ตอนที่ 161: ส่งมอบป้ายประจำตระกูลเฟิ่ง!
ท่านผู้เฒ่าจัดแจงท่าทาง กล่าวอย่างจริงจังว่า “หลานวางใจเถอะ ปู่จะเก็บความลับนี้ไว้”
เขาเข้าใจดี ว่าหากตัวตนภูตหมอของนางแพร่งพรายออกไปจะทำให้ครึกโครมเพียงใด ตอนนี้สำหรับคนด้านนอก คนส่วนใหญ่ต่างคาดเดาว่าภูตหมอเป็นคนแคว้นอื่น หากรู้ว่าภูตหมอคือคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง จะมีเหตุร้ายตามมาเป็นธรรมดา
“หลานกับอี้เซวียนทั้งสองคน…”
ถึงเขาจะแก่ แต่ก็ไม่เลอะเลือน จึงมองออกถึงความเฉยชาที่นางมีต่ออี้เซวียนหลังจากกลับมาครั้งนี้ได้เป็นปกติ เมื่อก่อนแม่หนูติดเขามาก แต่ตอนนี้… เฮ้อ!
ฟังคำพูดนี้ ดวงตาเธอฉายแววเล็กน้อย เอ่ยว่า “เรื่องแต่งงานก็หาเวลายกเลิกเสียเถอะเจ้าค่ะ!”
“ยกเลิก? หลานพูดจริงรึ?”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งนิ่งไปน้อยๆ “อี้เซวียน เด็กคนนั้นแม้เป็นท่านอ๋อง แต่พวกเราเห็นเขาเติบโตมาแต่เล็ก ไม่ว่าจะพูดถึงด้านไหนๆ ในแคว้นแสงสุริยันนี้ล้วนไม่มีใครเทียบเทียม หลานต้องการยกเลิกงานแต่งนี้จริงรึ?”
“อืม จะยกเลิกเจ้าค่ะ” เธอบอกอีกครั้ง น้ำเสียงแน่วแน่อย่างมาก
ฟังเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าก็ทำอะไรไม่ได้ จะไม่บังคับนาง จึงบอกว่า “ในเมื่อหลานยืนกรานยกเลิก งั้นวันหลังปู่จะเข้าวังไปหารือกับท่านเจ้าแคว้นเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
และในเวลานี้ เหลิ่งซวงที่เฝ้าอยู่นอกประตูก็พูดเข้ามาว่า “นายท่าน องครักษ์แปดคนนั้นคอยอยู่นอกเรือน บอกว่าอยากพบท่านผู้เฒ่ากับท่านเจ้าค่ะ”
ทุกคนในห้องมองหน้ากันแวบหนึ่ง ถึงจะเดินออกไป
ประตูห้องเปิดออก เห็นทั้งแปดคนที่บ้างนั่งบ้างยืนอยู่ในสวนรวมตัวจัดแถวเรียงหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคารวะด้วยความนอบน้อม “ข้าน้อยคาราวะท่านผู้เฒ่า คุณหนูใหญ่!”
“มีเรื่องอะไรรึ?” ท่านผู้เฒ่าถาม สายตามองผ่านบนร่างพวกเขาทั้งแปดคน
“ข้าน้อยแค่อยากถาม ว่าท่านผู้เฒ่าจะจัดการกับพวกเราเช่นไร? ให้พวกเราอยู่ต่อ หรือกลับไปก่อนขอรับ?” ชายหนุ่มชุดดำเอ่ยถาม สายตามองที่ท่านผู้เฒ่า
ท่านผู้เฒ่ามองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ชะงักไปสักพัก ก็บอกกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าอยู่ก่อนเถอะ!”
“ขอรับ” พวกเขาขานรับ มองไปยังเฟิ่งจิ่ว ดวงตาทั้งสำรวจและพินิจมองนางอย่างไม่ปกปิดแม้แต่น้อย
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองพวกเขา จากนั้นจึงกล่าวกับท่านผู้เฒ่า “ท่านปู่ หลานจะไปหาคนรับใช้คุยธุระนิดหน่อย ตรงนี้ท่านพ่อมีพี่ชายคอยเฝ้าคงไม่มีปัญหา ท่านก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ!”
“ได้ ไปเถอะ!” ท่านผู้เฒ่าบอก เห็นนางสาวก้าวออกไป พลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบร้อนเรียกนางไว้ “แม่หนูเฟิ่ง รอก่อน”
เฟิ่งจิ่วที่เดินออกไปสองก้าวหันตัวกลับมามอง ก็เห็นเขาหยิบแผ่นป้ายชิ้นหนึ่งยื่นมา
“นี่คือป้ายประจำตระกูลเฟิ่ง เห็นป้ายเหมือนเห็นผู้นำ ไม่เพียงสามารถบัญชาการองครักษ์ ยังสามารถสั่งการกองทัพตระกูลเฟิ่งเราได้ด้วย จากนี้ไปป้ายนี้ส่งต่อให้หลานแล้ว ใช้มันดีๆล่ะ”
เห็นภาพเช่นนี้ ท่าทางแปดคนนั้นก็แปลกไป นึกไม่ถึงว่าท่านผู้เฒ่าจะส่งป้ายประจำตระกูลให้เช่นนี้ และวางใจที่จะยกทั้งตระกูลเฟิ่งไว้ในมือคุณหนูใหญ่?
เฟิ่งจิ่วก็แปลกใจอยู่บ้าง เอ่ยถามว่า “ของชิ้นนี้มาอยู่กับท่านปู่ได้เช่นไร? ไม่ได้อยู่กับท่านพ่อทางนั้นรึเจ้าคะ?”
“เหอะๆ พ่อเจ้านั้นเป็นลูก ส่วนปู่นี้เป็นพ่อ เจ้านี่ถึงจะมีประโยชน์มากกว่า” ท่านผู้เฒ่าลูบเคราพลางเอ่ยอย่างภูมิใจ
ได้ยินคำพูดนี้ มุมปากเฟิ่งจิ่วก็ยกขึ้น “มีของเช่นนี้อยู่ในมือ ท่านปู่ยังกังวลว่าองครักษ์จะตกอยู่ในมือซูรั่วอวิ๋นอีกรึเจ้าคะ?”
“เหอะๆ หลานก็เป็นสมบัติ แน่.นอนว่าจะตกอยู่ในมือผู้อื่นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงป้ายนี้จะสามารถบัญชาการองครักษ์ได้ แต่ที่ยิ่งสำคัญกว่าคือการยอมรับจากพวกองครักษ์” เขามองทั้งแปดคนนั้นอย่างมีความนัยชี้แนะ ดวงตาเผยรอยยิ้มชาญฉลาด
เขาเชื่อ ว่าด้วยฝีมือแม่หนูเฟิ่ง จะต้องทำให้พวกเขาแต่ละคนต่างยินยอมพร้อมใจสวามิภักดิ์ต่อนางแน่.นอน!
ตอนที่ 162: ข้าจะถอนหมั้น!
เฟิ่งจิ่วยิ้มอย่างอดไม่ได้ สายตากวาดมองแปดคนนั้นที่มองมา แล้วเอ่ยว่า “หลานจะเก็บป้ายไว้ ส่วนพวกเขา รอหลานว่างๆค่อยว่ากัน” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็เคลื่อนก้าวเดินออกไป
เธอที่กลับมาถึงจวนตระกูลเฟิ่งลงมือสะสางคนที่ซูรั่วอวิ๋งทิ้งไว้ เวลาสั้นๆแค่สามวัน ก็จัดระเบียบภายในจวนทั้งหมดใหม่ และในเวลาสามวันนี้ ร่างกายเฟิ่งเซียวก็ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมา
เช้าตรู่วันนี้ เฟิ่งจิ่วรำไทเก๊กอยู่ในสวน เห็นเหลิ่งซวงเดินเข้ามา “นายท่าน ท่านอ๋องสามมาหา บอกว่าอยากพบท่าน ท่านผู้เฒ่าจึงให้ท่านไปพบเจ้าค่ะ!”
เธอเก็บมือลงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะบอกว่า “รู้แล้ว ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าค่อยออกไป” ระหว่างพูดก็เดินเข้าไปในห้อง ฝีเท้ากลับชะงัด.ลง ถามว่า “จริงด้วย หลายวันนี้พี่ชายข้าอยู่ตลาดมืดเป็นเช่นไรบ้าง?”
“คุณชายสบายดีเจ้าค่ะ นายท่านไม่ต้องกังวล ทางตลาดมืดด้านนั้นข้ากำชับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม งั้นก็ดี” นางถึงจะพยักหน้า หลังจากเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดก็เดินออกมา พาเหลิ่งซวงไปยังห้องโถงด้านหน้า
ในห้องโถงด้านหน้า
“อี้เซวียนเอ๊ย! ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งกาจนัก และข้าก็พอใจเจ้ามาก แต่แม่หนูเฟิ่งพูดถึงเพียงนี้ ข้าเป็นแค่ปู่ ปกติก็พูดอะไรไม่ได้มาก ดังนั้น วันนี้ข้าจึงบอกเจ้าไว้ก่อนเสียหน่อย วันหน้าข้าจะเข้าวังไปกราบเรียนกับท่านเจ้าแคว้นว่าจะยกเลิกการแต่งงานของพวกเจ้า”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนก็มองเขา กล่าวว่า “ท่านปู่เฟิ่งขอรับ ท่านอย่าเพิ่งเข้าวังไปก่อน รอข้าคุยกับชิงเกอแล้วค่อยว่ากันนะขอรับ!”
วันนั้นเป็นเขาที่อยากยกเลิกงานแต่ง ตอนนี้กลับเป็นนางที่อยากยกเลิก เพราะเขาจำนางไม่ได้ จึงโกรธเคืองเขารึ?
“ท่านปู่”
เสียงหนึ่งลอยเข้ามาจากด้านนอก มู่หรงอี้เซวียนหันกลับไปมอง พอเห็น สายตาก็หรี่ลงเล็กน้อย
สาวน้อยชุดขาวเดินย้อนแสงเข้ามา ท่วงท่าสละสลวย กลิ่นอายประกายสง่างามทำให้ทั่วร่างดู.งดงามราวนางฟ้า แต่เมื่อเห็นใบหน้านั้น ความตื่นตาก่อนหน้านี้กลับสูญสลายตามไปอย่างไร้ร่องรอย
นั่นคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็น มองไม่รูปลักษณ์เดิมไม่ออก ผิวหนังบนใบหน้าแทบจะถูกทำลายสิ้น น่าสยดสยองยิ่งนัก ขนาดเขาเห็น หัวใจยังห่อเหี่ยวอย่างอดไม่ได้
มีทั้งความเจ็บปวด ความสงสาร ความตกใจและความตกตะลึง
เขาไม่เคยรู้ ว่าใบหน้านางจะเสียโฉมไปหมดเช่นนี้…
“แม่หนูเฟิ่ง เจ้ามาแล้วรึ?”
ท่านผู้เฒ่ามองนาง ดวงตาหรี่ลง เผยรอยยิ้มออกมา เขายืนตัวขึ้นมองไปที่มู่หรงอี้เซวียน เอ่ยว่า “พวกเจ้าสองคนลองคุยกันดีๆเถิด!” ระหว่างที่พูด ก็เดินออกไปก่อน
“ชิงเกอ พวกเราแต่งงานกันเถอะ!” เขามองนาง พลางบอกเจตนารมณ์ออกมา
ฟังเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า “หรือท่านปู่ยังไม่ได้บอกท่าน ว่าข้าต้องการถอนหมั้น?” เธอเดินมานั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งอาวุโส แล้วคนรับใช้ก็ยกน้ำชามาให้
“ข้าไม่สนใจที่ใบหน้าเจ้าเสียโฉม” เขานึกว่า เพราะใบหน้านางเสียโฉมถึงอยากถอนหมั้น อันที่จริง เมื่อก่อนนางเชื่อใจเขา ความรู้สึกเช่นนั้น แค่บอกจะตัดใจก็ตัดเลยได้อย่างไรเล่า?
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้ม “ข้าว่าท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้จะถอนหมั้นเพราะใบหน้าเสียโฉม แต่เพราะข้าเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้รักท่าน ดังนั้นจึงอยากถอนหมั้น”
น้ำเสียงเธอเฉยเมย ท่าทางมีความสง่างามและเฉื่อยชา ไม่มีความกระวนกระวายและน้อยเนื้อต่ำใจที่ต้องเผยใบหน้าเสียโฉมต่อหน้าเขาเลยสักนิด
“ข้าไม่เชื่อ”
แววตาเขามองมั่นที่นาง “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่รักข้า ความรู้สึกตั้งหลายปีนั้นของพวกเรา แค่บอกว่าไม่รักก็จะไม่รักกันได้อย่างไรเล่า?”
เฟิ่งจิ่วมองเขาแปลกๆ บอกว่า “เดิมทีท่านก็คิดจะถอนหมั้นไม่ใช่รึ? แล้วมันมีอะไรต่างกันรึ?”
ตอนที่ 163: รับมือกับหมัด!
“นั่นไม่เหมือนกัน” แววตาที่เคลือบแฝงด้วยความรู้สึกลึกซึ้งมองนิ่งที่นาง “เพราะนั่นเป็นซูรั่วอวิ๋น ไม่ใช่เจ้า”
“หึ!”
เธอหลุดหัวเราะออกมา กระตุกปากพูดว่า “ผู้ชายคนไหนไม่รักความสวยงามเล่า? อย่าได้บอกข้า ว่าตอนที่เห็นข้าในป่าต้นท้อท่านไม่ตะลึง? ตอนที่พบข้าบนถนนท่านไม่ประหลาดใจ? หากคำพูดบุรุษน่าเชื่อถือ แม่หมูก็ปีนต้นไม้ได้”
“ชิงเกอ…”
หลังจากเธอดื่มน้ำชาก็ยืนขึ้น เดินมาตรงหน้าเขา เอ่ยว่า “เรื่องแต่งงานข้ายกเลิกแน่.นอน ไม่ใช่เพื่อปรึกษา แต่เพื่อบอกกล่าว ให้ท่านได้เตรียมใจ” สิ้นสุดน้ำเสียง เธอก็เรียกขึ้น “คนรับใช้ ส่งแขก!”
คนรับใช้ด้านนอกเดินเข้ามา บอกกับมู่หรงอี้เซวียนว่า “ท่านอ๋องสาม เชิญขอรับ!”
มู่หรงอี้เซวียบเงียบไป หลังจากมองลึกที่นาง ก็เอ่ยว่า “ข้าจะข้าจะตามหายามารักษาแผลเป็นเพื่อเจ้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้ ว่าหัวใจที่ข้ามีให้เจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง” พูดจบ ถึงจะสาวก้าวเดินออกไป
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า ถอนใจเบาๆอยู่ในใจ ‘น่าเสียดาย เฟิ่งชิงเกอที่รักเขาคนนั้นตายไปแล้ว ต่อให้เขาทำอะไรมากมายไปก็เปล่าประโยชน์…’
จากนั้นเธอก็เดินออกจากห้องโถงหน้า ไปยังเรือนด้านหลัง มาถึงลานเรือนเฟิ่งเซียว เห็นท่านผู้เฒ่ากับท่านพ่อกำลังจิบชาพูดคุยกัน จึงขานเรียก “ท่านปู่ ท่านพ่อ”
“ชิงเกอ ได้ยินว่าอี้เซวียนมา พวกเจ้าสองคนคุยกันเป็นเช่นไรบ้าง?” เฟิ่งเซียวถามอย่างเป็นห่วง เห็นใบหน้าลูกสาวถูกทำลาย หัวใจก็หดหู่เจ็บปวด
ลูกสาวเขา ใบหน้านั้นเสียโฉมเช่นนี้…
ล้วนเป็นการละเลยหน้าที่ของเขาในฐานะพ่อ ที่ไม่ได้ปกป้องลูกสาวให้ดี ถึงทำให้นางลำบากมากมายเพียงนั้น
“ไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่ ท่านหาเวลาไปบอกกับท่านเจ้าแคว้นเสียหน่อย จากนั้นค่อยยกเลิกงานแต่งนี้” เธอเดินมานั่งลงข้างโต๊ะ มองที่เฟิ่งเซียว “ท่านพ่อ ร่างกายท่านยังไม่สบายอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่เลย พ่อสบายดี ร่างกายฟื้นตัวเร็วมาก” เฟิ่งเซียวเผยรอยยิ้มพูดขึ้น ไม่ให้เธอต้องกังวล
“อืม ยาพวกนั้นยังต่อดื่มต่อนะเจ้าคะ” เธอบอกยิ้มๆ อยู่พูดคุย หยอกล้อเป็นเพื่อนสองท่านในสวน สักพักถึงจะกลับเรือนไป
กลับถึงเรือนไม่นาน เหลิ่งซวงก็เดินเข้ามา
“นายท่าน…” กำลังจะปริปาก เหลิ่งซวงก็เห็นชายหนุ่มชุดฟ้าเดินไปมาอยู่นอกเรือน จึงหยุดคำพูดลงชั่วคราว
เฟิ่งจิ่วในเรือนมองตามสายตานางไป เห็นชายหนุ่มชุดฟ้าชะโงกหัวด้อมๆมองๆอยู่ตรงนั้น เห็นเช่นนี้ ก็เลิกคิ้วขึ้น “เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ?”
“แหะๆ แค่เดินเล่นว่างๆไม่มีอะไร” เขาคลี่ริมฝีปากยิ้ม สายตาจ้องมองตรงยังใบหน้านางที่ไม่มีอะไรปกปิด แปลกใจนิดหน่อย
ได้ยินว่าหลังคุณหนูใหญ่กลับมา ก็ปลดผ้าคลุมบนหน้าลงมา เผยให้เห็นใบหน้าเสียโฉม เดินไปมาอยู่ในเรือนทั้งวัน เดิมทียังไม่เชื่อ นึกไม่ถึงว่าเป็นเรื่องจริง
“ว่างไม่มีอะไรทำ?”
มุมปากเธอ.ยกขึ้นน้อยๆ มองเขาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “จะว่าไปแล้ว พวกเจ้ายังไม่ยอมรับข้าสินะ!”
“คุณหนูใหญ่หวังให้พวกเรายอมรับท่านเป็นผู้นำรึ? แหะๆ เดาว่าคงยากอยู่นิดหน่อย” เขาพูดตรงไปตรงมายิ่งนัก ไม่ไว้หน้าสักนิด
“นายท่าน” เหลิ่งซวงพูดเสียงเบาใกล้ๆ ข้างหูนางไม่กี่ประโยค จากนั้นจึงถอยออก
หลังฟังคำพูดเหลิ่งซวง ในดวงตาเฟิ่งจิ่วก็ฉายแววเป็นประกาย สายตาจับจ้องบนร่างชายหนุ่มชุดฟ้า ทว่าคำพูดกลับเอ่ยกับเหลิ่งซวง “อืม เจ้ากลับไปเถอะ บอกว่าข้าตกลง”
“เจ้าค่ะ” หลังเหลิ่งซวงขานรับก็เดินจากไป
เฟิ่งจิ่วสาวก้าวเดินไปด้านหน้า มาถึงเบื้องหน้าชายหนุ่มชุดฟ้า ก่อนจะชกหมัดออกไปอย่างไม่มีการเตือนล่วงหน้า…
ตอนที่ 164: นายหญิงอย่าชกข้า!
“อ๊าก!”
ถูกนางชกมาหนึ่งหมัดอย่างทันทีทันใด ชกตรงเข้าดวงตา เจ็บเสียจนต้องกู่ร้อง มือหนึ่งปิดตาถอยหลังด้วยความรวดเร็ว
“คุณหนูใหญ่ ท่านชกข้าทำไมเนี่ย?”
เฟิ่งจิ่วยิ้มชั่วร้าย “พวกเจ้าต้องรับมือด้วยหมัดไม่ใช่หรือ? ในเมื่อเจ้าส่งตัวเองมาถึงหน้าประตู ข้ากำลังคันไม้คันมือพอดี งั้นก็ใช้เจ้าฝึกปรือฝีมือเสียเลย” สิ้นสุดน้ำเสียง ร่างก็แวบพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
เห็นเช่นนี้ ชายหนุ่มชุดฟ้าจึงปล่อยมือออก และกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คุณหนูใหญ่อย่าโทษว่าข้าไม่เกรงใจละกัน” รอบนี้เขาไม่หลบ แต่ออกหน้ารับ แล้วหมัดก็ชกโจมตีออกไปหานางอย่างรุนแรง
นึกไม่ถึงว่ามือที่โจมตีออกไปกลับถูกนางคว้าไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งจึงออกกระบวนท่ากับนาง เสียงสองหมัดชนกันดังผัวะๆ ลอยมา ระหว่างนั้นก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องเขาที่ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน โดยไม่ทันสังเกต เขาเพียงรู้สึกว่าทั้งร่างพลันถูกยกขึ้น ก่อนจะร่วงหล่นล้มลงบนพื้นอย่างแรง
“ผัวะ!”
“อื้ม!”
เสียงล้มลงหนักๆ ดังขึ้นตามด้วยเสียงร้องอู้อี้ ร่างเขาถูกกดอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าแขนถูกนางบิดไปถึงตรงไหน ถึงได้ถูกจับไว้เสียจนเมื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง ยังไม่ทันหอบหายใจสักเฮือก ก็เห็นหมัดมุ่งหน้าชกมาทางเขา จึงตกใจตะโกนลั่น “อย่าชกหน้าสิ!”
“ผัวะๆๆ!”
“อ๊าก! ทำไมท่านชกแค่ที่หน้าล่ะ? อย่าชกหน้าสิ! อย่าชกหน้า! อ๊าก…”
ทหารอารักขาที่ได้ยินการเคลื่อนไหวนึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงร้อนรนเข้ามาดู ใครจะรู้ว่ากลับเห็นองครักษ์นายนั้นถูกคุณหนูใหญ่กดไว้บนพื้นพลางซ้อมอย่างรุนแรง ชั่วครู่หนึ่ง แต่ละคนต่างเบิกดวงตากว้างด้วยความเหลือเชื่ออยู่นิดหน่อย
คุณหนูใหญ่ซ้อม.องครักษ์ได้เช่นไรกัน? องครักษ์คงยอมนางกระมัง?
“อื้ม! ท้องข้า! อ๊าก! อย่า อย่าทำข้า นายหญิง นายหญิง นายหญิงอย่าทำข้าเลยขอรับ ข้ายอมแล้ว…”
สิ้นสุดน้ำเสียง ในที่สุดก็เห็นเข่านางที่กดไว้ตรงท้องเขายกขึ้น เวลานี้ถึงจะถอนหายใจ ร่างกายผ่อนคลายลง แต่ขณะที่กำลังโล่งใจและไม่ทันระวัง หมัดหนึ่งก็ชกตรงท้องซ้ำอย่างโหดร้าย ทำให้ร่างโค้งงอขึ้นมาราวกับกุ้งต้มสุก หายใจลำบากพลางหน้าแดงก่ำ
“ข้า ก็ เรียก นายหญิงแล้ว… ทำไมยัง ชกข้า…”
เฟิ่งจิ่วยืนขึ้น ปัดๆเสื้อผ้า มองชายหนุ่มที่หน้าบวมจมูกช้ำขดตัวอยู่บนพื้นด้วยดวงตาหรี่ยิ้ม เอ่ยว่า “หมัดสุดท้ายนี้เป็นการสั่งสอนจากข้า เมื่อเหตุอันตรายยังไม่บรรเทา ก็อย่าได้คลายการระวังตัว รู้ว่าเจ็บ ถึงจะจำบทเรียนครั้งนี้ไว้ได้”
เห็นเงาร่างที่ปัดป่ายมือเดินเข้าห้องไป เขาก็ร้องซี๊ด กัดฟันทนความเจ็บลุกยืนขึ้น และเดินกะโผลกกะเผลกกลับไป
เมื่อชายหนุ่มคนอื่นที่เหลือเห็นเขาเดินกะเผลกเข้ามา ในดวงตาแต่ละคนล้วนฉายแววตกตะลึง คนหนึ่งในพวกนั้นล้อมเข้ามา เอ่ยถามอย่างแปลกใหม่ “เกิดอะไรขึ้น? เจ้าแค่ออกไปเดินเล่น ทำไมถึงดั้งช้ำหน้าบวมกลับมาเล่า?”
“ใครซ้อมมารึ? ในจวนนี้นอกจากท่านผู้เฒ่ากับผู้นำตระกูล ยังมีใครซ้อมเจ้าจนเป็นเช่นนี้ได้อีก?”
“ซี๊ด! พวกเจ้าอย่าเพิ่งถามก่อนได้หรือไม่? ไม่เห็นแผลบนตัวข้ารึ? เร็ว รีบประคองข้านั่งลง ข้าเจ็บแทบตายแล้ว”
เขาเกาะแขนชายหนุ่มข้างกายไว้ ปล่อยแรงทั้งหมดบนร่างพิงไปหาเขา พลางพูดว่า “วันนี้ข้าเสียสละไปมากนัก แต่ก็คุ้มค่า”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
พวกเขาต่างล้อมมองมาข้างกายเขา เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ปกติเขาจะใส่ใจมากที่สุดถูกซ้อมกลายเป็นหัวหมู บางคนจึงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
“คนผู้นี้ลงมือได้โหดเหี้ยมนัก หนำซ้ำยังเลือกชกแค่หน้าเจ้า จิ๊ๆ แผลเช่นนี้ ไม่หายภายในสามถึงห้าวันหรอก”
ตอนที่ 165: จะร่ำลา!
“ก็แน่สิ! ข้าบอกว่าอย่าชกหน้า แต่นางยังเลือกชกเฉพาะหน้าข้า โหดร้ายเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มชุดฟ้าร้อนรน คลึงขยับแผลบนใบหน้า ก่อนจะสูดหายใจร้องซี๊ดอีกที “ข้าเดินกะโผลกกะเผลกกลับมา พวกสาวใช้ในจวนเห็นก็พากันปิดปากแอบหัวเราะ ทำให้ข้าต้องใช้แขนเสื้อบังไว้ ไม่มีหน้าจะไปพบใครแล้วจริงๆ”
“แผลนี้หรือว่าเป็นฝีมือกวนสีหลิ่น? คงไม่ใช่กระมัง กำลังเขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้เจ้า งั้นเป็นท่านผู้เฒ่ารึ?” คนหนึ่งกำลังคาดเดาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก
ได้ยินคำพูดนี้ ชายหนุ่มชุดฟ้าก็ยกมุมปาก เผยรอยยิ้มอวดดี “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเดาไม่ถูกหรอก เพราะข้าเองก็เดาไม่ออก ดังนั้นถึงได้ลงทุนเจ็บตัวแทนเช่นนี้ ซี๊ด เจ็บชะมัด”
เขาดึงๆชายหนุ่มชุดขาว กล่าวว่า “ฟ่านหลิน รีบหยิบยามาทาให้ข้าหน่อยสิ ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว”
“บอกให้ชัดเจนก่อน ไม่งั้นเจ้าก็ไปทายาเองเถอะ” ชายหนุ่มชุดขาวฟ่านหลินนั่งลงข้างๆกัน ไม่ขยับเขยื้อน
เห็นเช่นนี้ ชายหนุ่มชุดฟ้าถึงจะบอกว่า “เป็นฝีมือคุณหนูใหญ่ ลงมือได้ทารุณ หนำซ้ำ ข้าจะบอกพวกเจ้าว่า…”
น้ำเสียงเขากดเบาลงบางส่วน “พละกำลังนางแข็งแกร่งมาก ทักษะก็แปลกประหลาดนัก เหนือกว่าข้ากับเจ้าแน่นอน”
ขณะพูด ก็ชี้ๆบาดแผลบนใบหน้าตัวเอง “เห็นหรือยัง? หากข้ามีแรงต่อต้านสักนิด คงไม่ปล่อยให้ใบหน้าหลอเหลาที่หว่านเสน่ห์หญิงสาวได้เป็นหมื่นเป็นพันนี้ถูกชกเป็นหัวหมูแน่”
ทุกคนฟังแล้วก็ตะลึงอยู่บ้าง “คุณหนูใหญ่? นางซ้อมเจ้าจนเป็นเช่นนี้รึ?”
“ไม่งั้น พวกเจ้าคิดว่าในจวนยังมีใครที่มีฝีมือเช่นนี้อีก?” เขาเบะปาก เอ่ยว่า “ข้าบอกแล้ว! คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ธรรมดา พวกเจ้าก็ไม่เชื่อ จริงด้วย เมื่อครู่ข้าเรียกนางว่านายหญิงแล้ว ขาดแค่สาบานตน”
“เจ้ายอมรับนางเป็นนายแล้วรึ?” พวกเขาแปลกใจเล็กน้อย แค่ออกไปแวบเดียว นึกไม่ถึงว่าเขาจะยอมรับนางแล้ว?
“ใช่ ยอมรับแล้ว ข้ายอมรับนาง ซี๊ด รีบหยิบยามาทาให้ข้าสิ!”
ฟ่านหลินลุกยืนขึ้น มองพวกเขาที่กำลังครุ่นคิดแวบหนึ่ง ถึงจะเดินเข้าห้องไป หยิบกล่องยาออกมาจัดการแผลให้เขา
กลางคืนวันนั้น เฟิ่งจิ่วมาที่ห้องท่านปู่
“แม่หนูเฟิ่ง เมื่อเย็นเหลิ่งซวงบอกว่าหลานมีเรื่องจะคุยด้วย เรื่องอะไรรึ?” ท่านผู้เฒ่านั่งอยู่ข้างโต๊ะ มองหน้าเฟิ่งจิ่วพลางถาม
เฟิ่งจิ่วหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นรินชาสองถ้วย ถึงจะบอกว่า “ท่านปู่ ด้านตลาดมืดนั้นเชิญหลานไปช่วยงาน เรือบินที่ส่งมารับหลานเดาว่าพรุ่งนี้คงมาถึง ออกไปครั้งนี้อย่างน้อยก็สองสามเดือน ดังนั้นเรื่องในจวนยังต้องให้ท่านคอยดูอีกหน่อยนะเจ้าคะ”
“ส่งเรือบินมารับหลานรึ?”
ท่านผู้เฒ่าท่าทางตื่นเต้น “พาหนะบินได้น่ะรึ? นั่นไม่ใช่ของที่แคว้นธรรมดา.ธรรมดาจะมีไว้ หรือว่าแคว้นที่เดินทางไปครั้งนี้สูงกว่าระดับหกอีกรึ?”
เธอส่ายหน้า “เรื่องนี้หลานยังไม่ถาม จึงไม่ค่อยรู้ชัด หลานกำลังคิดอยู่ ว่าจะบอกตัวตนภูตหมอให้ท่านพ่อรู้สักหน่อยดีหรือไม่? เพื่อเลี่ยงให้เขาเป็นกังวลที่ข้าออกบ้านไปหลายเดือน”
“ไม่ต้องไม่ต้อง พ่อหลานคนนั้นมักเอาทุกอย่างมาไว้เบื้องหน้า หากบอกไปคงเก็บคำพูดไว้ไม่ได้แน่ ถ้าวันไหนไปกินเหล้ากับใคร พออารมณ์ดีก็พูดออกมาแล้ว เดาว่าทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยคงรู้กันหมด”
ฟังเช่นนี้ เธอก็ยิ้มเยาะอย่างอดไม่ได้ “ท่านปู่ แน่ใจนะเจ้าคะว่าไม่ได้พูดถึงตัวเองอยู่?”
“เหอะๆ จะเป็นไปได้ยังไงเล่า? ดื่มเป็นพันจอกปู่ก็ไม่เมาหรอก แต่บางครั้งมักจะสับสน เกรงว่าถึงเวลาก็ลืมเรื่องพวกนี้หมดแล้ว” พูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ทำอะไรไม่ถูกนิดหน่อย
ตอนที่ 166: ปรี่แย่งเป็นคนแรก!
เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ท่านปู่ ท่านดูสิ” เธอหยิบยาออกมาสามขวดวางไว้บนโต๊ะ
“นี่คืออะไรรึ?” ท่านผู้เฒ่าหยิบขึ้นมาดมๆ แค่รู้ว่าเป็นยา กลับไม่รู้ว่ามีสรรพคุณอะไร
“นี่เป็นยาบำรุงประสาทที่หลานปรุงให้ท่านปู่เจ้าค่ะ ขอแค่ทานไปช่วงหนึ่ง โรคความจำเสื่อมของท่านปู่ก็จะดีขึ้นเจ้าค่ะ”
“นี่ นี่ยังดีขึ้นได้รึ?” ท่านผู้เฒ่ามองนางอย่างตกตะลึงไปบ้าง
“อืม อาการท่านปู่ไม่ได้ร้ายแรงมาก ทานพวกนี้หมด ก็พอได้แล้ว” เธอยิ้มๆ หลังจากกำชับเรื่องบางอย่างกับเขา นั่งไปอีกสักพักถึงจะกลับเรือนไป
วันรุ่งขึ้นตอนที่ฟ้ายังไม่สว่าง เฟิ่งจิ่วก็พาเหลิ่งซวงออกไปเงียบๆไปยังตลาดมืด…
และเมื่อถึงเช้าตรู่ ขณะที่องครักษ์ทั้งแปดมาหาเฟิ่งจิ่วในเรือน ก็หาคนของนางไม่เจอแล้ว พวกเขาที่เดิมทีนึกว่าแค่ออกไปข้างนอกจึงไม่คิดอะไรมาก ใครจะรู้ ว่าที่พลาดครั้งนี้ต้องรอนานอีกหลายเดือน
เมื่อเรือบินลำหรูหราลอยมาเหนือน่านฟ้าเมืองอวิ๋นเยวี่ย แทบทั้งเมืองต่างก็อึกทึกครึกโครม แม้แต่เจ้าแคว้นมู่หรงป๋อในพระราชวัง ยังรีบส่งคนไปสอบถาม ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ต้องรู้ไว้ ว่าแม้แต่แคว้นแสงสุริยันของพวกเขาก็ไม่อาจมีเรือบินสักลำ และแคว้นที่มีได้ อย่างน้อยต้องเป็นแคว้นระดับหกขึ้นไป หรือเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งถึงจะครอบครองพาหนะบินเช่นนั้นได้
หลังจากได้ยินข่าวคราว ทหารอารักขาพระราชวังก็ลนลานมารายงาน “เรียนท่านเจ้าแคว้น เรือบินลำนั้นหยุดอยู่หน้าประตูตลาดมืด บอกกันว่ามารับภูตหมอออกไปขอรับ”
“รับภูตหมอรึ?”
มู่หรงป๋อตกใจ ตัวลุกยืนขึ้นมา ก้าวยาวเดินออกไปทันใด ขณะเดียวกันก็ตะโกนว่า “รีบไปเตรียมม้าซะ!” เขายังไม่ทันได้ขอยาจากภูตหมอ จะยอมให้เขาไปได้อย่างไรเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น เขาไปครั้งนี้ จะมาอีกเมื่อไหร่?
หลังมู่หรงอี้เซวียนรู้ข่าว ก็ตื่นตระหนก ‘ภูตหมอ? ชายหนุ่มชุดแดงที่เปิดเผยชั่วร้ายในคืนนั้นรึ?’ ทันใดนั้น เขาพลันคืนสติก้าวยาวออกไป
เขาต้องไปขอยา! ไปขอพวกยาทิพย์จิตวิญญาณที่รักษาบาดแผลบนใบหน้าได้กับเขา!
จวนตระกูลเฟิ่ง
เฟิ่งเซียวออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน คนรับใช้เห็นจึงรีบออกหน้าขวางไว้พลางถาม “ท่านผู้นำตระกูล ร่างกายท่านยังไม่คล่องแคล่วดี! นี่จะไปไหนรึขอรับ?”
“หรือว่าเจ้าไม่เห็นเรือบินเมื่อครู่รึ? บอกกันว่ามันส่งมารับภูตหมอ ข้าต้องรีบเข้าไปที่ตลาดมืด ก่อนที่เขาจะจากไป ต้องขอพวกยาทิพย์จิตวิญญาณที่รักษาแผลเป็นได้จากเขามาให้ชิงเกอ!”
เขาผลักคนใช้เดินออกไป แล้วกำชับโดยไม่หันหน้ากลับมา “หากท่านผู้เฒ่าถาม เจ้าก็บอกว่าข้าจะรีบกลับมา”
“ท่านผู้นำ! ท่านผู้นำตระกูล! เฮ้ พวกเจ้า รีบตามท่านผู้นำตระกูลไปหน่อย ข้าจะไปแจ้งท่านผู้เฒ่า!” คนรับใช้รีบร้อนเรียกทหารอารักขาให้ตามไป ส่วนตัวเองก็เร่งฝีเท้าวิ่งไปเรือนหลัง
“อะไรนะ? เขาวิ่งไปขอยากับภูตหมอรึ?” ท่านผู้เฒ่าเบิกดวงตากว้าง สีหน้าตกตะลึง
“ขอรับ! ร่างกายท่านผู้นำยังไม่คล่องแคล่วดีเลย! วิ่งออกไปแบบนี้ กระผมก็รั้งเขาไว้ไม่อยู่” คนรับใช้บอกอย่างกังวลใจ
“เร็ว ไปพาเขากลับมาให้ข้า!” ท่านผู้เฒ่าตะโกน กลับคิดว่าให้พวกเขาไปเดาว่าคงเรียกกลับมาไม่ได้ ดังนั้น ตัวเองจึงสาวก้าวเดินออกไป “ไปเตรียมรถ เร็วหน่อย!”
เมื่อแต่ละคนต่างรีบไปตลาดมืด ที่ห้องส่วนตัวในตลาดมืด มีสองสามคนกำลังนั่งอยู่ พินิจมองกันและกัน
“นึกไม่ถึงว่าภูตหมอจะเป็นคุณชายอายุน้อยที่สง่างามหาที่เปรียบไม่ได้เช่นนี้ เรียกว่าได้ยินชื่อเสียงไม่สู้ได้พบหน้าจริงๆ”
ชายวัยกลางคนที่มารับคนกล่าวด้วยเสียงทุ้มเข้ม ใบหน้าประดับรอยยิ้มมองเฟิ่งจิ่วที่เอนตัวอยู่ คาดไม่ถึงเล็กน้อยกับความโดดเด่นของคนตรงหน้า
ตอนที่ 167: เสี่ยงหน้าอกโผล่!
มุมปากเฟิ่งจิ่วยกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มอยู่จางๆ “ต้องให้ยอดปรมาจารย์พลังวิญญาณทั้งสองและผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานอีกท่านมารับ ข้าก็ได้รับความกรุณาอย่างไม่คาดฝันเช่นกัน”
ได้ยินคำพูดนี้ นัยน์ตาทุกคนในห้องก็ฉายแววแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าภูตหมอจะมองวรยุทธ์พวกเขาออก ทว่าบนร่างเขา กลับไม่รู้สึกถึงวรยุทธ์พลังเร้นลับหรือพลังวิญญาณใดๆเลย เช่นนั้น เขามองออกได้อย่างไรกัน?
“เหอะๆ นี่เพื่อแสดงให้เห็นว่าตลาดมืดเราให้ความสำคัญกับใต้เท้าขอรับ ต่อให้ต้องออกหน้ามาต้อนรับ ก็ไม่อาจละเลยได้เป็นธรรมดา” ชายวัยกลางคนพูดยิ้มๆ ประสานมือกล่าวว่า “เวลาก็สายแล้ว เรือบินคอยอยู่ด้านนอก เชิญขอรับ”
เขาทำท่าทางเชื้อเชิญ ให้ภูตหมอเดินไปก่อน
“อืม” เฟิ่งจิ่วตอบรับ ก่อนจะลุกยืนขึ้นปัดๆชุดแดง.บนร่าง แล้วสาวก้าวเดินออกไป
เวลานี้เหลิ่งซวงที่เฝ้าอยู่นอกประตูห้องแต่งตัวเป็นชายชาตรีในชุดสีดำ ผมสีหมึกเกล้าขึ้น สวมหน้ากากไว้บนใบหน้า หลังจากเห็นเฟิ่งจิ่วออกมาก็ตามไปข้างกาย เดินลงไปพร้อมๆกัน
ด้านนอกตลาดมืดเวลานี้มีคนล้อมเต็มไปหมด สำหรับชื่อภูตหมอ พวกเขาต่างเคยได้ยิน กลับไม่เคยเห็นว่าเป็นคนแบบไหนกันแน่? ด้วยเหตุนี้ เมื่อเงาร่างสีแดงที่สง่างามหาที่เปรียบไม่ได้เดินออกมาจากด้านใน หลังจากตกตะลึง ผู้คนก็ตะโกนเสียงสูง
“ภูตหมอ! ภูตหมอ! เป็นภูตหมอ!”
ทุกคนแก่งแย่งเบียดเสียดผลักกัน อยากจะไปข้างหน้า แต่รอบๆเรือบินถูกทหารอารักขาตลาดมืดล้อมเป็นวงกำแพงคุ้มกันคน พวกเขาจึงเข้ามาไม่ได้โดยสิ้นเชิง
กวนสีหลิ่นยืนอยู่บนตึกตลาดมืดมองส่งนางจากไป ไม่ได้เข้าใกล้ เพราะหากเดินใกล้นางเกินไป ตัวตนนางจะถูกคนรู้เข้า
“เชิญขอรับ” ชายวัยกลางคนทำท่าเชื้อเชิญ ให้ภูตหมอขึ้นเรือ
“อืม” เฟิ่งจิ่วขานรับ สาวก้าวเดินขึ้นเรือบิน เหลิ่งซวงก็ตามขึ้นไป
หลังจากทุกคนขึ้นมา เรือบินก็เคลื่อนลอยขึ้นห่างจากพื้นดินไปยังกลางอากาศ…
เมื่อมู่หรงป๋อ มู่หรงอี้เซวียน และเฟิ่งเซียวรีบมา ก็ทำได้เพียงมองเรือบินค่อยๆเคลื่อนห่าง เวลาไม่นานนัก ก็หายลับเข้ากลีบเมฆ…
สามวันต่อมา ค่ำคืน ณ แคว้นเหินเวหา ที่บ่อน้ำพุร้อนตลาดมืดหลังเขา
เฟิ่งจิ่วปลดเปลื้องเสื้อผ้า ถอดหน้ากาก เปลือยเท้าเดินลงน้ำไปทีละก้าวทีละก้าว ผิวกายก็แช่อยู่ในน้ำไปตามท่ากึ่งหมอบ แล้วหาที่เหมาะๆนั่งลงในบ่อน้ำพุร้อน สองแขนวางราบไว้บนขอบหิน แหงนหน้าขึ้นน้อยๆ พลางหรี่ตาลงอย่างสบายๆ
ความเหน็ดเหนื่อยสามวันนี้ ได้มาผ่อนคลายในบ่อน้ำพุร้อน ช่างสบายตัวเสียจนทำให้เธอง่วงหงาวหาวนอนอยู่นิดหน่อย
ส่วนด้านนอกเธอวางค่ายกลกระบี่ไว้ก่อนแล้ว ซ้ำยังมีเหลิ่งซวงคอยเฝ้าอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนพรวดพราดเข้ามา
ถึงแม้สบายตัว แต่เธอก็รู้ว่าจะแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อนนานเกินไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ หลังจากแช่ไปประมาณครึ่งชั่วยาม เธอก็เตรียมจะลุก ทว่าขณะที่กำลังจะยืนขึ้น ละอองน้ำที่กระจายออกมาเพราะความร้อนของน้ำพุ ในหมอกนั้นเห็นเงาร่างสีดำแวบเข้ามาราวกับกำลังหลบเลี่ยงอะไรบางอย่างอยู่
นี่ทำให้ร่างกายที่เดิมทีกำลังจะลุกยืนขึ้นต้องลดลงไปในน้ำ อาศัยละอองน้ำปกปิดหน้าอกไว้
“ใต้เท้าซ่อนตัวอยู่รึ?”
น้ำเสียงที่เกียจคร้านและมีความแหบแห้งบางส่วนไม่ได้ใส่ใจอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมีความสงบนิ่งเนิบนาบ เหมือนการพรวดเข้ามากะทันหันของคนแปลกหน้าหาได้ทำให้เธอตกใจไม่ และน้ำเสียงที่จู่ๆก็ดังมาจากด้านหลัง กลับทำให้เงาร่างสีดำที่กำลังแนบกำแพงหินสังเกตการณ์ด้านนอกผงะไป พลันไหวตัวหันกลับไปมองบริเวณต้นเสียง
เห็นเช่นนี้ คิ้วคู่งามก็ขมวดขึ้นมาเล็กน้อยทันที
ตอนที่ 168: กางเกงในสีแดง!
มองทะลุผ่านละอองน้ำไป เพียงเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งพิงอยู่ในน้ำท่ามกลางม่านหมอก เห็นไหล่คู่กลมมนที่โผล่พ้นน้ำอยู่ลางๆ และลำคอขาวงดงามน่าหลงใหล แต่เพราะม่านหมอกละอองน้ำนั้นจึงไม่อาจเห็นใบหน้าชัดเจน
ทว่าประเมินจากท่าทางใจเย็นสงบนิ่งและน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยที่มีความแหบพร่าบางส่วน อีกฝ่ายต้องเป็นบุรุษอย่างแน่นอน อันที่จริง หากสตรีพบสถานการณ์เช่นนี้ คงตกใจส่งเสียงกรีดร้องไปนานแล้ว
“ขออภัยที่รบกวนคุณชาย”
เมื่อเขาเปล่งเสียง เฟิ่งจิ่วในน้ำถลึงดวงตาอย่างตกตะลึงอยู่บ้าง แทบจะอุทานว่า ‘ท่านอา?’
เธอกับเขาไม่มีที่ไหนที่ไม่ได้พบหน้ากันเลยจริงๆ? ถึงจะมายังแคว้นเหินเวหาก็ยังได้เจอเขาอีกอย่างไม่คาดฝัน แต่เห็นได้ชัด ว่าเขาจำเธอไม่ได้
นึกถึงจุดนี้ ตัวเธอก็ผ่อนคลายลง เอนกายอยู่ในบ่อน้ำพุร้อน มองเงาร่างตั้งตรงที่ยืนตรงขอบ มุมปากยกขึ้น เผยรอยยิ้มหยอกล้อ
“ตกใจหมดเลย เดิมนึกว่าคนของตลาดมืดส่งสาวงามมาให้ข้า นึกไม่ถึงว่าที่เข้ามากลับเป็นผู้ชาย”
ได้ยินคำพูดนี้ หลิงโม่หานก็ขมวดคิ้วลึกยิ่งขึ้น แววตาลึกซึ้งมองทะลุละอองน้ำอยากจะเห็นคนให้ชัดๆ ทว่าคำพูดต่อมา กลับทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก ใบหน้าก็มืดลงมาทันใด
“โปรดรู้ไว้ว่าตอนนี้ข้าล่อนจ้อนอยู่ในน้ำ จ้องข้าด้วยตาเปล่าเช่นนี้ หรือว่าใต้เท้าชอบผู้ชายด้วยกัน?”
“คุณชายคิดมากไปแล้ว”
น้ำเสียงเขาแข็งกร้าวนิดหน่อย แต่น้ำเสียงน่าดึงดูดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชายชาตรีกลับยังคงฟังเสนาะหูอยู่เช่นนั้น
กำลังคิดจะไปจากที่นี่ กลับได้ยินเสียงการค้นหาดังมาจากด้านนอก ย่างก้าวที่จะสาวเดินออกไปจึงชะงักลง หันกลับไปมองที่ในน้ำนั้นทันที
เธอที่กำลังคิดว่าจะลุกขึ้นยังไงดีพลันเห็นสายตาเขาจ้องมา ผงะไปอย่าง.อดไม่ได้ ทันใดนั้น เหมือนนึกอะไรออก แต่ไม่รอให้ปริปาก ก็เห็นเขาก้าวยาวเดินมาทางนี้
“เจ้าหยุดนะ!”
เธอแผดเสียงเย็น ละอองน้ำไม่อาจบดบังสายตาได้ในระยะใกล้ ตอนนี้ร่างกายเปลือยเปล่า เขาเดินมาใกล้อีกหน่อยก็ไม่มีที่ให้ซ่อนแล้ว
เท้าหลิงโม่หานที่ลงก้าวเดินยังไม่หยุดชะงัก ยังคงก้าวยาวเดินไปด้านนั้นอย่างใจเย็น น้ำเสียงทุ่มต่ำที่มีแรงดึงดูดก็เปล่งตามออกมาจากปาก “เท่าที่ข้ารู้ ค่ายกลกระบี่นี้คงยังมีอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังคุณชาย”
ไร้สาระ! ข้ารู้แน่.นอน!
เฟิ่งจิ่วถลึงตามองเงาร่างที่เดินมาด้านนี้ กัดฟันกรอด แล้วมือที่ดึงกลิ่นอายพลังเร้นลับไว้ก็ตะกุยบนผิวน้ำ หยดน้ำจึงจู่โจมไปทางเขาอย่างรุนแรง
ในเวลาเดียวกัน เธอสะบัดมือลงบนผิวน้ำอีกครั้ง ระหว่างที่สาดม่านน้ำขึ้นมา ตัวก็ม้วนขึ้นจากน้ำ หยิบชุดสีแดงออกจากห้วงมิติ อาศัยช่วงที่ม่านน้ำบดบังอยู่สวมชุดไว้บนร่างอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อม่านน้ำร่วงกลับลงบ่อน้ำพุร้อน บนตัวเธอเพิ่งสวมชุดแดงเรียบร้อย เมื่อร่างคืนสู่ผืนดิน เท้าเปลือยกลับลื่นไถลไปบนขอบหิน พุ่งไปด้านหน้าอย่างไม่อาจยืนให้มั่นได้
“อ๊ะ!”
ร่างกายโผไปด้านหน้าอย่างเสียสมดุล เธอคว้าสิ่งของที่พอยึดหยัดร่างกายได้ไว้ตามสัญชาตญาณ แต่ใครจะรู้ เพียงได้ยินเสียงผ้าขาดดังแควกลอยมา จึงมองไปด้วยความตกตะลึง พอเห็นก็อึ้งทึ่งไปชั่วขณะ
กางเกงท่านอาถูกเธอฉีกขาดดึงลงมาจากด้านหลังเสียดื้อๆ เผยให้เห็น… กางเกงชั้นด้านในตัวนั้นที่โดดเด่นทรงเสน่ห์
ทว่า ที่ทำให้เธอนึกไม่ถึง คือท่านอาผู้เป็นชายที่ภายนอกเย็นชาแต่จิตใจอบอุ่น ด้านในกลับสวมกางเกงชั้นในสีแดงตัวหนึ่ง…
ตอนที่ 169: ตลาดมืดแคว้นเหินเวหา!
หลิงโม่หานหันกลับไปทั้งใบหน้าดำมืด พอมองก็เห็นชายหนุ่มที่ใบหน้าเสียโฉมปล่อยผมสยายกำลังถลึงตาจ้องมองกางเกงชั้นในเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง ช่างคล้ายว่าได้รับแรงกระตุ้นบางอย่าง ปากอ้าออกกว้าง ในมือยังจับกางเกงที่ถูกเขาฉีกขาดไว้
เห็นเช่นนี้ เขาจึงยกเท้าขึ้นเตะไป “ปล่อย!”
“ตูม!”
เธอที่นิ่งอึ้งอยู่ถูกเตะลงในบ่อน้ำพุร้อน ดื่มน้ำในบ่อไปสองสามอึก พอพุ่งโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ กลับเห็นว่าบุรุษที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อครู่หายไปเสียแล้ว
“ซี๊ด! เตะข้าอีกแล้ว! รอข้าก่อนเถอะ!”
เธอตีน้ำด้วยความโมโห เดินขึ้นมาจากน้ำ หลังจากได้ยินการเคลื่อนไหวด้านนอก ก็เปลี่ยนสวมเสื้อคลุมตัวแห้งใหม่อย่างรวดเร็ว ลูบๆหัวไหล่ที่ถูกเตะเสียจนเจ็บ แล้วสวมหน้ากากไว้บนหน้า ถึงจะเดินไปด้านนอก
“เอะอะอะไรกัน!”
น้ำเสียงเธอเย็นเยียบเล็กน้อย ตะโกนไปอย่างหัวเสีย
“นายท่าน”
เหลิ่งซวงมายังข้างกายนาง เอ่ยว่า “พวกเขาบอกว่ามีคนเข้าหอสมบัติตลาดมืดไปขโมยยาทิพย์จิตวิญญาณสองสามอย่าง ไล่ตามคนผู้นั้นมาถึงที่นี่ จึงยืนกรานจะลองเข้าไปดูในบ่อน้ำพุร้อนขอรับ”
เฟิ่งจิ่วใช้แววตาเยือกเย็นถลึงมองเหล่าทหารอารักขาตลาดมืดตรงหน้า สายตาจับจ้องบนร่างชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้า แล้วยกขาขึ้นถีบไป
“ผัวะ!”
ชายวัยกลางคนไม่ทันไหวตัวจึงถูกเตะเข้าที่ท้อง ร่างกลิ้งออกไปไกลหลายก้าว สูดหายใจเข้า ตะคอกอย่างโกรธเคือง “เจ้าทำอะไรเนี่ย!”
เฟิ่งจิ่วสาวก้าวเดินออกหน้า แววตาเย็นชาเดือดดาลที่มีแรงกดดันน่าสะพรึงมองตรงไปที่เขา “ใครให้เจ้าหาญกล้ามาเหิมเกริมต่อหน้าข้า? หรือผู้ติดตามข้าไม่ได้บอกเจ้ารึ ว่าข้ากำลังอาบน้ำอยู่ด้านใน?”
“เจ้า!” ชายวัยกลางคนมองอย่างขุ่นเคือง กลับไม่กล้าทำอะไรเขา
“ยังจ้องข้าอีก? เจ้าไม่ต้องการดวงตาคู่นี้แล้วสินะ?”
น้ำเสียงเธอเย็นเยียบ สายตาเยือกเย็นน่ากลัว และคำพูดนั้น ยิ่งทำให้ชายวัยกลางคนตื่นตระหนก จึงก้มหน้าลงทันทีไม่กล้าจ้องเธออีก
“หึ!”
เธอแค่นเสียงเย็น สะบัดแขนเสื้อ ถึงจะสาวก้าวเดินไปยังด้านในเรือน
รอทั้งสองคนออกไป ชายวัยกลางคนถึงจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างน่าหวาดกลัว กำหมัดขึ้นแน่นในแขนเสื้อ กล่าวด้วยคำพูดดูถูกดูแคลน “แค่คนที่มาจากแคว้นเล็กระดับเก้า คิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญจริงๆรึ? หากพรุ่งนี้ทำขายหน้า ดูสิว่าเจ้าจะยังทำท่าบ้าบิ่นอะไรอีก!”
กลับมาในห้อง เหลิ่งซวงเห็นนางยังโกรธปึงปัง นึกถึงการเคลื่อนไหวที่ได้ยินก่อนหน้านี้ จึงอดไม่ได้ที่จะคุกเข่าลงอย่างโทษตัวเอง “ข้าน้อยบกพร่องในหน้าที่ ขอนายท่านลงโทษด้วยเจ้าค่ะ!”
เฟิ่งจิ่วนั่งลงข้างโต๊ะ รินน้ำใส่แก้วแล้วดื่มลงไป โบกมือให้สัญญาณบอกว่า “ลุกขึ้นเถอะ! เรื่องไม่เกี่ยวกับเจ้า”
นางก้มหน้าลง กล่าวว่า “ไม่เจ้าค่ะ ข้าน้อยไม่เฝ้าให้ดี ถึงมีคนแอบเข้าไปรบกวนนายท่าน”
“คนผู้นั้นต่อให้เป็นข้าก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้เขา ไม่ต้องพูดถึงเจ้าหรอก”
เธอเอ่ยอย่างไม่ถือสา “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร ตรงกันข้าม แหะ ข้าดึงกางเกงเขาไปแล้วด้วย”
ฟังถึงตรงนี้ บนใบหน้าเธอก็เผยท่าทางแปลกประหลาดใจนิดหน่อย นึกถึงกางเกงชั้นในสีแดงตัวนั้น มุมปากก็กระตุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
พอเหลิ่งซวงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นได้ยิน ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมาอย่างงุนงง
“เอาล่ะ คืนนี้พักผ่อนดีๆเถอะ!” เธอส่งสัญญาณให้นางกลับไปพักผ่อน ส่วนตัวเองก็รินน้ำดื่มอีกสองสามแก้ว พลางคิดเรื่องไป
เห็นเช่นนี้ เหลิ่งซวงก็ขานรับ ถึงจะถอยออกไป
วันต่อมา
ชายวัยกลางคนที่ไปรับตัวเฟิ่งจิ่วที่แคว้นแสงสุริยันมาถึงในเรือน เห็นเงาร่างสีแดงกำลังทานอาหารเช้า จึงยิ้มเดินเข้าไปคารวะ กล่าวว่า “ใต้เท้าภูตหมอ นายท่านข้าอยากพบท่านหน่อยขอรับ”
ตอนที่ 170: โปรดถอดหน้ากาก!
เฟิ่งจิ่วตอบรับ เห็นว่าอิ่มพอสมควรแล้ว จึงวางตะเกียบลงเช็ดมุมปาก ถึงจะเดินไปหาเขา “ไปกันเถอะ!”
“เชิญขอรับ” ชายวัยกลางคนท่าทางมีสัมมาคารวะ เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าต้องไม่ธรรมดาแน่นอน จึงไม่อาจละลาบละล้วงได้เป็นปกติ
หากบอกว่าเขาเป็นคนจากแคว้นเล็กระดับเก้า แต่ ครั้งแรกที่เห็นเรือบิน กลับไม่มีแม้แต่ความสงสัยและแปลกใจเลยสักนิด เหมือนเคยเห็นพาหนะบินเช่นนี้มาก่อน จึงไม่อาจทำให้เขาประหลาดใจมาแต่ไหนแต่ไร
หนำซ้ำ หลังจากมาถึงแคว้นเหินเวหานี้ ท่าทางสง่างามสงบนิ่งที่เขาแสดงออก ทำให้คนไม่กล้าดูหมิ่นและละเลยโดยสิ้นเชิง
ชายวัยกลางคนพาเฟิ่งจิ่วมาถึงห้องรับรองด้านหน้า หลังจากไปรายงานด้านใน ก็บอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “ใต้เท้าภูตหมอ เชิญขอรับ”
เฟิ่งจิ่วสาวก้าวเดินเข้าไป แต่เหลิ่งซวงกลับถูกขวางอยู่ด้านนอก
ทุกคนในห้องรับรองใช้สายตาพินิจมองจับจ้องบนเรือนร่างสีแดงชั่วร้ายที่เดินเข้ามาอย่างไม่ปิดบัง นัยน์ตาพวกเขามีทั้งความดูถูกเหยียดหยาม และการสำรวจตรวจสอบ
ขณะที่พวกเขาพินิจมองมา สายตาเฟิ่งจิ่วก็มองผ่านทุกคนในห้องรับรอง สายมองตรงไปบนร่างคนผู้นั้นบนตำแหน่งที่นั่งอาวุโส
นั่นเป็นชายวัยกลางคนท่านหนึ่ง สวมชุดผ้าแพรสีดำนั่งตัวตรงตั้งสองขามั่นคง ทั่วร่างมีกลิ่นอายของผู้เหนือกว่ากระจายอยู่ และเวลานี้ สายตาที่เฉียบแหลมคู่นั้นก็กำลังพินิจมองจ้องเธอ
“ใต้เท้าเชิญนั่ง” ชายวัยกลางคนตรงตำแหน่งที่นั่งอาวุโสเอ่ยเสียงเข้ม ผายมือเป็นสัญญาณ ชี้ไปยังที่นั่งแรกที่ว่างอยู่ทางด้านซ้าย
เฟิ่งจิ่วยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม เดินไปด้านหน้าอย่างไม่เกรงใจ มาถึงที่นั่งแรกด้านซ้ายมือนั้น หมุนตัวกำลังจะนั่งลง ก็มีแรงหนึ่งผลักเก้าอี้ออก
เห็นเช่นนี้ เธอเหลือบมองชายวัยกลางคนที่ด้านซ้ายล่างแวบหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายเผยแววตายียวน ก็.อดไม่ได้ที่จะผุดเผยรอยยิ้ม ฝ่ามือปล่อยพลังเร้นลับออกมา เก้าอี้ที่เดิมถูกผลักไปด้านหลัง จึงกลับมาตรงตำแหน่งเดิมในเวลาต่อมา และเธอก็นั่งลงอย่างใจเย็น
“พรึบ!”
เสียงเก้าอี้เสียดสีพื้นดังขึ้น ก็เห็นเก้าอี้ชายวัยกลางคนด้านซ้ายล่างเคลื่อนตามมา ตัวเขาทรุดนั่งลงบนพื้น พร้อมทั้งร้องอุทาน
“อ๊ะ!”
คนอื่นๆเห็นท่าทาง ก็หลุดยิ้มออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ และไม่ลืมตาน้อยๆ
ชายวัยกลางคนเห็นเช่นนั้น สีหน้าแดงก่ำ พอลุกขึ้นมาก็ปรี่ไปหาเรื่องเฟิ่งจิ่วด้วยความอับอายเสียจนโกรธเคือง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ช่างอาจหาญนัก! ถึงกล้ามาล้อเล่นกับข้า!”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วที่นั่งเอนตัวอย่างเกียจคร้านก็เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “แม้ไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่ก็เดาว่าเป็นคนของตลาดมืด บอกว่าแขกเข้ามา แล้วต้องทำยังไง? หรือนี่คือกิริยาท่าทางที่พวกท่านใช้ปฏิบัติต่อแขก?”
“เจ้า!”
“นักปรุงยาหลิน ที่ใต้เท้าภูตหมอพูดก็ถูก แขกเข้ามา จะเสียมารยาทไม่ได้”
ชายวัยกลางคนตรงที่นั่งอาวุโสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำช่างมีอำนาจ ทำให้นักปรุงยาหลินที่สีหน้าขุ่นข้องใจไม่กล้าปริปากอีก
เวลานี้ คนที่เหลือกลับเอ่ยปากว่า “ท่านประมุข เห็นเขายังสวมหน้ากากอยู่ ท่าทางไม่กล้าให้ใครเห็น ซ้ำก็ไม่รู้ที่มาอะไรเลย พวกเราจะเชื่อคนเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ?”
“จริงด้วยท่านประมุข ไม่ว่ายังไง ก็ไม่อาจฝากชื่อเสียงทั้งหมดของตลาดมืดแคว้นเหินเวหาปีนี้ไว้กับตัวคนผู้นี้ได้ ท่านดูท่าทางเฉื่อยชาของเขาสิขอรับ หนำซ้ำเดาว่าอายุคงยังไม่มาก คนเช่นนี้ จะรับผิดชอบงานใหญ่ได้เช่นไร?”
ชายวัยกลางคนตรงที่นั่งอาวุโสมองไปยังเฟิ่งจิ่ว สายตาจับจ้องบนหน้ากากที่มีดอกลำโพงเบ่งบานอยู่นั้น เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าภูตหมอจะถอดหน้ากากออกมาเพื่อเผยใบหน้าแท้จริงแก่ทุกคนได้หรือไม่?”
ตอนที่ 171: ตัวตนของเขา?
“ข้าจำได้ว่า เหมือนพวกท่านจะเชิญข้ามาช่วยงาน?”
เฟิ่งจิ่วมองพวกเขาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ไยต้องทำคล้ายว่าข้าจะไม่อยากช่วยพวกท่านเองบ้างไม่ได้เล่า?”
เธอดึงๆเสื้อคลุมลุกยืนขึ้น กล่าวว่า “ในเมื่อเชื่อถือข้าไม่ได้ งั้นพวกท่านไปเชิญยอดฝีมือผู้อื่นเถอะ! ว่าตามตรง สำหรับเรื่องนี้ จริงๆข้าก็ไม่สนใจสักเท่าไหร่”
สิ้นสุดน้ำเสียง ไม่รอให้พวกเขาพูดอะไรมาก ก็สาวก้าวเดินออกไป
“ขอใต้เท้าภูตหมออยู่ก่อน”
คนตรงที่นั่งอาวุโสเอ่ยปาก หทารอารักขาด้านนอกห้องรับรองรีบขวางคนไว้ทันที แต่พอจะขวางไว้ กลับถูกเฟิ่งจิ่วสะบัดแขนเสื้อโจมตีกระเด็นออกไป
“ไสหัวไป!”
เสียงตะโกนชัดเจนเยือกเย็นเปล่งออกมา ทหารอารักขาสองนายลอยออกไปล้มลงบนพื้นส่งเสียงอู้อี้
ส่วนคนอื่นๆในห้องรับรองพลันลุกยืนขึ้นเพราะการลงมืออย่างกะทันหันของนาง มีคนตะคอกอย่างโมโห ชี้ไปที่นาง “ตามคนมา! จับเจ้าเด็กอวดดีนี่ไว้!”
“ทุกคนหยุด!”
ชายวัยกลางคนตรงที่นั่งอาวุโสแผดเสียงเข้ม พวกทหารอารักขาที่ล้อมเข้ามาต่างพากันเก็บมือ และหันมองเขา แม้แต่ทุกคนในห้องรับรองยังมองไปเหมือนๆกัน
“ออกไปให้หมด!”
ชายวัยกลางคนเดินเข้ามา ตะโกนใส่ทหารอารักขาพวกนั้น ถึงจะมองไปหาเฟิ่งจิ่ว กล่าวอย่างขออภัยว่า “ใต้เท้าภูตหมอ ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“แต่การทดสอบครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ตลาดมืดแคว้นเหินเวหาเราแพ้ติดต่อกันมาสามปีแล้ว จะปล่อยท่านผู้นี้ไปอีกไม่ได้จริงๆ หนำซ้ำ เบื้องบนมีคำสั่งลงมา หากปีนี้แพ้อีก ตำแหน่งประมุขนี้ต้องหมดวาระ ดังนั้น…” เขาบอกด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ท่านประมุขเคอ”
เฟิ่งจิ่วมองไปที่เขา เอ่ยว่า “เดิมทีข้าเข้ามาช่วยงาน เพราะเห็นว่าเป็นชื่อเสียงของตลาดมืด แต่พอมาถึงที่นี่ ท่านประมุขเคอกลับทำให้ข้าไม่พอใจนัก หากยังอยากให้ข้าช่วย เช่นนั้น พวกเราก็ต้องคุยกันเรื่องค่าตอบแทน”
ประมุขเคอนิ่งไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้า “เรื่องนี้แน่.นอน ขอแค่ชนะการทดสอบครั้งนี้ได้ ข้าจะไม่เอาเปรียบใต้เท้าภูตหมอแน่นอน”
ฟังเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วถึงจะเผยรอยยิ้มอย่างพอใจ “งานแข่งปรุงยาทิพย์จะจัดขึ้นเมื่อไหรรึ?”
“อีกสามวันให้หลังขอรับ”
เฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปอีกครั้ง กล่าวว่า “งั้นก็เล่าเรื่องราวให้ข้าฟังอย่างชัดเจนเถอะ! ข้าจะได้เข้าใจเสียหน่อย”
“ได้ขอรับ ได้ขอรับ” ประมุขเคอเห็นคำพูดเขามั่นใจ ก็สงบใจลง ก่อนจะนำเรื่องการแข่งปรุงยาทิพย์มาเล่าให้เขาฟังอย่างละเอียด
สามวันต่อมา
วันนี้เป็นการแข่งขันของนักปรุงยาจากแต่ละถิ่นในแคว้นเหินเวหาที่จัดขึ้นปีละครั้ง เพราะนักปรุงยาที่ตลาดมืดแคว้นเหินเวหาส่งมาแพ้ติดต่อกันสามปี ด้วยเหตุนี้ จึงให้ความสำคัญกับการแข่งปรุงยาทิพย์ปีนี้อย่างมาก
เมื่อเฟิ่งจิ่วนั่งรถที่ลากด้วยสัตว์บินได้มาถึงสถานที่แข่งขัน… บริเวณยอดเขาเวหาใต้ ก็เห็นได้ว่าทั่วภูเขาล้วนเต็มไปด้วยผู้คน
เพราะมาเข้าร่วมการแข่ง จึงตรงมายังยอดเขาถึงจะลงไป เพื่อหลบเลี่ยงคนด้านล่างที่กรูกันแน่นขนัด
เฟิ่งจิ่วเดินลงจากรถ ดวงตาหลักแหลมเห็นเงาร่างคุ้นเคยกำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัดบนเวที เห็นเช่นนี้ นัยน์ตาก็ฉายแววประหลาดใจอย่างอดไม่ได้ ใช้คางส่งสัญญาณ เอ่ยถามกับท่านประมุขเคอข้างกาย
“ท่านอาเคราดกนั่นเป็นใครรึ?”
“ท่านอา… เคราดก?”
ประมุขเคอผงะ หันมองไปตามสายตาเฟิ่งจิ่ว สายตาจับจ้องบนร่างชายผู้นั้นที่ร่างกายสูงโปร่งและเก็บซ่อนกลิ่นอายไว้ พอเห็นก็เผยรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้ ส่ายหน้า “ใต้เท้าภูตหมอเพิ่งมาแคว้นเหินเวหาครั้งแรก จึงไม่รู้ว่าตัวตนท่านผู้นั้นไม่ธรรมดา”
“โอ้? ว่ายังไงนะ?” เธออยากรู้อยากเห็นนิดหน่อย
ตอนที่ 172: ท่านอาหลิง!
“เขาแซ่หลิง ชื่อโม่หาน เป็นอาจารย์ของสำนักศึกษาหมอกดาราผู้มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นเหินเวหา ที่มาลึกลับ เป็นผู้ฝึกเซียน หนำซ้ำระดับวรยุทธ์พลังวิญญาณยังบรรลุถึงขั้นหลอมแก่นพลัง ที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาอายุยี่สิบห้า ดังนั้น ท่านสามารถเรียกเขาว่าท่านที่เคารพ หรือผู้อาวุโส แต่ท่านอานี่ เหอะๆ… เดาว่าน้อยคนนักจะเรียกกัน!”
“เพิ่งอายุยี่สิบห้ารึ?”
สีหน้าเธอประหลาดใจ กล่าวว่า “อายุยี่สิบห้าจะไว้เคราดกไปทำไมกัน? ข้านึกว่าอย่างน้อยเขาต้องอายุสักสามสิบห้าแล้วกระมัง!”
“เหอะๆ ดังนั้นถึงบอกว่าที่มาลึกลับ เพราะไม่มีใครเคยเห็นหน้าจริงเขา”
เขาพูดยิ้มๆ สายตาจับจ้องบนร่างหลิงโม่หาน “นึกไม่ถึงจริงๆว่าเขาจะมาที่นี่ รอประเดี๋ยว ข้าจะเข้าไปคารวะเสียหน่อย ใต้เท้าภูตหมอไปด้วยกันหรือไม่ขอรับ?”
“อาจารย์สำนักศึกษาหมอกดาราผู้ลึกลับรึ?”
เธอพยักหน้าในทันที ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ พอได้ยินเขาบอกว่าจะไปคารวะ ก็พลันยิ้มขึ้น “แน่นอน ได้รู้จักผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ ถือว่าดียิ่งนักเป็นธรรมดา”
ดังนั้น ประมุขเคอจึงพาเธอเดินไปหาหลิงโม่หานทางด้านนั้น
และเมื่อพวกเขาปรากฏตัว หลิงโม่หานสังเกตเห็นชายหนุ่มชั่วร้ายในชุดแดงแพรวพราว คุ้นเคยกับชุดสีแดงและหน้ากากลายดอกลำโพงนั่น เพราะคืนนั้นในบ่อน้ำพุร้อน สองสิ่งนี้ก็วางอยู่ข้างๆกัน
นึกถึงตรงนี้ แววตาเฉียบคมก็จับจ้องบนร่างชายหนุ่มอย่างพิเคราะห์
คืนนั้นเพราะละอองน้ำในบ่อน้ำพุร้อนจึงไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน ทว่าใบหน้าที่ถูกทำลายกลับสะท้อนสู่ดวงตาเขาอย่างแจ่มชัด และตอนนี้ จะไม่ยอมรับไม่ได้ ว่าคุณชายชุดแดงแวววาวราวกับแสงแดดบนท้องฟ้า ท่าทางสูงศักดิ์ร้ายกาจ โดยเฉพาะดวงตาสงบนิ่งที่มีรอยยิ้มนั่น ทำให้คนเห็นไม่อาจลืม…
แต่พอมองดวงตาคู่นั้น ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยอยู่นิดหน่อยนะ?
“ท่านอาจารย์หลิง ไม่ได้พบกันเสียนาน นึกไม่ถึงว่าจะได้พบท่านที่นี่ ช่างโชคดี โชคดีจริงๆขอรับ” ประมุขเคอรีบร้อนออกหน้าประสานมือคารวะ พลางเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม หากท่านประมุขเคอรู้ว่าคนที่ขโมยยาทิพย์จิตวิญญาณอันล้ำค่าไปคือท่านอาหนวดเคราเฟิ้มตรงหน้านี้ เดาว่าคงไม่ร้องโชคดีอยู่ตรงนั้นแน่
“ที่แท้ก็เป็นท่านประมุขเคอ” เขายืนขึ้นมาประสานมือทำความเคารพ สายตาจับจ้องไปบนร่างเฟิ่งจิ่ว เอ่ยถาม “ท่านนี้คือ?”
“เหอะๆ เขาคือนักปรุงยาที่ตลาดมืดเราเชิญมาเข้าร่วมงานแข่งปรุงยาทิพย์ขอรับ นี่… อืม เขาคือภูตหมอขอรับ” เขากล่าวด้วยหน้าเหยเก เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าภูตหมอผู้นี้ชื่ออะไรกันแน่ จึงไม่รู้ว่าจะแนะนำตัวเช่นไรไปชั่วขณะ
“ท่านอาหลิง”
เฟิ่งจิ่วขานเรียกเสียงใส ดวงตานั้นฉายประกายเจ้าเล่ห์แวววาว มุมปากอมยิ้มยียวน กล่าวอย่างเป็นกันเอง “ท่านอาหลิงหากคิดว่าภูตหมอเรียกยาก งั้นเรียกข้าภูตน้อยก็ได้นะขอรับ”
ฟังคำเรียกท่านอาหลิง หลิงโม่หานก็ลูบเคราใต้คางขึ้นโดยไม่รู้ตัว มองคุณชายชุดแดงตรงหน้าอย่างมีความนัย สีหน้ามีความเคลือบแคลงและแปลกใจอยู่บางส่วน
“ท่านอารึ?”
เขาไว้เครามาก็ไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่คนอื่นๆก็ไม่เคยมีคำเรียกเช่นนี้ แต่แม่สาวน้อยร้อยเล่ห์ผู้นั้นที่พบกันในป่าเก้าหมอบคำแรกก็เรียกเขาว่าท่านอา คุณชายชุดแดงผู้นี้พอปริปากก็เรียกท่านอา หรือว่าเขาดูแก่มากจริงๆ?
แววตาเธอหรี่ลง คลี่ริมฝีปากยิ้ม “จริงด้วย! ปีนี้ข้าเพิ่งสิบห้า ได้ยินว่าท่านอาอายุยี่สิบห้า งั้นก็โตกว่าข้าสิบปี หากไม่ใช่ท่านอาจะเป็นอะไรได้อีกเล่า?”
“สิบ สิบห้ารึ?” ท่านประมุขเคอข้างๆเบิกดวงตา สีหน้าตกใจ
ตอนที่ 173: เจ้าทำอะไร!
พินิจมองภูตหมอที่สวมหน้ากากอยู่ตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดปลายอย่างอดไม่ได้ เพราะเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน ดังนั้นจากคำพูดท่าทาง เดายังไงก็อายุยี่สิบห้าได้! แต่ใครจะรู้ เขาเพิ่งบอกว่าตัวเองอายุสิบ สิบห้ารึ?
เวลานี้ เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัย ถูกต้องแล้วจริงๆ หรือที่จะฝากชื่อเสียงของตลาดมืดปีนี้ไว้กับตัวเขา?
ขณะที่ประมุขเคอกำลังเช็ดปาดเหงื่อที่ไหลบนหน้าผาก หลิงโม่หานก็มองลึกไปที่เฟิ่งจิ่ว เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจำเขาได้ และรู้ว่าเขาคือคนชุดดำที่บุกเข้าบ่อน้ำพุร้อนในคืนนั้น
ชายวัยกลางคนท่านหนึ่งสาวก้าวย่างเดินเข้ามา สายตากวาดมองเฟิ่งจิ่วในชุดสีแดงอย่างดูถูก จากนั้น ค่อยมองไปทางประมุขเคอพร้อมยกยิ้ม “สิบห้ารึ?”
“เหอะๆ ท่านประมุขเคอ ท่านไปหาเจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่มาจากที่ใดรึ? หรือว่าตลาดมืดพวกท่านไม่มีคนแล้ว? ถึงได้เชิญเด็กน้อยเช่นนี้มาเข้าร่วมงานแข่งปรุงยาทิพย์? ไม่กลัวว่าถึงเวลาจะทำเสียหน้าตลาดมืดรึ?”
ประมุขเคอฟังคำพูดนี้ แววตาแหลมคมที่มีอำนาจก็กวาดมองไปทางชายวัยกลางคนผู้นั้น เอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าว่า “เรื่องของตลาดมือเรา เหมือนจะยังให้ใต้เท้ามาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้กระมัง!”
“เหอะๆ ตลาดมืดพวกท่านแพ้ติดต่อกันสามปีแล้ว อารมณ์ท่านประมุขเคอข้าเข้าใจได้”
ชายวัยกลางคนมองยุแหย่เขา จากนั้นค่อยดึงตัวชายหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าทางด้านหลังมา พลางยิ้มให้หลิงโม่หานอย่างเอาใจ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์หลิง นี่คือลูกชาย…”
คำเขายังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกตัดบทเสียแล้ว
หลิงโม่หานเห็นแล้วก็ไม่มองพ่อลูกคู่นั้น เพียงวางสายตาไว้บนร่างเฟิ่งจิ่ว เอ่ยว่า “น้องชาย งานแข่งปรุงยาทิพย์ยังไม่เริ่ม ไม่สู้เดินเป็นเพื่อนข้าหน่อยไม่ดีกว่ารึ?”
“ได้ขอรับ” เธอยกมุมปากขึ้นยิ้ม บอกกับประมูขเคอว่า “ประเดี๋ยวการแข่งเริ่มข้าจะกลับมา”
ประมุขเคอมองหลิงโม่หานอย่างประหลาดใจ แล้วมองๆเฟิ่งจิ่ว ถึงจะตอบรับ “ได้ขอรับ ได้ขอรับ พวกท่านไปกันเถิด!”
มองพวกเขาสองคนหนึ่งแดงหนึ่งดำเดินไปทางภูเขาด้านนั้น ก็สงสัยในใจ หรือว่าสองคนนี้รู้จักกัน?
“เจ้ากับตลาดมืดมีความสัมพันธ์อะไรกันรึ?”
หลิงโม่หานถาม มองหนุ่มน้อยชุดแดงที่เตี้ยกว่าเขาท่อนหนึ่ง ขมวดคิ้ว มิน่าถึงได้เรียกเขาท่านอา พอยืนอยู่ด้วยกัน ช่างคล้ายเด็กน้อยที่ยังไม่โตจริงๆด้วย
“ก็อย่างที่ท่านเห็น พวกเขาเชิญข้ามาช่วยงาน เพื่อช่วยพวกเขาชิงที่หนึ่งกลับมาขอรับ” เธอกล่าวอย่างไม่สนใจใยดี แล้วหาหินก้อนหนึ่งนั่งลง
แววตาลึกล้ำราวบ่อน้ำเก่าแก่จ้องสำรวจมองเฟิ่งจิ่ว ถามว่า “ข้าเคยพบเจ้ามาก่อนหรือไม่?”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็มองไปทางเขา แววตาอมยิ้มกริ่มมีความเย้าหยอกบางส่วน “ท่านอาขอรับ ตอนนี้ท่านยังสวมกางเกงชั้นในสีแดงอยู่หรือไม่เล่า?”
สิ้นสุดน้ำเสียง สองตาฉายประกายราวหมาป่าจ้องมองเขาอย่างแปลกๆ กล่าวยิ้มๆว่า “อันที่จริงข้าก็ชอบสีแดง ท่านดูสิ ทั้งตัวข้าล้วนเป็นสีแดงนะขอรับ”
ฟังคำพูดนี้ หลิงโม่หานเพียงรู้สึกหนาวเย็น โดยเฉพาะที่อีกฝ่ายใช้สายตาเปล่าราวหมาป่าจ้องมองเขา ยิ่งทำให้กระวนกระวายไปทั้งร่าง
ในใจแอบคิดว่า ‘เด็กหนุ่มผู้นี้คงไม่มีความชอบแปลกๆทำนองนั้นหรอกกระมัง?’
“ท่านอาหลิง? เป็นอะไรไปขอรับ?”
เฟิ่งจิ่วที่ลุกขึ้นมาเมื่อไหร่ไม่รู้โน้มตัวมาตรงหน้า แทบจะแนบไปกับแผ่นอกเขาพลางเอ่ยถาม
“เจ้าทำอะไรน่ะ!”
หลิงโม่หานสีหน้าเยือกเย็นลง พลันถอยออกไปหลายก้าว
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอรับ!” เธอพูดอย่างบริสุทธิ์ใจยิ่งนัก
เขาดึงหน้าจ้องมองเฟิ่งจิ่ว สอนสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีความเย็นชา “บุรุษก็ควรมีท่าทางเช่นชายชาตรี เหมือนเจ้าเช่นนี้ จะเรียกว่าอะไรได้!”
ตอนที่ 174: งานแข่งปรุงยาทิพย์!
เห็นเขาสะบัดแขนเสื้อจากไป เฟิ่งจิ่วก็หัวเราะเบาๆ ฝีเท้าเร่งตามไปรวดเร็ว ยังไม่ทันเดินไปใกล้ ก็ถูกประมุขเคอที่เข้ามารับหน้าขวางไว้
“น้องชายภูตหมอ การแข่งใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้ารีบมาทางนี้เถิด พวกเราจะบอกสถานกาณ์อีกฝ่ายกับท่านเสียหน่อย” เขาให้สัญญาณ เชิญเฟิ่งจิ่วเดินไปยังบริเวณอีกด้านที่มีนักปรุงยาท่านอื่นๆของตลาดมืดอยู่
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วก็เก็บความคิดนึกสนุกไว้ ก่อนจะตามประมุขเคอมายังบริเวณนักปรุงยาเหล่านั้น ฟังเขาแนะนำระดับนักปรุงยาฝ่ายตรงข้ามและสิ่งที่เชี่ยวชาญพลางชี้คนพวกหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
ประมาณครึ่งชั่วยามให้หลัง ในระหว่างที่ทุกคนเตรียมตัว ผู้ตัดสินของสมาคมนักปรุงยาทั้งแปดท่านก็ประกาศเริ่มการแข่งปรุงยาทิพย์อย่างเป็นทางการ
ด่านแรกคือการแข่งแบบคัดออก นักปรุงยาไม่ต้องเข้าไปแข่งขัน แค่เทียบกันด้วยประเภทและระดับของพวกยาที่นักปรุงยาแต่ละท่านนำเสนอ หลังจากทั้งแปดท่านประเมินยาทุกชนิดตามลำดับ ก็จะบอกผลว่าผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ จากนั้นค่อยดำเนินการคัดออก
“ร้านยาสุขสม ยาคลายความเจ็บ ธรรมดาเกินไป ไม่ผ่าน!”
“ตระกูลหร่วนแห่งเมืองใต้ น้ำยาแปรลมปราณ ปรุงได้ไม่สมดุล กลิ่นแรงไป ไม่ผ่าน”
“สมาคมโอสถปราย ยาหยุดเลือด ไม่ดีได้ผลช้า ไม่ผ่าน”
ได้ยินนักปรุงยาทั้งแปดของสมาคมบอกไม่ผ่านอยู่เรื่อยๆ ทุกคนด้านล่างก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นมา อันที่จริง ที่พวกเขาหยิบออกมาแข่ง ล้วนเป็นยาที่คิดว่าใช้ได้ แต่พออยู่ในมือพวกนักปรุงยาที่มีมาตรฐานของสมาคม กลับคิดอย่างพิถีพิถันว่าทุกอย่างไม่ผ่านเกณฑ์ ความเข้มงวดทำให้พวกเขาหวั่นใจขึ้นมา เพียงกลัวที่จะได้ยินว่ายาตัวเองไม่ผ่านเกณฑ์
พอผ่านไป นักปรุงยาหลายร้อยท่านที่ปรี่มาจากแต่ละถิ่นก็เหลือเพียงสามสิบคนที่ได้เข้าไปด่านสอง ที่ผ่านด่านล้วนเป็นพวกวงศ์ตระกูลและกองกำลังที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแต่ละถิ่น หนึ่งในนั้น ยังมีอาจารย์นักปรุงยาจากสำนักศึกษาหมอกดารา
“น้องชายภูตหมอ สำหรับยาของเจ้า คนที่ประชันกับเจ้าได้อย่างแท้จริง ก็มีแค่อาจารย์นักปรุงยาของสำนักศึกษาหมอกดารา และผู้อาวุโสท่านนั้นจากสมาคมสมุนไพร”
เขาให้สัญญาณ กล่าวต่อไปว่า “ปีก่อนๆ อาจารย์นักปรุงยาสำนักศึกษาหมอกดาราล้วนไม่เคยมาร่วมงานแข่งปรุงยาทิพย์ ไม่รู้ว่าปีนี้มาได้ยังไง ส่วนผู้อาวุโสจากสมาคมสมุนไพร ได้ที่หนึ่งติดต่อกันสามปีแล้ว เขาเป็นนักปรุงยาที่สมาคมเทิดทูน หนำซ้ำยังเป็นนักปรุงยาระดับเจ็ดด้วย”
“งั้นนักปรุงยาสำนักศึกษาหมอกดาราเล่า? ระดับเท่าไหร่หรือ?” ดวงตาเธอฉายแววน้อยๆ หนึ่งความคิดในหัวเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
ต่างพูดว่าสำนักศึกษาหมอกดาราเข้าได้ยากเย็นเพียงนั้น ทว่าหากนางใช้ตัวตนนักปรุงยาเข้าไปเป็นอาจารย์ งั้นก็อ่านตำราในหอหนังสือหมอกดาราได้อิสระยิ่งขึ้นไม่ใช่รึ?
“เครื่องหมายนักปรุงยาที่เขาสวมตรงหน้าอกเป็นยอดนักปรุงยาระดับสาม ความแกร่งด้านยายิ่งเหนือกว่าผู้อาวุโสท่านนั้น” ว่าถึงตรงนี้ ประมุขเคอก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ คิดว่าที่อยากจะชนะปีนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
หากมีแค่นักปรุงยาระดับเจ็ดนั่นยังดีกว่าหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่า ปีนี้แม้แต่อาจารย์นักปรุงยาสำนักศึกษาหมอกดารายังมาด้วย ทางข้างหน้าถูกปิดตาย ดูท่า ตำแหน่งประมุขก็ต้องหมดวาระ
“น้องชายภูตหมอทำให้ดีที่สุดเถิด หากพบกับยอดนักปรุงยาระดับสามของสำนักศึกษาหมอกดารา ถึงแพ้ก็ไม่เสียหน้าหรอก”
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็ยกมุมปากเล็กน้อย เผยรอยยิ้มจางๆ “ยังไม่ทันแข่งเลย! จะรู้ว่าแพ้ได้อย่างไร?”
“ลำดับต่อมา เข้าสู่การประเมินด่านที่สอง เชิญนักปรุงยาทั้งสามสิบท่านที่ได้รับเลือกขึ้นมาบนเวทีได้!”
คำพูดที่ดังจากบนเวทีทำให้ผู้คนโดยรอบเงียบลง เห็นเพียงบนโต๊ะยาวบนเวทีมียากองหนึ่งวางไว้ระเกะระกะ และนักปรุงยาทั้งสามสิบท่านก็เดินออกมาจากฝูงชนขึ้นไปบนเวที
เฟิ่งจิ่วที่กำลังเดินขึ้นเวทีพลันรู้สึกถึงแรงหนึ่งที่ผลักมาจากด้านหลัง ตัวจึงโน้มลงไปล่างเวที…
ตอนที่ 175: ไม่ได้เรื่อง!
เสื้อคลุมสีแดงสะบัดขึ้น ทุกคนเห็นเพียงเงาสีแดงแวบผ่าน เงาร่างหนึ่งร้องอุทานล้มลงล่างเวที
“อ๊ะ!”
นักปรุงยาท่านหนึ่งล้มไปบนพื้นอย่างน่าอับอาย ถูกก้อนหินปลายแหลมครูดเสียจนบาดเจ็บ และเพราะลงพื้นผิดท่า พอล้มลงก็ยืนขึ้นมาไม่ไหว
ส่วนบนเวทีนั้น คุณชายผู้อ่อนวัยในชุดสีแดงยืนอยู่ทั้งชุดคลุมพลิ้วขึ้นเบาๆ หน้ากากที่มีดอกลำโพงผลิบานสะท้อนแสงวาววับจับตาอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ ผู้คนเห็นเพียงริมฝีปากอมรอยยิ้มที่เหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ทั่วร่างมีกลิ่นอายชั่วร้ายเย็นเยียบกระจายอยู่ สายตาเหลือบมองเหยียดนักปรุงยาวัยกลางคนที่ทรุดนั่งอยู่ล่างเวทีอย่างเสียหน้า
หลิงโม่หานที่นั่งอยู่บนเวทีเห็นภาพนี้เข้า ดวงตาดำอันลึกล้ำที่เป็นประกายจ้องมองเงาร่างอันร้ายกาจเยือกเย็น ก็เห็นว่าร่างนั้นหันตัวมาทันใด ก่อนจะสบกับดวงตาเขาที่แฝงด้วยความดุร้ายโดยไม่ทันระวัง
ในช่วงเวลานั้นเอง ประกายในดวงตาเขาสลายไป นั่งอยู่เงียบๆ ใบหน้าแข็งทื่อ ท่าทางมั่นคง
เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างแปลกใจ คิดว่าท่านอาผู้นี้ช่างเป็นคนที่เก็บซ่อนตัวได้ลึกล้ำยิ่งนัก แม้เคยพบปะกันหลายครั้ง แต่คล้ายว่าทุกครั้งจะได้พบเห็นเขาแตกต่างกันไป ตัวตนแท้จริงจะเป็นคนเช่นไรกันแน่นะ?
ผู้คนบนเวทีแค่มองนักปรุงยาท่านนั้นที่ล้มลงไปแวบหนึ่ง ก็มายืนบนเวทีกันเรียบร้อยอย่างไม่สนใจ ชายวัยกลางคนแอบผลักคุณชายชุดแดง มีคนเห็นไม่น้อยเลย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงโดนถีบลงไป และไม่มีอะไรน่าตื่นตกใจ
ส่วนผู้นำตระกูลของนักปรุงยาวัยกลางคนผู้นั้นก็ใบหน้าหมองลง โบกมือเป็นสัญญาณ “ส่งคนลงเขาไปซะ!”
แววตาดำมืดจ้องมองเงาร่างสีแดง เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนของตลาดมืด พวกเขาจึงไม่กล้าตามอีกฝ่ายไปอย่างโจ่งแจ้งได้
ชายวัยกลางคนบนเวทีข้างกองสมุนไพรส่งใบสั่งยาแผ่นหนึ่งให้ทุกคน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า “เก็บสมุนไพรในรายการมา สิบคนแรกสุดที่เก็บครบเดินออกมาเข้ารอบต่อไป คนอื่นๆตกรอบ เริ่มได้!”
สิ้นสุดน้ำเสียง พวกนักปรุงยาบนเวทีก็เก็บยาตามรายการในมือ พลางกอบโกยยาบนโต๊ะ เมื่ออาจารย์สำนักศึกษาหมอกดาราเก็บยาเดินออกมาเรียบร้อย สายตาเหลือบมองไปข้างกายอย่างอดไม่ได้ กวาดมองคุณชายชุดแดงที่ในมือถือตะกร้ายา ขมวดคิ้วเบาๆ
เฟิ่งจิ่วหันหน้าไปเล็กน้อย ผุดรอยยิ้มส่งให้อีกฝ่าย เวลาไม่นาน หลังจากชนะสิบคน ที่เหลือตกรอบ ไม่ทันไรก็เข้าสู่การทดสอบรอบสุดท้าย ต้องปรุงยาบนเวที ระดับยิ่งสูงประเภทยิ่งหายากถึงจะชนะ
เห็นสมุนไพรหลายสิบชนิดที่จัดวางไว้บนโต๊ะ เฟิ่งจิ่วก็ลงมือปรุงยา วิธีการปรุงของเธอไม่เหมือนใคร ต่อให้คนอื่นเห็น ก็เรียนไปไม่ได้
เพราะมันคล้ายกับการทดลองสมัยใหม่ ผ่านการจัดการและสกัดไปแต่ละขั้นตอน สุดท้ายถึงจะปรุงได้เป็นรูปเป็นร่าง หลังจากเธอปรุงน้ำยาสีเขียวขวดหนึ่งออกมา ก็เดินมายังเบื้องหน้าผู้ตัดสินของสมาคมนักปรุงยาทั้งแปดท่าน แล้วนำยาวางไว้ตรงหน้า
“เชิญตรวจสอบได้”
“นี่คือยารึ? สีสันสวยงามนัก” หนึ่งในนั้นผู้ตัดสินหญิงอายุราวสามสิบกว่ามองน้ำยาครึ่งขวดโปร่งใสนั้นอย่างตกตะลึง และเหลือเชื่อนิดหน่อย
“พี่สาวผู้สวยสง่างาม นี่คือยาแน่นอน ด้วยความสัตย์จริงไม่มีเท็จ”
เฟิ่งจิ่วขยิบตาให้นาง รอยยิ้มชั่วร้ายและดวงตาสดใสพร้อมรอยยิ้มทำให้นักปรุงยาหญิงอายุสามสิบกว่าสีหน้าแดงน้อยๆ ความอึดอัดใจเผยอยู่บนใบหน้า
เห็นภาพเช่นนี้ หลิงโม่หานก็ขมวดคิ้ว แอบคิดว่า ‘เด็กคนนี้ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!’
ตอนที่ 176: ทำให้สลบแล้วแบกไป!
เวลานี้ เฟิ่งจิ่วหันข้างเล็กน้อย มองถามหลิงโม่หานยิ้มๆ “ท่านอาหลิง ไยท่านถึงเอาแต่จ้องข้าล่ะขอรับ?”
ได้ยินคำพูดนี้ รอยยิ้มบนใบหน้านักปรุงยาหญิงก็เอ่อล้นออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ สายตาที่มองเฟิ่งจิ่วมีความอ่อนโยนอยู่บางส่วน “เจ้าหนุ่มน้อย บอกหน่อยสิ ว่ายาขวดนี้มีสรรพคุณอะไร?”
“ยาขวดนี้คือน้ำยาเร่งความเร็วขั้นสาม ขอแค่ดื่มมันเข้าไป ในยามที่ต้องหนีเอาตัวรอด ก็จะสามารถเพิ่มความเร็วได้เป็นสิบเท่า ต่อให้ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณถูกปรมาจารย์พลังวิญญาณตามฆ่า แค่ดื่มยาขวดนี้ ก็สามารถมีความเร็วในการหนีที่มากพอขอรับ”
ฟังคำพูดนี้ ผู้คนทั้งบนล่างเวทีต่างสูดหายใจ ดวงตาแต่ละคู่ล้วนจ้องมองยาสีเขียวขวดนั้นอย่างมีประกายละโมบ หากเป็นอย่างที่เขาบอก นี่ก็ไม่ใช่ยาธรรมดา แต่เป็นน้ำยาทิพย์ที่ช่วยชีวิตได้ในเวลาคับขัน!
“หึ! ไร้สาระ!”
อาจารย์นักปรุงยาสำนักศึกษาหมอกดาราเดินเข้ามา นำยาวางบนโต๊ะ เหลียวมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ช่างน่าขันเสียจริง! ข้าคลุกคลีกับยามาหลายปีเพียงนี้ ยังไม่เคยได้ยินว่ามียาเร่งความเร็วอะไรนี่ พูดจาเหลวไหลสิ้นดี!”
“นั่นเพราะท่านอายุมากเพียงนี้ก็ยังเป็นแค่ยอดนักปรุงยาระดับสาม จึงรู้แค่ว่าระดับการกลั่นยานั้นมีขีดจำกัด”
คำพูดลอยชายกลับทำให้ผู้อาวุโสท่านนั้นโกรธเสียจนสีหน้าแดงฉาน ชี้เฟิ่งจิ่วด้วยความโมโห “เจ้า เจ้าเด็กสามหาวนี่! ช่างหยิ่งผยองจริงๆ! ไม่รู้ความเอาเสียเลย!”
“เอาล่ะ พวกท่านไม่ต้องเถียงกันแล้ว ยาขวดนี้เป็นยาระดับสูงขั้นสามจริงๆ”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่อยู่ตรงกลางเอ่ยปาก คนอื่นๆล้วนเงียบไป แม้แต่อาจารย์สำนักศึกษาหมอกดารายังเบิกสองตาขึ้น “ท่านประมุขอวี๋ ท่านดูผิดหรือไม่? เด็กนี่จะกลั่นปรุงยาระดับสูงขั้นสามออกมาได้รึขอรับ?”
ได้ยินเช่นนี้ ประมุขอวี๋ผู้นั้นก็ไม่พอใจ “เฉินเหล่า เจ้าตั้งคำถามกับความสามารถในการวินิจฉัยของข้ารึ?”
เห็นหน้าเขาไม่สบอารมณ์ อาจารย์นักปรุงยาสำนักศึกษาหมอกดาราถึงจะรีบร้อนจัดการอารมณ์ กล่าวด้วยความเคารพ “ไม่กล้าขอรับ ท่านประมุขอวี๋คือประมุขของสมาคมนักปรุงยา ผู้มีอำนาจในแวดวงการยา ย่อมมีประสบการณ์และความรู้กว้างขวางเป็นธรรมดา ข้าเสียสติไปเอง ขอท่านประมุขอวี๋อย่าได้ถือโทษ”
ขณะพูด เขามองไปที่เฟิ่งจิ่วข้างๆ แววตาสับสน ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะแพ้พ่ายแก่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง
แววตาหลิงโม่หานสั่นไหวน้อยๆ หลังจากสายตาจับจ้องบนร่างหนุ่มน้อยชุดแดง ก็หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย
ประมุขตลาดมืดล่างเวทีฟังคำพูดประมุขอวี๋ ก็ตื่นเต้นเสียจนแทบจะร้องไห้ออกมา “เป็นน้ำยาทิพย์ขั้นสาม! เป็นยาทิพย์ขั้นสาม!” เดิมที่คิดว่าไม่มีหวังแล้ว แต่ใครจะรู้ ว่าสุดท้ายจะมีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้ จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไรเล่า?
ทว่าในเวลานี้เอง จู่ๆคนชุดดำสิบหกคนก็โผล่พรวดออกมา สิบคนในนั้นมีวรยุทธ์ระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด หกคนที่เหลือเป็นระดับหลอมแก่นพลัง พอพวกเขาปรากฏตัว แรงกดดันมหาศาลกระจายออกมาทันใด และปกคลุมทั่วทั้งภูเขานี้ไว้
“ซี๊ด! คนของตำหนักยมราช!”
“อะไรนะ! คนของตำหนักยมราชรึ? หนีเร็ว!”
“อ๊ะ! หนีเร็วเข้า! คนตำหนักยมราชมาแล้ว!”
ชั่วขณะหนึ่ง ฝูงชนแตกตื่นวิ่งหนีกันโกลาหล เสียงอุทานและกรีดร้องกึกก้องอยู่บนภูเขาไม่ขาดสาย เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี แรงกดดันอีกฝ่ายแกร่งเกินไป วินาทีแรกเฟิ่งจิ่วจึงพุ่งลงไปล่างเวที พลางตะโกนว่า “เหลิ่งซวง รีบหนีลงเขาไป!”
เพิ่งสิ้นสุดคำว่าไป แรงกดดันทรงพลังก็โจมตีมา ทำทั้งร่างเธอแข็งทื่อ เวลาต่อมา เพียงรู้สึกเจ็บหลังต้นคอ ร่างกายหมดสติล้มลงไป
“นายท่าน!”
เหลิ่งซวงเห็นนางถูกทำให้สลบแล้วแบกไป ตกใจเสียจนพุ่งตัวไปด้านหน้า ทว่าสุดท้ายพละกำลังมีขีดจำกัด กระแสลมแข็งแกร่งโจมตีมา จึงถูกกระแทกออกไปเสียดื้อๆ พอ.มองไปอีกครั้ง ก็ไม่เห็นเงาร่างนายท่านและสิบหกคนนั้นแล้ว…
ตอนที่ 177: นายแห่งตำหนักยมราช!
หลิงโม่หายออกไปไล่ตาม แต่ไม่นานนักก็กลับมา กล่าวกับทุกคนอย่างขออภัย “อีกฝ่ายมากันว่องไว ไปก็รวดเร็ว ไม่เห็นร่องรอยแล้ว”
คนของสมาคมนักปรุงยาได้ยินแต่ละคนก็ส่ายหน้า ประมุขอวี๋ถอนใจเอ่ยว่า “ไม่โทษท่านหรอก คนของตำหนักยมราชลึกลับซับซ้อนมาแต่ไหนแต่ไร หนำซ้ำกำลังยังแข็งแกร่ง หนุ่มน้อยนั่นถูกพวกเขาเพ่งเล็ง เกรงว่าเป็นเพราะพรสวรรค์การปรุงยา”
“ตำหนักยมราชเป็นกองกำลังใดกันแน่? นายท่านข้าจะมีอันตรายหรือไม่?” เหลิ่งซวงมายังเบื้องหน้าพวกเขาพลางเอ่ยถามเสียงร้อนรน
ประมุขตลาดมืดเดินเข้ามา กล่าวว่า “กองกำลังตำหนักยมราชยังแกร่งกว่าตลาดมืดนัก เป็นกองกำลังหนึ่งที่ไม่ว่าสำนักศึกษาหมอกดาราหรือวงศ์ตระกูลแต่ละถิ่นไม่อาจตอแย นายท่านเหยียนยิ่งเป็นผู้แกร่งกล้าดั่งเทพมังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหาง ไม่มีใครรู้ว่าที่มั่นตำหนักยมราชอยู่ที่ใด น้องชายภูตหมอตกอยู่ในมือพวกเขาแล้ว เกรงว่าจะร้ายมากกว่าดี…”
“เป็นไปไม่ได้! นายท่านข้าจะไม่เป็นไร!” นางตะคอกเสียงดัง มองประมุขตลาดมืดด้วยแววตาเย็นเยียบ “พวกท่านตลาดมืดต้องช่วยข้าตามหานายท่าน!”
“เจ้าวางใจเถอะ พวกเราจะไถ่ถามเบาะแสของนายท่านเจ้าแน่” ข้อนี้ประมุขเคอไม่ปฏิเสธ
“เจ้าสบายใจได้ ตามที่ข้ารู้ ช่วงนี้ตำหนักยมราชจับตัวนักปรุงยาและนักเล่นแร่แปรธาตุไปไม่น้อย ไม่แน่ นายท่านเจ้าคงไม่มีอันตรายหรอก” ประมุขสมาคมนักปรุงยาบอก ถอนหายใจ งานแข่งปรุงยาทิพย์ที่ดีๆ เดิมจะคัดเลือกผู้มีพรสวรรค์ แต่ใครรู้ว่าจะถูกคนตำหนักยมราชทำให้กลายเป็นเช่นนี้
เรื่องแพร่ออกไปราวกับขนนกในสายลม ทำเอาผู้คนถอนใจไม่สิ้นสุด ต่างกำลังคาดเดาว่าคุณชายชุดแดงผู้นั้นจะเป็นหรือตาย?
ทว่าตลอดจนค่ำคืนมาเยือน เงาร่างสีดำกระโดดไม่กี่ทีก็มาถึงบริเวณในเรือนอย่างเงียบเชียบไร้เสียง
“คารวะนายท่านเหยียน!”
ผู้ฝึกตนชุดดำสิบหกนายในลานบ้านคำนับหนึ่งเข่าด้วยความเคารพ
“ลุกขึ้นเถอะ!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นแฝงด้วยแรงกดดันทรงพลังดังขึ้น เสื้อคลุมเขาสะบัดขึ้น นั่งลงข้างโต๊ะหินในสวน พอหมุนตัวนั่งลง ใบหน้าก็เผยออกตามมา
นั่นเป็นใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้คนตกตะลึงยิ่ง อวัยวะทั้งห้าราวกับสวรรค์แกะสลักสรรสร้างมาอย่างวิจิตร โครงหน้าคมชัดดั่งใบมีด เฉยชาแต่กลับไม่สูญเสียความงดงาม ใต้คิ้วทรงดาบ ดวงตาคู่นั้นทั้งลึกล้ำและแฝงด้วยประกายลึกลับ ภายในเก็บไว้ซึ่งคมมีดดุร้ายน่าสะพรึง แค่แวบเดียว ก็ทำให้คนก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าสบรับกับนัยน์ตาดำน่ากลัวที่แฝงด้วยแรงกดดันแกร่งกล้าและคมมีด
และใต้จมูกสูงโด่ง คือริมฝีปากบางน่าหลงใหล ตอนนี้มันเหยียดอยู่น้อยๆ กลิ่นอายเยือกเย็นน่าหวาดหวั่นทั่วร่าง สูงส่งเช่นเทพสวรรค์ และดุดันรุนแรงราวกับราชันย์แห่งใต้หล้า!
หากตอนนี้เฟิ่งจิ่วเห็นเข้า ต้องอุทานเรียกว่า ‘ท่านอาหลิง!’ แน่
ถูกต้อง นายท่านเหยียนผู้นำตำหนักยมราช ก็คือหลิงโม่หานที่เฟิ่งจิ่วคุ้นเคย แต่หลิงโม่หานเป็นแค่ตัวตนปลอมที่เข้าสำนักศึกษาหมอกดาราไปเป็นอาจารย์ในโลกภายนอก หนวดเคราหนาเตอะที่ปกติอยู่บนใบหน้า ก็ผ่านการจัดการอย่างประณีตก่อนจะติดขึ้นไป จึงสมจริงมากพอ
“คนเป็นยังไงบ้าง?” นายท่านเหยียนเอ่ยถามเสียงเข้ม น้ำเสียงทุ้มต่ำมีความเกียจคร้าน และท่าทางของผู้เหนือกว่า
“เรียนนายท่านเหยียน เด็กที่จับมาสลบอยู่ ยังไม่ฟื้นขอรับ” ผู้ฝึกตนชุดดำนายหนึ่งพูดอย่างยำเกรง
“ดูคนให้ดีๆ พรุ่งนี้พากลับตำหนักยมราชไปพร้อมข้า”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้ฝึกตนชุดดำสิบหกนายต่างระรื่น “นายท่านจะกลับตำหนักยมราชแล้วรึขอรับ?”
สิ้นสุดน้ำเสียง พลันได้ยินทหารอารักขาด้านหลังกู่ร้อง “แย่แล้ว! เจ้าเด็กนั่นจะหนีไปแล้ว!”
ตอนที่ 178: แม้ติดปีกก็ยากจะบินหนี!
ทั้งสิบหกคนได้ยิน ก็โผพุ่งตัวออกไปด้านหลังทันที
เห็นเช่นนี้ นายท่านเหยียนลุกยืนขึ้น ขณะกำลังจะเดินไปด้านหลัง ฝีเท้าก็ชะงักลง ลูบๆคาง จากนั้นค่อยหยิบหน้ากากครึ่งหน้าสีเงินจากในห้วงมิติขึ้นมาสวม ถึงจะสาวก้าวเดินไปด้านหลัง
เมื่อเขามาถึงด้านหลัง เห็นเพียงเงาร่างสีแดงบนหลังคากำลังรับมือกับลูกน้องเขาราวกับภูตผี ความเร็วที่พุ่งขยับถอยหลบ และการโจมตีอันร้อนแรง ทำให้ดวงตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย
ตอนแรกบนยอดเขา อาศัยที่ภูตหมอไม่ทันระวังทำให้สลบจากด้านหลัง ทว่าตอนนี้อยู่ในท่าเตรียมพร้อม ลูกน้องผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานก็ไม่มีทางจับตัวไว้ได้ ไม่พูดไม่ได้ ว่ามันทำให้เขาต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่อีกครั้ง
น่าเสียดาย เมื่อตกอยู่ในมือเขา คิดจะหนี ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
“ซี๊ด!”
คนชุดดำวรยุทธ์ระดับสร้างรากฐานถูกเฟิ่งจิ่วเตะเข้าทีหนึ่ง ร่างกายถอยหลังไปป้องกันอยู่หลายก้าว กุมหน้าอกที่ถูกถีบจนเจ็บแล้วลูบๆ ก่อนจะสบถด่าเสียงเบา
“บ้าเอ้ย! เจ้าเด็กนี่กินอะไรโตมาเนี่ย? แรงเท้าหนักขนาดนั้นเลยรึ?”
เฟิ่งจิ่วเก็บเท้าชกหมัดโจมตีออกไปหาคนชุดดำระดับสร้างรากฐานอีกคนที่เข้ามาใกล้ ยิ้มเยือกเย็น “แน่นอนว่าต้องกินนมแม่โตมาน่ะสิ!”
ฟังคำพูดนี้ นายท่านเหยียนที่ยืนมือไพล่หลังอยู่ด้านล่างก็ยกมุมปากขึ้นมุมโค้งที่ยากจะสังเกตเห็น ดวงตาลึกล้ำจับจ้องบนร่างชุดแดง สั่งการว่า “จับคนลงมา”
“ขอรับ!”
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังที่มองอยู่ข้างๆขานรับทันที สองคนในนั้นโผตัวออกไป แรงกดดันทรงพลังปกคลุมไว้ พอลงมือ ก็จับตัวเฟิ่งจิ่วไว้ได้
“เจ้าพวกบ้า! ไม่เพียงหมาหมู่ ยังจะใช้กำลังรังแกคนอ่อนแออีก! ซี๊ด! อย่าบิดซิ! แขนข้า!”
เธอร้องอย่างเจ็บปวด เบิกดวงตาขึ้นด้วยความโกรธ นี่คือความแตกต่างของพละกำลัง ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่
ต่อให้พละกำลังเธอเรียกได้ว่าเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใครในแคว้นเล็กระดับเก้าอย่างแสงสุริยัน แต่พอมาถึงแคว้นกลางระดับหก เผชิญหน้ากับเหล่าเซียนผู้แข็งแกร่ง ก็ยังอ่อนแอโดยสิ้นเชิง
ผจญกับศัตรูเก่งกาจเช่นนี้ เดิมทีเธอก็รู้ว่าหนีไม่พ้น แต่ยังคิดจะลองดู เป็นไปตามคาด ผลลัพธ์ที่ได้ลองคือสองแขนถูกพลิกบิดไว้
ซี๊ด! ทุกทีที่บิดแขนคนอื่นก็ไม่คิดว่าจะเจ็บ ทำไมพอตัวเองถูกคนพลิกบิดไว้ ถึงรู้สึกเหมือนกระดูกจวนจะแยกจากกันเสียแล้วเล่า?
“นายท่าน จับคนกลับมาแล้วขอรับ” ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังสองนายจับคนคุมตัวมาด้านหน้านายท่านเหยียน
เฟิ่งจิ่วเงยหน้า ถึงจะเห็นชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำลายเมฆหลบยืนมือไพล่หลังอยู่ตรงหน้า ถึงแม้อีกฝ่ายจะใช้หน้ากากสีเงินครึ่งหน้าปกปิดใบหน้าไว้ เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากบางน่ามองใต้จมูกและคางเฉยชารูปทรงคมชัด แต่เรือนร่างสูงโปร่งกำยำ รูปร่างตั้งตรงแข็งแรง รวมถึงท่าทางบนร่าง ยังคงทำให้ดวงตาเธอเป็นประกาย
ทันใดนั้น จึงผิวปากออกมาราวกับคุณชายผู้ลากมากดี เอ่ยชมว่า “ช่างเป็นหนุ่มรูปงามที่ทรงเสน่ห์น่าเย้ายวนจริงๆ!”
เห็นเขาพบหน้านายท่านก็ทำตัวลามปามขึ้นมาต่อหน้าทุกคนด้วยความหยอกล้อ ผู้ฝึกตนชุดดำทั้งสิบหกคนก็ผงะไป เหลือบมองนายท่านอย่างรวดเร็ว แล้วเร่งรีบก้มหน้าลงปกปิดรอยยิ้มที่เอ่อล้นตรงมุมปากอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
หนุ่มรูปงามทรงเสน่ห์น่าเย้ายวน? พูดถึงนายท่านพวกเขารึ?
เด็กน้อยนี่คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง
เมื่อนายท่านเหยียนได้ยินคำพูดเฟิ่งจิ่ว ก็เลิกคิ้วขึ้น มุมปากยกโค้งชั่วร้าย
“ทรงเสน่ห์? น่าเย้ายวนรึ? อาจจะใช่ ข้าถือว่านี่เป็นคำชมก็ได้”
แต่น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยที่ทุ้มต่ำและมีแรงดึงดูดนั้น ไม่ว่าฟังเช่นไร ล้วนคล้ายจะเคลือบแฝงด้วยอันตรายถึงชีวิต
คำ คำชมรึ?
คนชุดดำสิบหกนายมองหน้ากันแวบหนึ่ง ผิวหนังตึงตัว ยิ่งก้มหัวต่ำลงอีก
ตอนที่ 179: ความเข้าขาที่แปลกประหลาด!
และตอนนี้ เฟิ่งจิ่วกลับตกใจน้อยๆ ถลึงมองชายหนุ่มตรงหน้า แอบคิดในใจว่า ‘น้ำเสียงนี้ทำไมฟังแล้วคุ้นหูนิดหน่อย? หรือว่าเธอเคยพบคนผู้นี้ที่ไหนมาก่อน?’
เป็นไปไม่ได้น่า! ผู้ชายคนนี้ท่าทางโดดเด่นเช่นนั้น หากเธอเคยเห็น คงจะไม่ลืมแน่นอน
ขณะกำลังคิด พลันเห็นชายหนุ่มตรงหน้าปล่อยกระแสลมออกมา ตัวเธอรู้สึกว่าทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง ทรุดนั่งลงไปบนพื้น
“เอาคนไปขังไว้ หากปล่อยให้เขาหนีไป ข้าจะสอบสวนพวกเจ้า!” นายท่านเหยียนกำชับเสียงเข้ม สะบัดแขนเสื้อ หันตัวจากไป
“ขอรับ!” ผู้ฝึกตนชุดดำสิบหกนายขานรับด้วยความเคารพ ดึงหนุ่มน้อยที่ทรุดนั่งอยู่บนพื้นขึ้นมา
หลังจากร่างกายหมดเรี่ยวแรง เพียงรู้สึกว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างถูกเขาปิดผนึกไว้
เฟิ่งจิ่วหวั่นใจเล็กน้อย เอ่ยว่า “พลังเร้นลับข้าถูกนายท่านพวกเจ้าปิดผนึกไว้ ไม่ต้องลากข้าแล้ว ข้าเดินเองก็ได้ อีกอย่าง มีพวกเจ้าเฝ้าอยู่ ข้าจะหนีพ้นได้รึ?”
“เหอะ ข้าแนะนำเจ้าทางที่ดีอย่าคิดหนี หากหนีอีก ระวังขาเจ้าจะถูกตัด!” ผู้ฝึกตนนายหนึ่งในนั้นพูดข่มขู่ ปล่อยมือที่จับนางไว้ออก บอกว่า “ไปเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วที่โดนขังอยู่ในห้องอีกครั้งรู้ว่าหนีไม่พ้นแล้ว จึงไม่นึกถึงมันอีก แต่มีเพียงตัวเองที่รู้ ว่าชายหนุ่มปิดผนึกแค่พลังเร้นลับ กลับไม่รู้ว่าในร่างยังมีกลิ่นอายพลังวิญญาณอยู่ เป็นเช่นนี้ ขอแค่หาโอกาส ก็ยังหนีออกไปได้
แต่ว่าก่อนหน้านั้น เธอยังอยากเข้าใจ ว่าคนพวกนี้จับเธอมาทำไมกันแน่?
ตำหนักยมราชรึ? เธอจำไม่เห็นได้เลยว่าตัวเองไประรานกองกำลังเช่นนี้ด้วย!
เช้าวันต่อมา เฟิ่งจิ่วถูกพวกเขาพาขึ้นเรือบินลำหนึ่ง เมื่อเรือบินลอยห่างพื้นขึ้นไปบนท้องฟ้า เฟิ่งจิ่วที่เดิมนั่งอยู่ด้านในก็เดินออกมา เห็นชายหนุ่มนั่งดื่มเหล้าอยู่หัวเรือ สาวก้าวย่างจะเดินเข้าไป กลับโดนขวางไว้
“ปล่อยเขาเข้ามา” นายท่านเหยียนสั่งโดยไม่หันหน้าไป
หลังเฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปก็นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ ยกเหยือกเหล้าขึ้นรินเหล้าเอง จิบไปคำหนึ่ง ก่อนจะถามว่า “พวกท่านจับข้ามาจะให้ช่วยชีวิตใครรึ? หรือว่า ต้องการทักษะการปรุงยาของข้า?”
คนพวกนี้แม้บนร่างจะมีไอสังหารกระหายเลือดรุนแรงนัก แต่กลับไม่มีความคิดจะฆ่าเธอ ไม่เช่นนั้น คงไม่มีชีวิตมาถึงตอนนี้ แต่คาดว่าสิ่งเดียวที่สามารถทำให้คนต้องตาได้ มีเพียงทักษะการรักษาและการปรุงยา
เห็นท่าทีลอยชายตามใจชอบ และท่าทางไม่ตกใจตื่นกลัว กลับทำให้ในดวงตานายท่านเหยียนเผยแววชื่นชม “ไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้ารึ?”
“อยากฆ่าคงฆ่าไปนานแล้ว ไยต้องรอถึงตอนนี้”
เธอลูบๆท้อง หันไปถามทหารอารักขาข้างๆ “เฮ้ ไม่มีของกินรึ? เอามาให้ข้าหน่อยสิ ตั้งแต่เมื่อวานถึงตอนนี้ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลยนะ”
ทหารอารักขาผู้นั้นมองนายท่านเหยียนแวบหนึ่ง หลังได้รับสัญญาณ ถึงจะเดินเข้าไปในเรือบิน ไม่นานนัก ก็หยิบขนมอบออกมาวางลงบนโต๊ะเล็กสองสามจาน
มองหน้ากากบนหน้าเขาก็ไม่สวม เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกทำลาย เวลานี้ยิ่งกินอย่างไม่รักษาภาพพจน์แม้แต่น้อย ดวงตานายท่านเหยียนฉายแววเล็กน้อย ปริปากบอกว่า “กินช้าๆหน่อย ไม่พอยังมีอีก”
“แค่กๆๆ”
เขายังพูดไม่จบดี พอเอ่ยไป ทันใดนั้นก็ทำให้เฟิ่งจิ่วตกใจสำลัก ขนมอบสำลักอยู่ตรงคอขึ้นมาไม่ไหว ลงไปก็ไม่ได้ ใบหน้าเสียโฉมขึ้นสีแดงก่ำเพราะเหตุนี้
เห็นเช่นนี้ นายท่านเหยียนก็ขมวดคิ้ว มองเฟิ่งจิ่วตบกลางอกพลางรินน้ำดื่มไปแก้วหนึ่ง หลังถอนหายใจอย่างโล่ง.อกก็ถลึงมองมาทางเขา
“ทำอะไรน่ะ?” เด็กคนนี้ ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
ตอนที่ 180: เขาจะถอดเสื้อผ้าข้า!
นัยน์ตาดำหันไปเห็นลูกน้องผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังมองมาอย่างตื่นตะลึง เขาขมวดคิ้ว กวาดสายตามองพวกเขา “นิ่งอยู่ตรงนั้นทำไมเล่า? ไม่มีอะไรทำกันรึไง? ถอยไปซะ!”
“ขอรับ!”
ผู้ฝึกตนหลอมแก่นพลังเหล่านั้นรีบร้อนขานรับ ขณะที่ถอยไป ก็มองเด็กหนุ่มชุดแดงผู้นั้นอีกครั้ง ดูไม่ออกจริงๆ ว่าหนุ่มน้อยนี่มีอะไรพิเศษกันแน่? ถึงสามารถทำให้นายท่านใช้ท่าทางคำพูดอ่อนโยนได้เช่นนี้?
หลังจากเฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง ก็ดูแลตัวเองทานขนมอบโดยไม่สนใจเขา รอบนี้ทานค่อนข้างช้า หนำซ้ำ ในดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งฉายแววเคลือบแคลง ‘ทำไมน้ำเสียงนั้นยิ่งฟังแล้วยิ่งคุ้นเคยนักนะ?’
เธอเคยได้ยินเสียงคนคนนี้ที่ไหนกันแน่นะ?
ถึงเวลาตอนเย็น เรือบินหยุดลงบนพื้นราบ หลังจากนายท่านเหยียนเดินลงมา เธอก็เร่งเดินตามลงไป แต่ไม่ทันไร ดวงตาก็ถูกคนใช้ผ้าสีดำอะไรบางอย่างปิดเอาไว้
พวกเขาพาเดินมาตลอดทาง รู้เพียงว่าหลังจากเดินไปบนช่วงหาทางแสนยาวไกลอย่างเลี้ยวลดคดเคี้ยว ข้างหูก็ได้ยินหลายคนขานต้อนรับนายท่านเหยียนกลับหอด้วยความเคารพ
“พาเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วส่งเขาไปหอโอสถ”
หลังน้ำเสียงนายท่านเหยียนลอยมาข้างหู เธอก็ถูกคนพาไป มาถึงห้องห้องหนึ่ง ผู้ฝึกตนท่านหนึ่งแก้ผ้าสีดำที่ปิดตาไว้ออก ขณะเดียวกันก็โยนชุดคลุมสีเทาชุดหนึ่งเข้ามา
“รีบๆเปลี่ยนแล้วตามข้ามา!”
เห็นผู้ฝึกตนยืนจ้องเธออยู่ในห้องเช่นนั้น ก็ถลึงดวงตา “เจ้าออกไปสิ! มัวจ้องอยู่ข้าจะเปลี่ยนชุดได้เช่นไร?”
“เป็นผู้ชายกันทั้งนั้นมีอะไรที่ดูไม่ได้เล่า? เร็วเข้า พิรี้พิไรให้มันน้อยๆหน่อย!” นั่นคือผู้ฝึกตนวรยุทธ์ระดับหลอมแก่นพลัง เป็นชายอายุยี่สิบกว่า และเป็นหนึ่งในสิบหกคนที่ตามกลับมาด้วยกันครั้งนี้ นามว่า ฮุยหลาง
“ข้าไม่ชินกับการถูกคนจ้อง” เธอขมวดคิ้วบอก
“เจ้าเด็กนี่ปัญหาเยอะเสียจริง! หากไม่เปลี่ยนอีกข้าจะช่วยเจ้าเปลี่ยน?” ขณะพูด เขาก็ก้าวยาวเดินเข้าไปใกล้จริงๆ ก่อนทำท่าทางจะถอดเสื้อผ้าเฟิ่งจิ่ว
ทว่า ไม่รอให้เขาเข้าใกล้ เฟิ่งจิ่วก็ยืดคอขึ้นตะโกนลั่น “อ๊า! อนาจาร!”
ประตูห้องพลันถูกผลักเปิด ผู้ฝึกตนสองสามนายด้านนอกล้วนเคลื่อนกายเข้ามา เห็นสถานการณ์ในห้อง ก็เบิกดวงตาอย่างอดไม่ได้ “ใครอนาจารใครรึ?”
หลังจากหนึ่งคนในพวกนั้นจ้องมองทั้งสองคนในห้อง ก็ยิ้มแปลกๆจ้องผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังผู้นั้นพลางเอ่ยว่า “ฮุยหลาง นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยังมีรสนิยมเช่นนี้อยู่อีกนะ!”
“ไสหัวออกไปซะ!”
สีหน้าผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังหมองมืดลง ถลึงมองเฟิ่งจิ่ว สั่งว่า “เจ้าสองคนมานี่! ถอดเสื้อผ้าเจ้าเด็กนี่ให้ข้าที!”
ฟังคำพูดนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วก็หรี่ลง ในดวงตาฉายประกายเย็นเยียบ ริมฝีปากคลี่ออกยิ้ม “ถอดเสื้อผ้าข้ารึ? เจ้าก็ลองเข้ามาสิ”
“เจ้าเด็กนี่คิดว่าข้าไม่กล้ารึ?” ฮุยหลางก้าวย่างออกหน้า ยื่นมือจะไปดึงเสื้อผ้าเฟิ่งจิ่ว
เธอไม่เกรงใจ เห็นเขาก้าวเข้ามา ลงมือทำเขาล้มออกไปด้วยการอาศัยแรงอีกฝ่ายโต้ตอบ ขณะเดียวกันนิ้วมือก็ขยับ เข็มเงินประกายเยือกเย็นจึงแทงเข้าจุดชีพจรตรงระหว่างเอวกับหน้าท้อง
“ซี๊ด!”
โดนเฟิ่งจิ่วทำให้ล้มลงบนพื้นอย่างกะทันหัน ฮุยหลางจึงเดือดดาลขึ้นมา มือหนึ่งกำหมัดกำลังจะใช้กลิ่นอายพลังวิญญาณ ก็ได้ยินเสียงเย็นเยียบดังลอยมา
“หยุดนะ!”
“นายท่าน!”
ทุกคนเห็นว่าเป็นนายท่านเหยียน จึงต่างพากันก้มหัวคำนับ
นายท่านเหยียนขมวดคิ้วเดินเข้ามา สายตาเย็นชากวาดมองทั้งสองคนแวบหนึ่ง เอ่ยถามเสียงทุ้ม “เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่เขาไม่ออกไป ต้องคอยจ้องมองข้า ซ้ำยังจะถอดเสื้อผ้าข้าอีก!”
นางพูดถึงเพียงนี้ ทุกคนจึงคิดเอนเอียงตามเป็นปกติ แต่ละคนต่างจ้องฮุยหลางที่สีหน้าแดงก่ำ เผยท่าทางว่า ‘ที่แท้ก็แบบนี้เอง’
จบตอน
Comments
Post a Comment