ตอนที่ 121: ข้าจ่ายค่าเหล้าให้!
“ตาแก่นี่เป็นอะไรไป? ก็เอาเหล้าให้เจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? ไยจึงเททิ้งเสียเล่า?”
เจ้าของร้านถลึงดวงตา แม้แต่น้ำเสียงยังตรงไปตรงมา สวรรค์รู้ดีว่าตาแก่นี่ที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนมานั่งตรงประตูร้านเขา ไม่ให้เหล้าก็ไม่ยอมไป พอเอาเหล้าให้ กลับเททิ้งอีก ทำเขาร้อนใจแทบตายเลยจริงๆ!
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งมุ่ยปาก เอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ใครใช้ให้เจ้าไม่เอาเหล้าดีๆมาให้ข้าเล่า? เหล้าพวกนี้จางราวกับน้ำเปล่า เจ้าอาจดื่มลง แต่ข้าดื่มไม่ลงหรอก!”
เจ้าของร้านโกรธเสียจนชี้นิ้วตะคอกเขาเสียงดัง “เจ้า เจ้าตาแก่นี่! เป็นคนบ้านใดกันแน่? ไยจึงไร้เหตุผลเช่นนี้? เจ้าไม่จ่ายเงินยังอยากดื่มเหล้าดีๆอีกรึ? เจ้าควรดีใจที่ข้ายกเหล้าพวกนั้นให้ ก็ยังไม่รู้จักพอ! ข้าขอเตือนเจ้าไว้ หากยังไม่ไป ข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแน่!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งถือน้ำเต้าเหล้าเหวี่ยงเคาะไปบนหัวเจ้าของร้านทีหนึ่ง สั่งสอนด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “หยาบคายยิ่งนัก หรือพ่อแม่เจ้าไม่เคยสั่งสอนว่าไม่ให้ชี้นิ้วใส่ผู้ใหญ่? ช่างเหิมเกริมเสียจริง บังอาจเกินไปแล้ว”
ผู้คนรอบด้านที่มองกันคึกคักฟังคำพูดนี้ ก็ส่งเสียงหัวเราะพรวดออกมาอย่างอดไม่ได้
เจ้าของร้านสีหน้าแดงก่ำ มีแม้แต่ใจจะร้องไห้คร่ำครวญ “ท่านผู้เฒ่า ข้าขอร้องท่านยังไม่พออีกรึ? ท่านทำตัวดีๆแล้วรีบไปเสียเถิด! รีบกลับบ้านไปซะ อย่าได้ขวางข้าทำมาหากินเลย ธุรกิจข้าเล็กๆเพียงนี้ ท่านมานั่งตรงประตู จะทำงานได้เช่นไรเล่า?”
“กลับบ้านรึ?” ชายชรากอดน้ำเต้าเอียงศีรษะเล็กน้อย ขมวดคิ้วคิดๆดู เอ่ยว่า “ข้าอยู่บ้านไหน? เหมือนจะลืมสิ้นเสียแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ เจ้าของร้านก็คุกเข่าลงทันใด
เขาโผเข้าไปกอดขาท่านผู้เฒ่าเฟิ่งพลางร้องไห้อ้อนวอน “ท่านผู้เฒ่า ข้าขอร้องท่าน อย่าได้อยู่ถ่วงแข้งถ่วงขาตรงนี้เลย ขอขมาท่านด้วย ข้าไม่ควรขึ้นเสียงและหยาบคายกับท่าน ผู้ใหญ่อย่างท่านอย่าเอาเรื่องข้าน้อยเลยนะ รีบกลับบ้านไปเสียเถิด!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งสีหน้าดื้อรั้น กล่าวอย่างไม่ชอบใจ “น่าสมเพชจริงๆ! เรื่องเล็กแค่นี้ก็คุกเข่า? ซ้ำยังร้องไห้อีก? เจ้าไม่รู้จักคำว่าชายชาตรีหลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตารึ? ดูสิ เจ้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว? ช่างดูไม่ได้เอาเสียเลย ข้าไม่มีหน้าจะมองเจ้าหรอก”
ระหว่างที่พูดก็ไม่ลืมตาขึ้นจริงๆ ไม่หันไปมองเขา แค่โยนน้ำเต้าเหล้าใส่อ้อมแขนเจ้าของร้าน “ไปซะ ชงเหล้าดีๆมาให้ข้าสักครึ่งขวด ต้องเป็นเหล้าชั้นดี ต่ำกว่านั้นข้าไม่ดื่ม”
ผู้คนรอบๆ ต่างมองเจ้าของร้านอย่างเห็นใจอยู่บ้าง จึงมีคนตะโกนว่า “ข้าว่า เจ้ารินเหล้าดีๆให้ท่านผู้เฒ่าไปเถอะ! เห็นเสื้อผ้าที่สวมบนตัวแล้ว คงไม่ใช่ผู้อาวุโสธรรมดา.ธรรมดาเป็นแน่ ยังกลัวเขาจะเบี้ยวค่าเหล้าเพียงเล็กน้อยนั่นอีกรึ”
“ก็ใช่ก็ใช่ ไม่เบี้ยวค่าเหล้าเจ้าหรอก” ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งหรี่ตายิ้มพยักหน้า พลางเร่งเร้า “เร็วหน่อย ข้าอยากเหล้าแทบคลั่งแล้ว”
เจ้าของร้านลังเลสักพัก ถึงจะถือน้ำเต้าเหล้าเข้าไปชงเหล้าด้านใน ด้วยกลัวว่าเขาจะเททิ้งอีก ดังนั้นรอบนี้จึงเป็นเหล้าดีชั้นหนึ่งจริงๆ ขณะที่เติมเหล้าไปอย่างเจ็บใจ พลางคิดว่าสุดท้ายผู้เฒ่าท่านนั้นจะจ่ายเงินไหวหรือไม่? และเป็นคนบ้านไหนกันแน่?
พอเติมเหล้าเสร็จออกมา เจ้าของร้านก็ยื่นน้ำเต้าเหล้าให้เขาอย่างลังเล พลางเอ่ยถาม “ท่านผู้เฒ่า ท่านเป็นคนบ้านไหนกันแน่น่ะ?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งฉวยน้ำเต้าเหล้ามา ยังไม่หันมองเขาแม้แต่แวบเดียว “เมื่อครู่เพิ่งบอกไม่ใช่หรือ? ว่าอยู่บ้านไหนข้าก็ลืมไปแล้ว แต่วางใจเถอะ ข้าไม่เบี้ยวค่าเหล้าเจ้าหรอก”
ขณะที่พูดก็ลุกยืนขึ้นมา ปลดถอดเสื้อผ้าพลางเอ่ยว่า “เสื้อผ้านี้มีราคา ข้าให้เจ้าเป็นค่าเหล้าแล้วกัน”
เจ้าของร้านร้องไห้หน้าบูดบึ้ง “ข้าเอาเสื้อผ้าท่านไปก็เปล่าประโยชน์!”
“ข้าจ่ายค่าเหล้าเขาเอง”
ตอนที่ 122: ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง!
เสียงสาวน้อยลอยเข้าหูเจ้าของร้านอย่างกะทันหัน ราวกับได้ยินเสียงจากสวรรค์ จึงมองไปทางต้นเสียงด้วยดวงตาลุกวาว
ผู้คนรอบด้านมองสาวน้อยที่เดินนวยนาดมาอย่างแปลกใจ เมื่อสายตาจับจ้องบนร่างนาง ดวงตาก็พากันเปล่งประกาย และแอบชื่นชมอยู่ในใจ
ช่างเป็นสาวน้อยที่ท่าทางโดดเด่นยิ่งนัก
แม้จะผูกผ้าคลุมหน้าไว้ทำให้มองไม่เห็นรูปโฉม แต่ท่วงท่าผ่องแผ้วสง่างามกลับทำให้ภาพเบื้องหน้าแสนสว่างไสว จึงต่างพากันเคลื่อนขยับตัวเปิดทางให้นางเดินมาด้านหน้า
“คุณหนู? ที่คุณหนูเพิ่งพูดเป็นเรื่องจริงหรือขอรับ? ท่านรู้จักผู้เฒ่านั่นรึ? ดีเหลือเกิน! รบกวนท่านรีบพาเขาไปโดยเร็วเถิด ข้าปล่อยเขาทำเสียเวลาหากินมาทั้งวันแล้ว” เจ้าของร้านเหมือนเห็นขอนไม้ลอยมาช่วยชีวิต จึงออกหน้าพูดพร่ำเสียยืดยาว
เฟิ่งจิ่วโยนก้อนเงินออกไป “นี่ค่าเหล้า” ถึงจะหันมองท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง
ผู้เฒ่าเฟิ่งที่ยืนอยู่ตรงประตู ตั้งแต่เฟิ่งจิ่วเดินออกมา สองตาก็กลอกมองบนตัวนาง เวลานี้เห็นนางมองมา จึงคลี่ยิ้มออกอย่างอดไม่ได้ มุ่ยปากด้วยอารมณ์ที่มีความซุกซน สีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัยมากๆ “เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ ทำไมหลานหาปู่เจออีกแล้วล่ะ?”
เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ ทำไมหลานหาปู่เจออีกแล้วล่ะ…
เฟิ่งจิ่วตกใจเล็กน้อย ยืนอยู่ในนั้นมองท่าทางเขาที่มุ่ยปากหมดสนุกอย่างตกตะลึง เห็นบนใบหน้ามีความเบื่อหน่ายที่ถูกหาตัวเจอ แต่ในดวงตากลับยังมีความสุขสนุกสนานที่ไม่อาจปิดบังได้เอ่อล้นอยู่
คำพูดประโยคนี้อยู่ในหัวเพราะเขา หวนนึกถึงวัยเด็กของสองคนปู่หลานที่มักจะเล่นซ่อนหากันบ่อยๆ
ทุกครั้งที่โดนเจอตัว เขาจะเอ่ยถามอย่างสงสัยและหมดสนุกเช่นนี้ ‘เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ ทำไมหลานหาปู่เจออีกแล้วล่ะ?’
หัวใจหดหู่น้อยๆ รอบตาร้อนผ่าวหน่อยๆ ชั้นละอองน้ำที่ไม่อาจควบคุมได้เอ่อล้นขึ้นดวงตา สายตาเธอจึงพร่ามัว
เพราะเขาดูออกในแวบเดียว ซ้ำยังเรียกเธอว่าเสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ มันช่างมีผลกระทบต่อหัวใจโดยไม่รู้ตัว
ปู่เธอขี้หลงขี้ลืมเป็นบางครั้งคราว
จะลืมว่าบ้านอยู่ที่ไหน? ลืมว่าตัวเองเป็นใคร? และลืมว่าลูกชายชื่ออะไร? แต่กลับไม่เคยลืมเธอแค่คนเดียว
เขามักบอกว่าเธอเป็นหงส์น้อยของบ้านตระกูลเฟิ่ง เป็นสมบัติล้ำค่าในมือ พวกเขาทั้งรัก เอ็นดู และห่วงใยเธอ ล้วนนำสิ่งของที่ดีที่สุดมาให้ เพื่อจะได้เห็นท่าทางร่าเริงเบิกบานของเธอ
เห็นรอบตานางมีน้ำตาคลอ ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งก็ตกใจ จึงรีบเร่งออกหน้า “เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์? หลานเป็นอะไรรึ? มีใครแกล้งหลานใช่หรือไม่? บอกปู่มา ปู่จะช่วยหลานกำราบมัน!” เพื่อแสดงออกว่าเขาจะลงแรงช่วย จึงกำหมัดขึ้นกวัดแกว่ง
เธอส่ายหน้า แล้วจูงมือพาเขาเดินออกจากฝูงชน ไปยังทิศทางจวนตระกูลเฟิ่ง
ระหว่างที่เดินอยู่ช้าๆนางไม่พูดไม่จา ส่วนผู้เฒ่าเฟิ่งข้างกายก็ปล่อยให้จูงมือและเดินตามอย่างว่าง่าย หันมองอย่างระมัดระวังเป็นครั้งคราว ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงร้องไห้?
“เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ หลานยังมีเงินอยู่หรือไม่?” เขาเอ่ยถามอย่างคุมเชิง
เฟิ่งจิ่วหยุดฝีเท้าลง มองไปหาเขา จากนั้นค่อยล้วงเงินก้อนหนึ่งให้
ผู้เฒ่าเฟิ่งรับไปอย่างระรื่น คลี่ปากแย้มยิ้ม “หลานรอปู่ตรงนี้สักครู่นะ อย่าวิ่งซนล่ะ” พูดพลางวิ่งเตาะแตะออกไป
ไม่นานนัก เขาก็วิ่งกลับมา นำสิ่งของในมือยื่นให้นางราวกับเป็นสมบัติ “นี่ ปู่ซื้อให้หลานนะ เป็นเม็ดบัวหวานที่หลานชอบกินที่สุด พอกินเม็ดบัวหวาน หลานก็ไม่ต้องร้องไห้อีกแล้วนะ”
เมื่อฟังคำพูดเขา และมองถุงเม็ดบัวหวานในมือ เธอก็ตื้นตันขึ้นเล็กน้อยในลำคอ หัวใจเหมือนถูกเติมเต็มด้วยอะไรบางอย่างที่อบอุ่น แต่กลับมีความเศร้าหมอง อยากจะเรียกท่านปู่ ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปาก
ตอนที่ 123: จวนตระกูลเฟิ่งตามหาคน!
“หลานปิดหน้าไว้นะ! ท่านรู้ว่าเป็นเสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ของท่านได้อย่างไรเจ้าคะ?” เธอบีบถุงเม็ดบัวหวานในมือ เอ่ยถามถึงความเคลือบแคลงในใจ
อันที่จริง ขนาดมู่หรงอี้เซวียนกับซูรั่วอวิ๋นเห็นเธอก็ยังดูกันไม่ออกในแวบเดียว แล้วเขาดูออกได้อย่างไรกันเล่า?
ใครจะรู้ ว่าคำพูดนี้ของเธอจะแลกมาด้วยสายตาชิงชังของท่านผู้เฒ่า
“ปู่เห็นหลานมาตั้งแต่เด็กๆแค่ปิดหน้าไว้ ปู่จะมองไม่ออกเลยหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ปู่เก็บตัวฝึกฝนวิชามาเหมือนเพิ่งจะเป็นเวลาไม่กี่เดือน จะมองหลานไม่ออกได้อย่างไรเล่า?”
ได้ยินคำพูดเขา เฟิ่งจิ่วถึงจะนึกขึ้นได้ ก่อนเกิดเรื่อง ท่านผู้เฒ่ากำลังอยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกฝนวิชา คิดๆดูแล้ว คงเพิ่งฝึกเข้าขั้นจึงวิ่งแจ้นออกมาหาเหล้ากิน คาดว่ายังไม่เห็นเฟิ่งชิงเกอตัวปลอมคนนั้นในจวนตระกูลเฟิ่ง
“งั้นท่านนึกออกแล้วรึเจ้าคะ ว่าอยู่บ้านไหน?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งมองนางพลางส่ายหน้า ถอนใจกล่าวว่า “เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ ปู่เพิ่งเก็บตัวออกมาไม่กี่เดือน ไยจึงรู้สึกว่าเจ้าคล้ายจะโง่เขลาขึ้นเสียแล้ว? เจ้าเป็นหลานสาวปู่ หลานอยู่บ้านไหน แน่นอนว่าปู่ก็อยู่บ้านนั้นด้วย ยังต้องถามอีกรึ?”
เฟิ่งจิ่วกระตุกมุมปาก แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรผิด แต่ว่า ทำไมฟังแล้วแปลกๆชอบกล? หนำซ้ำ ยังเห็นอยู่ชัดๆว่าเขานึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร!
ทั้งสองคนเดินบนถนนอยู่นานนัก เมื่อใกล้ถึงประตูจวนตระกูลเฟิ่ง เธอก็หยุดฝีเท้าลง “ท่านกลับไปเถิด! ออกมาครั้งหน้าอย่าทิ้งพวกองครักษ์ตระกูลเฟิ่งล่ะ ไม่งั้นท่านจะลืมทางกลับอีกนะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่าตระกูลเฟิ่งฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ มองประตูจวนตรงหน้า ก่อนจะมองนางที่หันตัวกำลังจะไป เอ่ยถามอย่างแคลงใจ “เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ หลานไม่กลับบ้านกับปู่รึ? ยังจะไปไหนอีก?”
ขณะที่พูด ก็เร่งตามไปข้างกายนาง พลางสั่งสอนว่า “หลานคิดว่าผู้หญิงตัวคนเดียวจะออกไปโดยไม่ให้คนคอยติดตามได้อย่างไร? หากพบอันตราย ถูกคนลักพาตัวเข้าจะทำเช่นไร? ในบ้านเราเจ้าเป็นสมบัติอันล้ำค่าเพียงนี้ ถ้าถูกลักพาตัว จะให้พวกปู่ไปตามหาที่ใดเล่า?”
“ท่านไม่กลับไปรึเจ้าคะ?” เธอมองเขาด้วยสายตาผิดแปลก ในใจมีความกังวลเล็กน้อย เอาล่ะครั้งนี้ จะทำเช่นไรกับเขาดี?
ผู้เฒ่าเฟิ่งหรี่ดวงตาลงยิ้ม กล่าวอย่างเอาอกเอาใจ “หลานจะไปเดินเล่นไม่ใช่รึ? ปู่ไปเป็นเพื่อนเอง คอยปกป้องหลานได้ หนำซ้ำ ปู่เพิ่งจะเก็บตัวออกมาไม่กี่เดือน ยังไม่อยากรีบกลับเข้าบ้านขนาดนั้น”
เขาตบๆน้ำเต้าเหล้าตรงช่วงเอว บอกว่า “เหล้านี่ก็ยังดื่มไม่หมดด้วย!”
มองประตูจวนตระกูลเฟิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกล แล้วมองท่านผู้เฒ่าข้างกาย เธอถอนหายใจอย่างไร้เสียง ถึงจะพาคนออกไป
ในจวนตระกูลเฟิ่ง
เมื่อเฟิ่งเซียวที่กำลังสนทนาอยู่กับมู่หรงอี้เซวียน ได้ยินรายงานของคนรับใช้ ก็ลุกยืนขึ้นมาทันที ตะคอกเสียงเข้มว่า “อะไรนะ? ท่านผู้เฒ่าออกจากการเก็บตัวโดยที่พวกเจ้าไม่รู้? ตอนนี้ทั้งนอกจวนในจวนก็หาคนไม่เจอรึ?”
คนรับใช้ก้มหัวเล็กน้อย ดวงตาไม่กล้ามองเขาตรงๆอยู่บ้าง “ใช่ ใช่ขอรับ ข้าน้อยส่ง.องครักษ์ในจวนออกไปตามหา แต่ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวเลยขอรับ”
“แอบหนีออกไปหาเหล้ากินแน่ๆ!”
เฟิ่งเซียวพูดอย่างกังวลน้อยๆ มองไปที่มู่หรงอี้เซวียน “ท่านผู้เฒ่าหายไป อาต้องไปตามหา ก่อนหน้านี้ชิงเกอกลับมาก็หลบอยู่ในห้อง ต้องรบกวนเจ้าช่วยข้าเข้าไปดูนางทีนะ”
“ท่านอาเซียว ให้ข้าส่งคนไปช่วยหาด้วยไหมขอรับ?” มู่หรงอี้เซวียนลุกยืนขึ้นเอ่ยถาม
“ไม่ต้องหรอก กำลังคนในจวนมีพอนัก หนำซ้ำอาเดาว่าคงจะอยู่ในสถานที่จำพวกร้านเหล้าในเมือง พวกอาไปตามหาก็พอแล้ว”
ระหว่างที่พูด ก็ไม่รอให้เขาเอ่ยอะไรมากนัก ก่อนจะเดินก้าวยาวออกไป ตะเบ็งเสียงทุ้ม “ไปตามองครักษ์ตระกูลเฟิ่งที่อารักขาท่านผู้เฒ่ามาให้ข้า!”
ตอนที่ 124: ขอถอนหมั้น!
เห็นเขาก้าวยาวพาคนจากไป มู่หรงอี้เซวียนก็ชะงักลงพักหนึ่ง ถึงจะเดินไปยังเรือนด้านหลัง มาถึงเรือนของเฟิ่งชิงเกอ
พอสาวใช้สองคนที่คอยอยู่ในลานบ้านเห็นเขา ก็ร้อนลนลงคุกเข่าคำนับ ขานเรียก “คารวะท่านอ๋องสามเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าถอยไปเถอะ!” เขายืนตรงลานบ้าน ส่งสัญญาณให้สาวใช้ทั้งสองถอยไป
ทั้งสองมองหน้ากันแวบหนึ่ง ขานตอนรับ แล้วถึงจะเดินออกไป
เฟิ่งชิงเกอในห้องได้ยินเสียงมู่หรงอี้เซวียนด้านนอก ในใจยิ่งคิดยิ่งน้อยอกน้อยใจ
“ชิงเกอ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า” เขายืนอยู่นอกประตู ไม่ได้เข้าไป
ประตูห้องเปิดแกร๊กออก เฟิ่งชิงเกอที่สีหน้าโกรธเคืองยืนข้างประตู “ท่านจะพูดอะไรรึเจ้าคะ? จะบอกว่าท่านไม่ได้ตั้งใจนิ่งมองข้าโดนคนตบ? หรือจะบอกว่าพอเห็นสาวน้อยงดงามที่ปิดผ้าคลุมหน้านั่นท่านก็หวั่นไหวแล้ว?”
มู่หรงอี้เซวียนมองนางด้วยท่าทางซับซ้อน ฟังคำพูดแล้ว ก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “ข้าขอโทษ”
ได้ยินเขาพูดขอโทษ ใจนางเต้นตึกตักชั่วขณะ มีความตกใจเล็กน้อย “ท่านพี่มู่หรง หลายเดือนมานี้ข้ามักจะรู้สึกว่าท่านห่างเหินข้าไปไกลนัก ท่านไม่ชอบข้าจริงๆแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ชิงเกอ เจ้าเป็นคนดีมาก ดีมากจริงๆ”
เขาหลับตาลง ในหัวคิดถึงสาวน้อยที่ปิดผ้าคลุมหน้าผู้นั้น กล่าวว่า “พูดได้ว่าพวกเราเป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กที่มีความรู้สึกดีๆต่อกัน ตลอดมาข้านึกว่าเราจะเดินเคียงกันไปชั่วนิรันดร์ ถึงกับเตรียมการไว้เมื่อหลายเดือนก่อน ว่าจะทูลขอเสด็จพ่อ ให้พวกเราได้แต่งงานกัน”
“ท่านพี่มู่หรง ท่าน…”
“เจ้าฟังข้าพูดให้จบก่อน” เขามองที่นาง แล้วพูดต่อ “แต่ช่วงไม่กี่เดือนนี้ ที่เจ้ากำลังรู้สึกเช่นนั้น ข้าเองก็รู้สึก ว่าระยะห่างของเราสองยิ่งไกลกันเรื่อยๆ ความรู้สึกหวั่นไหวยามที่อยู่ด้วยกันเช่นวันวาน ข้าก็ไม่รู้ว่ามันจางหายไปตั้งแต่เมื่อใด ข้ารู้ว่านี่มันโหดร้ายสำหรับเจ้ามาก แต่ข้าไม่อยากหลอกลวงเจ้า”
เห็นนางหลั่งน้ำตาอย่างเงียบเชียบ เขาก็ไม่อยากลืมตามอง “เดิมทีเมื่อครู่ข้าอยากบอกพ่อเจ้าว่าจะยกเลิกงานแต่งของพวกเรา แต่หลังท่านปู่ออกจากเก็บตัว ไม่รู้วิ่งหายไปไหน เขาก็พาคนไปตามหา เรื่องนี้ผ่านไปอีกสองสามวันข้าจะบอกเขาเอง”
นางโผเข้ากอดเขาไว้แน่น ฟูมฟายด้วยความตื่นตระหนก “ไม่! ข้าไม่ต้องการ! ท่านพี่มู่หรง ข้าไม่อยากถอนหมั้น ข้าชอบท่าน ชอบท่านมานานแสนนานแล้ว ท่านรู้บ้างหรือไม่?”
เขาปล่อยให้นางโอบกอด ดวงตาที่หลับลงมีความรู้สึกผิด “ชิงเกอ เจ้าอย่าเป็นเช่นนี้เลย จากนี้ไปข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าเช่นน้องสาว ไม่ดีกว่าหรือ?”
“ไม่! ข้าไม่อยากเป็นน้องสาวท่าน ข้าไม่ต้องการ! ท่านพี่มู่หรง ท่านบอกสิ ข้ายังทำดีไม่พอใช่หรือไม่? ข้าผิดตรงไหนใช่หรือไม่? ท่านบอกมาเถิด ข้าจะแก้ไข จะปรับปรุงตัวได้แน่นอนเจ้าค่ะ” นางเงยหน้าร้องไห้พลางมองเขาอย่างเศร้าใจ ไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
นางทั้งชอบ และรักเขามากจริงๆ จึงเรียนรู้ทุกการเคลื่อนไหว คำพูด และท่าทางของเฟิ่งชิงเกอเพื่อเขา ถึงกับยอมใช้ตัวตนเฟิ่งชิงเกอไปตลอดชีวิตก็เพื่อเขา ใช้ใบหน้านางมาเผชิญหน้า ทว่าตอนนี้… ทว่าตอนนี้กลับนึกไม่ถึง ว่าเขาจะเอ่ยปากขอถอนหมั้น?
เขาดึงแขนนางที่กอดเอวตนไว้แน่นออก มองนางอย่างรู้สึกผิด “ชิงเกอ นี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ ความคิดนี้อยู่ในใจข้ามาระยะหนึ่งแล้ว จนกระทั่งวันนี้ถึงจะพูดออกมา ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจได้ สิ่งของเช่นความรู้สึกไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทน ข้าเสียใจยิ่งนักที่ทำร้ายเจ้า”
สิ้นสุดน้ำเสียง เขาก็ไม่มองนางอีก แต่หันตัวก้าวยาวเดินออกไป
ทั่วทั้งร่างเฟิ่งชิงเกอทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างสิ้นเสียสติ มองเงาร่างเขาที่หันตัวตีจากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยอย่างตะลึงงัน จนนิ้วมือแทงลึกลงฝ่ามือ
ตอนที่ 125: ดึงผ้าคลุมลง!
เนิ่นนานกว่านางจะเช็ดน้ำตาที่หางตาไป ในดวงตาค่อยๆกลับคืนมีชีวิตชีวา แต่สายตากลับมีแววเกลียดชังและดุร้ายฉายตามมา
“มู่หรงอี้เซวียน เพื่อเจ้า ข้าถึงทำอะไรมากมายขนาดนี้ เพียงบอกจะทำร้าย ก็ทำร้ายข้าได้อย่างงั้นรึ? ข้าจะไม่ให้เจ้าสมใจ พรหมลิขิตของเจ้าต้องเป็นข้าเท่านั้น!”
แตกต่างกับตระกูลเฟิ่งด้านนี้ อีกด้านหนึ่ง ภายในเรือนเฟิ่งจิ่ว ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่ถูกพาตัวกลับมามองเรือนแห่งนี้อย่างแปลกใหม่ราวกับเด็กน้อยเดินเล่นในเรือนใหญ่ เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เสี่ยวเฟิ่งเอ๋อร์ เรือนนี่เป็นของใครกัน? ยังมีหลานอีก ไยจึงคลุมผ้าปิดหน้าไว้ตลอดเล่า?”
แม้เขาจะขี้ลืมไปบ้าง แต่กลับไม่ได้โง่เขลา ถนนเส้นนี้ที่เดินมาดูรางๆแล้วแตกต่างจากปกติอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะหลานสาวตัวเอง พอถึงด้านในเรือนก็ยังผูกผ้าคลุมหน้าไว้ตลอด ช่างไม่ชอบมาพากลเอาซะเลย
ดังนั้น แววตาจึงฉายแววเป็นประกาย ใบหน้าผุดรอยยิ้มออก พลันเอี้ยวตัวยกมือขึ้นดึงผ้าคลุมหน้านางลง
“เรือนแห่งนี้…”
เฟิ่งจิ่วตกตะลึง ยังพูดไม่ทันจบ ผ้าคลุมบนหน้าก็ถูกดึงลงมา เผยให้ใบหน้าที่ถูกทำลายเสียจนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
“ซี๊ด! นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งสูดลมหายใจ เอ่ยถามด้วยความโกรธเกรี้ยว
เดิมเขาแค่คิดจะหยอกหลานสาวเล่น จึงดึงผ้าคลุมหน้า อยากเห็นว่านางผูกผ้าคลุมไว้ตลอดเพื่ออะไร? แต่นึกไม่ถึงว่าภายใต้ผ้าคลุมกลับเป็นใบหน้าที่เสียโฉมเช่นนี้
“ใครกัน? บอกปู่มา ใครทำร้ายใบหน้าหลานจนเป็นเช่นนี้?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งรอบตาแดงก่ำน้อยๆเพราะความเจ็บใจ แม้แต่เสียงพูดยังสะอื้นขึ้นมา เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลมีดกรีดแต่ละรอย ไม่อาจจินตนาการได้เลยจริงๆ ความเจ็บปวดเช่นนั้น นางทนรับไหวได้อย่างไรกัน?
เป็นใครกัน? ที่โหดร้ายเลือดเย็นขนาดทำให้ใบหน้าสาวน้อยคนหนึ่งเสียโฉมเช่นนี้?
หัวใจเฟิ่งจิ่วสั่นไหวน้อยๆ เห็นท่านผู้เฒ่ารอบตาแดงๆ น้ำเสียงสะอึกสะอื้น ก็หลับตาลง ถามว่า “เช่นนี้ ยังคิดว่าข้าเป็นหลานสาวท่านอยู่หรือไม่เจ้าคะ? แบบนี้แล้ว ท่านยังมองออกหรือไม่เจ้าคะ ว่าข้าเป็นหลานสาวท่าน?”
ฟังคำพูดนี้ ในที่สุดท่านผู้เฒ่าเฟิ่งก็หลั่งน้ำตาออกอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ออกหน้ากอดเฟิ่งจิ่วไว้ ใช้มือหนึ่งลูบศีรษะเบาๆ พลางปลอบโยนอย่างสะอื้นไห้ “แม่หนูเฟิ่ง ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวนะ! ปู่มองออกสิ ไม่ว่าหลานจะเปลี่ยนไปเช่นไร ปู่ก็มองออกหมดแหละ”
“ท่านปู่”
สุดท้ายเฟิ่งจิ่วก็ร้องเรียกออกมาอย่างทนไม่ไหว หนึ่งคำเรียกท่านปู่นี้ เปล่งมาจากหัวใจ มันมีทั้งความรู้สึกของเฟิ่งชิงเกอ และความรู้สึกของเฟิ่งจิ่วแฝงอยู่ภายใน
อาจเพราะ ยามที่เขามองเธอออกในแวบเดียว หัวใจก็ตอบรับ ว่าเขาเป็นคุณปู่ของเฟิ่งจิ่ว
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งถอยออกก้าวหนึ่ง สองมือจับไหล่นางไว้ กล่าวว่า “แม่หนูเฟิ่ง หลานบอกปูสิ ช่วงที่ปู่เก็บตัวอยู่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่หรือไม่? ใครกันที่ทำหน้าหลานเสียโฉม?”
เฟิ่งจิ่วเงียบลงเนิ่นนาน เอ่ยว่า “ในบ้านตระกูลเฟิ่งมีเฟิ่งชิงเกออีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งชะงัก “เจ้าจะบอกว่า ในบ้านมีตัวปลอมอยู่รึ? นี่ นี่เป็นไปไม่ได้กระมัง? พ่อหลาน ลูกชายปู่ไม่ใช่คนโง่เขลา จะมองลูกสาวตัวเองไม่ออกได้อย่างไรเล่า?”
เห็นนางมองมาทางเขา ผู้เฒ่าเฟิ่งจึงร้อนรนโบกบ่ายมือ บอกว่า “ไม่ใช่ว่าปู่ไม่เชื่อหลาน แต่รู้สึกเหลือเชื่อนิดหน่อย เจ้าตัวปลอมนี่ คนอื่นมองไม่ออกไม่เท่าไหร่ แม้แต่คนในบ้านก็ยังดูไม่ออกเลยเลยรึ?”
ตอนที่ 126: โกรธเกรี้ยวและทุกข์ใจ!
เธอไม่พูดอะไรมาก แค่บอกว่า “ท่านปู่ ท่านลองกลับไปดูที่บ้านได้ แต่ว่า เรื่องที่หลานอยู่นี่ หวังว่าท่านจะไม่เอ่ยถึงนะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่าเฟิ่งได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงัก “หลานไม่คิดจะกลับไปกับปู่รึ? หลานกังวลว่าพ่อจะไม่เชื่อ? หรือไม่เชื่อใจปู่?”
เธอส่ายหน้า “หากหลังจากท่านเห็นเฟิ่งชิงเกอคนนั้นในบ้านตระกูลเฟิ่ง และยังคงคิดว่าข้าเป็นหลานสาวท่าน ข้าก็จะกลับไปกับท่านเจ้าค่ะ”
เห็นเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งก็ลูบเครา นิ่งเงียบอยู่นาน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ปู่จะลองกลับไปดูก่อน ว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ หลานวางใจเถอะ ปู่จะมาแน่”
ใบหน้าเขาเวลานี้เคร่งขรึมเป็นที่สุด บนร่างมีท่าทางเช่นผู้นำตระกูล แอบคิดในใจว่า ‘ถ้าในบ้านมีเฟิ่งชิงเกอตัวปลอมอยู่จริง งั้นใครคนนั้นต้องเป็นผู้ที่ทำลายใบหน้าหลานสาวเขาแน่ๆ!’
หากเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่ปล่อยคนผู้นั้นไปแน่นอน!
ในดวงตาเฉียบแหลมฉายแววดุเดือด เมื่อมองไปทางเฟิ่งจิ่ว ก็ผุดเผยรอยยิ้มอ่อนโยน “แม่หนูเฟิ่ง หลานอย่าได้หวั่นใจ รออยู่ที่นี่นะ ปู่จะลองกลับไปดูที่บ้านก่อน ไม่ต้องกังวล ปู่จะรีบมารับหลานโดยเร็ว”
ได้ยินเช่นนี้ เธอก็อบอุ่นใจ จึงเผยรอยยิ้มอิ่มเอมพร้อมทั้งพยักหน้า “อื้ม” แม้เดิมทีเธอไม่คิดจะรีบกลับไปเพียงนั้น แต่ในเมื่อเขารู้เรื่องหมดแล้ว งั้นก็ลองดูก่อนเถอะ!
หลังท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเอ่ยกำชับ ก็ออกจากเรือนไปยังบ้านตระกูลเฟิ่ง ระหว่างทางกลับจวน พบเฟิ่งเซียวที่กำลังพาคนออกตามหา เมื่อเห็นเขา ก็ร้อนรนก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเป็นกังวล
“ท่านพ่อ! ท่านไปไหนมาขอรับ? จะออกมาทำไมไม่คนพาไปด้วย? ข้าออกหาตามร้านเหล้าละแวกนี้รอบหนึ่งแล้วก็ยังไม่พบท่านเลย”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเอามือไพล่หลังกวาดมองเขาแวบหนึ่ง ส่งเสียงหึหนักๆ สีหน้าหมองคล้ำ กำลังเก็บกดความโกรธเคืองอยู่อย่างเห็นได้ชัด กล่าวว่า “เจ้าต้องตั้งสติได้แล้ว! กลับไปข้าค่อยจัดการเจ้า!”
เฟิ่งเซียวสีหน้างุนงง ไม่รู้ท่านพ่อโมโหจากไหนมา กำลังจะเอ่ยถาม กลับเห็นเขาก้าวยาวเดินเข้าจวนไป จึงเร่งออกคำสั่งว่า “ไปซะ เรียกทุกคนกลับไป บอกว่าหาท่านผู้เฒ่าเจอแล้ว”
“ขอรับ” องครักษ์ด้านหลังขานรับ ก่อนจะหันตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งเซียวก้าวยาวตามเข้าไป พลางเอ่ยถาม “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป? ใครยุให้ท่านโกรธรึขอรับ?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งไม่ตอบเขา เพียงก้าวยาวเดินไปด้วยสีหน้ามืดมน สายตาเคร่งขรึมและกลิ่นอายทั่วร่างช่างกดดันเสียจนน่าสะพรึงเล็กน้อย ทำให้เฟิ่งเซียวที่ตามอยู่ข้างกายอกสั่นขวัญแขวนอย่างอดไม่ได้ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
พอเข้าจวนมา ผู้เฒ่าเฟิ่งก็นั่งลงบนตำแหน่งที่อาวุโส มือหนึ่งตบหน้าโต๊ะรุนแรง น้ำเสียงแหบแห้งกลับโกรธเกรี้ยวเต็มประดา ตะคอกออกมาด้วยความขุ่นเคือง “ไปตามคนมาให้ข้า!”
เฟิ่งเซียวที่ตามหลังเข้ามารีบร้อนออกหน้า กล่าวถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านพ่อ ให้เรียกใครมารึขอรับ?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นหลานสาวคนโปรดของข้า!” เขากัดฟันพูดไม่กี่ประโยคนั้นอย่างหนักหน่วง แววตาแหลมคมราวใบมีด ราวกับกำลังพยายามข่มไฟโกรธไว้
“ชิงเกอรึขอรับ?”
เฟิ่งเซียวประหลาดใจ เห็นท่านผู้เฒ่าสีหน้าเดือดดาล จึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “ท่านพ่อ ท่านถามหาชิงเกอทำไมรึ? หรือนางทำให้ท่านโกรธ? คงไม่ใช่แน่! ท่านเก็บตัวออกมาก็วิ่งไปข้างนอก นางไม่พบท่านหลายเดือน ไม่น่าจะทำให้ท่านโกรธได้หรอก!”
“ปัง!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งใช้มือหนึ่งตบลงบนหน้าโต๊ะรุนแรงเสียงดังลั่นสนั่น ทั้งร่างยืนขึ้นมาด้วยความโมโหโกรธา แล้วมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด “ข้าบอกว่าไปตามคนมาให้ข้า!”
ตอนที่ 127: ใครจริงใครปลอม?
เฟิ่งเซียวถูกท่านพ่อที่บันดาลโทสะตะโกนใส่เสียจนสองขาสะดุ้งร่างกายสะเทือน สวรรค์รู้ว่าเขาไม่เคยเห็นท่านพ่อโมโหเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว ตอนนี้จึงไม่กล้าถามอะไรอีก เพียงขานรับ “ได้ขอรับ ได้ขอรับ ท่านอย่าเพิ่งโกรธ ข้าจะรีบไปตามคนให้”
ขณะที่พูด ก็เร่งรีบออกไปสั่งคนรับใช้ให้ไปตามลูกสาวมาจากเรือนด้านหลัง
และในเวลาเดียวกัน ในลานเรือนเฟิ่งชิงเกอ ชายวัยกลางคนปรากฏตัวนอกห้องอย่างเงียบเชียบไร้เสียง ขานเรียกคนด้านในห้อง “นายหญิงขอรับ”
เมื่อเฟิ่งชิงเกอในห้องได้ยินเสียงด้านนอกก็แปลกใจเล็กน้อย เอ่ยปากทันใด “เข้ามา”
ชายวัยกลางคนหลบเข้าห้องไป เห็นนางนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ก็ออกหน้ากล่าวเสียงเบา “พบท่านผู้เฒ่าเฟิ่งแล้วขอรับ แต่พอกลับมาท่านก็ร้องเรียกขอพบนายหญิงอย่างโมโหโกรธา ประเดี๋ยวคนรับใช้กำลังมาทางนี้ ข้าน้อยเห็นสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง จึงมาเพื่อรายงานโดยเฉพาะขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ แววตานางขรึมลงน้อยๆ เงียบไปพักหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปก่อน อย่าให้ใครเห็นเข้า”
“ขอรับ” ชายวัยกลางคนขานรับ ถึงจะปลีกตัวออกไป
นางครุ่นคิดไประหว่างที่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงคนรับใช้ลอยมาจากด้านนอก
“คุณหนู นายท่านเชิญไปที่ห้องโถงขอรับ”
นางที่อยู่ในห้องลุกขึ้นเปิดประตูเดินออกมา เห็นคนรับใช้ในเรือน จึงหันหน้ารับเอ่ยถาม “ลุงเฉิง หาท่านปู่เจอแล้วรึ?”
“พบท่านผู้เฒ่าแล้วขอรับ คุณหนูไม่ต้องกังวล” คนรับใช้พูดยิ้มๆ กล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่ากับนายท่านรอคุณหนูอยู่ห้องโถงด้านหน้า คุณหนูรีบไปเถอะขอรับ!”
“ได้สิ” นางพยักหน้าลง ถึงจะเดินไปยังเรือนด้านหน้า
ในห้องโถงด้านหน้า
เฟิ่งเซียวรับน้ำชาที่สาวใช้ยกเข้ามาให้ ก่อนจะวางไว้ข้างๆมือท่านพ่อ เอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านดื่มน้ำชาอุ่นๆก่อนเถิดขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งไม่ปริปาก สายตาเพียงมองตรงทางเข้าห้องโถง คล้ายกำลังรอการมาถึงของเฟิ่งชิงเกอ
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่นะ?
ในใจเฟิ่งเซียวนึกฉงน ไม่สบายใจเล็กน้อย แต่กลับไม่เอ่ยปากถามไถ่ ท่านพ่อเหมือนไม่คิดจะบอก หนำซ้ำ เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับชิงเกอ?
ขณะที่เขากำลังกระวนกระวายใจ ในสถานการณ์ที่บรรยากาศห้องโถงยิ่งกดดันอึมขรึม ในที่สุดก็ได้ยินเสียงคนรับใช้ลอยมาจากด้านนอก
“ท่านผู้เฒ่า นายท่าน คุณหนูมาแล้วขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งเซียวกำลังคิดจะลุกขึ้นเดินออกไปเตือนนางเสียหน่อย ใครจะรู้ว่าพอบั้นท้ายเพิ่งพ้นเก้าอี้ ก็ได้ยินเสียงตะคอกพร้อมทั้งตบโต๊ะดังลอยมา
“นั่งลงซะ!”
เขาตกใจเสียจนต้องทรุดนั่งกลับไปด้วยสองขาสั่นไหวหัวใจเต้นรัว ขณะที่นั่งอย่างเป็นระเบียบ ก็มองท่านพ่อที่ยังโมโหโกรธาด้วยความตกอกตกใจ กลับนึกไม่ถึงว่าจะสบเข้ากับแววตาทรงอำนาจที่เฉียบแหลมและแฝงด้วยความขุ่นข้องใจ
จำใจยกยิ้มขึ้น เอ่ยด้วยหน้าเหยเก “ท่านพ่อ ท่านไม่เห็นต้องเกรี้ยวกราดเพียงนี้เลย อย่าทำชิงเกอเสียขวัญสิขอรับ”
สำหรับอำนาจของท่านพ่อ เขานั้นรู้ลึกถึงกระดูกดำ เพียงเสียงตะคอกและแววตา ก็แทบจะทำให้แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างเขากลายเป็นเช่นลูกเต่า อ้อ ไม่สิ ต้องขลาดกลัวในทันที
ท่าทางพาลเหลิงอำนาจแค่กับคนนอก ส่วนกับคนในบ้าน ก็ไม่เคยจะแสดงท่าทีมีอำนาจออกมาเลยสักนิด
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งไม่พูดอะไร แต่ใช้สายตาหลักแหลมเฉียบคมจับจ้องไปบนเรือนร่างที่เดินเข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคย ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
มีหลานสาวอยู่สองคนจริงๆด้วย
คนหนึ่งใบหน้าเสียโฉม อีกคนใบหน้ากลับยังสมบูรณ์ดังเดิม
เขาเหล่ตาพินิจมองอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า
ตอนที่เดินเข้ามา เฟิ่งชิงเกอรู้สึกถึงสายตาแหลมคมของท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่จับจ้องสำรวจมาบนร่าง จึงหวั่นใจเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ แอบแปลกใจกับตัวเองว่า ‘ทำไมถึงมองนางเช่นนี้? หรือเขามองออกรึ ว่านางมีตรงไหนไม่เหมือนเฟิ่งชิงเกอ?’
ตอนที่ 128: ปานรูปหงส์!
“ท่านปู่ ท่านพ่อ”
นางเอ่ยเรียก พยายามจะเมินเฉยบรรยากาศในห้องโถงที่ทำให้คนหายใจไม่ออก มายังข้างกายท่านผู้เฒ่าเฟิ่งและใช้สองมือกอดแขนเขา เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ท่านปู่ แม่หนูเฟิ่งคิดถึงท่านมากเจ้าค่ะ ท่านเก็บตัวฝึกวิชาอยู่หลายเดือน หลานไม่เจอท่านปู่มาตั้งหลายเดือนเลยนะเจ้าคะ!”
ไม่มีเสียงหัวเราะที่คาดไว้ ตรงกันข้าม ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งหรี่สองตาถลึงมองนางไม่วางตา ดวงตาเฉียบแหลมเหมือนจะมองอะไรบางอย่างออก ทำนางใจหายแวบทันใด
“ท่านปู่ เป็นอะไรรึเจ้าคะ?” มือที่เดิมกอดแขนเขาไว้ผละออกอย่างช่วยไม่ได้ ถอยก้าวออกน้อยๆ แล้วมองนางด้วยท่าทางที่มีความกระวนกระวายไม่สงบใจ
เฟิ่งเซียวข้างๆ เห็นท่าที จึงรีบร้อนออกหน้า “ท่านพ่อ ชิงเกอเรียกท่านน่ะ!”
“ข้าจำได้ว่าที่แขนเจ้ามีปานรูปหงส์ ถอดเสื้อนอกซะ เปิดออกมาให้ข้าลองดู” ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งถลึงมองนางด้วยแววตาแหลมคม น้ำเสียงทรงอำนาจ ละเลยซึ่งท่าทางเล็กๆน้อยๆบนใบหน้านางไป
ได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงเฟิ่งชิงเกอที่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง แม้แต่เฟิ่งเซียวยังขมวดคิ้วขึ้นมา “ท่านพ่อ คำพูดท่านหมายความเช่นไร? ทำไมจู่ๆจึงอยากเห็นปานของชิงเกอเล่า? ท่านสงสัยอะไรรึขอรับ?”
“ท่านปู่ ท่านสงสัยว่าข้าไม่ใช่หลานสาวท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ?” ในดวงตามีน้ำตาแห่งความน้อยใจคลออยู่ สีหน้าเจ็บปวดใจ
เฟิ่งเซียวเห็นแล้วลำบากใจอย่างอดไม่ได้ จึงรีบร้อนปลอบโยน “ชิงเกอ ปู่เจ้าหาได้หมายความเช่นนั้น ลูกอย่าคิดไปเองเลย”
ทว่า ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งกลับส่งเสียงหึหนักๆ กวาดตา.มองเฟิ่งเซียวแวบหนึ่ง ก่อนจะมองที่เฟิ่งชิงเกอ ขมวดคิ้วขึ้น น้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างมาก “เปิดปานรูปหงส์ออกมาให้ข้าดู”
“ท่านพ่อ!”
“หุบปาก!” ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งแผดเสียง ดวงตาถลึงอย่างเดือดดาล ทันใดนั้น ก็ทำให้เฟิ่งเซียวไม่กล้าพูดแม้แต่ครึ่งประโยค
เฟิ่งชิงเกอกัดริมฝีปากเบาๆ ในดวงตามีน้ำตาตก “ท่านปู่อย่าโมโหเลย ท่านปู่อยากดูปานรูปหงส์ หลานจะให้ท่านปู่ดูก็ได้เจ้าค่ะ” ขณะที่พูด นางถึงจะปลดผ้าผูกเอวออกครึ่งหนึ่ง ดึงเสื้อนอกลง เผยให้เห็นปานรูปหงส์สีแดงบนแขนขาวราวหิมะ
“ท่านพ่อ ดูสิ ปานรูปหงส์ของชิงเกอก็อยู่ตรงนั้นไม่ใช่หรือ?” เขาไม่เข้าใจท่านผู้เฒ่าเลยจริงๆ ออกไปเพิ่งกลับมา ทำไมถึงอยากดูปานของชิงเกอล่ะ? หรือจะสงสัยว่าลูกสาวเขาถูกคนสับเปลี่ยนตัว?
ต้องรู้ไว้ ทุกวันเขาเห็นนางเดินไปมาในสายตาเขาตลอด การเคลื่อนไหว ท่าทาง ยังมีใบหน้าอีก จะเป็นตัวปลอมได้อย่างไรกัน?
พอเห็นปานรูปหงส์นั้น ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งก็ขมวดคิ้ว กล่าวอีกว่า “เข้ามา”
“ท่านพ่อ!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งไม่สนใจเขา แววตาจับจ้องเฟิ่งชิงเกอ “เข้ามาสิ!” ครั้งนี้น้ำเสียงหยาบกระด้างขึ้นบางส่วน ซ้ำยังมีความน่าเกรงขามที่ยากจะปฏิเสธ
เฟิ่งชิงเกอกัดริมฝีปากเบาๆ มองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นค่อยก้าวนวยนาดเดินไปด้านหน้า มาถึงเบื้องหน้าก็หลุบตาลงน้อยๆ
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเหลือบมองนาง จุ่มนิ้วมือลงในน้ำชา ก่อนจะถูลงไปบนปานรูปหงส์สีแดงนั่น มองอีกที ปานรูปหงส์สีแดงก็ยังอยู่ ไม่ได้จางลง และไม่ถูกเขาเช็ดออก จึงยิ่งขมวดคิ้วลึกขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ท่านปู่ หลานดึงเสื้อนอกขึ้นมาได้รึยังเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามเสียงสะอื้นน้อยๆ พลางมองท่านผู้เฒ่าเฟิ่งด้วยสีหน้าทุกข์ระทม
ไม่รอท่านผู้เฒ่าเฟิ่งปริปาก เฟิ่งเซียวก็รีบกล่าวว่า “ชิงเกอ ดึงเสื้อนอกขึ้นเร็ว ลูกกลับห้องไปก่อนนะ พ่อต้องคุยกับปู่เจ้า”
“อืม” ดวงตานางมีน้ำตาไหลออกมา หลังจากดึงเสื้อขึ้นก็วิ่งออกไปเบาๆ
รอเห็นนางจากไป เฟิ่งเซียวจึงขมวดคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ เอ่ยถามเสียงเข้ม “ท่านพ่อ นี่ท่านทำอะไรอยู่? ท่านกำลังสงสัยหลานสาวตัวเองรึขอรับ?”
ตอนที่ 129: เกิดเรื่องแล้ว!
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งมองไปที่เขา แววตาหมองหม่น กล่าวว่า “ไม่ผิด ข้าสงสัยว่านางไม่ใช่แม่หนูเฟิ่งของข้า”
“จะเป็นไปได้ยังไง! ท่านพ่อ ท่านออกไปด้านนอกแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? มีคนพูดเรื่องเหลวไหลอะไรกับท่านใช่หรือไม่? ท่านจะคิดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?” เฟิ่งเซียวรับไม่ได้นิดหน่อยที่พ่อตัวเองเคลือบแคลงในตัวลูกสาว นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เมื่อมองเฟิ่งเซียว ผู้เฒ่าเฟิ่งก็ส่ายหน้า แม้แต่พ่อตัวเองยังแยกไม่ออกว่าลูกสาวตัวจริงหรือปลอม มิน่าล่ะแม่หนูเฟิ่งถึงไม่กล้ากลับมา
เขาลุกยืนขึ้นมา เอามือไพล่หลังสูดหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยว่า “บางครั้งดวงตาคนเราก็มืดบอด มีอีกมากมายหลายเรื่องที่ต้องใช้หัวใจถึงจะรู้สึก และมองเห็น พ่อเจ้าใช้ชีวิตมาหลายปีดีดักเพียงนี้ เกลือที่กินยังมากกว่าข้าวที่เจ้ากินนัก”
เขามองเฟิ่งเซียวแวบหนึ่ง กล่าวต่อว่า “แม้นางจะแบกใบหน้าของแม่หนูเฟิ่ง มีปานรูปหงส์เหมือนกัน ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นแม่หนูเฟิ่ง ต้องรู้ไว้ ความรู้สึกน่ะ หลอกคนไม่ได้หรอกนะ”
เห็นเขาพูดจบท่าทางทั่วร่างก็เปลี่ยน ก่อนจะก้าวยาวเดินออกไป เฟิ่งเซียวตกใจรีบรั้งเขาไว้ เอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ ท่านคิดจะทำอะไรรึขอรับ?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า “นางไม่ใช่แม่หนูเฟิ่งของข้า ข้าจะจับนางมากระชากหน้ากากเสีย!”
เฟิ่งเซียวฟังคำพูดนี้ก็ตะลึงขึ้นมาทันใด แม้แต่น้ำเสียงก็ยังหนักแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ท่านพ่อ ท่านบ้าไปแล้ว! นางคือชิงเกอ เป็นหลานสาวท่าน แม่หนูเฟิ่งของท่านน่ะ!” เขาคิดว่าท่านพ่อถูกผีเข้า ไม่งั้นคงไม่พูดจาเช่นนี้ออกมาแน่
“หึ! ข้าว่าเจ้าแหละบ้า! แม้แต่ลูกสาวตัวเองก็แยกแยะไม่ออก ยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นพ่อของแม่หนูเฟิ่งอีกรึ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่หนูเฟิ่งได้รับเคราะห์เช่นไร? เจ้ารู้ไหม!”
เมื่อนึกถึงใบหน้าหลานสาวสุดที่รักที่เสียโฉม เขาก็จุกขึ้นมาในลำคอทันใด ก่อนจะถลึงมองเฟิ่งเซียวด้วยดวงตาที่เปียกปอนน้อยๆ
“เจ้าเคยคิดหรือไม่ หากเฟิ่งชิงเกอในจวนผู้นี้เป็นตัวปลอม แล้วแม่หนูเฟิ่งตัวจริงอยู่ที่ใดเล่า? จะรับเคราะห์อยู่หรือไม่? จะทุกข์ทรมานอย่างไม่คาดคิดรึเปล่า? เจ้าไม่เคยคิด ถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่ามีความเป็นไปได้นั้นเกิดขึ้น ขนาดข้าบอกเจ้า ก็ยังไม่ยอมเชื่อ เจ้าบอกสิ มีพ่อเช่นเจ้านี้ แม่หนูเฟิ่งของข้าจะกล้ากลับบ้านมาได้อย่างไร?”
“ท่านพ่อ สิ่งเหล่านั้นที่ท่านบอกเดิมทีก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ข้ารู้แจ้งลูกสาวตัวเองดี นางอยู่ข้างกายข้าเสมอมา ก็ไม่มีตรงไหนที่ไม่ชอบมาพากล ท่านคิดว่าเรื่องพวกนั้นที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ท่านพ่อ ท่านเหนื่อยเกินไปรึเปล่า? หรือว่าดื่มเหล้าเสียจนเมามาย? ให้ข้าประคองท่านกลับไปพักในเรือนไม่ดีกว่ารึ?”
เฟิ่งเซียวออกหน้าจะเข้าประคอง กลับนึกไม่ถึงว่าเขาจะสะบัดแขนเสื้อ แรงที่สะบัดมาผลักเขาถอยออกไปไกลหลายเมตรเสียดื้อๆ
“เจ้าคนไร้ยางอาย! รอก่อนเถิด รอข้าจัดการนังแพศยาตัวปลอมนั่น หลังจากรับแม่หนูเฟิ่งกลับมา ค่อยจัดการกับเจ้า!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งด่าทออย่างเกรี้ยวกราด แล้วเรียกพลังกระโดดขึ้นไปยังด้านในเรือนของเฟิ่งชิงเกอ
“ท่านพ่อ!”
เฟิ่งเซียวตื่นตระหนก หลังจากอุทานก็รีบร้อนตามขึ้นไป แต่สุดท้ายกำลังเขาสู้ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งไม่ได้ ความเร็วยังห่างไกลไม่เท่าเขา แค่เพียงชั่วพริบตาเดียว จึงไม่เห็นเงาร่างแล้ว
เห็นเช่นนี้ เขาก็ตะโกนลั่น “ท่านพ่อ! ท่านอย่าทำอะไรงี่เง่าน่า!”
เพราะการเคลื่อนไหวของสองพ่อลูกเสียงดังมาก คนในจวนจึงแทบจะถูกรบกวนกันหมด ต่างพากันโผล่หัวออกมาพูดคุยเสียงเบา
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ?”
“ข้าคล้ายจะได้ยินว่าท่านผู้เฒ่าหาว่าคุณหนูเป็นตัวปลอม”
“จะเป็นไปได้อย่างไร! ท่านผู้เฒ่าดื่มเหล้าเมาแล้วกระมัง! คุณหนูจะเป็นตัวปลอมได้เช่นไร?”
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องดังลอยมา ทำให้พวกคนรับใช้ที่กำลังพูดคุยกันต่างพากันตกใจ
“ไม่ดีล่ะ เกิดเรื่องแล้ว รีบไปดูเร็ว!”
ตอนที่ 130: ผีเข้าแล้ว!
เมื่อเฟิ่งเซียวมาถึงเรือนลูกสาว ก็ถูกภาพตรงหน้าทำให้ตื่นตระหนกเสียจนหัวใจแทบเต้นกระโจนออกมา
เพียงเห็นว่า ท่านผู้เฒ่าดึงกระบี่ยาวออกมาจากไหนไม่รู้ สองมือจับกระบี่ใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับกำลังตวัดฟันสะเปะสะปะอยู่ในเรือน ส่วนลูกสาวเขาก็ร้องไห้ตกใจหลบอยู่ข้างๆ
“ท่านพ่อ! นี่ท่านทำอะไรน่ะ!”
เขาอุทาน รีบร้อนพุ่งเข้าไปจะยึดกระบี่ในมือเขา เพื่อเลี่ยงไม่ทำให้ใครบาดเจ็บ แต่ใครจะรู้ ท่านผู้เฒ่าเองก็หมุนตัวหลบ ก่อนจะออกแรงผลักเขาออกไป “ไสหัวไป! ข้าจะฆ่านาง! ต้องฆ่านางซะ!”
ใบหน้าเฟิ่งเซียวไร้สีเลือดฝาด พุ่งเข้าไปอีกครั้งกอดอยู่ด้านหลังเขาไว้แน่น “ท่านพ่อ! ท่านมีสติหน่อยเถิด! นั่นชิงเกอ! เป็นหลานสาวท่านนะ!”
“นางไม่ใช่! นางไม่ใช่! นางทำร้ายแม่หนูเฟิ่งของข้า! นางทำร้ายแม่หนูเฟิ่ง! อ๊าก! ปล่อยข้า! ข้าจะฆ่านางซะ!”
สองตาท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเต็มไปด้วยเส้นเลือด ตะโกนลั่นทั้งท่าทางบ้าคลั่ง ดิ้นรนขัดขืนอยากจะกระโจนไปด้านหน้า
ไม่มีใครเห็น ว่าเฟิ่งชิงเกอที่หลบอยู่ด้านข้างทั้งน้ำตานองหน้าด้วยความตกใจขวัญหนีเป็นที่สุด สายตาที่มองไปทางท่านผู้เฒ่าเฟิ่งมีทั้งความชั่วร้ายและตื่นเต้น ประกายเหล่านั้นฉายแวบผ่านไป รวดเร็วไม่มีใครทันสักเกต
นางร่ำไห้อย่างเสียขวัญ ตะโกนว่า “ท่านพ่อ ท่านพ่อช่วยลูกด้วยเจ้าค่ะ ท่านปู่จะฆ่าข้า ฮือๆ…”
เฟิ่งเซียวฟังเสียงร้องคร่ำครวญของลูกรักที่ตกใจทำอะไรไม่ถูก แล้วมองท่าทางท่านผู้เฒ่าที่แทบจะสิ้นเสียสติ ทำเช่นไรก็หยุดไว้ไม่อยู่ สุดท้ายจึงไม่สนใจเรื่องเสียมารยาทอะไรอีก ใช้มือเหยียดตรงดั่งมีดเคาะตัดลงไปทำให้เขาสลบ
“เคร้ง!”
ร่างกายท่านผู้เฒ่าเฟิ่งอ่อนยวบลงไป กระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้น ในที่สุดทั่วทั้งเรือนก็เงียบสงัดลงเพราะเขาหมดสติ
“เจ้าไปเชิญหลินเหล่ามาตรวจดูท่านพ่อเสียหน่อย” เฟิ่งเซียวประคองท่านผู้เฒ่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะออกคำสั่งกับคนรับใช้ด้านนอกเรือน
“ขอรับ ขอรับ” คนรับใช้รีบร้อนขานรับ ผู้คนที่อึกทึกครึกโครมต่างปรี่กลับกันไป ถึงจะไปเชิญท่านหมอในจวนอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งชิงเกอถึงจะเดินเข้ามา สีหน้ายังคงหวาดกลัว “ท่านพ่อ ท่านปู่เป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
“เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?” เขามองไป เห็นนางน้ำตานองหน้า จึงปลอบประโลม “ไม่ต้องกลัวนะ มีพ่ออยู่จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้ เจ้ากลับห้องไปก่อนเถอะ พ่อจะส่งปู่เจ้ากลับเรือนเอง” ขณะที่พูด ก็ประคองท่านผู้เฒ่าที่หมดสติเดินออกไป
“ท่านพ่อ ลูกตามไปดูด้วยนะเจ้าคะ!” นางวิ่งตามมาต้อยๆ เอ่ยว่า “ลูกเป็นห่วงท่านปู่เจ้าค่ะ”
“ได้สิ!” เฟิ่งเซียวพยักหน้า แล้วปล่อยให้นางตามมา
พอวางท่านผู้เฒ่าลงบนเตียงได้ไม่นาน คนรับใช้ก็พาชายชราท่านหนึ่งเดินเข้ามา
“นายท่าน” ชายชราหันไปคำนับให้เฟิ่งเซียว
“หลินเหล่า เจ้ารีบเข้ามาตรวจท่านพ่อข้าเร็ว ลองดูทีว่าเขาไม่สบายตรงไหน” เฟิ่งเซียวกล่าวอย่างร้อนรน ให้สัญญาณเขาเข้ามา
“ขอรับ” หลินเหล่าขานรับ มองไปทางเฟิ่งชิงเกอที่ข้างเตียงแวบหนึ่งด้วยท่าทางสงบเยือกเย็น ถึงจะเดินเข้าไปช่วยตรวจดูอาการท่านผู้เฒ่าที่ข้างเตียง ผ่านไปสักพัก ก็ดึงมือกลับ เอ่ยถาม “นายท่าน ไม่ทราบว่าหลังจากท่านผู้เฒ่ากลับมา มีตรงไหนผิดปกติไปหรือไม่ขอรับ?”
ในดวงตาเฟิ่งเซียวเต็มไปด้วยความกังวลใจ ถอนหายใจ แล้วบอกว่า “หลังจากท่านพ่อเก็บตัวออกมาก็หนีไปข้างนอก ข้านึกว่าเขาออกไปร้านเหล้า นึกไม่ถึงว่าจะเจอกันบนถนน ตอนนั้นเห็นสีหน้าไม่สู้ดีอยู่ตลอด พอกลับมาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ซ้ำยังพูดว่าชิงเกอไม่ใช่หลานสาวเขาอะไรอีก จากนั้นจึงเข้าไปในเรือนชิงเกอ ตอนที่ข้าปรี่มาถึง ก็เห็นเขาถือกระบี่ตวัดฟาดวุ่นวายน่าตกใจเสียจนหัวใจข้าแทบระเบิดออกมาแล้ว”
น้ำเสียงเขาชะงัก ครุ่นคิดเล็กน้อย “หนำซ้ำ ตอนนั้นข้าเห็นท่าทีเขาไม่ชอบมาพากลนิดหน่อย”
ตอนที่ 131: ประสาทฟั่นเฟือน!
หลินเหล่าพยักหน้า กล่าวว่า “นั่นก็ถูกขอรับ หลินเหล่าว่าท่านผู้เฒ่าคงเกิดปัญหาอะไรตอนฝึกวิชา ทำให้จิตวิกลจริตไปเล็กน้อย”
“อะไรนะ?”
เฟิ่งเซียวส่งเสียงอุทาน “เจ้าคิดว่าเขามีปัญหาระหว่างฝึกฝน ทำให้จิตวิกลจริตเล็กน้อยรึ? จะเป็นไปได้ยังไง! หากเกิดปัญหาตอนฝึกวิชา เดาว่าคงเพียรฝึกฝนเสียจนจิตวิปลาส แต่ข้าดูท่าทีแล้ว พลังเร้นลับทั้งหมดในร่างล้วนปกติดี ไม่น่าจะเกิดเรื่องอย่างที่เจ้าว่า เจ้าวินิจฉัยผิดรึเปล่า?”
ฟังคำพูดนี้ ชายชราขมวดคิ้วน้อยๆ “หากนายท่านไม่เชื่อ เชิญคนอื่นมาตรวจรักษาท่านผู้เฒ่าได้ แต่ข้าแค่อยากบอก ไม่ว่าจะเรียกใครมาก็เหมือนๆกัน หนำซ้ำ อย่างดีที่สุดตอนนี้ต้องขังท่านผู้เฒ่าไว้ มิเช่นนั้นรอเขาฟื้นขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะเป็นเหมือนเช่นก่อนหน้านี้หรือไม่ เวลานี้เขาอันตรายยิ่งนัก ทำเรื่องอะไรลงไปแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รับรู้ด้วยซ้ำ”
“ท่าน ท่านจะบอกว่า หากท่านปู่ฟื้นขึ้นมา ก็อาจจะถือกระบี่มาฆ่าข้าอีกรึ?” เฟิ่งชิงเกอเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือน้อยๆ สีหน้าซีดเผือดอยู่บ้าง
หลิ่นเหล่าพยักหน้า “อืม เป็นไปได้มากขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าเฟิ่งเซียวผึ่งผายขึ้นมา มองลูกสาวที่กำลังพยายามข่มความหวาดกลัวไว้ แล้วมองท่านพ่อที่หมดสติอยู่บนเตียง ก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ตามหมอหลายๆท่านมาตรวจดูก่อนค่อยว่ากัน ชิงเกอ เจ้ากลับเรือนไปก่อน ที่นี่มีพ่ออยู่ก็พอแล้ว”
“อืม”
นางหลับตาลงพยักหน้า ในใจนึกไม่ถึงว่าเขาจะไม่จับท่านผู้เฒ่าขังอย่างง่ายดายเช่นนั้น อันที่จริง ความรู้สึกพ่อลูกระหว่างเขากับท่านผู้เฒ่าก็ดียิ่งเสมอมา คงไม่ตัดสินว่าท่านผู้เฒ่าสติฟั่นเฟือนเพียงเพราะคำพูดของหมอท่านหนึ่ง และยิ่งจะไม่กักขังตัวท่านผู้เฒ่าขึ้นมาโดยง่าย
ทว่า ต่อให้เชิญใครมาก็เหมือนๆกัน นางจะทำให้เขาเชื่อ ว่าท่านผู้เฒ่าเสียสติไปแล้ว
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วนั่งเอามือหนึ่งเท้าคางอยู่ในเรือน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ขนาดเหลิ่งซวงกลับมา ก็ยังไม่ทันสังเกต
“นายท่านเจ้าคะ?”
“หืม?” เธอดึงสติกลับมา เห็นนางยืนอยู่ข้างกาย จึงเอ่ยถาม “พวกเจ้ากลับมาแล้วรึ? เลือกคนมาได้รึเปล่า?”
“ได้เจ้าค่ะ คุณชายซื้อตัวกลับมาห้าคน จึงอยากเชิญนายท่านออกไปนอกเรือนเจ้าค่ะ”
“อืม” เธอผูกผ้าคลุมหน้า ก้าวนวยนาดมาถึงด้านนอกเรือน
กวนสีหลิ่นเห็นนางเข้า จึงรีบร้อนเข้าไปรับหน้า “เสี่ยวจิ่ว เจ้ามาแล้ว ลองดูสิ ข้าซื้อตัวกลับมาห้าคน หนึ่งในนั้นเป็นแม่ครัวด้วยนะ” ไม่ทันไร ก็กล่าวกับคนเหล่านั้นว่า “พวกเจ้าเงยหน้าขึ้นมาให้น้องสาวข้าดูสิ”
“เจ้าค่ะ”
ทุกคนตอบรับ ถึงจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย เมื่อเห็นสาวน้อยที่ทั่วร่างล้วนดูสง่างามยืนอยู่เบื้องหน้า ในดวงตาพวกเขาต่างฉายแววตื่นตาตื่นใจ กลับไม่กล้าพินิจมองอย่างเหิมเกริมเกินไปนัก แต่มองแค่แวบเดียวก็รีบก้มหน้าลง
สายตาเฟิ่งจิ่วเหลียวมองผ่านพวกเขา หลังจากพินิจมองรอบหนึ่ง ก็เอ่ยถาม “พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้าง?”
“เชิญคุณหนูตั้งชื่อให้พวกข้าน้อยได้เลยเจ้าค่ะ” แม่ครัวที่อายุค่อนข้างมากปริปากบอก เพราะพวกนางล้วนถูกซื้อตัวมา หลังจากนี้ก็จะเป็นคนของบ้านนี้แล้ว จึงไม่สามารถใช้ชื่อแซ่ก่อนหน้าได้เป็นธรรมดา
“งั้นใช้คำว่า ชิง นำหน้า ผิง อัน หรู อี้ สี่คำนี้พวกเจ้าเลือกคนละหนึ่ง ส่วนแม่ครัว ก็ชื่อ ชิงเหนียง ละกัน!”
“ขอบคุณคุณหนูที่ตั้งชื่อให้เจ้าค่ะ” พวกเขาคุกเข่าคำนับ
เธอพยักหน้า บอกกับกวนสีหลิ่นข้างๆว่า “ท่านพี่ ให้เหลิ่งซวงจัดการที่พักให้พวกนาง บอกกฎระเบียบเสียหน่อย วันนี้ออกไปข้างนอกมาทั้งวันข้าจึงเหนื่อยๆอยู่บ้าง ขอกลับห้องไปพักผ่อนก่อนนะ”
“ได้สิ เจ้าไปเถอะ!” เขาพยักหน้า หลังจากมองส่งนางออกไป ถึงจะกำชับเหลิ่งซวงให้จัดที่พักให้พวกนาง แล้วค่อยเดินตามไป
“ตามข้ามา!” เหลิ่งซวงบอก พาพวกนางไปยังด้านในเรือน
ตอนที่ 132: ตั้งเป้าหมายแรก!
ผ่านไปสองสามวัน ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งก็ไม่มาอีกเลย เดิมทีเฟิ่งจิ่วคิดว่า หลังจากเห็นเฟิ่งชิงเกอคนในจวนตระกูลเฟิ่ง เขาอาจนึกว่าเธอเป็นตัวปลอม แต่สองวันมานี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ถูกต้อง
ว่ากันตามท่าทางและน้ำเสียงของท่านผู้เฒ่าเฟิ่งในตอนนั้น ต่อให้นึกว่าเป็นตัวปลอม ก็ต้องมาหาเธออีกแน่ๆ แต่รอมาสองสามวันแล้ว ก็ไม่เห็นมาเลย นี่แหละที่น่าสงสัย
ดังนั้น พอเธอออกประตูห้องมา จึงสั่งกับเหลิ่งซวงที่กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกวิชาอยู่ในลานบ้าน “เหลิ่งซวง เจ้าไปไถ่ถามเสียหน่อย ว่าสองวันมานี้ที่จวนตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” แม้ในใจเหลิ่งซวงคิดสงสัย กลับลุกขึ้นจากไปโดยไม่ถามอะไรมาก
เธอมานั่งในลานบ้าน เฝ้ารอคำตอบที่เหลิ่งซวงไปสอบถามกลับมาอยู่เงียบๆ หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดี ก็ไม่อาจมีกะใจมาฝึกฝนวิชาได้ตลอด เดิมไม่ได้คิดจะรีบกลับบ้านตระกูลเฟิ่งถึงเพียงนั้น ทว่า สถานการณ์ตอนนี้…
“เสี่ยวจิ่ว ชิงเหนียงต้มซุปหวาน ข้าเลยยกมาให้เจ้าถ้วยหนึ่ง ลองชิมสิ รสชาติไม่เลวเลยนะ” กวนสีหลิ่นยิ้มพลางเดินเข้ามา บนถาดในมือยังมีซุปหวานอยู่ถ้วยหนึ่ง
“ขอบคุณท่านพี่” เธอเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะลุกขึ้นรับไว้
กวนสีหลิ่นนั่งลงข้างโต๊ะหิน พูดว่า “เสี่ยวจิ่ว ที่ข้ามา ยังมีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”
“หืม? เรื่องอะไรรึ?” เธอซดซุปหวาน พลางเอ่ยถาม
เขาลังเลสักพัก ถึงจะบอกว่า “ข้าอยากไปประลองที่ตลาดมืด”
ฟังคำพูดแล้ว เธอก็ขมวดคิ้วขึ้น “ท่านคิดจะใช้วิธีนั้นมาหาเงินรึ? ของพรรค์นั้นเดิมทีก็หาเงินได้ไม่เท่าไหร่ หนำซ้ำ หากเจอคู่ต่อสู้ที่แกร่งกว่าเขาคงไม่ปราณีท่าน แม้แต่โอกาสจะยอมแพ้ยังไม่มีเลย”
“ข้าคิดว่า ในสถานที่เช่นนั้นนอกจากหาเงิน ยังสามารถพัฒนากำลังต่อสู้ได้ด้วย ตอนนี้สำหรับข้า ข้อด้อยที่สุดก็คือประสบการณ์จริง ดังนั้นข้าจึงอยากสั่งสมประสบการณ์ก่อน จากนั้นค่อยเข้าร่วมงานประลองคัดเลือกของแคว้นแสงสุริยันที่จะจัดขึ้นทุกสามปี กลายเป็นสิบอันดับแรกของรายชื่อนักสู้ผู้โด่ดเด่น เช่นนี้ถึงจะมีโอกาสเข้าไปฝึกฝนวิชาในสำนักดาวประดับเมฆา”
“สำนักดาวประดับเมฆารึ?”
เธอค้นหาในห้วงความทรงจำสักพัก กล่าวว่า “สำนักฝึกวิชาที่จัดอยู่ในระดับเจ็ดดาวน่ะรึ? ข้าจำได้ว่าการคัดสรรของที่นั่นเข้มงวดยิ่งนัก ซ้ำยังคัดเลือกทุกสามปี ในแคว้นเล็กๆระดับเก้าอย่างแสงสุริยันนี้ เหมือนว่าจะไม่มีใครสักคนได้เข้าไปในสำนักดาวประดับเมฆามาหลายปีแล้วนะ!”
“อืม สำนักดาวประดับเมฆาเกณฑ์ผู้ฝึกได้เคร่งครัดมาก หนำซ้ำในแคว้นเหินเวหาที่เป็นถึงแคว้นขนาดกลางระดับหก ก็ยังต้องอยู่ในสิบอันดับผู้แกร่งกล้าของแคว้นแสงสุริยัน ถึงจะมีโอกาสได้ลองไปที่นั่นสักครั้ง แม้จะรู้ว่ายากนัก แต่ข้ายังอยากลองดู อีกอย่าง เพียงออกจากแคว้นแสงสุริยัน ในอนาคตข้าอาจจะหาท่านพ่อพบก็ได้”
ฟังคำพูดเขา เธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาพูดได้ไม่เลวเลยจริงๆ หากจะออกจากแคว้นเล็กๆระดับเก้าไปยังแคว้นอื่นที่ระดับสูงกว่านี้ ต้องมีพละกำลังเป็นที่ยอมรับถึงจะเข้าไปได้ มิเช่นนั้น ต่อให้เป็นท่านอ๋องแคว้นหนึ่ง เมื่อไปถึงที่นั่นก็ทำได้แค่ถูกปฏิเสธอยู่นอกประตูเมือง
พูดถึงมู่หรงอี้เซวียน เขาเป็นท่านอ๋องของแคว้นแสงสุริยัน และเป็นผู้มีพรสวรรค์ดั่งฟ้าประทานเช่นกัน เดิมทีมีโอกาสมากที่จะเข้าไปฝึกวิชาในสำนักดาวประดับเมฆา ทว่าสามปีก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทำให้เขาพลาดโอกาสไป กระทบไหล่ผ่านสำนัก หากอยากจะเข้าไปอีก ก็ทำได้เพียงร่วมงานประลองที่จัดขึ้นทุกสามปี
“ในเมื่อท่านตั้งเป้าหมายไว้แล้ว ก็ทำไปเถอะ! แต่จงจำไว้ให้มั่น สู้กับคนอื่นจำต้องระวัง หากเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งยิ่งต้องยอมแพ้ทันที ควรรู้ไว้ แพ้ประลองหนึ่งรอบไม่เสียหน้า หากสิ้นชีพก็สายเกินจะเสียใจภายหลัง”
“อืม ข้ารู้ดี”
เขาคลี่ปากแย้มยิ้ม ก็เห็นเหลิ่งซวงเดินเข้ามา
ตอนที่ 133: เปิดเผยตัวตน!
“นายท่าน”
เหลิ่งซวงขานเรียก ก่อนจะก้มหัวไปทางกวนสีหลิ่น “คุณชาย”
“ว่ายังไงบ้าง?” เฟิ่งจิ่วหันมองนางพลางเอ่ยถาม
“สองวันนี้ที่บ้านตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นจริงๆ ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งถูกจับขังเจ้าค่ะ”
“ถูกจับขังรึ?” เธอย่นคิ้วน้อยๆ น้ำเสียงยกสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าค่ะ เพราะเป็นเรื่องในจวนตระกูลเฟิ่ง คนภายนอกจึงไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้แค่ว่าสองวันนี้ท่านแม่ทัพเฟิ่งเชิญหมอหลายท่านมาที่จวน ทุกการวินิจฉัยล้วนบอกว่าท่านผู้เฒ่าเฟิ่งอาการคลุ้มคลั่ง มีอันตรายที่อาจทำร้ายคนอื่นๆดังนั้นจึงถูกจับขังไว้เจ้าค่ะ”
หลังจากฟังคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วหน้าหมองลงไม่ปริปากแม้ครึ่งเสียง ทำให้กวนสีหลิ่นข้างๆสงสัยยิ่งนัก มองเหลิ่งซวงแวบหนึ่ง แล้วมองเฟิ่งจิ่วอีกแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ถามไปอย่างอดใจไม่ไหว “เสี่ยวจิ่ว เจ้าถามหาเรื่องตระกูลเฟิ่งทำไมรึ?”
ได้ยินเช่นนั้น เธอก็หันมองเขา เห็นสีหน้าเคลือบแคลงใจ แม้แต่เหลิ่งซวงยังมองมาที่เธอด้วย นิ่งอยู่สักพัก ถึงจะกล่าวว่า “เรื่องนี้อาจควรบอกพวกเจ้าได้แล้ว”
ทั้งสองคนหวั่นใจเล็กน้อย สายตาจับจ้องบนร่างตาไม่กะพริบ ต่างรู้ว่าบนตัวมีความลับมาตลอด แต่นางไม่บอก พวกเขาจึงไม่ถาม
“ข้ายังมีอีกตัวตนหนึ่ง นั่นคือลูกสาวของเฟิ่งเซียว นามว่า เฟิ่งชิงเกอ”
“อะไรนะ!”
ฟังสิ่งที่นางพูดออกมา ราวกับฟ้าคะนองที่ก่อพายุขึ้นในหัวใจพวกเขาชั่วขณะ
“เจ้าคือเฟิ่งชิงเกอรึ? ละ แล้วเฟิ่งชิงเกอที่พวกเราพบวันนั้นเล่า? นางเป็นใคร?” กวนสีหลิ่นเบิกตาออกกว้างอย่างงงงัน สีหน้าตกตะลึง
ทว่า พอคิดว่าเสี่ยวจิ่วไม่น่าจะหลอกเขา ก็นึกถึงวันนั้นที่เขามักจะรู้สึกว่าเฟิ่งชิงเกอกับเสี่ยวจิ่วคล้ายกันอยู่นิดหน่อย เวลานี้ได้ยินคำพูดเช่นนี้อีก เพียงรู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
แม้แต่เหลิ่งซวงที่เย็นชาเสมอ ตอนนี้ยังมีสีหน้าตกใจ
หากนายท่านเป็นเฟิ่งชิงเกอ งั้นก็อธิบายได้ว่าทำไมนางถึงสนใจเรื่องตระกูลเฟิ่งเพียงนั้น แต่ว่า หากนายท่านคือคุณหนูเฟิ่งชิงเกอแห่งจวนตระกูลเฟิ่ง เช่นนั้น เฟิ่งชิงเกอตัวปลอมก็เป็นคนที่ทำลายใบหน้านายท่านน่ะสิ?
“นางชื่อซูรั่วอวิ๋น ตอนอายุไม่กี่ขวบถูกข้าเก็บกลับมาจากข้างถนน ติดตามอยู่ข้างกายข้าเสมอ ทว่าใจคนยากแท้หยั่งถึง นางสวมรอยตัวตนข้า กรีดรอยบนใบหน้า แล้วให้คนส่งข้าไปขายยังหอนางโลม ซ้ำยังป้อนยาพิษให้ด้วยกลัวว่าข้าจะไม่ตาย”
น้ำเสียงเธอนิ่งสงบ เหมือนกำลังเล่าเรื่องราวของคนอื่น แต่กวนสีหลิ่นกับเหลิ่งซวงฟังแล้ว กลับกำหมัดขึ้นมาไว้แน่น ขณะที่ทุกข์ใจ ก็อดใจรอให้ได้ลงมือกำจัดหญิงสาวใจยักษ์นามซูรั่วอวิ๋นนั่นด้วยตัวเองแทบไม่ไหว!
เฟิ่งจิ่วซดซุปหวานที่เย็นชืดขึ้นนิดหน่อย ผุดเผยรอยยิ้มอ่อนโยน เอ่ยว่า “แต่ว่า ถึงนางคิดแผนไว้แยบยล ก็คงคาดไม่ถึงว่าข้าจะยังมีชีวิตอยู่ และยิ่งนึกไม่ถึงว่าข้าจะกลับมา”
“เสี่ยวจิ่ว ที่เจ้าไม่กลับไปบ้านตระกูลเฟิ่ง เพราะกลัวว่าทั้งพ่อและปู่เจ้าจะมองใบหน้าเสียโฉมนี้ไม่ออกใช่หรือไม่เล่า?” กวนสีหลิ่นมองนางอย่างเจ็บปวด หัวใจก็บีบรัดจนกลายเป็นก้อนกลม
ตอนแรกที่พบกันในป่าเก้าหมอบ นางต่อกรกับฝูงหม่าป่าตัวคนเดียว ความฮึดสู้และบ้าระห่ำนั้น ยังคงตราตรึงมาถึงตอนนี้ ตลอดมาเขาไม่เคยนึกออกว่าวงศ์ตระกูลใดกันแน่ที่สอนสั่งสาวน้อยเช่นนางออกมาได้ แต่ในเวลานี้ เขาเข้าใจอย่างท่องแท้แล้ว
ไม่ใช่เพราะนางอยากแข็งแกร่ง แต่ถูกบังคับให้ต้องแข็งแกร่ง หากไม่โหดเหี้ยม ก็มีชีวิตต่อไปไม่ได้แน่
“แม้ใบหน้าเสียโฉม ทว่าหลายวันก่อนที่พบท่านปู่บนถนน เขากลับมองข้าออกในแวบเดียว” เมื่อนึกถึงท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่ติดเหล้าเท่าชีวิต เธอก็ผุดรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
พอเก็บรอยยิ้ม ในใจก็มีความกังวลอยู่เลือนรางน้อยๆ ตอนนี้เขาถูกขังไว้ ไม่รู้ว่าสถานนการณ์เป็นเช่นไรบ้าง?
ตอนที่ 134: สำรวจจวนตระกูลเฟิ่งยามวิกาล!
“หรือจะบอกว่า ครั้งนี้ที่ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งมีอาการคลุ้มคลั่ง ก็เป็นฝีมือซูรั่วอวิ๋นรึ?”
กวนสีหลิ่นเบิกดวงตาโตเล็กน้อย เพียงรู้สึกว่าสาวน้อยผู้นั่นช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ในเมื่อยึดตัวตนเสี่ยวจิ่วไป กลับทำเหมือนญาติพี่น้องนางหาใช่ของตนไม่ ซ้ำยังวางแผนทำร้ายพวกเขาอีก ผู้หญิงเช่นนี้ต้องลงโทษจับหั่นเป็นชิ้นๆสถานเดียว!
เธอครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “หลังจากกลับไป ท่านปู่ไม่น่าจะจู่ๆก็เป็นเช่นนั้น ข้าคิดว่าต้องเป็นฝีมือนางแน่นอน รอพลบค่ำข้าลองเข้าไปดูแล้วค่อยว่ากัน”
“เจ้าคิดจะแอบเข้าไปในจวนรึ? แต่สถานที่เช่นจวนตระกูลเฟิ่ง ต้องคุ้มกันไว้แน่นหนามากเป็นแน่ เกรงว่าจะเข้าไปไม่ง่ายดายนัก” เขาพูดอย่างกังวลอยู่บ้าง กล่าวอีกว่า “อีกอย่าง หากถูกจับได้ นึกว่าเจ้าเป็นนักฆ่าแล้วฆ่าทิ้ง จะทำเช่นไร?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง ด้วยกำลังของข้าตอนนี้ จะแอบเข้าจวนตระกูลเฟิ่งก็ไม่ใช่ปัญหา” ในคำพูดเธอมีความมั่นใจ สายตาจับจ้องบนตัวเขา กล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าจัดการเองได้ ท่านไม่ต้องกังวลใจ ทั้งหมดรอหลังจากข้าสำรวจจวนตระกูลเฟิ่งคืนนี้ค่อยว่ากัน”
“อืม งั้นเจ้าจำต้องระวังหน่อยนะ” กวนสีหลิ่นกำชับอย่างไม่วางใจ
“นายท่าน ให้ข้าตามไปด้วยไหมเจ้าคะ? หรือจะให้คอยหนุนอยู่ด้านนอก?” เหลิ่งซวงเอ่ยปากถาม
“ไม่ต้องหรอก”
เธอลุกยืนขึ้นมา เอ่ยกับทั้งสองว่า “พวกเจ้าคอยอยู่ในบ้านเถิด! ข้าจะกลับไปฝึกวิชาในห้องก่อน มื้อเย็นไม่ต้องตามข้านะ” หลังจากกำชับแล้ว พอจะหันตัวเข้าห้อง ก็หยุดฝีเท้าลง มองไปที่เหลิ่งซวง
“พี่ชายข้าจะไปลานประลองตลาดมืด สักพักเจ้าเข้าไปกำชับพวกเขาที ให้คอยดูแลเขามากๆหน่อย”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ หลังจากเห็นนางเข้าห้องไป ถึงจะมองที่กวนสีหลิ่นข้างๆ “คุณชาย ท่านจะไปลานประลองรึเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง ข้าอยากไปลองเชิงฝีมือที่นั่นน่ะ”
น้ำเสียงเขามีความกระตือรือร้นอยากลองอยู่บางส่วน กล่าวด้วยสายตาที่มีจิตวิญญาณโลดแล่น “และข้าอยากจะเข้าสำนักดาวประดับเมฆา ดังนั้นในการประลองที่จัดทุกสามปี ข้าต้องมีชื่ออยู่ในสิบอันดับแรกของแคว้นแสงสุริยัน”
“สำนักดาวประดับเมฆาคัดเลือกผู้ฝึกทุกสามปี ตอนนี้ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกหนึ่งปี” ขณะที่พูด เธอก็มองเขา เอ่ยว่า “แต่ว่า ที่นั่นเคร่งครัดมาก รวมรวบยอดฝีมือจากแต่ละที่มาไว้ในที่เดียว เวลาหนึ่งปีท่านมั่นใจว่าจะเข้าสำนักดาวประดับเดือนได้รึเจ้าคะ?”
“ข้าจะเข้าไปได้แน่.นอน!” คำพูดเขาหนักแน่น ตรงหว่างคิ้วก็มีความมั่นใจเป็นที่สุด
เฟิ่งจิ่วที่กลับมาในห้องเข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติ ภายในห้วงมิติ กลิ่นอายพลังเร้นลับทั่วร่างหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ยิ่งหมุนยิ่งคละคลุ้ง หลังจากฝึกฝนกลิ่นอายพลังเร้นลับ ก็ยังฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้อีก จนกระทั่งเวลาตกดึกถึงจะออกมา
เธอที่เปลี่ยนใส่ชุดสีดำปิดบังใบหน้าไว้ กระดกปลายเท้าออกจากลานบ้าน ไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง…
และตอนนี้ ในห้องโถงจวนตระกูลเฟิ่ง โคมไฟสว่างราวกับกลางวัน
เฟิ่งจิ่วที่แอบเข้าจวนมาเงียบๆอยู่เหนือหลังคาห้องโถง ร่างกายกึ่งนอนคว่ำพลางแง้มเปิดแผ่นกระเบื้องออกน้อยๆ ก่อนจะมองทะลุผ่านช่องลงไป
เพียงเห็นว่า บนตำแหน่งที่อาวุโส หลังจากเฟิ่งเซียวที่นั่งอยู่ฟังมู่หรงอี้เซวียนทางด้านล่างซ้ายอธิบายที่มาที่ไป สีหน้าก็ซีดเผือด ฝ่ามือตบโต๊ะรุนแรงอย่างโกรธเคืองไม่สิ้นสุด ตะคอกเสียงดังด้วยความโมโห “เจ้าพูดให้ข้าฟังอีกทีซิ!”
ใบหน้าหล่อเหลาของมู่หรงอี้เซวียนมีความรู้สึกผิดและขออภัย ลุกยืนขึ้นมา กล่าวอย่างจริงจังว่า “ท่านอาเซียว ข้ารู้ว่ายากนักที่ท่านจะยอมรับ แต่นี่ข้าคิดทบทวนมาอย่างดีถึงได้ตัดสินใจ และเรื่องนี้ข้าก็เคยพูดกับชิงเกอแล้วด้วย”
เห็นเขาเดือดดาล จึงกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ดังนั้นข้าจึงหวังให้ตระกูลเฟิ่งเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสนอเรื่องถอนหมั้น เช่นนี้แล้วจะทำร้ายจิตใจชิงเกอได้น้อยที่สุด”
ตอนที่ 135: ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งทุกข์ใจ!
“ทำร้ายนางน้อยลงรึ? ที่เจ้าขอถอนหมั้นก็ทำนางชอกช้ำใจแล้ว รู้บ้างหรือไม่?”
เฟิ่งเซียวมองเขาอย่างขุ่นเคือง ลุกยืนขึ้นมากล่าวว่าหาความ “พวกเจ้าสองคนถือเป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กที่เติบโตมา มีใจให้กันตั้งแต่เล็ก เดิมทีข้านึกว่าพวกเจ้าแต่งงานกันในปีนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าตอนนี้เจ้าจะเอ่ยปากขอถอนหมั้น เจ้าคิดว่านี่จะทำให้ชิงเกอผิดหวังหรือไม่เล่า?”
เฟิ่งจิ่วบนหลังคามองไปยังเฟิ่งเซียวที่โกรธจัด นี่คือท่านพ่อของเธอ พ่อที่รักลูกสาวเท่าชีวิต แต่เพราะการเอาใจที่มากเกิน ถึงไม่เคลือบแคลงว่าลูกสาวตัวเองมีบางอย่างเปลี่ยนไป ในสายตาเขา ไม่ว่าลูกสาวจะทำอะไรยังไง ล้วนก็ดีที่สุด
สำหรับเขา เธอพูดไม่ออกจริงๆว่ารู้สึกเช่นไร ผิดหวังรึ? ก็ไม่ใช่ อันที่จริง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอถูกสับเปลี่ยนตัว ไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าจะพูดจากด้านไหนๆ เขาล้วนเป็นพ่อที่ดี และยังเป็นพ่อที่แสนรักใคร่ลูกสาว
พอมองเขาอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก็เบนสายตาไปจับจ้องบนร่างมู่หรงอี้เซวียน นึกไม่ถึงว่าเขาจะมาขอถอนหมั้น แต่ว่า ตอนนี้เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ ต้องมองหาว่าท่านปู่ถูกขังไว้ที่ไหนเสียก่อน
เธอขยับกระเบื้องกลับที่เดิมด้วยความระมัดระวัง ดึงพลังขึ้นกระโดด จากลาอย่างเงียบเชียบ และมุ่งไปยังเรือนด้านหลัง…
อาศัยความทรงจำในหัว นางคุ้นเคยกับจวนตระกูลเฟิ่งเช่นเดิม จึงมาถึงเรือนท่านปู่อย่างง่ายดาย ในสายตานาง แม้ท่านผู้เฒ่าจะถูกวินิจฉัยว่าจิตวิปลาสเสียจนโดนจับขังไว้ ก็น่าจะถูกขังในเรือนตัวเอง สุดท้ายแล้ว ด้วยความกตัญญูที่ท่านพ่อมีต่อท่านปู่ จึงไม่น่าจะรุนแรงกับเขานัก
“ปล่อยข้าออกไป! ปล่อยข้าออกไปนะ! ข้าจะฆ่าเจ้าซะ! เจ้าผู้หญิงต่ำทราม! นังหญิงเดนนรก!”
ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงร้องโวยวายของท่านผู้เฒ่าลอยมาจากด้านในห้อง ไม่นานนัก ซูรั่วอวิ๋นในชุดกระโปรงสีฟ้าน้ำทะเลก็เดินออกมา ขณะที่ประตูห้องปิดลง ยังเอ่ยกับองครักษ์ที่เฝ้าประตูอย่างเสแสร้งว่า “สุขภาพท่านปู่ไม่ค่อยดี พวกเจาจำต้องดูแลอย่างระมัดระวังล่ะ”
“คุณหนูวางใจเถอะ ข้าน้อยจะดูแลท่านผู้เฒ่าอย่างดีขอรับ” องครักษ์สองนายเอ่ยเสียงเข้ม
“อืม พรุ่งนี้ข้าจะมาอีกนะ” นางพยักหน้า ก่อนจะเคลื่อนก้าวย่างจากไปเบาๆ
เห็นเธอจากไป สององครักษ์เห็นรอบๆไม่มีคน จึงพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เจ้าว่าทำไมท่านผู้เฒ่าถึงเอาแต่ด่าทอคุณหนู? ซ้ำยังบอกว่านางเป็นตัวปลอมอีก?”
“ไหนบอกว่าเชิญหมอหลายท่านมา สุดท้ายผลวินิจฉัยก็เหมือนๆกันไม่ใช่หรือ? ต่างพูดว่าท่านผู้เฒ่ามีอาการคลุ้มคลั่ง เจ้าว่า หากไม่เป็นเช่นนี้ อยู่ดีๆจะหยิบกระบี่มาฆ่าคุณหนูได้อย่างไรเล่า?”
องครักษ์ผู้นั้นเกาหัว เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “แต่นี่มันแปลกมากนะ! เห็นชัดๆว่าก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่ายังดีๆอยู่เลย จู่ๆกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน? ข้ามักจะรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่พูดไม่ออกว่าแปลกตรงไหน”
“อย่าสนใจมากนักเลย เฝ้าท่านผู้เฒ่าดีๆ อย่าให้เกิดเรื่องก็พอ อื้ม!”
เพิ่งจะสิ้นสุดน้ำเสียงองครักษ์ตระกูลเฟิ่ง ทั้งสองก็ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ร่างกายสลบล้มลงไปบนพื้น
เฟิ่งจิ่วในชุดดำโดดลงมาในเรือน หลังจากมองไปยังบริเวณรอบๆ ก็ผลักเปิดประตูเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า เมื่อเธอเห็นท่านผู้เฒ่าด้านใน รอบตากลับแดงก่ำน้อยๆอย่าง.อดไม่ได้ เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไป เรียกเสียงสะอึกสะอื้น “ท่านปู่!”
ท่านผู้เฒ่าถูกขังอยู่ในห้องจริงๆ แต่ที่นางนึกไม่ถึงคือการที่เขาถูกสยายผมล่ามตรึงไว้บนเตียง มือเท้าถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเหล็กสีดำ สองตาปรากฏเส้นเลือดอย่างผิดปกติ ใต้เปลือกตามีรอยช้ำดำเขียวอยู่จางๆหายไปแค่ไม่กี่วัน ทั้งตัวกลับผอมลงไปเยอะเลย
ตอนที่ 136: ถูกพบตัว!
“ฆ่าเจ้าซะ! ฆ่าเจ้าซะ! อ๊าก! ปล่อยข้าออกไป! ปล่อยข้าออกไป!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งร้องโวยวายบ้าคลั่งอย่างเสียสติโดยสิ้นเชิง พลังเร้นลับทั่วร่างกำลังพลุ่งพล่าน ทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ข้างกายเขาเกินไปนัก
“ท่านปู่ เป็นข้า นี่ข้าเอง! ข้าแม่หนูเฟิ่งไง”
เห็นชายแก่ต้องมารับเคราะห์เช่นนี้เพราะเธอ น้ำตาก็ไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว หัวใจคับแน่นเจ็บปวด เวลานี้ล่ะอยากจะยกซูรั่วอวิ๋นขึ้นแขวนแล้วเฉือนเนื้อรีดเลือดเสียจริง! เพื่อระบายซึ่งความเกลียดชังในใจ
“ฆ่าเจ้าซะ! อ๊าก!”
เห็นเขาสิ้นเสียสติโดยสมบูรณ์ เธอจึงทำได้เพียงอดกลั้นความเจ็บปวดในใจ ดึงเข็มเงินออกมาปล่อยกลิ่นอายพลังเร้นลับเข้าทิ่มไปที่เขา
“ฆ่า…”
น้ำเสียงท่านผู้เฒ่าเฟิ่งอ่อนลง ทั้งร่างเป็นลมตามไป พร้อมกลิ่นอายพลังเร้นลับบนร่างก็เหือดหาย
เธอเร่งฝีเท้าเดินออกหน้ามาจับชีพจรเขาถึงข้างเตียง พอตรวจไปก็หม่นใจเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเหล็กเส้นหนึ่งออกจากห้วงมิติมาสะเดาะล็อคตรงมือและเท้า หลังจากกดจุดเส้นประสาทที่ทำให้เขาสลบไว้ ก็ส่งตัวเข้าห้วงมิติ ถึงจะออกไปด้วยความรวดเร็ว กลับไม่นึกว่า เมื่อออกประตูไป จะพบกับคนรับใช้ที่กำลังเดินเข้ามาในเรือนพอดี
“ใครน่ะ!”
คนรับใช้ตะโกนลั่น เห็นสอง.องครักษ์ล้มอยู่บนพื้นไม่รู้เป็นหรือตาย คนชุดดำนั่นเข้าไปในห้องท่านผู้เฒ่า ด้วยความตกใจ จึงแผดลั่นเสียงออกไปทันที “มานี่สิ! มาเร็วๆเข้า! มีคนร้าย!”
ขณะสิ้นสุดน้ำเสียง ก็เดินก้าวไปด้านหน้า ทั้งตัวคนกระโจนออกไป อยากจะจับกุมตัวคนชุดดำนั่นไว้
บ้าจริง!
เฟิ่งจิ่วแอบสบถอยู่ในใจ ไม่นึกว่าเวลานี้จะมีคนเข้ามา ตอนนี้เห็นคนรับใช้กระโจนมาหา จึงเรียกพลังกระโดดขึ้นทันที ขาอาศัยแรงเหยียบไปบนไหล่คนรับใช้นิดหนึ่ง แล้วพุ่งไปบนหลังคา เมื่อเตรียมตัวจะออกจากจวนอย่างรวดเร็ว กลับไม่คิดว่าเสียงร้องอุทานของคนรับใช้จะทำให้ผู้คนในจวนแตกตื่น โดยเฉพาะเฟิ่งเซียวกับมู่หรงอี้เซวียนในห้องโถงเรือนด้านหน้า
“เจ้าหัวขโมยจะหนีไปไหน!”
น้ำเสียงที่ทั้งทุ้มเข้มและแฝงไปด้วยพลังเร้นลับคละคลุ้งดังลอยมาราวกับเสือคำราม กลิ่นอายพลังเร้นลับอันแกร่งกล้าสั่นสะเทือนเป็นกระแสลมกลางอากาศที่สั่นไหวอยู่น้อยๆ
เฟิ่งจิ่วหันกลับไปมอง เห็นท่านพ่อเรียกพลังลอยถลาเข้ามา หมัดพยัคฆ์โจมตีมาพร้อมทั้งพลังมืดอันแข็งแกร่ง ใบมีดลมที่เกิดขึ้นจากความแรงหมัดตวัดผ่านกลางอากาศ ส่งเสียงดังฟิ้วออกมา
ตามปกติเธอไม่อาจลงมือกับเขาได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสู้ได้หรือไม่ แค่ทำเขาบาดเจ็บโดยไม่ระวังก็ไม่ดีแล้วล่ะ!
ตอนนี้ เธอหมุนกลับตัว ระหว่างหมุนก็หลบหมัดที่โจมตีมารุนแรงอย่างรวดเร็ว ไม่ประมือกับเขาซึ่งๆหน้า แต่เลือกที่จะเร่งรีบถอยห่างแล้วเรียกพลังกระโดดออกไปนอกจวน
“จับหัวขโมยนั่นไว้!”
เฟิ่งเซียวแผดเสียงลั่น เห็นมู่หรงอี้เซวียนขวางอยู่เบื้องหน้าคนชุดดำ จึงรีบร้อนกลับตัวเดินเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นตัวท่านพ่อไม่อยู่ในห้อง ใจก็หมองมัว “ท่านผู้เฒ่าล่ะ?”
คนรับใช้ลนลานตามมา เห็นในห้องไม่มีคน จึงตกใจอย่างอดไม่ได้ รีบเอ่ยว่า “เมื่อกี้ข้าน้อยเข้ามาในเรือน เห็นแค่คนชุดดำนั่นออกมาจากห้อง ไม่เห็นท่านผู้เฒ่าเลยขอรับ”
“ไปหาสิ! รีบไปตามหาเร็ว!”
เขาตะคอกเสียงดัง สายตามองไปยังทั้งสองคนที่กำลังต่อสู้กันบนหลังคา “ต้องจับหัวขโมยนั่นให้ได้!”
เธอไม่กล้าลงมือกับท่านพ่อ แต่ไม่เกรงใจมู่หรงอี้เซวียนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มู่หรงอี้เซวียนที่รู้จักกันในนามอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นแสงสุริยัน เธออยากประชันฝีมือด้วยสักครั้งมาตั้งนานแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงลงมือดุร้ายในทุกกระบวนท่า และหาโอกาสฆ่าอยู่ทุกท่วงที
“ฟิ้ว! ผัวะๆ!”
เห็นฝีมือคนชุดดำนั่นไม่ด้อยไปกว่ามู่หรงอี้เซวียน เฟิ่งเซียวก็แอบตกตะลึงกับตัวเอง
ที่เมืองอวิ๋นเยวี่ยมียอดฝีมือเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่? ต้องรู้ไว้ กำลังวรยุทธ์ของมู่หรงอี้เซวียนไม่ใช่ที่คนธรรมดาจะรับมือได้ไหว เมื่อครู่ไม่อาจมองอย่างละเอียด ตอนนี้พอดูดีๆ ทำไมถึงรู้สึกว่าเงาร่างสีดำนั้นช่างคุ้นตาอยู่นิดหน่อยกันนะ?
ตอนที่ 137: นักวางยามือฉกาจ!
เคลือบแคลงอยู่ในใจ พอกำลังครุ่นคิด ก็ถูกน้ำเสียงหนึ่งขัดจังหวะ
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?”
เฟิ่งชิงเกอเร่งฝีเท้ามาถึงข้างกายเขา เห็นเงาร่างทั้งสองที่ต่อสู้กันอยู่เหนือหลังคา จึงเบิกดวงตาออกกว้างอย่างอดไม่ได้ “นึกไม่ถึงว่าจะมีคนร้ายเข้ามาในบ้านเราด้วย? เขามาทำอะไรรึเจ้าคะ? ท่านปู่ล่ะ? ท่านปู่ไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ปู่เจ้าหายไปแล้ว” เฟิ่งเซียวย่นคิ้วน้อยๆในดวงตามีความกังวลที่ไม่อาจซ่อนเร้น ร่างกายท่านพ่อเป็นเช่นนั้น นึกไม่ถึงว่าตอนนี้จะหายไป ถูกใครลักพาตัวไปรึ? แล้วคนผู้นั้นมีเป้าหมายอะไรกัน?
“อะไรนะ? ท่านปู่หายไปรึเจ้าคะ?”
นางประหลาดใจ ในใจมีความสงสัยอยู่บ้าง ท่านผู้เฒ่าจะหายไปได้เช่นไร? หรืออาจถูกใครลักพาตัว? แต่ลักพาตัวเขาไปจะทำอะไรได้? หนำซ้ำ ยังสามารถลักพาคนในจวนได้ราวกับไม่มีคนอยู่ ฝีมือคนผู้นั้นช่างน่าแปลกเกินไปแล้วกระมัง?
“ฟิ้ว! ผัวะๆ!”
หมัดเท้าโจมตีกัน เกิดเป็นเสียงกระแสลมดังกระหึ่ม บนสองเงาร่างหนึ่งขาวหนึ่งดำต่างมีกลิ่นอายพลังเร้นลับหนาคลุ้งกระจายอยู่ โจมตีไร้ความปราณี ทุกกระบวนท่าอันดุร้ายทำให้ผู้คนเบื้องล่างมองแล้วอกสั่นขวัญแขวนอย่างอดไม่ได้
ขณะที่แอบตกตะลึงกับฝีมือเก่งกาจของคนชุดดำ ก็เห็นคนชุดดำผู้นั้นหมุนตัวหันเตะ บริเวณขาที่เหยียดกวาดผ่านถึงกับยังมีกระแสลมรุนแรงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ารวมตัวกันอยู่ มันเตะไปทางมู่หรงอี้เซวียนด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าฟาด
“อื้ม!”
มู่หรงอี้เซียวร้องอู้อี้ในลำคอ ร่างกายตกจากหลังคาลงไปบนพื้นอย่างเสียสมดุล เร่งรีบปรับตัว เรียกพลังขึ้นทรงตัวร่อนลงพื้น แต่เพราะความเร็วและความแรงในการตกที่สัมพันธ์กัน จึงยังคงถอยหลังไปหลายก้าวถึงจะสามารถยืดหยัดมั่นได้อย่างไม่อาจควบคุม
หลังจากรอให้ยืนคงตัวเขาค่อยมองขึ้นไป เพียงเห็นเงาร่างสีดำบนหลังคาโผเข้ามา แววตานั้น ทำให้รู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย จึงเหม่อลอยไปชั่วขณะเพราะความตื่นตะลึง
“รีบไล่ตามไป!”
เฟิ่งเซียวเห็นเงาร่างชุดดำพุ่งลอยหนีจาก และหายตัวไปในยามค่ำคืนอย่างว่องไว จึงออกคำสั่งให้องครักษ์ไล่ตามไปทันที
ด้วยความเร็วขององครักษ์จวนตระกูลเฟิ่ง จะไล่ตามเฟิ่งจิ่วทันได้อย่างไร? หลังออกจากจวนก็ถลาแล่นไปอย่างไม่หยุดพัก พอสลัดคนด้านหลังออกไปไกล เมื่อกลับมายังละแวกนอกเรือน ถึงจะพาท่านผู้เฒ่าในห้วงมิติออกมา ประคองเขาโดดเข้าไปในบ้าน มาถึงภายในเรือน
“เสี่ยวจิ่ว เป็นอย่างไรบ้าง? ราบรื่นดีหรือไม่?” กวนสีหลิ่นกับเหลิ่งซวงรออยู่ในลานบ้าน พอเห็นนางกลับมาก็เร่งรีบเข้าไปรับคนไว้
“ยังได้อยู่” เธอส่งคนให้เขา เอ่ยว่า “พยุงเข้าไปในห้องก่อน เหลิ่งซวง เจ้าเฝ้าอยู่ตรงลานบ้านนะ”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ คอยเฝ้าอยู่ในลานบ้าน
พอเข้าห้อง กวนสีหลิ่นก็วางท่านผู้เฒ่าลงบนเตียง มองท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่หมดสติสูบผอม จึงหันหน้าไปหาเฟิ่งจิ่วอย่างอดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว ปู่เจ้าเป็นอะไรไป? ไยทั้งตัวถึงผอมแห้งเช่นนี้เล่า?”
เฟิ่งจิ่วเดินออกมาจากหลังฉากกั้น เปลี่ยนสวมเสื้อผ้าสบายๆ เช็ดหลังมือเดินเข้ามา กล่าวว่า “ท่านพี่ ท่านหาน้ำสะอาดมาให้ข้าก่อนเถิด”
ระหว่างที่พูด เธอนั่งลงข้างเตียง ตรวจดูร่างกายท่านปู่ใหม่อีกรอบหนึ่ง จากนั้นค่อยหยิบเข็มเงินมาวางไว้ข้างๆ
กวนสีหลิ่นจัดแจงหาน้ำสะอาดมาวางไว้ข้างกาย จากนั้นจึงเฝ้าดูอยู่ข้างเตียงและไม่รบกวนอะไรอีก เห็นนางหยิบเข็มเงินมาแทงนิ้วมือทั้งสิบของท่านปู่ ต่อมาค่อยวางลงในน้ำพลางบีบเลือดออก
เมื่อเห็นน้ำในอ่างถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงที่มีสีดำเขียวปนอยู่น้อยๆ เขาจึงสูดหายใจเข้าอย่างอดไม่ได้
“นังหญิงชั่วร้ายนั่น นึกไม่ถึงว่าจะวางยากับปู่เจ้าจริงๆ!”
แววตาเฟิ่งจิ่วมืดมัวเล็กน้อย เอ่ยว่า “นางเป็นนักวางยามือฉกาจ ไม่เช่นนั้น หมอหลายท่านคงไม่มีทางดูไม่ออกหรอก”
ตอนที่ 138: ท่านปู่ฟื้นแล้ว!
“ไปเปลี่ยนน้ำมาอีกอ่าง”
“ได้สิ”
กวนสีหลิ่นไปยกน้ำสะอาดเข้ามาอีกรอบ หลังจากเปลี่ยนน้ำปนเลือดอ่านนั้น ครั้งนี้ เห็นเลือดที่ไหล่ออกมาค่อยๆกลับคืนเป็นสีเลือดแดงสด จึงเอ่ยถาม “พิษนี้แก้ได้แล้วรึ?”
“มีพิษตกค้างที่ยังไม่ล้างอยู่” เธอเห็นว่าพอใช้ได้แล้ว ถึงจะส่งสัญญาณให้ขยับอ่างออกไป เช็ดมือที่เปื้อนน้ำปนเลือดเสียจนสะอาด หลังจากห่มผ้าขึ้นให้เขา ก็เดินไปข้างโต๊ะ
“ท่านพี่ พอรุ่งสางท่านไปเอายามาตามในรายการแผ่นนี้ แบ่งไปเอามาจากหลายๆที่นะ” เธอเขียนใบสั่งยายื่นให้เขา
พอกวนสีหลิ่นรับมาก็อ่านรอบหนึ่ง พยักหน้า “ได้เลย พอฟ้าสางข้าจะไปเอายามาให้”
และในเวลาเดียวกันนี้ ที่บ้านตระกูลเฟิ่งกลับโกลาหลวุ่นวาย
เฟิ่งเซียวพาคนออกไปตามหาท่านผู้เฒ่า มู่หรงอี้เซวียนก็ร่วมช่วยด้วย ค่ำคืนนี้ พูดได้ว่าทำให้ใจคนตื่นตระหนก และเพราะพวกเขาเคลื่อนไหวเสียงดัง จึงมีคนไม่น้อยต่างรู้ว่าท่านผู้เฒ่าแห่งจวนตระกูลเฟิ่งถูกคนลักพาตัว
แต่ว่า ผู้คนล้วนแปลกใจ หากบอกว่าเฟิ่งชิงเกอถูกลักพาตัวก็พอฟังขึ้นอยู่บ้าง อันที่จริง นางเป็นไข่มุกล้ำค่าในมือของจวนตระกูลเฟิ่ง ซ้ำยังเป็นสาวงามโดดเด่น ทว่าไม่สนสาวงามแสนสวย กลับลักพาตาเฒ่าคนหนึ่ง หนำซ้ำช่วงนี้ยังถูกวินิจฉัยว่าจิตวิปลาส เจ้าว่าแปลกหรือไม่เล่า?
ด้วยเหตุนี้ จึงพูดคุยกันมากมาย คิดว่า จะเป็นศัตรูคนใดของตระกูลเฟิ่งรึเปล่า? หรือเป็นฝีมือศัตรูของท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง?
ส่วนที่จวนตระกูลเฟิ่ง ในลานบ้านเรือนเฟิ่งชิงเกอ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเข้ามาในห้องนางอีกครั้ง
“นายหญิง ตรวจสอบตัวตนสองพี่น้องนั่นชัดแจ้งแล้วขอรับ”
“ว่ามา”
“ผู้ชายมีนามว่ากวนสีหลิ่น เป็นลูกภรรยารองตระกูลกวนแห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ย แต่ช่วงก่อนหน้านี้มีปัญหากับทางบ้าน จึงขอถอนตัวจากตระกูลออกมาก่อร่างสร้างตัวเอง ตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านทางใต้ของเมือง ส่วนสาวน้อยผู้นั้นตรวจสองไม่รู้ที่มาที่ไป รู้เพียงว่าเป็นน้องสาวร่วมสาบานของกวนสีหลิ่น ไม่มีใครเคยเห็นรูปลักษณ์นาง เพราะใช้ผ้าคลุมปิดหน้าไว้ตลอด”
ฟังเช่นนี้ ในดวงตาซูรั่วอวิ๋นก็ฉายแววไอสังหารที่ชั่วร้าย นังจิ้งจอกไร้ที่มาคนเดียวก็สามารถทำให้มู่หรงอี้เซวียนว้าวุ่นใจได้ ช่างมีฝีมือดีเสียจริง!
“ส่งพวกคนจากสำนักพิษโอสถไปฆ่าเจ้าคนแซ่กวนนั่นซะ ส่วนผู้หญิงคนนั้น ให้จับกลับมา ข้าอยากเห็นว่าใต้ผ้าคลุมหน้านั้นจะมีรูปโฉมเช่นไร!” น้ำเสียงนางที่เปล่งออกมามีความโหดร้าย ในค่ำคืนอันสงบเงียบนี้มันช่างน่าสะพรึงเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัด
“ขอรับ!” ชายวัยกลางคนตอบรับด้วยความเคารพ
“นอกจากนี้ ไปสืบมาหน่อยว่าท่านผู้เฒ่าถูกผู้มีอำนาจท่านใดลักพาไป หากหาพบตัว ก็จัดการที่ด้านนอกนั้นทันที!”
แค่ตาเฒ่าที่เกะกะขวางหูขวางตาคนหนึ่ง หากนางฉลาดพอก็จะไม่ฆ่าเขา แต่ตรงกันข้าม คนก็แก่เสียขนาดนั้น ยังจะมีดวงตาที่ปราดเปรื่องเสียจนทำให้คนแสนรังเกียจอีก
ในเมื่อเข้ามาขวางทาง ก็อย่าโทษว่านางไม่นึกถึงความรักเล็กๆน้อยๆนั่นละกัน!
“ขอรับ!” ชายวัยกลางคนขานรับอีกครา หลังจากเห็นนางโบกมือส่งสัญญาณให้เขาล่าถอย ถึงจะหันตัวออกไป
เช้าตรู่วันต่อมา
เมื่อท่านผู้เฒ่าเฟิ่งค่อยๆฟื้นขึ้นมา ก็เห็นคนคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่ข้างเตียง พอเห็นศีรษะหันข้างน้อยๆ ใบหน้าอันเสียโฉมนั่นก็สะท้อนสู่ดวงตา นึกถึงคำพูดของหญิงสาวผู้นั้น ในใจก็ชอกช้ำชั่วขณะ น้ำตาเปียกหมอนอย่างช่วยไม่ได้
พอเห็นใบหน้าที่เสียโฉมทำให้เขาปวดใจรู้สึกผิดไม่สิ้นสุด แต่ตอนนั้น เมื่อได้ยินนางบอกว่าใช้มีดกรีดใบหน้าแม่หนูเฟิ่งทีละมีดทีละมีด ความทุกข์ใจนั้นยิ่งทำให้เขาสามารถยับยั้งไม่ให้มันผันเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและรวดร้าวได้
แม่หนูเฟิ่งเอ๋ย! เด็กน้อยผู้ว่านอนสอนง่าย กลับรับทุกขเวทนามากมายเพียงนั้น จะให้ตาเฒ่าเช่นเขายอมรับได้เช่นไร…
ตอนที่ 139: จวนตระกูลเฟิ่งตามหาคน!
มือผอมแห้งยื่นออกไปอย่างสั่นเทาน้อยๆ อยากจะลูบเบาๆบนแผลเป็นเหล่านั้นที่ใบหน้านาง กลับนึกไม่ถึง ยังไม่ทันแตะโดน ก็ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว
เฟิ่งจิ่วพลันตกใจตื่น ไหวตัวลุกขึ้นมานั่ง เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าที่ตื่นขึ้นและกำลังจะยื่นมืออันสั่นเทาเล็กน้อยมา ถึงจะผ่อนคลายลง เห็นท่านผู้เฒ่ากำลังร้องไห้ไร้เสียง ก็ตะลึงไปบ้างอย่างอดไม่ได้
“ท่านปู่ ท่านร้องไห้ทำไมรึเจ้าคะ?”
เธอยกมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาเขา เอ่ยถาม “ไม่สบายตัวใช่หรือไม่? มา ข้าจะพยุงท่านลุกขึ้นนั่งนะเจ้าคะ”
ท่าทางตื่นตัวนั้นช่างบีบรัดหัวใจท่านผู้เฒ่า นางต้องประสบพบทุกขเวทนามานานเพียงใด ถึงจะโต้ตอบอย่างระแวดระวังเช่นนี้? นางกลัวว่าจะมีอันตรายจึงไม่กล้าหลับสนิทใข่หรือไม่?
“แม่หนูเฟิ่ง… ปู่ ปู่ขอโทษด้วยนะ!”
น้ำตานองเต็มหน้า ทั้งเสียใจและเจ็บใจ หากรู้ว่าเก็บตัวแค่ไม่กี่เดินแล้วจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่เก็บตัวฝึกวิชาเด็ดขาด
ได้ยินเช่นนี้ เธอก็ผุดรอยยิ้มออกมา ประคองเขาขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง เอ่ยเสียงอ่อน “ท่านปู่ ท่านอย่าเป็นเช่นนี้เลย ตอนนี้ข้าดีมากแล้ว ดีมากจริงๆ”
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ให้เขาโทษตัวเองต่อไปอีก เธอจึงถามว่า “ท่านปู่ หลังจากท่านกลับไป มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ? ท่านสูดยาที่มีฤทธิ์ทำให้ตื่นตัวเข้าไป ซ้ำร่างกายยังถูกวางยาอีก”
“ฤทธิ์ทำให้ตื่นตัวรึ?”
ท่านผู้เฒ่าเช็ดน้ำตาออกไปคิดๆดู กล่าวด้วยคำพูดเกลียดชัง “เป็นผู้หญิงคนนั้น ตอนนั้นปู่ไปในเรือนเพื่อจะจับนางมา แต่นางอาศัยที่ปู่ไม่ทันสังเกตประโคมพวกผงยาทำให้ปู่เผลอเลินเล่อสูดเข้าไป ซ้ำยังบอกว่า…”
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงเขาชะงักลง ลังเลอยู่พักหนึ่ง
“บอกว่าใบหน้าหลานถูกนางกรีดทำลายรึเจ้าคะ? ท่านปู่จึงเคืองแค้นเรื่องที่ถูกนางทรมาน?” การคาดเดาที่เธอคิดได้ก็คือเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นท่านผู้เฒ่าคงไม่หลงกลอย่างง่ายดาย
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งพยักหน้า “ไม่ผิด ตอนนั้นปู่ได้ยินก็โกรธมาก เพียงรู้สึกมีไฟปะทุซู่ขึ้นมาในหัว ควบคุมสติไม่ได้นิดหน่อย”
ขณะที่พูด คล้ายจะนึกอะไรออก จึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจเล็กน้อย “จริงด้วย ปู่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าถูกขังไว้หรอกรึ?”
แม้ตอนนั้นสติจะเสียการควบคุม แต่การรับรู้ยังชัดเจนอยู่บางส่วน ทว่าเขามาถึงที่นี่ได้เช่นไร กลับไม่รู้เรื่องเลย
ฟังคำพูดนี้ เธอก็ยิ้มอ่อนโยน ในดวงตาอันหลักแหลมฉายแววท่าทางเจ้าเล่ห์ “แน่นอนว่าหลานพาท่านปู่ออกมาเองเจ้าค่ะ!”
“แต่ว่า…”
เห็นเขายังคิดจะถาม เธอจึงตัดบทคำพูด เอ่ยยิ้มๆว่า “เอาล่ะท่านปู่ ท่านออกมาก็คิดมากถึงเพียงนี้ ร่างกายยังมีพิษตกค้างที่ยังไม่ล้าง รักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดีก่อนค่อยว่ากัน ข้าจะไปยกข้าวต้มมาให้ท่านปู่ทานนะเจ้าคะ”
เห็นนางหันตัสเดินออกไป ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งก็ผงะเล็กน้อย พาเขาออกมาจากจวนตระกูลเฟิ่งรึ? นี่คงเป็นไปไม่ค่อยได้กระมัง? ในจวนคุ้มกันกันเช่นไร ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
เหลิ่งซวงในลานบ้านเห็นนางออกมา จึงออกไปรับหน้า “นายท่าน”
“เหลิ่งซวง เจ้าไปห้องครัวดูว่าชิงเหนียงต้มข้าวเรียบร้อยหรือยัง? ยกเข้ามาหน่อย”
“เจ้าค่ะ” นางขานรับ ไปยังห้องครัว
หลังจากเหลิ่งซวงเดินออกไป กวนสิหลิ่นก็เดินเข้ามา พลางพูดว่า “เสี่ยวจิ่ว ข้าซื้อยากลับมาแล้ว กำชับชิงเหนียงให้ต้มอยู่ จริงด้วย เมื่อเช้านี้ข้าออกไปซื้อยา เห็นคนของจวนตระกูลเฟิ่งตามหาคนอยู่ทุกหนแห่ง! เจ้าว่าพวกเขาจะตามมาถึงที่นี่หรือไม่?”
“วางใจเถอะ ต่อให้มาถึงที่นี่ก็ไม่มีปัญหา แต่ช่วงนี้คอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาให้มากเสียหน่อยก็พอ”
“อืม เจ้าวางใจได้ เรื่องนี้ข้ารู้ดี” เขาพยักหน้า มองไปที่ห้อง เอ่ยถาม “ท่านปู่เจ้าฟื้นหรือยัง?”
ตอนที่ 140: ถูกจับตามอง!
“ฟื้นแล้ว”
ระหว่างที่นางพูด ก็หันกลับไปมองแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เขารู้สึกผิดโทษตัวเองอยู่ตลอด บอกว่าปกป้องข้าไม่ดี” ถอนหายใจเบาๆ พูดอีกว่า “ไปเถอะ! ลองเข้าไปหาเขาสิ ข้าแนะนำตัวท่านไปคร่าวๆบ้างแล้ว”
“ได้สิ” กวนสีหลิ่นพยักหน้า ตามนางเดินเข้าไปในห้อง
พอเข้าห้อง ก็เห็นท่านผู้เฒ่านั่งพิงหัวเตียงไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงขานเรียก “ท่านปู่”
ท่านผู้เฒ่าได้สติกลับมา มองทั้งสองที่เดินเข้ามา สายตาจับจ้องบนร่างกวนสีหลิ่นอย่างเป็นธรรมชาติ แอบพินิจมอง “แม่หนูเฟิ่ง เขาคือ…”
“ข้าน้อยกวนสีหลิ่น คารวะท่านปู่เฟิ่ง” กวนสีหลิ่นคำนับไปด้านหน้า เผยรอยยิ้มขึงขังจริงใจ
“ท่านปู่ เขาเป็นพี่ชายต่างแซ่ที่หลานรู้จัก ปกติหลานเรียกเขาว่าพี่ชายเจ้าค่ะ” เธอออกหน้าดึงแขนท่านปู่ กล่าวว่า “เขาช่วยหลานไว้ไม่น้อย เป็นคนดีมากเจ้าค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าพยักหน้า เอ่ยกับกวนสีหลิ่นว่า “ขอบคุณน้องชายที่ดูแลแม่หนูเฟิ่งนะ”
“ท่านปู่เฟิ่งจริงจังไปแล้วขอรับ” กวนสีหลิ่นเกรงใจอยู่บ้าง เขาเคยช่วยเสี่ยวจิ่วเสียที่ไหนกัน? ล้วนเป็นเฟิ่งจิ่วที่ช่วยเหลือเขามากกว่า
“นายท่าน” เหลิ่งซวงด้านนอกเอ่ยเรียก
“เข้ามา” เฟิ่งจิ่วในห้องขานบอก
ท่านผู้เฒ่ามองไปตามเสียง เห็นสาวน้อยชุดดำยกของในมือเดินเข้ามา จึงพินิจมองรอบหนึ่ง ไม่รอให้คิดถี่ถ้วน ก็ได้ยินแม่หนูเฟิ่งข้างกายบอกว่า
“ท่านปู่ นางชื่อเหลิ่งซวง เป็นผู้ติดตามของหลานเจ้าค่ะ”
ในใจท่านผู้เฒ่าตะลึงน้อยๆ ผู้ติดตามรึ? กลิ่นอายทั่วร่างสาวน้อยชุดดำนี้ช่างนิ่งสงบมาก อายุไม่มากแต่วรยุทธ์กลับนับว่าโดดเด่นในหมู่คนรุ่นเดียวกัน ยังมีกวนสีหลิ่นนั่นอีก แม่หนูเฟิ่งไปรู้จักสองคนนี้จากไหนกัน?
แม้ในใจคิดเคลือบแคลง กลับไม่รีบออกปากถาม แต่สังเกตพวกเขาอยู่
เฟิ่งจิ่วยกข้าวต้มเดินไปด้านหน้า เอ่ยว่า “ท่านปู่ ร่างกายท่านถูกวางยากำลังอ่อนแอ ไม่อาจกินของดีๆนักได้ ดังนั้น จึงให้คนต้มข้าวต้มเปล่ามา ท่านทานเสียหน่อยเถิด!”
“ได้สิ” ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งพยักหน้า ยกรับชามมา “ให้ปู่ทานเองก็พอ”
เห็นท่าทาง กวนสีหลิ่นกล่าวว่า “เสี่ยวจิ่ว พวกเราออกไปก่อนเถอะ ข้าจะไปดูที่ห้องครัวว่าชิงเหนียงต้มยาเสร็จหรือยัง จะได้ยกมาให้ท่านปู่เฟิ่ง” สิ้นสุดคำพูด ก็เดินออกไปพร้อมกับเหลิ่งซวง ก่อนจะปิดประตูห้อง
รอพวกเขาออกไป ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งถึงจะเอ่ยถาม “แม่หนูเฟิ่ง หลานรู้จักพวกเขาได้อย่างไรเล่า?”
“เรื่องมันยาวนัก หลานจะเลือกประเด็นสำคัญมาเล่าให้ท่านปู่ฟังนะเจ้าคะ!” เธอยิ้มๆ มองเขาทานข้าวต้ม พลางเล่าเรื่องราวที่ได้รู้จักกับพวกเขาให้ฟังเสียหน่อย แต่ว่า ที่แตกต่างคือเธอนำเรื่องที่ต่อกรกับฝูงหมาป่าตัวคนเดียวเพื่อช่วยกวนสีหลิ่นมากลับกันซะ
พอเล่าเรื่องจบ ก็เห็นเขาพยักหน้า บอกว่ารอร่างกายฟื้นตัวจะต้องไปขอบคุณเขาดีๆอย่างแน่.นอน เธอจึงยิ้มบอกว่าเป็นคนกันเองไม่ต้องขอบคุณถึงจะยอมเลิกรา
สุดท้าย ก็ให้เขานอนหลับสักพักหลังดื่มยา แต่ เพราะสารพิษตกค้างในร่างกายที่ล้างไม่หมด ประกอบกับยาที่มีฤทธิ์ทำให้ตื่นตัวยังปะปนในเลือดอยู่บ้าง หลังจากนอนลงไปจึงไม่ค่อยสงบใจเท่าไหร่นัก เธอจำต้องใช้เข็มเงินแทงตรงเส้นประสาทที่ทำให้หลับ เขาถึงจะนอนหลับลงดีๆได้
ช่วงเย็น กวนสีหลิ่นมาในลานบ้าน
“เสี่ยวจิ่ว ท่านปู่เจ้าตื่นหรือยัง?”
“หลังดื่มยาก็หลับไปแล้ว ทำไมรึ?” เธอมองกวนสีหลิ่นที่มีความเคร่งขรึมอยู่บนใบหน้าบางส่วน สงสัยเล็กน้อย
“มีคนจับตามองพวกเรา” เขาขมวดคิ้วน้อยๆ “แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร”
“หืม? ว่ายังไงนะ?”
เธอเลิกคิ้ว แปลกใจอยู่บ้าง เหมือนว่าช่วงนี้พวกเขาก็ไม่ได้ไปยุแหย่ใครเข้านะ!
จบตอน
Comments
Post a Comment