นเธอจึงฉีกแขนเสื้ออีกข้างหนึ่งออก เผยให้เห็นแขนขาวราวรากบัวทั้งสองข้าง ก่อนจะจัดการกับกระโปรงอีกสักหน่อย ด้วยการเปลี่ยนมันเป็นชุดกระโปรงเกาะอก จากนั้นสายตาเธอไปหยุดอยู่ตรงผ้าโปร่งบางของม่านเตียง จึงเอื้อมมือไปดึงมาคลุมตัวไว้ แล้วกระโดดออกไปทางหน้าต่างด้านหลัง…
ครั้นลงถึงพื้นได้อย่างมั่นคง เธอมองสำรวจไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีเพียงถนนด้านหน้าเท่านั้นที่เดินไปได้ จากนั้นจึงแฝงตัวปะปนไปกับเหล่าสตรีที่ยืนคุยสังสรรค์กันอยู่ด้านหน้า ขณะที่เธอเร่งฝีเท้าจากไป เสียงกรีดร้องก็พลันดังขึ้นมา
“กรี๊ด! มีคนถูกฆ่า!”
ตอนที่ 5: หนึ่งคมมีดที่ปาดคอ
ความแตกแล้ว! วิ่งสิ!
นี่คือการตอบสนองแรกของเธอ และเธอก็ลากเท้าวิ่งออกไปด้านนอกจริงๆ แต่ใครจะรู้ว่ากลับมีแสงเย็นเยียบสายหนึ่งแวบมาเบื้องหน้า กลิ่นอายกระหายเลือดชวนขนลุกนั้นชัดเจนว่าเป็นจิตสังหารที่น่าพรั่นพรึง พอเห็นแสงเย็นวาบตรงมาทางนี้ เธอย่อตัวลงทันทีอย่างไม่ต้องคิด
“ฟุ่บ!”
“กรี๊ด…”
พลังกระบี่ที่รวดเร็วดุดันเหมือนแฉลบผ่านเหนือหัวไป ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงอุทานและเสียงกรีดร้อง ฝูงชนที่วิ่งกันสะเปะสะปะต่างผลักกันไปมา เฟิ่งจิ่วกลับพบว่าข้างกายมีที่ว่างเพิ่มมามากมาย พอเงยหน้าขึ้น คนรอบข้างก็ถูกหนึ่งกระบี่นั้นปาดคอจนล้มลงสิ้นใจโดยมีเธอเป็นศูนย์กลาง
‘โชคยังดีที่เราหลบได้เร็ว’
ขณะที่เธอแอบนึกว่าตนเองช่างโชคดี ก้าวขาเตรียมจะเคลื่อนไหว รองเท้าข้อสูงสีดำคู่หนึ่งกลับมาหยุดลงตรงหน้า ดวงตาของเธอที่หลุบลงพลันมีแสงสลัววาบผ่าน เธอเงยหน้าขึ้นอย่างขลาดกลัว ร่างก็กำลังสั่นเทิ้ม “ฮือ…”
มีชายสวมชุดดำผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้ามีผ้าสีดำปิดไว้จึงเห็นหน้าไม่ชัด แต่ดวงตาคู่นั้นฉายแววโหดเหี้ยมชั่วร้าย เฉกเช่นยาพิษที่ทำให้คนอกสั่นขวัญแขวน เวลานี้กระบี่ที่เขาถือชี้ลงพื้นยังมีเลือดสีสดไหลริน หยดลงบนพื้นทีละหยดจนเป็นจุดคล้ายมีดอกเหมยแดงเบ่งบาน
ไม่รู้ว่าเธอจงใจหรือไม่ ผ้าผืนบางที่คลุมอยู่บนร่างลื่นหล่นลงพื้นเพราะร่างกายสั่นเทา เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนเกลี้ยงเกลา เธอปิดบังใบหน้าไว้ แต่ดวงตาที่ตราตรึงใจกลับเอ่อคลอไปด้วยน้ำ ประกอบกับร่างแบบบางที่สั่นไหว ทำให้ดูแล้วน่าสงสารยิ่ง
เห็นชัดว่าชายชุดดำผู้นั้นไม่ใช่คนหลงใหลในนารี ยามเห็นผิวกายขาวเนียน แววตาชั่วร้ายฉายประกายขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งแต่ก็ละสายตาไปอย่างรวดเร็ว เขามองไปยังกลุ่มคนที่ถอยหนีราวกับกำลังค้นหาอะไร และตอนนั้นเอง มือที่ถือกระบี่ไว้ก็ขยับเบาๆ เตรียมจะฆ่าคนที่ขวางหูขวางตาตรงหน้านี้เสีย
รังสีการฆ่าฟันตลบอบอวล ทำให้เฟิ่งจิ่วตะโกนขึ้นอย่างตื่นตระหนก “ฮือ…อย่าฆ่าข้าเลย…” ทว่าพริบตาที่กำลังยืนขึ้น มือของเธอสัมผัสผ่านต้นขา ก่อนที่กริชประกายคมกริบจะฟันไปที่ข้อมือซึ่งถือกระบี่ไว้ด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าฟาด
“ฉัวะ! แกร๊ง!”
เพราะไม่รู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้ามีจิตคิดสังหาร ทำให้เขาประมาทเลินเล่อไป อีกทั้งด้วยระยะใกล้ ข้อมือที่ไม่ทันระวังจึงบาดเจ็บเลือดไหลและสั่นไหวไม่หยุด กระบี่ในมือจับไว้ไม่อยู่ร่วงลงพื้นอย่าง ก่อนที่เขาจะยกเท้าเตะไปตามสัญชาตญาณ
เท้าที่เตะไปนั้นมีทั้งคลื่นลมและพลังแฝงรุนแรง ถึงผู้มีวรยุทธ์รับลูกเตะของเขาไปก็รอดชีวิตยาก แต่กลายเป็นว่านางหลบเท้าของเขาที่เตะไปตรงหน้าอกนางได้ด้วยท่วงท่าพิสดาร เพียงแวบหนึ่ง เขาเห็นว่าเด็กสาวกระโจนเข้ามา กริชในมือนางเล็งมาที่หน้าอกของเขา จึงยื่นมือออกไปต้านรับตามสัญชาตญาณ แต่ใครจะคิดว่าที่นางโจมตีเป็นการหลอกล่อ ในขณะที่กริชนั้นแทงมา เท้านางก็เตะเข้าตรงหว่างขาของเขา
“อ๊าก!”
ความเจ็บปวดแทบขาดใจทำให้เขาร้องครวญอย่างทรมาน สองขาหดชิดและอ่อนยวบลงไปโดยไม่อาจควบคุมได้ แต่เพราะเหตุนี้จึงเป็นโอกาสทองของนาง กริชเล่มนั้นถูกนางดึงกลับมาปาดเข้าที่ลำคอเขา หนึ่งคมมีดปาดคอหอย! ปลิดชีวิตในหนึ่งการโจมตี!
ถึงตายแล้ว ดวงตาของชายชุดดำก็ยังคงเบิกกว้างอย่างไม่ยอมและแค้นใจ ราวกับไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะตายด้วยน้ำมือของสตรีนางเดียว
ฝูงชนที่ตื่นตกใจจนถอยห่างไปด้านในต่างมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง พวกเขาเบิกตาโตอย่างเหลือเชื่อ ไม่กล้าเชื่อว่าเด็กสาวอ้อนแอ้นที่ก่อนหน้านี้ยังร้องไห้เสียงเบาจะกลายเป็นมือสังหารในพริบตา ซ้ำยังสังหารชายชุดดำผู้นั้นด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมดุดัน แต่ไม่รอให้พวกเขาได้สติ หลังจากสังหารคนแล้วเด็กสาวก็วิ่งหนีออกไปโดยไม่คิดจะหันหลังกลับ และหายลับไปในยามค่ำคืน…
ตอนที่ 6: แรกพบชายแกร่ง
เงาร่างผอมเล็กร่างหนึ่งนั่งหาวอยู่ตรงมุมถนนอับสายตาผู้คน ดวงตานางชำเลืองมองทหารแต่ละกองลาดตระเวนไปมาบนทางถนนใหญ่ซึ่งมีผู้คนสัญจร มือหยิบแอปเปิลลูกหนึ่งจากในอกเสื้อขึ้นมากัดอย่างเบื่อหน่าย
ร่างนั้นสวมเสื้อผ้าขอทานที่ทั้งเก่าและสกปรก ใบหน้ามอมแมมเปรอะดินอยู่ไม่น้อย เส้นผมทั้งหมดรวบเก็บไว้ในเศษผ้าชิ้นหนึ่ง ดูไปแล้วเป็นขอทานน้อยร่างผอมบาง ใครก็คงนึกไม่ถึงว่าคณิกาหอนางโลมที่ทำให้ผู้ดูแลเมืองโกรธเกรี้ยวจนต้องออกคำสั่งตามจับ จะเป็นขอทานน้อยอยู่มุมถนนเช่นนี้
‘ซวยจริงๆ! จะออกไปยังดี? ต่อให้เราอดทนรอได้ แต่ยาพิษในตัวเรารอไม่ได้หรอกนะ!’ เฟิ่งจิ่วกัดแอปเปิลพลางถอนใจเสียงเบา หากเธอรู้ตั้งแต่แรกว่าชายน่ารังเกียจที่ถูกตนฆ่าเมื่อคืนเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของผู้ดูแลเมือง จะอย่างไรเธอก็ไว้ชีวิตเขา อย่างน้อยตอนนี้ผู้ดูแลเมืองก็คงไม่ส่งทหารอารักขามาตามหาตัวเธอกันทั่วเขตเมือง
แต่ชายชุดดำเมื่อคืนเป็นใครกัน? นักฆ่าหรือ
เมื่อนึกถึงกลิ่นอายพลังที่พวยพุ่งออกมาจากร่างในขณะที่เขาลงมือ ใจเธอขุ่นเคืองอยู่บ้าง เดิมทีเธอคิดว่าคนส่วนใหญ่จะเกิดใหม่ในยุคราชวงศ์โบราณอะไรทำนองนั้น แต่ใครจะรู้ว่าคนของโลกนี้ฝึกวิชาเซียนด้วย วิชาเซียน ของพวกนี้ช่างเพ้อฝันเกินไปแล้ว แต่พอคิดว่าคนจากศตวรรษที่21 เช่นเธอมาเกิดใหม่ในที่ประหลาดนี้ได้ ก็ไม่แปลกอะไรนักแล้ว
ฝึกบำเพ็ญเป็นเซียนเลยนะ! หากอยู่ต่อหน้าเหล่าผู้ฝึกเซียน ทักษะฝีมือของเธอก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!
พอกินแอปเปิลหมดเธอก็โยนทิ้ง ก่อนจะนั่งถอนหายใจอยู่ตรงนั้นอย่างเหงาหงอยไร้ชีวิตชีวา จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นตรงหน้า
“แกร๊ง!”
ด้านในชามผุพังเบื้องหน้า มีก้อนเงินก้อนหนึ่งกลิ้งวนรอบแล้วหยุดนิ่งตรงกลางชาม เฟิ่งจิ่วตกตะลึง เธอเห็นเงินในชามเก่า จึงหยิบขึ้นมาดู ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากก้อนหินเลย แค่ภายนอกเป็นสีเงินเท่านั้น
เธอเงยหน้ามองไปทางคนที่โยนเงินมา เห็นเพียงแผ่นหลังอันงดงามซึ่งสวมเสื้อคลุมสีดำไว้ เขากำลังเดินอย่างช้าๆด้วยย่างก้าวแผ่วเบามั่นคง ทั้งร่างมีรัศมีเย็นชาที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใกล้แผ่กระจาย
เฟิ่งจิ่วขบคิด ก่อนพุ่งเข้าไปหมายจะกอดต้นขาเขาไว้โดยไม่ลังเล ปากก็ตะโกนร่ำไห้ว่า “ฮือ…พี่เขย! พี่เขยข้าหาท่านเจอแล้ว! อืม!” ทันใดนั้นคนตรงหน้าเบี่ยงตัวหลบ เธอกระโจนเข้าหาพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเพราะแรงเฉื่อย สองมือถลอกปลอกเปิกจนต้องร้องครวญ
ชายในเสื้อคลุมสีดำขมวดคิ้วน้อยๆ หลังจากสายตาที่ลึกล้ำและแข็งกร้าวกวาดมองขอทานบนพื้น เขาก็ก้าวเดินต่อไป มองแวบเดียวเขาก็ดูออกว่าขอทานบนพื้นเป็นแค่คนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์
แน่นอนว่าตอนนี้เฟิ่งจิ่วเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาจริงๆ ระดับพลังเล็กน้อยของร่างก่อนก็สูญสลายไปเพราะยาที่ซูรั่วอวิ๋นบังคับยัดเข้าปากมา เธอในเวลานี้จึงเป็นแค่คนคนหนึ่งที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเหล่าผู้ฝึกเซียนเห็นสามัญชนที่ไร้วรยุทธ์อย่างเธอ ก็จะยิ่งไม่สนใจและไม่ระวังตัวกันมากนัก
“พี่เขย! พี่เขยอย่าทิ้งข้าเลย ฮือ…ช่างยากเย็นยิ่งนักกว่าข้าจะหาท่านพบ พี่เขย…” เมื่อเธอตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ก็กระโจนไปด้านหน้าอีก และล้มลงอีกหลายครั้ง จนในที่สุด ชายในเสื้อคลุมสีดำตรงหน้าก็หยุดฝีเท้าลง
“พี่เขย!” เฟิ่งจิ่วไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป ทั้งแขนและขากอดเข้าที่ขาของชายผู้นั้น รัดเขาเอาไว้แน่น แล้วปรายตาที่มีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมองอย่างขลาดกลัวเล็กน้อย
แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของชายผู้นี้ มุมปากเธอกลับกระตุกแวบหนึ่งโดยไม่อาจควบคุม…เธอกอดผิดขาเสียแล้วหรือเปล่า?
ตอนที่ 7: ติดตามเขาไป
ชายตรงหน้านี้ หากมองเพียงแผ่นหลังก็เข้ากับคำว่าชายหนุ่มอยู่ ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของเขา เธอก็อยากเอามือก่ายหน้าผากแล้วถอนหายใจยาวๆสักที นี่มันท่านอาอายุสามสิบกว่าชัดๆเลย!
ใบหน้าคมคายที่เด็ดเดี่ยวองอาจถูกหนวดเคราปิดบังไปเกินครึ่ง ถึงพยายามมองก็เห็นเพียงเค้าโครง มองเห็นหน้าได้ไม่ชัดเจน แม้ดวงตาของเขาจะลึกล้ำและน่าพิศวง แต่มองเช่นไรก็เป็นท่านอาอายุสามสิบกว่า ไม่ค่อยสมกับเป็นพี่เขยของคนร่างเล็กเช่นเธอสักเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เธอกอดต้นขาเขาไว้ไม่ยอมปล่อยพลางตะโกนร้องไห้ “พี่เขย ฮือๆ… นับว่าข้าหาท่านพบแล้ว พี่เขย…”
หลิงโม่หานขมวดคิ้วกระบี่มองขอทานน้อยร่างผอมที่กอดขาของตนไว้ราวกับหมี เพราะไม่คุ้นชินกับการถูกเนื้อต้องตัว ตอนนี้ร่างกายจึงแข็งทื่ออยู่บ้าง เขาสะบัดขา พูดเสียงทุ้มว่า “เจ้าทักคนผิดแล้ว ปล่อย!” ทว่าขาเขาถูกกอดไว้แน่นจนสะบัดขอทานน้อยผู้นั้นออกไปไม่ได้
“ฮือๆ…พี่เขย ข้าทักไม่ผิดหรอก พี่สาวบอกข้าว่าท่านมีหนวดเคราขึ้นดก ตอนเด็กๆ ข้าเคยเห็นท่าน ทักไม่ผิดคนแน่ ฮือๆ…พี่เขย ท่านอย่าไล่ข้าไปเลย พี่สาวข้าตาย ในบ้านไม่มีใครแล้ว ขนาดแม่เลี้ยงก็ยังขายข้าทิ้ง ฮือๆ…พี่เขย…”
“ข้าไม่ใช่พี่เขยเจ้า เจ้าทักคนผิดแล้วจริงๆ!”
สีหน้าหลิงโม่หานยิ่งเย็นชา กลิ่นอายเย็นเยือกทั่วร่างก็ยิ่งหนาแน่น ท่าทางน่ากลัวมาก แต่กลายเป็นว่าขอทานน้อยที่กอดขาเขาอยู่กลับไม่ปล่อยมือเลย เขาสะบัดขาหลายรอบก็ยังสลัดออกไม่ได้ พอยื่นมือจะแกะตัวออก กลับเห็นเด็กน้อยกรีดร้องและยิ่งกอดแน่น ศีรษะขยับขึ้นไปโดนส่วนอ่อนไหวตรงหว่างขาของเขาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ร่างเขาแข็งทื่อ ทั้งใบหน้ามืดทะมึน
“ปล่อย!”
“ข้าไม่ปล่อย เว้นแต่ท่านจะรับปากพาข้าไปด้วย”
เฟิ่งจิ่วเกาะติดเขาอย่างไร้ยางอาย จึงไม่รู้สึกตัวว่าศีรษะเล็กๆของตนชนเข้ากับจุดอ่อนไหวของเขา ซ้ำยังแอบยินดีที่ตนโชคดีในใจ แม้ท่านอาผู้นี้จะเย็นชาอยู่บ้าง แต่ยังดีที่เขาแค่พูด ไม่ถึงกับลงไม้ลงมือ ชัดเจนว่าเขาเป็นคนไม่ทำร้ายคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีวรยุทธ์
หลิงโม่หานฝืนอดกลั้นอารมณ์อยากฆ่าคนไว้ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ “ปล่อยมือเสีย ข้าจะให้เจ้าตามไป”
“ฮือ… พี่เขย ข้ารู้ว่าท่านคงไม่เมินเฉยต่อข้า” เธอเช็ดดวงตาที่เดิมทีก็ไม่ได้มีน้ำตาอยู่แล้วเร่งลุกยืนขึ้น กลับเห็นเขาหันกายเดินนำไปด้านหน้า จึงรีบรุดตามไปในทันที
พอเห็นว่าระยะระหว่างทั้งสองคนยิ่งทิ้งห่าง ดวงตาเฟิ่งจิ่วมีประกายยิ้มเยาะพาดผ่าน ไม่แปลกใจเลยที่เขารับปากให้เธอตามไปด้วยอย่างใจกว้างเช่นนั้น ที่แท้ก็คือเหตุผลนี้เอง เพราะเขาอยากสลัดเธอทิ้งสินะ?
น่าเสียดายที่เขาคิดผิดถนัด เธอจะตามฝีเท้าเขาไม่ทันได้อย่างไร? อีกอย่าง ก่อนจะออกจากเขตเมืองแจ่มกระจ่างนี้เธอต้องตามติดเขาไว้ คนผู้นี้ดูแล้วไม่ธรรมดา หากตามอยู่ข้างๆเขา ทหารอารักขาพวกนั้นคงไม่กล้าเข้ามาขวางแน่
“พี่เขย ท่านเดินช้าๆหน่อยสิ ข้าใกล้จะตามไม่ทันแล้วนะ พี่เขย…” เฟิ่งจิ่ววิ่งเหยาะๆตามหลัง พอเห็นเขาเดินไปยังประตูทางเข้าออกของเมือง ใจก็นึกยินดี รีบสาวเท้าวิ่งตามไป
ฝีเท้าของหลิงโม่หานหยุดนิ่งลง เขาหันกลับมา เห็นมือเล็กๆอันสกปรกของขอทานน้อยกำลังดึงชายเสื้อตนอยู่ จึงสะบัดแขนสลัดขอทานน้อยออกทันที ก่อนจะก้าวต่อไปเบื้องหน้า
“พี่เขย ท่านอย่าโกรธเลย ข้าจะไม่ดึงเสื้อท่านอีกแล้ว พี่เขย…”
เธอวิ่งเหยาะๆ พลางตะโกนอย่างน่าเวทนา หางตาเหลือบเห็นว่าเมื่อทหารอารักขาที่เฝ้าตรงประตูเมืองเห็นท่านอาเบื้องหน้า สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาพากันก้มหัวทำความเคารพ และหลังจากได้ยินเธอเรียกว่าพี่เขย เหล่าทหารที่เดิมทีจะเดินมาหาก็หยุดนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วแอบพินิจมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าแปลกๆ
ตอนที่ 8: เช่นนั้นเรียกท่านอา
“พี่เขย พวกเราจะไปไหนกัน?” หลังเดินห่างออกมาจากประตูเมือง เฟิ่งจิ่วเริ่มจ้องพิเคราะห์คนข้างกาย
ตอนนั้นเอง ฝีเท้าหลิงโม่หานชะงักลง เขาเหลือบมองขอทานน้อยแล้วพูดเสียงทุ้มว่า “เจ้าก็ออกมาแล้ว ไม่ต้องมาตามข้าอีกล่ะ”
เฟิ่งจิ่วตกตะลึง ก่อนจะยิ้มหวานต่อ “พี่เขย ท่านพูดอะไรน่ะ?” ที่แท้ท่านอาผู้นี้ก็รู้แต่แรกแล้วว่าเธออยากออกมา! ก็ใช่อยู่ เขาคนนี้ดูไม่ธรรมดา แค่ลูกไม้ตื้นๆของเธอจะดูไม่ออกได้อย่างไร? ทว่าถึงเขาดูออกก็ยังยอมช่วย นี่สิที่ทำให้เธอประหลาดใจ
พอเห็นเขายิ่งก้าวเดินออกห่าง เฟิ่งจิ่วก็รีบเร่งตาม “พี่เขย…” เธอยังไม่ทันพูดจบก็ถูกเขาตัดบท
“ข้าไม่ใช่พี่เขยของเจ้า อย่าได้เรียกมั่วซั่ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำมีความเยือกเย็น เต็มไปด้วยแรงดึงดูด และแสดงถึงเสน่ห์ความเป็นชายชาตรี
“หรือว่าข้าทักคนผิดจริงๆเสียแล้ว? พี่สาวข้าบอกว่าพี่เขยมีหนวดเคราขึ้นดกจึงจำหน้าได้ง่ายนัก” เธอวิ่งเหยาะๆไปมองประเมินอยู่ข้างกายเขา แล้วฉีกยิ้มกว้าง “อืมๆ ข้าอาจจะทักผิดจริงๆ พี่เขยของข้าควรต้องอายุน้อยกว่าท่านอีกสักหน่อย”
หลิงโม่หานเดินไปตามทางของตัวเอง เขาเมินเฉยขอทานน้อยข้างกายโดยสิ้นเชิง ในสายตาของเขา ขอทานไร้วรยุทธ์ที่มีแค่ความหลักแหลมเพียงเล็กน้อยหาได้อยู่ในสายตาไม่ ดังนั้นจึงรีบเร่งฝีเท้าไป ย่างก้าวเร็วกว่าตอนอยู่ในเมืองหลายเท่านัก
ฝีเท้าเขาที่เร็วขึ้นทันทีทันใด ทำให้เฟิ่งจิ่วแอบประหลาดใจกับตัวเอง เห็นฝีเท้าเขาเหมือนย่ำอยู่บนพื้นดิน แต่ก็ราวกับว่าสองขาลอยผ่านไปโดยไม่ติดพื้น การเคลื่อนไหวร่างกายเร็วมาก ทว่าไม่ค่อยคับคล้ายกับวิชาฝีเท้าตามเมฆของเธอที่ไปไหนมาไหนได้อย่างไร้ร่องรอยสักเท่าไร
“ท่านอา ท่านอารอข้าด้วยสิ!” ไม่ใช่ว่าเธออยากตามติดเขาไปจริงๆหรอก แต่พอออกประตูเมืองมาก็เป็นถนนเส้นใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอก็ไม่มีความคิดว่าต้องตามคนผู้นี้ไปทุกหนทุกแห่ง เธอยังต้องหาสมุนไพรมาแก้พิษในร่างอีกนะ!
จะว่าไปซูรั่วอวิ๋นนั่นเลวร้ายอย่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เริ่มแรกที่นางทำเช่นนั้นกับเฟิ่งชิงเกอ นางไม่เพียงแค่แย่งชิงฐานะทั้งหมด นึกไม่ถึงว่ายังจะส่งเฟิ่งชิงเกอไปขายในสถานที่อย่างหอนางโลม และคิดจะให้อีกฝ่ายถูกกระทำชำเราจนตาย จิ๊ๆ ผู้หญิงคนนี้นี่นะ! ช่างร้ายกาจเช่นงูพิษจริงๆ
แต่ว่า ตามความทรงจำเดิมของเฟิ่งชิงเกอ ซูรั่วอวิ๋นนี่ก็ดูเหมือนเธออยู่ หรือว่าจะมาจากศตวรรษที่21? ทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องยาอีก ไม่เช่นนั้นนางคงทำหน้ากากที่เหมือนกับเฟิ่งจิ่วทุกกระเบียดนิ้วขนาดนั้นออกมาไม่ได้
ยิ่งคิดในใจก็ยิ่งตื่นเต้นอยู่บ้าง แม้เดิมทีรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ดูเหมือนจะสนุกขึ้นเรื่อยๆซะแล้วสิ!
ทว่าเมื่อหลิงโม่หานเบื้องหน้าได้ยินเสียงเรียกท่านอา มุมปากก็กระตุกน้อยๆ เขาลูบเคราบนใบหน้าตัวเองอย่างเคยตัว ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพื่อสลัดคนด้านหลังทิ้ง แต่สองชั่วยามผ่านไป เขาก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันหน้ามาเหลือบมอง ยามเห็นว่าเงาร่างอันผอมบางนั้นยังคงตามหลังเขาอยู่สามจั้งกว่า ก็แอบแปลกใจกับตัวเอง
คนที่ไร้วรยุทธ์อย่างเขาตามมาทันได้อย่างไรกัน?
เฟิ่งจิ่ววิ่งหอบฮักตามมา เธอก้มลงใช้สองมือยันเข่าไว้พลางหอบหายใจเฮือกใหญ่ “ฮู่! ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ท่านอา ท่านเดินเร็วขนาดนั้นทำไมกัน?”
หลิงโม่หานขมวดคิ้วพินิจมองขอทานน้อยผู้มอมแมมอย่างละเอียด สักพักจึงพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “เจ้าอย่าได้ตามข้ามาอีกเลย ที่ที่ข้าต้องไปคือป่าเก้าหมอบ ที่แห่งนั้นอันตรายยิ่ง เจ้าเข้าไปก็มีแต่ตายเปล่าๆ”
“ไม่ใช่นะ ท่านอา ข้าไม่ได้ตามท่าน เดิมทีข้าเองก็จะไปป่าเก้าหมอบ แต่ในเมื่อท่านเองก็จะไปป่านั่นเหมือนกัน พวกเราไปด้วยกันเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
[1] จั้ง คือหน่วยวัดของจีน 1จั้งเท่ากับประมาณ3.33เมตร
ตอนที่ 9: สู่ป่าเก้าหมอบ
หลิงโม่หานไม่สนใจคนด้านหลังอีก เดินสาวเท้าก้าวยาวไป เขาคิดว่าขอทานน้อยคงเป็นคุณชายน้อยของตระกูลเศรษฐีสักตระกูลที่แอบออกมาเที่ยวเล่น ตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายเข้ามากอดขา หลิงโม่หานก็สังเกตุเห็นว่าตัวขอทานน้อยไม่ได้ดูต่ำต้อยเช่นขอทานทั่วไป มิหนำซ้ำดวงตายังมีความฉลาดแกมโกงแฝงอยู่ หากเป็นแค่ขอทานคนหนึ่งจะไปมีได้อย่างไรกัน? และยังได้ยินเขาบอกอย่างคาดไม่ถึงอีกว่าจะไปป่าเก้าหมอบ จึงยิ่งแน่ใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไปเล่นสนุกเป็นแน่
ถ้าขอทานน้อยรนหาที่ตายตามเข้าป่าเก้าหมอบมาจริงๆ หลิงโม่หานก็จะไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้านด้วยการไปช่วยเขา
พอเห็นว่าท่านอาตรงหน้าไม่สนใจ เฟิ่งจิ่วก็ไม่ปริปากอะไรอีก แค่วิ่งเหยาะๆตามไปด้านหลัง ทว่าหากมองอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นว่าฝีเท้าของเธอแปลกมาก ความเร็วไม่ช้าไปกว่าหลิงโม่หานที่อยู่ด้านหน้าสักเท่าไร
ทั้งสองเดินตามกันไป หลิงโม่หานที่อยู่ด้านหน้าไม่หยุดพักเลย เฟิ่งจิ่วทางด้านหลังเองก็ไม่หยุด เพราะเวลากระชั้นชิด เธอจึงต้องรีบไปหาสมุนไพรแก้พิษในร่างที่ป่าเก้าหมอบ มิเช่นนั้นชีวิตน้อยๆนี้คงต้องจบเห่ลงที่นี่จริงๆ
ที่จริงแล้ว เมื่อก่อนเรือนร่างนี้เป็นร่างของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ พอไม่ได้กินอะไรซ้ำยังมาวิ่งทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ สำหรับเธอเลยถึงขีดจำกัดเสียแล้ว สองขาทั้งเมื่อยทั้งหนัก ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็ค่อยๆช้าลง และระยะห่างกับหลิงโม่หานก็ยิ่งไกลกันออกไป
โชคดีที่ในที่สุดเธอก็มาถึงปากทางเข้าป่าเก้าหมอบในเช้าตรู่ของวันถัดมา ทว่าตอนนี้เธอไม่เห็นเงาร่างของท่านอาผู้นั้นแล้ว
“ฮู่! เหนื่อยชะมัดเลย” เธอทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น หอบหายใจเสียงดังดั่งวัว เหงื่อไหลเหมือนสายฝน ท้องก็ยังหิวอีกด้วย ตอนนี้เธอเวียนหัวเล็กน้อย แถมยังคลื่นไส้อยู่บ้าง
ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เธอฉวยเอาแอปเปิลลูกหนึ่งจากพ่อค้าเร่ที่ขายผลไม้มากิน จนเวลานี้ไม่รู้ว่าย่อยไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้ถึงได้หิวจนผนังท้องหน้าและหลังแทบจะติดกัน เธอคิดเพียงว่าหากมีน่องไก่อะไรทำนองนี้ให้กินก็คงดี
เธอพักอยู่ครู่หนึ่งถึงเช็ดเหงื่อแล้วก็ลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นป่าเก้าหมอบเบื้องหน้าก็ผุดรอยยิ้มตั้งตารอออกมา “ฮิๆ ในป่าเก้าหมอบนี้น่าจะมีอาหารป่า…” นึกถึงตรงนี้เธอก็กลืนน้ำลายอีก ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในทันที
ในป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์นี้มีวัชพืชขึ้นรกรุงรัง ดวงอาทิตย์เหนือหัวถูกใบไม้บดบังไปกว่าครึ่ง จึงมีเพียงแสงแดดเล็กน้อยส่องเข้ามาในป่า กลิ่นพื้นดินชื้นแฉะและกลิ่นหอมของต้นหญ้าลอยลู่ตามลมมาถึงจมูก
ในมือเฟิ่งจิ่วถือกิ่งไม้ที่หักมาจากต้นพลางปัดไปซ้ายทีขวาที หนึ่งคือเพื่อแหวกพวกหญ้ารกที่ขวางทางตรงหน้าออกไป สองคือเพื่อไล่พวกงูพิษที่หลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้
เฟิ่งจิ่วเดินไปอย่างช้าๆ ดวงตาเสาะหาบรรดาสมุนไพรที่อาจถูกวัชพืชบังไว้อย่างละเอียด เธอพบพิษในร่างนานแล้ว ถ้าจะให้คนอื่นแก้ให้คงเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับเธอที่เชี่ยวชาญเรื่องยาพิษกลับไม่ยากเลย แน่นอนว่าก่อนอื่นต้องหาสมุนไพรที่ต้องการให้ได้ก่อน มิฉะนั้นต่อให้เธอเป็นเซียนหมอก็ไม่มีทางรักษาพิษของตัวเองได้ด้วยมือเปล่า
อาจเพราะอยู่รอบนอกป่า ถึงแม้จะมีสมุนไพร แต่ก็ล้วนเป็นชนิดที่เห็นได้บ่อยมาก ส่วนอาหารป่าที่เธอนึกภาพไว้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เดินมาจะครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่เห็นอาหารป่าที่กินได้เลย จิ้งเหลนที่ปีนอยู่บนต้นไม้ก็เจอแค่ไม่กี่ตัวด้วยซ้ำ
ท้องเธอหิวจนไม่สบายตัวเลยจริงๆ ครั้นเห็นในพุ่มหญ้ามีดอกของว่านสามใบ เธอก็เลือกช่อใหญ่ๆมาถือไว้ เดินไปพลางกินไปพลาง แม้ก้านของว่านสามใบจะเปรี้ยว แต่ดอกมีกลิ่นหอมอยู่จางๆ ถึงจะเทียบกับอะไรไม่ได้ ก็ดีกว่าปล่อยให้ท้องว่าง
“เอ๊ะ? นึกไม่ถึงเลยว่าที่นี่จะมีต้นเหมยติดดินด้วย?” เฟิ่งจิ่ววิ่งเข้าไปอย่างแปลกใจ สมุนไพรที่โตอยู่ข้างต้นไม้คือหนึ่งในสมุนไพรแก้พิษที่เธอออกตามหานั่นเอง
ตอนที่ 10: ตามหายาเพียงลำพัง
ครั้นกินดอกของว่านสามใบส้มจนหมด เธอทิ้งใบกับก้านไป ก่อนจะขุดต้นเหมยติดดินออกมาจากพื้นดินอย่างระมัดระวัง ทว่าเธอที่นั่งยองอยู่บนพื้นกลับไม่รู้ว่า ในพุ่มหญ้านั้นมีงูพิษตัวสีขาวสลับดำกำลังเลื้อยเข้ามาหา
ยามงูพิษเข้าใกล้เธอ มันยกหัวขึ้นแล้วเปล่งภาษางูออกมา ส่งเสียงขู่ฟ่อเบาๆในชั่วพริบตานั้น มันกระโจนตัวออกไปทันที เขี้ยวงูที่แยกออกมุ่งเข้ามาจะกัดตรงน่องขาของเฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่
สีหน้าท่าทางของเฟิ่งจิ่วพลันเปลี่ยนไป แผ่รังสีอำมหิตออกมาในพริบตานั้น ดวงตาทั้งสองดุดันขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อหันไปอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งก็จับจุดตายที่หลังงูแล้วใช้นิ้วออกแรงกดเข้าเนื้อ มีเสียงฟ่อดังขึ้นมา มือที่จับบริเวณหัวใจงูจิกเข้าไปอย่างแข็งทื่อ
“ฟ่อ!” งูพิษส่งเสียงร้อง หลังจากชักกระตุกสองสามครั้งก็อ่อนยวบลงไป
“อ้อ? ไม่นึกว่าจะเป็นงูปล้องเงิน” เหมือนความดุดันก่อนหน้านี้เป็นแค่ภาพลวงเพียงชั่ววูบ เฟิ่งจิ่วในตอนนี้มีท่าทางเอื่อยเฉื่อย จ้องงูพิษในมือแล้วยิ้มขึ้นมา “ไม่มีทั้งกระต่ายป่าทั้งหมูป่า งั้นก็เอางูตัวนี้มาย่างเติมท้องแล้วกัน” แต่พอพูดไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งทื่อ
เพราะเธอพบกับปัญหาใหญ่มากข้อหนึ่ง…เธอไม่มีไฟ
ในป่าที่ชื้นแฉะนี้ จะก่อไฟขึ้นมาด้วยแรงเสียดสีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และเธอดันไม่มีกระบอกจุดไฟด้วย ถึงจะมีเนื้องูก็ไม่มีทางเอามาย่างกินได้อยู่ดี!
“ช่างมันเถอะ ช่างมันเถอะ ฉันจะพยายามอีกแล้วกัน! อย่างน้อยก็ต้องหาที่แห้งๆหน่อยถึงจะหาทางก่อไฟได้” เธอพึมพำเสียงเบา จะทิ้งงูปล้องเงินในมือไปก็รู้สึกเสียดาย ดังนั้นจึงจัดการเท่าที่สะดวกจะทำได้
เธอตัดหัวงูไป ลอกหนังทิ้ง คว้านดีงูออก แล้วค่อยนำงูที่มองรูปลักษณ์เดิมไม่ออกมาแขวนพันไว้บนกิ่งไม้ เธอเช็ดกลิ่นเลือดที่คลุ้งเต็มมือกับผืนหญ้า ก่อนจะเลือกสมุนไพรที่กลิ่นค่อนข้างแรงมาถูตรงมือ พอกำจัดกลิ่นคาวบนนั้นได้ก็เดินต่อไปข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้เอง หากอยู่ในป่านี้ก็จะเห็นขอทานน้อยคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าโทรมๆ ร่างกายสกปรกเดินอยู่คนเดียวในป่าเก้าหมอบซึ่งสุดแสนอันตราย บนไหล่แบกกิ่งไม้ไว้ และด้านหลังของกิ่งไม้จะมีงูที่ลอกหนังออกแล้วเสียบไว้แกว่งไปมาอยู่ตรงนั้น…
ตลอดทั้งวัน เธอตามหาสมุนไพรแก้พิษในป่านี้เพียงลำพัง ค่อยๆเดินจากรอบนอกเข้าไปด้านในโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนในที่สุดก่อนท้องฟ้าจะมืดลง เธอก็รวบรวมสมุนไพรแก้พิษที่ต้องการมาได้
เฟิ่งจิ่วอาศัยท้องฟ้าที่ยังพอมองเห็นหาไม้แห้งๆมาใช้ เริ่มขั้นตอนการจุดไฟแบบดั้งเดิมที่สุด แต่เพราะความชื้นในป่า เธอจึงใช้เวลาเต็มๆกว่าหนึ่งชั่วยามถึงจะจุดไฟขึ้นมาได้ มือทั้งสองข้างก็เป็นแผลพุพอง แต่หลังจากเธอได้กินเนื้องูย่างในที่สุด ก็คิดว่าทั้งหมดนี้มันช่างคุ้มค่า
สมุนไพรแก้พิษก็หามาแล้ว ซ้ำยังได้เติมท้องจนอิ่ม เฟิ่งจิ่วขยำพวกสมุนไพรที่เก็บมาเมื่อตอนบ่ายนำมาถูลงบนตัว ก่อนจะดับกองไฟ แล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่หาที่สบายๆสักที่ไว้พักผ่อนดีๆสักคืน
เพราะอยู่ในที่แบบนี้ตัวคนเดียว เธอจึงไม่สามารถจุดไฟไว้เช่นปกติได้ ไม่อย่างนั้นพอตกกลางดึกจะกลายเป็นเป้าของพวกสัตว์ร้าย ตอนนี้เธอไม่มีแรงต่อกรกับสัตว์ร้ายมากขนาดนั้นแล้ว ดังนั้นถึงแม้บนต้นไม้จะค่อนข้างหนาวและไม่มีเปลวไฟให้ความอบอุ่น แต่ก็ปลอดภัยกว่าไม่ใช่หรือ?
เป็นจริงอย่างที่คาดไว้ พอยิ่งดึกดื่น ในป่าก็มีเสียงหมาป่าเห่าหอนดังมาแว่วๆ เสียงของมันดังกึกก้องอยู่ในยามค่ำคืน ทำให้ตื่นตกใจได้กว่าปกติ
ทว่าตอนนี้เฟิ่งจิ่วกลับนอนหลับได้สนิท ปล่อยให้เสียงเห่าหอนนั้นกลายเป็นดั่งเสียงเพลงกล่อมเด็กท่ามกลางค่ำคืนในป่าไป
จึงเป็นเรื่องปกติที่เธอจะไม่รู้ว่า บนต้นไม้ห่างไปไม่ไกลมีเงาร่างสีดำที่มองเห็นการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเธอในป่านี้อยู่…
ตอนที่ 11: พบท่านอาอีกครั้ง
ดวงตาดำลึกล้ำของหลิงโม่หานฉายแววประหลาดใจอยู่เบาๆ เขาค่อนข้างแปลกใจที่เจอขอทานน้อยในนี้ เดิมเขาคิดว่าหลังจากพบอันตรายที่เกิดขึ้นในป่าเก้าหมอบ ขอทานน้อยคงออกไปเอง ใครจะนึกว่าอีกฝ่ายกลับมาถึงด้านในนี้ด้วยตัวคนเดียว
หลิงโม่หานพบเขาเมื่อตอนบ่าย ตอนนั้นเด็กน้อยกำลังนั่งขุดสมุนไพรอยู่บนพื้น สมุนไพรพวกนั้นหลิงโม่หานมองว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทว่าเขากลับเก็บมันขึ้นมา และยังนึกไม่ถึงว่าเขาจะเดินเอ้อระเหยอยู่คนเดียวในป่านี้เหมือนไม่รู้จักอันตราย
ด้วยนิสัยอันเฉยชาของเขา หลิงโม่หานจะไม่ให้ความสนใจกับขอทานน้อยคนนี้มากนัก ทว่าไม่รู้ทำไมเขากลับไม่ยอมจากไป ยังแอบตามดูทางนั้นอยู่ ตอนเห็นขอทานน้อยใช้กริชทำรูเล็กๆบนกิ่งไม้แห้งที่เก็บมา แล้วหยิบกิ่งไม้เล็กอีกก้านมานั่งหมุนปั่นลงไปในรูนั้น เดิมทีหลิงโม่หานยังไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรกันแน่ แต่หลังจากเขานั่งปั่นอยู่กว่าหนึ่งชั่วยามเต็มก็เห็นควันไฟพวยพุ่งออกมา หลิงโม่หานยิ่งแปลกใจ
นึกไม่ถึงว่าพอใช้ไม้สองแท่งเสียดสีกันจะมีไฟออกมาได้ด้วย? วิธีการแปลกๆเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นใครใช้มาก่อน ต้องรู้ไว้ว่า ปกตินอกจากกระบอกจุดไฟแล้วก็ยังมีหินเหล็กไฟที่ใช้จุดไฟได้ หากโชคไม่ดีนำสองสิ่งนี้มาเสียดสีด้วยกันจะปะทุประกายไฟออกมาได้ แต่วิธีก่อไฟที่คล้ายๆแบบนี้เขาเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก
แต่ก็ชัดเจนว่าขอทานน้อยผู้นี้ไม่ใช่ไม่รู้จักอันตราย หลังจากใช้กองไฟเล็กๆนั้นย่างงูที่ถูกถลกหนังมากินประทังท้อง เขาก็ดับไฟลง จากนั้นปีนขึ้นไปหาที่นอนพักบนต้นไม้ใหญ่อย่างคล่องแคล่ว ท่าทางไม่คิดอะไรมากมาย หลิงโม่หานอยู่ตรงนี้ยังได้ยินเสียงเขากรนอยู่เลย
ถ้าตอนนี้หลิงโม่หานรู้ว่าเฟิ่งจิ่วกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ คาดว่าเขาคงไม่คิดแบบนั้น
เดิมทีเฟิ่งจิ่วก็ไม่สังเกตเห็นว่ามีคนกำลังจ้องมองเธออยู่ เพราะเธอไม่รู้สึกถึงจิตสังหารรอบๆตัว แต่ขณะที่ปรือตาหลับบนต้นไม้ ต่อให้ไม่ต้องลืมตาเธอก็รู้สึกได้ถึงดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังมองสำรวจมาที่ตัวเอง เพราะเหตุนี้เธอจึงส่งเสียงกรนออกมาราวกับหลับสนิทไปแล้ว
แท้ที่จริงเฟิ่งจิ่วกำลังคิดอยู่ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจ้องมองมาตั้งแต่ตอนไหน และคิดไม่ถึงว่าเธอจะไม่รู้สึกตัวเลยว่าถูกคนแอบมองอยู่
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่โผล่หน้ามา และก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอะไร จึงเป็นปกติที่เธอจะไม่เปิดโปงคนในมุมมืดนั้น ทว่าก็แอบระแวดระวังขึ้นมา ถึงอย่างไรคนของโลกนี้ก็ฝึกบำเพ็ญเป็นเซียน จะปฏิบัติกับพวกเขาเช่นคนธรรมดาไม่ได้ มิเช่นนั้นฝ่ายที่เสียเปรียบคงมีแค่ตัวเธอเอง
เช้าตรู่วันต่อมา เฟิ่งจิ่วตื่นขึ้นท่ามกลางเสียงร้องของนกในป่า ระหว่างที่กึ่งหลับกึ่งตื่น เธอยื่นมือบิดขี้เกียจพลางหาวหวอด แต่ก็เสียสมดุลจากการยืดเส้นยืดสายร่างกายจนตกลงจากต้นไม้
“อ๊ะ!”
“ตุ้บ!”
เธอร้องอุทาน ตามด้วยเสียงผัวะยามเมื่อตกลงบนพื้น ร่วงลงในพุ่มวัชพืชใต้ต้นไม้นั้น
“อึก! เจ็บชะมัดเลย” เธอลุกขึ้นยืนแล้วลูบๆที่เอว บิดตัวเล็กน้อยก่อนถอนหายใจออกมา “โชคดีที่ไม่หัก”
จุดที่ไม่ไกลออกไป ใบไม้เขียวชอุ่มกำลังบดบังเงาร่างสีดำของหลิงโม่หานไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาดำขลับลึกล้ำกวาดมองร่างนั้นแล้วก็รีบเบนสายตาออกไป
ตั้งแต่ตอนที่ขอทานน้อยตื่นขึ้นมา เขาก็ลืมตาขึ้น จึงเห็นว่าขอทานน้อยที่กำลังงัวเงียยืดตัวบิดขี้เกียจตกต้นไม้ไป ใต้ต้นไม้มีทั้งวัชพืชและดินโคลน ถึงตกลงไปแบบนั้นก็คงจะไม่เป็นปัญหาใหญ่อะไร เขาจึงมองสังเกตการณ์อย่างเงียบๆโดยไม่เข้าไปดึงอีกฝ่ายขึ้นมา
ขอทานน้อยลูบเอวพลางมองหาก้อนหินสองก้อนใหญ่ที่อยู่รอบๆ จากนั้นนั่งลงใต้ต้นไม้ตรงนั้น ล้วงพวกสมุนไพรจากในอกเสื้อมาบดผสมกันก่อนจะยัดเข้าปาก หลิงโม่หานขมวดคิ้วกระบี่อย่างอดไม่ได้ขณะมองขอทานน้อย เขาแอบคิดว่าเมื่อคืนขอทานน้อยเพิ่งกินเนื้องูย่างไป หรือว่าไม่ทันไรก็หิวเสียจนต้องหยิบสมุนไพรมาประทังความหิวแล้ว?
แต่สมุนไพรพวกนั้นยัดกินไปแบบนั้นเลยไม่ได้กระมัง หรือเขาไม่รู้ว่าถ้ากินสมุนไพรไปมั่วซั่วแล้วจะมีปัญหา? ขณะหลิงโม่หานกำลังคิด ก็เห็นขอทานน้อยส่งเสียงพรวดและกระอักเลือดสีดำๆออกมา ก่อนที่ทั้งร่างจะล้มลงไป…
ตอนที่ 12: จูบแรกของท่านอา
พอเห็นภาพเช่นนั้น เขาขมวดคิ้วมองอยู่ครู่หนึ่งพลางครุ่นคิด จนผ่านไปสักพัก เขาไม่เห็นทีท่าว่าขอทานน้อยจะตื่นขึ้นมา จึงสูดหายใจเข้าแล้วเดินไปทางด้านนั้น
“ตายแล้วรึ?”
เขาใช้เท้าถีบร่างที่ไม่ขยับเขยื้อนนั้นเบาๆทีหนึ่ง เห็นว่าไม่มีการโต้ตอบ จึงโน้มตัวลงเพื่อตรวจดูลมหายใจของขอทานน้อย ใครจะรู้ว่าพอเขาโน้มตัวลงไป ร่างเล็กที่เดิมทีนอนไร้ลมหายใจจู่ๆก็ผลุงขึ้นและกระโจนมาทางเขา ทำให้หลิงโม่หานที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจล้มลงบนพื้น
“ท่านอา! ฮ่าๆๆ… เอ๋!”
เสียงของเฟิ่งจิ่วที่กำลังหัวเราะอย่างสบายใจชะงักไป รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อเล็กน้อย เธอมองท่านอาที่ถูกเธอผลักจนล้มอยู่บนพื้น ดวงตาเขาดูตกตะลึง ก่อนจะเห็นอุ้งมือมารที่ตะปบอยู่ตรงหน้าอกของตัวเอง ผ่านไปพักหนึ่งเธอก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้
นี่ นี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? นี่เธอถูกลวนลามเสียแล้วหรือ
สัมผัสอันอ่อนนุ่มที่ส่งผ่านมาถึงฝ่ามือทำให้ในหัวของหลิงโม่หานขาวโพลนไปในทันที ความตกตะลึงเต็มเปี่ยมในดวงตาของเขา นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาพูดตะกุกตะกัก “เจ้า เจ้าเป็นผู้หญิงรึ?” ขณะที่พูดก็พลันดึงสติและสองมือนั้นกลับมา
แต่พอเขาดึงมือกลับ เฟิ่งจิ่วที่นิ่งอึ้งไปไม่ต่างกันก็ไม่โต้ตอบอะไรมา พอสูญเสียแรงค้ำจากสองมือของเขา ทั้งร่างก็ล้มลงไป ปากจิ้มลิ้มทาบลงบนริมฝีปากบางที่เต็มไปด้วยหนวดยาวๆโดยบังเอิญ
“อื้อ!”
ทั้งสองคนส่งเสียงขึ้นจมูก สองริมฝีปากชนกันจนรู้สึกเจ็บ
ครั้งนี้ร่างหลิงโม่หานแข็งทื่อไปแล้ว ดวงตาเขาเบิกกว้างเพราะความเหลือเชื่อ ราวกับตื่นตกใจจากอะไรบางอย่าง จากนั้นสองตาก็เหลือกขึ้นหมดสติไป
ครั้นเห็นท่านอาหมดสติ สีหน้าเฟิ่งจิ่วก็ดำมืดลง เธอตะกายตัวขึ้นมาลูบๆใบหน้าที่ถูกหนวดทิ่มจนเจ็บเบาๆ พลางถมน้ำลายและเช็ดปาก “ข้าไม่ได้รังเกียจที่ท่านเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนหรอกนะ แต่ท่านยังจะหมดสติอย่างไม่เกรงใจได้อยู่อีกหรือ?”
เมื่อแตะพวกโคลนที่เกาะอยู่บนใบหน้า แล้วมองท่านอาที่หมดสติไปแล้วจริงๆอีกที เธอก็แค่ว่ารู้สึกหมดคำพูด
เฟิ่งจิ่วจัดการกับสมุนไพรแก้พิษ บดแล้วกลืนมันลงไปทั้งดิบๆ ผลของยานี้รุนแรงเกินไปจนเธอกระอักเลือดสดๆออกมา เธอจึงอาศัยโอกาสนี้หลอกล่อคนในมุมมืด จะลองดูว่าเป็นใครกันแน่? กลับไม่นึกว่าเสียงที่ได้ยินจะเป็นเสียงของท่านอา ดังนั้นเธอเลยอยากแกล้งเขาสักหน่อย ใครจะนึกว่าสุดท้ายตัวเองกลับถูกเขาลวนลาม ซ้ำยังกลายเป็นว่าคนที่ลวนลามเธอดันตกใจจนหมดสติไปอย่างไม่คาดคิดอีก
เฟิ่งจิ่วนั่งขัดสมาธิลงข้างๆ และอาศัยโอกาสตอนที่เขายังไม่ตื่นพินิจมองเขาอย่างละเอียด เธอพบว่าท่านอาผู้นี้ก็หน้าตาไม่เลวเลยจริงๆ
ถึงแม้ใบหน้าจะถูกหนวดเคราบดบังไปกว่าครึ่ง แต่สองคิ้วกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน โครงหน้าที่เด็ดเดี่ยวเย็นชา รวมถึงริมฝีปากน่าดึงดูดที่ซ่อนอยู่ใต้เครา แทบไม่มีส่วนใดไร้เสน่ห์ความเป็นชายของเขาเลย
สายตาที่ชื่นชมของเธอค่อยๆเคลื่อนลงมา มองผ่านร่างกายกำยำและสองขาที่เรียวยาวแข็งแกร่งของเขา ก่อนจะแอบพยักหน้ากับตัวเอง ‘อืม ร่างกายเขาใส่เสื้อผ้าก็ดูได้ถอดเสื้อผ้าก็ดูดี ถึงไม่เห็นก็รู้ว่าเขาต้องมีกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นมัดๆแน่นอน’
ขณะกำลังจะยื่นมือออกไปสัมผัสกล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาราวกับถูกผีเข้า ทว่าตอนนั้นเอง น้ำเสียงเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาข้างหู
“เจ้าทำอะไรน่ะ!”
หลิงโม่หานขมวดคิ้วมอง พลิกตัวลุกยืนขึ้นแล้วถอยออกห่างจากนาง ตอนที่เพิ่งฟื้นเขานึกไม่ถึงเลยว่าจะเห็นนางกำลังพินิจมองเรือนร่างของเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ถึงจะบอกว่าที่จริงสายตานั้นคือความชื่นชม แต่ผู้หญิงคนหนึ่งใช้สายตาเช่นนั้นจ้องมองผู้ชายมันดูเหมาะสมหรือ?
พอได้ยินเสียงของเขา มือที่เพิ่งยื่นไปก็ยกขึ้นเกาหัวตามธรรมชาติ เธอพูดยิ้มๆอย่างเหนียมอายว่า “ท่านอา ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ!” ชิ! ทำไมถึงตื่นมาเร็วขนาดนี้? เธอยังอยากสัมผัสกล้ามหน้าท้องนั่นอยู่เลย!
ตอนที่ 13: แผ่นยาหนังวัว
พอเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านาง รวมถึงประกายที่ฉายอยู่ในดวงตา นึกถึงความนุ่มหยุ่นที่มือเขาจับไปก่อนหน้านี้ และยังสัมผัสยามริมฝีปากชนกัน เพียงชั่วครู่ ใบหน้าเขาก็มืดทะมึนลง แต่แค่ใบหน้าถูกหนวดเคราบังไว้จึงมองไม่ออกเท่านั้น
เห็นเขาหันเดินจากไปโดยไม่พูดไม่จา เฟิ่งจิ่วจึงตะลึงอยู่น้อยๆ เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะสาวเท้าก้าวตามไป “ท่านอา ที่จริงพวกเราก็มีวาสนาต่อกันไม่ใช่หรือ? ขนาดท่านอยู่ด้านในนี้ก็ยังได้พบกันอีก ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมพวกเราไม่ร่วมทางกันเสียเลยล่ะ?”
เมื่อเห็นเขาเดินไปโดยไม่สนใจอย่างสิ้นเชิง เธอก็ไม่ใส่ใจ หากคิดถึงความแข็งแรงของตัวเอง วิ่งพล่านอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวก็ยังอันตรายอยู่บ้างจริงๆ แต่ถ้าตามเขาคนนี้ไปด้วยจะปลอดภัยมากกว่าเยอะ
ดังนั้นเขาเดินเธอตาม เขาหยุดเธอก็หยุดตาม ทว่าหากเทียบกับคนที่ไม่คิดอะไรมากเช่นเธอ กลิ่นอายเย็นเยียบบนร่างของหลิงโม่หานตรงหน้ากลับยิ่งหนาแน่นขึ้น จนสุดท้าย ในที่สุดเขาก็กวาดตามองมาด้วยความเย็นชาอย่างเหลืออด พลางก็ขมวดคิ้วถาม “ทำไมเจ้าถึงเอาแต่ตามข้า?”
เขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เข้าหาง่ายอะไร ปกติพวกคนที่พบเห็นเขามีใครบ้างที่ไม่รักษาระยะห่างสักสามก้าว?
ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้กัน พอถูกเขาผลักไสก็จะไม่ทำตัวหน้าด้านหน้าทนตามติดไปตลอดอีก แต่กลายเป็นว่าหญิงคนนี้กลับทำตัวราวแผ่นยาหนังวัวเหนียวหนาที่สะบัดอย่างไรก็ไม่พ้น
“เพราะข้ารู้จักแค่ท่านคนเดียวน่ะสิ!” เฟิ่งจิ่วบอกเขาไปตามเหตุผลอันสมควร ถึงแววตาจะมีประกายหยอกล้อ แต่สิ่งที่แสดงออกบนใบหน้ากลับเป็นความจริงจังหาใดเปรียบ “ตั้งแต่ท่านให้เศษเงินกับข้า ข้าก็มั่นใจว่าท่านเป็นคนที่ดีมากๆคนหนึ่ง!”
เส้นเลือดบนหน้าผากหลิงโม่หานเริ่มไม่สงบ คิ้วเขากระตุก สีหน้าก็ตึงๆ แม้กระทั่งริมฝีปากยังเม้มแน่นเป็นเส้นตรง สายตาลึกล้ำกวาดมองไปทางนาง ก่อนจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่พูดอะไรอีก
หากรู้แต่แรกว่าเงินที่โยนช่วยไปจะนำแผ่นยาหนังวัวชิ้นนี้มาหาเขา ต่อให้มีเงินนั้นติดตัวเขาก็คงไม่โยนออกไปแน่ สวรรค์รู้ดีว่าตอนนั้นเขาไม่ได้มอบเศษเงินนั้นให้ด้วยความมีน้ำใจ แต่เพียงคลำเจอก้อนเงินจากเอวพอดี และเห็นว่าขอทานน้อยนั่งอยู่ตรงนั้นจึงโยนมันออกไป ใครจะไปรู้ว่า…
เฟิ่งจิ่วที่เดินตามหลิงโม่หานเห็นเขายิ่งเดินไปในที่ที่ลึกขึ้น สายตาก็เป็นประกายเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ เธอมองเงาร่างสีดำเบื้องหน้า แล้วถาม “ท่านอา ข้าได้ยินว่าด้านในนั้นมีสัตว์ร้ายอยู่มากนักจริงหรือไม่?” เดิมก็ไม่หวังให้เขากล่าวอะไร แต่นึกไม่ถึงว่ากลับได้ยินเสียงอันเฉยเมยและเย็นชาดังลอยมา
“ในเมื่อรู้แล้วก็รีบออกไปเสีย”
“ท่านอา ข้าก็ตามเก็บยาอยู่ข้างกายท่านนี่แหละ จะไม่สร้างปัญหาให้ท่านหรอก” เธอเพิ่งตรวจเส้นชีพจรดู พบว่าพอสำลักเลือดออกมาก็ถอนพิษในร่างไปมากกว่าครึ่ง ขอแค่ตอนเย็นกินสมุนไพรแก้พิษอีกรอบก็น่าจะใช้ได้แล้ว
เดิมทีเธอคิดจะถอนพิษในร่างแล้วค่อยออกไปจากป่าเก้าหมอบ ใครใช้ให้เธอได้พบท่านอาอีกกันล่ะ? เธอคิดจะหายาไประหว่างที่ตามอยู่ข้างๆเขา ถึงแม้ก่อนหน้านี้เธอจะเข้ามาด้านในแล้ว แต่ก็เป็นแค่รอบนอกของด้านในอีกที ตอนนี้เดินตามเขาลึกเข้าไป ในใจเธอก็ทั้งตื่นเต้นและตั้งตารออยู่บ้าง
ไม่รู้ว่าด้านในจะมีสมุนไพรแบบไหนอีก? ได้ยินว่ายิ่งเป็นที่อันตรายก็ยิ่งได้พบยาทิพย์ หากเธอสามารถหายาทิพย์ได้ยิ่งดี ถึงไม่ได้ใช้ก็ยังเอาไปขายได้!
อีกอย่าง ตอนนี้ใบหน้าเธอถูกซูรั่วอวิ๋นทำลายจนเป็นเช่นนี้ ขนาดมองตัวเองยังรู้สึกกลัวเลย จึงเป็นธรรมดาที่เธอต้องคิดหาวิธีรักษาบาดแผลบนใบหน้าให้หายดี มิเช่นนั้นหากต้องใช้ใบหน้านี้ไปตลอดชีวิต คงได้ถูกปรามาสว่าเป็นปีศาจแน่
ตอนที่ 14: แค่ขอทานคนหนึ่ง
ทั้งสองคนเดินตามกันไป เพราะคำเตือนของหลิงโม่หาน แม้เธอจะเดินตามก็อยู่ห่างจากเขาถึงสามก้าว และเธอก็รู้ว่าท่านอาผู้นี้ไม่อาจใกล้ชิดสตรีเพศ มิเช่นนั้นพอถูกเธอจูบโดยไม่ทันระวัง คงไม่เป็นลมไปอย่างรับไม่ได้เช่นนั้นหรอก
ถึงแม้เธอไม่ค่อยสบายใจ แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นท่านอาที่อายุค่อนข้างมากผู้หนึ่ง เรื่องผ่านไปแล้วจะพูดถึงอีกก็ไม่ดีนัก ต่างฝ่ายจะได้ไม่กระอักกระอ่วนกันไปเปล่าๆ
แต่สิ่งที่ทำให้อารมณ์เธอค่อยๆ ดีขึ้น คือเมื่อยิ่งเดินเข้าไปด้านใน ตลอดทางที่ตามเขาอยู่ด้านหลังก็เก็บยาทิพย์ได้ไม่น้อยเลย สมุนไพรชนิดนี้จะมีพลังวิญญาณอยู่ แม้เป็นเพียงพวกยาทิพย์ที่เห็นได้ค่อนข้างบ่อย แต่ก็ทำให้อารมณ์ของเธอยิ่งเบิกบานขึ้นมา
เอ๋? นั่นมันสามแฉกแดง? เป็นยาทิพย์ที่ใช้รักษาแผลภายนอกได้ดีที่สุดนี่
พอเห็นต้นยาทิพย์ที่เติบโตอยู่กลางพุ่มวัชพืช เธอจึงวิ่งระรื่นเข้าไปและขุดเก็บมันมาอย่างระมัดระวัง ถึงอย่างไรต้นสามแฉกแดงก็เป็นยาทิพย์ที่มีมูลค่าเทียบเท่าเงิน ยาทิพย์แบบนี้จะพบอยู่แค่ด้านในของป่า หากอยู่เพียงรอบนอกก็ไม่อาจได้พบเห็น
จริงๆแล้วยาทิพย์พวกนี้เหมือนกับยาสมุนไพรล้ำค่าที่เธอรู้จักในยุคศตวรรษที่21 ไม่ว่าจะชื่อยาหรือรูปลักษณ์ของยาทิพย์ก็ล้วนเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว มีแค่อย่างเดียวที่ไม่เหมือนกันคือที่โลกนี้จะฝึกฝนพลังวิญญาณและพลังเร้นลับ หนำซ้ำสมุนไพรส่วนใหญ่ก็เป็นยาทิพย์ สรรพคุณของมันจึงยิ่งโดดเด่น
“ฟิ้ว!”
ในตอนนั้นเอง เสียงดังฟิ้วที่รวดเร็วรุนแรงพุ่งมาทางเธอ เฟิ่งจิ่วที่ขุดยาทิพย์อยู่อย่างระวังหลบออกไปด้วยความว่องไวโดยที่ยังไม่เงยหน้า และตอนนี้ ต้นสามแฉกแดงถูกเธอขุดขึ้นมาไว้ในกำมือแล้ว
หลิงโม่หานที่อยู่ด้านหน้าได้ยินเสียงก็หันกลับไปมองทันที มือที่อยู่ข้างกายยกขึ้นน้อยๆ เมื่อลูกศร.ดอกนั้นยิงไปหาขอทานน้อย ทว่าพอเห็นนางหลบได้ฉับไว เขาจึงดึงมือกลับอย่างสงบเยือกเย็น แล้วมองไปทางคนที่มาจากอีกด้านหนึ่ง
ยามนี้เฟิ่งจิ่วกำลังมองลูกศรคมกริบซึ่งปักอยู่ตรงที่เธอเพิ่งนั่งเมื่อครู่ ถ้าเมื่อกี้หลบไม่เร็วพอ ลูกศรนี้คงพุ่งมาโดนร่างเธอแล้ว
สำหรับการปองร้ายที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ริมฝีปากเธอปรากฏรอยยิ้มไม่มีพิษภัย ทว่ากลับมองผู้มาเยือนด้วยดวงตาที่ไม่มีรอยยิ้มอยู่แม้แต่น้อย
คนพวกนั้นคือกองกำลังที่มีกันประมาณยี่สิบคน หัวหน้าเป็นชายวัยกลางคนท่าทางสุขุม ผู้ที่ตามมาข้างกายคือชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบกับสาวน้อยวัยประมาณสิบห้าสิบหก กลุ่มคนด้านหลังต่างสวมเครื่องแบบคล่องตัวเหมือนๆกัน คลับคล้ายว่าจะเป็นสมาชิกของตระกูล ดูๆแล้วเหมือนจะเป็นตระกูลหนึ่งที่ออกมาฝึกวิชา
หลังจากพินิจมองคนเหล่านั้นโดยไม่พูดไม่จาแวบหนึ่ง สายตาของเฟิ่งจิ่วจับจ้องไปที่ร่างของสาวน้อยผู้นั้น เห็นว่านางสวมชุดกระโปรงเกาะอกผ้าโปร่งบางสีชมพู เนินอกอวบอิ่มที่โผล่ออกมาเกินครึ่งช่างทรงเสน่ห์ เอวเล็กๆก็บีบรัดเสียจนดูเพรียวบางอ่อนช้อย ทว่าจากคันธนูดำในมือกับลูกศรที่ด้านหลัง ชัดเจนมากว่านางคือคนที่ยิงลูกศรดอกนั้นมา
“ส่งต้นสามแฉกแดงมาซะ!”
สาวน้อยผู้นั้นมองเฟิ่งจิ่วที่เนื้อตัวสกปรกด้วยสายตาหยิ่งผยอง พร้อมพูดอย่างดูถูกว่า “ขอทานคนหนึ่งไม่ไปนั่งมุมถนน ซ้ำยังกล้าวิ่งเข้ามาหาที่ตายถึงในนี้อีก ใช้ชีวิตเบื่อแล้วจริงๆสินะ!”
สายตามองประเมินโดยไม่ปิดบังของเฟิ่งจิ่วกวาดมองที่ร่างนาง แล้วกล่าวน้ำเสียงเหยียดหยามเลียนอย่างอีกฝ่าย “แล้วเจ้าไม่ไปอยู่ที่เรือนอี้หง กลับวิ่งมาอวดเนื้อหนังถึงป่าเก้าหมอบ อยากจะยั่วยวนใครกัน?”
เฟิ่งจิ่วพูดออกมาเช่นนี้ มุมปากของหลิงโม่หานด้านหน้าก็กระตุกเล็กน้อย แล้วส่ายหัวกับตัวเอง ‘นางใช่ผู้หญิงเสียที่ไหน? ก็เป็นอันธพาลอยู่ชัดๆ’
เมื่อคนทางด้านของสาวน้อยได้ยินกลับมีท่าทีเย็นชา สายตาแต่ละคู่ที่มีจิตสังหารจับจ้องอยู่บนร่างเฟิ่งจิ่วราวกับกระบี่คม มีเพียงชายวัยกลางคนกับชายหนุ่มที่ยังมีท่าทีเช่นในตอนแรก แค่แววตาทั้งสองที่มองเฟิ่งจิ่วกลับเหมือนกำลังมองคนตายก็ไม่ปาน…
“เจ้ามันรนหาที่ตาย!”
[1] เรือนอี้หง คือที่พำนักของเจียเป่าอวี้จากเรื่อง ‘ความฝันในหอแดง’ อยู่ภายในอุทยานต้ากวนซึ่งเป็นสถานที่ที่คุณหนูและสตรีของตระกูลอยู่ร่วมกัน
ตอนที่ 15: ฝีมือแปลกประหลาด
สาวน้อยผู้นั้นโวยวายอย่างอับอาย ก็ไม่รู้ว่าใบหน้างามนั้นแดงเพราะโกรธเคืองหรือกระดาก นางยกคันธนูในมือขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ต้องคิด หยิบลูกศรออกมาพาดสายธนูและเล็งยิงไปที่เฟิ่งจิ่ว
“ฟิ้ว!”
ลูกศรที่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับพุ่งมายังขั้วหัวใจของเฟิ่งจิ่วด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด ดูเหมือนนางหมายจะเล่นงานเฟิ่งจิ่วให้ถึงตาย จึงลงมืออย่างมาดร้ายเช่นนี้
คนทางด้านสาวน้อยยืนนิ่งไม่ไหวติง ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าเองก็ราวกับจงใจเมินเฉย ถึงอย่างไรในสายตาพวกเขา เฟิ่งจิ่วก็แค่ขอทานตัวเล็กๆที่ไม่มีพลังเร้นลับอะไร อาจเพียงเพราะโชคดีถึงเข้ามาด้านในนี้ได้ คนเช่นขอทานผู้นี้ พวกเขาใช้แค่นิ้วมือเดียวก็สามารถบีบคอตายได้ตามใจชอบแล้ว
ตอนนี้หลิงโม่หานที่อยู่ห่างจากเฟิ่งจิ่วไปไม่กี่ก้าวก็ไม่คิดขัดขวาง เขาอยากลองดูว่าขอทานน้อยคนนี้จะมีฝีมือสักแค่ไหนกัน? จากที่เขาสังเกตนางมา นางไม่ใช่พวกไร้สมอง ในทางตรงกันข้าม นางหัวแหลมมากเลยทีเดียว และจะไม่ทำเรื่องอะไรที่ตัวเองไม่มั่นใจแน่
แต่เห็นชัดว่าบนตัวนางไม่มีกลิ่นอายของพลังเร้นลับ แล้วนางเอาความมั่นใจมาจากไหนกันแน่ ถึงได้กล้ามายุแหย่ผู้อื่นเช่นนี้?
ขณะที่กำลังคิด สายตาเขาหรี่ลงในทันใด
เขาเพียงเห็นนางโต้ตอบด้วยการพลิกตัวตีลังกาหลบลูกศรอย่างปราดเปรียว ลูกศรดอกนั้นพุ่งผ่านใต้ร่างนางไปพอดีโดยไม่ทำให้บาดเจ็บแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น ไม่เพียงแค่หลิงโม่หาน แม้กระทั่งดวงตาของชายวัยกลางคนกับชายหนุ่มก็ฉายประกายประหลาดใจ ต้องรู้ไว้ว่าเดิมทีบนร่างของอีกฝ่ายก็ไม่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับ อีกทั้งความเร็วของลูกศรที่ยิงออกไปเร็วและแรงแค่ไหน พวกเขาล้วนชัดเจนดี หากว่ากันตามปกติ ขอทานคนนั้นไม่อาจหลบมันได้เลยด้วยซ้ำ
แต่กลายเป็นว่าเขากลับหลบได้ นั่นก็พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็นภายนอกสักนิด
“น่ารังเกียจ!”
สาวน้อยตะโกนเสียงหวานอย่างเกรี้ยวกราด นางเอื้อมมือไปด้านหลัง หยิบลูกศรมาวางบนสายธนูแล้วยิงออกไปอีกครั้ง
ทว่าเห็นได้ชัด ลูกศรคมที่เล็งเป้าหาขอทานน้อยไม่สามารถยิงถูกเขาได้เลย ไม่ว่านางจะยิงสักกี่ดอกก็โดนแต่ที่ว่างเปล่า มองเห็นขอทานน้อยผู้นั้นเชิดคางขึ้นมองนางด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มเยาะ ราวกับกำลังบอกว่า ‘นี่น่ะหรือฝีมือของเจ้า?’
นางโกรธจนต้องเก็บธนู แล้วดึงกริชที่เอวมาจู่โจมใส่เฟิ่งจิ่ว
“ยังมาอีก? ถ้ามาอีกข้าไม่เกรงใจแล้วนะ!” ริมฝีปากเฟิ่งจิ่วยกยิ้มประหลาด สายตากวาดมองสาวน้อยผู้นั้น แล้วออกตัวไปรับกริชที่โจมตีมาหาโดยไม่คิดหลบ
“ขอทานน้อย! เจ้าตายซะเถอะ!”
สายตาหลิงโม่หานจับจ้องที่การเคลื่อนไหวของเฟิ่งจิ่ว เขาเห็นแต่นางพุ่งไปทันควันพร้อมใช้วิธีการแปลกประหลาดยึดกริชจากมือสาวน้อยมาได้ ความรวดเร็วนั้น ขนาดเขาเองก็ยังเห็นไม่ชัดว่านางทำได้อย่างไรกันแน่
พอมองอีกครั้ง กริชเล่มนั้นก็อยู่ในมือนางแล้ว นางสาวเท้าเคลื่อนตัวมาอยู่ด้านหลังของสาวน้อย และนึกไม่ถึงว่าจะอาศัยโอกาสนี้ใช้มือลากผ่านผิวขาวๆของอีกฝ่าย เขามองเสียจนเหงื่อตกอย่างอดไม่ได้
นี่นางเป็นผู้หญิงจริงๆรึ? ไม่ใช่อันธพาลแน่นะ?
“จิ๊ๆ ลื่นจังนะ”
เฟิ่งจิ่วพูดชม ดวงตาเธอหรี่ลง มือข้างหนึ่งโอบเอวบางอันอ่อนนุ่มของสาวน้อย ส่วนอีกมือก็ถือกริชจี้ไว้ที่คอขาวระหง เสมือนจงใจหยอกล้อนาง เธอขยับเข้าไปสูดดมกลิ่นใกล้ๆคอนางก่อนทำหน้าเคลิบเคลิ้ม
“หอมมากนะเนี่ย!”
ครั้งนี้ แม้แต่ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เคยไม่แยแสยังคร่ำเคร่ง
ชายหนุ่มข้างๆเองก็โกรธ ในดวงตาเขามีความขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด มือใต้แขนเสื้อกำหมัดแน่น ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นสาวน้อยตกอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม เขาคงลงมือไปอย่างอดใจไม่ได้จริงๆแล้ว
หลิงโม่หานปิดตาลงอย่างหมดคำพูด ไม่อาจทนดูต่อไปได้แล้วจริงๆ
ตอนที่ 16: สบโอกาสขู่กรรโชก
และตอนนี้เด็กสาวกลับนิ่งอึ้งไปแล้ว นางทำหน้าเหลือเชื่อ ไม่กล้าเชื่อว่าตัวเองจะถูกขอทานน้อยคนหนึ่งยึดกริชไปซ้ำยังถูกจับอีก
หนำซ้ำยิ่งไม่กล้าเชื่อว่าขอทานน้อยจะใจกล้าขนาดนี้ ต่อหน้าคนตั้งมากมายก็ยังกล้าเอาเปรียบนาง!
“หลานสาวข้ามักมีนิสัยหยิ่งผยอง จึงเสียมารยาทไปบ้าง ขอคุณชายน้อยอย่าได้ถือสานางเลย”
น้ำเสียงที่ทั้งทุ้มต่ำและแฝงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามดังลอยมา เฟิ่งจิ่วเปรยตามองไป แววตาเป็นประกาย
แน่นอนว่าชายวัยกลางคนเป็นคนพูด เขาไม่ได้พูดเพื่อข่มขู่ แต่เพื่อขอโทษ เขาสามารถเก็บกลั้นความโกรธในใจและสีหน้าไม่สบอารมณ์ ทั้งยังคุยกับเธอได้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน ช่างทำให้รู้สึกแปลกใจจริงๆ!
“มีนิสัยจองหองแล้วจะคร่าชีวิตใครได้ตามใจชอบรึ? หากข้าหลบได้ไม่เร็วพอ เดาว่าคงไปรายงานตัวที่ยมโลกแล้ว”
เฟิ่งจิ่วมองชายวัยกลางคนด้วยสายตาเย็นเยียบ ริมฝีปากผลิรอยยิ้มที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “เมื่อให้มาแล้วไม่ใช้คืนคงเสียมารยาทแย่ อันที่จริงข้าก็อยากตอบแทนคุณหนูผู้งดงามท่านนี้ให้ดีๆเสียหน่อย” ระหว่างพูด กริชที่จ่ออยู่ตรงคอของเด็กสาวก็กดลงไปเล็กน้อย เลือดสดๆไหลออกมาทันที ช่างเด่นชัดเป็นพิเศษเมื่ออยู่บนผิวขาวนวล
“อ๊ะ!”
เพราะความเจ็บเด็กสาวถึงได้สติ แต่ตัวนางกลับแข็งทื่อไปเพราะกริชที่จี้อยู่ตรงคอ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ใบหน้าก็ปรากฏความตื่นตกใจ “เจ้า เจ้าอย่าทำอะไรซี้ซั้วนะ!”
“ปัดโธ่เอ๊ย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ลูกศรที่ท่านยิงมาเมื่อครู่ทำข้าตกใจ ตอนนี้มือข้าจึงสั่นอยู่นิดหน่อย ไม่ระวังทำท่านเลือดออกเสียแล้ว!”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าชายวัยกลางคนมืดครึ้มลง รอยยิ้มเป็นมิตรหายไปภายในพริบตา เขามองเฟิ่งจิ่วพลางถามด้วยเสียงที่กดต่ำลง “เจ้าคิดจะเอาอย่างไรกันแน่?”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนั้นก็หยีตายิ้ม “ข้าไม่คิดจะเอายังไง แค่กำลังคิดว่าหากมีเงินทองมาปลอบขวัญสักหน่อย มือข้าก็คงไม่สั่นแล้ว”
ชายวัยกลางคนได้ฟังคำพูดนั้น สีหน้าก็กลับเป็นปกติบ้างแล้ว เขาส่งสัญญาณไปทางเด็กหนุ่มด้านข้าง แล้วจึงเห็นเด็กหนุ่มพยักหน้าก้าวเดินออกมา ดึงถุงใบเล็กที่ดูไม่สะดุดตามาจากตรงเอว จากนั้นหยิบทองหยวนเป่าสองก้อนออกมา
“ทองคำสองก้อนนี้ ให้คุณชายน้อยไว้ปลอบขวัญเป็นอย่างไร?”
ตอนนี้ดวงตาของเฟิ่งจิ่วกวาดมองถุงใบเล็กของเขาที่ดูไม่เตะตาสักเท่าไหร่ ตามความทรงจำในหัวนาง นั่นน่าจะเป็นถุงฟ้าดินที่สามารถใช้เก็บสิ่งของ เป็นของที่ประเมินค่าไม่ได้ ดูท่าฐานะของเด็กหนุ่มคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่!
สายตาเธอหันมองทองสองก้อนบนมือเขา แล้วกล่าวอย่างดูหมิ่นว่า “นี่ท่านให้ขอทานรึไง? คิดว่าทองคำสองก้อนนี้จะปลอบขวัญข้าได้หรือ?”
สีหน้าเด็กหนุ่มทะมึน.ลงน้อยๆ เขาชายตา.มองขอทานน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมผู้นั้น แอบคิดว่า ‘แล้วเจ้าไม่ใช่ขอทานหรือไง?’
แม้ในใจจะดูถูก แต่ใบหน้ากลับไม่แสดงออก และยังหยิบทองคำออกมาอีกสี่ก้อน “แบบนี้ล่ะพอไหม?”
หลิงโม่หานเหลือบมองทองเหล่านั้น แล้วจึงเบนสายตาไปเงียบๆ
เงินประเภททองคำและเงินจะซื้อได้เพียงพวกของในทางโลก ถ้าอยากซื้อของสำหรับการฝึกวิชา หากไม่มีเหรียญมณีก็ไม่สามารถซื้อได้ เมื่อเทียบกับเหรียญมณีราคาแพง ทองคำพวกนี้ยังไม่พอจริงๆ ทว่าสิ่งที่ขอทานน้อยร้องขอกลับไม่ใช่สิ่งอื่น นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะขอเงินทอง ช่างโง่เขลาเสียจริง
เฟิ่งจิ่วคร้านสนใจว่าคนอื่นคิดเช่นไร พอเห็นทองคำพวกนั้นก็ขบคิดในใจ ก่อนพูดว่า “ถือว่าถ้าพวกเราไม่กระทบกระทั่งก็คงไม่รู้จักกัน หากข้าปล่อยนางแล้ว พวกท่านอย่าได้ลงมือกับข้าอีก”
“แน่นอน” ชายวัยกลางคนตอบรับเสียงเบา
“เจ้าล่ะว่าอย่างไร?” เธอขยับเข้าใกล้ใบหน้าของสาวน้อย แล้วยิ้มตาหยีถาม
[1] หยวนเป่า เงินจีนในสมัยโบราณประเภทหนึ่ง มีลักษณะคล้ายเรือ นูนป่องตรงกลาง ทั้งสองข้างยกโค้ง นิยมแกะสลักลวดลายมงคลและอักษรมงคลแบบต่างๆ
ตอนที่ 17: ท่านอา เจ้าพวกนี้กินคนหรือไม่?
สาวน้อยกัดฟันกรอด นางพยักหน้า “ขอแค่เจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะไม่ลงมือกับเจ้าอีก”
เฟิ่งจิ่วได้ยิน ถึงจะส่งสัญญาณให้ชายหนุ่มผู้นั้นส่งทองคำมา
ชายหนุ่มเดินมาด้านหน้า เขาเหลียวมองสาวน้อย ก่อนจะยื่นทองคำในมือส่งให้เฟิ่งจิ่ว หลังจากเฟิ่งจิ่วรับมันมาก็เก็บเข้าใน.อกเสื้อ ถอนกริชออกแล้วโยนไปทางชายหนุ่ม
ชายหนุ่มก้าวถอยเล็กน้อยเพื่อหยิบกริชมา ในขณะเดียวกัน สาวน้อยผู้นั้นก็หันกายยกขาขึ้นเตะไปทางเฟิ่งจิ่ว “เจ้าอันธพาลสมควรตาย! เจ้าเอาเปรียบข้า!”
เฟิ่งจิ่วระวังตัวอยู่แต่แรก หลังจากได้ทองคำไปก็ล่าถอยอย่างรวดเร็ว ขาของนางจึงย่อมเตะเข้าหาความว่างเปล่า
นางยังคิดจะเข้าไปอีก และตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนเรียกด้วยเสียงทุ้มต่ำ “อิ้งโหรว กลับมา”
“ท่านอารอง!” สาวน้อยกระทืบเท้า นางไม่ยอมแพ้จึงไม่เลิกราอยู่เช่นนี้ ทว่าเมื่อเห็นสายตาตักเตือนของท่านอารองและแววตาที่พี่ใหญ่ส่งมา ถึงจะยอมกัดริมฝีปากเดินกลับไป
อีกด้านหนึ่ง ทองหยวนเป่าในอกเสื้อเฟิ่งจิ่วหนักอยู่นิดหน่อย ด้วยเกรงว่ามันจะทับยาทิพย์ที่เธอเก็บไว้ตรงเสื้อชั้นในเสียหมด จึงนำทองคำเหล่านั้นออกมา แล้วหยิบให้หลิงโม่หานดูราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าแปลกใหม่ “ท่านอา ท่านดูสิข้ามีเงินไม่น้อยเลย! รอออกไปแล้วข้าค่อยเลี้ยงเหล้าท่านเป็นอย่างไร?”
หลิงโม่หานมองนางแวบหนึ่ง เขาก้าวเดินไปด้านหน้า เฟิ่งจิ่วที่อยู่ด้านหลังจึงตามไปทันที “ท่านอา ท่านเดินช้าๆหน่อยสิ!”
เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองคนเดินตามกันออกไป สายตาของชายหนุ่มมีจิตสังหารพาดผ่าน “ท่านอารอง เหตุใดถึงไม่ฆ่าเจ้าเด็กเหลือขอนั่นล่ะขอรับ?”
“ชายชุดดำผู้นั้นหาใช่คนธรรมดาไม่ วรยุทธ์ของเขาข้าเองก็มองไม่ออก หนำซ้ำเจ้าเด็กเหลือขอนั่นประหลาดนัก เห็นชัดๆว่าไม่มีวรยุทธ์ แต่กลับมีท่าร่างเช่นนั้น ต้องไม่ใช่แค่ขอทานทั่วไปเป็นแน่”
เสียงเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “การเดินทางครั้งนี้ พวกเรายังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ อย่าให้ปัญหาอื่นเข้ามาขวาง ส่วนเรื่องนี้ก็ปล่อยเช่นนี้ไป อย่าได้พูดถึงอีก”
“ขอรับ!” แม้จะไม่ขัดใจ แต่ก็ทำได้เพียงยอมรับ ถึงอย่างไรหากเทียบกับภารกิจในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขา เจ้าเด็กเหลือขอนั่นก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจริงๆ
เมื่อคิดถึงภารกิจในการเดินทางนี้ เด็กสาวผู้นั้นข่มความไม่ยอมและความขุ่นเคืองในใจไว้ ก่อนจะถามอย่างเฝ้ารอ “ท่านอารอง ในป่าเก้าหมอบนี้จะมีสัตว์เทวะถือกำเนิดขึ้นจริงๆหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ พวกตระกูลใหญ่ที่เชื่อก็ทยอยรู้ข่าวและมาเยือนป่าเก้าหมอบนี้ หรือจะพูดว่าพวกเขามาอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่านี้แล้วก็ได้ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของพวกเราต้องไวขึ้น เพื่อเลี่ยงไม่ให้เสียโอกาสแรกไป” ชายวัยกลางคนพยักหน้า สายตาเขามองลึกเข้าไปยังป่าเก้าหมอบ ก้นบึ้งดวงตามีเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มจึงคิดไตร่ตรองอยู่สักพัก ก่อนกล่าวว่า “หรือสองคนนั้นก็มาหาสัตว์เทวะ? ข้าเห็นพวกเขาเองก็เดินลึกเข้าไป เดาว่าคงมีเป้าหมายเดียวกับพวกเรา”
ดวงตาชายวัยกลางคนฉายแววดุร้ายดั่งนกอินทรี แล้วพูดเสียงต่ำว่า “หากเหมือนกันจริง ระหว่างทางก็ต้องหาโอกาสฆ่าพวกเขาซะ!” เขาพูดพลางพากลุ่มคนเดินหน้าต่อไป
ส่วนหลิงโม่หานที่เดินนำหน้าไปไม่นานก็หยุดฝีเท้าลง สายตาดุดันที่ลึกล้ำกวาดมองรอบๆอย่างระแวดระวัง
เฟิ่งจิ่วเห็นเขาหยุดลง จึงอาศัยโอกาสนี้ถอดเสื้อนอกบนตัวออก เธอผูกมันเป็นห่อผ้าสัมภาระอย่างง่ายๆ แล้วค่อยล้วงพวกสมุนไพรที่เก็บมาระหว่างทางออกจากอกเสื้อมาใส่ลงในกระเป๋า และยัดพวกทองเข้าไปด้วย ก่อนจะผูกติดตัวไว้หนาแน่น
แม้ชุดที่เธอสวมจะเป็นเสื้อผ้าขอทาน ทว่าใส่ไว้หลายชั้น ถอดออกสักตัวสองตัวจึงไม่เป็นอะไรมากนัก
แต่ขณะที่เธอผูกห่อผ้าแล้วเงยหน้าขึ้น กลับนิ่งอึ้งไปน้อยๆด้วยเห็นเหล่าสัตว์ร้ายไม่ทราบชนิดที่มีเขี้ยวแหลมคมและตัวโตดั่งวัวพากันเดินออกมาจากป่ารอบๆ จึงถามไปพลางกะพริบตาปริบๆ “ท่านอา เจ้าพวกนี้มันกินคนหรือไม่?”
ตอนที่ 18: เผยเขี้ยวเล็บครั้งแรก!
“กรร!”
สิ่งที่ตอบรับเธอหาใช่เสียงของหลิงโม่หานไม่ แต่เป็นเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวก้องหูของสัตว์ร้ายตรงหน้า
ขณะที่เสียงขู่คำรามนั้นดังขึ้น เหล่าสัตว์ร้ายก็ก้าวเท้ากระโจนมาทางพวกเขาสองคน ปากใหญ่ที่อ้ากว้างมีน้ำลาย เขี้ยวคมที่ปรากฏมีประกายแห่งความกระหายเลือด ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกใจสั่น
“ขึ้นต้นไม้ไปซะ!” ดวงตาเยือกเย็นของหลิงโม่หานกวาดมอง พลางตะเบ็งเสียงทุ้ม
พอได้ยินเสียงสั่งขึ้นต้นไม้ของเขา ในดวงตาของเฟิ่งจิ่วก็ฉายยิ้มเยาะแทนการพูดว่า ‘ท่านอาคนนี้นี่ไม่เลวเลย!’
“ท่านอา เช่นนั้นท่านระวังตัวเองหน่อย” เธอปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว มือกอดลำต้นพลางก็มองเหตุการณ์เบื้องล่าง อยากเห็นนักว่าฝีมือของท่านอาจะถึงระดับไหนกันเชียว
ทว่าเมื่อหางตาเธอจากบนต้นไม้เหลือบเห็นชายหนุ่มที่หลบอยู่ด้านหลังและกำลังถือคันธนูเล็งไปทางท่านอา แววตาก็มีประกายเยียบเย็น เธอครุ่นคิดในใจ จนสัตว์ร้ายตัวหนึ่งพุ่งชนต้นไม้ที่เธอเกาะอยู่ ดังนั้นมือที่กอดกิ่งไม้อยู่จึงคลายออก เธอตกลงมาจากบนต้นไม้ตามแรงกระแทก
“อ๊ะ!”
หลิงโม่หานที่กำลังรับมือกับสัตว์ร้ายสิบกว่าตัวหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ สีหน้าเคร่งขึ้นน้อยๆ เจ้านี่ทำให้เขาเป็นห่วงอยู่เรื่อย! เขากลั้นใจกำลังจะเข้าไปรับนาง กลับเห็นนางขยิบตามาให้ พอเห็นเช่นนั้นเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางตวัดดาบฟันใส่สัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามา
ตอนนั้นเอง หลังเฟิ่งจิ่วร่วงจากต้นไม้ก็สับเท้าวิ่ง “อ๊า! ช่วยด้วย!”
ท่าร่างเธอแปลกประหลาด เห็นชัดว่าไม่มีพลังเร้นลับ แต่กลับวิ่งท่ามกลางสัตว์ร้ายพวกนั้นได้โดยไม่ถูกชน พอวิ่งไปรอบหนึ่งก็ยังไม่มาหลบหลังหลิงโม่หาน แต่วิ่งย้อนไปตามทางที่พวกเขามา
“ช่วยด้วย…”
คนหลายสิบคนที่หลบอยู่หลังต้นไม้ไม่ไกลเห็นทิศทางที่เฟิ่งจิ่ววิ่งมา และสัตว์ร้ายอีกเจ็ดแปดตัวที่ตามไล่หลัง สีหน้าพวกเขาก็เปลี่ยนไปในชั่วขณะหนึ่ง
“บ้าจริง!”
ชายหนุ่มสบถเสียงเบา เพราะการเคลื่อนไหวของเงาร่างสีดำตรงหน้าคันธนูในมือจึงไม่มีทางเล็งถูก พอเห็นสัตว์ร้ายที่วิ่งมาทางพวกเขาอีก ก็รู้ว่าเขาเสียโอกาสลอบฆ่าไปเสียแล้ว ทันใดนั้นคันธนูในมือขยับ และยิงไปหาขอทานน้อยตรงหน้า
“เตรียมพร้อมสู้!” ชายวัยกลางคนตะโกนเสียงเข้ม ขณะที่เค้นพลังเร้นลับออกมาก็ดึงกระบี่คู่กายออกจากข้างเอว
เมื่อเห็นชายหนุ่มยิงธนูมาทางเธอ มุมปากเฟิ่งจิ่วกระตุกขึ้น ปรากฏเป็นรอยยิ้มที่ทั้งแปลกและชั่วร้าย
เพียงครั้งเดียวไม่มีสอง กับคนที่คิดแต่จะเอาชีวิตเธอ เธอคงไม่อาจปล่อยเขาไปได้ทุกครั้ง
อีกอย่างเธอก็เริ่มคันไม้คันมือเสียแล้ว ขอลองกำลังต่อสู้ของตัวเองกับคนกลุ่มนี้หน่อยแล้วกัน!
พอตัดสินใจแน่วแน่ รังสีฆ่าฟันก็แผ่กระจายออกจากร่างเธอ กลิ่นอายดุดันแสดงถึงพละกำลังของผู้เหนือกว่า เพียงแค่แววตาที่เปลี่ยนไปและกลิ่นอายที่ล้อมกายเธอ ก็ทำให้ในใจของหัวหน้าชายวัยกลางคนเกิดคลื่นพายุโหมกระหน่ำขึ้นมา ตื่นตระหนกไม่มีสิ้นสุด!
เขาอ่านคนมานับไม่ถ้วน ย่อมมองออกว่าขอทานน้อยในตอนนี้ช่างแตกต่างกับคนก่อนหน้าราวเป็นคนละคน พลังเช่นผู้เหนือกว่าของเขา รังสีสังหารที่รุนแรง และความมั่นใจตรงหว่างคิ้ว แค่มองก็อกสั่นขวัญแขวนอย่างอดไม่ได้
แต่คนคนนี้ไม่มีพลังเร้นลับ เขาเชื่อว่าแม้พลังที่แสดงออกมาจะแข็งแกร่งกว่านี้ แต่หากอยู่ในการต่อสู้ก็คงไม่อาจแกร่งเท่าเขาได้!
สายตาของหลิงโม่หานจับจ้องที่ร่างขอทานน้อย ในสายตาลึกล้ำฉายประกายจางๆ
เป็นไปตามคาด นางไม่ได้ไร้พิษสงและง่ายดายเช่นที่แสดงออกมาจริงๆ แต่พอคิดดูเขาถึงสิ้นความสงสัย เดิมทีขอทานน้อยคนนี้ก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ลองถามดูสิ มีผู้หญิงปกติคนไหนกล้าเข้ามาในป่าเก้าหมอบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนี้เพียงลำพังบ้าง?
แต่ถึงอย่างไร นางที่ไม่มีพลังเร้นลับก็เกรงว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนพวกนั้น
ทว่าอีกไม่นานนัก เขาก็รู้ว่าตัวเองประเมินนางต่ำเกินไป…
ตอนที่ 19: จิตสังหารเหลือล้น!
เขาเพียงเห็นว่าร่างนั้นหลบลูกศรที่ยิงมาหาด้วยท่วงท่าประหลาด หลังจากลากสัตว์ร้ายเจ็ดแปดตัวมาหาคนกลุ่มนั้น ถึงค่อยถีบขาใช้สองมือเกาะกิ่งไม้ อาศัยแรงเฉื่อยที่พุ่งไปด้านหน้า สองขานางถีบลงไปอย่างแรงจากบนต้นไม้ แน่นอนว่าเป้าหมายคือชายหนุ่มที่ถือคันธนู
“หลบไปเร็ว!”
ชายวัยกลางคนตะโกนอย่างตื่นตระหนก อยากจะเข้าไปดึงอีกฝ่ายหลบออกไป ทว่าสัตว์ร้ายก็พุ่งมา เขาเองยังเอาตัวไม่รอด จะมีมือไหนว่างไปช่วยได้กันเล่า? ด้วยเหตุนี้เขาจึงทำได้เพียงเบิกตามองขอทานน้อยถีบขาลงมา
โชคดีที่พอชายหนุ่มได้ยินเสียงตะโกนก็ได้สติในทันใด ร่างกายเขาก้าวถอยตามสัญชาตญาณ หลบขาของเฟิ่งจิ่วที่ถีบลงมาเหนือหัวซึ่งอาจทำให้ถึงตายนั้นได้ แต่เพราะยังหลบช้าไปครึ่งจังหวะใบหน้าจึงถูกถีบไปทีหนึ่ง ทั้งร่างโซเซถอยไปอีกหลายก้าวเพราะเหตุนี้ และตอนนี้เอง สัตว์ร้ายตัวหนึ่งกระโจนเข้ามา สาวน้อยด้านข้างจึงเข้ามาช่วยเขาต้านไว้
“ท่านพี่! ท่านจะยืนเฉยอยู่ทำไม!” เด็กสาวตะโกนด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย ใบหน้าวิตกกังวลอย่างยากจะปิดซ่อน
ชายหนุ่มดึงสติกลับมาในตอนนั้น ความเจ็บที่ร้อนผ่าวบนใบหน้าทำให้ใจเขาทั้งขุ่นเคืองและโกรธเกรี้ยว เขาดึงคันธนูในมือกลับ แล้วปล่อยพลังเร้นลับออกมา พลันสองหมัดรวมพลังโจมตีออกไป ได้ยินเพียงเสียงตูมดังขึ้น สัตว์ร้ายที่กระโจนเข้ามาถูกเขาโจมตีลอยออกไปอย่างไม่นุ่มนวลนัก
“กรร!”
“ตึง!”
สัตว์ร้ายส่งเสียงโหยหวน ร่างล้มลงบนพื้นอย่างรุนแรง สะเทือนจนพื้นสั่นเล็กน้อย
เมื่อเห็นชายหนุ่มชกสัตว์ร้ายลอยไปในหมัดเดียว องครักษ์หลายสิบนายก็ราวกับได้ขวัญกำลังใจ แววตาพวกเขาเปล่งประกาย ก่อนจะตะโกนกันเสียงดัง “คุณชายเก่งกาจนัก!”
ความตื่นเต้นในใจปลุกเร้าให้ลุกสู้อย่างฮึกเหิม ความตื่นตระหนกเพราะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายอย่างกะทันหันก็สงบลงแล้วในเวลานี้ แค่ชั่วขณะหนึ่ง เหล่าสัตว์ร้ายเจ็ดแปดตัวก็ถูกฟันตายไปทีละตัว
เพียงเห็นศพของสัตว์ร้ายล้มระเนระนาด กลิ่นคาวเลือดรุนแรงคละคลุ้งไปทั่ว…
วิกฤตคลี่คลาย ตอนนี้ผู้คนถึงพบว่าบริเวณไม่ไกลก็มีร่างไร้วิญญาณของสัตว์ร้ายเจ็ดแปดตัวนอนอยู่ ชัดเจนมากว่าชายชุดดำเป็นคนฆ่าเพียงลำพัง ทว่าก็ไม่เห็นเงาร่างของชายชุดดำผู้นั้นเสียแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ขอทานน้อยกับท่านอารองของพวกเขาก็หายไปด้วย
“ท่านพี่ ท่านอารองล่ะ?” สาวน้อยมองหารอบๆ ก็ไม่เห็นร่างพวกเขาเลย
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเช็ดเลือดตรงมุมปาก แววตาจ้องมองที่ไหนสักแห่งอย่างดุร้าย ไม่พูดไม่จา แต่ก็ยื่นคันธนูส่งคืนให้นาง ก่อนจะสาวเท้าก้าวไปทางด้านซ้าย
พอเด็กสาวกับ.องครักษ์เห็นเช่นนั้นก็เร่งรีบตามไป
ในป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมหนาทึบ รังสีแห่งการฆ่าฟันแผ่กระจาย กลิ่นอายกลางอากาศก็หนาวเย็นไปบ้างเพราะรังสีฆ่าฟันนั้น สายตาคมกริบของชายวัยกลางคนจ้องมองเฟิ่งจิ่วตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำมีจิตสังหารที่เย็นเยือก “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ไม่ต้องดิ้นรนอย่างอาจหาญนักหรอก”
“อย่างนั้นหรือ?” เฟิ่งจิ่วยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม ร่างแฉลบผ่านไปในพริบตา เมื่อยื่นมือออกไป จิตสังหารเหลือล้นแผ่ซ่าน!
ชายวัยกลางคนแค่นเสียงฮึหนักๆ ราวกับกำลังเย้ยหยันความไม่เจียมตัวของเด็กหนุ่ม พลังเร้นลับที่พรั่งพรูไหลเข้าสู่กระบี่ในมือ กระบี่คมกริบปะทะออกไปในชั่วขณะนั้น
“แกร๊ง!”
กริชและกระบี่กระทบกัน เกิดเป็นเสียงชนดังแกร๊งจนมีประกายไฟออกมา แทบจะทันทีที่ปะทะกัน อาวุธในมือทั้งสองคนก็วกกลับมาโจมตีกันอีกครา ผ่านไปหลายกระบวนท่า ก็เห็นเพียงกระบี่ยาวโจมตีไปทางเฟิ่งจิ่วด้วยกำลังที่ดุดันรุนแรง ด้วยความแข็งแกร่งรวดเร็วของพลังกระบี่ หลบได้ไม่ง่ายๆแน่!
หลิงโม่หานบนต้นไม้ไม่ไกลออกไปมองเห็นเหตุการณ์นี้ คิ้วเขาขมวดเล็กน้อย ช่วงเวลาต่อมาเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของเฟิ่งจิ่ว แววตากลับสั่นไหว ดูคาดไม่ถึงอยู่เล็กน้อย…
ตอนที่ 20: สยบความแข็งกร้าวด้วยความนุ่มนวล!
ดวงตาเห็นอยู่ว่านางไม่มีทางหลบกระบี่นั้นได้ แต่กลายเป็นว่าเมื่อปลายกระบี่จะแทงเข้าที่อก ร่างกายนางก็เอนไปด้านหลังทันที ก่อนใช้กำลังจากช่วงเอวหมุนตัวกลับไป ไม่เพียงแต่หลบกระบี่ที่คิดปลิดชีวิตได้ กริชในมือก็ยังแทงเข้าหาชายวัยกลางคนด้วยความเร็วที่ป้องกันไม่ทัน
เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วหลบกระบี่นั้นด้วยกำลังจากช่วงเอว ชายวัยกลางคนตื่นตกใจอยู่น้อยๆ ครั้นเห็นรังสีฆ่าฟันที่พุ่งตรงมาเบื้องหน้า ยามนี้ไม่มีเวลาจะโจมตีกลับอีกแล้ว เขาจึงทำได้เพียงถอยหลังอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังช้าไปครึ่งจังหวะ
“เฮือก!”
เขาสูดหายใจเข้า จ้องร่างตรงหน้าด้วยแววตาดุร้ายและน่าขนลุก
แม้เขาจะหลบจุดอันตรายได้ แต่แขนเขากลับถูกกริชฟันเป็นแผลลึกเห็นกระดูก เลือดสีแดงเข้มไหลออกมา ไม่ทันไรก็ซึมผ่านแขนเสื้อ เพราะความเจ็บปวดรุนแรงจากบาดแผล แขนของเขาจึงลู่ลงอย่างหมดแรง สั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้
“ท่านอารอง!”
สาวน้อยร้องตกใจ แล้วเร่งเท้าวิ่งเข้ามา
“ฆ่ามันซะ!” ชายวัยกลางคนตะโกนด้วยเสียงเข้ม เหล่าองครักษ์ขานรับ แต่กลับถูกชายหนุ่มยกมือขึ้นปราม
“เจ้าขอทานนี่ให้ข้าจัดการเอง!” กลิ่นอายบนร่างชายหนุ่มชั่วร้าย มีกลิ่นอายกระหายเลือดอยู่หนาแน่น สายตาที่มองเฟิ่งจิ่วยิ่งดูราวดวงตาของงูพิษ
พอเห็นเด็กสาวพยุงชายวัยกลางคนไปข้างๆแล้ว แววตาที่สั่นไหวอยู่เล็กน้อยของเฟิ่งจิ่วก็เหลียวมองชายหนุ่มผู้มีกลิ่นอายโหดเหี้ยมแผ่.ออกจากร่าง ก่อนเชิดคางขึ้นเบาๆ แล้วกล่าวคำเย้ยหยัน “เจ้ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก”
แม้กลิ่นอายของชายหนุ่มจะหนักแน่นนัก แต่ไม่ใช่ระดับเดียวกับชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนผู้นั้นต่อให้เธออยากฆ่าเขา ก็ยังไม่อาจปลิดชีวิตได้ภายในไม่กี่กระบวนท่า ทว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่เหมือนกัน หากเธอจะปลิดชีพเขาก็ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ
บนต้นไม้ไม่ไกล เมื่อเห็นนางเชิดคางอย่างจองหองและพูดจาเหยียดหยาม หลิงโม่หานแอบส่ายหน้ากับตัวเอง เป็นอย่างที่คิดไว้ อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิง
แต่หากดูจากการต่อสู้ของนางกับชายวัยกลางคนเมื่อครู่ เขารู้ว่าหากนางต่อกรกับคนกลุ่มนี้คนเดียวก็ไม่มีปัญหา ด้วยความสามารถของนาง ขอแค่ระมัดระวังยามอยู่ป่าชั้นในนี้ ก็น่าจะไม่มีเหตุร้ายอะไรแล้ว
พอคิดถึงตรงนี้ เขามองไปที่ร่างนั้นอย่างลึกล้ำ แล้วเรียกพลังจากไปอย่างเงียบเชียบ…
“ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า? ฮึ! เช่นนั้นเจ้าลองลิ้มรสความร้ายกาจของข้าให้ดี!” ชายหนุ่มแค่นเสียงหนักๆ พลังเร้นลับบนร่างเอ่อล้น กลิ่นอายพลังเร้นลับสีส้มกระจายออกมาทันใด เขากำสองหมัด ตะโกนเสียงหนักแน่น แล้วก้าวออกไปซัดหมัดโจมตีเฟิ่งจิ่ว
“เอ๋?” เมื่อเห็นกลิ่นอายพลังเร้นลับสีส้ม เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว เมื่อครู่พลังกระบี่ของชายวัยกลางคนก็มีกลิ่นอายสีส้มแผ่ออกมารางๆ ไม่นึกเลยว่าวรยุทธ์พลังเร้นลับของชายหนุ่มจะไม่ต่างกับชายวัยกลางคนนัก?
“หมัดห้าชั้น!”
เฟิ่งจิ่วเห็นหมัดนั้นก็ถอยหลังในทันที ยามที่หมัดชายหนุ่มชกต้นไม้ใหญ่หลังจากเธอหลบไป และเห็นรอยหมัดที่ปรากฏบนนั้น เธอแอบอุทานกับตัวเอง
พลังสังหารของวรยุทธ์พลังเร้นลับประกอบกับวิชาหมัดช่างน่าตื่นตะลึงโดยแท้ ฝ่ายตรงข้ามใช้หมัดโจมตี ทุกท่วงท่าทั้งแข็งแกร่งและดุดัน ด้วยกำลังของเธอ หากใช้ความรุนแรงปะทะความรุนแรงไม่ได้ผลแน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สยบความแข็งกร้าวด้วยความนุ่มนวลซะ!
ดวงตาเธอเป็นประกาย ขณะที่ถอยหลังอย่างรวดเร็วก็เก็บกริชในมือไป
หลังจากสาวน้อยช่วยท่านอารองของนางพันแผลไว้ดีแล้ว ก็เห็นเฟิ่งจิ่วเก็บกริช จึงอดเยาะเย้ยไม่ได้ “ท่านอารองเจ้าคะ ขอทานน้อยคนนั้นคงกลัวเสียแล้วกระมัง? นึกไม่ถึงเลยว่าขนาดกริชในมือก็ยังเก็บไป? เขาคิดว่าแค่มือเปล่าก็จะเอาชนะพี่ข้าได้รึ?”
ชายวัยกลางคนกลับมองเฟิ่งจิ่วด้วยท่าทางเคร่งขรึม สายตาเพ่งมองน้อยๆ รู้สึกเพียงว่าในใจมีความไม่สงบอยู่รางๆ…
จบตอน
Comments
Post a Comment