feng ep101-120

ตอนที่ 101: ด้วยเลือดของข้า!


“อย่ากลัวไปเลย ข้าจะดีกับเจ้า”


เมื่อเฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้จากปากของชายชราชุดเทา เพียงรู้สึกหนาวเย็นขึ้นชั่วขณะ เสียจนขนลุกซู่ออกมา แม้แต่มุมปากยังกระตุกอย่างอดไม่ได้


โดยเฉพาะ ที่ตาเฒ่านี่จ้องมองเธอด้วยสายตาปลื้มปริ่มแปลกๆ ความรู้สึกรังเกียจนั้น แค่คิดก็รู้สึกได้แล้ว


เธอมองค้อนเขาแวบหนึ่ง สองมือลูบๆแขนที่กำลังขนลุกชูชัน ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ตาเฒ่า เวลาพูดคุยกัน เจ้าไม่หยิบกระจกสักบานมาส่องใบหน้าย่นๆ ราวผลส้มที่แห้งเหี่ยวของตัวเองเสียบ้างเล่า ขาเหยียบลงโลงไปข้างหนึ่งแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะยังไร้ยางอายเช่นนี้”


คำพูดเยาะเย้ยถากถางทำให้แววตาชายชราชุดเทาหมองลง แม้แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าก็ถูกเก็บไป แผ่กลิ่นอายดุร้ายกระจายทั่วร่างพลางถลึงมองนาง


“ข้าจะเก็บเจ้าไว้เป็นเครื่องมือช่วยฝึกฝนวิชา นั่นถึงคู่ควรกับเจ้า!”


“เครื่องมือฝึกฝนวิชารึ?”


เฟิ่งจิ่วส่งเสียงร้องแปลกๆ แล้วพินิจมองจากล่างขึ้นบนอย่างหยาบคาย กล่าวแดกดันว่า “ดูไม่ออกเลยว่าตาเฒ่าเช่นเจ้ายังจะเป็นคนบ้ากามอีกรึ? แต่ว่า อายุมากปูนนี้แล้ว ของพรรค์นั้นยังใช้ได้อยู่รึ?”


“บังอาจนัก!”


เขาตวาดรุนแรงอย่างอับอายจนกลายเป็นขุ่นเคือง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเพราะโมโหจัด สองตาเบิกกว้าง พลางมองนางด้วยความโกรธ เวลาต่อมา เงาร่างสีเทาก็พุ่งออกตัวรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ฝ่ามือผอมกะหร่องทำท่าเป็นกรงเล็บเข้าตระครุบไปทางเฟิ่งจิ่ว


เฟิ่งจิ่วเปลี่ยนท่าทางทันควัน ไอพลังรุนแรงพลันปะทุออก เธอไม่คิดหลบ แต่กลับออกหน้ารับ ดวงตาที่หรี่ลงมีกลิ่นอายกระหายเลือดโหดเหี้ยม ท่าเท้าแปลกตาพาให้ร่างเคลื่อนขยับ ตวัดมีดสั้นในมือ และแทงไปยังชายชราชุดเทาพร้อมกับกระแสพลังเร้นลับ


“ฝีมืออ่อนด้อยนัก!”


ชายชราชุดเทายิ้มเยาะ เพียงสะบัดมือก็หลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย ขณะที่มือหนึ่งกันมีดสั้นออกไป อีกมือหนึ่งค่อยคว้าไปที่นาง


มือถูกชายชราชุดเทาจับไว้ เฟิ่งจิ่วอาศัยแรงโน้มตัวลงสลัดออกไปในทันที เมื่อหลุดจากนิ้วมือทั้งห้าของชายชราที่จับไว้แน่น ก็ยกขาขึ้นขวางสกัด เพียงได้ยินเสียงกำลังขาที่มาพร้อมกลิ่นอายพลังเร้นลับ มีกระแสพลังรุนแรงดังฮึมๆ ในยามที่ตวัดขวางผ่านกลางอากาศ ชายชราไม่ได้สังเกต กระดูกขาเล็กๆจึงถูกเตะไปทีหนึ่ง ข้อเข่างอลง ขณะที่ย่อลงไป กลับกระโดดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว และถอยห่างจากข้างกายเธอครู่หนึ่ง


เฟิ่งจิ่วโจมตีอีกครั้งอย่างไม่คิดหยุด รู้อยู่ลึกๆว่าการที่ร่างผู้อาวุโสสองระเบิดกลางอากาศ ทำให้กองกำลังแต่ละฝ่ายในเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างสั่นคลอน คนพวกนั้นจะรีบมาที่นี่แน่ ที่ต้องทำตอนนี้ คือจัดการตาเฒ่านี่ก่อนที่คนพวกนั้นจะมาถึง!


“ซี๊ดอ๊าก!”


ร่างกายชายชราเพิ่งจะยืนหยัดปรับสมดุล ก็เห็นมีดสั้นประกายแสงเย็นเยียบมุ่งตรงตวัดมายังลำคอ จึงโน้มตัวไปด้านหลังและยกเท้าขึ้นเตะอย่างตกใจ แต่นึกไม่ถึงว่าสาวน้อยจะถอยหลังกะทันหัน มีดสั้นใบแหลมที่เดิมทีตวัดมาตรงลำคอ ก็หมุนตวัดแทงเข้าน่องขาที่เตะขึ้นอย่างโหดเหี้ยม


แรงที่แทงลงไปอย่างไม่ปราณี รวมถึงกำลังที่เขายกเท้าเตะขึ้นแทบจะชนเข้าหากัน จึงแทงทะลุผ่านขาไปทั้งอย่างนั้น เพียงได้ยินเสียงใบมีดคมแทงเข้าเนื้อและกระดูกดังสวบลอยมา ความเจ็บแทบขาดใจ ทำให้พลังทั่วร่างเขาระเบิดออกมา


“อ๊าก!”


กลิ่นอายระดับบรรพชนนักรบอันแข็งแกร่งปะทุออกมาจากภายในร่างเขา พลังเร้นลับเข้มข้นที่พรั่งพรูโจมตีเฟิ่งจิ่วกระเด็นออกไปอย่างโหดร้าย


“อั่ก!”


เฟิ่งจิ่วที่ลอยไปไกลหลายเมตรเจ็บหน้าอกรุนแรง เสียจนกระอักเลือดออกมา ชีพจรเสียหาย ทำให้กลิ่นอายทั่วร่างอ่อนแอลงทันใด


เห็นชายชราผู้นั้นดึงมีดสั้นโยนทิ้งลงกองเพลิง เดินมาหาทีละก้าวทีละก้าว แววตาเธอหรี่ลงเล็กน้อย ฝืนกลั้นความเจ็บรุนแรงตรงหัวใจ แล้วลุกขึ้นมายืนรับลมอย่างไม่ตื่นตระหนก


ยกมือขึ้นแตะเลือดตรงมุมปากมาวาดเป็นเครื่องหมายเก่าแก่ซับซ้อน น้ำเสียงเฉยชาพร่ำกระซิบอยู่ในเวลานี้ราวกับดังลอยมาแต่บรรพกาล ทั้งไพเราะและลึกลับ…


“ด้วยเลือดของข้า จงทำลายพันธนาการของเจ้า!”


“ในนามแห่งข้า ขอสั่งเจ้าเผยร่างจริง!”


ตอนที่ 102: ขอสั่งให้เจ้าปรากฏตัว!


เมื่อสิ้นสุดเสียง ก็ตามมาด้วยประกายแสงหนึ่งปรากฏขึ้นระหว่างสองมือจากตราสัญลักษณ์ที่วาดไว้ แสงสีแดงดั่งสีเลือดพุ่งตรงขึ้นท้องฟ้าชั่วขณะ ทันใดนั้น เปลวไฟสีแดงฉานวาววับจับตาก็ทะยานขึ้นสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน!


“หวี๊ด!”


เสียงหงส์ร้องดังขึ้นกลางค่ำคืน ราวกับดังลอยมาจากบรรพกาล พลันแรงกดดันรุนแรงในน้ำเสียงก่อตัวเป็นกระแสพลังที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแกว่งออกไปด้านนอก แรงกดดันมหาศาลและการปลดปล่อยกระแสพลัง ทำให้พื้นดินทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยสั่นไหวเล็กน้อยอยู่ภายใต้การขยับเคลื่อนเลื่อนลั่นของน้ำเสียง คล้ายมังกรพลิกตัวสะเทือนแผ่นดิน เสียจนผู้คนตื่นตกใจไม่สิ้นสุด


ขณะที่เหล่าฝูงชนที่กำลังรีบรุดมายังจุดเพลิงไหม้พลันได้ยินเสียงหงส์ร้องลั่นสะเทือนหู ฝีเท้าแต่ละคนก็หยุดลงด้วยความตกตะลึง มองเงาร่างสีแดงฉานที่พุ่งขึ้นฟ้า ลุกไหม้อยู่กลางเวหาพร้อมกับเปลวไฟโหมกระหน่ำ สว่างไสวไปทั่วท้องนภายามค่ำคืนอย่างยากที่จะเชื่อ


ความตกตะลึกจากสิ่งที่เห็นพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณ ก่อเกิดเป็นพายุโหมคลื่นซัดอยู่ในหัวใจพวกเขา เนิ่นนานไม่อาจสงบลง…


“นั่น นั่นหงส์นี่! หงส์ไฟสัตว์เทวะในตำนาน!”


“สัตว์เทวะในตำนานมาปรากฏตัวที่นี่รึ? เป็นใครกัน? ใครที่ครอบครองสัตว์เทวะในตำนาน?”


ผู้คนอุทานอย่างเหลือเชื่อ ทั้งในห้วงทะเลความคิดและในสายตา ล้วนเป็นเงาร่างหงส์ไฟแพรวพราวอยู่กลางอากาศ


ช่วงก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินว่ามีสัตว์เทวะถือกำเนิดในป่าเก้าหมอบ กลับเห็นเพียงเงามันสยายกลางเวหา ไม่เห็นร่างแท้จริง ตอนนั้นยังดึงดูดพวกเซียนจากต่างแคว้นมาร่วมแย่งชิง นึกไม่ถึงว่าสุดท้าย หงส์ไฟสัตว์เทวะในตำนานจะมาอยู่ในแคว้นแสงสุริยันของพวกเขา!


เมื่อเห็นหงส์ไฟกางสองแขนสะบัดปีกอยู่กลางอากาศและมีเปลวไฟลุกไหม้ท่วมตัว พวกเขาแค่รู้สึกดุเดือดเลือดพล่านในหัวใจ


นั่นคือร่างแท้จริงของหงส์ไฟในตำนาน! ในแคว้นเล็กๆระดับเก้าของพวกเขานี้ นึกไม่ถึงว่าจะมีวันได้พบเห็นสัตว์เทวะในตำนาน จะไม่ตื่นตาตื่นใจได้อย่างไรเล่า?


ท่ามกลางฝูงชน มู่หรงอี้เซวียนที่กำลังเร่งรีบมายังจุดเพลิงไหม้ก็มองร่างเปลวไฟเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างตกตะลึง สัตว์เทวะในตำนาน พญาหงส์แห่งหมู่มวลวิหค ร่างแท้จริงย่อมงดงามแวววับจับตาอยู่เช่นนั้น ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง!


แม้ในใจกำลังตื่นเต้นพลุ่งพล่าน เขากลับไม่ได้หยุดนิ่งนานเกินไปนัก แต่รีบดึงสติและมุ่งไปทางจุดเพลิงไหม้นั้นอย่างรวดเร็ว


ส่วนภายในจวนตระกูลสวี่ บนหลังคานั้น ภายใต้แรงกดดันอันฮึกเหิมมหาศาลของสัตว์เทวะในตำนาน ชายชราชุดเทาแม้แต่ยืนก็ยังยืนขึ้นมาไม่ไหว สองขาสั่นเทาอ่อนเปลี้ยทรุดนั่งลงไป ก่อนจะมองหงส์ไฟที่สยายปีกบินอยู่กลางเวหาอย่างยากที่จะเชื่อ ดวงตาแดงก่ำ ทั้งไม่พอใจและไม่ยอมเชื่อ


“ไม่!”


“นี่ไม่ใช่เรื่องจริง!”


“เจ้าจะมีหงส์ไฟสัตว์เทวะในตำนานได้เช่นไร!”


“เป็นไปได้ยังไง!”


ภายใต้การปกคลุมของแรงกดดันอันแกร่งกล้า แม้แต่ปริปากพูด ก็ควรจะทำไม่ได้ แต่เขายังแข็งขืนตีฝ่าแรงบีบคั้นสั่นสะเทือนจากแรงกดดันสัตว์เทวะในตำนาน เพียงเอ่ยปาก ชีพจรก็เสียหาย เลือดสดเอ่อล้นจากในปาก กลับยังคงไม่ยอมเชื่อในความจริงอันโหดร้ายนี้อย่างบ้าคลั่ง


เห็นอยู่กับตาว่าเป็นเหยื่อเช่นหมูในอวย จู่ๆก็บินไปเสียแล้ว ซ้ำยังสร้างความตื่นตะลึงที่ทั้งหนักหนาและไม่อาจยอมรับ แล้วจะให้เขายอมรับได้อย่างไรเล่า?


เฟิ่งจิ่วที่ยืนรับสายลมก้มลงมองชายชราที่ทรุดนั่งอย่างจนตรอกด้วยแววตาเยือกเย็น น้ำเสียงเย็นเยียบค่อยๆเปล่งออกมา “ได้ตายในเงื้อมมือหงส์ไฟ เจ้าก็ไม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจแล้วล่ะ”


เมื่อสิ้นสุดน้ำเสียงนาง หงส์ไฟบนฟากฟ้าก็โน้มพุ่งลงไปพร้อมกับเปลวเพลิงโหมกระหน่ำดังฟิ้ว ปีกไฟโชติช่วงที่กางออกห่อหุ้มตัวชายชราไว้ แล้วค่อยบินทะยานขึ้นท้องฟ้าอีกครั้ง


“ไม่!”


น้ำเสียงรุนแรงที่มีความไม่ยอมแพ้ดังลอยมาจากเปลวไฟ เฟิ่งจิ่วเห็นเพียงประกายไฟเล็กๆ โปรยปรายอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน และหงส์ไฟก็สยายปีกบินวนรอบอยู่เหนือศีรษะ…


ตอนที่ 103: คืนที่หลับไม่ลง!


เมื่อมู่หรงอี้เซวียนกระโดดข้ามไปบนหลังคา มาถึงบริเวณหลังคาที่ห่างไม่ไกลจากบ้านตระกูลสวี่ ก็เห็นภาพที่น่าขนลุกนั้น ทั่วทั้งร่างเสียขวัญเหม่อลอยโดยไม่รู้ตัว พลางมองเหตุการณ์น่าตกใจที่แสนงดงามนั้นอย่างตะลึงในความงาม…


เหนือหลังคาบ้านตระกูลสวี่ เงาร่างสีแดงยืนรับสายลม ชุดสีแดงที่แพรวพราวเปิดเผยดูช่างชั่วร้ายเอาแต่ใจอยู่ในเปลวไฟนั้น เส้นผมสีหมึกดำลอยพลิ้ว เปลวเพลิงลุกไหม้โหมแรง รวมถึงหงส์ไฟตัวมหึมาที่วนเวียนอยู่กลางอากาศเหนือหัวเขา ทั้งหมดทั้งมวลล้วนดูช่างลึกลับ และงดงามราวกับไม่ใช่ของจริง…


อาจเพราะรู้สึกถึงสายตาของเขา คนผู้นั้นจึงหันหน้ากลับมา หน้ากากลายดอกลำโพงสีทองสะท้อนสู่สายตาอย่างชัดเจนท่ามกลางเปลวไฟสว่างไสว ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะมีแรงดลใจให้คิดอยากเปิดหน้ากากออกเพื่อลอบมองโฉมหน้าแท้จริง


แต่ว่า ไม่รอให้เขาได้สติ ก็เห็นหงส์ไฟบนท้องฟ้าส่งเสียงเบาๆ ระหว่างที่โน้มตัวโฉบลงกลายเป็นลำแสงเข้าไปในตัวของบุคคลลึกลับที่ยืนรับลมอยู่ผู้นั้น หายวับไปกับตา


แทบจะในเวลาเดียวกัน คนผู้นั้นดึงสายตากลับมาจับจ้องบนร่างเขา ก่อนจะเรียกพลังขึ้นกระโดดลงแนวดิ่ง เงาร่างแวบผ่านไปราวกับภูตผี หายวับไปกลางค่ำคืนอย่างรวดเร็ว…


เขาสาวเท้าก้าวออกโดยไม่รู้ตัว แล้วยื่นมือไปด้านหน้าอยากจะเรียกคนผู้นั้นไว้ แต่สุดท้ายก็ดึงมือกลับ และไม่ได้ตะโกนออกไป


คนคนนั้นเป็นใครกัน?


เขาคิดไป ในใจก็เดาออกได้อยู่ลางๆ


ชุดสีแดงลือเลื่องแพรวพราว กลิ่นอายลึกลับชั่วร้าย ท่าทางเปิดเผยเอาแต่ใจ รวมถึงหน้ากากลายดอกลำโพงสีทอง หากไม่ใช่ภูตหมอผู้ลึกลับ แล้วจะเป็นใครได้อีกเล่า?


เมื่อเหล่าผู้นำแต่ละตระกูลที่รีบร้อนมากัน เห็นบ้านตระกูลสวี่ถูกไฟโหมกระหน่ำห้อมล้อม ต่างสูดหายใจเข้าอย่างอดไม่ได้ น่าเหลือเชื่ออยู่เล็กน้อย และหนึ่งตระกูลขั้นกลางก็จบสิ้นลงเช่นนี้…


“ซี๊ด!”


“นี่ นี่คือบ้านตระกูลสวี่รึ?”


“สวรรค์! ตระกูลสวี่ถูกฆ่าล้างบางเสียแล้วรึ?”


“ตระกูลสวี่ไปยุแหย่อะไรเจ้าของสัตว์เทวะในตำนานเข้ารึ? ถึงได้รับจุดจบน่าเวทนาด้วยการถูกฆ่าล้างตระกูล…”


ผู้คนต่างพูดคุยกัน เห็นทั่วทั้งบ้านตระกูลสวี่กำลังลุกไหม้ ทั้งด้านในด้านนอกถูกเปลวไฟล้อมรอบปะทุดังเพล้งพล้าง สะอึกสะอื้นกันไม่สิ้นสุด


สำหรับตระกูลหนึ่งก็สูญสิ้นลงเช่นนี้ สาบสูญไปจากเมืองอวิ๋นเยวี่ย ในใจพวกเขาล้วนมีความสับสนที่พูดไม่ออก


นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งได้เป็นใหญ่ เป็นความจริงของโลกนี้ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง!


แม้ตระกูลท่านมีเป็นร้อยบ้าน เมื่อยุยงบุคคลที่น่าหวาดกลัวเข้า ฆ่าท่านใช้เพียงเสี้ยวนาที หากจะล้างบางก็ภายในคืนเดียว…


ผู้นำตระกูลท่านหนึ่งเห็นมู่หรงอี้เซวียนที่มาถึงที่นี่ก่อนกำลังเหม่อมองไปยังทิศทางหนึ่ง แววตาก็เป็นประกายเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ จึงออกหน้าเอ่ยถาม “ท่านอ๋องสาม ท่านมาถึงที่นี่คนแรก มองเห็นใครหรือไม่?”


ฟังคำพูดนี้ เหล่าผู้นำตระกูลท่านอื่นที่กำลังเสวนากันก็มองไปทางมู่หรงอี้เซวียน ใช่แล้ว! คนที่ฆ่าล้างบางตระกูลสวี่เป็นใครกัน? และคนที่ครอบครองหงส์ไฟสัตว์เทวะในตำนานล่ะเป็นใคร?


มู่หรงอี้เซวียนดึงสติกลับมา เห็นสายตาพวกเขาจับจ้องมาเป็นคำถาม จึงครุ่นคิดเล็กน้อย กล่าวว่า “ข้าเห็นเพียงเงาร่างสีแดง ส่วนที่ว่าเป็นใคร ไม่อาจมองเห็นได้ชัด”


“เงาร่างสีแดงรึ?”


หัวใจผู้คนเสียงดังตึกตัก ในหัวก็นึกถึงคนๆหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


ภูตหมอ!


จะเป็นเขาหรือไม่? บุคคลที่ลึกลับที่สุดในเมืองอวิ๋นเยวี่ยเวลานี้ และเป็นบุคคลที่ผู้คนต่างร้องขอเข้าพบแต่กลับไม่อาจได้พบ แม้จะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาภูตหมอ กลับได้ยินว่าเขาชอบสวมชุดสีแดงแพรวพราวเอาแต่ใจ ใบหน้าสวมหน้ากากลายดอกลำโพงสีทอง กลิ่นอายชั่วร้ายราวกับปีศาจ น่าพิศวงยิ่งนัก


ตอนที่ 104: ชีพจรเสียหาย!


อีกสองวันให้หลัง ในเวิ้งสวนท้อ


เฟิ่งจิ่วที่สวมเพียงชุดลำลองสีขาวเดินออกมาจากประตูห้อง ก็เห็นเหลิ่งซวงเข้ามารับ


“นายท่านเจ้าคะ” เหลิ่งซวงมองนางด้วยความกังวลใจน้อยๆ ตั้งแต่กลับมาวันนั้น สีหน้านายท่านก็ขาวซีดมาตลอด


“พี่ชายข้ายังไม่ฟื้นรึ?” เธอมองเหลิ่งซวงพลางเอ่ยถาม น้ำเสียงยังคงอ่อนแอนัก


คืนนั้นเธอบาดเจ็บถึงชีพจร หากตัวเองไม่ชำนาญด้านการรักษา เวลาสองวันนี้คงลงจากเตียงไม่ได้แน่ แต่ว่า แม้อาการบาดเจ็บจะดีขึ้น กลับยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ถึงขนาดเมื่อพูดเสียงดังหรือกระแอมไอก็ยังเจ็บอยู่รางๆ


“คุณชายฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”


“อืม ข้าจะลองไปดู” ระหว่างที่พูด ก็ขยับก้าวเดินออกไปด้านนอก


เรือนของกวนสีหลิ่นอยู่ถัดจากนางใกล้ๆ กันเดินไปมาสะดวก ด้วยเหตุนี้ พอออกจากประตูเรือนไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว


เมื่อเข้าเรือน ยังไม่ทันผลักประตูเปิดเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงไอดังมาจากด้านใน เธอหยุดฝีเท้าลง มองไปที่เหลิ่งซวง “เขาดื่มยาหรือยัง?”


“ตอนที่เพิ่งตื่นมาก็ดื่มแล้วเจ้าค่ะ”


ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วถึงจะเดินเข้าไป มาถึงด้านใน ก็เห็นเขาที่นอนแผ่อยู่บนเตียงกำลังคิดจะลุกขึ้นมานั่ง จึงรีบเดินไปด้านหน้าทันที “บนตัวยังมีแผล! รีบนอนลงไปซะ”


“เสี่ยวจิ่ว?” กวนสีหลิ่นเห็นว่าเป็นนาง จึงผุดยิ้มออกมา แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียว ก็ตกใจอย่าง.อดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว ทำไมสีหน้าเจ้าย่ำแย่เพียงนี้เล่า?”


เพิ่งตื่นขึ้นมา ไม่ทันได้ถามพวกนางเลยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?


“บาดเจ็บถึงชีพจร รักษาอีกสักพักก็หาย”


เธอนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปคลำชีพจรเขา พลางพูดว่า “แม้บนตัวท่านมีบาดแผลมากมาย แต่หลายจุดเป็นแค่แผลภายนอก ยังดีที่ไม่บาดเจ็บถึงกระดูก ไม่เช่นนั้น อย่างน้อยก็ต้องพักสักสิบวันถึงครึ่งเดือน”


เห็นสีหน้านางซีดเซียว ค่อยนึกถึงที่เขาถูกช่วยออกมาตอนนี้ ถึงหัวทึบก็รู้แน่ว่านางไปช่วยเขา ดวงตาจึงร้อนผ่าวเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว พี่ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ สร้างปัญหาให้เจ้าอยู่เรื่อย”


“พูดอะไรของท่านน่ะ?”


เธอดึงผ้าขึ้นห่มให้เขาสูงขี้น กล่าวว่า “ร่างกายท่าน รักษาอีกสองวันก็ลุกจากเตียงไปเดินได้แล้ว แต่งานคัดเลือกตระกูลกวนจะจัดในอีกสามวันให้หลัง เวลากระชั้นชิดอยู่บ้าง ข้ากังวลว่าร่างกายท่านจะไม่ไหวเอา”


“ไม่เป็นไร ข้ายังไหว งานคัดเลือกตระกูลกวนข้าต้องกลับไปแน่”


“เช่นนั้นสองวันนี้ท่านก็รักษาตัวให้ดี ข้าจะจัดยาให้ท่าน บาดแผลท่านจะฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด” เธอลุกยืนขึ้น เอ่ยว่า “ข้ากลับห้องก่อน หากมีเรื่องอะไร ท่านบอกเหลิ่งซวงไว้ก็พอ”


“ได้ ร่างกายเจ้าไม่สู้ดี ต้องพักผ่อนมากๆ ไม่ต้องมาดูข้าบ่อยๆหรอก”


เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางพยักหน้า มองไปที่เหลิ่งซวงกำชับเรื่องเปลี่ยนยา สุดท้ายถึงจะกลับห้อง และแวบตัวเข้าจวนภูตในห้วงมิติ


คืนนั้น เธอไม่เพียงชีพจรเสียหาย แม้แต่หงส์ไฟก็หลับปุ๋ยไปเพราะเหตุนี้ด้วย


หงส์ไฟที่ปรากฏตัวด้วยรูปร่างมนุษย์เด็กน้อยเตาะแตะ จะเผยร่างจริงก็ขอแค่รอเป็นผู้ใหญ่ ทว่าเมื่อคืน เธอกลับใช้ตราสัญลักษณ์เก่าแก่จากเลือดทำลายซึ่งพันธนาการนั้น ทำให้เขาเผยร่างจริงเพื่อสังหารศัตรู


กำลังต่อสู้ยามที่เขาเผยร่างจริงแทบจะไปถึงขั้นสูงสุดของสัตว์เทวะในตำนานที่เติบโต ต่อกรกับระดับบรรพชนนักรบแค่คนเดียว ย่อมจัดการได้ง่ายดายเป็นธรรมดา แต่ราคาที่ต้องแลกก็มากโข นั่นคือเขาหมดสติไป หนำซ้ำ ยังไม่รู้ด้วยว่าจะตื่นขึ้นมาเมื่อใด


เธอมองหงส์ไฟน้อยที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในลูกไฟเล็กๆภายในห้วงมิติ ยังคงมีท่าทางเช่นมนุษย์เด็กน้อยอายุสามขวบ คล้ายว่าง่วงนอนจึงหลับสนิทอยู่ด้านใน


เธอดึงสายตากลับมา ลงนั่งขัดสมาธิใช้ลมปราณเพื่อฟื้นฟูบาดแผลภายในร่าง พร้อมทั้งปล่อยพลังวิญญาณและพลังเร้นลับออกมา ทั่วร่างถูกสองกลิ่นอายนั้นห้อมล้อมไว้ เพียงรู้สึกว่ากระแสไออุ่นกำลังไหลเวียนอยู่ในเส้นเอ็น…


ตอนที่ 105: พบกันบนถนน!


สามวันต่อมา


รถม้าธรรมดาคันหนึ่งเคลื่อนไปบนทางถนนอย่างเชื่องช้า รถม้าไม่ได้สะดุดตานัก ที่โดดเด่นชัดเจนคือสาวน้อยชุดดำงดงามเย็นชาที่ควบรถม้าอยู่


ใบหน้าละเอียดอ่อนงามเพริศพริ้ง เรือนร่างที่ห่อหุ้มด้วยชุดสีดำช่างร้อนแรงน่าดึงดูดอย่างยิ่ง หากบนหน้านั้นแต่งเติมรอยยิ้มเสียหน่อย ต้องเป็นที่ตกตะลึงให้ชายหนุ่มเคลิบเคลิ้มหลงใหล แต่กลายเป็นว่า ทั่วร่างสาวน้อยชุดดำกลับมีกลิ่นอายเยือกเย็นกระจายออกมา และกลิ่นอายเย็นเยียบก็ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้เช่นนั้น


ด้านในรถม้า กวนสีหลิ่นมองเสี่ยวจิ่วที่กำลังเอนพิงตัวอ่านหนังสือ เอ่ยถามอย่างฉงนสงสัย “เสี่ยวจิ่ว ฝีมือรักษาเจ้าดีเด่นเพียงนั้น ไยจึงไม่กำจัดรอยแผลเป็นบนใบหน้าไปเสียก่อนเล่า?”


ผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว แผลเป็นทั้งหลายบนใบหน้านางก็ไม่เห็นจางไป ทุกครั้งยามเมื่อมองเห็นแผลเป็นเหล่านั้นบนใบหน้า เขาแสนร้อนใจแทน แต่กลับกลายเป็นตัวนางเองเหมือนเห็นเสียจนชินตา จึงไม่สนใจเลยสักนิด


ไหนว่าพวกผู้หญิงล้วนไม่ยอมให้ใบหน้าตัวเองเสียโฉมไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาเห็นนางไม่ร้อนใจและไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยเล่า?


“ข้าไม่รีบ ยาทาแผลเป็นที่ข้าปรุงยังขาดยาอีกตัวหนึ่ง” เธอกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางพลิกผ่านอ่านหน้าต่อไป


นี่คือตำราฝีเท้าทะยานเมฆ หาเจอจากของที่ท่านอาจารย์เก็บไว้ในห้วงมิติ อ่านไปสักพัก ท่าฝีเท้าด้านในยอดเยี่ยมกว่าฝีเท้าต้นฉบับของเธอยิ่งนัก จึงอ่านตั้งแต่ออกจากเวิ้งสวนท้อมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังตัดใจวางได้ไม่ลงเลย


จนกระทั่ง เมื่อได้กลิ่นหอมหวน ถึงจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้


“ท่านพี่ ท่านได้กลิ่นอะไรหรือไม่?” เธอมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายน้อยๆ ได้กลิ่นหอมหวน จึงกลืนน้ำลายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว


เห็นท่าทางเช่นแมวตะกละของนาง กวนสีหลิ่นก็หัวเราะลั่นอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะยื่นมือไปเขกลงเบาๆบนหัวนาง “จมูกเจ้านี่ดีแต่เรื่องกินจริงๆ ถึงมีผ้าม่านกั้นไว้ เจ้าก็ยังได้กลิ่นหอมของชงโหยวปิ่งอีกรึ?”


“ใช่ๆ เป็นชงโหยวปิ่ง” เธอกอดแขนเขาเขย่าทั้งใบหน้าอมยิ้ม “ท่านพี่ ท่านช่วยไปซื้อให้ข้าทีสิ ข้าเอาสองชิ้นนะ” แล้วยกมือชูสองนิ้วส่ายไปมา


“ได้ๆ ข้าจะไปซื้อให้” เขาส่ายหน้ายิ้มๆอย่างช่วยไม่ได้


และตอนนี้ เหลิ่งซวงที่ควบรถม้าได้ยินบทสนทนาด้านใน จึงชะลอความเร็วรถลง


กวนสีหลิ่นแหวกผ้าม่านออกลงจากรถม้า เอ่ยกับเหลิ่งซวงว่า “เจ้าเอารถม้าไปจอดไว้นะ ข้าไปซื้อขนม จะรีบกลับมา” ระหว่างที่พูด คนก็เดินไปยังแผงขายของที่อยู่ไม่ไกล


เหลิ่งซวงนำรถม้าไปจอดรอไว้อีกด้านหนึ่ง ก่อนจะเดินไปดูแผงขายของข้างๆกัน


“ท่านอา เอาชงโหยวปิ่งมาสี่ชิ้นนะ” กวนสีหลิ่นล้วงเงินออกมาพลางตะโกนบอก


“คุณชาย เอาซุปถั่วเขียวอีกสองชามไหม? กินชงโหยวปิ่งคู่กับซุปถั่วเขียว รสชาติจะดีที่สุดเลยขอรับ” ชายชราห่อขนมที่ร้อนกรุ่น พลางเอ่ยถาม


“ก็ดี งั้นเอามาสองชาม ไม่สิ สามชามนะ ท่านช่วยห่อให้ข้าอย่างดีนะ จะได้ถือไปสะดวก.สะดวก”


“ได้ๆๆ” ชายชราหยีตายิ้ม แล้วเร่งรีบห่อซุปถั่วเขียวอีกสามชามให้เขา


บริเวณไม่ไกล มู่หรงอี้เซวียนที่ออกมาจากศาลาซุ้มหยกพร้อมกับเฟิ่งชิงเกอเหลือบมองไปโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่เห็นชายหนุ่มกำลังซื้อของอยู่หน้าแผง ก็ตกใจอย่างอดไม่ได้ ในดวงตาฉายแววระรื่น


เป็นเขา? พี่ชายของสาวน้อยชุดแดงผู้นั้น?


เขาอยู่ที่นี่ งั้นสาวน้อยชุดแดงก็อยู่ที่นี่ด้วยสินะ? นึกถึงตรงนี้ ใจเขาเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่ทั้งกังวลและเฝ้ารอแผ่ซ่านอยู่ในหัวใจ


“ท่านพี่มู่หรง? เป็นอะไรรึเจ้าคะ?”


เฟิ่งชิงเกอที่เกาะเขาอยู่ เอ่ยถามอย่างแคลงใจ เห็นเขายืนนิ่งไม่ไหวติง จึงหันมองตามสายตาไป เห็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าธรรมดาและกำลังซื้อชงโหยวปิ่งอยู่


“ท่านพี่มู่หรงรู้จักเขารึเจ้าคะ?”


ตอนที่ 106: นางอยู่ตรงนั้น?


“อืม เป็นเพื่อนคนหนึ่ง ข้าจะเข้าไปทักทายเสียหน่อย เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่นะ” เขากำชับบอกอย่างลนลาน เห็นคนผู้นั้นจะจากไป จึงรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา


เมื่อเฟิ่งชิงเกอเห็น ก็แปลกใจเล็กน้อย สายตาจับจ้องพินิจมองบนร่างชายหนุ่มผู้นั้น ดูไม่ออกเลยว่ามีตรงไหนที่โดดเด่น


ขณะที่กวนสีหลิ่นซื้อของเรียบร้อยและกำลังจะเตรียมตัวกลับ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังลอยมาข้างหู


“คุณชายท่านนี้”


มู่หรงอี้เซวียนเรียกไว้ มาถึงเบื้องหน้าเขา ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามผุดรอยยิ้มอ่อนโยน “วันนั้นจากกันที่หมู่บ้านป่าหิน นึกไม่ถึงว่าจะพบคุณชายอีกครั้งที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยแห่งนี้”


กวนสีหลิ่นมองเขาอย่างไม่ค่อยเข้าใจนิดหน่อย “ท่านคือ?” จำคนคนนี้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง


เห็นเขานึกไม่ออก มู่หรงอี้เซวียนยิ้มเจื่อนน้อยๆ แต่ยังกลับมาเป็นปกติได้ในทันที กล่าวว่า “ข้าแซ่มู่หรง ชื่ออี้เซวียน”


“มู่หรงอี้เซวียน?”


กวนสีหลิ่นตะลึงเล็กน้อย จากนั้นค่อยมองเขาอย่างประหลาดและตื่นเต้นใจ แม้แต่น้ำเสียงก็ยังยกสูงขึ้นน้อยๆบางส่วน


“ท่านคือมู่หรงอี้เซวียน? ท่านอ๋องสามแห่งแคว้นแสงสุริยัน? อัจฉริยะในการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ผู้นั้นรึ?”


มู่หรงอี้เซวียน ชื่อนี้ในฐานะคนของตระกูลกวนแห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ยเช่นเขาย่อมเคยได้ยินมาเป็นธรรมดา แต่กลับไม่เคยพบเจอกันมาก่อน รู้เพียงว่า คนผู้นี้ไม่เพียงเล่าลือว่าเก่งกาจยิ่งนัก หนำซ้ำยังเป็นอัจฉริยะในการฝึกฝนวิชาในหมู่คนรุ่นหลัง ผู้มีพรสวรรค์ดั่งฟ้าประทาน นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้พบเจอ


เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาก็ตื่นเต้นอยู่ในใจ “ท่านอ๋องสาม ข้าอยากพบท่านมานานแล้ว นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะเจอท่านบนถนนอย่างไม่คาดคิด ช่างมีวาสนาจริงๆ!”


ไม่รอให้เขาปริปาก ก็เอ่ยอีกว่า “ท่านรู้หรือไม่? ท่านเป็นเป้าหมายของข้ามาโดยตลอด เมื่อก่อนข้าคิดหมั่นเพียรฝึกฝนวิชา เพื่อโค่นล้มท่านในภายหลัง”


ตอนที่ฟังประโยคก่อนหน้านี้ รอยยิ้มมู่หรงอี้เซวียนก็ยิ่งลึกขึ้น กำลังจะเอ่ยปากถามว่าน้องสาวท่านมาด้วยหรือไม่? แต่หลังจากได้ยินประโยคที่ตามท้ายมา รอยยิ้มบนใบหน้ากลับแข็งทื่อน้อยๆ แอบคิดว่า ‘คนผู้นี้พูดจาไม่เกรงใจกันเลยจริงๆ’


แต่ว่า เขากลับไม่ถือสาหาความอะไร กล่าวยิ้มๆว่า “ข้ายังไม่ถามชื่อเสียงเรียงนามคุณชายเลย?”


“ข้าชื่อกวนสีหลิ่น” เขารายงานชื่อตัวเองอย่างสุขใจนัก


“ที่แท้ก็เป็นคุณชายกวน ไม่ทราบว่าน้องสาวท่านมาด้วยกันกับคุณชายหรือไม่?” ตอนที่เดินเข้ามา ก็สังเกตเห็นว่าขนมที่เขาถือไว้ในมือมีหลายชุด หรือว่าจะซื้อให้น้องสาวคนนั้น? นางชอบกินของพวกนี้รึ?


“หืม?”


ได้ยินเขาเอ่ยถึงน้องสาวสุดที่รัก กวนสีหลิ่นจึงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าลง ถลึงมองเขาด้วยความระแวดระวัง “ท่านถามถึงน้องสาวข้าทำไมรึ? ท่านกับนางหาได้รู้จักกันไม่”


“เป็นเช่นนี้ ครั้งก่อนที่หมู่บ้านป่าหิน ข้าล่วงเกินน้องสาวท่านโดยไม่ตั้งใจ อยากหาโอกาสขอโทษนางมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยได้เจอกันเลย” เจอกันแล้ว ครั้งนั้นในเวิ้งสวนท้อเห็นนางรางๆ ราวภูตพรายดอกไม้ หลังจากเขากลับมา ก็จิตใจเหม่อลอยตลอด หัวใจยิ่งดำดิ่งโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว


ถึงขั้นว่า เวลาช่วงนี้ ก็เอาแต่นึกถึงความรู้สึกระหว่างเขากับชิงเกอ และคิดจะหาโอกาสเหมาะสมเพื่อบอกกล่าวคำพูดนี้กับนาง ทว่าก็หาโอกาสดีๆไม่ได้มาโดยตลอด


มือที่ถือชงโหยวปิ่งส่ายไปมา “ไม่ต้องหรอก น้องหญิงข้าใจกว้างมาก นางคงไม่ใส่ใจที่ท่านล่วงเกินอะไรไป” ไม่สนใจ นั่นเพราะท่านยังไม่ทันยุให้โกรธ หากทำให้โกรธแล้ว นางถึงจะไม่สนใจเรื่องใจกว้างใจแคบอะไรอีก


“อ๊ะ! นางยังรอชงโหยวปิ่งของข้าอยู่! อยู่คุยไม่ได้แล้ว ข้าไปก่อนนะ”


พอนึกถึงเรื่องของน้องสาวเขา เรื่องนอกเหนือจากนั้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ตอนนี้จะทักทายเขาก็ไม่มีอารมณ์แล้ว ก่อนจะเร่งรีบวิ่งไปที่รถม้า ด้วยกลัวว่านางจะรอนาน


“คุณชายกวน…”


สายตามู่หรงอี้เซวียนมองตามทิศทางที่เขาวิ่งไป จับจ้องไปบนรถม้าที่จอดพักอยู่อีกด้าน หัวใจก็สั่นไหว


นางอยู่ด้านในรึ?


ตอนที่ 107: หลงหัวปักหัวปำ!


นึกถึงตรงนี้ ฝีเท้าเขาก็เดินตามไปอย่างไม่รู้ตัว


เฟิ่งชิงเกอด้านหลังเห็นท่าทางเขา ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ สายตามองไปยังรถม้าธรรมดาธรรมดาคันนั้นแวบหนึ่ง แล้วเคลื่อนก้าวเดินหน้าตามไปด้วย


ด้านนั้น กวนสีหลิ่นมาถึงข้างรถม้า ยื่นชงโหยวปิ่งชิ้นหนึ่งให้เหลิ่งซวง “ข้าให้เจ้า มีซุปถั่วเขียวด้วย เจ้าไม่กินตอนยังร้อนๆเสียก่อนเล่า แล้วพวกเราค่อยเดินทาง”


เหลิ่งซวงมองเขาแวบหนึ่ง ยื่นมือรับไว้ เอ่ยปากขอบคุณ


ขาข้างหนึ่งก้าวขึ้นรถม้า มือหนึ่งแหวกผ้าม่านออกจะเข้าไป พลางเอ่ยว่า “เสี่ยวจิ่ว ชงโหยวปิ่งยังอุ่นๆ ท่านลุงบอกว่าทานกับซุปถั่วเขียวจะรสชาติดีมาก ดังนั้นข้าเลยเอากลับมาให้พวกเจ้าคนละชุด”


เฟิ่งจิ่วด้านในรถม้ายื่นมือรับชงโหยวปิ่งกับซุปถั่วเขียวมา กล่าวทั้งอมยิ้มกริ่มว่า “ซุปถั่วเขียวนี่! ข้าไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว พอดีเลย ท่านพี่ ขอบคุณนะ”


“เหอะๆ ขอบคุณอะไรกัน เจ้าชอบก็ดีแล้ว ทีหลังพวกเราค่อยซื้อตัวสาวใช้กลับไปสักสองสามคน ให้พวกนางปรนนิบัติเจ้า คอยทำอาหารดีๆให้” อยู่ด้วยกันมานานเพียงนี้ จึงรู้ว่านางชอบอาหารอร่อยๆเป็นที่สุด


“ได้สิ”


เธอยิ้มรับ เห็นเขากลับมานั่งในรถม้า ก็ถอดผ้าคลุมหน้าออก ขณะที่กำลังเตรียมจะกัดชงโหยวปิ่งสักคำ พลันได้ยินเสียงหนึ่งที่ไม่นับว่าไม่คุ้นหูดังมาจากด้านนอกรถม้า


“คุณหนูกวน ข้าน้อยมู่หรงอี้เซวียน”


คุณหนูกวน? เรียกใครน่ะ?


เฟิ่งจิ่วด้านในรถม้างุนงงเล็กน้อย หันมองไปทางพี่ชายคนข้างกายที่ตกตะลึงเช่นกัน ไต่ถามอย่างไร้เสียงว่า ‘เกิดอะไรขึ้น?’


กวนสีหลิ่นกัดชงโหยวปิ่งไปคำหนึ่ง บอกว่า “เจอกันตอนที่เพิ่งซื้อของน่ะ ชื่อมู่หรงอี้เซวียน บอกว่าครั้งก่อนเคยล่วงเกินเจ้าที่หมู่บ้านป่าหินอะไรนี่แหละ จึงอยากพูดขอโทษเจ้า”


พูดถึงตรงนี้ เขาก็รำคาญนิดหน่อย กล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าบอกเขาแล้วว่าไม่ต้อง เขายังตามมาอีก ไม่รู้จริงๆว่าคิดอะไรอยู่!”


“ข้าลองลงไปดูเสียหน่อยดีกว่า!” เขาวางชงโหยวปิ่งในมือลง ขณะที่กำลังเตรียมจะแหวกผ้าม่านเพื่อกระโดดลงรถ ก็หันกลับไปทันควัน บอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าผูกผ้าคลุมหน้าไว้นะ”


แผลเป็นบนใบหน้าเสี่ยวจิ่วยังไม่หาย พอออกมาด้านนอก ก็มักจะผูกผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ เขาไม่หวังให้คนอื่นมองนางด้วยสายตาที่มีอคติ หลังจากเห็นใบหน้าที่โดนกรีดรอยนั้น


“อืม” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางผูกผ้าคลุมหน้าขึ้น สงสัยนิดหน่อย ว่ามู่หรงอี้เซวียนผู้นี้คิดจะทำอะไร?


เวลานี้มู่หรงอี้เซวียนที่รออยู่นอกรถม้าใจร้อนรนอยู่เล็กน้อย ฝ่ามือล้วนมีเหงื่อผุดไหลออกมาบ้าง ก่อนจะมองไปที่รถม้าอย่างตั้งตารอคอย ‘นางจะเปิดม่านไหมนะ? นางจะจำการพบกันทั้งสองครั้งสองคราได้หรือไม่?’


เมื่อเหลิ่งซวงที่นั่งคุมรถม้าอยู่ด้านนอกเห็นท่าทางบนใบหน้าของมู่หรงอี้เซวียนมีความเฝ้ารอ ก็ยู่คิ้วเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ และมองเขาด้วยความสงสัยอยู่บ้าง


มู่หรงอี้เซวียนผู้นี้คิดจะทำอะไร? ตามที่นางรู้มา เขาหมายหมั้นกับคุณหนูเฟิ่งชิงเกอแห่งจวนตระกูลเฟิ่งแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมองรถม้าด้วยท่าทางร้อนรนและเฝ้ารออยู่อีกเล่า?


ม่านรถม้าถูกเลื่อนเปิดออก กวนสีหลิ่นเดินลงมา ปล่อยมือผ่อนผ้าม่านปิดลง แล้วมองมู่หรงอี้เซวียนที่ยืนอยู่หน้ารถม้า “ข้าบอกท่านว่าไม่ต้องขอโทษอะไรไม่ใช่หรือ? ทำไมยังตามข้ามาอีกเล่า?”


แต่มู่หรงอี้เซวียนตอนนี้กลับมองไปที่รถม้าอย่างลุ่มหลง นึกถึงที่เปิดม่านออกเมื่อครู่ ท่าทางของสาวน้อยบนรถม้าที่สะท้อนสู่สายตา ทำให้หัวใจเต้นตึกตักขึ้นมา


วันนี้นางไม่ได้สวมชุดสีแดง แต่สวมชุดกระโปรงสีขาว บนใบหน้าผูกผ้าคลุมสีเดียวกันไว้ และนั่งพิงอยู่ตรงนั้นอย่างนิ่งเงียบ ทั่วกายมีกลิ่นอายประณีตงดงาม ดูช่างเงียบสงบ สง่างาม


แต่นางที่สวมชุดสีแดง กลับแพรวพราวทรงเสน่ห์ราวแสงอาทิตย์ ขณะที่ยกมือยกเท้าเต็มไปด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยมีเสน่ห์ เหมือนทุกครั้งที่พบเจอ ล้วนสร้างความตกตะลึงใจที่แตกต่างกัน และทุกๆครั้งก็ทำให้เขาหลงใหลนางโดยไม่รู้ตัว…


ตอนที่ 108: ตบหน้ากลางถนน!


กวนสีหลิ่นที่รอเขาตอบบทสนทนา เห็นเขามองจับจ้องไปที่รถม้าด้านหลังอย่างลุ่มหลง สีหน้าก็มืดลงมาทันใด ก่อนจะก้าวเคลื่อนไปทางซ้าย และทั้งร่างใหญ่โตก็ขวางอยู่เบื้องหน้าเช่นนั้น


“ข้าพูดอยู่ เจ้ากำลังมองอะไร?”


“ท่านพี่มู่หรง ท่านรู้จักคนด้านในรถม้ารึเจ้าคะ?”


เฟิ่งชิงเกอก้าวนวยนาดเดินเข้ามา เอ่ยถามเสียงเบา สายตาก็จับจ้องไปตามรถม้าคันนั้น จากนั้นค่อยเบนสายตาออกมามองที่กวนสีหลิ่น ผุดรอยยิ้มขึ้นจางๆ “คุณชายท่านนี้ ในเมื่อเป็นเพื่อนของพี่มู่หรง ก็เป็นเพื่อนของเฟิ่งชิงเกอด้วย คนด้านในรถม้าเป็นอะไรกับคุณชาย? เชิญออกมาพบหน้ากันเสียหน่อย ไม่ดีกว่ารึ?”


มองอยู่ด้านข้างมาสักพักแล้ว น่าสงสัยจริงๆ ท่าทางหลงใหลบนใบหน้ามู่หรงอี้เซวียนทำให้นางรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นครั้งแรก หลังจากสวมรอยตัวตนของเฟิ่งชิงเกอมา แววตาเช่นนั้น ช่างคุ้นเคยยิ่ง และทำให้ใจสั่นเหลือเกิน


แต่ก่อน นางก็เหมือนเมื่อครู่ที่คอยดูอยู่ข้างๆไปอย่างเงียบเชียบ เห็นเขาใช้สายตาอันอบอุ่นลึกซึ้งมองเฟิ่งชิงเกอด้วยความลุ่มหลง ทว่า ตั้งแต่เริ่มสวมรอยตัวตนนี้ ก็รู้สึกว่าความอ่อนโยนลึกซึ้งที่เขามีต่อเฟิ่งชิงเกอในอดีตกลับมักจะน้อยลง


แม้ว่า ยามที่เขามองมา จะพูดด้วยถ้อยคำอ่อนโยน และเอาใจใส่มากยิ่งขึ้น แต่คนที่ไวต่อความรู้สึกเช่นนาง ก็ยังรู้สึกถึงได้


มันทำให้นางไม่สงบใจ แต่กลับไม่กล้าขุดคุ้ยความจริง ด้วยกลัวว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับได้ นางเพิกเฉยมาตลอด บอกตัวเองมาตลอดว่าแค่คิดมากไป


ทว่าเมื่อครู่ นางยืนอยู่ด้านนั้น เห็นเขาในขณะที่ชายหนุ่มเปิดผ้าม่านก้าวลงมา แววตาเช่นนั้นที่เขามองไปด้านในรถม้า แทบจะทำให้นางแตกสลาย


ไม่ต้องเห็น สัญชาตญาณของหญิงสาวก็รู้ ว่าคนในรถม้าต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆ ทว่า เป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่นะ? ถึงทำให้เขาลืมตัวเช่นนี้ได้?


กวนสีหลิ่นมองนางราวกับมองเห็นคนโง่เง่า “ข้าสนิทกับพวกท่านรึ? หรือน้องสาวข้าสนิทกับพวกท่าน? หากพวกท่านอยากพบ นางก็ต้องออกมาให้พวกท่านเห็นรึ?”


เฟิ่งชิงเกอฟังคำพูดนี้ สีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก กลับไม่แสดงอาการ แต่หันหน้ามองไปยังรถม้า แล้วเอ่ยเสียงเบา “คุณหนู การพบกันนับเป็นวาสนา ออกมาพบหน้ากันเสียหน่อยไม่ดีกว่ารึ?”


เฟิ่งจิ่วด้านในรถม้ากำลังเล่นเส้นผมที่ลู่ลงมาตรงหน้าอก สองตาหรี่ลงน้อยๆ มุมปากใต้ผ้าคลุมหน้าอมยิ้มซุกซนชั่วร้าย น้ำเสียงดังออกไปอย่างไม่เร็วไม่ช้า มีความเอื่อยเฉื่อยอยู่สามส่วน กับความไม่ใส่ใจอีกเจ็ดส่วน


“ข้ารู้จักท่านรึ? ทำไมต้องออกไปพบด้วย?”


ฟังน้ำเสียงที่ดังออกมาจากในรถม้า เฟิ่งชิงเกอผงะเล็กน้อย เหมือนจะคุ้นหูอยู่นิดหน่อย


และไม่ใช่นางคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ แม้แต่มู่หรงอี้เซวียนก็ตกตะลึงน้อยๆ น้ำเสียงนั้น คล้ายคลึงกับเฟิ่งชิงเกออยู่บ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่เหมือนกัน เพราะในน้ำเสียงนั้นมีความเฉื่อยชาเลื่อนลอย ช่างน่าเย้ายวนนัก


อาจเพราะน้ำเสียงที่คุ้นชินน้อยๆ ทำให้ในใจนางไม่สงบ จึงข้ามผ่านกวนสีหลิ่นเบื้องหน้า มาถึงข้างรถม้าเพื่อจะไปแหวกเปิดผ้าม่านนั้น ทว่า มือที่ยื่นออกไปยังไม่ทันแตะผ้าม่าน ก็ถูกสองมือใหญ่คว้าไว้


“เจ้าทำอะไรน่ะ!”


กวนสีหลิ่นถลึงดวงตา สีหน้าหมองมืด จ้องมองสาวน้อยรูปโฉมงามเลิศด้วยความไม่พอใจอย่างมาก คิดว่าสมองนางคงใช้กับความงามบนใบหน้าไปหมดแล้ว จึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง


“ปล่อยข้า!”


เฟิ่งชิงเกอพูดด่า พลางขมวดคิ้วมองมือนั้นที่จับข้อมือนางไว้


หลังจากกวนสีหลิ่นลากนางถอยหลังออกไปสองก้าว ถึงจะปล่อยมือ ใบหน้ามองเขม่น “หากไม่ใช่เพราะเจ้าคิดเปิดม่านรถ เจ้านึกว่าข้าอยากจับมือเจ้านักรึ?”


“เพี๊ยะ!”


“ชิงเกอ!” สีหน้ามู่หรงอี้เซวียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบร้อนออกหน้า


กวนสีหลิ่นปิดหน้า ถลึงมองเฟิ่งชิงเกอด้วยสีหน้ายากจะเชื่อ “เจ้า เจ้าตบข้ารึ?”


ตอนที่ 109: เปิดผ้าคลุมหน้านาง!


เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย? ผู้หญิงคนนี้จะตบเขาทำไมกัน? เขาโตมาตั้งขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยถูกใครตบเลยนะ!


ในใจรู้สึกขุ่นเคือง ทว่า กลับไม่ได้ลงมือ เขาเป็นชายชาตรี จะตบผู้หญิงกลางถนนไม่ได้หรอกมั้ง?


เหลิ่งซวงที่จูงเชือกม้าอยู่ แววตาเย็นเยียบน้อยๆ ขณะที่กำลังเตรียมจะลงจากรถ ก็เห็นผ้าม่านรถม้าถูกสองมือขาวเนียนละเอียดเลื่อนเปิดออก


“คุณหนู” นางเรียก ก่อนจะรีบร้อนเลื่อนเปิดผ้าม่านให้นางออกมา


เฟิ่งจิ่วโน้มเอวเดินออกมาจากด้านในรถม้า โดยมีเหลิ่งซวงประคองไว้ พลางยกกระโปรงพลิ้วเบาๆ เพื่อก้าวลงรถม้า มองพี่ชายคนข้างกายมีสีหน้าโกรธเกรี้ยวสองมือกำหมัดขึ้นแน่น และเห็นรอยประทับฝ่ามือที่ปรากฏบนใบหน้า ดวงตาก็หรี่ลงน้อยๆ หันมองไปทางสองคนนั้น แล้วเดินก้าวนวยนาดออกหน้า


เมื่อมู่หรงอี้เซวียนเห็นสาวน้อยชุดขาวที่ลงมาจากด้านในรถม้า ดวงตาเป็นประกายทันใด ระหว่างมองนางเดินมาหาด้วยท่วงท่าสง่างาม เชื่องช้า และใจเย็น ก็ประหม่าใจอย่างอดไม่ได้ ซ้ำยังมีความเฝ้ารออยู่จางๆ


ส่วนเฟิ่งชิงเกอเมื่อเห็นสาวน้อยชุดขาวลงมาจากบนรถม้า ทั่วทั้งร่างก็นิ่งงงไป


รูปร่างและท่าทางนั้น ช่างคุ้นตาเหลือเกิน… คล้าย คล้ายกับ…


“เพี๊ยะ!เพี๊ยะ!”


เสียงตบสองครั้งดังก้องขึ้น ทำให้ทั้งสองคนตกใจตื่นเอาดื้อๆ คนรอบข้างที่มองมาทางนี้ต่างตะลึงงัน


เพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ซ้ำยังอยู่กันกลางถนน ผู้คนรอบๆ จึงสน.อกสนใจพวกเขาด้านนี้มาตั้งแต่แรก แล้วอันที่จริง มู่หรงอี้เซวียนกับเฟิ่งชิงเกอก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในเมืองอวิ๋นเยวี่ย


แต่ที่ทำให้พวกเขานึกไม่ถึง คือเฟิ่งชิงเกอที่จู่ๆก็ยกมือขึ้นตบผู้ชายคนนั้น และที่ยิ่งคาดไม่ถึงไปกว่า คือหลังจากสาวน้อยชุดขาวที่คลุมผ้าคลุมหน้าลงมาจากด้านในรถม้า ก้าวเนิบๆเดินมาทางพวกเขา จะยกมือขึ้นตบเฟิ่งชิงเกอถึงสองครั้ง ทำให้พวกเขาพูดอะไรไม่ออก


ภาพเช่นนี้ ช่างบ้าคลั่งเกินไปแล้ว


เฟิ่งชิงเกอปกปิดใบหน้าที่ร้อนฉ่าอย่างยากจะเชื่อ พลางถลึงมองสาวน้อยชุดขาวที่กำลังสะบัดมือด้วยสองตาที่แทบลุกเป็นไฟ “เจ้า เจ้ากล้าตบข้ารึ!”


เฟิ่งจิ่วสะบัดมือที่ตบไปเสียจนเจ็บอย่างไม่สนใจใยดี ก่อนจะพร่ำสั่งสอนกับกวนสีหลิ่นที่มีสีหน้าอ้ำอึ้งโดยไม่หันมองนางแม้แต่นิดเดียว “ท่านพี่ เห็นหรือไม่ มีคนตบท่านทีหนึ่ง ท่านก็ต้องคืนกลับไปสองที นี่เป็นมารยาทที่ต้องปฏิบัติกับผู้อื่นเช่นที่เขาทำกับเรา พวกเราจะเสียมารยาทไม่ได้นะ”


สองตากวนสีหลิ่นเป็นประกาย มองนางอย่างยกย่องนับถือ จึงพยักหน้าหนักๆไป “อื้ม! พี่จะจำไว้! หากมีครั้งต่อไป ถึงจะไม่สนว่านางเป็นชายหรือหญิง ตบก่อนค่อยว่ากัน!”


“อืม แบบนี้แหละถูกต้องแล้ว” เธอพยักหน้ารับทั้งนัยน์ตายิ้มกริ่ม กล่าวอีกว่า “เวลาก็สายแล้ว พวกเราอย่าให้คนนอกมาทำเสียเวลาเลย รีบไปกันเถอะ!”


“ก็ดี”


ใบหน้ากวนสีหลิ่นเอ่อล้นไปด้วยรอยยิ้มเปรมปรีดิ์ คร้านจะสนใจสองคนนั้น ในสายตาเขา หนึ่งฝ่ามือที่เขาได้รับ น้องสาวสุดที่รักก็ช่วยสนองกลับไปเป็นสองเท่าแล้ว จึงเป็นปกติของชายชาตรีอกสามศอกที่จะไม่ไปหาเรื่องกับผู้หญิงคนนั้นอีก


คนนอก…


มู่หรงอี้เซวียนมองแผ่นหลังนางที่หันตัวจากไปด้วยความตกใจ ในห้วงทะเลแห่งความคิดมีคำพูดประโยคนั้นดังกึกก้องอยู่


ใช่สิ! เขาไม่ใช่คนนอกรึไง? ซ้ำยังไม่ได้เป็นอะไรกับนาง เพียงอยากพบก็จะพบได้เช่นไรเล่า? แต่ว่า ทำไมหลังจากได้ยินคำพูดประโยคนั้น หลังจากเห็นนางหันตัวจากไปโดยไม่คิดจะสบตาเขาแม้แต่แวบเดียวมาตั้งแต่ต้นจนจบ จึงรู้สึกใจหายเช่นนี้เล่า?


“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


เฟิ่งชิงเกอสาวก้าวไปด้านหน้า ขวางอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งจิ่วด้วยใบหน้าขุ่นเคือง “ตบข้าแล้วคิดจะไปเลยรึ? ไม่ง่ายขนาดนั้นกระมัง!”


ระหว่างที่พูด นางก็ยกมือขึ้นดึงไปที่ผ้าคลุมหน้าบนใบหน้าเฟิ่งจิ่ว อยากจะเห็นใบหน้านางชัดๆ


ตอนที่ 110: จากไปอย่างอับอาย!


เฟิ่งจิ่วตั้งรับนางไว้ก่อนแล้ว!


เห็นนางยื่นมือมาดึงผ้าคลุมหน้าเธอ จึงหลบไปด้านหลังกวนสีหลิ่นเองตามธรรมชาติ สองมือกำเสื้อด้านหลังไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบปริบๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อน้อยใจว่า “ท่านพี่ นางกลั่นแกล้งข้า”


มู่หรงอี้เซวียนข้างๆตื่นตะลึงเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าสาวน้อยสง่างามสงบนิ่งเมื่อครู่ จู่ๆจะหลบอยู่หลังพี่ชาย และเผยแววตาหมองเศร้าใจเสาะเช่นนี้ ซ้ำยังใช้คำพูดนุ่มนวลที่มีความกล่าวฟ้องอย่างคับข้องใจ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากปกป้องอยู่เบื้องหน้า เพื่อเป็นที่พึ่งให้นางบ้าง


พอเห็นน้องสาวสุดที่รักมาหลบอยู่ด้านหลังเขา แล้วใช้น้ำเสียงน้อยใจกล่าวฟ้องถึงการกระทำไร้มารยาทของหญิงผู้นั้น กวนสีหลิ่นจึงถลึงตามองแรง ยืดผายแผ่นอก สองมือยกขึ้นเท้าสะเอว


“เจ้าคิดจะทำอะไร? ไยจึงหยาบคายเช่นนี้? ไหนว่าเป็นลูกสาวแม่ทัพเฟิ่ง? แม่ทัพเฟิ่งชื่อเสียงเกรียงไกร จะสั่งสอนลูกสาวที่ไร้มารยาทเช่นเจ้าได้เยี่ยงไร? ข้าว่าเจ้าเป็นของปลอมแน่แล้ว!”


เสียงเขาดังมาก ในความหยาบกระด้างยังมีความอาจหาญ พอสิ้นสุดน้ำเสียง ก็ไม่รอให้เฟิ่งชิงเกอตอบโต้ เห็นคนรอบด้านมามุงดูกันไม่น้อย จึงเอ่ยเสียงดังลั่น “ท่านทั้งหลาย พวกท่านลองมาคิดดู ผู้หญิงคนนี้ไร้มารยาทใช่หรือไม่? พวกเรากับนางหาได้รู้จักกัน นางเข้ามาก็ตบข้าทีหนึ่ง ซ้ำยังจะดึงผ้าคลุมหน้าของน้องสาวข้าอีก พวกท่านคิดว่านางระรานเกินไปหรือไม่เล่า?”


เพราะเขาผายอกขึ้นขวาง เฟิ่งชิงเกอจึงไม่ถอยไม่ได้ แต่พอฟังคำพูดนั้น ในใจก็ยิ่งโกรธเคืองอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้คนรอบข้านมากมายต่างชี้มือชี้ไม้มาที่นาง ส่วนมู่หรงอี้เซวียนที่นางนึกถึงอยู่ตลอด เวลานี้กลับกำลังมองสาวน้อยชุดขาวที่หลบอยู่หลังพี่ชายด้วยท่าทีหลงใหล ขณะที่ไม่ออกมายืนพูดให้นางสักประโยค ก็ยิ่งรู้สึกอับอายขายหน้า


นางมองเขาแวบหนึ่งด้วยความน้อยใจและเจ็บใจ เบ้าตาแดงน้อยๆ ก่อนจะปิดหน้าเร่งฝีเท้าวิ่งออกไป


“อ้าว สาวงามของท่านวิ่งร้องไห้ไปเสียแล้ว”


เฟิ่งจิ่วพูดด้วยแววตายิ้มกริ่ม เห็นมู่หรงอี้เซวียนยังคงใช้สายตาจับจ้องมาที่เธอ จึงคิดว่า พวกผู้ชายล้วนมีนิสัยน่ารังเกียจ กินของในชามอยู่ ยังคิดจะมองของในจานอีก


มู่หรงอี้เซวียนมองนางอย่างสับสน กลับไม่พูดอะไรอีก แค่ประสานมือคารวะนาง จากนั้นถึงจะสาวเท้าจากไป


“ท่านพี่ พวกเราไปกันเถอะ! อยู่ที่นี่ก็เสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว” เธอตบๆบ่าเขา เพื่อส่งสัญญาณให้ขึ้นรถม้า


“ก็ได้”


กวนสีหลิ่นฉีกยิ้มกว้างขานรับ มองเฟิ่งจิ่วที่กำลังขึ้นรถม้า พลันหยุดฝีเท้าลง เอ่ยอย่างสงสัยว่า “เสี่ยวจิ่ว ทำไมข้ารู้สึกว่าหญิงคนเมื่อครู่เหมือนจะคล้ายคลึงกับเจ้าอยู่นิดหน่อยนะ?”


เมื่อเฟิ่งจิ่วที่แหวกเปิดผ้าม่านและกำลังจะเข้ารถม้าได้ยินคำพูดนี้ ในแววตาก็ฉายแววแปลกใจ หันกลับไปยิ้ม “เหมือนกันตรงไหนรึ?” นึกไม่ถึงว่าพี่ชายคนข้างกายที่ดูเหมือนไม่สนใจอะไร จริงๆก็ละเอียดถี่ถ้วนดีนี่นา!


กวนสีหลิ่นเกาหัวคิดๆดู “ก็รูปร่างท่าทางคล้ายกัน อารมณ์แตกต่าง แต่โครงหน้ากับดวงตาเหมือนว่าจะคล้ายกันอยู่บางส่วนนะ”


เธอยิ้มพลางเข้าไปนั่งในรถม้า แล้วกวักมือเรียกเขา “รีบขึ้นมาสิ”


“โอ้” เขาถึงจะก้าวยาวเหยียบขึ้นรถม้า เลื่อนเปิดผ้าม่านเข้าไปนั่งด้านใน


หลังจากเหลิ่งซวงด้านนอกรอพวกเขานั่งลง ถึงจะควบรถม้าไปยังบ้านตระกูลกวนต่อ


เฟิ่งจิ่วในรถม้าเก็บผ้าคลุมหน้าลง เอ่ยพลางมองเขาด้วยแววตาแย้มยิ้ม “ท่านพี่ สายตาท่านยังหลักแหลมกว่าบางคนนัก”


“ห๊า?” เขาตะลึงอยู่บ้าง ไม่เข้าใจคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้เอามากๆ


“อีกหน่อยท่านก็รู้เอง”


เธอขยิบตาให้เขา ส่งยิ้มโดยไม่พูดอะไร และไม่คิดจะบอกเรื่องราวทั้งหมดให้เขารู้ในตอนนี้


ตอนที่ 111: เยือนตระกูลกวนอีกครั้ง!


บ้านตระกูลกวนวันนี้แขกเหรื่อคึกคัก นอกจวนมีรถม้าจอดพักอยู่ไม่น้อย นั่นคือแขกที่ได้รับเชิญให้มาชมการประลองคัดเลือกนายน้อยของเหล่าคนรุ่นหลัง คนที่มาวันนี้ล้วนเป็นมิตรสหาย รวมถึงผู้นำตระกูลและลูกชายของตระกูลระดับเดียวกันที่มีพลังแท้จริงเกือบเทียบเท่ากัน


เมื่อเหลิ่งซวงควบรถม้ามาถึงประตูใหญ่จวนตระกูลกวน ก็ได้ยินเสียงแซ่ซ้องเริ่มต้นการประลองด้านในอยู่รางๆ นางหยุดรถม้าลง แล้วบอกกับสองท่านด้านในรถม้าว่า “คุณชาย คุณหนู มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”


ม่านรถเลื่อนเปิด กวนสีหลิ่นโดดลงรถม้าก่อน จากนั้นค่อยยื่นมือ “เสี่ยวจิ่ว มาสิ ข้าประคองเจ้าเอง”


เมื่อองครักษ์สองนายที่เฝ้าประตูใหญ่เห็นกวนสีหลิ่น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันใด “นั่น นั่นไม่ใช่คุณชายสีหลิ่นรึ? เขา เขาตายแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมยังมีชีวิตอยู่เล่า?”


องครักษ์สองนายสีหน้าเปลี่ยนไปยกใหญ่ ยังมีหนึ่งในนั้นที่ได้สติกลับมา จึงรีบร้อนวิ่งไปรายงานด้านใน


เฟิ่งจิ่วจับประคองมือเขาลงรถม้า เห็นรถม้าพวกนั้นที่จอดอยู่ด้านนอกบ้านตระกูลกวน เอ่ยอย่างอมยิ้มว่า “ท่านพี่ เหมือนวันนี้จะคึกคักยิ่งนัก”


“อืม ตระกูลระดับเดียวกันต่างเข้ามาชมการประลอง”


สายตาเขาจับจ้องบนแผ่นป้ายเหนือประตูใหญ่ จวนตระกูลกวน ที่นี่คือบ้านของเขา กลับทำให้เขารู้สึกแปลกหน้า และเหน็บหนาวเช่นนั้น


“คุณชาย คุณชายสีหลิ่น” องครักษ์นายนั้นที่เฝ้าประตูเร่งรีบออกหน้ามาทำความเคารพ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจอยู่ไม่นิ่ง ซ้ำยังแอบๆพินิจมองสาวน้อยชุดขาวข้างกายที่ท่วงท่าโดดเด่นเป็นที่สุด


ทุกคนในจวนต่างบอกว่าเขาตายแล้ว แต่ทำไมยังมีชีวิตกลับมาได้เล่า?


“การประลองเริ่มแล้วรึ?”


กวนสีหลิ่นมองเขาพลางถามเสียงเข้ม เวลานี้ ทั่วกายมีกลิ่นอายสงบเงียบที่หยาบกร้านเด็ดเดี่ยวกระจายอยู่ ลำพังแค่กลิ่นอายบนร่างที่เปลี่ยนไป ก็เทียบไม่ได้กับตัวเขาเมื่อหลายเดือนก่อน


“ระ เริ่ม เริ่มแล้วขอรับ” ภายใต้ความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกจากร่าง องครักษ์นายนั้นก็มีเหงื่อไหลออกมากลางหน้าผากอย่างอดไม่ได้


ได้ยินเช่นนี้ กวนสีหลิ่นจึงสาวเท้าก้าวเดินไปด้านใน เฟิ่งจิ่วด้านหลังเคลื่อนก้าวเดินตามเข้าไปเบาๆ ส่วนเหลิ่งซวงก็เฝ้าอยู่ข้างกาย


หลังจากรอพวกเขาเข้าไป องครักษ์นายนั้นก็.อดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อ พึมพำเสียงเบาว่า “ทำไมเพิ่งหายไปไม่กี่เดือน กลิ่นอายบนตัวคุณชายสีหลิ่นถึงเปลี่ยนไปเสียจนน่าสะพรึงเช่นนั้น?”


นึกถึงเคอซินหย่าที่แต่งงานกับคุณชายหร่วน ในใจองครักษ์ก็สงสัยอยู่เล็กน้อย คุณชายสีหลิ่นกลับมาแล้ว หากรู้ว่าคู่หมั้นกลายเป็นภรรยาคุณชายหร่วน จะเป็นเช่นไรกัน?


น่าเสียดายที่ต้องเฝ้าอยู่ตรงประตู ไม่อาจลองเข้าไปดูสถานการณ์ได้ ไม่เช่นนั้น เขาล่ะ อยากลองตามเข้าไปดูเสียจริงเชียว


ส่วนที่ด้านใน ล่างเวทีการประลอง ที่นั่งอยู่แถวหน้าล้วนเป็นบุคคลสำคัญของตระกูลกวน รวมถึงท่านผู้นำตระกูลทั้งหลาย แถวหลังคือเหล่าคนรุ่นหลัง และลูกสาวที่ผู้นำตระกูลแต่ละท่านพามาด้วย


พวกเขาพูดคุยกันไม่หยุดหย่อน พลางมองการประลองบนเวที เห็นกวนสีหร่วนลูกชายผู้นำตระกูลกวนชนะติดต่อกันแปดเก้ารอบแล้ว เมื่อไม่มีใครในตระกูลเป็นคู่ต่อสู้เขาได้ น้ำเสียงชมเชยของเหล่าท่านผู้นำตระกูลก็มีมาไม่ขาดสาย


“คุณชายใหญ่ตระกูลกวนช่างเป็นหนุ่มน้อยที่เก่งกาจเสียจริง มีท่วงท่าลีลาเช่นผู้นำตระกูล! อายุยังน้อยก็มีพละกำลังเช่นนี้แล้ว ภายภาคหน้าต้องไร้เทียมทานเป็นแน่”


ผู้นำตระกูลกวนฟังแล้ว ใบหน้าก็ภูมิใจยิ่งนัก กลับยังคงยิ้มพลางเอ่ยเจียมตัว “เพราะทุกท่านคอยสนับสนุน เหล่าคุณชายของผู้นำตระกูลทุกท่าน มีคนไหนไม่ใช่มังกรหลบกลางมวลมนุษย์บ้างเล่า? ข้ามักกำชับอยู่บ่อยๆ หากเขามีเวลา ต้องตั้งใจเล่าเรียนตามคุณชายทุกท่านให้มากๆ”


ผู้เฒ่ากวนยิ้มพลางลูบเคราพยักหน้า กำลังจะปริปากเอ่ย ก็เห็นข้ารับใช้ร้อนลนปรี่เข้ามาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปน้อยๆ


ตอนที่ 112: การเลี้ยงดูที่แตกต่าง!


เป็นธรรมดาที่เหล่าท่านผู้นำตระกูลที่แถวแรกจะมองเห็นคนรับใช้ผู้นั้นเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน หลังจากเห็นคนรับใช้บอกกล่าวแนบชิดที่ข้างหูผู้เฒ่ากวนไปไม่กี่ประโยค ก็ลุกยืนขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย


“ทุกท่าน กระผมขอตัวก่อนสักครู่” หลังจากพูดเช่นนั้น ไม่รอให้เหล่าท่านตอบรับ เขาก็เดินตามคนรับใช้ไปด้านนอก


“เหอะๆ พวกเราชมกันต่อเถิด ท่านพ่อคงนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องอะไรที่ยังไม่จัดการ” ผู้นำตระกูลกวนยิ้มพลางเอ่ยกับเหล่าท่านผู้นำตระกูล ในใจกลับยังเคลือบแคลง ว่าเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านพ่อสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นนั้น?


เคอซินหย่าที่นั่งอยู่กับสมาชิกครอบครัวหญิงคนอื่นๆ ตอนนี้เป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลกวน จึงเป็นปกติที่จะอยู่ชมการประลองบนเวทีที่นี่ ก่อนหน้านี้เห็นคนที่ตนแต่งงานด้วยท่าทางสง่าน่าเกรงขามอยู่บนเวที ล้วนไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้เขาได้ หัวใจก็ลอยล่องตามขึ้นมา


แอบคิดว่า ‘สายตาและการเลือกของนางนับว่าไม่เลวเลย’


ทว่า เมื่อเห็นคนรับใช้ปรี่มาด้วยท่าทางลนลาน แม้แต่ท่านผู้เฒ่ายังออกไปด้วยกัน ความรู้สึกที่เดิมทีเคยปลื้มปริ่มกลับเป็นกังวลอย่าง.อดไม่ได้ สองมือขยำกำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าก็ซีดเผือดน้อยๆ


เพราะ ขณะที่ท่านผู้เฒ่าออกไปกับคนรับใช้เมื่อครู่ ท่าทางที่ชำเลืองมองมาแวบหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้นึกถึงกวนสีหลิ่นขึ้นมา


หรือ หรือว่าเขาจะมาจริงๆ? เขายังกล้ามาจริงๆรึ?


กวนสีหลิ่นกับเฟิ่งจิ่วที่ผ่านประตูใหญ่บ้านตระกูลกวนยังไม่ทันเหยียบเข้าสถานที่จัดการประลอง ก็ถูกน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและแก่งอมเรียกไว้


“สีหลิ่น? เป็นเจ้าจริงๆรึ?”


ท่านผู้เฒ่ากวนค้ำไม้เท้าในมือก้าวยาวเข้ามา เมื่อเห็นเรือนร่างสูงใหญ่ที่เดินมุ่งหน้ามา ก็ยังผงะลงเล็กน้อยจริงๆ แววตามีความสับสนและฉงนอยู่บ้าง กลับไม่เห็นเพียงความประหลาดใจอย่างเดียว


กวนสีหลิ่นที่เห็นท่าทีเขากับตา หัวใจเย็นเยียบเล็กน้อย มุมปากกระตุกด้วยท่าทางเฉยเมยอยู่บ้าง ส่งเสียงเรียก “ท่านปู่”


“เจ้า…”


เดิมทีท่านผู้เฒ่ากวนคิดจะถาม ว่าเขากลับมาได้อย่างไร? ทว่า พอคำพูดถึงปากกลับนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยว่า “กลับมาแล้วก็ดี เจ้ากลับเรือนไปพักก่อนเถอะ! ค่ำๆค่อยมาที่ห้องหนังสือ ข้าจะคุยกับเจ้าเสียหน่อย”


“คนตระกูลเคอคงบอกท่านปู่แล้ว ถึงเรื่องที่ข้ายังมีชีวิตอยู่!”


เขามองท่านผู้เฒ่ากวน ฝีเท้ากลับไม่ขยับเขยื้อน “ท่านปู่ไม่สงสัยรึ? ทำไมท่านพี่บอกว่าข้าตายแล้ว หรือท่านไม่ควรบอกข้า ว่าเหตุไฉนคู่หมั้นข้าถึงกลายเป็นภรรยาท่านพี่ได้?”


ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ ถูกผู้น้อยตั้งคำถามเช่นนี้ สีหน้าท่านผู้เฒ่ากวนจึงหมองลงมาชั่วขณะ คิ้วขมวดกันน้อยๆ ตั้งหน้าตรงมองกวนสีหลิ่น พลางต่อว่าเสียงแข็งอย่างไม่พอใจ


“พูดอะไรของเจ้า? พอกลับมาก็ตั้งคำถามกับปู่เจ้าแบบนี้รึ? หรือไม่ได้ยินที่ข้าบอกให้เจ้ามาห้องหนังสือตอนค่ำ? ไม่กลับมาหลายเดือน กลายเป็นยิ่งไร้มารยาทเสียจริง! แม้แต่ธรรมเนียมก็ลืมไปแล้วรึ?”


“ท่านปูไม่ดีใจที่ข้ามีชีวิตกลับมาเลยสักนิดเดียว”


ผู้เฒ่ากวนเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าชราภาพฉายแววกระวนกระวาย


กวนสีหลิ่นมองเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยชา และไม่สนใจการตอกกลับของเขา ก่อนจะสาวก้าวเดินไปข้างหน้า


“หยุดก่อน!”


ท่านผู้เฒ่ากวนเคลื่อนก้าวมาขวางเบื้องหน้าเขา ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะไปไหน?”


“วันนี้เป็นงานประลองของตระกูลไม่ใช่รึ? หรือข้าไม่ต้องเข้าร่วม?”


“วันนี้เป็นงานประลองคัดเลือกนายน้อย เจ้าหาใช่คู่ต่อสู้ของสีหร่วนไม่ ไม่เข้าร่วมก็ไม่เป็นไรหรอก!”


เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม สายตาจับจ้องบนใบหน้ากวนสีหลิ่น เอ่ยอีกว่า “ในเมื่อกลับมาแล้ว ก็กลับเรือนไปพักผ่อนเสีย อย่าได้ไปทำข้าขายหน้าที่ด้านหน้าเชียว!”


ฟังคำพูดนี้ กวนสีหลิ่นก็ยิ้ม


ตอนที่ 113: อุทานอย่างเสียสติ!


เขามองไปที่ท่านปู่ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆถูกเก็บขึ้นมา กลิ่นอายน่าดึงดูดบนร่างที่แสนเด็ดเดี่ยวกระจายออกมาพร้อมๆกัน น้ำเสียงหยาบกระด้างมีท่วงทำนองหนักแน่นดังลอยออกมาจากปาก


“ไม่! วันนี้ข้ากลับมาเพื่อเข้ารวมการประลอง ท่านปู่วางใจเถอะ ข้าไม่สนใจตำแหน่งนายน้อยตระกูลกวนหรอก เพียงอยากให้ท่านพี่ช่วยชี้แนะ”


สิ้นสุดคำพูด เขาก้าวยาวเดินไปด้านหน้า แทบจะไม่มีโอกาสหยุดเขาได้อีก


ส่วนผู้เฒ่ากวนก็ตกตะลึงไปเล็กน้อยในชั่วขณะนั้น มองกลิ่นอายน่าดึงดูดที่ผันเปลี่ยนทั่วร่างอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง ท่าทางที่แข็งกร้าวเฉยชาและแข็งแกร่งเช่นนั้น ราวกับเห็นเงาของพ่อเขาสะท้อนอยู่บนร่างนั้น จึงนิ่งงันเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง…


เฟิ่งจิ่วที่มองอยู่ข้างๆมาตลอด ยกมุมปากใต้ผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อย เธอมองผู้เฒ่ากวนที่นิ่งผงะจิตหลุดไปแวบหนึ่ง แล้วเคลื่อนฝีเท้าเดินหน้าตามไป


เหลิ่งซวงในชุดสีดำเฝ้าอยู่ด้านหลังตามปกติ คอยอารักขานางอย่างเงียบเชียบ


เมื่อกวนสีหลิ่นที่ร่างกายสูงใหญ่กำยำเดินเข้ามาด้วยย่างก้าวสงบเงียบ กวนสีหร่วนที่ได้ชัยชนะบนเวทีอีกคราและกำลังผุดเผยรอยยิ้มพลันจ้องมองเขาราวกับเห็นผี ก่อนจะอุทานอย่างยั้งสติไม่อยู่ “เจ้า เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้เช่นไร?”


สีหน้าเขาแวบเปลี่ยนเป็นขาวซีด ยากจะเชื่อและตื่นตระหนกตกใจอยู่เล็กน้อย ซ้ำยังมีความรู้สึกผิดอยู่บางส่วน


นึกว่าเขาตายแล้ว! ในสถานที่เช่นป่าเก้าหมอบ เขาที่บาดเจ็บหนักไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้แน่ แต่ทำไมยังไม่ตายเล่า? ทำไมไม่มีใครบอกเขาว่ากวนสีหลิ่นยังมีชีวิตอยู่?


ยังมีอีกคนหนึ่งที่เสียสติไปเช่นกัน ก็คือเคอซินหย่า


แทบจะในเวลานั้นที่เห็นกวนสีหลิ่น ทั้งตัวนางก็ลุกยืนขึ้นตามสัญชาตญาณ มีทั้งความตกใจ ความขุ่นเคือง และยังมีใจที่หยิ่งทระนง


นางนึกว่ากวนสีหลิ่นมาร่วมการประลองตระกูลกวนเพราะตัวเอง เพราะตัดใจไม่ได้ เพราะในใจยังคิดถึงกัน จึงยิ่งปรนเปรอหัวใจหยิ่งยโสนี้อย่างมากล้น


ขณะเดียวกันก็โกรธเคือง คิดว่าเขามาเพื่อทำให้นางอับอาย เดิมทีนางเป็นคู่หมั้นเขา แต่ตอนนี้ กลับกลายเป็นภรรยาพี่ชายเขาเสียแล้ว


สองชายหนุ่มทั้งบนและล่างเวที นางเกรงว่าตัวเองจะไม่อาจยอมรับสายตาคนอื่นที่มองมาราวกับชมการแสดงปาหี่ได้


เพราะคำอุทานของกวนสีหร่วนบนเวที และอาการเสียสติของเคอซินหย่า ผู้คนล่างเวทีจึงแปลกใจกันเล็กน้อย ก่อนจะหันมองไปตามสายตา


พอเห็นก็ทั้งประหลาดใจและตะลึงในความงามอยู่บ้าง ความรู้สึกแรกเป็นเพราะชายหนุ่มอกสามศอกที่สูงใหญ่กำยำ ส่วนอย่างหลังเป็นเพราะสาวน้อยชุดขาวที่ผูกผ้าคลุมหน้าและเดินตามอยู่ด้านหลังชายหนุ่ม


เหล่าผู้นำตระกูลก็เงียบงันไปชั่วขนณะ มีเพียงพวกลูกชายที่นั่งอยู่แถวหลังพวกเขา หลังจากพินิจมองกวนสีหลิ่น สายตาที่ตื่นตาในความงามต่างก็จับจ้องบนร่างสาวน้อยชุดขาว ทุกคนล้วนไม่อาจปิดบังซึ่งความสงสัยและสนใจที่มีต่อนางได้เลย


อันที่จริง พวกเขาล้วนเป็นชายชาตรี ความคิดต่างก็เหมือนๆกัน เห็นสาวน้อยเรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร ท่าทีสุภาพเรียบร้อย จึงหันมองหลายคราอย่างสนอกสนใจเป็นธรรมดา


โดยเฉพาะ ที่บนใบหน้าสาวน้อยมีผ้าคลุมหน้าผูกไว้ แม้จะมองรูปลักษณ์ไม่ชัดเจน แต่ท่วงท่าอ่อนช้อย รวมถึงดวงตางดงามที่ปรากฎอยู่นอกผ้าคลุม ก็พอบอกชัดได้ ว่าภายใต้ผ้าคลุมต้องเป็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่งามตาจับใจอย่างแน่นอน


ชื่นชอบสิ่งสวยงามเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พวกเขาจึงไม่รู้สึก ว่าการจ้องมองหญิงสาวจะมีอะไรไม่เหมาะสม


ด้วยเหตุนี้ ขณะที่เหล่าท่านผู้นำตระกูลแถวหน้ากำลังมองพิเคราะห์กวนสีหลิ่น เหล่าชายหนุ่มอ่อนวัยด้านหลังก็พินิจมองสาวน้อยชุดขาวผู้ลึกลับ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงตัวตนนาง และ… รูปโฉมใต้ผ้าคลุมนั้น


ตอนที่ 114: คนไม่เข้าตา!


สุดท้าย ก็เป็นผู้นำตระกูลกวนที่ดึงสติกลับมาได้ก่อน เขาลุกขึ้นยืนหัวเราะร่าพลางเดินไปหากวนสีหลิ่น เอ่ยอย่างประหลาดใจและตื่นเต้น “สีหลิ่น เจ้ากลับมาแล้ว! หลายวันนี้ทุกคนในบ้านล้วนเป็นห่วงเจ้านัก นี่เจ้าไปไหนมารึ? ไฉนแม้แต่ข่าวคราวก็ไม่ส่งกลับมาเล่า?”


สีหลิ่น? กวนสีหลิ่นรึ?


ฝูงชนต่างมองหน้ากันไปมา ไหนบอกว่าเขาตามคนของตระกูลไปที่ป่าเก้าหมอบ เพราะไม่ฟังคำสั่งหัวหน้ากอง กลับฟึดฟัดจากไป สุดท้ายก็ตายอยู่ใต้เงื้อมมือสัตว์ร้าย ไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกไม่ใช่หรือ? ไฉนยังมีชีวิตกลับมาได้ทั้งเป็นๆอีกเล่า?


พวกเขาล้วนได้ยินว่า ภรรยาคนปัจจุบันของกวนสีหร่วนเดิมทีเป็นคู่หมั้นคู่หมายของกวนสีหลิ่น ครานี้เขากลับมาแล้ว คู่หมั้นกลับกลายเป็นผู้หญิงของพี่ชาย


แม้ใบหน้าจะไม่แสดงท่าทีอะไร แต่ในใจผู้คนยังคงคิดอยากชมละครปาหี่นี้อยู่ จึงไม่พูดไม่จา เพียงใช้สายตาจับจ้องไปบนร่างคนพวกนั้น


กวนสีหลิ่นมองเขาโดยไม่พูดอะไร สีหน้ามืด.ลงน้อยๆ พูดได้เลยว่าแม้แต่รอยยิ้มก็ยังไม่มี


เห็นใบหน้าเขาไร้อารมณ์ ท่าทีบนใบหน้าผู้นำตระกูลกวนก็ถูกเก็บไป เอ่ยถามเสียงเข้มเล็กน้อย “เป็นอะไรไป? ลุงถามเจ้าอยู่ ไฉนจึงไม่ตอบเล่า?”


สายตากวนสีหลิ่นมองตรงไปยังร่างพี่ชายบนเวทีที่พยายามเก็บกดความหวาดหวั่นและรู้สึกผิด น้ำเสียงมีความเย็นเยียบ “ข้ากลับมาเข้าร่วมการประลอง” ระหว่างที่พูด ก็สาวก้าวเดินไปด้านหน้า


ผู้นำตระกูลกวนสะดุ้งเล็กน้อย มองเขาหน้านิ่วคิ้วขมวด เดิมคิดจะห้ามปราม แต่กลับพูดไม่ออก ในสายตาเขา กวนสีหลิ่นหาใช่คู่ต่อสู้ของลูกชายไม่ ขึ้นไปก็แค่หาเรื่องใส่ตัว


กวนสีหร่วนบนเวทีมองเขาเดินมาทีละก้าวทีละก้าว ความรู้สึกตื่นตกใจกลับสงบลงมาอย่างช้าๆ


ตั้งแต่กวนสีหลิ่นปรากฎตัวมาจนถึงตอนนี้ ก็ไม่พูดว่าตอนนั้นกวนสีหร่วนเป็นคนลงมือแทงเขาจากด้านหลัง คงเพราะไม่คิดจะพูดที่นี่ สุดท้ายแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องน่าอัปยศนัก ยังไงก็ต้องคำนึงถึงชื่อเสียงของตระกูลกวนก่อน


นึกถึงตรงนี้ ท่าทางเขาผ่อนคลายลง ใจที่ตึงเครียดอยู่ก็หย่อนลงมา ใบหน้าผุดรอยยิ้มออก “สีหลิ่น เจ้าไม่เป็นไรกลับมาก็ดีแล้ว”


กวนสีหลิ่นเดินขึ้นเวที แล้วมองเขาด้วยสีหน้าขรึมเล็กน้อย “นึกว่าเจ้าไม่อยากให้ข้ากลับมาเสียอีก”


ฟังคำพูดนี้ รอยยิ้มที่ใบหน้ากวนสีหร่วนบนเวทีก็แข็งทื่อ กล่าวทั้งหน้าเหยเกว่า “ได้ยังไงเล่า? สีหลิ่น เจ้ากำลังตัดพ้อที่ข้าแต่งงานกับซินหย่าใช่หรือไม่? จริงๆแล้ว ที่ข้าแต่งกับซินหย่าเป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่สองฝ่าย ตอนนั้นพวกเราต่างคิดว่าเจ้าตายที่ป่าเก้าหมอบ ดังนั้นถึงได้…”


ผู้คนด้านล่างฟังคำพูดนี้ ก็แอบๆพยักหน้า อืม กวนสีหลิ่นดูสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ คงเพราะโกรธที่คู่หมั้นกลายเป็นผู้หญิงของพี่ชายกระมัง! ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่ทำหน้าเสียอารมณ์ใส่ท่านผู้นำตระกูลหรอก


หลังจากเคอซินหย่าข้างๆ สมาชิกครอบครัวหญิงได้ยินคำพูดบนเวที ใบหน้าก็เผยท่าทีโทษตัวเอง จึงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “สีหลิ่น ข้าถอนหมั้นเพราะผู้ใหญ่สองฝ่ายจัดการ ค่อยแต่งงานกับสีหร่วน ข้าหวังว่าเจ้าอย่าได้มีข้อกังขากับคนในครอบครัวเพราะข้าเลย จะโทษ ก็โทษได้แค่ที่เราสองคนไร้วาสนาต่อกัน”


ทว่า หลังจากได้ยินคำพูดต่อมาของกวนสีหลิ่น ทั่วใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยสีเลือดฝาด ก็ซีดเผือดและอับอาย


กวนสีหลิ่นชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง สองมือกอดอก กล่าวน้ำเสียงดูถูก “เจ้าอาจหลงตัวเองเกินไปเสียหน่อย แค่ผู้หญิงโลเลกลับกลอกและหยิ่งทระนงคนนึง ข้ากวนสีหลิ่นแสนจะรังเกียจจริงๆ”


“กวนสีหลิ่น เจ้าปลิ้นปล้อนเกินไปแล้ว!” นายท่านเคอตบโต๊ะลุกยืนขึ้นมา ฟังลูกสาวตัวเองถูกดูแคลนต่อหน้าฝูงชนเช่นนี้ ใบหน้าจึงโกรธเกรี้ยวเป็นที่สุด


กวนสีหลิ่นยิ้มเยือกเย็น เหลือบมองนายท่านเคอแวบหนึ่ง “หรือท่านจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องจริง? นางหาได้โลเลกลับกลอกและหยิ่งทระนงหรอกรึ?”


ตอนที่ 115: พ่ายแพ้ทุกกระบวนท่า!


นายท่านเคอสะอึกไป มองเขาอย่างโกรธเกรี้ยว “เรื่องนาง ผู้ใหญ่สองฝ่ายเป็นคนจัดการให้ มีเหตุผลเชื่อถือได้ ไหนเลยต้องพูดจาน่าเหลืออดเช่นนั้นเล่า!”


“น่าเหลืออดหรือไม่ ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ!” กวนสีหลิ่นแค่นเสียงเย็น ไม่สนใจพวกเขาอีก แต่มองไปยังกวนสีหร่วนที่อยู่ตรงข้าม ก่อนจะแสดงความคารวะ


“ขอท่านพี่โปรดชี้แนะ!”


ตรงข้างๆด้านล่างเวที เฟิ่งจิ่วยืนอยู่ไม่ไกล พลางมองเหตุการณ์นั้นบนเวที กลับเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามา


“คุณหนู ด้านนั้นยังมีทีว่าง นั่งชมด้วยกันไม่ดีกว่ารึ?” บุรุษชุดประดับดิ้นเงินดิ้นทองมายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว ขวางสายตาไว้ กลับยังแสดงท่าทางเชื้อเชิญ


เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว สายตาจับจ้องบนร่างคนตรงหน้า “ไม่จำเป็นหรอก” ฝีเท้าเคลื่อนไปทางซ้าย แล้วสายตาก็มองยังด้านบนเวทีอีกครั้ง


พวกผู้นำตระกูลด้านนั้นต่างกำลังสนใจการเคลื่อนไหวบนเวที แต่เหล่าชายหนุ่มอ่อนวัยแถวหลัง กลับมองสังเกตมาด้านนี้อยู่เป็นครั้งคราว เห็นคุณหนูไม่แม้แต่จะสนใจบุรุษผู้นั้น แต่ละคนจึงส่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่าง.อดไม่ได้


แม้สาวน้อยจะงดงาม แต่สุดท้ายก็อยู่ในบ้านผู้อื่น พวกเขาจึงไม่อาจออกหน้าพูดเกี้ยวตีสนิท อีกอย่าง ท่านพ่อพวกเขาอยู่ที่นี่ด้วย ทุกการเคลื่อนไหวล้วนต้องหักห้ามใจ ไม่อาจล้ำเส้น


“คุณ…”


บุรุษเพิ่งเอ่ยคำพูด ฝีเท้าคิดเคลื่อนขยับตาม ก็เห็นเงาร่างสีดำเดินเข้ามา ยื่นมือขวางไว้เบื้องหน้า แล้วเอ่ยปากกล่าวเตือน “ออกไปห่างๆคุณหนูข้านะ!”


ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว กำลังจะปริปาก ได้ยินเสียงร้องลั่นลอยมาจากบนเวที จึงหันกลับไปมองอย่างอดไม่ได้ พอเห็นก็ตกตะลึงน้อยๆ


สองคนบนเวทีเริ่มสู้กันขึ้นมา ก็คือกวนสีหลิ่นกับกวนสีหร่วน แต่ว่า ท่วงท่าบนตัวกวนสีหลิ่นไยจึงแข็งแกร่งเช่นนั้น? แม้แต่พวกเขาที่อยู่ล่างเวทีนี้ยังรู้สึกถึงกลิ่นอายน่าดึงดูดบนร่างได้


ไม่น่าแปลก ที่กวนสีหร่วนผู้นั้นจะถูกชกเข้าดวงตาเสียจนถอยกลับไปร้องโอดครวญด้วยความอับอาย ก่อนจะมองไปยังท่านพ่อและเหล่าท่านผู้นำตระกูลแถวหน้า เป็นไปตามคาด เห็นบนใบหน้าพวกเขาแต่ละคนต่างมีความประหลาดใจที่ยากจะเก็บซ่อน


“ปังๆๆ!”


ขณะที่กวนสีหร่วนกุมดวงตาส่งเสียงคร่ำครวญถอยหลังไป กวนสีหลิ่นกลับไม่หยุดโจมตี แต่สาวก้าวยาวเข้า ย่อช่วงล่างลงเล็กน้อย แล้วชกออกไปพร้อมกันรวดเดียวสามหมัด กำปั้นที่แฝงกลิ่นอายพลังเร้นลับชกเข้าบริเวณท้องอย่างรุนแรง ทำให้เขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะสวนกลับ ถึงกับมีเลือดไหลออกมุมปากเพราะเหตุนี้


สีหน้าผู้นำตระกูลกวนล่างเวทีหมองหม่นเคร่งขรึม แววตาเฉียบแหลมจ้องมองกวนสีหลิ่นบนเวทีที่ย่างก้าวมั่นคงและออกหมัดอย่างมีพลังซ่อนเร้น น่าแปลกอยู่บ้างที่เขาสามารถพัฒนาพละกำลังได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่เดือน


หนำซ้ำ กลิ่นอายพลังเร้นลับบนร่างที่ปะทุออกมาระหว่างการต่อสู้ กลิ่นอายเช่นนั้น ชัดเจนว่าเป็นระดับนักรบขั้นสมบูรณ์!


หรือว่า หลายเดือนนี้ที่เขาอยู่ด้านนอก จะไปพบโชคอะไรเข้า? มิเช่นนั้น กำลังจะก้าวหน้ารวดเร็วเพียงนี้ได้เช่นไร?


เห็นลูกชายบนเวทีถอยหลังไปทีละก้าวทีละก้าว การโจมตีทุกกระบวนท่า ทำให้กระอักเลือดออกมา มือที่วางบนตักแอบๆกำแน่น ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป สีหร่วนต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย!


“ซี๊ด! ไยพี่สีหลิ่นถึงร้ายกาจขึ้นเช่นนี้เล่า? เดิมทีเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้พี่สีหร่วน หายไปไม่กี่เดือน พอกลับมาพละกำลังก็ก้าวหน้ามากขึ้นถึงเพียงนั้นได้เช่นไร?”


“จริงด้วย! ครั้งล่าสุดเมื่อปีก่อนๆ เขายังถูกพี่สีหร่วนซ้อมเสียจนต้องนอนบนเตียงไปสามวันเลยนะ!”


เด็กๆตระกูลกวนล่างเวทีกำลังพูดคุยกันเสียงเบา มองกวนสีหลิ่นบนเวทีด้วยนัยน์ตามีความประหลาดใจ และน้ำเสียงที่ใช้พูดคุยก็พลันเงียบลงเพราะภาพต่อจากนั้น


“กวนสีหลิ่น!”


กวนสีหร่วนที่ถูกซ้อมเสียจนดั้งช้ำหน้าบวมแผดเสียงอย่างขุ่นเคือง ความรู้สึกขายหน้าที่พ่ายแพ้ทุกกระบวนท่าทำให้เขาเสียสติ จึงตวัดดาบยาวที่ไม่รู้ว่าดึงออกมาจากตรงไหน โจมตีไปทางกวนสีหลิ่นพร้อมไอสังหาร


ตอนที่ 116: ย้ายร่างสลับเงา!


เมื่อฝูงชนล่างเวทีเห็นภาพเช่นนี้ ท่าทางก็แตกต่างไป


ว่ากันตามปกติ การประลองของตระกูลคือการประชันกันด้วยพลังเร้นลับกับศิลปะการต่อสู้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยใช้มีดและกระบี่บ่อยนัก คล้ายว่ากวนสีหร่วนสู้ด้วยมือเปล่าไม่ได้ จึงดึงอาวุธออกมา เมื่อมีอาวุธเช่นนี้ ท่าทีก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว


หนำซ้ำ เพราะเขาหยิบอาวุธออกมา ต่อให้ชนะก็ไม่น่ายกย่องเท่าไหร่นัก ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาพวกเขา ด้วยพละกำลังกวนสีหร่วนแทบจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกวนสีหลิ่นด้วยซ้ำ


ในฐานะผู้นำตระกูล หากไม่มีแม้แต่วิจารณญาณที่จะตัดสินเรื่องแค่นี้ พวกเขาคงครองตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ไม่มั่นคงนัก


เห็นลูกชายตัวเองดึงกระบี่ออกมา สีหน้าผู้นำตระกูลกวนด้านล่างก็ดูไม่ได้อย่างยิ่ง กลับไม่เอ่ยปากห้ามปราม แต่ปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป


วันนี้เป็นการคัดเลือกนายน้อย ลูกชายเขาจะต้องชนะ!


ส่วนกวนสีหลิ่น เมื่อเห็นกวนสีหร่วนหยิบกระบี่ขึ้นมา ท่าทางไม่ไหวติง สองมือกำหมัดแน่น บริเวณข้อต่อนิ้วมือส่งเสียงดังกรอบแกรบ ทันในนั้นทั่วร่างก็มีกลิ่นอายพลังเร้นลับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าพรั่งพรูออกมา


“ซี๊ด! ช่างเป็นกลิ่นอายพลังเร้นลับที่เหลือล้นนัก!”


เหล่าผู้นำตระกูลด้านล่างต่างอุทานเพราะเห็นกลิ่นอายพลังเร้นลับที่พรั่งพรูบนร่างเขา มีหนึ่งถึงสองคนถึงกับลุกยืนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ในดวงตามีความตะลึงพรึงเพริด


ด้วยอายุอย่างกวนสีหลิ่น สามารถมีกลิ่นอายพลังเร้นลับที่เกือบจะเทียบเท่าพวกเขาได้ นี่หมายความเช่นไร? ถึงไม่ต้องพูดก็เห็นชัดเจน


เด็กคนนี้ ช่างมีความทะเยอทะยานเสียจริง!


นายท่านเคอก็เป็นคนที่มีวิจารณญาณ เวลานี้เมื่อเห็นกลิ่นอายที่พวยพุ่งและท่วงท่าน่าดึงดูดที่แผ่ซ่านออกมาบนร่างกวนสีหลิ่น ทั้งร่างก็ขวัญกระเจิง พึมพำเสียงเบาอย่างอดไม่ได้ “มองผิดเสียแล้ว… มองผิดไปแล้วจริงๆ…”


ตอนนี้เคอซินหย่ามองกวนสีหลิ่นบนเวทีด้วยความตกใจ ร่างกายสั่นเทิ้มเล็กน้อย และไม่กล้าเชื่อภาพที่เห็นตรงหน้าอยู่บ้าง


เขาแข็งแกร่งขนาดนั้นได้เช่นไร? ไยจึงมีกำลังมากขึ้นถึงเพียงนั้น?


ที่ข้างๆด้านล่างเวที เมื่อผู้เฒ่ากวนที่ตามเข้ามาเห็นกวนสีหลิ่นบนเวทีกล้าหาญองอาจท่าทางเยือกเย็น เหมือนจะนึกถึงลูกชายที่เก่งกาจที่สุดผู้นั้นขึ้นมา สองดวงตาชราภาพตื่นตะลึงเป็นที่สุด จึงมองเรือนร่างกำยำน่าดึงดูดบนเวทีนั้น ด้วยความสับสันอย่างมากในชั่วขณะหนึ่ง


และในเวลานี้เอง ร่างกวนสีหลิ่นก็โจมตีออกไปทันที ความรวดเร็วนั้น สร้างภาพลวงตาออกมาหลายเงาร่างอยู่บนเวที


ร่างเขาพลันพุ่งไปด้านหน้า ระหว่างที่โน้มตัวออกไป มือหนึ่งก็คว้าข้อมือกวนสีหร่วนที่ถือกระบี่ไว้ ออกแรงหักลง ขณะที่เสียงกร๊อบดังขึ้น ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องดังลอยตามมา


“ซี๊ดอ๊าก!”


“แกร๊ง!”


กระบี่ในมือกวนสีหร่วนร่วงหล่นลงบนเวที ส่งเสียงดังก้องกังวาน


ผู้คนด้านล่างก็ลุกยืนขึ้นมาอย่างตะลึงงัน มองกวนสีหลิ่นด้านบน ในดวงตามีความเหลือเชื่อเป็นที่สุด


“ย้ายร่างสลับเงา!”


“เขาได้ฝึกฝนวิชาย้ายร่างสลับเงาแล้วรึ!”


ในใจเหล่าผู้นำตระกูลทั้งตะลึงและประหลาดใจ ไม่มีใครสนใจที่เขาบิดหักข้อมือกวนสีหร่วน ที่สนใจก็คือ กระบวนท่าย้ายร่างสลับเงาที่เขาได้ฝึกฝนมาอย่างคาดไม่ถึง! ท่วงท่าเช่นนั้น แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจได้ฝึกฝน ทว่าเขา…


เด็กหนุ่มอ่อนวัยอายุราวยี่สิบห้ากลับฝึนฝนออกมาได้!


ชั่วขณะนั้น สายตาเหล่าผู้นำตระกูลที่มองเขาก็ร้อนแรงขึ้นอย่างมาก ราวกับฝูงผีเฒ่าบ้ากามที่มองเห็นสาวงามกำลังเปลือยกาย อดรนทนรอไม่ไหวที่จะรีบเร่งดึงเอาพลังและวิชาเหล่านั้นจากเขามาเป็นของตน


เวลานี้ แม้แต่ในดวงตาผู้เฒ่ากวนก็มีประกายแห่งความเร่าร้อนปะทุอยู่ ร่างกายสั่นเทาน้อยๆเพราะความดีอกดีใจ ไม้เท้าในมือออกแรงค้ำไปบนพื้น หัวเราะร่าอย่างตื่นเต้น


“ฮะๆๆ! ดีๆๆ! หลานชายตระกูลกวนมีอนาคต! หลานชายตระกูลกวนข้าช่างมีอนาคตยิ่งนัก!”


ตอนที่ 117: เหตุการณ์วุ่นวาย!


ผู้คนทั้งตะลึงและประหลาดใจอย่างมาก มีเพียงผู้นำตระกูลกวนที่ใบหน้าดำมืดราวกับหม้อต้ม และมีความหมองหม่นเอ่อล้นทะลักออกมา


สองมือเขากำหมัดแน่น มองกวนสีหลิ่นบนเวทีด้วยแววตามัวหมองนัก ในดวงตาฉายแววจิตสังหารอันเยียบเย็น


ส่วนกวนสีหร่วนในเวลานี้ มือข้างหนึ่งถูกหัก มืออีกข้างถูกบิดกดไว้บนเวที ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้สักนิด เพราะใบหน้าแนบติดชิดพื้น ถึงกับส่งเสียงร้องไม่ออกด้วยเหตุนี้


กวนสีหลิ่นจ้องมองพี่ชายที่พ่ายแพ้ในเงื้อมมือด้วยแววตาซับซ้อน เดิมคิดจะทำลายแขนเขาเสีย ทว่าในหัวกลับนึกถึงภาพที่เคยฝึกฝนวิชาด้วยกันตอนเด็กๆจึง.อดไม่ได้ที่จะใจอ่อน


“ท่านแพ้แล้ว”


เขาดึงมือกลับ ละสายตาออกมองไปล่างเวที หนึ่งมีดนั้นที่ด้านหลังในป่าเก้าหมอบตัดขาดสิ้นซึ่งสัมพันธ์พี่น้องระหว่างพวกเขาไปนานแล้ว วันนี้ที่เอาชนะพี่ชายได้ เป็นการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อบอกพวกเขา ว่ากวนสีหลิ่นไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร!


“ช่างเป็นหนุ่มน้อยยอดวีรบุรุษโดยแท้ ท่านผู้เฒ่ากวน หลานท่านทำให้ข้าตะลึงมากจริงๆ! แสดงความยินดีกับท่านผู้เฒ่ากวน เด็กๆในตระกูลโดดเด่นเช่นนี้ อนาคตต้องไร้เทียมทานแน่!”


เหล่าท่านผู้นำตระกูลเห็นการตัดสินแพ้ชนะ ต่างพากันเอ่ยแสดงความยินดีกับท่านผู้เฒ่ากวนข้างๆ ในวงศ์ตระกูลมีเด็กหนุ่มมากพรสวรรค์เช่นนี้ คงรุ่งโรจน์ขึ้นจริงๆในไม่ช้า!


“เหอะๆๆ ขอบคุณมากๆ”


ผู้เฒ่ากวนยิ้มแย้มอยู่ไม่หยุดปาก เมื่อสายตาที่มีรอยยิ้มและความพึงพอใจมองขึ้นไปบนเวที สีหน้ากลับพลันผันเปลี่ยนยกใหญ่ เปล่งเสียงอุทานตะโกนลั่น


“หยุดนะ!”


ผู้คนตื่นตกใจ มองไปตามสายตา พอเห็นก็ตะลึงงันกันอย่างมาก


เห็นเพียงกวนสีหร่วนที่ตะเกียดตะกายตัวขึ้นมาจากเวที ดึงมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมา แทงไปยังกวนสีหลิ่นที่กำลังหันหลังให้ด้วยแววตาดุดันบ้าคลั่ง


แต่กวนสีหลิ่นที่หันหลังอยู่กลับหมุนตัวเตะสวนทันทีท่ามกลางเสียงอุทานของฝูงชนโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไป กวนสีหร่วนที่จับมีดสั้นแทงเข้ามาพลันกรีดร้อง ทั้งร่างกระเด็นกลิ้งร่วงลงล่างเวทีออกไปไกลหลายเมตร


“อั่ก!”


กวนสีหร่วนที่ร่วงลงด้านล่างกระอักเลือดออก ทั้งตัวนอนแผ่บนพื้นด้วยลมหายใจรวยริน แม้แต่แรงจะลุกยืนขึ้นมาก็ยังไม่มี


“สีหร่วน!”


ผู้นำตระกูลกวนอุทาน เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปประคองคนขึ้น


“ท่านพ่อ ฆ่า ฆ่าเขาซะ!”


สองมือกำขยำแขนเสื้อท่านพ่อไว้แนน เอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมาอย่างยากลำบากเพราะมีเลือดเอ่อล้นอยู่ในปาก


เคอซินหย่านิ่งอึ้ง มองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทีละภาพทีละภาพ.อย่างตกตะลึงไปทั่วร่าง เพียงรู้สึกว่าทั้งผืนฟ้าล้วนล่มทลายลงมา การจู่โจมอันทรงพลังทำให้ความคิดอ่านไม่อาจใจเย็นขึ้นมาได้ เลือดลมหมุนตลบขึ้นไปบริเวณลำคอเสียจนมีรสฝาด


“อั่ก!”


นางกระอักเลือดออกมา ภาพตรงหน้าดับมืด และทั้งร่างก็เป็นลมล้มไป


“ซิน ซินหย่า!”


นายท่านเคอกับฮูหยินเคออุทานเสียงสั่นเครือ รีบร้อนรับตัวคนไว้


เห็นเหตุการณ์ที่สับสนอลหม่าน ผู้คนล้วนมีสีหน้างุนงง ตระกูลกวนนี้ จะวุ่นวายเกินไปแล้วกระมัง?


ลูกชายผู้นำตระกูลกวนชวดตำแหน่งนายน้อยในการคัดเลือก แล้วยังจะถือมีดมาฆ่าคนอีกรึ? ตอนนี้ยังดี กำลังตัวเองสู้ไม่ไหวจึงถูกเตะกระเด็นออกไป ด้วยแรงเท้าของกวนสีหลิ่น แค่พวกเขามองยังสะพรึง เดาว่าไม่สิบวันก็ครึ่งเดือนเขาคงลงจากเตียงไม่ไหว


แต่ว่า เมื่อเทียบกับเขาที่เคลื่อนไหวตามจิตคิดสังสาร ลูกเตะนั้นของกวนสีหลิ่นยังถือว่าเมตตานัก มิเช่นนั้น ด้วยพละกำลังเท่านี้ หากอยากจะฆ่าเขาระหว่างที่หันตัวกลับ เดิมทีก็เป็นเรื่องที่จัดการได้อย่างง่ายดาย


เฟิ่งจิ่วด้านล่างหรี่ตายิ้มพลางมองเหตุการณ์วุ่นวายนี้ เหมือนกลัวว่าใต้หล้าจะไม่อลหม่าน เอ่ยอย่างยิ้มกริ่มว่า “ท่านพี่ ท่านยังมีเรื่องต้องพูดไม่ใช่หรือ? รีบหน่อย พอพูดเสร็จพวกเราต้องเดินทาง ที่นี่วุ่นวายเกินไปแล้ว”


ตอนที่ 118: ถอนตัวออกจากตระกูล!


ทุกคนฟังนางเรียกท่านพี่ ต่างชะงักไปพักหนึ่ง แต่ไม่เคยได้ยินว่ากวนสีหลิ่นมีน้องสาวด้วย? หรือว่า คุณหนูท่านนี้จะเป็นญาติห่างๆของตระกูลกวน?


“คุณหนูเป็นคนตระกูลกวนรึ?”


บุรุษนายนั้นที่ยืนอยู่ด้านข้างเฟิ่งจิ่วเอ่ยถามอย่างสงสัย แอบคิดว่า ‘หากเป็นคนตระกูลกวน หลังกลับไปเขาจะให้ท่านพ่อมาสู่ขอที่บ้านแน่นอน ไม่เพียงได้สานสัมพันธ์อันดีกับตระกูลกวน ซ้ำยังได้อุ้มสาวงามกลับบ้าน ไยจะไม่ยินดีเล่า?’


“ไยข้าจึงจำไม่ได้ ว่าตระกูลกวนมีคนเช่นเจ้าอยู่ด้วย?” ท่านผู้เฒ่าจ้องมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง น้ำเสียงชราภาพทุ้มเล็กน้อย


เฟิ่งจิ่วกะพริบตาลง กล่าวอย่างแปลกใจ “อย่าได้สำคัญตัวเองผิดไป ข้าบอกตอนไหนว่าเป็นคนของของตระกูลกวนท่าน?”


“บังอาจนัก!”


“อย่ารังแกน้องสาวข้า!”


สิ้นสุดเสียงตะโกนของท่านผู้เฒ่ากวน กวนสีหลิ่นบนเวทีก็แผดเสียงดังลั่งตามมาติดๆ ท่าทางขึงขังไม่ด้อยไปกว่าท่านปู่ ทำให้ทุกคนต่างขวัญหนีดีฝ่อ ไม่แม้แต่จะส่งเสียงดังตอบโต้กลับมา


เขาบ้าไปแล้วรึ? ท่านผู้เฒ่ากวนเป็นปู่แท้ๆของเขา นึกไม่ถึงเลยว่าจะขึ้นเสียงดังกับท่านขนาดนั้น?


แม้แต่ผู้เฒ่ากวนก็ยังมีสีหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าอับอายหรือโกรธเคือง ร่างกายสั่นเทาอยู่เล็กน้อย ไม้เท้าที่ถือค้ำไว้ในมือเคาะลงไปบนพื้นอย่างรุนแรง เอ่ยปากด่าทอเสียงดัง “เจ้ามันนอกคอก! คิดนอกคอกกันไปหมดแล้วรึ? แต่ละคนกลายเป็นพวกนอกคอกกันไปแล้วกระมัง? ยังมีระเบียบกันอยู่อีกรึ?”


กวนสีหลิ่นด้านบนนิ่งรับสายตาขุ่นเคืองโดยไม่คิดถอยหนี ผึ่งผายแผง.อก มองลึกไปที่ท่านปู่ด้วยสายตาที่มีความเฉียบขาด ความแข็งขืนที่แอบแฝงในแววตา ทำให้ท่านผู้เฒ่ากวนที่เดิมยังโกรธเกรี้ยวไม่สิ้นสุด ตื่นตระหนกขึ้นมาในหัวใจชั่วขณะ


เมื่อกำลังจะเอ่ยปากให้ทุกคนออกไปก่อน ก็ได้ยินน้ำเสียงทรงพลังที่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับดังลอยมาจากปาก เข้าสู่หูของทุกคนเบื้องล่างอย่างชัดเจน


“ข้า กวนสีหลิ่นขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ ว่าจะถอนตัวจากตระกูล! ตั้งแต่วันนี้ไป ทั้งคนและเรื่องในตระกูลกวนนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับข้าอีก!”


น้ำเสียงชายหนุ่มเปล่งออกมาดังสนั่นและทรงพลัง ราวกับสายฟ้าผ่าลงในหัวใจผู้คนทีละถ้อยทีละคำ ระหว่างที่พวกเขาต่างสูดหายใจเข้ากันด้วยความตกใจ ก็รู้สึกเหลือเชื่อ


ถอนตัวจากตระกูล? เขาบ้าไปแล้วรึ?


การมีวงศ์ตระกูลคอยคุ้มหัวกับไม่มีนั้นช่างแตกต่างกันนัก เด็กหนุ่มที่มีความสามารถโดดเด่นเช่นนี้ การถอนตัวออกจากตระกูลจะหมายความว่าอะไร? นั่นหมายถึงการตัดขาดซึ่งหนทางการฝึกฝนวิชา พอไม่มีตระกูลคอยเป็นโล่กำบังให้ ก็กลายเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ!


ผู้นำตระกูลกวนที่ให้องครักษ์ประคองลูกชายตนเองกลับเข้าเรือนมองกวนสีหลิ่นด้านบนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาเป็นประกายน้อยๆไม่พูดไม่จา


ทว่าท่านผู้เฒ่ากวนกลับโมโหเสียจนสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ชี้ไปที่เขา “เจ้า แน่จริงเจ้าลองพูดอีกรอบสิ!”


แววตากวนสีหลิ่นลึกล้ำ กล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “พูดอีกร้อยครั้งก็ยังเหมือนเดิม ข้ากวนสีหลิ่น ขอถอนตัวจากตระกูล!”


“กวนสีหลิ่น เจ้าชนะการคัดเลือก เป็นนายน้อยตระกูลกวน จะถอนตัวจากตระกูลได้เช่นไรเล่า!” ด้านล่างเวที เด็กหนุ่มคนหนึ่งตะคอกเสียงดังใส่กวนสีหลิ่นบนเวทีด้วยท่าทางกังวลใจ “เจ้ารีบๆยอมรับผิดซะ ท่านปู่จะได้ไม่เอาเรื่องเจ้า”


“ไม่ว่าพวกเจ้าจะยินยอมหรือไม่ วันนี้คำพูดของข้ามีเพียงเท่านี้ นี่เป็นเหตุผลที่ข้ากลับมาในวันนี้ ข้าจะไม่อยู่ในตระกูลกวนอีกต่อไป”


ได้ยินคำพูดนี้ ผู้เฒ่ากวนก็โวยวายด่าว่าเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราด “ตระกูลกวนใจร้ายกับเจ้าหรืออย่างไร? เจ้าถึงอยากถอนตัว? วันนี้หากเจ้าไม่บอกเหตุผลมา ก็อย่าคิดว่าจะถอนตัวจากตระกูลได้ ข้ายังต้องเชิญกฎระเบียบประจำตระกูลออกมาสั่งสอนหลานชายไร้ยางอายเช่นเจ้าดีๆอีก!”


ตอนที่ 119: ขายหน้าเป็นที่สุด!


กวนสีหลิ่นสู้หน้ากับสายตาเขาอย่างไม่ยำเกรง “ใจร้ายกับข้าหรือไม่ หรือในใจพวกท่านยังไม่รู้แจ้งอีกเล่า? ในตระกูลกวนนี้ ข้าไร้พ่อขาดแม่ พวกท่านไม่รู้จริงๆรึ ว่าได้ใจร้ายกับข้ารึเปล่า?”


ฟังเขาถามตอกกลับทีละประโยค ริมฝีปากผู้เฒ่ากวนก็สั่นเครือน้อยๆ กลับพูดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว


แม้จะเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ทว่าที่จริง ปกติพวกเขาก็ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเขาสักเท่าไหร่ พอได้ยินว่าเขาตาย ก็จัดการงานศพให้โดยไม่เศร้าเสียใจแม้แต่น้อย ยกเลิกการหมั้นหมาย ให้สีหร่วนแต่งงานกับคู่หมั้นเขา เมื่อรู้ว่าเขายังไม่ตาย ก็หวังให้เขาอยู่ด้านนอกไม่ต้องกลับมา พอกลับถึงบ้านตระกูลกวน ยังปรี่เข้าไปห้ามปราม ไม่อยากให้เขาเข้าร่วมการประลองอีก…


“ตระกูลกวนชุบเลี้ยงเจ้าเติบโตถึงเพียงนี้ ยังมีหน้ามาแข็งข้อกับท่านปู่ ซ้ำยังเอ่ยถอนตัวจากตระกูลอะไรนั่นอีก ข้าว่าจิตสำนึกเจ้าคงโยนให้สุนัขกินไปเสียแล้วกระมัง!” ผู้นำตระกูลกวนแผดเสียงกร้าว ความมีหลักการเยือกเย็นบนใบหน้าแบกรับไว้ซึ่งท่าทีของผู้นำวงศ์ตระกูล


“ฮะๆๆ!”


กวนสีหลิ่นเงยหน้าหัวเราะลั่น พลันเมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง ก็ดึงผ้าคาดเอวเปิดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ตรงช่วงท้อง


“รู้หรือไม่ว่าแผลเป็นนี้ข้าได้มาอย่างไร?” เขาเดินลงจากบนเวที มายังเบื้องหน้าผู้นำตระกูลกวน เข้าใกล้ทีละก้าวทีละก้าว พลางซักไซ้ไถ่ถาม “รู้หรือไม่ว่าแผลเป็นนี้ข้าได้มาอย่างไร? ข้าจะบอกท่าน ว่าเป็นลูกชายท่าน ญาติผู้พี่ของข้า ใช้มีดแทงเข้ามาทิ้งรอยไว้จากด้านหลัง!”


เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนต่างสูดหายใจด้วยสายตาเหลือเชื่อ นิ่งเงียบกันถ้วนหน้า ทั้งหมดล้วนกลั้นหายใจขึ้นมา เงียบงันเสียจนได้ยินเสียงเข็มตกลงพื้น


“เจ้าพูดเหลวไหล!”


ผู้นำตระกูลกวนร้องตะโกนลั่น โกรธเคืองเสียจนร่างกายสั่นเทา ทว่าในใจกลับมีเสียงหนึ่งกำลังบอก ว่านี่เป็นเรื่องจริง ไม่เช่นนั้น เขาไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้าคนตั้งมากมายเช่นนี้


ผู้เฒ่ากวนดวงตาหม่นหมอง แทบจะเป็นลมล้มไปเพราะเรื่องนี้ พี่น้องเข่นฆ่ากัน อัปยศ น่าอัปยศยิ่งนัก!


“ข้าพูดเหลวไหลรึ?”


กวนสีหลิ่นผูกผ้าคาดเอว เอ่ยว่า “เมื่อครู่เขาก็มีดสั้นมาจะฆ่าข้าจากด้านหลังไม่ใช่รึ? หรือท่านจะทำเหมือนทุกคนตาบอดกันหมด? ตระกูลกวนเช่นนี้ ท่านคิดว่าข้ายังอยู่ต่อได้อีกหรือ? หากอยู่ต่อ จะหมายหัวให้ถูกฆ่าวันไหนก็ยังไม่รู้เลย”


เขามองไปที่ผู้เฒ่ากวน “วันนี้ที่ข้าขอถอนตัวจากตระกูลก็แค่มาบอกกล่าวไว้ ไม่ใช่จะให้พวกท่านอนุญาต กฎระเบียบของตระกูลกวนอะไรนั่น ตั้งแต่เวลานี้ไปจะใช้กับข้าไม่ได้แล้ว! เชิญพวกท่านอยู่สั่งสอนเด็กๆในตระกูลกันให้ดีๆเถิด!”


เดินก้าวยาวไปหาเฟิ่งจิ่ว กล่าวว่า “น้องหญิง พวกเราไปกันเถอะ!”


ผู้คนมองหน้ากันไปมา ต่างนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิง ว่างานประลองคัดเลือกตระกูลกวนจะกลายเป็นเช่นนี้ ช่างเป็นการชมละครปาหี่น้ำดีเสียจริงเชียว!


ตอนแรก กวนสีหลิ่นที่อายุยังน้อยนักสามารถสำแดงวิชาย้ายร่างสลับเงาได้ จากนั้นคุณชายใหญ่ตระกูลกวนก็ลอบโจมตีจากด้านหลัง ตามมาด้วยการขอถอนตัวออกจากตระกูล สุดท้ายยังเปิดโปงเบื้องหลังข่าวลือการตายในป่าเก้าหมอบอีก


แต่ละเรื่องแต่ละราวนี้ พวกเขาถูกกระเทือนเสียจนตื่นตระหนกตกใจกันอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนพวกนั้นของตระกูลกวนหรอก


เวลานี้ เห็นสามคนนั้นสาวก้าวเดินจากไป ทุกคนในตระกูลกวนไม่มีใครปริปากรั้งไว้อีก เหมือนจะยังไม่ได้สติกลับมา พวกเขาเองก็ออกหน้าคำนับอำลาจากไปตามกันติดๆ


เดิมนึกว่าวงศ์ตระกูลจะมีผู้มีพรสวรรค์ แต่ใครจะรู้ว่ากลับขอถอนตัวออกจากตระกูล ซ้ำยังพัวพันถึงเรื่องอื้อฉาวที่พี่น้องฆ่าฟันกันเอง นึกถึงตรงนี้ ผู้เฒ่ากวนก็มีเลือดลมปั่นป่วนอยู่กลางอก ไม่อาจหายใจขึ้นมาได้ ทั้งร่างจึงเป็นลมล้มไป


“ท่านผู้เฒ่า! ท่านผู้เฒ่าเป็นลมไปแล้ว! เร็ว รีบไปตามท่านหมอ…”


ฟังเสียงอึกทึกครึกโครมที่ลอยมาด้านหลัง เหล่าผู้นำตระกูลที่เดินออกไปต่างลอบส่ายหน้ากับตัวเอง ‘วันนี้นับว่าตระกูลกวนสูญสิ้นทั้งชื่อเสียงหน้าตาใดๆไปเสียหมดแล้ว…’


ตอนที่ 120: ท่านปู่ของเธอ!


เมื่อเหล่าผู้นำตระกูลมาถึงด้านนอก เห็นรถม้าคันที่ไม่สะดุดตาเท่าไหร่นักแล่นผ่านหน้าไป มองรถม้าคันนั้นค่อยๆไกลห่าง หลังจากพวกเขาพากันคำนับกล่าวลาก็ขึ้นรถม้า จากนั้นถึงจะออกคำสั่งจับตามองการเคลื่อนไหวจากนี้ไปของกวนสีหลิ่นให้มากขึ้น


ล้วนคิดว่า ในเมื่อเขาถอนตัวจากตระกูล งั้นพวกเขาจะลองดึงตัวเข้ามาในตระกูลตัวเองก็ย่อมได้ ที่จริงแล้ว จากการต่อสู้บนเวทีวันนี้ ต่างก็ดูออกว่าเด็กคนนี้ในอนาคตจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!


กวนสีหลิ่นบนรถม้าที่ไม่สนใจเรื่องวุ่นวายตระกูลกวนและไม่ใส่ใจสายตาคนรอบข้าง นั่งอยู่เงียบๆไม่พูดไม่จา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงถาม “ท่านพี่ ท่านเสียใจรึ?”


“ไม่มีทางหรอก” เขามองที่นาง ส่ายหน้าพูดว่า “ข้าไม่เสียใจที่ถอนตัวออกจากตระกูล”


“งั้นท่านกำลังคิดอะไรรึ?”


เขาเงียบไปพักหนึ่ง ถึงจะเอ่ยว่า “วันนี้ข้าตัดขาดกับตระกูลกวน ถอนตัวจากตระกูล แต่ข้าอยากก่อร่างสร้างตัว ตั้งสำนักตัวเองในเมืองอวิ๋นเยวี่ย มีวงศ์ตระกูลที่ไม่ด้อยไปกว่าพวกเขา”


“ได้สิ! ความคิดนี้ดีมาก”


เธออมยิ้มพยักหน้าชมเชย “ท่านอยากซื้อบ้านที่ไหนล่ะ? พวกเราจะรีบซื้อไว้เลยก็ได้นะ”


กวนสีหลิ่นส่ายหน้า “เสี่ยวจิ่ว ข้าไม่อยากใช้เงินเจ้า ข้าคิดจะหาเงินและใช้น้ำพักน้ำแรงของตัวเองมาจัดการเรื่องนี้”


เมื่อฟังคำพูดนี้ เดิมเธอจะบอกว่าไม่ต้องลำบากขนาดนั้น แต่เห็นเขามองมาด้วยสีหน้าจริงจัง ในดวงตาฉายแววแน่วแน่ ถึงจะยิ้มตอบรับ “ได้เลย ข้าจะไม่ช่วยท่าน แต่ว่า ท่านคิดจะปักหลักตั้งบ้านที่ใดรึ? ข้าสันทัดพอจะช่วยท่านดูทำเลได้นะ”


เห็นนางไม่ขืนยืนกรานอีก กวนสีหลิ่นถึงจะผุดเผยรอยยิ้ม “ขอบใจเจ้านะ เสี่ยวจิ่ว เรื่องนี้ถึงไม่บอกข้าก็ต้องถามเจ้าแน่นอน สายตาเจ้ายังดีกว่าข้ามากนัก”


“นั่นก็จริง”


ใบหน้าเล็กเชิดขึ้นพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ สายตาจับจ้องบริเวณหน้าต่างรถที่ถูกลมพัดเลิกขึ้นเบาๆโดยไม่ตั้งใจ บังเอิญเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่ง จึงทำท่าทีสะดุ้งเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้


“หยุดรถ”


เหลิ่งซวงด้านนอกดึงเชือกม้าไว้เพื่อหยุดรถ


“มีอะไรรึ?” กวนสีหลิ่นมองนางที่ผูกผ้าคลุมหน้าลุกยืนขึ้นอย่างแปลกใจน้อยๆ


“ท่านพี่ ท่านกับเหลิ่งซวงซื้อตัวคนรับใช้กลับไปก่อน ข้ามีธุระนิดหน่อย ค่ำๆจะกลับไปเอง” บอกพลางเลื่อนผ้าม่านเดินลงไป


กวนสีหลิ่นนิ่งอึ้ง รีบร้อนตามออกมา “เสี่ยวจิ่ว ให้เหลิ่งซวงตามเจ้าไปเถอะ ข้าควบรถม้าไปเองก็ได้”


เหลิ่งซวงกำลังเตรียมตัวลงจากม้า กลับได้ยินเสียงนางลอยมา


“ไม่ต้องหรอก พวกท่านไปเถอะ! ข้าไปเองได้”


เห็นเช่นนี้ เหลิ่งซวงก็ไม่ตามไปอีก แต่มองไปทางกวนสีหลิ่น


กวนสีหลิ่นนิ่งเงียบสักพัก ก็ไม่ดึงดันอะไรอีก แค่บอกว่า “ในเมื่อนางไม่อยากให้ใครตาม งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ! นางไม่เป็นไรหรอก”


“อืม” เหลิ่งซวงขานรับ มองไปทางนายท่านที่เดินไปข้างๆแวบหนึ่ง ถึงจะควบรถม้าเดินหน้าต่อไป


เฟิ่งจิ่วเดินกลับไปด้านหน้า มาถึงหน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เห็นชายชราที่กอดน้ำเต้าเหล้านั่งอยู่หน้าประตูร้านไม่ยอมไปไหน รอบดวงตาร้อนผ่าวเล็กน้อยชั่วขณะหนึ่ง ในใจมีความหดหู่ที่ยากเกินเอ่ย


นั่นคือท่านปู่ของเธอ ถ้าพูดให้ถูก ต้องเป็นท่านปู่ของเจ้าของร่างเดิม ตามเหตุผลแล้วเธอควรจะไม่รู้สึกอะไรสิถึงจะถูก แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อเห็นเขา ความรู้สึกในใจก็ล้วนเอ่อล้นออกมา


ความรักที่ท่านปู่มีต่อเธอ คำสอนสั่ง แต่ละฉากต่างย้อนความอยู่ในห้วงทะเลแห่งความคิด ภาพเหล่านั้นเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ราวกับรับรู้มันด้วยตัวเอง


หลังจากเห็นเขาดื่มเหล้าในน้ำเต้า ก็สำลักแค่กๆออกมา ก่อนจะนำเหล้าเททิ้งอย่างรังเกียจ ริมฝีปากจึงยกรอยยิ้มขึ้นเบาๆอย่าง.อดไม่ได้



จบตอน

Comments