ตอนที่ 141: ซ้อนแผนซ่อนกล!
กวนสีหลิ่นเอ่ยเสียงเข้ม “นอกจวนมีคนคอยดูลาดเลา หนำซ้ำข้าออกไปสังเกตเห็นว่ามีคนแอบจับตาดูอยู่ในมุมมืดด้วย”
ได้ยินคำพูดนี้ เธอชะงักเล็กน้อยไปพักหนึ่ง กำชับว่า “ท่านกับเหลิ่งซวงทำตัวตามปกติเป็นพอ ที่ควรออกก็ออกไป นอกจากนี้ พอฟ้ามืดก็ให้ชิงเหนียงกับพวกสาวใช้เรือนหน้ากลับไปอยู่ที่ห้องซะ ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามออกมา”
“อืม ข้าจะเข้าไปกำชับพวกเขาตอนนี้เลย เจ้าอยู่ตรงนี้ระวังตัวหน่อยนะ” เขากล่าวเตือนอย่างไม่วางใจ
“ข้ารู้แล้วล่ะ”
เธอยิ้มพยักหน้า อยากรู้นิดหน่อยว่าใครกันแน่ที่จับตาดูพวกเขา? อันที่จริง ตั้งแต่จวนตระกูลสวี่ถูกฆ่าล้างตระกูล ทุกกองกำลังฝั่งฝ่ายในเมืองอวิ๋นเยวี่ยต่างก็ปฏิบัติตัวอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาโดยง่าย
แม้ไม่รู้ว่าเป็นใคร? แต่เธอเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะรู้ได้แน่
ตกกลางคืน ในที่พำนักช่างเงียบเชียบ เหล่าสาวใช้เรือนหน้าล้วนล็อคประตูหน้าต่างไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ และหลับไปกันแล้ว
ส่วนในเรือนด้านหลัง หลังเฟิ่งจิ่วจี้จุดเส้นประสาทหลับของท่านปู่ ก็มานั่งเล่นหมากรุกกับกวนสีหลิ่นในสวน แต่เหลิ่งซวงกลับเฝ้าอยู่ในห้องไม่ได้ออกมา
อาจเพราะคิดว่าพวกคนในที่พักหาได้มีอะไรน่ากลัวไม่ ด้วยเหตุนี้ หลังจากเงาร่างสีดำทั้งแปดแอบเข้ามาเงียบๆ ก็มุ่งไปยังเรือนเจ้าของด้านหลัง เมื่อเข้าเรือนกระโดดขึ้นกำแพง เห็นทั้งสองคนในสวนกำลังนั่งเดินหมากกัน
“ฆ่าผู้ชายทิ้งซะ ผู้หญิงจับกลับไป!”
ชายชุดดำคนหัวหน้าสั่งการเสียงทุ้มเข้ม สิ้นสุดน้ำเสียง เงาร่างทั้งหลายจึงโผล่ออกมาจากมุมมืด เผยกระบี่ในมือ โจมตีไปหาทั้งสองคนในสวน
หลังจากได้ยินคำพูดชายชุดดำ กวนสีหลิ่นกับเฟิ่งจิ่วจึงลอบมองหน้ากันแวบหนึ่งอย่างไร้ร่องรอย ใต้ผ้าคลุมหน้า เธอเอ่ยเบาๆประโยคหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจในทันที
“อ๊ะ! พี่สีหลิ่น!”
เธอร้องอุทาน หลบไปด้านหลังกวนสีหลิ่น
“น้องข้าอย่าได้กลัว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”
“ฮ่า!”
กวนสีหลิ่นแผดเสียง สองหมัดโจมตีออกไปหาชายชุดดำสองนายที่โผเข้ามาพร้อมแรงกำลังทั้งหมด ได้ยินเพียงสองเสียงปังดังขึ้นตามด้วยเสียงกระดูกหักดังลอยมา ตัวชายชุดดำสองนายกระเด็นลอยออกไป หลังจากชนเข้ามุมกำแพงก็สิ้นใจโดยไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง
เห็นเขารับมือชายชุดดำสองนายได้ในหมัดเดียว มุมปากเฟิ่งจิ่วที่ผูกผ้าคลุมหน้าไว้ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกขึ้น
บอกไว้ชัดๆว่าให้ออมแรงบ้าง เขากลับใช้กำลังไปเต็มร้อย ด้วยแรงหมัดเขาตอนนี้ หนึ่งหมัดที่ออกแรงเสียเต็มที่ไม่ใช่ว่าใครๆก็รับไหวหรอกนะ
กวนสีหลิ่นตะโกนเสียงเข้ม คุ้มกันอยู่ด้านหน้าเฟิ่งจิ่วคอยต่อกรกับชายชุดดำ ทว่ายังไม่ลืมแผนการของทั้งสอง เมื่อเห็นชายชุดดำนายหนึ่งมือถือกระบี่คมโจมตีมา ก็ผลักเฟิ่งจิ่วไปข้างๆ ทิ้งตัวกระโจนแวบไปด้านหลังทั้งสองทันที สองพี่น้องโจมตีด้วยสองหมัด รอบนี้จึงทำให้กระดูกคอสองชายชุดดำแตกเป็นเสี่ยงๆเอาเสียดื้อๆ
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสองชายชุดดำล้มลงบนพื้น
เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ สีหน้าคนหัวหน้าก็ดูไม่ได้ขึ้นมา แววตาหมองหม่นจับจ้องเฟิ่งจิ่วไม่วางตา เวลาต่อมา ร่างเขากระโดดขึ้น ข้ามผ่านกวนสีหลิ่นเข้าไปจับนาง
ในสายตาเขา กำลังชายหนุ่มแกร่งเกินไป ไม่เหมาะจะสู้ตัวต่อตัวด้วยจริงๆ แต่สาวน้อยผู้นี้ไม่เหมือนกัน บนร่างนางไม่มีพลังเร้นลับไหลเวียน ที่แท้ก็เป็นคนธรรมดา ในเมื่อนายหญิงสั่งว่าต้องการนาง งั้นก็จะจับคนกลับไปรายงานซะเลย!
“อ๊ะ! พี่ ช่วยข้าด้วย!”
เฟิ่งจิ่วอุทาน เพียงรู้สึกว่าสองแขนยึดคอเธอไว้แน่นหนา เวลาถัดมาทั้งตัวจึงถูกยกพากระโจนออกไป
และเพราะชายชุดดำผู้นั้นอยู่ด้านหลัง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เห็นว่าในแววตาเธอแวบฉายแววยิ้มเยาะอย่างบรรลุเป้าหมาย…
ตอนที่ 142: อ่อนแอจนถูกล่อลวง?
“น้องข้า!”
กวนสีหลิ่นอุทาน เพราะถูกคนที่เหลือล้อมไว้จึงไม่อาจตามไปได้ สีหน้าวิตก แผดเสียงร้องว่า “ปล่อยนางซะ!”
ชายชุดดำหลายคนรั้งตัวเขาไว้ เห็นผู้เป็นหัวหน้าจับกุมนางหายลับตา ความกังวลบนใบหน้ากวนสีหลิ่นก็มลายตามไปด้วย แววตาเฉียบแหลมกวาดมองเหล่าชายชุดดำ พลางหัวเราะเยอะ “เพราะพวกเจ้าคิดจะรั้งข้าไว้? ถึงไม่สำเหนียกว่าตัวเองมีกำลังแค่ไหน”
สิ้นสุดน้ำเสียง ทันใดนั้นร่างก็โจมตีออกไปราวกับภูตผี กลิ่นอายพลังเร้นลับที่ทั้งแข็งแกร่งและคละคลุ้งพรั่งพรูขึ้นมาทั่วร่าง ทำให้บนตัวเขามีพลังอันน่าสะพรึงไหลเวียนอยู่จางๆ บริเวณที่หมัดพุ่งออกไป ก่อตัวเป็นกระแสลมรุนแรง เหล่าชายชุดดำจึงตกใจเสียจนหน้าเปลี่ยนสี
“แย่ละ!”
พวกเขาคิดจะล่าถอย ทว่าความเร็วยังไม่ทันกวนสีหลิ่น เห็นเพียงสองคนตรงหน้า คนหนึ่งถูกหมัดโจมตีเข้าตรงกลาง.อก พลันเกิดเสียงกระดูกแตกดังแกร๊ก คนก็กระเด็นออกไปล้มลงชักดิ้นบนพื้นสักพักก่อนจะหมดลมหายใจ
ส่วนอีกคนถูกเขาจับคอไว้ ทั้งร่างถูกยกขึ้นเหนือพื้นทุรนทุราย เพียงได้ยินเสียงแกร๊ก คนผู้นั้นก็ถึงกับร้องอะไรไม่ออก และถูกบีบคอหักตายไป
“ถอย! ถอยเร็ว!”
คนหนึ่งตะโกนขึ้น สีหน้าเปลี่ยนไปยกใหญ่ ถึงกับไม่กล้าสู้ด้วยอีก จึงหันตัวคิดจะหนี
“ในเมื่อมาแล้ว พวกเจ้าคิดว่ายังหนีได้อีกรึ?”
กวนสีหลิ่นแค่นเสียงหยัน จัดการพวกเขาลงได้อย่างรวดเร็ว เห็นซากศพทั้งหลายในสวน จึงหันกลับไปพูดกับเหลิ่งซวงในห้องที่คอยเฝ้าท่านผู้เฒ่าอยู่ “เหลิ่งซวง ที่นี่ให้เจ้าจัดการที ข้าจะตามไปดูเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงเปิดประตูออก เห็นลานบ้านที่ฉาบไปด้วยสีเลือด แม้แต่ดวงตาก็ยังหลับไม่ลง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง คนที่เป็นหัวหน้าพาเฟิ่งจิ่วมาถึงบ้านหลังหนึ่ง พอเข้าบ้านก็มีชายชุดดำเจ็ดแปดนายเดินออกมารับหน้า หนึ่งในนั้นเห็นเขากลับมาคนเดียว จึง.อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ
“ไยจึงเหลือแค่เจ้า? คนอื่นๆล่ะ?”
“พละกำลังเจ้ากวนสีหลิ่นนั่นยังแข็งแกร่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก คนอื่นๆเดาว่าคงถูกเขาฆ่าตายหมดแล้ว แต่ยังดีที่ข้าจับสาวน้อยนี่กลับมาได้” ชายชุดดำที่จับเฟิ่งจิ่วไว้ผลักนางไปด้านหน้า เห็นนางซวนเซล้มลงบนพื้น
“พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใครกัน? ทำไมต้องจับข้ามา?” น้ำเสียงเธอสั่นเครือน้อยๆ มองคนรอบข้างด้วยดวงตาที่มีความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
“เสียพี่น้องไปมากมายถึงจะจับสาวน้อยเช่นนี้มาได้ ไม่รู้จริงๆว่ามีอะไรพิเศษนัก” ชายชุดดำนายหนึ่งถลึงมองเฟิ่งจิ่วบนพื้นพลางพินิจดู
ชายชุดดำอีกคนจึงเผยรอยยิ้มแปลกๆ เอ่ยว่า “ดึงผ้าคลุมหน้าลง ขอลองดูใบหน้าค่าตาแท้จริงทีซิ สาวน้อยนี่ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นหน้าจริงนางเลย! อยากรู้จริงๆว่าหน้าตาจะงดงามเพียงใดกันแน่”
กำลังคิดจะลงมือ ก็เห็นชายวัยกลางคนเดินออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นเขา พวกชายชุดดำในสวนก็นอบน้อมกันขึ้นมาทันใด
“คารวะท่านผู้ปกปักษ์จั่ว”
เฟิ่งจิ่วปรายตาขึ้นมองไปทางผู้มาใหม่ด้วยความตื่นตกใจ หลังจากเห็นชายวัยกลางคน ก็รีบร้อนก้มหน้าลง ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งฉายแววไอสังหารอันเยือกเย็น มุมปากใต้ผ้าคลุมหน้าเชิดโค้งขึ้นเล็กน้อย
คนคุ้นเคยเก่านี่นา!
แม้ตอนแรกใบหน้านี้ถูกซูรั่วอวิ๋นทำลาย ทว่าจะขาดความช่วยเหลือจากชายวัยกลางคนผู้นี้ไปไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าจะมาพบกันวันนี้ เรียกว่าควานหาแทบพลิกแผ่นดิน แต่กลับมาให้เจออย่างคาดไม่ถึงเสียจริงๆ
แววตาชายวัยกลางคนจับจ้องพินิจมองบนร่างเฟิ่งจิ่วที่ก้มหัวลงเล็กน้อยอยู่บนพื้น พอสังเกตดูก็รู้สึกคุ้นเคยนิดหน่อย คิ้วขมวดขึ้นน้อยๆ ก่อนจะกล่าวเสียงเข้ม “ดึงผ้าคลุมหน้านางลงมาให้ข้าสิ!”
ตอนที่ 143: เจ้ายังไม่ตาย?
“ขอรับ!”
ชายชุดดำขานรับ คิดจะดึงผ้าคลุมหน้าลงเพื่อดูหน้าจริงนางตั้งนานแล้ว ตอนนี้ในที่สุดก็มีโอกาส
เห็นชายชุดดำเดินก้าวยาวมา มือเฟิ่งจิ่วแอบแนบลงบริเวณต้นขาอย่างไร้ร่องรอย มองไปทางชายวัยกลางคน สายตาจับจ้องเขา แววตาเหลียวลงเล็กน้อย ราวกับกำลังแย้มยิ้มกริ่ม
เห็นภาพเช่นนี้ ชายวัยกลางคนยิ่งขมวดคิ้วลึกขึ้น คิดว่าสาวน้อยผู้นี้ช่างประหลาดนัก กำลังจะเอ่ยปากเตือน กลับเห็นสาวน้อยที่เดิมทรุดนั่งบนพื้นผุดลุกขึ้น ตวัดมีดที่ประกายแสงเย็นเยียบในมือ เวลาต่อมาใบมีดแหลมคมที่มีไอสังหารเยือกเย็นก็โจมตีไปทางชายชุดดำตรงหน้า
“ระวัง!”
เสียงตะโกนลอยไป เหล่าชายชุดดำรอบๆ พลันโต้ตอบมา กลับทำได้เพียงมองชายชุดดำที่โน้มตัวลงไปดึงผ้าคลุมหน้าสาวน้อยแข็งทื่อไปทั้งร่าง ก่อนจะส่งเสียงอู้อี้ทรุดลงไป
“ผัวะ!”
“เจ้า เจ้า!”
ชายชุดดำที่จับนางมาก่อนหน้านี้เบิกดวงตากว้างอย่างตกตะลึง มองสาวน้อยที่กลิ่นอายทั่วร่างเปลี่ยนไปด้วยความเหลือเชื่ออยู่บ้าง
ความอ่อนแอก่อนหน้าตอนนี้ถูกความบ้าคลั่งเข้าแทนที่ เดิมทีบนร่างไม่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับแม้แต่น้อย ทว่าเวลานี้ นางกลับยืนอยู่ตรงนั้น บนร่างมีพลังเร้นลับแกร่งกล้าที่เห็นได้ด้วยตาเปล่ากำลังพลุ่งพล่าน กลิ่นอายพลังเร้นลับเช่นนั้นถึงกับหลั่งไหลออกมามากกว่าใครๆในหมู่พวกเขาเสียอีก!
สองดวงตาที่เดิมเคยมีความตื่นตกใจกลัว ตอนนี้หรี่ลงเล็กน้อย ที่ประกายอยู่ในดวงตาคือกลิ่นอายที่ผึ่งผายชั่วร้าย ถ้าไม่เห็นกับตา เขาถึงกับไม่กล้าเชื่อว่าสาวน้อยตรงหน้ากับคนที่ปวกเปียกเมื่อครู่จะเป็นคนเดียวกัน!
เฟิ่งจิ่วยืนอยู่ตรงนั้น ในมือเล่นมีดที่ทั้งประณีตและแหลมคม ดวงตาที่หรี่ลงเหลียวมองผ่านเหล่าชายชุดดำ จากนั้นค่อยจับจ้องบนร่างชายวัยกลางคน
“ไม่นึกเลยจริงๆว่าจะได้พบคนคุ้นเคย ช่างบังเอิญเสียจริง!”
ฟังคำพูดนี้ ชายวัยกลางคนเสียงเข้มไปบ้าง ในดวงมีประแสงแวบผ่าน “คนคุ้นเคยรึ? ในเมื่อเป็นคนคุ้นเคย ใต้เท้ายังจะผูกผ้าคลุมหน้าไม่กล้าให้ใครเห็นไปทำไมเล่า?”
“หึๆ…”
เธอหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะดั่งกระดิ่งเงินกังวานหวานหู ชัดเจนใสแจ๋วอย่างมากในค่ำคืนเงียบสงบ
เมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง น้ำเสียงก็มีความชะล่าใจเจ็ดส่วนรวมถึงความหยิ่งยโสอีกสามส่วน “ไม่ใช่ไม่กล้าให้ใครเห็น แต่พวกท่านยังไม่มีค่าพอจะเห็นใบหน้าข้า”
แววตาเธอกวาดมองในลานบ้านแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ที่นี่คงไม่ใช่แหล่งกบดานของพวกเจ้ากระมัง? ข้าสงสัยนัก ว่าซูรั่วอวิ๋นมีกองกำลังลับอยู่เท่าไหร่กันแน่”
ได้ยินคำพูดนี้ แววตาชายวัยกลางคนก็หรี่ลง ตื่นตระหนกเสียจนเกิดพายุโหมขึ้นในหัวใจ ก้าวย่างถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สายตาที่ปราดเปรียวชั่วร้ายถลึงมองนางไม่วางตา เหมือนอยากจะมองใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นให้ออก
“เป็นเจ้า? เจ้ายังไม่ตาย?”
คนที่รู้เรื่องนั้นมีไม่กี่คน สาวน้อยนี่ เป็นเฟิ่งชิงเกอคนนั้นรึ? ก็ว่า ไม่แปลกใจที่พอเขามองรูปร่างคิ้วตานางแล้วจะคุ้นเคยอยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นสาวน้อยที่พวกเขาต่างคิดว่าตายไปแล้วนี่เอง!
แต่เวลาสั้นๆไม่กี่เดือน นางจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ได้เช่นไร?
กลิ่นอายชั่วร้ายทั่วร่างที่ดุเดือดกระหายเลือด ยังมีความมั่นใจซุกซนที่กระจายออกมาบนร่าง หากนางไม่เอ่ยประโยคนั้น เขาก็เดาไม่ออกว่าที่จริงนางเป็นใครกันแน่? และยิ่งมองไม่ออกว่าสาวน้อยคนนี้จะเป็นเฟิ่งชิงเกอ…
“หากตายแล้วจะมาแก้แค้นพวกเจ้าได้อย่างไรกัน?”
ภายใต้ผ้าคลุมหน้า มุมปากเธอยกขึ้นมาบ้าง สายตาจับจ้องเขา เดินเข้าไปใกล้ทีละก้าวๆ “บางที เจ้าลองดูก็ได้ว่าวันนี้จะหนีจากเงื้อมมือข้าไปได้หรือไม่?”
ตอนที่ 144: ต้องยังมีชีวิต!
ฟังคำพูดนี้ ชายวัยกลางคนก็แหงนหน้าหัวเราะร่า “ฮ่าๆๆ! ช่างน่าขันเสียจริง! เพราะเจ้าอยากเก็บข้าไว้รึ? จะใสซื่อเกินไปหน่อยกระมัง!”
แววตาดั่งนกล่าเหยื่อถลึงมองนาง ใบหน้าเผยท่าทางชั่วร้าย มือหนึ่งดึงกระบี่ออกมาจากข้างเอว กล่าวอย่างมืดมนว่า “หนีรึ? ลำพังเจ้าคนเดียวยังทำข้าตกใจหนีเตลิดไม่ได้เลย! ตรงข้ามกัน ครั้งนี้เจ้าจะไม่โชคดีขนาดนั้นหรอก!”
“น้องข้า! ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว!”
กวนสีหลิ่นที่ไล่ตามสัญลักษณ์ที่เฟิ่งจิ่วทิ้งไว้กระโดดขึ้นกำแพงบ้านมา ยืนมองผู้คนในลานบ้านอยู่ด้านบน หลังจากพินิจมองรอบหนึ่ง ก็พูดว่า “เจ้าจัดการตาเฒ่านั่น คนอื่นข้าจัดการเอง”
สิ้นสุดน้ำเสียง ก็โผตัวกระโจนไป กระบี่คมในมือกวัดแกว่ง พลังกระบี่เย็นเยียบพลันโจมตีเข้าหาชายชุดดำในลานบ้าน
เห็นเขาตามมาได้ มุมปากใต้ผ้าคลุมหน้าก็.ยกขึ้นน้อยๆ ไม่ลืมกำชับว่า “พี่ชาย รอบนี้ไว้ชีวิตเหลือให้ข้าสักสองสามคน อย่าฆ่าทิ้งเสียหมดล่ะ”
“ไม่มีปัญหา!”
เขาขานรับเสียงดัง น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์มีจิตวิญญาณฮึดสู้อันเยือกเย็น เดิมทีกระบี่คมในมือมุ่งไปยังลำคอของชายชุดดำผู้นั้น ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดนางปลายกระบี่ก็หมุนเปลี่ยนทิศทางดังฟิ้ว โจมตีไปที่ร่างกายอีกฝ่ายแทน
“ยังกล้าตามมาที่นี่อีกรึ? พี่น้องทั้งหลาย ฆ่ามันซะ!”
ชายชุดดำนายนั้นเห็นมือเขาถือดาบพุ่งเข้าหา จึงตะโกนลั่นทันใด ผู้คนรอบๆขานรับเสียงเข้ม คนแปดคนเข้าล้อมเขาไว้ตรงกลางอย่างรวดเร็ว แล้วปลายกระบี่ทั้งแปดเล่มก็เล็งแทงไปหาเขา
บนร่างทุกคนมีไอพลังเร้นลับพรั่งพรู จิตสังหารกระหายเลือด และยังมีพลังกระบี่รุนแรงที่เอ่อล้นจากปลายกระบี่กรีดร้องลั่นอยู่ในลานนี้ สู้กันแปดต่อหนึ่ง จะมองเช่นไรทั้งแปดคนก็ชนะ ด้วยเหตุนี้ หลังจากชายวัยกลางคนเพียงกวาดตามองแวบหนึ่ง ก็ไม่สนใจพวกเขาอีก แต่สายตาดั่งนกล่าเหยื่อกลับจับจ้องบนร่างสาวน้อยตรงหน้า
เฟิ่งจิ่วมองทางด้านกวนสีหลิ่นแวบหนึ่งค่อยดึงสายตากลับ ไม่ได้กังวลว่าเขาจะถูกชายชุดดำพวกนั้นฆ่าทิ้ง อันที่จริง ช่วงนี้ที่เขาฝึกฝนวิชาก็ไม่ใช่ว่าจะเปล่าประโยชน์
สายตาเธอจับจ้องบนร่างชายวัยกลางคน ขณะเดียวกันกลิ่นอายพลังเร้นลับในร่างก็ลุกโหม แทรกซึมเข้าสู่มีดสั้นในมือ เวลาต่อมา เงาร่างพลันแวบพุ่งไปยังเป้าหมายตรงหน้า พลังมีดที่ออกมาจากคมมีดในมือก่อตัวเป็นกระแสลมอันดุดัน ตวัดตัดฟิ้วไปกลางอากาศ ชนเข้าหากันกับกระบี่ยาวของอีกฝ่าย
“แกร๊ง!”
ชายวัยกลางคนยกกระบี่ที่ถือในมือขึ้นขวางการโจมตีนางไว้ ยิ้มเย็นเยียบ “จะสู้กับข้ารึ? เจ้ายังอ่อนหัดนัก!” ออกแรงผลัก กระบี่ยาวในมือหมุนลอยตัดไปหานาง
“ฟิ้ว! สวบ!”
ขณะที่เฟิ่งจิ้วเบี่ยงตัวหลบก็ก้าวพุ่งไปด้านหน้า มีดสั้นในมือตวัดดังฟิ้วตัดแขนเสื้อเขาแทงเข้าเนื้อหนัง และกลิ่นคาวเลือดก็ลอยตามมา
เพียงได้ยินเขาส่งเสียงอู้อี้พร้อมใช้กระบี่ยาวโจมตีมา เธอก็รีบใช้กระบี่ยาวขึ้นขวางไว้ทันที ขายกขึ้นถีบ ขณะสายตาเขาตื่นตระหนกตกใจลูกเตะที่เคลือบแฝงด้วยพลังเร้นลับก็ถีบมาบริเวณหน้าอก ทำให้เขาโดนเตะกระเด็นออกไปทันที
“อืม!”
เมื่อเขาร้องในลำคอพลางร่างกายล่าถอย รู้สึกเพียงเส้นเลือดในอกหมุนตลบ เลือดสดพุ่งขึ้นมาที่ลำคอ ก่อนจะกระอักออกจากปาก
“อึก!”
เขาประคองฝีเท้าไว้มั่น ขณะที่ชายตามองไป ดวงตาที่มีความตกตะลึงยากเกินเชื่อก็มองสาวน้อยตรงหน้าที่ลงมืออย่างดุร้าย เอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจอยู่บ้าง “เจ้าเป็นเฟิ่งชิงเกอจริงๆรึ?”
หากเป็นเฟิ่งชิงเกอ จะมีฝีมือถึงเพียงนี้ภายในระยะเวลาสั้นๆไม่กี่เดือนได้อย่างไร? หากไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอ ไยรูปร่างท่าทางกลับเหมือนกันเช่นนั้นเล่า? หรือว่าหลายเดือนมานี้นางไปพบโชคอะไรดีๆเข้า?
คิดถึงตรงนี้ ในดวงตาเขาเป็นประกาย
โชคดี!
ในเมื่อนางพบโชค บนตัวต้องมีความลับอะไรอยู่แน่ๆ!
ตอนที่ 145: ร้องขอเพื่อบอกข้า!
พอเห็นประกายแสงที่ฉายเด่นในดวงตาเขา เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มเย็น “เดี๋ยวเจ้าก็รู้ว่าข้าใช่หรือไม่”
สิ้นสุดน้ำเสียง ท่าร่างเธอว่องไว พุ่งออกไปราวกับลำแสง ความเร็วนั้นยังเร็วกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า ทำให้ชายวัยกลางคนที่เดิมทีตื่นตกใจอยู่ไม่ทันตอบโต้ในคราแรก รอเมื่อได้สติกลับมา เพียงรู้สึกถึงความเจ็บแปลบและเย็นเยียบข้างลำคอ
“ยังไงเล่า? ข้าบอกแล้วว่าเจ้าหนีไม่พ้นหรอก?”
น้ำเสียงเนิบนาบดังขึ้นเบื้องหลังด้วยความเย็นชา ทั้งร่างเขาแข็งทื่อ สองตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ใบหน้าเหลือเชื่อเป็นที่สุด “เป็นไปได้ เป็นไปได้ยังไง…”
เขาเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด จะถูกนางจับได้ในทันทีได้เช่นไร?
แต่ว่า ความเจ็บที่แล่นมาบริเวณคอ รวมถึงกลิ่นคาวเลือดจางๆ กลับทำให้เขาไม่มีทางจะไม่เชื่อ เขาพ่ายแพ้แล้วจริงๆ พ่ายอยู่ในเงื้อมมือสาวน้อยที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา หนำซ้ำ สาวน้อยผู้นี้ยังเป็นเฟิ่งชิงเกอ!
“จิ๊ๆ ข้านึกว่าพอถูกจับแล้วเจ้าจะกินยาฆ่าตัวตายเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจะหวงแหนชีวิตตัวเองกว่าที่คิดเอาไว้”
ได้ยินเสียงเยาะเย้ยนางลอยมา ชายวัยกลางคนก็ทำตัวแข็งขืนพร้อมทั้งหลับตาลง “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ไม่ผิดเลย เขาไม่อยากตาย ด้วยระดับยอดปรมาจารย์ขั้นสูงสุดเช่นเขา จะคิดสั้นฆ่าตัวตายได้อย่างไร? แม้รู้ว่าเมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือนางจุดจบคงไม่ดีนัก แต่เขาจะฆ่าตัวตายไม่ได้
“อ๊าก…”
เสียงกรีดร้องหลายเสียงลอยมาจากด้านนั้น เขาลืมตามองไป ก็เห็นเหล่าชายชุดดำทั้งหมดล้วนถูกซ้อมสลบลงบนพื้น ปากเผยอเล็กน้อยปิดไม่ลง เห็นได้ชัดว่าถูกชายหนุ่มเสยคาง
เห็นเช่นนี้ แววตาเขาหม่นลงน้อยๆ หัวใจก็ตกไปอยู่ตาตุ่ม
พวกเขาประมาทศัตรูเกินไป เดิมนึกว่าจะรับมือทั้งสองคนได้อย่างง่ายดาย กลับทำให้พวกเขาสิบกว่าคนต้องจบเห่ลงที่นี่ แล้วจะแจ้งสถานการณ์ตอนนี้ให้นายหญิงรู้ได้เช่นไร?
“บอกว่าหมัดพวกเจ้าไม่แกร่งไปกว่าข้าก็ไม่เชื่อ!”
กวนสีหลิ่นยกเท้าขึ้นถีบคนบนพื้นทีหนึ่ง ถึงจะเดินไปหาเฟิ่งจิ่ว คลี่ปากแย้มยิ้ม “เสี่ยวจิ่ว คนพวกนี้ถูกข้าชกเสยคางจนสลบไปหมดแล้ว”
เฟิ่งจิ่วกวาดตามองคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ชำระล้างวรยุทธ์พวกเขาซะ”
“ได้เลย!”
หันตัวกลับโดยไม่พูดไม่จา ล้างวรยุทธ์ของคนพวกนั้นไปจนหมด ทันใดนั้น เมื่อวรยุทธ์สลายไป พวกเขาที่เดิมต่างสลบกันอยู่ก็ฟื้นคืนสติเพราะความเจ็บรุนแรง ทว่าคางถูกเสยไม่อาจส่งเสียงร้อง จึงทำเพียงดิ้นชักร่างอย่างกระเสาะกระแสะ
เห็นวรยุทธ์คนพวกนั้นถูกล้างไปในชั่วพริบตา สุดท้ายใบหน้าชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนสีซีดไร้สีเลือด ในดวงตาฉายแววตื่นตกใจ
วรยุทธ์ตั้งหลายสิบปี เขาจะยอมถูกชำระล้างได้อย่างไร?
“บอกสิ่งที่ข้าอยากรู้มา บางที ข้าอาจให้เจ้าได้ตายอย่างสบายๆหน่อย”
ฟังเสียงที่ลอยมาจากด้านหลัง แววตาชายวัยกลางคนแน่วแน่ กัดฟันกรอด “อยากฆ่าก็ฆ่า! เจ้าอย่าได้คิดเลยว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากปากข้า!”
“จริงรึ?”
มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นหน่อยๆ พลันใช้ขาหนึ่งออกแรงเตะ เขาจึงงอขาทรุดลงคุกเข่าไป มือหนึ่งใช้กลิ่นอายพลังเร้นลับปิดผนึกวรยุทธ์ไว้ ขณะเดียวกันก็ฝืนยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าปาก
“หึ! ไยต้องกรอกยาพิษข้าด้วย? อยากฆ่าก็ฆ่า ข้าจะไม่ร้องขอความเมตตาหรอก!”
ชายวัยกลางคนแค่นเสียงหยัน ยาเม็ดนั้นที่เข้าปากมาอย่างกะทันหัน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นยาพิษเจาะลำไส้ เขาไม่กล้าพอจะฆ่าตัวตาย แม้จะไม่เต็มใจตายในเงื้องมือนาง แต่จะไม่ขลาดกลัวแม้แต่สักนิด!
หลังจากปิดผนึกวรยุทธ์เขาไว้ เธอก็เดินออกมาจากด้านหลัง เล่นมีดสั้นในมือ รอยยิ้มอิ่มเอมในดวงตาดูแปลกๆอยู่บ้าง
“ไม่หรอก เจ้าพูดแน่ ซ้ำยังจะอ้อนวอนเพื่อบอกข้า”
ตอนที่ 146: ยาชั้นดี!
เห็นประกายแปลกๆในดวงตานาง ใจชายวัยกลางคนพลันสั่นไหว และไม่สงบอยู่เล็กน้อย
“พี่ชาย ท่านลองไปดูทีว่าที่นี่มีของจำพวกคุกใต้ดินอยู่หรือไม่” เฟิ่งจิ่วหรี่สองตาลงยิ้ม ในดวงตาฉายประกายแสนตื่นเต้นใจ
“ได้สิ” แม้กวนสีหลิ่นไม่รู้ว่านางคิดจะทำอะไร แต่ยังรีบไปทำตามคำพูดนั้น ค้นหาทั้งด้านนอกด้านในที่พำนักแห่งนี้ที่ก็ไม่นับว่าใหญ่โตอะไรสักรอบหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ ไม่นานนัก ก็เห็นกวนสีหลิ่นกลับมา
“เสี่ยวจิ่ว ที่นี่ไม่มีคุกใต้ดิน แต่มีกรงเหล็กอยู่ คล้ายจะไว้ใช้ขังคน”
“งั้นเอาพวกเขาไปโยนไว้ในห้องกรงให้หมด” เธอส่งสัญญาณ ให้เขาพาชายวัยกลางคนเข้าไปก่อน แล้วกรอกยาให้พวกคนที่เหลือ ถึงจะลากคนไปด้านหลัง
นำพวกเขามาขังไว้ในกรงเหล็ก หลังจากล็อคกรง เฟิ่งจิ่วก็ย้ายเก้าอี้มากะจะหาที่นั่งชมการแสดง จากนั้น เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงมองไปทางพี่ชายผู้แสนซื่อข้างกาย กะพริบตาปริบๆ “พี่ชาย ท่านก็อยากดูรึ?”
“ดูอะไร?”
กวนสีหลิ่นทำสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว แค่เห็นนางนำคนพวกนั้นมาขังไว้ในกรงหมดแล้ว ยังจะย้ายเก้าอี้มานั่งดูตรงนี้อีก กลับไม่รู้ว่ากำลังดูอะไรกันแน่
ฟังคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มหน้าเหยเกน้อยๆ “ไม่มีอะไร พี่ชาย ท่านไปเฝ้าอยู่นอกเรือนเถอะ ระวังจะมีคนของพวกเขาเข้ามานะ” ไล่เขาออกไปก่อนดีกว่า ไม่เช่นนั้น มันก็โสมมเกินไปสำหรับจิตใจอันบริสุทธิ์ของเขา
“ก็ได้ อยู่ที่นี่เจ้าก็ระวังหน่อย หากเกิดอะไรขึ้นค่อยเรียกข้านะ” เขาพยักหน้า เดินออกไปอย่างไม่คิดสงสัยอื่นใด เพื่อมาเฝ้าอยู่นอกเรือน
เห็นเช่นนี้ เธอถึงจะหันรอยยิ้มปลื้มปริ่มกลับมามองที่ชายวัยกลางคนในกรงขัง กล่าวว่า “เจ้าบอกตอนนี้ก็ยังทันนะ ข้าบอกแล้วไง ว่าจะยอมให้ท่านตายง่ายๆหน่อยก็ยังได้”
สิ้นสุดคำพูด สายตาก็เหลือบมองเหล่าชายชุดดำที่งัวเงียตื่นขึ้นมา เพราะคางถูกเสย ปากจึงปิดไม่สนิท พอผ่านไปสักพักกำลังในร่างถึงกลับมา แต่สุดท้ายวรยุทธ์ก็ถูกชำระล้าง ตอนนี้จึงเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น
ความร้อนรุ่มฉับพลันในร่างกายทำให้เขาตกใจตื่น โดยเฉพาะเมื่อเห็นเหล่าชายชุดดำต่างฉีกเสื้อตัวเองด้วยแววตาพร่ำเพ้อ สีหน้าก็ยิ่งเปลี่ยนไปยกใหญ่ แทบจะกู่ร้องอย่างไร้เสียง
“เจ้า เจ้าใช้ยานั่นกับพวกเรา…!”
ไม่ได้สงสัย แต่มั่นใจแน่นอน ร่างกายเร่าร้อนผิดมนุษย์ ปฏิกิริยาท่าทางของคนพวกนั้นยิ่งไม่ใช่ของปลอม แต่อย่างไรก็นึกไม่ถึงว่านางจะคิดวิธีเช่นนี้ออกมาได้
ต้องรู้ไว้ด้วยว่าพวกเขาล้วนเป็นชายชาตรีกันทั้งนั้น!
“ปล่อยข้าออกไป! รีบปล่อยข้าออกไปเร็ว!”
เมื่อเห็นคนพวกนั้นต่างดึงเสื้อผ้ากันและกัน ซ้ำหนึ่งในนั้นยังกอดขาเขาไว้พลางดึงกางเกง สีหน้าพลันซีดเผือดไร้สีเลือด ท่าทางตื่นตระหนกก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างไม่อาจปกปิด
“วางใจเถอะ ปริมาณยาที่ข้าใช้กับเจ้ายังน้อยนัก ที่พวกเขากินต่างหากถึงจะหนักกว่า”
นัยน์ตาฉายประกายความสนุกที่เป็นภัยร้าย เอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “อยากออกมามีแค่วิธีเดียว บอกสิ่งที่ข้าอยากรู้ออกมาเสียดีๆ เช่นนั้น เจ้าก็ไม่ต้องโดนคนพวกนั้นรุมโทรมแล้ว ไม่งั้นล่ะก็ หึๆ…”
“อ๊าก! ออกไปให้พ้น!”
บุรุษผู้หนึ่งกระโจนไปหา เขาตกใจเสียจนหวีดร้อง ก่อนจะยกขาถีบคนออกไป สองมือจับเขย่าประตูกรงเหล็กไว้แน่น พร้อมแผดเสียงอย่างเสียขวัญ “ปล่อยข้าออกไป! ข้าจะพูด! ข้าจะบอกทุกอย่างที่เจ้าอยากรู้!”
ตอนที่ 147: ถิ่นใต้อารักษ์สำนักพิษโอสถ!
ฟังคำพูดแล้ว เธอก็ยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ยิ้มยืนขึ้นมาเดินเข้าใกล้กรงเหล็ก “พูดมา! นางมีกองกำลังเช่นไรอยู่ในมือรึ? บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาให้หมด อย่าคิดตุกติก มิเช่นนั้น ผลลัพธ์จะยิ่งแน่นัก”
“เจ้าปล่อยข้าออกไปก่อนซิ! ไม่งั้นก็ฆ่าคนพวกนั้นก่อนค่อยว่ากัน!” เขาถีบคนที่กอดน่องขาอยู่ออกไป ก่อนจะถอยมาทางด้านลูกกรง
สองมือเฟิ่งจิ่วกอด.อก คิ้วเลิกขึ้นเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยสายตาหยอกล้อ “กว่าฤทธิ์ยาพวกเขาจะปลุกเร้าขึ้นมายังต้องผ่านไปอีกสักพัก หากเจ้าคิดจะประวิงเวลา ข้าก็ไม่ถือสาที่จะได้ชมการแสดงดีๆหรอกนะ”
นังบ้า!
เขาด่าทออยู่ในใจ กลับไม่กล้ายื้อยุดอะไรอีก จึงทำได้เพียงบอกทุกเรื่องที่เขารู้ออกมา…
“สำนักพิษโอสถรึ?”
เธอพึมพำเสียงเบา ในดวงตาที่หลุบลงครึ่งหนึ่งฉายแววเป็นประกาย มุมปากใต้ผ้าคลุมหน้ายกมุมโค้งขี้เล่นขึ้นเล็กน้อย
“รีบปล่อยข้าออกไป! เร็วเข้า… อื้ม!”
เขาแผดเสียงลั่นด้วยความตื่นตระหนก ทว่าน้ำเสียงกลับหยุดลงกะทันหัน ทั้งร่างล้มลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง บุรุษคนอื่นๆ นอกนั้นเห็นท่าทางก็รีบร้อนกระโจนเข้าไป คนหนึ่งดึงกางเกง อีกคนหนึ่งฉีกทึ้งเสื้อผ้า…
นัยน์ตาเฟิ่งจิ่วฉายแววเฉยชา เหลือบไปทางกรงเหล็กนั้นแวบหนึ่ง น้ำเสียงที่ไม่แยแสมีความเย็นเยียบ “ข้าไม่ใจอ่อนกับศัตรูมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเจ้าไม่กล้าฆ่าตัวตาย งั้นข้าก็จะช่วยเจ้า ทำให้เจ้าไม่มีแรงขัดขืน อยู่เล่นกับพวกเขาไปเสียดีๆเถิด!”
สิ้นสุดน้ำเสียง เธอหมุนตัวเดินออกไป ทว่าขณะที่หันตัว ด้านหลังก็มีเสียงหอบหายใจดังมาทีละน้อย…
เมื่อกวนสีหลิ่นที่เฝ้าอยู่นอกเรือนได้ยินเสียงหอบหายใจดังมาจากด้านใน ก็นิ่งงันลงน้อยๆ ดวงตาเผยความสงสัย กำลังจะลองเข้าไปดู กลับเห็นเฟิ่งจิ่วเดินออกมา จึงออกไปรับหน้าทันที
“เสี่ยวจิ่ว จัดการคนพวกนั้นแล้วรึ?”
“อืม จัดการแล้ว พวกเราไปกันเถอะ!” เธอหรี่ดวงตายิ้มพลางพยักหน้าตอบรับ
“แต่ทำไมข้าได้ยินพวกเขายังมีชีวิต หนำซ้ำยังหอบหายใจอยู่ด้วยเล่า?” เขาฉงนอยู่บ้าง อยากลองเข้าไปดูเสียหน่อย กลับถูกนางลากเดินออกไป
“ไม่ต้องสนใจคนพวกนั้นหรอก ข้ากรอกยาพิษให้พวกเขาแล้ว มีชีวิตอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้แน่ ท่านอยากมีประสบการณ์ต่อสู้จริงมากๆหน่อยไม่ใช่หรือ? ไปเถิด ข้าจะพาท่านไปที่ที่หนึ่ง” เธอทั้งลากทั้งดันเพื่อดึงเขาออกไปด้านนอก
กวนสีหลิ่นที่ฟังคำพูดนางดวงตาเป็นประกาย รีบถามว่า “เป็นที่กบดานพวกเขารึ? เจ้าเค้นถามมาได้แล้วหรือ?”
“ถูกต้อง เป็นที่กบดานพวกเขา พวกเราไปปิดฉากที่แห่งนั้นภายในคืนนี้เถอะ!” กองกำลังที่ซูรั่วอวิ๋นบ่มเพาะขึ้นมา เวลาคืนเดียว เธอต้องทำลายมันให้สิ้นซาก!
กองกำลังสำนักพิษโอสถเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี่ที่ผ่านมา ใช้ยาพิษเป็นหลัก หนึ่งในนั้นยังรวมถึงการรับภารกิจลอบสังหาร คนของสำนักพิษโอสถไม่มีใครกล้ายุแหย่เป็นปกติ เพราะต่อให้มีกำลังแข็งแกร่ง จะต่อกรกับพวกที่ชอบใช้ยาพิษ ในเวลาที่พวกเขายังไม่ทันรู้ตัวก็มักจะถูกวางยาจนสิ้นใจกันไป
ดังนั้น ต่อให้มีคนรู้ว่าตำแหน่งที่ตั้งของสำนักพิษโอสถอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครคิดจะเข้าไปทำลายที่แห่งนั้น แต่กลับกลายเป็นว่า ครั้งนี้พวกเขามายุแหย่เฟิ่งจิ่ว หนำซ้ำ หัวหน้าสำนักยังเป็นซูรั่วอวิ๋นที่มีความแค้นกับเธอ โอกาสแก้แค้นเช่นนี้มากองอยู่ตรงหน้า คงไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆแน่
ในค่ำคืนอันมืดมิดสองเงาร่างพุ่งไปมาอยู่ในป่า ภายใต้รัตติกาล ยังเห็นได้ชัดเจนว่าสองคนนั้นก็คือเฟิ่งจิ่วและกวนสีหลิ่น
ทันใดนั้น กวนสีหลิ่นก็ยื่นมือไปรั้งเฟิ่งจิ่วไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงกดเบาลงว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าดูนี่สิ” พลางชี้ที่บริเวณป้ายหินท่ามกลางต้นหญ้า
“ถิ่นใต้อารักษ์สำนักพิษโอสถ ผู้บุรุกต้องถึงฆาต?”
เฟิ่งจิ่วอ่านออกเสียงเบาๆ มุมปากยกขึ้นอย่างนึกสนุก แววตาก็หรี่ลงครึ่งหนึ่ง
ตอนที่ 148: เพลิงไหม้ยอดเขา!
“เสี่ยวจิ่ว สำนักพิษโอสถนี่เป็นที่กบดานของหญิงคนนั้นรึ?”
กวนสีหลิ่นกดเสียงเบาลงพลางเอ่ยถาม มีความเหลือเชื่อเล็กน้อย ต้องรู้ไว้ว่าสำนักพิษโอสถนี้เป็นกองกำลังที่เทียบเท่ากับวงศ์ตระกูลระดับกลางในเมืองอวิ๋นเยวี่ย ตลอดมาไม่มีใครรู้ว่านายท่านที่อยู่เบื้องหลังคือใคร กลับนึกไม่ถึง ว่าจะเป็นซูรั่วอวิ๋นผู้ที่ชกฉวยตัวตนเสี่ยวจิ่วไป
“ถูกต้องแล้ว” เธอขานรับ หยิบขวดใบหนึ่งขึ้นเทยาออกมาสองเม็ด “กินซะ นี่เป็นยาต้านพิษ”
ฟันเช่นนี้ กวนสีหลิ่นจึงหยิบมันขึ้นมากิน พลางเอ่ยถามอย่างกังวลน้อยๆ “งั้นพวกเราจะทำลายสำนักนี้เช่นไร? ข้าได้ยินว่าคนของสำนักพิษโอสถมีไม่น้อยเลย หนำซ้ำพวกเขายังชำนาญใช้ยาพิษ แค่พวกเราสองคนจะไหวหรือ?”
เฟิ่งจิ่วกลืนเม็ดยาลงตาม จากนั้นก็เอ่ยว่า “ไม่ต้องลงมือเองหรอก พวกเราจะเอาวิธีพิษสู้พิษมาใช้กับพวกเขา ไปเถอะ”
ค่ำคืนนี้ เป็นวาระแห่งค่ำคืนที่หลับไม่ลง…
ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง ซูรั่วอวิ๋นยังคงเฝ้ารอข่าวดีที่จะมาถึงหลังฟ้าสางวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้น เมื่อรอถึงรุ่งเช้ากลับไม่เห็นมีใครมารายงาน เหมือนก้อนหินจมลงมหาสมุทร ที่ไม่มีแม้แต่เสียงลมพลิ้วไหว
ตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเที่ยงวันก็ยังไม่มีข่าวคราว สุดท้ายนางที่รอต่อไปไม่ไหวจึงหาข้ออ้างออกมา เพื่อมุ่งไปยังที่พำนักทางใต้ของเมือง
“ก๊อกๆ”
เสียงเคาะประตูสองครั้งดังขึ้น ซูรั่วอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านนอกมองซ้ายแลขวา รออยู่สักพักก็ไม่มีใครมาเปิดประตู ลางสังหรณ์ไม่ดีในใจยิ่งทวีความรุนแรง นางจึงข้ามกำแพงเข้าไปทันที
ตอนไม่เข้ามาก็ยังดี แต่พอเข้ามาแล้ว เมื่อเห็นภาพในห้องกรงที่เรือนด้านหลัง นางจึงสูดหายใจเข้าอย่างอดไม่ได้
“ซี๊ด!”
ภาพตรงหน้าที่ไม่น่ามองนักทำให้สีหน้านางดูไม่ได้เป็นที่สุด โดยเฉพาะ เมื่อชายวัยกลางคนในลูกกรงนั้นก็อยู่ด้วย ยิ่งทำให้นางตกใจ
พละกำลังเขาเทียบเท่ากับเสาหลักของตระกูลระดับกลาง คอยติดตามอยู่ข้างกายนางและอำนวยความสะดวกแก่ไพร่พล กำลังของปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ไม่ใช่ว่าใครๆจะคร่าชีวิตได้ตามใจชอบ ทว่าตอนนี้กลับสิ้นใจไปอย่างอัปยศเช่นนี้ ช่างทำให้นางทั้งตกใจและขุ่นเคืองเสียจริง!
“หรือว่าเป็นสองพี่น้องกวนสีหลิ่น? แต่ตามที่ตรวจสอบมา เจ้ากวนสีหลิ่นนั่นถึงกับยังไม่ใช่แม้ระดับปรมาจารย์ แล้วจะจับองครักษ์จั่วที่เป็นถึงระดับปรมาจารย์มาขังในกรงเหล็กได้อย่างไรกัน?”
นางพึมพำกับตัวเอง เพียงรู้สึกว่าหลังจากเห็นภาพตรงหน้านี้ หัวใจก็ไม่อาจสงบลง จึงคิดจะติดต่อกับคนของสำนักพิษโอสถสักหน่อยเพื่อไถ่ถามสถานการณ์
ดังนั้น พอหมุนตัวจากไป นางก็วางเพลิงเผาเรือนที่พำนักแห่งนี้
ออกมาด้านนอก เดินไปบนถนนใหญ่ เมื่อนึกถึงภาพไม่น่ามองเมื่อครู่ ก็ยังมีความสะอิดสะเอียนอยู่บ้าง ฆ่าคนแค่เล็งที่หัว แม้แต่นางยังคิดวิธีลงโทษที่โหดร้ายและทำให้ขนลุกขนพองเช่นนั้นไม่ได้เลย
“พวกเจ้าได้ยินรึยัง? เมื่อคืนสำนักพิษโอสถนั่นถูกคนวางเพลิง กล่าวกันว่าเพลิงไหม้สว่างไสวไปทั่วทั้งยอดเขา ถึงเมื่อเช้านี้ไฟยังลุกอยู่เลย มีคนไม่น้อยไปดู บอกว่าถูกไฟไหม้กลายเป็นขี้เถ้าไปหมดแล้ว”
“ซี๊ด! ไม่ใช่กระมัง? ใครกันที่ทำ? กองกำลังสำนักพิษโอสถเทียบเท่าวงศ์ตระกูลระดับกลาง หนำซ้ำยังเพิ่งก่อตั้งมาไม่กี่ปี จู่ๆจะถูกวางเพลิงในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร?
ฟังเสียงกระซิบที่ดังมาข้างหู ซูรั่วอวิ๋นก็หวั่นใจ หันกลับไปมองยังพวกคนตรงร้านชาข้างทาง ก้าวยาวเดินไปด้านหน้า คว้าไหล่คนหนึ่งในหมู่พวกเขา ก่อนจะตะคอกด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่มีไอสังหาร
“เมื่อครู่พวกเจ้าว่าอะไรนะ? พูดอีกรอบสิ!”
“ซี๊ด! ไหล่ข้า…” ชายวัยกลางคนที่ถูกนิ้วนางทั้งห้าจับไว้สีหน้าขาวซีดเพราะความเจ็บรุนแรง เหงื่อออกโทรมกาย
ทั้งสองคนข้างๆกันเห็นท่าทางจึงรีบเอ่ยว่า “แม่นางเจ้ารีบปล่อยมือเถอะ พวกเราจะบอกเจ้าก็ได้ สำนักพิษโอสถถูกวางเพลิง เพลิงไหม้ทั้งยอดเขาไม่มีเหลือรอด เรื่องนี้แพร่กระจายอยู่ในเมือง เจ้าไปถามใครต่อใครต่างก็รู้กันทั้งนั้น”
ตอนที่ 149: สำนักพิษโอสถถูกวางเพลิง!
ได้ยินคำพูดนี้ ซูรั่วอวิ๋นเหมือนร่างกายอยู่ในโรงน้ำแข็ง เย็นเยียบไปทั่วร่าง ฝีเท้านางซวนเซถอยไปไม่กี่ก้าว ยากเกินจะยอมรับว่าข่าวเช่นนี้เป็นเรื่องจริง
“ไม่ นี่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้…”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นถอนหายใจ ปัดลงบนไหล่ที่ถูกบีบเสียจนเจ็บ กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก “อะไรที่เป็นไปไม่ได้? เมื่อเช้านี้ข้าไปดูมาแล้ว ทั้งยอดเขาล้วนเผาไหม้ ไม่มีเหลือรอดเลยสักคน”
“จริงด้วย ข่าวเพิ่งแพร่ออกไปเมื่อเช้านี้เอง หลายตระกูลในเมืองต่างส่งคนเข้าไปดู แต่คล้ายว่าตอนนี้จะยังบอกไม่ได้ว่ากองกำลังใดเป็นคนวางเพลิงกันแน่”
“เป็นไปไม่ได้! ข้าไม่เชื่อหรอก!”
ซูรั่วอวิ๋นตะโกนลั่น แววตาเย็นเยียบกวาดมองคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง แล้วก้าวยาววิ่งออกไปทันที
ต้องลองไปดู! ต้องลองไปดูให้ได้! นางไม่เชื่อแน่ว่าที่ทุ่มเทกำลังมาหลายปีจะมอดไหม้หมดสิ้นเช่นนี้!
“ผู้หญิงคนนั้นบ้าไปแล้วรึ? คนในสำนักพิษโอสถก็ไม่ได้มีอะไรดี ตายซะได้ก็ดี นางกำลังกระวนกระวายอะไรกัน?”
“ไม่ต้องไปสนใจหรอก แค่หญิงบ้าคนหนึ่ง บีบไหล่ข้าเจ็บแทบตายเลย”
ชายวัยกลางคนลูบๆไหล่พลางพูด ก่อนจะเอ่ยอีกว่า “แต่ที่สามารถทำลายกองกำลังหนึ่งลงได้ในชั่วข้ามคืน นี่ก็น่าเหลือเชื่อเกิน พวกเจ้าว่า เรื่องนี้ภูตหมอจะเป็นคนทำหรือไม่?” เมื่อพูดถึงครึ่งประโยคหลัง น้ำเสียงเขามีความระแวดระวังอยู่บ้าง และกดเสียงเบาลงอย่างชัดเจน
“เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ภูตหมอจะทำลายสำนักพิษโอสถโดยไม่มีเหตุผลได้เช่นไรเล่า?”
“หมอยาพิษถือเป็นศัตรูไม่ใช่หรือ? ทำลายสำนักพิษโอสถจะแปลกอะไรนัก? อีกอย่าง เจ้าว่าหากไม่ใช่ฝีมือภูตหมอแล้วใครเล่าจะกล้าทำเช่นนี้? ก็ภูตหมอนั่นมีฝีมือพอจะทำลายหนึ่งตระกูลหรือหนึ่งกองกำลังได้ภายในคืนเดียวไม่ใช่รึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ น้ำเสียงคนอื่นๆที่เหลือก็ลดเบาลงมาบ้าง “เจ้าหมายความว่าที่ตระกูลสวี่ถูกฆ่าล้างเป็นฝีมือภูตหมอ ทำลายสำนักพิษโอสถก็เป็นฝีมือภูตหมอด้วยรึ? ข้าบอกกับเจ้าแล้วไง เรื่องนี้อย่าพูดซี้ซั้วนักจะดีที่สุด ระวังปากจะพาภัย สุดท้านแล้วก็ไม่มีใครรู้เห็นไม่ใช่หรือ?”
หลังจากได้ยินคำพูดว่าปากจะพาภัย พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง และไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก แต่หลังจากดื่มชาไม่กี่ถ้วยก็กลับบ้านของแต่ละคน
เมื่อซูรั่วอวิ๋นมาถึงยอดเขาที่ไฟไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน คนพวกนั้นที่เข้ามาดูกันคึกคักต่างแยกย้าย มองยอดเขาที่โล่งเตียนด้วยสองตาแดงก่ำ กระอักเลือดออกมาอย่างโมโหแทบขาดใจ แล้วทั้งร่างก็ทรุดนั่งลงไป
“เป็นไปได้ยังไง… เป็นไปได้ยังไง…”
นางพึมพำเสียงเบา ร่างกายราวกับสูญสิ้นวิญญาณ นี่เป็นสถานที่ที่นางทุ่มเทกำลังทั้งหมด เป็นกองกำลังที่นางวางแผนจะขยายตัว ทว่าตอนนี้ กลับถูกทำลายเพียงชั่วข้ามคืน…
เลือดลมที่หมุนตลบทำให้หัวใจคับแน่นเจ็บปวด นางนั่งอยู่บนพื้นนานนักถึงจะยืนขึ้นมา สองดวงตาที่เหม่อลอยมีประกายดำมืดชั่วร้ายขึ้นมาอีกครั้ง สองมือกำหมัดแน่น
“ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่! ไม่มีทางแน่นอน!”
ขบกัดฟันแน่น นางหมุนตัวจากไปอย่างเด็ดขาด ไม่มีสำนักพิษโอสถแล้ว งั้นนางจะยึดครองกององครักษ์ตระกูลเฟิ่งมา! กำลังพลองครักษ์ตระกูลเฟิ่งเป็นกำลังหลักของจวน และเป็นกองกำลังหนึ่งที่แม้แต่เจ้าแคว้นแสงสุริยันยังต้องเกรงกลัว!
ขอแค่ยึดกององครักษ์ตระกูลเฟิ่งกลายเป็นผู้นำตระกูล ไม่ต้องพูดถึงสองพี่น้องคู่นั้น ต่อให้อยากทำลายตระกูลระดับกลางสักตระกูลก็แค่ออกคำสั่ง!
เดิมทีคิดจะรอเวลาอีกสักพัก อันที่จริงเฟิ่งชิงเกอคนก่อนก็คลุกคลีกับกององครักษ์น้อยนัก ที่พวกนางพบปะด้วยเป็นแค่องครักษ์นายสองนายที่ถูกส่งมาอารักขา ส่วนคนอื่นๆ แม้แต่หน้าก็ยังไม่เคยเจอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่ตอนนี้ นางต้องกลายเป็นผู้นำตระกูลเฟิ่ง! และต้องได้กองกำลังนั้นมาให้จงได้!
ตอนที่ 150: อาจารย์ผู้เก่งกาจ!
สองวันต่อมา
เฟิ่งจิ่วประคองท่านผู้เฒ่าเดินอยู่ในสวน พลางเอ่ยถาม “ท่านปู่ ท่านรู้สึกว่าร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่สบายบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
“เหอะๆ ดีขึ้นแล้ว หากยอมให้ปู่ดื่มเหล้าสักหน่อย เดาว่าหลานไม่ต้องพยุง ปู่คงเดินได้คล่องเหมือนบินเลย” ท่านผู้เฒ่าหรี่ตายิ้ม หลังจากรักษาตัวอยู่ที่นี่สองวันพละกำลังก็กลับมา
แต่ว่า ไม่ได้ดื่มเหล้าหลายวัน พอร่างกายฟื้นฟู ก็อยากดื่มอยู่นิดหน่อยจริงๆ
“ตอนนี้ยังไม่ได้เจ้าค่ะ รอผ่านไปอีกสองสามวันท่านจะดื่มเท่าไหร่ค่อยดื่มนะเจ้าคะ” เธอประคองเขามานั่งที่ข้างโต๊ะหินในสวน ก่อนจะรินน้ำให้
“แม่หนูเฟิ่ง พวกเราจะกลับบ้านเมื่อไหร่รึ? พักอยู่ด้านนอกนี้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้ำยังไม่ได้จัดการเจ้าซูรั่วอวิ๋นในบ้านนั่น พ่อผู้ฟั่นเฟือนของหลานยังถูกหลอกปั่นหัวโดยไม่รู้ตัวอีก!”
เขาพูดพลางส่ายหน้า ถอนหายใจอีกครา กล่าวว่า “พูดถึงพ่อหลานก็น่าสงสารนัก ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
เธอบอกเรื่องที่ผ่านมาในไม่กี่วันนี้แก่เขา โชคดีที่เธอยังรอดชีวิต โชคดีที่ได้พบกันบนถนน และยังจำเธอได้ แต่ยังไงก็นึกไม่ถึง ว่าหญิงสาวใจมารในจวนนั่นจะเป็นซูรั่วอวิ๋นที่ติดตามอยู่ข้างกายแม่หนูเฟิ่งอย่างเชื่อฟังเสมอมา ซ้ำยังสนิทสนมดั่งพี่น้อง
ใจคนยากแท้หยั่งถึง ช่างรู้หน้าไม่รู้ใจเสียจริง!
“ร่างกายท่านปู่ดีขึ้นบ้างแล้ว พวกเราจะกลับไปเวลาไหนก็ได้เจ้าค่ะ” เธอยิ้มเบาๆ คิดว่าถึงเวลากลับบ้านตระกูลเฟิ่งแล้ว
ท่านผู้เฒ่าได้ยินก็ดีใจอย่างมาก จึงตบมือนางพลางพูดติดกันสามครั้งว่า “ดีๆดี”
“เสี่ยวจิ่ว”
กวนสีหลิ่นเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาจากด้านนอก ท่าทางลนลาน เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าจึงขานเรียก “ท่านปู่”
เพราะความสัมพันธ์กับเฟิ่งจิ่ว หลังจากท่านผู้เฒ่ารู้เรื่องที่ขอถอนตัวจากตระกูล จึงให้เขาเรียกตนว่าท่านปู่ บอกว่าถึงเวลากลับจวน จะให้คารวะเฟิ่งเซียวเป็นพ่อบุญธรรม
เห็นท่าทางร้อนใจมีความเป็นกังวล เฟิ่งจิ่วจึงเอ่ยปากถาม “พี่ชาย เกิดอะไรขึ้นรึ?”
“ท่านปู่ เสี่ยวจิ่ว พวกท่านรีบกลับบ้านเถิด ตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องแล้วขอรับ!”
พอท่านผู้เฒ่าฟัง ก็รีบร้อนถามว่า “เกิดเรื่องอะไรรึ?”
“ข้าเพิ่งกลับมาจากด้านนอก ได้ยินว่าพ่อบุญธรรมล้มป่วยเพราะกังวลที่ท่านปู่หายตัวไป เหมือนต้องยกกององครักษ์ตระกูลเฟิ่งให้ซูรั่วอวิ๋นมาดูแล ทำให้นางตามหาที่อยู่ท่านได้เต็มกำลัง คนจากหลายตระกูลในเมืองต่างถูกเชิญตัวไป เพื่อพิธีประกาศตัวเที่ยงวันนี้ บอกทุกคนว่า ลูกสาวเขาจะเป็นนายหญิงของกององครักษ์ตระกูลเฟิ่ง แต่ปัญหาคือพ่อบุญธรรมรู้ว่าเฟิ่งชิงเกอในจวนเป็นตัวปลอม! หากยกกององครักษ์ให้นาง จะเป็นปัญหาใหญ่นะขอรับ!”
แม้เขาไม่ใช่คนตระกูลเฟิ่ง แต่ก็รู้ว่ากำลังกององครักษ์ตระกูลเฟิ่งแม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องยำเกรง กองกำลังเช่นนี้ หากหญิงอสรพิษนั่นได้ไป จะปล่อยไปได้รึ?
“เจ้าซูรั่วอวิ๋นนี่! ก็แค่หมาป่าขี้ขลาด!”
ท่านผู้เฒ่าด่ากราดอย่างโกรธจัด “สุขภาพพ่อหลานมักจะแข็งแรงอย่างกับวัว พอปู่หายไปจะร้อนใจจนล้มป่วยได้อย่างไรเล่า? เป็นเพราะหมาป่าตาขาวนั่นใช้ยาพิษทำร้ายแน่ๆ!”
เฟิ่งจิ่วฟังคำพูดนี้ก็กระตุกมุมปากอย่างอดไม่ได้ แข็งแรงราวกับวัวรึ? ท่านปู่เปรียบเทียบได้เหมาะเสียจริงเชียว
“แต่ท่านปู่ ทำไมกององครักษ์ตระกูลเราแม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องยำเกรง? คืนนั้นที่หลานไปพาท่านออกมา รู้สึกว่ากำลังองครักษ์พวกนั้นที่เฝ้าอยู่หน้าประตูก็ไม่เท่าไหร่เลยนะเจ้าคะ!”
“นั่นเป็นเพราะ หลานยังไม่เคยพบอาจารย์ผู้เก่งกาจในหมู่องครักษ์ของเราน่ะสิ”
ท่านผู้เฒ่ายืนขึ้นมา มือหนึ่งไพล่หลังไว้ อีกมือก็ลูบเครา “กององครักษ์ตระกูลเฟิ่งเราแบ่งแยกกันตามระดับ กองของอาจารย์ผู้เก่งกาจนั้นสิ ถึงจะเป็นไพ่ตายของตระกูลเฟิ่ง”
ตอนที่ 151: ความลับของกององครักษ์ตระกูลเฟิ่ง!
“แต่เหมือนหลานจะไม่เคยเจอกอง.องครักษ์ของตระกูลเรานะเจ้าคะ” คล้ายว่าในความทรงจำก็ไม่เคยเจอกององครักษ์ตระกูลเฟิ่ง แต่ในจวนกลับมีพวก.องครักษ์คอยตามอารักขาอยู่ข้างกายท่านปู่ท่านพ่อ
“อีกหน่อยหลานจะรู้จักกอง.องครักษ์แน่.นอน ตอนนี้พวกเราต้องกลับไปบ้านก่อน มิเช่นนั้น หากเรื่องนี้แพร่งพรายไป เกรงว่าจะจัดการไม่ได้” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเข้ม มองไปทางกวนสีหลิ่นข้างๆ บอกว่า “สีหลิ่น เจ้ารีบไปเตรียมรถม้า ตอนนี้ห่างเที่ยงวันไม่กี่ชั่วยาม ต้องเร่งกลับไปขัดขวางแล้ว”
“ขอรับ” กวนสีหลิ่นขานรับ และเดินออกไปทันที
เหลิ่งซวงในมือยกขนมเข้ามา กล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่า คุณหนู ทานขนมเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ! พวกนี้ชิงเหนียงเพิ่งทำมา”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ เอ่ยว่า “พวกเราจะกลับไปตระกูลเฟิ่ง เอาขนมขึ้นไปกินบนรถม้าด้วยก็ได้” สำหรับสถานการณ์ของตระกูลเฟิ่งตอนนี้ เธอหาได้กังวลใจเท่าท่านผู้เฒ่า ลำพังแค่ซูรั่วอวิ๋นคนเดียว ก็ก่อปัญหาอะไรไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไร
ส่วนในบ้านตระกูลเฟิ่ง เพราะข่าวที่แพร่ออกไป ผู้นำตระกูลในเมืองจึงมายังจวนอย่างไม่ขาดสาย นั่งพูดคุยด้วยกันเสียงเบา ในสายตาพวกเขา เฟิ่งชิงเกอนั้นยังอายุน้อยนัก เกรงว่าจะบังคับบัญชากององครักษ์ตระกูลเฟิ่งได้ไม่ไหว และไม่อาจเป็นผู้นำตระกูลได้
แต่ใครก็นึกไม่ถึง ช่วงนี้ตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องขึ้นมากมายเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าเป็นโรควิกลจริต ซ้ำยังถูกลักพาตัวไปที่ไหนก็ไม่รู้ เวลาสั้นๆแค่สองวันแม้แต่แม่ทัพเฟิ่งยังล้มป่วย เวลานี้ในจวนตระกูลเฟิ่ง ที่พอเป็นผู้นำได้ก็มีแค่เฟิ่งชิงเกอ แต่ด้วยพละกำลังนาง ทุกคนกลับไม่เห็นด้วย
แม้เฟิ่งชิงเกอเป็นไข่มุกล้ำค่าในมือเฟิ่งเซียว แต่เมื่อเทียบกับความสามารถและพละกำลัง รูปโฉมอันงามเลิศกลับเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึงกันยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว หากเป็นคนเมืองอวิ๋ยเยวี่ยด้วยกัน ก็เป็นธรรมดาที่จะรู้ดีว่ากำลังวรยุทธ์นางเป็นเช่นไร?
อันที่จริงด้วยกำลังวรยุทธ์เฟิ่งชิงเกอ ยังเทียบไม่ได้แม้แต่กับพวกลูกสาวตระกูลระดับกลาง แต่ชนะที่นางได้ผู้มีพรสวรรค์ดั่งฟ้าประทานมาเป็นคู่หมั้น ซ้ำยังมีแรงสนับสนุนทรงอำนาจจากจวนตระกูลเฟิ่ง ด้วยเหตุนี้ กำลังเป็นเช่นไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้คนจะใส่ใจ
ใต้ศาลาแห่งหนึ่งในเรือนหลัง บุรุษสวมชุดผ้าแพรแปดนายมีทั้งนั่ง ยืน และใช้สองมือกอดอกพิงศาลา กำลังพูดคุยกันอยู่
“พวกเจ้าว่าวันนี้ท่านผู้เฒ่าจะกลับมาหรือไม่?”
คนที่พูดคือชายหนุ่มอ่อนวัยที่สวมชุดคลุมสีฟ้า กำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะ มือหนึ่งเท้าคางพลางเอ่ยถามคนอื่นๆ
บุรุษชุดดำใบหน้าเคร่งขรึมยกน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวเสียงทุ้ม “ข่าวล้วนแพร่ออกไปหมดแล้ว เขาจะกลับมาแน่.นอน”
“วันนี้เหมือนคนจะมากันไม่น้อยเลย ข้าได้ยินคนข้างล่างรายงาน คล้ายว่าแม้แต่ฝ่าบาทก็มาด้วย” บุรุษที่ยืนพิงศาลา พลางสองมือกอดอกไว้เอ่ยอย่างเอ้อระเหย
ชายหนุ่มที่สวมชุดขาวในมือถือพัดพับหันไปถามว่า “แต่ที่พวกเราไม่รายงานทั้งที่รู้เรื่องเช่นนี้จะดีจริงๆรึ? จะเกินไปหรือไม่?”
“ทำไมเล่า? ท่านผู้นำตระกูลไม่ได้ให้เราไปตรวจสอบ พวกเราไปสืบเองถึงรู้ ไม่ถือว่ารู้เรื่องแต่ไม่รายงานหรอก” บุรุษที่พูดอยู่เลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงนั้นมีความสมเหตุสมผลอยู่บางส่วน
อีกคนหนึ่งฟังแล้วก็ยิ้มขึ้นอย่าง.อดไม่ได้ เอ่ยว่า “โชคดีที่ตาเฒ่าพวกนั้นไปเก็บตัวฝึกตน ไม่เช่นนั้น หากรู้ว่าพวกเรายืนนิ่งดูดายไม่จัดการปัญหา เดาว่าคงไม่พ้นได้ฝึกร่างกายกันอีกยกแน่”
“จะว่าไปแล้ว แม่นางคนนั้นที่อยู่กับท่านผู้เฒ่าเป็นใครกันแน่? ตัวตนนางนึกไม่ถึงว่าแม้แต่พวกเรายังตรวจสอบไม่ได้? ช่างน่าแปลกเหลือเกิน”
ตอนที่ 152: ปรมาจารย์ขั้นสูงสุด!
ฟังคำพูดนี้ พวกเขาต่างเงียบเชียบลง แปดคนนี้หาใช่ใครอื่น เป็นหัวหน้าทั้งแปดกองย่อยของกองอาจารย์ผู้เก่งกาจในหมู่องครักษ์ตระกูลเฟิ่ง
สำหรับพวกเขาที่เข้ารับการฝึกฝนอย่างลับๆ เรื่องจวนตระกูลเฟิ่งหากไม่มีองครักษ์มารายงาน ก็ไม่มีทางรู้หรอก ทว่าหลังจากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนช่วงนี้ จึงลงมือตรวจสอบ
โดยเฉพาะเรื่องที่ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเป็นโรควิกลจริตและถูกลักพาตัว แต่นึกไม่ถึงว่าคนที่ท่านผู้นำตระกูลพาองครักษ์ทั้งนอกในจวนไปตามยังหาไม่เจอ กลับถูกสาวน้อยนางหนึ่งพาไปรักษาตัวที่ในเรือนแห่งหนึ่ง
พวกเขาลองเข้าไปสังเกตการณ์ใกล้ๆ ทว่าเพิ่งจะเข้าใกล้ก็โดนไหวตัวทัน ไม่รู้จริงๆว่าเป็นเพราะสาวน้อยนั่นรู้สึกไวเกินไป หรือทักษะการซ่อนกลิ่นอายยังอ่อนด้อย
เดิมทีพวกเขาคิดจะพาท่านผู้เฒ่ากลับมา แต่เห็นเขาพูดคุยหัวเราะกับสาวน้อยผู้นั้น หนำซ้ำนางยังประคองท่านผู้เฒ่ามาเดินในสวนอยู่ทุกวัน เห็นเขาไม่เหมือนคนวิกลจริตเลยสักนิด จึงละทิ้งความคิดไป
แม้ไม่รู้ว่าสาวน้อยเป็นใคร แต่ความเอาใจใส่นั้นกลับไม่ใช่การเสแสร้ง ในเมื่อไม่คิดร้ายกับท่านผู้เฒ่า พวกเขาก็ไม่ใส่ใจ
“เฮ้ พวกเจ้าว่าใบหน้าแม่นางถูกทำลายกลายเป็นเช่นนั้น ไยจึงทำเหมือนไม่สนใจเท่าไหร่เลยเล่า?” บุรุษชุดฟ้าเอ่ยถามอย่างสงสัยอยู่บ้าง คราแรกที่เห็นใบหน้าเสียโฉมนั่น เขาก็ตกใจสะดุ้งเสียดื้อๆ
อันที่จริง นั่นก็เป็นสาวน้อยคนหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าใบหน้าจะถูกทำลายเสียจนดูไม่ได้โดยสิ้นเชิง แค่เขามองยังรู้สึกสงสารเลย
“บนตัวแม่นางไม่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับ เดาว่าเป็นแค่คนธรรมดา กลิ่นอายคนชื่อกวนสีหลิ่นนั่นกลับสงบเงียบ เป็นผู้มีความสามารถ”
บุรุษชุดดำกล่าวเสียงเข้ม ชะงักลงพักหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง เอ่ยว่า “วันนี้พวกเจ้าต่างเห็นลูกสาวท่านผู้นำตระกูลแล้วล่ะสิ? คิดเห็นเช่นไรกันบ้าง?”
“ก็ไม่เท่าไหร่ คุณสมบัติไม่พอจะมาเป็นผู้นำกององครักษ์เราเลยจริงๆ”
“อืม พละกำลังไม่โดดเด่นก็จริง แต่หน้าตากลับงามเป็นเลิศ”
“เห็นเป็นสาวน้อยอ่อนโยนสง่างาม จะให้มาเป็นผู้นำกององครักษ์เรางั้นรึ? จิ๊ จริงๆข้าก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่”
“เฮ้อ! เห็นครั้งแรก ก็รู้สึกผิดหวังยิ่งนัก”
“ข้าก็ไม่เห็นด้วย”
“นางกำราบพวกเราไม่ได้หรอก”
“ไม่มีทาง ใครให้ท่านผู้นำตระกูลมีลูกสาวเช่นนั้นคนเดียวเล่า!”
ฟังพวกเขาพูดจบคนละหนึ่งประโยค บุรุษชุดดำก็ยืนขึ้นมา บอกว่า “ไม่ นางไม่ธรรมดา”
“หืม? ทำไมล่ะ?” ทั้งเจ็ดคนถามขึ้นพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย ประหลาดใจนิดหน่อยที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา เฟิ่งชิงเกอผู้นั้น พวกเขาดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ
“สัญชาตญาณน่ะ”
“หึ!”
พวกเขาหลุดหัวเราะ “ไม่รู้สึกเลยสักนิด”
สายตาทุกคนล้วนหันเหลียวมองไปยังบริเวณเดียวกัน หนึ่งในพวกเขาพูดยิ้มๆว่า “ล้วนกล่าวกันว่า กลางวันอย่าพูดถึงคน กลางคืนอย่าเอ่ยถึงผี พวกเจ้าดูสิ เพิ่งพูดถึงไป คนก็มาเสียแล้ว”
บริเวณไม่ไกล เรือนรางในชุดกระโปรงสีสดใสพลิ้วไหวกำลังเดินมาทางด้านนี้ ด้านหลังนางมีสาวใช้ตามมาสองคน เมื่อเห็นเหล่าชายหนุ่มอ่อนวัยหน้าตาโดดเด่น ท่าทางไม่ธรรมดาบ้างนั่งบ้างยืนกันอยู่ในศาลา นัยน์ตาก็ฉายแววเป็นประกาย
แปดคนนี้คือหัวหน้ากองย่อยทั้งแปดนายของกองอาจารย์ผู้เก่งกาจในหมู่องครักษ์ตระกูลเฟิ่ง พละกำลังพวกเขาต่างบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
ต้องรู้ไว้ ว่าท่านผู้เฒ่าบำเพ็ญตนมาตลอดชีวิต ก็เพิ่งเป็นแค่ผู้แกร่งกล้าระดับบรรพชนนักรบพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นช่วงที่แปด
แม้แต่เฟิ่งเซียว เมื่อไม่กี่ปี่ก่อนก็เพิ่งบรรลุถึงระดับบรรพชนนักรบ ตอนนี้เป็นแค่ผู้แกร่งกล้าพลังเร้นลับขั้นเริ่มต้นช่วงที่สอง
ภายในเวลาที่กำหนด แปดคนนี้จำจะต้องก้าวขึ้นเป็นบรรพชนนักรบ เมื่อถึงตอนนั้น…
ตอนที่ 153: เฟิ่งจิ่วกลับบ้าน!
ชายหนุ่มชุดฟ้าเห็นนางมองพวกเขาอยู่นอกศาลา ก็ไม่พูดอะไร เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ ถามว่า “คุณหนูใหญ่มีธุระรึขอรับ?”
ซูรั่วอวิ๋นดึงสติกลับมา สายตามองผ่านใบหน้าทั้งแปดคนไป เอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนโยน “พวกท่านชื่ออะไรกันบ้างล่ะ?”
“ชื่อรึ?”
เขาเดินยิ้มเข้ามา พิงเสาศาลาพลางพูดว่า “เหล่าผู้เฒ่าที่คอยสั่งการพวกเรากำชับไว้ ชื่อแซ่จะบอกให้นายท่านฟังได้เท่านั้น ดังนั้น ขณะที่คุณหนูใหญ่ยังไม่ได้เป็นนายหญิง พวกเราก็ไม่ถือสาที่คุณหนูจะใช้ตัวเลขเรียกพวกเรา โดยจัดตัวเลขให้แทนชื่อขอรับ”
ชายหนุ่มนายหนึ่งที่เดินมาจากด้านหลังสองแขนกอดอกชำเลืองมองคนข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปยังคนด้านนอกศาลา ท่าทางบนใบหน้ามีความเอ้อระเหยอยู่บางส่วน กล่าวว่า “นางยังไม่ใช่นายหญิงพวกเรานะ! ซ้ำยังออกคำสั่งกับพวกเราไม่ได้ ต่อให้จัดตัวเลขแทนชื่อก็ไม่มีทางบังคับบัญชาเราได้อยู่ดี”
“คุณหนูใหญ่ แม้เป็นองครักษ์ตระกูลเฟิ่ง แต่พวกเรายังไม่ยอมรับท่าน จะทำให้ยอมรับได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถท่านแล้ว” อีกคนหนึ่งเดินเข้ามา น้ำเสียงไม่เกรงใจอย่างมาก
อันที่จริง แม้เป็น.องครักษ์ตระกูลเฟิ่ง กับคนที่ไม่ใช่นายพวกเขา ก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้ากันมากนัก
ได้ยินเช่นนี้ ซูรั่วอวิ๋นกลับไม่โกรธ เผยรอยยิ้มมองพวกเขาแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยคำพูดมีความมั่นใจ “พวกเจ้าจะมาสวามิภักดิ์กับข้าแน่” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็หมุนตัวเดินไปยังเรือนหน้า
ในความคิดนาง เมื่อเฟิ่งชิงเกอตายไปแล้วจริงๆ ไม่ช้าก็เร็ว กอง.องครักษ์นี้ต้องมาอยู่ในมือ ไม่เชื่อหรอก ว่าด้วยความสามารถนางจะไม่มีทางทำให้พวกเขายอมจำนนได้!
รอนางเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มชุดดำก็เดินเข้ามา กวาดมองสองคนข้างๆ เอ่ยว่า “พวกเจ้าอย่าได้ทำเกินไปนัก สุดท้ายนางก็เป็นลูกสาวท่านผู้นำตระกูล เป็นนายหญิงที่เราต้องจงรักภักดี”
“แน่ล่ะ! เพราะเจ้ารู้ว่านางมีความสามารถที่ทำให้พวกเรายินยอมพร้อมใจเรียกนางว่านายหญิงรึ?” ชายหนุ่มท่าทางลอยชายพูดอย่างไม่เห็นด้วยนัก ชัดเจนว่าไม่เห็นนางอยู่ในสายตา
“งั้นก็อย่าลืมที่พวกตาเฒ่ากำชับเราไว้เสมอล่ะ”
ฟังคำพูดนี้ พวกเขาต่างเงียบเชียบ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรให้มากความอีก
ผ่านไปสักพัก ชายหนุ่มชุดดำจึงเอ่ยว่า “จวนจะได้เวลาแล้ว พวกเราลองไปดูด้านหน้ากันเถอะ!”
“ก็ดี” พวกเขาขานรับ แล้วไปยังเรือนหน้าพร้อมๆกัน
และในเวลานี้ ทิศทางที่ไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง เพราะฮ่องเต้เสด็จประพาส ทำให้ชาวบ้านบนถนนใหญ่พากันติดสอยห้อยตามพลางเฝ้าชม ต่างมองกองทัพท่าทางองอาจมุ่งไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง และท่านเจ้าแคว้นสวมเสื้อคลุมมังกรเหลืองอร่ามนั่งตัวตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผยอยู่บนราชรถมังกร หันมองไปด้านข้าง มู่หรงอี้เซวียนที่สวมเสื้อคลุมสีม่วงทั่วร่างมีกลิ่นอายสูงศักดิ์กระจายอยู่กำลังขี่ม้าตามไป
เหล่าผู้นำตระกูลในจวนได้ยินว่าแม้แต่เจ้าแคว้นยังมาด้วย ก็แปลกใจอยู่บ้าง เรื่องที่จวนตระกูลเฟิ่งจะประกาศให้เฟิ่งชิงเกอเป็นผู้นำ ปกติไม่ต้องให้ท่านเจ้าแคว้นมาด้วยตัวเอง ทว่าตอนนี้กลับมาเยือน ความหมายที่แฝงอยู่นี้ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
แม้เป็นเช่นนี้ ทุกคนยังมารับเสด็จนอกจวน สุดท้าย อีกฝ่ายก็เป็นเจ้าแคว้นแสงสุริยัน ซ้ำยังเป็นผู้แกร่งกล้าที่มีพละกำลังมหาศาล พวกเขาจึงไม่กล้าดูหมิ่นเป็นธรรมดา
ในฐานะที่ตอนนี้เป็นผู้ดูแลจวนตระกูลเฟิ่ง ซูรั่วอวิ๋นเดินออกมาจากฝูงชน ทำความเคารพแก่ราชรถมังกร “หม่อมฉันเฟิ่งชิงเกอ คารวะท่านเจ้าแคว้น”
“คารวะท่านเจ้าแคว้น” เหล่าผู้นำตระกูลเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง และทำความเคารพเล็กน้อย
“อืม” น้ำเสียงทุ้มต่ำลอยมาจากบนราชรถมังกร เจ้าแคว้นสวมเสื้อคลุมมังกรเหลืองอร่ามเดินลงมา หลังจากใช้สายตาเฉียบแหลมที่เคลือบแฝงด้วยท่าทางสง่างามกวาดมองผู้คน ถึงจะก้าวย่างเดินไปด้านใน
หลังจากเขาเข้าไป ทุกคนล้วนถอนหายใจเบาๆ พร้อมกันโดยไม่นัดหมาย มองหน้ากันแวบหนึ่ง เมื่อกำลังจะเดินตามเข้าไปด้านใน กลับเห็นรถม้าคันหนึ่งค่อยๆหยุดลงตรงหน้าประตูจวน…
ตอนที่ 154: ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้ว!
ล้วนมากันหมดแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมยังมีคนมาอีก?
ทุกคนต่างสงสัยอยู่ในใจ ฝีเท้าที่เดินไปด้านในชะงักลงน้อยๆ พินิจมองรถม้าธรรมดาธรรมดาคันนั้นที่จอดอยู่หน้าประตู
หลังจากมู่หรงอี้เซวียนที่เดิมทีเตรียมจะเดินเข้าไปเห็นรถม้าคันนั้นก็หยุดฝีเท้าลง ไม่เพียงคุ้นตานิดหน่อยกับรถม้า ยังรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างกับสาวน้อยชุดดำที่ควบม้ามา คล้ายว่าเป็นคนข้างกายแม่นางท่านนั้นเมื่อครั้งก่อน…
“เสี่ยวจิ่ว ข้าประคองเจ้าเอง” กวนสีหลิ่นในชุดสีดำโดดลงมาจากบนรถม้า ก่อนจะยื่นมือไปประคองคนที่ออกมาด้านหลังไว้อีกรอบ
เสียงเรียกเสี่ยวจิ่วนั้น ทำให้มู่หรงอี้เซวียนใจเต้นขึ้นมา ในดวงตาฉายแววประหลาดใจ ขยับฝีเท้าไม่ได้ จึงมองตรงไปยังคนที่เดินออกมาจากรถม้าอยู่เช่นนั้น
ซูรั่วอวิ๋นเวลานี้ไม่ทันมองคนที่เดินลงมาจากรถม้า เพราะท่านเจ้าแคว้นเข้าจวน จึงคอยรับรองอยู่ด้านหน้า ด้วยเหตุนี้ นางไม่เพียงไม่เห็นว่ากวนสีหลิ่นกับเฟิ่งจิ่วมา แม้แต่คนสุดท้ายที่เดินลงมาจากรถม้า ก็ไม่ได้เหลียวมอง มิเช่นนั้น ต้องตกใจเสียจนสีหน้าซีดเผือดเป็นแน่
“ซี๊ด! นั่น นั่นท่านผู้เฒ่าเฟิ่งไม่ใช่หรือ?”
เมื่อเหล่าท่านผู้นำตระกูลเห็นชายชราที่สองชายหญิงประคองลงมาจากรถม้า ถึงจะเห็นชัดเจน ว่าชายชราผู้นั้นคือท่านผู้เฒ่าแห่งจวนตระกูลเฟิ่งที่หายตัวไป!
หนำซ้ำ เห็นท่าทางนั้นเหมือนคนวิกลจริตตรงไหนกัน? ตอนนี้ ทุกคนจึงล้วนมองล้อมมาทางเขา
“ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง ท่านกลับมาแล้ว!”
“ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง ช่วงนี้ท่านไม่อยู่ในจวน ท่านแม่ทัพเฟิ่งกังวลใจเสียจนล้มป่วย”
“ท่านผู้เฒ่าเฟิ่ง ช่วงนี้ท่านไปไหนมารึ?”
ผู้คนต่างแย่งกันถามไถ่ น้ำเสียงมีความเป็นห่วง เพราะที่มาวันนี้ล้วนเป็นเพียงวงศ์ตระกูลใหญ่ชั้นสูงในเมืองอวิ๋นเยวี่ย คนของตระกูลระดับกลางกลับไม่เหลียวมองแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ สำหรับพวกเขา กวนสีหลิ่นกับเฟิ่งจิ่วจึงเป็นแค่คนแปลกหน้า ไม่มีใครรู้จัก
“เหอะๆ ทำให้ทุกท่านกังวลเสียแล้ว ข้าไม่เป็นอะไรหรอก” ท่านผู้เฒ่าพูดอย่างหัวเราะเหอะๆ พลางส่งสัญญาณพยักหน้าให้กับทุกคน
“ท่านปู่เฟิ่ง” มู่หรงอี้เซวียนเดินเข้ามา เห็นอาการเขาฟื้นตัวได้ไม่เลว ใจก็.อดสงสัยไม่ได้ เขามาด้วยกันกับสองพี่น้องกวนสีหลิ่นได้อย่างไร?
สายตาหันมองจับจ้องสำรวจบนร่างเฟิ่งจิ่ว
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ที่แท้เป็นอี้เซวียนนี่เอง! วันนี้เจ้าก็มารึ? ข้าได้ยินว่าท่านเจ้าแคว้นก็มาด้วย?” เห็นเขากำลังมองแม่หนูเฟิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งลึกขึ้นบางส่วน
สองคนนี้ มองเช่นไรก็เป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก น่าเสียดาย ที่ใบหน้าแม่หนูเฟิ่ง…
เมื่อองครักษ์จวนตระกูลเฟิ่งเห็นว่าคนที่ลงมาจากรถม้าคือท่านผู้เฒ่า ก็วิ่งปรี่เข้าไปด้านใน พลางตะโกนลั่นว่า “เป็นท่านผู้เฒ่า! ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้ว! ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้ว…”
“ท่านปู่ พวกเราเข้าไปกันเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วไม่มองมู่หรงอี้เซวียน แต่ประคองท่านผู้เฒ่าเดินไปด้านใน กวนสีหลิ่นตามอยู่ข้างขวาท่านผู้เฒ่า ส่วนเหลิ่งซวงก็ตามอยู่ด้านหลังเธอ
“อะ อะไร? เจ้าว่าอะไรนะ?”
หลังจากซูรั่วอวิ๋นที่กำลังรับรองท่านเจ้าแคว้นไปนั่งยังตำแหน่งที่อาวุโสในเรือนได้ยินคำพูด.องครักษ์ผู้นั้น ก็ใบหน้าขาวซีดด้วยความตกใจ ร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว “เจ้าบอกว่าใครกลับมา? ใคร?”
“เป็นท่านผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้วขอรับ!” องครักษ์บอกอย่างประหลาดใจ
ส่วนท่านเจ้าแคว้นที่นั่งดื่มชาอยู่ก็สังเกตเห็นท่าทางนางผิดปกติ จึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แปลกใจนิดหน่อยกับปฏิกิริยานางเวลานี้ที่ตื่นตกใจและมีความตื่นตระหนก
ปู่ตัวเองกลับมา นางควรดีใจไม่ใช่หรือ? ไยจึงโต้ตอบเช่นนี้เล่า?
ตอนที่ 155: เจ้าเป็นใคร?
“ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้วรึ? อยู่ที่ไหนล่ะ?”
ได้ยินน้ำเสียง ท่านเจ้าแคว้นจึงมองไปตามทิศทางเสียง เมื่อเห็น ใบหน้าก็เผยความแปลกใจ แค่ไม่กี่วัน นึกไม่ถึงว่าเฟิ่งเซียวจะอ่อนแอลงเช่นนี้เลยรึ? แม้แต่เดินยังไม่ไหว ซ้ำต้องให้คนประคองอีก?
“ท่านผู้นำตระกูล นั่งลงตรงนี้ก่อนเถิด ท่านผู้เฒ่ามาถึงประตูแล้ว เดี๋ยวก็เข้ามา” บุรุษสวมชุดขาวในมือถือพัดพับเอ่ยอย่างอ่อนโยน หลังจากประคองเขานั่งลง สายตาก็มองไปที่ลานด้านนอก
เจ้าแคว้นมู่หรงป๋อมองเหล่าชายหนุ่มผู้โดดเด่นข้างกายเฟิ่งเซียว ในดวงตาอันแหลมคมฉายแววครุ่นคิด หลังจากพินิจมองพวกเขาแวบหนึ่งอย่างไร้ร่องรอย ก็เบนสายตาออกไป
เมื่อซูรั่วอวิ๋นเห็น.องครักษ์พวกนั้นที่เฝ้าอยู่ข้างกายเฟิ่งเซียว ก็กัดฟันกรอด เจ้าพวกนี้ไม่เพียงไม่เห็นนางในสายตา ยังถือวิสาสะพาเฟิ่งเซียวเข้ามาอีก สมควรตายจริงๆ! เดิมนางเพียงคิดจะให้เฟิ่งเซียวออกมาเดี๋ยวเดียวก็กลับไป เพื่อเลี่ยงให้คนมองออกถึงความระแคะระคาย ทว่าตอนนี้…
ในเวลานี้เอง เฟิ่งจิ่วประคองท่านผู้เฒ่าเดินเข้ามา ด้านหลังมีคนกลุ่มหนึ่งตามมา
เมื่อเห็นเฟิ่งจิ่วข้างกายท่านผู้เฒ่า ซูรั่วอวิ๋นก็สูดหายใจเข้า “ทำไมถึงเป็นเจ้า! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร?”
ผู้หญิงคนนี้! นางไม่เคยลืมพิษสงที่ทำให้นางต้องอับอาย! ผู้หญิงคนนี้ ที่มาลึกลับแปกลประหลาด ตอนนี้ ยังกล้ามาปรากฏตัวในจวนตระกูลเฟิ่ง มาโผล่อยู่เบื้องหน้า คิดว่าซูรั่วอวิ๋นจะไม่ทำอะไรนางเลยจริงๆรึ?
“เรียกคนเข้ามา! จับตัวนางให้ข้าเสีย!” นางแผดเสียงลั่น ต้องการให้องครักษ์มาจับตัวเฟิ่งจิ่วที่ด้านในนี้
ทว่าทุกคนไม่มีใครทำ เพราะไม่กล้าพอ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังเห็นว่าแม่นางที่ผูกผ้าคลุมหน้านั้นกำลังประคองท่านผู้เฒ่าของพวกเขาอยู่! ให้เข้าไปจับตัวรึ? พวกเขาไม่คิดสั้นถึงเพียงนั้นหรอก
เฟิ่งจิ่วไม่พูดไม่จา แค่มองนางด้วยสายตาแฝงรอยยิ้มจางๆ
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเห็น จึงส่งเสียงหึหนักๆ พูดตะคอกว่า “องครักษ์อยู่ไหน!”
ชายหนุ่มแปดนายที่ยืนอยู่ข้างกายเฟิ่งเซียวราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ก้าวออกหน้ามาพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย ฝีเท้ามั่นคงท่าทางขึงขัง พวกเขาเข้าแถวเรียงหนึ่ง ประสานมือทำความเคารพด้วยท่าทางเหมือนๆกัน น้ำเสียงกังวานทรงพลังที่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับคละคลุ้งแฝงอยู่ดังออกมาอย่างเคารพยำเกรง
“ข้าน้อยขอคารวะท่านผู้เท่าขอรับ!”
ประโยคสั้นๆไม่กี่คำกลับทำให้ทุกคนในที่นี้ต่างตกอกตกใจ หลังจากทั้งแปดคนทำความเคารพ ก็ยืนท่าตรงเรียบร้อย ท่าทีเอ้อระเหยไร้วินัยที่เดิมทีเคยปรากฏอยู่บนร่างพวกเขาล้วนไม่เห็นแม้แต่น้อยในช่วงเวลานี้
ใบหน้าเคร่งขรึมมีไอสังหารที่รุนแรงน่าสะพรึง ท่วงท่าบนร่างแข็งแกร่งดุร้าย ราวกับนักรบกล้าตายที่เดินออกมาจากสนามรบ ย่างก้าวเป็นแบบแผนเดียวกัน รวมถึงท่าทีแข็งแรงมีพลัง ล้วนทำให้เบื้องหน้าสว่างวาบ และน่าตกตะลึงใจ
นี่คือองครักษ์ตระกูลเฟิ่ง! เป็นกองอาจารย์ผู้เก่งกาจที่ทำให้กองทัพแคว้นข้างเคียงต่างขวัญหนีดีฝ่อ! กองทัพนั้น ที่ทุกคนล้วนเป็นชายแกร่งใจกล้า และยังเป็นเด็กหนุ่มที่โดดเด่นเช่นนี้!
“จับตัวนางให้ข้า!”
นิ้วมือท่านผู้เฒ่าชี้ไปยังซูรั่วอวิ๋นที่สีหน้าขาวซีด หากแววตาที่เฉียบคมและคับแค้นใจสามารถฆ่าคนได้ นางคงตายไปไม่ต่ำกว่าร้อยรอบแล้ว
“ท่านพ่อ!”
ซูรั่วอวิ๋นดึงสติกลับมาในขณะที่ตกใจ ปฏิกิริยาแรกคือมองหาที่พักพิงอย่างเฟิ่งเซียว เพราะกับท่านผู้เฒ่า มีเพียงเฟิ่งเซียวที่ปกป้องนางได้
แต่นางถูกลิขิตให้ต้องผิดหวัง
เพราะเวลานี้เฟิ่งเซียวกำลังมองสาวน้อยผู้สง่างามที่สวมชุดกระโปรงสีขาว ผูกผ้าคลุมหน้า และประคองท่านผู้เฒ่าอยู่ด้วยความตะลึง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว ก่อนจะปริปากอย่างสั่นเครือ
“เจ้า เจ้าเป็นใครกัน?”
ตอนที่ 156: เปิดโปงตัวตน!
หลังทั้งแปดคนตอบรับเสียงเข้ม สองคนในนั้นก็สาวก้าวออกหน้า จับพลิกแขนซูรั่วอวิ๋นไว้ด้านหลัง แล้วคุมตัวนางมาตรงหน้าท่านผู้เฒ่า
คราแรกทุกคนต่างตะลึงกับท่านผู้เฒ่าที่สั่ง.องครักษ์จับตัวหลานสาว จากนั้นค่อยมาฉงนกับการโต้ตอบของเฟิ่งเซียวเวลานี้ ดังนั้น พวกเขาจึงใช้สายตาสำรวจจับจ้องบนร่างสาวน้อยชุดขาวผู้นั้น และคาดเดาถึงตัวตนนาง
มู่หรงอี้เซวียนเห็นเฟิ่งชิงเกอที่ถูกจับพลิกแขนคุมตัวมาเบื้องหน้าท่านผู้เฒ่า ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่าง.อดไม่ได้ คิดจะปริปาก กลับได้ยินคำพูดนั้นที่เฟิ่งเซียวถามออกมา เช่นนั้น จึงทิ้งสายตาไว้บนร่างสาวน้อยชุดขาว
เขาก็อยากรู้ ว่านางเป็นใครกันแน่?
เฟิ่งจิ่วมองเฟิ่งเซียวที่ท่าทางตื่นเต้นใจและรอบตาแดงน้อยๆ เธอถอนใจเบาๆในใจ เอ่ยว่า “ท่านเดาออกแล้ว ไม่ใช่รึเจ้าคะ?”
เขาไม่ใช่คนโง่เง่า ช่วงนี้จวนตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องมากมายเพียงนี้ อีกทั้งตอนนี้ท่านผู้เฒ่าก็กลับมา ซ้ำยังมีนางโผล่มาด้วย หากตอนนี้ยังไม่ตอบโต้อะไร เขาก็ไม่ใช่ท่านแม่ทัพใหญ่เฟิ่งผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรแล้ว
“เจ้าคือชิงเกอลูกสาวข้า!”
น้ำเสียงเขาสะอึกสะอื้น ยื่นมือไปกุมมือเฟิ่งจิ่วไว้ “ขอโทษ ขอโทษ พ่อไม่รู้เลยว่าคนข้างกายเป็นตัวปลอม…” นึกถึงคำพูดที่ท่านผู้เฒ่าบอกในวันนั้น ความโมโหโกรธาในตอนนั้น และยังใบหน้านางที่ผูกผ้าคลุมหน้าไว้ตอนนี้ หัวใจก็บีบรัดเจ็บปวดชั่วขณะ จึงร้องไห้โฮลั่นขึ้นมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
“ขอโทษ… พ่อไม่ดี พ่อไม่ดีเอง…”
ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วสารทิศ นึกไม่ถึงว่าจะร้องไห้ราวกับเด็กน้อย ท่าทีหลั่งน้ำตาราวฝนพรำทำให้คนมองทั้งตะลึงและสะเทือนใจ
เมื่อครู่เขาว่าอะไรนะ? สาวน้อยที่ผูกผ้าคลุมหน้าเป็นชิงเกอลูกสาวเขารึ? งั้นคนที่ถูกจับกุมตัวไว้เป็นผู้ใดเล่า?
“ท่านลุงเซียว ท่านบอกว่านางเป็นใครนะขอรับ?”
น้ำเสียงมู่หรงอี้เซวียนมีความสั่นเครือที่ไม่อาจกลั้นไว้ เขามองสาวน้อยชุดขาวที่ผูกผ้าคลุมหน้าด้วยความตื่นตกใจ ยากจะเชื่ออยู่บ้าง ซ้ำยังมีความตื่นเต้นและปลื้มปิติ หัวใจพลันเต้นตึกตัก ความรู้สึกเช่นนั้น ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
“ฮือๆ… ลูกสาวข้า… ลูกข้า…”
เฟิ่งเซียวร้องไห้คร่ำครวญด้วยความรู้สึกผิดที่บีบรัดหัวใจ แต่เพราะร่างกายอ่อนแอ รับเรื่องเช่นนี้ไม่ไหว จึงร้องห่มร้องไห้เสียจนเป็นลมไป
“พวกเจ้าสองคน พาท่านพ่อข้าส่งกลับห้องไป” เฟิ่งจิ่วมองไปยังองครักษ์สองสามนายที่มองด้วยดวงตาเบิกโพลงอยู่ข้างๆ ก่อนจะสั่งการเสียงเข้ม
“ขอรับ”
หลังจากขานเสียงรับตามสัญชาตญาณ จู่ๆพวกเขาก็ผงะ มองหน้ากันแวบหนึ่ง รู้สึกแปลกๆนิดหน่อย แต่ยังคงเดินออกไปสองคน เพื่อส่งตัวเฟิ่งเซียวกลับไป
เวลานี้ เสียงแหบแห้งของท่านผู้เฒ่าเฟิ่งกลับดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์และมีกลิ่นอายพลังเร้นลับเคลือบแฝง “ต่อหน้าทุกท่านทั้งหลาย ณ ที่แห่งนี้ ข้าจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเสียหน่อย”
น้ำเสียงเขาชะงัก ชี้ที่ซูรั่วอวิ๋นพลางพูดว่า “นาง ไม่ใช่เฟิ่งชิงเกอหลานสาวข้ามาแต่ไหนแต่ไร! นางเป็นแค่เด็กสาวกำพร้าซูรั่วอวิ๋นที่หลานสาวข้าเก็บกลับมาจากข้างถนนตอนเด็กๆ! หลานสาวข้าปฏิบัติกับนางสนิทสนมราวพี่น้อง นางกลับวางแผนปลิดชีวิตหลานข้า สวมรอยตัวตน แย่งชิงทุกสิ่งอย่าง! และนี่ หลังถูกข้าจับได้ยังใช้ยาพิษทำร้ายข้า ผู้หญิงคนนี้ ชั่วร้ายเลวทราม แล้งน้ำใจไร้คุณธรรม!”
หลังฟังคำพูดนี้ ผู้คนต่างเอะอะอึกทึก พากันสูดลมหายใจ คิดว่าเรื่องนี้ช่างน่าเหลือเชื่อและน่าสะพรึงเหลือเกิน แม้แต่ตัวตนยังสวมรอย หากไม่มีใครรู้เห็น จวนตระกูลเฟิ่งที่ใหญ่โตนี้ สุดท้ายจะไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือนางได้เช่นไร?
“ฮะๆๆ… ฮะๆๆ!”
การหัวเราะร่าอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนล้วนตกใจ ก่อนจะมองไปยังหญิงสาวท่าทางฟั่นเฟือนผู้นั้น
ตอนที่ 159: น่าเศร้าสงสาร!
เฟิ่งจิ่วหมุนหันกระบี่ยาวพลิกจับหลังมือ ยืนอยู่เบื้องหน้า เห็นซูรั่วอวิ๋นสีหน้าขาวซีดร่างกายสั่นเทา ก็เอ่ยถามอย่างเฉื่อยชา “เจ้าไม่สนหน้าตาแล้วไม่ใช่รึ? ข้าว่าถ้าเจ้าไม่สวมอะไรเลยน่าจะดีว่า ไม่ใช่หรือ?”
เห็นภาพนี้ ชายหนุ่มท่าทางลอยชายนายนั้นในหมู่แปดองครักษ์ก็น้ำลายสออย่างอดไม่ได้ สองตาเป็นประกาย เอ่ยชมว่า “จิ๊! คุณหนูใหญ่ กระบวนท่านี้ช่างงดงามเหลือเกิน ยอดมากขอรับ! จิ๊ๆ รูปร่างไม่ธรรมดาจริงๆ ผิวพรรณขาวเนียนนัก หากจะฆ่าเลยก็เสียดายแย่”
ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ เหลือบมองไปทางคนผู้นั้น “เจ้าชอบรึ? งั้นข้ายกนางให้เจ้าเป็นรางวัล?”
ฟังคำพูดนี้ ชายหนุ่มผู้นั้นก็ตกใจ บ่ายมือรัวๆ “ไม่ต้องขอรับ ไม่ต้อง ข้าต้องรักษาตัวไว้ให้บริสุทธิ์ดั่งหยกเพื่อเจ้าสาวในอนาคตขอรับ”
มู่หรงอี้เซวียนมองซูรั่วอวิ๋นที่ขดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง ก่อนจะมองเฟิ่งจิ่วอย่างทนไม่ได้นิดหน่อย
“พอแล้ว ชิงเกอ”
เฟิ่งจิ่วหันมอง ดวงตาใสวาววับมีรอยยิ้ม “พอแล้วรึ? นี่ข้ายังไม่ได้ทำอะไรนางเลย! จะให้พอได้อย่างไรเล่า?” ระหว่างที่กำลังพูด ก็หมุนกระบี่คมในมือโจมตีหาซูรั่วอวิ๋นที่ขดตัวอยู่ ฟันลงบนร่างจนเป็นรอยเลือด
“อ๊ะ…”
“ชิงเกอ…”
“หุบปาก!” เธอแผดเสียงเย็น พลางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “นี่เป็นเรื่องในจวนตระกูลเฟิ่งข้า หวังว่าท่านอ๋องสามจะไม่ก้าวก่าย”
สิ้นสุดน้ำเสียง กระบี่คมในมือก็แทงลงไปบริเวณต้นขา เพียงได้ยินเสียงสวบ ขณะที่เสียงกรีดร้อนดังระงม เลือดก็กระเซ็นลงพื้น
“พวกนี้ ล้วนคืนแก่เจ้า!”
เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เธอทวงแค้นคืนแทนเฟิ่งชิงเกอ! เธอรับปากว่าจะต้องให้นางคืนกลับมาเป็นเท่าตัว!
หลังจากซูรั่วอวิ๋นที่ขดตัวอยู่ได้ยินคำพูดของมู่หรงอี้เซวียน ดวงตาก็สั่นไหวน้อยๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าร้องไห้ออกมา ก้มหัวลง ยื่นมือเข้าไปในผม ดวงตาฉายแววชั่วร้าย
“อ๊ะ!”
ซูรั่วอวิ๋นเก็บกลั้นความเจ็บรุนแรงบนขา พลันยืนขึ้นกระโจนหาเฟิ่งจิ่ว ปิ่นปักผมสีดำม่วงในมือแทงออกไปอย่างดุร้าย ราวกับโอบกอดไว้ซึ่งความคิดที่จะสิ้นใจไปพร้อมๆกัน
“ระวัง!”
มู่หรงอี้เซวียนพลันได้สติมาคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว ขณะเดียวกันก็สะบัดฝ่ามือกระแทกซูรั่วอวิ๋นกระเด็นออกไปตามสัญชาตญาณ
“อั่ก!”
“ผัวะ!”
นางกระอักเลือดออกมา ทั้งร่างล้มลงบนพื้นอย่างน่าอับอาย มองมู่หรงอี้เซวียนด้วยลมหายใจรวยริน นัยน์ตามีรอยยิ้มโล่งอก เพื่อผู้ชายคนนี้ สุดท้ายก็จบได้ไม่สวยนัก แต่เขากลับไม่เคยมีนางอยู่ในหัวใจ
นางยกมือขึ้นตบลงบนกะโหลกศีรษะตัวเองดังผัวะท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเขา เพื่อจบชีวิตที่น่าเศร้านี้…
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองมู่หรงอี้เซวียนที่ขวางอยู่ด้านหลังตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมององครักษ์ทั้งแปดนาย เอ่ยว่า “จัดการศพนางซะ” ต้องยกประโยชน์ให้นางจริงๆ เธอยังเล่นไม่หนำใจก็ตายเสียแล้ว
เธอถึงจะมองยังเหล่าท่านผู้นำตระกูล และเจ้าแคว้นมู่หรงป๋อที่นั่งชมการแสดงอยู่ เอ่ยเสียงดังว่า “วันนี้ละเลยทุกท่านไป ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ถือโทษ วันหน้าท่านพ่อข้าร่างกายดีขึ้น จะเชิญทุกท่านมาเพื่อไถ่โทษอย่างแน่นอน”
“เหอะๆ คุณหนูเฟิ่งกล่าวเกินไปแล้ว วันนี้จวนตระกูลเฟิ่งเกินเรื่องเช่นนี้ พวกเราทุกคนก็รู้แจ้งดี ดังนั้น จะละเลยหรือไม่ก็ไม่เป็นไรหรอก”
“ถูกต้อง คุณหนูเฟิ่ง ในเมื่อลงโทษหญิงชั่วแล้ว ก็รีบเข้าไปดูท่านพ่อเถิด พวกเราต้องขอตัวก่อน วันหลังจะมาเยี่ยมเยียนอีก”
พวกเขาว่า… ก่อนจะประสานมือบอกลาจากไปกันทีละท่านๆ
มู่หรงอี้เซวียนมองเฟิ่งจิ่ว กำลังจะพูด ก็เห็นนางขยับก้าวเดินเข้าไปในจวน…
ตอนที่ 160: ตัวตนภูตหมอ!
เขากำลังจะตามไป ก็เห็นเหลิ่งซวงมาขวางอยู่ตรงหน้า
“ท่านอ๋องสาม วันนี้จวนตระกูลเฟิ่งยังมีเรื่องมากมายต้องจัดการ ไม่สะดวกรับแขก เชิญท่านกลับไปเถิด!”
หลังจากมองเขาแวบหนึ่ง เหลิ่งซวงก็ตามหลังเฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปด้านใน ไม่สนใจมู่หรงอี้เซวียนที่นิ่งงันอยู่ที่เดิมโดยสิ้นเชิง
องครักษ์ตระกูลเฟิ่งข้างๆ ทั้งแปดนายกลับมองด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความสนใจ ตามที่พวกเขารู้มา มู่หรงอี้เซวียนผู้นี้เป็นคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่ แต่ดูสถานการณ์ เดาว่าอีกไม่นานคงไม่ใช่อีกแล้ว
“พวกเจ้าเข้ามา จัดการศพนี้เสีย!” องครักษ์นายหนึ่งเรียกทหารอารักขามาสองสามคน ให้พวกเขาจัดการสถานที่ ส่วนตัวเองก็ก้าวยาวเดินไปด้านใน
“อี้เซวียน” มู่หรงป๋อที่นั่งบนราชรถเรียกขึ้น
“ขอรับเสด็จพ่อ” เขามายังเบื้องหน้ามู่หรงป๋อ ขานเรียกทั้งหลุบตาลงน้อยๆ
“กลับวังกันเถอะ พ่อมีเรื่องจะพูดกับเจ้า” มู่หรงป๋อมองลูกชายผู้แสนโดดเด่นเป็นที่สุด รู้ว่าวรยุทธ์เขาในอนาคตจะสูงกว่าตนแน่.นอน ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เล็กจึงตั้งตารอคอยเขาที่สุด
“ขอรับ” มู่หรงอี้เซวียนขานรับ พลิตตัวขึ้นม้า มองที่จวนตระกูลเฟิ่งแวบหนึ่ง ถึงจะลาจากตามไป
ในจวนตระกูลเฟิ่ง
ท่านผู้เฒ่า เฟิ่งจิ่ว และกวนสีหลิ่นล้วนอยู่ในห้องเฟิ่งเซียว เวลานี้ หลังจากท่านหมอวัยกลางคนจับชีพจร ก็ส่ายหน้าถอนใจ “ท่านผู้เฒ่า คุณหนูใหญ่ ร่างกายท่านผู้นำตระกูลทรุดโทรมร้ายแรงยิ่งนัก ทักษะข้าไม่ชำนาญ จึงไม่สามารถพอ”
ท่านผู้เฒ่าฟังก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าหม่นหมอง ความกังวลในดวงตากลับไม่อาจปกปิด
“เจ้าออกไปก่อนเถอะ!” เฟิ่งจิ่วให้สัญญาณ ให้ท่านหมอออกไปก่อน
“ท่านปู่ไม่ต้องกังวล ท่านพ่อจะไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ” เธอมาปลอบโยนอยู่ข้างกายท่านผู้เฒ่า จากนั้นค่อยนั่งลงข้างเตียง แล้วใช้มือหนึ่งจับชีพจรเขา
“แม่หนูเฟิ่ง หลาน…”
ท่านผู้เฒ่าเห็นท่าจับชีพจรด้วยความชำนาญของนาง จึง.อดไม่ได้ที่จะตะลึงไปพักหนึ่ง นึกถึงหลายวันนี้ที่นางคอยตรวจร่างกายเขา ความเคลือบแคลงก็ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
หลังจับชีพจร เธอก็หยิบเข็มเงินมากางออก จากนั้นค่อยมองที่ท่านผู้เฒ่า แล้วเผยรอยยิ้มออกมา “ท่านปู่คงจะเคยได้ยินชื่อภูตหมอนะเจ้าคะ?”
“เคยได้ยินสิ เล่ากันว่าต่อให้เป็นคนที่เหยียบเข้าวังยมบาล เขาก็สามารถช่วยกลับมาได้…”
น้ำเสียงเขาชะงักลง เหมือนนึกอะไรออก จึงเบิกดวงตากว้างโพลงอย่างตื่นตะลึง “แม่หนูเฟิ่ง หลาน หลานหมายความว่า…”
“อืม เป็นอย่างที่ท่านปู่คิด” เธอขยิบตาไปทางเขา “เก็บเป็นความลับด้วยนะเจ้าคะ”
ท่านผู้เฒ่าเบิกตาโตด้วยความตกใจ ทั้งอึ้งทั้งยินดี รู้สึกเหลือเชื่อ และยากจะเป็นไปได้…
ภูตหมอ?
หลานสาวเขาเป็นภูตหมอ? นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เป็นเรื่องจริงรึ?
“สีหลิ่น ที่นางพูดเป็นเรื่องจริงรึ?” ท่านผู้เฒ่ามายังข้างกายกวนสีหลิ่น จับแขนเขาพลางถามด้วยความตื่นเต้น
“แหะๆ ท่านปู่ เป็นเรื่องจริงขอรับ มาเถอะ ข้าจะประคองท่านไปนั่งด้านนั้น แล้วเล่าเรื่องราวให้ท่านฟังเองขอรับ” กวนสีหลิ่นฉีกยิ้ม พยุงท่านผู้เฒ่ามานั่งลงข้างโต๊ะนอกห้อง ก่อนจะบอกเรื่องราวกับเขา
ส่วนในห้อง เฟิ่งจิ่วเริ่มใช้เข็มเงินรักษาท่านพ่อ ประมาณสิบห้านาทีต่อมา ถึงจะเก็บของเดินออกมา ก็เห็นท่านผู้เฒ่ามองเธอด้วยสองตาเป็นประกาย แววตานั้น ราวกับกำลังจับจ้องทรัพย์สมบัติทอแสงอร่าม มองเสียจนเธอขนลุกตั้งขึ้นมา
“ท่านปู่ ท่านไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ?”
“แม่หนูเฟิ่ง หลานปิดบังเสียจนทำให้ปู่ทุกข์ใจนัก!”
“เหอะๆ หลานไม่มีโอกาสบอกไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” เธอยิ้มหน้าเหยเก รู้สึกผิดอยู่บ้าง เพราะเดิมทีก็ไม่คิดจะบอกพวกเขาหรอก
จบตอน
Comments
Post a Comment